ปลูกมะละกอในป่ายางพารา ที่ดอนก่อ อำเภอเมืองสรวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยีการเกษตร

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

ปลูกมะละกอในป่ายางพารา ที่ดอนก่อ อำเภอเมืองสรวง

วันนี้แวะเยี่ยมเกษตรบ้านดอนก่อ หมู่ที่ 9 ตำบลหนองหิน อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ มี คุณสีดา ผลาผล เป็นผู้ใหญ่บ้าน โทร. (086) 084-1591 เป็นแปลงยางพาราของ คุณสุวรรณ-คุณลุน สนิทพจน์ และ คุณสีดา ไชยรัตน์ เป็นแปลงยางพารา 15 ไร่ อายุยางพาราสูงสุด 5 ปี เขาใช้เป็นพื้นที่เลี้ยงวัว จำนวน 7 ตัว ส่วนยางพาราอายุ 2-5 ปี พื้นที่ว่างระหว่างแถว 3×6 เมตร เกษตรกรใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเต็มที่ ตามคำแนะนำของ คุณยุทธพร ฝนทั่ง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ที่ได้รับมอบหมายจาก คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง

คุณสุวรรณ-คุณลุน สนิทพจน์ ให้ข้อมูลว่า ปี 2554 ลูกชายมาจากปักษ์ใต้พร้อมเพื่อน ที่เดินทางไปทำงานรับจ้างกรีดยางพารา เห็นคนใต้รวยๆ ยางพารา นำยางมาปลูก 10 ไร่ ระยะเวลาที่ยางพาราจะให้ผลผลิต มันยาวนาน 6-7 ปี ครอบครัวตนเองต้องกิน ต้องใช้ พร้อมได้รับคำแนะนำจาก “เกษตรตำบล” ให้ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยแนะนำให้ปลูกข้าวโพด ตนเองปฏิบัติตามทันที ต้มขาย ขายสด พออยู่ได้ หมุนเวียนกับพืชผัก เช่น หอม ผัดกาดขาวปลี เขียวปลี กวางตุ้ง มะเขือเปราะ บร็อกโคลี่ ผักเสี้ยน ผักโขมที่ขึ้นเอง เก็บไปขายกำละ 3-5 บาท ได้เงินหมุนเวียนตลอดทั้งปี 30,000-4,000 บาท

คุณสุวรรณ บอกว่า พอตนเองปลูกยางพารา ตอนนี้ราคาลดลงๆ ดังที่ภาษาอีสานที่ว่า “คนจะโชคดี ไปขี้ก็พบเห็ด คนที่โชคไม่ดี ไปเก็บดันเหยียบขี้” วาสนาคนมันต่างกัน เลี้ยงวัวในป่ายางพารา เป็นรายได้รายปี 7 ตัว ให้ลูกทุกปี ที่นี่ตนเองเน้นการเกษตรอินทรีย์ ใช้มูลโค มูลกระบือ มูลไก่ ผักเขียวงามสดใสมากครับ มีรายได้ทุกวัน

ทางด้าน คุณสีดา ไชยรัตน์ เกษตรกรวัย 65 ปี กล่าวว่า ตนเอง ปลูกพริก มะเขือเทศ มะละกอ ให้ผลผลิตสูงมาก โดยเฉพาะมะละกอ เป็นพันธุ์พื้นเมือง ลูกโตมาก 3-5 กิโลกรัม/ผล ให้ผลผลิตตั้งแต่โคนต้น จนถึงยอด ใครเดินทางมาพบเห็นต่างขอเก็บพันธุ์ไว้ปลูก การปลูกไม่ได้ยุ่งยากมากนัก ขุดหลุมขนาดปี๊บ 20 ลิตร ผสมดิน ปุ๋ยคอก แกลบ อัตราส่วน 1 : 1 : 1 มะละกอเจริญเติบโตดีมาก ต้านทานโรคและแมลง ลูกโต กินสุกรสชาติหวานหอม สามารถขายได้ 50-100 บาท มะละกอ 1 ต้น สามารถทำเงินได้มากกว่า 1,000 บาท

คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง กล่าวว่า ตนเองได้รับมอบหมายจาก คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ดำเนินการส่งเสริมการเกษตร โดยน้อมนำพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง หรือโครงการตามแนวทฤษฎีใหม่ เกษตรกรในพื้นที่อำเภอเมืองสรวง 5 ตำบล 49 หมู่บ้าน 3,855 ครัวเรือน ได้รับการเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพราะมีอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) บ้านเมืองแก้ว และมีศูนย์ ขยายครบ 5 ตำบล พร้อมให้คำตอบเกษตรกรได้ทั้งด้านการลดต้นทุน โซนนิ่ง แปลงใหญ่ การเกษตรอินทรีย์ ศูนย์เรียนรู้ฯ และธนาคารสินค้าเกษตร ให้เป็นไปตามนโยบายแห่งรัฐ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Single Command) อำเภอเมืองสรวง ดำเนินการตามนโยบาย ฯพณฯ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ประชารัฐเพื่อการพัฒนา ระบบน้ำหยดในมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ที่หนองบุญมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยีการเกษตร

ประชารัฐเพื่อการพัฒนา ระบบน้ำหยดในมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ที่หนองบุญมาก

“จากการสำรวจพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา เบื้องต้นพบว่า เกษตรกรได้นำน้ำมาใช้เพื่อการผลิตมันสำปะหลังโดยใช้ระบบน้ำหยด แต่ยังขาดความรู้เรื่องการบริหารจัดการน้ำหยดในแปลงมันสำปะหลัง รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า การจัดการพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ การจัดการดิน การจัดการปุ๋ย และการอารักขาพืช”

คุณสุกิจ รัตนศรีวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี สังกัดกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงปัญหาที่พบในการประกอบอาชีพปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรบ้านหัวอ่างพัฒนา ตำบลหนองไม้ไผ่ อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา

ทั้งนี้ บ้านหัวอ่างพัฒนา เป็นพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอาศัยน้ำฝน และต่อมาในปี 2557 ได้รับการสนับสนุนขุดเจาะน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรจากสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา จนสามารถนำน้ำมาใช้เพื่อการปลูกมันสำปะหลัง ครอบคลุมพื้นที่ 400 ไร่ เกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จำนวน 24 ราย

แต่การใช้ประโยชน์จากความช่วยเหลือของภาครัฐ ยังประสบปัญหาดังที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำและการดูแลในด้านต่างๆ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี จึงเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือ และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ในพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา

“จากความพร้อมของพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นศูนย์แห่งการเรียนรู้ “Center of Knowledge” ด้วยการจัดทำเป็นแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่” คุณสุกิจ กล่าว

คุณสุกิจ กล่าวว่า การจัดทำแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ ในพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ

หนึ่ง เป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร

สอง เป็นต้นแบบการทำงานแบบบูรณาการ ตลอดห่วงโซ่การผลิตมันสำปะหลัง

สาม สร้างเครือข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังเฉพาะพื้นที่

แปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี ได้นำกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง “สีคิ้วโมเดล” ซึ่งเป็นรูปแบบการทำงานแบบบูรณาการ โดยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในรูปแบบของประชารัฐ ไม่ว่า เกษตรกรในนามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ใช้น้ำบาดาลเพื่อการเกษตรบ้านหัวอ่างพัฒนา ภาคเอกชนในนามคลัสเตอร์มันโคราช (Korat Tapioca cluster : KOTAC) ประกอบด้วย โรงแป้ง 8 แห่ง โรงงานเอทานอล 1 แห่ง สหกรณ์การเกษตร 13 อำเภอ ธ.ก.ส. รวมถึงผู้ประกอบผลิตปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย เครื่องจักรกลการเกษตร ขณะที่หน่วยงานวิจัย ประกอบด้วย กรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน สำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และหน่วยงานส่งเสริม ได้แก่ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดนครราชสีมา สุดท้ายคือ หน่วยงานสนับสนุน ได้แก่ สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา

การดำเนินการ จะมี 2 กิจกรรม ได้แก่

หนึ่ง จัดทำแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง เริ่มจากการวิเคราะห์ปัญหาการผลิต และคัดเลือกเทคโนโลยี จากผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแห่งชาติ ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกร

สอง ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง ให้ความรู้เทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ได้แก่ การจัดการพันธุ์ การจัดการน้ำหยด การจัดการดิน การจัดการปุ๋ย และอารักขาพืช ทั้งด้านทฤษฎีและฝึกปฏิบัติจริง ผ่านการศึกษาดูงานจากแปลงเรียนรู้ การอบรม และการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยเกษตร นักวิชาการ และผู้ประกอบการ

โดยจะมีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ปี 2559-2561 ในปีแรก ดำเนินการในพื้นที่นำร่องของเกษตรกรจำนวน 10 ราย รายละ 5 ไร่ รวมพื้นที่ 50 ไร่ และในปีที่ 2 จะขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่อีก 24 ราย รวมพื้นที่ 400 ไร่ ส่วนงบประมาณที่ใช้ดำเนินการนั้นจะเป็นงบปกติของแต่ละหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

“ในส่วนของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในแปลงมันสำปะหลังของเกษตรกรนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี จะสนับสนุนเทคโนโลยีและการบริหารจัดการเกี่ยวกับระบบน้ำหยด ด้วยการติดตั้งระบบท่อส่งน้ำ การให้ปุ๋ยร่วมกับระบบน้ำหยด รวมถึงการวัดปริมาณการใช้น้ำ (crop water use) และประสิทธิภาพการใช้น้ำ (water use efficiency) และการคำนวณอัตราปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน สุดท้ายคือ การถ่ายทอดความรู้ผ่านแปลงเรียนรู้ไปสู่เกษตรกรในพื้นที่และใกล้เคียงเพื่อขยายผลการดำเนินงานตามโครงการ” คุณสุกิจ กล่าว

จากสิ่งที่ดำเนินการแปลงเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังแปลงใหญ่นี้ คุณสุกิจมั่นใจว่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการตอบสนองตามนโยบายประชารัฐ มุ่งเป้าพัฒนาการผลิตมันสำปะหลังแบบบูรณาการเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน อันจะสร้างประโยชน์อย่างมากให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้สนใจทั่วไปที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้

ทั้งหมดคืออีกหนึ่งตัวอย่างของการทำงานเพื่อการพัฒนาเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่บ้านหัวอ่างพัฒนา โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต 4 อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ปุ๋ยภายในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

ดินและปุ๋ย

สถานการณ์ปุ๋ยภายในประเทศ

1. ปุ๋ยเคมี

1.1 การผลิตปุ๋ยเคมี

1) การผลิตปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต การผลิตปุ๋ยเคมีในประเทศไทยมีไม่มาก ผลิตได้ประมาณ 580,000 ตัน เป็นปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงประกอบ และปุ๋ยเชิงผสม ตามลำดับ

2) การผลิตปุ๋ยแอมโมเนียมคลอไรด์

3) การผลิตปุ๋ยสำเร็จรูป Compound

สำหรับการผลิตปุ๋ยเคมี จากการนำเข้าแม่ปุ๋ย หรือปุ๋ยเชิงเดี่ยวมาผลิตผสมกับสารเติมเต็ม (Filer) จะมีบริษัทที่ผลิตเป็นปุ๋ย Compound ได้แก่ บริษัท ไทยเซ็นทรัลเคมี จำกัด (มหาชน) บริษัท เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด บริษัท มหาวงศ์ จำกัด

4) ส่วนการผลิตปุ๋ยเชิงผสมชนิดเม็ดไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ได้แก่ บริษัท ไอซีพี เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด บริษัท กลุ่มโรจน์กสิกิจน์ จำกัด บริษัท เวิลดเฟอท จำกัด บริษัท เทอราโกร เฟอร์ติไลเซอร์ จำกัด บริษัท มหาวงศ์ จำกัด และ บริษัทที่นำเข้าปุ๋ยเคมีเข้ามาบรรจุขายภายในประเทศ ได้แก่ บริษัท เจียไต๋ จำกัด บริษัท ยาราประเทศไทย จำกัด เป็นต้น

1.1.2 การขออนุญาตผลิต ปัจจุบัน มีผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า 908 ราย

1.1.3 การขออนุญาตนำเข้า ใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ยเคมี 360 ราย

1.1.4 การขออนุญาตส่งออก ใบอนุญาตส่งออกปุ๋ยเคมี 368 ราย

1.1.5 การตลาด

1) นำเข้า

– ปี 2557 มีปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมี 5,592,435 ตัน คิดเป็นมูลค่า 68,334 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 2.42 และลดลง ร้อยละ 6.75 ตามลำดับ โดยนำเข้าจากซาอุฯ (18.81%) รัสเซีย (13.26%) จีน (14.60%) กาตาร์ (6.87%) เกาหลีใต้ (6.42%) และอื่นๆ (40.05%)

– ปี 2558 มีปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมี ประมาณ 4.2 ล้านตันผลิตภัณฑ์เศษ

2) ส่งออก

– ปี 2557 มีปริมาณส่งออกปุ๋ยเคมี 337,498 ตัน มูลค่า 4,753 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 18.55 และ ร้อยละ 34.51 ตามลำดับ โดยคู่ค้าหลักเป็นกลุ่ม ASEAN (85.38%) ได้แก่ ลาว 85,578 ตัน (25.36%) กัมพูชา 80,862 ตัน (23.96%) พม่า 69,536 ตัน (20.60%) ฟิลิปปินส์ 13.452 ตัน (3.99%) เวียดนาม 6,324 ตัน (1.87%) อินโดนีเซีย 3,209 ตัน (0.95%) และ มาเลเซีย 646 ตัน (0.19%)

นอกจากนี้ ยังมีการค้าขายชายแดนที่มีการซื้อ-ขาย กันโดยไม่ผ่านศุลกากรอีกจำนวนมาก

3) ความต้องการใช้

– ปี 2558 คาดว่าความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีของไทยจะลดลงจากปี 2557 เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวลดลงจาก 76.83 ล้านไร่ (รวมนาปี นาปรัง) ในปี 2557 เหลือ 65.53 ล้านไร่ (รวมนาปี นาปรัง) ในปี 2558 จากปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ทำให้พื้นที่นาปรังลดลง และจากการที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ กำลังซื้อของเกษตรกรน้อยลง ส่งผลให้ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรลดลงตามไปด้วย ประกอบกับนโยบายรัฐบาลการโซนนิ่งการเกษตรเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชให้เหมาะสมกับดินและสภาพแวดล้อม อาจมีผลต่อการเลือกใช้สูตรปุ๋ยและปริมาณปุ๋ยเคมีที่เปลี่ยนไป

1.2 ปุ๋ยอินทรีย์

1.2.1 การผลิต ปัจจุบัน มีผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า 497 ราย

1.2.2 การตลาด

1) นำเข้า

– ปี 2557 มีปริมาณนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์ 14,924 ตัน คิดเป็นมูลค่า 258 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 81.49 และ ร้อยละ 81.25 ตามลำดับ โดยนำเข้าจากอังกฤษ (76.08%) เวียดนาม (16.48%) และ ลาว (3.42%)

2) ส่งออก

– ปี 2557 มีปริมาณส่งออกปุ๋ยอินทรีย์ 58,438 ตัน คิดเป็นมูลค่า 384 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 74.56 และ ร้อยละ 81.21 ตามลำดับ โดยคู่ค้าหลัก คือ ลาว 31,830 ตัน (54.47%) กัมพูชา 12,657 ตัน (21.66%) ญี่ปุ่น 4,992 ตัน (8.54%) และ มาเลเซีย 2,050 ตัน (3.51%) โดยคิดเป็นการส่งออกในกลุ่ม ASEAN ประมาณ ร้อยละ 63

3) ความต้องการใช้ แนวโน้มความต้องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการผลิตเติบโตตามกระแสความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ จากการประมาณการเบื้องต้น คาดว่า ความต้องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีประมาณ ปีละ 580,000 ตัน

– การนำเข้า-ส่งออกปุ๋ย

– สำหรับปุ๋ยชีวภาพ ปัจจุบัน มีผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อการค้า 13 ราย

2. สภาวะการแข่งขัน

2.1 ไทยสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้าใจในการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ทั้งการใช้แบบเชิงเดี่ยวและการใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง โดยให้เหมาะสมกับสภาพดินและชนิดของพืช และผลักดันการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชุมชนให้กระจายไปทุกชุมชนเกษตรกรรม เพื่อลด waste ในอุตสาหกรรมเกษตร ลดการใช้ปุ๋ยเคมี เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดต้นทุนการผลิต

2.2 ไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด (95%) ส่งผลให้ราคาปุ๋ยต้องเป็นไปตามราคาที่นำเข้า ในขณะที่การจำหน่ายปุ๋ยเคมีในประเทศยังถูกควบคุมราคาโดยกรมการค้าภายใน (คน.)

3. สถานการณ์ภายนอกประเทศ

3.1 IFA (international Fertilizer Industry Association) ได้คาดการณ์ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีโลก ในปี 2015/16 ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 186 ล้านตันธาตุอาหาร จาก 185 ล้านตันธาตุอาหาร ในปี 2014/15 หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1 เนื่องจากราคาปุ๋ยที่ลดลง โดยจะเพิ่มขึ้นในส่วนของไนโตรเจน จำนวน 112.9 ล้านตัน ฟอสฟอรัส จำนวน 41.8 ล้านตัน โพแทสเซียม จำนวน 31.8 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1, 1.1 และ 0.8 ต่อปี ประเทศที่มีแนวโน้มการใช้ปุ๋ยเพิ่มขึ้น ได้แก่ เอเชียตะวันตก เอเชียกลาง และยุโรปตะวันออก และคาดว่า ปี 2019/20 ความต้องการจะเพิ่มขึ้นถึง 200 ล้านตันธาตุอาหาร (ข้อมูล ณ วันที่ 25-27 พฤษภาคม 2558)

3.2 กระแสการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ และความตื่นตัวด้าน Food Security ทำให้มีการผลิตพืชเพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้แนวโน้มในการใช้ปุ๋ยของโลกเพิ่มตามขึ้นไปด้วย

4. ปัญหาอุปสรรค

4.1 การใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรไม่ถูกหลักวิชาการ

4.2 ปุ๋ยเคมีมีราคาแพง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ราคาปุ๋ยยังขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ และปริมาณที่ผลิตได้ของโลก

4.3 ด้านคุณภาพปุ๋ย ยังมีปัญหาในเรื่องปุ๋ยคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานปุ๋ยปลอมและปุ๋ยเสื่อมคุณภาพ

5. ข้อเสนอแนะ

5.1 ถ่ายทอดความรู้ในการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้แก่นักส่งเสริมทุกองค์กร และเกษตรกรผู้ใช้

5.2 ส่งเสริมให้มีโครงการสนับสนุนสินเชื่อในการจัดหาปุ๋ย หรือจัดหาปุ๋ยเคมีราคาถูกให้เกษตรกร ส่งเสริมเกษตรกรผสมปุ๋ยใช้เอง และสนับสนุนการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ ตามความเหมาะสมของดิน พืช และบริบทของพื้นที่นั้นๆ สนับสนุนให้มีการผลิตปุ๋ยโพแทส และปุ๋ยอื่นๆ ในประเทศ สำหรับการผลิตปุ๋ยโพแทส ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ รวมถึงจัดสรรผลประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเหมาะสม

5.3 ควรมีมาตรการป้องกันและปราบปรามผู้ผลิตปุ๋ยปลอม และปุ๋ยที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง และจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพได้มาตรฐานในราคาที่ถูกเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกร

ข้อมูลจากสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย

ปลาทูแม่กลอง ทำไมต้องปลา “โป๊ะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ปลาทูแม่กลอง ทำไมต้องปลา “โป๊ะ”

ฉบับที่แล้วพูดถึงสถานีรถไฟแม่กลอง อันเป็นแหล่งกำเนิดของตลาดร่มหุบที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจคนทั่วโลกซึ่งอยู่คู่กับตลาดแม่กลองของเมืองสมุทรสงคราม

คราวนี้ถึงเวลาเดินเที่ยวตลาดแม่กลองกันล่ะ

ของดีแห่งเมืองแม่กลองที่ใครๆ ก็รู้จักไปทั่ว ไม่มีอะไรเกินหน้า “ปลาทู” ไปได้อีกแล้ว เราจะไปตามรอยปลาทูที่ตลาดแม่กลองกัน

เอกลักษณ์ของ ปลาทูแม่กลอง ที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครคือ เป็นปลาทูเนื้อเยอะ แน่นแต่นุ่ม มัน ฟู หวานอร่อย ไม่เหมือนกับปลาทูที่ไหนเลย ถือว่าเป็นสุดยอดของปลาทูไทยซึ่งคนกินปลาทูรุ่นเก๋าต่างยกย่องให้ปลาทูแม่กลองเป็นราชาแห่งปลาทูที่สามารถนำไปทำอาหารได้สารพัดอย่าง

เหตุที่ปลาทูแม่กลองเป็นสุดยอดความอร่อยก็เพราะปลาทูเป็นปลาทะเลที่หากินและเจริญเติบโตในบริเวณน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง และมักอยู่รวมกันเป็นฝูงในน้ำลึกไม่เกิน 30 เมตร พบชุกชุมมากเป็นพิเศษในบริเวณที่มีปากแม่น้ำไหลลงสู่ทะเล เช่น บริเวณก้นอ่าวไทยซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุและแพลงตอนที่เป็นอาหารสำคัญของปลาทู

ชัยภูมิพื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดสมุทรสงครามนั้นถือว่าเหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยและหากินของปลาทูอย่างยิ่ง เนื่องด้วยมีแร่ธาตุและแหล่งอาหารมากมาย ทำให้ปลาทูในถิ่นแถบนี้มีรสชาติดีด้วยอาหารการกินอันสมบูรณ์

แต่อีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปลาทูของเมืองนี้มีรสอร่อยกว่าที่ไหนๆ ก็คือ กรรมวิธีในการจับปลาทูของคนแม่กลองที่เป็นไปแบบละมุนละม่อม ค่อยๆ ต้อน ค่อยๆ จับ ก่อนที่จะปล่อยให้ปลาค่อยๆ ตาย วิธีนี้จะทำให้เนื้อปลาทูคงความสด มัน เมื่อกินแล้วอร่อยยิ่งนัก

วิธีการจับปลาให้ตายโดยละม่อมแบบชาวประมงแม่กลองนั้นคือ การจับด้วย “โป๊ะ” ซึ่งเป็นเครื่องมือหาปลาพื้นบ้านภูมิปัญญาไทยที่ใช้กันมายาวนาน

โดยปกติแล้วเครื่องมือในการจับปลาทูของชาวประมงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีดังนี้

1. โป๊ะ เป็นเครื่องมือจับปลาทูแบบติดประจำที่ ประกอบจากไม้ไผ่หรือไม้เนื้อแข็งอื่นๆ โดยการปักเสาไม้เป็นรูปวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เมตร แล้วล้อมด้วยเผือกให้แน่นหนา บริเวณปากโป๊ะจะทำการปักปีก หันหน้ารับกระแสน้ำ ปีกมีทั้งหมด 5 ปีก ปีกกลางและปีกใหญ่เป็นปีกที่ยาวที่สุด บางโป๊ะอาจมีความยาวมากกว่า 500-1,000 เมตร

การจับด้วยโป๊ะจะทำในวันที่น้ำลงและน้ำขึ้นเต็มที่ โดยใช้อวนโป๊ะรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 20-300 เมตร ลึก 8-22 เมตร ที่มีทั้งตาห่างและตาถี่ หลังจากนั้น จะใช้เรือแล่นเข้าในโป๊ะแล้วสวมอวนด้านหนึ่งแล่นรอบโป๊ะและไล่อวนเก็บเพื่อจับปลา

2. อวนตังเก เป็นเครื่องมือจับปลาแบบเคลื่อนที่ประเภทอวนล้อม เริ่มมีใช้ในช่วงปี 2470-2480 โดยชาวประมงจีนและญี่ปุ่น นำเข้ามาจับปลาในประเทศไทย และเริ่มใช้แพร่หลายในชาวประมงไทยในช่วงต้นปี 2500 ถือเป็นเครื่องมือที่จับปลาทูได้ครั้งละจำนวนมาก

อวนตังเกมีลักษณะเป็นผืนอวน มีทั้งตาถี่ และตาห่าง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ 220-250 เมตร อวนลึก 10-50 เมตร ใช้เรือ 2 ลำ ในการลากอวน โดยไต้ก๋งจะเป็นผู้มองหาฝูงปลาทูและจะหยุดเรือเพื่อสังเกตทิศทางการว่ายน้ำของปลาทูที่แน่นอน ก่อนใช้เรือทั้ง 2 ลำ วิ่งลากอวนล้อมและกั้นทิศทางการว่ายของปลาแล้วจึงนำเรือมาบรรจบกันเป็นรูปวงกลม นำปลายอวนร้อยเข้ากับรอกและชักสายปิดปากอวนให้ปลาทูรวมกันที่ถุงอวน แล้วยกอวนขึ้นเรือ

3. อวนฉลอม หรือ อวนดำ เป็นเครื่องมือแบบเคลื่อนที่ประเภทอวนล้อม พบมากในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย นิยมเรียกว่า อวนฉลอม บางพื้นที่ เช่น สมุทรสงคราม เรียกว่า อวนดำ ถือเป็นอวนจับปลาที่มีลักษณะคล้ายกับอวนตังเกมากแต่มีขนาดเล็กกว่าเล็กน้อย และใช้เรือเพียงลำเดียวในการลากอวน อวนชนิดนี้สามารถใช้ได้ที่ความลึก 6-30 เมตร

การจับปลาทูด้วยอวนดำจะจับในคืนเดือนมืด ช่วงแรม 3 ค่ำ ถึงขึ้น 12 ค่ำ เพื่อให้สังเกตประกายของฝูงปลาในน้ำได้ง่าย โดยชาวประมงจะใช้แพไฟผูกติดกับอวนข้างหนึ่งไว้กับที่ แล้วใช้เรือแล่นทิ้งอวนล้อมรอบฝูงปลาก่อนชักเชือกปิดอวนให้ปลารวมกันที่ถุงอวนและยกขึ้นเรือ

4. อวนติด เป็นอวนจับปลาที่มีขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง มีความยาวประมาณ 120-200 เมตร กว้างประมาณ 20 เมตร ตาอวนที่ 4.7-5.2 เซนติเมตร ด้านบนมีทุ่นลอยติดให้อวนลอยน้ำ

การจับ ชาวประมงจะใช้เรือแจววิ่งหาฝูงปลา และวางแนวทุ่นอวนล้อมรอบฝูงปลาเพื่อกั้นทิศที่ปลาว่ายน้ำ ขณะล้อมอวนชาวประมงจะใช้ไม้กระทุ่มน้ำเพื่อให้ปลาวิ่งเข้าติดตาอวน ก่อนจะสาวอวนขึ้นเรือเพื่อปลดปลา

จะเห็นได้ว่าจากวิธีการจับปลาทั้งหมด โป๊ะปลาทูเป็นวิธีการจับแบบละมุนละม่อมที่สุด ไม่ทำให้เกิดความบอบช้ำกับตัวปลา เป็นการสร้างห้องไว้กลางทะเลแล้วล่อลวงปลาเข้ามาติดโป๊ะ โดยจะวางโป๊ะตามแนวน้ำขึ้น น้ำลง หันปีกโป๊ะให้สวนกระแสน้ำลงเพราะธรรมชาติของปลาจะว่ายน้ำเดินหน้าอย่างเดียวและจะว่ายทวนน้ำอยู่เสมอ

เล่ากันว่าสมัยก่อนมีโป๊ะอยู่ในแถบหน้าอ่าว ประมาณ 200-300 ลูก แต่ในสมัยนี้ปลาทูโป๊ะหากินยากขึ้นทุกวันเพราะการทำโป๊ะไม่คุ้มค่าการลงทุนเลย ต่างจากเรืออวนซึ่งจับปลาแต่ละครั้งได้ในปริมาณมากกว่าโป๊ะหลายเท่า ทำให้เหลือโป๊ะหน้าอ่าวแถวแม่กลองไม่เกิน 5 ลูก ทำให้ปลาโป๊ะมีปริมาณน้อยลงทุกขณะและอาจจะสูญหายไปในเวลาอันใกล้นี้

ว่ากันว่าถ้าโป๊ะชุดสุดท้ายหมดไปก็ยากที่จะหาใครมาทำใหม่อีก เนื่องจากการลงทุนทำโป๊ะแต่ละลูกมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 400,000-500,000 บาท เมื่อเทียบกับปริมาณการจับปลาทูแล้วถือว่าไม่คุ้มค่าเงินลงทุนแม้แต่น้อย สู้ออกจับปลาน้ำลึกโดยเรืออวนไม่ได้ โดยเฉพาะจับด้วย “อวนดำ” อย่างที่นิยมกันอยู่

(มีข่าวว่าเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 เรือประมงอวนดำชื่อเรือสาวทะเล ขนาด 40 ตันกรอส ในจังหวัดกระบี่ สามารถจับปลามงได้จำนวนมากเป็นประวัติการณ์เหมือนกับถูกหวยถึง 20 ตัน ภายในคืนเดียวจำหน่ายได้มากถึง 2.5 ล้านบาท)

เรืออวนแถวแม่กลองที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมี 2 แบบ คือ เรืออวนลอยหรืออวนล้อม กับเรืออวนดำหรืออวนเย็น (ในภาษาของชาวเรือ) ปลาที่ได้จากเรืออวน 2 แบบนี้ ไม่เหมือนกัน เรืออวนลอยหรืออวนล้อมนั้นเนื้อปลาคุณภาพจะต่ำกว่าเรืออวนดำ เพราะเรืออวนดำพอจับปลาได้จะน็อกปลาให้ตายทันทีในน้ำเย็นจัด คือน้ำผสมน้ำแข็งเป็นการรักษาคุณภาพของปลา แต่เรืออวนล้อมจะมีขนาดที่เล็กกว่าทำให้ไม่มีพื้นที่พอสำหรับห้องเย็น พอได้ปลามาก็ปล่อยไปตามสภาพนั้นจนกว่าจะถึงฝั่ง ทำให้คุณภาพความสดลดลงมาก แม้จะเป็นการจับแบบวันต่อวันก็ตาม

คนที่เชี่ยวชาญเรื่องปลาทูแนะนำว่าถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าปลาทูจากเรืออวนดำจะเป็นปลาเนื้อแน่นและยังมีเมือกของปลาติดอยู่ บริเวณสันหลังต้องเป็นสีเขียวเท่านั้น ไม่มีสีแดงเรื่อๆ ปรากฏ เพราะถ้ามีแสดงว่าปลานั้นไม่สด อาจมีการดองปลาไว้ก่อนแล้วตั้งแต่อยู่ในเรือ

เป็นที่ชัดเจนว่าปลาทูโป๊ะอร่อยกว่าปลาอวนแน่นอนเพราะการตั้งโป๊ะทำในเขตน้ำตื้นที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์นั้น ปลาทูที่เข้าไปติดในโป๊ะจะมีอาหารกินตลอดเพราะอยู่ไม่ห่างหากฝั่งมาก มีแพลงตอนอุดมสมบูรณ์กว่าในทะเลลึก ปลาทูเมื่อเข้าโป๊ะไปแล้วก็จะว่ายวนอยู่ในนั้น กินแพลงตอนเป็นอาหาร ใช้พลังงานน้อยจึงสะสมไขมันทำให้เนื้อปลานุ่มอร่อย ต่างจากปลาทูที่ได้จากเรืออวนลอย หรืออวนดำ อวนเขียว ซึ่งเป็นปลาน้ำลึก

ปลาทูโป๊ะเป็นการกู้จับปลาทุกวันบริเวณชายฝั่งหลังจากน้ำลงไปได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ไม่เกินครึ่งวันปลาที่ได้จากโป๊ะก็จะกลับมาสู่ฝั่งทันที เพราะฉะนั้น ความสดที่ได้จึงแตกต่างกับการจับปลาแบบอื่นอยู่มาก ทำให้มีการจำแนกคุณภาพของปลาทูแม่กลองออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ปลาทูโป๊ะ ปลาอวนดำ ปลาอวนลอย

และดังที่กล่าวมาจะเห็นว่าปลาทูโป๊ะมีความสดใหม่และบอบช้ำน้อยที่สุดถ้าเทียบกับการจับสัตว์ด้วยวิธีอื่น จึงถูกจัดอันดับความอร่อยให้อยู่ในระดับสุดยอด แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่าเป็นการยากที่ผู้บริโภคจะรู้ได้ว่าอันไหนคือปลาทูโป๊ะ อันไหนคือปลาอวน เพราะเมื่อมาถึงตลาด หน้าตาปลาทูที่นึ่งแล้วก็จะมีหน้าตาเหมือนๆ กันไปหมด

แต่เนื่องจากความนิยมปลาโป๊ะมีสูงด้วยความเชื่อว่าเป็นปลาตัวเล็กก็จริงแต่เนื้อมันกว่าการจับแบบอื่นทำให้มีราคาสูงกว่าปลาอวน ดังนั้น คนขายปลาทูที่เห็นแก่ได้มักจะห้อยท้ายคำว่า “โป๊ะ” เติมเข้าไปเสมอ แม้จะไม่ใช่ปลาทูโป๊ะของจริงก็ตาม เพราะเดี๋ยวนี้ปลาอวนดำก็รักษาคุณภาพความสดใหม่ได้ไม่แพ้ปลาโป๊ะแล้ว

ดังนั้น ถ้าเราซื้อปลาทูโป๊ะโดยไม่รู้แหล่งที่มาหรือรู้จักคนค้าขายที่ซื่อสัตย์จริงใจไว้ใจกันได้ เราก็จะไม่มีทางรู้เลยว่าอันไหนคือปลาทูโป๊ะของแท้หรือของปลอม เว้นแต่คนที่เป็นเซียนปลาทู เคยกินปลาทูโป๊ะจนคุ้นลิ้นในรสชาติมาอย่างช่ำชองแล้วเท่านั้น

ลักษณะภายนอกของปลาทูโป๊ะที่พอจะสังเกตได้ก็คือ มีขนาดเล็กกว่าปลาทูทั่วไปมากเพราะเป็นปลาหน้าอ่าว น้ำตื้น ปลาจะตัวสั้นหนังบาง หางเหลือง ตัวนิ่ม แต่รสชาติสุดยอด

จนมีคำพูดที่แสดงถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของปลาทูโป๊ะแม่กลองว่า

“ตัวสั้น หน้างอ คอหัก เนื้อนุ่ม หนังบาง หางเหลือง”

ถ้าซื้อปลาทูมาแล้วไม่มีลักษณะดังกล่าวแต่ถูกอ้างว่าเป็นปลาทูแม่กลองล่ะก็ ขอให้เชื่อไว้ก่อนเลยว่าถูกหลอก

แต่ถ้าไปถึงตลาดแม่กลองแล้วต้องการให้แน่ใจว่าได้ปลาทูโป๊ะแสนอร่อยมากินแน่นอนก็ต้องไปที่แผงขายปลาทูของ “เจ้จุก” ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องขายปลาทูโป๊ะมายาวนานจนโด่งดังมาถึงพระนครและเป็นที่ยอมรับไปทั่ว

แผงขายปลาทูของเจ้จุกอยู่ตรงกลางตลาดแม่กลองเลย ถ้าไปไม่ถูกก็ถามคนแถวนั้นดู รับรองไม่มีหลง ปลาทูโป๊ะของเจ้จุกจะหมดเร็วมากนะคะ ถ้าไปถึงตลาดตอนบ่ายหน่อยก็จะไม่เหลือแล้ว และเจ้จุกแกจะอยู่เฝ้าแผงด้วยตัวเองทุกวัน เว้นแต่มีธุระปะปังจริงๆ จึงทิ้งแผงไว้กับลูกจ้าง

เจ้จุกจะคอยบอกลูกค้าทุกคนด้วยความซื่อตรงว่าปลาทูชุดไหนที่เป็นปลาทูโป๊ะ ชุดไหนเป็นปลาอวน ซึ่งบางทีอาจมีราคาเท่ากันเลยแหละ แต่จำนวนตัวปลาอาจลดหลั่นกันลงไปตามขนาดและคุณภาพ โดยจะจัดใส่กล่องไว้เลย กล่องละ 100 บาท

ใครที่ไปถึงแผงขายปลาทูของเจ้จุก ได้เห็นหน้าตาของปลาทูโป๊ะและซื้อกลับมากินที่บ้านมักจะจดจำลักษณะปลาทูแม่กลองได้อย่างขึ้นใจ โดยเฉพาะในเรื่อง “รสชาติ” ที่อร่อยกว่าปลาทูทั้งหลายทั้งปวงที่เคยกินมาในชีวิตนี้

ปลาทู หน้างอ คอหัก จะอร่อยที่สุดในหน้าหนาว ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งเป็นเวลาที่ปลาทูกำลังเจริญเติบโตเต็มที่สมบูรณ์ เมืองแม่กลองจึงมีเทศกาลกินปลาทูกันเป็นประจำปีทุกต้นเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เนื้อปลาทูจะอร่อย หวาน มัน นุ่มนวลกว่าช่วงอื่นๆ ของปี

เทคนิค การผลิตมะนาวนอกฤดูในกระถาง ทำได้ไม่ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

หมอเกษตรทองกวาว

เทคนิค การผลิตมะนาวนอกฤดูในกระถาง ทำได้ไม่ยาก

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสนใจปลูกมะนาวในกระถางไว้บริโภค และเพื่อใช้เป็นไม้ประดับ มีเพื่อนๆ บอกว่าทำได้ ผมอยากทราบวิธีทำให้ออกผลนอกฤดูอีกด้วย จึงขอรบกวนคุณหมอเกษตรกรุณาแนะนำวิธีปลูกมะนาวดังกล่าว ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผมเอง และผู้อ่านอยู่ทางบ้านนำไปปฏิบัติได้ ผมถือโอกาสขอบคุณคุณหมอเกษตร มาในโอกาสนี้

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

วิทยา สุขอนันต์ผล

เลขที่ 132/35 ถนนบางขุนนนท์ ตลิ่งชัน แขวงชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

ตอบ คุณวิทยา สุขอนันต์ผล

มักมีคำถามเสมอว่า ทำไม ต้องปลูกมะนาวในกระถาง คำตอบคือ ในชุมชนเมืองมักไม่มีที่พอที่จะปลูกลงดินได้ เริ่มจากเลือกกระถางเคลือบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 15-18 นิ้ว ทำความสะอาดทั้งด้านนอกและด้านใน เตรียมดินปลูกที่มีส่วนผสมของดินร่วนสะอาด กับ กาบมะพร้าวสับขนาดเล็ก อัตรา 3 : 1 และเติมปุ๋ยคอกเก่าเล็กน้อย คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดก้นกระถางด้วยเศษอิฐหัก หรือกระถางแตก ป้องกันไม่ให้ดินไหลออกจากกระถาง ใส่ดินผสมลงเกือบเต็มกระถาง นำกิ่งพันธุ์มะนาวที่แข็งแรง สมบูรณ์ ไม่แตกกิ่งก้านมาก ถ้าเป็นกิ่งเดี่ยวยิ่งดี ฉีกถุงเพาะชำออก ระวังอย่าให้รากฉีกขาด ปลูกลงกลางกระถาง กลบดินปลูกพอแน่น แล้วผูกกิ่งมะนาวกับหลักไม้ ป้องกันต้นล้ม หรือลมพัดโยก รดน้ำพอชื้น อย่าให้แฉะ พันธุ์ที่ปลูกในกระถางได้ดี มี พันธุ์พิจิตร 1 แต่นิยมเรียกว่า แป้นพิจิตร จุดเด่นของพันธุ์พิจิตร 1 คือ ทนโรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลากได้ดีเยี่ยม มีระบบรากแข็งแรง ให้ผลดก ขยายพันธุ์ง่าย ที่สำคัญบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่ายกว่าพันธุ์อื่นๆ ส่วนข้อด้อย มีเมล็ดมาก และต้องเก็บเกี่ยวที่อายุ 6 เดือน หลังออกดอก หากเก็บเร็วกว่า 6 เดือน เปลือกจะหนา และให้น้ำน้อย

การให้ปุ๋ย ระยะแรกให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ปาดเรียบ ต่อกระถาง เดือนละ 1 ครั้ง พร้อมรดน้ำตาม ครบ 6 เดือน ใส่ปุ๋ยสูตรเดิม อัตราเดียวกัน เพิ่มเป็น 2 ครั้ง ต่อเดือน ควรตระหนักเสมอว่า ให้ทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเป็นการดี

การให้น้ำ ให้วันละ 1 ครั้ง ในเวลาเช้าก็พอ ยกเว้นในช่วงอากาศร้อนจัด ต้องให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ยิ่งในเดือนเมษายนต้องพรางแสงให้ ถ้าปลูกน้อยกระถาง เย็บกระดาษหนังสือพิมพ์ต่อกัน 2 แผ่น คลุมทั้งต้นป้องกันใบไหม้ แล้วใช้แม็กซ์เย็บติดกับใบหรือกิ่งจนกว่าอากาศร้อนจะลดความรุนแรงลงแล้วจึงเก็บกระดาษออก เมื่อผลิใบอ่อนตั้งแต่วันแรกให้ป้องกันแมลงศัตรูด้วยน้ำยาฉุน โดยใช้ยาเส้น หาซื้อได้ตามร้านขายของชำทั่วไป ครึ่งซอง แช่ในน้ำสะอาด 1 ลิตร ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง แล้วคั้นและกรองเอาเฉพาะน้ำสีชาใส่ลงในฟ็อกกี้ เติมเหล้าขาวอีก 2 ฝาแม่โขง เขย่าให้เข้ากัน นำไปฉีดพ่นให้ทั่ว ใช้ควบคุมแมลงได้ทุกชนิด ทำได้ง่าย ราคาประหยัดและปลอดภัย

เมื่อต้นมะนาวมีอายุครบ 1 ปี ต้นเติบโตสูงขึ้น 120-150 เซนติเมตร และแตกกิ่งก้านออกด้านข้าง ระยะนี้ถ้าออกดอกต้องเด็ดทิ้ง เพื่อไม่ให้ติดผล แล้วแต่งทรงพุ่มให้สมดุลและสวยงาม หากเสียดายให้ตอนกิ่งออก นำไปใช้ขยายพันธุ์ หรือมอบเป็นของฝากให้เพื่อนบ้านยังไหว ดูแลอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีอายุ 1 ปี 8 เดือน ถึง 2 ปี บังคับให้ออกดอกด้วยวิธีงดการให้น้ำ จนใบม้วนกรอบใกล้ตาย ใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น และต้องคลุมปากกระถางด้วยพลาสติกใส ป้องกันน้ำฝนรั่วซึมลงไปในดินปลูก ครบกำหนดเปิดพลาสติกออก หว่านปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อกระถางเท่าเดิม โรยให้ทั่ว แล้วรดน้ำตามทันทีภายใน 1-2 สัปดาห์ ต้นมะนาวจะออกดอกสะพรั่งให้เห็น ในกรณีปลูกพันธุ์พิจิตร 1 ต้องบับคับให้ออกดอกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เพื่อให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนเมษายน ซึ่งในช่วงนั้นมะนาวจะมีราคาแพงมาก ระหว่างมะนาวติดผล อย่าให้ขาดน้ำ ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ อัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ปาดเรียบ ต่อกระถาง เดือนละ 2 ครั้ง เพื่อบำรุงผลให้สมบูรณ์ หากใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 จะยิ่งดี

หมั่นควบคุมแมลงศัตรูตามคำแนะนำข้างต้น คุณจะได้มะนาวนอกฤดูที่ปลูกในกระถางตามต้องการ ขอให้ใช้ความพยายามครับ สูตรนี้ผมลองถูกลองผิดมาเป็นเวลาถึง 7 ปี จึงได้ข้อมูลมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ หากสงสัยประการใด เขียนจดหมายสอบถามมาได้ตลอดเวลา ยินดีให้คำตอบเสมอครับ

เลี้ยงแค็กตัสแล้วเน่าตาย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมซื้อแค็กตัสต้นเล็กๆ สวยๆ น่ารัก มาจากร้านขายต้นไม้ ที่ใส่กระถางรูปทรง มีทั้งสี่เหลี่ยม และวงกลม ระยะแรกที่ซื้อมาก็ปกติดี ผมหมั่นรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ อยู่ดีๆ ก็เกิดอาการเน่าตาย และตายไปแล้วหลายต้น เสียดายมาก ดังนั้น ผมควรจะแก้ไขอย่างไร และทำอย่างไรต้นแค็กตัสที่เหลือจะดูดีเป็นปกติ มีวิธีการอย่างไร ขอคำแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

สุรชัย วงศ์อนันต์ตระกูล

เลขที่ 62/23 ถนนประชาชื่น ซอยประชาชื่น 34 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ 10800

ตอบ คุณสุรชัย วงศ์อนันต์ตระกูล

แค็กตัส ที่นิยมปลูกกันอยู่ทุกวันนี้มีหลากหลายสายพันธุ์ บ้างมีรูปทรงกลม มีกลีบซ้อน หรือกลมเกลี้ยง บ้างก็มีสีด่าง หรือสีสดใส บ้างก็มีขนอ่อนคล้ายขนนก หรือบางสายพันธุ์มีใบเรียงซ้อนสลับกันคล้ายกระทง มีให้เลือกซื้อหามาเลี้ยงดูกันได้ตามประสาของคนรักต้นไม้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเลี้ยงแค็กตัสได้งาม ดิน หรือวัสดุปลูก เป็นพื้นฐานสำคัญ ส่วนผสมง่ายๆ ที่มือสมัครเล่นใช้กันอยู่ ดินร่วนสะอาดบดและร่อน ถ่านไม้ใหม่ๆ ทับ บดให้เล็กพอดี ขุยมะพร้าว และปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 3 : 1 : 1 ส่วนผสมนี้มีประโยชน์ช่วยให้วัสดุปลูกโปร่ง ระบายน้ำได้ดี และมีธาตุอาหารบ้างพอประมาณ สำหรับมืออาชีพแล้วอาจเพิ่มเติมด้วยกระดูกป่น โดโลไมต์ และหินภูเขาไฟ แต่สำหรับมือสมัครเล่น ใช้สูตรที่ผมแนะนำให้ก็พอแล้วครับ แต่อย่าลืมปิดทับหน้าวัสดุปลูกด้วยหินเกล็ด เพิ่มความสวยงามขึ้นอีก กระถางสำหรับเลี้ยง เลือกตามความเหมาะสมของขนาดต้นแค็กตัส จะเหลี่ยม จะกลม ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจ ปัจจุบัน นิยมกระถางพลาสติกมากกว่า หากต้องการจัดสวนหย่อมสวยๆ ก็มีกระบะไม้ให้เลือก

การให้น้ำ วิธีรดน้ำควรใช้ฝักบัวรด ให้น้ำจนเห็นว่าน้ำไหลหยดลงมาจากก้นกระถางให้หยุดทันที แล้วเว้นไปจนวัสดุปลูกแห้ง โดยใช้ไม้เสียบลูกชิ้นปิ้งแทงลงในกระถาง เมื่อดึงไม้ขึ้นมาพบว่ามีวัสดุปลูกเปียกชื้นติดขึ้นมาด้วย ก็ยังไม่ต้องรดน้ำ รอจนแห้งสนิทดี การรดน้ำทุกวันทำให้ต้นแค็กตัสเน่าตาย ปลูกเลี้ยงแค็กตัส ต้องหัดเป็นคนขี้เกียจบ้างครับ โดยเฉพาะในฤดูหนาวเป็นระยะพักตัว งดน้ำได้หลายวัน

แสงแดด แค็กตัส เราคุ้นกันว่าเป็นพืชทะเลทราย แต่ความจริงแค็กตัสประดับ ต้องการแสงเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ต้องพรางแสงด้วยซาแรนสีดำ หากได้รับแสงมากเกินไปจะทำให้ผิวแค็กตัสไหม้ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือกระดำกระด่าง ไม่สวยงาม

ปุ๋ย ถ้าต้องการให้ต้นสมบูรณ์ ใส่ปุ๋ยละลายช้า หรือ ออสโมโค้ท สูตรเสมอ ขนาดกระถาง 2 นิ้วครึ่ง ใส่เพียง 4-5 เม็ด เดือนละ 1 ครั้ง ก็พอ

โรคแมลงศัตรูสำคัญ มีโรคราสนิม ทำให้ผิวเป็นสีสนิม ไม่สวยงาม ป้องกันไว้ดีกว่า ต้องเลือกซื้อจากแหล่งที่ไม่มีโรคนี้ระบาด เพลี้ยแป้ง ชอบดูดน้ำเลี้ยงทำให้ต้นทรุดโทรมและไม่สวยงาม เป็นแมลงมีขนฟู สีขาวคล้ายแป้งปกคลุมทั้งตัว เข้าอาศัยและดูดกินน้ำเลี้ยงตามซอกของต้นแค็กตัส ป้องกันไว้ก่อนเป็นการดี ด้วยวิธีหล่อขาโต๊ะด้วยน้ำ เหมือนหล่อขาตู้กับข้าวสมัยก่อน เพื่อไม่ให้มดคาบเพลี้ยแป้งมายังต้นแค็กตัส เนื่องจากมดกับเพลี้ยแป้งต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน มดขนย้ายเพลี้ยขับของเหลวออกมาเป็นอาหารอันโอชะของมด

หมั่นเอาใจใส่ดูแลต้นแค็กตัสอย่างสม่ำเสมอ หากวัสดุปลูกหมดสภาพแล้วให้เปลี่ยนใหม่ คุณจะได้แค็กตัสที่สมบูรณ์กลับมาเหมือนเดิม

ผลงานวิจัยของหมอเกษตร ทองกวาว หรืออาจารย์ประเวศ แสงเพ็ชร อดีตนักวิชาการ ของกรมวิชาการเกษตร

ความสมบูรณ์ของมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 ปลูกในกระถาง หมอเกษตรใช้เวลาวิจัยอยู่ 7 ปี

แม้ปลูกในกระถาง เส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 15 นิ้ว ติดผลดก แถมถูกบังคับให้เก็บผลได้ในเดือนเมษายน

ผลมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 อายุ 3 เดือน หลังออกดอก เปลือกยังหนา น้ำยังน้อย ต้องเก็บอายุ 6 เดือน จะได้ผลดี

มะนาวปลูกในกระถาง อายุ 5 ปี รากอัดแน่น ฟื้นฟูไม่ได้ ต้องปลูกใหม่ทดแทน

สีแดง คือยิมโน คาไลเซียม หรือ ยิมโนด่าง กราฟต์ หรือต่อยอดบนต้นตอแก้วมังกร หรือโบตั๋น

แค็กตัสอีกสายพันธุ์หนึ่งเป็นที่นิยมปลูกกันในปัจจุบัน

ความหลากหลายสไตล์ของแค็กตัสที่ตลาดโต๋หนาน เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

รับมือโรคสัตว์เลี้ยงในฤดูร้อน ป้องกันดีกว่าแก้ปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

รับมือโรคสัตว์เลี้ยงในฤดูร้อน ป้องกันดีกว่าแก้ปัญหา

อุณหภูมิฤดูร้อน เหยียบๆ เฉียดๆ ไปแตะ 40-42 องศาเซลเซียส เกือบทุกวัน ความระอุของไอแดด ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้รับผลกระทบ หากเป็นมนุษย์ก็ต้องหาวิธีดับร้อน ไม่อย่างนั้นจะตามมาซึ่งอาการของโรคต่างๆ ที่มากับฤดูร้อน เช่น ผด ผื่น คัน เชื้อรา แต่ถ้าเป็นสัตว์เลี้ยง เขาคงหาวิธีดับร้อนเองไม่ได้ เจ้าของสินะที่ต้องจัดการ เพราะปล่อยไว้คงไม่ใช่เรื่องดี

เรื่องของสุขอนามัยทั่วไป เช่น การแปรงฟัน ตัดเล็บ อาบน้ำ แปรงขน ก็เป็นการดูแลสุขอนามัยทั่วไปที่ควรหมั่นทำเป็นประจำ และเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง การพาสัตว์เลี้ยงไปรับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ตามช่วงอายุที่เหมาะสม ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ เช่น วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หรือการถ่ายพยาธิ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้เช่นกัน

แต่สำหรับฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวเหลือประมาณ การดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ต่างไปจากปกติ แค่หมั่นใส่ใจดูแลให้มากขึ้นในบางเรื่อง เช่น

การให้อาหาร ควรให้ในปริมาณไม่มาก เพื่อให้สัตว์เลี้ยงกินหมดในระยะเวลาไม่นาน และเพิ่มให้ได้หากสัตว์เลี้ยงกินไม่อิ่ม แต่ถ้าให้ในปริมาณมาก อาหารที่เหลืออาจเกิดการเน่าเสีย เป็นที่มาของเชื้อโรค

การให้น้ำ ในฤดูร้อนการระเหยของน้ำมีสูง ควรหมั่นเติมน้ำในภาชนะใส่น้ำของสัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงขาดน้ำ เพราะพฤติกรรมการกินน้ำในฤดูร้อนจะมากกว่าปกติ 2-3 เท่า

การตัดแต่งขน หากสัตว์เลี้ยงมีขนยาว ควรตัดแต่งขนให้สั้นลง แต่ไม่ควรตัดเกรียน เพราะจะทำให้แสงแดดเข้าถึงตัวสัตว์เลี้ยงได้ง่าย การตัดแต่งขนเป็นการช่วยลดความร้อนในร่างกาย ที่อยู่อาศัยของสัตว์เลี้ยงควรตั้งอยู่ในที่ที่ระบายอากาศได้ดี มีลมพัดผ่าน หากอุณหภูมิทั่วไปสูงเกิน 37 องศาเซลเซียส ควรเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ เพื่อช่วยปรับอุณหภูมิร่างกายให้กับสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ในบ้านหรือรถยนต์ที่ไม่มีการระบายอากาศอย่างเพียงพอ

การทำกิจกรรม ควรลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมของสัตว์ลง โดยเฉพาะกิจกรรมในที่โล่งแจ้ง มีแสงแดด ควรทำกิจกรรมในที่ร่ม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ควรให้สัตว์เลี้ยงพักระหว่างทำกิจกรรมบ่อยๆ

สำหรับโรคที่พบบ่อยที่สุดในสัตว์เลี้ยง 3 อันดับแรก ได้แก่ โรคลมแดด หรือฮีทสโตรก โรคพิษสุนัขบ้า และโรคท้องเสีย

1. โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก พบได้มากที่สุดเมื่อสภาพอากาศร้อนในฤดูร้อน สาเหตุเกิดจากการที่สัตว์เลี้ยงระบายความร้อนออกจากร่างกายไม่ทัน อาการเริ่มแรก ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นฉับพลัน ไม่มีแรง อาจหมดสติกะทันหัน การช่วยเหลือทำโดยใช้ผ้าชุบน้ำห่อตัวสัตว์เลี้ยงไว้ หรือใช้น้ำอุณหภูมิปกติราด ใช้พัดลมเป่า ไม่ควรใช้น้ำแข็ง เพราะเส้นเลือดตามผิวหนังจะหดตัว ทำให้การพาความร้อนออกจากร่างกายสัตว์ทำได้ไม่ดี จากนั้นนำสัตว์เลี้ยงส่งสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันระบบภายในล้มเหลวหากอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่แน่ใจว่าสัตว์เลี้ยงเป็นโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกหรือไม่ ให้วัดอุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลี้ยง หากเกิน 102 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 38 องศาเซลเซียส หน้าแดง หายใจติดขัด ตัวร้อนอย่างรุนแรง ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม หรืออาจมีเลือดปน ต้องนำตัวสัตว์เลี้ยงส่งสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด

การป้องกันโรคลมแดด ทำได้โดยการไม่ให้สุนัขอยู่ในสถานที่ไม่มีอากาศถ่ายเท ระบายความร้อนไม่ได้ เช่น ภายในรถ ภายในห้องที่ไม่ได้เปิดหน้าต่าง ไม่มีพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ นอกจากสภาวะแวดล้อมที่ควรระวังแล้ว ควรหมั่นให้สัตว์เลี้ยงออกกำลังกาย ป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงอ้วนเกินไป เพราะน้ำหนักที่มากขึ้นจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคลมแดดหรือฮีทสโตรกมากขึ้น เนื่องจากการระบายความร้อนจากหลอดลมจะทำได้ไม่ดี เมื่อการระบายความร้อนทำได้ไม่ดี จะส่งผลให้เกิดอาการหอบและเป็นโรคลมแดด หรือฮีทสโตรกได้ง่าย

2. โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ โรคนี้เกิดขึ้นได้บ่อย ไม่เฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น เพราะโรคดังกล่าวเป็นโรคที่ติดเชื้อจากไวรัสเรบีส์ (Rabies) แต่ที่พบว่าสัตว์เลี้ยงป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้ามากในฤดูร้อน เพราะอุณหภูมิในฤดูร้อนเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของไวรัสดังกล่าว และติดต่อผ่านกันทางสารคัดหลั่งได้ง่าย เช่น เลือด น้ำลาย และพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด เช่น กระต่าย แมว หนู ค้างคาว เป็นต้น

การป้องกัน ทำโดยนำไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่สัตว์เลี้ยงมีอายุ 3 เดือน และรับวัคซีนเป็นประจำทุกปี เนื่องจากปัจจุบันโรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียารักษา

3. โรคท้องเสีย มักเกิดขึ้นบ่อยในฤดูร้อน สาเหตุหลักจากการกินอาหารที่ไม่สะอาด เมื่ออาหารเหลือจากการกิน แบคทีเรียในอาหารเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อน อาหารจะบูดเน่าได้ง่าย เมื่อสัตว์เลี้ยงกินเข้าไปอาจทำให้ท้องเสีย ถ่ายเหลวตลอดเวลา ในบางตัวมีอาการอาเจียนร่วมด้วย และอาจถึงขั้นช็อกเสียชีวิตจากการเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกายในปริมาณมาก

เมื่อโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก เป็นโรคที่พบได้มากเป็นอันดับหนึ่ง และถูกพูดถึงมากที่สุดในสุนัข ซึ่งสุนัขก็ยังมีสุนัขอีกหลายสายพันธุ์ และสายพันธุ์ที่อยู่ในกลุ่มปัจจัยเสี่ยงสูงต่อการป่วยเป็นโรคลมแดด คือ กลุ่มที่มีขนหน้าและหน้าสั้น ได้แก่ ปั๊ก บูลด๊อก พิทบูล รวมถึงแมวขนยาว เช่น แมวเปอร์เซีย เนื่องจากสุนัขและแมวกลุ่มนี้จะมีโพรงจมูกสั้น เพดานอ่อนยาว ทำให้การหายใจลำบาก เมื่อเจอสภาพอากาศร้อนจะมีโอกาสเป็นโรคลมแดด หรือฮีทสโตรกมากกว่าสายพันธุ์อื่น

การดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ให้เกิดโรคที่มากับฤดูร้อน ควรทำอย่างใส่ใจ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับสัตว์เลี้ยงที่รัก เพราะหากปล่อยให้เกิดขึ้น ความสูญเสียที่คนรักสัตว์ทำใจไม่ได้ต้องตามมาอย่างแน่นอน ฉะนั้น ควรป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นจะดีที่สุด

รวมพลังคนรักสัตว์ ช่วยสุนัขและแมวด้อยโอกาส

Help for life 2016 ปี 9 หวังสร้างจิตสำนึกและรับผิดชอบสัตว์เลี้ยง

ชิสุเลิฟเวอร์ (ShihTzu Lover) จับมือคนรักชิวาวา และกลุ่มแม่บ้านบูลด๊อก จัดกิจกรรมรวมพลังคนรักสัตว์ ช่วยสุนัขและแมวด้อยโอกาส ?ShihTzu Lover & Friends Help for life 2016? ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 นำสมาชิกกว่า 40 คน พร้อมทั้งทีมสัตวแพทย์จิตอาสา ไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าและวัคซีนรวมให้กับสุนัขด้อยโอกาส 300 กว่าตัว ของบ้านรับเลี้ยงสุนัขและแมวป้าเล็กและป้าแต๋ว จังหวัดชลบุรี หวังสร้างจิตสำนึกให้เจ้าของสุนัขและแมวมีความรับผิดชอบคุมกำเนิดสัตว์เลี้ยง ดูแลรักษาและไม่ทอดทิ้งพวกเขา เมื่อคิดจะนำเขามาเลี้ยงต้องมีความรับผิดชอบและใส่ใจดูแล

คุณปรัชญา สายาจักร หัวหน้ากลุ่มชิสุเลิฟเวอร์ (ShihTzu Lover) กล่าวว่า การเกิดขึ้นของกลุ่มคนรักชิสุ มีจุดเริ่มต้นจากเมื่อ 7 ปีที่แล้ว โดยได้สุนัขพันธุ์ชิสุมาเลี้ยงและค้นคว้าข้อมูลการเลี้ยงเพื่อจะได้ดูแลเขาให้ดีที่สุด เมื่อได้ข้อมูลมาก็อยากจะแบ่งปันให้กับคนที่เลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ด้วย ก็เลยจัดทำเว็บบอร์ดที่ให้สาระความรู้เกี่ยวกับสุนัขพันธุ์ชิสุ ซึ่งก็มีคนให้ความสนใจและเข้ามาเป็นสมาชิกมากขึ้นเรื่อยๆ จากแค่การสื่อสารกันผ่านคอมพิวเตอร์ก็เริ่มมีการนัดพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน จนนำมาซึ่งความคิดที่จะบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคมโดยการช่วยสุนัข และการช่วยสุนัขด้อยโอกาสนี้ได้เกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ในปีแรกได้ไปช่วยสุนัขที่สถานสงเคราะห์เกาะสุนัข จังหวัดนครปฐม ปีที่ 2 ไปที่ภูตาหลวง จังหวัดชลบุรี ปีที่ 3 ไปที่ศูนย์รักษ์สุนัข หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปีที่ 4 ไปที่บ้านตวงรัตน์ จังหวัดปราจีนบุรี ปีที่ 5 เว้นไป 1 ปี เนื่องจากน้ำท่วมหลายพื้นที่ของประเทศไทย ปีที่ 6 ไปที่บ้านป้าน้อย จังหวัดนครราชสีมา ปีที่ 7 นี้ ไปบ้านตวงรัตน์ จังหวัดปราจีนบุรี อีกครั้ง ปีที่ 8 ไปบ้านป้ารัตนา จังหวัดนครราชสีมา และในปีที่ 9 นี้ ไปบ้านป้าเล็กและป้าแต๋ว จังหวัดชลบุรี

กิจกรรมเพื่อช่วยสุนัขที่จัดขึ้นทุกปี ประกอบด้วย การเข้าไปช่วยดูแลเรื่องความสะอาด อาบน้ำสุนัข ฉีดวัคซีนรวม วัคซีนพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันเห็บหมัด รวมถึงนำอาหาร อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่ได้จากการบริจาคของผู้มีอุปการคุณต่างๆ อาทิ Hill”s Jerhigh Zoetis Merial GreenPet Thonglor Pet Hospital Pet Select John Paul Ginger Bread House OMG Slamm FIX ULTIMATE และ O-Phol House ไปมอบให้กับสถานสงเคราะห์บ้านรับเลี้ยงสัตว์

บ้านรับเลี้ยงสุนัขและแมวของ คุณสุณีย์ สุขขาวโต (ป้าเล็ก) และ คุณวานิชย์ สุดโต (ป้าแต๋ว) รับเลี้ยงสุนัขและแมวจรจัด บนที่ดินของน้าสาวจำนวน 7 ไร่ แบ่งออกเป็นพื้นที่เลี้ยงสุนัข 300 กว่าตัว และแมว 200 กว่าตัว ซึ่งในครั้งนี้กลุ่ม ShihTzu Lover และเพื่อน นำอาหารสุนัขและแมวไปบริจาคจำนวน 4,000 กิโลกรัม เวชภัณฑ์ เงินสด รวมทั้งโครงการประมาณ 150,000 บาท

คุณวธิดา ชนะชัยโสภณ เจ้าของธุรกิจ ตัวแทนกลุ่มชิสุเลิฟเวอร์ กล่าวว่า กิจกรรมจิตอาสาเพื่อช่วยสุนัขด้อยโอกาสที่กลุ่มเราทำต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกปี จนปีนี้เป็นปีที่ 9 แล้ว เกิดจากความรักสุนัขของสมาชิก ทำให้เกิดจิตศรัทธาในการชวนครอบครัวและเพื่อนๆ มาร่วมกันบริจาคทั้งทุนทรัพย์และพลังกายในการมาช่วยทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ ทำความสะอาด อาบน้ำ ให้อาหาร และทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสัตวแพทย์ในการจับสุนัขหลายร้อยตัวมาฉีดวัคซีน ซึ่งกิจกรรมสุดท้ายนี้เป็นงานที่ต้องเสี่ยงต่อการโดนสุนัขกัด และต้องสมบุกสมบันอุ้มสุนัขมาให้สัตวแพทยฉีดวัคซีน และอีกหนึ่งกำลังสำคัญของกิจกรรมในครั้งนี้ก็คือ สัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ที่ร่วมเป็นจิตอาสาฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าและวัคซีนรวมให้กับสุนัขด้อยโอกาส ถึงแม้จะฉีดไม่ได้ครบทั้ง 300 ตัว แต่ก็บรรลุภารกิจในการฉีดวัคซีนให้กับสุนัขกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุตั้งแต่ 2-7 ปี

เลี้ยงสุกรหน้าแล้ง ต้องระวังอะไรบ้าง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เทคโนโลยีปศุสัตว์

เลี้ยงสุกรหน้าแล้ง ต้องระวังอะไรบ้าง?

จากที่ในขณะนี้สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อนและพบว่าหลายจังหวัดเริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง และมีแนวโน้มจะรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งปัญหานี้จะทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรประสบปัญหาขาดแคลนน้ำและอาหารที่จะใช้เลี้ยงสุกร อันจะส่งผลต่อสุขภาพสุกรโดยตรง

ทั้งนี้ นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้สุกรมีสุขภาพอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคและเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งโรคที่สำคัญ เช่น โรค PRRS โรคอหิวาต์สุกร โรคปากและเท้าเปื่อยในสุกร

ทั้งนี้ โรค PRRS สุกรจะแสดงอาการ เช่น เบื่ออาหาร หายใจลำบาก มีผื่นแดงตามผิวหนังโดยเฉพาะใบหู พบการแท้งในแม่สุกร ส่วนโรคอหิวาต์สุกรจะพบว่าสุกรจะแสดงอาการไข้ พบจุดเลือดออก อาการเขียวคล้ำกระจายทั่วตัว และแสดงอาการทางระบบประสาท เช่น ขาไม่มีแรง

แต่หากเป็นโรคปากและเท้าเปื่อยสุกรจะแสดงอาการไข้ ตุ่มพองบริเวณลิ้น ริมฝีปาก จมูก กีบเท้า เต้านม ส่งผลให้กีบหน้าหลุด และสุกรกินอาหารไม่ได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มีข้อแนะนำว่า การป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือการเลี้ยงสุกรโดยใช้หลักระบบความปลอดภัยทางชีวภาพซึ่งเป็นระบบป้องกันหรือลดโอกาสการนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์มหรือสถานที่เลี้ยงสุกร โดยเน้นเรื่องการจัดการ การเลี้ยงสุกร และสถานที่เลี้ยงสุกร

ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการปรับระบบการเลี้ยงสุกรเพื่อป้องกันโรคและประเมินสถานภาพโรค PRRS ของกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

พบว่าฟาร์มสุกรที่มีการเลี้ยงสุกรไม่ผ่านเกณฑ์ตามระบบความปลอดภัยทางชีวภาพจะพบปัญหาจากโรค PRRS มากกว่าฟาร์มสุกรที่ผ่านเกณฑ์ 2.98 เท่า และฟาร์มสุกรที่มีสถานที่เลี้ยงสุกรไม่ผ่านเกณฑ์มีแนวโน้มเกิดโรค PRRS มากกว่าฟาร์มสุกรที่ผ่านเกณฑ์

ท้ายที่สุดนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้เตรียมสำรองแหล่งน้ำ-อาหารสำหรับสุกรตลอดฤดูแล้งนี้ และขอความร่วมมือสังเกตอาการสุกรของตน หากพบสุกรแสดงอาการป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทราบ เพื่อจะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

มีข้อสงสัยเรื่องโรคหรือต้องการข้อมูลโครงการปรับระบบการเลี้ยงสุกร สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ หรือโทร. (02) 653-4412 ในวันและเวลาราชการ

พร้อมกันนี้ กรมปศุสัตว์ยังมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการลดต้นทุนการผลิตในการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะสุกรและสัตว์ปีก เช่น ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ฯลฯ ที่ต้องประสบกับปัญหาราคาอาหารสัตว์ หรือวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาแพง ในขณะเดียวกัน ผลผลิตที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์กลับมีราคาไม่สมดุลกับต้นทุนค่าอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น

นายสัตวแพทย์อยุทธ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกษตรกรจะสามารถลดต้นทุนได้มากก็คือค่าอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากต้นทุนส่วนใหญ่ในการเลี้ยงสัตว์จะเป็นค่าอาหาร ดังนั้น หากเกษตรกรผสมอาหารสัตว์ใช้เองจะช่วยให้สามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้มาก

การลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์โดยหลักการก็คือ การลดราคาของสูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ให้ต่ำลง ในขณะที่คุณค่าทางโภชนะของสูตรอาหารยังคงเดิม

สำหรับแนวทางในการลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์อาจกระทำได้ดังนี้ เกษตรกรจะต้องคำนวณสูตรอาหารให้มีโภชนะหรือสารอาหารต่างๆ พอดีกับความต้องการของสัตว์เลี้ยง หรือให้มีส่วนเกินของโภชนะหรือสารอาหารให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะโปรตีนในสูตรอาหารซึ่งเป็นสารอาหารที่มีราคาแพง

โดยวิธีการนี้เกษตรกรก็จะสามารถลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ได้ในระดับหนึ่ง

การเลือกใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาถูกทดแทนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่มีราคาแพงในสูตรอาหารในกรณีที่เกษตรกรผสมอาหารสัตว์ใช้เอง จะช่วยให้ราคาอาหารสัตว์ต่ำลงในขณะที่คุณภาพหรือปริมาณสารอาหารที่มีในสูตรอาหารยังคงเดิม ในสภาพปัจจุบันวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของสูตรอาหารสัตว์ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไป เช่น ปลาป่น กากถั่วเหลือง ปลายข้าว และข้าวโพด มีราคาแพงขึ้นมาก ทำให้ต้นทุนค่าอาหารสัตว์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

หากเกษตรกรรู้จักเลือกใช้วัตถุดิบชนิดอื่นๆ ที่มีราคาถูก โดยเฉพาะวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นผลพลอยได้ทางการเกษตรและอุตสาหกรรมมาทดแทนวัตถุดิบที่ใช้กันอยู่ เกษตรกรอาจลดต้นทุนค่าอาหารโดยการปรับลดปริมาณอาหารที่ให้สัตว์กิน โดยเฉพาะในการเลี้ยงสุกรสามารถลดปริมาณอาหารที่ให้ลง 10% จากปริมาณที่สุกรกินเต็มที่ หรือจะใช้หญ้าขนสดหั่นผสมร่วมกับสูตรอาหารในปริมาณ 10% โดยน้ำหนักในการเลี้ยงสุกรขุน จะทำให้สามารถลดค่าอาหารลงได้ 10% โดยสุกรยังคงมีอัตราการเจริญเติบโตเป็นปกติ

อีกประการหนึ่งที่สำคัญจะต้องหมั่นดูแลการให้อาหารสัตว์เพื่อไม่ให้เกิดการตกหล่นสูญเสีย เช่น ปรับปรุงลักษณะของรางอาหารความตื้นลึกของราง ตลอดจนขนาดความกว้างของรางอาหารให้เหมาะสม ก็จะช่วยลดการสูญเสียของอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการลดต้นทุนค่าอาหารและการผลิตสัตว์

เสน่ห์แห่งมวกเหล็ก และทับกวาง (2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

คนปศุสัตว์เล่าเรื่อง

สุพจน์ ศรีนิเวศน์, ปิยศักดิ์ สุวรรณี โทร. (081) 921-2328

เสน่ห์แห่งมวกเหล็ก และทับกวาง (2)

ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค และศูนย์ฝึกอบรม

โครงการฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค และสถานที่ฝึกอบรม (Thai-Danish Dairy Farm and Training Center-TDDF)

ในส่วนนี้ ผู้เขียนจะไม่ลงรายละเอียดเพราะมีผู้รู้ผู้เข้าใจอยู่เป็นส่วนมากแล้ว แต่ก็จะขอเล่าส่วนที่เกี่ยวข้องหลัก และข้อคิดเห็นจากส่วนหนึ่งที่ได้จากประสบการณ์นี้บ้างตามสมควร

เรื่องก็มีอยู่ว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2498-2502 กรมปศุสัตว์ได้รับความช่วยเหลือจากองค์การอาหาร และเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO – Food Agriculture Organization) ส่งผู้เชี่ยวชาญการผลิตสุกรมาช่วยราชการไทย 1 นาย โดยกรมปศุสัตว์เป็นผู้รับบุคคลท่านนี้ ชื่อว่า Mr. Niels Gunna Sondergaard – นีลส์ กุนนา ซอนเดอร์กอรด์ ถ้าแปลเป็นไทยก็ว่า นีล กุนนา ลูกคนใต้ ถิ่นฐานเดิมอยู่ตอนใต้ๆ ของเกาะ Jutland ต่อมาคุณพ่อท่านไปตั้งรกรากอยู่ที่เมือง Holsterbro ตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะ Jutland จบปริญญาตรี Landbrug Hojschool ที่ Copenhagen จบแล้วไปทำงานเกี่ยวกับสุกรที่อังกฤษ 1-2 ปี แล้วกลับประเทศ ขอทุน FAO ไปทำงาน แล้วได้รับมอบหมายให้มาประจำในเมืองไทย เป็นที่น่าสนใจว่า ผู้เรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทุกคนจะผ่านการฝึกงาน หรือทำงานในฟาร์มเอกชนมาก่อน อย่างน้อย 2-3 ปี จึงจะเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้ จึงพอมองเห็นได้ว่า นักศึกษาพวกนี้มีภูมิความรู้พื้นฐานแน่นปึ้ก อาจารย์จะพูดอะไรออกมาก็มองเห็นภาพได้ง่าย คนของเขาจึงมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงมาก

เมื่อได้รับมอบหมายให้มาอยู่กรมปศุสัตว์ มีหัวหน้างานสัตว์เล็กท่านหนึ่งที่จัดว่าขยันขันแข็ง ชื่อว่า คุณประเสริฐ ยุทธวิสุทธิ ต่อจากนั้นก็มีผู้ช่วยเป็นเทรนนี (Trainee) คุณอวยชัย ศาลยาชีวิน คุณอิสระ กรีธาพล คุณพะยอม พิกุลทอง คุณศิริพงษ์ สุคนธสรรพ์ และ คุณสุพจน์ ศรีนิเวศน์ พร้อมเจ้าหน้าที่ของกองส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ (ขณะนั้น) อีก 2 นาย คณะของคนกลุ่มนี้ได้ช่วยกันทำงาน ศูนย์บำรุงพันธุ์สุกรในอุปการะของรัฐบาล (Government Sponsored Pig Breeding Center – GSPB) โดยความริเริ่มของคุณซอนเดอร์กอรด์ กับกรมปศุสัตว์ การผลิตสุกรของไทยที่เริ่มต้น ซึ่งมีค่าเท่าศูนย์ในปี พ.ศ. 2498 นั้น ได้พัฒนารุดหน้าจนถึงทุกวันนี้ก็ด้วยความตั้งอกตั้งใจของบุคคลทั้งภาคของเอกชน และรัฐได้กระทำมาทั้งสิ้น ข้อคิดก็มีอยู่ว่า เทคโนโลยีและวิธีการผลิตได้รุดหน้ากันอย่างรวดเร็ว ความกลัวจะไม่ทันโลก จึงมีสูงขึ้นในทุกวงการ การนำพันธุกรรมจากหลายๆ แห่งทั่วโลก เป็นการพัฒนาในเรื่องพันธุ์ และคุณภาพของสุกร แต่ถ้ามาลองคิดดูบ้างในเรื่องของโรคระบาด, โรคต่างๆ ใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับสุกรในขณะนี้มีมากมาย มันมาพร้อมๆ กับการนำพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาด้วยหรือไม่ มันทำให้ต้นทุนการผลิตของเราทั้งในด้านการสูญเสียสัตว์และค่ายารักษาสัตว์สูงขึ้นด้วยรึเปล่า ปรับปรุงพันธุ์จนลืมนึกถึงการให้น้ำหนักในด้าน ?ความอยู่รอด? และการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมบ้างหรือไม่ บางทีต้นทุนการผลิตอาจต่ำกว่า และคุ้มกว่าก็เป็นได้ คุณภาพของเนื้อนั้นทัดเทียมกันเกือบทั่วโลก

คุณซอนเดอร์กอรด์ ตั้งศูนย์บำรุงพันธุ์สุกรทั่วประเทศถึง 160 ศูนย์ (พันธุ์ต่างประเทศและลูกผสมพันธุ์พันธุ์ไทย, ไหหลำ, ราด, พลวง) มีศูนย์พันธุ์แท้พื้นเมือง 1 ศูนย์ ชื่อพันธุ์ไหหลำ (Hainan breed) อยู่ที่ปทุมธานี หลายๆ คนในวงการให้ความสนใจมาก ตัวท่านเดินทางไปทั่วประเทศไทย โดยที่มีจิตวิญญาณของนักเลี้ยงสัตว์ ท่านชอบแวะเข้าไปดูฟาร์มรีดนมของชาวอินเดีย ที่ท่าดินแดงฝั่งธนบุรี ที่สะพานควายบ้าง ที่อยุธยาบ้าง ท่านปรารภกับพวกเราในกรมปศุสัตว์ว่า ?เมืองไทยเลี้ยงวัวนมได้? นี่แหละเป็นที่มาของแนวความคิดการมีศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงวัวนมในประเทศไทย ได้ประสานงานติดต่อกับรัฐบาลเดนมาร์ก และองค์กรการค้าภาคเอกชน จนภาคเอกชนให้ความสนับสนุนเป็นอันดับแรก และต่อมาโครงการนี้ก็เกิดเป็นความจริงที่ทุกๆ ท่านทราบดีที่องค์พระประมุข และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ของทั้ง 2 ประเทศ เสด็จมาเปิดโครงการความร่วมมือ ณ โครงการฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ที่ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 ชาววัวนม ถือว่า 16 มกราคม คือวันโคนม โดยไม่มีใครตั้งใจ เพราะวันครูก็ตรงกับวันที่ 16 มกราคม พอดี เหมือนกัน ?เอาวันโคมาซ้อนกับวันครูได้ยังไง? วันนี้ก็เป็นมงคลทั้งของคุณครู กับทั้งของคนเลี้ยงวัวได้เหมือนๆ กัน ปัจจุบันวันโคนม คือ 17 มกราคม ของทุกปี ทางฝ่ายเดนมาร์กได้ขอเจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์ 2 นาย ให้เข้ามาช่วยทำงานร่วม คือ นายสัตวแพทย์ยอด วัฒนสินธุ รองหัวหน้ากองส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ขณะนั้น คุณสุพจน์ ศรีนิเวศน์ งานโค (นม+เนื้อ) สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง แต่กรมปศุสัตว์ให้ได้เพียงคนเดียว เพราะบุคลากรเกี่ยวกับ ?วัว? มีจำกัดมาก กรมมอบหมายให้ อาจารย์ยอด ไปร่วมงานกับคณะของฝ่ายเดนมาร์กโดยที่กรมปศุสัตว์มีหน้าที่โดยตรงที่จะต้องประสานงานและทำงานร่วมโครงการฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ฝ่ายรัฐบาลไทยมีแหล่งเลือกให้ทางฝ่ายเดนมาร์กพิจารณาตัดสินใจ 4 แหล่งด้วยกัน คือ

ที่บริเวณจันทึก อำเภอปากช่อง อันเป็นเขตของทหาร ที่ดินไม่จำกัด

– ไร่ฝึกนิสิตเกษตรปากช่อง ที่ดินราว 1,200 ไร่

– สถานีพืชอาหารสัตว์มวกเหล็ก ที่ดินราว 2,500 ไร่

– สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง ที่ดิน 8,800 ไร่

ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ได้กรุณามอบเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำ พาคณะทีมของเดนมาร์ก ไทยไปเลือกที่ 4 แห่ง ข้างต้น ผลมาจบลงเมื่อค่ำวันนั้น เวลา 02.00 น. สนุกสนานรื่นเริง และแอ่นกันไปตามๆ กัน ทุกคนเห็นด้วยที่จะเอา ?มวกเหล็ก? ณ บ้านรับรองริมลำธารมวกเหล็ก ส่วนที่ฝ่ายกรมปศุสัตว์จะให้ความสนับสนุนเป็นหลักๆ ก็คือ (ซึ่งส่วนใหญ่ให้ทับกวางรับไปทำ)

– ย้ายสถานีพืชอาหารสัตว์ไปตั้งที่ซับหวาย อำเภอปากช่อง ขณะนั้นทั้งตำรวจม้า และแคมป์สร้างทางของฝรั่งก็ย้าย และหมดภารกิจแล้ว สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวางต้องเปิดป่าของสถานีพืชอาหารสัตว์ ที่มีอยู่ราว 2,350 ไร่ เพื่อจัดทำแปลงหญ้า สร้างโรงเรือนและคอกสัตว์ ตลอดจนที่ทำการที่จำเป็น รวมทั้งถมที่ก่อสร้างอาคารเท่าที่จำเป็น

– สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง ร่วมกับอาจารย์ยอด ศึกษาในเรื่องพันธุ์ของวัวนมและอาหารวัวนม ทั้งอาหารหยาบ อาหารข้น พร้อมๆ กับศึกษาระดับปริมาณของแร่ธาตุปลีกย่อย (Trace minerals) แก่วัวรีดนม

– เก็บตัวอย่างดินส่งไปวิเคราะห์แร่ธาตุต่างๆ ที่ห้อง Lab ในกรุงโคเปนเฮเกน ซึ่งต่อมาพบว่าดินมวกเหล็กมี Copper, Cobalt อยู่ในระดับที่ต่ำมาก เพราะเป็นที่เนินถูกน้ำชะพาดินไปมาก ต้องเสริมในอาหารข้น

ขณะนั้นมวกเหล็กยังไม่มีวัว แต่ที่ทับกวางมีวัวนมลูกผสมราว 180 ตัว และมีวัวอื่นๆ เช่น บราห์มัน, เรดซินดิ และพื้นเมือง รวมทั้งหมดราว 600 ตัว ในข้อที่ 2 ที่กล่าวมา ทางทับกวางได้ใช้รถตีนตะขาบ D7 1 คัน รถโคมัตสุใหญ่เท่าๆ กับ Cat. D7 อีก 1 คัน ทำหน้าที่ครบถ้วน รวมทั้งถนนภายในอย่างสมบูรณ์ ส่วนข้อที่จะพูดถึงมากหน่อยคือ ข้อที่ 3 และก็จำเป็นต้องเล่าภูมิหลัง อันจะช่วยให้ท่านเข้าใจได้มากขึ้น

ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือวัวนมพันธุ์แท้ ที่เรียกว่า American Brown Swiss เป็นพ่อพันธุ์คือ ตัวผู้ 8 ตัว ไม่มีรายงานว่ามีตัวเมียมาด้วยเมื่อปี พ.ศ. 2497 (มาจากรัฐ Wisconsin) จากข้อมูลเท่าที่ทราบวัวทั้ง 8 ตัว ส่งมาทางเรือ และนำไปกักกันไว้ที่สถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ ขอนแก่น 2 เดือนต่อมา ย้ายฝากไปไว้ที่สถานีผสมเทียมหนองโพ ราชบุรี 4 ตัว สำหรับรีดน้ำเชื้อเพื่อการผสมเทียม ส่วนที่ท่าพระ ขอนแก่น ปล่อยคุมฝูง 1:20 กับแม่พันธุ์บราห์มันกับแม่พันธุ์เรดซินดิ และกับแม่พันธุ์เมือง 3 ฝูง คงเหลือพ่อพันธุ์ stand by อยู่ 1 ตัว ทางหนองโพ ราชบุรี ดำเนินไปได้ด้วยดีมาก เกษตรกรสนใจและตอบสนองเป็นอย่างดี จนมีวัวนมลูกผสม Brown Swiss x พื้นเมือง เลือด 50% ไปจนถึง 75% รีดนมกันมาก ขณะนั้นไม่มีรายงานว่า วัวบราวน์สวิสได้รับผลกระทบจากโรคไข้เห็บเลย นับว่าเป็นโชคดี ในปลายปี พ.ศ. 2501 ทางกรมปศุสัตว์ได้ปรับนโยบายให้สถานีบำรุงพันธุ์ทับกวางเป็นศูนย์การพัฒนาโคนมเพื่อเตรียมรองรับการทำงานสนับสนุนในขั้นต้น กับโครงการของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ไปด้วยในตัว จึงได้เอาวัวนมลูกผสมบราวน์สวิส จากสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ 180 ตัว ไปเลี้ยงและรีดนม ซึ่งเป็นวัวที่กำลังรีดนมอยู่ 14 แม่ ทราบจากเจ้าหน้าที่ผู้เลี้ยงวัวนมว่า ทั้งหมดเป็นลูกผสมบราวน์สวิส * พวกตระกูลซีบู มีเลือดบราวน์สวิสอยู่ 50% อีก 50% เป็นบราห์มันบ้าง, เรดซินดิบ้าง, พื้นเมืองบ้าง จนปลายปี พ.ศ. 2502 เมื่อผู้เขียนกลับมาจากการฝึกงานในฟาร์มวัวนม-สุกร และห้องปฏิบัติการ 1 ปี โดยทุน FAO แล้ว ก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลการเลี้ยงวัวนมอย่างเต็มตัว ขณะนั้นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการรีดนม-เก็บนม ไม่มีเลย การค่อยทำค่อยไปจึงเริ่มขึ้น กล่าวโดยย่อๆ ดังนี้คือ ปรับปรุงระบบการรีดและการจัดการพร้อมๆ กันทั้งระบบ โดยวัวเข้าซองรีดนมประจำที่ของตัว ทุกๆ เวลารีดนม เรียงลำดับขนาดของวัว จากใหญ่ไปเล็ก อาบน้ำ-แปรงขน ทำความสะอาดทุกช่วงการรีดนมตอนบ่าย โดยมื้อเช้าเพียงแต่ล้างที่เต้านม เช็ดทำความสะอาดเต้านมก่อนรีด ให้อาหารผสมสูตรมีโปรตีน 13-15% มื้อละ 1 กิโลกรัม

ปรับปรุงแปลงหญ้าของสุกรที่ คุณซอนเดอร์กอรด์ ทำไว้และไม่ได้ใช้ต่อไปออกทำเป็นแปลงหญ้าวัวนม ชั่งปริมาณน้ำนมทุกมื้อ ทุกตัว

ทำบัตรประจำตัววัวทุกตัว ข้อมูลเน้นไปที่ production records การให้นมต่อระยะการให้นม ช่วงของการตกลูก เป็นต้น

ได้สั่งซื้อเครื่องตรวจไขมันของ Dr.N. Gerber Method ขนาด 24 หลอด ใช้มือหมุน (ขณะนั้นไม่มีไฟฟ้าใช้) ผลผลิตประจำเดือน มีแบบฟอร์มขนาดใหญ่ไว้ลงบันทึกทุกครั้งที่รีดนม แม้จะมีหมายเลขกำกับ (เบอร์ไฟ) ที่ตัววัวอยู่แล้ว แต่ก็ได้พยายามตั้งชื่อวัวแต่ละตัวด้วย (เพราะวัวยังมีไม่มาก) เท่าที่จำได้ก็มี มะลิวัลย์ กันยายน วณี มยุรี วงเดือน และการเกด เป็นต้น ชื่อที่กล่าวมานี้ผู้เขียนตั้งให้เอง ตามนามของนางสาวไทยสมัยโน้น ส่วนที่เหลือให้คนรีดนมเขาช่วยกันตั้ง แม่มะลิวัลย์ถูกขายมาให้สมาชิกวัวนม พวกเราที่มวกเหล็กในราวปี 2507 พวกเราคงรู้ชื่อนี้ดี มะลิวัลย์เป็นลูกผสมบราวน์สวิส * พื้นเมือง (50 : 50) ขนาดเล็กมาก เชื่อหรือไม่ว่าใน lactation ที่ 3 ให้นมสูง 3,550 กิโลกรัม ไขมันจำไม่ได้ แต่รู้ว่าไขมันสูง และมีระยะให้นมถึง 272 วัน ที่น่าทึ่งที่สุด คือแม่มะลิวัลย์ตัวนี้ ให้ลูกทุกๆ 1 ปี ไม่เคยขาดตกบกพร่อง แม่วัวชื่อกันยา (หมายเลข 74) เป็นลูกผสมระหว่าง บราวน์สวิส x เรดซินดิ (50 : 50) เต้านมได้ลักษณะดีมาก ให้นมมากพอสมควร เป็นวัวตัวเดียวที่คนเลี้ยงมักจะปล่อยให้ผู้เขียนรีด คือค่อนข้างเปรียว ต้องพูดจาปลอบใจก่อนรีดทุกครั้ง ให้นม lactation ที่ 3 ให้นมสูง 4,100 กิโลกรัม ไขมัน 3.7% ให้ลูกปีละตัวเช่นกัน จำแม่กันยาได้แม่น คือมีอยู่คืนหนึ่ง พรรคพวกชวนไปเต้นระบำที่แสงไทยวิลล่า สระบุรี ฉลองกันหนัก แอ่นซะไม่มีดี ใกล้สว่างแล้วกลับบ้านเถอะ มาถึงราวตี 4 เขากำลังล้างเต้านมกันอยู่ สักครู่จึงเข้าไปรีดนมแม่กันยานั่น ลืมทักทายมัน มันเตะเข้าให้ดังตุ้บใหญ่ๆ ชาไปทั้งแถบเลย แต่ก็ใจเย็น เข้าไปอีกทียังไม่ทันใกล้ตัวดี โดนถีบสกัดเข้าที่สะโพกซ้าย เด้งกลับมา หายเมา เปลี่ยนใจไม่รีดนมมัน นอกนั้น วณี เป็นลูกผสม หมายเลข 27 บราวน์สวิส x เรดซินดิ (50 : 50) ตัวนี้ของจริงไม่ได้โม้เลยให้นมถึง 4,800 กิโลกรัม ต่อระยะให้นมที่ 305 วัน ไขมัน 3.05% เป็นแม่วัวตัวเดียวในปี 2504 ที่ให้นมสูงสุดของทับกวาง และให้ลูกสม่ำเสมอทุกปี นอกนั้น ก็เป็นลูกผสม มยุรี หมายเลข 161 และวงเดือน หมายเลข 9 ก็เป็นลูกผสมบราวน์สวิส x บราห์มัน (50 : 50) ลูกผสมขาว-ดำ x บราห์มัน (50 : 50) ลูกผสมเจอร์ซี่ x บราห์มัน (50 : 50) ไม่ทราบว่าเจ้า ขาว-ดำ กับเจอร์ซี่ หลงเข้ามาเกือบ 20 ตัว ในฝูงได้อย่างไร

ปี พ.ศ. 2505 โชคดีที่ยังมีวัวนมลูกผสมบราวน์สวิส x เรดซินดิบ้าง, บราห์มัน x พื้นเมืองบ้าง ที่มีเลือดบราวน์สวิส 50% อยู่ในสถานีบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง ขณะนั้นราว 70-80 ตัว ซึ่งเป็นขณะเดียวกันที่สมาชิกวัวนมรุ่นแรกของโครงการโคนมไทย-เดนมาร์ค ที่ตั้งขึ้นมายังขาดวัวรีดนมบางส่วน คุณซอนเดอร์กอรด์ และอาจารย์ยอด ได้ไปพบผู้เขียน ขอแบ่งปันวัวไปรีดนม เอาไปให้สมาชิกน้องใหม่วัวนม ไปรีดนม ตั้งต้นชีวิตดูบ้างตามที่พอหาได้ ทราบว่าต้องการรายละ 2 แม่ ราว 14-15 ครอบครัว ผู้เขียนลงมือคัดเลือกด้วยตนเอง ในฝูงทับกวาง จัดแบ่งเป็นรายๆ ไป แต่ละราย จะมีดี 1 ตัว และด้อย 1 ตัว 13 ราย ส่งให้โครงการรุ่นแรก วัวทุกตัวเคยถูกรีดนมมาก่อนทั้งนั้น ต่อมาก็จัดหาให้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 15 ราย นับว่าได้มีส่วนช่วยโครงการวัวนมอยู่บ้าง วัวลูกผสมขาว-ดำ มีหลายตัว แต่ไม่ได้คัดให้เพราะเต้านมไม่ค่อยสวย ปัจจุบันบ้านเรามีวัวที่เรียกว่า TMZ (Thai Milking Zebu) ใช้รีดนมกันอยู่มาก และมีเป็นจำนวนมากที่มีเลือดขาว-ดำสูงเกือบ 100%

ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค และศูนย์ฝึกอบรม ได้พัฒนาสร้างองค์กร สร้างเครือข่าย สร้างสหกรณ์ สร้างสมาชิกผู้เลี้ยงวัวนมก้าวไกลไปเกือบทั่วประเทศ จนมีวัวนมทั้งประเทศปัจจุบันถึงราว 5 แสนตัว ผลิตนมเองได้ส่วนหนึ่ง ต่อมาถึงวาระหมดเทอมของชาวเดนมาร์ก ทางรัฐบาลไทยได้รับช่วงโครงการนี้มา แปลงร่างเป็นรัฐวิสาหกิจ ชื่อภาษาไทยว่า องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย-อ.ส.ค. (Dairy Farming Promotion Organization of Thailand- DPO) ในปี พ.ศ. 2515 กิจการวัวนมก็ยังดำเนินการต่อเนื่องกันมา แต่จะเข้มข้นเหมือนเดิมหรือไม่นั้น พิจารณากันเอง วัวนมได้สอนให้คนขยันและซื่อสัตย์ พึ่งพาตนเองได้ ข้อที่ได้มาอย่างไม่รู้ตัวของคนเลี้ยงวัวนมคือ ความตรงต่อเวลา

พอจะเห็นได้ว่า ?มวกเหล็ก? ของเรามีอะไรดีเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย เริ่มที่

– ด่านกักสัตว์

– สถานีวนกรรมมวกเหล็ก

– สถานีพืชอาหารสัตว์

– หน่วยบัญชาการสร้างถนนมิตรภาพของฝรั่ง

– ตำรวจม้า

– ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค

– องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย

– โรงเรียนนานาชาติ

– รีสอร์ต

– โรงแรมชั้นหนึ่ง และสนามกอล์ฟหลากหลาย ภัตตาคารอาหารมากมายไปหมด

สถานีวนกรรมมวกเหล็กก็ตั้งมาก่อนปี พ.ศ. 2494 เมื่อเป็นนิสิตอยู่ เมื่อปี พ.ศ. 2497 อาจารย์เคยพามาพักที่สถานีวนกรรม เพื่อจับแมลงในวิชากีฎวิทยา เมื่อก่อนมีผีเสื้อสวยมากๆ บินมืดฟ้ามัวดิน น้ำตกก็สวย อากาศก็เย็นสบายถึงหนาวมากในตอนนั้น

มีอีกหลายอย่างไม่อาจนำมาเล่าได้หมด ท่านผู้อ่านคงจะเห็นได้ว่า มวกเหล็กของเรามีเสน่ห์ขนาดไหนผู้คนจึงให้ความสนใจมาพักอาศัย มาใช้เป็นสถานที่ทำงาน ก่อให้เกิดการพัฒนาในรูปต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการท่องเที่ยว และนี่ก็คือดินแดนในฝัน-มวกเหล็กของเรา จากประสบการณ์ที่ได้ทำงานโดยตรงเกี่ยวกับวัวนม

เกษตรวิศวกรรม นำเสนอ… เครื่องขุดมันสำปะหลังแบบไถหัวหมู พร้อมเคล็ดลับ…ขุดให้ได้หัวมันเยอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เกษตรวิศวกรรม นำเสนอ… เครื่องขุดมันสำปะหลังแบบไถหัวหมู พร้อมเคล็ดลับ…ขุดให้ได้หัวมันเยอะ

ด้วย มันสำปะหลัง ถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีเกษตรกรปลูกกันมาก และเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมการปลูกพืชที่ต้องมีเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์การเกษตรเข้ามาเกี่ยวข้อง ในฐานะที่สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ดำเนินการศึกษาวิจัยพัฒนาด้านเครื่องจักรกลการเกษตร จึงได้มีการประดิษฐ์เครื่องจักรกลและอุปกรณ์การเกษตรที่เกี่ยวข้องมาอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดได้มีผลงานที่น่าสนใจและได้เผยแพร่ไปสู่เกษตรกร นั่นคือ เครื่องขุดมันสำปะหลังแบบไถหัวหมู

ทั้งนี้ ดร. อนุชิต ฉ่ำสิงห์ วิศวกรชำนาญการพิเศษ กลุ่มวิจัยวิศวกรรมหลังการเก็บเกี่ยว สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร เจ้าของผลงานวิจัยกล่าวว่า ด้วยขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เป็นขั้นตอนสำคัญ ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต คุณภาพ และการสูญเสียของผลผลิต มีสัดส่วนในการลงทุนสูงสุดในระบบการผลิตมันสำปะหลัง เนื่องจากจำเป็นต้องใช้แรงงานคนเป็นจำนวนมาก เพื่อการขุดหรือถอน การตัดส่วนที่เป็นหัวออกจากโคนต้น และรวบรวมขึ้นรถบรรทุกเพื่อการขนย้ายไปจำหน่ายและประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน

จากการสำรวจในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ฉะเชิงเทรา สระแก้ว นครสวรรค์ กำแพงเพชร มีแบบแตกต่างกันหลากหลาย ตามความนิยมของแต่ละพื้นที่ ทั้งพบว่ายังมีการพัฒนาแบบใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

“นั่นแสดงให้เห็นว่า เครื่องขุดมันสำปะหลัง แต่ละแบบมีความเหมาะสมเฉพาะพื้นที่ และยังจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น”

ดร. อนุชิต กล่าวถึงหัวขุดมันสำปะหลังที่สำรวจพบในพื้นที่ต่างๆ ว่า สามารถจำแนกได้ตามลักษณะการพลิกดินได้ดังนี้

หนึ่ง แบบไม่มีการพลิกดิน เป็นการขุดเพียงให้หัวมันลอยจากตำแหน่งเดิมเล็กน้อย หัวมันไม่ลอยขึ้นเหนือผิวดิน เครื่องขุดแบบนี้ส่วนใหญ่เพื่อแก้ปัญหาการขุดได้ไม่ต่อเนื่องของการใช้กับแทรกเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งมีความกว้างของล้อมาก ต้องออกแรงถอนและอาจมีความสูญเสียในดินมาก

สอง แบบมีการพลิกดินออกด้านข้าง ซึ่งพบทั้งพลิกออกข้างเดียว และทั้งสองข้าง

– แบบพลิกดินออกด้านเดียว หากใช้กับรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก หรือประมาณ 34-47 แรงม้า และมีระยะห่างที่ระหว่าง อย่างน้อย 80 เซนติเมตร จะสามารถขุดได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้คนคอยเดินตามเก็บ

– แบบพลิกดินออกทั้งสองข้าง แบบนี้จะต้องใช้คนคอยตามเก็บภายหลังการขุด ซึ่งต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก จึงจะสามารถขุดได้อย่างต่อเนื่อง ยังคงมีการใช้อยู่ แต่ความนิยมลดลง และเลิกใช้แล้วจำนวนมาก

ดร. อนุชิต กล่าวต่อไปอีกว่า อย่างไรก็ตาม พบว่าเครื่องขุดมันสำปะหลังที่มีการผลิตจำหน่าย และใช้งานอยู่ในปัจจุบันมีหลายแบบที่ให้ลักษณะการขุดที่จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากต้องการแรงฉุดลากของรถแทรกเตอร์มาก เป็นการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง คนขับแทรกเตอร์ควบคุมได้ลำบาก ส่งผลต่อการสึกหรอของแทรกเตอร์ และมีการสูญเสียค่อนข้างสูง

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร จึงได้มีการพัฒนาเครื่องขุดมันสำปะหลัง จนสามารถพัฒนาได้เป็น 2 รุ่น คือ รุ่นสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ (มากกว่า 50 แรงม้า) และรุ่นสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก (34-49 แรงม้า)

ทั้งนี้ ในการออกแบบนั้น ดร. อนุชิต บอกว่าได้เน้นที่จะลดข้อจำกัดในการทำงานในไร่มันสำปะหลัง

“เราเน้นการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาในขั้นตอนการเก็บเกี่ยว ด้วยเน้นให้มีการขุดจิกกินดินได้เร็ว พลิกดินออกด้านเดียว รักษาความลึกในการขุดได้สม่ำเสมอ ง่ายต่อการควบคุมแทรกเตอร์ ทำงานได้ต่อเนื่อง ต้องการแรงฉุดลากต่ำ เป็นการประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย มีการสูญเสียและเสียหายของหัวมันสำปะหลังน้อยลง โดยจากผลการทดลองพบว่า มีหัวมันเหลือตกค้างในดินเพียง ร้อยละ 1-4 เท่านั้น”

สำหรับลักษณะของเครื่องขุดมันสำปะหลังแบบไถหัวหมูที่สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมพัฒนาขึ้น มีคุณลักษณะ ประกอบด้วย

– หน้ากว้าง 55 เซนติเมตร

– ความสามารถในการทำงาน 1.4 ไร่ ต่อชั่วโมง

– ความสูญเสียเนื่องจากเหลือค้างในดิน ประมาณ 1.0-4.0 เปอร์เซ็นต์

– สามารถปรับเลื่อนให้เข้ากับระยะห่างระหว่างแถวได้

-ปรับมุมและความยาวของปีกไถได้ เพื่อให้ใช้กับดินที่ชื้นมากขึ้น และระยะระหว่างแถวเพื่อการเคลื่อนย้ายหัวมันสำปะหลัง

– เหง้ามันสำปะหลังที่ขุดขึ้นมาจะมีลักษณะวางตั้ง

แต่อย่างไรก็ตาม ดร. อนุชิต กล่าวว่า ในส่วนข้อจำกัดนั้น พบว่าการใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังแบบไถหัวหมูต่อพ่วงกับรถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่มากกว่า 50 แรงม้า ในการขุดมันสำปะหลังที่มีระยะระหว่างแถว 70-110 เซนติเมตร ไม่สามารถทำได้ต่อเนื่อง ต้องใช้คนตามเก็บ ส่วนระยะที่แคบหรือกว้างกว่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้คนตามเก็บ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น จึงมีข้อแนะนำว่า ให้ใช้ระยะระหว่างแถว 120 เซนติเมตร ขึ้นไป เพื่อให้การทำงานได้ต่อเนื่องและลดการสูญเสียของผลผลิต

แนะการปรับแต่งเพื่อลดการสูญเสียผลผลิต

พร้อมกันนี้ ยังได้มีข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการทำงานด้วยเครื่องขุดมันสำปะหลัง เพื่อลดการสูญเสียผลผลิต ลดแรงลากจูง และลดอัตราการกินน้ำมันของแทรกเตอร์ โดย ดร. อนุชิต มีข้อแนะนำว่า

หนึ่ง การปรับใบผาล แนะนำให้ปรับในแนวกลางของใบผาลขุด ตรงกับแนวต้น อาจปรับโดยการเลื่อนชุดผาล หรือปรับความตึงของโซ่ข้าง การตั้งไม่ได้แนวอาจจะมีการสูญเสียสูง

โดยพบว่า หาก…

– ตั้งเยื้องเกินแนวซ้ายมือมากเกินไป จะขุดได้ไม่หมด และอาจมีการกลบเหง้ามัน

– กรณีที่เยื้องเกินแนวขวามากเกินไป จะขุดได้ไม่หมด เกิดการตัดหัวมัน และอาจมีเหง้ามันสำปะหลังบางส่วนพลิกออกด้านขวา และจะถูกเหยียบเมื่อขุดร่องถัดไป

สอง คานขวางควรอยู่ในแนวระดับหรือข้างขวาต่ำกว่าข้างซ้ายเล็กน้อย หากต้องการให้มีการพลิก แต่จุดนี้ไม่แนะนำให้ดำเนินการ

สาม ปรับแขนกลางให้ยาวที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยที่เมื่อทดลองขุดแล้วไม่เกิดลักษณะใบผาลตัดหัวมันสำปะหลัง ซึ่งถ้าปรับแล้ว

– แขนกลางสั้นเกินไป จะเกิดลักษณะขุดจิกมากเกินไป กินดินลึกหากดินไม่แข็งมาก แต่หากดินแห้งและแข็งจะเกิดลักษณะกระโดดหรือขุดไม่เข้า

– แขนกลางยาวเกินไป จะเกิดการตัดหัวมันสำปะหลัง หรือขุดไม่เข้า

– ทดลองขุดหาความเร็วที่เหมาะสม ขุดด้วยความเร็วต่ำจะมีการสูญเสียต่ำ แต่จะมีความสามารถในการทำงานต่อชั่วโมงต่ำไปด้วย ดังนั้น แนะนำให้ขุดเร็วได้โดยที่หัวมันไม่หัก (ส่วนปลายหัว) ดูที่หัวมันสำปะหลังเป็นเกณฑ์ ถ้ามีหัวมันหักแสดงว่าขุดด้วยความเร็วสูงเกินไป

ดร. อนุชิต กล่าวอีกว่า เครื่องขุดมันสำปะหลังหลายรุ่นทำงานได้ดี แต่ส่วนใหญ่ขับแทรกเตอร์ที่ต่อพ่วงในการขุดด้วยความเร็วที่สูงเกินไป ทำให้ดินแตกตัวออกจากหัวมันไม่ทัน เกิดการกระชากทำให้ปลายหัวมันหัก หัวหลุดออกจากเหง้า หรืออาจมีการพลิกกลบ ทำให้มีการสูญเสียเนื่องจากเหลือตกค้างในแปลงจำนวนมาก

ปัจจัยที่มีผลต่อความสูญเสียในการใช้เครื่องขุดมันสำปะหลังในการเก็บเกี่ยว คือ

หนึ่ง ความเร็วของแทรกเตอร์ขณะขุด : ความเร็วสูง มีโอกาสเกิดการสูญเสียหัวมันในดินสูง โดยเฉพาะดินที่มีความชื้นสูง

สอง ปริมาณวัชพืช : ปริมาณวัชพืชมาก มีโอกาสเกิดการสูญเสียหัวมันในดินสูง

สาม ความชื้นในดิน : ดินมีความชื้นสูง ดินจะมีแรงดึงดูดกับหัวมันมาก แตกตัวออกจากหัวมันยาก ดังนั้น หากขุดด้วยความเร็วแทรกเตอร์สูง มีโอกาสเกิดการสูญเสียหัวมันในดินสูง

สี่ การปรับแต่งเครื่องขุด : ควรปรับตั้งแนวกลางผาลขุดให้ตรงแถวมันสำปะหลัง และไม่ปรับให้กินดินลึกหรือตื้นเกินไป จะช่วยลดการสูญเสียหัวมัน เนื่องจากเหลือตกค้างในดิน และการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

ทั้งหมดนี้เป็นอีกหนึ่งผลงานจากนักวิจัยไทยที่ทำเพื่อเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยวิศวกรรมหลังการเก็บเกี่ยว สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร หมู่ที่ 13 ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โทร. (02) 529-0663

จักรยานสูบน้ำ ได้ทั้งน้ำ ได้ทั้งออกกำลัง

จักรยานสูบน้ำ เป็นผลงานที่วิจัยและพัฒนาโดย นายสุรศักดิ์ ไชยจักร หัวหน้าฝ่ายคลังสินค้า บริษัท แป้งมันกาฬสินธุ์ จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 188 หมู่ที่ 1 ตำบลคำข้าว อำเภอห้วยผึ้ง จังหวัดกาฬสินธุ์

จักรยานสูบน้ำ นับเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทุกคนสามารถนำไปสร้างและใช้ในไร่นาหรือบ้านพักของตนเองได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ เจ้าของผลงานระบุว่า ระบบจักรยานสูบน้ำนี้สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ในระดับสูง โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า แต่อาศัยแรงคนปั่นจักรยาน เพื่อให้ปั๊มน้ำสูบน้ำ เพื่อการบริโภคอุปโภค และเพื่อใช้ในการเกษตร ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำได้ รวมถึงยังให้ประโยชน์ในการออกกำลังกายอีกทางหนึ่ง

อุปกรณ์ที่ใช้

1. เครื่องสูบน้ำแบบก้านชัก

2. โครงจักรยาน (ให้มีล้อและคันถีบที่สามารถใช้งานได้)

3. ท่อ พีวีซี ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 นิ้ว

4. อุปกรณ์ต่อท่อ พีวีซี และข้อต่อ ประกอบด้วย ข้อต่อเกลียวนอก เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว 3 อัน, ข้อต่อ 90 องศา เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ประมาณ 4-6 อัน, ข้อต่อ 90 องศา เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 นิ้ว ประมาณ 4-6 อัน, ข้อลด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ลดเหลือ 0.5 นิ้ว 1 อัน, ฟุตวาล์ว 1 อัน และสายพันร่อง 1 อัน

วิธีประกอบ ใช้จักรยานใหม่หรือเก่าก็ได้ แต่ต้องมีล้อและคันถีบที่ใช้การได้ จากนั้นนำมาต่อกับฐานล่างด้วยโครงเหล็ก ซึ่งจะติดปั๊มน้ำสูบชัก โดยสายพานต่อระหว่างล้อหลังของรถจักรยานกับวงล้อของเครื่องสูบน้ำ

การทำงานง่ายๆ เพียงขึ้นไปนั่งบนอานแล้วออกแรงถีบจักรยาน ปั่นให้ล้อหมุน จากนั้นสายพานก็จะหมุนปั๊มน้ำ ทำให้สามารถสูบน้ำขึ้นมาได้ และที่สำคัญได้ออกกำลังกายไปในตัว

บรรยายภาพ

1. ลักษณะของจักรยานสูบน้ำ

2. ใช้จักรยานใหม่หรือเก่าก็ได้

3. ลักษณะการต่อจักรยานเข้ากับปั๊มน้ำ

กรมวิชาการเกษตร

โชว์ระบบสูบน้ำบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ในไร่มัน

ในอดีตเกษตรกรจะเคยชินกับการปล่อยให้น้ำไหลไปตามท้องร่อง ซึ่งนอกจากจะสิ้นเปลืองน้ำมากแล้ว ยังทำให้หญ้าวัชพืชเกิดขึ้นได้ง่ายตามท้องร่อง ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร จึงได้เข้าส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาใช้ระบบน้ำหยดโคนต้นแทน ไม่เพียงจะช่วยให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ ยังช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องเสียเงินและเวลาในการกำจัดวัชพืชอีกด้วย

ดังนั้น ในงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังจากผลการวิจัยสู่เกษตรกรที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาฬสินธุ์ กรมวิชาการเกษตร จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ จึงได้มีการเปิดตัวแปลงต้นแบบระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับระบบน้ำหยดในแปลงมันสำปะหลังเป็นแห่งแรกของประเทศ

โดย กรมวิชาการเกษตร ได้วางเป้าไว้ ที่จะพัฒนาโมเดลต้นแบบการใช้พลังงานแสงอาทิตย์กับระบบสูบน้ำระบบให้น้ำพืชแบบประหยัด จำนวน 20 แห่ง ทั่วประเทศ แบ่งออกเป็น 6 โมเดล ซึ่งมีทั้งลักษณะการใช้แหล่งน้ำบาดาล การใช้แหล่งน้ำผิวดินและใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำหรับแนวคิดในการพัฒนาแปลงต้นแบบระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์นั้น เกิดจากการเดินสายสัมมนาเรื่องความต้องการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรของเกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ 7 ครั้ง ของกรมวิชาการเกษตร เพื่อนำไปจัดทำเป็นแผนแม่บทด้านเกษตรวิศวกรรมให้ตรงตามความต้องการของเกษตรกร ในช่วงเดือนธันวาคม 2558-มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ผลจากการเดินสายสัมมนาพบว่า เกษตรกรจากทุกภาคต้องการระบบและอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เกิดการใช้น้ำอย่างประหยัดและถูกต้องตามหลักวิชาการของพืชแต่ละชนิดที่ปลูก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตพืช ประกอบกับภายใต้สถานการณ์ภัยแล้งที่เกษตรกรทั่วประเทศประสบอย่างหนักหน่วงมาหลายเดือน เป็นภาวะเร่งด่วนที่กรมวิชาการเกษตรจำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขเพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถฝ่าวิกฤติภัยแล้งใน ปี 2559 ไปได้

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อไปว่า การพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และระบบการให้น้ำพืชที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถให้น้ำได้แบบประหยัด สอดคล้องกับความต้องการน้ำของพืชแต่ละชนิด ออกแบบเหมาะสมกับแหล่งน้ำและสภาพพื้นที่ที่ปลูก รวมทั้งอยู่บนพื้นฐานของการคำนวณต้นทุนการผลิตที่สามารถหาจุดคุ้มทุนหรือลดต้นทุนและให้ผลตอบแทนได้

“พื้นที่ไหนไม่มีน้ำผิวดิน จำเป็นต้องเจาะบ่อบาดาล แต่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง การเดินสายไฟฟ้าไปยังแปลงปลูกต้องใช้เงินทุนสูง ดังนั้น ควรนำระบบโซลาร์เซลล์มาใช้สูบน้ำมาเก็บไว้ในตุ่มสำรองพักน้ำ แล้วต่อท่อจ่ายน้ำเข้าสู่ระบบน้ำหยด พื้นที่ปลูก 15 ไร่ ใช้เงินลงทุนเพียงแค่ 120,000 บาท สามารถคืนทุนได้ภายใน 5 ปี เพราะการให้น้ำแบบนี้จะทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น จากไร่ละ 3 ตัน เป็น 6-8 ตัน” นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย กล่าวด้วยว่า แปลงของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร (ศวพ.) กาฬสินธุ์ นับเป็นแห่งแรกของโครงการดังกล่าวที่กรมวิชาการเกษตรได้ เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ในแปลงของตนเอง เพื่อบริหารจัดการน้ำในหน้าแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามหลักวิชาการ

สำหรับ แปลงโมเดลต้นแบบ ที่ ศวพ. กาฬสินธุ์ แห่งนี้ เป็นแปลงที่กรมวิชาการเกษตรได้ออกแบบโดยระดมความคิดจากวิศวกรและนักวิชาการพืชของกรมวิชาการเกษตร หัวใจสำคัญคือ การช่วยให้เกษตรกรก้าวหน้าผ่านภาวะภัยแล้ง โดยวิธีการออกแบบและการแบ่งโซนการให้น้ำที่ถูกต้อง การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากระบบที่ติดตั้งได้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตามศักยภาพของระบบพลังงานแสงอาทิตย์และการเลือกใช้โอ่งเป็นถังพักน้ำ เพื่อส่งต่อไปยังแปลงน้ำหยด ด้วยการออกแบบติดตั้งระบบที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจสำหรับเกษตรกรและบุคคลทั่วไป ที่ต้องการเรียนรู้และนำไปใช้ในแปลงของตน โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ซับซ้อนยุ่งยากและราคาไม่แพง เกษตรกรสามารถหาซื้อมาเป็นเจ้าของได้ง่าย โดยนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาผสมผสานให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยใช้ต้นทุนต่ำสุด

เป้าหมายของโครงการนี้จะสามารถตอบโจทย์สำคัญของเกษตรกร 2 ประการ คือกรณีสถานการณ์ปกติที่มีน้ำ เกษตรกรต้องใช้น้ำเท่าไหร่ เพื่อให้พืชเจริญเติบโตได้ดีที่สุด เกิดผลผลิตสูงสุด และจะจัดการน้ำอย่างไร เพื่อให้สามารถใช้น้ำได้อย่างพอเพียง คุ้มค่า ประหยัดน้ำได้

ในขณะเดียวกัน กรณีที่มีน้ำจำกัด เช่น เกิดวิกฤติภัยแล้ง เกษตรกรต้องให้น้ำน้อยที่สุดเท่าไหร่หรือประหยัดเพียงไร เพื่อประคับประคองให้พืชที่ปลูกไม่ชะงักการเจริญเติบโตและสามารถข้ามผ่านสภาวะแล้งนั้นไปได้

ดังนั้น ประโยชน์ที่จะได้รับการติดตั้งระบบน้ำที่กรมวิชาการเกษตรทำเป็นแปลงต้นแบบระบบน้ำหยดสำหรับมันสำปะหลัง ที่ ศวพ. กาฬสินธุ์ คือจะสามารถปลูกมันสำปะหลังให้ผ่านในช่วงหน้าแล้งได้ เนื่องจากแต่เดิมเกษตรกรจะเริ่มปลูกมันในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มันสำปะหลังไม่ต้องการน้ำมากในช่วงเริ่มต้นของการปลูก แต่เมื่อมันสำปะหลังอายุ 3-4 เดือน ซึ่งต้องการใช้น้ำมาก แต่เป็นช่วงหมดฤดูฝน ทำให้เกษตรกรต้องเพิ่มต้นทุนในการหาน้ำมาให้มันสำปะหลัง

จากปัญหาดังกล่าว ถ้าสามารถเลื่อนการปลูกมันสำปะหลังมาปลูกในช่วงก่อนฤดูฝน เช่น ในช่วงสามเดือนแรกของปี โดยมีระบบน้ำหยดช่วยในการเจริญเติบโตช่วงสามเดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่พืชต้องการน้ำไม่มากนัก จะส่งผลให้มันสำปะหลังมีระบบรากที่ดี หัวและใบมีการเจริญเติบโตดี ทำให้สามารถลดปริมาณวัชพืชได้ เพราะมีใบมันสำปะหลังคลุมแปลง โดยไม่ต้องใช้ยาและสารเคมีในการกำจัดวัชพืช ใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ประหยัดน้ำ ได้ระบบที่เอื้อต่อการให้ปุ๋ยทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และมันสำปะหลังสามารถรับน้ำตลอดฤดูฝนได้อย่างเต็มที่ และสุดท้ายคือ จะต้องได้ผลผลิตมันสำปะหลังที่คุ้มทุน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น

โมเดลแปลงระบบน้ำหยดแห่งนี้เป็นแปลงต้นแบบให้เกษตรกรได้เรียนรู้ ซึ่งเน้นการออกแบบที่ง่าย ใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ประหยัด ซึ่งอ้อยและมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ เกษตรกรในพื้นที่สามารถมาเรียนรู้และนำโมเดลต้นแบบของกรมวิชาการเกษตรไปประยุกต์ใช้ขยายผลในแปลงของตนต่อไป

เก้าอี้ จาก แกนไวนิล งานเพิ่มมูลค่า จากอาชีวะกาญจนบุรี และสิงห์บุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

เก้าอี้ จาก แกนไวนิล งานเพิ่มมูลค่า จากอาชีวะกาญจนบุรี และสิงห์บุรี

ปัจจุบัน แผ่นป้ายไวนิล เป็นที่นิยมกันมาก แม้แต่รถเข็นขายหมูปิ้งในซอยยังมีป้ายโฆษณาหมูปิ้ง ไปจนป้ายโฆษณากลางแจ้งขนาดใหญ่ เนื่องจากไวนิลเป็นพลาสติกชนิดพิเศษ มีส่วนผสมระหว่างพลาสติกคุณภาพสูง มีความทนทานต่อแสงแดด ความแข็งแรงต่อสภาพอากาศ ความร้อน ไม่มีปัญหาเรื่องปลวกแมลงกัดเจาะ ไม่ติดไฟ จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้กันมาก

สิ่งที่ตามมาคือ แกนที่สำหรับม้วนไวนิลจะเป็นของเหลือใช้ที่เยอะมาก ตามร้านที่ทำป้ายอิงค์เจ็ททั่วไป แกนไวนิลจะเป็นกระดาษแกนกลมมีหลายขนาด มีความหนาแน่น คงทน แข็งแรง บ้างก็ขายเป็นเศษขยะ

ด้วยคุณสมบัติที่แข็งแรงของแกนไวนิล จึงมีสถาบันการศึกษา อย่างน้อยถึง 2 แห่ง คือวิทยาลัยอาชีวศึกษากาญจนบุรี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี เห็นประโยชน์ จึงประดิษฐ์เป็นของใช้ ?เก้าอี้จากแกนไวนิล? และ ?ชุดโต๊ะเก้าอี้อเนกประสงค์? ลองมาดูแนวประดิษฐ์ของ 2 สถาบัน ว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจาก ?ชุดโต๊ะเก้าอี้อเนกประสงค์? ของวิทยาลัยอาชีวศึกษากาญจนบุรี มีนักศึกษาที่ร่วมกันประดิษฐ์ คุณวรรณพร สุขกุล คุณอริษา อาจเครือ คุณปวีณา นัยเสถียร และ คุณฆรวัณณ์ ทองคำ มี คุณครูวาสนา ศรีสุขโข พร้อมคณะเป็นครูที่ปรึกษา

ขั้นตอนการทำ ต้องมีวัสดุอุปกรณ์ เริ่มจากแกนไวนิล กระดานไม้อัด ขนาด 4 มิลลิเมตร น็อต สว่าน กระดาษทราย อุปกรณ์ตกแต่ง ก็มีกาว สีพลาสติก เชือก ตะปู เบาะ ทรายสีและดอกไม้หรือสัตว์ปลอมเพื่อนำมาตกแต่ง

วิธีการทำ

1. นำแกนไวนิล วัดตามขนาดที่ตามต้องการ โดยการออกแบบไว้ก่อนแล้วตัด

2. ใช้น็อตประกอบแกนไวนิลกับไม้ ให้ได้ตามที่ออกแบบไว้

3. นำโต๊ะ และเก้าอี้ ที่ประกอบแล้ว มาทาสีรองพื้น

4. จากนั้นทาทับด้วยสีตามที่ออกแบบไว้

5. นำของตกแต่งมาประดับโต๊ะและเก้าอี้ ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ หรือสัตว์ปลอมตามที่ออกแบบ

คุณลักษณะ โต๊ะ 1 ตัว จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 เซนติเมตร สูง 76 เซนติเมตร เก้าอี้ 2 ตัว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 31 เซนติเมตร สูง 48 เซนติเมตร สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายได้สะดวก เนื่องจากถอดพื้นโต๊ะออกจากขาโต๊ะได้

ประโยชน์ที่ได้รับ ใช้เป็นชุดโต๊ะเก้าอี้ไว้รับประทานอาหาร ใช้เป็นที่นั่งเล่น พักผ่อน อ่านหนังสือ หรือจะใช้ตกแต่งสวน อาคารสถานที่ ถือว่าเป็นเศษวัสดุที่หมดประโยชน์แล้วนำมาใช้ภายในบ้าน อีกทั้งเป็นการใช้จินตนาการในการออกแบบ สามารถเพิ่มมูลค่างบประมาณในการทำครั้งนี้ ประมาณ 2,200 บาท

ส่วน ?เก้าอี้จากแกนไวนิล? ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี มีกลุ่มนักเรียนคือ คุณวรวุฒิ หรั่งแร่ คุณอภิสิทธิ์ คล้ายจินดา โดยมีครูที่ปรึกษา คุณครูรัตติกร จันทมาศ คุณครูชินตะวัน บรรโล การประดิษฐ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นงานสร้างสรรค์ภายใต้แนวคิดที่ว่าใช้วัสดุธรรมชาติช่วยลดมลพิษ และเพิ่มมูลค่าผลงาน

วัสดุอุปกรณ์ มีแกนไวนิล ปืนกาว แท่งกาวร้อน สีน้ำพลาสติก แผ่นไม้กระดาน พู่กัน น็อต

ขั้นตอนการทำ

1. เลือกแกนไวนิลที่ตรง ไม่คดงอ นำมาตัดตามที่ออกแบบไว้ ขนาดความยาว 40 เซนติเมตร จำนวน 7 ชิ้น

2. นำแกนมาติดกันเป็นวงกลม โดยยึดแกนกลางเป็นหลัก

3. ใช้ปืนกาว (กาวร้อน) ช่วยในการยึดแกนไวนิลให้ติดกัน

4. แล้วนำน็อตมายึดติดให้แน่นยิ่งขึ้น

5. ใช้ปืนกาวมาวาดเป็นลวดลายที่แกนไวนิลให้ครบทุกด้าน จะมีลักษณะนูน เพื่อให้เกิดความสวยงาม สะดุดตา

6. ตัดแผ่นไม้กระดานเป็นวงกลม ทำเป็นพื้นที่นั่งและฐานด้านล่าง จำนวน 2 แผ่น

7. นำไม้กระดานมาติดกับแกนด้านบนและด้านล่าง โดยใช้ปืนกาวยิงยึดติดกันให้แน่นหนา

8. ทาสีรองพื้นด้วยสีน้ำพลาสติกสีขาว รอให้แห้ง

9. ทาสีน้ำพลาสติกตามที่ออกแบบไว้ให้เกิดสีสันสวยงามโดดเด่นสะดุดตา

เมื่อทำออกมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่เห็นได้คือ ความโดดเด่นของลวดลาย ลักษณะนูน โดยใช้เป็นของตกแต่งบ้าน เก้าอี้นั่งในที่ร่ม ซึ่งมีความแข็งแรง คงทน รองรับน้ำหนักได้มากกว่า 100 กิโลกรัม สามารถย่อยสลายตามกาลเวลา และสิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือ การเคลื่อนย้ายต้องระมัดระวัง ให้จับยกที่ตัวแกนไวนิล

คงได้แนวความคิดสิ่งประดิษฐ์แกนไวนิล ของ 2 สถาบัน การศึกษานี้แล้ว ลองนำไปปรับใช้ดู