“เคเอกซ์” อาคารมีชีวิต เปิดประตูหนุน SMEs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

เสริมไอเดีย

“เคเอกซ์” อาคารมีชีวิต เปิดประตูหนุน SMEs

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จับมือนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมยักษ์ใหญ่ภาคอุตสาหกรรม ผุดโครงการ บนอาคารเคเอกซ์ หรือ KX (Knowledge Exchange) อาคารมีชีวิตแห่งใหม่ย่านใจกลางเมือง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของเอสเอ็มอี 4 กลุ่มหลัก อาหาร ยานยนต์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มการแพทย์ แก้วิกฤตปัญหากับดักประเทศรายได้ปานกลาง

เปิดโครงการ KX

ลดปัญหาให้ SMEs

รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดเผยถึงโครงการอาคารเคเอกซ์ หรือ KX (Knowledge Exchange) ซึ่งเป็น Open Collaboration Platform ทางความรู้ โดยที่อาคารแห่งนี้จะถูกบริหารจัดการให้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดึงดูดให้ภาคเอกชนเข้ามาพูดคุยกัน รวมถึงเป็นพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ ลงสู่การแก้ไขปัญหาให้กับภาคธุรกิจเอสเอ็มอีได้อย่างเต็มความสามารถและครบวงจร

“ที่ผ่านมา มจธ. ทำหน้าที่ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพียงแต่ มจธ. ดำเนินภารกิจ 3 ด้านไปพร้อมกันคือ ทำวิจัย นวัตกรรมและวิชาการ มุ่งมั่นผลิตบัณฑิตคุณภาพสูง และทำหน้าที่หาความรู้คือทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่มีคุณค่ามีความหมายต่อเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันมายาวนาน ซึ่งพบว่าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ประเทศมีความอ่อนแอทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก และด้วย มจธ. มีประสบการณ์ทำงานกับภาคธุรกิจเอกชน และภาคอุตสาหกรรม จึงคิดว่าถึงเวลาทำบางอย่างเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับเอสเอ็มอี และนำพาประเทศออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปพร้อมๆ กับการลดความเหลื่อมล้ำ”

สำหรับวิธีการคือ มจธ. ได้เข้าไปขอรับความร่วมมือจากบริษัทใหญ่ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาและช่วยเหลือเอสเอ็มอีนั้นสำคัญอย่างไร ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้บริษัทใหญ่ๆ เหล่านั้นได้ซื้อของที่มีคุณภาพอันดีในราคาถูกลง แต่ยังเป็นการช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจของคนไทย ช่วยเหลือคนตัวเล็ก อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติด้วย

จับมือร่วมบริษัทใหญ่

ภาครัฐให้การสนับสนุน

อธิการบดี มจธ. กล่าวด้วยว่า “เราต้องการยกสมรรถนะของเอสเอ็มอี ซึ่งการจะทำให้สำเร็จได้ ความสำคัญอยู่ที่การได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ซึ่งก่อนจะตกผลึกเป็นเรื่องนี้ได้เดินสายคุยกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเอกชนนับสิบราย พูดคุยกับศิษย์เก่าของเราหลายคน ในฐานะที่ มจธ. เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐที่อยากจะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ ในขณะที่เอสเอ็มอีมีเป็นแสนราย กลไกคือต้องทำงานร่วมกับคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นหมายถึงต้องการเห็นเอสเอ็มอีดีขึ้น นั่นก็คือภาครัฐ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และบริษัทใหญ่ๆ ก็ต้องการพัฒนาซัพพลายเชนของเขา คือ กลุ่มเอสเอ็มอีให้ป้อนสินค้าดีมีคุณภาพ ราคาถูกลงให้กับบริษัท ก็จะทำให้เอสเอ็มอีมีกำไรมากขึ้นด้วย ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์และเกิดการพัฒนา”

นี่คือเหตุผลทำให้ มจธ. ต้องร่วมมือกับบริษัทใหญ่หลายแห่ง อันจะนำไปสู่ประโยชน์ของประเทศชาติ

“ความร่วมมืออีกส่วนหนึ่งคือ ภาครัฐ ซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนเอสเอ็มอีให้แข็งแรงโดยเฉพาะในส่วนของกิจกรรม เช่น เชิญผู้เชี่ยวชาญเข้ามามอบความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของสินค้าและการทำงาน โดยภาครัฐจะต้องเข้ามาช่วย อาจสัดส่วน 50:50 หรือ 70:30 ซึ่งปัจจุบันนี้มีทั้งสมาคมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งประเทศไทย และ สสว.เข้ามาร่วมด้วย

ส่วนภาคการศึกษา อย่าง มจธ. มีผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศอย่าง ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ออสเตรีย อิหร่าน เข้ามาร่วมกันวิจัยพัฒนานำความรู้แลกเปลี่ยนต่อกัน สิ่งเหล่านี้เป็น Knowledge Exchange ที่เน้นย้ำเรื่องนี้มาก และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม มจธ. จึงต้องสร้างตึกเคเอกซ์ขึ้นมา”

พบปะ 5 หน่วยงาน

สานสู่ธุรกิจ 4 กลุ่ม

รศ.ดร.ศักรินทร์ ยังกล่าวถึงการออกแบบอาคารเคเอกซ์ ให้มีบรรยากาศเอื้อต่อทุกภาคส่วน สามารถทำภารกิจเพื่อชาติบ้านเมืองได้เต็มความสามารถที่สุด โดยตัวอาคารมีความสูง 20 ชั้น พื้นที่ใช้สอยรวม 20,000 ตารางเมตรโดยประมาณ ภายในอาคารเป็นสถานที่ทำงานพบปะและจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ของหน่วยงาน 5 กลุ่ม ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และสถาบันการเงิน

อาคารถูกออกแบบให้มีความเป็นระบบนิเวศ (Eco system) เอื้อต่อการสร้างนวัตกิจ (Startup) และการแลกเปลี่ยนความรู้ อาทิ พื้นที่ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) พื้นที่เพื่อกระตุ้นแนวคิดด้านดีไซน์ พื้นที่ทำงานของภาคธุรกิจที่เข้ามาเป็นสมาชิก พื้นที่ห้องประชุมสัมมนา พื้นที่จัดแสดงสินค้า ชิ้นงาน งานวิจัยและนวัตกรรม พื้นที่ของสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นภาคีเครือข่ายที่ทำงานวิชาการและงานวิจัยต่างๆ

อธิการบดี มจธ. ระบุว่า อาคารดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้มีลักษณะสอดประสานเชื่อมโยงกันระหว่างพื้นที่แต่ละส่วน ตามแนวคิด Interlocking in Space เพื่อรองรับหลักการดำเนินงานภายในอาคารที่มุ่งให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของประชาคมจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษาและภาครัฐ

นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อให้บริการวิชาการกับหน่วยงานภายนอก โดยนำความรู้และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานเครือข่าย ไปสู่การใช้ประโยชน์โดยภาคอุตสาหกรรมในลักษณะของภาคีความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถทางด้านการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

พัฒนาต่อยอด

นำความรู้ช่วยเหลือ

ทั้งนี้ยังได้มีการออกแบบกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้นในอาคาร เพื่อเป็นบริการนำความรู้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีไปช่วยเหลือภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น อาทิ การให้คำปรึกษาและพัฒนาอุตสาหกรรมร่วมกัน ระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอาหาร กลุ่มยานยนต์ กลุ่มไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มการแพทย์

“นอกจากนี้ยังผลักดันให้มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรม มาพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์เพื่อให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้สูง สร้างบุคคลที่มีความเป็น X Maker ในธุรกิจที่มีอิมแพ็คต่อรายได้ของประเทศ โดยมหาวิทยาลัยมีเครื่องมือและความรู้พร้อมให้คำปรึกษาและรองรับผู้ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพ”

อธิการบดี มจธ. กล่าวด้วยว่า ภารกิจดังกล่าวข้างต้นนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังเป็นการช่วยให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตคุณภาพ โดยโครงการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมีทั้งอาจารย์และนักศึกษาเข้ามาทำงานวิจัยร่วมกันกับภาคเอกชน ถือเป็นการทำงานบนโจทย์จริงเพื่อแก้ไขปัญหาได้จริง และทำให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์จริงก่อนจบการศึกษาอีกด้วย

ทั้งนี้กับความคืบหน้าล่าสุด มูลนิธิพัฒนานวัตกรรม มจธ. ร่วมกับบริษัทเอกชนชั้นนำ 4 แห่งคือ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด บริษัท แอโรฟลูอิด จำกัด และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัท KX Consulting Enterprise Company Limited หรือ KCE ซึ่งเป็นโซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์ มีบทบาทในการบริหารกิจกรรมต่างๆ ของอาคารเคเอกซ์ให้เป็นไปตามเป้าหมาย

พร้อมทั้งให้การสนับสนุนในด้านบุคลากรและการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางธุรกิจ การบริหารจัดการและการให้งบประมาณทั้งในรูปเงินลงทุนและเงินบริจาค เพื่อให้ KCE ทำหน้าที่เป็น Marketing Arms ของมหาวิทยาลัยในการดำเนินการจัดกิจกรรม เพื่อให้อาคารเคเอกซ์เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนานวัตกรรมตามแนวทางที่กำหนดร่วมกัน โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการธุรกิจสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกแล้วราว 40 ราย

ที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ เฟอร์นิเจอร์ไร้โครง หลับสบายสุดฟิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ เฟอร์นิเจอร์ไร้โครง หลับสบายสุดฟิน

กลุ่มลูกค้า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มบรรดาแม่ที่มีลูกเล็ก เพราะด้วยขนาดที่นอนค่อนข้างกว้าง ทำให้สามารถนอนได้ 2 คน อีก 20 เปอร์เซ็นต์ ซื้อไปใช้งานทดแทนโซฟา เพราะที่นอนดังกล่าวเป็นสินค้าใหม่ที่ก้ำกึ่งระหว่างที่นอนกับโซฟา

ฟินหนักมากหากได้ล้มตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มๆ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย ไปพร้อมๆ กับได้กอดตุ๊กตาตัวโปรดสุดเลิฟ ล่าสุด มีคนไทยไอเดียดี รวมความสุขเหล่านั้นมาไว้ที่ตุ๊กตายักษ์ หรือที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ ชนิดว่าถ้าเด็กเห็น ร้อยทั้งร้อยต้องกระโดดขึ้นมาเล่นสนุก คุณสาวๆ อยากล้มตัวลงนอน ส่วนชายหนุ่มก็สามารถใช้ที่นอนตุ๊กตานี้ได้ ชนิดไม่ต้องกังวลใครจะล้อว่าไม่แมนเล่นตุ๊กตา

มีมี่ ไบร์ท (Meemie Bright) เป็นการประยุกต์ระหว่างที่นอนกับตุ๊กตาได้อย่างลงตัว สำหรับที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ สินค้าที่ก้ำกึ่งระหว่างที่นอนกับโซฟา เฟอร์นิเจอร์ไร้โครงใช้งานได้หลากหลาย ไอเดียทำเงินของหญิงสาวที่ได้แนวคิดการทำธุรกิจ มาจากการต่อยอดของเดิมที่มีอยู่ ให้กลายเป็นของใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม แถมโดนใจตลาด สร้างรายได้แต่ละเดือนเป็นแสน

ตุ๊กตายักษ์ ยังไม่มีคนไทยทำ

เริ่มคนแรก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

คุณนันท์ณภัส ลิ้มพีรภาสโภคิน หรือ คุณขวัญ หญิงสาววัย 33 ปี เธอมาพร้อมแนวคิดการทำธุรกิจด้วยการต่อยอดของเดิมที่มีอยู่ ให้กลายเป็นของใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม แถมโดนใจตลาด สร้างรายได้แต่ละเดือนถึงหลักแสน ไอเดียธุรกิจดังกล่าวเกิดขึ้นจากการไปเดินห้างสรรพสินค้าเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

เธอเล่าว่า ตอนไปเดินห้างสรรพสินค้า เห็นตุ๊กตาตัวใหญ่ซึ่งราคาขายต่อตัวสูงราว 7,000-8,000 บาท ใช้ประโยชน์ “กอด” ได้อย่างเดียว รู้สึกเทียบกับราคาแล้วไม่คุ้ม เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า หากประยุกต์ระหว่างตุ๊กตากับที่นอน ให้มาอยู่รวมกันได้คงจะดี เรื่องราวธุรกิจทั้งหมดเลยกำเนิดขึ้น

แวบเดียวที่ไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า หญิงสาวได้ไอเดียทำเงิน กลับมาขบคิด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แบรนด์ “มีมี่ ไบร์ท-Meemie Bright” กลายเป็นผู้ผลิตที่นอนรูปสัตว์รายแรกของไทย พร้อมจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย

หลังจากที่คุณขวัญคิดจะทำที่นอนรูปตุ๊กตา เธอใช้เวลาศึกษาตลาด และทดลองทำที่นอนดังกล่าวราว 4 เดือน และจากผลการศึกษา พบว่าในไทยยังไม่มีใครทำ เท่าที่มีขายล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งคุณภาพยังไม่ตรงกับความต้องการของเธอที่ต้องการงานดีมีคุณภาพ และมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คุ้มค่าแก่การใช้งานอย่างแท้จริง ฉะนั้น ยิ่งมองเห็นโอกาสจากช่องว่างตรงนี้

ใส่ใจทุกขั้นตอน

คัดสรรทุกอย่างพรีเมี่ยม

สำหรับขั้นตอนการทำ เธอเริ่มจากออกแบบที่นอน โดยวาดเป็นตัวการ์ตูนรูปสัตว์ เน้นความน่ารักสดใส เป็นสัตว์ที่คนจดจำง่าย เช่น สุนัข แมว กระต่าย หมี และช้าง หลังจากออกแบบเสร็จ ตัดผ้าขึ้นลาย จากนั้นมาเย็บด้วยเทคนิคพิเศษ ลงบนผ้าขนสัตว์เทียม ด้านในอัดด้วยใยบอลโพลีเอสเตอร์ เกรดพรีเมี่ยม ที่มีการปักยึดใยด้านในเบาะเพื่อความหนานุ่ม และเป็นผืนเดียวกัน หนาประมาณ 1 ฟุต น้ำหนักราว 20 กิโลกรัม เส้นใยไม่จับกันเป็นก้อน สปริงตัวได้ดี ให้สัมผัสนุ่มสบาย ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย มีการใช้งานที่ยาวนาน

คุณสมบัติของวัสดุที่คุณขวัญเลือกใช้ ผ้าขนสัตว์เทียมเกรดพรีเมี่ยม ให้ความนุ่ม สบายผิว เหมาะกับผิวเด็ก นำเข้าจากประเทศเกาหลี ไม่หลุดร่วงง่าย คงสีสันได้ยาวนานแม้ผ่านการซักทำความสะอาดหลายครั้ง มีความยืดหยุ่นสูง ตอบสนองประสิทธิภาพการนอนทุกอิริยาบถ สามารถถอดปลอกไปซักในเครื่องซักผ้าได้ ส่วนด้านในที่อัดด้วยใยบอลโพลีเอสเตอร์ แนะนำให้มีการตบๆ เดือนละครั้ง เพื่อให้ใยพองตัว

สำหรับที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ของ Meemie Bright มีขนาดกว้าง 135 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร หนา 30 เซนติเมตร น้ำหนักรวมประมาณ 25 กิโลกรัม ปลอกที่นอนมีซิปยาวด้านข้าง ตั้งแต่หัวถึงปลายที่นอน ถอดซักได้ ที่ตัวเบาะด้านในมีซิป 4 ด้านไว้สำหรับเพิ่มใยบอลโพลีเอสเตอร์ด้วยตัวเอง ที่นอนจะมีถุงหน้าท้องบุด้วยผ้าซาตินเพื่อให้สอดตัวเข้าไปได้ คล้ายผ้าห่ม ให้ความอบอุ่น พร้อมหมอนข้างน่ารักน่ากอด มีผ้าคลุมสำหรับกันฝุ่นกรณีไม่ได้ใช้งาน มีถุงผ้าร่มสำหรับเก็บตัวที่นอน กรณีต้องการขนย้ายหรือเก็บที่นอน

ด้านกลุ่มลูกค้า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มบรรดาแม่ที่มีลูกเล็ก เพราะด้วยขนาดที่นอนค่อนข้างกว้าง ทำให้สามารถนอนได้ 2 คน อีก 20 เปอร์เซ็นต์ ซื้อไปใช้งานทดแทนโซฟา เพราะที่นอนดังกล่าว เป็นสินค้าใหม่ที่ก้ำกึ่งระหว่างที่นอนกับโซฟา เฟอร์นิเจอร์ไร้โครง ปลอดภัย ใช้งานได้หลากหลาย

ในส่วนของกำลังการผลิต ปัจจุบัน คุณขวัญผลิต 30 ตัว ต่อเดือน และทางโรงงานสามารถผลิตแม็กซิมั่มสูงสุดได้ถึง 100 ตัว ต่อเดือน ราคาขายที่นอนทุกแบบอยู่ที่ 25,900 บาท พร้อมจัดส่งถึงบ้าน โดยทางร้านจะซักปลอกที่นอนรูปสัตว์ให้ก่อนส่งมอบให้ลูกค้าทุกครั้ง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การหาตลาด เจ้าของกิจการรายนี้เลือกใช้วิธีไปออกบู๊ธ งานแฟร์ งานอีเว้นต์ต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าจริงก่อนตัดสินใจซื้อ และมองโอกาสเติบโตในตลาดต่างประเทศด้วย

ติดต่อ Meemie Bright โทรศัพท์ (095) 824-4261, (081) 789-4856

เฟซบุ๊ก ช่องทางค้าขายแห่งยุค “สะตอ” ก็ไม่มีข้อจำกัด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07043010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

เมดาริน กฤษณะราช

เฟซบุ๊ก ช่องทางค้าขายแห่งยุค “สะตอ” ก็ไม่มีข้อจำกัด!

กลุ่มลูกค้าหลัก น่าจะเป็นพวกชาวใต้ที่ไปทำงานที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคกลาง แต่ติดที่เรื่องการขนส่งที่ลำบาก จึงเกิดความคิดในการนำสะตอมาแกะและตัดส่งให้กับลูกค้าผ่านทาง EMS

หากพูดถึงอาหารปักษ์ใต้ หลายคนมักนึกถึงเมนูอาหารที่มีผักพื้นบ้านทางภาคใต้อย่าง “สะตอ” เพราะสะตอได้ชื่อว่าเป็นผักยอดนิยมที่คนใต้นำมาปรุงเป็นอาหารรับประทานกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำสะตอสดๆ มาจิ้มกับน้ำพริก นำสะตอไปผัดกับกะปิใส่หมูสับหรือใส่กุ้ง หรือว่าจะนำไปประกอบเป็นอาหารอย่างอื่นก็ล้วนแล้วแต่หรอยจังฮู้ถูกปาก

และจากการสอบถามไปยังเจ้าของกิจการ “สะตอ EMS” จึงทราบว่า สะตอนั้นราคาดี เพราะความนิยมในการรับประทานไม่เฉพาะแต่คนใต้หรือชาวปักษ์ใต้เท่านั้น คนภาคกลางหรือภาคอื่นๆ นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย ตลาดผู้บริโภคขยายตัวออกไปกว้างขวางเช่นกัน

คุณแบงค์-ณรงศักดิ์ โชติช่วง อายุ 30 ปี เจ้าของ ชมจันทร์ บีช รีสอร์ท จังหวัดระนอง ที่หันมาทำธุรกิจขายส่งสะตอผ่านเฟซบุ๊ก แจงให้ฟังว่า ตนเองพื้นเพเป็นคนจังหวัดระนอง ที่ผูกพันกับสะตอมาเป็นเวลา 10 กว่าปี โดยมีพื้นฐานมาจากที่ครอบครัวมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายสะตออยู่แล้ว บวกกับมีญาติเยอะ คนส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนสะตอ พอถึงหน้าสะตอ ผลผลิตออกมามาก ชาวสวนไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน คุณพ่อของเขาเลยอยากช่วยเหลือชาวสวนในการระบายของที่มีเยอะจนไม่สามารถขายในจังหวัดระนองได้ จึงตัดสินใจเริ่มรับซื้อสะตอโดยไปขายต่อที่ภูเก็ตและหาดใหญ่

“หลักๆ สะตอของเรามาจากเกาะพยาม เป็นสะตอ 2 สายพันธุ์คือ สะตอดานและสะตอข้าว สะตอดานมีลักษณะตรงกันข้ามกับสะตอข้าวคือ เมล็ดใหญ่ ฝักใหญ่ตรง เปลือกหนา และกลิ่นฉุนแรง นิยมนำมาประกอบอาหาร เช่น ใช้เป็นผักแกง ผัดผัก

ส่วนสะตอข้าว มีลักษณะฝักบิดเล็ก เรียวยาว เมล็ดเล็ก เปลือกบาง กลิ่นฉุนน้อย รสชาติออกหวานๆ มันๆ นิยมรับประทานสดเป็นผักเหนาะและผักเคียง ซึ่งสะตอจะเริ่มออกผลผลิตให้เราได้รับประทานกันตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนสิงหาคม” คุณแบงค์ เล่า

ต่อมาคุณแบงค์เริ่มมองเห็นช่องทางการขายผ่านโซเชียลที่กำลังมาแรง จึงได้เปิดช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อว่า “สะตอ EMS” เพิ่งเปิดขายมาได้ไม่นาน และคิดว่าน่าจะเป็นช่องทางในการขยายตลาดได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ามาสั่งเป็นจำนวนมากเหมือนกัน

ซึ่งโดยปกติสะตอเป็นที่นิยมของคนใต้อยู่แล้ว คุณแบงค์เลยมองว่าทางภาคเหนือไม่น่าจะนิยมรับประทานกัน เพราะฉะนั้น กลุ่มลูกค้าหลัก น่าจะเป็นพวกชาวใต้ที่ไปทำงานที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคกลาง แต่ติดที่เรื่องการขนส่งที่ลำบาก จึงเกิดความคิดในการนำสะตอมาแกะและตัดส่งให้กับลูกค้าผ่านทาง EMS แทน

สำหรับราคาขาย “สะตอ EMS” จะแยกเป็น สะตอแกะแล้ว อยู่ที่กิโลกรัมละ 200-250 บาท ราคาแปรผันตามฤดูกาล แต่ถ้าเป็นสะตอตัด คือสะตอดิบๆ เหมือนเดิมเพียงแค่นำมาตัด เพื่อให้ลดปริมาณน้ำหนักให้น้อยที่สุดในการจัดส่ง EMS ซึ่งราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 150-300 บาท

ในมุมมองของคุณแบงค์มองว่า สะตอของเกาะพยาม คงเหมือนกับทุกๆ ที่ แต่เพียงแค่เป็นเรื่องราวมากกว่าที่ตัวเขาสร้างขึ้นมาให้แม่ค้าเห็นว่าเขาอยากที่จะช่วยชาวสวนจริงๆ ไม่ได้ต้องการหวังผลกำไรอะไรมากมาย

ความต้องการของคุณแบงค์ในอนาคต อยากที่จะรักษาคุณภาพของสะตอเพื่อให้ลูกค้ามีรับประทานได้ตลอดทั้งปี และอยากช่วยชาวสวนไม่ให้ถูกกดราคามากจนเกินไป

หากใครสนใจ อยากจะรับประทานสะตอจากจังหวัดระนอง ในแบบของคุณแบงค์ สามารถติดต่อได้ทาง Facebook/สะตอ EMS

สยาม บานาน่า บุกแดนโสม เพิ่มไส้มะม่วง-ทุเรียน ผูกใจต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07045010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สยาม บานาน่า บุกแดนโสม เพิ่มไส้มะม่วง-ทุเรียน ผูกใจต่างชาติ

ถึงตอนนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักขนมสัญชาติไทย “สยาม บานาน่า” (SIAM BANANA) ที่มีหน้าตา รสชาติคล้ายคลึงกับขนมชื่อดังของญี่ปุ่น โตเกียว บานาน่า เพราะจากกรณีพิพาทระหว่างเซเว่นอีเลฟเว่น กับ คุณพลอย-พลอยไพลิน ศรีเฉลิม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิ้ล เพาเวอร์ โซลูชั่น จำกัด เจ้าของขนม สยาม บานาน่า ทำให้ผู้บริโภคได้รู้จัก และได้ลิ้มลองขนมที่ได้ชื่อว่า โตเกียว บานาน่า เมืองไทย

ล่าสุด ขนมสัญชาติไทยยี่ห้อนี้ โด่งดังจนทำให้ทางเกาหลีใต้สนใจที่จะนำไปวางขายในแดนโสม

คุณพลอย เล่าความคืบหน้าของธุรกิจให้ฟังว่า เดิมทำรสออริจินอลคือ รสกล้วยหอม นอกนั้นเป็นรสกาแฟ และรสช็อกโกแลต ราคาขายกล่องละ 220 บาท 1 กล่อง มี 8 ชิ้น ตอนนี้เพิ่มมาอีก 2 รสชาติคือ ไส้มะม่วงและไส้ทุเรียน ราคากล่องละ 345 บาท มี 8 ชิ้น สรุปแล้ว มีรวม 5 รสชาติ และไส้ใหม่ล่าสุดที่กำลังจะออกมาคือ ไส้สับปะรด ซึ่งมีวางขายอยู่หลายแห่งอย่าง ท็อปส์ สยามพารากอน เอ็มโพเรียม บนเครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย ฯลฯ และกำลังเจรจากับทางคิง เพาเวอร์

ทัวร์จีน ลูกค้ารายใหญ่

ทั้งนี้ สยาม บานาน่า เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวจีนมาก โดยนิยมซื้อรสชาติทุเรียนกับมะม่วงมากที่สุด ซึ่งหากในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต แห่งไหนมีทัวร์จีนลง สยาม บานาน่า จะขายดีเป็นพิเศษ แตกต่างจากสาขาที่ไม่มีทัวร์จีนลงอย่างชัดเจน

เธอว่าในบ้านเรา ทุเรียนเป็น King of Fruit ยังไงก็อยู่ในใจของคนจีน และมาเลเซีย-สิงคโปร์ ก็ชอบเช่นกัน โดยใช้ทุเรียนหมอนทอง เกรด A และมะม่วงจากจันทบุรี แต่ลูกค้าคนไทยก็ยังชอบรสชาติดั้งเดิม ตามด้วยรสกาแฟ และรสช็อกโกแลต

ปัจจุบันมีโรงงานผลิตอยู่ 2 แห่งคือ ที่ย่านประชาชื่นและที่บางบัวทอง รวมงบลงทุนทั้งหมด 7-8 ล้านบาท มีพนักงานประมาณ 30 คน คาดว่าจะคืนทุนได้ภายในปีนี้ ซึ่งธุรกิจนี้มี 2 หุ้นส่วน โดยตัวคุณพลอยเป็นหุ้นส่วนใหญ่

เธอได้นำปัญหาการทำธุรกิจไปปรึกษา ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเล่าว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของสยาม บานาน่า คือ อายุของขนมที่อยู่ได้แค่ 3 เดือน จึงเป็นอุปสรรคต่อการส่งไปขายในต่างประเทศ แม้ว่าจะมีหลายประเทศสนใจ แต่ติดปัญหานี้เพียงอย่างเดียว จึงได้ไปปรึกษาและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและการแปรรูป เพื่อให้ขนมมีอายุถึง 6 เดือน หรือ 1 ปี

นอกจากจะวางขายในห้างต่างๆ ในบ้านเราแล้ว คุณพลอยยังขายทางออนไลน์ด้วย อย่างที่เจ้าตัวแจงว่า

“ลูกค้าที่รับของพลอยไป คือลูกค้าที่รับทางไอจี แล้วก็ลูกค้าที่ทำตลาดออนไลน์ เขาขายออนไลน์ที่ประเทศเขา แล้วมาซื้อจากพลอยไป แต่ถามว่า มองตลาดต่างประเทศไหม มองค่ะ ตอนนี้ก็เตรียมขอเครื่องหมายต่างๆ เพื่อส่งออก อย่างเช่น ได้บัตรประจำตัวผู้ส่งออกต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งเครื่องหมายฮาลาล”

ว่าไปแล้วเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างเธอกับเซเว่นฯ ก็มีผลดีเหมือนกัน เพราะทำให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น และทำให้ได้ขายบนเครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย แค่คืนเดียวเท่านั้นก็ทำให้ผู้คนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นที่มาเลเซียหรือสหรัฐอเมริกาก็ตาม

เจ้าของสยาม บานาน่า ระบุว่า เกาหลีใต้น่าจะเป็นประเทศแรกที่ส่งออกไปขาย ขณะที่ประเทศอื่นยังเจรจากันไม่เสร็จ ส่วนสาเหตุที่ทำไมเกาหลีถึงมาสนใจสยาม บานาน่า ทั้งที่อยู่ใกล้กับประเทศญี่ปุ่น ต้นตำรับในการผลิตโตเกียว บานาน่า นั้น ประเด็นนี้ คุณพลอย อธิบายให้ฟังว่า “พลอยก็ถามเขาเป็นคำถามแรกว่า ทำไมคุณถึงเลือกสยาม บานาน่า คือคนที่ติดต่อมาเป็น Distributor ที่ติดต่อนำสินค้าไปลงในร้านซียู กับ ลอตเต้มาร์ท เขาบอกว่า เขาสนใจสยาม บานาน่า เพราะคนเกาหลีนิยมสินค้าไทย โดยเขาต้องการออริจินอลกับไส้มะม่วง”

เธอว่า เรื่องไส้ขนมนั้น ทางลูกค้าคนจีนและคนญี่ปุ่น อยากให้ทำไส้มังคุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องทดลองก่อน

คุณพลอย ให้ข้อมูลว่า “หลังจากสยาม บานาน่า ขายดี ทางโตเกียว บานาน่า ก็บอกว่าดีใจที่เห็นเรามีแรงบันดาลใจจากเขา เพราะพลอยมีแรงบันดาลใจจากโตเกียว บานาน่า จึงมาทำสยาม บานาน่า ที่ผ่านมายังไม่เคยไปดูธุรกิจของโตเกียว บานาน่า เลย แต่โดยส่วนตัวพลอยชื่นชอบสินค้าเขา และติดตามสินค้าของเขามาตลอด ซึ่งตอนนี้มีหลายผลิตภัณฑ์ มีไส้สตรอเบอร์รี่ด้วย เป็นแบรนด์ที่คนรู้จักทั่วโลก ปีหนึ่งขายได้ 2,400 ล้านบาท”

รอผลเจรจากับคิง เพาเวอร์

เธอย้ำด้วยว่า การทำขนมไส้กล้วยหอมเพราะกล้วยบ้านเรามีชื่อเสียงไปทั่วโลก กล้วยประเทศไทยมีคุณประโยชน์ มองว่าต้นทุนของสยาม บานาน่า กับ โตเกียว บานาน่า ต่างกัน และขนาดธุรกิจต่างกัน ของสยาม บานาน่า เล็กกว่าเยอะมาก ในการซื้อวัตถุดิบแต่ละตัวค่อนข้างต่างกัน เพราะว่าไซซ์ธุรกิจที่ใหญ่กว่า ซื้อวัตถุดิบในราคาที่ถูกกว่าแน่นอน

ทั้งนี้ เธอให้เหตุผลในการสั่งซื้อแป้งสาลีจากอเมริกาว่า จริงๆ เป็นแป้งเค้กที่มีส่วนผสมของแป้งสาลี ไม่ใช่ว่าของไทยไม่ดี แต่เมื่อนำมาทำขนมแล้วกระด้าง ไม่นุ่มเท่ากับของอเมริกา ส่วนน้ำตาลที่ทำไส้ ถ้าจะให้สินค้าหรือเค้กอายุยืนกว่าปกติ ต้องลดความชื้น ซึ่งน้ำตาลที่ใช้ไม่มีความชื้น ทำให้ต้นทุนสูงกว่า เพราะน้ำตาลทั่วไปกิโลกรัมละ 20-30 บาท แต่น้ำตาลที่ใช้อยู่ กิโลกรัมละ 67 บาท

“พลอยทำขนมโตเกียว บานาน่า เพราะความชอบ เวลาไปญี่ปุ่นจะซื้อมาครั้งละ 3 กล่อง กล่องละ 1,800 บาท พอมาทำของตัวเองก็พัฒนาสูตรเพื่อให้หวานน้อยลง และใช้วัตถุดิบเกรดเอทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นแป้ง หรือไข่ซีลีเนียม และผลไม้ เน้นให้เป็นขนมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สินค้าของพลอยจึงเป็นเกรดพรีเมี่ยม”

คุณพลอย บอกว่า เคยรับประทานขนมแบบเดียวกันของเลอ แปง ค่ายซีพี “ถ้าถามพลอย ก็ต้องเชียร์แบรนด์ตัวเอง เพราะรสชาติไม่เหมือนกัน แล้วแต่ความชอบของลูกค้ามากกว่า พลอยไม่ได้คิดว่าจะเป็นคู่แข่งอะไรกับใคร แต่ก็แตกต่างกัน เรื่องราคาด้วย เพราะของสยาม บานาน่า ขายชิ้นละ 27 บาท ส่วนของเลอ แปง ขายชิ้นละ 12 บาท อย่างที่พลอยบอกว่า ไซซ์ธุรกิจต่างกัน ต้นทุนต่างกันแน่นอน บริษัทเราไม่มีนมเป็นของตัวเอง พลอยต้องซื้อนม ซื้อไข่ ธุรกิจเราเล็กกว่าเขาเยอะ”

สำหรับในปีนี้คุณพลอยย้ำว่า จะเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการเพิ่มยอดขายผ่านทางออนไลน์ด้วย ซึ่งจะกำไรดีกว่าส่งขายในห้าง เพราะค่าขนส่งลูกค้าเป็นคนออกเงินเอง ทั้งนี้ ยอมรับว่าการทำตลาดในประเทศนั้นยาก อย่างที่คิง เพาเวอร์ ก็ติดต่อกันมาเป็นปีแล้วก็ยังไม่ได้เข้าไปขายสักที รวมถึงการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนในจุดที่มีทัวร์ลงจำนวนมาก เนื่องจากต้องมีคอนเน็กชั่น และการเข้าไปวางขายในห้างด้วยเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก

“พลอยตั้งเป้าให้ขายได้เดือนละ 10 ล้านบาท แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเป้า ที่ผ่านมาพลอยได้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญในการยืดอายุขนมเพื่อให้เก็บได้นานกว่า 3 เดือน แต่ก็ยังทำไม่ได้ เพราะเป็นโจทย์ที่ยากมากเนื่องจากจะต้องใช้วัตถุดิบอย่างดีและให้อร่อยเหมือนเดิม ขณะที่การยืดอายุโดยทั่วไปจะต้องใช้ของปลอมอย่างเช่นนมปลอม และในกระบวนการผลิตต้องใช้เครื่องจักรทั้งหมด ไม่ให้สินค้าโดนมือคนเลย เห็นเป็นสินค้าที่ทำจากกล้วย เป็นขนมกล้วยๆ แต่ในความเป็นจริงวิธีการทำไม่ได้กล้วยเลย”

แนะต้องเพิ่มช่องทางการขาย

เจ้าของขนมสยาม บานาน่า เล่าว่า ปัญหาขนมมีอายุ 3 เดือน ทำให้เป็นอุปสรรคในการส่งออก ทั้งที่มีหลายประเทศต้องการนำเข้าไปขายแต่ติดปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ฮ่องกง อย่างไรก็ตาม มีนักธุรกิจที่มาเลเซียและสิงคโปร์ติดต่อขอให้ไปเปิดโรงงานผลิตที่นั่น แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างการขอเครื่องหมาย อย. ก็ยากกว่าบ้านเราเสียอีก นอกจากนี้ การทำขนมดังกล่าวต้องใช้คน ทางอินโดนีเซียก็สนใจ แต่ก็กลัวว่าพอได้โนว์ฮาวหมดสัญญาแล้วจะหันไปผลิตเอง

ทางด้าน ดร.วิริยะ ให้ความเห็นว่า สิ่งสำคัญที่ทางสยาม บานาน่า จะต้องทำมี 3 ข้อหลักๆ คือ 1. พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่าเพิ่มทางการตลาดมากกว่าที่จะเป็นของฝากเพียงอย่างเดียว 2. ในทางการตลาดนั้นจะต้องมีการวางแผนพัฒนาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และจะต้องมีจุดขายที่เข้มแข็งในระดับภูมิภาค โดยจะต้องสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดให้เกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์ ประเภทใครมาเมืองไทยต้องซื้อสยาม บานาน่า กลับไป 3. เมื่อวางตำแหน่งสินค้าเป็นของฝาก จะต้องมีช่องทางการขายที่ชัดเจนและมีจุดขายมีบริการที่หลากหลาย อาทิ แพ็กเกจจิ้งที่ทำขึ้นสามารถซื้อได้ในสนามบินและหิ้วขึ้นเครื่องไปได้เลย หรือมีบริการดีลิเวอรี่ สั่งซื้อได้สะดวก

สำหรับข้อเสนอแนะของนักศึกษาในหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ กลุ่ม 4 ได้เสนอว่า ในระยะสั้นทางสยาม บานาน่า ควรวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าฝากสำหรับนักท่องเที่ยวเอเชียที่มาเที่ยวเมืองไทย โดยเพิ่มยอดขายจากการเพิ่มช่องทางจำหน่ายที่เน้นเจาะตลาดนักท่องเที่ยวทั้งในร้านขายของฝากและร้านค้าทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยว อย่างเช่น วัดพระแก้ว วัดร่องขุน ตลาดน้ำ สนามบิน เป็นต้น รวมทั้งร้านค้าในโมเดิร์นเทรด พร้อมกับสร้างการรับรู้สินค้าผ่านสื่อออนไลน์ รวมทั้งทำกิจกรรมผ่านกลุ่มทัวร์ แหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างการเป็นสินค้า “Thailand Best” ที่ต้องซื้อกลับในกลุ่มนักท่องเที่ยว ส่วนระยะยาว ยังต้องพัฒนาสินค้าของฝากอื่นๆ ที่ทำจากวัตถุดิบในเมืองไทย และขยายสู่ตลาดการส่งออกต่อไปในอนาคต

ภัยธรรมชาติรุมเร้า!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ภัยธรรมชาติรุมเร้า!!

ช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่โตเกี่ยวกับเหตุการณ์อุบัติภัยที่เกิดขึ้นมากมายหลายครั้ง

โดยเฉพาะอุบัติภัยที่เกิดจากภัยธรรมชาติ ซึ่งดูเหมือนว่า ยิ่งนับวันยิ่งหนักหนาสาหัส ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีผู้คนบาดเจ็บ ล้มตายเป็นจำนวนมาก

ที่น่าตกใจ และไม่น่าเชื่อว่า เฉพาะช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา จะเกิดเหตุแผ่นดินไหวใหญ่ ถึง 3-4 ครั้งที่ประเทศญี่ปุ่น ภายในระยะเวลาห่างกันแค่ไม่กี่วัน แม้ว่าญี่ปุ่นจะได้ชื่อว่า เป็นประเทศที่มีภูมิศาสตร์ที่ตั้งบนแนว “วงแหวนแห่งไฟ” ทำให้เกิดเหตุแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง

แต่สงกรานต์ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นโดนแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดเกินระดับแม็กนิจูด 6.0 ถึง 3 ครั้ง และเกิดขึ้นที่จังหวัดคุมาโมโตะแห่งเดียว โดยครั้งแรกเกิดเมื่อค่ำวันที่ 14 เมษายน จุดศูนย์กลางอยู่นอกเมืองอูเอกิไปไม่ถึง 7 กิโลเมตร มีความรุนแรงถึงระดับแม็กนิจูด 6.2

อีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา หรือประมาณเที่ยงคืนเศษ วันที่ 15 เมษายน เกิดครั้งที่ 2 ระดับแม็กนิจูด 6.0 ห่างจากเมืองอูโตะไม่ถึง 6 กิโลเมตร ส่วนครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเช้ามืดวันที่ 16 เมษายน ความรุนแรงถึงระดับ 7.0 ห่างจากตัวเมืองคุมาโมโตะไม่ถึง 1 กิโลเมตร

เบ็ดเสร็จ 3 ครั้งสร้างความเสียหายรุนแรงทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน ถนนหนทาง และที่น่าเศร้าใจก็คือ ปราสาทคุมาโมโตะ ปราสาทเก่าแก่หลายร้อยปี โบราณสถานที่ล้ำค่าและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดคุมาโมโตะ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ว่ากันว่า จะต้องใช้เวลาบูรณะซ่อมแซมเป็นสิบปี ขณะที่มียอดผู้เสียชีวิต 47 ราย บาดเจ็บอีกพันกว่าคน

ในวันเดียวกัน (16 เมษายน) ช่วงค่ำ เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขึ้นที่ประเทศเอกวาดอร์ อีกฟากฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งอยู่ในแนว “วงแหวนแห่งไฟ” เช่นเดียวกัน ด้วยความรุนแรงระดับแม็กนิจูด 7.8 สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับ 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลของเอกวาดอร์ ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึงเกือบ 500 คน ขณะที่มีผู้หายสาบสูญ หรือยังค้นหาไม่พบอีกเกือบ 2,000 คน

นอกจากเหตุแผ่นดินไหว ยังมีภัยพิบัติรุนแรงจากฝนตกหนัก จนถึงขั้นน้ำท่วมที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ดินแดนแห่งทะเลทรายที่เราเข้าใจกันว่า แห้งแล้ง แต่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมากลับมีฝนตกอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน จนน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ มีคนเสียชีวิตถึง 18 ราย ส่วนที่ประเทศอุรุกวัย เมื่อวันที่ 16 เมษายน ก็เกิดพายุทอร์นาโดพัดถล่มเมืองโดโลเรส ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ มีบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างเสียหายหลายร้อยแห่ง มีผู้เสียชีวิต 4 ราย ขณะบาดเจ็บอีกกว่า 200 คน

ของไทยก็ไม่น้อยหน้า ช่วงสงกรานต์ไม่มีภัยพิบัติ แต่เรามี “เมาแล้วขับ” หนักหนารุนแรงไม่แพ้ภัยจากธรรมชาติเลย เพราะสถิติปีนี้ฉลองสงกรานต์ เสียชีวิตถึง 442 ราย บาดเจ็บอีก 3,656 ราย น่าตกใจไหมละ!!

มีการประเมิน คาดการณ์กันต่างๆ นานาว่า สาเหตุของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหลายเหตุในหลายประเทศช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงความผันผวน ปรวนแปรของภูมิอากาศ เอาแน่เอานอนแทบไม่ได้ ทั้งปรากฏการณ์เอลนีโญ่ ภาวะแห้งแล้งขาดแคลนน้ำที่เกิดขึ้น ทั้งที่ประเทศไทย และในอีกหลายๆ ประเทศ หรือปรากฏการณ์ลานีญ่า ภาวะฝนตกผิดฤดู ผิดที่ผิดทาง จนเกิดเป็นน้ำท่วม ล้วนแต่เป็นสัญญาณบ่งบอกความผิดปกติของโลกใบนี้

ยิ่งได้เห็น ก็ยิ่งต้องตระหนัก และเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับเหตุที่ไม่คาดฝัน ไม่สามารถคาดเดาล่วงหน้าได้เลย แม้กระทั่งประเทศไทยเรา เผชิญกับปัญหาแล้งอย่างหนัก น้ำในลำคลองแห้งขอด พืชผลทางการเกษตรเสียหายมาแล้ว 2-3 ปีติดต่อกัน ขณะนี้เริ่มมีผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญหลายราย คาดการณ์กันว่า เราอาจกำลังผ่านพ้นช่วงวิกฤตเอลนีโญ่แล้ว และมีแนวโน้มว่า ครึ่งหลังของปีนี้ อาจจะกำลังเข้าสู่ปรากฏการณ์ลานีญ่า

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ขอให้ย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์เมื่อปลายปี 2554 ที่เกิดเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ ทบทวนความจำกันว่า ในขณะที่น้ำกำลังมา เราได้ลงมือแก้สถานการณ์ รับมือปัญหาน้ำท่วมกันอย่างไร มีขั้นตอนไหนที่ยังขาดตกบกพร่อง ผิดท่าผิดทาง

ยังมีเวลาวางแผน คิดใหม่ทำใหม่ ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!!

ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วง เนินมะปราง กับการพัฒนามะม่วง เพื่อการส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วง เนินมะปราง กับการพัฒนามะม่วง เพื่อการส่งออก

ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะม่วงในเชิงพาณิชย์ รวมประมาณ 2 ล้านไร่เศษ ผลผลิต 3 ล้านกว่าตัน ส่วนมากใช้เพื่อการบริโภคภายในประเทศ มะม่วงที่มีคุณภาพดีถูกคัดเพื่อส่งออก โดยในปี พ.ศ. 2558 สามารถส่งออกได้ราว 65,000 ตัน มูลค่าการส่งออกกว่า 3,000 ล้านบาท ตลาดหลักๆ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และเกาหลี หากเรียงลำดับตามมูลค่าการส่งออกแล้ว เกาหลีเป็นประเทศที่ไทยส่งออกผลมะม่วงสดไปขายมากที่สุด มูลค่ากว่า 720 ล้านบาท รองลงมาคือ ญี่ปุ่น 440 ล้านบาท เวียดนาม 180 ล้านบาท และจีน 110 ล้านบาท (ข้อมูลจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร)

อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์ (อดีตนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย) ประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วงเนินมะปราง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทร. (081) 886-9656 กล่าวว่า ตลาดส่งออกผลสดมะม่วงไทยมีอนาคตสดใสอีกยาว เพราะดูจากตัวเลขการส่งออกในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา ถือว่าโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่างจากเมื่อก่อนที่การเติบโตเป็นไปอย่างช้าๆ สาเหตุหลักที่ทำให้การส่งออกดีขึ้นก็เพราะ เกษตรกรรวมกลุ่มกันสร้างมาตรฐานและคุณภาพของผลผลิตให้ดี เป็นที่ต้องการของตลาดนั่นเอง

ปัจจุบัน ประเทศไทย มีกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะม่วงที่มีมาตรฐานสามารถรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น กระจายอยู่ทั่วประเทศเกือบ 50 กลุ่ม ผลัดเวียนกันผลิตมะม่วงคุณภาพดีส่งออกต่างประเทศ โดยมีการประชุมวางแผนการผลิตไม่ให้ผลผลิตออกมาทับซ้อนกัน ซึ่งสมาคมจะเป็นศูนย์กลางในการจัดตารางการผลิต เป็นผลดีต่อการส่งออกเป็นอย่างมาก เพราะสามารถขายผลผลิตได้ทั้งปี ราคาไม่ตก เพราะผลผลิตออกไม่ตรงกัน ต่างจากเมื่อก่อนที่ต่างคนต่างทำ เวลาขายผลผลิตมักมีปัญหา บางช่วงมีเยอะเกินไป บางช่วงขาดหายไม่มีผลผลิตเลย ดังนั้น การรวมกลุ่มจึงถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จของเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ที่จะช่วยกันผลักดันมะม่วงไทยให้เป็นที่ต้องการของตลาดโลกมากขึ้น

อาจารย์ศิลป์ชัย ได้ให้ข้อมูลของการประชุมสมาชิกของสมาคม เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2558 พอสรุปได้ว่า ขณะนี้สมาคมมีสมาชิกอยู่ ประมาณ 1,630 คน พื้นที่ปลูกมะม่วง ประมาณ 50,000 ไร่ โดยเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 21,740 ไร่ พันธุ์น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 10,326 ไร่ ที่เหลือเป็นมะม่วงพันธุ์อื่น เช่น ฟ้าลั่น โชคอนันต์ เขียวเสวย ฯลฯ ซึ่งสมาคมได้จัดทำแผนผังการผลิตมะม่วงให้ออกผลตลอดปี ตามปฏิทินที่แสดงให้เห็น

จะเห็นได้ว่า จากความร่วมมือของสมาชิกภายในสมาคม ประเทศไทยจะมีผลผลิตมะม่วงส่งขายยังตลาดต่างประเทศแบบต่อเนื่องไม่ขาดสาย โดยคาดการณ์ว่า ผลผลิตจะสูงสุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2559 ผลผลิตรวมอาจสูงถึง 10,000 ตัน และน้อยสุดในเดือนกันยายนและตุลาคม 2559 คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 400 ตัน และ 120 ตัน ตามลำดับ

ขั้นตอนในการจัดการมะม่วงส่งออก

1. ตัดขั้วผลให้สั้น น้อยกว่า 1 เซนติเมตร แล้วแช่ผลมะม่วงในสารละลายคลอรีน อัตรา 0.5 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร นาน 1 นาที

2. แช่ตะกร้ามะม่วงในอ่างน้ำอุ่นที่ละลายสารเคมีกำจัดเชื้อราโปรคลอราช อัตรา 0.18 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร และสารกำจัดเพลี้ยไฟ อิมิดาคลอพริด อัตรา 0.12 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร

3. แช่มะม่วงในน้ำเย็น ประมาณ 10 วินาที เพื่อล้างสารเคมีที่ผิว (จุ่มแล้วยกขึ้นทันที) จากนั้นแช่ในอ่างน้ำที่ใส่สารเอทีฟอน อัตรา 0.2 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร เพื่อเร่งความสุกของมะม่วง การจุ่มจะจุ่มแล้วยกขึ้นทันที

4. เรียงมะม่วงในตะกร้าพลาสติกชนิดทนความร้อนได้ โดยเรียงผลชั้นเดียว จัดผลให้เอียง 45 องศา จัดให้ปลายผลชี้ขึ้นด้านบน บรรจุให้ได้ 11 กิโลกรัม ต่อ 1 ตะกร้า (ประมาณ 30 ผล)

5. เรียงซ้อนตะกร้า บนแท่นพาเลท ซึ่งจัดเรียงได้ จำนวน 42 ตะกร้า ต่อพาเลท และบรรจุได้ จำนวน 10 พาเลท หรือประมาณ 4.5-5 ตัน ต่อห้องอบ

6. เจ้าหน้าที่กักกันพืชฝ่ายไทยและญี่ปุ่น เสียบเครื่องมือวัดอุณหภูมิภายในผลมะม่วง จำนวน 10 แท่ง แท่งละ 1 ผล

7. เริ่มอบไอน้ำ โดยใช้ระดับความร้อน 52-53 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 96% อุณหภูมิภายในผลมะม่วงจะเพิ่มขึ้นเป็น 47 องศา โดยใช้เวลาประมาณ 20 นาที รวมระยะเวลาตั้งแต่เริ่มอบ ประมาณ 3 ชั่วโมง 10 นาที

8. ระบายความร้อนจากผลมะม่วง โดยการฉีดพ่นน้ำ เป็นเวลา 10 นาที

9. นำตะกร้าที่ผ่านการอบไอน้ำออกจากห้องอบ ผึ่งลมให้ผิวผลแห้ง ประมาณ 30 นาที

10. คัดแยกเกรดผลมะม่วงตามขนาด S M และ L ติดฉลากทางการค้าและหุ้มโฟมตาข่ายกันกระแทก ก่อนบรรจุลงกล่องกระดาษลูกฟูก โดยชั่งน้ำหนักรวม 5.2-5.3 กิโลกรัม ต่อกล่อง

ปิดผนึกฝากล่อง และรอยเปิดตามขอบกล่อง พร้อมติดฉลาก “TREATED PQ-DOA-THAILAND”

11. เจ้าหน้าที่กักกันพืชไทยและญี่ปุ่น สุ่มตรวจสอบกล่องมะม่วงเพื่อตรวจสอบหาแมลงศัตรูพืชที่อาจพบบริเวณขั้วผลหรือผิวผล จะสุ่มตรวจ ร้อยละ 5 ของจำนวนกล่องมะม่วงทั้งหมด

12. เก็บรักษากล่องมะม่วงในห้องเย็นก่อนการขนส่ง

13. ลำเลียงกล่องมะม่วงจากห้องเย็นไปสู่รถห้องเย็น เพื่อขนส่งไปทางเครื่องบินหรือท่าเรือ

ตลาดส่งออกปัจจุบันเปิดกว้างมาก และการขายก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น การส่งผลสดไปยังตลาดญี่ปุ่น ยุโรป จีน ฮ่องกง และเกาหลีใต้ โดยผ่านบริษัทผู้ส่งออกหรือส่งผลผลิต เกรดรองลงมาไปตลาดแปรรูป ซึ่งกำลังต้องการผลผลิตจำนวนมาก ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรมีความสามารถในการผลิตแค่ไหนที่จะผลิตมะม่วงคุณภาพตรงความต้องการของตลาด

สนใจต้นพันธุ์ “มะม่วงไต้หวันทุกชนิด” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร

โทร. (081) 901-3760

คนอุบลราชธานี ปลูกไม้ดอกขาย สร้างรายได้ เดือนละ 1 แสนบาท !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ไม้ดอกไม้ประดับ

กิตติภณ เรืองแสน

คนอุบลราชธานี ปลูกไม้ดอกขาย สร้างรายได้ เดือนละ 1 แสนบาท !!

ไม้ดอก หมายถึง พันธุ์ไม้ทุกชนิดที่ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากความสวยงามของดอก มีดอกสวยงาม ดอกดก บานทน นิยมปลูกไว้เพื่อเป็นการเพิ่มบรรยากาศให้บ้านและสถานที่ทำงานสวยงามน่าอยู่ ใช้ประดับตกแต่งอาคาร และยังสร้างความสดชื่นให้แก่ผู้อยู่อาศัยและผู้ที่พบเห็น หรือปลูกไว้เพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครัวเรือนก็เป็นที่นิยมกันมาก นอกจากนี้ ไม้ดอกยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ใช้ในงานพิธีต่างๆ ใช้เพิ่มสีสันให้แก่อาหารและเครื่องดื่ม ให้สวยน่ารับประทาน ใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เป็นของขวัญ ของที่ระลึก เป็นต้น และที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายคือ การสร้างอาชีพเกี่ยวกับไม้ดอก ไม้ประดับ เหมือนดังเช่น ชาวบ้านบ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ก็เป็นอีกหมู่บ้านหนึ่งที่สร้างรายได้อย่างงดงามจากการปลูกไม้ดอกขายกันเกือบทั้งหมู่บ้าน

คุณบัวคำ วรรณการ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 3 บ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นอีกผู้หนึ่งที่ปลูกไม้ดอกเพื่อจำหน่าย โดยปลูกตลอดทั้งปี จนสามารถสร้างรายได้อย่างงดงาม ทำให้ชีวิตพออยู่ พอกิน ไม่มีหนี้สิน มีเงินใช้จ่ายไม่ขัดสนและยังเหลือเก็บฝากธนาคารอีกด้วย ส่วนดอกไม้ที่ปลูกนั้นคือ ดอกเบญจมาศ สีเหลืองและสีขาว มีทั้งพันธุ์ขาวญี่ปุ่น พันธุ์ขาวปิงปอง ส่วนสีเหลืองก็เป็นพันธุ์เหลืองเรวดี พันธุ์เหลืองขมิ้น

คุณบัวคำ เล่าว่า เดิมทีครอบครัวตนจะประกอบอาชีพทำนาอย่างเดียว ต่อมาเพื่อนบ้านได้พากันปลูกดอกเบญจมาศขาย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ตนก็ยังลังเลใจอยู่ เพราะไม่มั่นใจในการตลาดและยังไม่มีความรู้ หลังจากดูเพื่อนบ้านปลูกเป็นเวลาหลายปี พร้อมศึกษาการปลูก การดูแลไปในตัว จึงตัดสินใจลงมือปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยแบ่งที่นามาทำเป็นแปลงเพาะปลูกดอกเบญจมาศจำนวน 4 ไร่ โดยปลูกเบญจมาศสีเหลืองและสีขาว มีทั้งพันธุ์ขาวญี่ปุ่น พันธุ์ขาวปิงปอง ส่วนสีเหลืองก็เป็นพันธุ์เหลืองเรวดี พันธุ์เหลืองขมิ้น เพราะเป็นที่ต้องการของลูกค้าและตลาดไม้ดอก และดอกของเบญจมาศที่ปลูกกันอยู่จะมี 3 ขนาด คือ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ตนจะปลูกทั้ง 3 ขนาดเลย ต่อมาเห็นว่ารายได้ดี จึงเลิกทำนา แล้วหันมาปลูกดอกเบญจมาศขายเพียงอย่างเดียว ส่วนที่นาบางส่วนก็ให้ญาติพี่น้องทำ เมื่อหันมาปลูกดอกไม้ขายอย่างจริงจังก็สามารถสร้างรายได้ดีกว่าการทำนามาก แรงงานก็ไม่ต้องจ้าง เพราะทำกันเองภายในครอบครัว แม้จะลงทุนสูงแต่ก็คุ้มค่า เพราะว่ารายได้ต่อเดือน ประมาณเดือนละ 120,000 บาท หลังจากหักต้นทุนผลผลิตแล้ว ก็จะเหลือเงินเก็บประมาณเดือนละ 80,000 บาท เป็นอย่างต่ำ ถ้าหากมีแรงสู้และแรงงานมีเพียงพอก็คงปลูกเพิ่มอีกหลายไร่ แต่ก็คงไม่ไหว แค่ 4 ไร่ นี้ก็แทบไม่มีเวลาพักผ่อนแล้ว สำหรับการปลูกดอกเบญจมาศ ตนและเพื่อนบ้านจะเริ่มปลูกในช่วงเดือนสิงหาคม พอถึงเดือนตุลาคม จะเริ่มออกดอก และสามารถตัดขายได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม ไปจนถึงเดือนเมษายน พอเดือนพฤษภาคม ก็เตรียมปลูกใหม่ ทั้งไถพรวนดิน เตรียมแปลง เพาะปลูก เรียกว่าทำกันทั้งปีเลยทีเดียว สำหรับตนแล้วจะปลูกทดแทนไปเรื่อยๆ เก็บตัดแปลงนี้หมดก็จะปลูกใหม่ทันที เรียกว่ามีขายทั้งปีกันเลยทีเดียว

คุณบัวคำ เล่าว่า สำหรับแม่พันธุ์นั้น ครั้งแรกตนจะสั่งซื้อแม่พันธุ์ที่เขาชำไว้แล้วมาปลูก โดยลงทุนซื้อแม่พันธุ์ครั้งแรกประมาณ 30,000 บาท ในปีต่อๆ มา จึงทำการคัดเลือกแม่พันธุ์เอง การทำสวนดอกไม้นี้ไม่มีเวลาพักผ่อนเลย แต่ก็มีความสุขที่ได้อยู่กับสวนและได้ผลตอบแทนเกินคาด สำหรับดอกเบญจมาศที่ตนปลูกจะออกดอกช่วงเดือนตุลาคม ถึงเดือนเมษายน ของทุกปี พันธุ์ที่ตนปลูกนี้ ขาวญี่ปุ่น ขาวปิงปอง จะดูแลยากสักหน่อย ส่วนเหลืองเรวดี เหลืองขมิ้น จะดูแลง่าย ทั้งนี้ เราต้องมีความรู้ตั้งแต่การเตรียมการปลูก การเตรียมพันธุ์ ขยายพันธุ์ปลูก และการเตรียมแปลงชำรากดอกเบญจมาศ จึงจะประสบความสำเร็จและเก็บเกี่ยวได้ผล ซึ่งมีวิธีการดังนี้

1. เตรียมแปลง ขนาดกว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 20-30 เมตร หรือตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยทำเป็นกระบะไม้ยกสูงจากพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก

2. ผสมดินสำหรับชำราก ใช้ทราย 1 ส่วน ดินร่วน 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วตักรองพื้นแปลงไว้ให้มีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร รดน้ำพอชุ่ม เริ่มชำได้ทันที

3. แปลงกระบะชำรากต้องอยู่ในโรงเรือน แล้วติดหลอดไฟตูม แรงเทียน 100 วัตต์ ประมาณ 3-5 หลอดเพื่อกกไฟให้กับต้นอ่อน ส่วนการดูแลรักษารากชำเบญจมาศนั้นก็ให้ทำตามขั้นตอน ถ้าจะบอกไปคงจะยาวพอสมควร เอาเป็นว่าถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ให้มาพบตนที่สวนได้ทุกวัน ยินดีที่จะอธิบายขั้นตอนการดูแลรักษาให้แบบฟรีๆ ที่สำคัญ เมื่อดูแลต่อเนื่องประมาณ 15 วัน ต้องย้ายต้นอ่อนลงปลูกตามปกติต่อไป หากเกินอายุ 15 วันไปแล้ว จะทำให้ดูแลยาก และการปลูกนั้นต้องปลูกให้ถูกวิธี ซึ่งตนไม่ขอกล่าวในที่นี้ รวมทั้งการดูแล การให้น้ำ การเด็ดยอดเพื่อให้ต้นแตกกิ่งข้างมากขึ้น การปลิดดอกข้างเพื่อให้ดอกเบญจมาศมีขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ตามความต้องการ และการเพิ่มแสงไฟ สิ่งเหล่านี้เราต้องศึกษาให้เข้าใจและปฏิบัติได้ถูกต้อง

คุณบัวคำ บอกว่า หลังปลูกได้ 7 วัน ให้ใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 30 กิโลกรัม ต่อแปลง โดยโรยตรงร่องระหว่างแถวของต้น แล้วเริ่มให้ไฟวันละ 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ 22.00-02.00 น. ต่อเนื่อง 25 วัน เมื่อดอกเบญจมาศมีอายุได้ 15 วัน ให้พรวนดิน แล้วใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 ประมาณแปลงละ 0.5 กิโลกรัม เพื่อเร่งรากและใบ และเมื่อดอกเบญจมาศอายุครบ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 อีกครั้ง ในอัตราเท่าเดิม เมื่อดอกเบญจมาศครบ 60 วัน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อแปลง จากนั้นเริ่มตกแต่งตาดอก คือเด็ดก้านดอกข้างลำต้นให้เหลือตรงปลาย 4-5 ดอก และเด็ดดอกตรงกลางด้วยเพราะดอกกลางจะบานก่อนเพื่อน หลังจากแต่งตาดอก 25 วัน ดอกไม้จะเริ่มแย้มและบานพร้อมกันทั้งหมดใน 30 วัน สามารถทยอยเก็บดอกไม้เริ่มจำหน่ายได้เรื่อยๆ แล้วแต่ความสมบูรณ์ของดอก แต่โดยรวมแล้วดอกเบญจมาศต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 100 วัน จะได้ดอกเบญจมาศที่สวย สมบูรณ์ และก้านตรง ตรงตามความต้องการของตลาด ตลอดช่วงเวลาที่ดอกเบญจมาศเจริญเติบโต เลื่อนตาข่ายขึ้นเสมอตามความสูงของดอกไม้ ให้รักษาระดับที่ใต้ก้านดอก 20-25 เซนติเมตร เพื่อให้ได้ดอกเบญจมาศที่สวยงาม

การเก็บเกี่ยวดอกเบญจมาศ ต้องตัดดอกให้ห่างโคนต้นประมาณ 15-20 เซนติเมตร จากนั้นจึงไปปรับขนาดของก้านดอกตามความต้องการของตลาด แต่โดยรวมทั้งหมด ขนาดของก้านต้องไม่ยาวเกิน 60 เซนติเมตร ส่วนโรครบกวนนั้นก็มีบ้าง อย่างเช่นที่เขาเรียกโรคราน้ำค้าง โรคราสนิม และพวกแมลงต่างๆ หนอนกระทู้ หนอนแก้ว เพลี้ยต่างๆ และเพลี้ยไฟ เราก็ต้องเรียนรู้การป้องกันและการกำจัด ที่สำคัญอ่านคำแนะนำบนฉลากของยาแต่ละชนิดให้เข้าใจ และป้องกันตัวเองเรื่องการแพ้สารเคมีด้วย

ในตอนท้าย คุณบัวคำ บอกว่า ตลาดรองรับดอกไม้ของตนนั้นคือ ตลาดสดอำเภอวารินชำราบ ตลาดเทศบาล 1 ในเมืองอุบลราชธานี ช่วงแรกๆ ต้องนำไปวางขายเอง แต่ในปัจจุบัน แม่ค้าคนกลางจะมารับซื้อถึงสวน โดยเราจะทำเป็นมัด มัดละไม่เกิน 20 ดอก แล้วชั่งกิโลขาย ในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท บางทีมีคนมาเหมาที่สวนเป็นจำนวนมากๆ ก็จะชั่งกิโลขายเลย ไม่ต้องมัด และยังมีลูกค้าจากจังหวัดใกล้เคียง ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด มาสั่งซื้อคราวละมากๆ และมารับถึงสวน จนเป็นขาประจำกันไปแล้วก็หลายราย ทำให้ปัญหาเรื่องตลาดจำหน่ายหมดไป สร้างรายได้เดือนละ 100,000 บาท อย่างสบายๆ เพื่อนบ้านบางคนปลูกหลายไร่ก็ยิ่งมีกำไรมากกว่าตนขึ้นไปอีก และในแต่ละปีจะมีช่วงที่ขายดีที่สุดคือ ช่วงออกพรรษา ต่อเนื่องถึงช่วงเทศกาลลอยกระทง จนถึงวันวาเลนไทน์ เรียกว่าตลอดฤดูหนาว รายได้จะดีมากและยังมีคณะทัวร์จากต่างถิ่นหรือนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมแปลงดอกไม้ในหมู่บ้านของเรากันมากในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ทำให้ดอกไม้ขายดีตามไปด้วย

ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (090) 046-2710

ลิ้มลองรสชาติทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1-2-3 @ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

ลิ้มลองรสชาติทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1-2-3 @ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี

ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมานี้ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้จัด “งานมหกรรม ชิมทุเรียนพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3” แบบชิมฟรี ทุเรียนดังกล่าวเป็นผลพวงการวิจัยที่ได้ผลประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยใช้พันธุ์ลูกผสม ระหว่างทุเรียนพันธุ์หลักๆ ที่ได้รับความนิยมเข้าด้วยกัน เช่น ชะนี หมอนทอง ก้านยาว กับทุเรียนพันธุ์หลักกับพันธุ์พื้นเมืองโบราณ เช่น พวงมณี ผลงานวิจัยได้จดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชใหม่โดยกรมวิชาการเกษตร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ทุเรียนพันธุ์จันทบุรี 1 – จันทบุรี 9 และมีการขยายพันธุ์จำหน่ายให้เกษตรกรที่สนใจนำไปปลูก ปีนี้มีผลผลิตส่งจำหน่ายตลาดจีนระดับพรีเมี่ยมแล้ว ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีจึงเห็นว่าควรประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรทั่วไป ผู้บริโภคคนไทย ผู้ประกอบการค้าได้รู้จักและลิ้มลองรสชาติ ทุเรียนพันธุ์ลูกผสมต่างๆ ซึ่งเป็นทุเรียนต้นฤดู ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ และรสชาติอร่อย เพื่อพัฒนาเป็นทางเลือกสำหรับตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี…

บุกเบิก ทุเรียนพันธุ์ลูกผสม 30 ปีเต็ม

ได้สายพันธุ์ใหม่เกือบ 10 สายพันธุ์

คุณวีรญา เต็มปีติกุล นักวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เล่าว่า การวิจัยทุเรียนพันธุ์ลูกผสม ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ได้เริ่มทำมาร่วม 30 ปีเต็ม ตั้งแต่ ปี 2528-2529 โดย ดร. ทรงพล สมศรี ผู้เชี่ยวชาญ กรมวิชาการเกษตร เป็นผู้ริเริ่มทดลองไว้เป็นคนแรกและมีนักวิชาการทำมาอย่างต่อเนื่อง และตนเองได้มารับช่วง เมื่อ ปี 2551 ได้ทำการวิจัยทดลองต่อ เพื่อสร้างทุเรียนลูกผสมพันธุ์ใหม่ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงต้นฤดู ซึ่งเป็นการกระจายช่วงการผลิตทุเรียนและเพื่อปรับปรุงคุณภาพทุเรียนลูกผสมให้ตรงกับความต้องการของตลาด ผลผลิต ในขณะนี้มีทุเรียนพันธุ์ลูกผสมอยู่ 7-9 สายพันธุ์ คือ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 จันทบุรี 4 จันทบุรี 5 จันทบุรี 6 และพันธุ์นวลทองจันท์ โดยจดทะเบียนได้รับการรับรองพันธุ์เรียบร้อยแล้ว และมี 3-4 สายพันธุ์ ที่กำลังดำเนินการวิจัยทดลองอยู่ เช่น เบอร์ 5 เบอร์ 15 และที่กำลังเริ่มทดลองวิจัยหมอนทองและกระดุมอยู่ ที่จดทะเบียนแล้วแนะนำเกษตรกรนำไปปลูกหลายสายพันธุ์ ตั้งแต่ ปี 2549 เป็นต้นมา และ ปี 2551 พันธุ์ลูกผสมจันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 เกษตรกรประมาณ 700 ราย ซื้อไปปลูกกระจายไปทั่วจังหวัดจันทบุรีเริ่มมีผลผลิตออกสู่ตลาด

ปีนี้มีบริษัทจีนส่งออกทุเรียนและผลไม้ไทยนครกวางโจวรายใหญ่ รับซื้อทุเรียนพันธุ์ลูกผสม จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 และว่าที่จันทบุรี 10 (ชะนี+นกหยิบ) ส่งไปศูนย์กระจายสินค้าในจีน ที่มีลูกค้าสาขาย่อยกว่า 1,300 สาขา เพื่อทำตลาดพรีเมี่ยมเป็นปีแรก ตั้งราคาปานกลาง เพื่อให้สามารถอยู่ทำตลาดบริโภคได้ยาว ส่วนการจัดงานมหกรรมชิมฟรีทุเรียนพันธุ์ลูกผสม เพื่อต้องการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค เกษตรกร ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วๆ ไปภายในประเทศได้รู้จักและทดลองชิมรสชาติ เพื่อส่งเสริมการปลูก และส่งเสริมตลาดทั้งในและต่างประเทศ ไม่ใช่เฉพาะตลาดจีนอย่างเดียว

“ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จัดงาน 7 วัน วันละ 2 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. มีคนสนใจมาชิมคึกคักมากเป็นปีแรก ก่อนหน้านี้เคยจัดชิมทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง ตั้งเป้าไว้ วันละประมาณ 100 คน ชิมฟรี มีทุเรียนพันธุ์ลูกผสม 4-5 ชนิด คือ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 และ เบอร์ 5 เบอร์ 15 ที่ยังไม่มีชื่อ ให้เปรียบเทียบกับหมอนทองที่เป็นพันธุ์ยอดนิยม และมีตารางประเมินผลเป็นรายพันธุ์ตามรายละเอียด รสชาติ เนื้อ ความสุก ความหวาน สีสัน กลิ่น ได้รับความร่วมมืออย่างดี กลุ่มที่มาชิมหลากหลาย มีเกษตรกรประมาณ 50% ผู้บริโภค 30% และผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และอื่นๆ 20% หากสนใจซื้อกิ่งพันธุ์ ซื้อได้ไม่เกินคนละ 25 กิ่ง กิ่งละ 25 บาท ตลอด 7 วัน มีผู้สั่งซื้อจำนวนมาก มีไม่พอ อย่างพันธุ์ จันทบุรี 1 จันทบุรี 4 จันทบุรี 6 จันทบุรี 8 จันทบุรี 9 หมด ต้องรอรับปีหน้า” คุณวีรญา กล่าว

ผสมข้ามพันธุ์…หาจุดเด่น

ส่งเสริมตลาดในและต่างประเทศ

คุณวีรญา เล่าถึงทุเรียนพันธุ์ลูกผสมว่า เป็นการผสมข้ามพันธุ์ จะเลือกแม่พันธุ์คุณภาพดี ผลผลิตสูง พ่อพันธุ์มาผสมกัน โดยใช้วิธีเสียบยอดกับต้นตอ โดยเลือกลักษณะเด่นๆ มาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อให้ได้ทุเรียนตามที่เราต้องการ ที่เรียกว่า “ALL IN ONE” เช่น การให้ผลแก่สุกเร็ว รสชาติเข้มข้ม เนื้อละเอียด เมล็ดลีบ การเก็บเกี่ยวให้ผลระยะสั้นเป็นผลผลิตช่วงต้นฤดู เช่น แม่พันธุ์ชะนี เนื้อละเอียด สีสวย กลิ่นอ่อนมากผสมพ่อพันธุ์หมอนทอง ใช้เวลาเก็บเกี่ยว 120-135 วัน เนื้อหนา สีอ่อน เนื้อเหนียวน้อย แต่ได้ลูกผสมจันทบุรี 1 หรือลูกผสม จันทบุรี 5 ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90-100 วัน หรือแม่พันธุ์ก้านยาวผสมพ่อพันธุ์แบบเปิด คือปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ ได้ลูกผสม เนื้อค่อนข้างหนา รสชาติดี หวาน มัน เนื้อสีเหลืองสวย แต่มีลักษณะด้อย เมล็ดค่อนข้างโต พบมีอาการแกนเต่าเผา ไส้ซึม

“ส่วนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ คือ เบอร์ 5 และ เบอร์ 15 น่าจะสรุปผลจดทะเบียนได้เร็วๆ นี้ และมีพันธุ์ลูกผสมพันธุ์แม่หมอนทองกับพันธุ์พ่อกระดุมที่อยู่ในระหว่างวิจัยทดลองที่เริ่มทำไว้ ปี 2555 คาดว่าอีก 5-6 ปี เราจะได้ทุเรียนที่มีคุณภาพรสชาติอร่อย หากทำทุเรียนพันธุ์ลูกผสมหลายๆ พันธุ์ที่มีคุณภาพปริมาณมากๆ และเป็นทุเรียนต้นฤดูได้ราคาสูง ต่อไปเกษตรกรอาจจะไม่ต้องทำทุเรียนราดสารอีก” คุณวีรญา กล่าวทิ้งท้าย

บรรยากาศภายในงานมหกรรม ชิมทุเรียนพันธุ์ใหม่ จันทบุรี 1 จันทบุรี 2 จันทบุรี 3 แต่ละวัน คึกคัก สนุกสนาน มีผู้สนใจทั้งในและต่างจังหวัดเดินทางมาแวะชิมกันจำนวนมาก บรรดาเกษตรกรมืออาชีพต่างให้ความสนใจซื้อกิ่งพันธุ์ลูกผสมกันหมดไปหลายสายพันธุ์ เกษตรกรรายใหม่ๆ หรือบรรดาผู้สูงวัยหลังเกษียณสนใจที่จะปลูกทุเรียน ขอคำปรึกษากับนักวิชาการในงาน…น่าปลื้ม

ขอบคุณ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ที่ได้ทำงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างและจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ดีๆ รูปแบบใหม่ จับต้องและกินได้ สร้างความสุขให้ผู้มาเยือนท่ามกลางบรรยากาศที่ร้อนตับแตกในเดือนเมษายน ให้คลายร้อนและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม…สนใจสอบถามรายละเอียด โทร. (039) 397-030 และ (039) 397-146

จบปริญญาโท ทำทุเรียนต้นฤดู ท้าทายตลาดทุเรียน ราคาดีไม่ใช่เฉพาะหมอนทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

จบปริญญาโท ทำทุเรียนต้นฤดู ท้าทายตลาดทุเรียน ราคาดีไม่ใช่เฉพาะหมอนทอง

ตำบลอ่าวใหญ่ ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เป็นพื้นที่ที่ติดชายฝั่งทะเล สภาพดินเป็นดินปนทราย เหมาะกับผลไม้ประเภท ทุเรียน เงาะ มังคุด นอกจากเจริญเติบโตได้ดีแล้ว ยังให้ผลผลิตต้นฤดูกาลราวๆ เดือนมีนาคมของทุกๆ ปี พ่อค้าส่งออกวิ่งมาซื้อถึงสวน หรือขอทำสัญญาซื้อขายไว้ล่วงหน้า ทำให้ได้ราคาสูง พันธุ์กระดุมจะสุกก่อนใคร ได้ราคากิโลกรัมละ 90-95 บาท ตามมาด้วยพันธุ์หมอนทอง ซื้อขายกันถึงกิโลกรัมละ 120-130 บาท ชาวสวนทุเรียนปลูกหมอนทอง พื้นที่ 30 กว่าไร่ และผลผลิตมีคุณภาพราว 200 ต้น ต้นใหญ่ต้นเดียวมีลูก 200 กว่าลูก น้ำหนักเกือบ 600 กิโลกรัม ขายได้ถึง 74,000 บาทเศษ ปีหนึ่งมีรายได้นับ 10 ล้านบาท เป็นเรื่องจริง

เกษตรกรรุ่นใหม่…

ปลูกทุเรียน

ต้องหลากหลายพันธุ์

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา งาเจือ อยู่บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 5 ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด วัย 29 ปีเกษตรกรรุ่นใหม่ ลูกชายคนเดียวในครอบครัวที่เรียนรู้การทำสวนผลไม้ ทุเรียน เงาะ จาก คุณพ่อวิสุทธิ์ และ คุณแม่ทับทิม งาเจือ ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา หลังจากจบปริญญาตรี ด้านการตลาด ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มารับช่วงทำสวนผลไม้เต็มๆ ร่วมกับพ่อแม่เต็มตัวเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ปี 2552 จากนั้นได้แต่งงานกับ “น้องหนู” คุณณัฐวรรณ แปลงดี ขณะที่ทำสวนก็หาเวลาไปเรียนต่อปริญญาโท ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ด้านบริหารรัฐกิจ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยบูรพา จบเมื่อปี 2558 สวนนี้ทำเป็นระบบครอบครัว 4 คน มีจ้างแรงงานเฉพาะหน้างานเป็นบางครั้ง ส่วนใหญ่จะช่วยๆ กันทำ

สวนทุเรียนมี 4 แปลง ให้ผลแล้ว 2 แปลง และรอให้ผลอีก 2 แปลง คือแปลงแรกที่บ้านตำบลห้วงน้ำขาว เป็นแปลงที่พ่อวิสุทธิ์-แม่ทับทิม ทำอยู่ดั้งเดิม มี 13 ไร่ ปลูกเงาะ ลองกอง มังคุด กับทุเรียน เป็นทุเรียนพันธุ์กระดุม ชะนี และตอนหลังเปลี่ยนมาปลูกทุเรียนชะนี หมอนทอง ก้านยาว นวลทองจันท์ แต่ยังเก็บกระดุมและชะนีไว้อย่างละ 3-4 ต้น ถึงตอนนี้อายุ 30 กว่าปี ให้ผลปีนี้ต้นละเกือบ 300 ลูก อีกแปลงติดๆ กัน 5 ไร่ เพิ่งปลูกทุเรียนหมอนทอง 90 ต้นอายุได้ 5 ปี ทำแบบพัฒนา ยกร่องให้โคนสูงขึ้น เพื่อระบายน้ำ และปลูกเงาะสีทองแซม เพื่อให้ผลก่อนทุเรียน จะได้มีรายได้ ส่วนแปลงใหญ่ที่ตำบลอ่าวใหญ่ พื้นที่ 44 ไร่ ทำมา 9 ปี ปลูกตั้งแต่ ปี 2549 มี กระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตดีปีนี้ขายไปจำนวน 31 ตัน ตั้งแต่ต้นและปลายเดือนมีนาคม และแปลงน้องใหม่ล่าสุดที่ตำบลหนองโสน อำเภอเมืองตราด พื้นที่ 10 ไร่ เพิ่งปลูกได้ 2 ปี มีหลายพันธุ์ ก้านยาว หมอนทอง พานพระศรี นวลทองจันท์ หลงลับแล

“ทุกวันนี้ทุเรียนให้ผลผลิตต้นฤดูตลอด รุ่นแรกที่ตำบลอ่าวใหญ่ ขายไปเมื่อกลางเดือนมีนาคม และ รุ่น 2 ที่ตำบลห้วงน้ำขาว ตัดได้กลางเดือนเมษา และ รุ่น 3 ปลายพฤษภาคม ทุกแปลงจะปลูกทุเรียนหลายๆ สายพันธุ์ แต่ที่เหมือนกันคือ ทำคุณภาพ เพราะทุเรียนแต่ละสายพันธุ์มีความอร่อยต่างๆ กัน โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์เดิมๆ ของไทย เช่น หลงลับแล พวงมณี กบ หากปลูกแล้วทำคุณภาพให้ดี แนะนำให้ลูกค้ารู้จักรับประทาน ตลาดจะตามมาเอง ไม่มุ่งเน้นว่าเป็นตลาดต่างประเทศอย่างเดียว ตลาดภายในประเทศมีกำลังซื้อสูง เราไม่ควรมองข้าม” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

บริหารจัดการทุเรียนต้นฤดู

ปัจจัยหลัก ดินปนทราย

อากาศถ่ายเท…ไม่ขาดน้ำ

“ทุเรียน ที่บ้านแหลมศอก ตำบลอ่าวใหญ่ เป็นทุเรียนต้นฤดู ออกผลเดือนมีนาคม เนื่องจากปัจจัยธรรมชาติ สภาพอากาศที่ติดชายทะเล 2 ด้าน อากาศโปร่งไม่ชื้น สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย แต่ต้องให้น้ำมาก เพราะรากจะอยู่หน้าดิน ดินร้อนให้น้ำมากๆ ที่โคนต้น ในสวนต้องมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำตลอดปี นอกจากนั้น ต้องดูแลตั้งแต่การบำรุงต้น จนกระทั่งออกดอกและให้ผลเก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อให้มีผลผลิตต้นฤดูในปีถัดไป เป็นวัฏจักรทุกปี” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เผยเคล็ดลับการทำทุเรียนต้นฤดู

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เล่าว่า ครอบครัวทำสวนผลไม้มาก่อน ได้ฝึกฝน เพิ่มประสบการณ์จากการเป็นผู้ช่วยพ่อกับแม่ตั้งแต่เล็กๆ และพ่อมีประสบการณ์ทำสวนมา 40 ปี ให้เรียนรู้ถ่ายทอด เมื่อโตจบปริญญาตรีเริ่มเป็นตัวแทนพ่อแม่ทำสวนอย่างจริงจังตอนอายุ 21-22 ปี ทำสวนเดิมของพ่อแม่และขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก 3 แปลง เมื่อแต่งงานกับคุณณัฐวรรณ ได้ช่วยกันทำทุกอย่าง เรียกว่าทำกันเป็นระบบครอบครัว จะจ้างคนงานมาช่วยตอนใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นยา และเก็บเกี่ยวเป็นช่วงๆ ทั้งนี้ ต้องวางแผนการบริหารจัดการสวนตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนเก็บเกี่ยวเสร็จ เป็นวัฏจักรทุกๆ ปี มีขั้นตอนดูแลหลักๆ 6-7 ขั้นตอน ดังนี้

1. การปลูกยกร่อง ทุเรียนจะมีโรคเชื้อรา รากเน่า โคนเน่า เกษตรกรจะกลัวมาก เนื่องจากที่ตราดอากาศชื้น ฝนตก ระยะหลังมีวิธีป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขัง โดยการยกร่องปลูก ทำโคนต้นให้สูงไม่ให้น้ำขัง ใช้หญ้าคลุมดินไม่ให้ดินแห้ง ทั้งนี้ต้องติดตั้งสปริงเกลอร์ให้พ่นน้ำกระจายรอบๆ โคนต้น แต่ไม่ให้ถูกต้นเปียก จะทำให้เน่า ต้นอ่อนติดตั้งสปริงเกลอร์อันเดียว ต้นโตขึ้นจึงเพิ่มเป็น 3 และ 5 หัว เพื่อให้น้ำกระจายทั่วโคน แต่ไม่โดนต้นทุเรียน

2. การดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พ่นยา ทำใบ ดูแมลง ทุเรียนเป็นพืชที่ต้องให้น้ำอย่างพอเพียงตลอดฤดูกาล โดยเฉพาะที่เป็นดินปนทรายจะร้อน ต้องให้น้ำมากกว่าดินทั่วไป จึงต้องมีแหล่งน้ำที่ใช้ได้ตลอดปี จากนั้นดูแลใส่ปุ๋ยในดิน ทั้งปุ๋ยเคมีและปุ๋ยคอกสลับกัน และพ่นยาให้ปุ๋ยทางใบ ตัดแต่งกิ่ง ใบ และตรวจดูแมลงเพลี้ยไฟและพ่นยา

3. การผสมดอก หรือปัดดอก จะมีทั้งให้ติดผลโดยธรรมชาติ และการปัดดอกผสมเกสร ที่ทำอยู่จะใช้เกสรดอกกระดุมมาปัดเกสรชะนี จะช่วยให้ติดผลง่าย รูปทรงทุเรียนกลมสวย พูเต็ม ไม่ลีบ แป้ว แก่เร็ว ส่วนทุเรียนหมอนทองปล่อยให้ผสมตามธรรมชาติ

4. การแต่งลูกให้เป็นรุ่นเดียวกัน โดยดูขั้วทุเรียนที่มีลูกให้จำนวนลูกเหมาะกับกิ่ง และไม่ให้ลูกเล็กไป ใหญ่ไป ถ้าขั้วใหญ่ จะไว้ 4 ลูก ขั้วเล็ก 2 ลูก จึงต้องแต่งถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่ออายุลูกเล็กๆ ได้ 30 วัน 45 วัน และ 60 วัน และเหลือเอาไว้ทดสอบดูเนื้อ 1-2 ลูก เมื่อตัดแต่งครั้งสุดท้ายจะรู้ว่าแต่ละต้นจะมีผลทุเรียนให้ขายกี่ลูก

5. การผูกเชือกโยงรับน้ำหนัก เมื่อลูกอายุประมาณ 45 วัน ต้องออกแบบการผูกโยง ใช้เชือกเหนียวๆ ผูกกิ่งที่มีลูกกับลำต้นให้แน่น เชือกนี้จะใช้แทนบันไดปีนไปตัดลูกด้วย และเมื่อเป็นลูกแล้วช่วงนี้ใช้โฟมหนาตัดเป็นชิ้นๆ รองกั้นหนามไม่ให้ลูกชนกัน จะช่วยไม่ให้หนอนเจาะเข้าไปและหนามสวย

6. การเก็บเกี่ยวผล ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว จะเริ่มนับตั้งแต่ดอกบาน และนับไป 90-100 วัน พันธุ์ชะนีกับกระดุม ส่วนหมอนทอง 100-120 วัน ส่วนใหญ่เกษตรกรจะให้ดอกบานมกราคม เร่งให้สุกภายใน 90 วัน ประมาณช่วงเดือนมีนาคม เพราะจะได้ราคาดี

7. การตกแต่งกิ่ง ใบ ใส่ปุ๋ย เมื่อเก็บเกี่ยวผลแล้ว ต้องตัดกิ่ง แขนง ที่เป็นกระโดงออกทั้งหมด เตรียมใส่ปุ๋ย บำรุงต้น ดูแลให้น้ำ เพื่อผลผลิตในปีต่อไป ถ้าทำได้เร็วผลผลิตจะออกเร็ว

“ทุกๆ คน จะช่วยกันทำ แม่และภรรยาช่วยรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ตัดแต่งแขนง ส่วนพ่อและผมจะผสมเกสร ตัดแต่งกิ่ง มีจ้างแรงงานตอนเก็บเกี่ยว พ่นยา ปีนี้สภาพอากาศแปรปรวน ลมแรงมาก ทำให้ผลผลิตสู้ปีที่แล้วไม่ได้ เพราะช่วงมีพายุฝนทำให้ตาดอกร่วง จึงติดผลน้อย ปัญหาเรื่องน้ำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าขาดน้ำ เนื้อข้างในสุก มีสีเหลืองแต่เปอร์เซ็นต์แป้งจะไม่ได้ ทุเรียนแก่ถ้าตัดรับประทานเอง สุกประมาณ 90% ถ้าขายส่ง 70% ทดลองดีดระหว่างร่องตามโพกให้เสียงหลวม ดูโคนหนามใหญ่ ปลายหนามแห้งเล็กไม่แข็ง บิดแยกจากกัน ร่องตาแห้ง” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

อนาคต หมอนทอง

ตลาดอาจตัน

“เตรียมปลูกพันธุ์ใหม่ๆ

พันธุ์เดิมๆ ขายตลาดภายใน

ว่าที่ ร.ต. กรีฑา เล่าว่า ตนเองสามารถทำทุเรียนต้นฤดูได้ และมองเห็นว่าไม่ใช่มีเฉพาะหมอนทองเท่านั้นที่ได้ราคาดี เพราะจากสวนที่ให้ผลอยู่ทั้ง 2 แปลง ปลูกหลายพันธุ์ ที่ตำบลอ่าวใหญ่ 44 ไร่ มีกระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตได้ 31 ตัน ขายได้ราคาดีทั้งหมด เกษตรกรทั่วไปคิดว่าปลูกอะไรที่ได้ผล ได้ราคา แล้วปลูกตามๆ กัน 2 ปีมานี้หมอนทองต้นฤดูราคาดีมาก เพราะตลาดส่งออกจีน ไต้หวัน ซื้อหมด กิโลกรัมละ 120-130 บาท บางคนได้ยินข่าวมาว่า ปลูกได้ต้นละแสน จึงคิดแต่จะปลูกให้มาก แต่ไม่เข้าใจว่าต้องเป็นต้นใหญ่อายุถึง 30 ปี ต้องติดลูก 200-300 ลูก ได้น้ำหนัก 9-10 ตัน จึงจะได้เงินแสน จริงๆ แล้ว ตลาดภายในน่าสนใจไม่เฉพาะพันธุ์หมอนทองเท่านั้น มีทุเรียนพันธุ์ดีของเดิมๆ หรือที่พันธุ์ลูกผสม คุณภาพดี รสชาติอร่อย เมล็ดเล็ก เนื้อเยอะ เปลือกบาง ลูกเล็กๆ 1-2 กิโลกรัม ขายทางออนไลน์ได้

“ทุเรียนที่ตำบลอ่าวใหญ่ กระดุม ชะนี หมอนทอง หลงลับแล ผลผลิตออก รุ่น 1 เดือนมีนาคมไล่เลี่ยกัน เพราะสภาพดินปนทรายและได้ลมทะเลโกรก หมอนทอง กิโลกรัมละ 120 บาท กระดุม 95 บาท ส่วนแปลงที่ตำบลห้วงน้ำขาว รุ่นแรก มีหลงลับแลต้นหนึ่ง 95 ลูก ขายได้ 40,000 บาท กิโลกรัมละ 250 บาท และ รุ่น 2 ตัดกลางและปลายเดือนเมษายน ประมาณ 1,000 ลูก เป็นพันธุ์ชะนี 500 ลูก มีพ่อค้ามาจองไว้หมดแล้ว กิโลกรัมละ 70 บาท ส่วนพันธุ์หมอนทอง 500 ลูก จะขายเอง และปลายพฤษภาคมจะมีอีกรุ่น มีพันธุ์นวลทองจันท์ หมอนทอง ถ้าเราทำคุณภาพทุเรียนรูปทรงสวย แก่จัด ทำมาตรฐานเกรดเดียวกันจะได้ราคาสูง ทุกวันนี้ตอนทุเรียนออกสู่ตลาดมากๆ พ่อค้าจะแบ่งเป็น 3 เกรด ซื้อตามเกรด เกรดดีสุดยอด 6 พูเต็ม ไต้หวันจะเหมาหมด ให้ราคาดี แต่ที่เหลือจะกด ราคาจะต่ำ” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา บอก

“ตลาดหมอนทองที่ส่งตลาดจีนเป็นตลาดใหญ่ อนาคตอาจจะมีปัญหาอย่างลำไย เพราะปลูกกันทั่วประเทศมีปริมาณมาก หมอนทองเคยราคาตกถึงกิโลกรัมละ 20 บาท ตอนนี้พันธุ์อื่นๆ อย่างเช่น หลงลับแล ที่คุณภาพดี รสชาติอร่อย พ่อค้าส่งต่างประเทศไม่ซื้อ บอกว่าไม่มีตลาด ต่อไปเกษตรกรควรปลูกหลายๆ พันธุ์ที่รสชาติดี แปลงใหม่ที่ตำบลหนองโสน ปลูกกระดุม หลงลับแล นวลทองจันท์ สาลิกา และต่อไปจะปลูกพานพระศรี คิดว่าน่าจะขายตลาดภายในประเทศได้ เช่น ทางออนไลน์และบริการส่งให้ลูกค้า ลูกเล็กๆ ขนาด 1-2 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 250 บาท ถ้าเราทำคุณภาพให้มาตรฐาน ทุกลูกเนื้อดีหมด กำหนดเวลารับประทานถูกต้อง ตลาดจะมาหาเราเอง และกำหนดราคาได้ ปีนี้เริ่มขายให้ทางชมรมคนรักทุเรียนแห่งประเทศไทย ที่นำไปขายออนไลน์ ซึ่งเป็นตลาดในประเทศแล้ว” ว่าที่ ร.ต. กรีฑา กล่าว

การปรับตัวแบบตั้งรับของเกษตรกรไทยรุ่นใหม่อย่าง ว่าที่ ร.ต. กรีฑา งาเจือ น่าจะเป็นแบบอย่างผู้ผลิตผลไม้ไทย ด้วยความมุ่งมั่นทำทุเรียนคุณภาพสร้างความต่าง ให้ตลาดเดินเข้ามาหาเพื่อเกษตรกรจะได้เป็นผู้กำหนดราคาเอง…ชื่นชมกับความสำเร็จของเกษตรกรเงินล้าน สนใจสอบถาม โทร. (080) 101-9389

ผักติ้ว?ซากุระแห่งที่ราบสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

พืชพื้นบ้าน เป็นทั้งอาหารและยา

สมิทธิชัย สุกปลั่ง

ผักติ้ว?ซากุระแห่งที่ราบสูง

ชื่อสามัญ : ติ้ว แต้ว ติ้วขน ติ้วเกลี้ยง ร้าเง็ง (สุรินทร์; บุรีรัมย์) ; กุยฉ่องเฉ้า (กะเหรี่ยง)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cratoxylum formosum

วงศ์ : CLUSIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ติ้ว หรือ แต้ว เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็ก พบมากในป่าเบญจพรรณแถบภาคอีสาน มี 2 พันธุ์ คือ ดอกสีขาว กับ ดอกสีชมพู ซึ่งพันธุ์ดอกสีชมพูนั้นมักจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ใบจะมีขนนุ่มๆ ขมกว่าชนิดดอกสีขาวเล็กน้อย เรือนยอดมักเป็นพุ่มกลม เปลือกต้นสีน้ำตาล อมเทา เมื่อแก่จะแตกเป็นสะเก็ดร่องๆ ถ้ามีแผล จะมียางสีเหลืองปนแดงซึมออกมา ใบรูปไข่กลับรีๆ ยาวประมาณ 3-12 เซนติเมตร

ลักษณะการแตกของใบจะออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน หรือที่ภาษาพฤกษศาสตร์เรียกว่า Simple Opposite ผลทรงรีขนาดเล็กๆ มีนวลบางๆ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 3 แฉก ข้างในมีเมล็ดสีน้ำตาลปนดำอยู่มาก ออกดอกได้เป็นระยะตลอดปี แต่จะดกเป็นพิเศษในหน้าแล้ง ราวๆ เดือนมีนาคม-พฤษภาคม ยอดและใบอ่อนสีชมพูอมแดง สวยสดงดงาม เห็นแต่ไกล มีรสเปรี้ยว อมฝาด คุณสมบัติช่วยระบายท้อง ช่วยส่งเสริมเน้นรสชาติอาหาร ทางภาคอีสานชาวบ้านทั่วไปนิยมนำมาใส่ต้มยำแทนมะนาว หรือกินกับลาบ ส้มตำ น้ำตก ปลาร้า แจ่วบอง ก็แซ่บอีหลี

น้ำยางจากลำต้นผสมน้ำมันมะพร้าว ใช้ทาแก้โรคผิวหนัง ส้นเท้าแตก เปลือกใช้ย้อมผ้าให้สีน้ำตาลอ่อนๆ กำลังมีการศึกษา ทดลองค้นคว้าเรื่องการสกัดสารกันหืน (Rancidity) จากใบแต้วกันอยู่ในขณะนี้ (ที่จริงน่าจะศึกษาเรื่องการสกัด “สารกันหื่น” ควบคู่ไปด้วยเสียเลยนะเนี่ย) ที่แนะนำให้หามาปลูกก็เนื่องจากต้นไม่โตมาก ทรงสวย ทนทาน ให้ร่มเงาดี ใบไม่ร่วงพร่ำเพรื่อ เวลาจะออกดอกจึงจะทิ้งใบเกือบหมดต้น เหลือแต่ดอกสีชมพูอ่อนๆ ติดอยู่ ตามปลายกิ่งเป็นกระจุกๆ มองไกลๆ ดูคล้ายๆ ต้นซากุระของญี่ปุ่นเลย สวยงามน่ารัก เซ็กซี่ไปอีกแบบหนึ่ง ผู้เขียนเคยนำไปใช้ในงานจัดสวนมาหลายต้นแล้ว ปรากฏว่า เจ้าของบ้านชอบใจไปตามๆ กันหลายคน ก็สวย เท่ กินได้ นี่นา เวลามีดอกก็มีแต่คนมาถามว่า นี่ต้นอะไร ทำไมสวย น่ารักจังเลย

วิธีการขยายพันธุ์ ก็ใช้ตอนกิ่ง สกัดรากไปชำ หรือจะให้โตไวทันใจสวยเพียงชั่วข้ามคืน ก็ไปหาซื้อต้นที่เขาขุดล้อมมาขาย ไซซ์มาตรฐานจัดสวน 1.50-2.50 เมตร ลงไว้ริมรั้วบ้านได้เลย โรค แมลง ก็ไม่อยากมากวนใจ เพราะเป็นไม้ป่า ทนทาน แข็งแรงบึกบึนอยู่แล้ว ฝนจะตก จะแล้งยังไงก็ไม่กลัว ใส่ปุ๋ยคอกเดือนละครั้งก็เหลือจะพอ ปลูกได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม หามุมให้เหมาะๆ แล้วกัน ยิ่งเด็ดยอดบ่อยๆ ยิ่งแตกไวไม่ต้องกลัวครับ