ไม่ทำแล้วงานออฟฟิศ ทอดกล้วยขาย 100 หวี/วัน มัน-เผือก อีกกว่า 60 โล รับเงินวันละหมื่นบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0752150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาหารสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ไม่ทำแล้วงานออฟฟิศ ทอดกล้วยขาย 100 หวี/วัน มัน-เผือก อีกกว่า 60 โล รับเงินวันละหมื่นบาท

บังเอิญได้ผ่านไปแถวถนนบางกรวย-ไทรน้อย จากการไปทำงาน เลยได้มาเจอร้านกล้วยแขกร้านหนึ่ง ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ ติดริมถนน เป็นร้านที่ดูธรรมดาๆ แต่คนต่อคิวซื้อแน่นตลอดทั้งวัน ถึงขั้นต้องแจกบัตรคิว เพื่อรอซื้อกันเลยทีเดียว

หลังจากติดต่อสอบถามไปยังเจ้าของร้าน ทราบว่า คุณสุนทรี นันทวัฒกี หรือ ป้าติ่ง วัย 54 ปี เป็นเจ้าของร้าน “กล้วยแขก พระราม ๕” ดังกล่าว

ลาออกจากงานออฟฟิศ

ทอดกล้วยแขก ขาย

ป้าติ่ง เล่าให้ฟังว่า “ส่วนตัวเป็นคนชอบกินกล้วยทอด แต่เวลาไปซื้อร้านไหนๆ ก็มัน อมน้ำมันบ้าง เหม็นหืนบ้าง ซึ่งเราไม่ค่อยชอบที่มีน้ำมันเยอะๆ อีกทั้งเดิมเป็นพนักงานสาวออฟฟิศเหมือนคนทั่วไป แต่พอมีครอบครัว จึงตัดสินใจลาออกจากงาน ประจวบกับการคิดหาอาชีพทำ เพื่อสร้างรายได้เสริมในครอบครัว และจากความชอบกินกล้วยทอด จึงตัดสินใจเปิดร้านขายกล้วยแขก”

ด้วยพื้นเพเป็นคนจังหวัดนนทบุรีอยู่แล้ว จึงทราบดีว่า พื้นที่จังหวัดนนทบุรี เป็นพื้นที่ที่มีสวนผลไม้เยอะ สวนกล้วยก็เช่นเดียวกัน

“แต่ก่อนพื้นที่แถบนี้ ปลูกกล้วยกันเยอะมาก ช่วงที่ตัดสินใจว่าจะขายกล้วยแขกนั้น ไปได้สูตรมาจากน้าสาว ซึ่งแกขายอยู่แถวเมืองทอง ส่วนตัวจึงไปขอสูตรมาและมาเช่าที่ตรงสี่แยกบางสีทอง เปิดร้านขายอยู่ที่นี่มาตั้งแต่นั้น นับเวลาก็ร่วม 8 ปีได้แล้ว” ป้าติ่ง เล่าและเพิ่มเติมต่อว่า

ช่วงแรกที่ร้านเปิดขาย ขายได้ไม่ดีเท่าไหร่ ได้เงินวันละ 100-200 บาท ก็ดีใจมากแล้ว แต่อย่างไรก็ต้องมีการปรับสูตรแป้ง เนื่องจากประสบการณ์ที่ค้าขายมา ทำให้รู้ว่าแต่ละพื้นที่ชอบทานกล้วยแขกรสชาติที่แตกต่างกันไป ร้านก็ต้องมีการปรับสูตรเพื่อให้เข้ากับคนในพื้นที่ และถูกปากลูกค้าทั่วไปให้ได้มากที่สุด จึงเป็นที่มาของการพัฒนาสูตร จนกระทั่งปัจจุบัน พูดได้อย่างเต็มปากว่า แป้งทอดกล้วยของที่นี่ เป็นสูตรที่คิดขึ้นมาเอง สามารถทอดได้ทั้งกล้วย มัน และเผือก”

จุดเด่น เรียกแขก เครื่องสลัดน้ำมัน

และน้ำจิ้ม “มันทอด” รสเด็ด

สร้างจุดเด่นให้กับร้านกล้วยแขก พระราม ๕ ด้วยเครื่องสลัดน้ำมัน โดยป้าติ่ง บอกว่า “เพราะส่วนตัวที่ไม่ชอบกินกล้วยแขกแบบมีน้ำมันเยอะๆ จึงพยายามหาวิธีที่ไล่น้ำมันในกล้วยแขกออก จึงไปได้เครื่องสลัดน้ำมันมาใช้ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีร้านกล้วยแขก พระราม ๕ ที่นี่ร้านเดียวที่นำเอาเครื่องมาใช้งาน

ตอนแรก กังวลว่าเสียเงินไปซื้อเครื่องสลัดน้ำมันมาใช้แล้ว จะได้ผลดีหรือเปล่า และที่สำคัญคือ กังวลเรื่องการหักของของทอดไม่ว่าจะเป็นกล้วย มัน หรือเผือก เนื่องจากของทอดเหล่านี้ถูกชุบด้วยแป้ง แต่ก็ตัดสินใจซื้อมาใช้ เพราะไม่อยากให้มีการอมน้ำมัน และลูกค้าต้องกินน้ำมันเยอะๆ ผลปรากฏว่า ได้ผลดีเกินคาดมาก นอกจากของที่ทอดจะไม่แตกหักและไม่อมน้ำมันแล้ว ยังได้น้ำมันกลับมาใช้อีกครั้งด้วย เป็นที่มาของสโลแกนร้านว่า กรอบนอก นุ่มใน ไม่อมน้ำมัน”

อีกจุดเด่นหนึ่งที่ลูกค้าชื่นชอบ คือ น้ำจิ้ม ซึ่งเป็นสูตรน้ำจิ้มที่คิดและปรับสูตรทำขึ้นมาเองเป็นของทางร้านโดยเฉพาะ ป้าติ่ง บอกว่า “เป็นน้ำจิ้ม สำหรับจิ้มเวลากินมันและเผือกทอด ไม่แน่ใจว่ามีร้านไหนทำหรือเปล่า แต่ทางร้านนี้มี และลูกค้าชอบมาก คนที่กินเป็นจะต้องขอน้ำจิ้มอย่างน้อย 2 ชุด หลายคนมาขอเอาไปชิม ไปลอง พอกลับมาที่ร้านอีกครั้ง ต้องขอกลับไปทุกคราว เนื่องจากรสชาติที่เข้ากันเวลากิน”

การทอดกล้วย ต่อวันใช้กล้วยจำนวนกว่า 100 หวี, มัน ประมาณ 20-30 กิโลกรัม และเผือกอีกกว่า 30 กิโลกรัม ใช้น้ำมันพืช ต่อวัน 20 กิโลกรัม แป้งที่ใช้ทอดกว่า 30 กิโลกรัม ขายในราคาตั้งแต่ 10 บาทเป็นต้นไป ยอดขายต่อวันอยู่ที่ประมาณ 8,000-10,000 บาท ด้วยความเป็นคนที่มีนิสัยซื่อสัตย์และอยากทำตามกฎระเบียบให้ถูกต้อง ป้าติ่งจึงเข้าไปขอยื่นเสียภาษีด้วยตนเอง ซึ่งทำต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว

โซเชียลช่วย คนต่อคิวซื้อชิม

ต้องแจกบัตรคิว เปิดพัดลมบริการ

ปัจจุบันนี้ ร้านกล้วยแขก พระราม ๕ เป็นที่รู้จักอย่างดี จากทั้งลูกค้าขาประจำและลูกค้าขาจร เนื่องจากมีหลายรายการจากช่องทางออนไลน์และสื่อต่างๆ มาขอสัมภาษณ์ ทำให้เป็นที่รู้จัก ลูกค้าจึงเยอะมากขึ้น จึงมีการทำบัตรคิวแจกให้กับลูกค้าที่มาต่อคิวซื้อ ทั้งป้าติ่ง ยังเกรงใจลูกค้าที่มาต่อคิวซื้อนานๆ จึงซื้อพัดลมมาเปิดให้บริการสำหรับลูกค้าที่เข้าคิว รวมถึงแจกน้ำให้ดื่มอีกด้วย

“แม้ปัจจุบันนี้ ราคาสินค้าหลายอย่างจะขึ้น แต่ทางร้านก็จะยังขายในจำนวนชิ้นและราคาเท่าเดิม ไม่อยากขึ้นราคาอีกแล้ว อย่างกล้วยที่ขายดีมาก จนขาดตลาด ราคาจึงพุ่งสูงขึ้นเป็นหวีละ 50 บาท ทางร้านก็ยังจะพยายามหามาทอดขายให้ได้ เพราะไม่อยากให้ลูกค้าที่มาเข้าคิวเสียความรู้สึก กลัวเขามารอต่อคิวแล้วไม่มีให้เขากิน” ป้าติ่ง บอก

โดยยังบอกอีกว่า เคยเห็นคนมาเข้าคิวซื้อมากสุดถึง 30 ถุง ต่อ 1 คน ซื้อไปแจกเพื่อนบ้าง ให้ผู้หลักผู้ใหญ่บ้าง ซึ่งตนดีใจมากที่เห็นเช่นนี้ และภูมิใจมากที่ตอนนี้ได้มีโอกาสเห็นผู้ชายมาต่อคิวรอซื้อกล้วยทอดเยอะมากขึ้น ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมีเลย ปกติเห็นแต่ผู้หญิง

ทั้งนี้ ป้าติ่งบอกด้วยว่า “ด้วยสูตรที่เป็นเฉพาะของทางร้าน ที่ปรับปรุงกันมาจนได้เป็นที่ลงตัวแล้ว ทางร้านจึงขายแป้งแห้งด้วย สำหรับคนที่สนใจอยากนำเอาไปทอดกล้วยเอง ก็สามารถมาขอซื้อได้ ขายในกิโลกรัมละ 65 บาท หากซื้อไปไม่ต้องกลัวว่าจะไม่เหมือนกับแป้งที่ทางร้านใช้ เพราะคือแป้งสูตรเดียวกัน ไม่มีกั๊กสูตรแน่นอน”

สำหรับใครที่สนใจ แวะไปลองชิมกล้วย-มัน-เผือก ทอด หรือซื้อแป้งกล้วยแขกสำเร็จรูป แวะกันไปได้ที่ร้านกล้วยแขก พระราม ๕ ตั้งอยู่ที่แยกบางสีทอง ริมถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตรงข้ามกับโลตัสพระราม 5 หรือโทรศัพท์ไปสอบถามกันได้ที่ (085) 212-4596, (083) 818-5566

เนื้อจระเข้ทุบ เจ้าแรกในไทย ตลาดจีนชอบมาก ยอดขายเดือนละล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0762150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

เนื้อจระเข้ทุบ เจ้าแรกในไทย ตลาดจีนชอบมาก ยอดขายเดือนละล้าน

“เนื้อจระเข้ทุบ จำหน่ายได้ 3 ปี กระแสการตอบรับดีมาก เริ่มขายดีตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 รายได้ขยับไปที่เดือนละ 1 ล้านบาท ผลิตขายเอง 60 เปอร์เซ็นต์ รับจ้างผลิตให้ยี่ห้ออื่น 40 เปอร์เซ็นต์”

นอกจาก ปลาช่อน ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากปลาช่อนสารพัด และบรรดาขนมเปี๊ยะที่เป็นของขึ้นชื่อจังหวัด “สิงห์บุรี” ยังมีหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ล่าสุดเนื้อจระเข้ทุบ และเนื้อจระเข้ผัดปรุงรส ของร้าน “วัชรินทร์” ได้รับคัดสรรเป็นสินค้าโอท็อป 5 ดาว มีโอกาสไปวางขายในสนามบินดอนเมือง แถมส่งขายต่างชาติ ถูกปากคนจีนเป็นอย่างมาก สร้างรายได้เดือนละล้านบาทเลยทีเดียว

ต่อยอดจากหมูทุบ

บุกตลาดจีนโดยเฉพาะ

คุณวัชรินทร์ เรืองฤทธิ์กุล หรือ คุณปุ้ย ทายาทรุ่นที่ 2 ของกิจการหมูทุบ เล่าว่า เดิมที่บ้านทำหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ขายมานานกว่า 30 ปี กระทั่งปี 2548 ได้เข้ามาช่วยกิจการทางบ้าน เลยพยายามอัพเกรดสินค้า ปรับภาพลักษณ์จากของฝากประจำจังหวัด กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยม สามารถเข้าไปวางขายบนห้างสรรพสินค้าหรู และสนามบิน นอกจากนั้นยังคิดเมนูเพิ่ม “เนื้อจระเข้ทุบ” นับเป็นเจ้าแรกในเมืองไทย ขายดีผลิตแทบไม่ทัน

คุณปุ้ย เพิ่มเติมว่า เดิมทีสินค้าของที่บ้านจะวางขายตามตลาดของฝากมาโดยตลอด ระยะหลังมานี้สินค้าถูกลอกเลียนแบบ ส่งผลยอดขายตกลงเกินครึ่ง เลยเปลี่ยนแผนธุรกิจจากที่เคยเจาะกลุ่มลูกค้าตลาดล่าง-กลาง หันมาจับกลุ่มลูกค้าระดับบน เน้นขายสินค้าพรีเมี่ยมเท่านั้น รวมถึงนำเมนูเนื้อจระเข้บุกตลาดจีนเพราะชาวจีนนิยมทานเนื้อชนิดนี้อย่างยิ่ง เพราะมีคุณประโยชน์ทางสารอาหารสูง

หลังจากที่คุณปุ้ยเข้ามาช่วยกิจการครอบครัว เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ชายหนุ่มนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังหลายแห่ง ยอดขายดีขึ้นตามลำดับ ราวปี 2553 เข้าไปขายในสนามบินดอนเมือง สถานที่นี้เองที่ทำให้สินค้าแบรนด์ “วัชรินทร์” เป็นที่รู้จักของตลาดต่างประเทศ

“ผมนำหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ไปวางขายในสนามบินดอนเมือง เพื่อให้นักท่องเที่ยวซื้อกลับไปเป็นของฝาก บ่อยครั้งมักจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนมาสอบถามว่า มีเนื้อจระเข้ขายหรือไม่ ผมเลยเกิดไอเดียนำเนื้อจระเข้มาทำเป็นเนื้อทุบ เนื้อจระเข้แห้ง จระเข้ซอสพริกไทยดำ จระเข้ผัดพริกสมุนไพรบรรจุกระป๋อง กว่าจะลงตัวใช้เวลา 2 ปี”

สำหรับรสสัมผัสของเนื้อจระเข้นั้น เจ้าของธุรกิจ บอกว่า จะให้เนื้อสัมผัสเนื้อไก่ผสมกับเนื้อปลา มีความนุ่ม แต่จะไม่ร่วน เป็นเนื้อสัตว์ที่มีคุณประโยชน์ทางสารอาหารสูง ให้โปรตีนสูง มีปริมาณไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ บางคนมีความเชื่อ ทานเป็นยารักษาโรคบางชนิดได้ ถูกปากผู้ที่ได้ลิ้มลองจนต้องบอกต่อกันเลยทีเดียว

กว่าเนื้อจระเข้จะถูกแปรรูปออกมาเฉกเช่นปัจจุบัน คุณปุ้ยใช้เวลาศึกษาและลองผิดลองถูกในการแปรรูปเนื้อจระเข้ 2 ปี เนื่องจากลักษณะเนื้อจระเข้มีความชื้นสูงและค่อนข้างนุ่ม แปรรูปด้วยการใช้เครื่องจักรทุบไม่ได้ อีกทั้งมีกลิ่นคาว ดังนั้น กระบวนการที่ใช้แปรรูปจึงมาลงตัวที่การใช้ภูมิปัญญาแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน คือ ต้องนำเนื้อจระเข้สดไปตากแดดจัดนาน 3 วัน เพื่อดับกลิ่นคาวก่อน รวมถึงต้องใช้แรงงานคนทุบด้วยค้อนแบบโบราณ ซึ่งควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่าการทุบด้วยเครื่องจักร ผิวสัมผัสนุ่ม อร่อยกว่าใช้เครื่องจักร

ทำเท่าไหร่ ไม่พอขาย

เพิ่มเมนูใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ส่วนเนื้อจระเข้ที่นำมาแปรรูปนั้น ใช้เนื้อส่วนหาง เพราะเป็นเนื้อคุณภาพดีที่สุดของตัวจระเข้ เนื่องจากหางจระเข้จะเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทำให้เนื้อส่วนนี้แน่นและรสชาติอร่อย ส่วนแหล่งวัตถุดิบรับซื้อจากฟาร์มสมุทรปราการ สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานี

“เนื้อจระเข้ทุบ จำหน่ายได้ 3 ปี กระแสการตอบรับดีมาก เริ่มขายดีตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 รายได้ขยับไปที่ เดือนละ 1 ล้านบาท ผลิตขายเอง 60 เปอร์เซ็นต์ รับจ้างผลิตให้ยี่ห้ออื่น 40 เปอร์เซ็นต์”

สำหรับช่องทางจำหน่าย เจ้าของผลิตภัณฑ์นำไปวางขายในร้านที่สยามพารากอน, ดิ เอ็มโพเรี่ยม, ดิ เอ็มควอเทียร์, เดอะมอลล์สกายพอร์ต, สนามบินดอนเมือง ขายไปยังบริษัททัวร์จีนที่มาเที่ยวเมืองไทย และส่งออกไปยังเมืองจีน ยุโรปบ้างเล็กน้อย ซึ่ง 90 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าปัจจุบันเป็นชาวจีน

ถามว่า ในเมืองจีนมีเนื้อจระเข้ขายหรือไม่ คุณปุ้ย ตอบว่า มีขาย แต่ชาวจีนไม่นิยมสินค้าในประเทศของตัวเอง เพราะว่ามีปัญหาสินค้าปลอมเยอะ ไม่ได้ใช้เนื้อจระเข้จริงๆ สับเปลี่ยนใช้เนื้อสัตว์ชนิดอื่นแทน หรือบางรายใช้เนื้อจระเข้แต่เป็นส่วนสันหลัง ซึ่งคุณภาพสู้เนื้อส่วนหางไม่ได้ ดังนั้น คนจีนที่มาเมืองไทย พอเห็นเนื้อจระเข้ทุบที่เป็นเมดอินไทยแลนด์ นิยมซื้อกลับไปเป็นของฝาก เพราะสำหรับชาวจีนเนื้อจระเข้ถือเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม เทียบเท่ารังนก เนื้อจระเข้ทุบเลยขายดีมากขึ้นไปอีก มีเท่าไรก็ขายหมด จนผลิตไม่ทัน

ปัจจุบัน ปริมาณเนื้อจระเข้ที่ทางแบรนด์วัชรินทร์ใช้ เดือนละ 2-3 ตัน สำหรับเนื้อจระเข้ทุบ เนื้อจระเข้แห้ง 100 กรัม แพ็กละ 350 บาท เนื้อจระเข้ทุบ 100 กรัม 200 บาท และเนื้อจระเข้ผัดพริกสมุนไพรบรรจุกระป๋อง ขนาดกระป๋อง 50 กรัม ราคา 120 บาท

ถามถึงปัญหาที่เจ้าของธุรกิจพบ คือ ยังขาดวัตถุดิบ ขาดความรู้ด้านการส่งออก และเรื่องข้อกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ ณ เวลานี้ยังต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง ทว่าในอนาคตวางแผนจะส่งสินค้าออกต่างประเทศเอง

“ในไทยทุกวันนี้ ฟาร์มเลี้ยงจระเข้เพื่อส่งเนื้อขายยังไม่แพร่หลายนัก เรียกว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเลยด้วยซ้ำ”

สำหรับแผนธุรกิจในอีก 2-3 ปีข้างหน้า คุณปุ้ย บอกว่า จะออกสินค้าใหม่ ทำของกินเล่นที่แปรรูปจากเนื้อจระเข้ พยายามขยายตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ยังมีโอกาสส่งขายได้อีกมาก

นอกจากส่งขายในห้าง บริษัททัวร์ ทางเจ้าของสินค้ายังไปร่วมออกบู๊ธที่ประเทศจีนอีกด้วย หากคนไทยที่อยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ เลขที่ 141/1 ถนนธรรมโชติ ตำบลบางพุทรา อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ (036) 512-644, (085) 177-9948 ร้านเปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น.

กรรมวิธีการทำ

ขั้นตอนแรก นำเนื้อจระเข้อบในตู้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อไล่ความชื้นเป็นเวลา 3 วัน

ขั้นตอนที่สอง นำเนื้อจระเข้อบในเตาเพื่อให้สุก พร้อมกับปรุงรสชาติ

ขั้นตอนสุดท้าย นำเนื้อจระเข้ที่ผ่านการอบสุก มาทุบด้วยค้อน โดยใช้มือทุบ ซึ่งเนื้อจระเข้สด 10 กิโลกรัม เมื่อทำเป็นเนื้อทุบ จะเหลือน้ำหนักแค่ประมาณ 3 กิโลกรัม

ข้าวแต๋น “สวิงริงโก้” ธุรกิจเก๋ๆ ของ “เฟี้ยวฟ้าว” เพื่อชาวนาเชียงใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0766150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

อาชีพคนดัง

กัญญ์วรา ศิริสมบูรณ์เวช

ข้าวแต๋น “สวิงริงโก้” ธุรกิจเก๋ๆ ของ “เฟี้ยวฟ้าว” เพื่อชาวนาเชียงใหม่

นับเป็นหนึ่งนักแสดงที่มีงานชุกสุดๆ สำหรับ อิม-เฟี้ยวฟ้าว สุดสวิงริงโก้ สาวผู้มีคาแร็กเตอร์สุดฮา ซึ่งนอกจากละคร “ส้มตำแฮมเบอร์เกอร์” ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24, พิธีกรรายการ “เที่ยวเปิ๊ดสะก๊าด” ทางช่อง 8, กิจการครีม “คัพทูเดย์ไวท์” และเพลง “สวิงริงโก้” ที่มียอดวิวกว่าล้านในเวลาอันรวดเร็วจนทำให้คิวคอนเสิร์ตตามมาเพียบ ล่าสุด เธอยังลุยธุรกิจข้าวแต๋น “สวิงริงโก้” เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวนาที่บ้านเกิดอีกต่างหาก

“อิมเป็นคนเกิดที่เชียงใหม่อยู่แล้ว เรามีที่นาแล้วก็ให้พวกชาวนามาปลูกข้าวในที่ของเราตั้งแต่เด็ก เราก็ไม่เคยเก็บค่าเช่าเขา ปลูกฟรี ชาวนาก็มีน้ำใจเอาข้าวมาให้กินทุกปี เลยรู้สึกว่าจะสร้างมูลค่ายังไงให้พัฒนาขึ้น” สาววัย 34 บอกด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีถึงที่มา

ก่อนจะเล่าในฐานะผู้คลุกคลีว่า “แผ่นดินไทยอุดมสมบูรณ์มาก ที่เขาบอกว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เป็นเรื่องจริงนะ ใครหลายคนไปสัมผัสจะรู้เลยว่าเรามีทรัพยากรที่เจ๋งมาก แค่เอามันสมองเราปรับปรุงให้คนรุ่นใหม่ได้ตอบรับกันบ้าง”

และสุดท้ายเลือกของดีเมืองเหนืออย่าง “ข้าวแต๋น” มาปรับปรุงเพิ่มมูลค่า

โดยเธอว่า “รากเหง้าอิมเป็นคนเชียงใหม่ ซึ่งคนเชียงใหม่เขาเลิฟข้าวแต๋นกันอยู่แล้ว จากข้าวแต๋นราดน้ำอ้อยก็อร่อย แต่มันจะเหมือนกันทั่วทุกที่ เราจะทำยังไงให้เข้ากับยุคสมัย ให้ดูแหวกให้ดูแปลก เลยคิดกับพี่ชาย ฟ้าวเฟี้ยว สุดสวิงริงโก้ ก็ได้ไอเดียมาว่าทำไมไม่เอามาปรุงรสล่ะ ปรุงรสชาติที่เราชอบ ขนาดป๊อปคอร์นของเมืองนอกราคาแพงมากแต่คนก็ซื้อกิน เพราะว่าด้วยการปรุงรสที่อร่อย”

เมื่อไอเดียบังเกิดคนที่ชอบกินและทำอาหารเป็นจึงร่วมกันค้นคว้าสูตรอร่อย แล้วก็ได้มาทั้งหมด 7 รสชาติ ได้แก่ ชีส, ข้าวโพดอบเนย, ปลาหมึก, ต้มยำกุ้ง, บาร์บีคิว, ซาวครีม และสาหร่าย โดยคนทำยอมควักกระเป๋าลงทุนถึง 7 หลักเพื่อสร้างโรงงานผลิตแถวนอกเมืองเชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม เฟี้ยวฟ้าว ว่า “ไม่อยากให้ชี้ตรงว่าลงทุนเท่าไหร่ เพราะไม่อยากวางตัวเลข แต่ว่าการลงทุนตรงนี้มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร”

“ถามว่าทำไมกล้าลงทุนตรงนี้ เพราะอิมมีนาอยู่แล้ว ธุรกิจตรงนี้มีกันอยู่แล้วตั้งแต่อิมยังไม่เกิด การปลูกข้าว ขายข้าวของพี่น้องเกษตรกรชาวนา อิมรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดี เอาวัตถุดิบตรงนั้นมาแปรรูปให้เกิดมูลค่ามากขึ้นแล้วก็ได้เป็นแบบยุคสมัยใหม่”

สำหรับขั้นตอนการผลิต หลังรับซื้อข้าวจากชาวนาที่ให้มาเพาะปลูกฟรีบนพื้นที่ของครอบครัว ข้าวก็จะถูกนำเข้าสู่โรงงานซึ่งมีทีมคอยคัดสรรวัตถุดิบ ปริมาณ และคุณภาพให้ได้มาตรฐานตามที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ถึงอย่างนั้นสองพี่น้องก็ยังไม่วายลงไปดูแลความเรียบร้อยด้วยตนเอง

“อิมเป็นคนที่ทำอะไรแล้วชอบทำทุกขั้นตอน เป็นโรคจิต ไม่ค่อยปล่อย” คนพูดว่าพลางหัวเราะ

ก่อนจะไล่รายละเอียด “อิมดูแม้แต่การปรุงรส การสี การคัดข้าว การเอาไปแช่น้ำแตงโม ซึ่งการที่จะทำข้าวแต๋น คือเราต้องเอาข้าวเหนียวไปแช่น้ำแตงโมให้มันอมความหวานนุ่มของน้ำแตงโม เอาไปทอดแล้วปรุงรส ส่วนพี่ชายจะไปดูตรงวัตถุดิบต่างๆ เรื่องการขนส่ง”

“ที่เห็นว่าทุกอย่างของเราอยู่ที่เชียงใหม่ เพราะด้วยตัวข้าว ข้าวสารมันหนัก ด้วยพื้นที่ที่นาของเราอยู่ที่เชียงใหม่ การขนส่งเข้าโรงงานค่อนข้างง่ายกว่าเลยผลิตที่เชียงใหม่ แล้วตีกลับมากรุงเทพฯ จึงค่อยกระจายสินค้า”

โดยเริ่มต้นนั้นออกขายผ่านทางไลน์ “impoffice” และอินสตาแกรม “feawfoaw” กระปุกละ 120 บาท น้ำหนักสุทธิ 110 กรัม ดูเผินๆ หลายคนอาจคิดว่าราคาสูงถ้าเทียบกับข้าวแต๋นตามท้องตลาดทั่วไป

ทว่าผู้ผลิตกลับตั้งคำถาม “อิมเปรียบเทียบนะ ทำไมป๊อปคอร์นถุงละ 180 บาท คนยังซื้อกินได้ ทำไมคุกกี้หลายๆ อย่าง ชิ้นละ 160 บาทขึ้นไป ถึงซื้อกินได้?”

“อันนี้มันเป็นของเรา เป็นทรัพยากรของประเทศไทยที่อยู่กับเรามาตั้งนาน แล้ววัตถุดิบที่เราคัดสรรมามันก็ไม่ได้ไก่กา คัดวัตถุดิบดี กระปุกก็ใหญ่นะไม่ใช่เล็กเท่าฝ่ามือ แพ็กเกจจิ้งก็ใช้กระปุกซีลอะลูมิเนียมอย่างดี”

แถมยังตั้งใจออกแบบเต็มที่ โดยด้านหน้าเป็นโลโก้ตัวการ์ตูนภาพสองพี่น้อง เฟี้ยวฟ้าวและฟ้าวเฟี้ยว พร้อมกับสโลแกน “กินแล้วดีด” ส่วนด้านหลังมีเนื้อเพลง “สวิงริงโก้” ให้ได้ร้องตาม

“อิมว่าราคามันไม่แพงเลยนะกระปุกละ 120 บาทเนี่ย” เธอย้ำ

พร้อมเล่าถึงผลตอบรับว่า หลังปล่อยผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ราว 3 เดือนก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จากรอบแรกที่ผลิตตามออร์เดอร์ลูกค้า ตอนนี้กลายเป็นว่าผลิตออกมาทุกวันจนต้องไปอุดหนุนข้าวจากชาวนาเจ้าอื่นๆ ในเชียงใหม่ เพราะนอกจากจำหน่ายทางออนไลน์ยังได้มีโอกาสไปวางขายที่เซ็นทรัล พลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต รวมถึงที่ร้านอรุณรุ่ง จุดพักรถบนมอเตอร์เวย์ ส่วนที่ราชบุรีและภูเก็ตอยู่ระหว่างเจรจา

และเมื่อถามถึงความคาดหวัง เฟี้ยวฟ้าว บอกเลยว่า อยากให้คนรุ่นใหม่ซึ่งหลายคนไม่รู้จักขนมชนิดนี้ หันมานิยมชมชอบ ขณะเดียวกัน ก็อยากบุกไปถึงตลาดต่างประเทศ แต่ด้วยความที่ขาดช่องทางการติดต่อจึงวอนขอว่าถ้าใครมีวิชาได้โปรดชี้แจงแนะนำ เพราะแม้จะสอบผ่านเรื่องธุรกิจครีมจนทุกอย่างอยู่ตัว ทว่าเรื่องข้าวแต๋นนี้ถือเป็นก้าวใหม่ที่ไม่คุ้นเคย

“ใครทำธุรกิจก็อยากให้ประสบความสำเร็จ มันอาจจะมีล้มลุกคลุกคลานแต่มันก็เป็นแรงผลักดันให้เราฮึดดี ซึ่งถ้าเป็นเรื่องรสชาติ ความสะอาด และวัตถุดิบ อิมพูดได้เลยว่าการันตีเป็นที่หนึ่ง แต่เรื่องการตลาดถือเป็นน้องใหม่ อิมถึงพร้อมรับคำสอนของทุกคน พอได้ความรู้จากคนหลายคนมาสอนเราเหมือนเราได้อาจารย์ แล้วก็มีแรงที่จะวิ่งๆๆ ไปข้างหน้า เพราะอิมต้องแบกรับภาระหลายอย่างที่ไม่ใช่แค่อิมกับพี่ชาย แต่เป็นองค์กรที่ค่อนข้างมีหลายคน”

“ถ้ามีใครมาบอกมาแนะนำ อิมจะแฮปปี้มากเลยเพราะว่าอิมไม่ได้ประโยชน์คนเดียว เกษตรกรชาวนาของอิมก็ได้ประโยชน์ด้วย ซึ่งเขาฝากความหวังไว้กับอิมเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของเขา”

คนที่เต็มร้อยกับทุกงาน ไม่ว่าจะในวงการบันเทิงหรือธุรกิจส่วนตัวจึงต้องยิ่งทุ่มเทเข้าไปอีก

“เอาจริงๆ เลยนะ งานในวงการอิม อิมพอกินไหม อิมแฮปปี้มาก อิมพอกิน แต่รู้สึกว่าอยากให้คนอื่นมีรายได้ ให้คนอื่นมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะอิมเกิดในสังคมพี่ๆ เกษตรกรชาวนา อยู่กับสังคมอะไรอย่างนี้ค่อนข้างเยอะ เราอยากสร้างรายได้”

“มันแฮปปี้มากอ่ะ ทุกครั้งที่อิมติดต่อซื้อข้าว รอยยิ้มของเขา เขาดีใจนะ มันเหมือนว่าบางครอบครัวมีรายได้ติดลบ บางครอบครัวก็อาจจะมีรายได้เป็นบวกนิดหนึ่ง แล้วอิมสามารถสร้างรายได้ให้เขาอาจจะไม่มากก็น้อย แต่อิมแฮปปี้”

และคาดว่าคนกินก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

นาลโสวินฺทเต สุขํ คนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

จอดป้ายเทคโนฯ

นาลโสวินฺทเต สุขํ คนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบความสุข

สุรพงษ์ เจียสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยว่าไทยพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ร่วมสมาชิกภาคีในการลดก๊าซเรือนกระจก พิจารณาการลงสัตยาบรรณภายใต้ข้อตกลงปารีส เร่งจัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตร ปี 2560-2564 สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

คมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แจงผลข้อมูลการผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2558/59 ในเขตพื้นที่ 4 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ นครราชสีมา ชัยภูมิบุรีรัมย์ สุรินทร์ ระบุ เนื้อที่เพาะปลูกโดยรวมลดลงร้อยละ 1.8 ในขณะที่เนื้อที่เพาะปลูกสับปะรดโรงงาน ปี 2558 ของจังหวัดชัยภูมิเพิ่มขึ้นร้อยละ 53

สมาคมนักเรียนเก่าบวรวิทยายน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เชิญชมนิทรรศการศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตบางปะกง ณ โรงเรียนบางปะกง “บวรวิทยายน”(หลังเก่า) ระหว่างนี้ ถึง 15 สิงหาคม 2559

Smart Farmer ทางรอดเกษตรไทย

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการผลการพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ปี2559 “Smart Farmer ทางรอดเกษตรไทย” ณ กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา

นิเทศก์นักศึกษาฝึกงาน

อาจารย์ภัทราวดี ธีเลอร์(กลาง) อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์…นิเทศก์นักศึกษาฝึกงาน กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เมื่อเร็วๆนี้

สมโภชและถวายเทียนพรรษา

คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช เข้าร่วมกิจกรรมสมโภชและถวายเทียนพรรษา เนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ณ วัดไตรวิทยาราม อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเร็วๆ นี้

ปลูกพริกไทย 360หลัก ได้ปีละเกือบ 5แสนที่พิษณุโลก (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกพริกไทย 360หลัก ได้ปีละเกือบ 5แสนที่พิษณุโลก (ตอนที่ 1)

คุณแดง บุญมี หรือ ลุงแดง เจ้าของไร่พริกไทยสดพันธุ์ซีลอน “ไร่ลุงแดง บ้านเผ่าไทย” บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่8 บ้านเผ่าไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทร.(084)906-0967 เกษตรกรที่ผันตัวเองจากเดิมที่เคยทำไร่ข้าวโพด ทำนา มาปลูกพริกไทย เพื่อจำหน่ายเป็นพริกไทยสด สร้างรายได้นับแสนบาทต่อปี

ลุงแดงย้อนกลับไปว่าเดิมก็เหมือนเพื่อนเกษตรกรทั่วไปในแถบนี้ที่จะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และทำนาข้าว ได้บ้างไม่ได้บ้างแต่ก็ต้องทำทุกปีซึ่งทำมานานมากแต่ก็ได้เพียงพอใช้จ่าย

เมื่ออายุมากขึ้นก็มองหาพืชชนิดใหม่ที่ทำงานหนักน้อยลง ปลูกครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้นาน

ลุงแดงเล่าว่า เมื่อ 3 ปีก่อนได้เจอเพื่อนเกษตรกรปลูกพริกไทยอยู่จึงได้มีโอกาสพูดคุยเรื่องการปลูกพริกไทยและทราบว่าเป็นพืชที่ปลูกเพียงครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้นานนับ 10 ปี แล้วยังให้ผลผลิตเป็นอย่างดีในพื้นที่โซนนี้

ที่สำคัญราคาพริกไทยสดมีราคาค่อนข้างดีและมีความต้องการมากพอสมควร

ในครั้งแรกลุงแดงได้ขอซื้อพันธุ์กลับมาทดลองปลูกเพียงไม่กี่ต้นเพื่อนำมาทดลอง แต่ผลพบว่าพริกไทยที่นำมาปลูกให้ผลผลิตเป็นอย่างดี ติดผลดก ใช้กินในครัวเรือน แบ่งเพื่อนบ้าน

จากนั้นจึงตัดสินใจปลูกแบบจริงจัง จำนวน 360 หลัก โดยใช้ระยะปลูก ระหว่างต้น 2 เมตรxระหว่างแถว 2.5 เมตร และในปีที่ผ่านมาได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 200 หลัก ซึ่งคาดว่าสิ้นปี 2559 น่าจะให้ผลผลิตแล้ว

ในปีหน้าลุงแดง กำลังจะขยายพื้นที่เพิ่มออกไปอีกประมาณ 1,000 หลัก

ลุงแดงเล่าย้อนกลับไปว่า ตอนที่ปลูกพริกไทยครั้งแรกนั้น กว่าจะเตรียมแปลงและระบบน้ำเสร็จราวปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงหน้าแล้งและอากาศหนาว แต่ลุงแดงก็ลองปลูกดู เพราะดูแล้วว่าพริกไทยค่อนข้างทนแล้งได้ แต่ขอให้มีน้ำช่วยก็ปลูกเลย พอปลูกไป

แม้อากาศจะแล้งแต่เมื่อต้นพริกไทยได้น้ำอย่างสม่ำเสมอพบว่าต้นพริกไทยอยู่ได้ แตกยอดมาใหม่ใบเขียว จับมัดขึ้นเสาไปเรื่อยๆจนสูงท่วมหลัก ซึ่งหลักในตอนนั้นใช้เสาสูง 2.50เมตร ฝังเสาลงดินไป 50เซนติเมตร ประมาณ 9 เดือนหลังปลูก ต้นพริกไทยก็ออกดอกเต็มไร่เลย ผลผลิตดีและสูงขึ้นเรื่อยๆ หลังปีที่ 2 ขึ้นมา

ต่อมาก็ลองขยายพันธุ์ดูบ้างก็มีปักชำ โดยตัดกิ่งมาเป็นท่อนๆ ชำในถุงดำแล้วทำกระโจมมุงหลังคาพลาสติกอบไว้สัก 1 เดือน แต่เปอร์เซ็นต์การรอดไม่ค่อยดีนักจะได้ต้นพันธุ์แค่ 50% เท่านั้น ก็มาเปลี่ยนวิธีการขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง

ซึ่งนำขุยมะพร้าวแช่น้ำไว้สัก 1 คืน บีบน้ำให้พอหมาดแล้วยัดใส่ถุงขนาดเล็ก ใช้มีดกรีดถุงผ่าครึ่งถุงนำไปประกบตามข้อพริกไทย เพราะส่วนข้อจะเป็นส่วนที่จะออกราก เพียง 30-45วันรากพริกไทยก็จะเดินเต็มถุง พอรากเปลี่ยนสีจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลก็จะเหมาะสมในการตัดส่งขายหรือมาอนุบาลชำลงถุง

แต่มีข้อจำกัดคือสามารถตอนได้เฉพาะหน้าฝนเท่านั้น จึงจะได้ผลดีเกือบ 100% ลุงแดงกล่าว

พื้นที่ปลูก และการลงเสา

ขั้นตอนแรก คือการไถแปรหน้าดิน และปรับสภาพความร่วนซุยของหน้าดิน โดยการไถพรวน เนื่องจากบริเวณแปลงปลูกมีความสูงต่ำไม่เท่ากัน บางส่วนเป็นดิน บางส่วนเป็นดินปนหินกรวด ก็ได้มีการไถพรวน และกำจัดสิ่งกีดขวางออกไปก่อน ประเด็นสำคัญคือ ควรจะมีการไถพรวนเพื่อให้ดินร่วนซุยก่อนเริ่มปลูกเนื่องจากรากของพริกไทยจะขยายออกไปในดิน

ถ้าหากดินมีความร่วนซุย รากก็จะขยายออกไปรอบข้างได้ดี ทำให้ต้นโตไว

ขั้นตอนต่อไปคือการขุดหลุมลงเสา โดยระยะห่างระหว่างเสา คือ 2.5×2.5 เมตร(สาเหตุที่เว้นระยะห่างค่อนข้างมาก เนื่องจากเมื่อต้นโตเต็มที่ จะได้มีพื้นที่สำหรับเข้าไปเก็บผลผลิตหรือตัดหญ้าใส่ปุ๋ย) โดยหลุมที่ขุดมีขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร ลึก 10 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ผสมกับสารป้องกันปลวกแมลง (ฟูราดาน)

หลังจากลงเสาเสร็จเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปคือวางระบบน้ำ ทางไร่เลือกใช้ท่อ PE สาเหตุที่ใช้ท่อ PE เนื่องจากทนแดดทนฝนได้ดี เหยียบได้ไม่แตกหัก อายุการใช้งานนานกว่าท่อ PVC โดยท่อใหญ่ที่ต่อจากปั๊มสำหรับจ่ายน้ำแต่ละแถว ใช้ท่อ PE ขนาด 60มิลลิเมตรและต่อเข้าแถวด้วยท่อ PE ขนาด 20mm. 2 bar. จากนั้นส่วนที่ต่อเข้าเสาแต่ละเสาใช้ท่อ PE mini เมื่อเตรียมเสร็จเรียบร้อย ก็จัดการนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้มาลงปลูกได้เลย

โดยปลูกเสาละ 4 ต้นมัดลำต้นพริกไทยติดกับหลักไว้ เพื่อให้ต้นโตเกาะหลักขึ้นไปเรื่อยๆ

วิธีปลูกและดูแลรักษา

การเตรียมการก่อนปลูกเริ่มจากการเตรียมดินแปลงปลูกจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีการระบายน้ำได้ดีปรับพื้นที่ไม่ให้มีสภาพน้ำขังไม่ชื้นแฉะหรือเป็นแอ่งน้ำ

ไถพรวนดินลึก 40-60 เซนติเมตรปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุโดยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2-3 ตันต่อไร่เพื่อให้ดินสามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดีหากดินเป็นกรดควรปรับด้วยปูนขาวหรือปูนโดโลไมต์เพื่อให้ความเป็นกรดน้อยลงตากดิน 15 วันยกแปลงเป็นลอนลูกฟูก

วิธีปลูกปลูกค้างละ 1 หลุมปลูกห่างจากโคนค้าง ประมาณ 15 เซนติเมตรขุดหลุมพรวนรอบเสาผสมดินกับปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกเก่านำกิ่งพันธุ์ที่เตรียมไว้ขุดหลุมปลูกแค่เท่าถุงดินเดิม ปลูกหลุมละ1ต้น รอบเสา 4 ด้านก็จะใช้ทั้งหมด4ต้นต่อเสาให้ปลายยอดเอนเข้าหาค้างหันด้านที่มีราก (ตีนตุ๊กแก) ออกด้านนอกค้างกลบดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม

เทคนิคนำกิ่งลงชำถุง

ลุงแดงแนะนำว่า ถ้าได้รับกิ่งพันธุ์แบบตุ้มตอนแกะถุงพลาสติกที่ห่อหุ้มรากออกก่อนอย่างเบามือ พยายามอย่าให้ขุยมะพร้าวที่รากยึดไว้แตกตัดตุ้มโดยใช้กรรไกรหรือมีดคัตเตอร์ตัดเชือกปอที่รัดตุ้มไว้หัวท้ายออกทั้งหมด

เมื่อแกะตุ้มเสร็จก็นำกิ่งพันธุ์ลงถุงดำโดยใส่ดินไปก่อนประมาณครึ่งถุงแล้วค่อยเอากิ่งพันธุ์ส่วนที่เป็นรากวางลงไปกลางถุงเอามืออีกข้างจับยอดไว้ไม่ให้ต้นพันธุ์เอนไปมาแล้วเอามืออีกข้างตักดินใส่ให้เต็มถุงกดดินบริเวณรอบๆกิ่งพันธุ์ให้แน่น

จากนั้นรดน้ำรออีกประมาณ45วันจึงค่อยนำลงปลูกในแปลงปลูก อย่ารดน้ำมากเกินเอาแค่ชื้นพอดี และควรพักต้นพันธุ์ไว้ในที่ร่มรำไรอากาศถ่ายเทได้ดีขั้นตอนก็มีเพียงเท่านี้

พื้นที่วางต้นชำควรวางบนพื้นดินที่มีความชื้นตลอด แต่น้ำไม่ขัง

ข้อควรระวังการชำกิ่ง

ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ห้ามนำถุงกล้าพริกไทยวางบนปูนหรือแผ่นพลาสติกใดๆเพราะพริกไทยจะแตกยอดสวยงามให้เห็นในระยะแรกเท่านั้น แต่ต่อมารากจะค่อยๆถูกทำลายด้วยเชื้อรา เช่นเชื้อราไฟทอปทอร่าที่เป็นสาเหตุของโรครากเน่าและจะยืนต้นตายในที่สุดเพราะการระบายน้ำที่ก้นถุงไม่ดีรวมถึงอุณหภูมิบนพื้นผิววัสดุด้วย

การดูแลรักษา

เริ่มจากการใส่ปุ๋ย จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งปุ๋ยดังกล่าวจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพริกไทยและช่วยปรับโครงสร้างของดิน ทำให้ดินโปร่งร่วนซุย สามารถดูดซับความชื้นและเพิ่มแร่ธาตุปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15, 8-24-24 และ 12-12-17+Mg ให้พิจารณาเลือกใส่สูตรใดสูตรหนึ่งตามความเหมาะสม เช่น

ปีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเคมีประมาณ 300-500 กรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งต่อปี หรือตามความเหมาะสม

ปีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเคมี 1กิโลกรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งหรือตามความเหมาะสม

ปีที่ 3 และปีถัดไปใส่ปุ๋ยเคมี 1.5 กิโลกรัมต่อค้างแบ่งใส่ 3 ครั้งหรือตามความเหมาะสม

ครั้งที่ 1 ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลังจากเก็บเกี่ยวพริกไทยเพื่อฟื้นความสมบูรณ์ของต้นพริกไทย

ครั้งที่ 2 ปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนเพื่อเร่งการออกดอกและติดผล

ครั้งที่ 3 ปุ๋ยเคมีสูตร 12-12-17+Mg ประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมเพื่อบำรุงผล

ส่วนปุ๋ยทางใบและฮอร์โมนบำรุง สามารถใช้ได้ตามความสะดวก ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ดีขึ้น

ลุงแดง อธิบายว่า การใส่ปุ๋ยไม่มีสูตรตายตัว คงขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโตและระยะของการให้ผลผลิตบนต้นและการสังเกตของเจ้าของไร่

การให้น้ำ

เลือกระบบน้ำตามสภาพแวดล้อมที่ให้พริกไทยได้รับน้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลงการให้น้ำแบบร่องต้องปรับพื้นที่ให้เรียบและมีความลาดเท

การใช้มินิสปริงเกลอร์เป็นวิธีที่ประหยัดน้ำกว่า

ระยะเวลาการให้น้ำหลังปลูกควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวันเมื่อพริกไทยตั้งตัวได้ลดเหลือ 2-3 วัน ต่อครั้งพริกไทยที่ให้ผลผลิตแล้วควรให้ 3-4 วันต่อครั้งตามสภาพดินฟ้าอากาศ

ในฤดูแล้งอาจประหยัดการให้น้ำโดยการคลุมดินในแปลงปลูกด้วยฟางหรือหญ้าแห้งแต่ในฤดูฝนไม่ควรคลุมดินจนชิดโคนต้นควรเว้นห่างเพื่อไม่ให้โคนต้นชื้นแฉะเกินไปและเกิดโรคเตรียมให้น้ำระบายออกจากแปลงปลูกอย่างรวดเร็วและขณะดินชื้นแฉะไม่ควรเหยียบย่ำในแปลงจะทำให้ดินแน่นทึบรากเสียหายได้

การขึ้นค้าง

หลังจากปลูกพริกไทยได้ประมาณ 30-50 วันพริกไทยจะเริ่มแตกยอดอ่อนให้เลือกยอดอ่อนที่สมบูรณ์ไว้ต้นละประมาณ 3 ยอดที่เหลือตัดทิ้งไปจัดยอดให้เรียงขนานขึ้นรอบค้างอย่าให้ยอดทับกันเพราะจะทำให้ได้ทรงพุ่มที่ไม่ดีใช้เชือกฟางผูกยอดให้แนบติดกับค้างโดยผูกข้อเว้นข้อผูกยอดจนกระทั่งยอดท่วมค้างใช้เวลาประมาณ 10-12 เดือน

กรณีที่ต้องการเลี้ยงเถาเพื่อใช้ทำพันธุ์ขยายพื้นที่ปลูกในปีต่อไปหรือเพื่อจำหน่ายยอดคืนทุน

เมื่อพริกไทยอายุ 1 ปีตัดเถาให้เหลือ 50 เซนติเมตรจากระดับผิวดินเมื่อพริกไทยแตกยอดจัดยอดขึ้นค้างเช่นเดียวกับปีแรกจนกว่าพริกไทยจะสูงเลยค้างไปประมาณ 30 เซนติเมตรให้ผูกไว้บนยอดค้าง

ลุงแดงมุงซาแรนพรางแสง60 เปอร์เซ็นต์ ให้แปลงปลูกพริกไทยใน1ปีแรก โดยอธิบายว่า ปัจจุบันอากาศบ้านเราร้อนมาก การปลูกพริกไทยจึงมีต้นทุนเพิ่ม คือต้องมุงซาแรน เพื่อช่วยพรางแสงให้เพื่อลดความร้อนจากแสงแดดให้ต้นพริกไทยและรักษาความชื้น

แต่หลังจากที่ต้นพริกไทยปลูกไปได้สัก 1ปี ก็จะรื้อซาแรนพรางแสงออกไป เพราะพริกไทยสามารถปรับสภาพได้และทรงพุ่มสูงถึงยอดเสาปูนซึ่งจะมีร่มเงาขึ้นมาทดแทน

การขายผลผลิต

ลุงแดง เล่าว่าตอนนี้พริกไทยสดไม่พอขาย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าที่สั่งเข้ามา ยังมารวมถึงออเดอร์จากบริษัทที่เข้ามาติดต่อที่ต้องการให้จัดส่งวันละหลายๆตัน ให้ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 95 บาท

“แต่เราคือที่ไร่กับเพื่อนเกษตรกรที่เริ่มปลูกยังไม่สามารถรวบรวมจำนวนได้มากขนาดนั้นตอนนี้ขายแค่พ่อค้าหลายๆเจ้าก็ไม่เพียงพอ เราต้องจัดสรรแบ่งให้พ่อค้า โดยพยายามไม่ผูกมัดผูกขาดกับพ่อค้าเพียงเจ้าเดียว พ่อค้าบางเจ้าถึงกับช่วยออกค่าเก็บให้เจ้าของไร่เลยทีเดียว อย่างเช่นให้ค่าเก็บกิโลกรัมละ 10 บาท ก็เงินค่าเก็บทั้งเจ้าของไร่และคนงานทีเดียว”

“ราคาก็มีขึ้นลง อย่างหน้าแล้งหรือหน้าร้อนที่ราคาแพง กิโลกรัมละ 250-280 บาทหรือช่วงเวลาถูก คือราวๆช่วงหลังเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ที่พริกไทยออกเยอะ เป็นช่วงฤดูของพริกไทย ก็เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50-80บาทแล้วราคาจะมาขยับสูงขึ้นอีกก็หลักร้อยบาทขึ้นไปในช่วงหน้าหนาวคือราวเดือนธันวาคมเป็นต้นไป”

ลุงแดงยังอธิบายเพิ่มว่า พริกไทยเป็นพืชที่ออกดอกติดผลแบบทะวายออกเกือบทั้งปีเฉลี่ยจะออกดอกติดผลราวๆ 5-6 รุ่น จะออกดอกต่อเมื่อมีการแตกยอดใหม่แล้วหลังออกดอกได้สัก 1เดือนก็จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ หรือถ้าราคาไม่ดี เกษตรกรก็สามารถดึงเวลาไม่เก็บออกจากต้นก็ได้ พริกไทยสามารถอยู่บนต้นได้ 2-3 เดือนทีเดียว แถมยิ่งเก็บช้าน้ำหนักก็ยิ่งดีด้วย

ถือเป็นข้อดีอีกอย่างของการปลูกพริกไทย เกษตรกรรอราคาที่พอใจก็จะเก็บได้ การขายลุงแดงจะขายแบบรวม ไม่คัดแยกเกรด ซึ่งพ่อค้าก็จะเอาไปคัดแยกเกรด เช่นช่อยาว ช่อตรง เม็ดเต็มช่อ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

แต่สำหรับเกษตรกรจะขายแบบคละรวมจะดีกว่า หนึ่งลดขั้นตอน ผลผลิตถูกรับซื้อไปทั้งหมด

พฤกษาฝากดอกมะลิ บอกมามิ้ รักมาม้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาฝากดอกมะลิ บอกมามิ้ รักมาม้า

คำเอ่ยปากคำแรกของลูกทุกคนที่จะเอ่ยได้คือคำว่า “แม่” ซึ่งทุกชาติ ทุกภาษาต้องเอ่ยที่มีความหมายของคำนี้

อังกฤษ สิงคโปร์ มาเลเซีย เรียก Mother หรือ Mom mam

ลาว เรียก อิแม่

ฝรั่งเศส เรียก La mere ลาแมร์

เขมร เรียก แม

จีน เรียก ม๊ะ หรือ ม่า

เวียดนาม me ออกเสียง แหมะ โซ่ เรียก เม๋เปะ

มลายู มาเลเซีย บรูไน เรียก เมาะ หรือ แมะ

จีนกลาง เรียก mama ม๊ามะ

อินโดนีเซีย เรียก Ibuอิบู

เมียนมา อะเหม่ ไทไต้คง เรียก เม

ฟิลิปปินส์ (ตากาล็อก) เรียก Ina อินา

หากจะประมวลคำเรียก “แม่” ทั่วทั้งโลก สำเนียงกล่าวคงไม่แตกต่างกันมากนัก แม้จะอยู่คนละซีกโลก หรือต่างเชื้อชาติ แต่เชื่อว่าความหมายและความรู้สึกคงจะเป็นทิศทางเดียวกันทุกชาติ ทุกภาษา

“แม่” ผู้หญิงที่ให้กำเนิดลูก คนไทยเราให้สมญานาม มารดา มารดร และชนนี ถือเป็นความยิ่งใหญ่ที่หาตัวแทนมิได้ เป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบทั้งขอบเขตที่ใหญ่ยิ่ง นักวิชาการทางภาษาได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า คำว่า “แม่” ของทุกๆ ภาษา มาจากการออกเสียงของเด็ก หรือทารก ที่มีคำขึ้นต้นด้วยพยัญชนะจากริมฝีปากคู่ ได้แก่ คำ ม, พ, ป, บ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นพยัญชนะชุดแรกที่เด็กสามารถออกเสียงได้ โดยการใช้ริมฝีปากบนและล่าง

ทุกๆ ปี และหลายปีที่ผ่านมา มีคำขวัญที่เอ่ยถึงพระคุณของแม่ และสำนึกอันพึงสำเหนียกถึงผู้ให้กำเนิด โดยเปรียบเทียบอุปมาอุปมัยกับสารพัดสิ่ง แต่ก็ไม่ได้เทียบเคียงความเป็นจริงซึ่งได้รับจากแม่ ดังบทเพลง “ใครหนอ” ที่กล่าวไว้ว่า “…จะเอาโลกมาทำปากกา แล้วเอานภามาเป็นกระดาษ เอาน้ำหมดมหาสมุทรแทนหมึกวาด ประกาศพระคุณไม่พอ…ฯลฯ” ดังจะขออนุญาตนำคำขวัญมาเป็นอุทาหรณ์ตรึงใจเรา เช่น

คำขวัญวันแม่ ปี 2544

พระองค์แรก ผู้แสนดีให้ชีวิต ครูคนแรกผู้ประสิทธิ์การศึกษา

หมอคนแรกผู้ถือช้อนคอยป้อนยา รวมคุณค่านี้ได้แก่แม่เราเอง

คำขวัญวันแม่ ปี 2545

แม่คือพระประจำอยู่ในบ้าน บูชาท่านไว้เถิด เกิดมิ่งขวัญ

พระคุณแม่เลิศล้ำเกินรำพัน แม่จึงเป็นคนสำคัญทุกวันไป

คำขวัญวันแม่ ปี 2546

สามร้อยหกสิบห้าวันคือวันแม่ มิใช่แค่วันใดให้นึกถึง

สม่ำเสมอสมัครจิตคิดคำนึง เหมือนแม่ซึ่งรักลูกครบทุกวัน

คำขวัญวันแม่ ปี 2555

มือของแม่นั้นคือมือช่างปั้น ขึ้นรูปอันอ่อนลออ จนหล่อเหลา

อยากให้เป็นงานดีที่งามเงา อยู่ที่คอยขัดเกลาแต่เบามือ

คำขวัญวันแม่ ปี 2556

คำโบราณว่าดูนางดูอย่างแม่ คือคำแปลว่าแม่ดีมีลูกเด่น

จะชายหญิงรู้ชั่วดีมีกฎเกณฑ์ เพราะจัดเจนแบบอย่างในทางดี

จากสำนึกของทุกคนที่ระลึกถึงพระคุณของแม่ อันเป็นที่มาของ “วันแม่แห่งชาติ” ซึ่งประชาชนทุกหมู่เหล่าเห็นด้วย และสนับสนุนจนขยายขอบข่ายของงานกว้างขวาง รวมทั้งจัดพิธีกรรมทางศาสนา และประกวดคำขวัญวันแม่ ประกวดเรียงความเกี่ยวกับแม่ กล่าวบทร้อยแก้วร้อยกรองสรรเสริญพระคุณของแม่ รวมทั้งการประกวดแม่แห่งชาติ แม่ดีเด่น เพื่อเชิดชูเกียรติและตระหนักถึงความสำคัญของแม่ จึงเป็นที่มาของการจัดงานวันแม่ประจำปีแห่งชาติ ตามประกาศจากรัฐบาล ตั้งแต่สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งงานวันแม่ได้จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมีการงดในบางปี เมื่อสงครามสงบลง ก็มีการร่วมกันให้มีงานวันแม่ขึ้นมาอีก โดยมีการเปลี่ยนกำหนดการวันแม่อีกหลายครั้ง และมีการรับรองโดยรัฐบาลประมาณเดือนเมษายน พ.ศ. 2493 แต่ก็งดไปอีกเมื่อกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ทำให้ขาดหน่วยงานที่สนับสนุน และมีการจัดขึ้นอีกครั้งในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2515 ซึ่งจัดได้เพียงปีเดียว แล้วในที่สุด เมื่อปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ตกลงเปลี่ยนแปลงกำหนดวันแม่แห่งชาติขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่คือ ดอกมะลิ

ดอกมะลิ ดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม ตั้งแต่ดอกตูมถึงบาน ส่งกลิ่นหอมได้ไกล และหอมได้นาน ทั้งสดและแห้ง อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดปี เปรียบได้ดั่งความรักของแม่ที่มีต่อลูกอย่างผูกพันธ์ บริสุทธิ์ ไม่มีวันเสื่อมคลายตลอดไป นอกเหนือจากคุณค่าความรู้สึกด้านจิตใจพันผูกระหว่างแม่กับลูกแล้ว ในส่วนของดอกมะลิ ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นคุณค่าในตัวดอกเอง เช่น การนำไปใช้ปรุงยาหอมบำรุงหัวใจ กลิ่นดอกหอมเย็น นำมาลอยในน้ำดื่ม น้ำเชื่อมขนมหวาน กลิ่นหอมเย็นชุ่มชื่นใจ และยังมีสรรพคุณทางยา ซึ่งใช้ได้ทุกประเภทยา รวมทั้งตั้งแต่สมัยโบราณมา ถือว่ามีต้นมะลิในบ้านเป็นสิริมงคล

มะลิ ถือเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่สำคัญ คนไทยส่วนใหญ่ หรือกล่าวได้ว่าทุกคนรู้จักดอกมะลิเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย บ้านใดปลูกไว้ในรั้วรอบขอบชิดบ้าน ก็จะทำให้เกิดความรักความคิดไมตรีต่อกัน ดังความหอมเย็นของกลิ่นดอกที่เชื่อมโยงกับทุกคน สัญลักษณ์แสดงความกตัญญู เป็นเครื่องสักการะบูชาพระ เก็บมาใช้โดยตรง หรือเก็บดอกมาร้อยมาลัยประดับพานพุ่มบูชา ทำพวงหรีด อบขนม โรยหน้าขนมหวาน จนกระทั่งสกัดทำน้ำมันหอมระเหย (absolute) ซึ่งเป็นที่นิยม และมีราคาแพงในตลาดโลก

มะลิ มีชื่อสามัญ Jasmine Arabian

ชื่อวิทยาศาสตร์ Jasmine sambac

ชื่อวงศ์ OLEACEAE

ชื่ออื่นๆ มะลิป้อม มะลิหลวง มะลิขี้ไก่ มะลิไก่ มะลิเศรษฐี

ไม้ดอกพุ่มเล็ก ก้านเขียว ใบเข้ม ดอกขาวบริสุทธิ์ กลิ่นหอม มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน หรือกึ่งร้อนชื้น มีทั้งประเภทไม้พุ่ม ไม้เลื้อย และไม้กึ่งเลื้อย พบโดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 200 ชนิด แต่ที่พบในประเทศไทย ประมาณ 45 ชนิด เรียกชื่อเป็นที่คุ้นเคยรู้จักกันดี และที่เป็นไม้พื้นเมืองของไทยเรา ประมาณ 15 ชนิด ที่เรียกชื่อเป็นที่นิยมในกลุ่มมะลิ เช่น มะลิซ้อน มะลิลา มะลิย่าน มะลิไส้ไก่ มะลิทะเล มะลิเขี้ยวงู มะลิป้อม มะลิวัลย์ มะลิพิกุล มะลิฉัตร มะลิพวง มะลิเถา มะลิต้น มะลิเลื้อย มะลิถอด เป็นต้น ซึ่งแต่ละสายพันธุ์เหล่านี้ก็สามารถซื้อหามาปลูก มาขยายพันธุ์ได้ไม่ยาก

ต้นมะลิเป็นไม้ดอกที่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์ได้สะดวก เพียงพื้นที่ปลูกควรจะได้รับแสงแดดตลอดวัน ขยายพันธุ์ได้ทั้งการแยกกอ การชำ รวมถึงการตอนกิ่ง แต่นิยมการปักชำ โดยการชำด้วยกิ่งอ่อน ตัดยาวประมาณ 4-5 นิ้ว แล้วจุ่มฮอร์โมนเร่งราก นำไปปักชำในวัสดุเตรียมไว้ โดยใช้ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ คลุมด้วยวัสดุเพื่อควบคุมความชื้น ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน แล้วแต่ชนิดพันธุ์ เมื่อมีรากออกมาก็นำไปปลูกในกระถางหรือแปลงได้ เมื่อมะลิเติบโตเต็มที่ ควรดูแลด้วยการตัดแต่งกิ่งที่ไม่สมบูรณ์ หรือติดโรคแมลงออกไป และควรตัดแต่งกิ่งก้านไปให้โปร่ง ไม่ให้ใบเกาะกันจนแน่นเกินไป มะลิก็จะแตกกิ่งก้านใหม่ ทำให้ออกดอกมากขึ้น และไม่มีโรคแมลงรบกวน

ต้นมะลิ และดอกมะลิ เป็นไม้ดอกที่ให้ความรู้สึกเชิงปฏิพัทธ์ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจของคนเรา เพราะสามารถนำไปใช้เป็นพฤกษาเนื้อนาบุญ นำไปบูชาพระ กราบผู้ใหญ่ขอพร หรือเป็นพฤกษาจินตนาการชวนคิดฝัน เปรียบเหล่านางสนมนมใน หญิงสาววัยรุ่น เปรียบเปรยความหอม ความงามในวรรณคดีมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ ถ่ายทอดวรรณกรรมอักษรจากเหล่ากวีหลากหลาย นอกจากนั้น ยังเป็นโอสถพฤกษาในกลิ่นอาหารเป็นพฤกษาเภสัช ให้สรรพคุณประกอบในตำรายาไทย รู้จักกันว่าเป็น “ยารสหอมเย็น”

จากฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในเว็บไซต์ Thaicrudedrug.com ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับมะลิไว้เป็นที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นประโยชน์ ที่จะได้ใช้ดอกมะลิให้ตรงกับคุณค่าสรรพคุณยาไทย ซึ่งดอกมะลิเป็นยาในพิกัดเกสรทั้ง 5 ทั้ง 7 และทั้ง 9 ซึ่งมีรสหอมเย็นเป็นสรรพคุณบำรุงหัวใจ ให้ความชุ่มชื่นใจ แก้อ่อนเพลีย ร้อนใน กระหายน้ำ ดอกมะลิที่ผสมเข้าในตำรับยาหอมที่มีสรรพคุณดังกล่าว มีตัวอย่างเช่น ยาหอมเทพจิต ยาหอมนวโกฐ ยาหอมทิพโอสถ และยาหอมอินทจักร์

เนื่องจากดอกมะลิใช้ได้ทั้งดอกสดและดอกแห้ง จัดไว้ในทางสุคนธบำบัดก็จะใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิในการกระตุ้นระบบประสาท สำหรับผู้มีภาวะอ่อนล้าทางจิตใจ เฉื่อยชา อ่อนเพลีย จะช่วยปรับอารมณ์ให้เกิดสภาพสมดุลของจิตใจดีขึ้น บรรเทาความเครียด การปวดกล้ามเนื้อ ความกลัวได้ เพียงใช้ดอกแห้ง 2-3 กรัม ต้มน้ำ หรือทำชามะลิชงน้ำร้อนดื่ม

ในการศึกษาทางเภสัชวิทยา สามารถใช้เพื่อการกระตุ้นหัวใจ มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ รวมทั้งสงบประสาทช่วยให้นอนหลับ ถ้าเป็นน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิลา จะมีฤทธิ์ไล่หมัดดีกว่าสารเคมีบางชนิดอีก ส่วนทางด้านพิษวิทยา สามารถสกัดสารจากดอกมะลิด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ นำไปใช้ในงานทดลองในห้องปฏิบัติการได้ สรรพคุณทั่วๆ ไปที่เป็นที่รู้จักของชาวบ้านและชาวเมืองในการนำดอกมะลิมาใช้เป็นส่วนประกอบยังมีอีกมากมาย เช่น

ดอก นำมาตำให้ละเอียดพอกขมับ แก้ปวดศีรษะ ดอกและใบมีรสเผ็ดชุ่ม แต่ใช้เป็นยาเย็น ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้ร้อนใน หรือนำดอกสดมาตำใส่พิมเสน ใช้สุมหัวเด็ก แก้ทราง แก้หวัด ถ้าเป็นดอกแก่แก้หืดได้ หรือใช้ดอกสดตำให้ละเอียด เช็ดบริเวณเต้านม เพื่อหยุดการหลั่งของน้ำนม ทารักษาแผลเรื้อรัง ฝี หนอง ผื่นคัน ได้

ราก มีรสเผ็ด ขม เป็นยาเย็น ใช้ต้มเป็นยาแก้ปวด รากสดตำแก้ฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก บางประเทศใช้รากต้มดื่มน้ำเป็นยาแก้โรคเบาหวาน รากสดนำมาตำผสมน้ำสะอาด นำไปต้มเดือด ใช้น้ำเป็นยาล้างตา หรือช่วยแก้เยื่อตาอักเสบ แก้ตาแดง นอกจากนี้ ยังใช้รากสดทุบแหลกแช่เหล้า พอกบริเวณปวดฟัน ฟันผุ

ใบสดต้มดื่มเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเสีย แก้นิ่วในถุงน้ำดี แก้โรคผิวหนัง ผสมน้ำมันมะพร้าวใหม่ ลนไฟทารักษาฝี แผลพุพอง ต้มน้ำดื่มแก้ไข้

ดอกมะลิมีหลายพันธุ์ ทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียว และหลายชั้น ทั้งดอกเดียวและดอกช่อ ดังคำกล่าวที่ว่า “ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อน พอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา” มีพันธุ์ที่ได้รับการส่งเสริมและนิยมปลูกกันมาก เช่น มะลิลาพันธุ์แม่กลอง พันธุ์ราษฎร์บูรณะ และพันธุ์ชุมพร ซึ่งปลูกกันในจังหวัดนครสวรรค์ นครปฐม ราชบุรี จันทบุรี นครศรีธรรมราช ลพบุรี นนทบุรี ผลผลิตมีทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ทั้งรูปแบบพวงมาลัยดอกมะลิ และดอกสด จนกระทั่งความหอมกระจายไกล เป็นน้ำมันหอมระเหยระดับโลก นาม “King of Essential oil” แต่เราก็ภูมิใจกับฉายาของมะลิไทย ในนาม “King of owner oil”

เพลง มะลิขาว

ทำนอง สมาน กาญจนผลิน

ขับร้อง ชรินทร์ นันทนาคร-สวลี ผกาพันธุ์

คำร้อง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล

หญิง : มะลิเจ้าเอย

ชาย : มะลิเจ้าเอย

หญิง : เก็บมาไว้แต่ตอนเช้า ยามเช้ากลิ่นเจ้าหอมจริงเอย

ชาย : มะลิเจ้าเอย

หญิง : มะลิเจ้าเอย

ชาย : พี่ขอรักใคร่ชมเชย อย่าหอมนักเลย ถ้าไม่มีคนดม

หญิง : มะลิดอกขาว

ชาย : มะลิดอกขาว

หญิง : งามพราวเสียนี่กระไร จะร้อยพวงมาลัยไว้ให้ใครชม

ชาย : มะลิน่ารัก หอมนักกลิ่นชื่นอารมณ์ เจ้าดอกฟ้าที่น่าดม อยากแอบภิรมย์ชื่นใจ

หญิง : มะลิน้อย จะร้อยมาลัยรัก งามหนักหนามิใช่จะแกล้งอวดใคร

ชาย : มะลิน้อย ที่น้องร้อยเอาไว้ ไม่ให้พี่แล้วเจ้าจะเก็บไว้ทำอะไรเอย

ต้นมะลิพุ่มกอนี้ ชูช่อส่งกลิ่นหอมผ่านเสียงเพลงคู่นี้มาแล้ว 40 ปี ตั้งแต่สมัยละครโทรทัศน์ ช่อง 4 บางขุนพรหม (ขาว-ดำ) แต่เดี๋ยวนี้สีสันของโทรทัศน์ชัดแจ๋วแหวว สี เสียง แต่กลิ่นหอมดอกมะลิก็ไม่จืดจาง ไม่ว่าจะฟังเพลงบทไหน “แม้ดอกไร้สีสัน แต่กลิ่นนั้นหอม”

ไม่ว่าบทกวีร้อยแก้ว ร้อยกรอง หากเอ่ยถึงดอกมะลิแล้ว ก็ให้ความรู้สึกสำนึกถึงความบริสุทธิ์ หอมสะอาด เสริมให้คุณค่าทางจิตใจทั้งผู้ให้และผู้รับ “มะลิซ้อนซ่อนกลิ่นรสสุคนธ์ หอมระคนกับบุหงารำไป” จากบทละคร อิเหนา หรือมะลิวัลย์พันกอพฤกษาดาษ เหมือนผ้าลาดขาวลออหนอน้องเอ๋ยฯ จากบทละคร เงาะป่า พระราชนิพนธ์ รัชกาลที่ 5

บทเพลงที่กล่าวถึงดอกมะลิมีมากมาย รวมทั้งบทเพลงที่กล่าวถึงพระคุณของแม่กับดอกมะลิ ซึ่งประพันธ์แทนคุณ แทนใจ แทนความรู้สึกเคารพบูชา เช่น “ดอกไม้วันแม่” โดยศิลปิน เอกพล มนต์ตระการ ที่ขึ้นต้นด้วยประโยคว่า

“คำรักที่บอกด้วยดอกมะลิ คู่ควรกับหนึ่งนารี ที่มีชื่อเรียกว่าแม่ ผู้ให้ชีวิต ให้ความรัก อุ้มชูดูแล ใจลูกรำลึกถึงแม่ เหมือนมีวันแม่ทุกวัน…ฯลฯ”

เพลงมาลัยดอกมะลิ โดย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี เพลงแม่ดอกมะลิ โดย แคทรียา อิงลิช เพลงดอกมะลิ โดย วงเฉลียง เพลงก่อนดอกมะลิบาน โดย วงไทม์ รวมทั้งดนตรีกู่เจิง เพลงหอมดอกมะลิ รวมทั้ง “เข็มกลัดมะลิ เฉลิมนรินทร์” ที่ระลึกในวันแม่ จากพันธุ์ไม้สกุลมะลิพันธุ์ใหม่ JasminumbhumibolianumChalermglinแต่แม้ว่าจะรวมจำนวนต้นทุกสายพันธุ์ ทุกจำนวนดอกมะลิมากมาย ก็มิอาจเทียบเทียมสายใยรักได้สมค่าความรักจากพระคุณของแม่ด้วยจิตพิสุทธิ์รัก

หมากแดงบางกะเจ้า สมุทรปราการ วันนี้ยังไปได้ดี…นาวาเอกประเภท มาอ่วม ยึดเป็นงานเกษตรหลังเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

หมากแดงบางกะเจ้า สมุทรปราการ วันนี้ยังไปได้ดี…นาวาเอกประเภท มาอ่วม ยึดเป็นงานเกษตรหลังเกษียณ

หมากแดง เป็นพรรณไม้ที่มีลักษณะเด่นตรงที่มีหน่อกาบใบ และก้านใบเป็นสีแดงทั้งหมด ซึ่งลักษณะของลำต้นเหมือนกับพวกปาล์มทั่วไปคือเป็นข้อปล้อง เปลือกต้นสีน้ำตาลเรียบ มีกาบใบห่อลำต้นเป็นสีแดงสด ลำต้นสูงประมาณ 15 ฟุต

ใบ เป็นใบรวม ก้านทางใบจะประกอบด้วยใบหลายใบ ทางใบมีความยาวประมาณ 3-4 ฟุต ส่วนใบย่อยเรียงยาวประมาณ 18 นิ้วมีสีเขียว ซึ่งลักษณะของใบคล้ายกับปาล์มทั่วไป แต่มีสิ่งที่สวยสะดุดตากว่าปาล์มชนิดอื่นคือ ก้านใบและก้านทางใบเป็นสีแดงสด

ดอกของหมากแดงออกเป็นช่ออยู่ตามข้อของต้นใต้กาบใบ มีความยาวประมาณ 1-2 ฟุต เมื่อดอกร่วงโรยจะติดผลที่มีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวหรือใหญ่กว่าเล็กน้อย ผลเมื่อแก่แล้วจะเป็นสีดำ จึงนิยมนำเมล็ดมาเพาะเพื่อขยายพันธุ์ แต่หมากแดงสามารถขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อมาทำการปักชำได้อีกด้วย

หมากแดงเป็นพรรณไม้ที่ชอบอยู่ที่ร่มรำไร ไม่ชอบแสงแดดจัด เพราะถ้าถูกแดดตลอดทั้งวันจะทำให้สีแดงจางไปมองดูไม่สวยงาม และที่สำคัญควรปลูกหมากแดงในดินร่วนปนทรายเก็บความชื้นได้ดี เพราะหมากแดงต้องการน้ำมากไม่ชอบความแห้งแล้ง

คุณดนัย ปัญจพิทยากูล เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ ให้ข้อมูลว่า “จังหวัดสมุทรปราการนับว่ามีการทำเกษตรที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพืชไร่ การทำสวนมะม่วง ส่วนที่อำเภอพระประแดง เรื่องที่เด่นๆ ก็จะเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ค่อนข้างหลายกลุ่ม ซึ่งมีทั้งโกสน หมากแดง หมากผู้หมากเมีย และก็ไม้ประดับอื่นๆ เราก็มีการจัดทำฐานข้อมูลขึ้นมา และก็จัดการประกวดไม้ดอกไม้ประดับมาหลายปี จึงเป็นการสร้างชื่อไม่น้อยในงานที่ทำการจัดประกวด ก็ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรได้อีกทาง”

นาวาเอกประเภท มาอ่วม อยู่บ้านเลขที่ 11/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกระสอบ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ปลูกหมากแดงเป็นอาชีพหลังวัยเกษียณ ทำแบบมีใจรักจนประสบผลสำเร็จ สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี

บริเวณที่นาวาเอกประเภทอาศัยอยู่ เรียกรวมๆว่าบางกะเจ้า รูปร่างเป็นกระเพาะหมู เกิดจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่าน

หลังเกษียณรับราชการ

จึงมาปลูกหมากแดงเป็นอาชีพ

นาวาเอกประเภท ชายวัยเกษียณที่มากด้วยอารมณ์ขันและรอยยิ้ม เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนพื้นที่เดิมในแถบนี้ส่วนใหญ่นิยมปลูกสวนไม้ผลแบบผสมผสาน เช่น ลิ้นจี่ มะพร้าว กล้วย ต่อมาเกิดน้ำท่วมเนื่องจากบริเวณสวนติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านในแถบนี้จึงเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นและบางส่วนหันไปประกอบอาชีพอื่น

“ช่วงนั้นน่าจะปี 33 เขื่อนยังไม่เสร็จดี น้ำก็เข้ามาท่วมถึงที่ หลังจากนั้นคนก็เริ่มมองว่าไม่น่าจะดีแน่ ต่างคนก็ต่างคิดว่าจะทำยังไงกันดี บางคนก็ขายที่ดิน บางคนก็หันมาทำอย่างอื่นแทน ซึ่งช่วงนั้นผมเองรับราชการอยู่ยังไม่เกษียณ แล้วพ่อตาผมเขาก็ปลูกพวกมะพร้าวอะไรพวกนี้ ต่อมาเขาก็ไปขอพันธุ์หมากแดงจากเพื่อนเขา ปลูกไปปลูกมาหมากแดงประสบผลสำเร็จดี คราวนี้ไม้เดิมที่มีอยู่ตัดทิ้งหมดเลย มาลงปลูกหมากแดงแทน เพราะว่าช่วงนั้นยอมรับเลยว่าราคาค่อนข้างดีด้วย” นาวาเอกประเภท เล่าถึงความเป็นมาในสมัยก่อน

จากความสำเร็จในครั้งนั้นทำให้พื้นที่บริเวณนี้เริ่มมีคนปลูกหมากแดงมากขึ้น ทำให้ชื่อเสียงของไม้พันธุ์นี้เริ่มกระจายออกไป เป็นที่สนใจของคนที่อยากปลูกประดับตกแต่งบ้านเรือนมากขึ้น ซึ่งนาวาเอกประเภทก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน

“ผมก็ชอบแต่ปลูกแบบงานอดิเรกก่อน พอปลดเกษียณออกมา ก็ลงมาทำการปลูกหมากแดงแบบเต็มตัวเลย โชคดีที่เรามีพ่อตาเป็นคนชำนาญด้านนี้ เราก็ได้ศึกษาวิชาจากเขาเต็มๆ เขาก็แบ่งให้เราทำด้วยบางส่วนเราก็เลยมาทำได้อย่างเต็มตัว เพื่อเป็นอาชีพหลังวัยเกษียณของเรา” นาวาเอกประเภท กล่าวพร้อมทั้งหัวเราะ

หมากแดงใช้เวลาปลูก

มากกว่า 2 ปีขึ้นไป

นาวาเอกประเภท เล่าว่า เมื่อเริ่มมาทำเป็นอาชีพแล้วต้นพันธุ์ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากพ่อตา และบางส่วนก็สั่งเมล็ดมาจากทางภาคใต้ เพื่อนำมาเพาะเมล็ดเอง จึงทำให้หมากแดงที่ปลูกมีอายุที่หลากหลายมากขึ้น และสามารถมีส่งจำหน่ายให้กับตลาดได้ตลอดทั้งปี

“พอเราได้เมล็ดมาแล้ว จากบริษัทเอกชนที่เราติดต่อซื้อเขาไป เขาขายให้เราประมาณกิโลกรัมละ 1,200 บาท มีเมล็ดประมาณ 7,000 เมล็ด เราก็เอาเมล็ดพวกนั้นมาทยอยเพาะ ให้มีอายุที่ห่างกัน เพื่อให้มันเจริญเติบโตเป็นรุ่นๆ ไป” นาวาเอกประเภท กล่าว

นำเมล็ดหมากแดงเพาะใส่ลงในวัสดุปลูกจำพวกกาบมะพร้าว ขี้เถ้าแกลบ และทราย ในอัตราส่วนที่เท่ากัน จากนั้นนำมาใส่ถุงพลาสติกห่อไว้เพื่อให้มีความชื้นเหมาะสม ใช้เวลาในระยะนี้จนกว่าเมล็ดจะงอกอย่างเร็วสุดประมาณ 4-5 เดือน

“ผมโชคดีที่เมล็ดสั่งมาค่อนข้างมีความสมบูรณ์ พอครบเข้าเดือนที่ 4 เมล็ดมันก็จะเริ่มงอกออกมาเรื่อยๆ เราก็รอดูไปอีกสักพัก จนเราคิดว่างอกเต็มที่หมดแล้ว ก็ทิ้งไปอีกสักระยะ แล้วค่อยย้ายมาปลูกลงในถุงดำ ถุงละ 1 ต้น พอเห็นว่าถุงนี้มันเริ่มมีขนาดเล็กเกิน เราก็ค่อยเปลี่ยนถุงดำใหม่อีกครั้ง แล้วถึงจะเอาปลูกลงดิน” นาวาเอกประเภท กล่าวถึงขั้นตอนการย้ายกล้าที่งอกจากเมล็ด

นาวาเอกประเภท บอกว่า หมากแดงที่ย้ายปลูกลงถุงดำจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี จึงจะย้ายปลูกลงดินที่ทำเป็นแปลงไว้โดยเฉพาะ โดยดูต้นที่สมบูรณ์ลงปลูกก่อนตามความเหมาะสม หรืออาจใช้หมากแดงที่แตกหน่อแยกมาปักชำ เมื่อต้นสมบูรณ์จึงย้ายออกปลูกลงดินได้เช่นกัน หากไม่ชอบการเพาะเมล็ด

“คนปลูกหมากแดงรุ่นหลังนี่ เขาจะไม่ค่อยนิยมเพาะเมล็ดกันมากนัก เพราะว่าต้นกว่าจะโตลงดินได้มันนาน เขาก็จะใช้วิธีแยกหน่อเอา จะบอกว่าการแยกหน่อกับเพาะเมล็ดข้อดีมันแตกต่างกัน อย่างเพาะเมล็ดนี่มันจะได้เรื่องปริมาณมากกว่าแยกหน่อ แต่เสียอย่างเดียวต้องใช้เวลานาน ส่วนแยกหน่อไม่ต้องรอเวลานาน แต่มันได้ปริมาณที่น้อย แต่ผมชอบเพาะเมล็ดมากกว่า เพราะว่าได้ดูมันเติบโตไปเรื่อยๆ มีความสุขกว่ามากอันนี้ส่วนตัวผมนะ” นาวาเอกประเภท กล่าวอธิบาย

หมากแดงที่ปลูกลงดิน ปลูกให้ห่างกันประมาณ 80 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร ซึ่งระยะนี้เป็นช่วงที่สามารถดูแลได้อย่างเต็มที่ โดยใส่ปุ๋ยคอกและดินที่เป็นอินทรียวัตถุจากธรรมชาติไม่เน้นปุ๋ยเคมีเพราะต้นหมากแดงจะเป็นโรคได้ง่าย

นาวาเอกประเภท บอกว่า หมากแดงแม้จะเป็นพรรณไม้ที่อยู่กลางแดดได้ก็จริง แต่สภาพอากาศแบบปัจจุบันจำเป็นที่ต้องหาตาข่ายพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ เข้ามาช่วยเพื่อให้ได้รับแสงแบบพอดีทำให้ใบของหมากแดงไม่ไหม้ หรือใครที่ปลูกอยู่ที่บ้านควรหาที่ปลูกเป็นร่มรำไร เพื่อให้สีแดงของหมากแดงไม่จืดมองแล้วไม่สวยสะดุดตา

จำหน่ายทุกขนาด

ตามความต้องการของลูกค้า

การจำหน่ายหมากแดงที่สวนของเขาไม่มีการกะเกณฑ์เรื่องขนาด ถ้าลูกค้าต้องการหมากแดงที่ยังไม่ลงดินก็มีจำหน่าย หรือพอใจจะซื้อแบบที่ต้นสมบูรณ์ที่ลงดินแล้วก็มีต้นพร้อมจำหน่ายให้ด้วยเช่นกัน

“ผมไม่มีกำหนดเรื่องขนาดที่จะขาย ใครพอใจอยากซื้อแบบไหนได้หมด อย่างหมากแดงที่อยู่ในถุงดำ ต้นที่พร้อมจะลงดิน บางครั้งก็จะมีพ่อค้ามาซื้อถึงสวนเลย เขาชอบใจถูกใจต้นไหน เขาก็ขุดได้เลยตามใจชอบก็มาตีราคากันอีกครั้งหนึ่ง เดี๋ยวนี้ผมก็พยายามทำไม้ให้คนมีทางเลือกมากขึ้น เพื่อที่ทำตลาดแบบอื่นได้” นาวาเอกประเภท กล่าว

นอกจากจะปลูกเพื่อส่งพ่อค้าแล้ว นาวาเอกประเภทยังได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดคือ ทำต้นหมากแดงไม่ให้สูงเกิน 1.50 เมตร เพื่อให้ผู้ที่มาท่องเที่ยวตลาดน้ำวังน้ำผึ้งสามารถซื้อใส่รถเก๋งกลับไปได้อีกด้วย ถือเป็นการตอบโจทย์ให้กับลูกค้าที่มีพื้นที่ในรถน้อยได้ซื้อกลับบ้านแบบสบายๆ

ราคาหมากแดงที่สวนของนาวาเอกประเภทราคาถูกสุดอยู่ที่ 70 บาท และสูงขึ้นไปก็หลักร้อยบาทหรือหลักพันบาท ซึ่งราคาอยู่ที่ขนาดหรือความสวยที่แตกต่างกันไปของหมากแดงในแต่ละต้น

ปลูกเลี้ยงอนุรักษ์ไว้

เพื่อให้เป็นชื่อของพระประแดง

นาวาเอกประเภท เล่าต่อว่า ถ้ามองว่าสิ่งที่ทำถึงจะใช้เวลานานกว่าที่จะจำหน่ายได้ จนใครๆ ก็มองว่าเขาควรที่จะไปทำอย่างอื่นแทนการปลูกหมากแดงหรือไม่ แต่เขากลับมองคนละมุมในสิ่งที่คนอื่นมอง แต่ยิ่งมีใจมุ่งมั่นที่จะปลูกหมากแดงไปเรื่อยๆ แบบไม่หยุดเพราะเป็นสิ่งที่รักที่ชอบ

“ผมมองว่าทุกอย่างมันไม่เที่ยงนะ อย่างหมากแดงสมัยก่อนนี้ราคาแพงมากจนตอนนี้มันก็ชะลอตัว แต่ไม่นานเดี๋ยวมันก็กลับมา เพราะคนอื่นเลิกปลูกเลิกทำ แต่หมากแดงที่ผมทำมันยังคงอยู่ คนที่หาซื้อก็ต้องเข้ามาที่สวนผม อีกอย่างผมรู้สึกสบายใจ เวลาคนที่ชอบเหมือนกันมาพูดคุยกัน ไม่ซื้อไม่ว่ามาคุยเพลิดเพลินกันไป และก็อยากอนุรักษ์ให้หมากแดงเป็นของขึ้นชื่อที่พระประแดงเราด้วย” ในตอนสุดท้ายของการสัมภาษณ์ เขาได้กล่าวให้คำแนะนำ สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกหมากแดงว่า

“คนที่อยากปลูกไม้ตัวนี้ อยากแนะนำว่าให้มองเป็นอาชีพเสริมก่อน ต้องมีความชอบก่อนลองไปปลูกเล่นๆ ดู หรืออาจจะควบคู่กับไม้อื่นตามไปด้วย ถ้าพูดถึงเรื่องตลาดหมากแดงยังไปได้ นี่ขนาดผมทำกับภรรยาสองคน ยังไม่มีเรื่องการโฆษณามาก ก็ยังขายได้เรื่อยๆ บางทียังไม่พอเสียด้วยซ้ำ หรือใครปลูกแล้วทำตลาดออนไลน์ ก็น่าจะดีไปอีกแบบ ก็อยากแนะนำให้ช่วยกันปลูกศึกษากันไป มันก็เป็นต้นไม้ที่สวยด้วย จากงานอดิเรกที่ทำด้วยรัก เดี๋ยวก็กลายเป็นงานสร้างรายได้ให้เราเอง” นาวาเอกประเภท กล่าวแนะนำด้วยสีหน้าที่ปนด้วยรอยยิ้ม

ใครที่อยากพูดคุยเรื่องการปลูกหมากแดง หรือสนใจต้นหมากแดงสวยๆ ที่มีให้เลือกสรรหลากหลายไซซ์ขนาด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นาวาเอกประเภท มาอ่วม หมายเลขโทรศัพท์ (084) 765-7786

ขอบพระคุณ คุณดนัย ปัญจพิทยากุล เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ และ คุณวินัย จันทมะโน เกษตรอำเภอพระประแดง ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

ผักข้างบ้าน ของลุงป่วน-ป้าจรรยา ชื่นบาน ที่ภูเก็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักข้างบ้าน ของลุงป่วน-ป้าจรรยา ชื่นบาน ที่ภูเก็ต

ความคิดที่จะปลูกผักกินเองหลังบ้านจริงแล้วอยู่ในสมองของหลายๆคน โดยเฉพาะคนที่เติบโตจากสังคมชนบทแล้วมาศึกษาและประกอบอาชีพในเมือง บางคนเมื่อเกษียณตัวเองแล้วกลับบ้านนอกจึงมีโอกาสทำ แต่บางคนที่ลงหลักปักฐานในเมืองแล้วยากที่จะกลับไปอีกโอกาสจะปลูกผักในเมืองกินเองก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี เวลาของคนหลังเกษียณมีมาก แต่กำลังความคิดอาจถดถอยเหนื่อยล้า ส่วนสถานที่ไม่ใช่เป็นอุปสรรคเพราะมีรูปแบบต่างๆมากมายตามที่เคยนำเสนอ

มีโอกาสได้ไปภูเก็ตที่ผ่านมา เห็นภูเก็ตเปลี่ยนแปลงไปทุกๆครั้งที่มาเยือน คนท้องถิ่นจริงๆมีไม่มากเท่าไหร่นอกนั้นจะเป็นคนจากภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้เองหลั่งไหลกันมาประกอบอาชีพที่ภูเก็ต รวมถึงชาวต่างชาติประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้มีมากมายจริงๆ จนต้องมีป้ายเป็นภาษานั้นๆตามจุดต่างๆ ที่เห็นตั้งแต่เมื่อ 5 ปีก่อน โดยเฉพาะชาวพม่า ผมพูดกับเพื่อนชาวภูเก็ตว่า ชาวพม่าที่อยู่ในภูเก็ตวันนี้มีมากกว่าพม่าที่ยกมาตีเมืองถลาง คราวสงคราม 9 ทัพเสียอีก เพราะภูเก็ตมีการจ้างงานมากและค่าครองชีพก็สูงกว่าที่อื่น กับข้าวใส่ถุงขายสนนราคาถุงละ 50 บาทเป็นอย่างต่ำ แต่ในกรุงเทพฯเองกับข้าวถุงราคาถุงละ 20 บาท ยังพอหาได้บ้าง ถ้ารู้จักเสาะหา

เพื่อนฝูงพอทราบข่าวว่ามาเยือนก็ช่วยแนะนำและช่วยพาไปทำข่าวกันถึงที่ จึงทำให้มีโอกาสนำเรื่องราวมาเสนอ ลุงป่วนกับป้าจรรยา ชื่นบาน อยู่ที่หมู่บ้านอิรวดี ซอยนานาชาติ ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์ (083) 107-4289 ปลูกผักบนเนื้อที่เกือบ 100 ตารางวาข้างบ้าน ลุงป่วนเดิมเป็นช่างของแผนกถลุงแร่ของบริษัททำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในภูเก็ต ทำงานเกี่ยวกับเหมืองแร่จนเกษียณมาเมื่อปี 2543 หลังจากนั้นได้เปิดร้านอาหารเมื่ออายุมากขึ้นก็เลิกรา แต่ด้วยความเป็นคนขยันไม่อยู่ว่างจึงคิดที่จะปลูกผักกินเองดูเผินๆก็เป็นแค่พื้นที่ปลูกผักกินเองธรรมดา แต่พอเข้าไปสัมผัสจริงๆ ผมได้ไอเดีย 3 อย่างจากลุงป่วนซึ่งผมจะเอามาปรับใช้ที่สวนผักข้างบ้านของผมบ้าง

ค้างมีชีวิต

ลุงป่วนปลูกต้นมะรุมลงไปตรงตำแหน่งที่ต้องการแล้วก็รดน้ำใส่ปุ๋ยจนต้นมะรุมเจริญเติบโตเต็มที่โดยจะมีลำต้นเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 นิ้ว ก็จะตัดยอดด้านบนออกให้มีความสูงเหนือดินประมาณ 150-160 เซนติเมตร หรือแล้วแต่ความต้องการ นำไม้ไผ่มาพาดโดยใช้เชือกรัดเพื่อไม่เป็นการรังแกต้นไม้เกินไปก็ควรขยายเชือกปีละครั้งเพราะขนาดของต้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ระยะที่ปลูกของลุงป่วนยาว 3 เมตร โดยใช้ไม้ไผ่ 2 ลำ ห่างกันประมาณ 20 เซนติเมตร เมื่อปลูกฟักแฝงหรือต้นไม้เลื้อยอื่นๆ ก็จะใช้ไม้ไผ่ผ่าซีกปักให้เลื้อยขึ้นมาอีกที ส่วนยอดของต้นมะรุมที่แตกยอดอ่อนออกมาเรื่อยๆ ก็ถูกเด็ดออกไปตลอดเวลา กลายเป็นพืชผักเด็ดยอดอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำไปกินหรือจำหน่ายได้อีก ไม่เหมือนเสาปูนหรือเสาไม้ที่นำมาทำค้างนอกจากเสียพื้นที่แล้วยังต้องเสียเงินซื้ออีก บางครั้งใช้ประโยชน์ไปนานๆก็จะต้องซ่อมแซมอีกต่างหาก ส่วนค้างมีชีวิตนอกจากไม่เสียเงินซื้อแล้วยังเพิ่มรายได้อีก

นวัตกรรมชาวบ้าน

เนื่องจากค้างมีชีวิตแล้วผมยังมีโอกาสเห็นสิ่งประดิษฐ์ของลุงป่วนอีกชิ้นหนึ่งคือซาแรนเคลื่อนที่ ลุงป่วนบอกว่า “ลุงอายุมากแล้วและทำงานคนเดียว ไม่สามารถใช้เครื่องมืออะไรได้ นอกจากเครื่องมือที่ต้องใช้มือช่วยเท่านั้น ภาคใต้เมื่อถึงคราวมีแดดก็ค่อนข้างแรงมาก บางครั้งผักที่ย้ายกล้ามาปลูกก็เหี่ยวเฉาเมื่อเจอแดด ถ้าจะเอาเสามาฝังเพื่อกางซาแรนก็จะเกะกะพื้นที่ในการทำงาน จึงคิดทำเครื่องกำบังแดดที่มีน้ำหนักเบาที่สามารถทำได้คนเดียว ด้วยการเอาท่อพลาสติกที่เป็นท่อประปามาต่อเป็นรูปตัวยูให้สูงประมาณ 1.5 เซนติเมตรส่วนความกว้างเท่ากับแปลงผัก ทำตามจำนวนที่เราต้องการ แต่ท่อประปาไม่สามารถปักลงไปในดินได้ จึงต้องใช้เหล็ก 4 หุนยาวประมาณ 80 เซนติเมตรปักเป็นขาแทน โดยกดลงไปในดินประมาณครึ่งหนึ่งแล้วจึงสวมท่อประปาที่ทำไว้ลงไปจะเห็นว่าท่อประปาที่เป็นเสาตัวยูจะสามารถคงตัวอยู่ได้อย่างแข็งแรงพอสมควร”

ส่วนซาแรนที่ใช้ก็จะเย็บติดกับโครงไม้ไผ่ที่มีน้ำหนักเบาสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย มาวางบนขาที่เป็นท่อประปาได้พอเหมาะ วิธีนี้จะมีข้อจำกัดกับบริเวณที่มีลมแรงแต่สำหรับที่ของลุงป่วนไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เนื่องจากบริเวณรอบข้างมีบ้านบังลมไว้ทั้งสองด้าน การพรางแสงแบบนี้ลุงป่วนบอกเราว่าใช้ 2 กรณี คือการย้ายเบี้ยมาปลูกใหม่ซึ่งจะพรางแสงแค่ 3-5 วันเท่านั้น ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ ใช้พรางแสงในฤดูแล้งที่แสงแดดจ้ามากโดยเฉพาะในช่วงเที่ยงถึงแม้จะเป็นผักที่โตแล้วก็ตามทำให้ผักเหี่ยวเฉาได้ง่ายและอีกอย่างหนึ่งเป็นการประหยัดน้ำไปในตัวด้วยเพราะหน้าแล้งภูเก็ตมักจะมีปัญหาเรื่องน้ำเสมอ ซาแรนเคลื่อนที่นี้เมื่อเอาออกไปพื้นที่ก็จะโล่งไม่มีอะไรมาเกะกะ ซาแรนเคลื่อนที่ที่ทำไว้จะมี 2 ระดับความสูงคือขนาดความสูงประมาณ 1 ฟุตจะไว้ใช้สำหรับเบี้ยที่ย้ายมา ส่วนความสูง 150 เซนติเมตรใช้สำหรับผักที่โตแล้วแต่ต้องการพรางแสงเพราะร้อนเกินไป โดยเฉพาะในหน้าร้อนที่ผ่านมาซึ่งร้อนมากผิดปกติหนำซ้ำยังแล้งมากอีกด้วย ในจังหวัดภูเก็ตในช่วงหน้าร้อนทุกปีจะขาดแคลนน้ำ ชาวบ้านมักจะซื้อน้ำจากรถน้ำเอกชนซึ่งมีการขายอย่างเป็นล่ำเป็นสันในช่วงแล้ง

ร่มสุริยันกรรแสง

สำหรับคนเมืองที่อยู่แต่ในห้องปรับอากาศหรือในที่ร่ม การทำงานกลางแดดซึ่งต้องใช้เวลานานเพราะความไม่ถนัดและเรี่ยวแรงไม่เหมือนกับคนทำงานภาคเกษตรตั้งแต่เด็กๆ ปัญหาเรื่องแดดสำคัญมากเพราะสู้ความร้อนไม่ไหวผมเคยใช้ร่มแม่ค้าขนาดใหญ่บังเวลาทำงานกลางแจ้ง ตอนแรกๆก็ดี พอตอนขยับไปเรื่อยๆก็จะเป็นต้องขยับร่มตามก็มีปัญหาเพราะมันวุ่นวายพอสมควร บางครั้งมีปัญหาเรื่องลมจนต้องเปลี่ยนเอาร่มกันฝนธรรมดานี่แหละมามัดติดตัวไว้ พอก้มๆเงยๆดันหลุดขึ้นมาอีกวุ่นวายไม่ได้งาน มัวแต่สาละวนกับร่มกันแดด

ลุงป่วนเอาท่อพีวีซีขนาด 6 หุนมาต่อเป็นที่สวมบ่าทั้งสองข้าง ส่วนข้องอที่รับกับไหล่ใช้ข้องอของพลาสติกที่ใช้ร้อยท่อสายไฟฟ้าเนื่องจากโค้งเข้ารับกับไหล่มากกว่า ส่วนด้านหลังต่อไว้สำหรับเสียบก้านร่ม และจะมีเข็มขัดร้อยมารัดไว้ด้านหน้าเพื่อให้เกิดความสมดุลไม่หลุดง่าย (ดูตามภาพจะเข้าใจง่ายกว่า)เราก็จะได้ร่มสุริยันกรรแสงมา 1 คัน เพราะไม่ว่าจะก้มจะเงยอย่างไรแสงแดดก็ไม่โดนเรา ทีนี้จะทำงานกลางแดดก็ทำไปไม่ต้องทนร้อนอีก

เรื่องการขายผัก ป้าเตี๊ยนหรือป้าจรรยาบอกว่า ไม่ได้ขายทุกวันถ้าผักโตมีเพียงพอที่จะตัดกำได้ก็จะตัดผักขายโดยมัดเป็นกำๆใส่เข่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์คู่ใจขี่ขายอยู่ในบริเวณใกล้บ้านตอนบ่ายแก่ๆแดดร่มลมตก พักเดียวไม่ทันมืดผัก 1 เข่งก็ขายหมด เพราะกำขายกำละ 10 บาทราคานี้ส่งถึงหน้าบ้าน ถูกกว่าในตลาดสดและห้างสรรพสินค้ามาก การขายของป้าเตี๊ยนเน้นการแบ่งกันกินมากกว่า เพราะผักมีจำนวนมากกว่าที่จะกินหมด ไม่ได้หวังรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่มีความสุขที่ได้แบ่งผักปลอดภัยที่ไม่ได้ฉีดยาเคมีให้กับเพื่อนบ้าน เสียดายที่ไปสัมภาษณ์วันนั้นไม่มีผักพอที่จะตัดขาย เพราะเพิ่งรื้อแปลงปลูกใหม่เลยทำให้ไม่มีภาพมาฝากผู้อ่าน

ด้วยวัย 76 ปีของลุงป่วนชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีคุณภาพ อยู่กับคู่ชีวิตที่ร่วมทางกันมาอย่างยาวนาน ทำให้อดนึกถึงอนาคตของประเทศไทยที่อีกไม่กี่ปีก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุคือมีจำนวนผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี เกินกว่าร้อยละ 10-20 ของพลเมืองทั้งประเทศถ้าเรามีผู้สูงวัยหรือทางการให้เรียกว่า ชช. หรือผู้เชี่ยวชาญชีวิตที่มีคุณภาพตามวิถีที่ควรจะเป็นได้ของแต่ละคน ชีวิตของผู้สูงวัยก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะฉุดดึงประเทศชาติให้อยู่กับที่ แต่จะช่วยเป็นรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศมากกว่า

ถั่วลิสงครบวงจรที่บ้านละหานนา ขอนแก่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

ถั่วลิสงครบวงจรที่บ้านละหานนา ขอนแก่น

เนื่องจากบริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี มักจะมีปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากและประสบความแห้งแล้งในฤดูแล้งทำให้ขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ละทิ้งถิ่นฐานออกไปทำงานรับจ้างนอกภาคการเกษตรมากขึ้น และนับวันจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น

แต่ด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมล้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงห่วงใยในทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์ เมื่อครั้งเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นใน ปี พ.ศ. 2540 จึงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการจัดเก็บน้ำและการนำน้ำไปใช้ประโยชน์ดังนี้

“ให้จังหวัดขอนแก่นหาวิธีการเก็บน้ำในพื้นที่บริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี เพื่อป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝนหลากและนำน้ำมาใช้ประโยชน์ในการอุปโภคบริโภค และช่วยเหลือการเพาะปลูกในฤดูแล้งแก่เกษตรกรจังหวัดขอนแก่น”พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกรในเขตพื้นที่ดังกล่าว จึงทรงมีพระราชดำริ…

ในปี 2545 กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ด้วยความร่วมมือของส่วนราชการในจังหวัดขอนแก่นและสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติเห็นชอบให้จัดทำ โครงการการพัฒนาการเกษตรสองฝั่งแม่น้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดขอนแก่น ขึ้น

โครงการการพัฒนาการเกษตรสองฝั่งแม่น้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดขอนแก่นมีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อพัฒนาแหล่งเรียนรู้การเกษตรเชิงระบบสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ พัฒนาความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี พัฒนาการผลิตพืชในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำชีให้มีความเหมาะสมและมีความยั่งยืนในการผลิต

โครงการสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงแบบครบวงจรบ้านละหานนา อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาที่กรมวิชาการเกษตรโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ขอนแก่นและศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ได้ดำเนินการในพื้นที่แห่งนี้

ด้วยถั่วลิสงสามารถปลูกทั้งในสภาพไร่และสภาพหลังนาได้เกือบทุกจังหวัด ในฤดูฝนเกษตรกรจะปลูกในสภาพไร่ ส่วนในฤดูแล้งจะปลูกในพื้นที่สภาพนา แต่ในการปลูกของเกษตรกรพบว่ามีปัญหาที่สำคัญ ได้แก่ พันธุ์ที่ใช้ปนหรือเมล็ดพันธุ์ไม่บริสุทธิ์ ปัญหาเมล็ดลีบ ไม่เคยใช้ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม ไม่มีการคลุกเมล็ดด้วยสารเคมีป้องกันโรค และใส่ปุ๋ยเคมีไม่เหมาะสม ไม่มีการใส่ยิปซัมระยะออกดอก

นอกจากนี้ยังพบว่าเกษตรกรเน้นการขายถั่วลิสงแบบฝักสดเนื่องจากสามารถจำหน่ายได้ง่าย ตลาดมีความต้องการสูง ส่วนการขายถั่วลิสงแบบฝักแห้งจะมีปริมาณที่น้อยเนื่องจากเกษตรกรต้องนำไปตากเพื่อลดความชื้น ซึ่งเป็นการเพิ่มความยุ่งยากให้แก่เกษตรกร ทำให้เกิดการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์

ดังนั้นการนำเทคโนโลยีการผลิตถั่วลิสงของกรมวิชาการเกษตรเข้าไปดำเนินการส่งเสริมนับเป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการเพิ่มผลผลิต ลดความเสี่ยงเรื่องการขาดเมล็ดพันธุ์ในการผลิตถั่วลิสงในฤดูกาลถัดไป โดยเฉพาะการผลิตถั่วลิสงฝักแห้งเพื่อสามารถเก็บได้นาน และจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆที่มีความต้องการปลูกได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าของถั่วลิสงได้

โครงการสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงแบบครบวงจรบ้านละหานนา ดำเนินการภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อรวมกลุ่มเกษตรกรที่มีความสนใจในการปลูกถั่วลิสงมาร่วมดำเนินกิจกรรมของกลุ่มและสร้างอาชีพเสริมแก่สมาชิกให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและยั่งยืน และมีเป้าหมายในการจัดหาเมล็ดพันธุ์และปัจจัยในการผลิตถั่วลิสงให้ครบวงจร ตั้งแต่การเตรียมปัจจัยการผลิต การปลูก การดูแลรักษา การจำหน่ายและการแปรรูปเพื่อจำหน่าย รูปแบบการดำเนินงานเน้นการผลิตเพื่อจำหน่าย เพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัวของสมาชิก และการลดต้นทุนการผลิตด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้แรงงานภายในครอบครัว ลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกและลงทุนเฉพาะสิ่งที่มีความจำเป็นเท่านั้น

สำหรับการดำเนินการของโครงการ มีขั้นตอนการปฏิบัติ โดยหนึ่งการเลือกพื้นที่และเกษตรกรในการดำเนินงาน สองดำเนินการทดสอบสามจัดทำการฝึกอบรมเกษตรกร และจัดเวทีเสวนาเกษตรกรเพื่อปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานสี่คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบในการผลิตและกระจายพันธุ์ถั่วลิสง และ ห้าติดตามผลการดำเนินงานของเกษตรกร

โครงการสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงแบบครบวงจรบ้านละหานนา ได้สนับสนุนองค์ความรู้ต่างๆให้เกษตรกรต้นแบบที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 20 ราย ปลูกถั่วลิสงรายละ 1 ไร่ โดยปลูกถั่วลิสงสายพันธุ์ขอนแก่น 6 เมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงมีการคลุกสารคาร์บอกซินเพื่อป้องกันโรคโคนเน่าและเชื้อไรโซเบียมเพื่อช่วยในการตรึงธาตุไนโตรเจน ส่วนการเตรียมดินได้หว่านปูนโดโลไมท์เพื่อบำรุงฝักและใช้เมล็ดถั่วลิสง อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกในเดือนมิถุนายน และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 12-24-12 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง หลังปลูก 10-15วัน และ 30-45 วัน

ผลการดำเนินโครงการสามารถพัฒนาระบบการผลิตถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 ของกรมวิชาการเกษตร ได้ครบวงจรและยั่งยืน โดยยกระดับผลผลิตฝักแห้งเฉลี่ยของถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 ได้ถึง 546 กิโลกรัมต่อไร่ และจากเดิมที่ผลิตได้ 393 กิโลกรัมต่อไร่

อีกทั้งยังสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 6 ในฤดูฝน และกระจายพันธุ์ให้กับเกษตรกรที่มีความต้องการได้อย่างเพียงพอ ต่อการปลูกถั่วลิสงในฤดูแล้งได้ เกษตรกรมีรายได้จากการปลูกถั่วลิสง ประมาณไร่ละ 10,000 บาท และเกษตรกรบางส่วนนำถั่วลิสงแห้งทำการแปรรูปผลผลิตถั่วลิสง

จากการขยายผลเทคโนโลยีดังกล่าวไปยังเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสง อำเภอแวงน้อย อำเภอมัญจาคีรีและอำเภอชนบท โดยเกษตรกรต้นแบบ ทำให้ในปี 2555/2556 มีเกษตรกรผู้ผลิตถั่วลิสงบริเวณสองฝั่งแม่น้ำชี ทั้ง 3 อำเภอ เพิ่มขึ้นเป็น 180 ราย

อย่างไรก็ตามการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ปลูกในฤดูแล้งยังเป็นปัญหาหลัก ในการผลิตถั่วลิสงในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งยังต้องการการถ่ายทอดและทดสอบเทคโนโลยี เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ในฤดูฝน

ในส่วนการขยายผลเกษตรกรภายใต้โครงการพัฒนาการเกษตรสองฝั่งแม่น้ำชี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดขอนแก่น ได้เรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตถั่วลิสงแบบต่างๆ จากแปลงทดสอบ แปลงต้นแบบ แปลงกระจายพันธุ์และการฝึกอบรม และสามารถนำเอาเทคโนโลยีการผลิตถั่วลิสงที่ได้รับการถ่ายทอดไปปฏิบัติในพื้นที่ของตนเองอย่างเป็นระบบ โดยการบริหารจัดการทรัพยากรด้านต่างๆ ทั้งแรงงานและปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผลผลิตถั่วลิสงออกสู่ตลาดและจำหน่ายเป็นรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างน้อยร้อยละ 15

ส่งผลทำให้ครอบครัวและชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีและมีความมั่นคงของรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงการผลิตและการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น เป็นต้นแบบให้เกษตรกรหรือผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ระบบการดำเนินงานของกลุ่ม ทำให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการมีความสนใจและมีความกระตือรือร้นที่จะเข้ามารับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น

สำหรับผู้สนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกถั่วลิสงแบบครบวงจร สามารถติดต่อได้ที่ คุณสรรเสริญ เสียงใส นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรขอนแก่น ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทร. (034) 261-504 และ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 ตำบลศิลา อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทร. (043) 203-500, (043) 203-504

สุ่ยมี่ ฝรั่งพันธุ์ใหม่อีกทางเลือกหนึ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010859&srcday=2016-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 628

เทคโนโลยีการเกษตร

นัย บำรุงเวช

สุ่ยมี่ ฝรั่งพันธุ์ใหม่อีกทางเลือกหนึ่ง

สุ่ยมี่(??:ShuiMi)ฝรั่งสายพันธุ์ใหม่จากไต้หวันที่เกษตรกรไทยหัวก้าวหน้าชอบการเปลี่ยนแปลงและร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ผลกำลังให้ความสนใจกันอยู่ เริ่มมีการแสวงหากิ่งพันธุ์เพื่อขยายพื้นที่ปลูกกันอย่างต่อเนื่องด้วยคุณสมบัติหลายอย่างที่มีดีกว่าฝรั่งพันธุ์ที่นิยมปลูกกันในปัจจุบันอย่างเช่นฝรั่งกิมจูหรือเจินจูกลมสาลี่แป้นสีทองหรือแม้กระทั่งหวานพิรุณ

ผู้เขียนได้กิ่งพันธุ์ฝรั่งสุ่ยมี่มาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2556 ในราคาหลักพันจากลุงเล็ก(นายเสน่ห์ ลมสถิตย์)ลุงเล็กนำกิ่งพันธุ์เข้ามาเมื่อต้นปีพ.ศ.2556 จำนวนไม่ถึง 20 ต้นและได้กระจายไปตามคนที่ลุงเล็กสนิทไม่กี่คนคนละกิ่งสองกิ่งดังนั้นกิ่งพันธุ์ฝรั่งสุ่ยมี่ที่สวนลุงเล็กจึงเหลืออยู่ไม่กี่กิ่งซึ่งตอนนั้นแกยังไม่ได้ให้ความสำคัญเอาใจใส่มันมากนักเพราะมีมะม่วงพันธุ์ใหม่ๆต้องคอยประคบประหงมอีกหลายพันธุ์ได้ละเลยพวกมัน ไม่นานกิ่งพันธุ์สุ่ยมี่ในกระถางที่ขาดการดูแลจึงตายหมด พอลุงเล็กเริ่มรู้จุดเด่นข้อดีของมันจึงต้องซื้อกิ่งพันธุ์กลับจากคนที่เคยขายให้ไปคืนมาถึงวันนี้ฝรั่งสุ่ยมี่เริ่มปลูกเป็นแปลงใหญ่เพื่อจำหน่ายผลที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาครที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานีและอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ราคากิ่งพันธุ์ลดเหลือหลักร้อย แต่รสชาติของมันไม่ได้ลดตามไปด้วยคงโดดเด่นท้าทายให้หลายคนอยากลองลิ้มชิมรสอยู่

ฝรั่งไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชีย ไต้หวันจึงไม่ใช่แหล่งกำเนิดของฝรั่งเช่นกัน แต่ไต้หวันมีฝรั่งดีๆหลายสายพันธุ์ ฝรั่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบโซนร้อนของอเมริกากลางอเมริกาใต้จัดเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กไม่ผลัดใบ ครั้งเมื่อไต้หวันยังอยู่กับจีนผืนแผ่นดินใหญ่ฝรั่งถูกนำมาในจีนราวปีพ.ศ.2437ไม่ต่างจากพืชป่าชนิดหนึ่งเรียกมันว่า ป๋าจื่อต่อมาถูกนำไปที่นานยางจึงได้เรียกว่า ฟานสือหลิ่วเพราะมีรูปพรรณสัณฐานและเมล็ดมากคล้ายกับทับทิม(สือหลิ่วหมายถึงทับทิม)ส่วนชาวไต้หวันจะเรียกฝรั่งว่า ป๋าล่า พันธุ์ฝรั่งไทยถูกนำเข้าไปยังจีนเนื่องจากฝรั่งไทยมีผลใหญ่ยาวรี เนื้อหนาแน่นและกรอบแต่ความหวานต่ำอยู่ระหว่าง 6-9 องศาบริกซ์ ช่วงปี พ.ศ. 2472-2480 เป็นช่วงฟื้นฟูอย่างมากในการปลูกฝรั่งที่ไต้หวัน หลังจากนั้นพื้นที่การปลูกฝรั่งในไต้หวันก็ลดลงเรื่อยมา เกษตรกรมาเริ่มปลูกใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2495 พื้นที่ปลูกหลักอยู่ที่ไทเป จางฮั้วและชินจู๋ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 แหล่งปลูกฝรั่งที่สำคัญของไต้หวันอยู่บริเวณภาคกลางมาถึงตอนใต้และมีที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกฝรั่งกระจายทั่วไปปลูกมากในเขตจางฮั้วอี๋หลานหนานโถเจียอี้ไถหนานเกาสงผิงตง ถือได้ว่าไต้หวันเป็นแหล่งพัฒนาฝรั่งสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องฝรั่งแดงของไทยได้ถูกไต้หวันซื้อสิทธิบัตรไปเช่นกัน

ระหว่างปีพ.ศ.2519 ถึง พ.ศ.2529ไต้หวันได้นำเข้าพันธุ์ฝรั่งจากประเทศไทยหลายพันธุ์เพราะฝรั่งมีผลใหญ่ เนื้อแน่นและกรอบไปปลูกผลผลิตออกมาเป็นที่ชื่นชอบของคนไต้หวัน เมื่อเวลาผ่านไปไต้หวันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ฝรั่งขึ้นมาเรื่อยๆโดยใช้พันธุ์ฝรั่งไทยเป็นต้นพ่อพันธุ์ต้นแม่พันธุ์ด้วยเสมอ การพัฒนาสายพันธุ์ใหม่เน้นความอร่อยเมล็ดมีน้อยหรือไม่มีเนื้อหนาและเนื้อกรอบฝรั่งพันธุ์เจินจู (?? :Zhenzhuหรือ Pearl guava แปลว่าไข่มุก) ได้รับการคัดเลือกพันธุ์ขึ้นมาเมื่อปีพ.ศ. 2533ที่เกาสง ที่พัฒนาปรับปรุงพันธุ์มาจากฝรั่งไทย ลักษณะผลกลมรีทรงไข่ไก่คล้ายลูกแพร์ มีความหวาน 10-18 องศาบริกซ์ ไต้หวันปลูกมากเป็นอันดับ 1จัดเป็นฝรั่งที่มีความหวานสูง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2542 ฝรั่งเจินจูถูกนำเข้ามาในประเทศไทย มีนักวิชาการด้านไม้ผลของไทยท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า ฝรั่งพันธุ์กิมจู น่าจะมีชื่อมาจาก พันธุ์ “เจินจู” ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากไต้หวัน และที่สำคัญฝรั่งพันธุ์กิมจู หรือ เจินจู นี้น่าจะเป็นคนละสายพันธุ์กับพันธุ์เจินจูที่ปลูกในไต้หวัน ดูจากลักษณะผลและรสชาติของพันธุ์กิมจูหรือเจินจูที่ปลูกในไทย น่าจะเป็นพันธุ์สุ่ยจิงหรือ ส๋วยจินจึงเป็นการสับสนเป็นความเข้าใจผิดของผู้ขายกิ่งพันธุ์หรืออาจเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาดก็ได้และได้เรียกผิดเพี้ยนต่อกันมา

พันธุ์สุ่ยจิง(??:Shuijing หมายถึง Crystal)ปีพ.ศ. 2534 ได้คัดเลือกมาจากฝรั่งพันธุ์ไทยที่เมือง Yanchao Townshipเมล็ดน้อยผลแป้นคล้ายฟักทอง มีความหวาน 7-12 องศาบริกซ์ เป็นสายพันธุ์ที่ถูกนำมาปลูกเป็นการค้าในไทยอย่างแพร่หลายกว้างขวาง แต่มีการเรียกชื่อฝรั่งพันธุ์สุ่ยจิงผิดไปเป็นพันธุ์เจินจูเชินจูกิมจู สุ่ยจิงรูปทรงผลแป้นค่อนข้างแบนมีการออกดอกและติดผลง่ายในบ้านเรา ไต้หวันปลูกมากเป็นอันดับ3

ในปีพ.ศ. 2549 สถานีทดลองพืชสวน Fengshan Tropical Horticulture Experiment Branch ได้ปรับพันธุ์ใหม่ขึ้นมาชื่อ ตี้หวาง(??:หมายถึงจักรพรรดิหรือฮ่องเต้)หรือพันธุ์ไทนงเบอร์1(Tainong No.1)ผลใหญ่ค่อนข้างกลมรูปไข่ผิวสีเขียวอ่อน เนื้อสีขาว กรอบสามารถเก็บไว้ได้นาน ความหวาน 9.5-11 องศาบริกซ์ ขนาดผลมีน้ำหนัก 380-450 กรัม

ปีพ.ศ.2553ฝรั่งสุ่ยมี่เริ่มปรากฏ ยังไม่ทราบแหล่งข้อมูลว่าเกิดจากการพัฒนาพันธุ์จากฝรั่งสายพันธุ์อะไร และหน่วยงานใดหรือใครพัฒนามันขึ้นมา เกษตรกรชาวไต้หวันได้เริ่มขยายพื้นที่ปลูกฝรั่งสุ่ยมี่กันมากขึ้นที่เกาสงผิงตงจางฮั้วไถหนาน

ฝรั่งสุ่ยมี่มีผู้ให้ชื่อไทยว่า “ฝรั่งสายน้ำผึ้ง” หรือ “ฝรั่งแป้นไต้หวัน”มีชื่อผลไม้อีกหลายชื่อที่ผู้ขายกิ่งพันธุ์มักตั้งชื่อใหม่โดยไม่มีรากศัพท์มาจากชื่อเดิม ซึ่งควรจะเรียกชื่อพันธุ์ทับศัพท์ชื่อเดิม เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในภายหน้า หรือบางรายนำกิ่งพันธุ์จากไต้หวันมาแอบอ้างว่าปรับปรุงพันธุ์ใหม่ขึ้นมาเอง และอ้างสายพันธุ์แต่ละสายพันธุ์มาผสมกันโดยแต่ละสายพันธุ์มีความแตกต่างกันอย่างมากไม่น่าจะได้ลูกผสมใหม่ที่แตกต่างจากพ่อแม่อย่างมาก หรืออ้างสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดีกว่าอยู่แล้วเป็นต้นพันธุ์พ่อแม่ซึ่งไม่จำเป็นต้องปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่แต่อย่างใด ไม่ควรไปฉวยโอกาสไปเอาของเขามาเป็นของตน ผู้ขายกิ่งพันธุ์น่าละอายใจบ้างว่าได้กระทำอะไรลงไป จิตสำนึกคุณธรรม จริยธรรมของผู้ขายกิ่งพันธุ์ไทยบางรายขาดหายไปไหนหมด บางรายเป็นนักต้มตุ๋นพันธุ์ไม้ที่สื่อบางสื่อยังยอมรับโดยไม่ทราบข้อเท็จจริง ยกตัวอย่าง มะม่วงโบราณ เขาบอกว่าที่สวนเขามีอยู่หลายสายพันธุ์ เขาเป็นผู้มีความรอบรู้เรื่องไม้แปลกไม้โบราณร้านขายพันธุ์ไม้ได้สั่งมะม่วงจากสวนของเขาเพื่อส่งให้ลูกค้าอีกที เมื่อลูกค้าซื้อมาปลูกได้2ปีออกผลมาไม่ใช่พันธุ์ดังที่สั่งซื้อ กลายเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้เกือบทั้งหมด จึงได้โทร.กลับยังร้านขายพันธุ์ไม้ทางร้านขายพันธุ์ยอมรับว่าถูกเขาหลอกและยินดีคืนเงินให้

ลักษณะใบของฝรั่งสุ่ยมี่ไม่ต่างจากฝรั่งพันธุ์อื่นๆยอดอ่อนเป็นสีขาวเป็นนวล ใบอ่อนสีเขียวอ่อนไม่ขลิบหรือขอบสีแดงที่ใบและก้านแต่ใบค่อนจะเล็ก ใบห่อขึ้นเล็กน้อย ใบมีความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ส่วนกว้างสุดประมาณ 5 เซนติเมตร ความแตกต่างของทรงพุ่ม ฝรั่งสุ่ยมี่มีทรงพุ่มค่อนข้างโปร่ง ทรงพุ่มเป็นสีนวลเงิน ใบไม่เขียวเข้มและแน่นทึบต่างจากฝรั่งพันธุ์อื่นถ้าอยู่ใกล้เคียงกันจะเห็นชัดเจน

สุ่ยมี่มีผลทรงแป้นจะคล้ายกับสุ่ยจิง(เจินจูในไทย)ไม่กลมและไม่ค่อยเรียบ ผลนูนเป็นพูโดยรอบจำนวนพูไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของผลจะนูนเป็นสันเด่นบริเวณใกล้ขั้วปกติพบจำนวนพูมี 4-5 พู น้ำหนักผล 500-700 กรัมดูแลรักษาบำรุงดีๆจะได้น้ำหนักมากกว่านี้ ผลมีขนาดกำลังดีมีเนื้อหนา เนื้อสีขาวฟู ฉ่ำน้ำ มีเมล็ดน้อยมากเนื้อกรอบ รสหวานและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เมื่อเริ่มสัมผัสลิ้นก่อนเคี้ยวจะได้รสเปรี้ยวจางๆเป็นรสเปรี้ยวนำจากนั้นรสจึงตามมา เคี้ยวง่ายเพราะเนื้อกรอบนุ่มฟู จะเห็นได้ว่าฝรั่งสุ่ยมี่มีคุณสมบัติครบถ้วนซึ่งฝรั่งพันธุ์อื่นๆมีคุณสมบัติไม่ครบขาดหายบางอย่าง เช่น กรอบแต่ไม่หวาน หรือหวานแต่ไม่กรอบ หรือหวานกรอบแต่ไม่หอม สุ่ยมี่จึงเป็นฝรั่งที่มีคุณสมบัติเด่นๆครบ

การปลูกฝรั่งสุ่ยมี่ไม่ได้ต่างจากฝรั่งทั่วไปที่ปฏิบัติกัน ควรใช้กิ่งพันธุ์จากการตอนหรือกิ่งทาบมีข้อสังเกตระหว่างการปลูกด้วยกิ่งพันธุ์จากการตอนหรือกิ่งพันธุ์จากการทาบ กิ่งจากการตอนเจริญเติบโตได้เร็วกว่ากิ่งทาบ ทรงพุ่มขึ้นสูง ส่วนกิ่งทาบโตช้ากว่าแต่แข็งแรง กิ่งก้านแตกมากทรงพุ่มแผ่กว้าง

การดูแลและการบำรุงรักษาไม่ต่างจากฝรั่งพันธุ์อื่นหลังจากปลูกได้5เดือนเริ่มออกดอกควรปลิดทิ้งเนื่องจากลำต้นยังเล็กสะสมอาหารได้น้อยทำให้ต้นโทรมได้ถ้าติดผล อายุได้อย่างน้อย 1 ปีจึงปล่อยให้ติดผลได้ดอกมีสีขาวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตรให้ดอกดีมากจึงติดผลดก ติดดอกแทบทุกกิ่ง ให้ปลิดผลอ่อนทิ้งบ้าง การปลิดผลให้เหลือกิ่งละ1-2 ผล เพื่อให้ผลใหญ่สมบูรณ์ ซึ่งการปลิดผลอ่อนจะเริ่มปลิดผลเมื่อผลติดแล้วโตขนาดประมาณเท่าลูกมะนาวเลือกผลที่มีรูปทรงบูดเบี้ยวไม่ได้รูปทรงหรือมีตำหนิเด็ดทิ้งไป จากนั้นจึงเริ่มห่อผล จะห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาวหรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน การห่อผลจัดเป็นขั้นตอนสำคัญขั้นตอนหนึ่งที่ทำให้ฝรั่งได้คุณภาพผลออกมาดีรูปทรงผลดีผิวมีสีเขียวอ่อนสวยงามและเพื่อป้องกันศัตรูสำคัญที่ทำให้ผลฝรั่งเสียหายไม่สามารถนำมารับประทานได้ อันเกิดจากการทำลายของแมลงวันทองวางไข่ที่ใต้ผิวฝรั่งสุก(หรือระยะที่ผิวอ่อน) ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่จะเจริญกินเนื้อฝรั่งเป็นอาหารทำให้ฝรั่งอ่อนนิ่มและเน่าเละการห่อผลเกษตรกรไต้หวันสวมด้วยตะข่ายโฟม(ตาข่ายสวมผลไม้ป้องกันผลไม้ช้ำ)แล้วใช้ถุงพลาสติกห่อทับอีกชั้น ตาข่ายโฟมช่วยป้องกันไม่ให้ผิวผลฝรั่งติดสัมผัสกับพลาสติกจนเกิดเป็นรอยกร้านเกรียมแดดหรือรอยไหม้ชาวสวนไทยนิยมใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อก่อนแล้วจึงสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นหนึ่งถุงพลาสติกที่ใช้เพื่อการห่อฝรั่งโดยเฉพาะ ถุงห่อดังกล่าวมีรูระบายในตัว เกษตรกรไม่ต้องกรีดหรือเจาะรูระบายน้ำ หรือห่อด้วยถุงห่อผลไม้ถ้าใช้ถุงห่อมะม่วงห่อบางทีผลจะใหญ่คับถุง ใช้ถุงสีขาวห่อฝรั่งจะได้ผิวสีเขียวอ่อนสวย ถ้าใช้ถุงดำภายในบุด้วยแผ่นคาร์บอนได้ฝรั่งมีผิวสีเหลืองนวลวาวสวยงามมาก แต่การห่อด้วยถุงห่อนี้มักมีมดดำเข้าไปทำรัง การห่อฝรั่งผลยังเล็กหรือเล็กกว่าหัวนิ้วโป้งจะทำให้ผลฝรั่งแห้งร่วง โดยเฉพาะถ้าใช้ถุงดำผลอ่อนจะแห้งอย่างรวดเร็วเพราะถุงดำสะสมความร้อนไว้ภายในมากหลังจากการห่อผลฝรั่งแล้วนับไปอีก 2เดือนหรือ3 เดือนฝรั่งก็จะเริ่มแก่ใกล้เก็บผลได้เลือกผลที่แก่

การเก็บผลควรเก็บผลที่แก่หรือกำลังห่าม อายุประมาณ 4-5 เดือน ผลที่ควรเก็บสังเกตได้จากสีและผิวของผล ระยะเก็บผลมีสีเขียวอ่อนออกเหลืองเป็นประกายวาวผิวเต่งตึง ขั้วผลเรียวเล็กสีเขียวอ่อนตัดด้วยกรรไกรตัดชิดขั้วผล ไม่ควรดึงออกด้วยมือจะทำให้กิ่งก้านฉีกขาดได้

โรคผลเน่าของฝรั่งสุ่ยมี่มักพบบริเวณส่วนของผิวฝรั่งที่สัมผัสกับกระดาษห่อ ทำให้ผลเน่าช้ำ พบระบาดในฤดูฝน

ผู้ที่ต้องการปลูกฝรั่งสุ่ยมี่ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ คงต้องประสบปัญหาเรื่องกิ่งพันธุ์ เพราะขณะนี้กิ่งพันธุ์ยังมีจำนวนน้อยและต้องสั่งจองไว้ราคากิ่งพันธุ์ยังค่อนข้างสูงเชื่อแน่ว่าอีกไม่นานฝรั่งสุ่ยมี่จะต้องเข้ามาแทนพื้นที่ปลูกฝรั่งเจินจูหรือสุ่ยจิงและแป้นสีทองอย่างแน่นอน…