ไปชมสวน ชิม ทุเรียนหลงและหลินลับแล กัน…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ท่องเที่ยวเกษตร

พัฒนา นรมาศ

ไปชมสวน ชิม ทุเรียนหลงและหลินลับแล กัน…

“ท่องเที่ยวเกษตร…ชมวิถีของเกษตรกรเมืองอุตรดิตถ์ วิถีที่มั่นคง ยั่งยืน” ได้เคยนำเสนอในตอนคุยกับเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ทำให้ได้รับรู้วิถีเกษตรกรเกี่ยวกับแหล่งผลิต กระบวนการผลิตเกษตรที่ได้คุณภาพ

มีคำกล่าวเล่าสืบต่อกันมาว่า ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล และพันธุ์หลินลับแล เป็นทุเรียนปลูกที่อำเภอลับแล ได้รสชาติอร่อยที่สุด จริงแท้เท่าใดไม่รู้ แต่เมื่อได้ไปที่จุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้เยี่ยมชมสวนทุเรียนที่มีการปลูกและพัฒนาการผลิตได้ผลทุเรียนดี มีคุณภาพ ที่สำคัญเมื่อได้ลิ้มลองชิมเนื้อทุเรียนทั้งสองพันธุ์แล้วยอมรับว่าอร่อยจริงๆ ครับ นับว่าหลง-หลินลับแล เป็นไม้ผลสร้างรายได้เงินกว่าแสนบาทให้เกษตรกรมั่นคง ยั่งยืน ฉบับนี้จึงได้นำเรื่องของทุเรียนพันธุ์หลงและหลินลับแล…พืชเศรษฐกิจสำคัญ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ มาบอกเล่าสู่กัน เชิญติดตามมาครับ

ที่สวนทุเรียนหลงลับแล จุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร ลุงมานิตย์ กาวี เกษตรกรทำสวนไม้ผลได้ต้อนรับด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเล่าให้ฟังว่า เริ่มปลูกสร้างสวนไม้ผลเมื่อปี 2528 รวมแล้วก็ 30 ปี มีพื้นที่ปลูกทุเรียนและไม้ผลอื่นๆ รวม 15 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกทุเรียน 120 ต้น ลองกอง 150 ต้น มะไฟเหรียญทอง 50 ต้น มังคุด 7 ต้น และลางสาด 30 ต้น

สำหรับทุเรียนที่ปลูก ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์หลง และหลินลับแล แล้วได้ปรับปรุงการผลิตด้วยการนำยอดทุเรียนพันธุ์ดี ปลอดโรค มาเสียบยอดกับต้นตอพันธุ์พื้นเมือง เพื่อเป็นการเพิ่มผลผลิตที่ได้คุณภาพให้เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภคที่ชื่นชอบรสชาติความอร่อยของทุเรียนหลง และหลินลับแล

ครั้งแรกที่เสียบยอด ได้ใช้วิธีลองถูกลองผิดด้วยตนเอง แล้วอ่านหนังสือ เข้าฝึกอบรม ไปศึกษาดูงานที่ในแหล่งวิชาการเพื่อนำมาปรับใช้ ซึ่งการที่ได้เสียบยอดบ่อยๆ จึงมีความชำนาญ แล้วก็ได้นำมาปฏิบัติในทุกวันนี้

การเสียบยอด ได้เลือกยอดทุเรียนพันธุ์หลงลับแล หรือหลินลับแล หรือหมอนทอง จากต้นทุเรียนที่สมบูรณ์ คุณภาพดี ปลอดโรค ความยาวประมาณ 1 คืบ นำมาเสียบกับต้นตอทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่มีอายุ 3 ปี ขึ้นไป หลังการเสียบยอดประมาณ 45 วัน รอยแผลที่เสียบยอดจะติดเป็นเนื้อเดียวกัน ได้ยอดอวบสมบูรณ์ เจริญเติบโตพร้อมจะผลิใบอ่อน ส่วนปลายยอดจะคล้ายเมล็ดข้าวสาร จากนั้นได้ปฏิบัติดูแลบำรุงต้นทุเรียนให้เจริญเติบโต ซึ่งวิธีการนำยอดทุเรียนหลายพันธุ์มาเสียบยอดที่ต้นตอเดียวกัน จะทำให้มีหลายพันธุ์ หรือเรียกว่าต้นทุเรียนแฟนซี

การบำรุงต้น ในช่วงเริ่มติดดอก ได้บำรุงต้นด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ เพื่อช่วยให้การติดดอก ติดผลดีขึ้น ในช่วงเริ่มติดผลอ่อนถึงเก็บเกี่ยว ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 อัตราที่ใส่ตามอายุของต้นทุเรียน เช่น ต้นทุเรียนอายุ 5 ปี ก็ใส่ 5 กิโลกรัม โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ต่อปี และที่สำคัญต้องให้ต้นทุเรียนได้รับน้ำเพียงพอต่อการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์

เมื่อทุเรียนติดผลโต ลักษณะภายนอกทุเรียนพันธุ์หลงลับแล เปลือกผลสีเขียวอมเหลือง ร่องพูตื้นมองเห็นได้ชัด มี 4-5 พู ต่อผล น้ำหนัก 0.5-3.5 กิโลกรัม ต่อผล ก้านผลป้าน เนื้อละเอียดสีเหลืองทอง กลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน

สำหรับลักษณะภายนอกทุเรียนพันธุ์หลินลับแล เปลือกผลสีเขียวอมเหลือง ร่องพูมองเห็นได้ชัด มี 4-5 พู ต่อผล น้ำหนัก 1-2 กิโลกรัม ต่อผล ก้านผลป้าน เนื้อในละเอียดมาก มีสีเหลืองอ่อน กลิ่นอ่อน รสชาติหวานมัน

การเก็บเกี่ยว นับตั้งแต่ดอกบานจนถึงผลแก่พร้อมตัดเก็บ ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล ใช้เวลา 105-110 วัน และทุเรียนพันธุ์หลินลับแล ใช้เวลา 110-115 วัน วิธีการเก็บเกี่ยว ได้จ้างแรงงานเข้ามาตัดเก็บ ครั้งละ 2-3 คน โดยจ่ายค่าจ้างตัดเก็บ 4 บาท ต่อกิโลกรัม หลังการเก็บเกี่ยวได้ตัดแต่งกิ่งและใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 1.5 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อบำรุงต้น

ตลาด ทุกปีที่ผ่านมา ผลทุเรียนส่วนหนึ่ง มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก จะเข้ามาซื้อ ครั้งละ 400-500 ผล เพื่อนำใช้ประโยชน์ในด้านการศึกษาวิจัยและบริโภค ผลผลิตอีกส่วนหนึ่งวางขายหน้าสวน และอีกส่วนหนึ่งพ่อค้าคนกลางจะเข้ามาซื้อเพื่อนำไปขายที่ตลาดในเมืองหรือจังหวัดใกล้เคียง ที่หน้าสวน จะขาย 30-35 บาท ต่อกิโลกรัม จากอาชีพการทำสวนไม้ผลทำให้ได้มีทุเรียนขาย มีรายได้หลายแสนบาททำให้ครอบครัวมั่นคง ยั่งยืน

คุณอำนาจ ปาลาศ เกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เล่าให้ฟังว่า จังหวัดอุตรดิตถ์เป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญได้หลายชนิด มีไม้ผลชนิดหนึ่งที่ผลิตได้ดีมีคุณภาพ เป็นที่นิยมของตลาดผู้บริโภคคือ ทุเรียนพันธุ์หลงลับแล และพันธุ์หลินลับแล ซึ่งเป็นหนึ่งไม้ผลที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง

จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเหมาะสมในการปลูกทุเรียนได้คุณภาพดี โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอลับแล อำเภอเมือง และอำเภอท่าปลา มีเกษตรกรปลูกทุเรียน 4,177 ราย พื้นที่ปลูก รวม 40,886.50 ไร่ และพื้นที่เก็บเกี่ยวได้แล้ว 28,375 ไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 844.82 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือได้ผลผลิตรวม 23,971.77 ตัน พันธุ์ที่นิยมปลูกมาก ได้แก่ ทุเรียนพันธุ์หมอนทอง รองลงมาเป็นพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์หลงลับแล และพันธุ์หลินลับแล

สำหรับทุเรียนพันธุ์หลงลับแล และพันธุ์หลินลับแล มีลักษณะเด่นที่มีเนื้อละเอียด สีเหลืองทอง มีความหวานมัน กลมกล่อม อร่อยสุดยอด จึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการพัฒนาคุณภาพผลผลิต

การพัฒนาคุณภาพด้านการผลิต ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ทั้งด้านการจัดการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงาน และจัดการใช้วัสดุหรือเครื่องมือการเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อให้การผลิตเกษตรได้รับผลตอบแทนในจุดคุ้มทุน รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการผลิตทุเรียนในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลทุเรียนดี มีคุณภาพ นอกจากนี้ ยังคัดเลือกสวนไม้ผลที่ดำเนินการประสบผลสำเร็จให้เป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อบริการสำหรับทุกท่านที่สนใจได้เข้าเยี่ยมชมด้วย

การเก็บทุเรียนคุณภาพ คือหัวใจที่สำคัญ ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้เกี่ยวข้องต้องเก็บทุเรียนที่แก่พอดี หรือการนับอายุตั้งแต่ดอกบานถึงวันที่ทุเรียนแก่เก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลา 105-115 วัน ก็จะได้ทุเรียนดี มีคุณภาพ ตรงตามความต้องการของตลาดผู้ซื้อ ซึ่งจะเป็นทางเลือกในการยกระดับรายได้ของเกษตรกรที่นำสู่การมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง ยั่งยืน

จากเรื่องราว ทุเรียนพันธุ์หลง และหลินลับแล…พืชเศรษฐกิจสำคัญ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นการปลูกบนพื้นที่ภูเขาที่ได้ผลทุเรียนดี มีคุณภาพที่ตลาดต้องการ ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมที่ ลุงมานิตย์ กาวี เลขที่ 77 หมู่ที่ 7 บ้านผามูบ ตำบลแม่พูน อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (098) 791-9534 หรือโทร. (055) 457-175 หรือที่ คุณประดิชญา ตั๋นพรม สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (098) 343-1305 หรือโทร. (055) 440-894 ก็ได้เช่นกันครับ

ปลาร้าสับ อาหารพื้นบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ทองสุข สิงห์พิมพ์

ปลาร้าสับ อาหารพื้นบ้าน

ปลาร้า เป็นอาหารพื้นบ้าน ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี ปลาร้านับว่าเป็นอาหารที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในตัว โดยเฉพาะคนพื้นบ้านคุ้นเคยกับปลาร้า ชาวไร่ ชาวนา ภาคอีสานกับภาคตะวันออก รวมไปถึงภาคใต้ก็ยังนิยมกินปลาร้าเป็นอาหาร

คนในกรุงเทพฯ ยังกินปลาร้า ปลาร้าเกิดมาจากวิธีการทำง่ายๆ สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ถึงรุ่นพ่อแม่

ขั้นตอนการทำปลาร้าไม่ยุ่งยาก แค่มีวัตถุดิบไม่กี่อย่าง ได้แก่ ปลา ปลาที่จะนำมาทำปลาร้า ได้แก่ ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลานิล ปลาซิว ปลาซิวอ้าว ปลากระดี่ ปลาสร้อยขาวหางแดง นำปลามาทำความสะอาดโดยผ่าท้องเอาเครื่องในออกให้หมด ตัดส่วนหัวออกต่างหากมาผสมเข้ากับเครื่องปรุง อัตราส่วน ปลาดิบ 5 กิโลกรัม เกลือ 1 กิโลกรัม น้ำเปล่า 4 ลิตร ข้าวคั่ว 2 กิโลกรัม จากนั้นนำทุกอย่างมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำใส่ไห ปี๊บ หมักไว้ประมาณ 15-20 วัน นำมาเป็นอาหารได้แล้ว

สมัยก่อนคนไทยเรามักบริโภคปลาร้าดิบๆ เป็นอาหาร เอาปลาร้ามา 1 ถ้วยแกง ใส่พริกป่น ผงชูรส ซอยหอมแดง ตะไคร้ซอย ข่าซอย กินกับข้าวได้เลย แกงส้ม แกงเปอะ ส้มตำ เหล่านี้ใส่ปลาร้าทั้งนั้น เรื่องของอร่อยไม่ต้องพูดถึง ปัจจุบันมีการรณรงค์ไม่ให้กินปลาร้าดิบเนื่องจากมีพยาธิใบไม้ในตับสูง ปลาต่างๆ ที่อยู่ในธรรมชาติ ตามห้วย หนอง คลอง บึง มีใบไม้เน่าเสีย พยาธิใบไม้จะแทรกอยู่ในตัวปลา เมื่อเรากินปลาดิบเข้าไปจะทำให้เกิดอันตรายได้ แม้จะห้ามกินปลาร้าดิบ คนไทยเราก็ยังกินกันอยู่แต่ก็ส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะนำมาปรุงให้สุกก่อนเอาน้ำปลาร้ามาใส่จำพวกส้มตำ แต่ก็ขาดเสียไม่ได้เอาปลาร้าปลากระดี่ ปลาร้าปลาสร้อยขาวหางแดงมาตำใส่ส้มตำ หรือบางคนก็ยังฉีกปลาร้ากินได้เลย พูดถึงทีไรทำให้น้ำลายสอทุกที ปลาร้ามีชาวต่างชาติหลายประเทศรู้จักกันอย่างแพร่หลาย กินปลาร้าตามอย่างคนไทยทั่วทวีป นับว่าปลาร้าสร้างชื่อเสียงให้คนไทยเราอีกทางหนึ่ง

คุณรัชนี เทียมแก้ว สาวใหญ่ หัวหน้ากลุ่มสินค้าโอท็อปพื้นบ้าน แห่งบ้านโคกปีบ ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี นำปลาร้ามาทำเป็นอาหารสำเร็จรูป ปลาร้าสับบรรจุกระปุกขาย วิธีทำปลาร้าสับไม่ยุ่งยาก นำปลาร้ามาสับ นำข่า ตะไคร้ มะขามเปียก หอมแดงที่อยู่ในครัวมาซอย ใส่พริกป่นนิดหน่อย ผสมให้เข้ากัน นำใส่กระปุกเล็กๆ ออกไปวางขายในตลาดนัดใกล้บ้าน ตอนแรกไม่คิดว่าจะขายได้ พอวางขายกลับขายดี จึงมีแนวคิดที่จะทำปลาร้าสับสำเร็จรูปขาย จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเล็กๆ ดู สิ่งที่คิดไว้เหมือนง่ายขายคล่อง ดูดี และน่าหาซื้อสะดวก เธอจึงคิดทำอาหารสำเร็จรูปออกขายด้วย รวมถึงทำขนมหวานขาย น่าจะขายได้ คิดแล้วลงมือทำ ทำให้อาหารจำพวกนี้ขายง่ายหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป คุณรัชนีทำขนมไทยขาย เช่น ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด หมี่ผัด อาหารพื้นบ้านเหล่านี้ขายดีอย่างที่คิด จนมีลูกค้าติด จึงกลายเป็นอาหารพื้นบ้านที่น่าสนใจ เธอจึงให้ลูกสาวมาทำปลาร้าสับขายกับทำขนมสดวางขายในตลาดนัดใกล้บ้าน และส่งขายพื้นที่รอบนอกหลายแห่ง มีพวกพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงที่ ทำให้คุณรัชนีเป็นแม่ค้าขายส่งปลาร้าสับสำเร็จรูปในที่สุด กลุ่มสินค้าโอท็อปโคกปีบนั้นมีหลากหลายอย่างให้สมาชิกกลุ่มทำ ไม่ทำเหมือนๆ กัน แบ่งกันทำคนละอย่าง ไม่ตีตลาดกันเอง เน้นการทำเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก

คุณรัชนี ทำปลาร้าสับบรรจุกระปุกขายมานานแล้ว โดยเธอมีลูกสาวคนสวย 2 คน ช่วยงาน ทำให้สินค้าขายดิบขายดีเป็นจุดขายได้อย่างดี ใครเห็นใครซื้อ แม่ค้าสาวยังสวยทั้งแม่และลูก ใครๆ ก็อยากช่วยซื้อนะครับ เป็นการทำอาหารพื้นบ้านที่ประสบผลสำเร็จ ใครอยากทำแบบอย่าง ลองทำดูนะครับ อาจเป็นการเสริมรายได้ให้กับครอบครัวได้ระดับหนึ่งก็ได้ ปลาร้าบรรจุกระปุกของคุณรัชนี ขายแค่กระปุกละ 25 บาท กระปุกหนึ่งหนักราวๆ 1 ขีด ราคานี้ก็พอซื้อได้ครับ สะดวก กลับถึงบ้านแกะกินได้ทันที ในนั้นมีพริกขี้หนูแถมให้ด้วย หากใครที่ต้องการรสเผ็ดจัดจ้าน คุณรัชนีจัดให้ครับ

การทำปลาร้าสับ 1 กิโลกรัม ขายได้เงิน 500 บาท นับว่ามีรายได้อย่างดีเลยทีเดียว ใครสนใจอยากลองทำปลาร้าสับบรรจุกระปุกขาย ลองทำดูครับ ทำไม่ยาก คุณรัชนีกระซิบบอกว่า การทำปลาร้าสับถ้าจะให้อร่อยไม่ยาก นำปลาร้าที่สับใส่ครกพร้อมเครื่องปรุงแล้ว ให้เอามะขามเปียกแทนมะนาวโขลกลงไปด้วยเลย รับรองว่าอร่อยลูกค้าติดใจ ปลาร้าสับเก็บไว้กินได้นานแรมเดือนเลยทีเดียว ขายได้แน่นอน…

อยากซื้อ อยากชิม ถามได้ที่ คุณรัชนี เทียมแก้ว โทร. (081) 762-6446

“ยายใหม่” ปลูกผักสวนครัวขาย ที่ริมโขง หนองคาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ยายใหม่” ปลูกผักสวนครัวขาย ที่ริมโขง หนองคาย

หลังเสร็จภารกิจที่จังหวัดบึงกาฬ โดยระหว่างขาล่องเข้ากรุงเทพฯ ผ่านจังหวัดหนองคาย เห็นว่าพอมีเวลาเลยตระเวนดูบรรยากาศการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวหนองคายตลอดริมโขง

ขับเข้ามาที่ตำบลหินโงม พบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่มักมีอาชีพประมง บางรายจับปลาและสัตว์น้ำตามธรรมชาติ บางรายมีกระชังปลา หรือแม้แต่จับสัตว์น้ำในแม่น้ำโขง

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการดูวิถีชีวิตของชาวบ้านในริมโขง เหลือบไปพบกับสตรีวัยสูงอายุท่านหนึ่งกำลังก้ม-เงยอยู่บริเวณริมแม่น้ำโขง แต่เมื่อเข้าไปใกล้พบว่าเธอกำลังวุ่นอยู่กับการปลูกผักหลายชนิดที่เป็นผักสวนครัว ปลูกไว้เป็นแถวแนวอย่างมีระเบียบ มีลักษณะแปลงเล็กๆ ขนาดไม่ใหญ่ เป็นกลุ่ม แลดูสวยงาม โดยเจ้าของแปลงผักรายนี้มีชื่อว่า คุณจันทร์หอม ศรีจันทร์ มีชื่อเล่นว่า “ยายใหม่”

ยายใหม่พักอยู่บ้านเลขที่ 37 บ้านพร้าว ตำบลหินโงม อำเภอเมืองหนองคาย เกิดเติบโตมาในพื้นที่แห่งนี้เมื่อ 69 ปีแล้ว และครอบครัวมีอาชีพหลักคือ การทำนา ซึ่งเป็นหน้าที่ของลูกชายรับผิดชอบ เป็นนาปีและนาปรัง สำหรับน้ำที่ใช้ทำนาปรังได้มาจากการผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าพื้นที่ ซึ่งสามารถทำได้เพียงครึ่งเดียวของพื้นที่ เพราะมีการจำกัดการใช้น้ำ

ยายใหม่ใช้เวลาว่างด้วยการปลูกผักสวนครัวริมแม่น้ำโขง เป็นพื้นที่ไม่ใหญ่ ขนาดหน้ากว้างประมาณ 10 เมตร ความลึกมิอาจวัดได้เพราะยาวไปจนถึงริมตลิ่งแม่น้ำโขง เป็นที่ดินซึ่งขอซื้อจากชาวบ้านในราคาหมื่นบาท เพื่อใช้สำหรับไว้ปลูกผักรับประทานกันในครอบครัว เพราะต้องการรับประทานผักปลอดภัย

แต่ถ้ามีใครสนใจต้องการก็ขายให้ ที่ผ่านมามีแม่ค้าในตลาดมาสั่งผักหลายชนิด แล้วยังมีตามร้านอาหารละแวกบ้านที่มีการสั่งด้วย เพราะพวกเขารู้กันว่ายายปลูกผักปลอดสารเคมีจริงๆ

ผักที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นประเภทผักสวนครัวที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็นต้นหอม ผักชี พริก กะหล่ำปลี มะเขือเปราะ มะเขือพวง ผักกาดหอม หรือที่จะดูทันสมัยสักหน่อยก็คงเป็นผักสลัด

ยายใหม่ไปซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาจากร้านเกษตรในตลาด หลังจากนั้นจะนำมาเพาะชำเป็นต้นกล้าในถาดหลุม พอต้นกล้าแข็งแรงดีพอจึงย้ายลงปลูกในแปลงจริงที่มีขนาดกว้างสัก 1 คูณ 2 เมตร โดยจะมีการใส่ปุ๋ย พรวนดินเพื่อเตรียมไว้ก่อนนำต้นกล้าลงปลูก

อย่างไรก็ตาม การเลือกปลูกผักแต่ละชนิด ยายใหม่ บอกว่า ต้องดูความเหมาะสมของฤดูกาลประกอบด้วย เพราะจะดูจากสภาพอากาศในแต่ละช่วงเป็นหลัก ยายใหม่ ชี้ว่า พืชแต่ละชนิดชอบอากาศต่างกัน อย่างถ้าอากาศเย็นจะเป็นผักสลัดหรือกะหล่ำปลี พอเข้าช่วงฝนจะปลูกผักน้อยลงเพราะระดับน้ำโขงขึ้นมาถึงบนตลิ่งเป็นประจำทุกปีในช่วงราวเดือน 9-10 จึงต้องหยุดปลูก

พอราวเดือน 11 น้ำค่อยๆ ทยอยลด ขณะเดียวกัน เป็นช่วงที่สามารถปลูกผักได้ไปเรื่อยๆ จนน้ำลดลงหมดไปถึงชายน้ำ ส่วนหน้าร้อนสามารถปลูกผักได้หลายชนิดเพราะได้เปรียบที่อยู่ริมน้ำ

ส่วนปุ๋ยที่ใช้กับผักทุกชนิดที่ปลูก ยายใหม่ บอกว่า จะใช้เฉพาะปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น แต่ในบางครั้งอาจใส่ฮอร์โมนเสริมด้วย แล้วยังโรยแกลบเพื่อช่วยบำรุงดิน และวิธีการให้ปุ๋ยจะผสมกับน้ำแล้วใส่ฝักบัวเดินรดตามแปลง

ยายใหม่ในวัย 69 ปี มีความต้องการปลูกผักไว้รับประทานกันในครัวเรือน แล้วไม่ได้หวังมีเงินจากรายได้จากการปลูกผักแต่อย่างใด และเป็นความตั้งใจของเธอ ด้วยเหตุนี้ผักที่ปลูกจึงไม่ได้มีจำนวนมาก แล้วยังเผยว่าการได้ปลูกผักถือเป็นโอกาสในการออกกำลังกายไปด้วย เพราะมีการเคลื่อนไหวร่างกายไป-มาตลอดเวลา ไม่ว่าจะรดน้ำต้นไม้ ถางหญ้า พรวนดิน

งานแต่ละอย่างไม่ได้โหมทำให้เสร็จทันที จะทำวันละเล็กน้อย พอเหนื่อยก็หยุดพัก ผลที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่ค่อยเจ็บป่วย ต่างจากคนวัยเดียวกันที่มีสุขภาพย่ำแย่ บางรายเดินแทบไม่ได้

เจ้าของแปลงผักรายนี้บอกว่าเก็บผักขายทุกวัน ผักแต่ละชนิดจะเก็บตามความต้องการของแม่ค้าในตลาดหรือร้านอาหารที่แจ้งมา ทั้งนี้ การกำหนดราคาขายผักแต่ละชนิดไม่ได้หวังเพื่อกำไรจำนวนมาก และราคาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับต้นทุนซึ่งมีค่าน้ำเดือนละ 100 บาท ค่าปุ๋ยเดือนละ 100 บาท รวมถึงความยาก/ง่ายของการปลูกด้วย

“อย่างผักชี กะหล่ำปลี ขายราคากิโลกรัมละ 10 บาท ส่วนพริก มะเขือพวง ต้นหอม ผักชี ขายกิโลกรัมละ 20 บาท ฟักทองกิโลกรัมละ 25 บาท มะเขือเปราะ กิโลกรัมละ 30 บาท”

ยายใหม่ เผยว่า มีรายได้ในแต่ละวันอย่างต่ำร้อยกว่าบาท บางครั้งถ้ามีลูกค้าสั่งผักหลายอย่าง วันนั้นจะมีรายได้มาก โดยเงินที่ได้จากการขายผัก บางส่วนเก็บไว้ทำบุญใส่บาตร หรือซื้อของที่ต้องการ

ความเอื้อประโยชน์ทางธรรมชาติเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นได้ อย่างกรณียายใหม่ถือเป็นการใช้ความอุดมสมบูรณ์ของตลิ่งริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพืชมาใช้ประโยชน์ด้วยการปลูกผักอินทรีย์แบบมีคุณภาพและปลอดภัยขายในราคาไม่แพง เป็นการสร้างรายได้โดยไม่ต้องลงทุนมากมาย

ชิมทุกไร่…ไปทุกสวน…กับ มติชนอคาเดมี ในทัวร์เกษตรสัญจร “มหัศจรรย์ผลไม้ตะวันออก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

มติชน อคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา / นัฐวุฒิ รอดเกตุกุล

ชิมทุกไร่…ไปทุกสวน…กับ มติชนอคาเดมี ในทัวร์เกษตรสัญจร “มหัศจรรย์ผลไม้ตะวันออก”

หนึ่งในกิจกรรมสุดฮ็อตในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ทีมงานมติชนอคาเดมี เตรียมเอาใจนักท่องเที่ยวหัวใจเกษตรด้วยการพาไปเที่ยว แบบชิมทุกไร่…ไปทุกสวน ใน ทัวร์เกษตรสัญจร ตอน มหัศจรรย์ผลไม้ตะวันออก จังหวัดจันทบุรี-ตราด ซึ่งครั้งนี้จัดเต็มทุกช่วงกิจกรรมตลอดการเดินทาง ตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่จังหวัดจันทบุรี-ตราด

โดยทีมงานทัวร์จากมติชนอคาเดมี ที่พร้อมให้บริการลูกทัวร์ทุกท่านอิ่มเอมใจไปกับสรรสาระความรู้ ผนวกกับความรื่นรมย์ในการช็อป-ชม-ชิม นานาผลไม้ และแวะเยี่ยมชมสวนไม้ดอก-ไม้ประดับกันอย่างเต็มอิ่ม ก่อนที่จะแวะไปดูวิถีชีวิตของชุมชนริมน้ำที่มีความเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และปิดท้ายด้วยการแวะซื้อผลิตภัณฑ์ของฝากในงาน มหกรรมทุเรียนโลก เป็นการปิดท้าย

ซึ่งคุณสามารถสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ได้อย่างเต็มอิ่มแล้ว ภายในระยะเวลา 2 วัน เท่านั้น!!!

เริ่มกันที่จุดแรกอย่าง สวนผักปลอดสาร คุณไพฑูรย์ แหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งมี คุณไพฑูรย์ พุ่มทับทิม เป็นประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์เขาสมิง ผู้เป็นเจ้าของสวนแห่งนี้ โดยผู้ร่วมทริปทุกท่านจะได้เยี่ยมชมสวนผลไม้ พร้อมทดลองชิมผลผลิตที่น่าสนใจ เช่น เงาะ มังคุด และผลไม้แปรรูปต่างๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ ทุกท่านยังจะได้เยี่ยมชมรูปแบบการทำเกษตรอินทรีย์ พร้อมชมการสาธิตในฐานต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น ฐานเรียนรู้กลุ่มผลไม้แปรรูป ฐานการทำปุ๋ยหมัก ฯลฯ นับได้ว่า เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจของทริปนี้เลยทีเดียวครับ

คุณไพฑูรย์ เจ้าของ สวนผักปลอดสาร คุณไพฑูรย์ กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจของทุกปี มักจะผลิตพืชผักออกจำหน่ายสู่ตลาดไม่ทัน โดยเฉพาะผักกวางตุ้ง คะน้า ที่มีลูกค้าทั้งขาประจำและขาจร ติดต่อขอสั่งซื้อเพื่อเตรียมนำออกขายสู่ตลาดในช่วงเทศกาลถือศีลกินเจ โดยเฉพาะผักกวางตุ้งและผักสลัด กำลังเป็นที่นิยมและเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้า สำหรับการปลูกผักในโรงเรือน 4 หลัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราด โครงการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย งบพัฒนาจังหวัด สามารถผลิตพืชผักได้ 6-7 รุ่น/ปี ปริมาณผลผลิต รุ่นละ 300-400 กิโลกรัม/โรงเรือน นอกจากนี้ พื้นที่รอบๆ บ้านยังมีการปลูกผักนอกโรงเรือน ได้แก่ พริกขี้หนู แตงกวา ถั่วฝักยาว มะระ กะเพรา และโหระพา เป็นต้น

หลังจากนั้น จึงเดินทางไปต่อกันที่ สวนคุณไพฑูรย์ ที่สถานที่แห่งนี้ทุกคนจะได้นั่งเรือชมบรรยากาศของแม่น้ำเขาสมิง ซึ่งจุดนี้มีความงดงามและเงียบสงบ อีกทั้งเป็นรูปแบบของบรรยากาศของธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์อยู่อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ผู้ร่วมทริปทุกท่านจะได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับผลไม้ส่งออก และทดลองชิม ทุเรียนพวงมณี หนึ่งในทุเรียนสายพันธุ์โบราณที่หารับประทานได้ยากยิ่ง และถือเป็นหนึ่งในผลไม้ที่เลื่องชื่อในเรื่องของความอร่อยอีกด้วย

ปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารที่ ร้านจันทรโภชนา (สาขามหาราช) ร้านอาหารขึ้นชื่อของเมืองจันทบุรี และเข้าพักที่ โรงแรม เคพี แกรนด์ จันทบุรี เป็นอันจบวันแรกของทริปนี้อย่างสมบูรณ์ครับ

ส่วนวันที่สอง หลังจากรับประทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น เราจะเดินทางไปต่อกันที่ ชุมชนริมน้ำจันทบูร หนึ่งในชุมชนริมน้ำที่มีความเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมชมวิถีชีวิตภายในชุมชนที่ยังมีความเป็นอัตลักษณ์ไม่เหมือนใคร นอกจากนี้ เรายังพาทุกท่านไปเยี่ยมชม และถ่ายรูปสวยๆ ของอาคารบ้านเรือนที่มีความโดดเด่นแตกต่างในแต่ละจุดอีกด้วย ก่อนที่จะปิดท้ายกันที่ไฮไลต์ 2 จุดสุดท้าย อย่าง สวนสะละ ลุงปรีชา แหล่งผลิตผลไม้เลื่องชื่อ อย่าง “สะละสุมาลี” และ สวนลีลาไม้ใบ สวนไม้ใบที่ประดับและตกแต่งอย่างทันสมัยและสวยงาม โดยมีตัวชูโรง อย่าง “สับปะรดสี” ไว้คอยต้อนรับแขกผู้มาเยือน ณ จุดนี้อีกด้วย

ลุงปรีชา ปิยารมย์ เจ้าของของ สวนสะละ ลุงปรีชา เล่าให้ฟังว่า เริ่มประกอบอาชีพทำสวนตั้งแต่ พ.ศ. 2514 โดยมีสวนผลไม้เดิมเป็นสวนทุเรียนและสวนเงาะ ในพื้นที่อำเภอท่าใหม่ และอำเภอเมืองจันทบุรี รวมทั้งสิ้น 62 ไร่ และที่อำเภอมะขาม อีก 50 ไร่ แต่ด้วยราคาของเงาะและทุเรียนช่วงนั้นผันผวนมาก และมักจะถูกพ่อค้ากดราคา กอปรกับปัญหาในด้านการขนส่งและการรักษาคุณภาพ จึงมาปลูก สะละเนินวง แทน แต่ก็พบปัญหาในเรื่องของคุณภาพและรสชาติของสะละที่มักจะออกเปรี้ยว ซึ่งไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภคในช่วงนั้นอีกด้วย จนกระทั่งมาลงตัวที่ สะละสุมาลี ที่มีจุดเด่นกว่าสะละเนินวง ทั้งในเรื่องของรสชาติที่อร่อยกว่า

อีกหนึ่งจุดเด่นที่น่าสนใจ ก็คือ สามารถนำมาแปรรูปเป็นเมนู สะละลอยแก้ว เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าการเกษตร และถือเป็นหนึ่งในของฝากจากจันทบุรี ที่หลายคนชื่นชอบและมักจะซื้อกลับไปเป็นของฝากอยู่เป็นประจำอีกด้วย

สำหรับคณะทัวร์ที่จะมาในครั้งนี้ จะได้เยี่ยมชมสวนสะละของเรา ได้ดูรูปแบบการบริหารจัดการการเกษตรทั้งในการผลิตและการส่งออก แล้วที่สำคัญเราจะพาทุกท่านไปลองชิมสะละสุมาลีสดๆ กันจากต้นอีกด้วย

เสร็จภารกิจ…จาก สวนสะละ ลุงปรีชา เราก็จะมาปิดท้ายกันที่…สวนลีลาไม้ใบ แหล่งปลูกสับปะรดสีที่มากที่สุดในประเทศ มีสับปะรดสีสกุลต่างๆ รวมเเล้วกว่า 2,000 ต้น เลยทีเดียว !!

คุณดำรงค์ เจ้าของ สวนลีลาไม้ใบ เล่าที่มาที่ไปว่า หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็กลับมาอยู่ที่บ้านพร้อมกับประกอบอาชีพเกษตร ทำสวนไม้ผลผสมผสาน ทั้ง ทุเรียน เงาะ มังคุด ได้ 2 ปี ประสบปัญหาโรคแมลง ปัญหาแรงงาน ตลอดจนพ่อค้าคนกลางกดราคา ทำให้กิจการเริ่มไม่สู้ดีนัก จึงได้ปรับเปลี่ยนมาปลูกไม้ดอกพร้อมกับทำสวนไม้ผลผสมผสาน

หลังผันตัวมาปลูกไม้ประดับ และได้มีโอกาสไปศึกษาชมการปลูกเลี้ยงผลิตลูกผสมอะโกลนีมา ของ อาจารย์สิทธิพร โทณะวณิก จนเกิดแรงบันดาลใจที่จะผลิตลูกผสมอะโกลนีมาขึ้นมา

ปัจจุบันนี้ ภายในสวนลีลาไม้ใบจะมีไม้ใบชูโรง อย่าง สับปะรดสี เป็นจำนวนค่อนข้างมาก ทั้งพันธุ์ที่ชอบแดดและต้องการแดดรำไร แต่สวนของเราจะเน้นไปในส่วนที่ชอบแดด เช่น สับปะรดสีส้มโทนสว่าง เป็นสกุลที่สามารถใช้งานได้ง่าย ดูแลง่าย ที่สำคัญ ไม่ต้องไปแข่งกับตลาดผู้ปลูกไม้ประดับที่เน้นพืชที่ต้องการแสงแดดรำไร ต้องบอกว่าปัจจุบันประโยชน์ของสับปะรดสี นอกจากใช้ตกแต่งทั่วไป ยังสามารถช่วยเพิ่มบรรยากาศความสดชื่น ปลูกไว้ใกล้หน้าต่าง บนโต๊ะ ริมผนัง ในครัว ใต้ต้นไม้ ในห้องน้ำ ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นพืชทนทานต่อสภาพแสงน้อย มีช่อดอกยาวสูง สีกลีบดอก กลีบเลี้ยง และใบที่ฉูดฉาดคงอยู่นานหลายสัปดาห์หรืออยู่ได้หลายเดือน ทนแล้ง เหมาะสำหรับจัดสวนที่ไม่ต้องดูแลมากอีกด้วย

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจนี้…คณะลูกทัวร์ทุกท่าน ก็เตรียมพร้อมที่เดินทางกลับกรุงเทพฯ แต่เดี๋ยวก่อน…เรายังของแถมปิดท้ายด้วยการ แวะไปเที่ยวงาน มหกรรมทุเรียนโลก พร้อมเลือกซื้อของฝากภายในงานที่น่าสนใจ เช่น ทุเรียน สะละ มังคุด และผลไม้แปรรูปต่างๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งมีให้ท่านได้เลือกชม-ชิม-ช็อป กันแบบเต็มอิ่มอย่างแน่นอน ถือได้ว่า เป็น 2 วันที่คุ้มค่า สำหรับคนที่ชื่นชอบท่องเที่ยวเชิงเกษตร ถ้ามีโอกาสก็ไม่ควรพลาดโดยประการทั้งปวงครับ?

สำหรับท่านที่สนใจอยากร่วมทริปไปสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยว ทัวร์เกษตรสัญจร ตอน มหัศจรรย์ผลไม้ตะวันออก จังหวัดจันทบุรี-ตราด นำเที่ยวโดย อาจารย์ประเวศ แสงเพชร วิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตรตัวจริง..เสียงจริง ใน วันที่ 28-29 พฤษภาคม 2559 นี้ ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และhttp://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

บังคับหักโบนัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05114150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

บังคับหักโบนัส

พิพาทกันเรื่องเงินเรื่องทอง ระหว่างคุณโผงกับคุณจำนูญ

คุณโผงยื่นฟ้องคุณจำนูญเป็นจำเลย ขอให้ศาลบังคับคุณจำนูญชำระหนี้เงินมา

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้คุณจำนูญชำระเงิน 360,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2543 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่คุณโผง

เอาไงละ คุณจำนูญไม่มีทรัพย์สินไรให้คุณโผงยึดมาจำหน่ายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้นั้นได้

คุณโผงจึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดเงินเดือนบางส่วนของคุณจำนูญส่งมาชำระหนี้ทีละเดือนๆ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แน่ละ เมื่อหักได้บางส่วนจึงมียอดเหลือค้างชำระ จึงมีดอกเบี้ยด้วยเดินหน้าต่อไป

เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดี ด้วยการอายัดเงินเดือนของคุณจำนูญ หักส่งชำระหนี้ดังกล่าวทุกเดือนตลอดมา

กระทั่งคุณจำนูญตัดสินใจออกจากงานที่บริษัทนั้น ซึ่งจะมีโบนัสและเงินตอบแทนจ่ายให้เป็นเงินก้อนด้วย

เวลาล่วงเลยมา 10 ปีแล้ว คุณจำนูญเห็นว่าที่ถูกหักเงินเดือนส่งชำระหนี้นั้น น่าจะพอได้แล้ว จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดี และถอนการอายัดโบนัสและเงินตอบแทนไปยังบริษัทที่ตนกำลังจะพ้นจากทำงาน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

คุณจำนูญอุทธรณ์ เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ (ปัจจุบัน มาตรานี้ยกเลิกไปแล้ว ไม่มีการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาอีกแล้ว)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของคุณจำนูญว่า การอายัดเงินโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีออกจากงานเมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี แห่งการบังคับคดีแล้วชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 จะบัญญัติให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลภายในกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งก็ตาม แต่หาได้กำหนดให้บังคับคดีให้เสร็จสิ้นภายใน 10 ปีไม่

คดีนี้หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว คุณโผงได้ดำเนินการบังคับคดี โดยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีที่คุณจำนูญออกจากงาน ซึ่งบริษัทได้ส่งเงินตามที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัด และจ่ายแก่คุณโผงไปแล้ว 6 ครั้ง เป็นเงิน 279,727 บาท แต่คุณโผงได้รับชำระหนี้ยังไม่ครบตามหมายบังคับคดี

เมื่อคุณโผงดำเนินการบังคับคดีมาโดยตลอด ดังนี้ แม้เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา คุณโผงก็ยังสามารถดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ จนกว่าการบังคับคดีจะแล้วเสร็จ

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณจำนูญจึงต้องโดนหักโบนัสและเงินค่าตอบแทนกรณีออกจากงาน ที่บริษัทจ่ายให้ไปชำระหนี้จนครบ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4986/2558)

—————————————–

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 271 ถ้าคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดี (ลูกหนี้ตามคำพิพากษา) มิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะ (เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา) ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษา หรือคำสั่งนั้นได้ภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง โดยอาศัยและตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล… ตัวอย่างมาตรการรัฐ ที่ใช้กำหนดพฤติกรรมผู้ประกอบการและผู้บริโภค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล… ตัวอย่างมาตรการรัฐ ที่ใช้กำหนดพฤติกรรมผู้ประกอบการและผู้บริโภค

คงเป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง กับกรณีที่มีการผลักดันให้เก็บภาษีสรรพสามิตจากเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินมาตรฐานที่กำหนด โดยเก็บภาษีในสองอัตราตามความเข้มข้นของน้ำตาล ได้แก่ ปริมาณน้ำตาลมากกว่า 6-10 กรัม/100 มิลลิลิตร เก็บภาษีที่ทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น 20% ขึ้นไป และปริมาณน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม/100 มิลลิลิตร เก็บภาษีที่ทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น 25% ขึ้นไป

ในเรื่องนี้สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ที่สมาชิกเป็นบริษัทที่เป็นผู้ประกอบการเครื่องดื่ม 19 บริษัท ออกมาให้เหตุผลว่า การเก็บภาษีดังกล่าวไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็น และสร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในการแข่งขันทางการค้า เพราะมีกิจการร้านอาหาร ร้านกาแฟ และเครื่องดื่มอีกมากที่ไม่ต้องเสียภาษี

อันที่จริงมาตรการการเก็บภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐที่ใช้กำหนดทิศทางทางเศรษฐกิจ และควบคุมพฤติกรรมของประชาชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่ง เนื่องเพราะส่งผลโดยทันทีต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค เอาง่ายๆ แม้กลุ่มผู้ประกอบการจะอ้างว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงประเด็น แต่เราก็เห็นทันทีว่าภายหลังมีข่าวนี้ออกมา มีผู้ประกอบการหลายรายให้ข่าวตรงกันว่า จะลดปริมาณน้ำตาลในน้ำผลไม้ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในฝั่งผู้ผลิตในทันทีที่มาตรการนี้ออกมาเป็นข่าว

เครื่องดื่มที่น่าจะได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ ได้แก่ น้ำอัดลม ชาเขียว กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง นมเปรี้ยว นมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ ที่จัดว่าเป็นเครื่องดื่มทำลายสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ

คนไทยติดอันดับบริโภคน้ำตาลมากเป็น อันดับ 9 ของโลก บริโภควันละ 16 ช้อนชา ต่อคน ต่อวัน สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ 11 ช้อนชา ต่อคน ต่อวัน โดยปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสม ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา ต่อคน ต่อวัน

ในหนึ่งวันเราได้รับน้ำตาลจากอาหารหลายอย่าง ไม่เพียงแค่เครื่องดื่มเท่านั้น ในอาหารคาว ขนมหวานที่เป็นของว่าง และขนมที่เป็นห่อ ลองคิดดูว่าหากเราจะควบคุมการกินอาหารของเราให้ได้รับน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา ต่อวัน ก็น่าจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก หากเราไม่ระมัดระวังหรือคอยสังเกตว่า ในอาหารคาวที่เรามองเผินๆ ไม่น่าจะมีน้ำตาลก็ยังอาจจะมีน้ำตาลผสมอยู่ด้วยในขั้นตอนการทำอาหาร เคยสังเกตว่า ในเย็นตาโฟ ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยวผัดซีอิ๊ว ผัดกะเพรา ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า พ่อครัว แม่ครัว ก็ใส่น้ำตาลในระหว่างผัดลงไปด้วยเสมอ

เวลาดื่มเครื่องดื่มตามร้านกาแฟ เราก็คงจะไม่ทันได้สังเกตว่า หากเราเติมน้ำเชื่อม ใส่น้ำตาลในกาแฟ เครื่องดื่มช็อกโกแลต เครื่องดื่มพวกชา ไม่ว่าจะเป็นสูตรโบราณหรือสูตรปัจจุบัน ที่มีเนื้อแป้งให้เคี้ยวกรุบๆ ไปพร้อมกับเครื่องดื่ม ล้วนแต่มีน้ำตาลอยู่ในนั้นเสมอ

พูดอย่างนี้เดี๋ยวจะเข้าทางผู้ประกอบการเครื่องดื่มที่ออกมาให้เหตุผลที่ชวนให้เชื่อว่า จะส่งผลให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม อันที่จริงมาตรการทางภาษีครั้งนี้ อาจจะเป็นเพียงมาตรการที่ส่งผลเฉพาะจุด แต่อย่างน้อยก็ช่วยยับยั้งหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ในวงกว้างทีเดียว

ดูกันง่ายๆ ว่า ตลาดเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยน้ำอัดลม (47,000 ล้าน) เครื่องดื่มชูกำลัง (30,000 ล้าน) ชาพร้อมดื่ม (15,000 ล้าน) น้ำผลไม้ (12,000 ล้าน) ฟังก์ชันนัลดริ้งก์ (5,000 ล้าน) มูลค่าตลาดรวมก็เป็นแสนล้านบาท มาตรการทางภาษีก็จะส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตลาดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในวงกว้างทีเดียว

ในส่วนอื่นที่เป็นเรื่องของอาหาร เครื่องดื่มที่อยู่นอกกลุ่มที่รัฐจัดเก็บภาษี รัฐก็ต้องใช้มาตรการด้านอื่นๆ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคน้ำตาลของประชาชนให้อยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐจะต้องไปศึกษาว่าจะต้องทำอย่างไรในส่วนนั้นๆ แต่คงไม่ใช่ไปมองแบบเหมารวมว่า หากใช้มาตรการภาษีกับเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเกินมาตรฐานแล้วจะทำให้ไม่เป็นธรรม แล้วไม่ต้องทำอะไร

อันที่จริง ไม่เพียงเรื่องของ “ความหวาน” เท่านั้นที่ส่งผลต่อสุขภาพ “ความเค็ม” ก็เป็นเรื่องที่ทำลายสุขภาพไม่แพ้กัน ทั้งโรคไต ทำให้หัวใจทำงานหนัก ก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย และความดันโลหิตสูง ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ตัวเลขง่ายๆ ที่ใช้ควบคุมปริมาณเกลือ หรือ โซเดียม ในอาหาร คือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1 ช้อนชา ต่อวัน ซึ่งกินความรวมถึงการกินอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป การกินอาหารนอกบ้านโดยกินอาหารที่มีรสชาติหวาน มัน หรือเค็มจัด (ให้ฝึกทำอาหารกินเองโดยทำอาหารรสจืดบ้าง)

พฤติกรรมหลายอย่างเกี่ยวกับการกิน การดื่ม การทิ้งขยะ ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่ล้นเกิน และยังส่งผลต่องบประมาณด้านสุขภาพ เรื่องธรรมดาสามัญ เช่น การดื่มน้ำขวดกันอย่างแพร่หลาย ก็เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการผลิตขวดพลาสติก ส่งผลต่อปริมาณคาร์บอนที่มนุษย์ผลิตออกมาสู่โลกของเรา

ภัตตาคารในต่างประเทศ ขายน้ำในร้านโดยกำหนดราคาน้ำขวดไว้แพงลิบ แต่หากลูกค้าเลือกให้เสิร์ฟ และดื่มน้ำจากก๊อกจะราคาถูกกว่ามาก (Tap Water) การกำหนดให้แต่ละบ้านต้องซื้อถุงตามแบบที่กำหนดเพื่อใช้ทิ้งขยะ รถขยะจึงจะเก็บขยะให้ ทำให้คนต้องลดปริมาณขยะที่ตนจะสร้างขึ้น เพราะไม่คุ้มกับการต้องซื้อถุงทิ้งขยะในราคาแพง ก็เป็นมาตรการที่ได้ผลในประเทศพัฒนาแล้ว (ในบ้านเราหากใช้มาตรการนี้คงมีคนแอบเอาขยะไปกองทิ้งบ้านอื่น หรือทิ้งกับถังของ กทม. แทน)

การนำระบบฐานข้อมูลบัญชีสิ่งแวดล้อม หรือการส่งเสริมมาตรการ Greening Supply Chain มาบังคับใช้กับกิจการขนาดใหญ่ เพื่อกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องใส่ใจในการจัดการสิ่งแวดล้อม และมลพิษจากการประกอบธุรกิจ โดยกดดันคู่ค้าที่อยู่ในสายของห่วงโซ่อุปทานต้องร่วมด้วยช่วยกัน ก็เป็นรูปแบบการใช้มาตรการของรัฐในการกำหนด และควบคุมผู้ประกอบการในลักษณะเดียวกับ มาตรการจัดเก็บภาษีจากปริมาณน้ำตาลดังกล่าว ที่น่าสนับสนุนให้ออกมาอีกหลายๆ มาตรการ

ไปเยี่ยมชม…การประกวด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา ระดับชาติ” (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

ไปเยี่ยมชม…การประกวด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา ระดับชาติ” (1)

มีข้อหนึ่งที่พึงจดจำไว้เสมอในหนึ่งชีวิตนี้ว่า ไม่มีสิ่งใดที่ได้มาแบบง่ายๆ หรือเกิดขึ้นจากการทำนายหรือโชควาสนานำพา แต่หากมีความเชื่อเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยจะทำให้เรามีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าโชควาสนาต่างๆ เหล่านั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้แน่นอนตลอดเวลา เมื่อเรามีความขยันและอดทน พร้อมมีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าเราต้องทำได้ ทุกอย่างย่อมต้องทำได้ เพียงแค่อย่าท้อกับชีวิตเท่านั้น เนื่องจากเราคือผู้ทำนายและนำพาโชคชะตาชีวิตของเรานั่นเอง

ก่อนอื่น ขอต้อนรับด้วยคำว่า สวัสดี และขอบพระคุณอย่างมากจากเทคโนโลยีชาวบ้าน และผู้เขียนเป็นเบื้องแรก คอลัมน์นี้ถือว่าได้รับความสนใจจากแฟนๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องราว ชะอมไม้เค็ด 2009 ทุกเรื่องราวจากทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร หรือจากที่แฟนๆ ส่งเสียงไปหา โทร. (081) 846-0652 ชนิดไม่รู้เบื่อ ผมขอสัญญาว่าจะนำทุกเรื่องราวที่แฟนๆ ต้องการทราบในเรื่องชะอมไม้เค็ด 2009 เรียนเชิญได้ทุกข้อข้องใจครับแฟนๆ ติดตามให้กำลังใจกันด้วยนะครับ

แต่สำหรับปักษ์นี้ ผมขอนำเสนอเรื่องอื่นมาสลับบ้างนะครับ เผื่อว่าแฟนๆ ที่รักจะได้มีหลากหลายเรื่องราวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมในงานประกวด “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา ระดับชาติ” ซึ่งเป็นผลงานในการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ระดับเยาวชน นักศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาทั่วประเทศ หลังจากผลงานทั้งหลายล้วนได้ผ่านการคัดเลือกระดับภาคมาก่อนหน้านี้ระดับหนึ่ง จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มีขึ้นปีละ 1 ครั้ง

สิ่งประดิษฐ์หลายๆ ชิ้นที่เกิดขึ้นจากฝีมือเยาวชนอาชีวะเหล่านี้ พวกเขาจะสามารถเลือกสร้างสรรค์ผลงานได้ในหลายประเภทตามที่มีกรรมการได้มีกฎเกณฑ์กำหนดไว้ และเนื่องจากสถาบันการศึกษาระดับอาชีวศึกษานั้นมีอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น ผลงานสิ่งประดิษฐ์จึงมีเกิดขึ้นจำนวนมากเช่นกัน และได้มีจัดประกวดในระดับภาคมาก่อนดังที่ได้เขียนไว้ สุดท้ายจะเหลือสิ่งประดิษฐ์ชิ้นงานที่ได้ผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่าสุดยอดแต่ละภาค ในที่สุดจึงมีมาถึงระดับชาติ

คอลัมน์นี้ยินดีอย่างมากที่ขอสนับสนุน พร้อมต้องการอย่างมากเช่นกันสำหรับให้กำลังใจกับเยาวชนเหล่านั้นได้ให้เขาทุกคนได้รับทราบว่า มีผู้ใหญ่อีกจำนวนหนึ่งที่สนใจต่อพวกเขา เพื่อต้องการให้เยาวชนที่เป็นผลิตจากสถาบันอาชีวะได้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพต่อไป สำหรับการมาก้าวแทนที่จะนำพาประเทศในด้านที่พวกเขาได้เรียนรู้มาจากสถาบัน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ที่สำคัญอย่างมากคือการที่ได้ทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ที่จะสำเร็จได้นั้นย่อมต้องการความสามัคคีอย่างมาก ประเทศนี้กำลังต้องการคนเช่นนี้มากเหลือเกิน ดังนั้น ผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายสมควรอย่างยิ่งที่ต้องให้การสนับสนุนพวกเขาเหล่านั้นกันนะครับ

หากว่าแฟนๆ ได้เห็นชิ้นงานที่เป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์ในหลายๆ ประเภทที่สำเร็จออกมา จะสามารถเห็นได้ว่าสถาบันของอาชีวะทั่วประเทศ ต่างมีความพยายามอย่างมากที่ต้องการให้เยาวชนเหล่านั้นได้สร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่สำเร็จออกมา แบบว่าสามารถชนิดตอบรับกับความต้องการของชุมชน หรือผู้ที่สนใจในชิ้นงานนั้นๆ สามารถนำไปใช้ได้ชนิดไม่แพ้มืออาชีพเชียวนะครับ เนื่องจากมีอาจารย์เป็นที่ปรึกษาทุกขั้นตอน พร้อมได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาอย่างเต็มที่เช่นกัน

ผมเลือกผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่มีมากมายในหลากหลายประเภทเหล่านั้น โดยมีความคิดว่าเป็นชิ้นงานที่น่าสนใจ หรือพร้อมที่จะสามารถตอบรับกับผู้ที่สนใจต้องการนำไปใช้ได้จริงๆ กับความต้องการ ปักษ์นี้ขอนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ที่เลือก 2 ชิ้น นะครับ

ชิ้นแรก เป็นผลงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ด้านการอนุรักษ์พลังงาน เป็นผลงานจากวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ สุราษฎร์ธานี ชื่อว่า ชุดควบคุมมอเตอร์ปั๊มน้ำแบบประหยัดพลังงานสำหรับแปลงเพาะชำ ก่อนที่สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จะเกิดขึ้น มีที่มาคือ หลังจากที่ทีมงานได้พบเห็นว่าแปลงที่ใช้สำหรับเพาะชำกล้าไม้ ส่วนมากมักจะใช้เนื้อที่จำนวนครึ่งไร่ ไปจนถึง 1 ไร่ ส่วนมากทุกแปลงเพาะชำมักจะใช้มอเตอร์ ขนาด 2HP ท่อที่ใช้ดูดและส่งน้ำ มีขนาด 2 นิ้ว เพื่อนำมาสูบน้ำจากแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นลำคลอง บ่อบาดาล คลองชลประทาน เป็นต้น การให้น้ำจะเป็นระบบสปริงเกลอร์ โดยมีท่อเมน ขนาด 2 นิ้ว และใช้ประตูน้ำเป็นตัวควบคุมการเปิด-ปิด ในแต่ละแถว

ในแต่ละแถวก็จะใช้เป็น 3 ทางแยก โดยใช้ท่อขนาดครึ่งนิ้ว จะมีหัวสปริงเกลอร์อยู่ประมาณ 4-6 ตัว ระยะห่างกันประมาณ 3×3 เมตร สรุป จะมีหัวของสปริงเกลอร์ ประมาณ 40-120 ตัว สำหรับไว้จ่ายน้ำโดยใช้มอเตอร์ 1 เฟส 2HP จะสามารถมีแรงดันจ่ายน้ำสำหรับสปริงเกลอร์ได้ประมาณ 30 ตัว ในแต่ละครั้ง เปิดครั้งละ 30 นาที เช้า-เย็น รวมวันละ 1 ชั่วโมง ประเด็นปัญหาที่พบคือ ไม่สามารถเปิดน้ำเพื่อตอบรับสำหรับสปริงเกลอร์ได้ทั้งหมด ในแต่ละครั้ง จึงต้องใช้ระยะเวลาเปิดเพิ่มขึ้น ทำให้สูญเสียพลังงานไฟฟ้าและสิ้นเปลืองน้ำเป็นอย่างมาก

จากปัญหาทั้งหมด ทีมงานพบว่า ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือจำเป็นต้องมีระบบการควบคุมการทำงานของมอเตอร์ปั๊มน้ำ ต่อมาคือการที่ทำให้สามารถประหยัดพลังงานให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายสำหรับไฟฟ้าได้อีกด้วย เบื้องต้นจึงคิดถึงเครื่องควบคุมมอเตอร์เพื่อที่จะให้สามารถประหยัดพลังงานขึ้นมา โดยนำหลักการของอินเวอร์เตอร์มาใช้ ด้วยการสร้างชุดควบคุมชิ้นนี้ไปควบคุมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส ให้สามารถใช้กับระบบไฟฟ้า 1 เฟส แบบทั่วๆ ไป โดยใช้มอเตอร์มีกำลังไฟฟ้า ขนาด 2HP เป็นขนาดเดียวกับที่นิยมใช้ในแปลงเพาะชำทั่วๆ ไป แต่สามารถควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์ปั๊มน้ำให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามที่ต้องการ

ประเด็นต่อมาให้ประหยัดพลังงาน โดยสามารถควบคุมพลังงานไฟฟ้าในระบบปลีกย่อยได้พร้อมสามารถควบคุมการเปิด-ปิด ในการทำงานแต่ละแถวแบบอัตโนมัติโดยการตั้งเวลา และขณะทำงานความเร็วของรอบปรับเปลี่ยนเองได้ด้วยความดันของน้ำภายในท่อ โดยใช้เพรสเซอร์ทรานสมิตเตอร์เป็นตัวตรวจจับ และมีชุดตรวจจับความชื้นของดินเมื่อได้ระดับต้องการมอเตอร์จะหยุดทำงานทันที

ขอบันทึกสำหรับชื่อเยาวชนคนเก่งที่ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ จนได้รับรางวัลยอดเยี่ยม จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน คุณอนาวัช ทองเงิน คุณเกรียงไกร กลิ่นน้อย คุณอิศราวุธ แสงทอง คุณอัษฏาวุธ บริสุทธิ์ คุณเอกชัย บัวจันทร์ คุณพีระพงษ์ บุญพิทักษ์ คุณณัฐพล สิทธิฤทธิ์ คุณชัยยุทธ หุ้ยหลี คุณศักดิ์ชัย ต้นสูง และ คุณอภิเดช นามเมือง จากความควบคุมของอาจารย์ที่ปรึกษา คุณมานิตย์ อำนวย พร้อมกับการสนับสนุนเต็มที่ จาก คุณณรงค์ หวังอีน รองผู้อำนวยการ

แฟนๆ ครับ สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เหมาะมากหากว่ามีท่านใดที่มีอาชีพเพาะกล้าไม้ หรือต้องการเพาะกล้าไม้จำนวนมาก หรือนำไปประยุกต์ใช้สำหรับการประกอบกิจการในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน เนื่องจากสามารถประหยัดน้ำและพลังงานได้อย่างดียิ่ง สนใจทุกรายละเอียดที่ต้องการ ติดต่อ คุณมานิตย์ อำนวย โทร. (084) 625-3909

สิ่งประดิษฐ์ชิ้นต่อมาที่ผมเลือกมานำเสนอ เนื่องจากเรื่องราวของไข่เค็ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการถนอมอาหารในเรื่องของไข่นั้น จะเห็นได้ว่ามีการผลิตกันมากในทุกภูมิภาค ด้วยสูตรที่แตกต่างกันไปตามที่แหล่งผลิตนั้นๆ และมีอีกมากเช่นกันที่นิยมใช้ดินมาพอกหุ้มไข่ สำหรับสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จึงสามารถนำมาตอบโจทย์เหล่านั้นได้อย่างสุดยอด “เครื่องล้างไข่เค็มระบบรีไซเคิลน้ำ” เป็นสิ่งประดิษฐ์ประเภทเพื่อการประกอบอาชีพที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ผมเห็นว่าสามารถนำสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ไปประยุกต์สำหรับไปใช้กับผลิตภัณฑ์อย่างอื่นได้อีกด้วยเช่นกัน

เป็นผลงานจาก วิทยาลัยการอาชีพไชยา สุราษฎร์ธานี เบื้องต้นก่อนที่สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จะมีเกิดขึ้นมาได้นั้น ย่อมต้องมีที่มาเป็นเบื้องแรก เนื่องจากทีมงานทุกคนต่างมีคำตอบ สุดท้าย หลังจากที่ได้ลงไปสัมผัสพร้อมสอบถามกับผู้ผลิตไข่เค็มที่มีมากมายหลายชุมชนในอำเภอไชยา ล้วนมีชื่อเสียงในเรื่องของการแปรรูปไข่เค็มเป็นอย่างมาก เมื่อเอ่ยถึงเรื่องราวของไข่เค็ม ทุกคนล้วนต้องนึกถึงไข่เค็มไชยาเป็นอันดับต้นๆ ทันที

การผลิตไข่เค็มแบบไชยานั้น ใช้การผลิตแบบใช้ดิน นำมาสำหรับพอกไข่กันทุกชุมชน เมื่อถึงเวลาที่จะนำมารับประทานแล้วจำเป็นต้องให้ดินที่พอกอยู่นั้นออกไปก่อน โดยทั่วไปจะใช้แรงงานของคนนำไข่ลงไปล้างในน้ำเพื่อให้สะอาดหมดดินที่พอกอยู่ แต่ละฟองจะใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที พร้อมกับใช้น้ำสะอาดล้างอย่างน้อย 2-3 ครั้ง เช่นกัน แถมต้องระมัดระวังไม่ให้เปลือกไข่แตกร้าวอีกด้วย หากคิดดูเมื่อต้องใช้แรงงานคนล้างดินที่พอกไข่เค็มเป็นจำนวนมากจะยิ่งทำให้เสียเวลามากแค่ไหน และกับมือที่จุ่มอยู่ในน้ำตลอดเวลาขณะที่ล้างไข่เค็มนั้นจะเป็นเช่นไร

ทีมงานจึงใช้ประเด็นปัญหาเหล่านี้มาร่วมกันคิดเพื่อที่จะออกแบบสิ่งประดิษฐ์ชิ้นดังกล่าว โดยเบื้องแรกต้องคำนึงว่า ไข่ที่ล้างด้วยเครื่องนั้นต้องสะอาดแบบว่าไม่ต่างจากล้างด้วยมือสำหรับเพื่อเป็นการทดแทนแรงงานคน ประเด็นต่อมาคือ ต้องใช้เวลาที่น้อยกว่า สุดท้ายจำนวนการใช้น้ำก็ต้องน้อยกว่าอีกด้วย สรุปคือเครื่องล้างไข่เค็มระบบรีไซเคิลน้ำต้องมีคุณภาพ คือสามารถล้างดินที่พอกไข่ออกได้รวดเร็ว สะอาด ถูกสุขลักษณะ ประหยัดน้ำและเวลา ไข่ต้องไม่แตกร้าว เสียหาย เพราะทั้งหมดคือการนำมาตอบรับกับประเด็นปัญหาที่ชุมชนที่ผลิตไข่เค็มต้องการทั้งสิ้น

สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จึงจำเป็นต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญทั้งสิ้น 3 ส่วน ส่วนแรก คืออุปกรณ์ล้างดินพอกไข่เค็ม ส่วนที่ 2 คืออุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย และสุดท้าย อุปกรณ์สำหรับล้างไข่เค็ม อุปกรณ์แรกนั้นมีรายละเอียดคือ สามารถล้างดินที่พอกไข่เค็มได้ครั้งละ 40 ฟอง ใช้ระยะเวลา 30 วินาที ทำงานโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 12 โวลต์ เป็นตัวขับเคลื่อน มีอุปกรณ์ควบคุมระบบเปิด-ปิด มอเตอร์แบบกดปุ่ม มีสวิตช์ไฟฉุกเฉิน พร้อมอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้ารั่วลงดิน หรือหากต้องการไม่ใช้แบบไฟฟ้า สามารถใช้มือหมุนได้อีกด้วย

ส่วนที่ 2 คืออุปกรณ์บำบัดน้ำเสีย บรรจุน้ำสำหรับล้างไข่เค็ม จำนวน 40 ลิตร สามารถนำน้ำที่ใช้ล้างดินที่พอกไข่เค็มกลับมาใช้ได้อีก ประกอบด้วย อุปกรณ์คัดแยกตะกอนหยาบด้วยวิธีตกตะกอน ซึ่งสามารถระบายตะกอนออกนำทิ้งได้และมีใยโพลีเอสเตอร์สำหรับกรองน้ำ ระบบไหลเวียนของน้ำโดยใช้ปั้มไฟฟ้า 220 โวลต์ สามารถล้างไข่เค็มได้ จำนวน 2,000 ฟอง ต่อการเปลี่ยนครั้ง สำหรับส่วนสุดท้าย จะเป็นอุปกรณ์ถาดบรรจุน้ำสำหรับล้างไข่เค็มครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะนำไข่เค็มมาวางบรรจุใส่ถาดหลุมที่เก็บไข่

เช่นกัน ขอบันทึกไว้สำหรับเยาวชนคนเก่งจากสาขาเครื่องกล วิทยาลัยการอาชีพไชยา คุณจิรายุ นาคทองคง คุณเชาวณัฐ กัณหา คุณณัฐภัทร ธิปัตย์ คุณประมวล เกตชู คุณธนภัทร โยธา คุณวีระพงษ์ คงเทพ คุณนราภรณ์ ปลอดชูแก้ว คุณเริงชัย คล้ายทอง คุณเสกสรร ช่วยมาก และ คุณนพกร คำหอมชื่น จากการควบคุมของ คุณศุภชัย จันทร์ประดิษฐ์ อาจารย์ที่ปรึกษา และการสนับสนุนอย่างเต็มที่ คุณวิชิต วิเชียร ผู้อำนวยการ

แฟนๆ ท่านใดที่สนใจ ต้องการรายละเอียด กรุณาติดต่อ คุณศุภชัย จันทร์ประดิษฐ์ โทร. (089) 873-1725

แฟนๆ ครับ ผมยังคงมีเรื่องราวของสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นฝีมือของเยาวชนนักศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาอีกหลายชิ้นที่พยายามเลือกแล้ว และเห็นว่าน่าสนใจอย่างยิ่งที่จะมาให้แฟนๆ ได้รับทราบ จะค่อยๆ นำมาเสนออีกในบางปักษ์ เพราะมีความต้องการอย่างมากดังที่ได้เขียนไว้ว่า เราต้องให้กำลังใจและสนับสนุนเยาวชนเหล่านั้น อย่าเพิ่งเบื่อคอลัมน์นี้ไปเสียก่อน ยังไงก็อย่าลืมให้กำลังใจกันนะครับ

สำหรับแฟนๆ มีคำถามที่เกี่ยวข้องกับ ชะอมไม้เค็ด 2009 ผมจะนำมาเสนอสลับกันไปจะได้หลากหลายเรื่องราว เหมือนได้กินอาหารที่แปลกรสชาติไปบ้าง จะสามารถทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจมีความสมบูรณ์และมีความสุขเพิ่มมากขึ้น ติดตามกันนะครับแฟนๆ

สุดท้าย มีคนบางคนชอบคิดกันว่า หากชาตินี้ไม่พบกับความสมหวังในชีวิตก็ไม่เป็นไร ถือว่าโชคชะตาเรามันไม่ดีเอง ชาติหน้าน่าจะมีโอกาสดีๆ บ้าง คิดได้ไงเช่นนั้น มั่นใจมากหรือว่าชาติหน้านั้นมีจริง รู้อีกหรือว่าชาติหน้าจะได้เกิดมาเป็นคนอีก ชาตินี้ไม่พออีกหรือ แค่ว่าวันพรุ่งนี้กับชาติหน้า คิดไหมว่าวันไหนจะมาถึงก่อนกัน วันนี้เท่านั้น ขอให้มั่นใจได้เลยว่าคือวันแห่งชีวิตเราที่มีอยู่ทุกวัน

จงทำวันนี้ให้เต็มที่และดีที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากตัวเราเองทั้งนั้น ชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงดาวหรือฟ้าลิขิต หากว่าจะเชื่อก็คงไม่เป็นไร แต่ขอเพียงเชื่อว่าโชคชะตาจะดีได้นั้นย่อมเกิดจากการกระทำดีของเราด้วยเช่นกัน

แฟนๆ ครับ วันนี้เราย่อมจะมีชีวิตอยู่บนโลกและสามารถดูแลใครก็ได้ในโลกนี้ได้ดีเช่นกัน ด้วยการมองโลกในแง่ดีทุกการก้าวเดิน เพราะเราจะไม่มีวันหน้าหรือวันต่อไป ตลอดจนถึงชาติหน้าอีกแล้ว เชื่อผมเหอะ ขอบคุณ สวัสดี

ปลากระป๋อง?อาหารสามัญประจำบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ปลากระป๋อง?อาหารสามัญประจำบ้าน

ปัจจุบัน คนหันมารับประทานอาหารกระป๋องกันมากขึ้น เพราะสะดวกสบาย เก็บรักษาได้ง่าย พกพาสะดวก มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป แต่ทุกครั้งที่เลือกซื้อควรใส่ใจกันสักนิด พิจารณากันให้ละเอียดสักหน่อย เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและคนในครอบครัวค่ะ

การจับปลาออกจากกระป๋อง สำหรับแม่บ้านและพ่อบ้านในยุคสมัยนี้ ต้องยอมรับว่า ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง จนอาจจะพูดได้ว่า ปลากระป๋องนั้น ได้กลายเป็นอาหารสามัญประจำบ้านของหลายๆ ครอบครัวไปแล้วไหม? เพราะด้วยความสะดวกสบาย กินได้ง่าย และกินได้ทันที อีกทั้งผู้ต้องการนำปลามาเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร ก็ไม่ต้องเลอะเทอะเปรอะเปื้อนกลิ่นเหม็นคาวปลาอีกต่อไป เพียงปล่อยหน้าที่ให้ชาวประมงเขาเป็นคนไปจับปลามา แล้วส่งให้โรงงานเอาไปลงกระป๋อง พอมาถึงเราก็เปิดกระป๋องปั๊บ จับปลาออกจากกระป๋อง แล้วเอาไปต้มยำทำแกงซะเลย! มันช่างง่ายดายซะนี่กระไร!

แล้วปลาในกระป๋อง

ทำจากปลาอะไร? รู้บ้างไหม?

ปลาในกระป๋อง มีหลากหลายยี่ห้อ หลายราคา คล้ายคลึงกันจนตาลาย ปลากระป๋องส่วนมากทำมาจากปลาซาดีน กับปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาซาบะ เป็นต้น

ปลาแมคเคอเรล ที่จริงก็คือ ปลาทู และปลาลัง ที่มีขนาดเล็กไม่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ เขาก็จะนำมาแปรรูปเป็นอาหารกระป๋องแทน เนื้อของปลาแมคเคอเรลมีสารอาหารโปรตีนสูงมาก และยังเป็นโปรตีนที่ย่อยได้ง่าย จึงทำให้มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เพราะเป็นปลาที่มีไขมันต่ำ และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว อย่าง โอเมก้า-3 สูง

ปลาซาดีน เป็นปลาในกลุ่มปลาหลังเขียวของบ้านเรา เป็นปลาต้นตำรับที่นิยมนำมาทำปลากระป๋อง เพราะมีขนาดกำลังดี และสามารถจับได้ในปริมาณมาก แต่เนื่องจากมีปริมาณที่ลดลงจึงหันมาใช้ปลาแมคเคอเรลแทน

ถึงจะเป็นปลาทะเลเหมือนกัน แต่ปลาสองชนิดนี้แตกต่างอย่างชัดเจน เช่น รสชาติของเนื้อปลา สำหรับปลาแมคเคอเรล จะมีเนื้อแน่นๆ กลิ่นคาวน้อย ส่วนปลาซาดีนจะมีเนื้อละเอียดกว่า และมีกลิ่นคาวมากกว่า

ปลากระป๋องมีกี่ชนิด?

ปลากระป๋องในปัจจุบันมีกันหลายปลาจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นปลาซาดีน ปลาทูน่า ปลาทู หรือปลาหางแข็ง ปลาซาบะ ปลาดุกกระป๋อง รวมไปถึงปลาร้ากระป๋องก็ยังมีอีก ส่วนการปรุงรส หรือการบรรจุกระป๋องก็ทำกันหลายแบบ คือ

แบบที่มีซอสมะเขือเทศ เป็นที่นิยมของผู้คนทั่วไป

แบบไม่มีซอส นำไปเป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหารได้ทันที

แบบแช่ในน้ำมัน นอกจากมีส่วนช่วยให้อร่อยแล้ว ยังมีวิตามินบางชนิดจะละลายในน้ำมันเท่านั้น

แบบแช่ในน้ำเกลือ เหมาะสำหรับประกอบอาหารประเภทผัด ทอด หรือกินทันทีก็ได้

แบบแช่ในน้ำแร่ อาจจะช่วยเพิ่มแร่ธาตุธรรมชาติที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายได้

แบบผัดเผ็ด ส่วนมากจะนิยม

แบบทำเป็นน้ำยา

แบบทำเป็นเนื้อป่นสำหรับใส่เป็นไส้แซนด์วิช หรือผสมกับน้ำสลัดทำเป็นไส้ขนมปัง

ปลากระป๋องแต่ละแบบก็มีคุณค่าทางอาหารที่แตกต่างกันออกไป เช่น ที่แช่อยู่ในน้ำมัน ก็จะให้พลังงานสูงกว่า หากเป็นปลาซาดีนกระป๋องที่แช่อยู่ในน้ำมัน จะมีพลังงานถึง 274 แคลอรี ต่อ 100 กรัม มีไขมัน 20 กรัม โปรตีน 21.7 กรัม แคลเซียม 450 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 430 มิลลิกรัม เหล็ก 30 มิลลิกรัม วิตามินเอ 17 หน่วย หากเป็นผู้สูงอายุหรือผู้จำกัดไขมันสูงอยู่ ก็คงไม่ค่อยเหมาะนัก แต่ถึงอย่างไรในปลากระป๋องก็มีแคลเซียมสูง ช่วยเสริมกระดูกพรุนที่ไปตามอายุขัยของผู้สูงอายุ รวมทั้งมีฟอสฟอรัส ช่วยเสริมเรื่องกระดูก และบำรุงสมองอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมเรื่องไขมัน ถ้าจะกินปลากระป๋อง ก็ควรจะกินปลาซาดีนที่ปรุงรสแล้ว แต่ไม่จัดจ้านจนเกินไป หรือรินน้ำปรุงรสทิ้งไปเสียบ้าง กินแต่ปลาล้วนๆ และก้างปลานุ่มๆ ก็ได้

การกินปลากระป๋อง มีข้อเสียอยู่ตรงที่มีโซเดียมส่วนเกินผสมอยู่ (การล้างปลาก่อนนำไปปรุงอาจช่วยลดปริมาณโซเดียมได้บ้าง)

ปลาซาดีนปรุงรสดีๆ เวลาจะกินก็เอามาบีบมะนาว หัวหอมแดงซอย มีพริกขี้หนูซอยบางๆ เล็กน้อย คลุกกับข้าวสวยร้อนๆ กินคู่กับแตงกวา ก็อร่อยดีนะ และปลากระป๋องยังเหมาะอย่างยิ่งกับผู้สูงอายุ เพราะปลาย่อยง่าย และน้ำมันจากปลาช่วยทำให้คอเลสเตอรอลลดลงได้อีกด้วย

“กินปลาแล้วฉลาด” นั้นได้ผลจริงไหม? แล้วใครล่ะ? จะพิสูจน์ให้เราได้

ครอบครัวไหนที่ลูกๆ ยังเล็กอยู่ มักจะหลอกเด็กๆ เวลาป้อนข้าวเสมอๆ ว่า กินปลาเยอะๆ นะลูก โตขึ้นหนูจะได้ฉลาด จริงป่าว! ก็ไม่รู้ซินะ! หากมันขยันๆ ไม่ขี้เกียจ อ่านหนังสือมากๆ หน่อย กินอะไรมันก็ฉลาดทั้งนั้นแหล่ะ! ว่าไหม?

ประโยชน์…จากปลา

ปัจจุบัน อาหารจากปลาเป็นที่นิยมและได้รับการกล่าวขวัญมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รักและดูแลเอาใจใส่สุขภาพ เพราะยังไงก็ดีกว่าเนื้อสัตว์บกมากมาย

จุดเด่นของเนื้อปลาที่ดีและดีเด่นมากคือ เนื้อปลาเป็นเนื้อเยื่อเล็กๆ เกี่ยวพันกัน มีส่วนเหนียวหรือเอ็นน้อย ไม่เหนียวเหมือนเนื้อสัตว์บก จึงย่อยง่ายมากกว่า จุดเด่นอีกอย่างคือ ไขมันปลาปกติ

ในเนื้อสัตว์ทุกชนิดจะมีไขมันอยู่แล้ว เรียกว่า ไขมันแฝง ส่วนในพืชก็มีไขมันแฝงเช่นกัน บรรดาสาวๆ ที่อยากลดความอ้วน มักจะหลีกเลี่ยงไขมันที่มองเห็นได้ เช่น น้ำมัน เนย นม ไปกินเนื้อสัน เนื้อสีขาว อย่าง เนื้อปลา เนื้อไก่ กินข้าวขาหมูก็ขอแต่เนื้อล้วนๆ หารู้ไม่ว่า นั่นก็มีไขมันอยู่ด้วย ในถั่ว ข้าวโพด เมล็ดฟักทอง ก็ล้วนแต่มีไขมันแทรกอยู่ทั้งนั้น

อาหารชีวจิตที่เกือบจะเป็นอาหารมังสวิรัติ ที่กินข้าวขัดสีแต่น้อย กินงา ถั่ว ผัก แต่ยอมให้กินเนื้อปลาเป็นอาหารโปรตีนได้บ้าง เพราะเขาเล็งเห็นแล้วว่าการกินแต่ผักอย่างเดียวทำให้ขาดกรดอะมิโนที่จำเป็นบางตัวไป ควรได้รับเสริมจากเนื้อสัตว์ ซึ่งเนื้อสัตว์ที่เหมาะสม มีอันตรายน้อย มีประโยชน์มากคือ เนื้อจากปลานั่นเอง!

(ชีวจิต เป็นการบริโภคพืชผัก เมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี ผัก ผลไม้สดตามฤดูกาล ไม่ผ่านการปรุงแต่งด้วยสารเคมีใดๆ เป็นอาหารที่ได้มาจากท้องถิ่น พืชหัวไม่ปอกเปลือก ดื่มน้ำสะอาด และชาสมุนไพร หรือน้ำผลไม้ งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นปลา และอาหารทะเลบริโภคได้เป็นครั้งคราว งดน้ำตาลฟอกขาว กะทิ นม และไข่ คำว่า ชีวจิต มาจากคำว่า ชีวะ ที่หมายถึง ชีวิต หรือ ร่างกาย และ คำว่า จิต ซึ่งหมายถึง จิตใจ ชีวจิต คือ ร่างกายและจิตใจ นั่นเอง!)

ดังนั้น เราจึงหนีไขมันไม่พ้น และไม่ควรหนี แล้วต้องกินไขมันยังไงให้เป็น? เพราะไขมันก็เป็นสิ่งจำเป็นในร่างกายเราเสียด้วย ขาดไปเลยจะทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุไปไม่ได้ หลายตัว ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น และไขมันยังให้พลังงานความร้อนทำให้ร่างกายอบอุ่นอีกด้วย

แต่คงไม่ต้องกลัวว่าร่างกายเราจะขาดไขมัน เพราะอย่างที่ว่า ในอาหารทุกชนิดมีไขมัน แต่คนเราก็มีโอกาสขาดไขมันได้ในผู้ที่ชอบกินผักเป็นอาหารหลัก เพราะมีไขมันแทรกอยู่น้อยมาก จึงต้องกินผักที่มีไขมันแทรกอยู่มาก เช่น กินถั่วทดแทนบ้าง

ปลากระป๋อง ก็มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับเนื้อปลาธรรมชาติ ต่างกันตรงที่ปลากระป๋องอาจไม่สด ใหม่ เหมือนปลาที่จับได้ใหม่ๆ แต่ขึ้นชื่อว่าปลา ยังไงก็ดีต่อสุขภาพ ไม่ว่าเป็นปลาน้ำจืด ปลาทะเล หรือแม้แต่ปลาในกระป๋อง (ปลาในกระป๋อง อย่าง ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาดีน มีกรดไขมันโอเมก้า-3 ในปริมาณที่เท่ากับปลาสดๆ เช่นกัน)

เราอาจไม่เคยคิดว่าปลากระป๋องจะเป็นยาสามัญประจำบ้านได้ แต่หากได้รู้เรื่องจริงของปลาในกระป๋องแล้วล่ะก็! อาจทำให้คุณเปลี่ยนความคิด การกินปลาแค่ 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ช่วยให้หัวใจแข็งแรงและมีสุขภาพดี ทุกครั้งที่คุณเปิดปลาออกจากกระป๋อง เทใส่จาน จะทำให้คุณมีความจำดีขึ้น อารมณ์ดีขึ้น และอาจจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และแข็งแรงขึ้นอีกด้วย! ถึงจะอยู่ในกระป๋อง ก็ได้คุณค่าสารอาหารครบถ้วนเหมือนเพิ่งโผล่พ้นจากทะเลเช่นกันนะค่ะ

รู้เช่นนี้แล้ว หันมากินปลากันเถอะ หรือหากมีปลากระป๋องในบ้าน ก็รีบๆ รื้อเอาออกมากิน ก่อนที่มันจะหมดอายุซะก่อนนะค่ะ

กุ้งออสเตรเลีย บุกอุษาคเนย์ (1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

กุ้งออสเตรเลีย บุกอุษาคเนย์ (1)

ใช่ว่าแต่คนเท่านั้นที่ข้ามเส้นพรมแดน สรรพสัตว์ก็ข้ามแดนไปมาไม่รู้กี่ยุคสมัยมาแล้ว การข้ามแดนของพืชและสัตว์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ด้วยสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันอาจทำให้ยังชีวิตอยู่ไม่ได้ หรือทำให้สัตว์กลายพันธุ์ รวมทั้งอาจผสมข้ามพันธุ์ส่งผลให้สัตว์และพืชท้องถิ่นกลายพันธุ์ได้

กระนั้นอีกมุมหนึ่งสัตว์และพืชที่ข้ามแดนมาอาจเจริญเติบโตได้ดี กระทั่งนานไปก็กลายเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ประจำถิ่นไปโดยปริยาย

เรื่องราวของสัตว์ข้ามแดนผนวกกับเรื่องของหญิงสาวรุ่นใหม่ 2 คน ที่อยู่ในวัยทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว ทำให้ฉันสนใจสัตว์น้ำนามว่า กุ้ง ซึ่งไม่ใช่แค่กุ้งที่เห็นๆ กินๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างที่เรารู้จักกันในนามกุ้งชีแฮ้ กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วยประมาณนี้ แต่กุ้งที่ว่านี้มีชื่อแปลกหูและรูปทรงแปลกตา เป็นกุ้งสัญชาติต่างประเทศที่นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย เป็นกุ้งน้ำจืด สวยงามและกินได้ด้วย

ฉันได้รับรู้เรื่องราวของกุ้งที่เดินทางไกลข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรมาสู่ดินแดนอุษาคเนย์ จนอดรนทนไม่อยู่ต้องตามหา 2 สาว นักเลี้ยงกุ้งมาคุยด้วย ไม่ใช่แค่กุ้งที่น่าสนใจ หากว่า 2 สาว ก็น่าสนใจในแง่ของเกษตรกรประมงรุ่นใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องถือแหลากอวนออกไปล่าสัตว์ทะเล หนำซ้ำเป็นเกษตรกรประมงที่หน้าตาดีด้วยซิ

อรวรรณ กลั่นบุศย์ และ ทองกร พรหมถาวร เป็นเพื่อนสนิทชิดเชื้อที่เคยทำงานในบริษัทเดียวกันมาก่อน คนหนึ่งจบมหาวิทยาลัยด้านการเงิน คนหนึ่งจบด้านการโรงแรม แต่วันนี้หยุดการทำงานประจำหันมาเลี้ยงและศึกษาเรื่องกุ้ง

ทำไม หันมาเลี้ยงกุ้ง ฉันโยนคำถามในบ่ายวันหนึ่งที่เรานัดพบกัน ทองกร สาวร่างอวบพยักพเยิดให้เพื่อนสาวเป็นคนตอบ ในฐานะที่เป็นคนริเริ่มและศึกษาเรื่องกุ้งมาก่อน

“คืออย่างนี้ค่ะ” เธอเริ่มต้น “เมื่อประมาณต้นปี 2558 กระแสกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืดมาแรงมากในบ้านเรา จากการที่บังเอิญเลี้ยงอย่างไม่ได้ดูแลอะไรมาก แต่เวลาผ่านไปกุ้งตัวใหญ่ที่อยู่ในตระกูลเครย์ฟิชก็โตจนสามารถทานได้ ซึ่งเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงนำมาพัฒนาในโครงการหลวงทางภาคเหนือ แต่หลังจากนั้นเรื่องกุ้งนี้ก็เงียบไป ไม่เป็นกระแส”

ต่อมากุ้งที่ว่านี้ได้กลับมาคึกคักอีกครั้งในกลุ่มคนเลี้ยงกุ้งสวยงาม เห็นการเจริญเติบโตที่รวดเร็วจนสามารถทำเพื่อการค้าได้จริงจัง จึงเกิดสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ ชื่อว่า กุ้งก้ามแดง

“ทางกลุ่มเราก็มองเห็นโอกาสในการพัฒนากุ้งเนื้อที่มีขนาดและคุณภาพที่ดีขึ้น” เธอเล่าต่อ “ในกุ้งเครย์ฟิชกลุ่มเดียวกันกับก้ามแดงนี้ ยังมีตัวที่ใหญ่กว่าก้ามแดงอีกคือ เดสทรัคเตอร์และมารอน ทั้งหมดล้วนมีต้นกำเนิดจากออสเตรเลียตะวันตก เดสทรัคเตอร์ ก็มีคนนำมาพัฒนาแล้ว ก็เหลือแต่มารอนนี่แหละที่ยังไม่มีใครสามารถทำได้ เราก็เลยคิดว่าเราน่าจะลอง กุ้งมารอน ซึ่งมีอยู่ 2 สายพันธุ์ Cherax tenuimanus (hairy Marron) และ Cherax Cainii (Smooth Marron) เรานำเข้าอย่างหลัง เพราะตัวแรกใกล้จะสูญพันธุ์ ส่วนอย่างหลัง Cherax Cainii นั้น มีการทำฟาร์มได้แล้วในออสเตรเลียตะวันตก

สีของกุ้งมารอนมีความหลากหลาย สีสันของกุ้งธรรมชาติก็ออกน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเขียว นานๆ ครั้งจะพบสีน้ำเงินเข้มสวยงาม ซึ่งพัฒนากันในกลุ่มผู้เลี้ยงสวยงาม บางทีก็ได้สีดำสนิท ซึ่งเรียกว่า jet-black หรือมีสีสันลวดลายที่เรียกว่า tiger”

แค่ฟังการเกริ่นนำเรื่องกุ้งก็รู้สึกว่าไม่ธรรมดา เล่นเอาคนที่รู้จักกุ้งอยู่แค่ไม่กี่ชนิดถึงกับอึ้งและทึ่ง สัตว์โลกของเรานี้ล้วนมีความหลากหลาย แค่กุ้งก็มีไม่รู้กี่ชาติพันธุ์กุ้ง กระนั้นการนำกุ้งข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามานั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายต่อการฟูมฟักเลี้ยงดู กุ้งต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อสามารถเติบใหญ่แข็งแรงในสภาพแวดล้อมที่แปลกเปลี่ยน สิ่งสำคัญก็คนเลี้ยงนั่นแหละดูแลได้แค่ไหน

“ได้ลองจริงๆ ลองผิดลองถูกสูญเสียมาก็เยอะ ตอนนี้ถือว่าดี เริ่มอยู่ตัว เป้าหมายหลักคือ ให้เขาขยายพันธุ์ให้ได้ในอุณหภูมิปกติของบ้านเรา เพราะจากถิ่นกำเนิดน้ำที่กุ้งอยู่คือ อุณหภูมิราวๆ 20-24 องศา ถ้าร้อนกว่านั้นกุ้งจะเครียดและตายลงในที่สุด” สาวร่างเล็กตอบ ก่อนที่ทองกรจะเสริมต่อว่า

“ตอนนี้เราประสบความสำเร็จในการปรับอุณหภูมิแล้ว ถ้าสามารถขยายพันธุ์ได้เมื่อไหร่ ก็ถือว่าบรรลุจุดประสงค์ ช่วงที่เหมาะสมในการขยายพันธุ์ก็คือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่บ้านเราไม่มี เราก็ปรับเอาว่าไปก็เหมือนหลอกกุ้ง อากาศประมาณนี้น่าจะช่วยกระตุ้นให้เขาผสมพันธุ์ได้เร็วขึ้น ตอนนี้ก็มีคนในวงการที่รู้จักสายพันธุ์นี้ ก็มาซื้อและศึกษาพฤติกรรมเพื่อขยายพันธุ์กันอยู่หลายราย”

“เลี้ยงกุ้งก็เหมือนเลี้ยงหมา” ทองกร ว่า เล่นเอาฉันขำและสงสัยว่ากุ้งกับหมามันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร อย่างแรกเลยกุ้งต้องอยู่กับน้ำ ส่วนหมากว่าจะจับอาบน้ำได้เจ้าของเหงื่อตกกีบ

“กุ้งก้ามแดงเหมือนหมาวัด เลี้ยงง่าย ส่วนมารอนเหมือนหมาฝรั่ง ที่ต้องประคบประหงม” ทองกร เฉลย

ฉันพินิจดูกุ้งในกล่องพลาสติก เป็นกุ้งที่กำลังแรกรุ่นเจริญศรี ซึ่งเจ้าของผู้นำเข้าข้ามแดนมาต้องกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูอย่างที่เปรียบเปรยได้ว่า ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมกันเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่เลี้ยงไว้ดูเล่นเพลิดเพลินเจริญตาเท่านั้น เธอทั้งคู่ยังมุ่งหวังที่จะพัฒนากุ้งของเธอให้เติบโตแข็งแกร่ง กระทั่งสามารถขยายพันธุ์ได้มากพอที่จะส่งขายให้แก่คนสนใจ และถึงที่สุดให้เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้

เรื่องของการเลี้ยงกุ้งน้ำจืดที่ข้ามมหาสมุทรมาสู่ดินแดนอุษาคเนย์ ยังมีรายละเอียดอีกมากที่น่าสนุกต่อการค้นหา ซึ่งฉันจะนำพามาพบกันอีกในตอนต่อไป

ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง เฒ่าทะเล ต้นแบบการอนุรักษ์ปูม้า อ่าวทุ่งมหา เมืองปะทิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 623

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง เฒ่าทะเล ต้นแบบการอนุรักษ์ปูม้า อ่าวทุ่งมหา เมืองปะทิว

ครูไพบูลย์ พันธ์เมือง ร้อยเรียงบทกลอนสดุดีลุงจาง ด้วยสำนึกในคุณความดีตอนหนึ่งว่า

มีปูกินทั้งปีไม่มีสูญ ดอกผลพูนเป็นเงินตรามหาศาล

ฟุ้งเฟื่องขจรไกลในตำนาน จากชาวบ้านธรรมดามาเป็นครู

?

แด่ครูจาง เฟื่องฟุ้งผดุงสิน แม้ชื่อจางแต่แผ่นดินยังรู้ค่า

อยู่แห่งหนชนไกลคนไปมา เพื่อเสาะหานักปราชญ์ราษฎร์เดินดิน

?

“ลุงจาง” ชาวประมงพื้นบ้านป่าชายเลนอ่าวทุ่งมหา จังหวัดชุมพร มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของท้องทะเลที่เริ่มเสื่อมโทรมจากการใช้เครื่องมือประมงแบบล้างผลาญ ที่กวาดจับสัตว์น้ำน้อยใหญ่ จนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างรุนแรง

ลุงจางใช้ชีวิตผูกพันกับท้องทะเลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในบ้านบ่อฝ้าย เมืองหัวหิน ได้ล่องเรือเลาะเลียบชายฝั่งอ่าวไทยเพื่อหาแหล่งทำกินใหม่ และได้ยึดทำเลชายฝั่งใกล้เกาะเตียบ บริเวณคุ้งอ่าวทุ่งมหา ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ปักหลักตั้งถิ่นเป็นที่อยู่อาศัยทำมาหากินเป็นชาวประมงพื้นบ้านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา และเริ่มตั้ง “กลุ่มฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าชุมชนเกาะเตียบ” ริเริ่ม “ธนาคารปูม้า” เพื่อกระตุ้นสำนึกและจิตวิญญาณด้วยแนวคิด “ฟื้นฟูคู่อนุรักษ์ รู้จักใช้อย่างยั่งยืน” นับเป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านอย่างเป็นรูปธรรม หลายคนนำไปขยายผล จนเกิดเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์น้ำกระจายไปทั้งสองฝั่งอ่าวไทย

เนื่องจากประมาณปี พ.ศ. 2544-2545 มีเรืออวนลากเข้ามาทำประมงในอ่าวทุ่งมหา โดยใช้ลอบตาถี่ขนาด 1 นิ้ว 2 หุน เป็นเครื่องมือทำลายล้าง เพราะไม่ว่าสัตว์ขนาดใดก็ตาม โดยเฉพาะลูกปูม้าตัวเล็กๆ ในวันอนุบาลก็จะติดมาด้วย ทำให้จำนวนสัตว์น้ำในอ่าวทุ่งมหาลดลงอย่างต่อเนื่อง จนแทบไม่เพียงพอต่อการออกเรือหากินในแต่ละวัน ลุงจาง เคยปรารภว่า

“…ถ้ายังเป็นแบบนี้ ชาวบ้านก็อยู่ไม่ได้ เพราะเรามีอาชีพจับปูขาย ลุงมานั่งคิดว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่จะไม่ให้ปูหมดไปมากกว่านี้ เลยมาเห็นปูไข่นอกกระดอง ที่พร้อมจะวางไข่สืบพันธุ์ตัวที่เราจับมาได้ เราน่าจะลองเลี้ยงในกระชังกลางทะเล เพื่อให้ปูปล่อยไข่คืนสู่ทะเล ลุงจึงหาเพื่อนสมาชิกที่ทำอาชีพจับปูเหมือนกัน ทดลองเลี้ยงแม่ปูในกระชัง 1 ลูก หลังจากนั้นก็เพิ่มกระชังขึ้น ร่วมมือกันทำธนาคารปูขึ้น สมาชิกคนไหนจับปูมาได้ ก็เอามาใส่กระชังรวมให้อาหารและเลี้ยงแม่ปู ให้ปล่อยไข่ให้หมดแล้วจึงคืนปูตัวนั้นๆ ให้เจ้าของนำไปขาย…”

ลุงจางเริ่มออกไปพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อรวบรวมสมาชิกและจัดตั้ง “กลุ่มฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าชุมชนเกาะเตียบ” ขึ้นในปี พ.ศ. 2545 มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 18 คน

ไม่นานนักชาวประมงเริ่มจับปูม้าได้เพิ่มมากขึ้น บางคนถึงกับออกปากว่า “…ทำประมงมาทั้งชีวิต เห็นแต่ปูตัวใหญ่ๆ ได้พบลูกปูม้าตัวเล็กๆ เพิ่งออกจากไข่ก็คราวนี้เอง…”

ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น เห็นชัดเลยว่านี่คือนิยามของคำว่า “ฟื้นฟูคู่อนุรักษ์ รู้จักใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” หลากหลายผู้คนที่รู้เรื่องราวมักพูดกันติดปากว่า “…ถ้าอยากรู้เรื่องปู ต้องมาดูลุงจาง…”

ลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2483 โดยมี พ่อครื้น นางกุ้ย เป็นผู้ให้กำเนิด เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน เรียนจบเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 อายุ 28 ปี ได้สมรสกับ นางประเทือง ให้กำเนิดบุตรชาย 2 คน สมจิตร และมนัส

ในวัยเด็กของลุงจางได้เรียนรู้วิถีการดำรงชีพจากพ่อแม่ ทำงานช่วยทางบ้านหาเงินเลี้ยงน้องๆ ทั้งการออกเรือประมงตลอดจนเป็นลูกจ้างทำโป๊ะ วางอวนสารพัดงานเกี่ยวกับประมง ปี 2532 เกิดเหตุการณ์พายุใต้ฝุ่นเกย์ ทำให้บ้านเรือนเสียหาย ลุงจางจึงพาครอบครัวย้ายมาอยู่ที่บ้านเกาะเตียบ อ่าวทุ่งมหา ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร จนถึงปัจจุบัน

ตลอดชีวิตของลุงจางใช้ชีวิตอย่างสมถะ ตั้งมั่นอยู่บนแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นผู้มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเสียสละ เป็น “ครู” ผู้ถ่ายทอดความรู้ทุกอย่างที่มี ให้กับทุกคนโดยไม่ปิดบังและไม่เรียกร้องค่าตอบแทน นับเป็นชาวประมงที่ไม่ทำร้ายธรรมชาติ อีกทั้งยังสามารถตอบแทนคุณแผ่นดิน ด้วยการอุทิศตนฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการอนุรักษ์ปูม้าและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยปณิธานที่จะรักษาท้องทะเลที่ลุงจางเปรียบเสมอว่าเหมือน “ขุมทรัพย์แห่งชีวิต” ให้คงอยู่เพื่อลูกหลาน แม้ตนเองจะล่วงลับไปแล้วก็ตาม

ในที่สุดลุงจางก็อำลาโลกด้วยวัย 77 ปี เมื่อวันที่ 1 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2558 แต่ภูมิปัญญาในการสร้างและแผ่ขยายแนวคิดการสร้างเครื่องมือปกป้องการดำรงชีพของปูม้าจนถึงกระบวนการสร้างธนาคารปู นับเป็นมรดกอันยิ่งใหญ่ที่ลุงจางฝากไว้กับผู้คนและท้องทะเลไทย