“แกงเลียง” อาหารรสวิเศษ…ของคนโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

“แกงเลียง” อาหารรสวิเศษ…ของคนโบราณ

แกงเลียง เป็นชื่อของแกงเลียงโบราณของไทย ลักษณะของน้ำแกงจะไม่ข้นหรือไม่ใสจนเกินไป มีรสเค็มพอดี รสเผ็ดร้อนได้จากพริกไทย และมีผักเป็นส่วนผสมหลัก เคล็ดลับแกงเลียงอร่อยๆ ผักในแกงเลียงจะต้องสด ใหม่ จึงจะทำให้น้ำแกงหวานโดยธรรมชาติ และหอมน้ำพริกแกง

ส่วนผักในแกงเลียงจะต้องไม่เปื่อยมาก สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในแกงเลียง คือ ใบแมงลัก เพราะเป็นลักษณะเฉพาะของแกงเลียงจริงๆ สำหรับผักที่ใส่ในแกงเลียง ส่วนมากจะประกอบไปด้วยผักนานาชนิด เช่น บวบ ฟักทอง น้ำเต้า ข้าวโพดอ่อน ตำลึง เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เป็นต้น

แกงเลียง ใช่ว่าจะเป็นที่นิยมเฉพาะคนโบราณๆ เพราะในเมนูอาหารตามร้านอาหารหรูๆ ไม่ว่าจะเป็นต่างจังหวัดหรือคนเมือง ก็พบว่ามีผู้สั่งเมนูนี้เป็นประจำ อาจจะเป็นด้วยว่าเป็นแกงซดน้ำให้คล่องคอ เช่นเดียวกับต้มยำหรือไม่?

แกงเลียง ใช่ว่าจะเป็นที่นิยมชมชอบกันแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนของเรา อย่าง เมียนมา ก็มีอาหารประจำชาติแบบแกงเลียงนี้เหมือนกัน

สมัยก่อนแกงเลียงมักนิยมใส่ผักที่คนโบราณนิยมกินกันที่หาได้ง่ายตามท้องถิ่น อย่างเช่น ใบตำลึง ยอดพริก บวบ หัวปลี และรวมทั้งยังมีผักอื่นๆ ที่อาจจะเอามาใช้ได้เช่นกัน อย่าง สายบัว ผักบุ้ง ฟัก แฟง ฟักทอง ถั่วฝักยาว เป็นต้น

หลักๆ ของเครื่องปรุงแกงเลียงก็คงไม่พ้น หัวหอมแดง กุ้งแห้ง กะปิ พริกไทย หรือมีบางคน (แล้วแต่รสนิยม) ชอบเผ็ดมาก ก็เอาพริกขี้หนูสดใส่ลงไปสัก 5-10 เม็ด เวลาโขลกเครื่องแกงก็ได้ ซึ่งจะได้รสชาติที่แปลกออกไป เหมือนต้มยำปลากรอบ

วิธีปรุงเครื่องแกง บางสูตรก็ให้เอากระเทียม 2-3 กลีบ ปอกเปลือกออก โขลกรวมกับหัวหอมแดง 4-5 หัว แล้วเอากุ้งแห้งสักกำมือพูนๆ ใส่ลงไปโขลกพร้อมกัน และใส่พริกไทยลงไปด้วยสัก 5-10 เม็ด (แล้วแต่ชอบ) บางคนชอบเผ็ดก็ใส่พริกขี้หนูลงไปสัก 5-10 เม็ด (แล้วแต่ว่าชอบเผ็ดหรือไม่เผ็ด) สำหรับบางคนนิยมเอาพริกชี้ฟ้า เพราะมีรสและกลิ่นหอม และไม่เผ็ดมาก

ถ้าแกงบ่อยๆ เบื่อกุ้งแห้ง ก็เอาปลากรอบมาแทนก็ได้ ซึ่งก็จะได้รสชาติแปลกออกไป เหมือนต้มยำปลากรอบที่หลายๆ ท่านติดอกติดใจว่ามีรสอร่อยกว่าต้มยำซะอีก เวลาจะทำก็ให้ตัดสินใจว่าจะเอาอะไรกันแน่ และอย่าเอามาปนกัน เพราะอาจจะถือว่าไม่เป็นการอนุรักษ์อาหารโบราณโดยแท้

เมื่อโขลกกุ้งแห้งหรือปลากรอบจนละเอียดกับเครื่องต่างๆ คือ พริกไทย หัวหอมแดง กระเทียม (หัวหอมต้องมากกว่ากระเทียม 3 ใน 4 ) และพริกสด แล้วเอาละลายลงในน้ำแกง ตั้งไฟจนเดือด แล้วใส่ผักพอผักสุก ก็ใส่ใบแมงลัก (แกงเลียงกับใบแมงลักเป็นของคู่กัน ถ้าขาดไปไม่อร่อยจริงๆ) จากนั้นคนให้ทั่วแล้วยกลง และให้กินขณะกำลังร้อนๆ (เคล็ดลับของแกงเลียงอยู่ที่ว่าพอยกจากเตาก็ต้องกินทันที จะปล่อยให้เย็นไม่ได้ ซึ่งคนโบราณเขาถือว่ากินไม่เป็นว่างั้น!)

แกงเลียง บางที่เมื่อใส่ผักก็ใส่กุ้งสดลงไปด้วย อย่างนี้ก็ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่อาจจะดูว่าเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป เพราะจุดมุ่งหมายของแกงเลียง ท่านต้องการกินผัก และซดน้ำกำลังร้อนๆ โบราณท่านว่า อร่อยดีนักแล

สำหรับคนสมัยนี้เขาว่ากินแกงเลียงไม่เป็นก็ว่าได้ แกงเลียงหม้อหนึ่งต้องใส่กุ้ง หรือปลาหมึกลงไป หรือใส่ฝักข้าวโพดอ่อนลงไปด้วย ซึ่งร้านอาหารหรือภัตตาคารเขามักจะชอบปรุงกันอย่างนี้ หากให้คะแนนกันแล้วถือว่าสอบตก

รสของกุ้งแห้งป่นหรือปลากรอบป่นนั้นเป็นรสคลาสสิกของคนไทย แล้วไปเอาอะไรต่ออะไรมาตัดหน้า ก็ต้องจัดว่าแกงเลียงไม่เป็น เรียกอย่างนี้ดูจะถูกต้องกว่า

ส่วนที่ใส่ลูกชิ้นปลาลงไปด้วยนั้น ก็ไม่ว่าอะไรกัน แต่อย่าเรียกว่าแกงเลียงโบราณก็แล้วกัน เรียกว่า แกงเลียงยุคใหม่ก็ได้

แกงเลียงนั้นจะขาดใบแมงลักไม่ได้เลย จะเอาอะไรมาแทนก็ไม่ได้ เหมือนขนมจีนซาวน้ำ ซึ่งปกติก็ใส่กุ้งแห้งป่นเป็นตัวยืนพื้นอยู่แล้ว แต่ของเดิมเขามีลูกชิ้นปลากรายปั้นกลม แล้วบีบให้แบนสักหน่อย เรียกว่า แจงร้อน เอาไปต้มกับกะทิข้นๆ สำหรับราดหน้าซาวน้ำ สมัยนี้เขาเอาลูกชิ้นที่ผลิตมาขายเป็นโล เอามาแทนแจงร้อน (ที่จริงแจงร้อนนอกจากจะสับหรือโขลกปลาให้ละเอียดแล้ว เขายังมีส่วนผสมบางอย่างไปไม่ให้เหม็นคาว จะใช้ลูกชิ้นปลาแท้ๆ ก็ถือว่าไม่เป็นการอนุรักษ์ของโบราณ)

แกงเลียง เมนูเรียกน้ำนมสำหรับคุณแม่

คนโบราณเขาบอกว่า “แกงเลียง” เหมาะสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน เพราะมีความเชื่อว่าผักที่อยู่ในแกงเลียงนั้นมีผลต่อการผลิตน้ำนม ทำให้คุณแม่มีน้ำนมเยอะ และเครื่องปรุงในแกงเลียงส่วนใหญ่นั้นมีฤทธิ์ให้ความร้อนแก่ร่างกาย ช่วยให้เลือดหมุนเวียนได้ดี และทำให้น้ำนมของคุณแม่เพิ่มขึ้นมากกว่าเมนูไหนๆ เลยก็ว่าได้!

บวบ ถือว่าเป็นผักที่ช่วยเรียกน้ำนมของคุณแม่ได้ดีทีเดียวแถมยังมีแร่ธาตุ มีกากใยอาหาร มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ป้องกันอาการท้องผูกที่มาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในระหว่างตั้งครรภ์

ข้าวโพดอ่อน มีคาร์โบไฮเดรต เบต้าแคโรทีน และแคลเซียม ช่วยให้การหลั่งน้ำนมเป็นไปตามปกติ

หัวปลี มีธาตุเหล็กมาก ช่วยบำรุงเลือด และบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง และยังมีกากใยสูง ช่วยในการขับถ่าย

ฟักทอง มีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา และบำรุงผิวพรรณของคุณแม่ให้เปล่งปลั่งอยู่ตลอดเวลา

ใบแมงลัก นอกจากจะช่วยให้แกงเลียงมีกลิ่นหอมน่ากินแล้ว ยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับลม ขับเหงื่อ

นอกจากนั้น ในน้ำพริกแกงเลียงก็มีประโยชน์มากมายอีกเช่นกัน อาทิ

กะปิ เต็มไปด้วยแคลเซียมจากกุ้งเคยตัวเล็กๆ ช่วยเสริมสร้างกระดูก

พริกไทย แก้ท้องอืด ขับลม ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แต่อาจมีผลต่อรสชาติของน้ำนมหากใส่ในปริมาณที่มากเกินไป

หัวหอมแดง ช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก ช่วยย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายของคุณแม่อบอุ่น แถมยังลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

ครัวชาวบ้าน ขอนำสูตรทำ “แกงเลียง” มาฝากคุณแม่หลังคลอด คิดว่าคงช่วยเพิ่มน้ำนมได้ดี และน่าจะเหมาะสำหรับผู้ลดน้ำหนัก เพื่อสุขภาพที่ดีลองทำดูกันนะคะ

ขั้นตอนและวิธีการปรุงแกงเลียง

ส่วนผสม

1. กุ้งสด

2. บวบเหลี่ยม บวบหอม

3. ข้าวโพดอ่อน (ไม่ใส่ก็ได้)

4. เห็ด (แล้วแต่ชอบ)

5. ฟักทอง

6. ใบตำลึง

7. ใบแมงลัก

8. น้ำซุป หรือน้ำสะอาด

ส่วนผสมน้ำพริกแกงเลียง

1. กุ้งแห้ง

2. พริกไทยเม็ด

3. หัวหอมแดง

4. กะปิน้ำพริก (อย่างดี)

5. เกลือ

ขั้นตอนการปรุง

1. โขลกส่วนผสมน้ำพริกเข้าด้วยกันให้ละเอียด

2. นำน้ำซุปตั้งไฟให้เดือด ละลายพริกแกงกับน้ำซุป ตั้งจนเดือด ใส่ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน บวบ เห็ดฟาง ตั้งต่อจนผักสุก

3. ใส่ใบตำลึง ใบแมงลัก และกุ้ง ปรุงรสด้วยน้ำปลา ปิดไฟ

เคล็ดลับ

1. น้ำแกงต้องไม่ข้นเป็นโคลน หอมกลิ่นพริกไทยและกะปิ

2. ผักต้องสุก นุ่ม แต่ไม่เปื่อย

3. บางคนใส่กระชายโขลก หรือพริกขี้หนูสดในน้ำพริกเล็กน้อย จะช่วยให้น้ำแกงมีกลิ่นหอมขึ้น

4. จะกินแกงเลียงให้อร่อย ต้องซดตอนน้ำแกงร้อนๆ (คนโบราณเขาบอกว่า ซดแกงเลียงร้อนๆ แก้ไข้หวัดดีนักแล)

5. ข้อสำคัญ แกงเลียง จะปรุงรสด้วยเกลือเท่านั้น ไม่ใช้น้ำปลา และต้องใช้กะปิน้ำพริกอย่างดีเท่านั้นน้ำแกงถึงจะหอม และอร่อย

ในสมัยก่อนแกงเลียงจะมีเนื้อสัตว์เฉพาะที่โขลกลงในน้ำแกงเท่านั้น ซึ่งเนื้อสัตว์จะทำให้น้ำแกงข้นขึ้น อาจจะใช้ได้ทั้งกุ้งแห้ง หรือปลากรอบก็ได้ แต่ในปัจจุบันแกงเลียงไม่ได้ใส่เฉพาะเนื้อสัตว์โขลกป่นเท่านั้น แต่จะใส่เนื้อเป็นชิ้นๆ ลงไปด้วย เช่น กุ้งสด ปลาหมึก เนื้อไก่ฉีก เป็นต้น

ส่วนเครื่องแกงของแกงเลียงจะประกอบด้วย พริกไทย หัวหอมแดง กะปิ กุ้งแห้ง หรือเนื้อปลากรอบ หรือบางท่านจะผสมพริกขี้หนูสดโขลกลงไปเพิ่มความเผ็ดด้วย แต่จะให้หอมและได้รสชาติเผ็ดร้อนเท่ากับพริกไทยคงไม่ได้

บางคนเด็ดพริกไทยสดเป็นช่อๆ ใส่ลงไปด้วย ซึ่งในสมัยก่อนเขาใช้ใส่ผัดเผ็ด หรือผัดขี้เมาโดยเฉพาะเท่านั้น อย่าเอาอะไรมาใส่ให้เปรอะไปหมดก็แล้วกัน!

หากท่านเบื่อๆ ไม่รู้จะกินอะไรดี ขอแนะนำแกงเลียงสักถ้วย รับรองว่าท่านจะอร่อยติดอกติดใจ เพราะนอกจากความอร่อยเด็ดเฉพาะตัวของ “แกงเลียง” ที่ได้ซดร้อนๆ แล้ว จะรู้สึกสดชื่นหูตาสว่างขึ้นมาเลยล่ะค่ะ!

ปฏิบัติการโปแลนด์ (3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ปฏิบัติการโปแลนด์ (3)

หลังจบการแสดงศิลปะที่เมืองลูบลิน รุ่งขึ้นเราต้องเดินทางกันต่อเพื่อไปแสดงงานศิลปะในเมืองจีโรน่าโกร่า ห่างจากลูบลินไปอีกไกลทีเดียว เราจะนั่งรถไฟโดยสารกินเวลาราว 5 ชั่วโมง โดยมี วาร์เดอมา ศิลปินผู้อำนวยการหอศิลปแห่งลูบลิน ซึ่งเป็นคนจัดงานครั้งนี้นำทางไปด้วย

อาจเป็นด้วยระยะทางจากลูบลินไปจีโรน่าโกร่าค่อนข้างยาว และคงเป็นขบวนรถไฟราคาแพง รถไฟเที่ยวนี้จึงดูโอ่โถงสะดวกสบายกว่าขบวนวอร์ซอ-ลูบลิน เราจับจองได้ที่นั่งซึ่งทำเป็นห้องๆ มี 6 ที่นั่ง นอกจากพวกเรา 5 คน ยังมีผู้โดยสารอื่นอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขาง่วนอยู่กับโน้ตบุ๊กบนตักจนแทบจะไม่เงยหน้าขึ้นมองใคร ยกเว้นตอนที่พนักงานเข็นรถเครื่องดื่มกับของว่างเข้ามา เขาจึงละจากงานตรงหน้ามารับกาแฟและแซนด์วิช จากนั้นก็ก้มหน้ากับโน้ตบุ๊กต่อไป ราวกับห้องนี้ไม่มีคนอีก 5 คน อยู่ด้วย พวกเราแอบคุยกันว่า เขาคงจะเป็นนักเขียนนวนิยาย เผลอๆ อาจเขียนเรื่องพวกเราอยู่ก็ได้

คนโปแลนด์คงเดินทางไกลด้วยรถไฟแสนสบายนี้เป็นกิจวัตร จึงหมดความตื่นเต้นกับบรรยากาศและทิวทัศน์ 2 ข้างทาง ต่างกับพวกเราชาวไทยที่นั่งนิ่งอยู่ในโบกี้ไม่นาน ก็ชวนกันออกไปเดินดูโบกี้อื่นๆ และจบลงตรงตู้เสบียง แม้จะไม่อยากเปรียบเทียบกับรถไฟไทย แต่ก็อดไม่ได้เมื่อเห็นตู้เสบียงอันสะอาดสะอ้าน พนักงานสวมเสื้อขาวสะอาดท่าทีสุภาพ เราจึงยึดเอาตู้เสบียงเป็นที่นั่งยาวไปกระทั่งเกือบถึงสถานีเมืองจีโรน่าโกร่า

จีโรน่าโกร่า เป็นเมืองหลักของจังหวัดลูบุช บ้างออกเสียงว่า แชลอนากูรา Zielona G?ra ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของโปแลนด์ มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 152,069 คน นับว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรในหลายจังหวัดของไทย

ด้วยว่าเราใช้เวลาอยู่ที่นี่เพียงแค่ 3 คืน 4 วัน อีกทั้งเป็นช่วงเวลาที่ต้องเตรียมงานแสดง ดังนั้น การที่จะทำความรู้จักกับเมืองนี้จึงมีไม่มากนัก เราพักกัน ชั้น 3 ของแกลลอรี่ที่จัดงานแสดงศิลปะ ซึ่งเขาจัดชั้นบนเป็นที่สำหรับให้ศิลปินพำนักโดยเฉพาะ ประกอบไปด้วย ห้องนอน 3 ห้อง กับห้องน้ำรวม มีครัวเล็กๆ และที่นั่งพูดคุยดื่มกาแฟ ซึ่งครัวเล็กๆ ที่มีเตามีหม้อกับถ้วยชามให้นี่เอง เป็นดังสวรรค์ที่เราโหยหา ด้วยว่าแม้จะจากเมืองไทยมาแค่ไม่กี่วัน แต่เราก็เริ่มเอียนอาหารที่เต็มไปด้วยนมเนย โดยเฉพาะพิซซ่าที่มักจะมาบ่อยครั้ง อีกทั้งเป็นพิซซ่าถาดยักษ์ที่ไม่มีเครื่องปรุงอย่างพริกไทย พริกป่น ให้เราแซ่บปากบ้าง

เมื่อเห็นเตากับเครื่องครัวอื่นๆ พวกเราจึงคิดถึงบะหมี่สำเร็จรูป ที่แต่ละคนติดกระเป๋ากันมา ฉันเองนั้นเป็นจำพวกไม่นิยมบะหมี่ ไม่ว่าจะสายพันธุ์ดั้งเดิมหรือใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะรสเลิศเลอเอาใจลิ้นคนไทยหรือลิ้นเกาหลีญี่ปุ่น แต่ก็อดไม่ได้ที่อยากจะลิ้มรสบะหมี่ในเวลานี้

หลังจากเดินซอกแซกจนรู้จักแหล่งว่า ที่ไหนมีสิ่งใดขายบ้าง ยุทธการตามหาของกินที่จะปรุงอาหารไทยจึงตามมา แกลลอรี่ที่เราพักและแสดงงานอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเดินเล่น ในบริเวณนั้นเต็มไปด้วยร้านขายของ รวมถึงห้างสรรพสินค้าที่ขายอาหารสด อาหารแห้ง เราจึงจับจ่ายได้พืชผักและเนื้อเพียงพอกับเมนูอาหารไทยที่คิดไว้

น่าจะเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดสำหรับช่วงเวลาที่ได้มาโปแลนด์ เราเชื้อเชิญศิลปินกับเจ้าหน้าที่ในแกลลอรี่มากินอาหารมื้อนี้ด้วยกัน สมพงษ์ ศิลปินและกวีไทยเป็นเชฟใหญ่ในการปรุง เขาแกงเขียวหวานเนื้อด้วยเครื่องแกงซองที่ติดมาจากเมืองไทย ใช้กะทิกระป๋องที่ได้จากห้างสรรพสินค้า มีพริกดอกใหญ่กับมะเขือลูกโต เท่านี้ก็อวลกลิ่นหอมจนกระเพาะร้องโครกคราก นอกจากนี้ ยังมีผัดผักกับเมนูใหม่ที่จับใจชาวบะหมี่ซอง นั่นคือ บะหมี่รสแซ่บใส่สตรอเบอรี่ ไม่น่าเชื่อว่ารสหวานอมเปรี้ยวของสตรอเบอรี่จะเข้ากันดีกับบะหมี่

ที่เมืองลูบลินคนน้อยจนเพื่อนศิลปินของเราที่มาจากบางกอกคนพลุกพล่าน บ่นว่าเมืองนี้เหงาจัง

ครั้นมาถึงจีโรน่าโกร่าผู้คนก็ยังไม่มากมายอะไร แต่คงเพราะเราพักอยู่ในย่านที่ผู้คนจอแจ และเดินออกจากที่พักไม่นานก็ถึงย่านที่ว่านี้ จึงดูว่าเป็นเมืองที่ไม่ใคร่เหงานัก

ย่านกลางเมืองอันเป็นสถานที่เดินเล่นพักผ่อนหย่อนใจและดื่มกิน มีอนุสาวรีย์ที่ฉันชอบตั้งอยู่ เขาเรียกว่า เทพเจ้าแห่งความสำราญ ผมหยิกนัยน์ตาสุกสกาวรื่นเริงราวไม่เคยพานพบทุกข์ หรืออาจจะผ่านทุกข์มาจนถึงระดับที่ทุกข์มิอาจแพ้วพาน นอกจากประติมากรรมขนาดใหญ่แล้ว ยังมีรูปปั้นเทพแห่งความสำราญขนาดเล็กๆ อยู่ตามที่ต่างๆ ช่างน่ารักน่าเอ็นดู เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะสำราญตามไปด้วย

ผ่าน 2 เมือง ในโปแลนด์อย่างเรียกได้ว่าฉาบฉวย ด้วยว่าไม่ได้ไปที่ไหนมากมายด้วยการงานบังคับ เส้นทางมีแค่แกลลอรี่กับถนนรายรอบ แต่ตามที่เห็นคือ ตึกรามบ้านช่องที่สวยงามของเขา สถาปัตยกรรมเก่ายังคงมีให้เห็น ถนนหนทางน่าเดินเล่น ข้ามถนนไม่ต้องเครียดมาก เพราะรถทุกคันจะจอดให้คนข้ามถนน ไม่มีรถเครื่องปาดหน้าปาดหลังให้สะดุ้ง จักรยานก็อยู่ในที่ทางของตัวเอง ไม่ได้ขี่ด้วยท่าทีเรียกร้องว่า นี่ฉันปั่นเพื่อโลกนะ

อ้าว! ตายจริง…นี่ไม่ได้หมายจะเปรียบเทียบกับบางประเทศหรอกนะ แค่เขียนไปตามที่เห็น

เมื่อลำห้วยคะคางวิกฤต ทั้งสารพิษและโลหะหนัก พรั่งพรูสู่อ่างแก่งเลิงจานและแม่น้ำชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

เมื่อลำห้วยคะคางวิกฤต ทั้งสารพิษและโลหะหนัก พรั่งพรูสู่อ่างแก่งเลิงจานและแม่น้ำชี

ลำห้วยคะคาง เกิดจากเนินดินสันปันน้ำ “โคกแบ่ง” ที่ทอดตัวในแนวนอนจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก จากเขตพื้นที่อำเภอวาปีปทุม และอำเภอบรบือ โดยมีลำรางธรรมชาติที่เป็นลำห้วยสาขาถึง 7 สาย มี ห้วยเครือซูด ห้วยหนองหิน ห้วยปลาคูน ห้วยโจด ห้วยหนองแสง ห้วยหนองปลิง และห้วยน้อย นอกจากจะเป็นสันเนินดินกักเก็บน้ำแล้ว ยังเป็นแนวเขตแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำชีกับลุ่มน้ำมูลอีกด้วย ลำห้วยคะคางมีความยาวตลอดสายเกือบ 50 กิโลเมตร ไหลจาก “อ่างเก็บน้ำห้วยคะคาง” หรือ “อ่างโคกก่อ” ที่หัวสันเขื่อนอยู่ในพื้นที่ตำบลโคกก่อ เชื่อมโยงไปยังตำบลบัวค้อ อำเภอเมืองมหาสารคาม อันเป็นบริเวณท้ายเขื่อน จากเนินดินและอ่างต้นน้ำส่งสายน้ำให้ไหลผ่านพื้นที่หลายหมู่บ้านในตำบลโคกก่อ ตำบลหนองโน ตำบลหนองปลิง ตำบลแวงน่าง จากนั้นจึงไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน ที่บ้านท่าแร่ ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นพื้นที่ชลประทานและคลองส่งน้ำ เพื่อการเกษตรและการประมงถึง 4,500 ไร่

ลำห้วยคะคางเป็นเพียงลำห้วยสายเดียวที่ไหลผ่านกลางเมืองในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม มีสถานศึกษาหลายแห่งต้องอาศัยแหล่งน้ำจากลำห้วยสายนี้ ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏ วิทยาลัยพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม วิทยาลัยอาชีวศึกษา เป็นต้น ก่อนไหลผ่านพ้นไปออกนอกตัวเมือง เปลี่ยนวิถีการไหลจากแนวตะวันตกไปสู่ตะวันออก ผ่านพื้นที่ตำบลลาดพัฒนา ตำบลเขวา ออกไปเชื่อมกับลำน้ำชี ที่บริเวณบ้านท่าตูม ตำบลท่าตูม อำเภอเมืองมหาสารคาม

อ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งที่เป็นแหล่งต้นน้ำของห้วยคะคางคือ อ่างเก็บน้ำห้วยคะคาง หรืออ่างโคกก่อ และอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจาน สำหรับอ่างโคกก่อนั้นอยู่บริเวณบ้านโคกก่อ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมีปริมาณพื้นที่รับน้ำฝนได้ถึง 72.50 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 0.956 ตารางกิโลเมตร หรือ 597 ไร่ มีความจุ 4.126 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนอ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจานอยู่ในเขตบ้านโนนหัวฝาย ตำบลแก่งเลิงจาน อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มีปริมาณพื้นที่รับน้ำฝนได้ 208 ตารางกิโลเมตร ความจุในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ 3.04 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,900 ไร่ ในขณะที่ทั้งสองอ่างเก็บน้ำและลำห้วยคะคางอยู่ในเขตพื้นที่การปกครองท้องถิ่นถึง 11 องค์กร มี องค์การบริหารส่วนตำบลบัวค้อ องค์การบริหารส่วนตำบลโคกก่อ องค์การบริหารส่วนตำบลดอนหว่าน องค์การบริหารส่วนตำบลหนองปลิง องค์การบริหารส่วนตำบลแวงน่าง องค์การบริหารส่วนตำบลหนองโน องค์การบริหารส่วนตำบลแก่งเลิงจาน เทศบาลเมืองมหาสารคาม องค์การบริหารส่วนตำบลลาดพัฒนา เทศบาลตำบลเขวา และองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม ซึ่งทั้ง 11 องค์กร มีประชากรราว 150,000 คน ใน 2,000 ครัวเรือน

จากข้อมูลดังกล่าวได้พบข้อเท็จจริงหลายประการ เป็นต้นว่า เกษตรกรได้เพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวเกือบเต็มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ ทำให้ผืนป่าต้นน้ำซึ่งมีพื้นที่รวมราว 5,000 ไร่ ถูกทำลายเสื่อมโทรมเกือบสิ้นเชิง มีป่าชุมชนบ้านหนองคูณ ป่าหนองโน-อีดำ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างรุนแรงส่งผลต่อคุณภาพน้ำ เกิดการพังทลายของหน้าดิน ส่งผลให้ลำห้วยสาขาตื้นเขิน เกิดปัญหาน้ำท่วมหลากในฤดูฝน พลังน้ำไหลเร็วและแรง ครั้นถึงฤดูแล้งลำห้วยสาขากลับแห้งผาก เหลือเพียงบริเวณฝายในลำห้วย แต่ก็ไม่อาจใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตรกรรมได้มายาวนานกว่า 3 ปีต่อเนื่องกัน

ประการสำคัญอันเป็นปัญหาที่แผ่กระจายในวงกว้างเกือบทุกสังคมคือเรื่องราวของขยะ โดยเฉพาะบ่อขยะขนาดพื้นที่เกือบ 50 ไร่ ที่อยู่บริเวณต้นน้ำของลำห้วยคะคาง ที่เริ่มกลายเป็นพื้นที่ทิ้งขยะของ 19 หน่วยงาน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 ซึ่งส่งผลให้น้ำพาสิ่งปฏิกูลอันเป็นมลพิษไหลลงสู่ลำห้วยร่องน้ำสาขา ตลอดจนไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแก่งเลิงจานอันเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคหลักของคนในทุกเขตพื้นที่ โดยขาดการแก้ไขอย่างถูกวิธี จนในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งของคนในพื้นที่กับหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างรุนแรงในปี พ.ศ. 2550 จนชาวบ้านต้องสูญเสียผู้นำ เรื่องราวจึงเงียบไปสักระยะ จนถึงปี พ.ศ. 2558 เกิดวิกฤตขยะล้น น้ำเน่าไหลลงอ่างน้ำสาธารณะ ถึงกับมีการเจรจาทำข้อตกลงกันถึง 9 ข้อ แต่ก็ดูจะยังไม่ขับเคลื่อนไปสู่กระบวนการแก้ปัญหาสักเท่าใดนัก

เนื่องจากลำห้วยคะคางเป็นเพียงลำน้ำสายเดียวที่ไหลผ่านเขตเทศบาลเมืองมหาสารคาม ซึ่งมีประชากรหนาแน่น อีกทั้งลำห้วยคะคางและลำรางสาขาก็ไหลผ่านพื้นที่กลางเมือง เป็นต้นว่า คลองสมถวิล กุดนางไย กุดหว้า ต่างได้กลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำเสียจากชุมชนเมือง ทำให้น้ำเน่าเสียสะสม ตะกอน ผักตบชวา ก่อนจะไหลเอื่อยๆ ลงสู่แม่น้ำชี บริเวณบ้านท่าประทาย และในพื้นที่ตำบลท่าตูม อำเภอเมือง ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 20 กิโลเมตร

วิกฤตดังกล่าวเห็นทีจะต้องให้หน่วยงานทุกองค์กร ทั้งส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ ตลอดจนสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงประชาชนที่เป็นเกษตรกรและผู้ใช้น้ำในชุมชนเมือง ควรได้ตระหนักถึงปัญหาและหันหน้าเข้ามาใส่ใจ และร่วมมือกันอย่างจริงจัง แก้ไขด้วยสันติวิธี ทำนองปรองดอง เพื่อสุขภาวะของตัวเราเองและสังคมส่วนรวม

ลพบุรี หลังวัฒนธรรมเขมร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เรียนรู้จากหนังสือ

ศรีจุฬาลักษณ์

ลพบุรี หลังวัฒนธรรมเขมร

ความทันสมัยของเทคโนโลยีเวลานี้ มีผู้นำมาใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

ถ้าหากเป็นคนที่ไม่ค่อยรู้จักพอ ก็มักจะตกเป็นเหยื่อของความทันสมัย

ส่วนผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เต็มเต็มก็คือ บรรดาพ่อค้าแม่ขายนั่นแหละ

เครื่องมือสื่อสารต้องรู้จักใช้ จึงจะเป็นประโยชน์

แต่ถ้าแค่ใช้ได้ก็จะเกิดโทษมหันต์เช่นกัน

การใช้จึงต้องมีสติกำกับ ขาดสติจะเดือดร้อนทั้งผู้ใช้และส่วนรวม

หากช่างสังเกต ก็จะรู้ว่าเวลานี้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง เป็นเงาตามตัว

สาเหตุก็เพราะความหมกมุ่นจนขาดสติ

ความสัมพันธ์ของผู้คนเวลานี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน

มักเป็นความสัมพันธ์แบบฉาบฉวย

แม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ก็ไม่ได้เป็นไปในรูปแบบเดิม

และเมื่อคิดถึงอนาคต ยังคิดไม่ออกว่า ความสัมพันธ์ของครอบครัวและผู้คนในสังคมจะเป็นไปในรูปแบบใด

คิดแล้วก็ใจหาย

มาอ่านหนังสือหาความรู้ประดับสติปัญญาดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนให้อ่านเรื่องเก่าที่ก่อให้ชวนค้นหา นั่นคือเรื่อง “ลพบุรี หลังวัฒนธรรมเขมร”

ผู้ที่ค้นคว้าหามาให้รู้คือ ศ.ดร. ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ซึ่งท่านได้กล่าวว่า

“หลักฐานทางศิลปกรรมที่เมืองลพบุรี ระหว่างช่วงระยะเวลาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ละโว้ หรือ ลพบุรี เป็นเมืองสำคัญในฐานะเมืองศูนย์กลางทางการปกครอง ในลักษณะของอาณาจักรหนึ่ง

ภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรกัมพูชา มาจนถึงการสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี

จึงเป็นคำตอบทางวิชาการประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลปะได้ว่า มีอาณาจักรละโว้อยู่ระหว่างกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 19

และควรกำหนดชื่อเรียกศิลปะว่า “สมัยลพบุรี”

รวมทั้งอาจเป็นคำตอบอีกคำถามหนึ่ง เรื่องที่มาของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาเสด็จมาจากไหน จากหลักฐานทางศิลปกรรม

อาจตอบได้ว่า น่าจะเสด็จมาจากเมืองลพบุรี”

ความรู้เรื่องนี้ อยากให้ช่วยกันศึกษา เพื่อจะได้เกิดปัญญา

สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์จำหน่าย ในราคาเล่มละ 240 บาท

เวลานี้หลายคนกังวลว่า ต่อไปหนังสือจะหายไปจากโลก เพราะความทันสมัย

แต่ก็ยังมีความเห็นว่า หนังสือจะยังอยู่คู่กับโลกใบนี้ และความทันสมัยจะเสื่อมสภาพโดยตัวของมันเอง

หนังสือ ถือเป็นสิ่งที่คลาสสิกที่สุดแล้ว

เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

เรื่อง – งมงาย

คอลันน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – ชาคริต แก้วทันคำ

หรือเป็นเพียงความฝัน-ไม่ทันตรึก

สั่นไหวความรู้สึกให้นึกหวั่น

ฝากเสียงสะอื้นคล้ายยืนยัน

พรากความสัมพันธ์เพียงชั่วคราว

หรือเป็นเพียงความลวง-ให้ห่วงหา

ทิ้งรอยอาลัยให้เหน็บหนาว

น้ำตาร่วงอาบแก้มอยู่แวมวาว

ปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่รางเลือน

หรือเป็นเพียงมายา-ไม่น่าหลง

พะว้าพะวงฝันค้างพลางกลบเกลื่อน

ในหัวใจคลอนคลายคล้ายฟั่นเฟือน

เผลอยิ้มเจื่อนกับความเศร้าที่เปล่ากลวง

หรือเป็นเรื่องหัวใจ-ไม่รู้รัก

สร้างรอยแตกหักอย่างหนักหน่วง

ปรารถนาความงามในความลวง

จึงติดบ่วงอารมณ์ฝันพลันงมงายฯ

ความอดทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

ความอดทน

ขันติ เป็นบทธรรมสำคัญ ที่กระจายอยู่ในหมวดธรรมต่างๆ เพื่อบรรลุถึงภารกิจอันยิ่งใหญ่ เช่น การบำเพ็ญบารมี 10 ประการ ของพระโพธิสัตว์ เพื่อเข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้า ผู้นำสัตว์ทั้งหลายออกจากวัฏสงสาร ทศพิธราชธรรมของพระเจ้าแผ่นดินผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนในแว่นแคว้นแดนประเทศของตนๆ ก็ประกอบด้วยขันติธรรม

ขันติ แปลตรงตัวว่า ความอดทน

พระพุทธเจ้าได้ทรงแบ่งความอดทนออกเป็น 3 แบบ คือ ทนลำบาก ทนตรากตรำ และทนเจ็บใจ

ทนลำบาก ได้แก่ ทนลำบากในการทำงานหนักที่จะต้องใช้กำลังเข้าต่อสู้เพื่อให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี

ทนตรากตรำ คือ ทนต่อสภาพอากาศความหนาวความร้อนแดดฝนและลมในการทำงานในสถานที่ต่างๆ ที่มีสภาพอากาศแตกต่างกันไปอย่างไม่ท้อถอย เช่น ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ทำงานในไร่ ในนา ในสวน ด้วยความขยันขันแข็งอาบเหงื่อต่างน้ำ ชุ่มตัวทุกเมื่อเชื่อวัน

ทนเจ็บใจ อันธรรมดาการทำงานในสังคมย่อมต้องประสบกับผู้คนมากหน้าหลายตา ต่างคนต่างมาจากภูมิหลัง การศึกษา วัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป แม้บางคราวได้ปรับตัวเข้าหากันอย่างเต็มที่แล้ว แต่เมื่อปรับเข้าหากันมิได้ ก็มีการกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา การกระทบกระทั่งกันนั้นมีตั้งแต่น้อยๆ จนถึงการชี้หน้าด่าทอว่ากล่าวกันด้วยถ้อยคำรุนแรง เป็นการสบประมาทกันให้เกิดความเจ็บปวดใจ ถ้าทนไม่ได้เหตุร้ายก็จะเกิดขึ้นแก่ชีวิต ถ้าทนได้ก็ไม่มีเหตุร้ายใดๆ ในชีวิตหรือในสังคม เหตุการณ์ก่อการร้ายหรือสังหารหมู่ในที่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ มาจากความไม่อดทนต่อความเกลียดชัง ความไม่พอใจ ที่สะสมมาจากการดูหมิ่นถิ่นแคลนเป็นรายบุคคล เป็นหมู่ เป็นกลุ่ม เป็นศาสนา หรือเป็นชาติพันธุ์ เมื่อสะสมไว้นานจึงระเบิดออกมาเป็นเหตุร้ายต่างๆ ที่เบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่น สร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินมากมาย

นอกจาก ขันติธรรม จะช่วยให้ปัจเจกบุคคลประสบความสำเร็จในส่วนบุคคลแล้ว ยังเป็นคุณธรรมเพื่อส่งเสริมกันอยู่ร่วมกันด้วยสันติแก่ผู้ที่มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ ด้วยการสงวนส่วนต่าง ส่งเสริมและมีส่วนร่วมในส่วนที่เหมือนกันและไปกันได้ดี

ในสังคมอเมริกัน มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อสูง เมื่อประชากรมีความอดทนสูง ความสงบในสังคมก็มีสูง เมื่อประชากรมีความอดทนน้อย เหตุการณ์รุนแรงมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ รัฐจึงส่งเสริมขันติธรรม (Tolerance) เป็นคุณธรรมร่วมของประชากรอเมริกัน ที่ทุกคนไม่ว่าศาสนาใดๆ พึงมีความอดทนให้มาก เพื่อร่วมกันสร้างเอกภาพในความหลากหลายให้กลายเป็นสังคมที่เข้มแข็ง เพราะมีรากที่ทรงคุณค่าถักทอกันไว้อย่างเหนียวแน่น

เมื่อพูดถึงความงาม คนทั่วไปมักจะรู้จักความงามด้านร่างกาย เพราะมองเห็นได้ง่าย มีดัชนี้ชี้วัดมากมาย แต่ความงามด้านจิตใจไม่ค่อยได้กล่าวถึงกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความอดทนเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ความอดทนเป็นองค์ประกอบแห่งคุณธรรม อันทำให้งาม 2 ประการ คือ ขันติความอดทนโสรัจจะความเสงี่ยม ขันติเป็นธรรมส่งเสริมความงาม ในที่นี่น่าจะส่งเสริมความงามทางใจและสะท้อนออกมาทางกายด้วย เช่น เมื่อใครมีการว่ากล่าวก้าวล่วงสามารถกำหนดรู้ระงับความโกรธได้ ไม่แสดงอาการเกรี้ยวกราดโต้ตอบ รักษาความปกติของใจมิให้หวั่นไหว รักษาหน้าตาท่าทางให้ปกติ ปล่อยเหตุการณ์ที่น่าจะรุนแรงสงบระงับลงได้อย่างปลอดภัย สภาพเช่นนี้แหละ คือความงามที่ปรากฏในใจ แล้วแสดงออกมาทางกายให้ได้พบเห็น

ในการศึกษาฝึกฝนอบรมเรื่องใหม่ๆ ต้องใช้ความอดทนสูงกว่าจะคุ้นเคย เมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้วต้องอดทนทบทวนเรื่องราวเหล่านั้น เพื่อรักษาความคงที่มิให้คุณภาพลดน้อยถอยลง

พระพุทธเจ้าทรงยกย่องขันติธรรมว่าเป็นยอดแห่งธรรมะ เพื่อการละกิเลสผู้พากเพียรเพื่อเอาชนะกิเลสที่มาขับเคลื่อนใจไปอยู่ในอำนาจของตน พึงถือขันติธรรมให้มั่น จะได้นำไปเผชิญหน้ารบราเผาผลาญกิเลสได้อย่างราบคาบ ดั่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญมาเป็นตัวอย่างนั่นแล

ขันติธรรม เป็นยอดธรรมทั้งเพื่อการพัฒนาบุคลิกภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของปัจเจกชนและขยายไปสู่การอยู่ร่วมกันด้วยสันติในสังคมที่มีความหลากหลายมากมายด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ

วิญญูชนผู้ปรารถนาความงามแห่งชีวิตในทุกขั้นตอน พึงสมาทานขันติธรรมเป็นธรรมประจำตัวเถิด

รณรงค์ ปลูกหญ้าแฝก เฉลิมพระเกียรติฯ ในหลวง มหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 629

เรื่องเล่าสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

รณรงค์ ปลูกหญ้าแฝก เฉลิมพระเกียรติฯ ในหลวง มหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี

ปัจจุบัน ยังมีปัญหาการชะล้างพังทลายของดินในอัตราสูง เนื่องจากสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเล็งเห็นถึงศักยภาพและความสำคัญของหญ้าแฝกกับการจัดการทรัพยากรดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยให้กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหลักประสานการดำเนินงานกับส่วนราชการต่างๆ เพื่อดำเนินการศึกษา ทดลอง วิจัย และดำเนินการปลูกหญ้าแฝกเพื่อแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน

การดำเนินการจนถึงปัจจุบันมีการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรมและปรากฏผลสำเร็จอย่างชัดเจน สามารถลดการชะล้างและพังทลายของดิน แก้ไขปรับปรุงและฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรม ให้มีความอุดมสมบูรณ์ สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง

นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดิน ในฐานะหน่วยงานที่ดำเนินงานเพื่อสนองพระราชดำริด้านอนุรักษ์ดินและน้ำ ได้น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ ด้วยการส่งเสริมปลูกหญ้าแฝก เพื่อแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน ในพื้นที่ที่มีความลาดชัน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้จัดทำ “โครงการรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559” ขึ้น

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และน้อมนำวิธีปฏิบัติตามแนวทางพระราชดำริด้านการใช้หญ้าแฝก พร้อมกับสร้างจิตสำนึกที่ดีให้กับเกษตรกรในการอนุรักษ์ดินและน้ำ

“ด้วยการให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม โดยมีเป้าหมายปลูกหญ้าแฝก จำนวน 70 ล้านกล้า พื้นที่ดำเนินการ 76 จังหวัด ทั่วประเทศ ระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนธันวาคม 2559”

“เราจะคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายและกำหนดแนวทางการดำเนินงาน กำหนดวันรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก พร้อมทั้งเชิญเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ประชาชนทั่วไป และสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเป็นการรณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงประโยชน์ของหญ้าแฝก และให้ความรู้กับผู้เข้าร่วมโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรดินและน้ำ พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงาน และส่งเสริมให้เกษตรกรมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องด้วยตนเองต่อไป ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 54 ล้านกล้า” อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าว จะช่วยลดปัญหาการชะล้างพังทลายของดินให้ลดน้อยลง เพิ่มประสิทธิภาพในการดักตะกอนดิน และเพิ่มความชุ่มชื้นในดิน ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมให้มีความอุดมสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น

ที่สำคัญ เกษตรกรและประชาชนทั่วไปจะได้รับทราบและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่ทรงเป็นผู้ริเริ่มการใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ และปรับปรุงสภาพแวดล้อมในประเทศไทย

อุตสา “ฮา” กรรม “อารมณ์ขัน” ทำเงินได้ (มหาศาล)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0718150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

เสริมไอเดีย

อุตสา “ฮา” กรรม “อารมณ์ขัน” ทำเงินได้ (มหาศาล)

“Mr.P โคมไฟทะลึ่งตึงตังแต่ไม่ลามก แบรนด์ดังอย่าง “พร็อพพาแกนดา” นับเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจ ที่อารมณ์ขันติดเรตสไตล์ไทย สามารถส่งออก เรียกยิ้มจากทั่วโลกและทำเงินได้มายาวนานกว่า 14 ปีแล้ว”

อุตสา “ฮา” กรรม : ผลิตขำ ทำเงิน คือหัวข้อนิทรรศการอารมณ์ดี ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC และสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น เจ้าของผลงานการ์ตูนสุดคลาสสิก “ขายหัวเราะ” โดยมีความตั้งใจนำพาผู้ชมไปสำรวจและทำความรู้จักกับ “อารมณ์ขัน” ในฐานะเครื่องมือทางความคิดอันสำคัญยิ่งของมนุษยชาติ ที่นอกจากใช้เพื่อเสริมสร้างสมดุลสุขภาวะจิตที่ดีแล้ว อารมณ์ขันยังถูกใช้เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันเพื่อผลิตเสียงหัวเราะ เพื่อสร้างความสุขและความบันเทิงในหลากหลายรูปแบบ

กระทั่งเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปใช้ทำธุรกิจ สื่อสารและสร้างสรรค์แนวความคิด สินค้า หรือบริการต่างๆ อีกมากมาย ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปข้างหน้า

นิทรรศการ อุตสา “ฮา” กรรม : ผลิตขำ ทำเงิน แบ่งเนื้อหาในการนำเสนอ ออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1 “มากกว่าเสียงหัวเราะ” โซนที่ 2 “เปลี่ยนขำให้ขับเคลื่อนโลก” และ โซนที่ 3 “พลังขำ เปลี่ยนโลก”

สำหรับเนื้อหาแต่ละโซนนั้น ล้วนมีความน่าสนใจ “เส้นทางเศรษฐี” ขอยกตัวอย่างมาให้ชมกันแบบขำๆ แต่ได้สาระจริงจังไม่น้อยเลยทีเดียว

เมื่อตลกกลายเป็นไอคอน

ทุกวันนี้ นักแสดงตลกทั้งเดี่ยวหรือกลุ่ม นับได้ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพล เมื่อความตลกทุกแบบกลายเป็นแบรนด์ที่ขายได้ นักแสดงตลกก็เท่ากับซุปเปอร์สตาร์ผู้เป็นเหมือนตัวแทนอารมณ์ขันนั้นๆ ที่ผู้ชมชื่นชมและชื่นชอบ รวมถึงติดตามไม่ว่าจะทำอะไร ที่ไหน และอย่างไร ไล่ไปตั้งแต่คณะตลกประจำเกมโชว์ ชิงร้อยชิงล้าน อย่าง หม่ำ เท่ง โหน่ง และตลกหญิงจอมขโมยซีนชื่อดังอย่าง ตุ๊กกี้ ตลกขายความเป็นกันเองแบบ โก๊ะตี๋ ตลกคาเฟ่รุ่นใหม่มุขแพรวพราว อย่าง แจ๊ส ชวนชื่น หรือจะขายความเฮฮาร่าเริงก็มี อย่าง พิธีกรสาว โอปอล์ และตลกเดี่ยวผู้โด่งดังอย่าง โน้ส-อุดม แต้พานิช

หัวเราะหลักล้าน

การใช้อารมณ์ขันยังปรากฏบนจอเงิน การลงทุนทางความคิดเพื่อสร้างสรรค์ความขำขันสู่ผู้ชม พิสูจน์ว่าขายได้ เมื่อภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดในประเทศไทย 10 อันดับแรก เป็นภาพยนตร์มีเสียงหัวเราะไม่ว่าจะมากหรือน้อยเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 4 เรื่องด้วยกัน ทั้งหนังผีน่ากลัวด้วยตลกด้วย อย่าง พี่มาก..พระโขนง (พ.ศ. 2556) ครองอันดับ 1 กับรายได้หลักพันล้านบาท หนังตลกอารมณ์ดี ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ (พ.ศ. 2557) ที่อันดับ 2 กวาดเงินไปกว่า 330 ล้านบาท กระทั่งหนังฮาป่วนอย่าง ATM เออรัก..เออเร่อ (พ.ศ. 2555) อยู่อันดับ 9 ด้วยรายได้ 152 ล้านบาท และล่าสุดกับหนังยิงมุขรัวๆ อย่าง หลวงพี่แจ๊ส 4G (2559) ที่รั้งอันดับ 10 กับยอดรายได้ 151 ล้านบาท

ส่งขำไทย ออกไปขำนอก

Mr.P โคมไฟทะลึ่งตึงตังแต่ไม่ลามก แบรนด์ดังอย่าง “พร็อพพาแกนดา” นับเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจ ที่อารมณ์ขันติดเรตสไตล์ไทย สามารถส่งออก เรียกยิ้มจากทั่วโลกและทำเงินได้มายาวนานกว่า 14 ปีแล้ว โดย คุณชัยยุทธ์ พลายเพ็ชร นักออกแบบ เผยถึงที่มาไว้ว่า ตอนที่ทำโคมไฟเรายังไม่รู้ว่าหน้าตามันควรเป็นทิศทางไหน มันก้ำกึ่งระหว่างลามกจกเปรตเรื่องเพศสกปรก ก็ถามว่าคิดถูกแล้วเหรอที่เอาเรื่องนี้มาเล่น แต่ได้คำตอบมาว่าเล่นได้นะ เพราะอวัยวะเพศชายมันไม่ใช่แค่สืบพันธุ์อย่างเดียว มันมีความหมายมากกว่านั้น

ปรับตัวได้ ก็อยู่ได้ยาว

นอกเหนือจากการเข้าใจวิธีใช้งานอารมณ์ขัน การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยอยู่เสมอ ยังเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจขายขำอยู่ได้ยาวนานและยั่งยืน เช่นเดียวกับ “ขายหัวเราะ” การ์ตูนยอดฮิตของบรรลือสาส์น ที่ปรับเปลี่ยนตัวเองมาตลอด 43 ปี ผ่านการรู้จักหยิบยกสิ่งรอบตัวมาผลิตแก๊กอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง การต่อยอดมุมมองของนักเขียนจากรุ่นสู่รุ่น การแตกขยายรูปแบบจากหนังสือไปสู่พื้นที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เเท็บเลต สมาร์ตโฟน ตามพฤติกรรมของผู้บริโภค และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้ “ขายหัวเราะ” ครองใจนักอ่านได้ทุกเพศทุกวัย

แปะไปให้หายเครียด

แม้จะเป็นการสื่อสารทางเดียว แต่สติ๊กเกอร์ข้อความท้ายรถของไทยก็สร้างเสียงหัวเราะให้ผู้อ่าน เพราะผู้รับสารสามารถตีความหมายได้รวดเร็ว เข้าใจในบริบทที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อ สะท้อนข้อความที่สั้นกระชับ มีสัมผัสคล้องจองในภาษาพูดเป็นกันเอง เช่น การใช้คำหยาบ การใช้คำสองแง่สองง่าม การใช้แสลง นอกจากนี้ ตัวอักษรคล้ายลายมือสีสันสดใส รวมถึงการใช้สีดำหรือสีขาวช่วยตัดขอบ ยังเพิ่มความโดดเด่น ดึงดูดสายตา

……………

นิทรรศการ อุตสา “ฮา” กรรม : ผลิตขำ ทำเงิน จัดแสดงระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม-2 ตุลาคม นี้ ที่ TCDC ชั้น 5 ดิ เอ็มโพเรียม (สถานีรถไฟฟ้าพร้อมพงษ์) เวลา 10.30-21.00 น. (ปิดวันจันทร์)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 664-8448 # 213, 214 หรือ http://www.tcdc.or.th

หนึ่งเดียวในโลก “MyShoes Cabinet” ชูนวัตกรรมสลายกลิ่นในตู้รองเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

เรื่องจากปก

อันติกา

หนึ่งเดียวในโลก “MyShoes Cabinet” ชูนวัตกรรมสลายกลิ่นในตู้รองเท้า

“รองเท้ารับบทหนักยิ่งกว่ากระเป๋ามาก เพราะต้องสวมใส่อยู่กับเท้าอาจตลอดทั้งวัน ปัญหาความอับชื้นสูง และแน่นอน สิ่งที่ต้องเจอคือ กลิ่น ต่อให้ราคาแพงขนาดไหน ก็มีกลิ่น เรียกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เลย ฉะนั้น จึงคิดถึงตู้เก็บรองเท้าเพื่อช่วยลดปัญหา”

ต่อให้รองเท้าจะมีราคาแพงขนาดไหน ก็หนีไม่พ้นปัญหา “กลิ่น” ซึ่งเกิดจากการสวมใส่

จากปัญหาดังกล่าว จึงเกิดเป็นผลงานอันล้ำด้วยนวัตกรรม+ฟังก์ชั่น กับ “มายชูส์ คาบิเน็ต (MyShoes Cabinet)” ตู้เก็บรองเท้าสลายกลิ่นและแบคทีเรีย ซึ่งคาดว่าจะสามารถกำยอดขายในปีนี้ 15-20 ล้านบาท

ชอบเครื่องหนัง

สังเกตปัญหา

MyShoes Cabinet เกิดโดยผู้เห็นปัญหา นั่นก็คือ ดร.โอ๋-ดร.รณันธร พลชาติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แบ็ค รีพับลิค (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์ “MyBagSpa Thailand” ธุรกิจดูแลเครื่องหนังกระเป๋ารองเท้าครบวงจร

ความชอบเครื่องหนังประเภทกระเป๋าและรองเท้ามาตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก ชอบจนถึงขั้นมองเห็นปัญหาจากการสังเกต เช่น สีซีดจางลง เกิดเชื้อรา รูปทรงไม่คงเดิม กลิ่น จึงต้องการหาวิธีแก้ไข จนกระทั่งเมื่อราว 5 ปีก่อนหน้านี้ ได้เดินทางไปประเทศสิงคโปร์ กระทั่งพบกับแบรนด์ “MyBagSpa” ซึ่งเป็นแบรนด์ให้บริการดูแลเครื่องหนังโดยตรง และครบวงจร

เมื่อเจอคำตอบของการแก้ไขปัญหา ดร.รณันธร ไม่รอช้า ศึกษาข้อมูลแล้วตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์กลับมาเปิดดำเนินการในประเทศไทย โดยเลือกเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

“ในประเทศไทยมีธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องหนัง ดูแล ซ่อมบำรุง เยอะ แต่แทบไม่เห็นมีให้บริการดูแลสินค้าแบรนด์เนมจริงๆ ซึ่งพอ MyBagSpa Thailand เปิดให้บริการ จึงตอบสนองกลุ่มคนระดับนี้ ซึ่งมีจำนวนมาก โดยรูปแบบให้บริการตั้งแต่ดูแลทำความสะอาด ราคาเริ่มต้น 500 บาท ทำสี ซึ่งเรามีแล็บวิเคราะห์ค่าสีโดยตรง และซ่อมบำรุง โดยกระบวนการทำงานจะเน้นใช้มือ เพราะคุณภาพคือสิ่งสำคัญ ส่วนราคาที่เคยทำสูงสุด 20,000 บาท ซึ่งสภาพกระเป๋าเสียหายมากเพราะโดนน้ำท่วม แต่ว่าลูกค้าเลือกนำมาทำ เพราะมูลค่ากระเป๋าใบละหลักแสนบาท”

ตู้เก็บกระเป๋า

เอาใจคนรักแบรนด์

อยู่กับธุรกิจนี้มานานหลายปี กอปรกับได้พูดคุยกับลูกค้า แน่นอนว่าแต่ละคนล้วนรักเครื่องหนังของตนเอง และเขาต้องการให้มีอายุการใช้งานยาวนาน

แนวคิดกับการผลิตตู้เก็บสินค้าขึ้นมารองรับจึงเกิดขึ้น โดยจุดเริ่มต้นมองไปที่สินค้ากระเป๋า ซึ่งมักเกิดปัญหา สีซีดจาง ความอับชื้น ทำให้เสียรูปทรงง่าย จึงต้องการผลิตตู้เก็บ สามารถลดปัญหาดังกล่าว

หลังจากได้พบกับ คุณพงษ์พิทักษ์ วงษ์ดีไทย กรรมการบริหารด้านผลิตภัณฑ์และการออกแบบ บริษัท โปรมาร์เก็ตติ้ง แอนด์ โฮมเด็คคอร์ จำกัด ผู้ผลิตจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์หรู แบรนด์ “Mc Michael” และเป็นพาร์ตเนอร์ด้านการดีไซน์และพัฒนาผลิตภัณฑ์

“ประสบการณ์ 20 ปีกับการผลิตเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์ ทำให้ต้องใส่ใจในความพิถีพิถัน ตั้งแต่คัดเลือกวัสดุนำมาใช้ในการผลิตเป็นไม้จริงที่ปลูกในป่าแถบยุโรป คงทน แข็งแรง และมีลายไม้ที่สวยงาม ส่วนการออกแบบก็ต้องใส่ความคลาสสิก เหมาะกับเป็นเฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน มีเอกลักษณ์ เข้ากับนวัตกรรม”

ความแตกต่าง คือสิ่งที่ทั้งสองเห็นตรงกัน ตู้ภายใต้แบรนด์ MyBag Cabinet จึงควรให้ทั้งประโยชน์โดยตรง คือใส่กระเป๋า และเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหรูในบ้าน และสำคัญคือ นวัตกรรมขจัดปัญหาควรต้องมีไว้รองรับ

แต่ก่อนจะพูดคุยถึงนวัตกรรม คงต้องขอทราบไอเดียการออกแบบ MyBag Cabinet

“สิ่งที่เรารู้จากพฤติกรรมของผู้บริโภคคือ เมื่อเขามีสินค้าราคาแพง และเป็นของรัก ก็ย่อมต้องการให้สินค้านั้นอยู่กับเขาไปนานๆ และอีกสิ่งหนึ่งที่เรารับรู้คือ สินค้าที่เขารักเขาก็อยากให้เพื่อนๆ ได้เห็น เราจึงคิดถึงการทำตู้โชว์ใส่กระจก สามารถเป็นหนึ่งในเฟอร์นิเจอร์ในบ้านได้”

วัตถุดิบที่นำมาใช้จึงต้องดูสมคุณค่าเช่นกัน โดยจะเลือกไม้บีชจากป่าปลูกในประเทศทางแถบยุโรป ผ่านกรรมวิธีการผลิตอันชำนาญละเอียดอ่อน

อับชื้นหายไป

ได้ทรง คงทนนาน

ทั้งนี้ MyBag Cabinet ใบหนึ่งสามารถเก็บกระเป๋าได้สูงสุดประมาณ 20 ใบ แต่มีลูกค้ารายหนึ่งเขามีกระเป๋า 100 ใบ บางคนซื้อ 3 ตู้ไปเรียง ซึ่งเราดูความต้องการของลูกค้า แล้วก็ผลิตให้ตามต้องการก็มี เพราะเขาจะไปวัดขนาดห้องมา แล้วก็ส่งให้ทางฝ่ายผลิตทำ ส่วนราคาเริ่มต้นที่ 59,000 บาท ไปจนถึง 65,000 บาท และ 75,000 บาท

ความอับชื้น สีที่ซีดเก่า รูปทรงไม่คงเดิม คือปัญหาของกระเป๋า ลำพังแค่ตู้เก็บอาจไม่ช่วยตอบโจทย์ได้ทุกปัญหา ฉะนั้น หากมีนวัตกรรมรองรับก็จะยิ่งส่งเสริมประสิทธิภาพได้ดีขึ้น

หน้าที่นี้ต้องมอบให้ ดร.วิวัฒน์ วงศ์วราวิภัทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินสเต็ป จำกัด ผู้พัฒนาเทคโนโลยี เข้ามาให้ความร่วมมือสร้างสรรค์ผลงานเติมเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

“ปัจจุบัน เทคโนโลยีต่างๆ มักถูกสอดแทรกอยู่ในผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มกับสินค้า แต่มากไปกว่านั้นคือ ประโยชน์ใช้สอยมอบให้กับผู้บริโภค และนวัตกรรมต่างๆ เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้มีอยู่ในแล็บจำนวนมาก แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ เพราะนักวิจัยกับผู้ประกอบการไม่มีโอกาสเจอกัน ผมจึงเหมือนคนกลางเชื่อมโยงทั้ง 2 ฝ่ายเข้าหากัน

จากการพูดคุยกับทั้ง 2 ผู้ประกอบการซึ่งสนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้รับรู้ถึงปัญหา และมองไปในแล็บก็รู้ว่ามีงานวิจัยอะไรออกมา พอยื่นเสนอสิ่งนี้ออกไป จึงได้ตู้เก็บกระเป๋าที่ใส่นวัตกรรมแก้ปัญหาความอับชื้น ยืดอายุการใช้งานของกระเป๋า”

ต่อยอดตู้รองเท้า

กลิ่นหาย ไม่มีฝุ่น

หลังประสบความสำเร็จกับตู้เก็บกระเป๋า การต่อยอดไปสู่ตู้เก็บรองเท้าจึงตามมา ซึ่ง ดร.รณันธร ว่า

“รองเท้ารับบทหนักยิ่งกว่ากระเป๋ามาก เพราะต้องสวมใส่อยู่กับเท้าอาจตลอดทั้งวัน ปัญหาความอับชื้นสูง และแน่นอนสิ่งที่ต้องเจอคือ กลิ่น ซึ่งลูกค้าที่นำรองเท้าเข้ามาให้ MyBagSpa Thailand แก้ไขคือ อับชื้น กลิ่น ต่อให้ราคาแพงขนาดไหน ก็มีกลิ่น เรียกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เลย ฉะนั้น จึงคิดถึงตู้เก็บรองเท้าช่วยลดปัญหา ซึ่งเมื่อคุยกับ ดร.วิวัฒน์ ก็รู้ว่าสามารถนำนวัตกรรมมาใช้ได้”

ประสบการณ์ทำงานด้านไอทีทั้งในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น เรื่องเทคโนโลยีใหม่ จึงเป็นสิ่งที่ ดร.วิวัฒน์ เข้าใจและมองเห็นโอกาส

“ก่อนอื่นเราต้องรู้ถึงปัญหาก่อน แล้วหยิบเทคโนโลยีใส่ลงไป อย่างรองเท้า กลิ่นนี่ปัญหาใหญ่เลย และทางแล็บเองก็มีเทคโนโลยีกำจัดกลิ่นอยู่แล้ว ก็ได้เสนอกับผู้ประกอบการทั้งสอง จึงเกิดความลงตัว ซึ่งนวัตกรรมที่นำมาใช้กับตู้รองเท้าที่ช่วยสลายกลิ่นและแบคทีเรียนี้เรียกว่า โฟโต้ แคตทาลิสต์ (Photo Catalyst) เป็นการทำงานร่วมกันของนาโนเทค (Nanotech) และสารไทเทเนียม ไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) ที่เร่งปฏิกิริยาให้แสงช่วยย่อยกลิ่นและแบคทีเรียต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสื่อมสภาพของรองเท้า”

ดร.วิวัฒน์ ยังกล่าวขยายความถึงนวัตกรรมดังกล่าวว่าเป็นสารเคมีที่เคลือบอยู่บนพื้นผิวโดยจะจับกันเป็นผลึกระดับนาโน ซึ่งมีคุณสมบัติในการย่อยสลายกลิ่นและฝุ่นเมื่อได้รับแสงอัลตราไวโอเลต

“เท่ากับว่าแสงอัลตราไวโอเลตคือตัวกระตุ้นให้สารเคมีแตกตัว เราเรียกว่า แคตทาลิส ซึ่งสามารถอยู่ได้นานนับสิบปี โดยการเสียบปลั๊กไฟด้านหลังตู้ เทคโนโลยีที่ซ่อนอยู่ในตู้ก็จะทำงาน ส่วนค่าไฟฟ้าก็เพียงวันละประมาณ 8 บาท โดยอายุการใช้งานประมาณ 10 ปี เมื่อหมดลงก็สามารถเปลี่ยนได้ในราคาไม่แพง”

พัฒนาก้าวต่อไป

รองเท้าผ้าใบไม่มีกลิ่น

สำหรับระยะเวลาย่อยสลายกลิ่น ขึ้นอยู่กับระดับความมากน้อยของกลิ่น “จากที่เคยทดลองในห้องแล็บ ผ่านไปราวครึ่งวัน กลิ่นลดลงเหลือไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างที่ ดร.รณันธร ทดลองใส่รองเท้าเข้าไป ภายใน 2 ชั่วโมงไม่มีกลิ่นแล้ว ซึ่งสาเหตุที่มาของกลิ่นคือเหงื่อซึมผ่านหนังรองเท้า การซึมผ่านจะเป็นลักษณะค่อยๆ ซึม ฉะนั้น เวลาสลายก็ต้องค่อยๆ สลายเช่นกัน”

ดร.วิวัฒน์ ยังกล่าวด้วยว่า กับนวัตกรรมย่อยสลายกลิ่นและแบคทีเรียนำมาใช้กับตู้เก็บรองเท้า ถือว่าประเทศไทยและอาจเรียกได้ว่าในโลก MyShoes Cabinet คือรายแรก

“การพัฒนาและนำมาใช้ต้องดูให้สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ กับปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งการพัฒนายังคงต้องทำอย่างต่อเนื่อง อย่างปัจจุบันผู้หญิงชอบออกกำลังกายมากขึ้น รองเท้าผ้าใบรับบทหนัก การสลายกลิ่นก็อาจต้องพัฒนาให้เร็วขึ้น ระบายความอับชื้นได้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อรองเท้าแห้ง สลายแบคทีเรียได้ อายุการใช้งานของรองเท้าก็ยาวนาน”

รู้จักนวัตกรรมกันไปแล้ว คราวนี้คงต้องมาพูดถึงเรื่องออกแบบ ซึ่ง MyShoes Cabinet ยังคงเน้นฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เป็นมากกว่าตู้เก็บรองเท้า

“รองเท้า ก็เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของผู้เป็นเจ้าของ ต้องการโชว์ ฉะนั้น การออกแบบตู้จึงทำหน้าบานเป็นกระจกใส ส่งผลเวลาเลือกรองเท้ามาสวมใส่ได้ง่ายขึ้นด้วย และต้องสวยกว่าตู้ทั่วไป เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งสามารถตั้งไว้ในบ้าน โดยจะออกแบบให้ออกแนวโมเดิร์นเรียบง่าย เส้นสายไม่มากนัก ใช้วัสดุแปลกตา อย่างหนังจระเข้เทียม และแบบคลาสสิก เรียบง่ายแต่เน้นสีแปลกตา อย่าง ทองแดง และสีดำขัดถลอกให้ดูเก่า มีลูกเล่นบ้าง ซึ่งทั้ง 2 แบบเหมาะกับการแต่งบ้านในยุคนี้ และเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายทั้งหญิงและชาย”

ออกแบบเข้ากับบ้าน

ถูกใจทั้งชาย หญิง

ดร.รณันธร ยังได้กล่าวเสริมถึงรูปแบบสินค้าของ MyShoes Cabinet ออกแบบและผลิตโดยคำนึงถึงความร่วมสมัย มี 2 คอลเล็กชั่น ได้แก่ “แมนฮัตตัน” (Manhattan) เน้นความเรียบหรู ผลิตจากไม้บีชและวีเนียร์ซานโตสโรสวูด มี 2 สี คือ ขาวในชื่อ ฟิฟท์ อเวนู (5th Avenue) ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบความหรูหราแต่เรียบง่าย ส่วนสีดำเป็นบานประตูหนังจระเข้เทียม ชื่อ โซโห (Soho) เน้นความโมเดิร์นหรูหราด้วยหมุดเหล็ก

ส่วนคอลเล็กชั่น “ทัสคานี” (Tuscany) จะมีรูปแบบคลาสสิก สวยงาม ลายเส้นต่อเนื่องเพื่อให้ดูเรียบหรู มี 2 สี ได้แก่ ฟลอเรนซ์ (Florence) ใช้สีเข้มตัดสีทองให้ความรู้สึกสุขุม และเซียน่า (Siena) ใช้สีทองแดงสว่าง สำหรับราคาขายตั้งไว้เริ่มต้น 45,000 บาท และ 55,000 บาท

ด้วยเพราะเป็นสินค้าใหม่ อีกทั้งยังจัดเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม การบอกกล่าวเพื่อสร้างการรับรู้จึงเป็นสิ่งควรทำ ซึ่งทั้ง 2 ผู้ประกอบการวางแผน โดยเน้นสื่อสารไปยังช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์

นอกจากนั้น ยังจัดกิจกรรมร่วมกับสถาบันการเงิน กลุ่มโรงแรม เพื่อพุ่งตรงไปยังกลุ่มเป้าหมายทั้งหญิงและชายในระดับบน และกับอีกหนึ่งช่องทางที่มองข้ามไม่ได้คือ ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้การขายเกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง

“MyShoes Cabinet คือสินค้าใหม่ แต่ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นของสินค้า บวกกับแผนการตลาดที่วางไว้ เราจึงเชื่อว่าในปีนี้ (2559) คาดจะมีรายได้ประมาณ 10-15 ล้านบาท” ดร.รณันธร กล่าว

สนใจผลิตภัณฑ์ ติดต่อเดินทางไปได้ที่โชว์รูม Mc Michael ย่านพระราม 9 โทรศัพท์ (02) 731-6951, (02) 731-6952 และ MyBagSpa สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ โทรศัพท์ (02) 646-1229, (083) 096-2097 หรือติดต่อผ่านทาง facebook.com/ My Bag & Shoes Cabinet

กาแฟ บ้านไทลื้อ ร้านดังเมืองน่าน “วิวหลักล้าน” พีกสุดขายวันละพันแก้ว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

ของดี…ทั่วไทย

พารนี

กาแฟ บ้านไทลื้อ ร้านดังเมืองน่าน “วิวหลักล้าน” พีกสุดขายวันละพันแก้ว!

ยามนี้ “ปัว” อำเภอเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาของจังหวัดน่าน กำลังเพิ่มระดับความนิยมมากขึ้นตามลำดับ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวหนุ่ม-สาว ชาวฮิปสเตอร์จากทั่วสารทิศ ให้เดินทางไปเยี่ยมเยือนกันไม่ขาดสาย

ความโดดเด่นของพื้นที่อันเป็น “จุดหมายปลายทาง” ของใครหลายคนนี้ น่าจะอยู่ที่ความงามตามธรรมชาติของ ท้องฟ้า แม่น้ำ ภูเขา ต้นไม้ รวมทั้งสีเขียวขจีของ “ทุ่งนา” ที่สามารถทอดมองไปได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา

ร้านกาแฟ บ้านไทลื้อ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว นับเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์” ของอำเภอน่าเที่ยวแห่งนี้

เพราะนอกจากรสชาติของเครื่องดื่มจะถูกปากบรรดาคอกาแฟแถมราคาไม่แพงด้วยแล้ว ร้านกาแฟบรรยากาศสุดชิกนี้ ยังมีซุ้มไม้มุงจาก ทอดยาวเรียงรายลงไปในผืนนา รอให้บรรดาอาคันตุกะจากต่างถิ่นเดินเลาะไปตามทางบนสะพานไม้ไผ่ก่อนไปนั่งรับลม ชมวิวกันแบบชิล-ชิล ได้แบบไม่คิดตังค์เพิ่ม

เรียกว่าซื้อกาแฟแก้วละไม่กี่สิบบาท แต่สามารถนั่งชมวิว “หลักล้าน” กันได้เลยทีเดียว

คุณพนม แก้วเทพ อายุ 46 ปี เจ้าของกิจการ “ลำดวนผ้าทอ” ร้านจำหน่ายผ้าทอลายน้ำไหลไทลื้อ และสินค้าของฝากจากเมืองน่าน และกิจการร้านกาแฟ บ้านไทลื้อ สละเวลามาให้ข้อมูลกับ “เส้นทางเศรษฐี” ด้วยอัธยาศัยเป็นกันเอง

เริ่มต้นให้ฟัง ตัวเขาและ คุณลำดวน แก้วเทพ ผู้เป็นภรรยา เป็นคนไทยมีเชื้อสายไทลื้อ ก่อนหน้านี้เคยเปิดธุรกิจอู่ซ่อมรถ มีลูกน้องเกือบ 10 คน ควบคู่กับทำธุรกิจรับซื้อขาย-แลกเปลี่ยนรถยนต์ อยู่ในอำเภอปัว

ช่วงราวปี 2541 ที่ประเทศไทยประสบกับวิกฤตค่าเงินบาท กิจการที่มีอยู่พังไม่เป็นท่า จนต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย

จังหวะนั้นเอง เจ้าของธุรกิจขายผ้าคนหนึ่งอยากได้รถ เขาเลยนำรถที่เหลืออยู่ไปแลกกับผ้าทอลายน้ำไหล ซึ่งเป็นสินค้าของชาวไทลื้อ ก่อนนำมาเป็นอาชีพใหม่ โดยตระเวนไปหาแหล่งจำหน่ายทั้งในตัวเมืองน่านและจังหวัดใกล้เคียง อย่าง สุโขทัย แพร่ ตาก เชียงใหม่ เชียงราย ฯลฯ

ทำอยู่พักใหญ่จึงมาเช่าห้องแถวเปิดร้านจำหน่ายผ้าทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปชาย-หญิง ตั้งชื่อว่า “ลำดวนผ้าทอ”

กิจการขายดีขึ้นตามลำดับ แต่มักหมดไปกับค่าเช่าร้าน จึงขยับขยายมาเปิดร้านแห่งใหม่บนที่ดินของตัวเองจนกระทั่งปัจจุบัน

“ร้านลำดวนผ้าทอ เปิดมาได้ 10 กว่าปี ส่วนร้านกาแฟ ทำมา 3 ปีกว่าแล้ว ลูกค้ามีมากขึ้นเรื่อยๆ” คุณพนม บอก ก่อนยิ้มกว้าง

และย้อนให้ฟังถึงที่มาของการลงทุนทำร้านกาแฟ ที่หลายคนชื่นชมกันว่าบรรยากาศดีมาก ติดอันดับต้นๆ ของประเทศนั้น เริ่มจากตอนทำร้านลำดวนผ้าทอ ลูกค้ามีทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย ซึ่งบางคนขี้เกียจเลือก มักพากันไปนั่งศาลาไม้หลังร้าน เขาเลยนำกาแฟซองสำเร็จรูป พร้อมทั้งกระติกน้ำร้อน แก้วกาแฟ มาวางไว้ให้เพื่อเป็นการบริการลูกค้า

มาระยะหลังลูกค้ามีมากขึ้น เลยคิดอยากเปิดร้านกาแฟอีก 1 อย่าง แต่ระหว่างยังไม่ตัดสินใจ มีเพื่อนมาเสนอขายเครื่องชงกาแฟสดให้แบบไม่ต้องจ่ายเงินก้อน เพราะซื้อมาราคา 200,000 บาท แต่ใช้ได้ไม่ถึง 6 เดือน ลูกจ้างลาออกไปก่อนเลยไม่ได้ทำต่อ

จากนั้นตัวเขาและลูกสาว จึงพากันไปเรียนรู้การคั่ว การกะเทาะเปลือกกาแฟ จากเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้ทางหนึ่ง

ส่วนซุ้มไม้มุงจาก ที่สร้างทอดไปในผืนนา มีสะพานไม้ไผ่เชื่อมให้เป็นทางเดินแก่นักท่องเที่ยวนั้น คุณพนม บอก เกิดจากความคิดเขาเอง ที่ต้องการให้ลูกค้าได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด แบบหาไม่ได้ในเมืองใหญ่ ที่มักมีแต่ตึกปูนและถนนคอนกรีต

มาถึงวันนี้ ร้านกาแฟในแบบของเขา ถูกหลายคนยกให้เป็นสถานที่ต้องห้ามพลาดของจังหวัดน่านไปแล้ว คุณพนมยิ้มน้อยๆ ก่อนออกตัวว่า

“อาจเพราะเราไม่หวงสถานที่ บางคนมานั่งนานชั่วโมง-2 ชั่วโมงก็ช่าง ใครไม่ซื้อก็นั่งได้ ใจจริงอยากให้เป็นสถานที่กึ่งสาธารณะ ใครก็มาได้ตามอัธยาศัย บางครั้งมีแขกโทรศัพท์มาขอจองซุ้มไม้นั่ง ผมบอกไม่ได้หรอก ใครมาก่อนนั่งก่อนเลย ไม่งั้นเสียโอกาสคนอื่นที่จะมาเที่ยว” คุณพนม เผยจุดยืน

กระซิบถามถึงรายได้ของร้านกาแฟสุดชิกนี้ เจ้าของกิจการเผย วันธรรมดา ถ้าฝนไม่ตก มีลูกค้าเรื่อยๆ ขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 150 แก้ว วันเสาร์-อาทิตย์ ขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 300 แก้ว ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ขายได้วันละกว่า 1,000 แก้ว

ล่าสุดทราบว่า ทางร้านกาแฟ บ้านไทลื้อ มีอาหารพื้นบ้านพร้อมให้บริการแล้วด้วย แต่รับจำนวนจำกัดต่อสัปดาห์ ส่วนซุ้มไม้ไผ่นั้น แล้วแต่ลูกค้าจะเลือกนั่ง

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (088) 411-2098 หรือ Facebook/ลำดวนผ้าทอ อ.ปัว

กิมมิกชื่อร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” เรียกลูกค้าได้ตรึม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

กิมมิกชื่อร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” เรียกลูกค้าได้ตรึม!

“ใครขับรถผ่าน เห็นชื่อร้านเป็นต้องชะลอดูและอมยิ้มทุกคน เราเพิ่งเปิดใหม่ ไม่มีใครรู้จัก ไม่รู้รสชาติว่าเป็นยังไง แต่แค่เห็นชื่อ เขาก็เข้ามาลอง ทำให้ขายดิบขายดีแบบไม่ทันตั้งตัว…”

“ชื่อดีเป็นศรีแก่ตัว” เรื่องนี้หลายคนคงเห็นด้วยมาแต่ไหนแต่ไร จนเชื่อมโยงไปใช้ได้กับทุกเรื่อง ทั้งชื่อตัว ชื่อบ้าน ชื่อลูก ชื่อหลาน แม้กระทั่งชื่อกิจการห้างร้าน แหล่งทำมาหารายได้

และสำหรับร้านรวงที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ๆ ท่ามกลางการแข่งขันของคู่แข่งทั้งเจ้าเก่าแก่หรือเจ้าใหม่ใกล้เคียงกัน การจะเรียกร้องความสนใจจากลูกค้าให้หันมาสนใจได้เร็วที่สุดนั้น คงไม่มีใครปฏิเสธว่า “ชื่อร้าน” นั้นมีส่วนสำคัญไม่น้อย

วิศวฯ อิ่มตัวงานประจำ

ใจรักทำอาหาร

พิษณุโลก นับเป็นเมืองใหญ่ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เดินทางไปเยือนกันจำนวนไม่น้อย โดยแหล่งสำคัญซึ่งเป็นไฮไลต์ของจังหวัดนี้ เห็นจะเป็น วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่เรียกกันติดปากทั่วไปว่า “วัดใหญ่” มี พระพุทธชินราช เป็นพระประธาน ประดิษฐานอยู่ในวิหารแสนงดงาม

เมื่อเป็นโซนที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ละแวกใกล้เคียงวัดสำคัญแห่งนี้ จึงมีอาหารการกินเป็นตัวเลือกละลานตา แต่ถ้าจะเลือกว่าร้านไหนผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด เห็นจะเป็น ร้านก๋วยเตี๋ยว “ห้อยขา” แถวริมน้ำใกล้วัดใหญ่ เรียกว่าถ้าคนต่างถิ่นแวะมาไหว้พระพุทธชินราช ต้องไม่พลาดที่จะมาทานก๋วยเตี๋ยวห้อยขา พร้อมกับเก็บภาพเก๋ๆ อัพโซเชียลกันแทบทุกราย

แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีกระแสดังในโลกออนไลน์ มีการกดไลก์ กดแชร์ กันจนกลายเป็นข่าวออกมาว่า พิษณุโลก ไม่ได้มีแต่ก๋วยเตี๋ยวห้อยขานะ มีร้าน “ก๋วยเตี๋ยวห้อยไข่” แล้วด้วย

“เส้นทางเศรษฐี” จึงสอบถามความเป็นมา-เป็นไป จากคนต้นเรื่อง ซึ่งกรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม

“ร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาหน้าวัดใหญ่ซึ่งโด่งดังมากอยู่แล้ว ไม่น่าจะค้อนผมนะครับ เพราะเป็นคนละแบบกัน ของผมติดถนน หน้าร้านมีสระน้ำเล็กๆ เลยต่อที่นั่งแบบห้อยขาไว้ให้ลูกค้าชมวิวได้บ้าง ขณะที่ก๋วยเตี๋ยวของร้านผมเน้นรสชาติต้มยำและใส่ไข่ต้มยางมะตูมทุกชาม เลยสรุปรวมกันออกมาเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวต้มยำห้อยไข่”

คุณกิต-กิตติพงศ์ เฟื่องเพียร วัย 32 ปี เจ้าของร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” ตั้งอยู่บนถนนเส้นเลี่ยงเมืองพิษณุโลก ใกล้สี่แยกแสงดาว หมู่ 2 ตำบลหัวรอ อำเภอเมือง เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนแนะนำตัว พื้นเพเป็นคนพิษณุโลก หลังเรียนจบชั้นมัธยมปลาย ได้โควต้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ในสาขาวิศวกรรมขนส่ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ ใช้เวลาเรียนจบตามปกติ ออกมาทำงานประจำในโรงงาน 3-4 แห่ง จนเริ่มรู้สึกอิ่มตัว ตัดสินใจลาออกมามองหาธุรกิจแบบที่ชอบ นั่นคือ ร้านอาหาร

ถอยหลังไปราว 3 ปีก่อน คุณกิตเคยเปิดร้านอาหารมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ทำได้ไม่นานจำใจต้องปิดตัวลง เนื่องจากมีปัญหาเรื่องลูกน้อง มาบ้าง ไม่มาบ้าง ทะเลาะกันบ้าง การบริการจึงไม่ได้ดังใจ สุดท้ายไปไม่รอด

หลังจากนั้นจึงหันมาเปิดร้านรับซ่อมคอมพิวเตอร์ รับทำป้ายไวนิล ดำเนินกิจการได้ 2 ปีเศษ ความคิดที่อยากทำร้านอาหาร ยังคงคุกรุ่นอยู่ เมื่อได้ทำเลที่น่าจะเหมาะสม เลยคิดเปิดร้านอาหารอีกครั้ง แต่คราวนี้มีการสร้าง “หลักคิด” ที่แตกต่างจากเดิม

“เปิดร้านใหญ่ ต้องใช้ลูกน้องเยอะเลยมีปัญหา คราวนี้เลยคิดสเกลร้านให้เล็กลง ใช้ลูกน้องแค่คนเดียว และโฟกัสไปที่อาหารชนิดเดียวคือ ก๋วยเตี๋ยว การจัดการจะได้ง่ายขึ้น” คุณกิต ย้อนถึงแนวคิดเริ่มต้น

ลูกเล่นเรียกยิ้ม

จะยั่งยืน ต้องมีมากกว่านั้น

หลังจากตัดสินใจจะเปิดร้านขายอาหาร (อีกครั้ง) คราวนี้ คุณกิตต้องทำ “การบ้าน” หนักมาก เริ่มจากการหาสูตรเฉพาะ เพราะถึงแม้จะทำก๋วยเตี๋ยว “ต้มยำ” ทานเองที่บ้านมาตลอด แต่ยังหา “เอกลักษณ์” ที่เด่นชัดไม่ได้

กระทั่งได้ไปทานก๋วยเตี๋ยวใส่ไข่ต้มยางมะตูมที่ร้านแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี เกิดความชอบ ประกอบกับที่พิษณุโลกยังไม่มีใครทำขายมากนัก เลยจับความชอบมาผสมผสานกัน กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำที่ใส่ไข่ต้มยางมะตูมด้วย ซึ่งคิดว่ารสชาติเข้ากันได้ดีทีเดียว

เปิดร้านได้เพียงเดือนเศษ มีสื่อให้ความสนใจจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็น คำว่า “ห้อยไข่” คุณกิตจึงชี้แจง เป็นเพียง “กิมมิก” ในการตั้งชื่อ หวังให้ลูกค้าเห็นแล้วอมยิ้ม และลองเข้ามาชิม ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นลูกเล่นได้ผลดี สามารถดึงดูดความสนใจได้มากที่สุด

“ใครขับรถผ่าน เห็นชื่อร้านเป็นต้องชะลอดูและอมยิ้มทุกคน เราเพิ่งเปิดใหม่ ไม่มีใครรู้จัก ไม่รู้รสชาติว่าเป็นยังไง แต่แค่เห็นชื่อ เขาก็เข้ามาลอง ทำให้ขายดิบขายดีแบบไม่ทันตั้งตัว ช่วงวันหยุดยาวเข้าพรรษาที่ผ่านมาบริการให้แทบไม่ทัน” คุณกิต เล่า ก่อนยิ้มกว้าง

มีคนรู้จักชื่อร้านและรสชาติ นับเป็นเรื่องดี แต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ต้องมีการ “ซื้อซ้ำ” ด้วย เรื่องนี้ คุณกิต บอก เขาให้ความสำคัญมาก ช่วงนี้จึงพยายามเข้าไปพูดคุยกับลูกค้า ถามไถ่ถึงสิ่งที่ต้องการให้ปรับปรุงแก้ไข

ซึ่งได้คำตอบจากคนใกล้ชิดว่า “มันก็เหมือนก๋วยเตี๋ยวต้มยำทั่วไป” เขาจึงพยายามหนักขึ้นไปอีก เพื่อหาเอกลักษณ์ของตัวเองให้ได้ กระทั่งเมื่อไม่นาน ได้ทำ “ซอสต้มยำ” ออกมา ใช้ในร้านของตัวเอง และมั่นใจว่าซอสดังกล่าวนี้ จะเป็น “ตัวขาย” สำคัญ ทำให้รสชาติก๋วยเตี๋ยวของร้านเขานั้นแตกต่างจากที่อื่น

“การที่มีลูกค้าสนใจชื่อร้าน จนลองเข้ามาทาน นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่แค่นั้นคงไม่พอ เพราะอยากให้กิจการยั่งยืน เลี้ยงตัวได้ ลูกค้าอยู่กับเรานานๆ และกลับมาทานอีก ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญและยากที่สุดคือ รสชาติและคุณภาพของอาหารที่เราขาย ว่าจะมีความคงเส้นคงวาแค่ไหน ไม่ใช่วันนี้อร่อย พรุ่งนี้ไม่แน่ แบบนั้นผมว่าไปไม่รอดนะ” คุณกิต บอกทิ้งท้าย

……………

เมนูของร้าน “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ…ห้อยไข่” จังหวัดพิษณุโลก รายนี้ มีให้เลือกหลากหลายทั้งต้มยำน้ำใส น้ำข้น พริกเผา ส่วนเนื้อสัตว์ ทั้งหมูตุ๋น หมูเปื่อย ปลา และทะเล และต้องมี “ไข่ต้มยางมะตูม” ห้อยประดับไว้ทุกชาม

สนใจอยากไปลองชิม สอบถามไปได้ที่ คุณกิต เจ้าของร้าน โทรศัพท์ (081) 605-3404