เด็กเก่ง เพาะพันธุ์ปลานิลอยู่ที่นี่ โรงเรียนวัดท่าหมื่นราม พิษณุโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

เด็กเก่ง เพาะพันธุ์ปลานิลอยู่ที่นี่ โรงเรียนวัดท่าหมื่นราม พิษณุโลก

ถนนสายหลักจากตัวจังหวัดพิษณุโลก มุ่งหน้าไปจังหวัดเพชรบูรณ์ที่ใกล้ที่สุด เห็นจะเป็นเส้นทางที่ผ่านอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ถนนสายที่มีกล้าไม้หลากหลายชนิดจำหน่ายจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นแหล่งกล้าไม้ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ลึกจากถนนสายกล้าไม้เข้าไปพอประมาณ บริเวณพื้นที่ หมู่ที่ 11 ตำบลท่าหมื่นราม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เป็นที่ตั้งของโรงเรียนขนาดกลางแห่งหนึ่ง ชื่อ โรงเรียนวัดท่าหมื่นราม มีนักเรียนระดับชั้นอนุบาลถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 340 คน มีบุคลากรทางการศึกษา 16 คน ตั้งอยู่บนพื้นที่ 33 ไร่

อาจารย์วิษณุ สร้อยมี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่าหมื่นราม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนว่า โรงเรียนวัดท่าหมื่นรามให้ความสำคัญกับกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้จัดทำฐานการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้มีพื้นฐานการเกษตรไว้ติดตัว สานต่อเป็นอาชีพในอนาคต โดยปรับเปลี่ยนตามสภาพปัจจุบัน เพื่อให้สอดคล้องความเป็นจริงและการนำไปใช้ให้มากที่สุด เช่น การทำฐานการเรียนรู้เรื่องน้ำส้มควันไม้ ปัจจุบัน ได้ปรับเปลี่ยนเป็นฐานการเรียนรู้เรื่องการเขี่ยก้อนเชื้อเห็ด เพื่อให้นักเรียนได้มีความรู้ในการเขี่ยเชื้อและทำก้อนเชื้อเห็ดเอง ไม่ต้องซื้อ อันเป็นการเรียนรู้จากกระบวนการแรกเริ่มจนถึงกระบวนการขั้นสุดท้าย คือ การนำเห็ดไปจำหน่าย หรือการนำไปแปรรูป

พื้นที่ทั้งหมดของโรงเรียน จำนวน 33 ไร่ จัดสรรเป็นฐานการเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น 9 ฐาน ดังนี้

1. กิจกรรมทำนาอินทรีย์และปุ๋ยหมักชีวภาพ ส่วนนี้เป็นการปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ บนพื้นที่ 5 ไร่ ผลผลิตที่ได้นำเข้าโครงการอาหารกลางวัน และแพ็กใส่ถุงจำหน่ายตลาดนัดชุมชน

2. กิจกรรมปลูกผักสวนครัว เน้นผักที่ใช้ในโครงการอาหารกลางวัน ส่วนใหญ่เป็นผักระยะสั้น เพื่อเก็บเกี่ยวได้เร็ว ปลูกได้หลายรอบ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง นอกจากนี้ ยังปลูกมะนาวทั้งลงดินและในวงบ่อ จำนวนกว่า 100 ต้น

3. กิจกรรมเพาะเห็ดนางฟ้า ทำโรงเรือนไว้สำหรับเพาะเห็ด ที่สำคัญคือนำวิทยากรมาถ่ายทอดให้เด็กนักเรียนรู้จักการเพาะเชื้อเห็ดเอง เพื่อทำก้อนเชื้อใช้เอง โดยไม่ต้องซื้อก้อนเชื้อเห็ด ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูง เมื่อเด็กนักเรียนทำเองได้ก็สามารถลดต้นทุนการผลิตได้

4. กิจกรรมปลูกมะละกอ ส่วนนี้ไม่ได้เน้นเฉพาะมะละกอเท่านั้น แต่มีไม้ผลชนิดอื่น ได้แก่ กล้วยน้ำว้า พื้นที่ 3 งาน มะม่วงอีกหลายสิบต้น ทั้งหมดนี้เน้นให้เด็กนำมารับประทานในโครงการอาหารกลางวัน

5. กิจกรรมการเลี้ยงไก่ไข่ เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานเอกชนภายนอก และได้รับพันธุ์ไก่ไข่พร้อมทั้งอาหาร และการก่อสร้างโรงเรือนชุดแรก หลังจากนั้นโรงเรียนบริหารจัดการเอง โดยนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายไข่ไก่มาลงทุนซื้อไก่ไข่ในรุ่นต่อไป ทั้งนี้ ไข่ไก่ที่เก็บได้ในทุกวันจะนำเข้าโครงการอาหารกลางวัน หากเหลือน้อย จะส่งให้กลุ่มแปรรูปนำไปแปรรูปเป็นขนมโดนัทไข่ให้กับโครงการอาหารกลางวัน หรือขายให้กับชุมชน

6. กิจกรรมเพาะพันธุ์ปลา กิจกรรมนี้มีบ่อเลี้ยงปลา ขนาด 1 ไร่ ภายในบ่อเลี้ยงปลากินพืชหลายชนิด โดยเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลานิลในกระชัง นอกจากนี้ ยังเลี้ยงปลาดุกในบ่อปูน ซึ่งนักเรียนเรียนรู้การเพาะพันธุ์ปลานิลจากสำนักงานประมงจังหวัด ทำให้ปัจจุบันไม่ต้องซื้อพันธุ์ปลานิล สามารถเพาะพันธุ์ได้เอง เป็นการลดต้นทุนการผลิตได้มาก

7. กิจกรรมการเลี้ยงหมูเหมยซาน ก่อนหน้าการปรับเป็นการเลี้ยงหมูเหมยซาน โรงเรียนเลี้ยงหมูหลุม แล้วพิจารณาเห็นว่าพื้นที่การเลี้ยงแคบ เพราะจำนวนหมูมาก จึงปรับพื้นที่ให้เป็นคอกเลี้ยงแทน ซึ่งก็ได้ผลดี เพราะเมื่อหมูให้ลูกก็สามารถจำหน่ายลูกได้ และเป็นที่ต้องการของตลาดมาก

8. กิจกรรมการเลี้ยงกบ โรงเรียนเลือกพันธุ์กบนามาเลี้ยงเพื่อขายเนื้อ แต่ไม่เพาะลูกอ๊อดจำหน่าย เพราะพื้นที่ใกล้เคียงมีการเพาะลูกอ๊อดจำนวนมาก จึงทำให้การซื้อพันธุ์กบนาได้ในราคาไม่สูง เพราะซื้อตั้งแต่เป็นลูกอ๊อดนำมาเลี้ยงจนได้เนื้อกบ

9. กิจกรรมแปรรูปอาหาร เป็นกิจกรรมที่สนับสนุนให้เด็กนักเรียนต่อยอดการทำการเกษตร โดยนำผลผลิตที่เหลือจากหลังนำเข้าโครงการอาหารกลางวันไปแปรรูปเพิ่มมูลค่า เช่น เห็ดหยอง น้ำพริกเห็ด ปลาส้มปลานิล เป็นต้น

?เดิมเราเริ่มให้นักเรียนเข้ากลุ่มยุวเกษตรได้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 3 แต่ปัจจุบัน เราเหลือเฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา เพราะเห็นว่าความรับผิดชอบในกิจกรรมเกษตรบางประเภท เหมาะสำหรับเด็กมัธยมศึกษาเท่านั้น เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่หนักและต้องใช้ความรับผิดชอบสูง ส่วนเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา ก็ยังคงให้สมัครเป็นสมาชิกกลุ่มยุวเกษตร แต่รับผิดชอบน้อยลง และลงแปลงหรือดูแลกิจกรรมจริงเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น?

นักเรียนจะเป็นผู้เลือกกิจกรรมตามความชอบและต้องการเรียนรู้ จากนั้นให้เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นผู้นำในกิจกรรมนั้นๆ มีการแบ่งเวร สลับสับเปลี่ยนแต่ละฐานให้ครบทุกกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ครบทั้งหมด

เด็กหญิงพัชรินทร์ เรืองจุ้ย หรือ น้องใบเฟิร์น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กล่าวว่า กิจกรรมที่เลือก น้องใบเฟิร์นเลือกการปลูกกล้วย เพราะชอบกินกล้วย ในครั้งแรกที่เข้าร่วมกิจกรรมคิดว่าการปลูกและดูแลกล้วยเป็นเรื่องยาก แต่ปัจจุบัน ง่าย สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรมนี้ คือ การแก้ปัญหาเมื่อเกิดปัญหาในแปลงขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบปัญหา ซึ่งเกษตรเป็นกิจกรรมที่ปลูกฝังให้เรารู้จักอดทน นำไปเรียนรู้เป็นอาชีพเสริมในอนาคตได้

เด็กหญิงลัดดา แก้วบางทราย หรือ น้องนิด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กล่าวว่า รับผิดชอบหลักในงานด้านการแปรรูป เพราะชอบทำอาหาร และการแปรรูปเป็นการต่อยอดความคิด เช่น การนำปลาที่เหลือจากการรับประทานและการจำหน่ายมาแปรรูปเป็นปลาส้ม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้จำหน่ายได้ในราคาสูงขึ้น

?การทำปลาส้ม เราต้องเริ่มจากการไปสำรวจดูพ่อแม่พันธุ์ปลานิลที่ไม่ได้ใช้แล้ว นำมาขอดเกล็ด ทำความสะอาด บั้งปลาให้เป็นชิ้น นำมาคลุก หมักรวมกับส่วนผสมที่เตรียมไว้ ได้แก่ กระเทียม เกลือ น้ำตาล ข้าวเหนียว เมื่อนวดให้เข้ากันดีแล้ว นำไปบรรจุถุง แล้วหมักทิ้งไว้ 2-3 วัน ก็นำไปทอดรับประทานได้?

ด้าน นางสาวปิยะธิดา แก้วศรีโพธิ์ หรือ น้องเฟิร์น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 บอกว่า รับผิดชอบงานเลี้ยงไก่ไข่ กิจกรรมที่ต้องทำทุกวันคือ การให้อาหารไก่และเก็บไข่ไก่ รวมถึงการให้วิตามินไก่ในตอนเช้า ตอนกลางวันเข้าไปเกลี่ยอาหารไก่ เก็บไข่ รวมทั้งเปิดสปริงเกลอร์คลายร้อนให้กับไก่ จากนั้นหลังเลิกเรียนก่อนกลับบ้าน เข้าไปให้อาหารไก่อีกครั้ง เก็บไข่ไก่ และเช็กจำนวนไข่ไก่ทั้งหมด โดยเฉลี่ยจะได้ไข่ไก่ วันละ 150-170 ฟอง เมื่อได้ไข่แล้วต้องนำไปให้กับสหกรณ์ของโรงเรียน เพื่อขายในราคาถูกให้กับโครงการอาหารกลางวัน หากไข่ไก่เหลือจากโครงการอาหารกลางวัน จะนำไปจำหน่ายยังตลาดนัดชุมชน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับดีมาก

สำหรับ นางสาวอารยา ติหะปัญโญ หรือ น้องแบม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประธานกลุ่มยุวเกษตร บอกว่า เมื่อเราเป็นประธานกลุ่มก็ต้องดูแลทุกกิจกรรมในภาพรวม ให้คำปรึกษาน้องๆ ในการทำกิจกรรมไม่ให้บกพร่อง ในทุกเดือนต้องประชุมคณะกรรมการเพื่อรับทราบความคืบหน้าของทุกกิจกรรมการเกษตร ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ปัญหาที่พบจะเกิดในส่วนของกิจกรรมปศุสัตว์และประมง เพราะจะพบโรคในโรงเรือน ต้องมีวิธีป้องกันและกำจัด นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการเพาะปลานิลที่ค่อนข้างยาก อย่างไรก็ตาม ทุกกิจกรรมการเกษตรถือว่าเป็นบทเรียนและประสบการณ์สอนให้เด็กนักเรียนที่นี่รักการเกษตร และสามารถนำไปต่อยอดอาชีพในอนาคตได้อย่างแน่นอน

หากพิจารณากิจกรรมทางการเกษตรที่มีทั้งหมด 9 กิจกรรม ก็ถือว่าเป็นโรงเรียนที่มีกิจกรรมพร้อมทุกด้านสำหรับส่งเสริมด้านการเกษตรให้เป็นพื้นฐานที่ดีให้กับนักเรียน และพร้อมเปิดกว้างรับการสนับสนุนในทุกกิจกรรมสำหรับนักเรียน ทั้งยินดีเผยแพร่ความรู้ที่มีทุกฐานให้กับชุมชนหรือโรงเรียนที่สนใจ ติดต่อได้ที่ อาจารย์วิษณุ สร้อยมี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่าหมื่นราม หมู่ที่ 11 ตำบลท่าหมื่นราม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก หรือโทรศัพท์ (086) 927-7190

บอลกระชับมิตร สาธิตเกษตร

ผศ. รวีโรจน์ จันทร์หอม ที่ปรึกษาชมรมฟุตบอลสาธิตเกษตร พ.อ. นิธิพัทธ์ อ่อนสนิท อดีตประธานชมรม ดร. อาณัติชัย วาสประเสริฐกุล ประธานชมรมคนใหม่ นำคณะผู้ปกครองชมรม แข่งขันฟุตบอลเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่าง โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กับ โรงเรียนสาธิตเกษตร พหุภาษา ณ สนามฟุตบอล ในนิคมอมตะนคร อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

“การศึกษาที่ออกแบบได้” ของ กศน. ปราจีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“การศึกษาที่ออกแบบได้” ของ กศน. ปราจีนบุรี

“จังหวัดปราจีนบุรี” เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงเกษตรและโดดเด่นด้านงานศิลปวัฒนธรรม ดึงดูดให้คนไทยและต่างชาติเข้ามาเยี่ยมชมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ได้ช่วยวางรากฐานการศึกษาในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีได้อย่างแข็งแรงและเข้มข้นไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ

คุณสุรัติ วิภักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดปราจีนบุรี (ปัจจุบัน รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดมุกดาหาร) เล่าให้ฟังถึงนโยบายและแผนการทำงานของ กศน. จังหวัดปราจีนบุรี ที่ช่วยให้ชาวจังหวัดปราจีนบุรีมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา เข้าสู่สังคมฐานความรู้ ได้เรียนรู้ตลอดชีวิต สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนท้องถิ่นตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี

เปิด 4 ศูนย์เรียนรู้ ที่ “กศน. ตำบล”

ท่านเลขา กศน. ได้มอบนโยบายให้ กศน. ตำบล เป็นศูนย์การเรียนรู้ จำนวน 4 ฐาน คือฐานการเรียนรู้ส่งเสริมประชาธิปไตย ฐานการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ศูนย์การเรียนรู้ ICT และ “ฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตของชุมชน” ซึ่งเปิดให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้ได้ทั้งสายสามัญ สายอาชีพ การเรียนรู้ตามอัธยาศัย

“ฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ไม่จำกัดว่า ผู้เรียนต้องเป็นคนในชุมชนที่มีอายุ อยู่นอกระบบการศึกษาเท่านั้น ทาง กศน. ได้สนองนโยบาย “ลดเวลาการเรียน เพิ่มเวลารู้” ของรัฐบาล โดยจัดกิจกรรมตามอัธยาศัยให้แก่เด็กที่อยู่ในระบบโรงเรียน เช่น จัดรถโมบายเคลื่อนที่ เข้าไปยังสถานศึกษาในแต่ละท้องถิ่น เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้ใช้เวลาว่างเพื่ออ่านหนังสือในห้องสมุดเคลื่อนที่ รวมทั้งสืบค้นข้อมูลทางระบบอินเตอร์เน็ตจากรถโมบายเคลื่อนที่ของ กศน.

จัดการศึกษา ให้ชุมชน…เพื่อชุมชน

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดปราจีนบุรี (กศน. จังหวัดปราจีนบุรี) กำกับดูแลด้านนโยบายของ กศน. อำเภอ ทั้ง 7 แห่ง จำนวน 65 ตำบล ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์จังหวัดปราจีนบุรี และนโยบายรัฐบาล รวมทั้งแผนงานของ สำนักงาน กศน. และกระทรวงศึกษาธิการ

ในช่วงต้นปีงบประมาณ กศน. จังหวัดปราจีนบุรี จะนำนโยบายส่วนกลาง จากภาครัฐบาล สู่ภาคการปฏิบัติ โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ กศน. ทุกส่วน ตั้งแต่ผู้บริหารระดับจังหวัด กรม กอง และระดับอำเภอ มาประชุมวางแผนปฏิบัติร่วมกัน เช่น นโยบายด้านสังคม ด้านคุณธรรม ด้านการศึกษา ด้านอาชีพ ฯลฯ ที่ผ่านมา กศน. จังหวัดปราจีนบุรี ได้ดำเนินโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง เช่น นโยบายสนับสนุนวิชาชีพระยะสั้นในหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านอาชีพของประชาชนในแต่ละชุมชน รวมทั้งประเมินผลตอบรับว่า โครงการอบรมอาชีพดังกล่าว คุ้มค่ากับการดำเนินงานหรือไม่

ทุกวันนี้ กลุ่มผู้ไม่รู้หนังสือของจังหวัดปราจีนบุรีมีสัดส่วนไม่สูงมาก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงวัย ทางครู กศน. ก็เข้าไปดูแลให้กลุ่มผู้สูงวัยสามารถอ่านออกเขียนได้ โดยใช้ตัวครู กศน. เข้าไปสอนโดยตรง หรือให้ศิษย์เก่า นักศึกษา กศน. ที่เป็นรุ่นลูกหลานเข้ามาช่วยเหลือผู้สูงวัยได้เรียนรู้เรื่องการอ่านหนังสือ

จัดการศึกษาในค่ายทหาร

ทุกวันนี้ มีผู้สนใจทุกช่วงวัยเข้ามาศึกษาเรียนรู้กับ กศน. ในแต่ละภาคเรียน ประมาณ 8,000 คน ทางสำนักงาน กศน. จังหวัดปราจีนบุรี ได้จัดส่งครู กศน. อำเภอเมือง ไปจัดอบรมส่งเสริมอาชีพให้กับผู้ต้องขัง ภายในเรือนจำประจำจังหวัดแล้ว ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ผ่านมา ยังไปจัดการเรียนการสอนร่วมกับครูทหาร ในกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ฯ จำนวน 17 กองพัน ส่วน กศน. อำเภอศรีมหาโพธิ เข้าไปช่วยจัดการเรียนการสอนให้แก่ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ จังหวัดปราจีนบุรี

รูปแบบการจัดการเรียนการสอนของทหาร จะใช้หลักสูตร 51 ซึ่งมีมาตรฐานการเรียนการสอนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ส่วนรายวิชาเลือกของทหาร จะใช้วิธีการเทียบโอนจากการฝึกทหาร ได้แก่ การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ ฝึกท่วงท่าทหารเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ฟังเทศน์ฟังธรรม สวดมนต์ไหว้พระ ฯลฯ เมื่อเรียนจบตามหลักสูตรที่กำหนด จะได้รับใบ รบ. เหมือนกับประชาชนทั่วไป

กศน. เปิดโลกการศึกษาให้น้องไอซ์

น้องไอซ์-น.ส. อารดา วงศ์ดีเลิศ บุตรสาวกำพร้า ของ น.พ. กฤษฎา วงศ์ดีเลิศ อดีตแพทย์ โรงพยาบาลกบินทร์บุรี ที่เสียชีวิตจากการช่วยคนไข้เมื่อ 10 ปีก่อน จนกลายเป็นกระแสข่าวโด่งดังในช่วงที่ผ่านมา น้องไอซ์มีโรคประจำตัว และมีภาระหน้าที่ในการทำงานเลี้ยงดูคุณย่า เธอจึงพลาดโอกาสจากการศึกษาในระบบ เพราะอายุเกิน 15 ปี ไม่สามารถเรียนต่อที่สถานศึกษาแห่งเดิมได้

น้องไอซ์อยากจะเรียนให้สูงๆ และอยากเป็นครูสอนหนังสือ เธอรู้ว่า กศน. สามารถจัดการเรียนการสอนเข้ากับวิถีชีวิตของเธอได้ ที่สำคัญได้เรียนฟรี เธอจึงสนใจสมัครเรียนกับ กศน. อำเภอกบินทร์บุรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีครู กศน. ตำบล เข้าไปช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยให้น้องไอซ์มีโอกาสศึกษาต่อในสายสามัญ ควบคู่กับการเรียนรู้สายงานอาชีพ เพื่อให้เธอมีรายได้ระหว่างการเรียนสำหรับดูแลตัวเองและคุณย่าไปพร้อมๆ กัน

เจาะเคล็ดลับครูภูมิปัญญาท้องถิ่น

กศน. จังหวัดปราจีนบุรี ได้มอบหมายให้ กศน. อำเภอ ทั้ง 7 แห่ง ได้รวบรวมเคล็ดลับความรู้ของครูภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดปราจีนบุรีในด้านการเกษตร ด้านแพทย์แผนไทย ด้านศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น ฯลฯ เพื่อป้องกันไม่ให้องค์ความรู้เหล่านั้นสูญหายไปกับกาลเวลา และสามารถใช้ถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นคนปราจีนบุรีแก่ประชาชนทั่วไปได้ในอนาคต

ยกตัวอย่าง เช่น ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอนาดี มีครูภูมิปัญญาดีเด่น ชื่อ คุณประทวน สิงหะ เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนไทย สาขาการรักษานิ้วล็อก โดยใช้เส้นใบลานสานเป็นรูปนิ้ว เรียกเทคนิคนี้ว่า “งูกินนิ้ว” เธอได้นำงูกินนิ้ว มาใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคนิ้วล็อก ปรากฏว่าได้ผลดี เพราะงูกินนิ้วที่ทำจากใบลาน มีความยืดหยุ่นและนิ่มไม่ทำให้เจ็บนิ้ว ต่อมาคุณประทวนได้พัฒนารูปแบบงูกินนิ้ว ใส่ในกล่องบรรจุภัณฑ์ที่มีความสวยงาม กลายเป็นสินค้าโอท็อปชุมชน จำหน่ายในศูนย์นวดลานทองบ้านทับลาน จนถึงทุกวันนี้

กศน. เปิดตัว โครงการบรรณสัญจร (Book Voyage)

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เปิดเผยว่า สำนักงาน กศน. ร่วมมือกับ องค์กรภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย บมจ. อสมท. บริษัท วัชรพล จำกัด, บมจ. มติชน, บมจ. เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป, บมจ. บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์, แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน (สสส.), บริษัท ทีวีบูรพา และสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (ทีเค พาร์ค) ฯลฯ จัดโครงการบรรณสัญจร (Book Voyage) ประจำปี 2559 ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

กศน. และภาคีเครือข่ายได้ทำพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง โครงการบรรณสัญจร (Book Voyage) ประจำปี 2559 ภายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 44 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยตั้งเป้ารับบริจาคหนังสือไม่น้อยกว่า 10 ล้านเล่ม ส่งไปยังแหล่งการเรียนรู้ที่มีอยู่จำนวนทั้งสิ้น 26,835 แห่ง แบ่งเป็นห้องสมุดประชาชนจำนวน 911 แห่ง ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” 94 แห่ง ห้องสมุดประชาชนจังหวัด 72 แห่ง ห้องสมุดประชาชนอำเภอ 745 แห่ง กศน. ตำบล 7,424 แห่ง และบ้านหนังสือชุมชน 18,500 แห่ง เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงการรู้หนังสือ ช่วยปลุกกระแสการอ่านหนังสือในทุกชุมชนเป้าหมาย รวมทั้งเกิดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

หากประชาชนท่านใดต้องการสนับสนุนโครงการนี้ สามารถบริจาคหนังสือหรือเงินเพื่อจัดหาหนังสือพิมพ์ วารสาร และนิตยสาร ให้แก่หมู่บ้านในชนบท โดยติดต่อผ่านเว็บไซต์ บ้านหนังสือชุมชน (http://www.nfe.go.th/cbh) ซึ่งเป็นช่องทางที่ให้ผู้บริจาคกับเจ้าของบ้านหนังสือ ได้พบปะกันโดย กศน. ได้จัดทำรายละเอียด ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ของเจ้าของบ้านหนังสือให้สามารถติดต่อได้สะดวก

เครือข่ายกล้ายิ้ม ผสานผู้นำป่าชุมชน เครื่องมือแนวรุกเพื่ออนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 622

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

เครือข่ายกล้ายิ้ม ผสานผู้นำป่าชุมชน เครื่องมือแนวรุกเพื่ออนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน

“คนอยู่ดี ธรรมชาติอยู่ได้” หมายถึง การอยู่ร่วมอย่างเกื้อกูลกันระหว่างคนกับธรรมชาติ แต่หากคนทำร้ายธรรมชาติ ก็จะทำให้ทั้งคนและธรรมชาติไม่สามารถอยู่ได้

ในวันนี้ หลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากภัยแล้งยาวนานต่อเนื่อง ปีนี้เป็นปีที่ 3 และเป็นปีที่มีการคาดการณ์ว่า สถานการณ์ภัยแล้งจะมีความรุนแรงมากกว่าช่วงที่ผ่านมา ภัยแล้งเกิดจากปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าปกติจากปรากฏการณ์เอลนิโญ่และป่าไม้ที่ถูกทำลาย ทำให้ไม่สามารถกักเก็บน้ำ การแก้ไขในเวลานี้ทำได้โดยการผันน้ำในแม่น้ำลำคลอง การขุดเจาะน้ำบาดาล การสร้างฝายชะลอน้ำ การจัดทำฝนเทียม เป็นต้น เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรกรรมในเบื้องต้น ส่วนการแก้ไขในระยะยาวที่หลายภาคส่วนได้เข้ามารณรงค์คือ การสนับสนุนการปลูกป่าและส่งเสริมป่าชุมชน เพื่อสร้างให้เกิดแหล่งน้ำตามธรรมชาติ

ผู้นำป่าชุมชนร่วม 100 ชีวิต ในนามของ “เครือข่ายผู้นำป่าชุมชนกล้ายิ้มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดูแลปกป้องรักษาผืนป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยได้จัดสัมมนาเครือข่ายเพื่อการศึกษาเรียนรู้ที่ป่าชุมชนบ้านหนองเจริญ ตำบลขอนยูง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี

โดยมีจุดเด่นในด้านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนในการดูแลรักษาป่าชุมชน เพื่อให้ผู้ที่มีเจตนารมณ์เดียวกันได้มาพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานป่าชุมชน เกิดการเรียนรู้และพัฒนาต่อยอดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการป่าชุมชนให้ดียิ่งขึ้น โดยปัญหาและหนทางแก้ไขของป่าชุมชนหนึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาให้กับป่าชุมชนอื่น

นายรัมย์ เหราบัตต์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง กล่าวว่า การส่งเสริมชุมชนที่อยู่รอบๆ ป่าให้มีส่วนร่วมดูแล ฟื้นฟู และรักษาป่าไม้ ถือเป็นแนวทางเสริมสร้างเครื่องมือเชิงรุกเพื่อการอนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์และนโยบายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของบริษัทที่เราให้การสนับสนุนอย่างจริงจังผ่านโครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน โดยดำเนินการร่วมกับกรมป่าไม้ มาตั้งแต่ ปี 2551 เพื่อปกป้องรักษาผืนป่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “คนอยู่ดี ธรรมชาติอยู่ได้”

ป่าชุมชนตัวอย่างบ้านหนองเจริญ ซึ่งเคยได้รับรางวัลป่าชุมชนตัวอย่างระดับจังหวัด โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน ประจำปี 2557 เป็นป่าชุมชนที่มีการใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดบนพื้นฐานของการดูแลรักษาให้คงความสมบูรณ์ไว้ โดยชุมชนได้จัดตั้งกลุ่มอาสาสมัครรักษาป่าและป้องกันไฟป่าภูพานน้อย-ถ้ำสิงห์ ซึ่งชุมชนได้ทุ่มเทและเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ มีการลาดตระเวนเพื่อป้องกันการบุกรุกป่าและป้องกันการเกิดไฟป่า

นอกจากนี้ จุดเด่นอีกประการของป่าชุมชนบ้านหนองเจริญ คือการพัฒนาทรัพยากรในชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศถ้ำสิงห์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ ด้วยต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่มี ประกอบกับความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของชุมชนในเรื่องการอนุรักษ์ ทำให้ป่าชุมชนบ้านหนองเจริญมีการพัฒนาป่าชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยชุมชนมีการปรับตัวเพื่อพยายามที่จะรักษาความสมบูรณ์ทางธรรมชาติควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชน

นายสีหา มงคลแก้ว ประธานป่าชุมชนดงใหญ่บ้านวังอ้อ จังหวัดอุบลราชธานี หนึ่งในเครือข่ายกล้ายิ้ม กล่าวว่า ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ทำให้ได้เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการป่าของแต่ละป่าชุมชน เช่น การแต่งตั้งกรรมการบริหารป่า การแบ่งเขต การแก้ไขปัญหาไฟป่าและการบุกรุกป่า ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการแก้ปัญหาจากแต่ละคน ทำอย่างไรที่ทำให้ชาวบ้านทั้งหมดมามีส่วนร่วม เพราะอยากให้ชาวบ้านในป่าชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากขึ้น นอกจากนี้ ก็มีความสนใจในเรื่องประโยชน์ของสมุนไพรในป่าเพื่อนำมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วยในเบื้องต้น เพราะชุมชนอยู่ไกลจากโรงพยาบาล

นายสะอาด บาริศรี ประธานป่าชุมชนโคกหินลาด ตำบลนาข่า จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า การเข้าร่วมกิจกรรมทำให้ได้รับความรู้เรื่องการบริหารจัดการป่าและแนวทางการบริหารจัดการป่าชุมชน รวมทั้งแหล่งอาหารในป่าและสมุนไพร การบริหารแบบการมีส่วนร่วม ป่าชุมชนโคกหินลาด ตำบลนาข่า เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนและโรงเรียนเข้ามาศึกษา ซึ่งจะนำความรู้ใหม่ๆ ไปปรับใช้เพื่อให้มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้น เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศสำหรับประชาชน ที่ผ่านมามีคนฝ่าฝืนบุกรุกป่าเพื่อทำการเกษตร เช่น ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกอ้อย การจุดไฟเผาป่า เพราะไม่เข้าใจ แต่ปัจจุบันมีความเข้าใจมากขึ้น ทั้งนี้ ป่าชุมชนได้สร้างกฎระเบียบป่าชุมชน มีบทลงโทษการบุกรุกป่า และพยายามจัดทำแนวเขตป่าชุมชนให้ชัดเจน ซึ่งช่วยแก้ปัญหาได้

การได้เรียนรู้ในการบริหารจัดการป่าชุมชนที่มีประสิทธิภาพ ทั้งจากการศึกษาเรียนรู้ป่าชุมชนบ้านหนองเจริญและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้นำป่าชุมชนที่เข้าร่วมกิจกรรมด้วยกันเอง ทำให้ผู้นำป่าชุมชนเห็นแนวทางในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในการกลับไปพัฒนาป่าชุมชนของตนเอง

ที่สำคัญคือ เกิดเครือข่ายผู้นำป่าชุมชนกล้ายิ้มที่เข้มแข็ง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น เพื่อช่วยกันรักษาป่าไม้และทรัพยากรของชาติให้อุดมสมบูรณ์ และคงอยู่ถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน…

ปลูก “ดอกรัก” เพียงครั้งเดียว แต่มีรายรับทุกวัน ที่ ตำบลหัวดง อำเภอเมือง พิจิตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูก “ดอกรัก” เพียงครั้งเดียว แต่มีรายรับทุกวัน ที่ ตำบลหัวดง อำเภอเมือง พิจิตร

“ดอกรัก” นับว่าเป็นไม้ดอกอีกอย่างหนึ่งที่คนไทยต้องการใช้ตลอดปี เพราะนำมาใช้ในการร้อยพวงมาลัย บางพื้นที่มีการปลูกต้นรักเอาไว้เก็บดอก เพื่อนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยไว้ขายเองโดยเฉพาะ และมักจะปลูกร่วมกับต้นมะลิ เพราะต้องใช้ประกอบเป็นพวงมาลัยที่คนไทยคุ้นเคยกันมากที่สุด และดอกยังสามารถนำมาใช้ทำดอกไม้ประดิษฐ์ได้อีกด้วย หรือในพิธีงานแต่งของคนไทยภาคกลาง นอกจากเราจะใช้ดอกรักนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยสวมให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวแล้ว ก็ยังใช้ใบของต้นรักนำมารองก้นขันใส่สินสอดและขันใส่เงินทุนที่ให้แก่คู่สมรสอีกด้วย

เกษตรกรในเขตตำบลหัวดง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร ได้ขยายพื้นที่ปลูกดอกรักกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกเพียงครั้งเดียว ต้นทุนในการบำรุงรักษาน้อยมาก ที่สำคัญมีรายรับทุกวัน ตัวอย่างเกษตรกร คุณเพ็ญศรี แก้วดวงใหญ่ บ้านเลขที่ 7 หมู่ที่ 4 บ้านเนินยาว ตำบลหัวดง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ (091) 397-5931 ว่าปลูกมานานมากกว่า 10 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็รับจ้างเพื่อนเกษตรกรแกะดอกรักจนหันมาปลูกต้นรักเพื่อเก็บดอกเอง โดยอาศัยปลูกตามข้างทางถนนที่กรมทางหลวงอนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อปลูกรักได้

คุณเพ็ญศรี เล่าว่า ดอกรัก มีหลายสายพันธุ์ ที่เลือกปลูก คือ “รักแก้ว” ซึ่งจะมีลักษณะดอกใหญ่ สีขาวใสมันเงา เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุดที่ตำบลหัวดง และมีอีก 2 พันธุ์ คือ “รักตุ้ม” จะมีดอกขนาดเล็กที่เขาเอาไปร้อยมาลัย แต่ไม่นิยมปลูก เพราะดอกมีขนาดเล็ก ไม่มีน้ำหนัก เก็บยาก ส่วนอีกพันธุ์คือ “รักจิ้งจก” ดอกจะยาว ทรงแหลมๆ ก็มีเกษตรกรบางรายปลูกอยู่เช่นกัน ต่อมาการปลูกต้นรักเพื่อเก็บดอกก็มีชาวบ้านได้นำพันธุ์มาปลูก จากนั้นก็แพร่กระจายพันธุ์ออกไป นำมาปลูกริมรั้วริมทาง, ปลูกตามคันนาหรือปลูกแซมในพื้นที่เกษตรที่ว่างเปล่า ข้อดีของไม้ชนิดนี้ก็คือ เจริญเติบโตได้ในดินทุกชนิด เป็นไม้ที่ทนแล้งมาก ซึ่งตนเองได้ปลูกไว้ราว 150 ต้น เพื่ออาศัยได้เก็บดอกรักขาย สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ในทุกๆ เช้า

วิธีการปลูกต้นรัก

คุณเพ็ญศรี บอกว่า การปลูกต้นรักไม่ต้องบำรุงอะไรมาก โดยเฉพาะหน้าแล้งหรือช่วงอากาศร้อน ต้นรักจะออกดอกมากอยู่แล้ว แต่ต้นรักจะไม่ชอบที่ชื้นแฉะน้ำขัง ส่วนช่วงหน้าฝน ดอกรักจะมีขนาดเล็กและดอกร่วงง่าย เพราะมีเชื้อราทำลายดอก จึงต้องดูแลเพิ่มด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยคอกกระตุ้นให้ออกดอกบ้างตามสมควร ซึ่งดอกรักที่นี่จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงบ้าน โดยพ่อค้าแม่ค้าจะเป็นคนรวบรวมดอกรักจากเพื่อนเกษตรกรหลายๆ บ้าน ในพื้นที่เพื่อนำไปส่งที่ตลาดปากคลองตลาด ที่จะเป็นจุดศูนย์กลางส่งไปขายต่อทั่วประเทศ

คุณเพ็ญศรี เล่าว่า ต้นรักมีอายุยาวนาน 15-20 ปี ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งอากาศร้อนจัด ดอกรักจะมีราคาถูก หรือต้นโทรม ชาวสวนจะตัดต้นรักให้เหลือแต่ตอสูงจากพื้น 30-50 เซนติเมตร (เหมือนการทำสาว) ให้แตกยอดสร้างทรงพุ่มขึ้นมาใหม่ หลังตัดแต่งต้นเพียง 2 เดือน ก็สามารถมีดอกให้อีกครั้ง ซึ่งเกษตรกรบางคนเวลาจะตัดจึงต้องวางแผนให้มีทดแทนกัน ไม่ตัดต้นพร้อมกันทั้งหมด เพื่อจะให้มีดอกเก็บตลอดทั้งปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้ไม่ขาดมือ

ซึ่งวิธีปลูกจะตัดกิ่งต้นรักให้เป็นท่อนๆ ควรเลือกกิ่งที่ไม่อ่อนจนเกินไป นิยมใช้กิ่งแก่หรือกลางแก่กลางอ่อน ตัดให้มีความยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร หลุมปลูกขุดให้ กว้างxยาว ประมาณ 30 เซนติเมตร ขุดพรวนหลุมปลูกลึกสัก 20-30 เซนติเมตร หลังจากนั้นให้วางท่อนพันธุ์ให้เฉียง 45 องศา ใน 1 หลุม (คล้ายการปลูกตะไคร้) ใช้ท่อนพันธุ์ 3-5 กิ่ง เผื่อกิ่งที่อาจแห้งตายไป เพราะเราจะหวังผลให้มันรอดอย่างน้อย 1-2 ต้น ก็เพียงพอแล้ว หลังจากวางท่อนพันธุ์ลงดินแล้ว จากนั้นให้ใช้ดินกลบ รดน้ำให้ชุ่ม แนะนำว่าควรจะปลูกหน้าฝนจะดีที่สุด เพราะจะได้ไม่ต้องเป็นภาระในการรดน้ำในช่วงแรกที่ปลูก

ถ้าปลูกในพื้นที่ว่างเปล่า แนะนำให้ใช้ระยะปลูก 3×3 เมตร ควรจะปลูกในช่วงฤดูฝน หลังจากปลูกไปได้เพียง 3 เดือน จะเริ่มเก็บดอกรักรุ่นแรกส่งขายตลาด แต่อาจจะยังมีปริมาณน้อย เพราะต้นยังเล็กและมีทรงพุ่มไม่โตมากนัก แต่หลังจากปลูกได้ 6-8 เดือน ขึ้นไป ต้นรักก็จะมีความพร้อม มีทรงพุ่มที่มีขนาดใหญ่ ที่จะให้ผลผลิตได้พอสมควรและผลผลิตจะมากขึ้นตามขนาดของทรงพุ่ม

เรื่องการดูแลรักษาดอกรัก

ถือว่าน้อยมากในการดูแลรักษา ทำให้มีต้นทุนต่ำ แต่ต้นรักต้องตัดต้น ปีละ 1 ครั้ง ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ตัดให้สั้น ให้ตอต้นรักเหลือความสูงจากพื้นสัก 30-50 เซนติเมตร ต้นรักจะแตกยอดออกมาใหม่เป็นจำนวนมาก ยิ่งฝนตกมาช่วยช่วงหลังตัดแต่งกิ่ง ก็จะทำให้ต้นรักแตกกิ่งสร้างทรงพุ่มได้เร็ว แล้วจะเริ่มเก็บใหม่อีกครั้งช่วงเดือนเมษายนหรือราวๆ ช่วงหลังสงกรานต์ เราก็จะกลับมาเก็บดอกรักขายอีกครั้ง ซึ่งจะตัดแต่งต้นทำอย่างนี้ทุกๆ ปี ส่วนเราก็จะช่วยบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ย ยูเรีย สูตร 46-0-0 (หรือ สูตรเสมอ 15-15-15) ซึ่งจะเริ่มใส่ให้หลังจากเห็นว่าต้นรักมียอดแตกมาใหม่ ยาวได้สัก 30 เซนติเมตร ปุ๋ยจะช่วยเร่งการแตกยอดสร้างทรงพุ่ม แต่วิธีการใส่ปุ๋ยของเกษตรกรที่นี่มักจะใช้วิธีขุดหลุมแล้วฝังกลบปุ๋ยไว้ระหว่างต้น หลุมละ 1-2 กำมือ เนื่องจากการปลูกรักที่นี่ปลูกกันตามข้างทาง ดังนั้น จะไม่ได้รดน้ำเลย อาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

ส่วนโรคแมลงก็ต้องดูแลด้วย ฉีดป้องกันโรคและแมลงอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อลดการทำลายจากพวกแมลงศัตรู เช่น หนอน เพลี้ยไฟ ไรแดง เพลี้ยแป้ง ฯลฯ ก็จะฉีดสลับตัวยาไปเรื่อยๆ ตามการระบาดของแมลงนั้นๆ โดยมากจะฉีดสารป้องกันแมลงให้เดือนละ 1 ครั้ง เท่านั้น ตามความเหมาะสมและการระบาด ยกตัวอย่าง สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น

– สารกลุ่มกำมะถันผง ก็จะฉีดควบคุมไรแดงได้ดี

– สารกลุ่มไซเพอร์เมทริน, ไดคลอร์วอส, อะบาเม็กติน ก็จะคุมพวกหนอนต่างๆ

– สารกลุ่มอะบาเม็กติน, อิมิดาคลอพริด, คอร์บาริล ฟิโปรนิล, คาร์โบซัลแฟน, ไทอะมีโซแซม ก็ใช้สำหรับป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟและเพลี้ยต่างๆ

– สารกลุ่มคลอร์ไพรีฟอส, ไวท์ออยล์ ก็ใช้สำหรับป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน

ข้อควรระวังเป็นพิเศษ

สำหรับเกษตรกรที่คิดจะปลูกดอกรักในเชิงพาณิชย์ และจะต้องสัมผัสกับดอกรักทุกวัน จะต้องระวังยางของต้นรัก จะมีพิษต่อผิวหนังได้ ในการเก็บเกี่ยวทุกครั้งจะต้องสวมถุงมือยางและสวมแว่นตาป้องกันยางกระเด็นเข้าตา สวมเสื้อผ้าให้มิดชิด การเก็บดอกรักต้องระวังยาง เนื่องจากยางของต้นรักเป็นเอนไซม์ประเภทหนึ่ง มีฤทธิ์กัดกร่อน หากถูกผิวหนังหรือเข้าปากจะทำให้ระคายเคือง แสบคัน มีพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้อาเจียนและถ่ายอย่างแรง หากถูกศีรษะจะทำให้ผมร่วงได้ และถ้าเข้าตา จะทำให้ตาพร่ามัวหรือตาบอดได้ ต้องระวังอย่างยิ่ง หากโดนยางของต้นรักบริเวณผิวหนังต้องรีบล้างด้วยน้ำสะอาดทันที หากยางเข้าตาหลังจากล้างน้ำแล้วให้รีบไปพบแพทย์

สำหรับการป้องกันยางต้นรัก เวลาจะเก็บดอกต้องแต่งกายให้มิดชิด ใส่เสื้อแขนยาว สวมแว่นตา สวมหมวก ใส่ถุงมือยางหรืออาจใช้ถุงหิ้วพลาสติกแทนถุงมือ และอาจนำลูกโป่งมาใส่นิ้วมือแทนปลอกนิ้ว เป็นต้น เพื่อให้ปลอดภัยจากยางต้นรักที่จะกัดผิวหนัง

การเก็บดอกรักจากต้น

จะเลือกเก็บดอกตูมที่กลีบเลี้ยงปริแตก (เกือบจะบาน) และดอกบาน ถ้าดอกรักที่อ่อนหรือดอกยังตูมอยู่ ดอกนั้นจะมีสีเขียว ดอกจะยังไม่เป็นสีขาวยังเก็บไม่ได้ ควรจะเด็ดให้ก้านดอกติดมาด้วย และนำมาแกะแยกเอากลีบดอกรักออกทีหลัง ช่วงเวลาเก็บดอกรักคือ ช่วงเช้าของทุกวัน จากการสำรวจพบว่า ปริมาณการเก็บดอกรักต่อคน จะได้เฉลี่ย 3-5 กิโลกรัม ต่อคน ขึ้นอยู่กับความชำนาญในการเก็บ อย่างการเก็บดอกรักในช่วงฤดูหนาวนั้น จะเก็บได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เท่านั้นเพราะดอกรักจะบานช้ามาก แต่ถ้าในฤดูร้อนดอกรักจะบานเร็ว ดอกเยอะมาก สามารถเก็บดอกได้ทุกๆ 2 วัน ทีเดียว

การเก็บ อย่างช่วงหน้าแล้ง ซึ่งดอกรักออกดอกจำนวนมาก สามารถเก็บได้ 5-7 กิโลกรัม ต่อครั้ง (ช่วงเวลาเช้า) ราคาก็จะเฉลี่ย 20-50 บาท ในช่วงฤดูแล้ง หรืออย่างช่วงฤดูหนาวที่เป็นช่วงที่ดอกรักออกดอกน้อย ราคาก็จะแพงขึ้น ก็จะเก็บได้ 3-5 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับจำนวนต้นด้วย) ก็จะขายได้ กิโลกรัมละ 50-250 บาท อย่างเราไม่มีเวลานั่งแกะเอง ก็จะจ้างแกะ โดยจะคิดเป็นกิโลกรัมและราคารับซื้อในวันนั้นๆ เช่น ราคารับซื้อดอกรักในวันนั้น กิโลกรัมละ 20 บาท คนแกะก็จะได้ 8 บาท ถ้ารักราคา 40 บาท ขึ้นไป ก็ได้ค่าแกะ กิโลกรัมละ 10 บาท แต่ถ้ากิโลกรัมละ 100 บาท ก็ให้ค่าแกะ 20 บาท เป็นต้น ซึ่งโดยมากจะเป็นคนแก่ หรือผู้สูงอายุที่อยู่บ้านเฉยๆ ก็จะมารวมกลุ่มกันช่วยกันนั่งแกะดอกรักเพื่อแก้เหงาได้พูดคุยกัน

การเก็บรักษาดอกรัก

ถ้าเกษตรกรออกเก็บรักในช่วงเช้าและก่อนเที่ยงก็มานั่งแกะดอกรักใส่ถุงไว้ในที่ร่ม ตอนเย็นพ่อค้าก็จะมารับซื้อที่บ้าน จ่ายเงิน แต่ช่วงที่ดอกรักออกเยอะๆ เกษตรกรมีความขยันก็จะออกเก็บอีกในช่วงเวลาเย็น ก็ต้องแกะดอกรักต่อให้เสร็จ เพราะถ้าเก็บมาแล้วยังไม่แกะกลีบเลี้ยงออก จะแกะยาก เพราะฐานรองกลีบดอกจะเหนียวไม่สด กรอบ

ฉะนั้น หลังเก็บดอกรักออกจากต้นก็ต้องแกะกลีบดอกทันที ถ้าแกะดอกรักตอนเย็นก็จะใส่ถุงแช่ตู้เย็นเอาไว้ ถ้ากรณีที่ต้องเก็บรักษาข้ามคืนเพื่อไม่ให้ดอกรักเสียหรือเปลี่ยนเป็นสีเหลือง การเก็บรักษาดอกรักโดยใช้อุณหภูมิต่ำจะสามารถช่วยยืดอายุและชะลอการเสื่อมสภาพของดอกรักได้นาน 7 วัน ส่วนดอกรักที่เก็บในอุณหภูมิห้องปกติจะมีอายุการเก็บรักษาโดยเฉลี่ยเพียง 1-2 วัน การเก็บรักษาดอกรัก ควรเก็บโดยการนำมาบรรจุลงในถุงพลาสติก แล้วแช่ในน้ำแข็งจะช่วยยืดอายุการเก็บรักษาดอกรักได้ดีที่สุด โดยเฉลี่ยประมาณ 1 สัปดาห์

คุณเพ็ญศรี แก้วดวงใหญ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การปลูกดอกรักขายเป็นอาชีพเสริมของตนเองและครอบครัว หลังว่างเว้นจากการทำนาและปลูกพืชไร่ ช่วงเช้าจะออกจากบ้านไปเก็บดอกรัก ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ก็กลับบ้าน ทำอย่างนี้ได้ทุกวันตลอดทั้งปี อย่างน้อยได้เงินจากการเก็บดอกรักขายเป็นค่ากับข้าว ค่าใช้จ่ายประจำวันในครอบครัว วันละ 100-300 บาท มีรายได้ตามความขยันของเกษตรกรเอง ซึ่งบางรายก็ปลูกเป็นอาชีพหลัก ไม่ต้องออกไปรับจ้างไกลบ้าน ยิ่งช่วงอากาศร้อนดอกรักออกดอกดกๆ ก็เก็บได้เกือบทุกวันเป็นจำนวนมาก เพื่อชดเชยราคารับซื้อที่อาจจะถูกลงตามฤดูกาล เกษตรกรที่ใช้พื้นที่ว่างปลูกรักก็จะมีรายได้เสริมจากช่วงที่ว่างเว้นจากการทำไร่ ทำนา และต้นรักปลูกแค่ครั้งเดียวแต่สามารถอยู่ได้นาน 15-20 ปีทีเดียว แม้การปลูกต้นรักเพื่อเก็บดอกขาย จะไม่ได้เงินก้อนหลักพันหลักหมื่นเหมือนไม้ดอกอย่างอื่นที่ต้องผลิตเป็นรุ่น 2-3 เดือน จึงจะรู้ต้นทุนและกำไร แต่เกษตรกรที่ปลูกรักและเก็บดอกรักจะมีเงินใช้จ่ายเกือบทุกวันจากต้นรักที่ปลูกเอาไว้ตามริมถนน

พฤกษามหัศจรรย์ โภชนาพรรณพืชสีม่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษามหัศจรรย์ โภชนาพรรณพืชสีม่วง

PHYTONUTRIENT หมายถึง สารพฤกษาเคมี

เป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นไม่ได้ ต้องได้รับจากพืชพันธุ์ชนิดต่างๆ เท่านั้น

ดังนั้น สีสันของพืชผัก ผลไม้ ก็เป็นสีสันของสุขภาพชีวิต

เราสามารถแบ่งจัดกลุ่มสีสันพืชผัก ผลไม้ ได้ถึง 5 สี และสีที่มีอยู่ในแต่ละพืชพรรณที่มีสารพฤกษาเคมีอยู่นั้น เป็นสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นเม็ดสีที่พืชสร้างขึ้นตามแต่ลักษณะของพืชผัก ผลไม้ แต่ละสายพันธุ์นั้นๆ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกคุณสมบัติสารอาหาร ที่แตกต่างกันทั้ง 5 สี 5 กลุ่มใหญ่ๆ

จากการศึกษาวิจัยหลายสถาบัน พบว่า ในพืชผัก ผลไม้ แต่ละสี จะมีไฟโตนิวเทรียนที่มีประโยชน์ต่างกันไป ดังนั้น การที่จะได้รับสารอาหารครบถ้วนและหลากหลายต่อวัน หรือแต่ละวัน ควรกระจายรับประทานทุกๆ กลุ่มสี สลับหมุนเวียนกันไป เนื่องจากสีของพืชจะเป็นตัวบอกว่า พืชชนิดไหนกินได้หรือไม่ได้ หรือสีที่เปลี่ยนตามอายุเมื่อใกล้สุกเป็นตัวบอกรสชาติ และคุณค่าทางโภชนาการได้เช่นกัน มีนักโภชนาการชาวต่างประเทศท่านหนึ่ง เขียนหนังสือชื่อว่า “What color your diet” ได้สาธยายครอบคลุมเกี่ยวกับพืชผัก ผลไม้ จะมีสารที่ให้สีตามธรรมชาติ ที่เรียกว่า “คาโรทีนอยด์” ซึ่งเป็นสารประกอบทางเคมีที่สามารถดูดซับแสงสว่าง และเป็นตัวกำหนดสีสันของพืชผักนั้นๆ นักวิทยาศาสตร์ประเมินกันว่า คาโรทีนอยด์ที่สกัดจากพืชและสัตว์ มีอยู่ถึง 700 ชนิด คิดเป็นพืชผัก ผลไม้ ที่เราใช้รับประทานเป็นอาหาร ได้ราวๆ 50-60 ชนิด คาโรทีนอยด์พวกนี้มีรูปแบบการแตกตัวพิเศษในร่างกาย โดยมีเกิดในกระบวนการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านลำไส้เล็ก จากนั้นก็แยกย้ายไปอยู่ตามเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ มีคุณสมบัติในการต้านสารอนุมูลอิสระ ให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกายที่จำเป็นต้องจัดการให้เกิดความสมดุลกับการทำงานของ DNA

ผัก ผลไม้สีเขียว มี คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดริ้วรอย มีไฟเบอร์สูง ขับถ่ายดี ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง

ผัก ผลไม้สีแดง มี ไลโคปีน (Lycopene) และเบตาไซซีน (Betacycin) มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก ป้องกันความจำเสื่อม ลดไขมันในเส้นเลือด

ผัก ผลไม้สีเหลือง, ส้ม มี ลูทีน (Lutein) และเบตาแคโรทีน (Betacarotene) บำรุง ป้องกันความเสื่อมดวงตา ลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความจำเสื่อมของเซลล์

ผัก ผลไม้สีขาว, สีน้ำตาลอ่อน มี แซนโทน (Xanthone) กรดไซแนปติก และอัลลิซิน (Allicin) รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต ต้านอนุมูลอิสระ

ผัก ผลไม้สีน้ำเงิน สีม่วง มีแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) มีคุณสมบัติลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ยับยั้งอาการอาหารเป็นพิษ บำรุงเส้นผม กระตุ้นการทำงานของเซลล์ ผักสีม่วง หรือสีน้ำเงิน ถ้าเป็นดอกไม้เราจะนึกถึงดอกอัญชัน และยังมีสารฟีนอลอยู่มาก ซึ่งช่วยชะลอความแก่ชราได้เป็นอย่างดี

สำหรับพืชผัก ผลไม้ที่มีสีม่วง หรือน้ำเงินม่วง มีมากมายหลายชนิดพันธุ์ และหลายลักษณะพรรณ ได้แก่ ผลหม่อนสด ว่านกาบหอย กะหล่ำปลีสีม่วง ถั่วฝักยาวสีม่วง ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง มันสีม่วง มะเขือม่วง ชวนชม ปทุมมา ม่วงเทพรัตน์ พชรดีไลท์ กระชายดำ อัญชัน หน้าวัว บัวนิโลบล บัวผัน บัวเผื่อน เบญจมาศ โตเกียวบลู องุ่น มังคุด เสาวรส แก้วมังกร ซึ่งจะขอกล่าวถึงผัก ผลไม้ ที่เรานำมาแปรรูปเป็นโภชนาการ เป็นอาหารที่เรารู้จักกันดี

กะหล่ำปลีสีม่วง ลักษณะลำต้นสั้นมาก ไม่แตกแขนง ใบเรียงซ้อนเป็นปลีสลับซ้อนกันแน่น แผ่นใบเรียบ มีไขเคลือบสีม่วงแดง ออกดอกเป็นช่อ มีกลีบเลี้ยง กะกล่ำปลีสีม่วงชอบอากาศเย็นบนภูเขาสูง มีคุณค่าเชิงโภชนาการสูง ให้พลังงานแก่ร่างกาย ประกอบด้วย ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร น้ำตาล โปรตีน แคลเซียม โพแทสเซียม เป็นพืชมีใยอาหารสูง รสชาติรับรู้ความขมได้มากกว่าพันธุ์สีขาวทั่วไป เพราะมีสาร intypin ช่วยเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย และกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงตับ ไต ถุงน้ำดี และมีธาตุเหล็กมาก

ถั่วฝักยาวสีม่วง พันธุ์สิรินธร มีกลีบกลาง ดอกสีม่วงอ่อน ฝักสดเป็นสีม่วงอมแดง สีปลายฝักเป็นสีเขียว เนื้อหนา ออกผลผลิตดีในช่วงหน้าร้อนและหน้าฝน ปลูกได้ทุกสภาพดิน มีคุณค่าทางโภชนาการด้านเส้นใยอาหาร มีทั้งเส้นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกาย และชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน ช่วยระบบขับถ่ายทำงานได้ดี มีทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซี และสารแอนโทไซยานิน

ข้าวโพดข้าวเหนียวสีม่วง เป็นพืชตระกูลเดียวกับหญ้า มีลำต้นสูงได้มากกว่า 2 เมตร ฝักและเมล็ดมีสีม่วงดำเข้ม เมล็ดสะท้อนแสงแวววาวคล้ายสีนิล รสชาติเหนียว นุ่ม หวานนิด แค่ติดปลายลิ้น แต่มีกลิ่นหอมแบบข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน เกลือแร่ มีเส้นใยหยาบ และวิตามินซี วิตามินอี มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ ช่วยป้องกันตาเสื่อม สารสีม่วงในเมล็ดมีคุณสมบัติช่วยลดอาการเกิดมะเร็งชนิดเนื้องอก ต่อต้านเชื้อโรค เพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดแดง ชะลอการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด

มันสีม่วง พืชล้มลุก หัวใต้ดิน มีทั้งชนิดม่วงแดง ส้ม นวล และขาว มีหัวยาว หรือรูปกระสวย ลำต้นเลื้อยบนดิน หรือตั้งตรง และเลื้อยพันวัตถุขึ้นได้ทั่วทุกภูมิภาค มีชนิดมันเทศสีม่วงเข้ม มีสารแอนโทไซยานินสูง จะมีมันเทศที่นำเข้าจากญี่ปุ่น เป็นสารที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน ส่วนใบและยอดอ่อน ช่วยบำรุงสายตา มีสารลูทีน (Lutein)

มะเขือม่วง ให้พลังงาน มีโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร วิตามิน แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โซเดียม และโพแทสเซียม มีสารต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าวิตามินซีหลายเท่า

กระชายดำ ส่วนที่ใช้ประโยชน์คือ เหง้า หรือ หัว ใช้ได้ทั้งหัวสดและแบบแห้ง เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีเหง้าอยู่ใต้ดิน อวบน้ำ เรียงต่อกันเป็นปุ่มปม สีม่วงเข้ม มีคุณสมบัติบำรุงฮอร์โมนเพศชาย เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ชะลอความแก่ เป็นยาอายุวัฒนะ ขับลม ขับปัสสาวะ ช่วยย่อย บำรุงเลือดในสตรี รักษาโรคปวดข้อ ปวดเมื่อย ปวดหลัง โรคภูมิแพ้ แต่มีข้อจำกัด ควรระวังในการใช้ประโยชน์ คือห้ามใช้ในเด็ก หรือผู้ป่วยโรคตับ

องุ่น เป็นไม้เลื้อยจำพวกเถา ซึ่งยาวได้ถึง 10 เมตร มีหนวดมือยึดเกาะ มีผลเป็นพวง มีผลย่อย เนื้อในผลฉ่ำน้ำ แปรรูปเป็นไวน์ได้ รับประทานผลสดได้ทั้งเปลือกผล น้ำมันองุ่นลดกรดในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์เป็นยาระบาย คุณสมบัติทางโภชนาการ ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด ใบและเถามีฤทธิ์เป็นยาสมานแผลสด ห้ามเลือดในริดสีดวงทวาร ราก เถา ใบ ใช้ภายนอกได้ดี คือรักษาฝี หนองอักเสบ แผลบวม ฟกช้ำ มีผลผลิตเกือบตลอดปี

มังคุด ขณะเป็นผลอ่อนมีสีเขียวอมขาว พอผลเริ่มแก่มีลายสีแดงๆ หรือม่วงแดง ชาวสวนเรียกลายนี้ว่า “สายเลือด” จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงจนถึงม่วงดำ ภายใน 2-5 วัน เปลือกผลหนา มีท่อน้ำยาง เป็นสารพวกแทนนิน มีรสขม ฝาด เป็นตัวช่วยลดการทำลายของแมลง มีส่วนเนื้อสีขาวใช้รับประทาน มีคุณสมบัติป้องกันโรคซึมเศร้า ลดความเครียด โรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ระบบประสาท ระบบทางเดินหัวใจ ลดไขมันไม่ดี ป้องกันเกิดเซลล์มะเร็ง เสริมสร้างภูมิต้านทาน สร้างกระดูกฟันให้แข็งแรง มีใยอาหาร ป้องกันท้องผูก มีสารแทนนิน มีฤทธิ์สมานแผล ยับยั้งการเกิดโรคผิวหนัง รักษาสายตา

เสาวรส เป็นไม้เถา ผลรูปไข่ มีทั้งสีม่วง สีเหลือง สีน้ำตาลอมส้ม แล้วแต่ชนิดสายพันธุ์ มีเนื้อและเมล็ดจำนวนมาก รสชาติเปรี้ยวจัด และเปรี้ยวอมหวาน ช่วยเสริมสร้างร่างกาย เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ เหมือนเบตาแคโรทีน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคไข้หวัด โรคความดันโลหิต ป้องกันมะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก และมะเร็งลำไส้ บำรุงรักษาสายตา บำรุงและควบคุมการทำงานของหัวใจ มีไฟเบอร์สูง มีผลดีต่อระบบขับถ่าย ขจัดคอเลสเตอรอลในร่างกาย นำผลมาคั้นน้ำดื่ม ยอด ใช้รับประทานเป็นผักสด จิ้มน้ำพริกหรือแกงได้ มีรสขมเล็กน้อย เนื้อไม้ เป็นตำรับสมุนไพร ควบคุมธาตุ ถอนพิษ รักษาแผล ราก ต้มน้ำดื่มแก้ไข้ ใบ ตำคั้นน้ำถ่ายพยาธิ ดอก ขับเสมหะ แก้ไอ

แก้วมังกร เป็นไม้เลื้อย ลำต้นยาว ชอบที่โล่ง แสงแดดไม่แรงเกินไป มีรากทั้งในดินและรากอากาศ ดอกสีขาว กลีบยาวเรียงซ้อน บานตอนกลางคืน ผลรูปทรงกลมรี สีเปลือกผลดิบเป็นสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีแดงม่วง หรือบานเย็น ช่วยสร้างภูมิต้านทานร่างกาย ปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ลดและคุมน้ำหนัก บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง ชุ่มชื้น ชะลอวัย และริ้วรอย กระตุ้นการขับน้ำนมสตรี ป้องกันโรคหัวใจ การอุดตันของหลอดเลือด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ใหญ่ รักษาโรคเบาหวาน โลหิตจาง แก้อาการท้องผูก

ข้าวก่ำ เป็นชนิดข้าวเหนียวดำ คือข้าวพื้นบ้านทางภาคเหนือ และภาคอีสาน ลักษณะที่โดดเด่นคือ มีสีม่วงทั้งลำต้นและเมล็ด ส่วนใหญ่นิยมนำมาบริโภคทั้งรูปแบบของขนม หรือของหวาน จากข้อมูลงานวิจัย พบว่า ที่มีสีม่วงของเปลือกหุ้มเมล็ด มีสารสำคัญ ทั้งแอนโทไซยานิน และแกมมาออริซานอล มีประโยชน์ต่อผู้บริโภค เป็นข้าวปลูกที่ไวต่อช่วงแสง อายุประมาณ 130 วัน คุณภาพข้าวสุกนุ่ม เหนียว จากสารทั้ง 2 อย่างในเมล็ดข้าว มีคุณสมบัติช่วยการหมุนเวียนกระแสโลหิต ชะลอการเสื่อมของเซลล์ร่างกาย ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร เพิ่มฮอร์โมนอินซูลิน

นอกจากนั้น ยังมีไม้ดอกหรือประเภทดอกไม้สีม่วงที่ให้ประโยชน์ ทั้งด้านบริโภค หรือมีสรรพคุณทางยา เป็นพฤกษาโอสถได้เช่นกัน ได้แก่

หม่อนผลสด ผลโตเป็นช่อ เมื่อสุกมีสีม่วงดำ รสเปรี้ยวอมหวาน นิยมมาทำแยม หรือนำแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ หม่อนที่กินผลสุกมีคุณค่าทางการโภชนาการสูง ทำได้ทั้งน้ำผลหม่อน หรือไวน์หม่อนได้ และทำชาใบหม่อน เป็นที่นิยมดื่มด้วย ส่วนสรรพคุณทางยา แก้โรคไขข้ออักเสบ บำรุงหัวใจ สายตา

ว่านกาบหอย ใช้ใบตากแห้งเก็บไว้ใช้ได้ ใช้ดอกที่โตเต็มที่ตากแห้ง หรืออบด้วยไอน้ำ แล้วตากแห้งเก็บไว้ใช้ มีสรรพคุณทางยา แก้ร้อนใน แก้ไอ อาเจียน ฟกช้ำภายใน แก้โรคบิด ดอก รสชุ่มเย็น ต้มกับเนื้อหมูรับประทาน ขับเสมหะ

อัญชัน เป็นไม้เถาเลื้อย ดอกใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางประเภทแชมพูสระผม และใช้สีจากดอกเป็นส่วนผสมในขนม และอาหารหลายอย่าง เมล็ดใช้เป็นยาระบาย ดอก ตำพอก หรือคั้นน้ำ แก้ฟกช้ำ บวม แก้พิษแมลงกัดต่อย และใช้สระผมหรือคั้นน้ำทาผิวหนัง ส่วนที่ต้องการให้มีเส้นผมและเส้นขน เช่น ขนคิ้ว ใบและราก ฝนเอาน้ำหยอดตา ผสมยาสีฟัน แก้ปวดฟันได้

ส่วนพืชดอกต้นไม้อื่นในกลุ่มพืชสีม่วงที่มีประโยชน์หลายรูปแบบ ได้แก่ บัวชนิดต่างๆ เช่น บัวผัน ผัวเผื่อน

เบญจมาศ ที่มีความสามารถด้านประสิทธิภาพในการดูดสารพิษ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ เบนซิน และแอมโมเนียได้ดี

โตเกียวบลู เป็นทั้งไม้ตัดดอกและไม้กระถาง ช่อดอกตั้งตรง และช่อยาว

ชวนชม ไม้ดอกชมพูม่วง กลีบดอกติดกันเป็นหลอด เจริญเป็นทรงพุ่ม

ดอกรัก ไม้ต้นลักษณะทรงพุ่ม ชูช่อดอกสวยงาม มีทั้งชนิดดอกสีขาวและดอกรักสีม่วง ไม้ดอกชื่อดี มีความหมาย ขอนำมาใช้เป็นตัวแทนเสียงเพลงแทนพืชพรรณสีม่วงอื่นๆ ที่ได้เอ่ยถึงมาแล้ว

กล่าวได้ว่า พืชพรรณทุกสายพันธุ์แต่ละกลุ่มสีมีของดี เป็นคุณภาพสำหรับสุขภาพผู้คนทุกระดับ เพศ อายุ และทุกระดับศักดิ์ศรีก็ต้องรับประทาน

เพลง ดอกรักสีม่วง

จินตนา สุขสถิตย์ ขับร้อง

ม่วงเอ๋ยม่วงอ่อน กลีบเกสรดอกรักจับใจหลง ถึงดอกไม้ใดอื่นทั้งหมื่นดง จะยิ่งยงสมญากว่ารักหรือ

ประมวลคำล้ำค่ามาทั้งโลก แสนสะโหลกมาสยบ ซบรักชื่อ ดอกรักนี้มีอาถรรพ์ออกลั่นลือ ดอกรักคือม่วงอ่อนรอนรอนใจ

แม้ว่าคำร้องเนื้อเพลงสั้นๆ แต่ด้วยจินตนารมย์ บรมครูนักแต่งเพลง และผู้ให้ทำนอง ระดับฟังลมพัดแปลงให้เป็นทำนองเพลงดุจมาจากเสียงสวรรค์ อย่าง ครูสง่า อารัมภีร และ ครูอาจินต์ ปัญจพรรค์ แล้ว เพียงไม่กี่บรรทัด สามารถมองเห็นทุกอย่างล่องลอยดั่งจินตนาการ

ดอกไม้ พืชผักสีม่วง ที่ให้ประโยชน์โภชนาการกับสุขภาพผู้คน แม้รูปลักษณ์จะต่างกัน แต่สีสันแห่งคุณภาพที่เป็นคุณสมบัติประจำตัวของเหล่าพฤกษาสีม่วงนั้น ประทับใจทั้งประโยชน์โภชผล และความสวยงามแห่งสีสันที่ผ่านสายตา จึงอยากจะกล่าวว่า

ทุกเฉดสี มีดีที่ประโยชน์

เป็นของโปรดโภชนามาเสนอ

อยากชักชวนแบ่งปันฉันและเธอ

และอย่าเผลอทิ้งขว้างให้ห่างกาย

ด้วยพืชพรรณสีม่วงทุกพวงดอก

จะขอบอกว่าทุกส่วนล้วนดีหลาย

บริโภคหมุนเวียนเปลี่ยนสีลาย

สุขภาพทั้งจิตกายได้สมบูรณ์

อยู่บ้านแบบเหงาๆ ปลูกเลี้ยงกระบองเพชร เรียนรู้วิธีขยายพันธุ์ จนเกิดรายได้แบบสบายๆ ไม่มีเหงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

อยู่บ้านแบบเหงาๆ ปลูกเลี้ยงกระบองเพชร เรียนรู้วิธีขยายพันธุ์ จนเกิดรายได้แบบสบายๆ ไม่มีเหงา

กระบองเพชร (Cactus) เป็นพรรณไม้ที่มีขนาดต้นเล็กจนถึงขนาดปานกลาง ลำต้นมีสีเขียวหรือเขียวคล้ำ มีขนและหนามรอบลำต้นแล้วแต่ชนิดพันธุ์ บางสายพันธุ์มีดอกและสีที่แตกต่างกันไป เช่น สีแดง สีเหลือง หรือสีขาว ขนาดของดอกเล็กใหญ่ตามชนิดสายพันธุ์

กระบองเพชรโดยทั่วไปหลายๆ ชนิดอยู่ตามทะเลทรายและมีอยู่ตามป่าธรรมชาติ ซึ่งกระบองเพชรที่ขายทั่วไปตามท้องตลาด จะมีลักษณะที่เล็กแบบบอนไซหรือบางชนิดมีขนาดกลาง หนามทั่วลำต้นที่เห็น คือใบที่พัฒนากลายมาเป็นหนาม เพื่อลดการคายน้ำ

ด้านความเชื่อเรื่องการปลูกกระบองเพชร แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มความเชื่อหนึ่งเชื่อกันว่าการปลูกกระบองเพชรไว้ในบ้านเป็นสิ่งไม่ดี เพราะกระบองเพชรเป็นพืชที่มีหนามจะทำให้หนามทิ่มแทงคนในบ้าน ทำให้เกิดอุปสรรคเกิดปัญหาในชีวิต มีแต่ขวากหนามในการดำเนินชีวิต ส่วนอีกกลุ่มความเชื่อหนึ่ง เชื่อว่าการปลูกกระบองเพชรเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมโชคลาภ เพิ่มพูนเงินทอง ทำให้กิจการงานต่างๆ เจริญก้าวหน้า ยิ่งถ้ากระบองเพชรที่ปลูกออกดอกสวยงาม ผู้ปลูกจะมีโชคลาภเงินทองไม่ขาดมือ

แต่ด้วยประการทั้งปวง หากบ้านไหนมีเด็กเล็กๆ ซุกซน ผู้เขียนขอแนะนำว่าไม่ควรปลูกอย่างยิ่ง หรือถ้าปลูกควรหาพื้นที่วางให้พ้นมือเด็กเล็ก เพราะเด็กอาจมาหยิบจับจนหนามทิ่มตำมือได้รับบาดเจ็บ

สำหรับใครที่กำลังมองหาไม้ประดับตกแต่งโต๊ะทำงานหรือบ้านเรือน กระบองเพชรอาจเป็นทางเลือกในการหาต้นไม้เล็กๆ สักต้นประดับตกแต่ง เพื่อให้มีพื้นที่สีเขียวมองแล้วสบายตา เนื่องจากเป็นไม้ที่ดูแลง่าย รดน้ำไม่ต้องบ่อยเหมือนไม้ประดับชนิดอื่นๆ เหมือนเช่น คุณสมปอง มาปิยะพันธ์ อยู่บ้านเลขที่ 236/250 ถนนพัฒนาการ ตำบลบ้านใต้ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ปลูกเลี้ยงกระบองเพชรไว้ที่บ้านแบบเล่นๆ แก้เหงา แต่กลับสร้างรายได้ให้กับเธอเป็นอย่างดี

อยู่บ้านเหงาๆ เลยทดลองปลูกเล่น

คุณสมปอง เล่าว่า การปลูกกระบองเพชรของเธอเกิดจากการที่อยู่บ้านคนเดียว ซึ่งลูกสาวกลัวว่าจะเหงาจึงหาซื้อกระบองเพชรมาไว้ให้ปลูกเพื่อแก้เหงา

“ช่วงนั้นปี 38 ลูกไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย สามีก็ไปทำงาน เราก็อยู่บ้านเฉยๆ เป็นแม่บ้าน มันก็มีแต่งานบ้านที่ทำ ลูกสาวเรียนในกรุงเทพฯ เวลาเขากลับมาบ้าน ก็ซื้อกระบองเพชรมาให้ไว้เลี้ยงดูแก้เหงา ไม่อยากให้แม่เบื่อเวลาว่างๆ” คุณสมปอง เล่าถึงความเป็นมาของการมีกระบองเพชรมาปลูก

เมื่อเริ่มปลูกเลี้ยงดูแลกระบองเพชรไม่ตาย คุณสมปอง เล่าว่า อยากรู้จักกับสิ่งที่ทำมากขึ้น จึงไปหาซื้อหนังสือที่เกี่ยวกับกระบองเพชรทุกชนิดที่เจอมาอ่านเพื่อเพิ่มเติมความรู้

“เราก็พยายามหาหนังสืออ่าน ว่าเขาทำอะไรยังไงกันบ้าง เพื่อเอาเคล็ดลับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผสมดิน เรียกว่าเรียนรู้ด้วยตัวเองแทบทั้งหมด เราก็เริ่มชำนาญขึ้น คราวนี้กระบองเพชรมีเยอะเลย” คุณสมปอง กล่าว

คุณสมปอง บอกว่า ในช่วงนั้นทำไปทำมาไม่ใช่จำนวนกระบองเพชรเยอะอย่างเดียว ยังมีหลายสายพันธุ์อีกด้วย เธอได้สั่งซื้อทั้งที่เป็นสายพันธุ์หายากเป็นไม้สะสมมาปลูกเลี้ยงด้วยเช่นกัน

กระบองเพชร ใครว่าปลูกยาก

ปลูกให้สวย ได้ทรงดี มีวิธีดังนี้

คุณสมปอง เล่าว่า พอเลี้ยงดูแลไปกระบองเพชรบางชนิดมีการแตกหน่อเกิดขึ้น จึงต้องย้ายมาปลูกกระถางใหม่ เป็นอีกวิธีที่ทำให้มีต้นกระบองเพชรมากขึ้น

“ช่วงแรกนี้ยอมรับเลยนะว่าลองผิดลองถูกเอง ไม่ว่าจะเรื่องการผสมดิน พอได้ศึกษาจากหนังสือ ได้เรียนรู้นิสัยของกระบองเพชรมากขึ้น เราก็ได้ประสบการณ์ อย่างการปลูกนี่ ดินก็สำคัญ ไม่ใช่ว่าจะเอาดินอะไรมาปลูกได้ ดินดีมันถึงจะโตดี” คุณสมปอง กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า

ดินที่ใช้สำหรับปลูก คุณสมปองจะใช้ดินที่มีส่วนผสมของดินใบก้ามปู ทรายหยาบ และขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 นำทั้ง 3 อย่างมาผสมให้เข้ากัน ก่อนปลูกกระบองเพชรลงไป คุณสมปอง บอกว่า จะใช้ถ่านป่นมารองก้นกระถางก่อน จากนั้นจึงนำกระบองเพชรที่แยกหน่อมาปลูก

“ช่วงที่ปลูกแรกๆ กระถางยังไม่กำหนดว่าใช้ขนาดเท่าไร ใช้ถ้วยน้ำจิ้มที่หาง่ายๆ ก่อน มันประหยัดต้นทุนด้วย ก้นถ้วยเราก็ใช้ธูปเจาะรู เพื่อเวลาที่รดน้ำจะได้ระบายออกได้ดี พอต้นมันใหญ่ขึ้นกว่าเดิมก็ค่อยย้ายกระถางที่ใหญ่ขึ้น แต่ถ้าหน่อใหญ่อาจปลูกใส่กระถางใหญ่เลยก็ได้ ดูตามความเหมาะสม” คุณสมปอง อธิบายการปลูกใส่กระถาง

ส่วนกระบองเพชรที่เป็นเมล็ด คุณสมปองจะนำมาเพาะลงในกระถางขนาด 3 นิ้ว โรยไปให้ทั่ว อย่าให้หนาแน่นเกินไป นำถุงพลาสติกห่อทั้งกระถาง รดน้ำพอประมาณ มัดปากถุงให้สนิท ทิ้งไว้จนกว่าเมล็ดจะงอก ประมาณ 3-6 เดือน เมื่อต้นงอกมีความแข็งแรง จะย้ายมาปลูกเหมือนกับวิธีแยกหน่อ

คุณสมปอง บอกว่า กระบองเพชรที่แยกหน่อปลูก ในช่วงแรกยังไม่รดน้ำประมาณ 3 วัน หลังจากนั้นรดน้ำปกติ ในช่วงเช้าทุก 3 วันครั้ง พอชื้นๆ ไม่ให้แฉะมากจนเกินไป เพราะจะทำให้ต้นเน่า ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน รากจะเดินสมบูรณ์ จากนั้นจึงใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 อัตราส่วนครึ่งช้อนชา ต่อน้ำ 1 ลิตร รดบริเวณรอบๆ ต้น อย่าให้โดนต้น ทุก 15 วันครั้ง

ด้านการป้องกันโรคและแมลง คุณสมปอง บอกว่า ที่น่ากลัวที่จะสุดคือ พวกเชื้อราและเพลี้ยหอย

“พวกนี้เวลาที่มันระบาด เราก็ต้องใช้ยาบ้าง ยาหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด ฉีดพ่นทุก 7 หรือ 15 วันครั้งก็ได้ ดูตามอาการ เราต้องระวังให้ดี เพราะว่าเกิดระบาดมากๆ ของเราเสียหาย มันจะได้ไม่คุ้มเสีย” คุณสมปอง กล่าว

ดูแลอย่างนี้ประมาณ 4-6 เดือน สำหรับต้นที่แตกหน่อ ต้นก็จะเจริญเติบโตสมบูรณ์ พร้อมจำหน่ายได้ ส่วนต้นที่เพาะเมล็ดใช้เวลาเจริญเติบโตประมาณ 1 ปี

เรียนรู้การผสมพันธุ์เอง

แค่ทดลอง ลงมือทำ ไม่มีอะไรยาก

คุณสมปอง บอกว่า เมื่อเกิดความชำนาญมากขึ้นจึงเริ่มผสมพันธุ์เอง เพื่อให้ได้ต้นสายพันธุ์ใหม่ๆ มากขึ้น

“ต้องบอกก่อนว่าถ้าเราอยากจำหน่ายได้ไว ก็ให้แยกหน่อมันจะได้จำนวนที่มาก แต่พวกนี้ก็มีดอกนะบางสายพันธุ์ดอกเล็ก คนไม่นิยม ถ้าอยากได้ราคาดีหน่อย ก็ต้องเป็นไม้สะสม ไม้พวกนี้จะนำเข้าซะส่วนมาก โดยเลือกสายพันธุ์ที่ดี สวยๆ ดอกใหญ่ๆ มาเลี้ยงให้ออกดอก” คุณสมปอง กล่าวอธิบาย

เมื่อกระบองเพชรที่ต้องการผสมพันธุ์มีดอกสมบูรณ์ คุณสมปองจะผสมพันธุ์เองโดยดูลักษณะพันธุ์ที่ดีของพ่อแม่พันธุ์มาทำการผสมกัน เมื่อได้เมล็ดออกมาปลูกจนโต ดูลักษณะของต้นที่เจริญเติบโต คุณสมปอง บอกว่า ยิ่งต้นใหม่กลายพันธุ์ มีลักษณะสวยแปลกใหม่ ยิ่งเป็นที่ต้องการของลูกค้า

คนซื้อมีความชอบหลากหลาย

ทั้งไซซ์ใหญ่ ไซซ์เล็ก ชอบแตกต่างกัน

คุณสมปอง เล่าว่า ตั้งแต่เริ่มปลูกกระบองเพชรมาประมาณปี 2538 ต่อมาประมาณ 5 ปี เมื่อคนผ่านไปผ่านมาเห็นที่บ้านของเธอมีกระบองเพชรน่าสนใจ จึงมีคนขอเข้ามาซื้อมากขึ้น

“ตั้งแต่ปลูกมาไม่เคยเอาไปขายที่ไหนเลย คนผ่านไปผ่านมาก็จะแวะเข้ามาซื้อ บางทีลูกสาวเอาลงเว็บไซต์บ้าง คนเห็นก็สนใจ พอเขาผ่านมาเที่ยวเมืองกาญจน์ เขาก็แวะมาซื้อถึงที่บ้านเลย เขาก็จะหาตามแผนที่” คุณสมปอง เล่าถึงการจำหน่ายแบบง่ายๆ อยู่บ้านเฉยๆ ก็จำหน่ายได้

ราคากระบองเพชรของคุณสมปอง มีราคาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 25 บาท ส่วนที่เป็นไม้สะสมหายากอยู่ที่หลักพันบาทเลยทีเดียว

“คนที่ซื้อนี่มีหลายแบบ บางคนอยากลุ้นต้นตั้งแต่เล็กๆ บางคนอยากได้สายพันธุ์แบบใหญ่หลายพันบาทก็ซื้อ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนที่มาซื้อเอาไปจัดสวนประกวด มาจากเพชรบุรี เพชรบูรณ์ เขาก็มานะมาซื้อที่นี่ ก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมันดีนะ ทำให้เรารักในสิ่งที่เราทำไปเลย มันไม่เกินกำลังที่เราทำได้ ทำไปมันก็เพลินดี เพื่อให้ออกมาสวยไม่ขอแข่งขันอะไรกับใคร พอมันออกมาสวย เราก็มีความสุขที่เห็น อะไรจะดีไปกว่านี้จริงไหม” คุณสมปอง กล่าวด้วยใบหน้าที่เปี่ยมล้นด้วยความสุข

ใครสนใจอยากมีอาชีพเสริม

กระบองเพชร อาจเป็นอีกทางเลือก

“ใครอยากทำเป็นอาชีพเสริม ไม้ชนิดนี้ถือว่าดีมาก ถ้าอยากได้เงินเร็วก็เน้นไปที่ตลาดต้องการ ยิ่งเป็นแบบแยกหน่อแยกกอได้นี่ยิ่งเร็ว เงินก็จะได้ไว มันทันจำหน่ายได้ไว แต่ถ้าจะทำไว้ได้ราคาแพงพวกไม้สะสม มันใช้เวลานานกว่าจะโต นี่บางทีอาจรอไม่ได้แถมต้นทุนสูง เมื่อเทียบกับไม้ตลาดใครๆ ก็ซื้อได้ ส่วนใครที่อยู่ห้องพักมีระเบียงก็ทำได้นะ เพราะมันใช้พื้นที่น้อย พอต้นโตสวยก็จำหน่ายทางเฟซบุ๊ก ถือว่าดีเลย ก็ฝากไว้คนที่อยากเริ่มก็ลองศึกษาดูก่อน เดี๋ยวก็ออกมาดีเอง แล้วจะหลงรักไปเลย” คุณสมปอง กล่าวแนะนำ

จากกรณีของคุณสมปองจะเห็นได้ว่า การทำเกษตรอาจไม่จำเป็นต้องเรียนจบด้านเกษตร ขอเพียงมีใจรักในสิ่งที่อยากทำ ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมถึง เพียงแค่อยากทำลองทำ ใช้สองมือสร้างสรรค์ผลงาน เท่านี้ทุกอย่างที่รักที่ชอบ ก็กลับกลายมาสร้างเงิน สร้างรายได้แบบมีความสุขสบายๆ

สำหรับท่านใดที่สนใจ ติดต่อสอบถามได้ที่ คุณสมปอง มาปิยะพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ (085) 196-9056

สนใจติดตามดูคลิปวิดีโอ การปลูกกระบองเพชร ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

ไอเดียเจ๊ง เกษตรกรสุราษฎร์ ปลูกบัวสร้างรายได้ ในร่องสวนปาล์ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05033150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ไม้ดอกไม้ประดับ

ปอพิไล พิพิธ

ไอเดียเจ๊ง เกษตรกรสุราษฎร์ ปลูกบัวสร้างรายได้ ในร่องสวนปาล์ม

การทำไร่นาสวนผสมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงดีกว่าทำเกษตรเชิงเดี่ยว เพราะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นหลายช่องทาง มีทั้งรายได้ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ลดความเสี่ยงในเรื่องตลาดและราคาขายผลผลิต ทำให้มีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอ พออยู่ พอกิน มีเงินออม สร้างครอบครัวอบอุ่น…

ดังเช่น เกษตรกรที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี พลิกวิกฤตเป็นโอกาสในภาวะพืชเศรษฐกิจราคาไม่แน่นอน โดยการปลูกบัวหลวงสัตตบุษย์ ในร่องคูสวนปาล์มน้ำมัน สร้างรายได้หลักหมื่นต่อเดือนให้เกษตรกร

พื้นที่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีส่วนใหญ่มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันประมาณกว่าล้านกว่าไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงหารายได้เสริมในช่วงรอปาล์มน้ำมันให้ผลผลิต

คุณกรรณิการ์ พิพิธ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าขนอน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกษตรกรที่ประกอบอาชีพหลักปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 70 ไร่ โดยมีพื้นที่ 20 ไร่ ที่เปลี่ยนจากพื้นที่นาเป็นพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งพื้นที่แปลงนี้เป็นที่ลุ่ม ในหน้าแล้งจะแล้งมาก หน้าฝนตกชุกน้ำจะท่วม จึงมีการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการขุดร่องคูในสวนปาล์ม คุณกรรณิการ์ ได้เล็งเห็นประโยชน์จากร่องคูในสวนปาล์มน้ำมัน โดยการนำบัวหลวงสัตตบุษย์ (Magnolia Lotus) หรือบัวหลวงฉัตรขาวมาปลูก เนื่องจากปกติแล้วได้ซื้อบัวในตลาด และโดยเฉพาะในวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา ราคาค่อนข้างสูง จึงทดลองนำมาปลูกเป็นการลดค่าใช้จ่าย และนำไปจำหน่ายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว

บัวหลวงสัตตบุษย์ (Magnolia Lotus) หรือ บัวหลวงฉัตรขาว เป็นบัวที่มีความต้องการของตลาดสูง โดยเฉพาะในวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งจะมีการจำหน่ายในตลาดค่อนข้างสูง มีราคาดอกละ 10 บาท ซึ่งต้นทุนในการปลูกและดูแลรักษาไม่สูงมากนัก เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เรื่อยๆ ต้นพันธุ์หาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด ราคาอยู่ที่ต้นละประมาณ 60-100 บาท การดูแลรักษาระหว่างการปลูกทำได้ไม่ยาก เพราะมีโรคและแมลงรบกวนน้อย บำรุงโดยการใส่ปุ๋ยคอก หลังปลูกแล้วประมาณ 3 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยจำหน่ายทั้งปลีกและส่งในพื้นที่ ราคาขายส่ง ดอกละ 3-5 บาท และขายปลีก ราคาดอกละ 8 บาท สามารถสร้างรายได้ เดือนละ 6,000-12,000 บาท รายได้ขึ้นอยู่ในช่วงการออกดอกหรือช่วงวันสำคัญทางศาสนา

…เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีและความมั่นคงในชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ในภาวะช่วงราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน…

หากท่านใดต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมโดยตรงได้ที่ คุณกรรณิการ์ พิพิธ โทร. (084) 852-6967 หรือที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสุราษฎร์ธานี โทร. (077) 283-282, (088) 820-5288

ส้มโอปูโก ของดี ยะรัง ปัตตานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05043150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เทคโนโลยีการเกษตร

เลิศพงษ์ กันภัย

ส้มโอปูโก ของดี ยะรัง ปัตตานี

เมื่อพูดถึง ส้มโอ หลายคนคงนึกถึงส้มโอพันธุ์ทองดี ขาวน้ำผึ้ง ขาวแตงกวา

น้อยคนที่จะทราบว่ายังมี ส้มโอพันธุ์ปูโก เป็นสายพันธุ์พื้นเมือง อยู่ที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ซึ่งขณะนี้มีการผลักดันให้เป็นผลไม้เด่น คุณภาพดี สร้างชื่อเสียงของจังหวัดปัตตานีอีกด้วย

จากคำบอกเล่าของชาวบ้าน คำว่า “ปูโก” มีความหมายว่า “ประทับตรา”

ชาวจีนนำส้มโอพันธุ์พื้นเมืองของชาวยะรังไปไหว้เจ้า โดยมีการประทับตราไว้บนผล ซึ่งบ่งบอกถึงมีคุณค่า มีคุณภาพดีจากนั้นชาวมุสลิม จึงตั้งชื่อส้มโอดังกล่าวว่า “ปูโก”

เดิมทีการปลูกส้มโอของเกษตรกรนิยมปลูกกันในสวนหลังบ้าน จำนวนบ้านละไม่กี่ต้น ทำให้ไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี ต่อมาสำนักงานเกษตรอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ได้เข้ามาส่งเสริมให้ความรู้ ทำให้ส้มโอปูโกมีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาด

จากที่ ส้มโอปูโก ในอดีตเคยถูกมองข้าม ไม่ได้รับการบำรุงดูแล จนมีผู้นำไปปลูกต่างพื้นที่

ในวันนี้ส้มโอในท้องถิ่นกำลังได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้กลับมาสร้างชื่อเสียงให้กับอำเภอยะรังอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายให้เป็นผลไม้เด่น ดี มีคุณภาพ ของจังหวัดปัตตานี ภายใต้ชื่อใหม่ว่า “ปูโกเพชรยะรัง”

ลักษณะประจำพันธุ์ส้มโอพันธุ์ปูโก

ทรงพุ่ม…ลักษณะทรงพุ่มเหมือนส้มโอพันธุ์อื่นๆ ทั่วๆ ไป มีขนาดปานกลาง เนื่องจากขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 4-5 เมตร และความสูงประมาณ 5-5 เมตร

ลักษณะใบ…ส้มโอพันธุ์ปูโกจะมีลักษณะใบค่อนข้างยาวรี กลางใบจะกว้าง ส่วนของยอดจะใหญ่มีขนปกคลุม ปลายใบจะมีลักษณะแหลม เมื่อหงายดูใต้ใบจะมีขนเล็กๆ ปกคลุมทั่วทั้งใบ เมื่อจับดูขนจะมีลักษณะนุ่มคล้ายกำมะหยี

ลักษณะผล…ส้มโอพันธุ์ปูโก เมื่อผลโตเต็มที่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวตามอายุจะมีสีผิวสีเขียวนวลอมเหลือง ส่วนบนจะมีจุกคล้ายส้มโอพันธุ์ขาวพวง บริเวณผิวผลจะมีขนเล็กๆ ปกคลุมทั่วทั้งผล ขนจะอ่อน นุ่ม เมื่อจับดูจะมีความรู้สึกคล้ายๆ กำมะหยี่ บริเวณจุดกึ่งกลางก้นของผล เมื่อสุกแก่เต็มที่จะมีจุดสีน้ำตาลเข้ม และขนบริเวณก้นประมาณครึ่งลูกจะหายไป ซึ่งสามารถแบ่งขนาดของผลส้มโอได้ ดังนี้

เส้นรอบวง มากว่า 25 เซนติเมตร เรียกว่า ขนาดจัมโบ้

เส้นรอบวง ระหว่าง 20-25 เซนติเมตร เรียกว่า เบอร์ 1

ส้นรอบวง ระหว่าง 18-20 เซนติเมตร เรียกว่า เบอร์ 2

เส้นรอบวง ระหว่าง 18 เซนติเมตร เรียกว่า เบอร์ 3

ลักษณะภายในผล…เมื่อตัดขวางผลส้มโอจะเห็นว่าผิวเปลือกค่อนข้างบาง ผนังกลีบจะมีลักษณะสีขาวอมชมพู มีเมล็ดค่อนข้างมากเรียงชิดแกนผล เนื้อกุ้งเล็กๆ จะทับซ้อนกันหลายชั้น มีสีชมพูเข้มคล้ายสีทับทิมจนถึงสีแดง รสชาติหวาน หอมและนุ่ม

การเตรียมกิ่งพันธุ์

ควรคัดเลือกกิ่งพันธุ์ที่ปลอดโรค โดยคัดเลือกกิ่งจากต้นที่มีความแข็งแรง ควรเป็นกิ่งที่ตั้งขึ้นแล้วขยายพันธุ์โดยการตอน และเมื่อสังเกตเห็นระบบรากมีความหนา แน่น และมีสีเขียวแกมน้ำตาล สามารถตัดกิ่งตอนไปปลูกได้เลย หรือนำไปชำไว้ในถุงพลาสติกใสก่อนก็ได้ ประมาณ 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง ก่อนนำไปปลูกในแปลง

วิธีการปลูกส้มโอพันธุ์ปูโก

ส้มโอพันธุ์ปูโก สามารถปลูกได้ในที่ดอน หรือในที่ลุ่มไม่มีน้ำท่วมขัง หรือในที่ลุ่มโดยการยกร่อง ลักษณะของดินที่ชอบจะเป็นดินร่วน เหนียว มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำได้ดี มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ระหว่าง 5.5-6.0 มีน้ำเพียงพอตลอดปี ควรเป็นแหล่งน้ำที่มีน้ำสะอาดปราศจากสารอินทรีย์ และสารอนินทรีย์ที่มีพิษปนเปื้อน มีการกระจายตัวของฝนสม่ำเสมอ ชอบแสงแดดจัด ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่สำคัญคือ ต้องการแคลเซียม (Calcium) และแมกนีเซียม (Magnecium) สูง เพราะจะทำให้ส้มโอมีรสชาติหวานเข้ม การปลูกควรวางต้นพันธุ์ส้มโอลงในหลุมพอประมาณ อย่าให้หลุมลึกเกินไป แล้วใช้มีดคมๆ กรีดจากก้นถุงถึงปากถุง (กรณีชำถุง) แล้วดึงถุงพลาสติกออก ระวังอย่าให้ดินในถุงแตก กลบดินที่ผสมแล้วพูนโคนต้น กดดินบริเวณรอบโคนต้นให้แน่น แล้วปักไม้หลักพร้อมผูกเชือกเพื่อป้องกันการโยกคลอนเมื่อลมพัด คลุมดินบริเวณโคนต้นด้วยฟางข้าวหรือหญ้าแห้ง แล้วรดน้ำให้ชุ่ม หลังจากนั้นเพื่อป้องกันแสงแดดจัด ควรทำร่มเงาในช่วงแรกประมาณ 1-2 เดือน ก่อนต้นพันธุ์จะตั้งตัวได้

ระยะปลูก…สำหรับการปลูกส้มโอพันธุ์ปูโกในพื้นที่ที่เป็นที่ดอน ควรใช้ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 8×8 เมตร หรือ 6×6 เมตร แต่ถ้าปลูกในที่ลุ่ม ซึ่งน้ำไม่ท่วมขัง หรือในที่ลุ่มโดยการยกร่อง ควรใช้ระยะปลูกระหว่างต้นและระหว่างแถว 6×6 เมตร

การขุดหลุมปลูก…การขุดหลุมปลูกส้มโอพันธุ์ปูโก ไม่จำเป็นต้องขุดหลุมให้ลึก แต่ควรจะผสมดินที่ได้จากการขุดหลุมกับปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้ว ประมาณ 3-5 กิโลกรัม และปุ๋ยร็อกฟอสเฟต ประมาณ 300-500 กรัม ต่อหลุม แล้วคลุกเคล้าเข้าด้วยกันเพื่อให้รองก้นหลุมก่อนปลูก

วิธีการดูแลรักษาส้มโอพันธุ์ปูโก

การให้ปุ๋ย…ส้มโอพันธุ์ปูโก เมื่ออายุ 1 ปี จะเป็นช่วงที่รากเริ่มงอก ควรบำรุงรักษาโดยการใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ควรให้ปุ๋ยเคมี สูตร 21-0-0 ผสมกับปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 สัดส่วน 1:1 ในอัตราส่วน 200 กรัม ต่อต้น โดยแบ่งใส่ประมาณ 3 เดือน ต่อครั้ง สลับกับการใช้ปุ๋ยคอกหรือชีวภาพ และเมื่อส้มโอมีอายุ 2-3 ปี ก็ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตรดังกล่าวข้างต้น 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อ 3 เดือน โดยการแบ่งใส่เหมือนเดิม

เมื่อส้มโอมีอายุ 4 ปี ก็จะเริ่มให้ผลผลิตในช่วงแรก ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อเพิ่มขนาดของผล และก่อนเก็บเกี่ยว ประมาณ 1-2 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 อัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น หลังจากนั้น ให้ฉีดพ่นฮอร์โมนโซโลโพแทส (SOLOROTAS) เพื่อเพิ่มรสชาติให้มีความหวาน และนุ่มน่ารับประทาน หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ควรจะตัดแต่งกิ่งที่ไม่พึงประสงค์ออก เช่น กิ่งกระโดง กิ่งแห้ง กิ่งที่เป็นโรค กิ่งคดงอ และกิ่งเบียดเสียดออกเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง แสงแดดส่องเข้าถึงภายในทรงพุ่ม สำหรับการตัดแต่งกิ่งหลังจากตัดแล้วควรทาแผลด้วยปูนขาว หรือปูนแดง หรือสารป้องกันกำจัดเชื้อรา หรือสีน้ำมันเพื่อป้องกันเชื้อราเข้าทำลาย

การให้น้ำ…การให้น้ำส้มโอพันธุ์ปูโกเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากส้มโอพันธุ์ปูโกต้องการน้ำสม่ำเสมอพอสมควร ถ้ามีน้ำขังมากเกินไปก็จะทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบราก อาจจะก่อให้เกิดโรครากเน่า โคนเน่าได้ และถ้าหากขาดน้ำเป็นเวลานานก็จะทำให้ต้นส้มโอแคระแกร็น ระบบรากไม่เจริญเติบโต ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพของผลผลิตไม่ดี ทำให้ผลเล็ก เนื้อกุ้งจะแข็ง และอาจจะทำให้เกิดรสชาติขมได้ ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้น้ำแก่ส้มโอควรจะดูสภาพภูมิอากาศและดูคุณสมบัติของดินประกอบด้วย กล่าวคือ เมื่อสภาพภูมิอากาศร้อนและแห้งแล้ง ส้มโอจะมีอัตราการคายน้ำสูง โดยเฉพาะคุณสมบัติของดินที่เป็นดินทราย การอุ้มน้ำไม่ดี ควรให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย ถ้าหากคุณสมบัติของดินเป็นดินค่อนข้างเหนียว การอุ้มน้ำดี ควรให้น้ำส้มโอสัปดาห์ละครั้ง ดังนั้น การให้น้ำอาจจะแตกต่างกันออกไป โดยให้สังเกตความชื้นในดินเป็นหลัก ควรให้น้ำแต่พอเหมาะ ไม่ควรมากเกินไปหรือน้อยเกินไป โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมของต้นส้มโอที่อายุมากกว่า 4 ปี เพื่อเตรียมการออกดอกโดยการงดให้น้ำ ประมาณ 20-25 วัน เมื่อสังเกตเห็นว่าใบอ่อนเริ่มห่อตัว แสดงว่าส้มโอขาดน้ำรีบให้น้ำทันที แล้วใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 ในอัตรา 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อกระตุ้นการออกดอกและเมื่อส้มโอเริ่มออกดอก ควรงดให้น้ำเพื่อป้องกันดอกร่วง และเมื่อช่อดอกพัฒนาไปเป็นผล ก็ให้น้ำทีละน้อยไปเรื่อยๆ จนถึงระดับปกติ

วิธีการดูแลรักษาระยะติดผล

ในกรณีที่ส้มโอพันธุ์ปูโกได้พัฒนาผลขึ้นมาเรื่อยๆ เกษตรกรมีความจำเป็นที่จะต้องตัดแต่งกิ่งผล และไว้ผลให้พอเหมาะกับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของต้น และควรจะเห็นผลที่มีอาการยางไหล ผลเป็นโรคนำไปเผาไฟหรือไปทำลายนอกแปลง และถ้าหากกิ่งพันธุ์ไม่แข็งแรงควรจะหาไม้ค้ำยันด้วยในระยะติดผลเป็นระยะที่มีความสำคัญมาก เพราะถ้าหากการดูแลรักษาไม่ดีจะได้ผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพ ดังนั้น ในระยะติดผลควรจะมีการป้องกันกำจัดศัตรูพืชทั้งโรคและแมลง โดยการฉีดพ่นสารเคมีชนิดอะบาเม็กติน อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 เมื่อส้มโอดอกตูมขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ และครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก ประมาณ 7 วัน แล้วปล่อยให้ดอกบาน การใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มขนาดของผลอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยการใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ในอัตรา 1.0 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อเดือน และเมื่อผลส้มโอโตเต็มที่ก่อนจะเก็บเกี่ยว ประมาณ 1-2 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 ในอัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ก็จะทำให้ผลผลิตส้มโอพันธุ์ปูโกมีคุณภาพดี กล่าวคือ ผลโต ผิวสวย ได้ขนาดตามความต้องการของตลาด และรสชาติหวาน นุ่ม น่ารับประทานที่เป็นจุดเด่นของส้มโอพันธุ์ปูโกอีกด้วย

ศัตรูที่พบ

ศัตรูของส้มโอปูโก ไม่ว่าจะเป็นโรคและแมลง จะพบคล้ายๆ กับการปลูกส้มโอที่อื่น ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นให้เกษตรกรป้องกัน

ต้องพบการระบาดมากๆ จึงใช้สารป้องกันกำจัด

ปัจจุบัน มีเกษตรกรปลูกส้มโอพันธุ์นี้ จำนวน 600 ราย พื้นที่ประมาณ 450 ไร่

ผลผลิตซื้อขายกัน ส้มโอเกรดเอ จำหน่าย ผลละ 50-60 บาท

เมื่อพูดถึงส้มโอ หลายคนคงคิดถึงส้มโอภาคกลาง แต่ใครจะรู้บ้างว่า ยังมีส้มโอดี ส้มโอเด่น ในท้องถิ่น อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โทร. (073) 439-090

ปลูกพริก แบบลดต้นทุน ที่สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

ปลูกพริก แบบลดต้นทุน ที่สุโขทัย

“สุโขทัย” มีสภาพอากาศที่เหมาะกับการเจริญเติบโตของต้นพริก และเกษตรกรมีทักษะในการปลูกพริกมายาวนาน ทำให้สุโขทัยกลายเป็นแหล่งปลูกพริกที่สำคัญ โดยแหล่งปลูกพริกส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อําเภอเมือง อําเภอคีรีมาศ อําเภอศรีสําโรง และอําเภอกงไกรลาศ พริกเป็นพืชที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ มีการจัดการที่ดี หากปลูกมากเกินไปอาจเกิดปัญหาเรื่องการเก็บเกี่ยว เกษตรกรส่วนใหญ่จึงกำหนดพื้นที่ปลูกให้สมดุลกับแรงงานที่มีอยู่ในครอบครัว เฉลี่ยรายละ 1-7 ไร่

เกษตรกรมักจะเริ่มเพาะกล้าตั้งแต่เดือนกันยายน ปลูกพริกเดือนตุลาคม และเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน พ่อค้าที่ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต จะเป็นผู้นําเมล็ดพันธุ์พริกหนุ่ม “มณีมรกต” มาให้เกษตรกรปลูก เนื่องจากพริกชนิดนี้มีคุณสมบัติเด่นคือ ให้ผลสวยสีแดงสด ปลูกได้ดีในพื้นที่ทางภาคเหนือ และเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะตลาดส่งออกและโรงงานซอสพริก

ในอดีตเกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกพริกแบบหนาแน่น ในระยะห่าง 25-30 เซนติเมตร หลุมละ 2 ต้น เฉลี่ยไร่ละ 7,000-8,000 ต้น ทำให้ต้นพริกเติบโตได้ไม่เต็มที่ ดูแลจัดการไม่ทั่วถึง ควบคุมโรคแมลงได้ยาก ได้ผลผลิตน้อย ขายได้ราคาต่ำ จนกระทั่ง เมื่อ 6 ปีที่แล้ว บริษัท เจียไต๋ จำกัด ได้นำองค์ความรู้ “โมเดล ลด 2 เพิ่ม 1” มาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชไม่หนาแน่น ให้พืชเติบโตได้เต็มที่ ได้ผลผลิตดี ดูแลบริหารจัดการง่าย ประหยัดต้นทุน-ค่าแรงงาน ทำให้มีผลกำไรเพิ่มมากขึ้น

คุณสมนึก อ่ำเทศ เจ้าของไร่พริก อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 39/4 หมู่ที่ 5 บ้านลัดทรายมูล ตำบลยางซ้าย อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย โทร. (082) 393-3858 กล่าวว่า เดิมผมใช้เมล็ดพันธุ์พริกต่อไร่ ประมาณ 50-60 กรัม ได้ผลผลิต 4-6 ตัน แต่หลังจากเข้าร่วมโครงการนี้ ช่วยลดต้นทุนให้ต่ำลง เพราะใช้เมล็ดพันธุ์น้อย แค่ไร่ละ 30 กรัม ต่อไร่ และปลูกพริกในระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร 1 ไร่ ปลูกพริกได้ จำนวน 3,000-4,000 ต้น ต่อไร่ แม้จะใช้เมล็ดพันธุ์ต่อไร่น้อยลง แต่ต้นพริกเติบโตแข็งแรง ดูแลจัดการโรคแมลงได้ง่าย ได้ผลผลิตต่อต้นก็มากขึ้น จึงได้ผลผลิต 5-6 ตัน ขายผลผลิตได้ในราคาที่ดีขึ้น ลดต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายา ได้ถึง 50% พริกที่ปลูกได้มีคุณภาพดีตามความต้องการของตลาดส่งออก ขายได้ราคากิโลกรัมละ 14-15 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายยังเหลือผลกำไรไม่น้อยกว่า 200,000-300,000 บาท นับว่าคุ้มค่ากับการลงทุนแล้ว

ด้าน คุณธัญมน นนท์กะตระกูล หรือ คุณแอร์ ผู้ส่งออกพริกรายใหญ่ไปตลาดมาเลเซีย กล่าวว่า พริกหนุ่มของไทยมีคุณภาพดี เป็นที่ต้องการของตลาดมาเลเซีย แต่ประสบปัญหาผลผลิตเน่าเสียได้ง่าย คุณแอร์จึงลงทุนนำเทคโนโลยี Vacuum Cool Chain จากต่างประเทศมาใช้ที่จังหวัดสุโขทัย เพื่อคงคุณภาพความสดของพริกหนุ่มของไทยให้นานที่สุด เทคโนโลยีนี้ใช้วิธีการลดความร้อนที่รวดเร็วที่สุด หลังการเก็บผลผลิตและคัดแยกเกรดนำมาบรรจุใส่ตะกร้าละ 7.3 กิโลกรัม หลังจากนั้นนำเข้าห้องเย็น ดูดอากาศออกเพื่อลดความดันให้ต่ำลงเรื่อยๆ โดยการควบคุมอุณหภูมิประมาณ -5 องศาเซลเซียส ด้วยเวลา 10-15 นาที เพื่อให้น้ำที่ระเหยออกจากผลผลิต สามารถนำไอร้อนออกมาด้วย หลังจากนั้น นำพริกเข้าไปเก็บในห้องเย็นก่อนขนส่ง โดยรถห้องเย็นจนถึงประเทศมาเลเซีย

จับกระแสตลาดมะม่วง ผ่านมุมมอง “อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

รายงานพิเศษ มะม่วงส่งออก ยังไม่ถึงทางตัน

สาวบางแค 22

จับกระแสตลาดมะม่วง ผ่านมุมมอง “อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์”

มะม่วง เป็นไม้ผลที่มีศักยภาพสามารถปลูกได้เกือบทุกภาคของประเทศ เป็นผลไม้เขตร้อนที่ปลูกมากที่สุด เป็น อันดับ 2 ของโลก และปลูกมากที่สุดในประเทศไทย ก่อนหน้านี้กรมส่งเสริมการเกษตร สำรวจพบว่า ทั่วประเทศมีกลุ่มผู้ผลิตมะม่วง 92 กลุ่ม ส่วนใหญ่จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ 31 จังหวัด โดยแหล่งใหญ่ที่มีการรวมกลุ่มผู้ผลิตมะม่วงมากที่สุด ได้แก่ เลย เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น พิษณุโลก และอ่างทอง

กรมส่งเสริมการเกษตร จึงสนับสนุนให้ผู้ผลิตมะม่วงแต่ละกลุ่มเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ จนกระทั่งรวมตัวเป็นสมาพันธ์ชาวสวนมะม่วงแห่งประเทศไทย ในปี 2548 ก่อนจะรวมตัวจดทะเบียนในนาม ” สมาคมชาวสวนมะม่วงไทย (ส.ม.ท.)” เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2553 โดย คุณมานพ แก้ววงษ์นุกูล ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมเป็นคนแรก ครองตำแหน่ง 2 สมัยซ้อน

ต่อมา อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย คนที่ 2 (ปี 2557-2559) ล่าสุด เมื่อ วันที่ 24-25 มีนาคม 2559 ทางสมาคมได้จัดสัมมนารวมพลคนมะม่วง พร้อมประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2558 ที่ประชุมได้ลงมติแต่งตั้งให้ คุณมนตรี ศรีนิล เป็นนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทยคนใหม่ (ปี 2559-2561)

ในฉบับนี้ ผู้เขียนมีโอกาสพูดคุยกับ “อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์” อดีตนายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ปัจจุบันเป็นประธานชมรมผู้ปลูกมะม่วงอำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก เกี่ยวกับผลการดำเนินงานของสมาคมในช่วงเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งวิเคราะห์แนวโน้มตลาดส่งออกมะม่วงไทยในอนาคต

ภาพรวมการผลิตมะม่วงของไทย

ปัจจุบัน มะม่วงที่ปลูกเชิงการค้ามีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งมะม่วงพันธุ์ไทย มะม่วงสายพันธุ์ต่างประเทศ (จินหวง ของไต้หวัน, อาร์ทูอีทู ของออสเตรเลีย, แก้วขมิ้น ของกัมพูชา) และมะม่วงพันธุ์ลูกผสม (มหาชนก) สำหรับมะม่วงพันธุ์ไทยส่วนใหญ่มีผลผลิตในช่วงฤดู (เมษายน-พฤษภาคม) ส่วนมะม่วงล่าฤดู โดยการจัดการคือ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง สำหรับมะม่วงและผลิตภัณฑ์มะม่วงเพื่อการส่งออกในปัจจุบัน ได้แก่ ผลสด (น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 มหาชนก เขียวเสวย ฯลฯ) มะม่วงแช่เยือกแข็ง (น้ำดอกไม้สีทอง น้ำดอกไม้ เบอร์ 4) มะม่วงกระป๋อง (มหาชนก โชคอนันต์)

ปัจจุบัน เกษตรกรไทยประสบความสำเร็จในการผลิตมะม่วงเข้าสู่ตลาดทุกเดือนตลอดทั้งปี มีการรวมกลุ่มชาวสวนที่อยู่ในบริเวณเดียวกันหรือใกล้เคียง และมีผลผลิตเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาเดียวกัน คือกลุ่มที่ผลิตมะม่วงในฤดู (เก็บเกี่ยว เมษายน-พฤษภาคม) กลุ่มที่ผลิตมะม่วงล่าฤดู (เก็บเกี่ยว มิถุนายน-กรกฎาคม) กลุ่มที่ผลิตมะม่วงนอกฤดู (เก็บเกี่ยว สิงหาคม-มีนาคม) กลุ่มที่ผลิตมะม่วงนอกฤดูแบบต้นฤดู (เก็บเกี่ยว มกราคม-มีนาคม) และกลุ่มที่ผลิตมะม่วงนอกฤดูแบบหลังฤดู (สิงหาคม-ธันวาคม) ซึ่ง “ราคา” เป็นปัจจัยสำคัญที่จูงใจให้เกษตรกรชาวสวนผลิตมะม่วงออกมาในแต่ละรุ่น

ทุกวันนี้ เปอร์เซ็นต์การผลิตมะม่วงนอกฤดูของชาวสวนมะม่วงเริ่มมีสัดส่วนที่เยอะขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ใดมีแหล่งน้ำสมบูรณ์ บวกกับเกษตรกรมีความรู้ ความสามารถ ในการผลิตมะม่วงนอกฤดูที่เพียงพอ เกษตรกรส่วนใหญ่มักเลือกตัดสินใจที่จะผลิตมะม่วงนอกฤดูเป็นหลัก โดยแบ่งจัดสรรพื้นที่ผลิตมะม่วงนอกฤดูตามความเหมาะสมของแหล่งน้ำและศักยภาพทางการเงิน ส่วนใหญ่จะทยอยผลิตมะม่วงนอกฤดูเป็นหลายแปลง ซึ่งแต่ละแปลงมีระยะเวลาทำมะม่วงนอกฤดูห่างกัน ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี

โดยทั่วไป การผลิตมะม่วงนอกฤดูมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง เฉลี่ยประมาณ 60% ของราคาที่ขายได้ คือ 120 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ก็ถือว่าได้ผลกำไรคุ้มค่ากับการลงทุน หากผลิตมะม่วงก่อนหรือหลังฤดู สัดส่วนต้นทุนและผลกำไรจะเหลืออย่างละครึ่ง ลงทุน 50 อาจได้ผลกำไร 50

สถานการณ์ผลผลิตมะม่วงในปีนี้

ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการสมาคมได้จัดประชุมสัญจรหลายครั้ง โดยหยิบยกประเด็นปัญหาเรื่องการผลิตมะม่วงของสมาชิกขึ้นมาพูดคุยพร้อมแจกแบบสอบถามให้ ประธานกลุ่มผู้ผลิตมะม่วง จำนวน 40 กลุ่ม ได้กรอกข้อมูลการผลิตมะม่วงของเกษตรกรที่เป็นสมาชิก จนกระทั่งกลางเดือนธันวาคม 2558 ในวาระการประชุมสัญจรคณะกรรมการที่จังหวัดสระแก้ว ได้ข้อสรุปว่า

ปัจจุบัน สมาคมมีสมาชิก จำนวน 1,631 คน มีพื้นที่ปลูกมะม่วง 50,106 ไร่ คิดเป็น จำนวน 2,267,496 ตัน แบ่งเป็นสายพันธุ์มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง จำนวน 1,000,014 ต้น พันธุ์น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 จำนวน 474,980 ต้น ที่เหลือเป็นสายพันธุ์อื่นๆ จำนวน 791,502 ต้น โดยมีผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ทั้งปี ประมาณ 42,914 ตัน โดยเดือนมีนาคม คาดว่าจะมีผลผลิตเข้าตลาดถึง 9,800 ตัน และเดือนเมษายน 2559 จะมีผลผลิตเข้าตลาดมากที่สุด คือ 10,000 ตัน ส่วนช่วงเดือนกันยายน 2559 จะมีผลผลิตเข้าตลาดน้อย คือ 400 ตัน และเดือนตุลาคมจะมีผลผลิตเข้าตลาดน้อยที่สุด คือ 120 ตัน

“ฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจ” อุปสรรคสำคัญในการทำงาน

ในปี้ชาวสวนมะม่วงทั่วประเทศ ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำงาน เพราะผลกระทบจากภาวะอากาศร้อน ฝนแล้ง ฝนฟ้าอากาศไม่ตกต้องตามฤดูกาล ทำให้สวนมะม่วงส่วนใหญ่ที่ปลูกโดยอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก สวนบางแห่งเจอปัญหาต้นมะม่วงได้รับอาหารและสารแพคโคลบิวทราโซลไม่เต็มที่ เมื่อเวลากระตุ้นให้มะม่วงออกดอกในเวลาที่ต้องการ ปรากฏว่า ต้นมะม่วงออกดอกน้อยหรือไม่ออกดอกเลย

ขณะที่สวนมะม่วงบางพื้นที่เจอฝนตกหนัก หลังจากเจอภัยแล้งมายาวนาน ต้นมะม่วงที่จะแทงช่อดอกออกมา กลับกลายเป็นแตกใบอ่อนออกมาแทน เกษตรกรต้องเริ่มทำการเตรียมต้น บำรุงให้ปุ๋ยกันใหม่ ต้องยอมรับว่า ปัญหาภาวะอากาศแปรปรวนตลอดปีนี้ ทำให้ต้นมะม่วงรวนไปหมด มีทั้งที่ไม่ออกดอก หรือออกดอกออกใบปนกันไปหมด ถือว่า การทำมะม่วงนอกฤดูปีนี้ ทำได้ยากขึ้น และมีผลผลิตน้อยมาก

แต่สวนมะม่วงที่มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้ดูแลให้น้ำ ก็ไม่ค่อยมีปัญหาสักเท่าไหร่ จึงอยากให้เพื่อนสมาชิกหรือเกษตรกรหน้าใหม่ที่อยากทำสวนมะม่วงเป็นอาชีพ ให้ความสำคัญกับการลงทุนทำแหล่งน้ำในสวนมะม่วงกันมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนได้ในอนาคต ผมมองว่า การทำสวนมะม่วงนอกฤดูให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องยาก เริ่มจากแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำสวนมะม่วงกับเกษตรกรชาวสวนมะม่วงมืออาชีพ นอกจากนี้ ควรมีอุปนิสัยช่างสังเกตสภาพแวดล้อม ใส่ใจด้านรายละเอียดในการทำงาน เรียนรู้หลักการตลาด สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะช่วยให้ชาวสวนมะม่วงประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพได้อย่างยั่งยืน

จัดโซนนิ่งระบบ “สมัครใจ” เพื่อขายผลผลิตในราคาสูง

ที่ผ่านมาทางสมาคมได้ดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ คือ

1. ขยายจำนวนสมาชิกสมาคมให้ครอบคลุมกลุ่มผู้ผลิตมะม่วงทั่วประเทศ

2. เชื่อมโยงแหล่งจำหน่ายปัจจัยการผลิต เช่น สารพาโคลบิวทราโซล ฯลฯ ให้แก่สมาชิกสมาคมในราคาถูก เพื่อลดต้นทุนการผลิต

3. จัดให้มีระบบการสื่อสารถึงกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป็นกลุ่มไลน์สมาคม

4. จัดทำฐานข้อมูลการผลิต การตลาด เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตตกต่ำในช่วงฤดูการผลิต

จังหวัดพิจิตร-เพชรบูรณ์ เป็นแหล่งใหญ่ที่ปลูกมะม่วง เนื้อที่รวมกันกว่า 2 แสนไร่ โดยมีผลผลิตเข้าตลาดช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ขายผลผลิตในราคา กิโลกรัมละ 60-70 บาท ใครๆ ก็อยากขายผลผลิตได้ราคาแพงเหมือนกับ จังหวัดขอนแก่น ที่ผลิตมะม่วงนอกฤดู เข้าตลาดในช่วงเดือนสิงหาคม ในราคาขาย กิโลกรัมละ 120 บาท

ปีที่ผ่านมาทางสมาคมมีนโยบายจัดโซนนิ่ง โดยอาศัยความสมัครใจของสมาชิก ที่เห็นผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง โดยแนะนำให้สมาชิกทดลองแบ่งพื้นที่ปลูกสัก 10-30 ไร่ มาผลิตมะม่วงนอกฤดูในช่วงเวลาดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 5% ของพื้นที่ทั้งหมด ทำให้ผลผลิตมะม่วงของ พิจิตร-เพชรบูรณ์ ช่วงเดือนกุมพันธ์-มีนาคม เหลือแค่ 95% ส่วนอีก 5% ผลิตเป็นมะม่วงนอกฤดู (กรกฎาคม-สิงหาคม) นี่คือ วิธีการจัดโซนนิ่งแบบสมัครใจที่ได้ผลดี

ตอนนี้ทางสมาคมได้ขยายผลโครงการโซนนิ่งระบบ “สมัครใจ” เพื่อขายผลผลิตในราคาสูงไปยังจังหวัดต่างๆ โดยจัดทำในรูปปฏิทินการเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วงของกลุ่มชาวสวนทั่วประเทศว่า จะมีผลผลิตในฤดูและนอกฤดู ในช่วงเดือนไหนบ้าง การจัดโซนนิ่งดังกล่าวทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตที่เป็นระบบและได้ผลกำไรที่เพิ่มขึ้น

ผมมองว่า นโยบายดังกล่าวเป็นการจัดระบบข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็น ช่วยให้ทุกฝ่ายทำงานได้ง่ายขึ้น เมื่อรู้แผนการผลิตมะม่วงที่ชัดเจนแล้ว ทางสมาคมก็เชิญผู้ส่งออก เช่น บริษัท สวิฟท์ บริษัท สยาม เอ็กซ์สปอร์ต มาร์ท ฯลฯ เข้ามาคุยว่า สมาชิกสมาคมมีผลผลิตในช่วงนี้ ปริมาณเท่านี้ ผู้ส่งออกต้องการรับซื้อผลผลิตสักกี่ตัน เพื่อจะทำสัญญาข้อตกลงกับสมาคมผู้ส่งออกก็ทำงานได้อย่างสบายใจ เพราะรู้ว่าจะมีผลผลิตส่งออกตามเป้าหมายที่วางไว้

ต่างประเทศมีความต้องการบริโภคมะม่วงไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สังเกตจากตัวเลขการส่งออกมะม่วงไทยที่เพิ่มขึ้นทุกปี ปี 2558 ไทยมีปริมาณการส่งออก จำนวน 65,423 ตัน มูลค่า 3,150 ล้านบาท แม้วันนี้ ประเทศเพื่อนบ้านจะผลิตมะม่วงส่งออกเช่นกัน แต่มีเทคโนโลยีการผลิตมะม่วงล้าหลังไทยอยู่ ขอเพียงเกษตรกรรักษาจุดแข็ง คือผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพดีป้อนตลาดส่งออก ผมเชื่อว่า มะม่วงไทยยังคงเติบโตในเวทีตลาดโลกได้ต่อเนื่อง