ตำรวจกำแพงเพชร รักสัตว์ เลี้ยงเม่นแคระ เสริมรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

ตำรวจกำแพงเพชร รักสัตว์ เลี้ยงเม่นแคระ เสริมรายได้

ไม่กี่ปีก่อน “เม่นแคระ” เป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะเพิ่งนิยมนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยจำนวนไม่มากนัก แต่เพราะเป็นสัตว์ที่ทนต่อสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้ดี จึงทำให้เม่นแคระขยายพันธุ์และเจริญเติบโต กลายเป็นกระแสคนรักเม่นเมื่อหลายปีที่ผ่านมา และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยรูปร่างลักษณะของเม่นแคระ เป็นสัตว์ตัวเล็ก มีน้ำหนักมากที่สุดไม่เกิน 1 กิโลกรัม และมีจำนวนไม่มากนักที่จะพบเม่นแคระน้ำหนักมากเท่านี้

แม้ว่าปัจจุบัน เม่นแคระจะไม่ได้อยู่ในกระแสนิยมสัตว์เลี้ยงสวยงาม แต่ก็ไม่ตกอันดับ เพราะยังคงเป็นสัตว์แปลกที่มีคนชื่นชอบและอยากมีไว้ครอบครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเม่นแคระปรากฏตัวนอกเมืองใหญ่

คุณอานุภาพ ศิลาพันธุ์ ข้าราชการตำรวจหนุ่ม พื้นที่อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร ชาวกำแพงเพชรโดยกำเนิด เข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ หลังเรียนจบสอบข้าราชการตำรวจในภูมิลำเนา จึงย้ายกลับมาอยู่บ้าน และหอบเอาสัตว์เลี้ยงที่เขารักกลับมาด้วย

“สมัยผมเรียน ผมชอบเลี้ยงปลา ตอนนั้นมีกระแสเม่นแคระแรงมาก ยิ่งเห็นรุ่นพี่ที่รู้จักกันเลี้ยงปลาและเม่นแคระ ขายเป็นรายได้ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกว่า ถ้าเราสามารถเพาะเองได้ ความคุ้มค่าที่มากกว่าการเลี้ยงเล่นมีแน่นอน”

ที่ตั้งบ้านและฟาร์มเม่นแคระเล็กๆ ของคุณอานุภาพ ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าพุทธา อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร อยู่ห่างจากถนนใหญ่ไม่ไกล คุณอานุภาพ พาไปดูฟาร์มเม่นแคระของเขา ทั้งฟาร์มใช้พื้นที่เลี้ยงไม่เกิน 6 ตารางเมตร สำหรับจำนวนเม่นแคระที่มีอยู่ไม่เกิน 25 ตัว

อย่างที่บอก แม้เม่นแคระจะไม่ใช่สัตว์แปลกใหม่แล้วในปัจจุบัน แต่สำหรับคนในพื้นที่กำแพงเพชร คุณอานุภาพ บอกว่า ยังคงแปลกใหม่อยู่เสมอ โดยเฉพาะกับนักเรียน นักศึกษา ที่เก็บหอมรอมริบมาซื้อด้วยจำนวนเงินเพียงเล็กน้อยก็สามารถซื้อเม่นแคระต่อตัวไปเลี้ยงได้ และการเลี้ยง การดูแลที่ง่าย ทำให้ความนิยมในเม่นแคระกระจายออกไปจากปากต่อปาก ฟาร์มเม่นแคระ กำแพงเพชร ของคุณอานุภาพ จึงเป็นที่รู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ กำแพงเพชร นครสวรรค์ และจังหวัดตาก

“ผมย้ายกลับมาพร้อมเม่นแคระเพียงคู่เดียว คนที่มาช่วยย้ายของเห็นก็ถามและเห็นว่าเป็นสัตว์แปลก ทำให้คนแห่มาดู กระทั่งผมได้เม่นแคระครอกแรก แม่ค้าตลาดนัดแถวบ้านมาขอซื้อไป นำไปวางโชว์ตอนขายของในตลาดนัด คนเห็นก็สนใจสอบถาม ก็เป็นส่วนหนึ่งของที่มาในการเพาะเม่นแคระขาย”

คุณอานุภาพ บอกว่า เม่นแคระเป็นคนละชนิดกับเม่นไทยที่สลัดขนได้ เป็นเม่นแคระที่มีถิ่นกำเนิดจากทวีปแอฟริกา น้ำหนักโตเต็มที่ไม่เกิน 1 กิโลกรัม ไม่สลัดขน ถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกาทำให้เม่นแคระ สามารถอาศัยอยู่ในสภาพอากาศในประเทศไทยได้ และเม่นแคระเป็นสัตว์ที่ปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ความกังวลเรื่องการเสียชีวิตจากการเลี้ยงพบได้น้อย เป็นสัตว์ที่มีความอดทนสูง สาเหตุการเสียชีวิตที่เคยพบคือ อาการขาดน้ำ ซึ่งเม่นแคระสามารถอดน้ำได้ประมาณ 3 วัน สภาพร่างกายของเม่นแคระมีเลือดน้อย เมื่อขาดน้ำโอกาสเสียชีวิตจึงเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า หากเม่นแคระถูกยุงกัดในจำนวนมาก ก็อาจจะทำให้เม่นแคระเสียชีวิตได้เช่นกัน

เม่นแคระเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มีความเป็นสัตว์ป่าสูง เป็นสัตว์เลี้ยงเดี่ยว ตามธรรมชาติจะอาศัยอยู่ในรูโดยการขุด แต่การเลี้ยงไม่จำเป็นต้องหาโพรงนอนให้ แต่ควรให้อยู่ในที่มีแสงสว่างน้อย ปกติเม่นแคระจะหากินในเวลากลางคืน แต่เมื่ออาศัยอยู่ในประเทศไทยเม่นแคระจะปรับตัวตามสภาพแวดล้อม จึงหากินในเวลากลางวัน และนอนในเวลากลางคืน

การอยู่ร่วมกันของเม่นแคระเพศผู้และเพศเมีย สามารถอยู่ร่วมกันได้ตลอดชีวิต แต่ถ้าเป็นเพศเดียวกันจะไม่ยอมกัน โดยเฉพาะเพศผู้หากอยู่ด้วยกันจะแย่งถิ่นที่อยู่ เพราะเม่นแคระเป็นสัตว์หวงถิ่น จะทำให้เพศผู้กัดกันจะพิการหรือตาย รวมถึงเมื่อเวลาเพศเมียออกลูก ไม่ควรให้พ่ออยู่ด้วย เพราะเมื่อลูกเม่นแคระออกมาพ่อเม่นแคระจะฆ่าลูกเม่นแคระตายหมด

เม่นแคระสามารถผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 3 เดือน แต่สำหรับแม่พันธุ์ควรพิจารณาจากขนาดของแม่พันธุ์และความสมบูรณ์ขณะนั้นด้วย หรือจะให้สมบูรณ์ดีควรรอให้แม่พันธุ์อายุไม่ต่ำกว่า 8 เดือน ส่วนพ่อพันธุ์สามารถผสมได้ทันทีเมื่ออายุครบ 3 เดือน เม่นแคระเป็นสัตว์ที่มีช่วงการเป็นสัดเช่นเดียวกับสัตว์ชนิดอื่น แต่จะเป็นสัดได้ทุก 7 วัน การผสมพันธุ์ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่รอให้พ่อพันธุ์แม่พันธุ์มีความสมบูรณ์เพียงพอ จากนั้นนำแม่พันธุ์ไปทิ้งไว้ในรังของพ่อพันธุ์ ปล่อยไว้ด้วยกันประมาณ 10-15 วัน จากนั้นนำแม่พันธุ์ออกไปเลี้ยงเดี่ยวจนกว่าจะออกลูก

ระหว่างเม่นแคระตั้งท้อง ไม่ควรจับหรืออุ้ม เพราะแม่เม่นแคระจะขดตัว การขดตัวของแม่เม่นแคระจะเป็นอันตรายต่อลูกเม่นแคระในท้อง ลูกที่ได้อาจพิการหรือเสียชีวิตได้ วิธีสังเกตเม่นแคระว่าตั้งท้องหรือไม่ ให้สังเกตพฤติกรรมของแม่พันธุ์ที่นำไปผสม แม่พันธุ์ที่ได้รับการผสมแล้วตั้งท้องจะมีอาการหงุดหงิดง่าย หวงตัว และเปลี่ยนท่านอนจากเดิมที่เม่นแคระทั่วไปจะนอนตะแคง เป็นท่านอนคว่ำราบไปกับพื้น

ระยะเวลาตั้งท้องของเม่นแคระ อยู่ที่ 30-35 วัน การออกลูกของเม่นแคระ ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องช่วย และควรปล่อยให้แม่เม่นแคระจัดการตัวเองและลูกเองตามธรรมชาติ ไม่ควรเปิดรังดู ทำได้เพียงแอบดู แม้กระทั่งการให้อาหารเมื่อได้ลูกเม่นแคระแล้ว ก็ควรให้อาหารและน้ำโดยรบกวนเม่นแคระให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้แม่เม่นแคระเครียด ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อลูกเม่นแคระได้

“ตลอดเวลาที่เม่นแคระออกลูกและเลี้ยงลูกเม่นแคระ ไม่ควรเข้าไปยุ่ง ปล่อยให้แม่เม่นแคระเลี้ยงลูกตามธรรมชาติ จนกว่าลูกเม่นแคระจะมีอายุอย่างน้อย 30 วัน จึงจะเริ่มแยกลูกเม่นแคระออกมารวมกับลูกเม่นแคระคอกอื่นได้ หรือหากจะปล่อยให้ลูกเม่นแคระอยู่กับแม่เม่นแคระจนกว่าจะมีอายุ 40 วัน หรือจนกว่าจะหย่านม (แม่เม่นแคระจะมีนมให้ลูกกินไม่เกิน 30 วัน) จากนั้นสามารถแยกลูกเม่นแคระออกมาเลี้ยงเดี่ยวได้”

การให้อาหารและน้ำ ในแต่ละวัน คุณอานุภาพ จะใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงตอนเช้า ในการสำรวจตรวจตราพื้นที่เลี้ยงเม่นแคระของเขา ให้อาหารซึ่งใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปของแมว น้ำใช้เติมจากกระบอกแนวตั้ง ที่มีลูกกลิ้งที่หัวกระบอก ให้เม่นแคระเลียกินน้ำ เช่นเดียวกับแมว นอกจากนี้ ควรสำรวจขี้เลื่อยที่ใช้รองพื้นรังให้กับเม่นแคระ อาจเปลี่ยนขี้เลื่อยให้หากเห็นว่าเริ่มสกปรก

คุณอานุภาพ แนะนำว่า อาหารเม็ดสำเร็จรูปของแมว เป็นอาหารที่ใช้เลี้ยงเม่นแคระได้ แต่ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงหากต้องการให้อาหารเสริมกับเม่นแคระ ซึ่งแนะนำว่าอาหารเสริมสำหรับเม่นแคระอาจไม่จำเป็นก็ได้ แต่สำหรับคุณอานุภาพ ให้หนอนนกและแกนผักกาดขาว เป็นอาหารเสริม แกนผักกาดขาวจะช่วยเสริมวิตามินในตัวของเม่นแคระ ให้สัปดาห์ละครั้ง ส่วนหนอนนกเป็นโปรตีนที่ไม่ได้จำเป็นมากสำหรับเม่นแคระ แต่ถ้ามีก็ถือว่าเป็นประโยชน์ โดยคุณอานุภาพให้หนอนนกเดือนละครั้ง ครั้งละ 3-4 ตัว ต่อเม่นแคระ 1 ตัว

ทุกๆ 3-4 เดือน เม่นแคระจะสลัดขนทิ้ง และมีขนใหม่ขึ้นมาแทนที่ ผู้เลี้ยงไม่ควรตกใจ แต่ควรเก็บทำความสะอาดขนเม่นแคระที่หลุดออกให้ดี เพราะปลายของขนเม่นแคระด้านที่ติดอยู่กับตัวเม่นจะมีความคมมาก อาจเกิดอันตรายได้หากเก็บทิ้งไม่เป็นที่

สีตามท้องตลาดของเม่นแคระ มีจำนวน 10 สี ได้แก่ สีนอร์มอล สีช็อกโกแลต สีบราวน์ สีแอปปริคอต สีอัลบิโน่ สีชินนิคอต สีชินเนมอล สีเอ็กซ์-สโนว์เฟรก สีเอ็กซ์-ไวท์ และสีเอ็กซ์-พินโต แต่ละสีจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นกับความชอบของผู้เลี้ยง

สำหรับตลาดเม่นแคระในปัจจุบัน ถือว่ายังไปได้ดี ทุกสีได้รับความนิยมไม่แตกต่างกัน

เม่นแคระมีอายุอยู่ได้ราว 4-8 ปี ขึ้นกับการดูแลของผู้เลี้ยง

เมื่อทราบรายละเอียดของการเลี้ยงและดูแลเม่นแคระเช่นนี้แล้ว การตัดสินใจเลี้ยงหรือเพาะขยายพันธุ์เม่นแคระ ข้อมูลส่วนนี้น่าจะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้สนใจ แต่หากมีข้อสงสัย คุณอานุภาพ ยินดีไขข้อข้องใจเพิ่มเติม โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ เฟซบุ๊ก กระต่าย เม่นแคระ กำแพงเพชร หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ (081) 495-1801

เปิดประสบการณ์ชีวิต เด็กเกษตร ฟาร์มแพะ มวกเหล็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

เปิดประสบการณ์ชีวิต เด็กเกษตร ฟาร์มแพะ มวกเหล็ก

ช่างเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา สถาบันการศึกษาใด หากมีโอกาสได้เข้ามาฝึกงานภายในคุณสุข ฟาร์ม ที่มีคุณเชาวรัตน์ อ่ำโพธิ์ หรือ ลุงเป้ง เจ้าของฟาร์มแพะครบวงจร เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ด้านปศุสัตว์แพะ แกะ ปี 2552 ทั้งยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในนามของปราชญ์เกษตร ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในโอกาสครบรอบ 72 ปี และทุกวันนี้ คุณสุข ฟาร์ม ยังตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์ประเภท แพะ-แกะ สระบุรี เปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจงานด้านเกษตร โดยเฉพาะการเลี้ยงแพะ-แกะ จากทุกมุมของประเทศ เข้ามาเรียนรู้และศึกษา โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทน

คุณเชาวรัตน์ ให้ข้อมูลว่า พื้นที่โดยรอบ “คุณสุข ฟาร์ม” มีพื้นที่ทั้งหมด 52 ไร่ เป็นฟาร์มแพะ-แกะ ปัจจุบัน มีแพะ ประมาณ 200 ตัว แกะ ประมาณ 80 ตัว แต่จำนวนนี้จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ขึ้นกับความต้องการของตลาดและการจัดการภายในฟาร์ม ซึ่งฟาร์มที่นี่ต้องเป็นที่พักให้กับสัตว์ที่เตรียมจะจัดส่งให้กับลูกค้า ทำให้จำนวนแพะและแกะ เพิ่มขึ้น ลดลง อยู่ตลอดเวลา

เหตุผลที่คุณเชาวรัตน์ เปิดฟาร์มให้เป็นศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์ให้กับผู้สนใจ และเป็นสถานที่ฝึกงานให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา โดยไม่หวังผลตอบแทน ก็เพราะประสบการณ์การเลี้ยงแพะที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาของผู้เลี้ยงส่วนใหญ่เลี้ยงโดยไม่มีการจัดการที่ดี อีกทั้งสถานศึกษาต่างๆ ไม่มีหลักสูตรลงลึกในเรื่องของการเลี้ยงแพะหรือทำฟาร์มแพะให้ได้ศึกษา ทั้งที่แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สามารถผลิตและส่งออกได้ ไม่ใช่สัตว์สันทนาการ จึงต้องการถ่ายทอดให้กับผู้สนใจและเยาวชน ให้นำไปปรับใช้ได้กับพื้นที่และมีโอกาสนำไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้กับสังคมและชุมชนต่อไป

“ผมเปิดให้เข้ามาฝึกงานที่นี่ ประมาณ 6 ปีแล้ว ถ้านับเป็นรุ่นก็หลายสิบรุ่น เพราะมีหลายสถาบันการศึกษาเห็นความสำคัญ ส่งนักศึกษามาฝึกงาน แต่ก็มีอีกหลายรุ่นที่นักศึกษาต้องการมาเอง เพราะเห็นตัวอย่างจากรุ่นพี่ที่เคยมาฝึกงานที่นี่ กลับไปแล้วปฏิบัติงานได้จริงทุกอย่าง ที่นี่เราสอนให้มีการจัดการฟาร์ที่เป็นระบบ ได้แก่ การดูแลสุขภาพสัตว์ การดูแลเรื่องอาหาร สายพานแพะ แกะ ที่ตลาดต้องการในปัจจุบัน วิธีการเลี้ยงอย่างเป็นระบบ ต้องรู้จักตลาด ต้องไปโรงเชือด ต้องไปโรงนมดูการผลิตนมพาสเจอไรซ์”

การรับนักศึกษาฝึกงานเข้ามาในฟาร์ม มีข้อจำกัดเพียงเล็กน้อย คุณเชาวรัตน์ บอกว่า สถานศึกษาต้องนิเทศมาก่อนว่า เด็กมีเหตุผลอย่างไรที่ต้องการเข้ามาฝึกงานที่นี่ พิจารณาจากความสนใจของเด็ก เมื่อคัดเลือกเด็กได้แล้วจะจัดส่งมา ในแต่ละรุ่นจะรวมหลายสถาบันการศึกษา สามารถรับได้ไม่เกินรุ่นละ 50 คน ระยะเวลาการฝึกงานที่เหมาะสม คือ 2 เดือน แต่ถ้าต้องการเร่งรัดหลักสูตร ก็สามารถสอนได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน

“เด็กที่มาที่นี่กำลังไฟแรง เพราะในระบบการเรียนการสอนมีแต่ทฤษฎีที่ลงไม่ลึก แต่ที่นี่คือการปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน เช่น การฉีดยาแพะ การเจาะเลือด การเข้าเฝือก การหยอดยา การรักษาเมื่อแพะป่วย ในแต่ละวันตอนเช้า ลุงจะเรียกเด็กทุกคนประชุมร่วมกัน แบ่งงาน จากนั้นในช่วงบ่ายถึงเย็น จะเริ่มออกตรวจ ในแต่ละกิจกรรมที่ต้องเรียนรู้ จะมีครูฝึกที่ชำนาญการสอนด้วยการปฏิบัติให้ดูจริง จากนั้นให้นักศึกษาทำจริง ลุงใช้วิธีโยนงานให้ เขาจะทำได้เอง”

เมื่อถามถึงนักศึกษาฝึกงานหลายรุ่นที่ผ่านการฝึกอบรมจากฟาร์มแห่งนี้ คุณเชาวรัตน์ อธิบายว่า นักศึกษาหลายคนหลังจบการศึกษา ผันตัวเองไปทำฟาร์มแพะเต็มตัว บ้างเป็นผู้จัดการฟาร์ม บ้างก็ทำงานในระบบราชการ แต่ทั้งหมดนำความรู้ที่ได้จากการฝึกปฏิบัติจริงที่ฟาร์มแห่งนี้นำไปใช้ได้จริง เพราะเด็กหลายคนกลับมาขอบคุณคุณเชาวรัตน์ ที่ช่วยสอนให้เขาได้นำไปใช้เป็นอาชีพในชีวิตจริง

การใช้ชีวิตภายในฟาร์ม คุณเชาวรัตน์จัดที่อยู่อาศัยพร้อมข้าวให้ ส่วนกับข้าวในแต่ละมื้อให้นักศึกษาลงขันกันเอง แต่ทั้งนี้ คุณเชาวรัตน์ ก็จะเก็บเงินที่เป็นเบี้ยเลี้ยงให้กับนักศึกษาที่ให้สัปดาห์ละ 1,000 บาท ต่อคน เป็นการซื้ออาหารมากินรวมกันในทุกสัปดาห์ ซึ่งเหตุผลที่ให้เบี้ยเลี้ยงกับนักศึกษา คุณเชาวรัตน์ บอกว่า เพราะนักศึกษาทำงานให้ จึงควรได้รับค่าจ้างเช่นกัน

“จุดประสงค์ ถ้าเรามีแนวคิดที่มีอุดมการณ์ สอนเด็กให้รู้จักซื่อสัตย์ ขายในราคาเดียวกันทุกฟาร์ม นักศึกษามีแนวคิด และมีอุดมการณ์ตามที่เราสอน การที่เราให้ ผลตอบแทนได้มากกว่า เด็กคิดว่าถ้าได้เรียนจริงๆ จากตรงนี้ไป สิ่งที่เราให้ เราอยากให้ทุกคนมีอุดมการณ์ และฟาร์มแห่งนี้อาจชะลอตัวลงเรื่องของการรับนักศึกษาฝึกงาน หากผมถึงวัยเกษียณ เพราะไม่มีใครมาดูแลได้อย่างที่ผมต้องการ”

นายเรืองศักดิ์ วงค์เจริญ หรือ น้องเรือง นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 สาขาสัตวศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า เข้ามาฝึกงานที่คุณสุข ฟาร์ม ได้ประมาณ 20 วัน เหลือระยะเวลาอีกเกินกว่าครึ่ง ก็คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มากตามที่ต้องการ ในวิชาเรียนเรื่องเกี่ยวกับแพะมีน้อยมาก จึงจำเป็นต้องขวนขวายหาความรู้ให้กับตนเอง เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ด้านแพะ เราเข้ามาที่นี่ เราได้รักษาปศุสัตว์ ยอมรับว่าได้รับความรู้มากกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว

“ตอนนี้ ผมคิดว่าผมได้ในสิ่งที่ผมตั้งใจ นอกจากการเรียนในวิชาเรียนแล้ว ยังมีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดอีกมุมมองที่ไม่ได้เกิดขึ้นในสถานศึกษา เช่น การเจาะเลือด การถ่ายเซรั่ม การรักษาอาการป่วยต่างๆ ของแพะ การทำวัคซีน ซึ่งหากครบกำหนดฝึกงานแล้ว ผมจะนำไปถ่ายทอดให้กับชุมชนด้วย”

นายพีระสิทธิ์ สุนทรเรืองฤทธิ์ หรือ น้องเปอร์ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 สาขาสัตวศาสตร์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ กล่าวว่า เลือกเรียนสัตวศาสตร์เพราะสนใจด้านสัตว์ ประกอบกับที่บ้านเป็นครอบครัวเกษตรกร เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด และเลี้ยงวัว แต่ไม่มีแพะ และแถบภาคอีสานก็พบการเลี้ยงแพะอย่างจริงจังในรูปแบบฟาร์มน้อยมาก อย่างไรก็ตาม มาเลือกฝึกงานในครั้งนี้ ทำให้ตนได้มีโอกาสเรียนรู้การจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบ ซึ่งจากนี้ไปคงพุ่งเป้าเรียนต่อให้จบปริญญาตรีทางด้านเกษตรเหมือนเดิม และอนาคตหากเป็นไปได้ ตนอยากเลี้ยงแพะเพื่อกำจัดวัชพืช

นายมะรูดี สามะอาลี หรือ น้องดี นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 2 สาขาเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยการเกษตรและประมง ปัตตานี เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวมีพ่อเป็นนักวิชาการเกษตร เห็นตัวอย่างการทำการเกษตรจากพ่อ จึงรักการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก แต่เพราะที่บ้านไม่มีบริเวณมากนักจึงทำได้เพียงปลูกพืชสวนครัวไว้ ตั้งใจจะมาเก็บประสบการณ์จากฟาร์มคุณสุข ที่บ้านก็สนับสนุน อนาคต ผมมั่นใจว่าจะสามารถทำฟาร์มแพะปลอดโรคได้เองอย่างแน่นอน

“มาอยู่นี่เราจัดการการดูแล การรักษาโรค การเจาะเลือด การฉีดวัคซีน ทั้งหมดมาเป็นที่นี่ ตอนแรกคิดว่ายาก แต่เพราะครูฝึกสอนเราได้ดี ทำให้เราเข้าใจและปฏิบัติได้ หากครบกำหนดฝึกงานที่นี่แล้วจะนำไปเป็นพื้นฐานการเพิ่มเติมความรู้จากแหล่งอื่น และจะศึกษาหาความรู้ต่อไปจนจบปริญญาตรี”

ด้าน นางสาวไยยีดา อาแซ หรือ น้องดา นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 2 สาขาเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยการเกษตรและประมง ปัตตานี บอกว่า แม้จะเป็นผู้หญิงแต่ก็สามารถทำงานด้านการเกษตรได้ เพราะสนใจและรักการเกษตรมาตั้งแต่เด็ก โชคดีที่ครอบครัวให้การสนับสนุน แม้จะต้องเดินทางไกลมาถึงที่นี่ก็ตาม เพราะที่นี่ให้ความรู้ ให้ประสบการณ์ ได้รับความรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ หากครบกำหนดฝึกงานคาดว่าจะช่วยส่งเสริมเรื่องการเลี้ยงแพะให้กับเกษตรกรในชุมชนใกล้เคียง

“ตลอดเวลาที่เราอยู่ที่นี่ ก็ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการดูแลแพะ การรักษาโรคแพะให้กับที่บ้านผ่านทางโทรศัพท์ ปกติการรักษาแพะที่ปัตตานีจะรักษาด้วยสมุนไพร ไม่ได้มีการฉีดยาป้องกัน ไม่มีการเจาะเลือด เป็นการเลี้ยงแพะแบบปล่อยทุ่ง หากกลับไปก็อยากไปให้ความรู้ ช่วยให้การเลี้ยงแพะดีกว่าเดิม”

น้องดา อธิบายวิธีการเจาะเลือดแพะให้ฟังอย่างคร่าวๆ ว่า หากจะจับแพะเจาะเลือด ต้องใช้คนช่วยมากกว่า 1 คน ควรเข้าด้านหลังแพะเพื่อจับได้ถนัดมือ จับคางแพะเอียงออก เพื่อหาเส้นเลือดบริเวณลำคอ ทาแอลกอฮอล์ แล้วกดด้วยนิ้วโป้งลงไปที่เส้นเลือด จะทำให้เส้นเลือดโป่งจนเห็นได้ชัด จึงจะเจาะเลือดได้

สำหรับ นายซุลกิปลี แวโดยี หรือ น้องซุล นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 2 สาขาเกษตรศาสตร์ วิทยาลัยการเกษตรและประมง ปัตตานี เล่าว่า ตนมีอุดมคติที่จะศึกษางานด้านเกษตร เพราะท้องถิ่นเลี้ยงแพะมาก ตนคิดจะทำฟาร์มแพะ สิ่งที่ได้รับจากการฝึกงาน คือ ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่เคยได้เรียนรู้ รู้สึกดีที่ได้รู้จักเพื่อนต่างถิ่น หากได้วิชาแพะก็จะกลับไปทำฟาร์ม และคิดว่าสามารถจัดการฟาร์มแพะได้ด้วยตัวเอง

ท้ายการสนทนากับตัวแทนนักศึกษาฝึกงานภายใน “คุณสุข ฟาร์ม” คุณเชาวรัตน์ ยินดีสนับสนุนและถ่ายทอดความรู้ให้กับเยาวชนและสถานศึกษา แต่น่าเสียดายที่วันหนึ่งก็อาจถึงเวลาที่คุณเชาวรัตน์จะเกษียณตัวเอง ซึ่งมีผลให้การรับนักศึกษาฝึกงานอาจไม่เต็มรูปแบบเช่นทุกวันนี้ ฉะนั้น ช่วงเวลานี้เป็นเวลาทองของนักศึกษาและผู้สนใจ ที่ต้องการฝึกงานในฟาร์มแพะแห่งนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุข ฟาร์ม เลขที่ 301 หมู่ที่ 1 ตำบลลำสมพุง อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ (089) 209-1424 และ (081) 902-4104

กลุ่มจำปีเหล็ก จับมือ “กศน. อมก๋อย” สนับสนุนการศึกษาเด็กดอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

กศน. ทั่วไทย

ธงชัย พุ่มพวง

กลุ่มจำปีเหล็ก จับมือ “กศน. อมก๋อย” สนับสนุนการศึกษาเด็กดอย

กลุ่มทีมช่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่นิยมชมชอบการเดินทางท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติทั่วประเทศไทย มักอาศัยช่วงเวลาที่ว่างจากภารกิจงานประจำ นัดหมายกันเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ปี 2549 พวกเขาเกิดแนวคิดว่า ควรทำกิจกรรมให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนสังคมที่เดินทางไปพักค้างแรมทุกแห่ง โดยใช้ชื่อทีมว่า “กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนายช่างการบินไทย และผู้มีจิตอาสาเพื่อสาธารณประโยชน์ ภายใต้การนำของ คุณมานิตย์ อ่อนมี ประธานกลุ่ม

“กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” มีจิตอาสาทำงานเพื่อสังคม ภายใต้คำขวัญว่า “ต่อเติมฝัน แบ่งปันโอกาส เพื่อเด็กน้อยบนดอยสูง” การลงพื้นที่ทำงานแต่ละครั้ง พวกเขาทำงานด้วยใจ ไม่มีหัวหน้า ไม่มีลูกน้อง เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน และเรียบง่ายต่อการเดินทาง การกิน การนอน สมาชิกต่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใครมีความรู้ความสามารถด้านไหนก็ช่วยกันทำงานด้านนั้นตามถนัด

รูปแบบของสิ่งปลูกสร้างที่กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ในแต่ละชุมชน คือการก่อสร้างอาคารเรียนไม้อย่างเต็มรูปแบบ ขนาด 7×19 เมตร ตามแบบของโรงเรียนในโครงการแม่ฟ้าหลวง ในถิ่นทุรกันดารที่เหมาะสม อยู่ในพื้นที่ของ กศน. ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการไม่น้อยกว่า 3 ปี ต้องมีเด็กนักเรียนไม่ต่ำกว่า 30 คน มีครูสอนประจำอย่างน้อย 1 คน ในชุมชนมีประชากรไม่น้อยกว่า 30 หลังคาเรือน ผู้นำชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือในการก่อสร้าง โดยไม่มีค่าแรงงานก่อสร้าง เส้นทางคมนาคมไม่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

การดำเนินกิจกรรมทั้งหมดของกลุ่มจำปีเหล็ก มาจากเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาทั้งสิ้น หลังจากก่อสร้างอาคารเรียนเสร็จเรียบร้อย ทางกลุ่มมักจัดทำพิธีมอบอาคารเรียนอย่างเป็นทางการ ระหว่าง วันที่ 5-10 ธันวาคม ของทุกปี และขนวัสดุอุปกรณ์ ของเด็กเล่น ไปจัดกิจกรรมวันเด็ก

“กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ก่อสร้างอาคารเรียนครั้งแรก ในปี 2549 ที่โรงเรียนบ้านห้วยมะน้ำ โรงเรียนบ้านแม่แฮด ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในปี 2550 ก่อสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนไตรธาร ตำบลแม่ขนิง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ปี 2551 ก่อสร้างอาคารเรียนที่โรงเรียนบ้านโข๊ะทะ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก

ในปี 2552 พวกเขาเข้าสำรวจในพื้นที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนดังความตั้งใจจิตอาสาเพื่อเด็กน้อยบนดอยสูง โดยเน้นพื้นที่ ศูนย์การศึกษาเพื่อชุมชนในเขตภูเขา (ศศช.) ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ที่จัดส่งครูอาสา หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ครูดอย 1-2 คน เข้าไปพักอาศัยอยู่กับประชาชนในชุมชน และมีการสร้างอาคารขนาดเล็ก เรียกว่า อาศรม ด้วยวัสดุท้องถิ่นเพื่อให้บริการการศึกษาและพัฒนาชุมชนแก่ผู้ใหญ่ในเวลากลางคืน และสอนเด็กตั้งแต่อนุบาลถึง ป.6 ในตอนกลางวัน โดยมุ่งให้สามารถช่วยเหลือตนเองและเป็นพลเมืองดีของชาติ ต่อมาในปี 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามใหม่ว่า ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” แล้วตามด้วยชื่อของหมู่บ้านที่ตั้งศูนย์เรียนรู้

ต่อมา “กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย” ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ ศศช. บ้านโอโลคีบน ที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบของ อำเภออมก๋อย (กศน. อมก๋อย) พบว่า ศูนย์แห่งนี้อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลจากความเจริญ การเดินทางจากอำเภออมก๋อยไปถึงบ้านโอโลคีบน ต้องใช้รถจักรยานยนต์เพียงอย่างเดียว อีกทั้งต้องมีโซ่พันล้อ สูบลม อุปกรณ์ซ่อมทุกชนิดติดตัวไปด้วย การเดินทางต้องใช้เส้นทางอ้อมไปเข้าทางอุทยานแห่งชาติแม่เงา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ปี 2553 ทีมงานมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะทีมงานลุ่มน้ำสาละวิน เช่น นายธงชัย พุ่มพวง นายเดชธพล กล่อมจอหอ ทีมงานจิตอาสาโครงการขยายผลโครงการหลวง ฯลฯ ทีมงานได้ศึกษาข้อมูลจาก กศน. อมก๋อย พบว่า บ้านห้วยยาว เป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลมาก การเดินทางลำบาก ไม่มีทางรถยนต์เข้าไปถึงหมู่บ้านได้ จึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารเรียนที่ ศศช. บ้านห้วยยาว ตำบลสบโขง โดยขอความร่วมมือให้ชาวบ้านมาช่วยตัดต้นไม้ขนาดเล็กตามทางเท้าที่ชาวบ้านใช้เดินทางให้กว้างขึ้น โดยใช้จอบขุดตามไหล่เขา เพื่อให้รถจักรยานยนต์เข้าถึง ต่อมาจึงขยายเส้นทางให้กว้างพอสำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อขนวัสดุอุปกรณ์สำหรับก่อสร้างอาคารเรียน พร้อมส่งมอบอาคารเรียนในเดือนธันวาคม 2553

ผลงานจิตอาสาของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ตั้งแต่ ปี 2549-2553 เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ทำให้กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ได้รับพระราชทานโล่กลุ่มที่มีผลงานดีเด่น จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554

ปี 2554 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย เดินหน้าออกสำรวจพื้นที่เป้าหมายใหม่ ในถิ่นทุรกันดาร คือบ้านซอแอะ ตำบลแม่ตื่น สร้างอาคารเรียน โรงอาหาร ห้องน้ำ ที่ ศศช. บ้านซอแอะ และสร้างเสาธงชาติแจกจ่ายแก่ ศศช. ที่อยู่ใกล้เคียง ในปีนี้เอง บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้แทนคือ นายณัฐวุฒิ ตราชู ฝ่ายมวลชนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ด้วยการบริจาคปูนซีเมนต์ จำนวน 200 ถุง เพื่อนำไปสร้างลานกีฬาให้กับ ศศช. บ้านซอแอะ ด้วย

ก้าวสู่ปีที่ 7 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย สร้างอาคารเรียนแห่งใหม่ ที่ ศศช. สงินใต้ ตำบลนาเกียน อยู่ห่างจากอำเภออมก๋อย ประมาณ 50 กิโลเมตร และส่งมอบในเดือนธันวาคม 2555 ปีถัดมา กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอยได้ออกสำรวจพื้นที่ที่บ้านห้วยน้ำผึ้ง หมู่ที่ 12 ตำบลสบโขง อยู่ห่างจากตัวอำเภออมก๋อย 54 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 5 ชั่วโมง ติดชายแดนเขตอำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน สมาชิกกลุ่มตัดสินใจสร้างอาคารเรียน ที่ ศศช. บ้านห้วยน้ำผึ้ง ช่วงกลางปีเดียวกัน คุณณัฐวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายมวลชนสัมพันธ์ บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด ได้ประสานงานกับ คุณบุษบา วิชัยสุทธิกุล คุณธีรยุทธ วีระกิตติสิน ฝ่ายธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ เพื่อขอรับบริจาคคอมพิวเตอร์ จำนวน 100 ชุด

กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย จึงเริ่มมีกิจกรรมเพื่อเด็กน้อยบนดอยสูงอีกกิจกรรมหนึ่ง คือนำคอมพิวเตอร์ที่พร้อมใช้งานไปบริจาคให้กับโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร โดยอาศัยกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวิน และที่ทำการ กศน. อมก๋อย จุดละ 20-50 ชุด เพื่อใช้ฝึกการเรียนรู้ด้านคอมพิวเตอร์แก่นักเรียนและประชาชนทั่วไป

บ้านมอคี หมู่ที่ 11 ตำบลสบโขง อำเภออมก๋อย ประชาชนเป็นชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงสกอร์ ก่อตั้งเป็นหมู่บ้านมานานมากกว่า 100 ปี มีประชากร 40 ครอบครัว จำนวน 175 คน ปี 2536 มีการก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราวหลังคามุงด้วยสังกะสี ต่อมาปี 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับมูลนิธิคาร์ฟูร์ ประเทศไทย พระราชทานงบประมาณก่อสร้างอาคารหลังใหม่ 1 หลัง ในพื้นที่แห่งนี้

ปี 2557 กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย เข้าไปสำรวจ ศศช. บ้านมอคี พบว่า อาคารเรียนได้ทรุดโทรมลงไปมาก จึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารเรียนแห่งใหม่ในพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่สุดท้ายของตำบลสบโขง ทางกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย จึงตั้งชื่อพื้นที่แห่งนี้ว่า หมู่บ้านสุดปลายฟ้า ในปีนี้เองบรรดาจิตอาสาที่เห็นผลงานของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอยมาอย่างต่อเนื่องก็สนใจสมัครเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก เช่น นายธวัชชัย โครตพจน์ ช่างภาพมืออาชีพระดับประเทศ ฯลฯ ทางกลุ่มได้จัดทำเสื้อยืดที่เขียนด้วยลายมือของ วสันต์-อัสนี โชติกุล นักร้องชื่อดัง ออกจำหน่าย พร้อมรับบริจาคเงินจากภาคเอกชนเพื่อช่วยเป็นค่าการก่อสร้างต่างๆ และขอบริจาครถจักรยานให้แก่เด็กนักเรียนที่บ้านอยู่ไกลจาก ศศช. จำนวน 100 คัน

ศศช. ราชา ตำบลสบโขง ก่อตั้งเมื่อ ปี 2532 โดยก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว หลังคามุงด้วยสังกะสี มีอาคารสิ่งปลูกสร้างที่มีภาคเอกชนได้สร้างไว้แต่ยังไม่เพียงพอต่อการใช้งานของเด็กนักเรียน บางอาคารทรุดโทรม จึงวางแผนก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ในพื้นที่แห่งนี้ เพื่อฉลองครบรอบ 10 ปี ของกลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย การเดินทางไปยัง ศศช. ราชาในช่วงฤดูฝนจะยากลำบากสักเพียงใด แต่ทีมงานก็มิได้ย่อท้อต่ออุปสรรค พวกเขาขนปูนซีเมนต์ที่ได้รับบริจาคจาก บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) จำนวน 200 ถุง ขึ้นไปก่อสร้างลานกีฬา อาคารเรียน จนเสร็จสมบูรณ์และส่งมอบได้ เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2558 โดยมีผู้อำนวยการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบ

ในปีนี้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ ได้จัดให้มีงาน 36 ปี โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดาร ในโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนมีโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง ใฝ่เรียนรู้ ซื่อสัตย์ ประหยัดและอดทน มีความรู้และทักษะทางวิชาการและการอาชีพเพื่อเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ

ที่ผ่านมา กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย มีบทบาทช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มจำปีเหล็กเพื่อเด็กดอย ได้รับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ในปีนี้ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ ได้จัดให้มีงาน 36 ปี โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดาร ในโครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีเป้าหมายให้เด็กและเยาวชนมีโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง ใฝ่เรียนรู้ ซื่อสัตย์ ประหยัดและอดทน มีความรู้และทักษะทางวิชาการและการอาชีพเพื่อเป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต รักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

ดอยเต่า สืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง

กศน. ดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ จัดกิจกรรมสืบสานภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง ครั้งที่ 14 ที่บ้านหล่ายแก้ว ตำบลบงตัน อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายอำเภอดอยเต่า เป็นประธานในพิธีเปิด ภายในงานมีกิจกรรมการจำหน่ายผ้าทอกะเหรี่ยง ผ้าตีนจก และผ้าพื้นเมือง รวมถึงการออกบู๊ธของหน่วยงานราชการ และการเสวนาเรื่องชนเผ่า

เชียงของ ทำโครงการเย็บกระเป๋าด้วยมือ

กศน. เชียงของ จังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมโครงการ การเย็บกระเป๋าใส่เศษสตางค์ด้วยมือขึ้น ที่บ้านดอนที่ หมู่ที่ 3 ตำบลริมโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนมาก

กศน. สุโขทัย สรุปผลงานไตรมาส 2

สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย จัดการประชุมติดตามและสรุปผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2 ขึ้น ที่ห้องประชุม To be number one กศน. อำเภอเมืองสุโขทัย โดยมี นางคนึงนิตย์ วันนิตย์ รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย เปิดการประชุมการติดตาม และสรุปผลการดำเนินงาน ประจำปีงบประมาณ 2559 ไตรมาส 2 เพื่อสรุปผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุโขทัย และ กศน. อำเภอ ทั้ง 9 แห่ง

กศน. พิจิตร ประชุมขับเคลื่อนงานตามระบบ

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมมีพรสวรรค์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดพิจิตร บุคลากร กศน. อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร เข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ สำนักงาน กศน. จังหวัดพิจิตร เพื่อดำเนินงานในไตรมาส 3-4 ให้ตรงตามเป้าหมายที่วางไว้

กศน. พะเยา จับมือ วท. ดอกคำใต้ จัดการศึกษาร่วม

นายปัณณพงศ์ ท้าวอาจ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร กศน. ครั้งที่ 4 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัด ในการประชุมในครั้งนี้มีผู้บริหาร หัวหน้ากลุ่ม เจ้าหน้าที่แผนงาน เจ้าหน้าที่การศึกษา เข้าร่วมเพื่อรับนโยบายของ สำนักงาน กศน. โดยพร้อมเพรียงกัน ในการประชุมครั้งนี้ มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาตอนปลาย (ทวิศึกษา) ระหว่าง สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา กับผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคดอกคำใต้ ณ ห้องประชุม กศน. เมืองพะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา

สร้าง “อาชีพ” ให้คนไทย…คืนกำไรให้สังคม มติชนอคาเดมี จัดโปรแรง “MID YEAR SALE 40%”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

สร้าง “อาชีพ” ให้คนไทย…คืนกำไรให้สังคม มติชนอคาเดมี จัดโปรแรง “MID YEAR SALE 40%”

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตัวโครงการ “MID Year Sale Matichon Academy” ซึ่งเป็นงานมหกรรมลดราคาคอร์สเรียนทุกหลักสูตร สูงถึง 40% ตลอดเดือนมิถุนายน 2559 นี้ เพื่อเป็นการตอบแทนคืนกำไรให้กับลูกค้าและสังคม

โดยโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการสร้างอาชีพเสริมรายได้และตอบแทนสังคมสำหรับผู้ที่กำลังมองอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ หรือกำลังสนใจอยากจะเข้าสู่การทำธุรกิจอาหารขนาดย่อมในอนาคตอีกด้วย

คุณสุรเกียรติ์ ปรีเปรม ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) กล่าวว่า ในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ คอร์สเรียนของเราน่าจะตอบโจทย์เลยทีเดียว เพราะใช้เงินลงทุนไม่มากเหมือนกับธุรกิจประเภทอื่นๆ แต่ก็สามารถสร้างรายได้ และคืนทุนในระยะเวลาอันสั้น เรียกได้ว่า แค่มีเงินลงทุนเพียงหลักหมื่น ก็สามารถทำธุรกิจได้ไม่ยากแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ลูกค้าบางคนที่มาลงเรียนคอร์ส กาแฟโบราณและเครื่องดื่มยอดนิยม หรือ การผลิตเฉาก๊วย 2 สูตร ซึ่งคอร์สเรียนเหล่านี้ใช้เงินลงทุนไม่มากครับ แต่ถ้ารู้แนวทางการผลิตและแนวคิดในการตลาด ก็สามารถใช้เงินทุนที่ไม่มาก แต่ทำกำไรได้แทบจะ 100% เลยทีเดียวครับ

นอกจากนี้ ต้องบอกว่าคอร์สเรียนในโปรเจ็กต์ “MID YEAR SALE 40%” ที่เราคัดสรรมาให้ทุกท่านได้เลือกเรียนนั้น ถือเป็นกลุ่มอาหารฟู้ดส์สตรีตที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น ก๋วยเตี๋ยว กวยจั๊บ ขนมหวานไทย แซนด์วิช ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่เรารับประทานกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน และผู้บริโภคสามารถตัดสินใจซื้อรับประทานได้ไม่ยาก จึงน่าจะทำให้โอกาสในด้านการขายมีมากขึ้นด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับการนำวิชา-ความรู้ที่ได้ในชั่วโมงเรียน ไปฝึกฝนจนชำนาญ และมีรสชาติอร่อยใกล้เคียงกับวิทยากร หรืออาจจะสร้างเอกลักษณ์ให้กับเมนูอาหารขึ้นมาใหม่ก็ได้ครับ เพื่อเป็นจุดขายอีกอย่างให้กับลูกค้า

“ซึ่งผมเชื่อว่า…ถ้าตั้งใจทำออกมาจริงๆ แล้วอร่อย กอปรกับการแนะแนวทางการตลาดจากวิทยากรด้วยแล้ว ทุกคนสามารถนำไปต่อยอดสร้าง “อาชีพ” ได้ไม่ยากอย่างแน่นอน”

คุณสุรเกียรติ์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับคอร์สเรียนของเรานั้นมีเรื่องของเทคนิค-เคล็ดลับเฉพาะจากวิทยากรมาเกี่ยวข้องด้วย จึงทำให้ผู้เรียนทุกคนสามารถเห็นความแตกต่างจากการนำสูตรอาหารจากใน หนังสือ-ตำรา หรือว่าจาก คลิป VDO ใน Youtube ซึ่งตรงจุดนั้นจะไม่มีรายละเอียดต่างๆ เท่ากับในห้องเรียนอย่างแน่นอน หรืออย่างเทคนิคต่างๆ ที่น่าสนใจในแต่ละคอร์ส เช่น เทคนิคการทำแป้งเบเกอรี่ให้ออกมาเป็นขนมปังเนื้อนุ่มละมุน หรือเทคนิคการทำห่อหมกปลาช่อน ฯลฯ

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นล้วนเป็นเคล็ดลับเฉพาะตัวของผู้สอนจริงๆ โดยในชั่วโมงเรียนทุกคนยังสามารถสอบถามความรู้ต่างๆ ในการปรุงอาหารจากประสบการณ์จริงของผู้สอนได้เพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งตรงนี้วิทยากรของเราทุกคน…เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วของมติชนอคาเดมีแล้ว ก็ไม่มีเทคนิค-เคล็ดลับใดๆ ที่จะต้อง “กั๊ก” หรือเป็น “ความลับ” ต่อผู้เรียนอีกต่อไป เพราะทุกท่านล้วนมีจิตวิญญาณแห่งความเป็น “ครู” อย่างแท้จริงครับ

นำหลักสูตรอาหารทั้งหมด มาลดราคาถึง 40% แล้วจะได้อะไร…แล้วต่างจากตอนราคาเต็มหรือไม่ ???

ผมคงต้องบอกว่า หลักสูตรอาหารทั้งหมดกว่า 42 คอร์สเรียนที่เรานำมาเปิดสอนครั้งนี้ ทุกคอร์สเรียนมีรายละเอียดการเรียนการสอนเหมือนกับคอร์สปกติทั่วไปเลยครับ อย่าง ครัวปฏิบัติการ ผู้เรียนก็ยังคงได้เรียนกับเชฟทีมชาติ หรือเชฟดังๆ เช่นเดิม และได้ลงมือปฏิบัติในห้องครัวอีกด้วย ครัวเบเกอรี่ ก็ยังคงเน้นผู้สอนที่เป็นเชฟเบเกอรี่ชั้นยอดเหมือนเดิม และได้ใช้ห้องครัวเบเกอรี่กันเต็มที่เหมือนเดิม หรืออย่าง สูตรเด็ด-ร้านดัง หรือ ครัวสาธิต ก็ยังคงเน้นร้านอาหารชื่อดัง และวิทยากรด้านอาหารที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน และเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักชิมอาหาร ทุกคนล้วนมีเทคนิค-เคล็ดลับความอร่อยเฉพาะตัว และการันตีความอร่อยมาอย่างยาวนาน

“แน่นอนว่าการเรียนการสอนทุกอย่างเหมือนกับคอร์สเรียนตอนราคาปกติแน่นอน คือมีตำราเอกสารประกอบการเรียนให้ครบทุกคน นอกจากนี้ เรายังมีการดูแลในส่วนของเบรกเช้า และอาหารกลางวัน ให้ทุกท่านอีกด้วย สำหรับคนที่สนใจอยากอบรมน่าจะคุ้มค่าอย่างแน่นอนครับ” คุณสุรเกียรติ์ กล่าว

สำหรับโครงการ “MID Year Sale Matichon Academy” มหกรรมลดราคาคอร์สเรียนอาหารทุกหลักสูตร สูงสุดถึง 40% ตลอดเดือนมิถุนายน 2559 นี้ ได้คัดเลือกหลักสูตรอาหารจากครัวปฏิบัติการ, ครัวเบเกอรี่, ครัวสาธิต, สูตรเด็ด-ร้านดัง กว่า 42 หลักสูตรที่น่าสนใจ อาทิ ร้านอาหารนายโซว (2), คาวบอยคาเฟ่ 2, ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาเจ๊เกียว, สุดยอดสเต๊กโรงแรม, พิซซ่าโฮมเมด, Japanese Style Caf? 1, Basic Bread, กาแฟโบราณและเครื่องดื่มยอดนิยม 30 ชนิด, หมูสะเต๊ะบางซื่อ, บะหมี่หัวโต ตลาดศรีย่าน, การผลิตเฉาก๊วย 2 สูตร, ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา สูตรโบราณ, สารพัดเมนูเชื่อมสูตรการค้า, เครปญี่ปุ่น, ซาลาเปาออมทรัพย์, รวยด้วยขนมหวานยอดฮิต, เปิดหม้อกับห่อหมกพ่อบัว, หมูทอดเจียงฮาย และหมูทอดกระเทียม, ไอศกรีมแท่งโบราณ 20 ชนิด, ข้าวเหนียวมูนคุณพะเยาว์ และหลักสูตรอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย

ทุกหลักสูตรการเรียนการสอนในชั่วโมงเรียนนั้น วิทยากรทุกท่านจะสอนตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบ-อุปกรณ์, เทคนิค-เคล็ดลับในการปรุงเมนูเด็ด, การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร พร้อมแนะนำแนวทางการทำการตลาด และการทำธุรกิจอาหารในอนาคตข้างหน้าอีกด้วย

“นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเรายังไม่ได้มีโอกาสจัดโปรโมชั่นใหญ่ๆ แบบเต็มรูปแบบเลยครับ ซึ่งโปรเจ็กต์นี้ เราคิดว่าน่าจะเกิดขึ้น เพื่อตอบแทนสังคม และช่วยเหลือคนที่กำลังประสบปัญหาเกี่ยวกับการทำมาหากิน ซึ่งอาจจะมีรายได้ไม่เพียงพอ แล้วอยากจะมีรายได้เสริม ก็น่าจะตอบโจทย์ หรือสำหรับคนที่อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ตรงจุดนี้ผมถือว่าเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกคนเช่นกันครับ นอกจากนี้ เรายังมี หลักสูตรงานช่าง-งานฝีมือ และ ทัวร์ศิลปวัฒนธรรม-ทัวร์เกษตรสัญจร ไว้รองรับลูกค้าทุกท่านอีกด้วย สำหรับท่านที่สนใจอยากเรียนเชิญทุกท่านครับ” คุณสุรเกียรติ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์), ID Line : matichonacademy, http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

Stir-fried Ginger Chili Paste

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Stir-fried Ginger Chili Paste

This is another old recipe of our ancestor”s local wisdom, to preserve a simple dish for extended meals, or for trekking pack similar to “Salt “n Pepper” and other slow-cooking chili pastes stored in box or glass jar ready to be eaten with rice and various vegetable at hand. More importantly, it always tastes good.

Ginger chili paste completely differs from curry paste; with ginger in it, and fried.

I learned the recipe from elders, tried and recorded; to pass along and verify that “Stir-fried Ginger Chili Paste” recipe exists, and neither too arduous nor mysterious to make it right.

Ingredients for a half kilo of meat: dried Cayenne pepper 5; shallot 10 bulbs; garlic 20 cloves; galangal 1 tsp; lemon grass 3 tsp; black pepper 5 seeds; coriander root 1 tsp; salt 1 tsp; sugar 3 tbs; ginger 3 tbs; and usually with 50-grams of pounded dried shrimp or fish. All the ingredients must be shredded, or through a blender, else a truly fine pounding will take most of a day.

It is distinct from the curry paste – with no shrimp paste or kaffir lime zest.

To crown the dish, add pork crackling or crispy-fried catfish meat.

I went shopping and toiled with the pounding. It may tire you out against buying the ready-made paste; a little rest and the final result more than makes up for the effort.

For meat to go with the paste, I chose a whole serpent-head fish of 1 kilo, fillet to a half kilo. Then, over the old recipe with no vegetable, I bought a cake of hard tofu to dice and deep fry and accompany the fish.

Preparation: deep fry diced fish to golden crisp. Pound ingredients hard ones first – galangal, lemon grass, coriander root, black pepper and salt to a fine paste; then the rest.

Stir fry the paste preferably in pork lard, over low flame, until it emits bouquet. Gradually add sugar 1 tbs at a time and stir thoroughly until the paste thickens. Season to your taste and turn off the heat. Fold in crispy tofu and fish dices while still in the pan; so the paste covers all meat. If you like kaffir lime leaf or fiery hot fried dry bird-chili, sprinkle them on top. Its flavour is mildly sweet but spicy with ginger and other ingredients; and just-right hot.

To conclude: “Stir-fried Ginger Paste” must include ginger.

ผัดพริกขิง

ผัดพริกขิง กับข้าวเก่าแก่ ถือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน เพื่อถนอมอาหารง่ายๆ ทำแล้วเก็บไว้กินได้นานวัน หรือจะพกห่อพกไว้เดินทางไปไหนก็ได้ เช่นเดียวกับ พริกกับเกลือ น้ำพริกตำรับต่างๆ ที่ผัดช้าๆ จนแห้ง ใส่อับใส่ขวดโหล อยากกินเมื่อไหร่ ก็ตักมาเปิบกินกับข้าวและผักแนมนานาชนิดใกล้มือได้ทันที สำคัญกว่านั้น ได้กินทีไร อร่อยทุกที

เครื่องพริกขิงต่างจากพริกแกง โดยมีขิงเป็นส่วนผสมในเครื่องน้ำพริกเวลาโขลกสำหรับผัด

ได้สอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังเหลืออยู่ พอได้ความมาทดลองทำ และบันทึกไว้ เพื่อถ่ายทอดกันต่อไปถึงลูกถึงหลาน ว่าผัดพริกขิงนั้นมีจริง แล้วก็ไม่ได้ยุ่งยากลึกลับเกินที่จะใส่ใจทำให้มันถูกต้อง

เครื่องพริกขิงสำหรับเนื้อครึ่งโล ประกอบด้วย พริกแห้งเม็ดใหญ่ 5 เม็ด หอมแดง 10 หัว กระเทียม 20 กลีบ ข่า 1 ช้อนชา ตะไคร้ 3 ช้อนชา พริกไทย 5 เม็ด รากผักชี 1 ช้อนชา เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ และขิง 3 ช้อนโต๊ะ และมักจะใส่กุ้งแห้งหรือปลาย่างป่นครึ่งขีดลงไปด้วย เครื่องเหล่านี้ ก่อนโขลกต้องซอยเสียก่อน หรือใช้เครื่องปั่นช่วย หาไม่คงจะต้องโขลกกันครึ่งค่อนวันกว่าพริกจะแหลกไม่แล่นใบ

จะเห็นได้ว่า ต่างกับน้ำพริกแกงเผ็ดทั่วไป ที่ไม่ใส่ กะปิ กับผิวมะกรูด

ถ้าจะให้เลิศหรูอลังการ ท่านว่าให้ใส่กากหมู หรือไม่ก็ปลาดุกทอดกรอบ

ผมจึงไปจ่ายกับข้าว ลงแรงโขลกเครื่องแกงเอง จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากว่าซื้อเครื่องแกงสำเร็จรูป พักเดี๋ยวเดียว เหนื่อยนั้นก็หาย

ส่วนเนื้อที่จะคลุกผัดพริกขิงนั้น ผมเลือกปลาช่อนตัวขนาดกิโล ตัดหัวแล่เอาแต่เนื้อแล้วเหลือแค่ 1/2 กิโลกรัม จากนั้น ซึ่งตำราเดิมเขาไม่ใส่ผักอะไรเลย กลัวพริกขิงผมจะเหงา เลยซื้อเต้าหู้แข็งมาแผ่นหนึ่ง ไว้หั่นเต๋าทอดกรอบเป็นเพื่อนปลาช่อน

วิธีทำ หั่นเต๋าเนื้อปลาช่อน ทอดให้เหลืองกรอบ พักไว้ โขลกเครื่องแกงโดยเริ่มจากของแข็ง เช่น ข่า ตะไคร้ รากผักชี พริกไทย และเกลือให้ละเอียด ค่อยเติมหอมแดง กระเทียม พริกแห้ง และกุ้งแห้ง

ผัดเครื่องแกงในน้ำมันหมู ใช้ไฟอ่อน ค่อยๆ ผัดจนสุกหอม ใส่น้ำตาลลงไปทีละ 1 ช้อนโต๊ะ คนไปจนน้ำพริกกับน้ำตาลเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ผัดแล้วจะข้น ชิมรสให้พอใจ ได้ที่แล้วปิดไฟทันที ค่อยใส่เต้าหู้กรอบและปลาช่อน เคล้าแต่เบามือ ให้เนื้อปลากับน้ำพริกขิงเข้าเกาะติดกันในกระทะ ทำให้ดูน่ากิน หากชอบใบมะกรูดหรือพริกขี้หนูแห้งทอดเอาเผ็ดปรี๊ด ก็เพิ่มลงไปได้ตามชอบ รสชาติของผัดพริกขิงนั้น จะออกรสหวานนิดๆ ได้รสเผ็ดแบบขิง มีกลิ่นขิง ซึ่งเผ็ดไม่มาก กำลังพอดีๆ

และ นี้คือบทสรุป ว่า “ผัดพริกขิง” ต้องใส่ขิงครับ

ปลูกปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานีในภาคอีสาน ต้องให้น้ำเพิ่ม ต้นจึงโตดี ให้ผลผลิตสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 624

เรื่องเล่าสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ปลูกปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานีในภาคอีสาน ต้องให้น้ำเพิ่ม ต้นจึงโตดี ให้ผลผลิตสูง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย (ศวพ. หนองคาย) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ได้ทำการวิจัย “เทคโนโลยีการจัดการน้ำในปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน” ซึ่งมีผู้ร่วมการวิจัย ประกอบด้วย นางสาวกาญจนา ทองนะ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ นายพสุ สกุลอารีวัฒนา นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย และนางสาววิชนีย์ ออมทรัพย์สิน นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้เพื่อหาข้อมูลและแนวทางการจัดการที่เหมาะสมกับปาล์มน้ำมันที่ปลูกในสภาพพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนเพื่อเพิ่มผลผลิต และเป็นข้อมูลช่วยตัดสินใจในการปลูกปาล์มน้ำมันของเกษตรกรต่อไป

คุณกาญจนา ในฐานะหัวหน้าการทดลอง กล่าวว่า จากข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในปี 2558 พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้ว ประมาณ 80,000 ไร่ โดยได้ผลผลิตเฉลี่ย ต่อไร่ 945 กิโลกรัม นอกจากนี้ เกษตรกรมีการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ปลูก เช่น พื้นที่นา พื้นที่น้ำท่วม ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมัน

แต่ที่สำคัญคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนน้อย เฉลี่ย 1,520 มิลลิเมตร จำนวนวันฝนตกเฉลี่ย 114 วัน ปริมาณน้ำฝนดังกล่าวนั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการน้ำของต้นปาล์มน้ำมัน ด้วยมีผลการทดลองต่างๆ ยืนยันถึงเรื่องดังกล่าว อาทิ ผลการศึกษาของ ภิญโญ และคณะ ปี 2539 ที่ชี้ให้เห็นว่า ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้น มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยมากกว่า 2,000 มิลลิเมตร ต่อปี และมีการกระจายตัวของฝนสม่ำเสมอตลอดปี ดังนั้น ในสภาพที่มีการขาดน้ำหรือช่วงแล้งยาวนานเกิน 2 เดือน ควรมีการให้น้ำเสริมหรือทดแทนในช่วงที่ไม่มีฝน ด้วยการติดตั้งระบบให้น้ำ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยในภาคใต้โดยการศึกษาของศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี ด้านผลกระทบของการให้น้ำต่อกระบวนการทางสรีรวิทยา การให้ผลผลิตและปริมาณน้ำมันของปาล์มน้ำมัน พบว่า ผลผลิตปาล์มน้ำมันอายุ 9 ปี ที่ให้น้ำมีผลผลิตเฉลี่ย 3.45 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ซึ่งสูงกว่าไม่ให้น้ำ 24 เปอร์เซ็นต์ (2.79 ตัน ต่อไร่ ต่อปี), (สุรกิตติ และคณะ, 2543)

จากข้อมูลข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า น้ำเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมัน น้ำเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการผลิตทางการเกษตรและในปัจจุบันการขาดแคลนน้ำเริ่มเป็นปัญหามากขึ้นทุกขณะ

“ดังนั้น การจะทำสวนปาล์มน้ำมันให้ประสบความสำเร็จ เกษตรกรจำเป็นต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม สามารถให้น้ำได้ในช่วงฤดูแล้ง และต้องมีการให้น้ำเสริมหรือทดแทนให้พอเพียงต่อการเจริญเติบโต และการให้ผลผลิตของปาล์มน้ำมัน ดังนั้น ผลการศึกษาการจัดการน้ำที่เหมาะสมต่อปาล์มน้ำมันในช่วงการให้ผลผลิต เป็นตัวช่วยแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องการนำเอาน้ำไปใช้อย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

สำหรับการทดลอง “เทคโนโลยีการจัดการน้ำในปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน” ได้ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2556 – เดือนกันยายน 2558 ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย โดยทดลองในแปลงปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี 2 อายุ 6 ปี วางผังปลูกแบบสามเหลี่ยม ระยะปลูก 9x9x9 เมตร ดูแลรักษาให้ปุ๋ยตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

คุณกาญจนา ได้สรุปผลการศึกษาเทคโนโลยีการจัดการน้ำในสวนปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ว่า

หนึ่ง การให้น้ำมีแนวโน้มทำให้ปาล์มน้ำมันมีการเจริญเติบโตได้ดีกว่าการไม่ให้น้ำ

สอง การให้น้ำที่ระดับ 1.2 เท่า ของค่าระเหย (ประมาณ 155-269 ลิตร ต่อต้น ต่อวัน ขึ้นอยู่กับอายุปาล์มน้ำมัน ปริมาณแสงแดด และการระเหยของน้ำ) ทำให้ปาล์มน้ำมันมีช่อดอกตัวเมียมากกว่าการไม่ให้น้ำ และปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4.34 ตัน ต่อไร่ ต่อปี มากกว่าปาล์มน้ำมันที่ไม่ให้น้ำ 19.89 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น การปลูกปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์สุราษฎร์ธานี 2 ในพื้นที่ที่มีการขาดน้ำมากกว่า 200 มิลลิเมตร ต่อปี ควรจะมีการให้น้ำตั้งแต่เริ่มปลูกอย่างต่อเนื่องในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มต่อการลงทุน เช่นเดียวกันกับข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับการลงทุนการให้น้ำในต่างประเทศของ Corley and Hong (1982) ที่ได้เปรียบเทียบผลผลิตของปาล์มน้ำมันที่มีการให้น้ำและที่ไม่ให้น้ำ พบว่าถ้าผลผลิตทะลายต่างกันมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป เหมาะสมที่จะลงทุนติดตั้งระบบให้น้ำ และจะคุ้มทุนภายในระยะเวลา 8-10 ปี หลังจากปลูกปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมปานกลางที่สภาพภูมิอากาศอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต” คุณกาญจนา กล่าว

จากผลการทดลองในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์ลูกผสมสุราษฎร์ธานีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่ควรมองถึงหนึ่งในปัจจัยสำคัญ นั้นคือ การให้น้ำแก่ปาล์มน้ำมันตั้งแต่เริ่มปลูก และควรให้อย่างต่อเนื่องในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุ้มต่อการลงทุน

หากสนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย (ศวพ. หนองคาย) 191 หมู่ที่ 9 ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย โทร. (042) 490-936

เปิดธุรกิจรับเปิดเทอม ชุดนักเรียน 100 ล้าน “ใส่สมอ…เท่เสมอ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี ปัทมานันท์ ภาพ : ธนศักดิ์ ธรรมบุตร

เปิดธุรกิจรับเปิดเทอม ชุดนักเรียน 100 ล้าน “ใส่สมอ…เท่เสมอ”

“…ปีหนึ่งขายได้แค่ 2 เดือน คือเมษายน-พฤษภาคม และเนื่องจากชุดนักเรียน เป็นสินค้าควบคุมที่ต้องมีการตรึงราคาไว้ ราคาขายไม่สามารถขยับขึ้นมา 5 ปีกว่าแล้ว ธุรกิจนี้จึงไม่ได้มีกำไรมากมายอะไร ที่ผ่านมาอาศัยขายจำนวนมากเลยอยู่มาได้”

มูลค่าตลาดสินค้าประเภทเครื่องแบบนักเรียน ณ พ.ศ. นี้

ว่ากันว่ามีตัวเลขอยู่ที่หลัก…หลายพันล้านบาท

การขับเคี่ยวกันจึงมีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ เนื่องจากมีผู้ประกอบการน้อย-ใหญ่ หลายรายเสนอตัวเข้ามาเป็น “ผู้เล่น”

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันแวดวงผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย “ชุดนักเรียน” นี้ ได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ ตลาดกลาง-ล่าง และตลาดบน

สำหรับผู้เล่นในตลาดบน มักเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ดำเนินกิจการมายาวนาน และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าส่งต่อกันมาแบบรุ่นสู่รุ่น

ซึ่งหนึ่งในนั้น เชื่อว่าคงมี ชุดนักเรียน “ตราสมอ” ผุดขึ้นมาในความคิดของใครหลายคนเป็นแน่

ตั้งต้นจากห้องแถว

ชู “ความทน” เป็นจุดขาย

ช่วงบ่ายของวันทำงาน โรงงานผลิตชุดนักเรียน ตราสมอ ซึ่งตั้งอยู่ย่านบางแค บนที่ดินกว่า 10 ไร่ เปิดโอกาสให้ทีมงาน “เส้นทางเศรษฐี” เข้าไปเยี่ยมชมการผลิตแทบทุกขั้นตอน

และแม้งานกำลังวุ่น เพราะอยู่ในช่วง “หน้าขาย” ซึ่งต้องมีการติดต่อธุรกิจกับผู้ซื้อน้อยใหญ่หลายต่อหลายเจ้า

แต่ คุณหวาน-อาภาพร ศิริปทุมมาศ ผู้บริหารวัย 39 ปี ตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สมอทองการ์เมนท์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดนักเรียน ตราสมอ เจ้าของสโลแกน “ใส่สมอ…เท่เสมอ” ยังกรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง

เริ่มต้นย้อนความเป็นมา กิจการนี้เริ่มต้นเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว โดย คุณกิตติ และ คุณลักษมณ์สุนีย์ ศิริปทุมมาศ คุณพ่อ-คุณแม่ของเธอเอง ซึ่งทั้ง 2 ท่านไม่มีความรู้ด้านการตัดเย็บมาก่อน โดยคุณพ่อจบชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา คุณแม่จบปริญญาตรี จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เล็งเห็นว่าธุรกิจเสื้อผ้าน่าจะมีแนวโน้มดี จึงพากันไปขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมด้านการสร้างแพตเทิร์น การตัดเย็บ การใช้จักร ฯลฯ

ก่อนตัดสินใจลงทุนเปิดโรงงานเล็กๆ ตัดเย็บเสื้อกันหนาว เสื้อผ้าร่ม เสื้อเชิ้ตผู้ชาย ส่งขายตามจังหวัดหัวเมือง ทำอยู่ได้กว่า 10 ปี ผลประกอบการดีแบบ “ขึ้นๆ ลงๆ” บางปีขายดี บางปีขายไม่ได้ เพราะต้อง “เดินตาม” สภาพอากาศ จึงมักมีของค้างสต๊อกตลอด

ทั้ง 2 ท่านจึงช่วยกันคิดทำสินค้าชนิดใหม่ ที่ยั่งยืนกว่า กระทั่งคุณแม่ของเธอ เสนอว่าน่าจะทำชุดนักเรียนออกขาย เพราะเวลานั้นคู่แข่งยังน้อย เป็นสินค้าคงที่ไม่ต้องอิงฝนฟ้า และมีช่วงเวลาขายดีที่ค่อนข้างแน่นอน

“โรงงานช่วงนั้นไม่ใหญ่มาก เป็นห้องแถว 8-10 ห้อง อยู่ย่านสำเหร่ มีพนักงานหลักร้อยคน จนมาถึงปี 2535 ทำตลาดได้มากขึ้น กิจการขยายอย่างเห็นได้ชัด จึงย้ายโรงงานมาตั้งที่บางแค ปัจจุบันมีพื้นที่ประมาณ 12 ไร่ มีพนักงานประมาณ 1,700 คน เป็นบริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดนักเรียนใหญ่ที่สุดในประเทศ” คุณหวาน ว่าให้ฟัง

ก่อนบอกถึง “จุดแข็ง” ที่เป็น “จุดขาย” ในแบบของตราสมอว่า น่าจะอยู่ที่การเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ชั้น “เกรดเอ” ทั้งสิ้น นับตั้งแต่ผ้าขาว ผ้าสี ด้ายเย็บ ซิป กระดุม ตะขอ ฯลฯ ล้วนสั่งซื้อจากโรงงานผลิตที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเมืองไทย

ส่วนการผลิตทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างรัดกุม ด้วยเครื่องจักรทันสมัย มีความพิเศษเฉพาะด้าน สินค้าทุกชิ้นจึงได้มาตรฐาน สวยงาม และคงทน

“ชุดนักเรียนต้องใส่ทุกวัน สัปดาห์ละ 5 วัน ถ้าเย็บแบบขอไปที คงใส่กันได้ไม่นาน ยิ่งถ้าอยากประหยัด ส่งต่อให้น้องใส่ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ สมอจึงชูจุดเด่นที่ความคงทนเป็นสำคัญ เมื่อรักษามาตรฐานได้ ลูกค้ารับทราบว่าสินค้าของเราสีไม่ตก ซิปไม่แตก เป้าไม่ขาด แบบนี้ถือว่าทำงานผ่าน” คุณหวาน บอก

รีแบรนด์ใหม่

สลัดความเชย

กิจการชุดนักเรียน ตราสมอ เติบโตขึ้นตามลำดับมายาวนานกว่า 40 ปี ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท และมีผู้บริหารรุ่นที่ 2 ดูแลแบบเต็มตัว

ซึ่งในส่วนของคุณหวาน หลังจากจบปริญญาตรี จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ระดับปริญญาโท จากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล และเข้าทำงานในโมเดิร์นเทรดอยู่พักหนึ่ง ราว พ.ศ. 2547 เธอจึงเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กิจการของครอบครัว

“ตอนนั้นกิจการกำลังไปได้ดี ลูกค้าทุกคนวางใจ แต่ดูเหมือนจะเป็นแบรนด์เชยๆ ในสายตาของเด็กรุ่นใหม่ เลยตัดสินใจทำการรีแบรนด์ เพิ่มความสดใสลงไป คิดสโลแกนใหม่ มาเป็น “ใส่สมอ เท่เสมอ” เน้นกลุ่มวัยรุ่น ม.ต้น ถึง ม.ปลาย ให้เปลี่ยนความคิดเดิมๆ ที่แม่บอกว่าทนก็ใส่ตามแม่

การรีแบรนด์ครั้งนั้น ต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ ให้ลูกค้าเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นจดจำว่า ใส่สินค้าของเราแล้วจะดูเท่กว่า ซึ่งการใช้สื่อโฆษณาและสร้างสโลแกนใหม่ นับว่าได้ผล เด็กประถมฯ อยากใส่ตามพวกรุ่นพี่มัธยมฯ ไม่ต้องรอให้แม่เลือกซื้อให้” คุณหวาน เล่ายิ้มๆ

และว่าถึง ช่องทางจำหน่าย ซึ่งแต่เดิม มีแค่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว มาช่วยกระจายสินค้า แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปและการแข่งขันซึ่งนับวันจะรุนแรงขึ้น รูปแบบการขายแค่นั้นอาจไม่พอ

จึงต้องเปิดเกมรุก ด้วยการเข้าไปขายตรงให้กับโรงเรียนต่างๆ ที่ไว้วางใจ พร้อมบริการปักชื่อ ปรับไซซ์ ให้ได้ ควบคู่ไปกับการนำไปวางในโมเดิร์นเทรดและห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพราะเป็นแหล่งซื้อขายของผู้คนยุคนี้

“ตราสมอ มีจำนวนสินค้าชุดนักเรียนกว่า 2,000 แบบ เป็นยี่ห้อเดียวที่มีเสื้อ 14 ไซซ์ เอวกระโปรง 9 เอว สามารถปรับแก้ให้ได้ ทุกวันนี้เปิดตลาดในโรงเรียนเขตกรุงเทพฯ กว่า 50 แห่ง และส่งไปขายตรงให้กับโรงเรียนต่างจังหวัด 100 แห่ง

แต่ปีหนึ่งขายได้แค่ 2 เดือน คือเมษายน-พฤษภาคม และเนื่องจากชุดนักเรียน เป็นสินค้าควบคุมที่ต้องมีการตรึงราคาไว้ ราคาขายไม่สามารถขยับขึ้นมา 5 ปีกว่าแล้ว ธุรกิจนี้จึงไม่ได้มีกำไรมากมายอะไร ที่ผ่านมาอาศัยขายจำนวนมากเลยอยู่มาได้” คุณหวาน เผยอย่างนั้น

แข่งขันรุนแรง

หน้าใหม่แจ้งเกิดยาก

สนทนามาถึงตรงนี้ มีคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์การแข่งขัน คุณหวาน บอก ยังมีความรุนแรงอยู่ต่อเนื่อง แบรนด์คู่แข่งที่เกิดมาไล่เลี่ยกันยังมีอยู่ ขณะเดียวกัน แบรนด์เล็กแบรนด์น้อยที่เจาะฐานลูกค้าต่างจังหวัดมีอยู่หลายจ้า และยังมีผู้เล่นหน้าใหม่ ที่สั่งนำเข้าสินค้ามาจากประเทศเวียดนามและจีนด้วย

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า มีผู้ประกอบการด้านนี้ที่ล้มหายตายจากไป มีหลายยี่ห้ออยู่เหมือนกัน เหตุเพราะควบคุมต้นทุนไม่ได้

“การแจ้งเกิดในธุรกิจชุดนักเรียนนี้ สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่อาจเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะต้องมีทุนพอที่จะแบกสต๊อก สมมตินำเข้าของจากเมืองจีน คุณสามารถแบกสต๊อกข้ามปีได้หรือเปล่า เพราะชุดนักเรียนขายได้แค่ 2 เดือน คือเมษายนกับพฤษภาคม” คุณหวาน บอกอย่างนั้น

ในเมื่อ ชุดนักเรียน เป็นสินค้าที่ต้องควบคุมราคามาอย่างต่อเนื่อง กำไรต่อหน่วยก็น้อย แต่คู่แข่งมีมาก แล้วการประคองธุรกิจให้อยู่รอดมาได้กว่า 40 ปีนี้ ต้องมีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ ประเด็นนี้ คุณหวาน ตอบว่า โรงงานสมอ มีพนักงานอยู่ในความดูแลเกือบ 2,000 คน ค่าจ้างจึงเป็นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ดังนั้น จึงต้องมีการลงทุนหาเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรมาช่วยในการผลิตเพื่อลดกำลังคน

อย่างไรก็ตาม ในทุกสายพานการผลิตเน้นไปที่ “แรงงานฝีมือ” เป็นหลัก ดังนั้น อุปสรรคความยากของกิจการในเวลานี้ก็คือการบริหารจัดการคนภายในองค์กรเอง

“การจัดการเรื่องคนเป็นงานยากที่สุด ซึ่งแรงงานฝีมือนับวันจะหายาก ฉะนั้น ต้องให้ความใส่ใจกันให้มาก เรื่องค่าแรงที่สร้างแรงจูงใจนับว่าสำคัญ เราจึงมีรูปแบบการจ่ายค่าแรงที่ไม่ตายตัว อย่างงานเย็บให้ค่าแรงเป็นรายชิ้น ช่วงโลว์ซีซั่นที่ไม่ใช่หน้าขาย แม้ต้องแบกสต๊อก เราก็จะมีการจ้างงานตลอด เพื่อให้พนักงานอยู่ได้ มีรายได้สม่ำเสมอทั้งปี” คุณหวาน บอกจริงจัง

ถามไถ่ถึงแผนธุรกิจที่วางไว้ ผู้บริหารกิจการชุดนักเรียนตราสมอ เผย ช่วงเวลานี้ ยอดขายค่อนข้างอยู่ตัว สินค้าได้การยอมรับและไว้วางใจเป็นวงกว้าง ล่าสุด จึงขยายไลน์สินค้าเป็น ถุงเท้า กางเกงวอร์ม ชุดพละ ซึ่งกำลังได้การตอบรับดีขึ้นตามลำดับ

“ตราสมอ มาจากความคิดที่ว่า พวกเราเป็นคนไทยเชื้อสายจีน อพยพมากับเรือสำเภา ยามอยู่กลางท้องทะเลย่อมโคลงเคลงไปมา เปรียบได้กับการค้าขายที่อาจมีความไม่แน่นอน แต่ถ้าเรือนั้นจะนิ่งได้ ต้องอาศัยสมอที่ทอดลงไปในทะเล สมอจึงเปรียบกับเป็นตัวช่วยสำคัญทำให้ธุรกิจมีความมั่นคง ส่วนหลักในการทำธุรกิจ สิ่งที่ยึดมั่นกันมาตลอดคือ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สมอทองการ์เมนท์ จำกัด ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

ทิ้งชีวิตคนเมือง สู่ “ไร่สุขพ่วง” เกษตรกรอายุน้อย หัวใจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

เกษตรอินเทรนด์

สดุจตา

ทิ้งชีวิตคนเมือง สู่ “ไร่สุขพ่วง” เกษตรกรอายุน้อย หัวใจพอเพียง

“พื้นที่ไม่มาก แต่จะทำอย่างไรให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องนำมาแปรรูป เราจึงไม่ขายผักผลไม้สด อย่างกล้วย นำมาอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต้นกุยช่ายมาทำขนม ใบย่านางมาทำชา หรืออย่างอ้อย ชาวบ้านปลูกใช้พื้นที่ 10, 20 ไร่ ขายส่งให้โรงงานผลิตน้ำตาล ก็ถูกกดราคา แต่ผมเรียนรู้กระบวนการหีบอ้อย นำภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ เพื่อทำน้ำตาลอ้อยเอง ปลูกทุกอย่างในรูปแบบอินทรีย์ จำนวนแค่ 1.5 ไร่ แต่สามารถทำรายได้เทียบเท่าคนที่ปลูกเป็นสิบๆ ไร่”

เรียนหนังสือตั้งแต่อายุราว 3 ขวบ ก้าวจบจากรั้วมหาวิทยาลัยในวัยกว่า 20 ปี จากนั้นเดินทางสู่ระบบลูกจ้าง วางกรอบชีวิตติดอยู่กับคำว่ามนุษย์เงินเดือน สร้างฐานะ ด้วยการผ่อนรถ ผ่อนบ้าน มีครอบครัว พุ่งเป้าทำงานใช้หนี้ กว่าจะหมดซึ่งหนี้สินอาจก้าวสู่วัยเกษียณ

วงจรชีวิตของคนจำนวนมากเป็นเช่นนี้ แต่ไม่ใช่กับ คุณอภิวรรษ สุขพ่วง แห่ง “ไร่สุขพ่วง”

ไม่ตามกระแส

ขอแค่พอเพียง

แม้คุณอภิวรรษจะใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนจนจบปริญญา และทำตามกรอบของคนหมู่มากมาบ้าง คือหลังศึกษาจบ ทำงานในตำแหน่งลูกจ้าง แต่ทว่าภายในระยะเวลา 6 เดือน เขา “คิดได้” และตัดสินใจเก็บกระเป๋ามุ่งหน้ากลับบ้านเกิดอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งในยามนั้นเขารับตำแหน่ง “คนตกงาน”

“ตัวอย่างของคนที่เดินตามกรอบกระแสโลกมีเป็นล้านคน ใช้เวลาเรียนนับสิบปี พ่อแม่บางคนต้องขายที่ขายทาง บางคนหมดตัว พอลูกเรียนจบก็ไปทำงานให้คนอื่น ติดระบบคนเมือง ทำงานได้สักพักมีครอบครัว ซื้อบ้าน ซื้อคอนโดมิเนียม ใช้เงินเดือนผ่อน บางครั้งกว่าจะหมดก็อายุ 60 ปี ผมถามตัวเองว่าจะเดินตามรอยนี้หรือ จึงตัดสินใจกลับบ้าน ตอนนั้นคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เป็นภาระของพ่อแม่ พยายามหาทางช่วยเหลือครอบครัว”

หันมามองรายจ่ายของครอบครัว พบว่าครึ่งหนึ่งหมดไปกับสินค้าอุปโภคบริโภค จึงคิดหาทางช่วยลดรายจ่ายส่วนนี้ลงก่อน

“ผมตามแม่ไปตลาด ก็ดูเลยว่า แม่ซื้ออะไรบ้าง ข้าว ไข่ ปลา ผัก สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ฉะนั้น ถ้าทำสิ่งนี้ขึ้นมาก็หมายความว่าไม่ต้องซื้อ ซึ่งพอผมมองย้อนไปรุ่นปู่รุ่นทวด เขาทำนามีข้าวกินทั้งปี แต่ว่าพ่อกับแม่รับราชการ ไม่ได้สานต่ออาชีพเกษตร เราต้องซื้อข้าวกินมาเป็นเวลานับสิบปี ซื้อผัก ซื้อทุกอย่าง”

จัดระบบพื้นที่ดิน

มีรายได้ไม่ขาดช่วง

พื้นที่ 25 ไร่ คือคำตอบในการลดทอนค่าใช้จ่ายหลัก แต่เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ความรู้คือสิ่งสำคัญ คุณอภิวรรษ เดินทางไปศึกษาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง กับครูบาอาจารย์หลายท่าน โดยเฉพาะผู้ที่ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง เพื่อนำองค์ความรู้มาปรับใช้

กระทั่งได้ลงมือจริงในปี 2553 จัดการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ได้แก่ แหล่งน้ำ (ขุดบ่อน้ำเพื่อรองรับน้ำฝนไว้ใช้ขนาดประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่) ทำแปลงนาข้าว ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และสร้างที่อยู่อาศัย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังเลี้ยงสัตว์บางชนิดเพื่ออาศัยผลพลอยได้ ไม่ใช่เพื่อการฆ่า อย่าง เลี้ยงปลาดุก เพื่อนำน้ำจากบ่อเลี้ยงมาทำปุ๋ยสูตรน้ำ เลี้ยงหมูเพื่อนำมูลมาทำปุ๋ยแห้ง เลี้ยงไก่เพื่อนำไข่ไก่มาประกอบอาหาร

ด้วยกระบวนการจัดการระบบอินทรีย์วิถีไทย ทำให้ไร่สุขพ่วง มีรายได้ 4 ช่วงเวลาคือ รายได้รายวัน มาจากการขายไข่ไก่ รายได้รายเดือนมาจากผัก ที่เก็บตัดแล้วนำมาแปรรูปจำหน่าย อย่างผักสลัด ผักกุยช่าย รายได้รายปีจากการปลูกข้าว และรายได้วัยเกษียณจากไม้ใหญ่ในป่าที่ปลูกขึ้น

“พื้นที่ไม่มาก แต่จะทำอย่างไรให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ก็ต้องนำมาแปรรูป เราจึงไม่ขายผักผลไม้สด อย่างกล้วย นำมาอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ต้นกุยช่ายมาทำขนม ใบย่านางมาทำชา หรืออย่างอ้อยชาวบ้านปลูกใช้พื้นที่ 10, 20 ไร่ ขายส่งให้โรงงานผลิตน้ำตาล ก็ถูกกดราคา แต่ผมเรียนรู้กระบวนการหีบอ้อย นำภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ เพื่อทำน้ำตาลอ้อยเอง ปลูกทุกอย่างในรูปแบบอินทรีย์ จำนวนแค่ 1.5 ไร่ แต่สามารถทำรายได้เทียบเท่าคนที่ปลูกเป็นสิบๆ ไร่”

ปลูก แปรรูป ขาย

ทำได้เองทุกขั้นตอน

ตลาดรองรับเป็นเรื่องสำคัญต้องเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งคุณอภิวรรษ ว่า หากจะขายสินค้าคุณภาพ เกิดมาตรฐานเป็นที่น่าเชื่อถือ ก็ไม่ควรนำสินค้าไปปะปนกับตลาดสินค้าเคมี

“เมื่อศึกษาตลาดพบว่ามีผู้จัดตลาดนัดสินค้าสุขภาพขึ้น โดยให้ผู้ค้าตระเวนไปขายตามอาคารต่างๆ ในกรุงเทพฯ ผมจึงเลือกนำสินค้าภายใต้แบรนด์ สุขพ่วง ไปทำตลาดให้ตรงจุด นอกจากนั้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนในยุคนี้ ต้องสร้างสื่อออนไลน์ขึ้นมา เปิดเฟซบุ๊ก โดยใส่เรื่องราว และภาพให้เขารู้จักเรา และเห็นความเคลื่อนไหว”

คุณอภิวรรษ ว่า ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์เหมาะสมและดูดี ก็เป็นอีกวิธีที่จะดึงความโดดเด่นของสินค้าให้ชัดเจนขึ้น

จุดขาย 3 ประการคือ ปลูกเอง แปรรูปเอง จำหน่ายเอง ถือเป็นวิธีเข้าถึงลูกค้าได้ดีที่สุด เพราะสามารถอธิบายได้ทุกกระบวนการ เพื่อสร้างความเชื่อถือต่อลูกค้า “เราทำสินค้าโดยคิดว่านี่คือผลิตภัณฑ์ที่ลูกทำให้พ่อแม่ทาน ฉะนั้น ต้องใส่ใจทุกรายละเอียด”

สินค้าแทบทุกชนิดจากไร่สุขพ่วง จะเน้นแปรรูปก่อนจำหน่าย แม้พื้นที่ปลูกจะไม่มาก ก็สามารถสร้างความยั่งยืนให้ผลิตผลบนพื้นที่มีพอสำหรับบริโภคในครัวเรือน และจัดจำหน่าย

จากความสำเร็จของไร่สุขพ่วง ที่เริ่มต้นลงมือปลูกเพื่อสร้างความพอเพียงให้กับครอบครัว “สุขพ่วง” แต่มาในวันนี้กลับกลายเป็นสร้างธุรกิจเล็กๆ ให้เกิดขึ้น

“คำว่า เศรษฐกิจพอเพียง มีอยู่ 2 แบบคือ เศรษฐกิจพอเพียงในขั้นพื้นฐาน นั่นหมายถึง ทำเพื่อให้ครอบครัวอยู่ได้ แต่เมื่อสำเร็จขั้นนี้แล้ว ก็ไปต่อกับเศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้าคือ มาสู่กระบวนการสร้างธุรกิจ และเผยแพร่แบ่งปัน ซึ่งผมยืนอยู่ตรงจุดนี้แล้ว”

คุณอภิวรรษ ยังเล่าถึงบันได 9 ขั้นของคำว่า ความพอเพียง ซึ่งในข้อที่ 1-4 ถือเป็นเศรษฐกิจพอเพียงในขั้นพื้นฐาน คือ 1. พอกิน 2. พอใช้ 3. พออยู่ 4. พอร่มเย็น และเมื่อสำเร็จแล้วก็มาสู่ข้อที่ 5-9 กับเศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้า 5. ทำบุญ (เพื่อป้องกันมิให้เกิดความโลภ) 6. ทำทาน (แบ่งปันให้กับผู้ที่ลำบาก) 7. เก็บรักษา (ทั้งด้านภูมิปัญญา ความรู้ ประสบการณ์) 8. แปรรูป (เพื่อเพิ่มมูลค่าออกสู่ตลาด อันนำมาสู่ระบบธุรกิจ) และ 9. เผยแพร่องค์ความรู้ (ถ่ายทอดสู่ผู้อื่น)

“เมื่อผมทำสำเร็จ ครอบครัวอยู่ได้ เปลี่ยนคนตกงานให้เป็นเกษตรกรได้แล้ว ผมก็ต้องการส่งเสริมผู้อื่น ส่งต่อความรู้ จึงจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้อินทรีย์วิถีไทย (Earth Safe) โดยร่วมกับมูลนิธิรักษ์ดิน รักษ์น้ำ (Earth Safe) เปิดคอร์สการอบรมครบวงจร ตั้งแต่ ปลูกผัก ทำปุ๋ยใช้เอง ทำอาหารสัตว์ ไปจนถึงการทำตลาด”

คนเมืองสนใจ

ปลูกผักในตะกร้า

ด้วยเพราะพื้นที่อำเภอจอมบึงประสบปัญหาทั้งดินเสื่อมโทรม ขาดแคลนน้ำ คุณอภิวรรษจึงคิดค้นการปลูกผักในภาชนะ โดยได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดอบรมชาวบ้านให้สานตะกร้าจากสายรัดพลาสติกชนิดทนแดดให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ดีในภาชนะ

นอกจากคนในพื้นที่ได้เรียนรู้การปลูกผักไว้ทานและจำหน่าย ยังส่งผลสู่บุคคลภายนอก อย่างผู้อยู่ในสังคมเมืองใหญ่ ที่มีพื้นที่อยู่อาศัยจำกัด อย่าง คอนโดมิเนียม ก็สามารถปลูกผักทานเองได้ หรือถ้าใครต้องการต่อยอดไปสร้างเป็นอาชีพ ก็สามารถดำเนินการได้

ด้วยวัยเพียง 27 ปี ถือว่ายังเป็นตัวเลขอายุน้อย แต่ทว่ากระบวนการคิด และลงมือทำ ของคุณอภิวรรษถือเป็นแบบอย่างให้กับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งการเดินสู่เส้นทางสายนี้ ไม่เพียงส่งเสริมชีวิตความเป็นอยู่ดี มีรายได้พอเลี้ยงตนเอง แต่เหนือกว่านั้นคือ ความสุข กับการได้อยู่ในบ้านเกิด อยู่ใกล้ชิดครอบครัว โดยสร้างประโยชน์ให้กับทั้งตนเองและคนรอบข้าง

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ต้องการจะเดินตามวิถีเช่นนี้ คุณอภิวรรษ ว่า ยินดีสนับสนุน โดยเฉพาะในด้านองค์ความรู้ สามารถโทรศัพท์ติดต่อเข้ารับการอบรมล่วงหน้าได้ที่ โทรศัพท์ (089) 379-8950

พร้อมกันนี้ ยังได้ฝากข้อคิดสำหรับคนรุ่นใหม่ “ผมอยากให้คิดให้ได้ก่อนว่าความมั่นคงคืออะไร มันคือปัจจัย 4 ใช่หรือไม่ และถ้าที่ดินไม่มี แต่มีภูมิปัญญาก็นำภูมิปัญญามาต่อยอด ผมว่าก่อนอื่นต้องรู้จุดเริ่มก่อน เข้าใจคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง และส่วนของความรู้ที่ร่ำเรียนมา ก็นำมาบูรณาการ

ส่วนผู้ยังคงต้องอยู่กับงานประจำ ยังก้าวออกมาไม่ได้ ก็ขอให้เรียนรู้อย่างมีสติ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งหมดกับสิ่งนั้น เพื่อวันหนึ่งนำกลับไปพัฒนาบ้านเกิด กลับไปนำของเก่ามาก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะ ศิลปวัฒนธรรม พืชพันธุ์ ภูมิปัญญา สิ่งเหล่านี้สามารถประยุกต์ให้เกิดความร่วมสมัยได้ ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”

ไร่สุขพ่วง ตั้งอยู่ เลขที่ 107 หมู่ 10 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี 70150 โทรศัพท์ (089) 379-8950, http://www.facebook.com/raisukphang

แม่ค้าเปรี้ยวแซบ-พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์ เจ้าของเสื้อผ้าโดนใจสาวเฮฟวี่เวต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0732150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี

แม่ค้าเปรี้ยวแซบ-พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์ เจ้าของเสื้อผ้าโดนใจสาวเฮฟวี่เวต

“…เจาะกลุ่มลูกค้าคนอ้วนระดับรุนแรง ซึ่งหาเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ได้ยากมากที่สุด อย่างแหล่งค้าส่งระดับประเทศ ย่านประตูน้ำ ยังมีแค่ไซซ์ 42 จำหน่าย แต่สินค้าในแบบของเธอมีให้เลือกถึงขนาดรอบอก 60 กว่า…”

ทุกวันนี้ถ้าใครมีรูปร่างอ้วนเกินค่านิยมตามสมัย อาจถูกมองด้วยสายตาตำหนิติติง เหมือนไปทำอะไรผิดมาหนักหนา

แถมยามปะหน้าผู้คน (บางประเภท) เป็นต้องเอ่ยปากทัก ทำไมถึงได้ตัวใหญ่-ตัวโต อย่างนี้

ทั้งที่น่าจะรู้กันอยู่เรื่องของ “สังขารไม่เที่ยง” นั้น เป็นธรรมดาของมนุษย์โลก

แต่เมื่อความสวยความงามนั้น เป็นเรื่องคู่กันกับผู้หญิงแทบทุกราย

ฉะนั้น หากสาวคนไหนที่ก้าวผ่านภาวะ “อวบระยะสุดท้าย” ไป เห็นเป็นต้องรีบขวนขวายหาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วดูดี มาเสริมบุคลิกกันให้จ้าละหวั่น

ส่งผลให้ธุรกิจขายเสื้อผ้าสำหรับสาวร่างบิ๊ก มีความคึกคักมาได้พักใหญ่แล้ว

เด็กเกียรตินิยม

ใจรักค้าขาย

“พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” คือชื่อของแฟนเพจร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่สาวอวบอ้วน น้ำหนัก 80-180 กิโลกรัม ++ โดยเสื้อผ้าแต่ละแบบมีทั้งงาน Plus Size แบรนด์เนม เอาต์เลต และงานตัดเฉพาะที่ร้านออกแบบมาเพื่อสาวเฮฟวี่โดยเฉพาะ

ส่วนสโลแกนประจำร้าน ได้แก่ “ถ้าคุณอ้วนมา เรื่องเสื้อผ้าให้เราดูแล”

ความน่าสนใจของกิจการนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเป็นหลักใหญ่ เพราะจะว่าไปเสื้อผ้าสำหรับคนอ้วนนั้นคงไม่ใช่ของแปลกใหม่อะไร

แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดตา จนอดรนทนไม่ไหวต้องติดต่อขอสัมภาษณ์ไปเห็นจะเป็นลีลาการโพสท่าแสดงแบบเสื้อผ้า ซึ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจและเปรี้ยวแซบของเหล่าบรรดานางแบบตัวแทนของร้าน ซึ่งมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 150 กิโลกรัม!

คุณเล็ก-สุดารัตน์ สังข์ประเสริฐ ปัจจุบันอายุ 33 ปี เจ้าของกิจการที่เกริ่นถึง และเจ้าของน้ำหนักตัวเกิน 100 กิโลกรัม เริ่มต้นให้ฟังเกี่ยวกับความเป็นมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงเป็นกันเอง พื้นเพเป็นชาวเพชรบูรณ์ จบปริญญาตรีจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก

หลังสอบได้ประกอบวิชาชีพแล้ว เข้าทำงานประจำแผนกไอซียูทารกแรกเกิด ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทำอยู่พักใหญ่ค่อยย้ายไปประจำโรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่ง ประจำแผนกไอซียูผู้ป่วยทั่วไป

กระทั่งปี 2556 ลาออกจากการเป็นพยาบาลประจำออกมาทำธุรกิจเสื้อผ้าแบบเต็มตัว แต่ทุกวันนี้ก็ยังรับงานเป็นพยาบาลฟรีแลนซ์อยู่

คุณเล็ก เล่าต่อว่า ช่วงวัยไม่กี่ขวบเคยเป็นเด็กขาดสารอาหารมาก่อน จึงโดนบังคับให้กินวิตามินเสริมหลายชนิด จนกลายเป็นเด็กอ้วนตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.2 จวบกระทั่งปัจจุบัน

“ตอนเรียนพยาบาลน้ำหนักประมาณ 90 กิโลปลายๆ ระหว่างเรียนพยายามลดน้ำหนักบ้าง จนเหลือ 70 กว่าแล้วก็ขึ้นมาเรื่อยจนปัจจุบัน แต่เป็นคนที่คล่องตัว ความอ้วนไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน เป็นเด็กกิจกรรม ได้รับเลือกให้เป็นประธานชั้นปีและจบเกียรตินิยมด้วย” คุณเล็ก เล่าก่อนยิ้มกว้าง

ส่วนจุดเริ่มของการทำธุรกิจนั้น เธอบอก ชอบค้าขายมาตั้งแต่เด็ก ด้วยฐานะทางบ้านไม่ดีนัก เลยมักคิดอะไรเป็นธุรกิจไปหมด ชอบขายทุกอย่างที่ได้เงิน เริ่มต้นรับขนมจากตลาดมาขายเพื่อนในโรงเรียน ช่วงทำงานเป็นพยาบาลมักหารายได้เสริมตลอด ขายมาแล้วแทบทุกอย่าง เคยกระทั่งไปรับร่มจากสำเพ็งมาตั้งแผงขายบนสะพานลอยหน้าโรงพยาบาล

ส่วนการขายเสื้อผ้าออนไลน์นี้ เริ่มจากเพจส่วนตัวในเฟซบุ๊ก ช่วงประมาณปี 2555 เห็นเขาค้าขายกันเต็มไปหมด เลยลองรับรองเท้าไซซ์ใหญ่มาขายบ้างแต่ไม่ได้จริงจังอะไร เพราะตอนนั้นยังเป็นพยาบาลประจำอยู่ และด้วยความที่เป็นคนชอบแต่งตัว มีเสื้อผ้าเยอะ ช่วงขายรองเท้า ลองโพสต์ว่า อยากปล่อยเสื้อผ้าจังเลย ปรากฏมีคนเข้ามากดไลก์และขอเป็นเพื่อนจำนวนไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาวอ้วนเหมือนกัน

แฟนเพจค่อนแสน

เปิดช็อปแรกที่อยุธยา

เมื่อเห็นลู่ทางการขายเสื้อผ้าให้กับลูกค้ากลุ่มคนไซซ์เดียวกันน่าจะไปได้ดี คุณเล็กจึงเดินหน้าทำธุรกิจออนไลน์แบบเต็มตัว ควบคู่กับการทำงานเป็นพยาบาลพาร์ตไทม์ เริ่มจากการรวบรวมแหล่งร้านค้าที่เคยไปซื้อ ติดต่อหาร้านราคาน่าพอใจที่สามารถขายส่งให้ได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจให้เป็นระบบมากขึ้น ทำให้ปริมาณลูกค้าสูงขึ้นตามลำดับ

“เปิดเพจครั้งแรก ปี 2556 ตอนแรกใช้ชื่อ-นามสกุลจริง แต่คนชอบเรียก “บาลอ้วน ทำอยู่ 4-5 เดือน เลยเปลี่ยนชื่อเพจเป็น “พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” หลังจากนั้นค่อยเป็นที่รู้จัก แฟนเพจไต่ระดับมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีอยู่กว่า 60,000 คน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นสาวอ้วนไซซ์เฮฟวี่เวต ที่ชอบการแต่งตัวเหมือนกัน” คุณเล็ก บอก

ถามถึงจุดเด่นเรียกลูกค้า เจ้าของเรื่องราว ให้ข้อมูลว่า จะเจาะกลุ่มลูกค้าคนอ้วนระดับรุนแรง ซึ่งหาเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ได้ยากมากที่สุด อย่างแหล่งค้าส่งระดับประเทศ ย่านประตูน้ำ ยังมีแค่ไซซ์ 42 จำหน่าย แต่สินค้าในแบบของเธอมีให้เลือกถึงขนาดรอบอก 60 กว่า ชุดว่ายน้ำไซซ์ใหญ่สุดก็มีให้เลือกซื้อ เนื่องจากมีแหล่งผลิตเฉพาะซึ่งเป็นเครือข่ายกัน

ทำให้ลูกค้าชื่นชอบทยอยมาอุดหนุนกันต่อเนื่อง หลายคนลงทุนนั่งเครื่องบินจากจังหวัดไกลๆ มาขอเลือกซื้อด้วยตัวเอง จนเธอต้องดัดแปลงชั้น 2-3 ของบ้านพักย่านดอนเมือง ทำเป็นโกดังเก็บสินค้า หากมีลูกค้ามาจากต่างจังหวัดแล้วอยากค้างคืน ก็สามารถพักค้างที่บ้านได้ แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน

และด้วยความที่ธุรกิจกำลังขยายตัวได้ดี มีเสียงเรียกร้องให้เปิดหน้าร้านตามทำเลต่างๆ ล่าสุด ตัดสินใจลงทุนเปิดร้าน พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์ รองรับลูกค้าโซนภาคเหนือ เป็นการนำร่อง ร้านนี้ ตั้งอยู่ที่โซน เดอะชิก ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และถ้าผลตอบรับยังมีต่อเนื่อง อาจขยายไปเปิดตามหัวเมืองต่างๆ เพราะทุกวันนี้มีลูกค้ามาอุดหนุนจากเพจเป็นจำนวนมาก

นึกสงสัยทำไมเสื้อผ้าในแบบของ “พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” ถึงได้ขายดิบขายดี ทั้งที่คู่แข่งในตลาดก็มีไม่น้อย คุณเล็ก วิเคราะห์ให้ฟัง เทคนิคของการนำเสนอเสื้อผ้าของเธอนั้น มีเคล็ดลับอยู่ที่ว่า อ้วนแค่ไหนก็อย่าไปปกปิด แต่เท่าที่สำรวจแม่ค้าออนไลน์บางคนที่ขายเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่เหมือนกัน ชอบถ่ายภาพมุมสูง เพื่อให้รูปนางแบบออกมาผอมและดูดี แต่เธอทำกลับกัน คือนำจุดด้อยนั้นมาโชว์ด้วยความมั่นใจ โพสท่าให้รู้สึก “แซบ” ในทุกรีวิว ก่อนนำภาพมาแชร์ลงในอัลบั้ม ไม่ได้เลือกรูปภาพที่ใส่แล้วดูดีที่สุด โดยนำผู้หญิงหุ่นทั่วไปมาเป็นแบบ ขณะที่นางแบบของทางร้านเธอนั้น เป็น “คนสวยจริง-อ้วนจริง” น้ำหนักต่ำสุด 130 กิโลกรัม ไล่ไปจนถึงกว่า 170 กิโลกรัม

“ยอดขายต่อรอบอยู่ที่ 300-600 ชิ้น เป็นธุรกิจกำไรดี พอเลี้ยงชีพได้ และแม้จะมีคู่แข่งจำนวนไม่น้อย แต่ไม่ได้มองตรงนี้ จะโฟกัสไปที่ลูกค้ามากกว่า เพราะมีคติว่าขนาดข้าวหลามหนองมน มีคนขายหลายร้าน เขายังอยู่กันได้” เจ้าของร้านร่างอวบ บอกก่อนหัวเราะอารมณ์ดี

……………

สนใจเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ระดับเฮฟวี่เวต ในแบบ “พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” ติดต่อ คุณเล็ก เลขที่ 314/421 ดอนเมืองวิลล่า ซอย 3 ถนนสรงประภา 16 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ (086) 347-0838 หรือ Facebook/พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์