ถ้าเป้าหมายคือ การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

ถ้าเป้าหมายคือ การท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน

หลังจากที่ผู้เขียนและทีมงาน ทั้งคณะใหญ่ และคณะเล็ก ได้มีโอกาสเดินทางออกเยี่ยมเยือนชุมชน ในความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดย องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เกือบครบทุกแห่งแล้ว ในท้ายที่สุดของโครงการเยี่ยมเยือน ในหัวข้อ “การเสริมสร้างศักยภาพทางการตลาด ด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” ที่มีสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพ ก็จะเป็นการสรุปความเห็นตามภูมิความรู้ของแต่ละท่านในคณะ

โดยในคณะนี้ ได้จัดกลุ่มออกเป็นกลุ่มย่อย อีก 3 กลุ่มก็คือ กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการท่องเที่ยว กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยว และกลุ่มสื่อมวลชนท่องเที่ยว ซึ่งผู้เขียนเองก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย และความเห็นต่อจากนี้ไป ก็จึงเป็นความเห็นในมุมมองส่วนตัว ในฐานะนักเขียน สื่อมวลชน และอาจารย์มหาวิทยาลัย ผสมปนเปกันไป และเป็นความเห็นที่มุ่งไปสู่องค์รวม ไม่ระบุสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งเป็นพิเศษ และบทสรุปนี้อาจจะเรียกได้ว่า เป็นแนวกึ่งบทสรุปผู้บริหาร ของโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชนอย่างยั่งยืน กึ่งขยายความ ก็เป็นได้

วัตถุประสงค์ขององค์กรอำนวยการโดยรวม (ผู้เขียน) คือ เป็นการพัฒนาชุมชนให้สามารถยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง ลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ โดยใช้กิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นอาชีพเสริม โดยมีการบริหารจัดการแบบมืออาชีพ มีภูมิต้านทานเรื่องหลักการตลาดแบบทุนนิยม และมีแนวความคิดแบบ “ระเบิดจากข้างใน” คือเมื่อเกิดปัญหา ชุมชนคิด ชุมชนทำ ชุมชนได้ผลประโยชน์ หรือเป็นของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจในภาพรวมของทั้งประเทศเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สถาพรสืบไป

ขยายความเรื่องการ “ระเบิดจากข้างใน” หมายถึง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น และคนในชุมชนส่วนใหญ่มีมติในที่ประชุมเห็นว่า มันเป็นปัญหาของชุมชน และชุมชนต้องแก้ไข ยกตัวอย่างเรื่องนักท่องเที่ยวไม่ยอมแวะเข้ามาเที่ยว หรือพักค้างในชุมชน ซึ่งมติของประชาคมหมู่บ้าน หรือชุมชน ตกลงร่วมกัน ให้เป็นปัญหาของชุมชน ดังนั้น ในที่ประชุมจึงตกลงใจร่วมกัน ให้มีการตั้งคณะทำงานของชุมชน เพื่อศึกษาปัญหาที่เกี่ยวข้อง โดยการคัดเลือกผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ที่มีประสบการณ์เรื่องการท่องเที่ยว และวัยรุ่นอีก 3-4 คน ซึ่งมีประวัติการศึกษา ด้านการบริหารจัดการท่องเที่ยว เข้าร่วมดูแลรับผิดชอบ โดยให้มีระยะเวลาการศึกษาปัญหา และแนวทางแก้ไขภายใน 30 วัน และงบประมาณ 5,000 บาท

เมื่อได้เอกสารรายงานนี้มาแล้ว ทางผู้นำชุมชนจึงพยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง หากยังไม่เรียบร้อย หรือไม่สำเร็จ หรือไม่สามารถ เกินกว่ากำลัง จึงทำเรื่องเสนอเบื้องบน ขอให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเหลือ คือขอวิชา เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่ขอวิธีการแก้ปัญหา หรือของบประมาณ และทั้งหมดนี้ มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แบบนี้จึงเรียกว่า เป็นการระเบิดจากข้างใน อย่างแท้จริง ส่วนในแบบที่ไม่ใช่คือ พอทำรายงานสรุปปัญหาเบื้องต้น และแนวทางแก้ไข เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ทำเรื่องเสนอไปยังเบื้องบน เพื่อของบประมาณ แบบนี้ กลายเป็นหมู่บ้าน หรือชุมชนล่างบประมาณไป

ดังนั้น ชุมชนที่สนใจที่จะเข้าร่วมกิจกรรมด้วยการเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจาก อพท. อย่างแรกที่ควรทำก็คือ 1. ถามความเห็นของคนส่วนใหญ่ในชุมชนเสียก่อน ว่าต้องการพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืนหรือไม่ เพราะมันมีทั้งข้อดี คือรายได้ที่จะเพิ่มมากขึ้น และข้อเสีย คือความเป็นส่วนตัวจะลดลง และข้อขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ก็จะเพิ่มมากขึ้น 2. เมื่อชุมชนตกลงใจ เห็นพ้องร่วมกัน ในทั้งข้อดีและข้อเสียแล้ว ก็สมควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบ 3. มีการสำรวจแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่การปกครองของตนเอง รวมถึงในบริเวณใกล้เคียง 4. เพิ่มเติมด้วยการสำรวจกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน เช่น งานประเพณีวัฒนธรรมประจำปี วิถีชีวิต เพลง การละเล่น อาหารคาว หวาน 5. เปรียบเทียบแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ และกิจกรรมในพื้นที่ ว่ามีความแตกต่าง มีจุดเด่นกว่าในพื้นที่อื่นอย่างไร 6. และถ้าหากในพื้นที่ไม่มีข้อได้เปรียบใดๆ เลย ชุมชนโดยผู้นำชุมชน ร่วมกับ คณะกรรมการชุมชน หรือหมู่บ้าน ที่จัดตั้งขึ้น จะมีวิธีแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ให้มีจุดเด่น ได้อย่างไร และทั้งหมดที่ว่ามานี้ต้อง “ระเบิดจากข้างใน”

ด้วยวิธีการ ระเบิดจากข้างใน นี้เองชุมชนสามารถนำไปใช้กับประเด็นปัญหาอื่นได้ ในรูปแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่เป็นวัตถุประสงค์หลักของชุมชน คือ 1. การลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ ซึ่งต้องเริ่มจากการประชุมเหมือนเดิม แล้วก็ถกเถียง หาข้อสรุปว่า มันเป็นปัญหาของชุมชนหรือไม่ สำหรับบางชุมชนที่มีลูกบ้าน ชอบเที่ยว ชอบพนัน ชอบดื่ม ชอบอู้ สโลว์ไลฟ์ ไม่ชอบอย่างเดียวคือทำงาน แล้วผลก็คือ ไม่มีเงิน แบบนี้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องความเหลื่อมล้ำของรายได้นะครับ ยกเว้นว่า ชุมชนของเราเป็นชุมชนที่แตกออกมาจากชุมชนใหญ่ ย้ายออกมาอยู่ห่างๆ แต่ใกล้ป่า ไม่มีเอกลักษณ์ใดเป็นของตัวเองเลย งานประเพณีก็จัดในวัดกลางหมู่บ้านเดิม ชาวบ้านในชุมชนใหม่นี้เมื่อว่างเว้นจากงานไร่ งานนา ก็อยากจะมีรายได้เสริมด้านการท่องเที่ยวบ้าง แบบนี้การท่องเที่ยวจะช่วยเสริมรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ ได้หรือไม่ มากน้อยอย่างไร ป่าหลังบ้านจะช่วยเสริมการท่องเที่ยวได้รึเปล่า รายงานที่คณะกรรมการชุมชนทำเอง จะเป็นคำตอบ

2. จุดไหนที่เรียกว่าความยั่งยืน นี่ก็เป็นปัญหาของแทบทุกชุมชน ซึ่งนอกจากจะใช้ กระบวนการระเบิดจากข้างในแล้ว กรณีนี้ยังต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาคอยสอน คอยให้ความเห็น และเสนอทางเลือกให้กับผู้นำชุมชนด้วย โดยงานของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะเป็นการสอนวิธี ให้กับผู้เข้ารับการอบรม สอนวิธีการประเมินสภาพแวดล้อมทางการท่องเที่ยว ทรัพยากรการท่องเที่ยว วัฏจักรของการท่องเที่ยว การตลาดด้านการท่องเที่ยว การบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยว ทรัพยากรมนุษย์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อีกทั้งยังต้องมีการประเมินผู้เข้าร่วมรับการอบรมด้วย ว่าไหวรึเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวของกิจกรรมเที่ยวชมป่าโกงกาง เมื่อผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีการไปแล้ว ผู้เข้ารับการอบรมก็ลงพื้นที่ เพื่อวัดดัชนีชี้วัดที่ชุมชนช่วยกันกำหนดเอง เช่น ความดังของเสียงเครื่องยนต์ ความแรงของคลื่นที่กระทบตลิ่ง ปริมาณขยะที่เกิดจากนักท่องเที่ยว การลดลงของจำนวน และชนิดของสัตว์น้ำ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวัน ช่วงระยะเวลาที่เปิดให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยว และจุดวิกฤตที่ต้องหยุดกิจกรรมการท่องเที่ยว แบบนี้ เป็นต้น เพราะขาหนึ่งของความยั่งยืนตามหลักวิชาการก็คือ จะต้องไม่มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ แต่ในทางปฏิบัติ ชุมชนเอง อาจกำหนดเอาไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งความยั่งยืน ซึ่งมีผลต่อกระบวนการท่องเที่ยว และกิจกรรมการท่องเที่ยว ในแต่ละพื้นที่อาจแตกต่างกัน ก็เป็นไปได้

ในท้ายที่สุด สุดยอดของแนวคิดของความยั่งยืนก็คือ “ขาดเธอฉันก็อยู่ได้ แต่ขาดธรรมชาติ ฉันขาดใจ” ซึ่งก็หมายความว่า แม้นไม่มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวในชุมชนสักคนเดียว ชุมชนของฉันก็ไม่เดือดร้อน เพราะทุกคนมีที่ดินทำกิน มีสัมมาอาชีพ รู้จักการอดออม ไม่ชอบอวดกัน มีความมั่นคงครบทุกด้านปัจจัยสี่ มีป่าไม้ ลำธาร สัตว์ป่า ระบบนิเวศน์สมบูรณ์ตามสภาพ มีกินมีใช้ ไม่รู้จักหมด และมีระบบป้องกันการเอาเปรียบจากทุนภายนอก อย่างเข้มแข็ง

ส่วนเรื่องหลัก เรื่องสุดท้ายคือเรื่อง 3. ภูมิต้านทานต่อระบบทุนนิยม ซึ่งเราต้องเข้าใจก่อนว่า ระบบทุนนิยม เป็นกระบวนการที่เร่งทุกอย่าง ทั้งการผลิต ทั้งการบริโภค ทุนนิยมเกาะเกี่ยวอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติ แม้นการเร่งการผลิต และการเร่งการบริโภค จะทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ระบบทุนนิยมก็ไม่สน เพราะสามารถย้ายไป “ถล่ม” ที่อื่นต่อได้ แต่ประชาชนผู้ที่เกิดในพื้นที่ ไม่สามารถย้ายไป หรือปิดกิจการ แบบบริษัท นิติบุคคลได้ นอกจากเสียว่าตายเท่านั้น แต่เรื่องนี้ก็ไม่ค่อยน่าห่วง เพราะเป็นหลักการเดียวกันกับที่ใช้อยู่ในเรื่องของทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ดังนั้น ชุมชนไหนน้อมนำเอาแนวทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ไปใช้ให้เกิดผลเป็นแปลงทดลอง เป็นฐานทดลอง นู่นนี่นั่น ก็ถือว่า ชุมชนนั้นมีทั้งเซรุ่ม และวัคซีน เกิดขึ้นในชุมชนแล้ว ก็เหลือแค่ว่า ใครจะทนเจ็บตอนเอาเข็มทิ่มเข้าก้น เข้าแขน ได้มากกว่า หรือจะแค่เพียงเก็บไว้มองก็ไม่ว่ากัน

ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง และการปฏิรูปในเกือบทุกบริบทการบริหารประเทศ ชุมชนซึ่งถือว่าเป็นสังคมที่เล็กที่สุด และเป็นสังคมพื้นฐานของประเทศ ก็ควรจะตื่นตัว และให้ความสำคัญกับการปฏิรูปตนเอง เพื่อการเข้าสู่สังคมเศรษฐกิจ ดิจิตอล ในยุคที่ 4.0 ครอบครัว ชุมชน บริษัท องค์กร สำนัก สถาบันไหน ที่ล้าสมัยก็จะถูกยุบรวมไปอย่างช่วยไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ในระดับประเทศชาติ ก็จะถูกกลืนกินแผ่นดิน ร่างกาย จิตวิญญาณ ประเพณี วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ของกลุ่มชนไปทีละน้อย และขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ที่จะเข้ามาช่วยดูแล การท่องเที่ยวโดยชุมชนอีกแรงหนึ่งครับ

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com

การตัดหนี้สูญ…เกณฑ์ที่ยากจะเกิดขึ้นจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

การตัดหนี้สูญ…เกณฑ์ที่ยากจะเกิดขึ้นจริง

การประกอบกิจการค้าเมื่อมีการให้เครดิตเทอมกับลูกค้า โอกาสที่จะขายสินค้าหรือบริการแล้วเก็บเงินไม่ได้อาจจะเกิดขึ้นได้ ในทางบัญชีการตัดหนี้สูญจะพิจารณาเป็นรายๆ โดยใช้ประสบการณ์การเก็บหนี้ในอดีต ประกอบกับข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้ารายนั้น และการประเมินจากฝ่ายบริหารว่า โอกาสจะเก็บเงินไม่ได้มีมากน้อยเพียงใด

หากกิจการประเมินแล้วว่าลูกหนี้การค้ารายการใด มีโอกาสเรียกเก็บเงินไม่ได้ กิจการจะบันทึกลูกหนี้รายนั้นเป็นหนี้สูญ โดยมีวิธีการบันทึกอยู่ 2 แบบ 2 ดีกรี คือ วิธีแรก ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ โดยรับรู้ค่าใช้จ่ายที่ชื่อว่า “หนี้สงสัยจะสูญ” ไว้ในงบกำไรขาดทุน ในขณะที่อีกขาหนึ่งชื่อว่า “ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ” เป็นบัญชีปรับมูลค่าลูกหนี้การค้า วิธีนี้ยังเป็นการตั้งผลขาดทุนเผื่อไว้ เพราะอาจจะเก็บเงินไม่ได้

วิธีที่สอง กิจการบันทึกตัดบัญชีลูกหนี้การค้าออกไปเลย และบันทึกค่าใช้จ่ายชื่อ “หนี้สูญ” วิธีนี้ยอดคงเหลือของลูกหนี้การค้ารายนั้นจะถูกตัดออกจากบัญชีไปโดยไม่เหลือให้เห็นอีกต่อไป

การบันทึกวิธีแรกนั้น กิจการอยู่ในขั้นสงสัยว่าหนี้รายการนั้นจะสูญ จึงใช้ชื่อว่า “หนี้สงสัยจะสูญ” หากเมื่อเราตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไว้แล้ว ต่อมาลูกหนี้รายนั้นชำระหนี้เรา ก็ต้องบันทึกกลับรายการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ กลับมาเป็นรายได้ เนื่องจากเดิมรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายไปแล้ว เมื่อกลับรายการจะเกิดบัญชี “ค่าใช้จ่ายที่ติดลบ” ซึ่งก็คือ รายได้เกิดขึ้น

การบันทึกวิธีที่สองนั้น กิจการไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไปว่าจะเก็บเงินได้หรือไม่ (หรือมีความแน่นอนค่อนข้างแน่ว่าจะเก็บไม่ได้) จึงใช้ชื่อว่า “หนี้สูญ” และตัดบัญชีลูกหนี้การค้าออกไปจากงบการเงิน และก็เช่นเดียวกัน หากวันข้างหน้า ลูกหนี้รายนั้นชำระเงิน กิจการก็จะรับรู้ “หนี้สูญได้รับคืน” เป็นรายได้ของกิจการในงวดที่ได้รับชำระ

หนี้สูญไม่แน่ว่าจะถือเป็นค่าใช้จ่ายได้ในทางภาษี

วิธีการบันทึกที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นการบันทึกและรับรู้รายการทางบัญชี แต่ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เขามีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์เพิ่มเติม โดยกิจการอาจจะไม่สามารถลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายในทันทีที่รับรู้ผลขาดทุนทางบัญชี หากยังไม่เข้าเงื่อนไขตามที่กำหนด

หลักเกณฑ์ที่ว่านี้แบ่งหนี้ออกเป็นสองกรณี คือ (1) หนี้เกินกว่า 500,000 บาท และ (2) หนี้ไม่เกิน 500,000 บาท หากหนี้มีจำนวนเงินเกิน 500,000 บาท กิจการต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ คือ

1. กิจการต้องดำเนินการติดตามทวงถามตามสมควรแก่กรณีโดยมีหลักฐานการติดตามทวงถามอย่างชัดแจ้งและไม่ได้รับชำระหนี้โดยปรากฏว่า

(ก) ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย เป็นคนสาบสูญหรือมีหลักฐานว่าหายสาบสูญ และไม่มีทรัพย์สินใดๆ จะชำระหนี้ได้

(ข) ลูกหนี้เลิกกิจการ และมีหนี้ของเจ้าหนี้รายอื่นมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้อยู่ในลำดับก่อนเป็นจำนวนมากกว่าทรัพย์สินของลูกหนี้

2. ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีแพ่งหรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีแพ่ง และในกรณีนั้นๆ ได้มีคำบังคับหรือคำสั่งของศาลแล้วแต่ลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินใดๆ จะชำระหนี้ได้ หรือ

3. ได้ดำเนินการฟ้องลูกหนี้ในคดีล้มละลายหรือได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีที่ลูกหนี้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องในคดีล้มละลาย และในกรณีนั้นๆ ได้มีการประนอมหนี้กับลูกหนี้โดยศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับการประนอมหนี้นั้น หรือลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายและได้มีการแบ่งทรัพย์สินของลูกหนี้ครั้งแรกแล้ว

ผมคัดมาให้อ่านดูโดยไม่ตัดทอนในส่วนของหลักเกณฑ์ เพื่อให้มองเห็นภาพว่า โอกาสที่กิจการจะสามารถดำเนินการ และสถานการณ์จะดำเนินไปตามเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งตามที่ระบุนั้นมีน้อยมาก ข้อแรกที่ว่าด้วยการติดตามทวงถามตามสมควรแก่กรณีนั้น กิจการน่าจะทำได้ การที่จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย หายสาบสูญ หรือเลิกกิจการนั้น ในกรณีที่ลูกหนี้ขาดสภาพคล่องและไม่ชำระหนี้โดยทั่วไป ก็ยังไปไม่ถึงจุดที่ว่านี้ได้ง่ายๆ

พอมาดูต่อข้อ 2 และข้อ 3 ที่ว่า กิจการได้ดำเนินการฟ้องร้องในคดีแพ่ง หรือคดีล้มละลาย และมีคำสั่งศาลหรือคำพิพากษา และลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สิน หรือลูกหนี้ถูกพิพากษาเป็นบุคคลล้มละลาย มีการแบ่งทรัพย์ครั้งแรก ขั้นตอนเหล่านี้น่าจะใช้เวลาหลายปี และหากเป็นกิจการขนาดกลางขนาดย่อม ไม่น่าจะมีใครดำเนินการตามขั้นตอนที่ว่าเพียงเพื่อหวังว่าจะตัดเป็นค่าใช้จ่ายหนี้สูญในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ต้องพูดถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายและเวลาที่อาจจะไม่คุ้มแก่การดำเนินการที่กิจการส่วนใหญ่มองว่า “กิจการต้องการค้าขาย ไม่ต้องการค้าความ”

ย้อนกลับมาดูกรณีจำนวนเงินไม่เกิน 500,000 บาท กิจการต้องดำเนินการตามข้อ 1 แต่ข้อ 2 และ 3 นั้นลดดีกรีมา โดยศาลรับคำฟ้องในคดีแพ่งหรือคดีล้มละลาย หรือคำขอรับชำระหนี้กรณีมีเจ้าหนี้รายอื่นฟ้องด้วย

คือหากจำนวนเงินไม่เกิน 500,000 บาท กิจการก็ยังต้องยื่นคำฟ้องต่อศาลอยู่ดี แต่หลักเกณฑ์ลดให้เหลือแค่ศาลรับคำฟ้องก็สามารถตัดหนี้สูญได้

อย่างไรก็ตาม เราคงพอประเมินได้ว่า การจะยื่นฟ้องและศาลรับคำฟ้องนั้น กิจการต้องดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับกรณีจำนวนเงินเกินกว่า 500,000 บาท เพียงแต่ไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาตัดสินออกมาแล้วเท่านั้น ดูจะไม่สมเหตุสมผลสำหรับมูลหนี้ที่หากไม่เกิน 500,000 บาท กิจการส่วนใหญ่คงไม่ต้องการดำเนินการฟ้องร้อง เพราะเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายที่จะว่าจ้างทนายความมาดำเนินการให้

หลักเกณฑ์การตัดหนี้สูญที่มีอยู่จึงดูไม่สมเหตุสมผล และเป็นเกณฑ์ที่ยากจะเกิดขึ้นได้จริง เราจึงพบว่า กิจการส่วนใหญ่มีแต่จำใจต้องตัดหนี้สูญไปทั้งที่รู้ว่า ไม่มีโอกาสได้นำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ผมคิดว่าประเด็นนี้บั่นทอนความสามารถในการดำเนินธุรกิจของกิจการลงไปไม่น้อย แม้ว่าตามหลักการแล้วกิจการควรให้ความระมัดระวังในการทำธุรกิจให้มากพอที่จะไม่เกิดหนี้สูญ แต่ในบางครั้งหากกิจการพลาดพลั้งไม่สามารถเก็บเงินได้ กลายเป็นการถูกรัฐลงโทษด้วยการต้องรับรู้ผลขาดทุนพร้อมๆ กับต้องเสียภาษีเต็มเสมือนหนึ่งไม่เคยเกิดผลขาดทุนจากการเก็บหนี้ไม่ได้ดังกล่าว

กิจการที่ขายสินค้าหรือให้บริการกับลูกค้าในต่างประเทศ ดูจะยิ่งมีปัญหากับหลักเกณฑ์ข้างต้นมากยิ่งกว่ากิจการที่มีลูกหนี้ในประเทศ เนื่องจากกรมสรรพากรเคยให้แนวไว้ว่า การฟ้องร้องในคดีแพ่งหรือคดีล้มละลายที่ว่านี้ ยอมรับเพียงการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นในศาลไทย ทำให้กรณีกิจการที่ส่งออกและเกิดปัญหาเก็บหนี้ไม่ได้ ปิดประตูการบันทึกหนี้สูญที่สามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษี กิจการกลุ่มนี้จึงเจอหลักเกณฑ์เข้มข้นยกกำลังสอง และหมดหวังที่จะดำเนินการใดๆ ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนด

มองโดยอ้อมแล้ว เหมือนว่าหลักเกณฑ์จะเน้นและสนับสนุนให้กิจการดำเนินการฟ้องร้องคู่ค้าเท่านั้น ไม่เช่นนั้นกิจการก็ไม่อาจนำผลขาดทุนนั้นมาลงเป็นค่าใช้จ่ายได้ การที่นโยบายรัฐส่งผลให้เกิดความต้องการฟ้องร้องกันให้ถึงที่สุดก็ดูจะไม่ใช่แนวทางการสนับสนุนภาคธุรกิจให้ดำเนินการกันอย่างคล่องตัว และไม่สนับสนุนให้กิจการมีเวลาโฟกัสกับการเดินหน้าทางธุรกิจเท่าที่ควร

หลักเกณฑ์การตัดหนี้สูญนี้มีมาตั้งแต่ปี 2534 นับคร่าวๆ ก็ 25 ปีมาแล้ว เห็นข่าวกระทรวงการคลังต้องการปรับโครงสร้างทางภาษีให้จัดเก็บได้อย่างเป็นธรรมและเหมาะสม น่าจะรับประเด็นนี้ไว้พิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้หลักเกณฑ์มีความยืดหยุ่นคล่องตัว และสนับสนุนผู้ประกอบการให้เดินหน้าทำธุรกิจอย่างแท้จริง แนวทางการปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่ว่านี้ น่าจะกำหนดหลักเกณฑ์ของวงเงินที่ต่ำกว่า 500,000 บาท ลงมา ให้สามารถรับรู้หนี้สูญได้ง่ายขึ้น ให้มีขั้นตอนแตกต่างจากการดำเนินการกรณีมูลหนี้สูงๆ อาจจะไม่ต้องดำเนินการฟ้องร้องก็สามารถตัดหนี้สูญได้ คล้ายๆ กับกรณีการตัดหนี้สูญของธนาคารพาณิชย์ในกฎหมายฉบับเดียวกัน

Dropship ได้ประโยชน์ทั้งผู้ขายและผู้ประกอบการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07085010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา twitter@Cheaup

Dropship ได้ประโยชน์ทั้งผู้ขายและผู้ประกอบการ

ยิ่งนานวันรูปแบบการค้าขายก็เริ่มที่จะเปลี่ยนผ่านจากการขายแบบออฟไลน์หรือหน้าร้านไปสู่การขายแบบออนไลน์มากขึ้นๆ ช่องทางออนไลน์มีบทบาทมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน เป็นสิ่งที่ผู้ค้าขายโดยเฉพาะผู้ผลิตหรือประกอบการร้านค้าที่ยังคงยึดอยู่กับรูปแบบเดิมๆ ไม่ควรวางใจและนิ่งเฉย

เพราะต่อจากนี้ไปจะไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเปลี่ยนผ่านของรูปแบบการขายที่จะต้องเปลี่ยนจากออฟไลน์ไปเป็นออนไลน์หรือควรจะต้องเปิดร้านออนไลน์เป็นทางเลือกให้กับลูกค้านอกเหนือจากการขายผ่านหน้าร้านเท่านั้น การแข่งขันในช่องทางการค้าขายออนไลน์จะมีความเข้มข้นมากขึ้น ทั้งจำนวนคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้น การแข่งขันเกี่ยวกับการทำการตลาดที่มีการแข่งขันกันมากขึ้น และที่สำคัญคือการเข้ามาของสินค้าและผู้ค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

ดังนั้น หากผู้ประกอบการหรือผู้ค้าที่ยังไม่เริ่มปรับตัวเสียตั้งแต่ตอนนี้เพื่อที่จะเรียนรู้รูปแบบการขายใหม่ๆ เรียนรู้เทคนิคและวิธีการพร้อมๆ กับสร้างฐานลูกค้าเอาไว้ ในวันหนึ่งหลังจากนี้อาจจะสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นแล้วก็เป็นได้

หากยังไม่พร้อมลองเริ่มต้นจาก Dropship

สำหรับผู้ประกอบการที่มีสินค้าเป็นของตัวเอง เช่น ผู้ประกอบการ SMEs หรือผู้ผลิตสินค้า OTOP ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก หากคิดว่าจริงๆ แล้วสนใจที่จะนำเสนอหรือกระจายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยเหมือนกัน แต่ติดปัญหาเรื่องของการใช้เทคโนโลยีหรือไม่มีความรู้เรื่องของการสร้างเว็บไซต์และการทำการตลาดออนไลน์

ครั้นจะจ้างผู้อื่นมาช่วยจัดการในเรื่องนี้ก็ยังรู้สึกว่าติดขัดปัญหาหลายประการ เช่น ไม่มีเวลาที่จะทำความเข้าใจกับผู้ที่จะมารับทำงาน ไม่แน่ใจว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนในการจ้างผู้อื่นมาจัดการในเรื่องนี้ให้หรือไม่ และไม่แน่ใจว่าผู้ที่มารับทำงานจะจริงใจในการที่จะทำงานร่วมกันมากน้อยแค่ไหน จะทิ้งไปกลางคันหรือเปล่า

หากติดปัญหาต่างๆ เช่นที่ว่ามายังมีอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเริ่มต้นคือ การขายแบบ Dropship

การขายแบบ Dropship มักจะได้ยินบ่อยๆ ในกลุ่มของผู้ที่สนใจจะหารายได้พิเศษหรืออยากเปิดร้านขายของออนไลน์แต่ไม่มีสินค้าเป็นของตัวเอง ที่สำคัญคือไม่มีเงินลงทุนที่จะซื้อสินค้าจำนวนมากจากผู้ผลิตเพื่อให้ได้ราคาส่ง ทำให้หลายคนต้องล้มเลิกความตั้งใจไปอย่างน่าเสียดาย

จนวันหนึ่งมีรูปแบบการขายที่เรียกว่า Dropship เกิดขึ้น เป็นรูปแบบการขายสินค้าที่ช่วยให้กลุ่มคนผู้ที่สนใจจะหารายได้พิเศษหรือเปิดร้านขายของออนไลน์แต่มีทุนน้อยสามารถหาสินค้ามาขายได้โดยที่ไม่ต้องลงทุนซื้อสินค้าและไม่ต้องมีปัญหาเรื่องของการสต๊อกสินค้าใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วนสินค้าที่นำมาขายก็จะนำมาจากผู้ผลิต ซึ่งมีทั้งกลุ่มที่ไม่ต้องการมีภาระเรื่องของการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ จะด้วยไม่อยากเพิ่มภาระงานหรือคิดว่าไม่คุ้มค่าที่จะเข้าไปลุยตลาดในส่วนของการขายด้วยตัวเองเอาเวลาไปมุ่งกับการผลิตและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ดีกว่า หรือว่าต้องการเพิ่มยอดขายและกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคให้ได้มากๆ ก็ตาม โดยที่ตัวเองก็ขายด้วยมีช่องทางการขายออนไลน์ของตัวเองอยู่ด้วย แต่ก็ยินดีที่จะจัดส่งสินค้าให้ผู้ที่สนใจจะขายแบบ Dropship ด้วย เพราะคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นได้อีก โดยกลุ่มของผู้ผลิตที่ยินดีจัดส่งสินค้าให้ผู้ขายสินค้าแบบ Dropship เรียกว่า Dropshipper

ผู้ขายที่ไม่มีสินค้าเป็นของตัวเอง เรียก Dropship

ผู้ผลิตหรือผู้ขายที่จัดส่งสินค้าให้ผู้อื่นขายด้วย เรียก Dropshipper

Dropshipper หรือผู้ที่ยินดีจัดส่งสินค้าให้ผู้อื่นขาย นอกจากจะเป็นกลุ่มของผู้ผลิตสินค้าโดยตรงแล้ว ก็ยังมีผู้ขายสินค้าด้วยกันเอง เช่น ผู้ที่สั่งสินค้าจากต่างประเทศมาขาย นอกจากจะเปิดหน้าร้านออนไลน์ของตนเองแล้ว การส่งสินค้าให้ผู้อื่นขายแบบ Dropship ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยกระจายสินค้าได้เร็วขึ้น แม้ว่ากำไรจะลดลงไปบ้าง

ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้ง Dropship และ Dropshipper

วิธีนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีทางหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่พร้อมที่จะเริ่มต้นการขายออนไลน์ด้วยตัวเอง แม้ว่าจะไม่ได้ลงมือขายออนไลน์ด้วยตัวเองอย่างน้อยก็ได้เริ่มนำเสนอสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์บ้าง ได้เห็นและรับรู้ถึงผลตอบรับ พร้อมๆ กับได้ศึกษาหาความรู้และโอกาสในการขายผ่านช่องทางนี้ไปพลางๆ ด้วย อย่างน้อยก็ยังดีกว่าที่ยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลยกับช่องทางออนไลน์

ในขณะที่ผู้ที่สนใจจะหารายได้เสริมหรือมองหาโอกาสในการสร้างธุรกิจและการค้าของตนเอง แต่อาจยังไม่พร้อมเรื่องของเงินลงทุน หรือจริงๆ สามารถที่จะลงทุนได้ แต่ยังไม่มีความมั่นใจที่ชัดเจนว่าจะเริ่มต้นกับสินค้าประเภทใด ยังไม่แน่ใจว่าจะขายอะไรดี หากผลีผลามนำเงินไปลงทุนกับสินค้าประเภทใดทันทีอาจเสี่ยงที่จะขาดทุนได้

ดังนั้น การเริ่มต้นด้วยวิธีการขายแบบ Dropship จึงเป็นการเริ่มต้นที่ดี แม้ว่าจะได้กำไรน้อยสักหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่จะได้ศึกษาและเรียนรู้ตลาดอย่างจริงจัง และอย่าลืมว่าไม่เพียงไม่ต้องลงทุนเรื่องของสินค้า แม้แต่เรื่องของสต๊อกสินค้าก็ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด ดังนั้น แม้ว่ากำไรอาจจะน้อยสักหน่อย แต่อย่าลืมว่าความเสี่ยงก็น้อยลงด้วยเช่นกัน

ยังมีแง่มุมของ Dropship ที่อยากจะคุยต่อว่าหากจะเริ่มต้นทำ Dropship หรือ Dropshipper จริงๆ มีสิ่งใดที่ต้องคำนึงถึงบ้าง และโอกาสของการทำ Dropship ในระดับสากลหรือตลาดต่างประเทศเป็นอย่างไร ในฉบับหน้ามาคุยกันต่อถึงเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งครับ

ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย Google Maps

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย Google Maps

“ในช่วงเวลาที่เร่งรีบย่อมหลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้ทางด่วนเพื่อให้ช่วยประหยัดเวลาการเดินทาง แต่ไม่ได้ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณเลย แล้วจะดีแค่ไหนถ้าผมบอกว่าด้วยเทคโนโลยีใหม่ของ Google Maps จะทำให้คุณเสียเงินน้อยลง แถมยังช่วยประหยัดเวลาการเดินทางได้ด้วยสิ…”

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาผมขอถามคำถามหนึ่งที่อาจจะทำให้คุณหรือใครก็ตามที่ได้อ่านบทความในตอนนี้คงต้องหยุดคิดสักนิดว่าเราควรจะเชื่อมั่นในความแม่นยำของ GPS ดีหรือไม่?

ผมได้ลองค้นหาข้อมูลข่าวเก่าๆ เรื่องหนึ่งเพื่อยืนยันว่าเครื่อง GPS (Global Positioning System) หรือเครื่องมือนำทางโดยอาศัยการระบุตำแหน่งบนพื้นผิวโลกเพื่อบอกตำแหน่ง ความเร็ว ทิศทางผ่านโปรแกรมแผนที่ และดาวเทียม ในบางครั้งการทำงานอาจจะเกิดความผิดพลาดได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณช่วงต้นปี 59 เป็นข่าวดังอยู่พักใหญ่เมื่ออาจารย์หนุ่มท่านหนึ่งเดินทางไปจังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเข้าไปพักรีสอร์ตแห่งหนึ่งแถวเขาค้อ ปรากฏว่าเครื่อง GPS เจ้ากรรมที่ใช้นำทางกลับพาเข้าป่าที่ไหนก็ไม่รู้ แถมพาไปยังเส้นทางที่ทุรกันดารและเป็นทางที่ชาวบ้านเขาเลิกใช้ไปนานแล้ว แต่ในระบบไม่มีการอัพเดตเส้นทางดังกล่าวยังคงจดจำค่าเก่าๆ เก็บไว้ ถามว่าอุทาหรณ์เรื่องนี้สอนอะไรผมคงบอกได้แต่เพียงว่า “จงอย่าหวังพึ่งเทคโนโลยีมากไปโดยขาดซึ่งความเฉลียว เพราะอย่างน้อยหากเกิดเหตุการณ์ใดที่ผิดปกติขึ้นเราต้องหยุดคิดให้ดีก่อนจะลงมือทำสิ่งใดต่อไป”

Google Maps ของดีที่อยากให้ลอง

เครื่องมือและโปรแกรมทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบโดยไม่มีจุดบกพร่องอย่าง Google Maps เองก็เช่นกันเมื่อเทียบกับเครื่องนำทางอย่าง GPS จะพบว่าทุกครั้งที่จะใช้งาน Google Maps ต้องเสียเวลาดาวน์โหลดข้อมูลผ่านทางอินเตอร์เน็ตเพื่อจัดเก็บข้อมูลก่อนทุกครั้ง แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งจะพบว่าข้อมูลที่ได้ใช้นั้นมีการอัพเดตอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือมากขึ้นรวมถึงตัวแอพเองก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดข้อด้อยในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

เมื่อประมาณ 2-3 เดือนที่ผ่านมา Google Maps ถือว่าเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ ซึ่งได้มีการอัพเดตแอพบนมือถือและบนเว็บไซต์ใหม่ รวมถึงปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในฟีเจอร์ใหม่ๆ หลายตัว โดยเฉพาะใครก็ตามที่ต้องใช้ทางด่วน และต้องสิ้นเปลืองเงินกับค่าทางด่วน ผมขอแนะนำให้ลองใช้ “เลี่ยงค่าผ่านทาง” เป็นหนึ่งในชุดคำสั่งฟีเจอร์ใหม่ที่ผมภูมิใจนำเสนอ รับรองว่าช่วยประหยัดเงินและเวลาของคุณได้จริงๆ ถ้าไม่เชื่อล่ะก็ต้องลองพิสูจน์ (ก่อนการใช้งานขอให้ติดตั้งแอพ Google Maps ให้เรียบร้อยเสียก่อน พร้อมกับทำการล็อกอินด้วยบัญชี Google) ขั้นตอนปฏิบัติทำได้ดังนี้

1. เปิดแอพขึ้นแล้วให้พิมพ์ตำแหน่งจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางที่ต้องการ จากนั้นแตะที่ปุ่มรายการเมนู (รูปสัญลักษณ์เป็นจุด 3 จุดเรียงเป็นแนวตั้งด้านบนขวา)

2. ติ๊กเลือกเครื่องหมายถูกหน้ารายการ “การจราจรทั้งหมด” และ “ดาวเทียม” เพื่อแสดงตำแหน่งเส้นทางและภาพเสมือนจริงของเส้นทางจราจร

3. ติ๊กเลือกรายการ “ตัวเลือกเส้นทาง” > “เลี่ยงค่าผ่านทาง” > “เสร็จสิ้น”

เพียงเท่านี้เราก็จะได้เส้นทางใหม่ซึ่งจะช่วยเราเลี่ยงเส้นทางด่วน และประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ โดยในที่นี้ผมได้นำเสนอตัวอย่างเส้นทางจาก “ลาดพร้าว 69 ไปยังเมืองทองธานี” ว่าต้องเดินทางอย่างไรและได้สรุปเป็นแผนการเดินทางให้เห็นอย่างชัดเจน

บทสรุป “ประหยัดเงินในกระเป๋าด้วย Google Maps”

อย่างไรก็ตามคงต้องขอบอกไว้ก่อนว่าเวลาที่ประเมินผลจากการใช้แอพกับสภาพความเป็นจริงบนท้องถนนจราจรย่อมมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่พบเจอ เช่น สมมติว่าวันนั้นคุณออกเดินทางไปถนนโล่งรถไม่ติด เวลาที่แสดงแจ้งเตือนไว้อาจจะได้ค่าที่ใกล้เคียงกับการเดินทางจริง แต่ในทางตรงกันข้ามหากวันนั้นรถติดตลอดเส้นทางผลลัพธ์ที่ได้กับเวลาแจ้งเตือนจะตีความหมายคนละอย่างนั่นคือ เวลาที่แจ้งไว้หมายถึงเวลาขั้นต่ำสำหรับการเดินทางไปยังสถานที่นั้นๆ ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้งานควรรู้และพึงระลึกถึงไว้เสมอก่อนการเดินทาง “ทุกอย่างพบเห็นอาจจะไม่เป็นเหมือนอย่างที่คิด ดังนั้น จงเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ”

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

กฎหมายประชามติ ปัญหาที่เนื้อหาและการปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

กฎหมายประชามติ ปัญหาที่เนื้อหาและการปฏิบัติ

การออกหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2559 ที่เรียกว่า 6 ข้อทำได้ 8 ข้อทำไม่ได้

นอกจากไม่ได้ช่วยให้เกิดความกระจ่างกับประชาชน เพราะดึงเอาข้อความในพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาเขียนเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย ไม่ได้ยกตัวอย่าง ไม่ได้อธิบายข้อสงสัย แถมบางอย่างกำหนดขึ้นมาโดยไม่ได้อิงกฎหมาย

ยังสร้างปัญหาให้ดูหนักหนาสาหัสมากยิ่งขึ้น เนื่องจาก กกต. เป็นผู้จัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง แต่กลับเป็นตัวปัญหาเสียเอง เช่น

ข้อ 5 การกำหนดข้อห้ามด้วยข้อความ “ในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียง ห้ามมิให้บุคคลกระทำการเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สำคัญผิด ในวัน เวลาออกเสียง หรือวิธีการลงคะแนนเสียง ด้วยวิธีการดังนี้”

“การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา หรือองค์กรที่ประกอบกิจการด้านสื่อสารมวลชนตามกฎหมาย เข้าร่วมและมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมือง”

ในพระราชบัญญัติไม่ได้กำหนดไว้เลยว่าจะต้องเป็นหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา หรือสื่อมวลชนเท่านั้น ถึงจะจัดเวทีสัมมนา อภิปราย

จึงเป็นหลักเกณฑ์ ข้อห้ามที่ กกต. ออกมาบังคับใช้ที่เกินเลยไปจากกฎหมาย

แต่ถึงอย่างไร ตัวกฎหมายหรือตัวพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นปัญหาหลักที่ทำให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้เดินหน้าไม่ได้ เนื่องจากคนกลัวจะติดตะราง

มาตราที่พูดถึงกันมาก คือมาตรา 61 เป็นบทบัญญัติที่ระบุการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายมี 7 ประการ และต้องรับโทษ

ที่สำคัญ คือ (1) ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

จากนั้นในวรรคสองของมาตรา 61 ได้ขยายความว่า กระทำการอย่างไรถึงจะเข้าข่ายตาม (1) ซึ่งข้อความบัญญัติไว้ ดังนี้

“ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

ในวรรคสาม บัญญัติไว้ว่า ผู้ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้

น่ากลัวไหมล่ะ สำหรับโทษที่วางไว้ทั้งจำคุกและปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ย้อนกลับไปดูวรรคสองที่เป็นปัญหาให้ถูกพูดถึงและเกิดปฏิกิริยาคัดค้านต่อต้านโจมตีมาตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2559

ความหมายของวรรคสองก็คือ ใครก็ตามในการสื่อสารเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ไม่ว่าจะในลักษณะใดผ่านสื่อสารมวลชนทุกรูปแบบ รวมทั้งสื่อออนไลน์ และช่องทางอื่นๆ ภายใต้เงื่อนไข

– ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง

– มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

– โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

เริ่มจาก “ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง” ไม่รู้ว่า อะไรคือข้อเท็จจริง เมื่อมีปัญหาใครจะเป็นผู้วินิจฉัยและการวินิจฉัยนั้นจะได้รับการยอมรับหรือเปล่า ถ้าผิดข้อเท็จจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ชอบที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนของตนหรือหน่วยงานให้สังคมได้รับทราบ ประชาชนก็จะรับรู้และใช้วิจารณญาณได้เองว่าจะเชื่อหรือไม่ การผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อไม่ได้เข้าข่ายหมิ่นประมาท อันเป็นการใส่ความในประการที่จะทำให้ได้รับความเสียหาย ก็ไม่ควรจะให้เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตถึงกับต้องดำเนินคดีให้ต้องติดคุกติดตะราง

ต่อมาคือ “มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่” ถ้าไปเปิดพจนานุกรมก็จะพบความหมายของคำแต่ละคำ แปลความทั้งหมดตามข้อความดังกล่าว การพูด การเขียนผ่านสื่อหรือไม่ผ่านสื่อก็ตาม ต้องไม่ก้าวร้าว ไม่หยาบคาย ไม่ปลุกระดม หรือไม่ข่มขู่ ถ้าเป็นไปตามนี้ จะให้ฉายาร่างรัฐธรรมนูญหรือตำหนิร่างรัฐธรรมนูญให้เข้มข้นถึงพริกถึงขิงคงไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นหยาบคายทันที

แม้จะกำหนดเรื่องความมุ่งหวังอันเป็นเจตนา แต่คนก็ยังเกรงและกลัวกันอยู่

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขต้องห้ามนี้ คล้ายกับต้องการให้คนมีสมบัติผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ต่างไปจากเวลานั่งก็ต้องนั่งพับเพียบเรียบร้อย จะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งยกเข่าไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นไม่สุภาพ

เมื่อตัวเนื้อหาในพระราชบัญญัติเป็นปัญหาหลัก การบังคับใช้ก็จะเป็นปัญหาตามมา กกต. ในฐานะผู้จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติก็ไม่กล้าที่จะเปิดโอกาสให้ผู้คนได้แสดงออกได้เต็มที่ แถมยังบอกด้วยว่า ใครจะทำอะไร ไม่ใช่ระวังแต่พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ยังมีกฎหมายอื่นอีก เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์, คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), ประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ

ดูแนวโน้มแล้ว การออกเสียงประชามติในอีก 2 เดือนเศษข้างหน้านี้ ประชาชนจะตกอยู่ในสภาพถูกปิดหู ปิดตา และปิดปาก ความกลัวจะเข้าครอบงำคนในสังคม ขณะเดียวกัน จะได้เห็น คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ออกไปอธิบายชี้แจงและพูดแสดงออกได้เต็มที่ อ้างว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ให้ทำได้ เจ้าหน้าที่รัฐจะเข้ามาสนับสนุน ช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือได้โดยไม่ถือว่ามีความผิด

ทางออกของปัญหานี้คือ ต้องแก้พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ให้เปิดกว้างในการแสดงออกของประชาชนและสื่อ หาไม่แล้ว จะส่งผลกระทบต่อร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ไม่อาจพูดได้อย่างเต็มปากว่า ผ่านความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติไปอย่างเที่ยงธรรม เสมอภาค เท่าเทียมกัน

ถึงเวลาไม่ต้องพกเงินสดอีกต่อไปแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

เศรษฐศาสตร์ริมทาง

จ่าบ้าน

ถึงเวลาไม่ต้องพกเงินสดอีกต่อไปแล้ว

เดือนสุดท้ายของกลางปีมาถึงแล้ว เป็นเดือนที่ 6 ของปี สิ้นเดือนนี้ธนาคารพาณิชย์ปิดบัญชีกลางปี กิจการใด หรือใครที่มีตัวแดงกับธนาคาร ต้องรีบ “เคลียร์” ให้เป็นตัวดำ หรือตัวแดงหมดไป หรือ “ติดต่อธนาคาร” มิฉะนั้น เช็คที่สั่งจ่ายออกไปหลังวันที่ 30 มิถุนายน ผู้รับเช็คจะได้รับคำตอบว่า “ติดต่อผู้สั่งจ่าย”

ตลอด 5 เดือนที่ผ่านมาถึงวันนี้ ภาวะเศรษฐกิจของเรายังไม่มีอะไรกระเตื้องแม้แต่น้อย กิจการค้าทุกประเภท ถามใคร ใครก็ส่ายหน้า ทำตัวเป็นพัดลมหมุนไปหมุนมา ยิ่งช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมา อากาศร้อนชนิดที่เรียกว่า “ร้อนจนตับแลบ” กิจการน้ำดื่มทุกชนิดอาจไปด้วยดี แต่อาหารการกิน แม้ยังเป็นความจำเป็น เป็นปัจจัย 1 ใน 4 ที่สำคัญต่อชีวิต ยังซบเซาลงไปมาก

ไม่น่าเชื่อว่ากิจการร้านอาหารทั่วไปจะตกต่ำถดถอยลงไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ แทนที่จะเป็นเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ เหมือนภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งลดค่าเงินบาท

ขณะที่กิจการส่งออกประเภทอาหารทะเลของไทยยังถูกกีดกัน เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา ยังต้องรับผลทางกฎหมายการส่งออกอาหารระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายกำหนดการจับสัตว์น้ำที่ไม่ค่อยสอดคล้องกับความเป็นจริงของวิถีประมง เช่น วันการจับสัตว์น้ำไม่ได้กำหนดตามวันเวลาทางจันทรคติ คือข้างขึ้นข้างแรม

ครึ่งปีแรกกำลังจะหมดไปในสิ้นเดือนนี้ ครึ่งปีหลังกำลังจะก้าวเข้ามาในเดือนหน้า หลังจากวันหยุดธนาคารพาณิชย์ 1 กรกฎาคม ความเคลื่อนไหวทางการเงินการธนาคารจะเริ่มเดินหน้าต่อไป

เมื่อครึ่งปีแรกปัญหาเศรษฐกิจยังฝืดเคือง แล้วครึ่งปีหลังจะคล่องตัวได้อย่างไร

วันนี้กิจการทางธุรกิจหลายประเภทเริ่มคลอนแคลน นับแต่กิจการสิ่งพิมพ์ประเภทนิตยสารและหนังสือพิมพ์ หนังสือประเภทนิตยสารหลายเล่มเริ่มปิดตัวเอง เริ่มขยายเวลาการวางจำหน่าย จากรายสัปดาห์เป็นรายปักษ์ เป็นรายเดือน

ขณะเดียวกัน กิจการหนังสือพิมพ์เริ่มปรับตัวเองเข้าสู่การนำเสนอข้อมูลข่าวสารทางดิจิตอลเพิ่มขึ้น

ปัจจัยสำคัญของมนุษย์คืออาหารที่มาก่อนปัจจัยอื่น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ทุกวันนี้หลายกิจการเริ่มดำเนินการส่งอาหารประเภท “ตามสั่ง” อย่างเห็นได้ชัด ด้วยการจัดส่งแบบดีลิเวอรี่แข่งกับอาหารประเภท “กินด่วน” ที่มีบริการจัดส่งมานานแล้ว ตั้งแต่เช้ากระทั่งเที่ยงคืน

อาหาร “ตามสั่ง” ดังที่ได้นำเสนอมาแล้ว คือมีเมนูแจกให้ลูกค้า บอกราคาอาหารทุกประเภทที่ลูกค้าต้องการสั่ง ซึ่งต้องสั่งในจำนวนเงินไม่น้อยกว่าเท่านั้นเท่านี้ และค่าจัดส่งอีกไม่มาก

ลูกค้าที่ต้องการสั่งอาหาร “ตามสั่ง”เพียงโทรศัพท์สั่งอาหาร แจ้งสถานที่จัดส่ง ไม่นานจากนั้น อาหารที่สั่งจะเดินทางมาโดยมอเตอร์ไซค์ถึงผู้สั่ง ตรวจว่าครบตามที่สั่งหรือไม่ จ่ายเงินเสร็จ เป็นอันมีอาหารตามสั่งรับประทานในมื้อนั้นเหมือนกับประกอบอาหารเองที่บ้าน

บริการจัดส่งถึงที่ของสินค้าอื่นมีมานานแล้ว อาทิ สั่งซื้อเครื่องใช้จำนวนมากสักหน่อย ห้างสรรพสินค้าบางแห่ง อาทิ เทสโก้ โลตัส จะจัดส่งถึงที่เช่นกัน

ปักษ์แรกของเดือนมิถุนายน เป็น 15 วันที่ผู้ประกอบกิจการทุกประเภท ณ วันนี้ต้องตรวจตราบัญชีรายรับรายจ่ายให้รอบคอบ โดยเฉพาะรายรับที่มีตลอด 6 เดือน และผู้ประกอบกิจการที่ต้องกู้เงินจากธนาคาร

ดังกล่าวแล้วว่า การกู้เงินจากธนาคารมาดำเนินกิจการ ต้องระมัดระวังให้มาก อย่าพยายามให้ใครมาใช้เครดิต หรือซื้อก่อนจ่ายทีหลังมากนัก ควรกำหนดทั้งเพดานเงินและระยะของวันเวลาที่ต้องชำระหนี้นั้นคืน

อย่าลืมว่า ตั้งแต่ไหนแต่ไร ภาษิตที่ว่า จ่ายสด งดเชื่อ เบื่อทวง ยังคงใช้ได้ถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับภาพของพ่อค้า 2 คน คนหนึ่งค้าขายรับเงินสด นั่งยิ้มร่า พุงพลุ้ย อีกคนขายเงินเชื่อ นั่งกุมขมับ หน้าเศร้า ร่างกายซูบผอม

แต่ภาพเช่นนั้นจะหายไปไม่นานนี้ เมื่อโลกปรับเปลี่ยนระบบการจับจ่ายใช้สอยเป็น e-Payment การใช้จ่ายด้วยบัตรเดบิต บัตรเครดิต บัตรเติมเงิน ซึ่งสามารถใช้แทนเงินสดได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งมวลชน ชำระค่าสาธารณูปโภค ใช้จ่ายตามห้างร้าน หรือการติดต่อชำระเงินกับทางราชการ

ระบบ e-Payment คือระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (National e-Payment Master Plan) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบชำระเงินของประเทศ โดยนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างครบวงจร

เริ่มตั้งแต่การโอนเงิน การรับจ่ายเงินระหว่างประชาชน รวมไปถึงการใช้จ่ายของภาคเอกชนและรัฐบาล เป็นการใช้เงิน “อิเล็กทรอนิกส์” แทน “เงินสด” โดยนำเอาระบบการชำระเงินซึ่งเป็นพื้นฐานใหม่ที่เรียกว่า Any ID สามารถนำข้อมูลส่วนตัวบุคคล (Identification) ไม่ว่าจะเป็นหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์มือถือ “อีเมล” หรือหมายเลขบ้านมาเป็นรหัสผ่านในการชำระเงิน หรือโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยจ่ายจากบัญชีธนาคารที่ผูกไว้

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความสะดวกให้กับประชาชนมากขึ้นจากเดิมที่ต้องใช้เฉพาะบัญชีธนาคาร เป็นการอำนวยความสะดวกในช่องทางการชำระเงินในอนาคต เช่น การชำระเงินผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ ขณะที่การขยายการใช้บัตรแทนเงินสด โดยติดตั้งเครื่องรับชำระเงิน หรือ Electronic Data Capture : EDC ตามร้านค้าทั่วประเทศ และการรับชำระเงินผ่านบัตรของหน่วยงานราชการ จะทำให้คนหันมาใช้บัตรแทนเงินสดมากขึ้น

กำหนดการใช้บัตรเริ่มตั้งแต่ต้นปีนี้ ไม่เกินไตรมาสที่ 2 คือสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ จะเริ่มใช้เต็มที่ และจะใช้ได้ทั้งประเทศภายในกลางปี 2560

ทุกวันนี้ แต่ละคนต่างพกบัตรเครดิตคนละหลายใบที่มีระบบรองรับ เช่น บัตรเครดิตของวีซ่าการ์ด ของมาสเตอร์การ์ด ของอเมริกัน เอ็กซ์เพรส หรือของบางองค์กรที่จัดการกับเครดิตร่วมกับธนาคาร ที่มีการชำระเงินผ่านธนาคาร หรือสถาบันการเงิน แล้วแต่ว่าธนาคาร สถาบันการเงิน หรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และเอกชนจะเปิดให้ร่วมใช้

ส่วนบัตรเดบิต เป็นบัตรที่เจ้าของมีบัญชีเงินฝากกับธนาคาร เสมือนหนึ่งบัตรเงินสด เริ่มใช้หลังจากการใช้บัตรเครดิตของผู้ถือครองทั้งหลายใช้มาก่อนหน้านี้

ห้วงเวลาเพียง 1 ปีครึ่ง คือถึงเดือนมิถุนายนปีหน้า ระบบการใช้จ่ายเงินสดจะเริ่มลดลงไปมาก การใช้บัตรแทนเงินสดต้องเพิ่มมากขึ้น กระทั่งเลิกใช้เงินสด เช่นในบางประเทศเริ่มแล้ว

การใช้บัตรทุกประเภทแทนเงินสด ผลที่ตามต่อมาคือการลดงบประมาณในการจัดพิมพ์ธนบัตรของรัฐบาล ลดการจัดส่งเงินไปยังตู้บรรจุธนบัตรของแต่ละธนาคารที่ให้เบิกเงินสดได้ทั้งบัตร ATM บัตรเดบิต และบัตรเครดิตทุกประเภท ของทุกธนาคาร รวมทั้งธนาคารออมสินที่เพิ่งให้บริการบัตร ATM เมื่อไม่นานมานี้

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ในที่สุดระบบอิเล็กทรอนิกส์สามารถทำการแทนเงินสดได้ตามที่มีการคาดหวังไว้ และมีการปรับปรุงระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้มาใช้ในชีวิตประจำวันของผู้คน ไม่แต่เพียงระบบโรบอต หรือหุ่นยนต์ที่ทุกวันนี้เริ่มกลายเป็นผู้รับใช้คน และปฏิบัติหน้าที่แทนคน ตามที่นักประพันธ์เคยฝันเฟื่องเขียนเป็นนวนิยาย นับตั้งแต่จูลส์เวิร์น เขียนเรื่องใต้ทะเล 20,000 โยชน์ที่มีเรือดำน้ำลงไปสำรวจใต้ท้องมหาสมุทรลึก

แม้แต่การฝันเฟื่องเดินทางออกไปในอวกาศที่เป็นนวนิยาย ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์คิดค้นยานอวกาศส่งมนุษย์ขึ้นไปเดินเล่นบนดวงจันทร์ พิสูจน์ความเชื่อที่ว่ามีกระต่ายอยู่บนนั้น

ระบบการจับจ่ายใช้สอยด้วยบัตรแทนเงินสด ใช้ได้ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายเพียงบาทสองบาท เช่นเป็นค่าการเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน หรือแม้แต่รถยนต์สาธารณะ (แท็กซี่)

วันนี้ ความก้าวหน้าของระบบคอมพิวเตอร์ไปไกลรวดเร็ว หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์คิดค้นระบบนี้ได้เพียงไม่ถึง 100 ปี เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นพยายามพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง โดยไม่พึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา หรือเยอรมนีอีกต่อไป ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ถึงการไม่ต้องถือเงินสดไปจับจ่ายใช้สอยอีกต่อไป

ข้อสำคัญ คนไทยพร้อมที่จะรับความเปลี่ยนแปลงนี้หรือยัง แต่ถึงไม่รับก็ใช้ เพราะถูกบังคับจากระบบ

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับ อาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับ อาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

เป็นช่วงที่ต้องระวังในเรื่องคำพูดและอารมณ์ ให้รู้ไว้ช่วงนี้เป็นช่วงวาจาเป็นพิษ มีคนคอยแปลงสารที่คุณสื่อออกไปพูดอย่าง เข้าใจอีกอย่าง ระยะนี้จะเข้าไปรู้ในเรื่องความลับของคนใกล้ตัว อย่าได้แพร่งพรายสิ่งใดออกไปจะเจ็บตัวฟรีๆ เงินทองเริ่มที่จะตึงมือขึ้นทุกวัน อีกทั้งจะมีเหตุให้ต้องเปลี่ยนแปลงในหน้าที่และสถานที่ทำงาน รวมถึงจะมีหัวหน้าและบริวารต้องลาจากไป การต่อรองจากนี้มีโอกาสเสียเปรียบ ขอให้เอากลับมาคิดคำนวณใหม่อีกรอบก่อนตกลง การค้าการขายต้องลงมาจัดการเรื่องยากต่างๆ ด้วยตัวเอง ไว้ใจลูกน้องบริวารมากเกินไม่ได้เนื่องจากช่วงหลังมาตรฐานในงานและการขายของคุณเปลี่ยนไป คุณภาพบางอย่างลดลง สิ่งที่ควรระวังคือจะมีปัญหาที่มาจากเพศตรงข้าม จะทำให้เสียชื่อเสียงหรือเงินทองได้ง่ายๆ โดยเฉพาะท่านที่จิตใจอ่อนไหวง่าย มีโอกาสจะพบเจอคนที่ถูกใจอีกครั้ง แสดงว่าถ้ายังไม่มีคู่ก็จะได้เจอคู่ แต่ถ้ามีคนรักอยู่แล้วต้องระวังจะผิดศีลธรรม สุขภาพควรระวังโรคเครียดและวิตกกังวลเกินเหตุ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

มีกิจกรรมนอกบ้านแทบจะทุกวันเป็นช่วงอยู่ไม่ติดบ้าน คุณจะพบเพื่อนฝูงที่ไม่ได้เจอะเจอกันมานาน รวมถึงจะมีเหตุให้เดินทางไปติดต่อเจรจาเกี่ยวกับผลประโยชน์และเรื่องเงินทอง และจะสำเร็จด้วยดี ระยะนี้ห้ามให้คนหยิบยืมเงินทองเป็นอันขาดเพราะจะไม่ได้คืนเหมือนที่เคย อีกทั้งลูกน้องบริวารบางคนจะออกไปอยู่ที่อื่น ช่วงนี้ต้องเร่งงานที่คั่งค้างโดยเร็วมิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายตามมาภายหลัง สถานการณ์การค้าขายในระยะนี้ยังไม่ดี ทำการตลาดก็แล้ว ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างก็แล้ว ก็ยังไม่ดีขึ้นในระดับที่น่าพึงพอใจ อาจต้องใช้วิธีของการลดแลกแจกแถมในช่วงนี้อีกครั้งหนึ่ง จึงจะพอเรียกกำไรระยะสั้นให้พอได้ชื่นใจบ้าง เคล็ดลับอีกประการคือการยิ้มแย้มกับลูกค้า การบริการหลังการขายที่ชัดเจนและจริงใจก็จะทำให้ลูกค้ารู้สึกดีๆ จนกลับมาในวันหน้าได้อีกเช่นกันครับ เรื่องสุขภาพให้ระวังระบบย่อยอาหารและอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ จากการทำอะไรที่รวดเร็วเกินไป

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

ในระยะนี้จะยุ่งไปกับเรื่องของครอบครัวมากเป็นพิเศษ มีปัญหาที่ต้องแก้ไขให้ทันท่วงที แต่จะมีคนเข้ามาช่วยชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง อีกทั้งหน้าที่การงานยังจะต้องสะสางงานที่คั่งค้างอย่างเร่งด่วน มิเช่นนั้นมีแววที่จะต้องเลื่อนการเดินทางออกไป เอกสารสัญญาระยะนี้ต้องระมัดระวังจะเกิดความผิดพลาดจากการหลงลืมได้ง่ายๆ การรอคอยสิ่งใดอยู่จะสำเร็จได้ด้วยดี แต่ต้องมาจากความพยายามที่คุณใส่ลงไปส่วนหนึ่ง เรื่องเงินทองหมดไปกับครอบครัวและสังคมจำนวนมาก ผู้ใหญ่ที่ตนเคารพบางท่านกำลังจะหมดอำนาจ ถูกโยกย้าย ส่วนท่านที่ค้าขายจะมีการเช็กสต๊อกหรือการทำบัญชี การคิดเรื่องภาษีตกหล่นผิดพลาดได้ เป็นสิ่งที่คุณต้องเข้ามาตรวจเช็กให้รัดกุมเป็นพิเศษ ห้ามประมาทเนื่องจากจะมีผลต่อเนื่องในอนาคต กับคนที่คุณรักช่วงนี้ให้ระวังการทะเลาะเบาะแว้งขัดใจกันได้ง่ายๆ ขอให้มีสติและมีเมตตาต่อกัน ความสัมพันธ์ถึงจะกลับมาสวยงามได้เหมือนเดิม โรคภัยให้ระวังระบบทางเดินหายใจ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

จะมีเหตุและมีแนวโน้มที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต อาทิ หน้าที่การงาน การโยกย้ายที่พักอาศัย รวมถึงช่องทางการหารายได้ในทางใหม่ๆ แต่ทั้งนี้ทุกอย่างยังไม่ลงตัว มีคนขัดแข้งขัดขา ขอให้คุณอดทนและพยายามเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ก้มหน้าและเดินต่อไป อย่าได้สนใจเสียงของคนรอบข้าง แล้วเดิน วางแผน แก้ไขปัญหาที่เข้ามาคือทำอย่างมีระบบมากขึ้น กับอริศัตรูฝั่งตรงข้ามจะเล่นเกมเเรงขึ้น นอกกติกายิ่งขึ้นต้องเตรียมรับมือ ส่วนการค้าการขายย่อมต้องระวังในเรื่องการให้เครดิตใครมากเกินไป มีโอกาสถูกเบี้ยวเงินถูกโกง ด้านการเงินเริ่มคล่องตัวขึ้น แต่รายจ่ายนี่สิยืนเข้าแถวเป็นขบวน ยังดีที่รายรับเมื่อหักลบกลบหนี้แล้วยังถือว่ากินบุญเก่าเมื่อเดือนก่อนๆ มาทำให้ยังยิ้มได้ ด้านความรักมีเกณฑ์พบเจอไปไหนมาไหนด้วยกัน ได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้น เรื่องร้ายๆ ที่แล้วมาจะคลี่คลายลง โรคภัยไข้เจ็บให้ระวังโรคลมต่างๆ เช่น ลมในกระเพาะ ลำไส้ วิงเวียนศีรษะ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

เป็นระยะที่มีเกณฑ์จะได้เริ่มงานใหม่ๆ หรือมีช่องทางการหาผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้น หน้าที่การงานมีความสับสนวุ่นวายเดินเกมทั้งใต้น้ำและใต้โต๊ะกันอย่างเต็มที่ จะมีคนนำชื่อคุณไปหาผลประโยชน์จนถึงทำให้คุณเสียเครดิตได้ง่ายๆ การเจรจาติดต่อหรือต่อรองจะเป็นไปได้ด้วยดี แต่เงินทองในกระเป๋าเริ่มเบาลงทุกวัน อีกทั้งจะมีเหตุให้ต้องใช้ไปกับเรื่องของครอบครัวและการเดินทาง ควรแยกเงินในกระเป๋าออกบางส่วน ลูกน้องบริวารจะสร้างปัญหาใหญ่หลวงมาสู่ ต้องลงไปดูอย่างใกล้ชิด ปล่อยไว้ตามลำพังยังไม่ได้ การค้าขายและธุรกิจช่วงนี้ถือว่าพอหมุนเงินเก่า กินเงินเก็บไปก่อน ประคองให้พ้นช่วงเวลาวุ่นวายนี้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว รับรองงานนี้ดวงการเงินคุณจะแล่นฉิวซิวรายรับแบบงามๆ อีกหลายก้อนในช่วงปลายปีนี้ ความรักเห็นทีต้องหันหน้ามาจับเข่าคุยกันแบบเปิดอกเปิดใจสักที ปล่อยให้คาใจหลายๆ เรื่องมากเกิน นานไปจะยิ่งคุยกันไม่รู้เรื่อง สุขภาพที่ต้องระวังคือโรคตับ ไต มีโอกาสควรรีบเช็กโดยไว

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

ความคิดความอ่านปลอดโปร่ง ไอเดียเริ่มบรรเจิด ผู้หลักผู้ใหญ่จะเข้ามาช่วยเหลือหนุนนำมากกว่าช่วงก่อน โปรเจ็กต์ใดๆ ที่คิดไว้กำลังจะเคลื่อนตัว แรงขับเคลื่อนมาจากลูกน้องบริวารและเพื่อนร่วมงาน งานนี้วัดดวงเตรียมใส่เกียร์ 5 แล้วพุ่งไปข้างหน้าให้เต็มที่ ส่วนเรื่องเงินทองคุณเป็นนักเต้นเท้าไฟอยู่แล้ว จะโยกซ้ายโยกขวาหมุนหน้าหมุนหลังก็ยังเป็นไปด้วยความคล่องตัว ไม่เหลือบ่ากว่าแรงคุณอย่างแน่นอน การขายในระยะจากนี้ไปเริ่มมีแนวโน้มที่สดใสซาบซ่าดียิ่งขึ้น ขอให้คุณลงมาใกล้ชิดลูกค้า ยิ้มแย้มเป็นกันเองกับลูกค้าให้มากยิ่งขึ้น รับรองงานนี้มีโอกาสฟันกำไรส่งท้ายปีได้อย่างงดงามแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ ด้านความรักเป็นช่วงเวลาที่ต้องคุยกัน ต้องปรับความเข้าใจต่อกัน จะเงียบเฉยไม่พูดหรือปล่อยให้ปัญหาบางเรื่องคาใจไว้นานไม่ได้ จะยิ่งวุ่นวาย การเดินทางระวังอุบัติเหตุจากคนอื่นเเละมีปัญหากันภายในครอบครัว ควรใจเย็นเเละใช้ความเป็นธรรมเข้าเเก้ไข ส่วนสุขภาพควรระวังโรคภายในช่องปาก และระบบทางเดินหายใจ

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

ในระยะนี้คุณจะต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับกิจกรรมในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ให้เต็มที่กับสิ่งที่ทำ เพราะหลังจากนี้คนรอบข้างจะจับตาดูผลงานคุณมากเป็นพิเศษ งานนี้ต้องโชว์ความสามารถออกมาให้เห็น ลูกน้องบริวารจะช่วยเหลือในสิ่งที่คุณปรารถนา ในช่วงนี้พยายามสร้างพระคุณให้มากสักหน่อย ที่ผ่านมาบริวารเริ่มถอดใจจากปัญหาในองค์กรลงทุกวัน ยิ่งปีหน้าจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนในเรื่องของบริวารซึ่งจะมีคนดีมีฝีมือชิงออกไป เตรียมสร้างทีมใหม่ไว้ล่วงหน้าหรือสร้างพันธมิตรไว้มากๆ แต่ยังดีที่จากนี้ไปหลายสิ่งหลายอย่างที่มันตึงเครียดในปีนี้จะเริ่มมีช่องทางออก มีแสงสว่างยังปลายอุโมงค์ให้คุณได้สัมผัส สิ่งที่คิดและหวังจะมีหนทางได้สิ่งนั้นมา ขอให้คุณอดทน ใช้สติปัญญาและการตลาดในรูปแบบใหม่ๆ ด้านความรักเห็นทีต้องยกนิ้วให้กับคนรักของคุณที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับคุณมาโดยตลอด ถึงแม้อาจมีกระทบกระทั่งกันบ้างแต่เขาก็อยู่เคียงข้างคุณในนาทีสำคัญทุกที ปัญหาร่างกายระยะนี้ได้แก่โรคปวดตามข้อ บ่า ไหล่ และหลัง

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

หน้าที่การงานเริ่มลงตัวเข้าที่เข้าทาง คิดอ่านประการใดในเรื่องงานจะสัมฤทธิผล อีกทั้งตัวคุณเป็นคนประเภทเจ้าโปรเจ็กต์อยากหาสิ่งใหม่ๆ ทำอยู่เรื่อย ให้รอสักหน่อยเริ่มกลางปีไปแล้วทุกอย่างจะเป็นใจ จะมีผู้ใหญ่มาช่วยชี้ทาง เงินทองระยะนี้หามาได้ก็หมดไปกับการมีสังคมเป็นอย่างมาก ผู้หลักผู้ใหญ่กำลังมองเเละจะให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดีเเต่ต้องเอ่ยปากก่อน การค้าขายทำกำไรระยะสั้นจะเป็นผลบวก มีโอกาสได้เงินพิเศษ มีลูกค้าเก่าและใหม่เพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งมีเกณฑ์จะได้พบกับเพื่อนหรือญาติพี่น้องที่ห่างหายกันไปนาน ระยะนี้ให้ระวังคนในครอบครัวหรือคนใกล้ชิดจะเจ็บป่วยหรือล้มหายตายจาก กับเรื่องคนรักถือว่ายังพอจะยิ้มได้ มีเรื่องดีๆ มีข่าวดีๆ มาให้ได้ยินได้ฟังกัน มีสัมพันธภาพที่ลึกซึ้งกินกายกินใจกันและกันได้ดียิ่งขึ้น ส่วนตัวคุณในเรื่องสุขภาพควรระวังโรคปวดเมื่อยตามร่างกาย รวมไปถึงการขับถ่ายจะมีปัญหา ควรหาเวลาดูแลสุขภาพให้มากกว่าเดิมได้แล้ว เมื่อถึงยามมีเงินมากจะได้มีเวลาได้ใช้นานๆ ครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

พูดถึงอะไรไปไม่ได้ในระยะนี้ที่โดดเด่นเป็นสง่า เป็นช่วงนาทีทอง จะมีข่าวดีทั้งในเรื่องหน้าที่การงานและเรื่องเงินทองเข้ามาให้คุณได้ชื่นอกชื่นใจหลังจากเหนื่อยมาตั้งแต่ต้นปี สิ่งที่หวังและตั้งใจจะสัมฤทธิผล สิ่งใดที่คุณสร้างและรอคอยมานานจะนำความปลื้มปีติให้เกิดกับคุณ เรียกว่าเป็นช่วงมือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครที่ลงทุนกำลังจะชื่นใจ ที่ต้องระวังคือส่วนของรายจ่ายยังปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง งานนี้ถ้าวางแผนหมุนเงินให้ลงตัวจะมีเหลือสะสมให้คุณอย่างน่าพอใจ มีโปรเจ็กต์ใหม่ๆ เข้ามาให้ทำเเละอย่างน้อยก็มีการติดต่อเริ่มงานใหม่ๆ ในต้นปีหน้าให้ได้ชื่นใจส่งท้าย การทำกำไรในระยะสั้นนั้นหวังผลได้ มีโอกาสได้เงินก้อนย่อมๆ เข้ามาพอสมควร ลูกน้องบริวารมีโอกาสห่างหายกันไปบ้าง มีเกณฑ์ได้ข่าวเรื่องเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าใหม่ๆ ได้หน้าที่ของตนเองในมุมใหม่ๆ ให้สนุกยิ่งขึ้นไปอีก ความรักถือว่าสมหวัง มีความสุขตามอัตภาพแบบพอเพียง สุขภาพโรคภัยจะมาจากเรื่องของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

หน้าที่การงานในรอบปักษ์นี้จะมีความชัดเจนในตัวคุณ จะมีเหตุให้โยกย้ายในตำแหน่งหรือหน้าที่ รวมถึงสถานที่ทำงานอาจเปลี่ยนไปหลังจากเดือนนี้ แต่ให้สบายใจเพราะการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตามจากนี้ไปจะประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ความกล้าคิดกล้าตัดสินใจจะนำพาความสำเร็จที่ดีเยี่ยมมาสู่ตัวคุณ แต่รายจ่ายในระยะนี้ยังน่าเป็นห่วง ญาติพี่น้องที่มีอยู่ก็สร้างปัญหามากมายให้คุณต้องกลุ้มใจอยู่เป็นระยะ กับเพื่อนฝูงในที่ทำงานจะสร้างปัญหาเเล้วคุณต้องตามเข้ามาเเก้ไข ให้เตรียมตัวเตรียมเวลาเอาไว้ คนรักยังพอจะพูดคุยไว้ใจได้ ไม่มีสิ่งใดให้ต้องวิตกเกินกว่าเหตุเหมือนที่แล้วๆ มา ปัญหาหลายๆ สิ่งจะเริ่มผ่อนความตึงเครียดลง จะมีคนมาช่วย มีหนทางแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังได้สักที ด้านโชคลาภจะมาในรูปแบบข่าวดีเรื่องงานหรือเรื่องเงินที่คุณรอคอยอยู่ กับคนในครอบครัวดูเหมือนมีระยะห่าง มีความห่างเหินไปสักหน่อย ถึงเวลาแล้วที่คุณเชื่อมความสัมพันธ์ให้กลับมาดีดังเดิม ร่างกายให้ระวังโรคที่เกี่ยวกับการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาทิ ปวดหัว เป็นไข้

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

มุมดาวแห่งความวุ่นวายปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในรอบปักษ์นี้ คุณมีเกณฑ์เดินทางไกลแต่กลับมีงานที่ต้องเคลียร์ด่วนทำให้เซ็งในอารมณ์อยู่พอสมควร การเจรจาต่อรองเริ่มเห็นความสำเร็จที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ควรระวังคือเรื่องความลับที่คุณเก็บเอาไว้มานานจะมีเหตุให้ถูกเปิดเผยออกมา ลูกน้องบริวารจะเป็นเรี่ยวแรงกำลังสำคัญให้กับคุณ การใช้พระคุณอย่างเดียวไม่เพียงพอ ควรใช้พระเดชกำกับอีกแรง ด้านหัวหน้าจะลงมาช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง มีสิ่งใดที่ค้างคาใจถึงเวลาพูดคุยกับเจ้าตัวคนที่คุณรู้สึกคาใจมานานกันสักที หรืออย่างน้อยปัญหาที่รบกวนจิตใจคุณจะมีทางแก้ทางออกไปในมุมที่ดีขึ้น ได้ข่าวดีในเรื่องที่คุณรอคอย กับครอบครัวมีเกณฑ์นัดหมายกันไปยังต่างจังหวัด ต่างประเทศ ในที่ที่คุณอยากไปมานาน ถือเป็นการพักผ่อนส่งท้ายงามๆ สักทีก็จะดีต่อกายและใจ ด้านคนรักนั้นมีความคืบหน้าในโปรเจ็กต์ส่วนตัวที่จะทำร่วมกัน รวมทั้งอะไรที่คุยกันไว้นานแล้วจะทำได้สำเร็จชัวร์ ทางด้านสุขภาพเรื่องที่น่าห่วงคือโรคภัยที่มาจากความเครียดและความประมาท

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

ดาวประจำตัวยังหมดพลัง นั่นแปลว่า คุณจะถูกผลกระทบจากความขัดแย้งหรือการเปลี่ยนแปลงในองค์กร หรือสถานที่ทำงานที่คุณสังกัดอยู่ ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร ความเจริญก้าวหน้าในช่วงนี้จึงอยู่ที่ค่าของคน อยู่ที่คนของใครเป็นสำคัญ ดังนั้น เตรียมเลือกข้างเลือกฝ่ายไว้ในใจได้เเล้ว เพราะต่อไปคุณจะอยู่ตรงกลางของเรื่องได้ยากขึ้น ระยะนี้อย่าหวังผลการณ์ไกลสิ่งใดมากจนเกินไป ประคับประคองตนเองอย่าทำตัวเด่นสักระยะ ให้พ้นปีนี้ไปก่อน ปีหน้าฟ้าใหม่อะไรๆ จะเริ่มเข้ารูปเข้ารอย ด้านการค้าการขายหวังทำกำไรระยะยาวยังไม่ดีนัก แต่กำไรระยะสั้นนี่สิหวังผลได้ ดังนั้น ควรหันมาเปิดหน้าลุย หาวิธีทำการตลาดแบบจูงใจลูกค้า ก็จะส่งผลดีถึงเงินทองในช่วงส่งท้ายปีได้เป็นอย่างดี มีกำไรเพิ่มขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา ด้านความรักจะมีสิ่งดีๆ เรื่องดีๆ ข่าวดีมาให้คุณได้ยินได้ฟัง ถือเป็นสัญญาณว่าปีหน้าจะมีความสุขต่อกันเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง สุขภาพที่ควรเป็นห่วงคือเรื่องของความดันและน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นทุกที

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 5 เลข 9 และเลข 1 ควรเว้น เลข 6

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ สมเด็จโต และ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ มีเกณฑ์เสียเงินในเรื่องไม่เป็นเรื่อง อีกทั้งจะมีข่าวการลาออก การได้ข่าวคนใกล้ตัวถูกตำหนิแรงๆ ในที่ทำงานให้คุณได้ประหลาดใจ ซื้อของสิ่งใดจะได้ของมีตำหนิ ต้องตรวจเช็กให้ดีก่อนซื้อครับ

อัพเดตเอสเอ็มอีดาวรุ่ง-ร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

อัพเดตเอสเอ็มอีดาวรุ่ง-ร่วง

ผ่านมาเกือบจะครึ่งทางแล้ว สำหรับปี 2559 ดูเหมือนจะเร็ว แต่สำหรับคนทำมาค้าขาย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เหล่าพ่อค้าแม่ขายทั้งหลาย ในห้วงสภาวะเศรษฐกิจที่เห็นตรงกันว่า ยังคงซบเซา ถดถอย มองไปทางไหนมีแต่คนหน้าเศร้าหมอง ค้าขายฝืดเคือง ก็เชื่อว่า อารมณ์ความรู้สึกคงเหมือนกันว่า เวลาแห่งความทุกข์ทรมานมันช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า อืดอาดเหลือเกิน

แม้เศรษฐกิจเซ็งลี้ไม่ฮ้อ แต่ในความเลวร้าย ย่อมจะต้องมี “อะไรสักอย่าง” ที่เป็นเรื่องดีเกิดขึ้นได้ ทำนองเดียวกัน ขณะที่หลายๆ ธุรกิจย่ำแย่ แต่ก็มีอีกหลายธุรกิจที่ไปได้ดี ค้าขายรุ่ง ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ และถึงปลายปีน่าจะได้เห็นเงินเดือนขยับขึ้น โบนัสก้อนโตอย่างแน่นอน

อย่างที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้จัดทำผลสำรวจและประเมิน 8 ธุรกิจเอสเอ็มอี ที่คาดว่าจะมีการเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ อย่างเช่น 1. ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานของภาครัฐ ซึ่งว่ากันว่า ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนส่วนใหญ่ซบเซา ทำให้ภาครัฐต้องเป็นตัวหลักในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสารพัดสี รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง สร้างถนนมอเตอร์เวย์ สร้างถนนหนทาง รวมถึงโครงการลงทุนขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ซึ่งคาดหมายว่าจะมีเม็ดเงินที่กระจายสู่ภาคธุรกิจอื่นๆ ต่อเนื่อง สร้างงาน สร้างเงินให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมาทั้งหลาย หลายแสนล้านบาททีเดียว

2. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีจะเลว คนก็ยังต้องกินต้องใช้ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนจากอาหารที่แพงกว่า ไปเลือกบริโภคอีกแบบที่ราคาย่อมเยากว่า ว่ากันว่า ธุรกิจอาหารของไทยมีตัวเลขเงิน ณ ปี 2558 สูงถึง 2.57 ล้านล้านบาททีเดียว แบ่งเป็นอาหารที่ค้าขายกันในประเทศกว่าครึ่ง หรือเกือบ 1.5 ล้านล้านบาท ดังนั้น แม้พ่อค้าแม่ค้าอาหารจะโอดครวญว่า ขายได้ลดลง แต่ไม่ว่ายังไง ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอาหารการกินก็ยังไปได้วันยังค่ำ

3. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง ซึ่งขยายตัวได้ดีตามธุรกิจก่อสร้างนั่นเอง เป็นการก่อสร้างทั้งจากงานของภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ได้อานิสงส์จากมาตรการลดหย่อนภาษีค่าธรรมเนียมการโอนในช่วงที่ผ่านมา ว่ากันว่า ธุรกิจนี้มีเม็ดเงินหมุนเวียนถึง 4 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

4. ธุรกิจก่อสร้างและติดตั้งงานโครงข่ายโทรคมนาคม 4G คาดเดากันง่ายๆ ยุคดิจิตอลที่อินเตอร์เน็ต โซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นพลังหลักในการขับเคลื่อนโลก แม้กระทั่งในไทยเอง ภาพการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ประมูลคลื่นความถี่ทั้ง 900 และ 1,800 เมกะเฮิร์ตซ์ ที่ผู้ประกอบการมือถือห้ำหั่นราคากันถึง 75,000 ล้านบาท ก็เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้ชนะในธุรกิจนี้ ย่อมมีผลส่งถึงเหล่าเอสเอ็มอีที่รับจ้างติดตั้งโครงข่าย รับงานก่อสร้างสถานีเครือข่ายส่งสัญญาณ ให้ได้งานกันอื้ออึง รับทรัพย์กันถ้วนหน้า

5. ธุรกิจท่องเที่ยว เป็นไปตามเทรนด์ของโลกที่ผู้คนให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวมากขึ้น การเดินทางท่องเที่ยวทำได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นสายการบินโลว์คอสต์ โรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ย่อมขายดิบขายดีตามไปด้วย จึงไม่น่าประหลาดใจที่ธุรกิจบูติกโฮเต็ลจะเฟื่องฟู เป็นที่นิยมไปด้วย

6. ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 7. ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และดิจิตอล เทคโนโลยี และ 8. ธุรกิจสตาร์ตอัพ ทั้ง 3 ธุรกิจหลัง ล้วนเป็นผลพลอยได้จากโลกออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟนที่ย่อโลกเข้าหากันด้วยคลิกเดียว ก่อให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ของคนรุ่นใหม่ การค้าขายผ่านโลกออนไลน์ การพัฒนาโลจิสติกส์แบบใหม่ๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวก เพิ่มความรวดเร็ว คล่องตัวให้กับธุรกิจ รวมถึงธุรกิจใหม่ๆ สไตล์ของสตาร์ตอัพที่กำลังมาแรง และถูกคาดหมายว่า จะเป็นธุรกิจหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเสียด้วยซ้ำ

ในทางตรงกันข้าม ธนาคารไทยพาณิชย์ระบุถึงอาชีพที่น่าเป็นห่วง ธุรกิจดาวร่วงประจำปีนี้ ซึ่งไม่น่าจะเกินความคาดหมาย ก็คือ ธุรกิจเกษตร โดยเฉพาะพืชผักทั้งหลายที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตเสียหายมาก เช่นเดียวกับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงอย่างหนัก จาก 100 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล เมื่อ 3-4 ปีก่อน มาอยู่ที่ 30-40 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล ทำให้ธุรกิจที่ให้บริการติดแก๊สรถยนต์ที่เคยฮิตกันเมื่อยุคน้ำมันแพง ถึงตอนนี้คงต้องหยุด และปรับตัว คิดใหม่ทำใหม่ หาธุรกิจใหม่ๆ มาแทนธุรกิจแบบเดิมๆ

เพราะเมื่อ “สถานการณ์เปลี่ยน ธุรกิจก็ต้องเปลี่ยน”

อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การงานไม่คั่งค้างสับสน เป็นมงคลอันสูงสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

จอดป้ายเทคโนฯ

อนากุลา จ กมฺมนฺตา เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การงานไม่คั่งค้างสับสน เป็นมงคลอันสูงสุด

โอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังการเปิดสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนาคณะทำงานประสานงานเครือข่าย Young Smart Farmer ระดับประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดสัมมนาครั้งนี้เพื่อจัดทำแผนพัฒนา Young Smart Farmer แนวทางการขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กระบวนการมีส่วนร่วม และกระบวนการเครือข่าย การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานของ Young Smart Farmer

วัชระ สิงโตทอง ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 9 จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 9 ได้เตรียมสารเร่งซุปเปอร์ พด. สูตรต่างๆ ออกแจกจ่าย อาทิ พด.1 ใช้ผลิตปุ๋ยหมัก 500 ซอง พด.2 ใช้ผลิตน้ำหมักชีวภาพ 1,100 ซอง พด.3 จุลินทรีย์ป้องกันหรือยับยั้งการเจริญเติบโตโรครากเน่าและโรคโคนเน่าของพืช 1,200 ซอง พด.6 ใช้ผลิตสารทำความสะอาดคอกสัตว์ ลดกลิ่นเหม็นตามท่อน้ำและบำบัดน้ำเสีย 900 ซอง พด.7 ใช้ผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช 1,400 ซอง และหญ้าแฝก 200,000 ต้น ผู้สนใจ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (056) 881-243

ปนัดดา ชื่นอยู่ กำนัน ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับการสนับสนุนโครงการตามแผนพัฒนาอาชีพการเกษตรตามความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 2558/59 จากกรมส่งเสริมการเกษตรผ่านทาง นายณัฎฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 3,209,613 บาท การดำเนินงานเป็นไปตามความต้องการของที่ประชุมประชาคม ด้วยการจัดทำศูนย์เรียนรู้และฟาร์มชุมชน

สมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดพังงา แจ้งว่า จังหวัดพังงา จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) สู่เกษตรกร ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรมีความพร้อมในการเปิดฤดูกาลผลิตใหม่ โดยใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งจัดตั้งขึ้น อำเภอละ 1 ศูนย์ ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชน โดยมีเกษตรกรต้นแบบเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ เน้นลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพ ตลอดจนการสร้างอาชีพเสริมเพื่อก่อให้เกิดรายได้เสริมจากอาชีพหลัก

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ปักษ์ 623 ลงเรื่องข้าวอินทรีย์และสวนผสมแบบพอเพียง อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ หน้า 54 ลงที่อยู่และเบอร์โทร. ผิด ที่ถูกต้องคือ เลขที่ 246 หมู่ที่ 3 บ้านกระเบื้อง ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ โทร. (085) 634-2273

ทัศนศึกษาอินโดฯ

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชีย ที่มุ่งมั่นพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน นำโดย นางอุดมลักษณ์ โอฬาร (ที่ 5 จากขวา) ผู้อำนวยการสายอาวุโส-องค์กรสัมพันธ์ ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย รศ.ดร. รัตนวัฒน์ ไชยรัตน์ (ขวาสุด) ประธานโครงการค่ายเพาเวอร์กรีน 10 นำเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกจากโครงการ “ค่ายเพาเวอร์กรีน” ปีที่ 10 จำนวน 3 คน เดินทางไปทัศนศึกษา ณ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งนับเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอุดมสมบูรณ์มากที่สุดเป็น อันดับ 2 ของโลก เพื่อเรียนรู้อย่างเจาะลึกเกี่ยวกับความหลากหลายของพืชพันธุ์และสัตว์ป่าหายากในประเทศอินโดนีเซีย พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการเหมือง ของ บมจ. บ้านปู ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและชุมชน ตลอดจนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และฟื้นฟูพื้นที่เหมืองตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สร้างฝายเก็บกักน้ำ

อาจารย์และนักศึกษาหลักสูตรวิชาวิศวกรรมโยธา วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย (ขนอม) ลงพื้นที่ โดยร่วมกับโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม สร้างฝายมีชีวิตกักเก็บน้ำเพื่อให้คนในชุมชนได้มีน้ำไว้บริโภค อุปโภค สามารถกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลควนทอง โดยใช้วัสดุธรรมชาติสร้างฝาย ไม้ไผ่ และกระสอบทราย เพื่อวางเป็นแนวกั้นน้ำ ณ หมู่บ้านธารทอง ห้วยคลองธง หมู่ที่ 1 ตำบลควนทอง อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อเร็วๆ นี้

พัฒนาสภาสาเกตนคร

ดร. อุปกรณ์ ดีเสมอ รองประธานคณะทำงานเครือข่ายประชาสังคมจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงานการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาสภาสาเกตนครสู่การขับเคลื่อน เมืองเกษตรพามี อยู่ดี มีแฮง (ร้อยคน ร้อยองค์กรเครือข่ายเพื่อการพัฒนาสาเกตนครสู่ความยั่งยืน) ณ ห้องประชุมไพฑูรย์ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น ตำบลเหนือเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อเร็วๆ นี้

จรัญ อยู่คำ กับเคล็ดลับการดูแลช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

จรัญอยู่คำกับเคล็ดลับการดูแลช่อดอกมะม่วงให้ติดผลดก (ตอนที่ 1)

ผ่านพ้นฤดูกาลมะม่วงแล้ว จะเข้าสู่การผลิตฤดูกาลใหม่ เกษตรกรหลายๆ ราย อาจจะพลาดในการผลิตมะม่วงออกสู่ตลาด ซึ่งอาจจะด้วยหลายๆ ปัจจัย ซึ่งก่อนจะเข้าสู่การผลิตฤดูกาลใหม่ จึงนำประสบการณ์จริงของเกษตรกรที่ถือว่าเป็นเซียนมะม่วงคนหนึ่งของจังหวัดพิจิตร ที่สามารถทำให้มะม่วงออกดอกติดผลดกทุกๆ ปี แม้จะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ก็ตาม โดยเคล็ดลับและวิธีการดังกล่าว อาจจะนำไปใช้เป็นแนวทางให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกมะม่วงของแต่ละท่าน

การออกดอกของมะม่วง ที่พบส่วนมากในสวนของเกษตรกร มีการออกดอกใน 3 รูปแบบ คือ

1. ออกดอกพร้อมกันทั้งต้น

2. ออกดอกครั้งละครึ่งต้น

3. ทยอยออกดอกหลายรุ่น

การดูแลช่อดอกนั้นจะต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการออกดอก ต้นมะม่วงที่มีออกพร้อมกันทั้งต้นจะดูแลง่ายกว่ามะม่วงที่ทยอยออกดอก เพราะมีช่วงระยะเวลาในการดูแลดอกสั้น ถ้าต้นที่ทยอยออกดอก จะต้องดูแลนานกว่า จะติดผลหมดทุกรุ่น ดังนั้น เกษตรกรมืออาชีพส่วนใหญ่จะนิยมทำให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน เพื่อความสะดวกในการจัดการ และประหยัดต้นทุน

การทำให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน ถ้าถามว่า “จะทำอย่างไร ให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน?” เกษตรกรมืออาชีพ หรือที่เรียกกันว่า “เซียน” จะตอบเหมือนกันว่า “ต้องดูแลมะม่วงตั้งแต่เริ่มแต่งกิ่งให้ดี ถ้าแต่งกิ่งแล้วใบอ่อนไม่ออกพร้อมกัน โอกาสที่จะทำให้ดอกออกพร้อมกันยาก”

คุณจรัญ อยู่คำ “สวนโชคอำนวย” บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร โทร. (099) 271-1303 เจ้าของสวนมะม่วงรายใหญ่ มีพื้นที่ปลูกมะม่วงกว่า 400 ไร่ ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดพิจิตร ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพดี ถือเป็นเกษตรกรระดับเซียนของจังหวัดพิจิตรที่ประสบความสำเร็จในการทำสวนมะม่วงคุณภาพ ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งขายตลาดต่างประเทศ บางส่วนส่งโรงงานแปรรูป นอกจากมะม่วงน้ำดอกไม้แล้ว ที่สวนคุณจรัญยังมีมะม่วงรับประทานผลดิบ เช่น พันธุ์ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด ไว้ขายก่อนฤดู เป็นการลดความเสี่ยง หากตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้มีปัญหา ที่สวนแห่งนี้ผลิตมะม่วงคุณภาพดีส่งขายทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ จุดเด่นของสวนคือ ผลิตมะม่วงให้ดกและมีคุณภาพดี จัดเป็นสวนตัวอย่างของแนวคิด “ทำสวนมะม่วงน้อย ได้ผลผลิตมาก ถ้าทำสวนมะม่วงมาก ก็ต้องให้ได้ผลผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ” ซึ่งดูจะค้านกับแนวคิดของหลายๆ คนที่ว่า ทำน้อยได้มาก แต่ถ้าทำมากจะได้น้อย เรามาดูกันซิว่า สวนโชคอำนวยมีแนวคิดและแนวทางในการปฏิบัติเช่นไร จึงทำให้สวนแห่งนี้มีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตมะม่วงดกที่สุดแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดพิจิตร สวนโชคอำนวย ปลูกมะม่วงมานานกว่า 30 ปี

คุณจรัญ กล่าวว่า “คนส่วนมากไม่ค่อยเข้าใจ เห็นคนอื่นแต่งกิ่งมะม่วงก็ทำบ้าง เห็นเขาดึงใบอ่อนก็ดึงบ้าง แต่ไม่ดูเลยว่าต้นมะม่วงของเราพร้อมหรือเปล่า” คุณจรัญ แนะนำว่า ก่อนตัดแต่งกิ่ง ต้องดูก่อนว่าดินมีความชื้นพอหรือไม่ ในพื้นที่ชลประทาน หรือพื้นที่ที่มีน้ำสะดวกแนะนำให้รดน้ำดินให้ชุ่ม แต่ถ้าเป็นพื้นที่แล้งอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ต้องรอให้ฝนตกใหญ่ 3-4 ครั้งก่อน จึงจะแต่งกิ่ง เพราะถ้าดินแห้งแล้ง แต่งกิ่งไปแล้ว โอกาสที่ใบอ่อนจะออกเสมอกันมีน้อยมาก

หลังแต่งกิ่งเสร็จ จะต้องเร่งมะม่วงให้แตกใบอ่อนให้เสมอกัน

ทางดิน จะต้องใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 ต้นละ 1-2 กิโลกรัม ตรงจุดนี้เกษตรกรหลายท่านไม่ให้ความสำคัญเลย แต่ที่สวนคุณจรัญจะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอหลังแต่งกิ่งทุกปี เพราะเมื่อเราต้องการให้มะม่วงได้ผลดี จะต้องเอาปุ๋ยให้ต้นมะม่วงก่อน ไม่เช่นนั้นผลผลิตจะไม่ดี มีหลายคนสอบถาม เรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ในสวนมะม่วง คุณจรัญ ตอบว่า “ใช้ได้ แต่ให้ใส่ก่อนแต่งกิ่งแค่ครั้งเดียว เพราะถ้าใส่บ่อยๆ จะบังคับให้ออกดอกยาก”

ทางใบ ฉีดพ่นปุ๋ยไทโอยูเรีย อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ผสมกับฮอร์โมนจำพวกสาหร่าย-สกัด 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกัน 5-7 วัน มะม่วงจะออกใบอ่อนพร้อมกันทั้งสวน

คุณจรัญ ย้ำว่า “จะทำมะม่วงให้ออกดอกเสมอ ต้องทำใบอ่อนให้เสมอกันก่อน ถ้าใบออกเสมอสวยงาม เวลาดึงดอก ดอกก็จะออกเสมอเช่นกัน”

ราดสารแพคโคลบิวทราโซลในช่วงเวลาที่เหมาะสม ควรเลือกใช้สารราด (แพคโคลบิวทราโซล) ที่ได้มาตรฐาน ปัจจุบัน มีบริษัทขายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรมากมายมาเสนอขายสารราดให้ถึงสวน แต่คุณจรัญจะเน้นใช้สารราดที่มีคุณภาพ และมีเลขทะเบียนถูกต้อง เช่น สารแพนเที่ยม 10% เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรหลายรายโดนหลอกขายสารราดที่มีเปอร์เซ็นต์ต่ำ โดยจูงใจว่าของตนเองมีราคาถูก พอเกษตรกรหลงเชื่อใช้ไปก็ไม่สามารถควบคุมการแตกใบอ่อนของมะม่วงได้ ทำให้เสียเงิน และเสียโอกาสที่ดีในการผลิตมะม่วงในปีนั้นๆ ไปเลย คุณจรัญ จึงเน้นย้ำว่า จะต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจได้เท่านั้น ไม่ควรใช้สารราดของบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือ เมื่อต้นมะม่วงแตกใบอ่อนพร้อมกัน จะเป็นช่วงเวลาของการราดสารแพคโคลบิวทราโซล คุณจรัญจะนับวันโดยคำนวณจากวันที่จะดึงดอกเป็นหลัก ซึ่งทุกปีจะเริ่มราดสารตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม เพื่อจะให้ต้นมะม่วงสะสมอาหารและพร้อมจะดึงดอกในช่วงเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม ถามว่าทำไมต้องเป็นช่วงนั้น? คุณจรัญ ตอบว่า การดึงดอกมะม่วงในช่วงเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงฝนน้อย โอกาสที่ช่อดอกจะโดนทำลายจากพายุก็น้อยลง คุณจรัญเคยดึงช่อมะม่วงก่อนช่วงนั้นเพื่อทำนอกฤดู แต่ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรจะเกิดพายุฝนรุนแรง ทำความเสียหายให้ช่อดอกจำนวนมาก ไม่คุ้มกับการลงทุน เลยเลี่ยงมาดึงในช่วงที่เหมาะสมแทน

หลังราดสาร ต้องบำรุงอย่างดี

เกษตรกรส่วนใหญ่หลังจากราดสารแล้วจะใช้วิธีสะสมอาหารด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพียงอย่างเดียว แต่ที่สวนคุณจรัญจะเน้นการใส่ปุ๋ยทางดินร่วมด้วย

“ปุ๋ยทางดินสำคัญมาก เราต้องดูว่าปีหนึ่งเราเก็บมะม่วงไปจากต้นกี่กิโล ต้นมะม่วงต้องเสียอาหารไปเท่าไร ถ้าเราไม่ใส่คืน ต้นมะม่วงจะเอาแรงที่ไหนออกลูกให้เราอีก”

การใส่ปุ๋ยทางดิน จะใช้ปุ๋ย สูตร 9-25-25 อัตรา ต้นละ 2 กิโลกรัม เน้นใส่ในวันที่มีฝน เพราะที่สวนคุณจรัญไม่มีระบบน้ำ อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว จึงต้องคอยติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ว่าจะมีฝนตกชุกช่วงวันไหน ก็จะใช้โอกาสวันนั้นเร่งการใส่ปุ๋ย แล้วให้ฝนเป็นตัวละลายปุ๋ย หากใส่แล้วฝนตกน้อย ก็ต้องใช้คนงานรดน้ำ ให้ปุ๋ยละลายจนหมด คุณจรัญ ย้ำว่า การใส่ปุ๋ยที่ดี ต้องรดน้ำให้ปุ๋ยละลาย ไม่เช่นนั้นก็สูญเปล่า

ส่วนทางใบ จะเน้นการฉีดปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัส กับโพแทสเซียมสูง เช่น ปุ๋ย 0-52-34 หรือ ปุ๋ยนูแทคซุปเปอร์-เค การฉีดปุ๋ยทางใบจะเริ่มฉีดหลังจากที่ราดสารไปแล้ว ประมาณ 15 วัน คุณจรัญ ได้สรุปสูตรฉีดพ่นปุ๋ยเพื่อการสะสมอาหาร ดังนี้

ช่วงที่มีฝนตกชุก

– ปุ๋ย 0-52-34 1 กิโลกรัม

– เฟตามิน 400 ซีซี

– สังกะสี 100 ซีซี

– โกรแคล 100 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

– โรคและแมลง ใช้ตามการระบาด

การใช้ปุ๋ย สูตร 0-52-34 ช่วงฝนตกชุก จะช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อนได้ดีมาก แต่ไม่ควรฉีดพ่นติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง เพราะจะทำให้ตายอดของมะม่วงแห้งและบอดได้ (ถ้าตาบอดจะดึงดอกยาก) การใส่ฮอร์โมนเฟตามิน โกรแคล และสังกะสี ร่วมด้วย จะทำให้ตายอดสดใส เต่งตึง อวบอั๋น ตาไม่บอด

ช่วงที่ฝนน้อย

– ปุ๋ยนูแทค ซุปเปอร์-เค 400 กรัม

– เฟตามิน 400 ซีซี

– สังกะสี 100 ซีซี

– โกรแคล 100 ซีซ

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

– โรคและแมลง ใช้ตามการระบาf

เมื่อฝนทิ้งช่วงจะเปลี่ยนปุ๋ยโดยให้กลับมาใช้ปุ๋ยนูแทค ซุปเปอร์-เค (6-12-26) เพราะมีไนโตรเจน 6% จะช่วยให้ตายอดสมบูรณ์ ไม่แห้ง หรือบอดง่าย

การสะสมอาหาร จะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน (ในมะม่วงพันธุ์เบา เช่น น้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด) การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ จะฉีด 4-5 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน

ดึงดอกอย่างไร ให้ออกทั้งต้น ถ้าเราทำใบอ่อนได้เสมอ ใส่ปุ๋ยถูกช่วงเวลา บำรุงรักษาใบดีมาตลอด โอกาสดึงดอกให้ออกมาพร้อมกันจะสูงมาก ส่วนใหญ่ชาวสวนจะดูองค์ประกอบหลายๆ อย่างก่อนทำการดึงดอก เช่น อายุหลังราดสาร ต้องไม่น้อยกว่า 60 วัน (มะม่วงพันธุ์เบา) และ 90 วัน สำหรับมะม่วงพันธุ์หนัก, ใบมะม่วงแก่ดี เอามือกำแล้วกรอบ ใบหลุบลง, ตายอดนูน พร้อมดึง, ถ้าใบยังไม่พร้อม หรือ มีใบอ่อนแตกออกมาขณะสะสมอาหาร อย่ารีบร้อน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสะสมอาหารจนกว่าใบจะพร้อม จึงทำการเปิดตาดอก, ดูสภาพอากาศ ฝนต้องทิ้งช่วงนิด ดินไม่ชุ่มน้ำเกินไป เพราะหากเปิดตาดอกขณะฝนตกชุก โอกาสเป็นใบอ่อนสูง

ในการเปิดตาดอก เกษตรกรส่วนมากจะใช้ ไทโอยูเรีย ผสมกับโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) ที่สวนคุณจรัญ จะใช้สูตร

สูตรเปิดตาดอก

– ไทโอยูเรีย 1 กิโลกรัม

– สาหร่าย-สกัด 300 ซีซี

(ต่อน้ำ 200 ลิตร)

ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน แล้วรอดูการเปลี่ยนแปลงของตายอด โดยปกติแล้ว ตาดอกจะเริ่มแทงหลังเปิดตาดอกครั้งแรก ประมาณ 10-15 วัน แต่ถ้าเริ่มแทงในวันที่ 3-4 โอกาสเป็นใบอ่อนจะสูงมาก