ขาดอายุความหรือยัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ขาดอายุความหรือยัง

คุณจำนูญกู้ยืมเงินคุณโผง ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2536, ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2538

ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2538, ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2539 และ ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2539

โดยในสัญญาตกลงว่า คุณจำนูญผู้กู้ จะชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคงค้างทั้งหมด คืนให้แก่คุณโผงผู้ให้กู้ทันทีเมื่อคุณจำนูญไม่มีความจำเป็นในการใช้เงิน โดยบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน หรือคุณโผงผู้ให้กู้ทวงถาม โดยบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน เช่นกัน

ต่อมาคุณโผงและคุณจำนูญตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว คือ

วันที่ 1 เมษายน 2538 เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย ตามสัญญากู้ยืมเงิน ครั้งที่ 1 ฉบับลงวันที่ 2 เมษายน 2536

วันที่ 28 ธันวาคม 2544 เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ครั้งที่ 2 ฉบับลงวันที่ 28 เมษายน 2538, ครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2538, ครั้งที่ 4 ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2539 และ ครั้งที่ 5 ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2539

วันที่ 28 ธันวาคม 2545 เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ทุกฉบับอีกครั้ง

ต่อมา วันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 คุณโผงผู้ให้กู้ มีหนังสือถึงคุณจำนูญขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญากู้

คุณจำนูญได้รับหนังสือ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 แต่คุณจำนูญยังไม่คืนเงิน

คุณโผงมีหนังสือทวงถามอีก 3 ครั้ง ลงวันที่ 3 ธันวาคม 2550, วันที่ 4 มกราคม 2551 และวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551

คุณจำนูญได้รับหนังสือทวงถามทุกครั้ง แต่ยังไม่ยอมคืนอีกเช่นเคย

คุณโผงนำคดีไปฟ้องศาลขอให้บังคับคุณจำนูญคืนเงินและดอกเบี้ยมา

คดีสู้กันมาถึงศาลฎีกา โดยฝ่ายคุณจำนูญต่อสู้ว่า คดีขาดอายุความแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

เห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงิน กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 ส่วนดอกเบี้ยค้างชำระอันเกิดจากสัญญากู้ยืมเงิน ย่อมมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33 (1)

แต่อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามมาตรา 193/12

เมื่อปรากฏว่าหนังสือกู้ยืมเงินทั้ง 5 ฉบับดังกล่าวไม่มีกำหนดเวลาให้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยกันไว้ โดยมีข้อตกลงเพียงว่า เมื่อผู้กู้ต้องคืนเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ ให้ผู้ให้กู้บอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน ดังนั้น ตราบใดที่ผู้ให้กู้ยังไม่ได้บอกกล่าวทวงถามให้ผู้กู้ชำระหนี้เงินและดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ

เมื่อคุณโผงมีหนังสือลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 ส่งไปยังคุณจำนูญ ขอให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญากู้ยืมเงิน คุณจำนูญรับแล้ว ถือได้ว่าเป็นการบอกกล่าวทวงถามให้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงินแล้ว ซึ่งครบกำหนดคุณจำนูญต้องชำระเงินภายใน 15 วัน คือ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2550 อายุความจึงเริ่มนับถัดจากวันดังกล่าว

เมื่อคุณโผงฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2551 ยังไม่พ้นกำหนดอายุความ 10 ปี สำหรับเรียกร้องเงินต้น และ 5 ปี สำหรับสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยค้างชำระตามสัญญากู้ยืมเงิน

คดีไม่ขาดอายุความ

เมื่อคดีไม่ขาดอายุความ มีรึที่คุณจำนูญจะรอด

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21802/2556)

———————————————-

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 193/12 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ถ้าเป็นสิทธิเรียกร้องให้งดเว้นกระทำการอย่างใด ให้เริ่มนับแต่เวลาแรกที่ฝ่าฝืนกระทำการนั้น

มาตรา 193/30 อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี

มาตรา 193/33 สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี

(1) ดอกเบี้ยค้างชำระ

(2) เงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวดๆ

(3) ค่าเช่าทรัพย์สินค้างชำระ เว้นแต่ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 193/34 (6)

(4) เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและเงินอื่นๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลา

(5) สิทธิเรียกร้อง ตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี

เรื่อง -ฟักข้าว : ไม้เถา มีสรรพคุณยา

คอลัมน์ -ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย -สุวรรณ พันธุ์ศรี

ก็คงจะรู้ผลกันแล้วสำหรับช่วงสงกรานต์ปีนี้ ว่ายอดอุบัติเหตุมากน้อยแค่ไหน

ถึงน้ำจะน้อย แต่ยอดตายก็หาได้น้อยไปด้วย

เมาแล้วซิ่ง ก็ยังครองความเป็นอันดับต้นต้น

หลายปีมานี้ เท่าที่เฝ้าดูพฤติกรรมของผู้คนก็จะเห็นว่าเปลี่ยนไปมาก

อย่างหนึ่งที่เห็นคือความเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ความเห็นแก่ตัวก็มากขึ้น

ความเอื้อเฟื้อ ความเห็นอกเห็นใจ ที่สังคมส่วนใหญ่เคยมีต่อกันก็หดหายไปกับสิ่งที่เรียกว่า “ความเจริญ”

ยิ่งเวลานี้เข้าสู่ “สังคมก้มเขี่ย” ไม่มีใครสนใจใคร ต่างคนต่างอยู่

แม้กระทั่งวิถีครอบครัว ความผูกพันก็ดูจะห่างเหินปฏิสัมพันธ์กันน้อยลงไปด้วย

มีงานวิจัยเกี่ยวกับครอบครัวไทยสมัยใหม่ว่า เวลานี้ ความอบอุ่น ผูกพัน มีน้อยจนน่าใจหาย

วิถีชีวิต พ่อ แม่ ลูก ไปกันคนละทิศคนละทาง

ส่งผลถึงนิสัยใจคอของผู้คน มีแนวโน้มก้าวร้าวมากขึ้นตามไปด้วย

งานวิจัยไม่ได้บอกว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร

เห็นทีทุกคนจะต้องหาทางออกกันเอาเอง

ทางหนึ่งที่จะแนะนำคือ พ่อ แม่ ลูก หาเวลาไปปลูกต้นไม้ด้วยกัน จะปลูกที่ไหนก็ได้

ปักษ์นี้จึงอยากชวนปลูกไม้เถาเลื้อย ชื่อ “ฟักข้าว”

ฟักข้าว เป็นไม้เถาที่เลื้อยเกาะไปกับต้นไม้อื่น หรือตามร้านที่สร้างให้

ลักษณะเถาเป็นสี่เหลี่ยมขนาดเท่าข้อมือ สีเขียวเข้ม มีข้อเถา

ใบของฟักข้าวจะเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตามข้อต้น ใบจะมี 3 แฉก โตขนาดเท่าฝ่ามือ ปลายแฉกแต่ละแฉกจะแหลม ใบค่อนข้างหนาทึบ

เมื่อเจริญเติบโตได้ระยะหนึ่งก็จะออกดอก ดอกของฟักข้าวจะออกเป็นดอกเดี่ยวคล้ายดอกตำลึง มี 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ผลของฟักข้าวจะมีลักษณะกลม ขนาดลูกมะขวิด หรือมะตูม และมีหนามรอบผล

ผลเมื่อยังอ่อนมีสีเขียว เด็ดเอามากินได้

แต่เมื่อผลแก่จะเป็นสีแดง หรือสีเหลือง กินไม่ได้

และคนโบราณท่านก็เรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าที่จะใช้ประโยชน่จากต้นฟักข้าว

จนกระทั่งรู้ว่า ราก เมล็ด และใบ มีสรรพคุณทางยารักษาโรคได้

ราก มีรสเย็น สรรพคุณแก้พิษไข้ทุกชนิด และถอนพิษต่างต่าง

เมล็ด มีสรรพคุณบำรุงปอด และแก้วัณโรค

ใบ มีสรรพคุณดับพิษ และถอนพิษทุกชนิด

นี่คือประโยชน์ที่ได้จากการปลูกเถาฟักข้าว

และถ้าได้ไปปลูกกันเป็นครอบครัว ก็จะได้ประโยชน์มากขึ้นอีก นั่นคือ

ความอบอุ่น และความรัก

หนมปะดา ขนมโบราณ เมืองคอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

หนมปะดา ขนมโบราณ เมืองคอน

เมืองคอน เมืองนคร เป็นชื่อเรียกสั้นๆ ของคนใต้ ที่หมายถึงจังหวัดนครศรีธรรมราช นั่นเอง!

เมืองนคร ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งวัฒนธรรมโบราณอันเก่าแก่แห่งหนึ่งของภาคใต้ โดยเฉพาะวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือที่ชาวนคร เรียกว่า วัดพระธาตุ โบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นมิ่งขวัญชาวเมืองนครศรีธรรมราชตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย สัญลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราชที่รู้จักกันก็คือ พระบรมธาตุเจดีย์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า

ปัจจุบัน กรมศิลปากรได้ประกาศ จดทะเบียนวัดพระมหาธาตุเป็นโบราณสถาน นับเป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้

เมืองนคร นอกจากจะมีปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคใต้แล้ว ยังมีอาหารปักษ์ใต้รสเด็ด และความแน่นแฟ้นของวัฒนธรรมไทยที่หลากหลายของเชื้อชาติที่ต่างกัน แต่อยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืนของทั้งคนไทย คนจีน และคนมุสลิม จึงทำให้อาหารโบราณอร่อยๆ แบบชาวปักษ์ใต้หลายๆ ชนิดเป็นที่ถูกอกถูกใจของผู้คนและนักท่องเที่ยวที่ได้มาเยือนเมืองนครแห่งนี้นี่เอง!

ขนมปะดา กับการรู้จักกันครั้งแรก

ครั้งแรกที่รู้จักกับขนมโบราณเมืองคอนชนิดนี้ จากพี่เล็ก เสาวลักษณ์ ที่ได้นำเอาขนมไปทอดในงานศพของญาติที่เมืองนครนั่นเอง! ค่ะ เรียกว่าประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ขนมอะไร? แปลกๆ

เริ่มจากวิธีการปั้นแป้งที่ไม่เหมือนใครๆ เขาจะตักแป้งเปียกๆ มาปั้นในถ้วยชั้นหนึ่งก่อน ตักไส้ใส่ตรงกลาง แล้วตักแป้งมาประกบอีกชั้น เอานิ้วจิ้มให้เป็นรูตรงกลาง พอทอดในน้ำมันร้อนๆ ไส้ก็ไม่แตก แถมขนมยังพองตัวสวยอีก พอได้ชิมรสชาติก็อร่อยดี

พี่เล็ก เสาวลักษณ์ บอกว่า เป็นสูตรเดียวกันกับสามแยกโพธิ์เสด็จ เจ้าอร่อยดั้งเดิมนั่นเอง แต่สำหรับพี่เล็กเองจะรับทำนอกสถานที่ด้วย ใครติดต่องานไหนพี่แกก็จะไป ส่วนราคาก็คิดตามน้ำหนักแป้งค่ะ กิโลละ 450 บาท และอาจมีค่าน้ำมันรถด้วยนิดหน่อยค่ะ

ใครสนใจก็ติดต่อพี่เล็ก ที่เบอร์ (086) 953-6477 ได้นะคะ และพี่เล็กก็ยังแนะนำสูตรและวิธีทำมาให้ด้วยค่ะ (คิดว่าน่าจะทำได้ยากกกก เพราะถ้าผสมแป้งไม่ดี เวลานำไปทอด แป้งจะไม่พองตัว แค่ให้รู้ว่าขนมชนิดนี้ประกอบด้วยส่วนผสมอะไรบ้างก็แล้วกันนะคะ)

โดนัทคนใต้ ขนมปะดา

ขนมโบราณ ที่นับวันจะถูกลืม!

หนมปะดา ขนมโบราณคู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช รูปร่างหน้าตาคล้ายๆ กับขนมโดนัทของฝรั่ง แต่เป็นโดนัทที่มีไส้

จากคำบอกเล่าของคนเมืองนคร เขาบอกว่า เป็นขนมสูตรโบราณของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ส่วนมากมักจะทำในช่วงเทศกาลต่างๆ หรือประเพณีสำคัญของชาวไทยมุสลิม ที่มักจะทำขนมพื้นบ้านชนิดนี้มาเลี้ยงแขก

ลักษณะของขนมจะทำจากแป้งข้าวเจ้า คลุกเคล้าผสมกับกล้วยน้ำว้าที่สุกงอม โดยนำแป้งมานวดกับกล้วยน้ำว้าจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน ส่วนไส้ขนมจะประกอบด้วยสมุนไพรต่างๆ ได้แก่ ตะไคร้ หัวหอมแดง พริกไทย กระเทียม มะพร้าวขูด กะทิ กุ้งสด เกลือ และน้ำตาล นำมาบดส่วนผสมให้เข้ากันจนละเอียด จากนั้นก็นำไปผัดให้สุก

เวลาทำก็นำแป้ง 2 ชิ้น มาประกบกัน โดยให้ไส้อยู่ตรงกลาง จากนั้นใช้นิ้วกดให้เป็นรู นำไปทอดในน้ำมันจนสุกมีสีเหลืองทอง ลักษณะขนมจะเหนียว นุ่ม ตัวแป้งมีความหวานและความหอมของกล้วยน้ำว้า ไส้รสเค็ม หวาน เจือเผ็ดเล็กๆ พอไม่ให้เลี่ยน หอมมะพร้าวและตะไคร้

ขอบอกว่าหรอย! จริงๆ นิ และนอกจากรสชาติความอร่อยแล้ว หนมปะดา ยังอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหารครบทุกหมู่ด้วยค่ะ

หนมปะดา สามแยกโพธิ์เสด็จ เจ้าเก่า

ผู้เขียนเพิ่งได้รู้จักขนมชนิดนี้เมื่อไม่นานมานี่เองค่ะ ไม่อยากจะบอกว่าตัวเองขับรถผ่านไป-มา หน้าร้านขนมปะดา แยกวัดโพธิ์เสด็จบ่อยๆ ข้างๆ ถนนเห็นมีเพิงเล็กๆ ซึ่งก็มักจะเห็นมีผู้คนมายืนรอซื้อขนมในเพิงที่แม่ค้ากำลังทอดขนมร้อนๆ ในกระทะ ซึ่งนึกว่าเขารอซื้อขนมกล้วยแขกหรือกล้วยทอดกัน จนเพิ่งมารู้ว่าที่แท้นั่นคือ หนมปะดา ขนมโบราณของคนเมืองนคร ที่มีเพียงแห่งเดียวในเมืองนครนั่นเองค่ะ

แยกวัดโพธิ์เสด็จ เป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยของหนมปะดา เขาบอกว่า เป็นสูตรของแม่ที่ทำสืบต่อกันมามากกว่า 40 ปีแล้ว สนใจจะแวะไปชิม ร้านเขาเปิดตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น ของทุกวัน หนมปะดาของที่นี่เขาทำขายมี 2 แบบ คือขนมปะดาไทยใส่กุ้ง และขนมปะดาแขก ส่วนราคาก็ขายไม่แพง 5 ชิ้น 20 บาท เท่านั้น!

ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช มีคนทำขนมปะดาขายน้อยมาก แต่ถ้าไปแล้วได้กินแน่นอนก็ต้องแถวๆ วัดโพธิ์เสด็จ เยื้องๆ กับร้านกาแฟ Season Cafe ค่ะ

หากจะซื้อหนมปะดา ติดไม้ติดมือเข้าไปจิบกับน้ำชา กาแฟ ทางร้านเขาก็ยินดีค่ะ

หนมปะดาร้อนๆ แถมกาแฟ หรือ ชาร้อน-เย็น สักแก้ว จะเป็นอะไรที่ฟินกันไปอีกแบบเลยจ้า

ส่วนผสมตัวแป้ง

1. แป้งข้าวเจ้า (ส่วนมากจะโม่แป้งเองค่ะ)

2. กล้วยน้ำว้าสุก

ส่วนผสมของไส้

1. มะพร้าวทึนทึกขูด

2. พริกแกงเผ็ด

3. น้ำตาลทราย

อุปกรณ์

1. น้ำมันสำหรับทอด

2. กระทะ

3. ไม้แหลมสำหรับเขี่ยขนมในกระทะ

4. ถ้วยน้ำพริกเล็กๆ

5. ผ้าขาวบาง

6. น้ำเปล่า

วิธีทำ

นำแป้งข้าวเจ้าและกล้วยน้ำว้าสุก มาขยำให้เข้ากัน เนื้อแป้งเนียน ละเอียด พักไว้ให้แป้งพองตัว ผัดไส้โดยการนำมะพร้าวมาตำรวมกับพริกแกงเผ็ด และกุ้งสด แล้วนำมาผัดให้เข้ากัน ใส่น้ำตาลทรายลงไปผัดต่อให้หอม ชิมรสชาติ เมื่อได้รสชาติที่ถูกใจแล้วก็ยกลงจากเตา รอให้เย็น

ขั้นตอนการทอด

นำถ้วยน้ำพริกเล็กๆ มาวางคว่ำ เอาท้ายถ้วยเป็นพิมพ์สำหรับแป้งขนม

แล้ววางผ้าขาวบางลงบนท้ายถ้วย ใส่น้ำเล็กน้อย เพื่อไม่ให้แป้งขนมติดผ้า ตักเนื้อแป้งขนมมา 1 ช้อนโต๊ะ หยอดรอบก้นถ้วย ตักไส้ใส่ แล้วหยอดแป้งทับรอบวงกลมอีกครั้ง ดึงชายผ้าม้วนขึ้นให้กลมสวย ใช้นิ้วจิ้ม เจาะเป็นรูตรงกลาง เมื่อน้ำมันเดือด นำแป้งขนมที่เราใส่ไส้ไว้แล้วลงไปทอด พลิกกลับทีละด้านจนสุกทั่วกัน เอาไม้จิ้มขนมวางบนตะแกรงจนสะเด็ดน้ำมัน

ลักษณะสีของขนม ขึ้นอยู่กับตัวแป้งและกล้วย ถ้ากล้วยสุขมากจะดูเหมือนสีน้ำตาลเคลือบขนม ถ้ากล้วยพอสุก เนื้อขนมจะเกลี้ยง สีนวลๆ ไม่ฉ่ำเยิ้ม

หลายคนสงสัยว่าทำไมขนมถึงมีรูเหมือนกับขนมโดนัท ที่ต้องเจาะรูตรงกลางจะทำให้สะดวกในการหยิบลงทอดในกระทะ และใช้ไม้เขี่ยพลิกขนมในกระทะได้ง่าย โดยใช้ไม้สอดไปตรงรูขนมสามารถพลิกซ้ายพลิกขวาได้ง่ายหรือป่าว! แต่บางคนเขาบอกว่า ที่ต้องเจาะรูเพราะในสมัยก่อนต้องใช้เชือกร้อยรู เพราะไม่มีถุงใส่เหมือนในสมัยนี้ว่างั้น

ปัจจุบัน แม้จะอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็หาขนมปะดากินค่อยข้างยากมากค่ะ และกำลังจะสูญหายไปจากเมืองคอนทุกที เพราะโดยทั่วๆ ไปไม่ค่อยมีใครทำขายแล้ว จะมีอยู่ที่เดียวที่ยังหากินได้ก็คงแถวๆ แยกวัดโพธิ์เสด็จแห่งเดียวเท่านั้นเอง ส่วนรสชาติเรื่องความอร่อยรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ

มีโอกาสไปเที่ยวเมืองนครศรีธรรมราช แล้ว อย่าลืมแวะไปชิมขนมปะดา หรือโดนัทเมืองคอน กันให้ได้นะ

เดี๋ยวจะหาว่าไม่บอกค่ะ

สัพเพเหระ กับการเกษียณอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

สัพเพเหระ กับการเกษียณอายุ

เกษียณ แปลว่า สิ้นไป หมดไป ถอยออก ถอนตัว ตรงกับคำว่า Retire ซึ่งมีความหมายว่า stop taking part in a race or competition และคำว่า เกษียณอายุ หมายถึง ครบกำหนดอายุราชการ

แนวคิดการหยุดทำงานเมื่อถึงช่วงอายุหนึ่ง มีมาร้อยกว่าปีแล้ว ตั้งแต่ ค.ศ. 1889 ในประเทศเยอรมนี มีการให้เงินบำนาญสำหรับประชาชนทุกคนที่มีชีวิตอยู่จนครบอายุ 70 ปี โดยไม่ต้องทำงาน มีบางคนให้ความหมายคำว่าเกษียณอายุว่า คือการปลีกตัวออกจากสังคมไปสู่ภาวะของการเป็นอิสระ หมดภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ในแง่สังคมวิทยา การเกษียณอายุถือเป็นบทบาททางสังคมที่กำหนดให้มีระบบการแทนที่บุคคลตามสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์กับคนอื่น

ในประเทศไทย โดยทั่วไปถือว่า อายุ 60 ปี เป็นเกณฑ์ในการเกษียณอายุ อาจจะมีหน่วยงานเอกชนที่ใช้เกณฑ์อายุ 55 ปี โดยทั่วไปเกณฑ์ที่จะเกษียณอายุของประเทศต่างๆ ในโลกจะอยู่ในช่วง 55-70 ปี ประเทศออสเตรีย เบลเยียม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ เกษียณเมื่ออายุ 65 ปี ประเทศเยอรมนี กรีซ อิตาลี ฝรั่งเศส นอร์เวย์ และสหรัฐอเมริกา เกษียณเมื่ออายุ 67 ปี ประเทศอังกฤษ เกษียณเมื่ออายุ 68 ปี ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่จะอยู่ที่อายุ 60 ปี (สิงคโปร์ 62-65 ปี) เป็นต้น

วิธีการเพิ่มช่วงอายุการเกษียณในบางประเทศอย่างเยอรมนี เขาใช้วิธีค่อยๆ ปรับขึ้นเป็น step โดยมีเป้าหมายว่า ในปี 2029 จะเกษียณอายุที่ 67 ปี

อายุเท่าใดจึงจะเหมาะสมกับการเกษียณอายุนั้น เป็นประเด็นทางสังคมที่ถกเถียงกันมากสำหรับประเทศต่างๆ สืบเนื่องจากมนุษย์เรามีอายุขัยมากขึ้น สังเกตจากในประเทศไทย ที่เมื่อ 50 ปีก่อน อายุเฉลี่ยของเราอยู่ที่ 52 ปี เท่านั้น แต่ปัจจุบัน อายุเฉลี่ยของคนไทยขยับไปอยู่ที่ผู้ชาย 71.3 ปี ผู้หญิง 78.2 ปี (ตัวเลขนี้มาจากการสำรวจทางสถิติ ระบบเงินบำนาญดูจะไม่เพียงพอรองรับผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ช่วงนี้มีข่าวว่า สำนักงาน ก.พ. อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะเพิ่มอายุการเกษียณราชการเป็น 65 ปี โดยเชื่อว่าหากเพิ่มอายุเกษียณออกไปอีก 5 ปี จะช่วยลดภาระด้านงบประมาณของรัฐลงไปได้

ในภาคเอกชน เราจะเห็นว่าปัจจุบันมีการคัดเลือกบุคคลที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรให้ทำงานต่อไป แม้ว่าอายุจะถึงวัยเกษียณแล้วก็ตาม บางองค์กรมีแนวคิดให้ผู้ที่ทำงานกับบริษัทมานานเมื่อเกษียณอายุแล้วยังว่าจ้างให้ทำงานต่อไป โดยลดเวลาทำงานลง อาจจะลดเงินเดือนให้น้อยลงตามสัดส่วนงานและความรับผิดชอบ โดยถือเป็นการทำ CSR ภายในองค์กร เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุไม่เหี่ยวเฉา เนื่องจากเดิมเคยทำงานมาตลอด มีเพื่อนร่วมงาน มีสังคม

บริษัทต่างๆ ในปัจจุบัน ต้องทำประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงาน โดยคำนวณจากข้อมูลพนักงานในบริษัท เพื่อหาจำนวนเงินที่บริษัทต้องจ่ายในกรณีพนักงานเกษียณอายุ บริษัทต้องตั้งสำรองในงบการเงิน เพื่อสะท้อนว่าบริษัทมีภาระหนี้สินในเรื่องนี้เท่าไร โดยต้องคำนวณใหม่และทบทวนยอดสำรองหนี้สินก้อนนี้ในบัญชีให้เป็นไปตามข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป

ในประเทศญี่ปุ่นที่มีคนสูงอายุกว่า 1 ใน 3 ของประชากร มีข่าวว่าอัตราการกระทำความผิดที่เป็นคนสูงอายุมีมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องมาจากคนสูงอายุมีภาระค่าใช้จ่ายมากกว่าเงินสำรองที่ตัวเองเก็บไว้ (จากผลของการปรับลดบำนาญและสวัสดิการลง และการเพิ่มอัตราภาษีขายจาก 5% เป็น 8% ในเดือนเมษายน 2557) จึงเลือกที่จะกระทำความผิดเพื่อให้เข้าไปอยู่ในเรือนจำที่นักโทษจะได้รับสวัสดิการเรื่องอาหารการกิน และการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมๆ กันนั้นก็มีข่าวว่ารัฐสภาญี่ปุ่นผ่านงบประมาณปี 2016 โดยเน้นเพิ่มงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ ก็เป็นข่าวต่อเนื่องกันที่สะท้อนถึงปัญหาที่คนสูงอายุต้องเผชิญในปัจจุบัน ว่าหนักหนาสาหัสมากขึ้นทุกวัน

หากใครมีโอกาสได้ดูภาพยนตร์เรื่อง The Intern ก็จะเห็นมุมที่เขาพยายามสะท้อนถึงผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ และยังเป็นประโยชน์แก่องค์กรได้ จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับคนยุคใหม่ สอนแนวคิดและคุณค่าที่คนยุคเก่ายึดมั่น เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนแต่ละเจนเนอเรชั่น ก็ชวนให้รู้สึกว่า หากสังคมประสานคนแต่ละรุ่นให้สอดคล้องลงตัวก็ดูจะเป็นสังคมที่น่าอยู่และมีความสุขไม่น้อย

ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีโครงการในลักษณะที่เห็นในภาพยนตร์ คือ รับผู้สูงอายุมาทำงานที่เรียกกันว่า Senior Employment Program เท่าที่เคยเห็นจะเป็นงานอาสาที่ไม่เน้นการได้ผลตอบแทนหรือเงินทอง ในบ้านเรามีโรงเรียนผู้สูงอายุที่ให้คนชราไปโรงเรียนสัปดาห์ละครั้ง มีการเรียนหลักสูตรที่จะเป็นประโยชน์กับการใช้ชีวิตและกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ได้ยินว่าบางคนตั้งตารอที่จะไปโรงเรียนกันเลยทีเดียว

ร้านกาแฟแฟรนไชส์ของญี่ปุ่น ที่ชื่อ UCC Ueshima Coffee แม้จะไม่เคยประกาศตัวว่าเป็นร้านกาแฟสำหรับผู้สูงอายุ แต่หากสังเกตดูแล้วจะพบว่า ทางเดินภายในร้านที่โตเกียวจะมีขนาดกว้าง เก้าอี้ จะมีความแข็งแรง มั่นคง โต๊ะ จะเตี้ยกว่าปกติ อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารที่เคี้ยวง่ายมากกว่าอาหารประเภทกรุบกรอบ ทั้งแซนด์วิช ผักสลัด กล้วยหอม มีบริกรคอยยกของมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ชื่ออาหารในเมนูเขียนด้วยตัวอักษรญี่ปุ่นแบบคันจิ ขนาดใหญ่ ง่ายต่อการอ่าน สะท้อนว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เขาจะออกแบบร้านให้เหมาะกับลูกค้าที่เป็นผู้สูงอายุ

ปัญหาของผู้สูงอายุนั้นมีหลายด้านที่ต้องคำนึงถึง แต่ดูเหมือนว่าทุกวันนี้สิ่งที่เป็นประเด็นปัญหาจะไปตกที่ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เข้าทำนองว่า ความพร้อมด้านการเงินจะช่วยบรรเทาปัญหาได้มากพอสมควร ไม่ว่าจะในระดับภาครัฐที่จะต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับสวัสดิการต่างๆ แก่ผู้สูงอายุ และในส่วนบุคคลที่จะมีรายได้เพียงพอสำหรับใช้จ่ายในยามชรา การเตรียมความพร้อมเพื่อการเกษียณอายุจึงควรเริ่มต้นแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะถึงเวลาเกษียณอายุจริง โดยเตรียมความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านที่อยู่อาศัย ด้านสุขภาพร่างกาย ด้านจิตใจ และการใช้เวลา

หากมองปัจจัยด้านเศรษฐกิจแบบกลมๆ เราอาจจะพอสรุปง่ายๆ ได้ว่า ถ้าเราจัดระบบ เงินบำนาญ กับ การออมเงิน ให้ดี เราน่าจะแก้ปัญหาการเกษียณอายุได้ในระดับที่ไม่เป็นปัญหามากนัก ระบบเงินบำนาญเป็นเรื่องซึ่งภาครัฐจะต้องมองให้ออก แก้ให้ได้ ว่าระบบเงินบำนาญที่มีอยู่หลายกองในปัจจุบัน (ทั้งกองทุนประกันสังคม กองทุนบำเหน็จบำนาญ กองทุนการออมแห่งชาติ) จะทำอย่างไรให้ตอบสนองคนในส่วนต่างๆ ได้ครบถ้วน เสมอภาค

ในแง่การออมส่วนบุคคล การสนับสนุนให้ความรู้ ให้เครื่องมือที่เข้าใจง่าย การสร้างความตื่นตัวให้เกิดขึ้น จะทำให้ในวันข้างหน้าผู้สูงอายุจะมีความสามารถในการพึ่งตนเองด้านเงินทองได้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน

เมื่อชีวิตผกผัน นายสถานจึงค้นพบความจริง พลิกฟื้นผืนดินตีนภูพานน้อย ให้คืนสภาพเป็นต้นน้ำและป่าดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05125150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

เมื่อชีวิตผกผัน นายสถานจึงค้นพบความจริง พลิกฟื้นผืนดินตีนภูพานน้อย ให้คืนสภาพเป็นต้นน้ำและป่าดง

คุณสถาน ตุ้มอ่อน เกิดที่บ้านยางคำ ตำบลอุ่มเหม้า อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวน 4 คน ของ คุณวาน คุณขัน ตุ้มอ่อน เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้ออกจากบ้านยางคำ บวชเณรตั้งแต่อายุ 10 ปี กระทั่งอุปสมบทเป็นพระ ย้ายเข้ามาอาศัยวัดคลองทุ่ม เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร เรียนจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ วัดสิทธิธรรมวิทยา แขวงป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จากนั้นจึงเข้าเรียนต่อคณะคุรุศาสตร์ อยู่ 2 ปี ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย แต่ต้องลาสิกขาบทก่อนเรียนจบหลักสูตร เนื่องจากล้มป่วย จึงกลับคืนสู่ถิ่นฐานบ้านยางคำ เมื่อปี พ.ศ. 2526 พร้อมกับได้รับมอบมรดกที่ดินทำกิน จำนวน 80 ไร่ จากมารดา ในปี พ.ศ. 2528 ได้สมรสกับคุณวิลัย จากนั้นจึงเริ่มต้นพลิกฟื้นผืนดินทำกิน

คุณสถาน เล่าย้อนอดีตว่า เมื่อ 3 ทศวรรษก่อน ได้จัดการระบบนิเวศและทรัพยากรน้ำผิดทาง เพราะไปถางป่าเพื่อทำไร่ข้าว ตัดไม้จนพื้นที่ราบเตียนหมด ไม่มีน้ำใช้สอย จึงเริ่มเรียนรู้ใหม่ มุ่งให้เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น ตลอดระยะเวลาราว 5 ปี ที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค คิดได้ว่าสาเหตุมาจากการตัดไม้ทำลายป่านั่นเอง จึงหันมาเริ่มฟื้นฟูป่าให้สมบูรณ์ดังเดิม เพื่อให้ต้นไม้เป็นตัวชะลอความแห้งเหือดหายของน้ำ สามารถดูดซับน้ำสำรองไว้ในดินและในต้นไม้ ปล่อยให้ต้นไม้ที่เคยตัด แตกหน่อก่อยอดขึ้นมาใหม่ เพาะเมล็ดปลูกกล้าไม้รุ่นใหม่ จนเต็มพื้นที่ป่าบริเวณเดิม จำนวน 20 ไร่ เมื่อวันเวลาล่วงเลยผ่านไป จึงพบเห็นว่า ป่าต้นน้ำค่อยๆ ฟื้นคืนให้ ทั้งความชุ่มชื้นและความอุดมสมบูรณ์

คุณสถาน เล่าย้อนอดีตว่า

ป่าต้นน้ำผืนนี้เป็นป่าที่ผมรักสุดหัวใจ ถ้าไม่มีป่านี้ก็ไม่มีน้ำ ผมไม่ยอมให้ใครตัดต้นไม้อีก ได้สอนลูกสอนหลานห้ามปลูกไม้เชิงเดี่ยวเด็ดขาด เพราะเวลาที่ต้นไม้พวกนี้ผลัดใบพร้อมกัน แสงแดดสาดส่องโดนผืนดินส่วนใด พื้นที่ตรงนั้นจะแห้งแล้งมาก

ในความเป็นจริงแล้ว ลักษณะภูมินิเวศของตำบลอุ่มเหม้า เป็นพื้นที่ราบลุ่มสลับที่ดอนลาดเนินไม่สูง คุณสถานจึงบริหารจัดการแบ่งพื้นที่ 80 ไร่ ออกเป็นสัดส่วนตามสภาพดั้งเดิม โดยให้ด้านทิศตะวันตกราว 20 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าดงดังเดิม ด้านทิศตะวันออกราว 40 ไร่ ให้คงสภาพเป็นป่าโคก พื้นที่เหลือเป็นแอ่งราบลุ่ม มีร่องน้ำไหล ได้จัดให้เป็นพื้นที่ทำนาปลูกข้าว เพื่อใช้บริโภคอีกราว 8 ไร่ โดยอาศัยน้ำซึมซับออกมาจากพื้นที่ป่าดงที่ฟื้นตัวแล้ว มีการกักเก็บน้ำด้วยระบบ “บ่อน้ำสร้าง” จากป่าโคก

คุณสถาน ยังอรรถาธิบายเพิ่มเติมอีกว่า แต่เดิมครัวเรือนในชนบทพึ่งตนเอง หาอาหารจากป่าหัวไร่ปลายนา แต่ต่อมาระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้าย ป่าหายไปเพื่อเป็นพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ ทั้ง อ้อย มันสำปะหลัง ยางพารา แถมยังมีการบุกรุกเข้าไปในป่าสงวนฯ และป่าสาธารณะมากขึ้น ชาวบ้านส่วนใหญ่หันไปพึ่งพิงอาหารใหม่จากตลาดร้านค้าประเภทสะดวกซื้อ และรถเร่ที่เข้ามาขายในชุมชน ความหวงแหนพื้นที่ป่าหัวไร่ปลายนาลดลง หรือหายไปเลยในหลายพื้นที่ จึงควรจัดระบบพื้นที่ให้เหมาะสมกับวิถีของตนเอง

เป็นต้นว่า กันพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนา ทำไร่ ไว้เท่าที่จำเป็น และควรเพิ่มพื้นที่ป่าหัวไร่ปลายนา ปลูกทั้งไม้ใช้สอย ไม้ผล พืชผัก สมุนไพรเสริม ในพื้นที่ที่แบ่งส่วนไว้ ก็อาจเลี้ยงสัตว์ วัว ควาย ไก่ ปลา กบ เขียด ทำให้ได้ปุ๋ยคอก หรือทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ราดรดผักเพื่อการบริโภคได้อย่างปลอดภัย

หากพื้นที่ใดขาดน้ำอุปโภคบริโภค ก็ควรขุดบ่อน้ำสร้างขึ้นมาใช้สอย โดยให้สังเกตดูพื้นที่บริเวณใกล้เคียงต้นไม้ใหญ่น้อยว่า ลักษณะผืนดินเป็นเช่นไร ชุ่มชื้นหรือแห้งผาก หากพิจารณาดูว่าชุ่มชื้นก็ให้ขุดเจาะตรงนั้นดักน้ำไว้ ให้น้ำซึมซับไหลออกมา บ่อน้ำลักษณะนี้มีข้อดีหลายอย่าง แม้ปีใดฝนไม่ตก ดินแตกระแหง แต่บ่อน้ำยังคงทนอยู่ได้ เพราะต้นไม้ข้างเคียงดูดอากาศมาช่วย เราไม่ต้องทำอะไร แต่บริเวณรายรอบบ่อน้ำต้องปลูกไม้ 3 ระดับ เพื่อป้องกันน้ำระเหย

ชั้นแรก ให้มี แหน จอก ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักก้านจอง ผักหลอด ใช้เป็นอาหารของคนและสัตว์ ชั้นสอง ปลูกหญ้าริมน้ำ ปลูกพืชผักสวนครัว รวมทั้งกล้วย มะพร้าว ไผ่ต่างๆ เพราะกล้วยจะช่วยเก็บน้ำ รักษาความชื้นให้ต้นไม้ที่เราปลูก หากมีปุ๋ยคอกใส่ลงก้นหลุม รดน้ำตีให้เป็นโคลน จะช่วยเก็บความชื้นไว้ได้ดีขึ้น ส่วนไม้ไผ่เก็บหมอกได้ดี ใบจะดึงความชื้นจากอากาศตอนกลางคืน รากจะเก็บความชื้นไว้ใต้ดิน ตามขอบสระ ชั้นสาม ปลูกไม้ใช้สอย ไม้ยืนต้นชนิดต่างๆ คลุมดินป้องกันแดดส่องถึงพื้น ช่วยชะลอการระเหยของน้ำได้

อีกทั้งต้องรักษาพืชพันธุ์ไม้ริมนาไว้ ไม่เผา หรือทำลายเศษขยะวัชพืช แต่ให้นำเศษซากไปคลุมหน้าดิน ครั้นเสร็จสิ้นฤดูการทำนาเก็บเกี่ยวแล้ว ให้นำปุ๋ยคอกหว่านลงในน้ำ เพื่อให้เกิดเทา และบ่มดิน รวมถึงการปล่อยวัว ควายเข้าเลี้ยง เพื่อปล่อยมูลเป็นปุ๋ย สัตว์จำพวกงู หนู ตุ่น ปลาไหล ปลา กั้ง มีส่วนช่วยทำให้มีน้ำซึมซับไหลออกมาได้ดี อย่าไปทำลาย

กล่าวได้ว่า ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของคุณสถาน เกิดจากความรัก ความสนใจ และแรงบันดาลใจจากวัยเด็ก ที่คลุกคลีกับสภาพพื้นที่บ้านเกิด เห็นตัวอย่างและความเมตตาของผู้ใหญ่ใกล้บ้าน ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งคุณลุงสอน-คุณลุงโสม ได้ช่วยให้คุณสถานเกิดความคิด ผนวกกับความรู้ด้านพุทธเกษตร ที่ได้รับรู้มา ช่วยสร้างเสริมให้ผืนดินเกิดความอุดมสมบูรณ์ พืชพันธุ์หลากหลายชนิด ได้สร้างวงจรของระบบนิเวศบนผืนป่าส่วนตัวของคุณสถาน ที่ได้ใส่ภูมิปัญญาและวิธีคิดลงไปบนเงื่อนไขธรรมชาติอย่างเชื่อมโยงและสอดคล้อง

การเมืองในการทหารไทย สมัยรัชกาลที่ 6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

การเมืองในการทหารไทย สมัยรัชกาลที่ 6

เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมานั้น นั่งสนทนากับเพื่อนที่นานครั้งจะเจอกันทีหนึ่ง

เพื่อนมันบ่นให้ฟังว่า วันหนึ่งไปเดินซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า เกิดปวดเบา จึงเข้าห้องน้ำ

พอเปิดประตูห้องน้ำก็เห็นคนรอเข้าคิวกันอยู่หลายคน

ยืนรอคิวอยู่สักครู่ ก็มีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า

สงสัยมันนั่งเล่นเกม หรือส่งไลน์ในห้องน้ำแน่ว่ะ มายืนรอนานแล้วยังไม่ออกมาสักที

สักครู่ก็มีเสียงกดน้ำชักโครก เห็นคนเดินออกมาพร้อมโทรศัพท์มือถือเล่นไลน์ เล่นเกม

หลายคนมองหน้ากันอย่างรู้ทันว่าเกิดอะไรขึ้น

เพื่อนมันว่า ถ้าปวดหนักสงสัยได้ขายหน้ากันบ้าง

ก็อยากจะบอกถึงผู้คนที่ใช้ห้องน้ำสาธารณะ กรุณาอย่ามัวแต่นั่งส่งไลน์ หรือเล่นเกมในห้องน้ำเลย

ขอให้คิดถึงคนที่รอเข้าใช้ด้วย ทำธุระเสร็จแล้วก็ให้รีบออกมา เพื่อให้คนอื่นใช้บ้าง

ทุกวันนี้ผู้เสพติดวัตถุ มักจะขาดจิตสำนึกที่ดี ไม่ค่อยรู้จักกาละเทศะ ลองสำรวจตัวเองดูว่าเป็นอย่างนั้นหรือไม่

อย่าคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง คนอื่น ผู้อื่น เป็นเครื่องประดับ

มาหาความรู้ประดับสติปัญญา เพื่อป้องกันจิตฟุ้งซ่านกันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนอ่าน “การเมืองในการทหารไทย สมัยรัชกาลที่ 6”

เรื่องนี้ศึกษาค้นคว้ามาให้รู้ โดย เทพ บุญตานนท์ เพราะ

“…เมื่อใดก็ตามที่พระมหากษัตริย์ทรงปราศจากภาพลักษณ์ของนักรบ และไม่สามารถเป็นผู้นำให้แก่ทหารในกองทัพได้แล้ว

“สภาพความโหยหาผู้นำที่จะทำหน้าที่แทนพระมหากษัตริย์นี้เอง จะทำให้ทหารเริ่มมองหาคนที่มีภาพลักษณ์ของความเป็นนักรบ

“สถานการณ์เช่นนี้ นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ปกครองประเทศ

“และโดยเฉพาะในกรณีของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงปราศจากพระราชอำนาจทางทหารอย่างแท้จริง

“และซ้ำร้ายไปกว่านั้น อำนาจทางการทหารเกือบทั้งหมด กลับตกอยู่ในมือของพระเชษฐาและพระอนุชาในพระองค์…”

อยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ ก็ต้องไปหาซื้อมาอ่านดู

เรื่องนี้ สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์ในรูปเล่ม ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ

มีวางตามแผงหนังสือทั่วประเทศแล้ว จำหน่ายในราคาเล่มละ 255 บาท

เรื่องความรู้ทางประวัติศาสตร์แล้วก็ต้องยกให้ทีมงาน ศิลปวัฒนธรรม เขา

ส่วนใครที่ไปซื้อที่งานสัปดาห์หนังสือไม่ได้ จะสั่งซื้อไปที่สำนักพิมพ์มติชนก็ได้

เป็นความรู้ที่อยากให้อ่านกัน

เรื่อง -บ้าน

คอลัมน์ -กวีชาวบ้าน

โดย -สาวิตรี ทนเสน

ฝันถึงท้องทุ่งทับการกลับบ้าน

ฝันถึงลานนวดข้าวใต้ดาวเหนือ

ฝันถึงสวนมะละกอกล้วยหน่อเครือ

ฉันยังคงความเชื่อนี้เพื่อใคร

ระเบียงบ้านเถียงแคร่แม่และพ่อ

อาจเฝ้ารอลูกกลับมาหลับใหล

ว่าดวงหน้าล้าล่วงคงห่วงใย

ถึงแดนไกลแดนที่ไม่จีรัง

นกขบถหัวดื้อผู้ซื่อเขลา

ฝันของข้าสร้อยเศร้า-ซุกซอกขัง

แม้แต่การขยับปีกขึ้นอีกครั้ง

ก็รวดร้าวเซซังหลั่งน้ำตา

เหมือนหมดแรงแหนงหน่ายภายในนั้น

เกิดด้นดั้นปีกดิ้นบินข้ามผา

เมื่อความเชื่อถูกโบยตีลงบีฑา

กระแสโลกมายายิ่งกว่าจริง

เพราะสังคมแหว่งวิ่นกร่อนกินฝัน

ถูกกดดันในหลืบหล่มแล้วจมดิ่ง

เมื่อบ้านนอกเข้ากรุงทุ่งเมืองทิ้ง

ให้วนวิ่งโง่งมจมน้ำลาย

ข้าคิดถึงบ้านข้ายิ่งกว่าคิด

จบแทบปลิดชีพลงปลงความหมาย

หากสังคมถูกย้อมหลอมละลาย

เถิด, ข้าขอกลับไปตายที่รังเดิม

ตระเวนทำบุญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

ตระเวนทำบุญ

หลังจากผ่าตัดต้อกระจกและได้พักฟื้นแล้วกลับมาหาหมอตามวันนัดแล้ว ได้เริ่มออกเดินสายทำบุญต่อ ที่วัดศรีโสดาและวัดหนองบัว โดยการถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสามเณรจำนวนมากที่พักเรียนพระปริยัติธรรมกันอยู่

วัดศรีโสดา ตั้งอยู่เชิงดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษา ประมาณ 400 กว่ารูป พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่บวชในโครงการพระธรรมจาริกแล้วเรียนหนังสือพระปริยัติธรรมต่อ ท่านเหล่านี้ส่วนมากมาจากพื้นที่สูงในจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา อาตมาพร้อมด้วย คุณวิรัตน์ พัชรดุล และ ดร. นภาพร วิจารณ์ปรีชา ได้ไปทำบุญเลี้ยงข้าวต้มเป็นอาหารเช้าแก่พระภิกษุสามเณร การเลี้ยงอาหารเช้าแก่พระภิกษุสามเณรที่นี่ก็ทำแบบง่ายๆ คือ นำเงินจำนวน 3,000 บาท ไปบริจาคตามศรัทธาแก่ทางวัด แล้วทางวัดจะแจ้งให้แม่ครัวทราบแล้วดำเนินการต้มข้าวต้มมาวางไว้ข้างโรงฉัน พระภิกษุสามเณรรูปใดปรารถนาจะมาฉันก็มาตักไปฉันตามอัธยาศัย

พระเจ้าหน้าที่ผู้จัดการอธิบายให้ทราบถึงสาเหตุที่พระภิกษุสามเณรไม่มาฉันพร้อมกันว่า เนื่องจากพระภิกษุสามเณรแต่ละรูปต้องไปบิณฑบาตซึ่งกลับไม่พร้อมกัน ส่วนการฉันภัตตาหารเพลพระภิกษุสามเณรจะพร้อมกันเพราะไม่มีภาระไปบิณฑบาต ใครจะไปเลี้ยงภัตตาหารเพลก็สามารถติดต่อประสานงานกับพระเจ้าหน้าที่ของทางวัดได้

ส่วนตอนเพล อาตมา คุณวิรัตน์ และ ดร. นภาพร พร้อมด้วยคณะอุบาสิกาวัดอุโมงค์ ประกอบด้วยป้าแอ คุณโอ๋ และมีพระจรินทร์ อาภัสสโร และพระประสิทธิ์ วิสุทธิสาโร ร่วมเดินทางไปทำบุญที่วัดปทุมสราราม หรือ วัดหนองบัว ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่

การทำบุญที่นี่เป็นการเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวและไอศกรีมแก่พระภิกษุสามเณร จำนวนประมาณ 115 รูป โดยถวายปัจจัยแก่ทางวัด จำนวน 8,100 บาท ประชาชนและคุณครูช่วยกันทำก๋วยเตี๋ยวถวายแก่พระภิกษุสามเณรที่นั่งฉันร่วมกันในศาลาฉันซึ่งเห็นแล้วนำความปลาบปลื้มมาสู่พุทธศาสนิกชนที่ไปร่วมทำบุญด้วยยิ่งนัก

เป็นอันว่าการทำบุญในเขตจังหวัดเชียงใหม่ก็หมดเพียงแค่นี้

วันที่ 3 มีนาคม คุณวิรัตน์ พัชรดุล ได้ขับรถออกจากเชียงใหม่เดินทางไปหลังสวนผ่านอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี พัก 1 คืน ที่บ้านเพื่อนคุณวิรัตน์ ได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดี บริเวณบ้านร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ฟอกอากาศได้สดชื่นนัก

ตื่นเช้า วันที่ 4 มีนาคม ฉันอาหารเช้าแล้วก็เดินทางสู่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร เพื่อทำบุญทอดผ้าป่าต่อเติมอาคารเรียน โรงเรียนวัดประสาทนิกร และทำบุญรวมญาติประจำปี ที่วัดเทพวงศ์วราราม (เขาแงน) อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร

เนื่องจากรถออกจากอำเภออู่ทองค่อนข้างสายแล้ว และแวะทำธุระตลอดเส้นทางจึงเดินทางถึงหลังสวน 6 โมงเย็น พักที่วัดเทพวงศ์วราราม หรือวัดเขาแงน ที่เคยอยู่มาตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร

ตื่นเช้า วันที่ 5 มีนาคม เวลา 07.30 น. ไปฉันภัตตาหารเช้าที่บ้านคุณพรทิพย์ พุทธรัตน์ หรือคุณตู่ ได้พบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมา 43 ปี คือคุณสุวรัตน์ ธีรวชิรานนท์ และคุณอุ่นเรือน โมรมัต ทั้ง 3 คน ดีใจกันมาก ถามความเป็นมาเป็นไปของแต่ละคนด้วยความสนใจยิ่งนัก

หลังจากสนทนาเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาด้วยความสนใจแล้ว จึงได้เดินทางไปยังโรงเรียนวัดประสาทนิกร อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร มีท่านผู้อำนวยการและคณะครูให้การต้อนรับอย่างดี มีประชาชนมาร่วมอีกรวมแล้วประมาณ 100 คน

โรงเรียนวัดประสาทนิกรนี้ เป็นโรงเรียนที่อาตมาเคยเรียนชั้นประถมปีที่ 5, 6 และ 7 ในปีการศึกษา พ.ศ. 2512-2514 และจบการศึกษาตอนต้น ปี พ.ศ. 2515

เมื่อจบการศึกษากันแล้ว เพื่อนๆ ก็ไปเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนสวนศรีวิทยาและที่โรงเรียนอื่นๆ ส่วนอาตมาก็บรรพชาเป็นสามเณรเรียนมาทางธรรมและครองสมณเพศช่วยงานพระพุทธศาสนาจนถึงปัจจุบันนี้

การเดินทางกลับมาโรงเรียนเก่าครั้งนี้ ได้พบเพื่อนเก่า ครูอาจารย์เก่าๆ ที่ต่างคนต่างพากันแก่ไปตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไป ได้พบ วัชรินทร์ ศิริรัตน์ เพื่อนร่วมวงดนตรีโรงเรียน ซึ่งต่างก็เป็นนักเป่าขลุ่ย ได้พบใหม่ รัตนรินทร์เพื่อนร่วมทีมฟุตบอลของโรงเรียน ได้ระลึกถึงความหลังครั้งเป็นแบ๊คและเป็นศูนย์หน้าทีมโรงเรียนวัดประสาทนิกร โดยมี คุณครูวิรัตน์ สุขอนันต์ เป็นครูฝึกสอน ได้พูดคุยย้อนอดีตกันอย่างมีความสุขสนุกสนาน

จากการพูดคุยถึงเพื่อนๆ ที่จากกันไป ทำให้เห็นคุณค่าของโรงเรียนว่า ได้สร้างคนให้เป็นคนดีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน สมัยที่อาตมาเรียนอยู่โรงเรียนนี้ มีนักเรียนประมาณ 300 กว่าคน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นพันกว่าคน อาคารเรียน โรงอาหารที่มีอยู่ไม่เพียงพอบรรจุนักเรียนจำนวนมาก ท่านผู้อำนวยการจึงมีโครงการขยายอาคารเรียน อาคารโรงอาหารและห้องครัวปรุงอาหาร

เนื่องจากได้รับงบประมาณมาเพียง 11 ล้านบาท แต่ราคาก่อสร้างจริงต้อง 16 ล้านบาท ที่เหลืออีก 5 ล้านบาท ประชาชนต้องช่วยกันบริจาคเพิ่มให้พอเพียง ตามหลักการงบประมาณถ้ารัฐบาลส่งเงินมาแล้ว ประมูลไปแล้วไม่มีใครมาประมูลเพราะกลัวขาดทุน จะต้องส่งเงินคืนคลัง แต่มีบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มาเจรจาว่า ขอให้ทางโรงเรียนหาซื้อวัสดุอุปกรณ์มาให้พวกเขาจะช่วยกันด้านแรงงานเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด

ด้วยเหตุนี้เองบรรดาศิษย์เก่าทั้งหลาย อันมี คุณพรทิพย์เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงได้เชิญชวนเพื่อนๆ มาช่วยกันหาเงินมาเพิ่มให้ช่างก่อสร้างที่เข้ามารับภาระขาดทุนน้อยที่สุดหรือไม่ขาดทุนก็ขึ้นอยู่กับแรงศรัทธาของประชาชน เพื่อให้ลูกหลานมีอาคารเรียน อาคารรับประทานอาหารอย่างสะดวก จะได้มีแรงกาย แรงใจ พัฒนาตนเองให้มีความรู้ ความสามารถ เพื่อไปพัฒนาสังคมและประเทศชาติให้มีความมั่นคงมั่งคั่งสืบไป

ก่อนจะทอดผ้าป่า อาตมาได้กล่าวแก่ท่านที่มาทอดผ้าป่าว่า เราทอดผ้าป่าสร้างวัดก็ดี สร้างเจดีย์ก็ดีมามากแล้ว ต่อไปนี้มาช่วยกันสร้างโรงเรียนกันดีกว่า เพราะการสร้างเจดีย์มีประโยชน์เป็นเพียงศาสนวัตถุกราบไหว้บูชา แต่เคลื่อนไหวไม่ได้ เป็นการลงทุนทำความดีที่ติดอยู่กับพื้นที่ แต่ถ้าสร้างโรงเรียนเยาวชนที่เรียนหนังสือแล้วจะไปทำหน้าที่ต่างๆ ในทางสังคม ทั้งในชุมชนหรือนอกชุมชนอีกมากมาย วัดจะมีเจ้าอาวาส ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นักปกครอง นักการเมืองที่ดีล้วนสร้างจากโรงเรียนทั้งนั้น เราจะบริจาคเงินเพื่อสร้างวัตถุที่ตั้งอยู่กับที่หรือจะสร้างวัตถุที่ผลิตคนดีๆได้ให้ไปทำประโยชน์ สามารถเลือกได้ตามความปรารถนา

เมื่อบรรยายทักทายเพื่อนๆ และผู้มาร่วมงานเสร็จแล้ว จึงเริ่มพิธีทอดผ้าป่า โดยท่านผู้อำนวยการให้อาตมาเป็นประธานกล่าวคำถวายผ้าป่า โดยมีพระสงฆ์จากวัดประสาทนิกรเป็นผู้รับผ้าป่า เมื่อถวายผ้าป่าเสร็จแล้วคณะกรรมการนับบริวารผ้าป่าคือปัจจัยที่นำไปร่วมด้วย

ในส่วนของอาตมาได้ยอดปัจจัย 155,550 บาท จากการบริจาคของพุทธศาสนิกชนวัดพุทธปัญญา ชุมชนคนรักธรรม รัฐแคลิฟอร์เนียและพุทธศาสนิกชนวัดพุทธธรรม รัฐอิลลินอยล์ พุทธศาสนิกชนวัดอุโมงค์ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อรวมกับเงินบริจาคที่ได้จากพุทธศาสนิกชน และเพื่อนๆ ร่วมรุ่นได้ยอดเงินผ้าป่าครั้งนี้ 302,605 บาท เพื่อจะได้ซื้ออุปกรณ์การก่อสร้างที่ขาดเหลืออยู่ให้สมบูรณ์ต่อไป

ขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทั้งหลายที่ได้ทราบข่าวนี้อนุโมทนารับเอาส่วนบุญโดยพร้อมเพรียงกัน

เมื่อเสร็จงานผ้าป่าแล้วได้ร่วมสนทนาธรรมกันต่อไปจนถึงเย็นได้แยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ และนัดหมายกันว่า หากสะดวกวันฉลองอาคารเรียนประมาณเดือนมิถุนายนจะได้มาร่วมบุญกันใหม่

วันที่ 6 มีนาคม อาตมาได้จัดงานทำบุญรวมญาติโดยถือเอาวันที่แม่จากไปเป็นวันทำบุญให้ญาติๆ ที่ล่วงลับไปแล้วและเป็นการรวมพี่น้องลูกหลานที่ไปทำงานตามที่ต่างๆ ให้มารวมกัน โดยการใช้การทำบุญเป็นงานประสานใจ

หลังจากพิธีสงฆ์เสร็จแล้ว มีการจับสลากรางวัลแจกของใช้ไม้สอยเล็กๆ น้อยๆ แก่ผู้มาร่วมงานเป็นที่สนุกสนานกันในระหว่างญาติมิตร

เมื่อเสร็จงานแล้ว อาตมาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยขึ้นเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติสุราษฎร์ธานี เนื่องจากอากาศร้อนมาก ประกอบกับทำงานและเดินทางหักโหมมิได้พักผ่อนติดต่อกันหลายวัน เมื่อเข้าสู่สนามบินสุราษฎร์ธานี เจอแอร์คอนดิชั่นก็จามน้ำมูกไหลไม่หยุด จนเครื่องบินลงที่สนามบินดอนเมืองน้ำมูกก็ยังไหลอยู่

แวะวัดชลประทานรังสฤษดิ์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อซื้อหนังสือธรรมะมาฝากญาติโยมแล้วคิดว่าควรจะไปพักที่พักสงฆ์สนามบินสุวรรณภูมิดีกว่า จึงเดินทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิตั้งแต่ 5 ทุ่ม พยายามนอนหลับไปนิดหนึ่ง ดื่มน้ำอุ่นอาการไข้ก็ไม่ดีขึ้น

รุ่งเช้า วันที่ 7 มีนาคม จึงขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับสหรัฐอเมริกา พอขึ้นเครื่องบินอาการไข้กำเริบอีก หนาวสั่นจนต้องเพิ่มผ้าทำความอุ่นร่างกายให้มากขึ้น พนักงานบนเครื่องบินนำยามาถวายพอได้ทุเลา

พอเปลี่ยนเครื่องที่ญี่ปุ่นเข้าแอลเออาการไข้ร้อนสูง พยายามทำจิตให้สงบเข้าช่วยคงหลับไปพอสมควร ตื่นมาเครื่องจะลงแอลเอ อาการไข้ยังหนัก เริ่มไอและมีเสมหะ เมื่อมาถึงวัดพุทธปัญญาพบปะพุทธศาสนิกชนเล็กน้อย ก็ขอตัวนอนพักหลับไปจนถึงตี 4 ตื่นขึ้นมารู้สึกดีขึ้น จึงรีบเขียนบทความส่งมาลงหนังสือพิมพ์ในเวลาที่เฉียดฉิวกับการปิดต้นฉบับที่สุด คาดว่าส่งบทความแล้วจะได้นอนป่วยอย่างเป็นทางการต่อไป

งานวันเกษตรแห่งชาติ “59 แม่โจ้ ทะลุเป้า คนร่วมล้าน เงินสะพัดกว่า 200 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 621

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

สุจิตร ราชจันทร์

งานวันเกษตรแห่งชาติ “59 แม่โจ้ ทะลุเป้า คนร่วมล้าน เงินสะพัดกว่า 200 ล้าน

การจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2559 เมื่อ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ – วันที่ 6 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ในปี พ.ศ. 2559 เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและเทคโนโลยีด้านการเกษตร การเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้ทางการเกษตรและเทคโนโลยี ส่งเสริมกิจกรรมของนักศึกษาให้โอกาสแสดงออกเชิงวิชาการและทักษะด้านต่างๆ กระตุ้นและส่งเสริมการขยายตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเกษตร และให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของอาชีพ เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตอาหารและเป็นครัวของโลกในอนาคต และเพื่อประกาศเจตนารมณ์ของการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัยสีเขียว และมหาวิทยาลัยที่เป็นสังคมเชิงนิเวศ

ภายในงานมีกิจกรรมมากมายที่รวบรวมไว้ภายใต้มหัศจรรย์เกษตรอินทรีย์ มหัศจรรย์พืชผักสมุนไพร มหัศจรรย์สิ่งมีชีวิต มหัศจรรย์สีสันพรรณไม้ มหัศจรรย์พลังงานทดแทน และกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม ความบันเทิง ตลอดทั้ง 9 วัน

โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน สร้างความปลื้มปีติแก่พสกนิกรผู้มีใจเกษตรเป็นยิ่งนัก

ซึ่งทุกส่วนกิจกรรมได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก สร้างความมหัศจรรย์แห่งความสุขให้กับผู้มาร่วมงานตามแนวคิด “คนไทยใจเกษตร” HAPPY AGRICULTURE

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและเครือข่าย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการดำเนินงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จตามคาดในทุกส่วนทุกพื้นที่ของการจัดงาน ทั้งในส่วนงานภายในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่จัดโซนกิจกรรมเป็นไฮไลต์ด้านต่างๆ ทั้ง 5 มหัศจรรย์ และส่วนนิทรรศการจากกรมต่างๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ ที่มาร่วม รวมถึงส่วนพื้นที่ของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย 907 ไร่ ที่ได้เนรมิตเป็นออร์แกนิกแลนด์ ดินแดนเกษตรอินทรีย์ ถือเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ อยากให้ทุกคนที่ “นึกถึงเกษตรอินทรีย์ ต้องนึกถึงแม่โจ้”

การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ได้เป็นอย่างดี มีผู้คนให้ความสนใจเข้าเที่ยวชมงานทั้งในส่วนพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัย และพื้นที่ 907 ไร่ ของสำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย จำนวนเกือบ 1 ล้านคน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี จากยอดจองบู๊ธจำหน่ายสินค้ากว่า 600 บู๊ธ ล้วนแล้วแต่มียอดขายในระดับที่น่าพึงพอใจเกือบทุกร้าน มีเม็ดเงินหมุนเวียนกว่า 200 ล้านบาท สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างเครือข่ายต่อเนื่องจากงานนี้ได้อีกจำนวนมาก”

คุณชาญยุทธ ชื่นเจริญ เจ้าของสวน เก่ง ออร์คิดส์ จากจังหวัดนครปฐม เล่าให้ฟังว่า ได้นำของมาขายทุกครั้งที่แม่โจ้จัดงาน บรรยากาศในการจัดงานดีมาก คนซื้อเดินสบาย อีกทั้งมหาวิทยาลัยจัดให้มีน้องๆ นักศึกษาคอยบริการขนส่งสินค้า ทำให้ผู้เที่ยวงานซื้อของมากขึ้น เพิ่มยอดขายได้มากขึ้น สำหรับร้านผมถือว่าขายดี ขายสนุก ร้านผมเช่า 2 ล็อก มีรายได้เกิน 300,000 บาท ถ้าแม่โจ้จัดงานแบบนี้อีก ก็จะมาขายอีกครับ

สำหรับผู้ที่มาเที่ยวชมงานต่างก็ประทับใจกับการจัดงาน บางท่านมาเที่ยวงานเกินกว่า 1 ครั้ง เนื่องจากมาครั้งเดียวเที่ยวไม่ทั่วงาน

คุณวัชรี ทองคำเปลว มาจากกรุงเทพฯ กล่าวว่า “เพิ่งเคยมาแม่โจ้เป็นครั้งแรก มางานนี้ประทับใจมาก เพราะวางแผนจะทำการเกษตรที่บ้านอยู่แล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร มาเที่ยวงานนี้ได้แรงบันดาลใจ ได้แนวคิด เห็นวิธีการมากมายที่จะนำไปปรับใช้ที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์ นี่กลับไปจะเริ่มทำอย่างจริงจัง “อยากกินอะไรก็ปลูก” ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ขอบคุณอาจารย์/วิทยากร ที่ให้คำแนะนำดีๆ ค่ะ”

คุณหน่อ ต่อมใจ มาจาก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ได้มาเที่ยวงานในส่วนของพื้นที่สำนักฟาร์มมหาวิทยาลัย 907 ไร่ บอกว่า “ทราบว่างานที่นี่งาม เลยอยากมาดู มาแล้ววิวสวยมาก ดอกไม้สวย เที่ยวสบาย ผักก็น่าทาน มาแล้วมีความสุข สุขใจ ถ้าจัดงานอีกก็จะมาอีก อยากให้คนมาเที่ยวกันเยอะๆ มาแล้วมีความสุขค่ะ”

ด้าน คุณวิโรจน์ บรรเจิดฤทธิ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เขต 6 ผู้ประสานงานระดับพื้นที่ ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนนิทรรศการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ จำนวน 22 หน่วยงาน ได้ร่วมมือกันจัดนิทรรศการที่ถือว่าเป็นนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่มากๆ ตามที่ทางกระทรวงได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชากรและเกษตรกร ด้านการลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มโอกาสทางการแข่งขัน เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับเกษตรกรที่ต้องนำไปใช้ในการประกอบอาชีพเกษตร โดยหน่วยงานต่างๆ ได้นำเนื้อหาความรู้ของหน่วยงานมาเผยแพร่ในงานนี้ เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ทำให้ผู้มาร่วมงานได้รับประโยชน์ ได้รับความประทับใจ ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยแม่โจ้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้กล่าวขอบคุณทุกท่าน “ขอบคุณกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มอบหมายให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นเจ้าภาพจัด “งานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2559 คนไทยใจเกษตร Happy Agriculture” ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนทุกส่วนฝ่าย ทั้งหน่วยงาน องค์กร ภาครัฐและเอกชน ขอบคุณคณะสื่อมวลชนที่เป็นสื่อกลาง ขอบคุณคณะทำงานทีมงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ช่วยกันจัดงานครั้งนี้จนได้รับความสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์เป็นอย่างดียิ่ง สร้างความสุขให้กับทุกฝ่าย ทั้งคนทำงาน คนสนับสนุนงานและคนร่วมงาน”

งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 คนไทยใจเกษตร Happy Agriculture จึงไม่ใช่เป็นเพียงงานเกษตรทั่วๆ ไป แต่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ชุมชนในทุกระดับ ทำให้เกิดการตื่นตัวต่อองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ทั้งระบบ จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ อันเป็นแนวทางที่เป็นสากล และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระดับชาติของรัฐบาลในปัจจุบันที่สำคัญคือ นักศึกษา และบุคลากร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ต่อยอดองค์ความรู้เกิดการสร้างเครือข่ายวิชาการเกษตรร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน ถือเป็นพันธกิจหลักสำคัญอันหนึ่งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในการมุ่งสร้างปัญญาเพื่อแผ่นดินมาตลอดระยะเวลากว่า 80 ปี “แม่โจ้ : มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต”

บมจ. เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จับมือ รัฐ-เอกชน รุกกิจกรรม “ดื่มอย่างรับผิดชอบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0726150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

รายงานพิเศษ

มีนา

บมจ. เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จับมือ รัฐ-เอกชน รุกกิจกรรม “ดื่มอย่างรับผิดชอบ”

บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าสุรา และไวน์จากต่างประเทศ เป็นอีกบริษัทหนึ่งให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มนักดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัจจุบันได้จับมือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน รณรงค์แก้ไขปัญหาอันเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

คุณวรรณภร วัฒนาเกษมสัตย์ ผู้จัดการ กิจการสาธารณะ บริษัท เพอร์นอต ริคาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการจัดกิจกรรมของบริษัท ซึ่งดำเนินมากว่า 10 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจทั้งกับหน่วยงานและประชาชน ให้ตระหนักถึงการดื่มอย่างรับผิดชอบต่อตัวเองและผู้อื่น

“การทำกิจกรรมจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนของบริษัทที่ให้ความสำคัญร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุในการใช้รถใช้ถนน โดยจับมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อย่าง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญๆ ปีใหม่ สงกรานต์ ซึ่งมีสถิติอุบัติเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยมุ่งเน้นรณรงค์ให้ใช้รถใช้ถนนอย่างมีสติ และดื่มไม่ขับ”

สำหรับรูปแบบของกิจกรรมจะเน้นนำองค์ความรู้เข้าไปถ่ายทอดสู่หน่วยงานต่างๆ ทั้งในเรื่องของผลที่เกิดจากการดื่ม กฎหมายเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อให้หน่วยงานได้ทำการประชาสัมพันธ์ต่อไป

“บริษัทได้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นมา เราจึงนำองค์ความรู้เข้าไปป้อนโดยเริ่มต้นในพื้นที่ภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และต่อไปถึงจังหวัดพิษณุโลก เน้นในรูปแบบที่ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้ง่าย เพราะเห็นว่าในส่วนของมูลนิธิ ทำงานใกล้ชิดชุมชน จึงสามารถถ่ายทอดไปยังผู้นำชุมชนได้ง่าย ก่อเกิดความรู้ความเข้าใจ ตระหนักถึงการดื่มอย่างรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งนี้ยังถ่ายทอดไปยังเทศบาล หน่วยงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด บริษัทขนส่ง เพื่อร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสำคัญ กับโครงการ กลับบ้านปลอดภัย คนไทยเมาไม่ขับ”

นอกจากในส่วนของบริษัทที่มุ่งเน้นกิจกรรมเพื่อสังคม ในส่วนของตัวผลิตภัณฑ์ อย่าง ชีวาส รีกัล ก็ตระหนักในการเข้าไปมีส่วนส่งเสริมรณรงค์ให้ดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ โดยล่าสุดจับมือร่วมกับ U DRINK I DRIVE บริษัทให้บริการคนขับรถสำหรับนักดื่มแอลกอฮอล์เพื่อกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

“เราต้องการนำรูปแบบของ U DRINK I DRIVE แนะนำสู่นักดื่ม ให้รู้ว่ามีบริการดังกล่าวนี้อยู่ ถือเป็นทางเลือกสู่ความปลอดภัย เป็นอีกวิธีหนึ่งของการดื่มอย่างรับผิดชอบ ซึ่งโครงการนำร่องในปีที่ผ่านมา ได้แนะนำกิจกรรมผ่านร้านค้าพันธมิตร 10 แห่ง ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้บริการของ U DRINK I DRIVE ปรากฏผลออกมาถือว่าเป็นไปในทิศทางที่ดี ในปีนี้จึงสานต่อร่วมกัน และเราพยายามสร้างการรับรู้ไปสู่ร้านค้าให้มากแห่งขึ้น ให้องค์ความรู้ทั้งด้านผลอันเกิดจากการดื่มและในด้านกฎหมาย”

คุณวรรณภร ยังกล่าวถึงกิจกรรมทั้งในส่วนของบริษัท และตัวผลิตภัณฑ์ว่า ให้ความสำคัญกับทุกช่วงเวลา ไม่ใช่เฉพาะเทศกาลสำคัญๆ เท่านั้น เพื่อเกิดตระหนักรู้อย่างแท้จริง

“พฤติกรรมการดื่มของคนไทยค่อนข้างแตกต่างจากประเทศอื่นๆ คนไทยไม่ได้มองว่าถ้าดื่มแล้วไม่ควรขับขี่รถ จึงต้องสร้างการตระหนักรู้ และจะให้ดีควรดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตก็หวังกระจายองค์ความรู้ไปยังจุดอื่นๆ ให้ครอบคลุม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูง นี่คือเป้าหมายของบริษัท” คุณวรรณภร กล่าวทิ้งท้าย

กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0727150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี

กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย

จังหวัดเชียงใหม่…ไม่เพียงเพราะเป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ หากแต่…เสน่ห์ ของดินแดนล้านนาต่างหากที่ทำให้…เชียงใหม่ ไม่เคยหลับใหล ยิ่งแสงสียามค่ำ คงทำให้ความรู้สึกของวัยรุ่นหนุ่มสาว-กลุ่มคนเที่ยวกลางคืนคึกคักและสนุกสนานมากขึ้น

เสียงเพลงดังลอดออกมาจากร้านค้าในย่านบันเทิงกลางเมืองเชียงใหม่ แม้ภายในจะมีอาหารหลากหลายเมนูให้เลือกเสพ แต่กลิ่นหอมเย้ายวนใจของ…ปลาหมึกย่างบนเตาถ่านที่ไฟกำลังคุ…จากพ่อค้าเร่ข้างนอก กลับดึงดูดความสนใจของลูกค้าหญิงชายได้มากกว่า

สมศักดิ์ หรือ ศักดา แก้วเงิน หนุ่มวัย 40 ปี เอื้อนเอ่ยว่า นี่คือเหตุผลที่ตัดสินใจเดินออกจากร้านเหล้า ซึ่งตนเองเล่นดนตรีอยู่กับเพื่อนๆ ออกมาทำ “กับแกล้มเทพเจ้า” โคตรอร่อย ตระเวนไปตามแหล่งท่องเที่ยวทุกค่ำคืน โดยนำชื่อกลุ่มมอเตอร์ไซค์ช็อปเปอร์ “ก๊อดออฟธันเดอร์-God of Thunder” มาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว

“เดิมผมจะเล่นดนตรีตอน 3 ทุ่ม แต่ก็จะไปร้านก่อนตั้งแต่ 1 ทุ่ม ไปช่วยเขาทำกับแกล้มให้ลูกค้าที่มานั่งดื่มในร้าน เพราะร้านก็เป็นพรรคพวกกัน ผมชอบคิดเมนูใหม่ขึ้นเอง ทำออกมาแล้วอร่อย แต่ที่น่าแปลกคือ เวลารถเร่ปลาหมึกย่าง หรือส้มตำ มาจอดหน้าร้าน ลูกค้าทุกโต๊ะสั่ง ผมก็เออ เริ่มคิดแล้วว่าทำไม…มันอร่อย หรือมันเป็นวัฒนธรรมของคนไทย ที่ชอบช่วยเหลือกัน ที่ชอบซื้อ”

ศักดา บอกว่า ตอนนั้นอายุ 35 ปี เริ่มอิ่มตัวกับการเล่นดนตรี กำลังคิดหาทางขยับขยาย หาอาชีพอะไรทำดี รถเร่ปลาหมึกจุดประกายความคิดให้ตัดสินใจแยกตัวจากเพื่อนมามีกิจการเป็นของตัวเอง โดยเริ่มจากซื้อรถยนต์คันเล็กมาดัดแปลงให้มีที่ทางวางอุปกรณ์ทำครัว และออกตระเวนขายกับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย โดยยึดฟุตปาธหน้าร้านเพื่อนก่อนเป็นอันดับแรก

“กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย บุกตลาด…ท่าช้าง ก่อนเลยครับ ลงทุนไปประมาณ 1,000 บาท ขายได้ 300 บาท ขาดทุนสิครับ อดทนอยู่อย่างนั้นประมาณ 1 เดือน ลูกค้าเริ่มติด ทำให้รายได้เริ่มขยับเป็นวันละ 500 บาท ก่อนจะสูงขึ้นเป็น 1,000 บาท และ 3,000-4,000 บาท ผมก็ชักสนุก ตอนแรกเลยผมขาย 30 บาททุกจาน”

ความแปลกของร้าน กับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย คือ ชื่อเมนูที่คิดขึ้นมา…ต้องโดนใจลูกค้า เช่น นางฟ้าโดนจิ้ม มาจากเห็ดนางฟ้านึ่งจิ้มน้ำพริกข่า หมู-เนื้อ 18 มงกุฎ มาจากหมู-เนื้อตุ๋น ลาบปลาอะเมซอน คือลาบปลาทับทิมที่จะเสิร์ฟมาพร้อมยอดใบมะกอกอ่อนขบเผาะ บาทาหลอกลวง-ตีนไก่ต้มตุ๋น ภาพยนตร์กรอบ หรือหนังหมูทอดกรอบ และเมนูสุดฮิต “น้ำแดงทรงเครื่อง” ที่ทำมาจากเลือดสดๆ คลุกเครื่อง ที่เรียกว่า หลู้ เน้นแปลกและแตกต่าง ทั้งหมดที่กล่าวมา คืออาหารพื้นเมือง ราคา 50 บาททุกจาน

แต่ด้วยรถคันเล็ก ทำให้ไปไหนไกลๆ ไม่ได้ ก็หันมาซื้อรถกระบะที่คันใหญ่ขึ้น นำมาดัดแปลงด้านหลังมีชั้นวางของและประตูเปิดด้านข้าง เพื่อสะดวกในการทำครัวเคลื่อนที่ ทุกอย่างลงมือเองหมด เพราะเรียนจบ ปวส. ทางด้านไฟฟ้า วิทยาลัยสารพัดช่างเชียงใหม่ ประหยัดและได้อย่างที่เราต้องการ ล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากบริษัทใหญ่เดือนละ 2,500 บาท ขอให้ติดคำว่า “คนหัวใจสิงห์” เพราะการไปออกร้านทุกครั้งจะมีงานดนตรีหรือมีอีเว้นต์ต่างๆ เช่น Jive อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน งาน Biker ของพวกเพื่อนที่ขี่จักรยานยนต์ขนาดใหญ่ด้วยกัน

ทุกค่ำคืนฟ้าเริ่มมืด ไฟหน้ารถส่องนำทาง ศักดาจะควบม้าเหล็กคู่ใจ ป้ายทะเบียน ผม 9933 เชียงใหม่ สีเหลืองขาวมาจอดประเดิมที่ริมฟุตปาธหน้าร้าน คึ Club ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก็เป็นร้านของพรรคพวกเดิมที่ย้ายตามกันไป…ตามกันมา บอกย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ไม่จางหาย

3 ทุ่มคืนนั้นลูกค้าร้าน คึ Club เริ่มแน่น และร้องสั่งกับแกล้มเทพเจ้า โคตรอร่อย โดยเฉพาะเมนู “น้ำแดงทรงเครื่อง” ภาพยนตร์กรอบ และลาบปลาอะเมซอน ซึ่งน้องแพทกับน้องมิ้ง ลูกค้าสาวสวยยืนยันความอร่อยว่า เด็ดแท้

พอ 4 ทุ่ม ไอ้หนุ่มฮาเลย์ก็ย้ายตัวเองไปหน้าร้าน Ollie โครงการฮาร์เบอร์ ตำบลห้วยแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เพื่อเสิร์ฟให้กับนักเที่ยวยามราตรีอีกกลุ่ม ยิ่งดึกก็จะตระเวนไปย่านถนนนิมมานเหมินท์ และย่านเจเจมาร์เก็ต ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งบันเทิงชื่อดังกลางเมืองเชียงใหม่

“เศรษฐกิจช่วงนี้ไม่ค่อยดี บวกกับคำสั่งปิดสถานบันเทิงเวลาเที่ยงคืน ทำให้จากเดิมที่ขายได้เฉลี่ย 3,000-4,000 บาท ต่อคืน ก็ลดลงเหลือ 2,000-3,000 บาท ต่อคืน แค่นี้ก็ดีใจแล้วครับ ผมไม่เคยอายเลย เพราะทำอาชีพสุจริต ทุกวันนี้มีคนขอซื้อแฟรนไชส์นะ แต่ผมยังไม่คิด เพราะกลัวเขาเอาไปทำแล้วไม่อร่อย แต่กำลังคิดจะจดลิขสิทธิ์ชื่อร้านอยู่เหมือนกัน กลัวโดนขโมยความคิด”

ศักดาหัวเราะ พร้อมบอกต่อว่า จะยังยึดอาชีพนี้ต่อไป เพราะเป็นนายตัวเอง ควบคู่กับการเพาะพันธุ์ไก่-เป็ด เก็บไข่ขายอีกทางหนึ่ง โดยมีวันจันทร์เป็นวันหยุด เพื่อขับรถบิ๊กไบค์ให้แฟนสาวซ้อนท้ายท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่างๆ

สนใจดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืน เคล้า กับแกล้มเทพจ้าว โครตอร่อย (ต้องพิมพ์ผิด จึงจะเป็นของแท้) เจอกันได้ตามสถานที่แจ้งไว้ ระหว่างเวลา 21.00-24.00 น. หรือจะโทรตามหาได้ที่ (081) 998-1878

ทายาท “ปุ้มปุ้ย-ปลายิ้ม” ผันตัวปลูกผักไฮโดรฯ แกะสลักเมลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

เกษตรเทรนด์ใหม่

ดวงกมล

ทายาท “ปุ้มปุ้ย-ปลายิ้ม” ผันตัวปลูกผักไฮโดรฯ แกะสลักเมลอน

เป็นอีกหนึ่งเซเลบที่หันมาเอาดีด้านการทำเกษตร สำหรับ “ไกรภูมิ โตทับเที่ยง” หนึ่งในทายาทตระกูลดังเมืองตรัง เจ้าของธุรกิจอาหารกระป๋อง “ปุ้มปุ้ย-ปลายิ้ม” ด้วยการก่อสร้างโรงเรือนปลูกผักไร้ดินปลอดสารพิษ บนเนื้อที่ 6 ไร่ มีทั้งขายปลีก-ขายส่ง หวังตอบสนองกลุ่มผู้คนรักสุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดหันมาปลูกเมลอนญี่ปุ่น ผุดไอเดียบรรเจิด จับผลมาแกะสลักลวดลายเพิ่มมูลค่า ใช้วิธีขายแบบประมูลในเฟซบุ๊ก ทำเอาเมลอนธรรมด๊าธรรมดา กลายเป็นผลไม้ที่มีค่าตัวสูงลิบเลยทีเดียว

ทายาทดัง หันมาทำเกษตร

เริ่มจากผักสวนครัว สู่ผักไฮโดรฯ

คุณไกรภูมิ บอกว่า หันหลังให้ธุรกิจครอบครัว เบนเข็มตัวเองมาเป็นเกษตรกร เมื่อปี 2553 ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ประกอบกับสนใจการทำเกษตร เลยลงทุน 50,000 บาท เพื่อลองผิดลองถูกปลูกผักสวนครัวทานเองบนเนื้อที่ กว้าง 2 เมตร ยาว 7 เมตร อาทิ ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว ใช้ชื่อสวนผักแห่งนี้ว่า “สวนผักสวัสดี” เมื่อเริ่มมีผลผลิตนำไปแจกจ่ายเพื่อนบ้าน และเริ่มจำหน่าย

เมื่อกระแสการตอบรับดี ทายาทธุรกิจดัง ขยายพื้นที่ปลูกเป็น 6 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 5 ถนนเพชรเกษม ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง พร้อมกับหันมาปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ปลูกในโรงเรือนมุ้งตาข่าย ควบคุมอุณหภูมิ โดยรากผักจะแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารโดยตรง ดูดซึมสารอาหารโดยการไหลเวียนของน้ำ มีการปั๊มอากาศเพื่อให้ออกซิเจนเข้ารากผัก ช่วยให้ผักดูดซึมอาหารได้ดียิ่งขึ้น การปลูกผักในระบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของสารพิษตกค้าง เพราะเป็นการปลูกในรูปแบบไร้ดิน เป็นการให้รากผักแช่อยู่ในน้ำ

สำหรับธาตุอาหารที่ผักชนิดนี้ต้องการนั้นมี 16 ชนิดคือ คาร์บอน ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส โมลิบดินัม สังกะสี คลอรีน และโบรอน รวมทั้งธาตุอาหารอื่นๆ เช่น อะลูมิเนียม แกลเลียม ซิลิคอน ไอโอดีน ซีลีเนียม และโซเดียม แต่จากการวิเคราะห์พบว่า ธาตุอาหารที่ผักต้องการมากที่สุดก็คือ คาร์บอน และออกซิเจน รวมกันประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ของธาตุอาหารทั้งหมด

ด้านข้อดีของการปลูกผักไร้ดินในโรงเรือนมุ้งตาข่าย มีระบบไหลเวียนน้ำ นอกจากผลผลิตสะอาด ปลอดภัยจากสารพิษ เนื่องจากปลูกในโรงเรือนที่มีมุ้งตาข่ายปิดมิดชิด ไม่ใช้สารเคมี ยังลดความเสี่ยงจากสภาพดินฟ้าอากาศได้ แต่ทว่าข้อจำกัดคือ ลงทุนการก่อสร้างโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ ครั้งแรกค่อนข้างสูง ปุ๋ยและสารละลายธาตุอาหาร ราคาสูงเช่นกัน

สำหรับพื้นที่ปลูก คุณไกรภูมิ บอกว่า ผักไฮโดรโปนิกส์ปลูก 1 ไร่ ต่อ 1 โรงเรือน ปัจจุบันมี 4 โรงเรือน ผลผลิตผักไฮโดรโปนิกส์ราว 120-150 ตัน ต่อปี ช่องทางจำหน่าย ขายส่งให้ตลาดสดในท้องที่ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, แม็คโคร รวมถึงส่งจังหวัดใกล้เคียง มีสงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ เป็นต้น

แกะสลักเมลอน

ขายได้ลูกละ 8,000 บาท

หลังปลูกผักสวนครัว และผักไฮโดรโปนิกส์จนเริ่มอยู่ตัว คุณไกรภูมิ บอกว่า ราวเดือนพฤษภาคม 2558 หันมาทดลองปลูกเมลอน หรือราชินีแห่งพืชตระกูลแตง โดยเลือกใช้เมล็ดนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากขึ้นชื่อ มีกลิ่นหอม รสชาติอร่อย หวาน กรอบ ใช้พื้นที่ปลูกหน้ากว้าง 6 เมตร ยาว 25 เมตร ปลูกครั้งหนึ่ง 400-500 ต้น ระยะเวลา 80-90 วัน เมลอนจะให้ผลผลิต การสูญเสียต่อครั้งราว 20 เปอร์เซ็นต์

เมลอนของคุณไกรภูมิ หากขายตามท้องตลาดทั่วไป ราคาก็คงจะไม่แตกต่าง ชายหนุ่มเลยเพิ่มจุดขายโดยการนำมาแกะสลักให้คล้ายกับ “ผลโกมุ โกมุ” ผลไม้หายากในการ์ตูนเรื่อง “วันพีช” รวมถึงแกะสลักชื่อ คำอวยพรต่างๆ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลไม้ชนิดนี้ หลายเท่าตัวเลยทีเดียว

“ผมใช้เหล็กแหลมแกะสลักผลเมลอนเป็นลวดลายต่างๆ ตอนเมลอนมีอายุ 10 วัน หากเกิน 10 วัน ลายที่ออกมาจะไม่สวย ไม่ธรรมชาติ พอเมลอนโตเต็มที่จะมีลวดลายบนผิวตามที่แกะสลักไว้ ส่วนการจำหน่ายใช้วิธีเปิดให้แฟนคลับการ์ตูนเรื่องวันพีช ประมูลผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งเมลอน 2 ลูกแรกที่แกะสลัก ถูกประมูลไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ในราคาลูกละ 8,000 และ 7,000 บาท รวม 15,000 บาท”

สำหรับราคาปกติของเมลอน คุณไกรภูมิ บอกว่า เดิมราคาลูกละ 175-250 บาท แต่หลังจากใช้วิธีเพิ่มมูลค่าด้วยวิธีแกะสลัก เพิ่มได้ลูกละ 7,000-8,000 บาท เลยทีเดียว

ด้านลวดลายที่แกะสลัก นอกจากคล้ายกับ “ผลโกมุ โกมุ” ผลไม้หายากในการ์ตูนเรื่อง “วันพีช” ยังเปิดให้ลูกค้าสั่งจองแกะสลักเป็นชื่อบุคคล คำอวยพร รูปหัวใจ เพื่อนำไปมอบให้เป็นของขวัญแก่คนพิเศษ โดยเปิดให้สั่งจอง ในขณะที่เมลอนอายุ 10 วัน ราคาลูกละ 250 บาท

ถามถึงวัตถุประสงค์ของลูกค้าที่ประมูลผลเมลอนไป คุณไกรภูมิ เผยว่า คนที่มาประมูล 2 คนแรกเป็นแฟนพันธุ์แท้การ์ตูนวันพีช ที่อยากได้ไปครอบครอง ส่วนลูกค้าที่สั่งแกะสลักเป็นชื่อบุคคล คำอวยพร 100 เปอร์เซ็นต์นำไปมอบให้เป็นของขวัญแก่คนพิเศษช่วงเทศกาล

นับเป็นการผสมผสานที่เข้ากันดี ระหว่างศิลปะการแกะสลักกับผลไม้ ช่วยสร้างมูลค่าทั้งราคา และมีชื่อเสียงโด่งดัง ไอเดียสุดเฟี้ยวของคนรุ่นใหม่

สำหรับ สวนผักสวัสดี ตั้งอยู่เลขที่ 5 ถนนเพชรเกษม ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง โทรศัพท์ (084) 439-3333