เกษตรกรดีเด่น แนะจัดระบบภายในไร่ เผยเทคนิคทำมะม่วงคุณภาพ ส่งออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

รายงานพิเศษ มะม่วงส่งออก ยังไม่ถึงทางตัน

สุจิต เมืองสุข

เกษตรกรดีเด่น แนะจัดระบบภายในไร่ เผยเทคนิคทำมะม่วงคุณภาพ ส่งออก

แหล่งปลูกมะม่วงส่งออกทำเงินของประเทศไทย หากดูจากแผนที่ประเทศไทยแล้ว จะพบว่ากระจายอยู่ทั่วประเทศ จะมีกลุ่มที่รวมตัวกันหลายจังหวัดที่เป็นเขตติดต่อกันบ้าง เช่น พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร ในภาคอีสานก็เป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น ภาคเหนือเกาะกลุ่มจังหวัดลำพูนประปราย น่าน เชียงราย และเชียงใหม่ ภาคกลางมีไม่มากนักในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี อ่างทอง และสุพรรณบุรี ส่วนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่พบว่ามีการปลูกมะม่วงส่งออกน้อยกว่าภาคอื่น

จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม 2 แห่ง คือ ที่อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออก ตำบลบ้านโภชน์ และอีกกลุ่มเป็นกลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออก จังหวัดเพชรบูรณ์ นำโดย คุณไตรรัตน์ เปียถนอม ผู้ซึ่งการันตีด้วยรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2557

คุณไตรรัตน์ เริ่มทำสวนมะม่วงมาตั้งแต่ปี 2530 ทุกปีประสบปัญหาขาดทุน เพราะไม่ได้อยู่ดูแลสวนมะม่วงด้วยตนเอง กระทั่งปี 2533 จ้างคนดูแลและปลูกมะม่วงตามความนิยมของท้องถิ่นคือ พันธุ์เขียวเสวย พันธุ์ฟ้าลั่น พันธุ์หนองแซง และพันธุ์น้ำดอกไม้ ไม่ถึงกับขาดทุน แต่ขายได้ตามฤดูกาลภายในประเทศบ้างเท่านั้น ขณะนั้นคุณไตรรัตน์ยังทำงานประจำ แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำสวนมะม่วงอย่างจริงจัง

คุณไตรรัตน์ เคยศึกษาเรื่องเกี่ยวกับการทำสวนมะม่วง ในระหว่างที่ทำงานประจำ และทราบว่ามีการส่งมะม่วงไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2535 และราคาส่งออกค่อนข้างสูง จึงคิดว่า การทำสวนมะม่วงเพื่อการส่งออกจะทำให้เกษตรกรอย่างเขาอยู่รอด

หลังลาออกจากงานเริ่มศึกษาแนวทางการผลิตมะม่วงคุณภาพอย่างจริงจัง เดินทางไปศึกษาดูงานยังแหล่งที่ประสบความสำเร็จเท่าที่ทำได้ ทำให้ทราบว่า มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เป็นพันธุ์ที่ต่างประเทศต้องการ จึงตัดสินใจปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองแซมพันธุ์เขียวเสวย หนองแซง และฟ้าลั่น ในพื้นที่ 40 ไร่ก่อน จากนั้นไม่นาน ก็เปลี่ยนเป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองทั้งหมด ในพื้นที่ 100 ไร่

พื้นที่ 100 ไร่ เป็นมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง 95 เปอร์เซ็นต์ และมะม่วงพันธุ์มหาชนก อีก 5 เปอร์เซ็นต์ อาศัยน้ำในการเพาะปลูกจากน้ำฝน 100 เปอร์เซ็นต์

พื้นที่ปลูกดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่อุ้มน้ำ เมื่อถึงฤดูแล้งจะแห้งแล้งมาก ส่งผลให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ คุณไตรรัตน์ แก้ปัญหาโดยยึดแนวพระราชดำริ ในการทำการเกษตรที่ต้องมีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง อย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ จึงขุดแหล่งน้ำเป็นบ่อไว้กักเก็บน้ำ รวมพื้นที่ 25 ไร่ กระจายไปตามจุดต่างๆ ทั่วพื้นที่ปลูก การขุดบ่อกักเก็บน้ำพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ บริเวณที่ลาดเมื่อฝนตกน้ำไหลไปรวมกัน จึงขุดบ่อบริเวณนั้น และขุดบ่อลึกกว่าบ่อมาตรฐาน 2-3 เท่า เน้นความลึก เพื่อให้เก็บกักน้ำในปริมาณมาก และพื้นผิวด้านบนของบ่อแคบ เพื่อลดปริมาณการสูญเสียจากการระเหย

ระยะปลูก 6×4 และ 5×4 จำนวนต้นอยู่ที่ 60-80 ต้น ต่อไร่

คุณไตรรัตน์ มีเทคนิคในการผลิตมะม่วงส่งออก โดยพยายามประยุกต์ใช้เทคโนโลยีมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ คำนึงถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ นำมาประยุกต์ใช้ในสวนของตนเอง ดังนี้

1. นำเครื่องขุดเจาะหลุมมาใช้ในการขุดหลุมปลูกมะม่วงเพื่อลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากการจ้างขุดหลุมเพื่อปลูกมะม่วงต่อหลุมปัจจุบันราคาประมาณ 20 บาท หากปลูก 1 ไร่ จำนวน 70 ต้น จะเสียค่าขุดหลุมปลูกเป็นเงิน 1,400 บาท หากใช้เครื่องขุดเจาะจะมีต้นทุนหลุมละ 5 บาท เป็นเงิน 350 บาท ประหยัดต้นทุนได้ไร่ละ 1,050 บาท

2. การใช้น้ำระบบมินิสปริงเกลอร์และทำคันดินเล็กรอบๆ บริเวณโคนต้น เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลออกนอกบริเวณชายพุ่ม ซึ่งสามารถแก้ปัญหาสภาพดินที่ไม่อุ้มน้ำได้เป็นอย่างดี และเป็นการลดต้นทุนเรื่องแรงงานในการให้น้ำมะม่วง ทั้งยังเป็นระบบที่ประหยัดน้ำ

3. ใช้การพ่นสารเคมีแบบแอร์บัส คือการใช้แรงดันพ่นผ่านปั๊มแรงดันสูง มีพัดลมช่วยกระจายสารเคมีให้ละอองกระจายทั่วถึง ทำให้ประหยัดต้นทุนในการผลิต เนื่องจากแอร์บัสจะประหยัดสารเคมีลง 30 เปอร์เซ็นต์ ใช้แรงงานในการพ่นสารเคมีเพียง 1 คน ทำงานได้รวดเร็ว จากเดิมพื้นที่ 30 ไร่ ใช้แรงงานพ่นสารเคมี 2 คน ต้องใช้เวลาพ่น 5 วัน แต่การใช้แอร์บัส ใช้เวลาเพียง 2 วันเท่านั้น ทำให้การป้องกันโรคและแมลงทำได้ทันเวลา

4. มะม่วงที่ปลูกอยู่เดิมเป็นพันธุ์เขียวเสวย ฟ้าลั่น ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีได้ จึงใช้เทคนิคการเปลี่ยนยอดและอุ้มบุญ ในการเปลี่ยนยอดมะม่วงในพื้นที่ให้เป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เพื่อลดระยะเวลาในการปลูกใหม่ และเทคนิคการอุ้มบุญ คือการนำมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองไปเสียบฝากในต้นพันธุ์เขียวเสวยและฟ้าลั่น ทำให้เกษตรกรยังมีรายได้จากการขายมะม่วงฟ้าลั่น เขียวเสวย และมีผลพลอยได้จากมะม่วงฝากท้องในช่วง 1-3 ปี ก่อนที่จะทยอยตัดกิ่งต้นเดิมเหนือรอยทาบออก เพื่อให้เป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง 100 เปอร์เซ็นต์

5. การปรับปรุงคุณภาพดิน เนื่องจากพื้นที่ปลูกเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ในช่วงแรกของการปลูกมะม่วง จึงปรับปรุงคุณภาพดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (มูลไก่ แกลบ) บำรุงดินต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 10 ปี มีการปลูกปอ ซึ่งเป็นพืชบำรุงดิน เพื่อเป็นปุ๋ยพืชสดเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน

การตัดแต่งทรงพุ่ม เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก มะม่วงสวนคุณไตรรัตน์ต้นเตี้ยทุกต้น เพื่อสะดวกต่อการห่อ เก็บ โดยควบคุมความสูงของต้นไม่ให้เกิน 3.50 เมตร เมื่อตัดแต่งกิ่งภายในทรงพุ่มที่ไม่มีผลผลิต ควรรูดใบแก่ที่มีเพลี้ยแมลงทำลายออกบางส่วน เช่น เพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย แล้วนำไปเผาทิ้ง ลดการระบาดได้ การควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูพืช ควรทำเมื่อมะม่วงติดผลขนาดหัวแม่มือ

มีการควบคุมแมลงวันผลไม้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการห่อผลด้วยถุงห่อทุกผล สำหรับผลที่ไม่ได้คุณภาพ จะตัดแต่งผลทิ้งในช่วงผลมะม่วงมีอายุ 30-40 วัน ก่อนการห่อผล

“ถ้าสังเกตจะเห็นดอกออกตามต้นได้ หากเราทำทรงพุ่มให้โปร่ง จะปลูกชิดกันก็ได้ แต่ทำให้โปร่ง จะทำให้ออกดอกตามต้น แต่ถ้าทำสวนให้ทึบ มันก็จะไม่ออกดอกตามกิ่งก้านให้ ยิ่งหน้าร้อนถ้าออกดอกให้ผลจะถูกแดดเผา แต่ถ้าติดดอกออกผลใต้พุ่ม ไม่ถูกแดด จะทำให้ผิวผลสวยงาม”

การใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชและเชื้อรา สวนแห่งนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของคู่ค้าคือ มาตรฐานญี่ปุ่น และ GAP ของกรมวิชาการเกษตร ไม่ใช้สารเคมีต้องห้าม มีการจดบันทึกตามระบบ GAP

เดิมมีการให้ปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยจากงานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ประกอบกับประสบการณ์เน้นการให้ปุ๋ยเมื่อมะม่วงติดผลแล้ว โดยให้ทีละน้อยทุกๆ 7 วัน ตามการติดผลของมะม่วงแต่ละต้น สูตรปุ๋ย 25-5-18 หรือ 4.5-1-3.8 ผลผลิตมากให้มาก ผลผลิตน้อยให้น้อย

เทคนิคล่าสุดที่คุณไตรรัตน์ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพมะม่วง คือการให้น้ำเสมือนฤดูฝน ดินจะต้องชุ่มอยู่ตลอดเวลา แม้ฤดูแล้ง เพื่อให้ต้นไม้ได้รับน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยวิธีการขุดรอบโคนต้นมะม่วง 3 ส่วน 4 ของรัศมีทรงพุ่ม เพราะเมื่อให้ปุ๋ยและน้ำ จะซึมออกมาบริเวณรากพืชที่อยู่ชายพุ่ม ทำให้ต้นมะม่วงได้รับปุ๋ยและน้ำเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะชายพุ่มต้นมะม่วงจะเป็นเขตรากที่หาอาหารได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์

คุณไตรรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ปี 2557 ผลผลิตมะม่วงเกรด A เพื่อการส่งออกของจังหวัดเพชรบูรณ์ ผ่านบริษัท สยาม เอ็กซ์ปอร์ต มาร์ท จำกัด เพียงบริษัทเดียว มีปริมาณถึง 555 ตัน คิดเป็นเงิน 31,822,643 บาท และมีแนวโน้มเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากเกษตรกรรักษาคุณภาพของมะม่วงให้มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด โดยเฉพาะปัจจุบันประเทศจีนนิยมมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมาก เพราะคนจีนถือเป็นผลไม้มงคล ยิ่งในเทศกาลตรุษจีนและเชงเม้ง ความต้องการในประเทศจีนสูงมาก ทำให้มีการเรียกชื่อสั้นๆ ว่า มะม่วงทอง

กลุ่มปรับปรุงคุณภาพมะม่วงเพื่อการค้าและการส่งออกนี้ ตั้งอยู่ที่แปลงมะม่วงของคุณไตรรัตน์ ไว้สำหรับเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สนใจปลูกและปรับปรุงคุณภาพมะม่วง โทรศัพท์ (089) 858-7358

สุเมธ รักสนธิกุล คนบ้านแพ้ว สมุทรสาคร ทำมะม่วงนอกฤดู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

รายงานพิเศษ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สุเมธ รักสนธิกุล คนบ้านแพ้ว สมุทรสาคร ทำมะม่วงนอกฤดู

การกำหนดให้ไม้ผลมีการออกดอกติดผลนอกฤดู เป็นแนวทางหนึ่งที่ชาวสวนนิยมนำมาใช้ อาจเป็นเพราะแรงจูงใจจากราคาขายในช่วงดังกล่าวสูงกว่าฤดูกาลปกติ อันเนื่องมาจากในตลาดมีจำนวนน้อย

ด้วยเหตุนี้ชาวสวนเป็นจำนวนมากจึงหันมาทำไม้ผลนอกฤดูกันอย่างแพร่หลาย แต่แนวทางนี้มิใช่จะทำสำเร็จได้ทุกรายเพราะมีเงื่อนไขสำคัญคือ “น้ำ” ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งกับการทำไม้ผลนอกฤดู

ไม่เพียงเท่านั้นการมีความรู้ ประสบการณ์ ความชำนาญ ตลอดจนความอดทน ยังเป็นปัจจัยที่มีส่วนสัมพันธ์กับแนวทางนี้ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมามีชาวสวนจำนวนมากต้องม้วนเสื่อกลับบ้านเนื่องจากประเมินว่าการทำไม้ผลนอกฤดูเป็นเรื่องง่าย

“บ้านสวนเมธ-ตา” ตั้งอยู่ตำบลหนองสองห้อง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกแห่งหนึ่งที่ทำมะม่วงนอกฤดูประสบความสำเร็จอย่างมีคุณภาพ ส่งขายตลาดค้าส่งใหญ่ และต่างประเทศด้วย

คุณสุเมธ รักสนธิกุล เจ้าของสวน เล่าว่า การปลูกมะม่วงเพื่อขายผลในฤดูกาลปกติ ดูเป็นเรื่องที่เสี่ยง ดังนั้น จึงตัดสินใจทำมะม่วงนอกฤดูมาเป็นเวลา 15 ปี ด้วยเหตุผลที่ต้องการขายให้ได้ราคาสูงแม้จะต้องดูแลเป็นพิเศษ

บ้านสวนเมธ-ตา จัดแบ่งพื้นที่สวนมะม่วงออกเป็น 10 แปลง ตามสายพันธุ์ ได้แก่ น้ำดอกไม้จำนวน 600 ต้น อกร่อง 100 ต้น เขียวเสวย 100 ต้น และมันขุนศรี 100 ต้น มีลักษณะการปลูกแบบสวนยกร่อง เช่นเดียวกับชาวสวนในจังหวัดนี้ทุกแห่ง เพราะมีแหล่งน้ำ

ทั้งนี้ การทำนอกฤดูจะพิจารณาว่าควรเริ่มทำแปลงไหนก่อน แล้วค่อยทยอยทำไปทีละแปลงจนครบ อย่างไรก็ตาม ในรอบปีที่ผ่านมาสวนนี้มีจำนวนมะม่วงที่เก็บส่งขาย อย่างน้ำดอกไม้จำนวน 30 ตัน อกร่อง 10 ตัน เขียวเสวย 10 ตัน

เจ้าของสวนอธิบายว่า หลังจากการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย อาจต้องมีการเร่งให้มียอดอ่อนแตกใบเร็วด้วยการใช้สารไทโอยูเรีย ในช่วงนี้ใช้เวลา 7-10 วัน จึงแตกยอด แล้วสังเกตใบถ้าเริ่มเปลี่ยนสีเหลืองอมแดงในเวลาประมาณ 15 วัน จึงราดสารพาโคลบิวทราโซล

สำหรับสารที่ใช้ควรมีปริมาณเท่าไรควรพิจารณาจากขนาดทรงพุ่มและดูความสมบูรณ์ของใบใหม่ควบคู่ แต่เนื่องจากสภาพพื้นที่สวนแถวนี้เป็นดินเหนียวจึงต้องกำหนดอัตราการใช้ยาให้สัมพันธ์กับขนาดทรงพุ่ม

“ถ้าทรงพุ่มประมาณ 1 เมตร ใช้ปริมาณสาร 70 กรัม ถ้าหากงามน้อยก็ใช้สารปริมาณน้อย ถ้าใบงามมากต้องเพิ่มความเข้มข้นของสาร เพราะที่ใบมีฮอร์โมนมาก ถ้าสารไม่เข้มข้นดอกก็จะแตกยาก หลังจากราดสารแล้วให้ต้นสะสมอาหารด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร 0-52-34 ควรใช้ประมาณ 40 กรัม พอราดสารสัก 45-60 วัน จึงมีการทำดอก

“สารเคมีป้องกันเชื้อรา” นับมีความสำคัญกับการทำมะม่วงนอกฤดู ทั้งนี้ เพราะความเสี่ยงกับเชื้อราที่มักเกิดขึ้นในหน้าฝน ส่วนปุ๋ยให้ตามปกติ เพียงแต่ดูว่าถ้าผลผลิตในช่วงนั้นมีมากเกินไปอาจต้องปรับสูตรปุ๋ยที่มีตัวหน้ากับตัวท้ายสูง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มขนาดมะม่วง ส่วนปุ๋ยคอกใช้ขี้ไก่ใส่ปีละครั้ง เพื่อช่วยฟื้นฟูสภาพดิน แต่ไม่ได้ช่วยทางด้านผลผลิตแต่อย่างใด

คุณสุเมธ บอกว่า ในสมัยก่อนมะม่วงอกร่อง แรด และมันขุนศรี เป็นพันธุ์ที่ทำนอกฤดูยากมาก แต่ความที่ได้เปรียบเพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ รวมถึงประสบการณ์ที่สะสมมา ตลอดจนการเรียนรู้ แก้ไขจุดบกพร่อง ก็สามารถทำมะม่วงในช่วงนอกฤดูได้ไม่ยาก

“ตลาดผู้บริโภคนิยมทางมะม่วงพันธุ์อกร่อง ทั้งๆ ที่พันธุ์นี้ทำนอกฤดูยากมาก จึงทำให้ไม่ค่อยพบเห็นในท้องตลาด ที่ขายกันอยู่มีราคาสูง ชาวสวนมักหนีไปทำมะม่วงน้ำดอกไม้นอกฤดูมากกว่า ฉะนั้น คนทำอกร่องนอกฤดูเก่งๆ จะมีรายได้ดีมาก” คุณสุเมธ บอก

มะม่วงนอกฤดูในสวนคุณสุเมธจะให้ผลผลิตดกตั้งแต่เดือนสิงหาคม โดยมีการเก็บทุกวัน วันละประมาณ 1 ตัน น้ำหนักต่อผล ถ้าเป็นน้ำดอกไม้ประมาณ 4-6 ขีด อกร่องประมาณ 2-3 ขีด ทั้งนี้ ก่อนการเก็บต้องสังเกตผลให้แน่ใจว่าพร้อมแล้วหรือยัง โดยต้องใช้วิธีนับวัน โดยแต่ละพันธุ์มีช่วงเวลานับวันต่างกัน อย่างน้ำดอกไม้มักใช้เวลาประมาณ 120 วัน อกร่องใช้เวลา 110 วัน ฉะนั้น การเก็บมะม่วงควรให้ถึงเวลาตามที่กำหนดเพื่อให้ได้มะม่วงที่สมบูรณ์ มีรสหวาน

สำหรับมะม่วงน้ำดอกไม้ อกร่อง ที่เก็บจากต้นแล้วต้องบ่มก่อน แต่ถ้าเป็นเขียวเสวยและมันขุนศรี ไม่ต้องบ่ม แต่หลังจากเก็บแล้วต้องคัดแยกเกรดก่อนส่งขาย

คุณสุเมธเปิดเผยถึงราคามะม่วงน้ำดอกไม้กำหนดไว้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50-60 บาท อกร่องขนาดเบอร์ใหญ่ราคากิโลกรัมละ 80-85 บาท ถ้าขนาดกลางกิโลกรัมละ 60-65 บาท สำหรับมะม่วงเขียวเสวยและมันขุนศรีจัดเป็นเกรดเดียวกัน ขายราคาเดียวกันคือกิโลกรัมละ 35-40 บาท

แล้วยังชี้ว่า ถ้าต้องการขายให้ได้ราคาสูงและมีกำไรดีคงต้องทำส่งนอก ซึ่งเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย เพราะคุณต้องใส่ใจทำอย่างมีคุณภาพตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนเก็บผลผลิต ต้องมีการห่อผลเพื่อให้ผิวสวย เพราะถ้าผิวมีจุดหรือรอยด่างเพียงเล็กน้อย ราคาตกหรือขายไม่ได้ เนื่องจากช่วงระหว่างเวลาการทำนอกฤดูต้องผ่านหลายฤดู เจอปัญหาอุปสรรคกับการเกิดโรคซึ่งล้วนมีผลกระทบกับการส่งออก

“ตอนนี้กำลังปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อส่งออก เพราะว่าในระยะยาวตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองยังไปได้ไกลและนาน เพราะตลาดต่างประเทศยังต้องการอีกมาก อีกทั้งน้ำดอกไม้สีทองสามารถทำได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งง่ายกว่าอกร่องที่ทำได้เพียงครั้งเดียว”

คุณสุเมธ แนะว่า คนที่สนใจต้องการหันมาทำมะม่วงนอกฤดูควรเริ่มที่ความชอบจริงๆ อย่าไปคิดว่าคนอื่นทำสำเร็จแล้วเราจะทำอย่างนั้นได้ เพราะคนที่ผ่านการทำสำเร็จมาแล้วต้องฝ่าฟันอุปสรรคปัญหามากมาย ควรลดความเสี่ยงด้วยการหาพันธุ์มะม่วงที่ง่ายๆ ก่อน เพื่อเป็นการสะสมความรู้ เพิ่มทักษะให้แก่วิชา จากนั้นเมื่อมั่นใจจึงค่อยปรับไปทำพันธุ์ที่ยากขึ้นเพื่อทำให้ได้ราคาดีขึ้น

“ฉะนั้น ถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้องมีใจรัก อดทน หมั่นสังเกต มีการจดบันทึกทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และต้องเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข อย่าท้อแท้” เจ้าของสวนยืนยัน

สนใจมะม่วงนอกฤดูของ “บ้านสวนเมธ-ตา” สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณสุเมธ รักสนธิกุล โทรศัพท์ (081) 854-0832

วรารัตน์ วีรยวรางกูร นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย “ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

สัมภาษณ์พิเศษ

บุญมา ภูผาหมอก

วรารัตน์ วีรยวรางกูร นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย “ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”

เพราะปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญทางการเกษตร และด้วยการประสานงานของ ดร. ประเสริฐ สุดใหม่ ที่ปรึกษาสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย การพูดคุยกับ คุณวรารัตน์ วีรยวรางกูร นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย จึงเกิดขึ้น ณ อาคารสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์

มีหลายเรื่องราวเกี่ยวกับปุ๋ย

พืชเศรษฐกิจส่งออกได้ดี

คุณวรารัตน์ วีรยวรางกูร นายกสมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย พูดถึงสถานการณ์การใช้ปุ๋ยว่า ตัวเลขนำเข้าปุ๋ยอาจจะลดลงในปี พ.ศ. 2558 แต่คิดในแง่ปุ๋ยเชิงผสม ตัวเลขไม่ได้ลดลง บางส่วนเป็นวัตถุดิบในประเทศที่เติมเข้าไปในวงจร จากตัวเลขนำเข้าอาจจะลดลง ตรงนี้ผู้ผลิตปุ๋ยคือผู้ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ลึกๆ เลย เราสามารถนำวัตถุดิบในประเทศมาใช้และทำให้เกิดประโยชน์ ลดการนำเข้า อาชีพของบ้านเรา ทำเกษตรเป็นหลัก 60 เปอร์เซ็นต์ บ้านเราที่ทำอาชีพนี้ จะเห็นได้ว่าพืชเศรษฐกิจส่งออก ทำรายได้มีหลากหลายมาก โดยเฉพาะการส่งออก อันดับ 1 ปีที่ผ่านมา เป็นยางพารา อันดับ 2 เป็นข้าว อันดับ 3 มันสำปะหลัง ตามด้วย อ้อย สับปะรด ลำไย ทุเรียน ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด

“ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตอาหารส่งออก มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ สิ่งหนึ่งที่ต้องจัดการคือเรื่องน้ำ เกษตรกรทำงานอยู่บนพื้นฐานเทวดา ทำอย่างไรจะตระหนักถึงน้ำ เรามีน้ำมาก เราขาดคือวิชาการจัดการ เราแล้งเราบริหารจัดการน้ำไม่เหมาะสม ในใจอยากได้คือเราไปดูงานต่างประเทศ จีนมีท่อน้ำ ปลูกพืชได้ตลอดปี ไม่ต้องอาศัยเทวดา ทำไมเราทำไม่ได้ เราทำรถไฟฟ้าได้ ทำไมเราทำให้เกษตรกรไม่ได้ หากเราทำน้ำได้ เราจะเพาะปลูกได้ทั้งปี” คุณวรารัตน์ กล่าว

น้ำมันถูก ลดปลูกพืชพลังงานทดแทน นำเข้าปุ๋ยลด

คุณวรารัตน์ อธิบายว่า ย้อนกลับไป 10-20 ปี มีวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 เกิดในส่วนบน เกษตรกรกลับบ้านทำเกษตร มีความสุข เมื่อถึงปี 2551 มีเรื่องของน้ำมัน คนบอกน้ำมันจะหมดโลก จึงปลูกปาล์ม อ้อย มาทดแทน จึงใช้ปุ๋ยมาก ผิดจากความเป็นจริง ใช้ปุ๋ยเพื่อพลังงานทดแทน เมื่อสหรัฐเปิดแหล่งน้ำมันใหม่ น้ำมันลด ปุ๋ยลดราคา การเพาะปลูกเพื่อพืชพลังงานทดแทนลดลง แข่งขันไม่ได้ ชะลอตัวลง กลับสู่ภาวะปกติ ผลิตเพื่อกิน เพื่อคน ไม่ได้ปลูกเพื่อพลังงานทดแทน การใช้ปุ๋ยจึงไม่มาก ยกเว้นกลับไปใหม่ การใช้ปุ๋ยลดลงด้วยเหตุนี้ แต่ปกติไม่ลด ทั่วไปเหมือนเดิม

มีภัยแล้ง กระทบต่อปุ๋ยเพราะปลูกอะไรไม่ได้ ขอให้มีฝน ตัวเลขการใช้ปุ๋ยไม่กระทบ บ้านเราปลูกพืชได้หลากหลาย…กลุ่มเมล็ดพันธุ์บ้านเราส่งออกมาก ใช้ปุ๋ยมาก ถ้าฝนดีอย่างไรก็ไปได้

ให้ความรู้เรื่องปุ๋ย

คุณวรารัตน์ บอกว่า บทบาทอย่างหนึ่งของสมาคมคือ ให้ความรู้เรื่องปุ๋ย เนื่องจากปัจจุบัน ชาวบ้านถูกหลอกง่ายมาก มีปุ๋ยหลากหลาย หากใช้ไม่ถูกผลผลิตอาจจะลดลง

ขอทำความเข้าใจ พืชต้องมีอาหารหลัก ปุ๋ยเคมี มีความจำเป็น เพื่อใช้เป็นอาหารหลักทำเกษตร ทำอย่างไร ให้ปลอดภัย เพื่อตอบสนองความต้องการในชาติ การใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ ทำอย่างไรให้เกษตรกรใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ไทยมีความหลากหลาย

คุณวรารัตน์ พูดถึงพืชเศรษฐกิจว่า ยางพาราเติบโตเร็วมาก มีกว่า 20 ล้านไร่ ผู้ซื้อลดลง มีผลกระทบ จีนซื้อช่วงก่อนกีฬาโอลิมปิก ของทุกอย่างดีดตัวมาก ปัจจุบันกลับสู่ธรรมชาติ

“ตัวเราเองทำเกษตรมาตั้งแต่ ปี 2559 เห็นถางป่าปลูกพืช การขายปุ๋ยเพื่อแบบนั้นไม่ดีใจเลย เรากำลังทำร้ายตัวเอง ต่างจังหวัดภูเขากลายเป็นยาง ข้าวโพด เกิดน้ำท่วม คือการกระทำของมนุษย์” คุณวรารัตน์ บอก

ดินเปลี่ยน…สูตรปุ๋ยเปลี่ยน

คุณวรารัตน์ บอกว่า ปัจจุบัน สมาชิกในสมาคมทำปุ๋ย เฉพาะพื้นที่ได้มาก อย่างทุ่งกุลาร้องไห้ ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ได้เฉลี่ย 600 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อทำปุ๋ยสูตรเหมาะสม ทำได้ 1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ขึ้นไป เพราะในข้าวเขาไม่ต้องการเฉพาะแค่ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส แต่เขาต้องการโพแทสเซียมด้วย หากข้าวได้ต้นข้าวจะแข็งแรง เมล็ดสวย ได้น้ำหนัก อยู่ได้นาน ที่บริษัทมียุ้งข้าวเก็บไว้ อยู่ได้ 10 ปี ออกตากแดดปีละครั้ง เราทำปุ๋ยเฉพาะพืช เฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นปาล์ม มีสูตรใหม่ๆ ออกมา อย่างสูตร 14-10-30, 15-10-30

เมื่อปุ๋ยถูกลงต้องปรับตัว ราคาต่างประเทศอย่างไร เกษตรกรรู้เราต้องขยับตัวลง กำไรและขาดทุนต้องทำ ทำอย่างไรให้เกษตรกรได้ใช้

คุณณธกร เลิศเดชหิรัญ เลขาธิการ สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โซนนิ่ง ปลูกพืช เป็นการสำรวจ ดินชั้นนี้ ตรงไหน เหมาะที่จะปลูกพืชอะไร ถ้าผมยกตัวอย่าง ดินทางใต้เหมาะกับยาง เพราะฉะนั้นทางเหนือไม่มีใครปลูกยาง วันดีคืนดีเปลี่ยนไป ปลูกยางอีสานและเหนือดี คำว่า โซนนิ่ง ที่ลุ่มทำนา ที่ดอนปลูกพืชไร่ บางครั้งพื้นที่จำกัด อีสานปลูกอ้อยดินร่วนปนทราย ไม่เหมาะมีปัญหา…ปุ๋ยที่เหมาะสมกับพืช เราผลิตปุ๋ยเชิงผสม ถ้าเรารู้เราปลูกอะไร ปลูกดินอะไร ต้องการธาตุอาหารอย่างไร ช่วงเวลาไหน ยกตัวอย่าง ข้าวอายุเล็กๆ เน้นตัวหน้า ตัวกลางและตัวท้ายน้อย

พอข้าวจะออกดอก ปุ๋ยเดิม ทางราชการให้ใช้ยูเรียแต่งหน้า แต่ปัจจุบันไม่ใช่ เขาใช้โพแทสเซียม เน้นตัวหลังได้ผลดี มันกลับกัน ของเขาไม่ได้หมายความว่าใช้ไม่ได้ ใช้ได้ แต่มีตัวที่เหมาะสมและดีกว่า บางโซนเปลี่ยนปุ๋ยแล้วใช้ได้ผล…สมาชิก สมาคมปุ๋ย มีสูตรปุ๋ยเยอะมาก 20-10-5, 14-4-24 เร่งตอนท้ายผลออกมาเกษตรกรใช้ บางคนออกมาข้าวได้น้ำหนัก แกร่ง มีโพแทสเซียม โดยเฉพาะที่ภาคอีสาน

คุณวรารัตน์กล่าวเสริมคุณณธกรว่า อยากให้ภาคราชการเดินหน้า เอกชนเราเดินหน้าไปมากแล้ว อย่างสับปะรด…เรามีหน้าที่ตอบโจทย์ อยากให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ดินไม่เสียด้วย ประเทศไทยมีแหล่งวัตถุดิบดีมาก พืชบางแปลง ปลูกพริกมีปัญหา ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 มาก่อน ตอนหลังแนะนำให้เอา 18-5-3 ไปใส่ งามมากเลย ได้ 3 หมื่นบาทต่อไร่ ที่ได้เพราะว่าในดินมีปุ๋ยตกค้างอยู่มาก ในดินมีปุ๋ยสะสมอยู่มาก มีฟิลเลอร์ดึงปุ๋ยขึ้นมาใช้

“ปัจจุบัน กรมพัฒนาที่ดินมีผังดินแต่ละเขตมีธาตุอาหารอย่างไร สามารถแนะนำเกษตรกรได้เลย ดินมีการปรับตัวช้าๆ ข้อมูลอาจจะเปลี่ยนไป ต้องปรับใช้” คุณวรารัตน์ บอก

อยากให้ปุ๋ยโพแทสเกิด

คุณวรารัตน์ อธิบายเรื่องปุ๋ยโพแทสว่า โพแทสมาจากเกลือ…เกลือในโลกมี 2 ประเภท หนึ่ง. เกลือจากดิน ต่างประเทศมีรัสเซีย แคนาดา เยอรมนี สอง. เกลือจากน้ำ มีอิสราเอลและจอร์แดน เขานำมาทำเกลือเข้มข้นมาก อีสานโชคดี ที่นั่นเป็นเกลือ โชคดีที่จะนำมาสกัดทำเป็นปุ๋ยโพแทส ไม่ใช่ตักดินเค็มๆ มาใช้ได้ ต้องสกัด ผ่านกระบวนการ ปัจจุบัน เรามีสมาชิก บริษัทหนึ่ง มีแหล่งผลิตที่อำเภอบำเน็จณรงค์ ชัยภูมิ เริ่มดำเนินการแล้ว มีเป้าหมายที่ชัดเจน ยังไม่ได้ทำ กำลังเริ่ม

“ที่ผ่านมาเรานำเข้าโพแทสจากอินเดีย…เยอรมันทำเหมือง ความยาว 4 พัน กิโลเมตร เป็นที่ท่องเที่ยวได้ โดยหลักการต่างประเทศ เขามีที่เก็บของเหลือที่ไม่ได้ใช้ แล้วนำกลับเข้าไปยังใต้ดิน เพื่อไม่ให้เป็นมลพิษ อยากให้เกิด น่าจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจ เรามีวัตถุดิบ ปุ๋ยเราน่าจะถูกลง…อยากให้นำทรัพยากรมาใช้ ภาครัฐต้องสนับสนุน เปิดเวทีให้ทำงานด้วย” นายกฯ พูดถึงโพแทส

ปุ๋ยไทย ปุ๋ยดี ยอมรับทั่วภูมิภาค

คุณวรารัตน์ บอกว่า ปุ๋ยไทยได้รับการยอมรับมาก ปุ๋ยไทยไปพม่าถือว่าเป็นปุ๋ยดี ไปเขมร ลาว ถ้าเป็นปุ๋ยไทย ถือว่าเป็นปุ๋ยดี…เราแข่งกับประเทศอื่นเรื่องราคา ของเราคุณภาพดี ราคาค่อนข้างสูง ปุ๋ยเราเต็มสูตร มีกรมวิชาการเกษตรตรวจสอบ เรามีกฎหมายเข้มงวดมาก ปุ๋ยไม่มีคุณภาพขายไม่ได้ส่งออกไม่ได้ เป็นข้อดีเกษตรกรกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม เขาชอบและเชื่อถือเรา…ส่งออกมาก ลาว พม่า กัมพูชา อินโดนีเซียก็กำลังจะไป

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย

1. ประวัติ

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย ถือกำเนิดในปี 2518 โดยการรวมกลุ่มของเจ้าของโรงงานผลิตปุ๋ยผสม 10 โรง ผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคม คือ คุณเชษฐ ตันสกุล ปัจจุบัน สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทยขยายเครือข่ายทั้งจำนวนสมาชิก และกำลังการผลิต เป็น 40 โรงงาน ซึ่งสามารถผลิตปุ๋ยเคมีเชิงผสมแบบคลุกเคล้า (Bulk Blending Fertilizer), ปุ๋ยอินทรีย์, ปุ๋ยเคมีอินทรีย์ ประมาณ 2-2.5 ล้านตัน ต่อปี

2. วิสัยทัศน์

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาสมาชิก ในการยกระดับมาตรฐานการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกษตรกรของไทยได้ใช้ปุ๋ยที่ดี มีคุณภาพทัดเทียมกับปุ๋ยของต่างประเทศ เกษตรกรสามารถส่งออกผลผลิตทางการเกษตรแข่งขันกับนานาประเทศได้ และช่วยเหลือสมาชิกในการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ ให้คำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจ, การพัฒนาวิชาการ, เทคโนโลยีการผลิต และติดต่อประสานงานกับภาครัฐบาล รวมทั้งส่งเสริมงานวิจัยที่เกี่ยวกับการพัฒนาการผลิต พัฒนาปัจจัยการผลิตด้านการเกษตรอีกด้วย

3. พันธกิจ

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย ได้มีการผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับปุ๋ย เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรและประเทศชาติโดยส่วนรวม การพัฒนาความสัมพันธ์ และความร่วมมือกับภาครัฐบาลขยายกว้างขวางโดยมิจำกัดอยู่เพียงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น ยังรวมไปถึงความสัมพันธ์กับกระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพาณิชย์, สมาคมเกษตร, องค์กร และมูลนิธิอื่นๆ โดยให้การสนับสนุน และให้ความร่วมมือในการจัดงานเพื่อสังคม และจัดสัมมนาเพื่อพัฒนาความรู้เชิงวิชาการ และเทคโนโลยีใหม่ๆ แก่สมาชิกอยู่เสมอ

4. วัตถุประสงค์

1. ส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจ ประเภทที่เกี่ยวกับการผลิต และจำหน่ายปุ๋ยภายในและภายนอกประเทศไทย

2. สนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิก แก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆ รวมทั้งเจรจาทำความตกลงกับบุคคลภายนอก เพื่อประโยชน์ร่วมกันในการประกอบวิสาหกิจของสมาชิก สอดส่อง และติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดการค้าปุ๋ยทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่ออำนวยประโยชน์แก่การประกอบธุรกิจการค้าอุตสาหกรรมการเงินหรือเศรษฐกิจ

3. ประสานความสามัคคี และแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นซึ่งกันและกันในทางวิชาการ ข่าวสารการค้า ตลอดจนทำการวิจัยเกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายปุ๋ย

4. ขอสถิติหรือเอกสาร หรือขอทราบข้อความใดๆ จากสมาชิกเกี่ยวกับการดำเนินการผลิตและจำหน่ายปุ๋ย ทั้งนี้ด้วยความยินยอมของสมาชิก

5. ส่งเสริมคุณภาพของปุ๋ยที่สมาชิกเป็นผู้ผลิต หรือจำหน่ายให้เข้าสู่มาตรฐานที่ดี ตลอดจนวิจัยและปรับปรุงการผลิตและการค้าให้ได้ผลดียิ่งขึ้น

6. ร่วมมือกับรัฐบาลในการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยให้อยู่ในมาตรฐานที่ดี สอดคล้องกับนโยบายของทางราชการ

7. ส่งเสริมการผลิตเพื่อให้ปุ๋ยซึ่งผลิตในประเทศไทย มีปริมาณเพียงพอแก่ความต้องการของตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ

8. ทำความตกลง หรือวางระเบียบให้สมาชิกปฏิบัติ งดเว้นการปฏิบัติเพื่อให้การประกอบวิสาหกิจของสมาชิกดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย

9. ส่งเสริมพลานามัย กีฬา และจัดงานบันเทิงเป็นครั้งคราว

10. ประนีประนอมข้อพิพาทระหว่างสมาชิก หรือระหว่างสมาชิกกับบุคคลภายนอกในการประกอบวิสาหกิจ

11. ให้ความอนุเคราะห์แก่สมาชิก ในด้านงานสวัสดิการเท่าที่ไม่เป็นการต้องห้าม ตาม มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้า พ.ศ. 2509

12. ไม่ดำเนินการในทางการค้าหรือการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง

สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย อาคารสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ชั้น 3 ห้อง 305 เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. (02) 940-5990

ไปฝรั่งเศส เฉียดพระราชวังแวร์ซาย ชมตลาดขายส่งสินค้าเกษตร ที่กลางกรุงปารีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05076150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

หมอเกษตร

ไปฝรั่งเศส เฉียดพระราชวังแวร์ซาย ชมตลาดขายส่งสินค้าเกษตร ที่กลางกรุงปารีส

ฝรั่งเศส เป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของยุโรป รองจากประเทศรัสเซียเพียงประเทศเดียวเท่านั้น

ฝรั่งเศส มีพื้นที่ของประเทศ 5.4 แสนตารางกิโลเมตร มีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทยเล็กน้อย ที่ 5.1 แสนตารางกิโลเมตร มีประชากร 56 ล้านคน ตามสถิติ ปี พ.ศ. 2548 เมืองหลวงคือ ปารีส สินค้าส่งออกที่สำคัญ มี รถยนต์ เคมีภัณฑ์ เหล็กและเหล็กกล้า สิ่งทอ สินค้าหนังสัตว์ อุปกรณ์ไฟฟ้า เหล้าองุ่น และธัญพืช

สภาพภูมิประเทศ ทางภาคเหนือและตะวันตกเป็นที่ราบต่ำ มีความอุดมสมบูรณ์สูง จึงเป็นแหล่งผลิตข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด และหัวผักกาดหวาน ปศุสัตว์ มีการผลิตเนย จากทั้งนมวัว นมแพะ และนมแกะ ตามตำรับของท้องถิ่นอันขึ้นชื่อ ตามบริเวณไหล่เขา ตามริมฝั่งแม่น้ำต่างๆ มีการปลูกองุ่นคุณภาพ ใช้สำหรับผลิตไวน์ชั้นดี ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีพืชผัก ส้ม มะนาว แอพริคอต ข้าว แอปเปิ้ล เนคทารีน และลูกแพร์ เป็นตัวอย่าง

ก่อนไปดูตลาดเกษตร แวะไปเฉียดพระราชวังแวร์ซาย ก่อน ตัวอาคารก่อสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ ใช้งบประมาณมหาศาลในการก่อสร้าง ที่ได้จากภาษีราษฎร ภายในสร้างอย่างวิจิตรพิสดาร โดยแบ่งเป็นห้องบรรทม ห้องเสวย และห้องรับแขก ประวัติความเป็นมาของพระราชวังเดิมแวร์ซาย เป็นเมืองเล็กๆ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาลำเนาไพร ย้อนไปเมื่อคราวที่พระเจ้าหลุยที่ 13 ยังทรงพระเยาว์ พระองค์โปรดการล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ จึงสร้างพระตำหนักเล็กๆ ขึ้นไว้เมื่อปี พ.ศ. 2167 ต่อมาพระเจ้าหลุยที่ 14 ได้ปรับปรุงพระตำหนักให้สวยงามยิ่งขึ้น ให้เป็นที่ประทับนอกกรุงปารีสอีกแห่งหนึ่งจนสำเร็จตามพระราชประสงค์ ในปี พ.ศ. 2204 พร้อมกับย้อนพระราชสำนัก และทำเนียบรัฐบาลมาประจำอยู่ที่พระราชแห่งนี้ ต่อมามีการก่อสร้างเพิ่มเติมในสมัยของพระเจ้าหลุยที่ 15 และ 16 ตามลำดับ

และแล้ว ในวันที่ 6 ตุลาคม 2332 กองทัพประชาชนได้บุกเข้ายึดพระราชวัง จับกุมพระเจ้าหลุยที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเนต และขับออกจากพระราชวังแวร์ซายไป ครั้งนั้นเป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฝรั่งเศส ปัจจุบัน รัฐบาลเปิดให้ประชาชนเข้าชม นำเงินมาบำรุงพระราชวังให้สวยงามอยู่เสมอ

จากนั้น คุณปาสิตา แสงเพชร นักวิชาการ ขององค์การตลาดเพื่อการตลาด หรือ อ.ต.ก. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พาไปเยี่ยมตลาดขายส่งสินค้านานาชาติรังกิต ใจกลางกรุงปารีส มีการจัดแบ่งเป็น 3 โซน คือ โซนพืชผัก ผลไม้ และไม้ดอกไม้ประดับ โซนเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และนม และโซนปลาและอาหารทะเล การดำเนินงานของตลาด ผู้ประกอบการค้าส่ง 200 ราย จัดแสดงนิทรรศการผลไม้ไทยตามฤดูกาลที่ประเทศฝรั่งเศสมาแล้วหลายครั้ง ทำให้ฝรั่งตาน้ำข้าวรู้จักผลไม้ไทยดีขึ้น แต่สำหรับชาวเอเชียที่ไปตั้งรกรากในประเทศฝรั่งเศสนั้น ชื่นชอบผลไม้ไทยอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ขอให้ตระหนักเสมอว่า เราเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสมาแล้วหลายครั้ง ดินแดนที่เสียไปเป็นพื้นที่หลายแสนตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย บันทายมาศ เป็นของกัมพูชา บริเวณอ่าวไทยเขมรส่วนนอก และเกาะอีก 6 เกาะ สิบสองจุไท ดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง และมณฑลบูรพา มี เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ อีกทั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา ที่ไทยได้ขับเคี่ยวกับฝรั่งเศส ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย คราวนั้นได้เห็นธาตุทรหดของนักรบไทยรบกับฝรั่งเศสอย่างถวายชีวิต โชคดีที่ญี่ปุ่นเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยจนยุติศึกลง สงครามครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2483 เสียดาย ตำราประวัติศาสตร์ไทยแทบไม่เคยเขียนไว้ให้ลูกหลานไทยได้ระลึกถึง เรื่องนี้ต้องปฏิรูปอย่างจริงจัง มีอะไรมามัดมือนักประวัติศาสตร์ไทยไว้ไม่ทราบครับ

สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ มรดกโลก หนึ่งเดียวในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เกษตรต่างแดน

วิลาสินี อาร์. โฟลเดอร์นาว

สวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ มรดกโลก หนึ่งเดียวในเอเชีย

สิงคโปร์ เคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพิ่งได้เอกราชเมื่อ 50 ปีกว่าๆ มานี่เอง แต่คนสิงคโปร์ไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจเดียดฉันท์ผู้ปกครองอาณานิคม เขามีความสัมพันธ์ที่ดีพอใช้ อังกฤษก็ไม่ได้รีดนาทาเร้นอะไร

การศึกษาของสิงคโปร์ถูกวางรากฐานโดยอังกฤษ ปัจจุบันก็เป็นการศึกษาที่ทั้งโลกยอมรับ คนรุ่นเก่าของสิงคโปร์ถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษแล้วกลับมาใช้ความรู้ ความสามารถ พัฒนาบ้านเมืองของตนเอง ลี กวน ยู ผู้ก่อตั้งประเทศ และผู้บริหารประเทศสิงคโปร์ส่วนใหญ่จบจากอังกฤษ

ชาวอังกฤษ ชื่อ Stamford Raffles ผู้ปกครองคนแรกของสิงคโปร์ ซึ่งต่อมามียศถาถึงขั้นเซอร์ และจนถึงวันนี้ยังมีรูปปั้นเป็นประจักษ์พยานบทบาทของอังกฤษอย่างเอกอุในการก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ เป็นคนชอบธรรมชาติ แกเริ่มทดลองทำสวนพฤกษศาสตร์ และทดลองเพาะพันธุ์พืช ในปี ค.ศ. 1822 ที่ป้อม Canning ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังมีให้เห็น เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนจะต้องไปดูปืนใหญ่และป้อมค่ายสมัยอาณานิคม

เมื่อทำไปได้พักใหญ่ ก็ย้ายสวนพฤกษศาสตร์ รวมทั้งการทดลองทั้งหมดมาที่ที่ตั้งของสวนพฤกษศาสตร์ในปัจจุบันนี้

นักพฤกษศาสตร์จำนวนมากถูกส่งไปเรียนที่สวนพฤกษศาสตร์ KEW ในอังกฤษก่อนกลับมาทำงานวิจัยและพัฒนาที่สวนพฤกษศาสตร์นี้ งานวิจัยในยุคต้นที่เลื่องลือ คือการวิจัยและพัฒนายางพาราให้เหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่ภูมิภาคนี้ ต่อมามันกลายเป็นพืชสำคัญในภูมิภาค

อีกเรื่องที่วิจัยกันหนักและได้ทำให้สิงคโปร์เป็นศูนย์การเรียนรู้และวิจัยด้านนี้ก็คือ กล้วยไม้ ในสวนพฤกษศาสตร์ยังมีสวนกล้วยไม้และศูนย์วิจัยกล้วยไม้ให้เข้าไปศึกษาตลอดเวลา

Raffles นั้น เป็นตัวแทนรัฐบาลอังกฤษแสวงหาผลประโยชน์ให้ประเทศตัวเองเป็นหลัก ได้ปกครองอินโดนีเซียมาพักหนึ่ง ก่อนถูกลดเกรดเป็นผู้ปกครองเกาะๆ หนึ่งในมาเลเซีย

Raffles ไม่อยู่เฉย แกนั่งเรือสำรวจเกาะนั่นนี่ไปเรื่อย วันหนึ่งมาเจอเกาะเล็กๆ เท่ากระแบะมือ ที่แกปักใจว่าในอนาคตจะเป็นศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจ และการอยู่ร่วมกันของประชากร โดยไม่แบ่งแยกสีผิวเผ่าพันธุ์

แกขึ้นบกที่เกาะนี้แล้วเรียกร้องให้ประเทศแก กับอีกหลายประเทศระดมความช่วยเหลือเพื่อสร้างเกาะเล็กๆ นี้ขึ้นมา สิ่งที่แกให้ความสำคัญมากคือ การศึกษา ระบบการศึกษานำเข้ามาจากอังกฤษ ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

และที่เหลือก็เป็นอย่างที่เรารู้ๆ กัน วันนี้สิงคโปร์เป็นประเทศโลกที่หนึ่งประเทศเดียวในเอเชียอาคเนย์ เป็นประเทศร่ำรวยและพัฒนาไปไกลจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไม่เห็นฝุ่น

เมื่อ 4 ปีก่อน สวนพฤกษศาสตร์อายุ 150 ปี ที่ Raffles ตั้งขึ้น ได้รับการยอมรับจาก UNESCO ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เป็นสวนพฤกษศาสตร์แรกและหนึ่งเดียวในเขตร้อนของโลกที่ได้รับการยอมรับระดับนี้ และเป็น 1 ใน 3 ของสวนพฤกษศาสตร์ที่เป็นมรดกโลก อีก 2 คือ Orto botanico di Padova ที่อิตาลี และ The Royal Botanic Gardens ที่เมือง Kew ของอังกฤษ ที่เป็นต้นแบบนั่นเอง

ใครที่ชอบค่อนแคะว่าสิงคโปร์เล็กเท่ากระแบะมือ และเต็มไปด้วยตึก ขอให้รับทราบเรื่องนี้โดยด่วน

ในพื้นที่ราว 500 กว่าไร่ ที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบสวยงาม ประชาชนเข้าชมฟรีตั้งแต่ตีห้าถึงเที่ยงคืนทุกวัน ในนั้นจะมีสวนเล็กสวนน้อย มีพิพิธภัณฑ์เล็กพิพิธภัณฑ์น้อยให้เรียนรู้อีกมาก

นอกจากมีสวนพฤกษศาสตร์ระดับมรดกโลกแล้ว สิงคโปร์มีโครงการต้นไม้มรดก หรือ Heritage Tree มาเนิ่นนานแล้ว เขาสำรวจต้นไม้ที่มีอายุยืนนาน หรือต้นไม้หายาก แล้วจัดเข้าบัญชีต้นไม้มรดกที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างดี ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้เก่าแก่ ลำต้นสูงเกิน 20 เมตรขึ้นไป หรือมีเรือนยอดขนาดใหญ่ ต้นไม้มรดกไม่ได้มีแต่ในสวนพฤกษศาสตร์ แต่มีกระจายทั่วประเทศ เขาขึ้นทะเบียนไว้ และให้การดูแลรักษาอย่างดี

ในบรรดาต้นไม้มรดก มีต้นหนึ่งเขาเรียกกันว่า ต้น 5 ดอลลาร์ ที่เห็นในภาพมีก้านงอกออกไปตามแนวนอนนั่นแหละ เรียกกันแบบนั้น เพราะมีรูปของต้นไม้นี้ในธนบัตร 5 ดอลลาร์ คิดดูเถิดว่าเขาให้ความสำคัญกับต้นไม้ต้นหนึ่งขนาดไหน

ไปสิงคโปร์ จึงอย่าดีแต่ช็อปปิ้ง จงเรียนรู้ด้านที่แข็งแกร่งเช่นนี้ของเขา เรียนรู้เขาให้จริงจัง

จะได้รู้ว่า ทำไม เราไปไม่ได้ไกลอย่างเขา

เจาะลึกธุรกิจทำเงิน “ต่อเล็บ-เพ้นต์เล็บ” ในหลักสูตร “Gel Nail Art” ที่ มติชนอคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

เจาะลึกธุรกิจทำเงิน “ต่อเล็บ-เพ้นต์เล็บ” ในหลักสูตร “Gel Nail Art” ที่ มติชนอคาเดมี

ธุรกิจแฟรนไชส์ความงาม ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีสาวๆ หลายคนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ทั้งแฟรนไชส์ธุรกิจสปา เครื่องสำอาง ธุรกิจร้านเสริมสวย ฯลฯ

เนื่องจากเทรนด์ของผู้หญิงปัจจุบันมีความหลากหลาย และสามารถสร้างรายได้ให้กับเจ้าของธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน ธุรกิจประเภทนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ในทุกๆ วันเช่นเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจประเภทนี้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจแฟรนไชส์ที่มาแรง และสามารถขยายสาขาไปทั่วบ้านทั่วเมืองในปัจจุบัน

ซึ่งหนึ่งในแฟรนไชส์สุดฮิตที่กำลังได้รับความนิยม ณ นาทีนี้ คงต้องพูดถึง “การเพ้นต์เล็บ-การต่อเล็บ” ที่มีการเปิดร้านอยู่มากมาย และได้รับความนิยมจากผู้หญิงที่หลงใหลในงานศิลปะความงามเป็นอย่างดี

สมัยก่อนธุรกิจ “การทำเล็บ” ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะค่าใช้จ่ายในการทำเล็บ-แต่งเล็บค่อนข้างสูงจึงมีคนสนใจที่อยากจะเรียนรู้ เพื่อนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักเป็นอย่างมาก หรือสาวที่ชอบแต่งเล็บ-เพ้นต์เล็บส่วนหนึ่งก็มักจะเรียน เพื่อนำไปเพ้นต์เล็บเองที่บ้าน ก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อย

นอกจากนี้ ยังช่วยเนรมิตลวดลายต่างๆ ให้เล็บสวยงามราวกับเข้าร้านทำเล็บมาเลยทีเดียว

คุณสิริกาญจน์ จงถาวร เจ้าของกิจการ Nailtoday ร้านสอนเพ้นต์เล็บ-ทำเล็บครบวงจร ดำเนินการมาแล้วกว่า 12 ปี สอนคนเป็นอาชีพติดตัวทั้งทำงานภายในประเทศและต่างประเทศ

โดยแรกเริ่มนั้น คุณสิริกาญจน์ เจ้าของร้านจากความรักสวยรักงามแล้วต้องไปทำเล็บแต่งเล็บตามร้านต่างๆ เสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จึงเริ่มหัดเรียนมาเพื่อทำให้ตนเอง ต่อมาเพื่อนๆ เห็นก็สนใจ จึงเริ่มทดลองทำให้เพื่อนก่อน จากวงของเพื่อนฝูงทำแล้วเริ่มมั่นใจ มีลูกค้ามากขึ้นจึงตัดสินในเปิดร้านให้บริการทำเล็บ เพ้นต์เล็บเป็นอาชีพ ให้บริการแบบครบวงจร ที่ซอยนวมินทร์ 70 นับเป็นก้าวแรกของการเข้าสู่วงการเพ้นต์เล็บ

นอกเหนือจากการให้บริการต่อเล็บ เพ้นต์เล็บแล้ว พอชำนาญ จึงให้บริการสอนด้วย ต่อมาธุรกิจการสอนก้าวหน้า มีคนสนใจมาก จึงตัดสินใจเปิดหลักสูตรสอนเป็นอาชีพอย่างจริงจังหลังจากเปิดให้บริการต่อเล็บ-เพ้นต์เล็บเป็นเวลา 3 ปี โดยลูกศิษย์ที่มาเรียนกับร้านส่วนหนึ่ง พอทำได้ก็ไปเปิดร้านต่อยอดเป็นอาชีพ พอเขาทำได้ก็แนะนำให้คนใหม่มาเรียน เลยบอกต่อกันปากต่อปาก ทำให้ลูกค้ากลุ่มหนึ่งนำไปประกอบกับอาชีพนี้ จนเป็นที่แพร่หลายในระยะต่อมาเพราะลงทุนไม่มาก คนที่เป็นงานก็สามารถเปิดร้านตามตลาดนัดได้ เป็นโอกาสทำให้ตลาดการทำเล็บ-เพ้นต์เล็บเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบัน

“การที่ลูกค้าจะติดเราหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเรามีประสบการณ์การสอนมากน้อยเพียงใด คนที่เรียนต่อจากเราเอาไปใช้งานได้จริงหรือไม่…เขาสามารถนำไปเปิดร้านได้ไหม…ต้องอาศัยจากประสบการณ์การทำงานจริงมาก่อน แล้วคนที่เราสอนก็จะติดตามผลงาน บางคนต้องการเรียนไปเพื่อเป็นอาชีพเสริม บางคนต้องการเรียนเพื่อเปิดร้านเป็นอาชีพหลัก บางคนต้องการเรียนเป็นอาชีพติดตัวไปทำงานในต่างประเทศ ในระยะหลังลูกค้าประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักเรียนจากต่างประเทศ มาเรียนเพื่อกลับไปทำงานที่ประเทศตน ส่วนที่เหลือเรียนไปเพื่อเปิดร้าน เนื้อหาในการสอนนอกเหนือจากวิธีการทำและตกแต่งเล็บในแบบต่างๆ แล้ว ยังให้ความรู้เรื่องวัตถุดิบที่จะนำไปใช้ ตลอดจนการเลือกทำเลซึ่งทางเราจะช่วยแนะนำและช่วยวิเคราะห์ให้กับผู้เรียนได้อีกด้วย” คุณสิริกาญจน์ กล่าว

“การทำร้านเพ้นต์เล็บและตกแต่งเล็บนั้น นอกเหนือจากฝีมือแล้วการเลือกทำเลก็เป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกทำเลที่เป็นชุมชนคนอยู่มาก ยิ่งถ้าเป็นทำเลบนห้างแล้วจำเป็นต้องมีประสบการณ์สูง เพราะต้องทำรายได้ให้เพียงพอกับค่าเช่า ส่วนอัตราค่าบริการ หากเป็นร้านธรรมดาไม่ติดแอร์ จะเริ่มต้นที่ชุดละ 100 บาท หากเป็นห้องติดแอร์ เริ่มต้นที่ 250 บาท และถ้าเป็นร้านบนห้าง จะเริ่มต้นที่ 350 บาท ขึ้นไป ส่วนราคาสูงสุดที่ให้บริการจะอยู่ระหว่าง 3,000-4,000 บาท เลยทีเดียว” คุณสิริกาญจน์ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตร การต่อเล็บและการเพ้นต์เล็บ สอนโดย อาจารย์สิริกาญจน์ จงถาวร เจ้าของกิจการ Nailtoday ใน วันที่ 28 เมษายน 2559 ในราคาสุดคุ้ม 1,605 บาท เท่านั้น

ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ http://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

วิสาหกิจชุมชนการตีแผ่นแร่ สันกำแพง เชียงใหม่ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับคนในชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ว่าที่ร้อยตรีหญิงภัทรานิษฐ์ รุจิอริยอธิพร

วิสาหกิจชุมชนการตีแผ่นแร่ สันกำแพง เชียงใหม่ สร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับคนในชุมชน

วิสาหกิจชุมชน เป็นกิจการของชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้าโดยที่มีวิถีชีวิตร่วมกันและมารวมตัวกันเพื่อสร้างรายได้ สามารถพึ่งพาตนเองในชุมชนและระหว่างชุมชน อย่างเช่น วิสาหกิจชุมชนการตีแผ่นแร่ บ้านป่าสักขวาง ตำบลสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็น 1 ใน 154 กลุ่มของวิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพง ที่สร้างรายได้ สร้างอาชีพให้คนในชุมชน

คุณศรัญญู มีทองคำ นายอำเภอสันกำแพง เปิดเผยว่า “วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพง มีอยู่ 154 กลุ่ม ในพื้นที่ 10 ตำบล โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งวิสาหกิจชุมชนเป็นการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อประกอบอาชีพที่มีวัตถุประสงค์เดียวกันที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพงส่วนใหญ่จะเป็นงานหัตถกรรม เช่น ร่มบ่อสร้าง กระดาษสา การตัดเย็บผ้า งานฝีมือของชำร่วย แกะสลัก การผลิตผลิตภัณฑ์จากไม้มะม่วง การตีแผ่นแร่ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมของอำเภอสันกำแพงที่โดดเด่น”

คุณแจ่มจันทร์ ล่ามช้าง เกษตรอำเภอสันกำแพง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพงนอกจากจะมีงานหัตถกรรมแล้ว ด้านการแปรรูปทางเกษตรก็มี การผลิตพืชผักอินทรีย์ การแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ข้าวแคบ ข้าวแต๋น เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ต่างๆ ฯลฯ ซึ่งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรที่รวมตัวกัน โดยการรวมตัวกันจะมีต้องมีองค์ประกอบคือ ชุมชนเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ ผลผลิตต้องมาจากกระบวนการในชุมชน ด้วยการใช้วัตถุดิบ ทรัพยากร แรงงานในชุมชนเป็นหลัก ริเริ่มสร้างสรรค์เป็นนวัตกรรมของชุมชน ต้องเป็นฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานภูมิปัญญาสากล มีการดำเนินการแบบบูรณาการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ อย่างเป็นระบบ มีกระบวนการเรียนรู้เป็นหัวใจหลัก มีการพึ่งพาตนเองของครอบครัวและชุมชนเป็นเป้าหมาย โดยหลักเหล่านี้จะทำให้วิสาหกิจชุมชนของอำเภอสันกำแพงมีความเข้มแข็ง สร้างงาน สร้างรายได้กับชุมชนเป็นจำนวนมาก และมีความยั่งยืน”

คุณสงวน ปัญโญสุข ประธานกลุ่มหัตถกรรมตีลายแผ่นแร่ เปิดเผยอีกว่า “หัตถกรรมตีลายแผ่นแร่ เป็นการสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมมาจากการตีเครื่องเงิน (ตีขันเงิน) โดยตนเองได้สืบทอดเรียนรู้มาจากช่างตีขันเงินชื่อ คุณสาย เป็นชนชาติเขมร เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเมื่อ 80 ปีก่อน จากการที่ได้เรียนรู้วิชาการตีขันเงินกับคุณสายได้ทุกขั้นตอนแล้ว ได้หยุดการตีขันเงินมาเรียนรู้การตีลายขันเงิน (ดุจลาย) ทั้งลายนูนสูง นูนต่ำ ลายพม่า และลายไทย จากนั้นก็ได้เริ่มต้นเป็นครูสอนภูมิปัญญาคนแรก เมื่อปี พ.ศ. 2510 มีผู้สนใจเข้าเรียนครั้งแรก 6 คน แต่ละคนมาจากหมู่บ้านอื่นและต่างตำบลในอำเภอสันกำแพง จาก 6 รายแรก ก็ได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมาหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน ได้สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชนเป็นอาชีพหลักและอาชีพรองไม่น้อยกว่า 50 ครัวเรือน ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2534 เครื่องเงินหายาก มีราคาแพง ต้นทุนสูง อีกทั้งการตีลายบนสลุงมีผู้ใช้น้อยแต่ช่างตีลายมีจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน อาชีพตีลายหลายๆ คนได้หันไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมและรับจ้าง จากปัญหานี้จึงทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวัสดุที่ใช้จากเงินเป็นแร่อะลูมิเนียม มีคุณสมบัติที่ใช้ตีลายและขึ้นรูปแบบลายนูนสูง นูนต่ำได้ สีผิวคล้ายเงินถ้าผ่านการผลิตทุกขั้นตอนแล้วจะมีความหลากหลายที่เป็นเอกลักษณ์ อ่อนช้อย สวยงาม

ส่วนขั้นตอนของการตีแผ่นแร่ เริ่มต้นจากการออกแบบลวดลายตามที่ลูกค้าต้องการ นำวัตถุดิบแผ่นแร่ มาตัดแต่งขึ้นรูปทรงให้ได้สัดส่วนแล้วเขียนแบบลายลงบนชิ้นงาน ตอกและเดินลายเส้นให้ได้รูปทรงตามสัดส่วน ตีเส้นหนักลงบนแผ่นแร่ที่มีความหนา ตีเส้นเบาลงบนแผ่นแร่ที่มีความบาง ตีลายนูนสูงต่ำด้วยการใช้ชัน (ขี้ย้า) เป็นพิมพ์รองตีและขึ้นรูป หลังจากนั้นตอกย้ำลาย ตีลายเบาลายตื้นใช้แท่นเหล็กรองตี แล้วนำชิ้นงานที่ตอกและตีลายทำความสะอาด ล้างด้วยน้ำมันก๊าด หรือทินเนอร์ ตากแดดหรือผึ่งให้แห้ง นำชิ้นงานมาตัดแต่งด้วยกรรไกร ขัดกระดาษทราย ทำสีรมดำ นำชิ้นงานไปผึ่งและตากแดดให้แห้งอีกครั้ง เพื่อนำชิ้นงานใส่กรองติดไม้ตามรูปแบบทรงต่างๆ เป็นการสิ้นสุดกระบวนการผลิต

นอกจากทางกลุ่มจะส่งเสริมอาชีพให้แก่ชาวบ้านแล้ว ยังได้ส่งต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับเยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้ เพื่อให้งานตีแผ่นแร่ได้มีการอนุรักษ์สืบต่อกันต่อไป”

สำหรับผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอสันกำแพง โทร. (053) 331-096

กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง

ขับรถยนต์จากเชียงใหม่ไปเชียงรายแบบสบายๆ เหนื่อยที่ไหนก็หยุดพักถ่ายภาพทิวทัศน์สวยๆ เก็บไว้ และก่อนเข้าสู่ตัวอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ราว 20 กิโลเมตร ทางด้านขวามือมีร้านกาแฟสด คอกาแฟอย่างผมก็อดไม่ได้ที่จะหยุดพักเพื่อดื่มกาแฟสักถ้วย

ภายในร้านกาแฟมีเสียงเพลงเบาๆ ให้ฟัง มีมุมให้เลือกนั่งตามชอบ เมื่อกาแฟสดที่สั่งได้วางบนโต๊ะ มีบริการชงพร้อมให้คำแนะนำวิธีการชงง่ายๆ ดูจากวิธีการชงเพียงวางซองกาแฟสดลงไปที่แก้วกาแฟ รินน้ำร้อนใส่ลงไป ผงกาแฟในซองจะละลายเปลี่ยนเป็นน้ำสีดำเข้ม กลิ่นหอม ดื่มได้รสชาติกลมกล่อม ทราบว่าร้านกาแฟสดนี้ได้ทำเป็นกิจกรรมครบวงจรคือ มีทั้งปลูกและแปรรูปกาแฟ เป็นการเสริมสร้างรายได้สู่ความมั่นคงยั่งยืน เป็นอาชีพทางเลือกที่น่าสนใจ จึงได้นำเรื่องราว กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง มาบอกเล่าสู่กัน

คุณสิริกร ทาติ๊บ เกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปกาแฟ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ปลูกกาแฟ 100 ไร่ ที่ให้ผลผลิตแล้ว 50 ไร่ การปลูกกาแฟได้เริ่มบุกเบิกมาตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย มาสู่รุ่นพ่อ แม่ กระทั่งมาถึงรุ่นตนเองในปัจจุบันนี้ กาแฟที่ปลูกมี 2 พันธุ์ คือ อะราบีก้า และ โรบัสต้า

พันธุ์อะราบีก้า ลักษณะใบเล็กกว่าพันธุ์โรบัสต้า ทรงพุ่มเตี้ย เมื่อปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่ดี ต้นกาแฟเจริญเติบโตสมบูรณ์ หลังจากปลูก 3 ปี จะเริ่มให้ผลผลิต เมื่อเข้าสู่ในปีที่ 5 ก็จะให้ผลผลิตมากขึ้น นับตั้งแต่ต้นกาแฟเริ่มออกดอกถึงเก็บเกี่ยว ใช้เวลา 1 ปี ผลกาแฟแก่เมล็ดสีแดงเข้มสด ช่วงการเก็บเกี่ยวจะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ หรือถ้าต้นกาแฟได้รับน้ำเพียงพอสม่ำเสมอก็อาจจะมีการเก็บเกี่ยวได้นานถึงเดือนมีนาคม

การปลูก มีทั้งเป็นการปลูกใหม่และปลูกซ่อมแซม หลุมปลูกจะขุดกว้างยาวลึก ด้านละ 30 เซนติเมตร นำต้นพันธุ์ลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา หลังจากปลูกหมั่นทำความสะอาดแปลง ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก 2 ครั้ง ต่อปี ใส่รอบทรงพุ่ม

การให้น้ำ ได้ให้น้ำต้นกาแฟเฉพาะในฤดูแล้งเท่านั้น น้ำที่นำมาใช้ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ แล้วจัดการให้น้ำต้นกาแฟด้วยระบบน้ำหยด โดยจะให้น้ำต้นกาแฟ 14 วัน ต่อครั้ง หรือดูความชุ่มชื้นในดินก่อนการให้น้ำ ในฤดูฝนจะให้ต้นกาแฟได้รับน้ำจากน้ำฝน ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ต้นกาแฟเจริญเติบโตสมบูรณ์ได้ดี

การเก็บเกี่ยว กาแฟพันธุ์โรบัสต้า จะให้ผลผลิตช้ากว่ากาแฟพันธุ์อะราบีก้า 1-2 เดือน โดยให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,800 กิโลกรัม ต่อไร่ ส่วนกาแฟพันธุ์โรบัสต้า ให้ผลผลิตเฉลี่ย 4,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลกาแฟแก่สุกเมล็ดสีแดงเข้มสด จะเก็บเกี่ยวใส่ภาชนะ นำไปเก็บรวบรวมในโรงเรือน

จากนั้นนำผลกาแฟสด ไปแช่น้ำในบ่อซีเมนต์ เก็บเมล็ดและเศษวัสดุที่ลอยน้ำออก ให้เหลือเมล็ดดีมีคุณภาพ ก็จะเก็บไปเข้าเครื่องโม่เพื่อแยกเอาเปลือกออก นำไปหมักที่บ่อหมัก 10-14 ชั่วโมง เพื่อขัดเมือกออก จากนั้นนำไปตากที่ลานตาก 7-12 วัน ให้แห้ง เก็บใส่กระสอบนำไปเก็บรักษาไว้ในที่มีอากาศโปร่ง ถ่ายเทหมุนเวียนสะดวก บ่มเก็บรักษาไว้นาน 1 ปี จะได้เป็นกาแฟกะลา จากนั้นนำไปสีในเครื่องกะเทาะเอาเปลือกออก พร้อมกับคัดแยกขนาดเมล็ดไว้เป็น 3 ขนาด คือ

ขนาดเมล็ดมาตรฐาน คือเมล็ดใหญ่ จะนำเมล็ดไปคั่ว เพื่อทำเป็นกาแฟสดสำเร็จรูปพร้อมชง เพื่อขายให้กับนักดื่มกาแฟได้ซื้อไปชงดื่มได้ด้วยตนเอง แต่ราคาจะแพงกว่าแบบอื่น เรียกว่า กาแฟ ดริป หรือ (COFFEE DRIP) หรือกาแฟอะราบีก้าคั่วบด ซึ่งใน 1 กล่อง มี 10 ซอง วิธีชงเพียงฉีกซอง ดึงก้านออกทางด้านข้าง วางให้เกี่ยวไว้ที่ขอบถ้วยกาแฟทั้งสองข้าง รินน้ำร้อนผ่านกาแฟ จะทำให้ได้กลิ่นหอมโชย เมื่อดื่มจะได้กาแฟเข้มข้น รสกลมกล่อม อร่อยเป็นที่ถูกอกถูกใจนักดื่ม

ขนาดเมล็ดมาตรฐานรอง คือ ขนาดเมล็ดเล็ก จะนำเมล็ดไปคั่วหรือทำเป็น กาแฟเกรด เอ รวม เพื่อนำมาชงขายเอง

ขนาดเมล็ดมาตรฐานรองสุด คือ ขนาดเมล็ดคละ จะนำเมล็ดไปคั่วเพื่อแปรรูปเป็นกาแฟโบราณ

การปฏิบัติดูแลหลังการเก็บเกี่ยว หลังจากเก็บผลผลิตหมดแล้วให้ตัดแต่งกิ่ง เพื่อจัดการนำผลกาแฟที่หลงเหลืออยู่บนต้นออกให้หมด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งที่อยู่ของมอด ป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูกาแฟ และให้แตกกิ่งใหม่เพื่อการติดดอกออกผลกาแฟที่ได้คุณภาพ

คุณสิริกร เกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปกาแฟ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ในแต่ละปีได้จ้างแรงงานราว 20 คน ตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ต่อวัน ต่อคน เพื่อให้ทำหน้าที่ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาสวนกาแฟ ทำหน้าที่ปฏิบัติในด้านกระบวนการผลิตในโรงคั่วกาแฟ ด้านการตลาด พนักงานหน้าร้านขายกาแฟ หรืออื่นๆ

การปลูกและปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาต้นกาแฟที่นี่จะไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช เป็นไร่กาแฟที่ปลูกในแบบสวนป่าที่อนุรักษ์ธรรมชาติ ผลผลิตที่ได้จึงปลอดภัยต่อผู้บริโภค ที่เป็นความภาคภูมิใจคือ ได้รับโล่รางวัล เกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด จากผู้ผลิตและจำหน่ายกาแฟดอยหลวง จังหวัดเชียงราย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ออกหนังสือ รับรองมาตรฐานวิธีการที่ดีในการผลิต เลขที่ 8-4-15-57-12-19 ให้ร้านกาแฟดอยหลวง

ทั้งการปลูก การแปรรูปเป็นกาแฟสด ด้านการตลาด โดยเฉพาะกาแฟสดพร้อมชง หรือ กาแฟ ดริป (COFFEE DRIP) เป็นกาแฟที่นักดื่มกาแฟชื่นชอบ เป็นกิจกรรมทางเลือกที่ทำให้ครอบครัวมีรายได้มั่นคง

คุณสุเทพ ทิพย์รัตน์ เกษตรจังหวัดเชียงราย เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่การเกษตร มีทั้งพื้นที่ราบและภูเขา ภูมิอากาศเย็น สภาพแวดล้อมทั่วไปจึงเหมาะทำการเกษตร กาแฟเป็นพืชหนึ่งที่ส่งเสริมและถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรปลูกและแปรรูปที่ได้คุณภาพดี ทั้งในด้านการปลูก ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ตัดแต่งกิ่ง ปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวหรือด้านการตลาด ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย ได้ส่งเสริมแบบบูรณาการร่วมกันกับศูนย์วิจัยพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงราย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย และหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับรายได้และพัฒนาความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้มีความมั่นคงยั่งยืน

จากเรื่องราว กลิ่นหอม รสกลมกล่อม กาแฟสดดอยหลวง ได้กล่าวถึง การปลูก การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา การเก็บเกี่ยว การคั่วเพื่อแปรรูปเป็นกาแฟสดสำเร็จรูปพร้อมชง หรือ กาแฟ ดริป (COFFEE DRIP) มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม เป็นอีกอาชีพที่ทำให้มีรายได้มั่นคง สอบถามเพิ่มเติมที่ คุณสิริกร ทาติ๊บ เลขที่ 81 หมู่ที่ 2 ตำบลแม่พริก อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โทร. (087) 176-5463 หรือที่ คุณวรญา สิงห์สุริยะ สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงราย โทร. (053) 152-685 ก็ได้นะครับ

ก้าวแรกๆ ของการย้อนยุค ที่ “ตลาดอมยิ้ม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือละมัย

ก้าวแรกๆ ของการย้อนยุค ที่ “ตลาดอมยิ้ม”

ช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นยุคของการเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป ของ “ตลาดโบราณ” จำนวนมากตามท้องถิ่นต่างๆ ในเมืองไทยนะครับ เราท่านคงเคยได้ยินติดหู หรือหลายคนคงเคยไปเที่ยวตลาดสามชุก, เก้าห้อง, ดำเนินสะดวก, ท่าคา กระทั่งตลาดน้ำเขาใหญ่ แต่ละแห่งก็มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ซึ่งเกือบทั้งหมดก็ผ่านการให้นิยามความหมายใหม่ ตลอดจนกำหนดกิจวัตรของตลาดให้สัมพันธ์กับวิถีชีวิตและความต้องการของผู้คนในโลกสมัยใหม่ เช่น สนองรับการท่องเที่ยว ส่งเสริมพืชผลเกษตรอินทรีย์ เป็นอาทิ จนสามารถมีรายได้หมุนเวียนพอต่อลมหายใจไปได้

พูดง่ายๆ ว่า ตลาดโบราณเหล่านี้ ไม่ได้ “โบราณ” จริงๆ แต่โบราณตามความต้องการและความเข้าใจของคนปัจจุบันนั่นเอง

สำหรับ “คนสร้างตลาด” มันยากตรงที่จะเก็งยังไงให้คนติด ให้คนมาเที่ยวจับจ่ายซื้อของ หรือมารับ “สาร” บางอย่างที่เราตั้งใจจะสื่อออกไปนั่นแหละครับ

อยู่ๆ เรื่องแบบนี้ก็ใกล้ตัวผมเข้ามาครับ เนื่องจากที่วัดวาปีสุทธาวาส (วัดตลาดควาย) อำเภอจอมบึง ราชบุรี ใกล้ๆ บ้านที่ผมเกิด ได้ผุด “ตลาดอมยิ้ม” หมายฟื้นภาพสังคมย้อนยุคของทุ่งจอมบึงขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อราวต้นปีที่ผ่านมานี้เอง

ตลาดอมยิ้ม ริเริ่มโดย พระปลัดณรงค์ศักดิ์ ปภากโร เลขานุการเจ้าคณะอำเภอจอมบึง และชาวชุมชนบ้านตลาดควาย ริมทุ่งจอมบึง อำเภอจอมบึง ใช้ลานหลังวัดตลาดควายเป็นสถานที่ติดตลาดช่วงบ่ายถึงค่ำทุกวันเสาร์อาทิตย์ มีซุ้มเล็กๆ กำหนดเฉพาะให้เป็นร้านของกลุ่ม 8 ชาติพันธุ์ โดยอนุโลมตามกรอบที่ทางส่วนราชการจังหวัดราชบุรีใช้นิยามความหลากหลายของประชากรในเชิงวัฒนธรรม ดังนั้น ก็เลยจะมีซุ้มไทยกะเหรี่ยง, ไทยทรงดำ, ลาวเวียง, จีน, เขมร, มอญ, ไทยยวน และไทยพื้นบ้าน นอกเหนือจากซุ้มย่อยอื่นๆ ซึ่งก็ขายอาหารบ้าง ของที่ระลึกบ้าง ผักไฮโดรโปนิกส์บ้าง เหมือนที่ตลาดโบราณเกิดใหม่ทั่วๆ ไปเขามีกัน

“คนที่มาเที่ยวนี่ก็คือ พวกที่กลับจากเที่ยวสวนผึ้งมาแล้วน่ะครับ เขาได้ข่าวก็แวะ เพราะมันเป็นทางผ่าน คนก็เลยจะมากช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ส่วนคนแถวนี้จะมาช่วงเย็นครับ…” น้าชายคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

นอกจากซุ้มชาติพันธุ์ที่ดูไปก็ยังไม่มีสินค้าเอกลักษณ์เท่าไหร่ ร้านรวงที่ขายของเองผมก็ยังไม่เห็นงานที่จะเป็น “จุดขาย” ชนิดไม่มีที่อื่นนะครับ ไปๆ มาๆ ซุ้มที่คึกคักที่สุดในวันที่ผมไป กลับเป็นของแม่ค้ามอญพม่าจากทางสังขละ กาญจนบุรี ที่เอาสินค้าและเครื่องประทินโฉมแบบพม่าๆ มาจำหน่ายลูกค้าที่เป็น “แรงงานฯ” ไป กับอีกอย่างหนึ่งคือซุ้มไอติมหม้อไฟ ที่ดูจะโฆษณากันคึกคักดีทีเดียว

ด้านใน มีอาคารเก่าที่ดัดแปลงแสดงเครื่องมือจักสาน เครื่องจับปลาเก่าๆ แต่ไม่มีคำบรรยาย ส่วนข้างๆ ติดกันเป็นเรือนแบบไทยดำหลังใหญ่สร้างใหม่ หมายให้เป็นตัวแทนเอกลักษณ์ของชาวบ้านตลาดควาย ที่ส่วนใหญ่เป็นไทยทรงดำ ตั้งชุมชนมานานกว่าสองศตวรรษบนเส้นทางเดินโบราณระหว่างตัวเมืองราชบุรีกับชายแดนตะวันตก ก่อนที่ผู้คนยุคหลังจะเปลี่ยนมาใช้ถนนสายราชบุรี-จอมบึง ดังปัจจุบัน

แต่ครั้นผมถามน้าชายคนนั้นว่า เคยเห็นเรือนใต้ถุนสูง หลังคาคลุมนอกชานกว้างแบบนี้ที่ตลาดควายหรือเปล่า น้าเขาก็ว่าไม่เคยเห็น ดังนั้น เรือนโซ่งใหม่หลังนี้จึงน่าจะสร้างจากการค้นคว้าแผนผังรายละเอียดจากเอกสารวิชาการด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนั่นเอง

ในที่สุดแล้ว ก็เป็นเรื่องเล่าของน้าๆ ลุงๆ ชาวบ้านตลาดควายนั่นเอง ที่เติมเต็มสีสันให้แก่อดีตของตลาดอมยิ้มแห่งนี้

นักเรียนโบราณคดีที่สนใจคติชนวิทยาอยู่บ้างจะต้องเคยได้ยินนิทานท้องถิ่น อย่าง “ตำนานสำเภาล่ม” ที่เล่ากันในแถบชายทะเลภาคตะวันตก ว่าด้วยเรือสำเภาใหญ่ที่แล่นเข้ามาในทุ่งจอมบึง ชนเกาะแก่งต่างๆ ที่ต่อมากลายเป็นเขา เช่น เขาทะลุ แล้วที่สุดก็อับปางลง…ดังนั้น ผมเลยขนลุกหน่อยๆ ที่น้าชายคนนั้นเล่าว่า “เนี่ย ยังทันเห็นเสากระโดงเรือเลยนะ แต่ก่อนพอน้ำแห้ง จะเห็นตั้งอยู่กลางทุ่งนั่นแหละ…” ที่ว่าเรื่องเล่าเก่าๆ มีพลังนั้น คงเป็นแบบนี้นี่เอง

เรื่องเล่าของน้าเขามาทับซ้อนกับประสบการณ์วัยเด็กของผมในที่สุด นักเรียนประถมรุ่นต้นทศวรรษ 2520 ทุกคนต้องจำห้องพิพิธภัณฑ์โรงเรียนบ้านจอมบึงริมทุ่งนั่นได้ มันเต็มไปด้วยสัตว์สตัฟฟ์ ทั้งหมีคนตัวใหญ่ นกตะกรุมหัวเหม่ง ชะมด อีเห็น งู เสือลายเมฆ ฯลฯ พวกมันเคยมีชีวิตอยู่จริงในป่าชายทุ่งอันเคยกว้างใหญ่ที่สุดแห่งนั้น

“สมัยก่อน เวลาไปวัดจอมบึง เราก็นั่งเรือไปนะ ลัดทุ่งไปเลย” ผมจำทุ่งนั่นได้ดี ตอน ป. 4 ยังเคยไปแข่งขว้างกระเบื้องเล่นให้มันร่อนบนผิวน้ำเป็นทอดๆ แถมผมยังเคยเจอขวานหินขัดแบบมีบ่าสมัยหินใหม่อันหนึ่งด้วยซ้ำ มันยืนยันการอยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่ชายขอบบึงมาตั้งแต่เมื่อสามพันกว่าปีมาแล้วได้ดี

พ่อผมบอกว่า หลวงพ่อคูณ อดีตเจ้าอาวาสวัดจอมบึงเคยเล่าถึง ละมั่ง กวางป่า ที่สูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยแล้ว ว่า มันชอบอยู่กลางทุ่ง พอลมพัดเย็นมันก็ “วิ่งโพ้งๆ” ไปทางหนองสังโน่น ไหนยังจะเรื่องเสือโคร่งไปด้อมๆ อยู่ใต้ถุนบ้านปลัดอำเภอ ทำเอาพอตกเย็น คนไม่กล้าลงจากบ้านไปไหน ฯลฯ

ผมยังนึกไม่ออกหรอกครับ ว่าถ้าตลาดอมยิ้มประสงค์จะ “อวด” ตัวตนของคนตลาดควาย จะทำยังไงให้เรื่องเล่าพวกนี้สื่อกับคนมาเที่ยวได้

ท่ามกลางเงื่อนไขอันจำกัดของงบประมาณและเทคนิคการจัดแสดงแบบมิวเซียมที่ต้องอาศัยผู้ชำนาญการ ผมไพล่ไปนึกถึงพิพิธภัณฑ์วัดเล็กๆ บางแห่งที่เคยไป สภาพที่เกือบเป็นโกดังเก็บของ ชนิดที่คงไม่เคยผ่านมือภัณฑารักษ์คนใดมาก่อนนั้นกลับน่าสนใจจนถึงขั้นชวนติดตาม เพราะป้ายลายมือโย้เย้บอกชื่อเจ้าของวัตถุ ประวัติการได้มา (ได้จากไหน ตอนไปเที่ยวเมืองไหน) ที่เป็นเสื้อผ้านักเรียนก็ยังมีชื่อเจ้าตัวปักด้ายสีน้ำเงินซีดจาง บางอย่างก็เหมือนจะทันเห็น แต่ไม่ทันใช้ อย่างเตารีดถ่าน ส่วนที่เป็นพาหนะ เช่น เรือ ก็ระบุว่าเคยใช้พายไปไหนมาไหนบ้าง?แค่นี้ก็สนุกแล้วล่ะครับ และแน่นอนว่าไม่มีใครจะรู้ข้อมูลแบบนี้ดีไปกว่าชาวบ้านเอง

หรือแม้แต่ของที่ขายในตลาด ผมก็ยังนึกถึงว่าทำยังไงจะได้กินแกงหน่อส้มแบบไทยดำ แจ่วมะเอือดด้าน จุ๊บผัก หรือยังไม่ต้องนึกถึงการมีส่วนร่วมของแม่ค้าเลยก็ได้ อย่างน้อยสำหรับกระแสผักปลอดสาร ผมแค่อยากให้พี่คนที่ปลูกผักอินทรีย์อยู่ห่างทางเข้าวัดไม่กี่ร้อยเมตรนั้น ได้เอาผักมาขายบ้าง เพราะผมเคยซื้อถั่วฝักยาวจากสวนเขาแล้วพบว่าอร่อยมาก เป็นต้น

กุศลเจตนาของท่านพระปลัดณรงค์ศักดิ์ ปภากโร สมควรแก่การอนุโมทนานะครับ ผมจึงได้แต่หวังใจว่า ตลาดอมยิ้มแห่งนี้จะค้นพบแนวทางของตนเองได้ในเร็ววัน…

“เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ ใส่ใจทุกเรื่องราว” บุญทรัพย์-ชมพู่ วงศ์อะคะ ที่เพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05114150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

“เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ ใส่ใจทุกเรื่องราว” บุญทรัพย์-ชมพู่ วงศ์อะคะ ที่เพชรบุรี

เราทุกคนที่เกิดมาบนโลกนี้ย่อมแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสถานภาพหรือสถานการณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือการทำหน้าที่ของชีวิตตัวเองเพื่อความอยู่รอด ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิต ทุกๆ วันล้วนมีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นที่เราต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากทุกชีวิตสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยการมีลมหายใจ สิ้นลม แปลว่าได้ถึงการสิ้นสุดของหนึ่งชีวิต ชีวิตกับเวลาที่เหลืออยู่นั้นจึงมีความเหมือนกันคือ ต้องเดินหน้าต่อไปและต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

สำหรับอุบัติเหตุทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นบนเส้นทางเดินแห่งชีวิตได้เสมอ เวลาที่เรากำลังก้าวเดินอยู่นั้นมีไม่เท่าเทียมกันในแต่ละคน แถมช่างสั้นเหลือเกิน เราจึงไม่มีเวลามากพอที่จะไปเสียเวลากับสิ่งไร้สาระที่เกิดขึ้นกับเวลาที่เหลืออยู่ในทุกๆ วัน หากต้องการก้าวไปบนเส้นทางที่ต้องการ เดินห่าง…จากความจน ด้วยแล้ว จำเป็นต้องเร่งฝีเท้าเข้านะครับ อย่ามัวช้าอยู่ และต้องไม่ลืมนำ 2 สิ่ง แนบติดกับตัวคือความขยันและอดทน ตลอดเวลา ตลอดไป แล้วทุกอย่างคงได้เห็นก่อนสิ้นลม

ก่อนอื่น ขอกราบสวัสดี และขอบพระคุณอย่างมากๆ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน สำหรับแฟนๆ ที่ติดตามชนิดเหนียวแน่นต่อคอลัมน์นี้ ชนิดท่านคือแฟนประจำของผมตลอดมา ทุกครั้งที่หนังสือวางแผงจะมีการส่งเสียงไปหา หรือทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร ชนิดมากน้อยไม่ขาดหาย หรือเขียนลงไปได้เลยว่ามีแฟนๆ ส่งเสียงไปหาทุกวัน ทุกคำถามล้วนมีหลายๆ ประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ทั้งสิ้น

ติดตามกันนะครับ ให้กำลังใจกันด้วย เพราะมีอีกหลายคำถามที่จะนำมาเสนอกันต่อไป เพียงแค่รอว่าคำถามที่แฟนๆ ถามไป อย่างไหนที่เป็นความต้องการของแฟนๆ มาก จะนำมาเสนอทันที เนื่องจากเริ่มมีแฟนๆ คนใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และหันมาให้ความสนใจกับชะอมไม้เค็ด 2009 แม้ว่าบางคำถามได้นำเสนอมาบ้างแล้วก็ตาม แต่ขอให้แฟนๆ คนเก่าที่ติดตามคอลัมน์นี้เป็นประจำมั่นใจได้ว่า ทุกเรื่องย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเสมอ ที่ดีที่สุดต้องเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นล่าสุด ถูกต้องไหมครับ

สำหรับปักษ์นี้ ผมขอนำเสนอเรื่องราวของเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ครอบครัวหนึ่งที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับแฟนๆ ที่ต้องการก้าวเดินบนถนนสายนี้ เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเกิดขึ้นที่นั่น สามารถไปศึกษาเรียนรู้และสัมผัสความจริงให้เห็นด้วยตัวเอง แล้วนำทุกอย่างมาลองพินิจพิจารณาตรึกตรองดูจนสามารถให้ได้คำตอบที่สุดท้ายจริงๆ ว่า ทุกอย่างที่ไปเยี่ยมหามานั้นเป็นอย่างที่เราต้องการสำหรับชีวิตของเราหรือเปล่า ชอบไหม ไหวไหม หรือเมื่อไปสัมผัสมาแล้ว ขอกราบลาไปหาอาชีพอื่นที่ดีกว่าจะดีไหม เพราะจะได้ไม่เสียเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตทิ้งไปเปล่าๆ

เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่คู่นี้ คุณบุญทรัพย์ และ คุณชมพู่ วงค์อะคะ วัย 38 และ 36 ปี ตามลำดับ อาศัยอยู่ หมู่ที่ 1 อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ไปเยี่ยมหาและได้นำเรื่องราวต่างๆ มานำเสนอในเฟซบุ๊กของผม ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากแฟนๆ จนถึงกับมีหลายท่านสนใจ และได้ไปเยี่ยมหากันมาบ้างแล้ว ล้วนส่งข่าวไปบอกว่าประทับใจในผลงานของเกษตรกรสายพันธุ์ใหม่คู่นี้กันทั้งสิ้น

จากเนื้อที่ประมาณ 23 ไร่ พร้อมบ้านพักอาศัย มีแม่น้ำสายเล็กๆ ที่แยกมาจากแม่น้ำเพชรบุรี ไหลผ่านบริเวณด้านหลังอีกด้วย ดังนั้น เรื่องของน้ำสำหรับในการทำอาชีพเกษตรกรรมเลิกวิตกไปได้ ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตปลูกสับปะรดมาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กว่า 4 ปี เนื่องจากมีโรงงานรับซื้อผลผลิตที่ชนิดไม่จำกัดจำนวน ทุกๆ ปีคงใช้ชีวิตไปแบบซ้ำเดิมเช่นนั้น แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นไปกว่าเดิม เป็นเช่นนี้เหมือนกันทุกปี

เนื่องจากเมื่อถึงเวลาเก็บผลผลิตนำไปขายหลังจากหักต้นทุนทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ผลกำไรที่ได้ไม่คุ้มกับแรงงานของตัวเองที่ได้ลงทุนในแต่ละครั้ง เนื่องจากราคานั้นไม่สามารถกำหนดได้ เพียงแค่รอว่าทางโรงงานจะรับซื้อในราคาเช่นไร ในบางครั้งราคาผลผลิตจะดีแต่ผลผลิตยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่จะเก็บเกี่ยวได้ ตรงกันข้าม พอมีผลผลิตออกมาแต่ราคาถูกชนิดตกใจไปหมด

ในที่สุดทั้งคู่ได้ปรึกษาชนิดเห็นพ้องต้องกันว่า ตัดสินใจเลิกปลูกสับปะรดชนิดไม่หันกลับมาอีกเด็ดขาด เป็นคำตอบสุดท้าย จึงลงมือปรับพื้นที่ที่ได้เคยใช้ปลูกสับปะรดทั้งหมด เพื่อที่จะนำมาทำเป็นสวนผสมที่มีพืชหลากหลายชนิด น่าจะเป็นคำตอบเบื้องต้นที่ดีกว่าเดิม เพียงแค่นำประสบการณ์ชีวิตสำหรับเรื่องราวของการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ผ่านมาหลากหลายเรื่องราวมาเป็นบทเรียนรู้ แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นต่อไปนั้นจะยังมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากพอก็ตาม แต่ก็คงไม่ผิดไปกว่าที่ได้คาดคะเนต่อหลายๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้อย่างใกล้เคียงเป็นคำตอบสุดท้าย

เขาและเธอได้ลงมือวางแผนให้ลงตัวทุกอย่างก่อนที่จะตัดสินใจสำหรับในการเลือกว่าจะนำพืชทุกชนิดใดบ้างมาใช้ในสวนผสมนี้ เบื้องต้นพยายามศึกษารายละเอียดทุกเรื่องราวของพืชอย่างละเอียดถึงข้อดี ข้อด้อย เนื่องจากคุณบุญทรัพย์ ได้จบการศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรกรรมอีกด้วย ทุกอย่างทำให้ง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเลือกพืชชนิดที่สามารถให้มีผลผลิตตลอดเวลาทั้งปีภายในสวน โดยหมุนเวียนกันไปแบบชนิดที่ว่าจะไม่ให้ขาดระยะ เพราะหมายถึงจะสามารถมีรายได้ตลอดปีเช่นกัน ที่สำคัญอย่างมากคือ สามารถลงมือปฏิบัติเองได้ด้วยแรงงานตัวเองและครอบครัว จะพยายามจ้างแรงงานภายนอกให้น้อยที่สุดแค่เมื่อเวลาจำเป็นเท่านั้น

สุดท้าย มาลงตัวสำหรับพืชที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตในเวลารวดเร็ว ที่สามารถนำมาเป็นรายได้ประจำวันเพื่อนำเงินที่ได้มาใช้จ่ายภายในครอบครัวชนิดสม่ำเสมอ เนื่องจากประมาณเดือนกว่าๆ หลังลงปลูกจะสามารถเล็มยอดได้บ้างแล้ว ทั้งคู่ตัดสินใจเลือก ชะอมไม้เค็ด 2009 นำมาปลูกจำนวนทั้งสิ้น 3 ไร่ เป็นผืนเดียวกันตลอด ปลูกรูปแบบใหม่แบบว่าปลูกในเนื้อที่ 3 ไร่ แต่สามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 6 ไร่ หมายถึงปลูกด้วยจำนวนต้นให้มากขึ้น พร้อมศึกษาการตัดต้นที่จะสามารถทำให้ชะอมให้ยอดเพิ่มมากขึ้น สำหรับการบริหารตัดยอดชะอมนั้น จะพยายามให้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง จำนวนมากน้อยตามแต่ฤดูกาล มีพ่อค้าพร้อมเข้ามารับที่สวน ราคาตามฤดูกาลเช่นกัน

สำหรับพื้นที่ของสวนมีจำนวนมาก ทั้งคู่จึงใช้พื้นที่ลงต้นไผ่ไว้อีกจำนวนหนึ่งหลากหลายสายพันธุ์ มะละกอก็เช่นกันหลากหลายสายพันธุ์ ในเนื้อที่ จำนวนกว่า 10 ไร่ เพราะที่นั่นมีโรงงานรับซื้อมะละกอเพื่อนำไปแปรรูป และบางครั้งก็จะขายมะละกอดิบบ้างหากได้ราคาตามที่ต้องการ ผลผลิตทุกชนิดที่ออกมาจะมีคนมารับที่สวนเช่นเดียวกัน สำหรับกล้วยน้ำว้าก็ปลูกไว้ กว่า 2,000 ต้น สำหรับกล้วยนั้น ประมาณ 9 เดือน ก็จะให้ผลผลิต แถมดูแลง่ายอีกด้วย บางแปลงจะปลูกรวมอยู่กับมะละกอบ้าง หรือบางแปลงจะปลูกไว้เป็นเพื่อนมะนาวเพื่อระหว่างรอมะนาวให้ผลผลิต แถมหน่อกล้วยก็สามารถขุดขายได้อีกด้วย แต่ที่ทั้งคู่ได้ตัดสินใจเลือกเป็นพืชหลักของสวนผสมแห่งนี้คือมะนาว หลังจากได้ศึกษาจากตลาดแถวเพชรบุรีหรือใกล้เคียง จะเห็นได้ชัดว่า ระยะ 3-4 ปี ที่ผ่านมา เรื่องของมะนาวน่าสนใจอย่างมาก เป็นที่ต้องการตลอดเวลาของตลาดและผู้บริโภค แม้จากการที่ได้พูดคุยไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า แม่ค้า ที่มารับซื้อผลผลิตที่สวน ต่างบอกเหมือนกันว่าน่าจะไปได้ดีสำหรับเรื่องราวของมะนาว

หลังจากนั้นจึงได้ลงมือปลูกมะนาวเริ่มแรกด้วยหลากหลายสายพันธุ์ เช่น มะนาวด่านเกวียน มะนาวดกพิเศษ มะนาวสี มะนาวตาฮิติ มะนาวยักษ์ เป็นต้น ไว้เล็กน้อยเท่านั้นเป็นเบื้องแรกเพื่อจะไว้ศึกษา แต่จะเน้นลงปลูกเป็นส่วนมากคือ มะนาวแป้นจรัล สำหรับมะนาวสายพันธุ์แป้นจรัลนั้น ทางคอลัมน์นี้ได้นำเสนอมาแล้ว เป็นลูกผสมที่ได้มาจากมะนาวแป้นจากปราจีนบุรีกับมะนาวแป้นที่เพชรบุรี จากฝีมือของ คุณจรัล ปางบุญยานนท์ จึงมีชื่อว่ามะนาวแป้นจรัล ลูกโต น้ำเยอะดี มีแฟนๆ สนใจนำไปปลูกกันเยอะ สวนนี้ก็เช่นกัน

ทั้งเขาและเธอได้ปลูกมะนาวสายพันธุ์อื่น และจะเน้นมะนาวแป้นจรัล ทั้งหมดกว่า 1,200 ต้น ทุกต้นของมะนาวนั้นปลูกลงดินทั้งสิ้น เพียงแค่ว่าเมื่อต้นโตจำเป็นต้องใช้ไม้ไผ่มาพยุงต้น เนื่องจากมั่นใจว่าการที่ปลูกมะนาวลงดินนั้นจะสามารถดูแลได้สะดวก และสามารถทำให้ได้ผลผลิตจำนวนมากอีกด้วย หลังจากที่ได้ศึกษาและทดลองมาบ้างแล้วก่อนหน้านี้กับการปลูกมะนาวรูปแบบอื่น

ระยะเวลานี้เริ่มมีผลผลิตของมะนาวแป้นจรัลออกมาได้บ้างแล้ว แต่จะพยายามเน้นผลิตออกนอกฤดูด้วย เพื่อจะได้มีผลผลิตออกมาให้ได้ตลอดทั้งปี ไม่ให้ขาดระยะ พร้อมการตอนกิ่งเนื่องจากมีจำนวนต้นมะนาวเยอะเพื่อให้บริการกับผู้ที่สนใจในแถบนั้น และบริเวณใกล้เคียงหรือผู้สนใจทั่วไปที่มีความต้องการสำหรับมะนาวแป้นจรัล เมื่อมีผู้สนใจมาเยี่ยมหาที่สวนและเห็นผลผลิตที่ได้จากมะนาวแป้นจรัลอีกด้วย

ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งพืชทุกอย่างในสวนผสมนี้ล้วนกำลังให้ผลผลิตชนิดที่กำลังไปได้อย่างสดสวย เพราะว่าเขาและเธอได้มีการวางแผนทุกขั้นตอนสำหรับการดำเนินงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอนที่ดี ผมจึงเรียกพวกเขาว่า “เกษตรกรสายพันธุ์ใหม่ ใส่ใจทุกเรื่องราว” เนื่องจากพื้นที่ที่นำมาใช้นั้นมีจำนวนมาก ทั้งคู่จึงใช้ระบบการให้น้ำและให้ปุ๋ยในรูปแบบระบบน้ำหยดกับพืชทุกชนิด ซึ่งสามารถลดรายจ่ายเรื่องการจ้างแรงงานได้อย่างมาก สำหรับปุ๋ยจะเน้นใช้ปุ๋ยขี้หมูเป็นส่วนมาก เพราะสามารถหาซื้อสะดวกได้แบบว่าครั้งละมากๆ นอกจากนี้ เนื้อที่ที่มีเหลืออยู่ จะใช้ทำสวนครัวปลูกผักตามแต่ที่ต้องการไว้เพื่อบริโภคสำหรับครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นผักที่มีความต้องการ พริก มะเขือ มะกรูด สะเดา เป็นต้น เนื่องจากสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้ทั้งสิ้นหากว่าเหลือจากการบริโภค

ถึงบรรทัดนี้ขอเรียนย้ำสรุปอีกครั้งว่า หากแฟนๆ ท่านใดสนใจที่ต้องการทำสวนผสมที่มี ชะอมไม้เค็ด 2009 กล้วย และมะนาว เป็นพืชตัวหลักของสวน ก่อนตัดสินใจใดๆ ลงไป หากมีเวลาไปเยี่ยมหาหรือศึกษาทุกเรื่องราวที่เราต้องการที่นั่นสิครับ เพราะจะสามารถตอบทุกคำถามที่ท่านข้องใจได้ครบทุกข้อ ที่เยี่ยมกว่านั้นคือทุกอย่างสัมผัสได้จริงด้วยตัวเองในวันที่แฟนๆ ได้ไปเห็น น่าจะดีกว่าไหมครับ

แฟนๆ ท่านใดสนใจไปเยี่ยมหา กรุณาติดต่อ โทร. (086) 049-8162 หรือทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ บุญทรัพย์ วงค์อะคะ เพื่อสอบถามรายละเอียดและเส้นทาง สำหรับการนัดหมาย ท่านจะได้สิ่งที่ดีๆ ตามที่ต้องการ ไม่เสียเวลาที่มีค่าของแฟนๆ อย่างแน่นอน เช่นหลายๆ ท่านที่ได้ไปเยี่ยมหามาแล้วครับ เพราะที่นั่นมีแต่ความจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้สำหรับการปลูกมะนาวแป้นจรัล ชะอมไม้เค็ด 2009 รูปแบบใหม่ กล้วย และอื่นๆ ที่มีอยู่ภายในสวน สำหรับมะนาวแป้นจรัลนั้น มีกิ่งตอนไว้บริการสำหรับท่านที่สนใจอีกด้วย

สุดท้าย แฟนๆ ครับ การใช้ชีวิตของเรานั้นก็เหมือนกับการขับรถ เบื้องแรก เมื่อเราเลือกเส้นทางที่ต้องการ สตาร์ตรถ เดินหน้าออกไปแล้วเราคงไม่สามารถทราบได้ว่าเส้นทางนั้นจะเป็นเช่นไรบ้าง ราบเรียบ หรือ ขรุขระ หรือมีหลุม มีบ่อ หรือไม่ นี่คือเรื่องธรรมดาเพราะเป็นเรื่องของถนน แต่สำหรับตัวเรานั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ความระมัดระวังในการควบคุมให้การบังคับรถของเราไปถึงจุดหมายที่เราต้องการให้ได้อย่างปลอดภัยเท่านั้นเป็นพอ

สังเกตกันบ้างไหม ไม่ว่าเราจะขับรถมานานสักแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือการที่รู้จักว่าจังหวะเช่นใดที่ต้องนำมาใช้ในเวลาบังคับรถ เวลาไหนสมควรใส่เกียร์เดินทางอย่างเร็วเพื่อที่จะเร่งเมื่อเป็นทางที่เรียบ หรือเมื่อไม่มีรถคันอื่น หรือเห็นสมควรต้องแซงคันหน้า หรือเวลาใดควรลดความเร็วลงบ้าง หากเห็นว่าข้างหน้านั้นมีอุปสรรคที่จะต้องมีการชะลอรถตามสถานการณ์ หรือเวลาใดควรหยุดเพื่อเตรียมพร้อม หรือมีการถอยเพื่อความปลอดภัยเสียบ้าง

แฟนๆ ครับ ไม่ใช่เรื่องยากใช่ไหมกับการขับรถ หากเราควบคุมให้ดี มีสติ มั่นใจ มั่นคงต่อทุกสถานการณ์ รถคงไม่ไปประสบกับอุบัติเหตุเป็นแน่ เหมือนกับชีวิตคนเราไหมครับ เว้นแต่แฟนๆ กรุณาอย่าเผลอหลับในเวลาขับรถเท่านั้น ขอบคุณ สวัสดี