อุทยานบัว “ราชินีพรรณไม้น้ำ” แหล่งรวบรวมพันธุ์บัว และเรียนรู้พันธุ์ไม้น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

จุไร เกิดควน

อุทยานบัว “ราชินีพรรณไม้น้ำ” แหล่งรวบรวมพันธุ์บัว และเรียนรู้พันธุ์ไม้น้ำ

เปิดให้ชมแล้ว ที่ ม. เกษตรฯ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ สกลนคร

“บัว” เป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีของพรรณไม้น้ำ” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ได้จัดสร้างอุทยานบัว ให้เป็นแหล่งรวบรวมพันธุ์บัวทั้งในและต่างประเทศ ในพื้นที่ 50 ไร่ และมีพันธุ์บัวมากกว่า 34 สายพันธุ์ พร้อมการแสดงพันธุ์บัวในกระถางกลางแจ้ง 74 พันธุ์ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้พันธุ์ไม้น้ำซึ่งผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเปิดอุทยานบัว และทอดพระเนตรภาพวาดบัวของศิลปิน นิทรรศการบัว ส่วนแสดงพันธุ์บัว รวมทั้งทอดพระเนตรตัวอย่างผลงานวิจัยการใช้ประโยชน์จากบัว ณ อุทยานบัว อุทยานหนองหารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดสกลนคร โดยมี นายอดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร รศ.ดร. วิโรจ อิ่มพิทักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ รศ.ดร. วิไลศักดิ์ กิ่งคำ รักษาการแทนรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร พร้อมด้วยข้าราชการ บุคลากร และนิสิต เฝ้ารับเสด็จ ณ อุทยานหนองหารเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2559

โอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปลูกบัวผัน-เผื่อน “สุทธาสิโนบล” (N.Sutdhadinobol) ซึ่งเป็นชื่อของ บัวผัน-เผื่อน ที่มีการนำเข้ามาสู่ประเทศไทยจากหมู่เกาะชวา เมื่อ พ.ศ. 2444 ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมมาจากทวีปแอฟริกา โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Nymphasea capensis var.zanaibariensis (นิมเฟียคาร์เพนซิส วาไรตี้ แซนซิบาร์เรนซิส) โดย พระวิมาดาเธอกรมขุนสุทธาสินีนารถ จึงเป็นที่มาของชื่อสามัญ ของบัวพันธุ์นี้ในไทย เพราะทรงดอก กลีบดอกซ้อนมาก และมีสีฟ้าอมม่วงเนียนสวยหวาน (ลาเวนเดอร์) ที่แตกต่างจากบัวผัน-เผื่อน ที่มีอยู่ในประเทศไทยสมัยนั้น

บัวผัน-เผื่อน ถือเป็นพันธุ์บัวต้นแรกๆ ที่มีหลักฐานบันทึกว่า ได้มีการนำเข้าจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ และเป็นเวลานานถึง 105 ปี (นับถึง ปี 2559) และเป็นบัวพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาวะแวดล้อมของพื้นที่อุทยานบัวได้เป็นอย่างดี เพราะฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในบรรดาบัวที่นำมาปลูกศึกษา เมื่อ ปี 2553

ความเป็นมาอุทยานบัว

อุทยานบัว มีพื้นที่ทั้งหมด 50 ไร่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานหนองหารเฉลิมพระเกียรติ เดิมเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำและแปลงปลูกบัว ต่อมา ปี 2548 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ได้เริ่มนำบัวพันธุ์ต่างๆ มาทดลองปลูก และเริ่มทำการวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์บัวและการใช้ประโยชน์จากบัวพันธุ์ต่างๆ ต่อมา ปี 2551 ปรับปรุงพื้นที่เพื่อนำบัวพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธุ์บัวหลวงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ได้ทำการวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง จน ปี 2552 ทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมกับสมาคมบัวแห่งประเทศไทยและกลุ่มผู้รักบัว ได้ริเริ่มดำเนินการโครงการสร้างอุทยานบัว เพื่อให้เป็นสถานที่จัดงานมหกรรมบัวนานาชาติ เมื่อ ปี 2553 โดยใช้งบประมาณจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และการสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ ออกแบบและพันธุ์ไม้ต่างๆ จากสวนนงนุช และทางจังหวัดได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

อุทยานบัว แบ่งเป็น 5 ส่วนสำคัญ คือ

ส่วนรวบรวมพันธุ์บัว ได้รวบรวมพันธุ์บัวทั้งในและต่างประเทศ มากกว่า 34 พันธุ์ เช่น บัวกระด้ง บัวสาย บัวผัน-เผื่อน และบัวฝรั่ง รวบรวมไว้ในรูปแบบสระบัว บนพื้นที่ 10 ไร่ โดยมีทางเดินที่สามารถเดินลงไปชมบัวได้อย่างใกล้ชิด

ส่วนแสดงพันธุ์บัว ได้นำบัวสายพันธุ์ต่างๆ จำนวน 74 สายพันธุ์ มาจัดแสดงในกระถางกลางแจ้ง เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัย และประชาชนที่มาชมสามารถถ่ายภาพกับดอกบัวที่มีสีสันสวยงามอย่างใกล้ชิด พร้อมป้าย อธิบายชื่อวิทยาศาสตร์สายพันธุ์บัว

ส่วนนิทรรศการถาวร เป็นส่วนที่รวบรวมองค์ความรู้และความเป็นมาเกี่ยวกับบัวพันธุ์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ผู้เข้ามาศึกษา ค้นคว้า ได้เป็นอย่างดี ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลเกี่ยวกับบัวต่างๆ เช่น การจำแนกพันธุ์บัว ประวัติบัวในประเทศไทย การปลูกบัว การดูแลรักษา โรคและศัตรูที่สำคัญ การปรับปรุงพันธุ์ การทำนาบัว และประโยชน์จากบัว

ส่วนแสดงบัวธรรมชาติ ที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ และปลูกบัวหลากหลายพันธุ์ให้เจริญเติบโตมีความสวยงามตามธรรมชาติและเพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาวิจัยบัวสายพันธุ์ต่างๆ

ส่วนนาบัวสลับนาข้าว เป็นพื้นที่ปลูกบัวเพื่อสร้างเศรษฐกิจ

“บัว” ราชินีของพรรณไม้น้ำ

“บัว” จัดเป็นพันธุ์ไม้น้ำที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งพรรณไม้น้ำ” เนื่องจากมีความงดงามของดอกบัวหลวงและบัวสายที่ชูบนผิวน้ำ หรือเหนือผิวน้ำ ลักษณะดอกมีขนาดใหญ่เห็นได้ชัดเจน มีสีสันที่สดสวยหลากหลาย

คนไทยรู้จัก “บัว” มานานมาก จากศิลาจารึกที่มีอายุมากกว่า 600 ปี ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้บันทึกถึงบัวหลายชนิด และยังพบในพระไตรปิฎก ในวรรณคดี บทประพันธ์ ตลอดจนภาพวาดในวัดและศิลปะอื่นๆ อีกมากมาย คนไทยรู้จักนำ “บัว” มาใช้ประโยชน์โดยเฉพาะทางพุทธศาสนิกชน นิยมนำ ดอกบัวหลวง มาใช้บูชาพระและพิธีทางศาสนา แม้แต่ประเทศอินเดีย ที่กำเนิดของศาสนาพุทธ ก็ใช้ดอกบัวหลวงเป็นดอกไม้ประจำศาสนาพุทธ และเป็นดอกไม้ประจำชาติ ส่วน “บัวสาย” ก็เช่นกัน เป็นพืชที่มีกำเนิดมายาวนาน และยังเป็นดอกไม้ประจำชาติของอียิปต์

ทั้งบัวหลวงและบัวสาย เป็นพืชที่มีมานานแล้ว และหลักฐานทางพฤกษศาสตร์ ก็จัดให้พืชในวงศ์บัวหลวงและบัวสายอยู่ในอันดับแรกๆ ของอาณาจักรพืช และจัดว่าเป็นพืชที่มีวิวัฒนาการต่ำสุดของกลุ่มพืชมีดอกประเภทพืชใบเลี้ยงคู่

วงศ์บัวหลวง ลักษณะทั่วไปมีทั้งลำต้นเป็นเหง้าในดินและไหล เหนือดินใต้น้ำใบเดี่ยวแตกจากข้อของลำต้นใต้ดิน ในประเทศไทยมีหลายสายพันธุ์ เช่น บัวหลวงพันธุ์ดอกสีชมพู บัวหลวงพันธุ์ดอกสีชมพูซ้อน บัวหลวงพันธุ์ดอกเล็กสีชมพู บัวหลวงพันธุ์ดอกสีขาว บัวหลวงพันธุ์ดอกสีขาวซ้อน บัวหลวงพันธุ์ดอกเล็กสีขาว ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น สัตตบงกช สัตตบุษย์ บัวหลวงจีนชมพู เป็นต้น

วงศ์บัวสาย ลักษณะทั่วไป ลำต้นอยู่ในดินใต้น้ำ ลักษณะเป็นเหง้า หรือเป็นหัว มี 6 สกุล คือ สกุลไส้ปลาไหล สกุลบัวยูรีอาเล่ สกุลนูพ่าร์ สกุลออนดิเนีย สกุลบัววิกตอเรีย (บัวกระด้ง) และสกุลบัวสาย

ประโยชน์ของบัว ปลูกเป็นไม้ประดับ รับประทานเป็นอาหาร ทั้งสดและสุก เหง้า เมล็ด ดีบัว เกสรเพศผู้ ไหลบัว กลีบดอก หรือใช้เป็นประโยชน์อื่นๆ เช่น ใยบัว ใบบัว นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณทางยา แก้ร้อนใน บำรุงกระดูก เป็นต้น

อุทยานบัว เปิดให้ประชาชนไปชมความงดงามและถ่ายภาพดอกบัว พร้อมทั้งหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องบัว ซึ่งที่ได้รวบรวมพันธุ์บัวจากทั่วโลกไว้ที่อุทยานบัว กว่า 300 สายพันธุ์ ตั้งแต่ เวลา 08.30-18.00 น. ทุกวัน

สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชเพื่อประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05037010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

สารคดีพิเศษ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชเพื่อประชาชน

เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 61 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2559 ผู้เขียนได้เข้าชมกิจกรรมการเกษตรในสวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา บริเวณเกษตรกลางบางเขน

เป็นสวนที่กรมวิชาการเกษตร ได้จัดสร้างถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 55 พรรษา ปี 2553 สวนแบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ ศูนย์รวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพรรณไทย และศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ เป็นศูนย์เรียนรู้การเกษตรที่ให้ประชาชนได้เรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในวิถีการดำรงชีวิตที่พอเพียงมั่นคง วันนี้จึงได้นำเรื่อง สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชเพื่อประชาชน มาบอกเล่าสู่กัน

คุณสมเพชร พรมเมืองดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 พิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร เล่าให้ฟังว่า ได้รับมอบหมายจากกรมวิชาการเกษตรให้เป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารสวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา เป็นสวนที่กรมวิชาการเกษตร ได้จัดสร้างถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 55 พรรษา ปี 2553

สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา แบ่งพื้นที่เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ศูนย์รวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพรรณไทย พื้นที่ 7 ไร่ และ ส่วนที่ 2 ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ พื้นที่ 10 ไร่ ทั้ง 2 แห่ง ได้จัดเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรสำหรับทุกคน ทั้งนักเรียน นักศึกษา เกษตรกร หรือประชาชน ได้เข้าเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และได้เกิดแนวคิดเพื่อนำไปประกอบอาชีพการเกษตรให้ดำรงชีพได้ในวิถีพอเพียงมั่นคงยั่งยืน

ศูนย์รวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพรรณไทย เป็นการเก็บรวบรวมพันธุกรรมพืชที่นำมาปลูกรักษาไว้ในสภาพธรรมชาติ เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์และรวบรวมพันธุ์พืชหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพฯ และช่วยปกป้องการฉกฉวยการใช้ประโยชน์พันธุ์พืชของไทยโดยชาวต่างชาติ จัดรูปแบบสวนสวยงาม แยกพันธุ์ไม้ออกเป็นหมวดหมู่ ได้แก่ กลุ่มผักพื้นบ้าน กลุ่มปาล์มไทย กลุ่มไม้พื้นเมือง กลุ่มไม้เศรษฐกิจ กลุ่มไผ่ กลุ่มพืชสมุนไพร และกลุ่มไม้หอม ที่น่าสนใจมี ดังนี้

โสกเหลือง เรียกชื่อต่างกัน เช่น โสกป่า โสกน้ำ หรือโสกใหญ่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Saraca thaipingensis Cantley ex Prain ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE – CAESALPINIOIDEAE ชื่อสามัญ Yellow Saraca เป็นต้นไม้ขนาดเล็กถึงกลาง สูง 10-15 เมตร เป็นพืชโตช้า ใบเป็นใบประกอบ เรียงสลับ ใบย่อย 2-7 คู่ ใบกว้าง 3-9 เซนติเมตร ยาว 7-32 เซนติเมตร โคนใบเป็นรูปลิ่ม ดอกออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและลำต้น ดอกสีเหลืองอมน้ำตาล มีกลิ่นหอม ผลเป็นฝักแบน ยาว 15-40 เซนติเมตร เมล็ดผิวเรียบสีแดงคล้ำ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปลูกเป็นไม้ประดับ เริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนมกราคม เป็นสมุนไพรแก้ไอ ขับเสมหะ

ชำมะนาด เรียกชื่อต่างกัน เช่น ชมนาด หรือดอกข้าวใหม่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Vallaris solanacea Kize ชื่อวงศ์APOCYNACEAE ชื่อสามัญ Bread Flower. เป็นพรรณไม้พุ่มกิ่งเลื้อย สูงประมาณ 7 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตัวเป็นคู่ออกตรงข้ามกัน ใบเป็นรูปรี กว้างและยาวประมาณ 4 และ 8 เซนติเมตร เนื้อใบบาง ออกดอกที่ปลายกิ่งหรือตามง่าม ออกดอกเป็นช่อ มี 10-15 ดอก ดอกสีขาว มี 5 กลีบ กลิ่นหอมอ่อนๆ คนสมัยก่อนนิยมนำไปทำน้ำหอม ภายในดอกจะมีเกสรตัวผู้ เกสรตัวเมีย ออกดอกตลอดปี ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ชอบดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี

กระดังงาจีน เรียกชื่อต่างกัน เช่น สะบันงาจีน การเวก สะบันงาเครือ ชื่อวิทยาศาสตร์ Artabotrys hexapetalus (L.F.) Bhandari ชื่อวงศ์ ANNONACEAE เป็นไม้เถาเลื้อย ปลูกเลี้ยงง่าย ชอบแสงแดด ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง ใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ด้านบนใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ช่อดอกออกตรงข้ามกับใบ ดอกใหญ่ มี 6 กลีบ เนื้อกลีบหนา ดอกอ่อนสีเขียวเมื่อแก่เป็นสีเหลืองมีกลิ่นหอมชื่นใจ ออกดอกตลอดปี นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ เป็นพื้นที่ส่วนที่ 2 พื้นที่ 10 ไร่ แบ่งพื้นที่ศูนย์เป็น 4 สัดส่วนตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 9) ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการดินและน้ำอย่างเหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุด พื้นที่ภายในศูนย์มี 4 สัดส่วน ดังนี้

สัดส่วนแรก 30% เป็นพื้นที่แหล่งน้ำเพื่อกักเก็บน้ำฝนไว้ใช้ในการเกษตร สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำขนาดเล็ก เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนในครัวเรือน

สัดส่วนที่สอง 30% เป็นแปลงนาข้าว สำหรับปลูกข้าวเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายในกรณีที่เหลือจากการบริโภค หลังการเก็บเกี่ยวข้าวควรปลูกพืชบำรุงดิน เช่น พืชตระกูลถั่ว

สัดส่วนที่สาม 30% เป็นพื้นที่สำหรับปลูกพืชไร่ เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรือปลูกพืชสวน เช่น ไม้ผล พืชผัก พืชอายุสั้น สำหรับการบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายในกรณีที่เหลือจากการบริโภค และ

สัดส่วนสุดท้าย 10% เป็นที่อยู่อาศัยของเกษตรกร จัดเป็นโรงเรือนเพื่อเก็บเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร และใช้เป็นสถานที่เลี้ยงสัตว์ขนาดเล็ก เช่น เป็ด ไก่

คุณสมเพชร เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ เป็นการจัดการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ใช้งานแรงงานเหมาะสม จัดการใช้ปัจจัยการผลิตที่เกื้อกูลกันเพื่อให้ต้นทุนการผลิตลดลง หรือมีการบันทึกกิจกรรมเพื่อให้ได้รับรู้ข้อดี ข้อด้อย แล้วนำไปปรับปรุงหรือพัฒนาการผลิตให้มีประสิทธิภาพ

ประชาชน เกษตรกร หรือผู้สนใจ สามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ก็จะดำรงชีวิตได้ในแนวทางแห่งความพอเพียง แม้ปัจจัยภายนอกหรือภาวะเศรษฐกิจจะผันผวนก็ไม่มีผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีพ

สวนเฉลิมพระเกียรติ 55 พรรษา ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชเพื่อประชาชน เป็น ศูนย์รวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมพืชพรรณไทย และ ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปเรียนรู้ แล้วนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อการดำรงชีพที่พอเพียงและมั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-0583 หรือ (02) 940-5484-5 หรือที่ คุณสมเพชร พรมเมืองดี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 พิษณุโลก กรมวิชาการเกษตร โทร. (081) 888-3236 ก็ได้ครับ

“สวนมะลิบ้านคุณบุ๋ม” ปลูกมะลิเด็ดดอกขาย 20 ไร่ ที่นครปฐม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05039010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“สวนมะลิบ้านคุณบุ๋ม” ปลูกมะลิเด็ดดอกขาย 20 ไร่ ที่นครปฐม

คุณเรณู สุขเนตร หรือ คุณบุ๋ม ที่ทำสวนมะลิ ปลูกมะลิเพื่อเด็ดดอกขาย ในพื้นที่ ตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ (081) 986-5746 และ (084) 884-1595 ซึ่งจังหวัดนครปฐมเป็นพื้นที่หนึ่งที่ได้ชื่อว่า มีการปลูกมะลิทั้งจังหวัดมากกว่า 1,000 ไร่

คุณเรณู สุขเนตร หรือ คุณบุ๋ม เล่าว่า เริ่มปลูกมะลิในปี 2551 เดิมตนเองและครอบครัวมีอาชีพปลูกผักสวนครัวขายมาก่อน แต่จากการคำนวณต้นทุนการผลิตและรายได้แล้ว ตลอดระยะเวลาการปลูกผักสวนครัวขาย กำไรเหลือไม่มาก ต่อมาเมื่อได้รับคำแนะนำให้ปลูกมะลิจากเพื่อนเกษตรกรว่า ปลูกมะลิ เพื่อเด็ดดอกขายรายได้ดี จึงปรับเปลี่ยนแปลงสวนผักเดิมปลูกมะลิทันที 5 ไร่ ทั้งที่ไม่มีความรู้ในการจัดการสวนไม้ดอกมาก่อน คุณเรณู เล่าว่า ไม้ดอกเป็นไม้ที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่ ต้องทราบระยะของการให้ปุ๋ย การฉีดยาฆ่าแมลง ไม่อย่างนั้นจะทำให้ไม้ดอกไม่ได้ผลผลิตที่ดีและขายได้ตามต้องการ

คุณเรณูและครอบครัวถือเป็นเกษตรกรตัวอย่าง ที่มีแนวคิดการสร้างรายได้จากการขายไม้เด็ดดอกครบวงจร ซึ่งปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ปลูกจากเดิม 5 ไร่ ในตำบลบางพระ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ไปปลูกเพิ่มอีก 5 ไร่ ในตำบลใกล้เคียงคือ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม และปลูกเพิ่มที่จังหวัดราชบุรี อีก 11 ไร่ รวมพื้นที่ปลูกมะลิทั้งหมดราว 21 ไร่ บริเวณสวนมะลิของคุณเรณู ในอำเภอนครชัยศรีและอำเภอบางเลน มีสภาพเป็นดินเหนียว แม้มะลิจะเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่เป็นดินเหนียว ดินร่วน และดินทรายก็ตาม แต่หากพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่ลุ่มน้ำ อาจเกิดน้ำท่วมในฤดูฝน ก็ควรปลูกแบบยกร่อง เพื่อให้ต้นมะลิอยู่สูงพ้นน้ำ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวน้ำท่วมไม่ถึง แต่การยกร่องก็จะช่วยให้การระบายน้ำทำได้ดี

แต่สำหรับสวนมะลิที่จังหวัดราชบุรี พื้นที่ 11 ไร่ คุณเรณู ปลูกโดยไม่ยกร่อง เพราะมีสภาพเป็นดินทราย ระบายน้ำได้ดีอยู่แล้ว ซึ่งเพื่อรองรับผลผลิตดอกมะลิจากสวนที่มีปริมาณการผลิตที่มากขึ้นและเพื่อไม่ต้องรอที่จะขายส่งแม่ค้าหรือพ่อค้ารับซื้อหน้าสวนเพียงอย่างเดียว ก็ต้องจำหน่ายดอกมะลิเอง เพื่อให้อาชีพปลูกมะลิได้ครบวงจร คุณเรณูจึงตัดสินใจเช่าแผงค้าดอกมะลิและไม้ดอกอื่นๆ สำหรับร้อยมาลัยที่ปากคลองตลาด ซึ่งตลาดปากคลองตลาดเป็นตลาดค้าดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพื่อเป็นจุดถ่ายดอกไม้ทั้งปลีกและส่ง โดยจำหน่ายในราคาเต็ม ไม่ต้องถูกหักจากแม่ค้าหรือพ่อค้าที่รับซื้อหน้าสวน

คุณเรณู เล่าว่า รายจ่ายที่มากที่สุดสำหรับการปลูกมะลิเด็ดดอกมีหลักๆ คือ ค่ายาสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงและค่าแรงงานในการเก็บดอกมะลิ อย่างค่ายาสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงซึ่งจำเป็นต้องใช้ในทุกระยะที่มีแมลงรบกวน เพราะดอกมะลิเปราะบางมาก โดยเฉพาะหนอนเจาะดอก ที่เมื่อถูกทำลายหรือเกิดการระบาด ก็ต้องทิ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และค่าใช้จ่ายที่สูงมากอีกประการคือ ค่าแรงเด็ดดอกมะลิ ที่จะจ้างแรงงานเก็บในราคากิโลกรัมละ 50 บาท จะได้มากได้น้อยก็ขึ้นอยู่กับความสามารถและความขยันของแรงงาน แต่ในการเก็บดอกมะลิให้ได้จำนวนมากก็ต้องใช้แรงงานเด็ดดอกในคราวเดียวพร้อมกัน อย่างน้อย 7-10 คน จึงจะพอสำหรับการเด็ดดอกขายในแต่ละวัน ดังนั้น การบริหารจัดการสวนมะลิจะต้องดีพอสมควร

คุณเรณู อธิบายว่า สวนมะลิที่อำเภอบางเลนและอำเภอนครชัยศรี จะปลูกแบบยกร่อง เพราะสภาพดินเป็นดินเหนียวและเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสน้ำท่วมขังมากที่สุด เพราะสวนตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ ในบางคราวฤดูฝนที่มีน้ำหลาก ต้นมะลิจึงถูกน้ำท่วมขังบ้าง การปลูกแบบยกร่องจึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้มะลิถูกน้ำท่วมขังน้อย และลดปัญหาโรครากเน่าของมะลิลง คุณเรณู บอกว่า มะลิ เป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำแฉะ หากทำให้การระบายน้ำในดินที่ปลูกได้ดีแล้ว จะไม่มีปัญหารากเน่า อีกทั้งต้นมะลิจะไม่แกร็นและเหลือง

การปลูกมะลิแบบยกร่อง แต่ละร่องห่างกันเกือบ 4 เมตร (8 ศอก) หรือทุกร่องแปลงคุณเรณูจะปลูกมะลิไว้ 6 แถว จะใช้ระยะปลูกถี่มาก เพื่อให้ได้จำนวนต้นมะลิที่มากต่อร่อง ทำให้จำนวนต้นมะลิต่อไร่ อยู่ที่ประมาณ 8,000 ต้น และเพื่อป้องกันไม่ให้วัชพืชขึ้นอีกด้วย เพราะต้นมะลิเมื่อโตจะร่ม ทำให้หญ้าวัชพืชขึ้นไม่มากนัก ในตอนนั้นคุณเรณูเล่าว่าได้ซื้อต้นกล้ามะลิมาในราคา ต้นละ 3.50 บาท ก่อนปลูกขุดหลุมรองพื้นด้วยปุ๋ยคอกเก่า ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยเม็ดชีวภาพตามที่จะหาได้สะดวก ในระยะแรกของการปลูกมะลิจะเน้นเรื่องของการเจริญเติบโตของต้น หลังนำกล้ามะลิลงปลูก ควรรดน้ำเพียงอย่างเดียว วันเว้นวัน สังเกตดูดินไม่แฉะมาก ฤดูฝนงดให้น้ำ

ทุกเดือนหลังลงปลูกให้ปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยเคมีที่มีตัวหน้า (ไนโตรเจนสูง)เช่น ปุ๋ยเคมี สูตร 27-7-7 เมื่อต้นมะลิโตเริ่มออกดอกให้ผลผลิต ก็จะเปลี่ยนมาให้ปุ๋ยเคมี สูตร 16-16-16 หรือ 8-24-24 สลับตามความเหมาะสม และควบคุมโรคและแมลงไม่ให้ทำลาย โดยเฉพาะหนอนต่างๆ ที่มากินใบ เจาะดอก เจาะต้น เพลี้ยไฟ เป็นต้น โรคและแมลงศัตรูพืชของมะลิ ปกติถ้าปลูกแล้วดูแลดีอย่างสม่ำเสมอก็จะไม่เกิดปัญหามากนัก ยกตัวอย่าง ฤดูฝน ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะจะทำให้เกิดโรคและวัชพืชขึ้นเยอะ หากวัชพืชขึ้นปกคลุมมาก จะทำให้ต้นมะลิไม่งาม จึงควรกำจัดทิ้ง ส่วนโรคและแมลง จะเกิดขึ้นหลังจากฝนตกเป็นประจำ

ดังนั้น จากประสบการณ์หลังฝนตกทุกครั้งต้องพ่นยาฆ่าแมลง และแนะนำว่าต้องพ่นยาฆ่าแมลงในเวลา 19.00-20.00 น. หรือเวลา 05.00-06.00 น. จะดีที่สุด หากเวลาอื่นหนอนหรือแมลงที่ทำลายต้นมะลิจะไม่ออกมา จะหลบซ่อนตัวอยู่ เมื่อฉีดพ่นยาฆ่าแมลงไปก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร อย่างเช่น หนอนเจาะดอก เป็นศัตรูที่สำคัญในการปลูกมะลิ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ จึงมีการใช้สารกำจัดหนอนอย่างสม่ำเสมอ ถ้าหากหนอนระบาดรุนแรงมากๆ ให้ฉีดวันเว้นวัน เพราะปัญหาเรื่องหนอนทิ้งไว้นานไม่ได้ ทิ้งแค่คืนเดียวก็กินใบและดอกมะลิหมดต้นได้เลยทีเดียว สารป้องกันกำจัดหนอนก็เลือกใช้ฉีดสลับได้ทุกตัว เช่น สารอะบาเม็กติน สารไซเพอร์เมทริน สารเมโทมิล ยาเชื้อบาซิลลัส ทูริงเยนซิส เป็นต้น

การตัดแต่งกิ่งสำหรับมะลิจำเป็นมาก หลังต้นมะลิอายุ 2 ปี ควรตัดแต่งกิ่งทุก 3-4 เดือน คุณเรณูจะระดมแรงงานตัดแต่งกิ่งทั้งหมดในคราวเดียว เพราะหลังตัดแต่งกิ่ง มะลิมีช่วงระยะเวลาตั้งแต่เก็บดอก จนถึงตากิ่งเจริญให้ดอกใหม่อีกครั้ง ประมาณ 40-45 วัน ดังนั้น ถ้าเกษตรกรต้องการให้มะลิออกดอกในเดือนใด ก็ต้องนับย้อนเวลาตัดแต่งกิ่งถอยหลังไป 40-45 วัน

คุณเรณู เล่าว่า การเก็บเกี่ยวดอกมะลิต้องเก็บเฉพาะดอกตูมที่พร้อมจะบาน มีความเจริญเต็มที่ มีลักษณะสีขาวนวล ไม่ควรตัดมาทั้งช่อ เพราะลักษณะดอกมะลิเมื่อเก็บเกี่ยวมาแล้ว ถ้าดอกตูมเกินไป (อ่อนเกินไป) จะไม่สามารถบานต่อไปได้ หรือบานได้แต่คุณภาพไม่ดีหรือไม่มีกลิ่นหอม วิธีการเก็บให้ใช้มือเด็ดตรงก้านดอกใต้กลีบเลี้ยง แรงงานที่ใช้ในการเก็บดอกมะลิแต่ละครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งใช้แรงงานไม่ต่ำกว่า 10 คน เพื่อความรวดเร็วต่อการเด็ดดอก ในทุกวันจะเริ่มเด็ดดอกมะลิในเวลา 06.00 น. และสิ้นสุดการเด็ดดอกในเวลา 19.00 น. ของทุกวัน หากจำนวนแรงงานน้อยกว่านี้ หรือระยะเวลาเด็ดดอกน้อยกว่านี้ จะทำให้เด็ดดอกมะลิส่งขายไม่ทัน ดอกจะโรยทิ้งหมด แรงงานทั้งหมดนอกจากจะทำหน้าที่เด็ดดอกแล้ว ต้องนำดอกมะลิมาล้างน้ำ 3-4 น้ำ จากนั้นนำมาคัดดอกเสียทิ้ง แล้วนำไปแช่ในน้ำเย็นเพื่อให้ดอกมะลิคงความสดได้หลายวัน ก่อนจะนำไปบรรจุถุง ปิดทับด้วยน้ำแข็งป่น แล้วบรรจุลงกล่องโฟม เพื่อให้ดอกมะลิคงสภาพสดมากที่สุดจนถึงมือลูกค้าหรือปลายทาง

ดอกมะลิ ที่เด็ดดอกจำหน่าย ในพื้นที่ร่วม 20 ไร่ สามารถเด็ดดอกมะลิได้สูงสุดถึง 500 ลิตร ต่อวัน แรงงานเด็ดดอกจะได้รับค่าจ้างเด็ด กิโลกรัมละ 50 บาท (1 ลิตร เท่ากับ 700 กรัม) ราคาขายปลีกหน้าร้านในฤดูร้อนและฤดูฝน อยู่ที่ราคาลิตรละ 50-80 บาท ยกเว้นฤดูหนาวที่มะลิไม่ให้ผลผลิต ทำให้ดอกมะลิมีราคาแพงถึงกิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 200 บาท ขึ้นไป

แม้มะลิที่สวนนี้จะพ่นยาฆ่าแมลงเป็นระยะ เพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชก็ตาม แต่เมื่อถึงขั้นตอนการเก็บดอกมะลิ ก็จะทำความสะอาดอย่างดี ล้างด้วยน้ำสะอาดหลายรอบ พร้อมกับคัดดอกที่เสียไปพร้อมๆ กัน ก่อนแพ็กลงกล่องโฟมส่งขายยังปากคลองตลาด และมะลิจากสวนคุณเรณูส่งขายไปยังจังหวัดต่างๆ อาทิ จันทบุรี มุกดาหาร สุราษฎร์ธานี พังงา ชลบุรี สงขลา ภูเก็ต อำนาจเจริญ และบึงกาฬ เป็นต้น

คุณเรณู เล่าว่า ตนเองและลูกสาวจะดูแลแผงดอกไม้อยู่ที่ปากคลองตลาด ซึ่งจะเป็นจุดขายส่งและขายปลีก ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่ขายดีทุกเทศกาล โดยเฉพาะวันสำคัญทางศาสนา โดยเฉพาะวันขึ้น 5 ค่ำ วันขึ้น 6 ค่ำ วันแรม 12 ค่ำ และวันแรม 13 ค่ำ ทุกวันก่อนวันพระ (วันโกน) ความต้องการใช้ดอกมะลิสูงมาก นอกจากนี้ มะลิ ยังได้รับความนิยมในเกือบทุกเทศกาล จึงขายดีตลอด แม้ว่าราคาดอกมะลิจะแพงตามฤดูกาลก็ตาม รายได้จากการปลูกมะลิค่อนข้างดีหลายหมื่นบาทต่อไร่ แต่เกษตรกรต้องบริหารจัดการสวนและจัดการผลผลิตให้ดีจึงจะประสบผลสำเร็จ

นอกจาก มะลิ จะเป็นพืชทำรายได้ให้กับครอบครัวคุณเรณูก็ตาม แต่การเห็นช่องทางการจำหน่ายดอกไม้ที่จัดอยู่ในกลุ่มดอกไม้ร้อยพวงมาลัย ทำให้คุณเรณูปลูกไม้ดอกอื่นเพิ่ม แม้จะปริมาณไม่มากนัก แต่ก็เพิ่มให้แผงค้าสมบูรณ์ไปด้วยไม้ดอกกลุ่มร้อยพวงมาลัยด้วยกัน ปัจจุบัน ก็ปลูกต้นรัก ซึ่งปลูกต้นรักเอาไว้ตามคันนาเพื่อเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งก็สามารถเก็บดอกรักขายได้ วันละ 50-100 ลิตร ที่เลือกปลูกต้นรัก ซึ่งเป็นไม้ดอกที่เจริญเติบโตเร็ว ทนและง่ายต่อการดูแลรักษา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในการปลูกมะลิได้ที่ คุณเรณู สุขเนตร หรือ เฟซบุ๊ก “สวนมะลิบ้านคุณบุ๋ม” หรือสอบถามกิ่งพันธุ์ต้นมะลิพันธุ์แท้จากสวน สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์คุณบุ๋มเจ้าของสวนได้

พฤกษาคุณค่าไวน์ ผลไม้หมัก เพราะ…รักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาคุณค่าไวน์ ผลไม้หมัก เพราะ…รักสุขภาพ

The discovery of wine is of greater moment than the discovery of a constellation. The universe is to full of stars.

การค้นพบไวน์ เป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่กว่าการค้นพบกลุ่มดาว เพราะในจักรวาลนั้นเต็มไปด้วยดวงดาว (ไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นที่จะพบดวงดาวเพิ่ม)

Wine brings gladness to the heart and cheerfulness to the mind.

เมื่อดื่มไวน์ หัวใจจะเป็นสุข และจิตใจจะชื่นบาน

The juice of the grape is given to him who will use it wisely.

น้ำหวานจากผลองุ่น ควรมอบให้แก่คนฉลาด ผู้ที่รู้ว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไรเท่านั้น

A feast is made for laughter and wine maketh merry.

งานเลี้ยงจัดขึ้นเพื่อให้ได้หัวเราะกัน ไวน์นั้นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความสุขสันต์

A rich meal without wine is like and expensive automobile equipped with hard rubber tires.

อาหารเลิศรสที่ปราศจากไวน์ ก็เปรียบเสมือนรถยนต์ราคาแพง…ที่ใส่ยางตัน

Wine moistens and tempers the spirit, and lulls the cares of the mind to rest. Jt revives our joys, and is oil to the dying flame of life.

ไวน์ ให้ความชุ่มชื่น…มีชีวิตชีวา และช่วยทำให้จิตใจสงบ ไวน์กระตุ้นให้เกิดความหฤหรรษ์ และเติมเชื้อเพลิงให้ตะเกียงชีวิตอันริบหรี่ ลุกโพรงขึ้นอีกครั้ง

When a man tires of wine, be is tired of life.

เมื่อใดที่เราเบื่อไวน์ เมื่อนั้นเราจะเบื่อชีวิต

เป็นข้อความของ the Value of wine คุณค่าของไวน์ ที่รวบรวมไว้หลากหลายความคิด ความรู้สึกจากนักดื่มเพื่ออารมณ์และสุขภาพ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ ท่านศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี บันทึกไว้ในหนังสือ พืชสวน 50 ปี Horticulture

ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ข้าราชการบำนาญ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับคำประกาศเกียรติคุณ เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาเกษตรศาสตร์ สำเร็จการศึกษาขั้นอนุปริญญากสิกรรมและสัตวบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาตรีทางพืชศาสตร์ และปริญญาโททางด้านพืชสวน จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเดวิส ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในฐานะนักวิจัย ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ได้ดำเนินการวิจัยทางด้านการพัฒนาการปลูกองุ่นในประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จ จนสามารถเป็นสินค้าส่งออกของประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งเป็นปีเริ่มก่อตั้งโครงการหลวง ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ได้เข้าปฏิบัติงานทางด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมงานกับโครงการหลวงตลอดมา สำหรับในส่วนของบริหาร ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ได้ปฏิบัติงานนับตั้งแต่เป็นคณะอาจารย์ ผู้ก่อตั้งภาควิชาพืชสวน เมื่อปี พ.ศ. 2499 เป็นต้นมาโดยลำดับ นับเป็นปรมาจารย์ทางด้านพืชสวน ที่เป็นนักวิชาการคนแรกของประเทศไทย ได้บริหารงานเป็นคณบดีคณะเกษตร ผู้อำนวยการงานเกษตรที่สูง รองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ ประธานจัดตั้งสถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบเกษตรในเขตวิกฤต (ขยายงานจากงานเกษตรที่สูง) และที่ปรึกษาอธิการบดี

จากหนังสือ พืชสวน 50 ปี Horticulture จัดพิมพ์ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งมีการจัดงานพืชสวน 50 ปี และเป็นปีที่ภาควิชาพืชสวนมีอายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ ซึ่งภาควิชาได้ผลิตบัณฑิต ทั้ง ตรี โท และเอก มากกว่า 3,000 คน ได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้น โดยมีเนื้อหาสาระจากข้อเขียนของนักวิจัย นักวิชาการพืชสวนไว้หลายหมวดหมู่ที่เป็นประโยชน์ต่อการนำมาใช้เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมีทั้งหมวดไม้ดอกไม้ประดับ หมวดพืชผัก หมวดไม้ผล รวมทั้งเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว และพืชสวนเพื่อสภาพแวดล้อม สำหรับในหมวดไม้ผล มีทั้งเรื่องราวของงานวิจัยและพัฒนาองุ่น และการกลายพันธุ์ขององุ่นพันธุ์ไวท์มะละกา ซึ่งอาจารย์ นักวิจัย ได้เรียบเรียงเรื่องราวไว้ และในหมวดนี้ ท่านศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ได้เขียนเรื่องคุณค่าของไวน์ ซึ่งได้นำเสนอไว้เป็นเบื้องต้นแล้ว ยังมีข้อเขียนเรื่อง “ไวน์กับสุขภาพ” โดย ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ในโอกาสนี้จึงขออนุญาตสรุปมานำเสนอเพื่อเป็นพลังชีวิต และจิตใจที่เปี่ยมสุขดังที่กล่าวไว้ใน the value of wine

องุ่น เป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของโลก มีมากมายหลายชนิดพันธุ์ และมีลักษณะแตกต่างกันออกไป จึงทำให้เราได้เลือกใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม เช่น ใช้รับประทานสด ทำเหล้าองุ่น ทำองุ่นตากแห้ง หรือลูกเกด ทำน้ำคั้นองุ่น หรือองุ่นบรรจุกระป๋อง มีหลักฐานจากหนังสือ the kingdom of siam ในปี ค.ศ. 1988 ได้บันทึกหลักฐานว่ามีการปลูกองุ่นในสวนของพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2175-2231) องุ่นที่ทำเหล้าไวน์ขาว นิยมใช้พันธุ์ Chenin blance, Chardonnay, Sauvrignon blance.

องุ่นที่ทำเหล้าไวน์แดง ได้แก่ พันธุ์ Shiraz, Nebbiolo, Cabernet Sauvignon, Portugieser.

สำหรับองุ่นรับประทานสด จะมีทั้งผลสีเขียว-เหลือง, ผิวผลแดง-ดำ และมีทั้งชนิดมีเมล็ด และไม่มีเมล็ด

คำว่า ไวน์ ในเชิงวิชาการจะหมายถึง ไวน์ ที่หมักด้วยผลองุ่นได้แอลกอฮอล์ในน้ำหมักนั้นตามกรรมวิธีปฏิบัติการ แต่ “ไวน์” ที่หมักด้วยผลไม้อื่นๆ ทั่วๆ ไปที่ถูกต้อง จะเรียกว่า “ไวน์ผลไม้” จะใช้ผลไม้อะไร หรือเทคนิคใดๆ ตามเหมาะสม

การที่ไวน์ได้รับการสรรเสริญทั่วโลกนั้น ปัจจุบัน มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนมากขึ้น และมีเรื่องหนึ่งที่พูดกันมากคือ เรื่อง The Frence Paradox ซึ่ง ศาสตราจารย์ปวิณ ปุญศรี ได้อ่านและกล่าวว่า รู้สึกสมควรที่จะนำมาบอกต่อๆ กันไปให้พวกคอไวน์ได้รับรู้ จะได้เอาไว้เถียงกับคนที่คอยห้ามไม่ให้เราดื่มไวน์ คำว่า Paradox หมายถึงเรื่องจริงที่เหลือเชื่อ เกี่ยวข้องกับเรื่องไวน์ตรงที่มีการเก็บสถิติว่า ชาวฝรั่งเศสโดยเฉลี่ยแล้ว กินอาหารที่มีไขมันมากกว่าคนอเมริกัน สูบบุหรี่มากกว่า และออกกำลังกายน้อยกว่า แต่ดื่มไวน์มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบค่าทางสถิติแล้วพบว่า ชาวฝรั่งเศสไม่ค่อยเป็นโรคหัวใจ และชาวอเมริกันมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากกว่าชาวฝรั่งเศส ถึง 3 เท่า ขณะที่พบว่า ชาวอเมริกันชอบดื่มเบียร์ หรือเหล้า เมื่อปี พ.ศ. 2536 ในการประชุมเรื่อง International Conference on the Diets of Mediterranean คณะนักวิจัย จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้นำเสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับโภชนาการ และยอมรับในความสำคัญของลักษณะอาหาร รวมทั้งการดื่มไวน์พร้อมอาหาร จะช่วยลดอันตรายในเรื่องโรคหัวใจได้

มีข้อมูลชัดเจนทางวิทยาศาสตร์ แสดงส่วนดีของไวน์ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจนั้น มิใช่อยู่ที่ส่วนของแอลกอฮอล์เท่านั้น แต่อยู่ที่ส่วนผสมอื่นๆ ด้วย มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ catechins ซึ่งจะช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด ทำให้เส้นเลือดปลอดโปร่ง และมีสารประกอบ phenol ในไวน์ เป็นสารทำให้รสชาติความฝาด ส่วนการที่เราเก็บบ่ม (aging) ไว้นาน ทั้งไวน์แดงและไวน์ขาว ก็มีสาร phend มากพอที่มีคุณสมบัติในการป้องกันโรคหัวใจได้ ก็ควรจะดื่มทั้งสองอย่างตามชนิดของอาหาร ในส่วนของแอลกอฮอล์ที่มีอยู่ในไวน์ มีผลงานวิจัยมากมายตรงกัน ว่าจะมีส่วนช่วยลดเรื่อง Heart attack และเรื่องเส้นเลือดอุดตัน ช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ช่วยป้องกันอันตรายจากคอเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) อย่างไรก็ตาม ก็มีกติกาในการดื่ม คือ ควรดื่มเพียง 2 แก้ว ต่อวัน และควรดื่มพร้อมอาหาร

ในส่วนน้ำไวน์ที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ ส่วนประกอบที่สำคัญอีกอย่างคือ สารที่ได้จากเปลือกและเมล็ด ซึ่งได้จากระหว่างการหมัก วัตถุดิบจากเปลือกนี้จะทำให้สาร antioxidants ที่มีอยู่มากในเปลือกและเมล็ดละลายออกมาอยู่ในน้ำไวน์ ที่สำคัญมากมีประโยชน์คือ Tannins มีอยู่ในเมล็ด เปลือกและก้าน ซึ่งประกอบด้วยสาร Catechins เป็นหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติเป็น antioxidants และสารสำคัญเหล่านี้รู้จักกันในชื่อรวมๆ ว่า Pycnogenols

ได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ของไวน์ในแง่ลดความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจ และช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน รวมทั้งสารที่มีประโยชน์ในน้ำหมักแล้ว ไวน์ยังมีประโยชน์และคุณค่าในคุณสมบัติอื่นๆ หลากหลายต่อสุขภาพอีกมาก

ไวน์ช่วยเรียกน้ำย่อย การเลือกดื่มไวน์ที่เหมาะสมจะช่วยเรียกน้ำย่อย และทำให้ระบบย่อยอาหารรู้สึกตัว เตรียมพร้อมที่จะย่อยอาหารต่อไป เช่น แชมเปญจ์ ชนิด Extra dry คือไม่หวานเลย หรืออีกชนิดคือ sparkling wine

ไวน์ช่วยให้อาหารอร่อยขึ้น เป็นการเพิ่มความโอชะให้อาหาร ถ้าเลือกไวน์ที่เข้ากับอาหารได้ดี ก็ทำให้เป็นการเจริญอาหาร enjoy eating

โรคปวดท้องเพราะความเครียด คนที่เป็นโรคปวดท้อง อาจเกิดจากความเครียด เพราะร่างกายสร้างกรดในกระเพาะอาหารมาก ถ้าดื่มไวน์ที่มีกรดน้อย และมีแคลเซียมสูง เช่น ไวน์จากแคว้น Anjou หรือไวน์หวาน จาก Sauternes และ Barsac ดื่มเป็นประจำก็มีโอกาสหายจากโรคได้ในไม่ช้า

โรคท้องผูก ไวน์ที่ช่วยรักษาโรคนี้ได้ ได้แก่ ไวน์หวาน จากแคว้น Anjou ซึ่งมี glycerol และ sorbitol สูง

โรคท้องร่วง ถ้าเป็นโรคนี้ จะต้องดื่มไวน์ Medoc ซึ่งมีแทนนินสูง

ช่วยขับปัสสาวะ ไวน์ขาวหลายชนิด มีคุณสมบัติขับปัสสาวะได้ดี เช่น ไวน์จาก Alsace และ Savoy ทำให้ปัสสาวะใส สะอาด นอกจากนั้น ยังเชื่อกันว่าป้องกันโรคเก๊าต์ และโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะได้ด้วย

โรคปวดข้อ ควรดื่มไวน์ขาว ที่ใช้กำมะถันรมในกรรมวิธีหมักไวน์ เช่น Blancs de Blancs หรือไวน์จาก Alsace หรือ Crepy จะดีมาก

อาการติดเชื้อ บางครั้งร่างกายเราเกิดได้รับเชื้อโรคที่แปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส การดื่มไวน์แดงบางชนิด ซึ่งมีสาร ocnidol มีคุณสมบัติด้านปฏิชีวนะ และสำหรับไวน์ขาวชนิดไม่หวานจะช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรีย เมื่อดื่มร่วมกับหอยนางรม

ไวน์กับอาการฟื้นไข้ เมื่อไม่สบาย ติดเชื้อไข้หวัด อ่อนระโหยโรยแรง ไวน์ที่มีแร่ธาตุ เกลือ และเหล็กมากๆ จะทำให้ฟื้นไข้ได้เร็ว เช่น ไวน์แดงจากแคว้นเบอร์กันดี

จะเห็นได้ว่า ไวน์ช่วยบำรุงรักษาสุขภาพได้เป็นอย่างดี ที่จะบรรเทาสารพัดโรคให้ทุเลา หรือป้องกันการเกิดอันตรายกับร่างกายได้ ตั้งแต่ โรคภูมิแพ้ เบื่ออาหาร พิษจากแบคทีเรีย โรคหัวใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบย่อยอาหารและลำไส้ โรคข้ออักเสบ โรคขาดแร่ธาตุ รวมถึงโรคเกี่ยวกับโลหิต ช่วยให้สูบฉีดกระปรี้กระเปร่า

องุ่นสมัยแรกๆ ที่นิยมปลูกเป็นการค้า มี 2 พันธุ์ คือ คาร์ดินัล และไวท์มะละกา แต่สำหรับพันธุ์ที่สำคัญของประเทศไทย ทั้งปัจจุบันและอนาคต มีทั้งองุ่นรับประทานสดชนิดมีเมล็ด สีผิวผลสีเขียว-เหลือง ชนิดมีเมล็ด สีผิวผลแดง-ดำ องุ่นชนิดไม่มีเมล็ด สีผิวผลเขียว-เหลือง และองุ่นรับประทานสดไม่มีเมล็ด สีผิวผลแดง-ดำ สำหรับองุ่นทำเหล้าไวน์ขาว ไวน์แดง ก็มีปลูกในประเทศไทยมากพันธุ์เช่นกัน

เรื่องที่น่าสนใจอีกอย่างเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ในไวน์ คือ มีงานวิจัยยืนยันว่า แอลกอฮอล์จะไปกระตุ้นเซลล์สมองในเรื่องความจำ และความคิดอ่านเกี่ยวกับการใช้สมองสำหรับผู้สูงอายุ (หมายถึงดื่มในอัตราที่ถูกต้อง) ถ้าท่านผู้ใดเชื่อมั่นในงานวิจัยกรณีนี้ ก็อย่าเพิ่งนำไปใช้เป็นข้ออ้างอิง โดยถือโอกาสดื่มไวน์ เช้า-เย็น เพื่อกระตุ้นเซลล์สมอง แล้วอ้างว่าป้องกัน “ความจำเสื่อม” ก็แล้วกันนะท่านๆ คอไวน์

เพลง ชวนหมัก

คำร้อง-ทำนอง “น้ำหมักป้าเช็ง”

มาซิพวกเรามา เช็งจะพาหมักด้วยกัน มาร่วมด้วยช่วยฝันหมักกันทุกบ้านทั่วไทย ขจัดขยะหมดเมือง รุ่งเรืองสว่างไสว ร่วมหมักทั่วแผ่นดินไทย โรคภัยไข้เจ็บไม่มี

ไม่เจ็บประเทศไม่จน ทุกคนอยู่ดีกินดี สมัครรักสามัคคี แฮปปี้สบายสบาย ควรหมักเอาไว้ใช้เอง หน้าเด้งอย่างกับดาวราย สวยหล่อแข็งแรงสุดท้าย สบายก็ไร้โรคา

เริ่มหมัก หมอ ยอ ป้อมเพชร ลิ้นจี่ ลำไย แยกหมักกันไว้หนึ่งปีแล้วรวมกันนา สิบปีให้หลังพลังสำคัญกลับมาเป็นน้ำมหาบำบัดช่วยได้ทุกคน

มาซิพวกเรามา ชวนหมักไปทั่วแห่งหน ป้องกันโรคร้ายหายจน มวลชนอยู่รอดปลอดภัย เปิดทีวีช่องซุปเปอร์เช็ง ผู้หมักกันเองบอกไว้ สรรพคุณบำบัดยิ่งใหญ่ ถูกใจไปทั่วทุกคน

พยายามที่จะหาบทเพลงเกี่ยวกับ “ไวน์” มาประกอบ พบแต่เพลง “เหล้าจ๋า” ขับร้องโดย คุณสุชาติ เทียนทอง และ เพลง “แม้พี่นี้จะขี้เมา” ขับร้องโดย คุณนริศ อารีย์ แต่ก็เคยใช้มาแล้วทั้ง 2 เพลง ตั้งแต่ พ.ศ. 2552 เนื่องจากเคยเขียนถึง “พฤกษาสุราเมรัย” สำหรับครั้งนี้กล่าวถึงเรื่องไวน์ที่ได้จากการหมักโดยตรง ก็จึงถือโอกาสนำเพลงที่มีกรรมวิธีหมักเช่นกัน แต่เป็นการ “หมักน้ำชีวภาพ” ของป้าเช็ง วัตถุดิบก็ใช้ผลไม้อย่างเดียวกันได้ ลิ้นจี่ ส้ม สมอ ลูกยอ สตรอเบอรี่ องุ่น แอปเปิ้ล มะขามป้อม มะยม สับปะรด และแม้แต่บอระเพ็ด เปิดเผยวิธีการหมัก โดย “เคล็ดไม่ลับ เอนไซม์ By ป้าเช็ง” ถ้าศึกษาวิธีทำน้ำหมักชีวภาพ ตามหลักวิธีถูกต้อง หรือการหมักผลไม้ให้เกิดแอลกอฮอล์ได้เป็นผลผลิต “ไวน์” ก็ให้คุณค่าประโยชน์ต่อสุขภาพได้ หากรู้จักใช้ตามหลักวิชาการ

สมัยพุทธกาล มีศีลข้อ 5 เป็นข้อห้าม แต่สมัยปัจจุบัน ถูกแปลงว่า “สุรามีระยะระยะ มัชฌิมะปฏิบัตา เวระมิมีฐถานา” อรรถาธิบายว่า “สุรามีเป็นระยะ คือปฏิบัติเป็นทางสายกลาง ไม่มีเวรในอาตมา” แล้วท่องคติว่า “จิบไวน์วันละนิด สุขภาพจิตสดใส รสซ่าชื่นใจ จิบเมรัยหมักเอง”

“ไร่ครูลออ ไทรโยค” แหล่งรวม มะขามป้อมพันธุ์ดี ด้วยวิธีเสริมราก ต้นเตี้ย ทนแล้ง ออกลูกดกทั้งปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

“ไร่ครูลออ ไทรโยค” แหล่งรวม มะขามป้อมพันธุ์ดี ด้วยวิธีเสริมราก ต้นเตี้ย ทนแล้ง ออกลูกดกทั้งปี

ใกล้ถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ ตอนนี้หลายคนเริ่มมองหาขนมนมเนย เสื้อผ้า เครื่องประดับ เพื่อเป็นของขวัญของฝากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่บ้านในต่างจังหวัดกันบ้างแล้ว หากบ้านไหนยังมีที่ดินว่างเปล่า ขอแนะนำให้ซื้อกิ่งพันธุ์ต้นมะขามป้อม ไปปลูกเป็นพืชสมุนไพรใกล้ตัว สำหรับดูแลสุขภาพคนในครอบครัวที่คุณรัก สัก 1-2 ต้น

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้แนะนำให้คนไทยหันมาปลูก “มะขามป้อม” เป็นพืชสมุนไพรประจำบ้านมากขึ้น เพราะมะขามป้อมมีสรรพคุณทางยาสูง ในตำราแพทย์แผนไทยใช้มะขามป้อมเป็นส่วนผสมสำคัญในตำรับยามากกว่า 100 ตำรับ เช่น ตำรับยา “สมุนไพรตรีผลา” ซึ่งเป็นกลุ่มยาอายุวัฒนะ

นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศยืนยันตรงกันว่า มะขามป้อม จัดเป็นผลไม้ที่มีปริมาณของสารแทนนินสูง เป็นชนิดที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระต้านสารก่อมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง กำจัดสารพิษจากโลหะหนักออกจากร่างกายและในผลของมะขามป้อมมีปริมาณวิตามินซีสูงมากกว่าส้มถึง 20 เท่า

“ไร่ครูลออ” อำเภอไทรโยค

แหล่งรวม มะขามป้อมพันธุ์ดี

หากขับรถออกจากตัวเมืองกาญจน์ โดยใช้เส้นทางหลวง หมายเลข 323 (ถนนสายกาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ) ช่วงกิโลเมตรที่ 46 จะเจอน้ำตกไทรโยคน้อย (น้ำตกเขาพัง) อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค นับเป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณน้ำตกมีสภาพธรรมชาติที่สวยงาม ร่มรื่น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมจะมีน้ำมาก

จากน้ำตกไทรโยคน้อย ขับรถเลยออกไปเพียงสิบกว่ากิโลเมตร สังเกตด้านขวามือ จะเจอ “ไร่ครูลออ” แหล่งรวบรวมมะขามป้อมพันธุ์ดีที่หลายคนรู้จัก ครูลออ ดอกเรียง รับราชการครูที่โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี และอาศัยเวลาว่างหลังเลิกงานมาทำไร่เป็นอาชีพเสริม โดยปลูกมะขามป้อมเป็นพืชหลัก เพื่อขายผลสดและจำหน่ายกิ่งพันธุ์มะขามป้อมแก่ผู้สนใจ

สาเหตุที่ครูลออตัดสินใจปลูกมะขามป้อมเป็นพืชหลัก เนื่องจากประทับใจในคุณประโยชน์ของมะขามป้อมยักษ์ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และใช้บำรุงผิวพรรณ กำลังเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ก่อนหน้านี้ ครูลออ มีโอกาสไปเยี่ยมชมแหล่งปลูกมะขามป้อมยักษ์ เนื้อที่ 20 ไร่ ของเกษตรกรรายหนึ่ง แค่เก็บผลออกขายอย่างเดียว สร้างรายได้สูงถึง 4 ล้านบาท ยังไม่นับรวมการขายกิ่งพันธุ์แก่ผู้สนใจ ทำให้ครูลออเล็งเห็นศักยภาพทางการตลาดของมะขามป้อม ว่าเป็นพืชสมุนไพรที่มีโอกาสเติบโตสดใสในระยะยาว

ครูลออ ได้รวบรวมกิ่งพันธุ์มะขามป้อมยักษ์หลากหลายสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น และตอบโจทย์ตลาด ในเรื่อง ลูกดก ต้นเตี้ย ทนแล้ง ออกลูกทั้งปี มาปลูกบนเนื้อที่ 4 ไร่ ได้แก่

1. พันธุ์ท้อพวงองุ่น (พันธุ์ท้อยักษ์จัมโบ้, ท้อมหากาฬ) ลำต้นสูงปานกลาง ลักษณะผลเหมือนลูกท้อ ผิวสวยใส ลูกมีขนาดใหญ่ เนื้อฉ่ำ ให้ผลดกคล้ายพวงองุ่น

2. พันธุ์แม่ลูกดก เป็นไม้กึ่งเตี้ยกึ่งสูง ที่ให้ผลดกมาก ขนาดผลใหญ่ ประมาณเหรียญ 10 บาท

3. พันธุ์แป้นพัชชา (พันธุ์แป้นเตี้ย) เป็นมะขามป้อมสายพันธุ์ไทย กิ่งใหญ่แข็งแรง ต้นเตี้ย ลำต้นสูงไม่เกิน 1.5-2 เมตร แผ่ขยายไปในแนวกว้าง หากปลูกในระยะห่าง 5×5 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 64 ต้น พันธุ์แป้นพัชชา จะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2-3 โดยปีที่ 3 จะให้ผลผลิต ประมาณ 50-100 กิโลกรัม หากดูแลจัดการแปลงที่ดีจะได้ผลใหญ่ ขนาดเท่าฝาแบรนด์เลยทีเดียว

4. พันธุ์ท้อยักษ์ไทรโยค ลักษณะผลก้นมีจะงอย คล้ายผลลูกท้อ ผิวสวยใส ลำต้นสูง 2-3 เมตร ขนาดผลใหญ่เท่ากับมะขามป้อมสายพันธุ์อินเดีย เฉลี่ยประมาณ 25-30 ผล ต่อกิโลกรัม ออกลูกดกทั้งปี ปลูกดูแลง่าย ทนอากาศแล้งได้ดี ใช้เวลาปลูก 2-3 ปี เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว มะขามป้อมสามารถปลูกได้ทุกสภาพดินทั่วประเทศ แต่ดินที่ให้ผลผลิตได้ดีคือ ดินร่วนปนทราย ดินลูกรัง

มะขามป้อมยักษ์

ปลูกดูแลง่าย

ครูลออ บอกว่า มะขามป้อม เป็นไม้ผลที่ปลูกดูแลง่าย ทนแล้งได้ดี ควรปลูกในดินที่มีส่วนผสมของขี้ไก่ แกลบดิบ แกลบดำ และดิน ในอัตราส่วน 1:1:1:2 ปลูกโดยขุดหลุมลึก ประมาณ 10×10 เมตร เทปุ๋ยขี้ไก่หรือขี้วัวรองก้นหลุมประมาณ 1 กิโลกรัม เติมน้ำลงให้ท่วม หมักไว้ประมาณ 10 วัน เพื่อให้เกิดการย่อยสลาย คลายความร้อน เติมหน้าดินลงไปเล็กน้อย จึงค่อยนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูก ปักไม้พยุงต้น เมื่อต้นมะขามป้อมที่ปลูกมีความสูงระดับหัวเข่า ให้ตัดยอดทันที เพื่อให้แตกกิ่งออกด้านข้างเป็นทรงพุ่ม วิธีนี้จะช่วยบังคับให้ต้นเตี้ย ง่ายต่อการดูแลรักษาและเก็บผลผลิต

การปลูกในปีแรก ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ทุกๆ 2-3 วัน ต่อครั้ง เมื่อย่างเข้าปีที่ 2 หลังหมดฤดูฝน ควรงดให้น้ำเพื่อกระตุ้นให้ต้นมะขามป้อมยักษ์เกิดการสะสมอาหารที่กิ่ง ตาดอก และปล่อยให้ต้นสลัดใบทิ้ง เพื่อจำศีลในช่วงฤดูแล้ง เมื่อฝนตกจะกระตุ้นให้ต้นแตกใบ ออกดอก และติดลูกดี

หลังปลูก ควรให้ปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 จำนวน 1 ช้อนชา โรยรอบทรงพุ่ม ทุกๆ 7 วัน ต่อครั้ง พร้อมใส่ปุ๋ยสูตรเสมอและขี้ไก่ทุก 14 วัน ต่อครั้ง และโรยปุ๋ยขี้ไก่พร้อมแกลบรอบทรงพุ่ม ประมาณ 1 กระสอบ และฉีดพ่นปุ๋ยน้ำทางใบ เพื่อเร่งต้นโต ผลโต สะสมตาดอกอีกทางหนึ่ง

เทคนิคปลูกเสริมราก

ที่ผ่านมา ครูลออ ผลิตกิ่งพันธุ์เสริมรากออกจำหน่ายแก่ผู้สนใจ ก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกรทั่วไปอย่างกว้างขวาง เนื่องจากกิ่งพันธุ์เทคนิคเสริมราก เมื่อนำไปปลูกในปีแรก ต้นมะขามป้อมยักษ์จะมีขนาดใหญ่กว่าปกติหลายเท่า ยิ่งปลูกแบบเสริม 10 ราก แค่ปลูกในระยะเวลาเพียง 2 ปี ลำต้นมะขามป้อมยักษ์จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 เมตร กันเลยทีเดียว

ในระยะแรก ครูลออ อาศัยเรียนรู้เทคนิคการเสริมรากจากตำราวารสารการเกษตร และนำมาทดลองเสริมรากกับต้นมะขามหวาน จำนวน 10 ต้น ปรากฏว่า ติดรากอยู่เพียงต้นเดียว จึงนำข้อผิดพลาดดังกล่าวมาปรับปรุง และฝึกฝนฝีมือกับไม้ผลอื่นๆ เช่น ต้นมะม่วง ต้นกระท้อน มะปราง มะยงชิด จนประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา

หากใครสนใจเทคนิคเสริมรากต้นมะขามป้อมยักษ์ สูตรครูลออ ก็ทำตามได้ไม่ยาก เริ่มจากเตรียมต้นพันธุ์มะขามป้อมป่า ตามจำนวนที่ต้องการเสริมราก หลังจากนั้นให้นำต้นพันธุ์ปลูกลงดินพร้อมกับต้นพันธุ์ดีที่ต้องการปลูก 1 ต้น หลังปลูก 1 เดือน ให้นำพันธุ์ต้นป่าที่สมบูรณ์ 1 ต้น มาเสริมรากให้ต้นพันธุ์ดี ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเพิ่มจำนวนรากได้ตามที่ต้องการ แต่ควรเว้นระยะห่างในการเสริมรากแต่ละครั้ง ประมาณ 1 เดือน

ครูลออ แนะนำเทคนิคการเสริมราก 2 แนวทาง คือ

เทคนิคแรก ใช้วิธีการเสียบยอด โดยเลือกต้นพันธุ์ดี มีตุ่มตากำลังแตก มาลิดใบทิ้งเพื่อลดการคายน้ำ จากนั้นตัดกิ่งพันธุ์ให้เหลือความยาว ประมาณ 3-4 นิ้ว ทาปูนแดงที่ปลายกิ่งด้านหนึ่งเพื่อป้องกันเชื้อรา ส่วนอีกด้านเหลาให้เป็นลิ่ม ระหว่างนี้ห้ามให้นิ้วมือสัมผัสกับรอยแผล

จากนั้นนำต้นพันธุ์ป่ามาตัดยอดและผ่าลำต้น นำลิ่มกิ่งพันธุ์ดีเสียบเป็นยอด สวมกันให้พอดี แล้วใช้ผ้าเทปพันปิดแผลไว้ไม่ให้น้ำเข้า ก่อนนำถุงพลาสติกมาครอบและมัดปากถุงไว้ ประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นพันธุ์จะเริ่มแตกยอดอ่อน รอจนกว่าต้นจะแตกใบจริง แล้วจึงค่อยถอดถุงพลาสติกออก โดยข้อควรระวังคือ ระหว่างกางถุงพลาสติกห้ามใช้มือเข้าไปคลี่ถุงด้านใน แต่ควรใช้วิธีสะบัดเพื่อป้องกันไม่ให้กิ่งพันธุ์ติดเชื้อ

เทคนิคที่ 2 ใช้วิธีการทาบกิ่งหรือแนบกิ่ง นำต้นเพาะเมล็ดมะขามป้อมพันธุ์ป่า ลงปลูกเคียงกับต้นพันธุ์ดี กะระยะให้ต้นพันธุ์ป่าสามารถโน้มหาต้นพันธุ์ดีได้พอเหมาะ จึงใช้มีดปาดสร้างแผลต้นพันธุ์ป่าและต้นพันธุ์ดี โดยแผลของต้นพันธุ์ดีควรมีความลึกแค่ถึงเนื้อไม้ ความยาวประมาณ 2-3 นิ้ว เพื่อให้แผลมีพื้นที่ในการสัมผัสกันได้มากขึ้น หลังจากนั้น ใช้ผ้าเทปพันปิดแผลไว้ ประมาณ 45-60 วัน เมื่อแผลติดกันแล้ว จึงค่อยแกะผ้าเทปออก ช่วงแรกที่เปิดแผล ควรใช้เชือกหรือผ้าเทปคล้องทั้ง 2 ต้น ไว้ด้วยกันก่อน เพื่อกันแผลฉีกขาดหรือต้นดีดออกจากกันเพราะแรงลม รอจนครบ 60 วัน เมื่อแผลสมานกันเป็นเนื้อเดียวแล้ว จึงค่อยแกะเชือกออกจากกัน

“เทคนิคการปลูกแบบเสริมราก มีคุณประโยชน์หลายด้าน ได้แก่

1. ช่วยค้ำยันลำต้นไม่ให้ล้มง่าย

2. มีรากเยอะ ช่วยหาอาหารได้มากขึ้น ทำให้ต้นเจริญเติบโตเร็ว

3. ลำต้นใหญ่ สามารถเลี้ยงลูกได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องผลร่วง

4. ผลมะขามป้อมมีขนาดใหญ่กว่าปกติ” ครูลออ กล่าวในที่สุด

ปัจจุบัน ครูลออ ดอกเรียง มีกิ่งพันธุ์มะขามป้อมยักษ์หลากหลายสายพันธุ์ไว้บริการ รวมทั้งหน่อพันธุ์กล้วยยักษ์ และกิ่งพันธุ์ไม้ป่าอื่นๆ จำหน่ายแก่ผู้สนใจในราคามิตรภาพ ผู้สนใจสามารถแวะชมได้ที่ไร่มะขามป้อมยักษ์ครูลออ บ้านเลขที่ 300 หมู่ที่ 7 ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี หรือติดต่อพูดคุยเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. (088) 312-6483, (098) 783-3270 ได้ทุกวัน

“บัวบก” ปลูกง่าย มากสรรพคุณ แก้อกหักได้จริงเหรอ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“บัวบก” ปลูกง่าย มากสรรพคุณ แก้อกหักได้จริงเหรอ?

อกหักมาหลายครั้ง

ดื่มน้ำใบบัวบกทุกครั้งไปก็ไม่ยักจะเห็นว่าอาการทุเลาลงได้ ยังคงเจ็บข้างใน น้ำตายังไหลพรากๆ นองเต็ม 4 ห้องหัวใจฟากทรวงอกข้างซ้าย

“คนอกหัก ต้องกินใบบัวบกแก้ช้ำ”

คำกล่าวนี้เชื่อได้จริงหรือ?

เพลงลูกทุ่งบางเพลงจากปากนักร้องเสียงหวานเคยแว่วเข้าหูเมื่อนานมาแล้ว เล่าเรื่องราวของไอ้หนุ่มรักคุด หลังจากถูกอีสาวบ้านนาทิ้งไปรักใครคนอื่น

ครูเพลงและนักร้องประสานใจกัน บอกทางแก้ไว้ทำนองเดียวกันนี้ด้วยเสร็จสรรพ

“?หาใบบัวบกกินแก้ช้ำ” (ฮา)

ไม่หรอกครับ เรื่องการดื่มน้ำใบบัวบก กินใบบัวบกแก้อกหักนั้นก็เป็นเพียงการอุปมาเปรียบเทียบ ตามสรรพคุณอย่างหนึ่งของพืชผักมากสรรพคุณ “บัวบก” เท่านั้นเอง

ด้วย บัวบก เป็นสมุนไพรที่ช่วยบำรุงหัวใจ แก้ช้ำใน (จากอุบัติเหตุเลือดตกใน ไม่ใช่อกหัก) แก้ร้อนในกระหายน้ำ ฯลฯ

นักเลงภาษารู้ฤทธิ์ทางยาของพืชพื้นถิ่น ใช้แซวคนอกหักติดปากเรื่อยมาจนถึงวันนี้

เห็นไอ้หนุ่ม หรืออีสาวที่เพิ่งอกหัก โดนแฟนบอกเลิก มีอาการเศร้าหมองๆ ร่างกายเหมือนไร้กำลังวังชา ก็อำกันไปเลยครับว่า…

“ลองหาใบบัวบกกินแก้อกหักดูสิ เผื่อจะดีขึ้น”

แต่แม้จะเป็นคำแซวเล่น แต่อย่างไร น้ำใบบัวบก ก็ช่วยให้กระชุ่มกระชวยสดชื่นได้

บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ที่บ่งบอกว่าเป็นพืชท้องถิ่นในทวีปเอเชียว่า Centella asiatica

สำหรับในประเทศไทย มีชื่อเรียกแตกต่างกันตามท้องถิ่น อย่างภาคใต้ จะเรียกว่า “ผักแว่น” ภาคเหนือ จะเรียก “ผักหนอก”

จีน เรียก บัวบก ว่า “จิเสวี่ยเฉ่า” ที่หมายถึง หญ้า หรือสมุนไพรที่เสมือนมีหิมะสะสมตัวอยู่ (ว้าว!)

ขณะที่ในภาษาอังกฤษ ได้ชื่อว่า “Tiger”s herb” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “สมุนไพรเสือ”

ที่มาของชื่อนี้มีอยู่ว่า ถ้าเสือที่อาศัยอยู่ในป่าเกิดได้รับบาดเจ็บ ร่างกายมีบาดแผล มันมักจะไปนอนกลิ้งอยู่บนต้นบัวบกที่ขึ้นปกคลุมพื้นดิน

ราชาแห่งป่ารู้ว่าพืชชนิดนี้มีสรรพคุณช่วยสมานแผลได้

บัวบก เป็นพืชล้มลุก ที่ลำต้นเลื้อยไปตามพื้น แตกรากยึดเกาะไปเรื่อยขณะที่ใบซึ่งเป็นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์จะออกตามข้อ

นับเป็นพืชผักและสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้กันมาก

อย่างเช่น ใช้กินกับก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย เคียงลาบ ส้มตำ หรือเป็นผักจิ้มน้ำพริกก็แซบหลาย (แต่หลายคนก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นฉุนๆ ของมันเท่าไหร่นักหรอก)

หากใช้เป็นยาก็มีสรรพคุณหลายชนิด เป็นต้นว่า โรคลมชัก โรคผิวหนัง ท้องเสีย ท้องอืด แผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์กล่อมประสาท ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ ช่วยลดความอ่อนล้าของสมอง

กระนั้นก็มีข้อเตือนอยู่ว่า คนขี้หนาวไม่เหมาะกับพืชชนิดนี้ ด้วยบัวบกมีฤทธิ์เย็นอยู่ในตัว เช่นเดียวกับคนที่ท้องอืดอาหารไม่ย่อย ก็ไม่ควรแตะต้องด้วยเช่นกัน

สำหรับคนขี้ร้อนกินได้ สบายมาก

บัวบก ที่ผมได้มาปลูก จะว่าไปแล้วช่างเป็นความบังเอิญอย่างยิ่ง ที่จู่ๆ หลังจากที่เตรียมดินสำหรับทำแปลงผักทิ้งไว้ วันหนึ่งก็พบมีต้นใบบัวบกขึ้น

แรกก็ไม่แน่ใจหรอกว่าใช่ต้นบัวบกหรือเปล่า แต่ลักษณะแล้วคลับคล้ายคลับคลามาก จึงลองขุดเอามาเพาะกล้าในกระถางก่อน

ผ่านไป 1-2 สัปดาห์ เริ่มชัดเจนขึ้น

บัวบก แน่ๆ

นาทีนั้นผมเริ่มคิดถึงคำกล่าว “กินบัวบกแก้อกหัก” เห็นภาพน้ำใบบัวบกที่ตัวเองเคยซื้อมาดื่ม

คิดในใจ “จะได้ลองทำกินดูด้วยตัวเองก็คราวนี้”

ค้นคว้าหาวิธีทำมาเสร็จสรรพ สำหรับคนที่มีอาการช้ำใน (ไม่เกี่ยวกับอกหัก) แต่เป็นอุบัติเหตุต่างๆ อย่างถูกกระแทกจนอาจเกิดเลือดตกใน เขาแนะนำให้เอาใบบัวบกมาล้างให้สะอาด จากนั้นเข้าเครื่องปั่นให้ละเอียด เติมน้ำตามปริมาณที่เหมาะสม

คือใบบัวบก สัก 1 กำมือ ต่อ น้ำ 1 แก้ว

จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำ จะเติมรสชาติด้วยน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือเกลือ ก็แล้วแต่ชอบใจ

เขาแนะนำไว้ว่า คนช้ำใน ให้ดื่มวันละ 1 แก้ว ก่อนอาหาร 3 มื้อ

แต่ก็เตือนไว้ด้วยว่า อย่าดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะฤทธิ์เย็นของใบบัวบกนั้นจะทำให้ร่างกายเสียสมดุล สภาวะในร่างกายรวนเรปรวนแปรได้

ถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่เคยได้ลองปั่นใบบัวบกมาดื่มน้ำสมใจอยากเลย

ด้วยอาหารอีสานมื้อเด็ดอย่าง ส้มตำ ลาบ ฯลฯ มักถูกซื้อติดกลับเข้ามากินในบ้านเสมอ และใบบัวบกก็มักจะเป็นหนึ่งในตัวเอกที่ถูกเด็ดมากินเคียง

อนาคต ตั้งใจว่าจะขยายจำนวนกระถาง จะได้ปลูกทันกินกับอาหารอีสาน

และเผื่อมีเหลือไว้ทำน้ำให้ได้ดื่มชื่นใจ

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตจากการปลูกบัวบกในกระถาง นั่นคือ เรื่องการให้น้ำ

จริงอยู่ แม้ว่าผักสมุนไพรมากสรรพคุณชนิดนี้จะชอบน้ำ ชอบดินที่ชุ่มชื้น

แต่การมีน้ำขังนั้นอันตราย เพราะจะทำให้ต้นเน่าได้

และยิ่งดินแน่นทิ้งไว้กลางแดดจ้า บางครั้งก็เห็นเจ้าพืชคลุมดินนี้เหี่ยวเฉา

ดังนั้น จึงต้องหมั่นดูดินในกระถางไม่ให้แน่น เกาะตัวเกินไป แก้ได้ก็ด้วยการเติมปุ๋ยหมักช่วยปรับหน้าดินบ้างเป็นครั้งคราว

หรือจะย้ายไหลไปปลูกในกระถางอื่นก็เป็นการขยายพันธุ์อย่างหนึ่ง

และเป็นวิธีการปลูกบัวบกเชิงการค้าที่ค่อนข้างได้รับความนิยมด้วยในปัจจุบันนี้

ทำมัง ต้นไม้กลิ่นแมงดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

พืชพื้นบ้าน เป็นทั้งอาหารและยา

สมิทธิชัย สุกปลั่ง

ทำมัง ต้นไม้กลิ่นแมงดา

ชื่อสามัญ : ทำมัง, ชะนัง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Litsea petiolata

วงศ์ : LAURACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ทำมัง เป็นไม้พุ่ม ยืนต้น ขนาดเล็กถึงกลาง ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มโปร่ง เปลือกต้นสีเทา บางทีก็สีน้ำตาลอมเขียว ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตัวแบบสลับเวียนไปรอบๆ กิ่ง ผลรูปไข่เล็กๆ ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลแดง ภายในมีเมล็ด เพียง 1 เมล็ด ใบสีเขียวเข้ม หนา เส้นใบชัดเจนเหมือนใบขนุน

ในไทยเราพบว่า มี 4 ชนิด ต่างกันเล็กน้อยตามท้องถิ่น กระจายแพร่พันธุ์กันตั้งแต่ชุมพรลงไปจนถึงนราธิวาส ปัจจุบัน ทำมัง ในธรรมชาติแทบจะสูญพันธุ์ เนื่องจากถูกถาง เผา ไล่ที่ปลูกยาง ปาล์มน้ำมัน แทน เป็นที่น่าน้อยอก น้อยใจแทน ต้นไม้เล็กๆ ต้นหนึ่งเหมือนกันนะ อยู่มาตั้งนานนม พอเห็นว่าของใหม่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ก็ขับไสไล่ส่งกันดื้อๆ แบบนี้ พี่ไทยเราก็ชอบและฉลาดเรื่องแบบนี้ซะด้วย ของปู่ ย่า ตา ยาย ดีๆ ไม่สนใจ หลงลืมกันไปหมด ไปเห่อแต่ของนอกแพงๆ ไร้สาระกันเสียหมด

ดูจากชื่อแล้ว บางท่านอาจงง สงสัยว่า มีด้วยหรือ ต้นไม้แปลกประหลาด พิสดาร แบบธรรมชาติให้มาแบบนี้ แรกเริ่มเดิมที ทำมัง เป็นไม้ท้องถิ่นหนังลุง โนรา ที่ปัจจุบันหายาก แทบจะหายสาบสูญไปจากป่าแล้ว เหลือปลูกกันบ้าง ก็เล็กน้อยน่าใจหายเสียดายแทนคนใต้ เพื่อนผู้เขียน บางคนเป็นคนใต้แท้ๆ ยังไม่รู้จักก็มี เมื่อไม่นานมานี้ก็ส่งไปให้พรรคพวกที่สงขลาต้นหนึ่ง

เอ้า! ใครชอบกินน้ำพริกแมงดา ล้อมวงเข้ามาใกล้ๆ เลยครับ

ในเปลือก ลำต้น และใบทำมัง จะมีต่อมน้ำมันพิเศษชนิดหนึ่ง เมื่อฉีกออกมาปุ๊บ จะได้กลิ่นฉุนกึ๊กเหมือนกลิ่นประจำกายของแมงดาตัวผู้เป๊ะเลย สามารถใช้ทดแทนกันได้ในฤดูที่แมงดาหายากหรือขาดแคลน หรือเป็น มังสวิรัติ แต่ดันอยากเปิบ น้ำพริกแมงดา หรือในกรณีที่ไม่อยากบาปกรรม โขลกกะโหลกแมงดาตัวผู้จริงๆ (ทีอย่างงี้ละก็ ทำไมตัวเมียไม่หอม เหมือนคนสาวๆ ก็ไม่รู้เนอะ) ถ้าจะให้ดี หรือกลัวจะหอมไม่พอ ก็ให้เอาใบแก่ๆ ไปอังไฟ รุมๆ พอให้ต่อมน้ำมันที่ว่าแตกตัว คราวนี้ละก็หอมฟุ้งไปสามบ้านแปดบ้านทีเดียวเจียว บางบ้านเขาก็เอาไม้ทำมังแก่ๆ มาแกะเป็นสากไว้ใช้ตำน้ำพริกซะเลยก็มี จะได้กลิ่นแมงดาอ่อนๆ โชยขึ้นมาเอง สมัยก่อนทางใต้ถือว่าเป็นไม้มงคล เนื่องจากชื่อไปพ้องกับ คำว่า ธรรมมัง การปลูก ก็เล่นไม่ยากเหมือนเคย ใช้เพาะเมล็ด หรือกิ่งตอน ปลูกในกระถางหรือลงดินก็ได้ พยายามปลูกในที่ร่มรำไรๆ หาที่เหมาะๆ ขุดหลุม 30×30 เซนติเมตร ลึกเท่ากัน โรยปุ๋ยคอกรองก้นหลุมสักนิด ผสมใบไม้ผุ แกลบ ขุยมะพร้าว ให้เข้ากัน วางต้นลงไปแล้วกลบดินพอแน่น หาหลักไม้ไผ่มาผูกเชือกปักประคองไว้ กันต้นเอน หรือกันลมโยกเผื่อไว้สักหน่อย โรคแมลงก็ไม่ค่อยมีมากวนใจ เพราะความฉุนในตัวเอง

ทำมัง ชอบที่ชุ่มชื้น ไม่ชอบแดดจัด ปลูกไว้ตามโคนต้นไม้ใหญ่ยิ่งดี คอยใส่ปุ๋ยคอกไว้เรื่อยๆ ไม่นานก็ได้กิน

ป.ล. ต้นทำมัง น่ะพยายามหามาปลูกกันเยอะๆ เหอะ แต่อย่าไปเอา ต้นสังคัง มาปลูกก็แล้วกัน เอ่อ?มัน คัน ครับ 555

จิงจูฉ่าย ไม่ใช่แค่ใส่ต้มเลือดหมู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

จิงจูฉ่าย ไม่ใช่แค่ใส่ต้มเลือดหมู

ไม่ใช่ว่าร้านต้มเลือดหมูทุกร้านจะใส่ผักจิงจูฉ่าย ร้านขายต้มเลือดหมูส่วนใหญ่มักใส่ผักตำลึงหรือผักกาดหอม เพราะเป็นผักที่หาซื้อได้ง่ายและเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ทว่าจริงแล้วต้มเลือดหมูเป็นอาหารของชาวจีน ถ้ามองจริงๆ ก็คือ แกงจืดเลือดหมูใส่ผักนั่นเอง ในต้มเลือดหมูจะใส่เลือดหมูเป็นหลัก หมูสับเป็นส่วนประกอบ เครื่องในก็จะมี เซ่งจี้ ตับเหล็ก ตับ กระเพาะหมู หัวใจหมู ไส้หมู บ้างเจ้าก็ใส่ลิ้นหมูหรือหมูกรอบเพิ่ม ก็ถือว่าหอเจี๊ยะ

ส่วนผักที่ใส่ที่เคยเห็นคือ ตำลึงเป็นหลัก บางเจ้าไม่มีผักตำลึงก็จะใส่ผักกาดหอมซึ่งไม่น่ากินเลย เนื่องจากผักกาดหอมโดนน้ำแกงจืดร้อนๆ จะสลดขยุ้มเป็นผักช้ำๆ เหลือนิดเดียว ส่วนผักตำลึงเป็นที่คุ้นเคยกับคนไทยมากกว่าจิงจูฉ่าย สมัยก่อนต้มเลือดหมูจากแหล่งคนจีนแท้ แถวเยาวราช จึงจะมีผักจิงจูฉ่ายกิน แต่ปัจจุบันคนเริ่มรู้จักกันกว้างขวางพอสมควร

สมัยก่อนประมาณเกือบ 30 ปีที่แล้ว ต้องไปทำงานทุกวันตอนเช้าจะต้องผ่านตลาดคลองเตย มีโอกาสแวะกินต้มเลือดหมูบ่อยครั้ง รสชาติของต้มเลือดหมูของซิ้มรถเข็นในตลาดเจ้านั้นประทับใจจนทุกวันนี้ ร้านที่ว่านั้นอยู่ทางตลาดด้านในซึ่งคนจะเข้าไปน้อย ส่วนใหญ่คนจะเดินแต่ตลาดด้านนอก ร้านรถเข็นแกค่อนข้างรกรุงรังไปหมด มีหม้อขนาดใหญ่ 1 ใบ ของทุกอย่างคือ เลือดหมู หมูสับ และเครื่องในทุกอย่างแกโยนโครมลงไปในหม้อ พอได้ที่แกก็ช้อนขึ้นมาหั่นแบ่งใส่ภาชนะบนรถเข็นไว้ แต่ถ้าเป็นหมูสับแกจะมีชามใหญ่ใส่หมูสับดิบๆ ไว้ พอใครสั่งถึงจะเอาช้อนหมูสับเขี่ยหมูสับเป็นก้อนๆ ใส่ในหม้อน้ำเดือดนี้ แล้วแกก็หันไปเอาชามเปล่าหยิบผักจิงจูฉ่ายทั้งต้นมาสับๆ ใส่ก้นชาม แล้วตักเลือดหมู และเครื่องในสารพัดที่กองอยู่ มาหั่นด้วยมีดขนาดใหญ่เป็นชิ้นใหญ่เฉพาะใส่เป็นชามๆ ซึ่งไม่เหมือนกับปัจจุบันที่หั่นรอไว้ทุกอย่าง พอหั่นทุกอย่างใส่เสร็จก็หันไปตักเลือดหมูที่ลอยขึ้นด้านบนลูกขนาดหัวแม่มือ 3 ลูก ใส่ชามพร้อมน้ำซุปในหม้อ แล้วหยิบตั้งฉ่ายโรย พร้อมกระแทกพริกไทยผงใส่ แค่นั้นเราก็ได้กินต้มเลือดหมูปรุงสดทุกชามของแกแล้ว ลืมบอกไปว่าในหม้อใหญ่ของแกมีกระดูกหมูขนาดใหญ่ต้มอยู่หลายชิ้นเพื่อเป็นน้ำซุป

ผู้เขียนไปบ่อยจนเป็นลูกค้าขาประจำ กิริยาท่าทางที่ปรุงต้มเลือดหมูใหม่ทุกชามยังเห็นภาพอยู่ เพราะไม่ใช่แค่ตัดชิ้นส่วนหมู รวมถึงหมูสับที่สุกแล้วมาใส่ชามแล้วเติมน้ำซุปเป็นอันจบกัน เพราะการปรุงแต่ละชามโดยการหั่นใส่แบบนี้ไม่เห็นแล้ว ครั้งแรกที่เห็นผักจิงจูฉ่ายก็ไม่รู้ว่าเป็นผักอะไรจากการสอบถามจึงรู้จักชื่อถือว่าเป็นครั้งแรกที่รู้จักผักนี้ กลิ่นของผักนี้คล้ายๆ ขึ้นฉ่ายพอโดนน้ำร้อนกลิ่นจะบรรเทาลง แกบอกว่าเป็นผักของจีนกินแล้วบำรุงเลือดและช่วยดับคาวก็รู้จักแค่นั้น พอกินจนคุ้นลิ้นก็ติดใจ วันหลังพอใส่ผักอย่างอื่นชักไม่ชอบใจแล้ว

สรรพคุณของจิงจูฉ่าย

จิงจูฉ่ายเป็นสมุนไพรที่ชาวจีนถือเป็นยาเย็น (หยิน) ต่างจากยาร้อน (หยาง) มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวจากทั้งใบและลำต้น ชาวจีนเชื่อว่าจิงจูฉ่ายมีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลของความดันโลหิต ช่วยขับลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้ไข้และช่วยบำรุงปอด

ส่วนการแพทย์ปัจจุบันพบว่า ต้นและใบจิงจูฉ่ายมีน้ำมันหอมระเหย ชื่อ อะปิอิน (apiin) ประกอบด้วยสารไลโมนีน (limonene) ซิลินีน (selinene) และไกลโคไซด์ (glycosides) ส่วนใบและต้นมีสารชิงเฮาซู (qinghaosu) หรือสารอาร์เทแอนนิวอิน (arteannuin) หรือสารอาร์เทมิซินิน (artemisinin) ที่ WHO รับรองใช้รักษาโรคมาลาเรีย ต้นจิงจูฉ่าย 100 กรัม ให้พลังงาน 392 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี และวิตามินอี

บางข้อมูลกล่าวว่า จิงจูฉ่ายรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ยืนยันเหมือนกับต้นโน้นต้นนี้ที่กล่าวอ้างกันว่ารักษามะเร็งกันไปทั่ว แต่ผู้เขียนขอแนะนำให้กินจิงจูฉ่ายเป็นอาหาร มากกว่ายา และมีวิธีกินอีกอย่างที่น่าสนใจคือให้เอาต้นหรือใบจิงจูฉ่ายสดๆ 1 กำมือ ปั่นผสมกับน้ำสะอาด 1 แก้ว จะกรองหรือไม่ก็ได้ ดื่มก่อนอาหาร 1 หรือ 2 ชั่วโมง วันละครั้ง จะได้น้ำสีเขียวที่เรียกว่า น้ำคลอโรฟิลล์สดๆ ดีกว่าไปซื้อน้ำคลอโรฟิลล์เป็นขวดมาดื่มเป็นไหนๆ แต่เรื่องรักษาโรคมะเร็งได้ต้องฟังหูไว้หู แต่ถ้าทำน้ำจิงจูฉ่ายปั่นดื่มแทนน้ำคลอโรฟิลล์จะได้ประโยชน์แน่นอนกว่า

วิธีปลูก และขยายพันธุ์

จิงจูฉ่ายเป็นพืชล้มลุก มีทรงพุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 0.5-1 ฟุต ใบเป็นรูปรี ขอบเป็นแฉกๆ 5 แฉก ใบค่อนข้างหนา มีสีเขียวเข้ม คล้ายกับต้นขึ้นฉ่าย รากแผ่กระจายรอบๆ ต้น ไม่ลงลึก แตกกิ่งก้านเป็นกอ ใบและต้นมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ดอกเป็นช่อยาวกว่าต้น รสชาติขมเล็กน้อย

จิงจูฉ่ายเป็นพืชที่ปลูกเลี้ยงได้ง่าย ขยายพันธุ์โดยการปักชำ เมล็ด หรือแยกต้นมาปลูก ใช้ดินพร้อมปลูกสำหรับการปลูกในกระถาง หรือถ้าลงดินก็ใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยมูลสัตว์รองก้นหลุมแล้วปลูก ชอบแดดรำไร หรือแดดจัดเฉพาะช่วงเดียวไม่เช้าก็บ่าย รดน้ำวันละครั้ง จิงจูฉ่ายก็จะแตกยอดให้เรากินตลอด เมื่อต้นแก่เต็มที่ก็จะมีเมล็ดเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ต่อหรือปล่อยให้ร่วงก็จะเกิดต้นจิงจูฉ่ายอีกมากมาย ที่สำคัญอย่าให้ขาดน้ำ แต่ถ้าปลูกในภาชนะอย่าปล่อยให้น้ำขัง ผู้เขียนเคยปลูกในที่แดดจัดแต่จะมีน้ำทิ้งไหลลงโคนต้นตลอด จิงจูฉ่ายก็สามารถแตกหน่อแตกกอมากมายเช่นกัน จิงจูฉ่ายจะแตกใบจำนวนมากเมื่อหมั่นตัด จึงควรตัดบ่อยๆ เพื่อให้มียอดอ่อนแตกออกมาอยู่เสมอ ถ้ากินในครอบครัวไม่ทันก็แนะนำให้แจกเพื่อนบ้าน สำหรับผู้ที่ปลูกเพื่อกินในครัวเรือน หลังจากต้นโทรมให้ตัดแต่งทรงพุ่มให้หมด แล้วใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยมูลสัตว์เพื่อเร่งการเจริญเติบโต จิงจูฉ่ายก็จะแตกใบสะพรั่งอีกครั้ง จิงจูฉ่ายเป็นผักที่ไม่มีแมลงศัตรูพืช เนื่องจากใบมีน้ำมันหอมระเหย

สำหรับในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดแนะนำให้ปลูกเลี้ยงในกระถาง เพราะจิงจูฉ่ายสามารถเจริญเติบโตในกระถางได้ดีเช่นกัน ถ้าใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือนจะเป็นการดีเพราะบางครั้งจะมีไส้เดือนมาเจริญเติบโตในกระถาง ถือว่ามีผู้ทำหน้าที่พรวนดินให้เราเสร็จ ประมาณ 2-3 ปี ควรจะรื้อกระถางแล้วเอาต้นเล็กมาปลูกใหม่ เมื่อต้นค่อนข้างโทรมจะสังเกตว่าจิงจูฉ่ายจะไม่ค่อยแตกใบ

จิงจูฉ่าย ทำได้มากกว่าใส่ต้มเลือดหมู

นอกเหนือจากใส่ต้มเลือดหมูที่ว่าแล้ว จิงจูฉ่ายยังสามารถใช้ผัดเหมือนผัดผักบุ้งไฟแดงได้อีกด้วย วิธีทำคือ นำผักจิงจูฉ่ายมาเด็ดใบออก ส่วนก้านเด็ดเอาเฉพาะก้านอ่อน ก้านแก่ให้เก็บไว้ก่อน ล้างผักให้สะอาดใส่กระชอนจนสะเด็ดน้ำ นำมาวางไว้บนจาน ทุบกระเทียม พริกขี้หนู วางไว้บนผัก ใส่เต้าเจี้ยว ถ้าชอบเต้าเจี้ยวมากก็ใส่มาก งดใส่น้ำปลาซะ ซอสปรุงรสใส่เล็กน้อย ที่ลืมไม่ได้คือน้ำมันหอย ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน เร่งไฟแรง รอจนน้ำมันเริ่มเดือด เทผักในจานลงกระทะ เสียงดังฉ่า รอสักพัก ให้กลับผักในกระทะ ขอบอกนิดจิงจูฉ่ายจะแข็งกว่าผักบุ้ง เพราะฉะนั้น ต้องใช้เวลามากกว่าผัดผักบุ้ง แต่หน้าตาออกมาก็คล้ายผักบุ้งไฟแดงมาก แค่นี้เราก็ได้จิงจูฉ่ายไฟแดงกินกะข้าวต้มหรือข้าวสวยเป็นเมนูสุขภาพ 1 จาน

ส่วนเมนูอีกอย่างหนึ่งคือ ใช้แทนผักในแกงส้ม หรือแกงจืดตามปกติ ส่วนก้านแก่ที่ให้เก็บไว้ให้นำมาหั่นเป็นท่อนเล็กๆ ประมาณครึ่งเซนติเมตร นำมาตากให้แห้งสัก 2 แดด แล้วนำมาชงกินแทนชา เท่ากับว่าจิงจูฉ่ายสามารถใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน

ถึงแม้จิงจูฉ่ายจะเป็นพืชผักที่มาจากเมืองจีน แต่ก็เป็นผักที่เราปลูกครั้งเดียวแล้วสามารถเก็บกินได้นานกว่าผักจีนตัวอื่น เช่น คะน้า กวางตุ้ง ที่ต้องถอนทั้งรากทั้งโคน จะกินใหม่ค่อยปลูกใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เสียเวลาสำหรับคนเมือง แต่จิงจูฉ่ายเก็บกินได้นานเหมือนผักพื้นบ้านของเราทั่วไป เชิญชวนให้หาซื้อจิงจูฉ่ายมาปลูกไว้ประจำบ้าน เพราะเดี๋ยวนี้สนนราคาไม่แพง กระถางละ 25-40 บาท แตกต่างกับสมัยก่อนซึ่งคนที่มียังคงหวงพันธุ์ไว้ จึงซื้อขายกันในราคาแพง

ต้นอ่อนทานตะวันงอก กินบำรุงสมอง เพาะง่าย ขายได้เงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

ต้นอ่อนทานตะวันงอก กินบำรุงสมอง เพาะง่าย ขายได้เงิน

ต้นอ่อนทานตะวันงอก เมื่อนำมาบริโภคจะได้รับคุณค่าทางโภชนาการ เป็นพืชอาหารที่มีโปรตีนสูงกว่าถั่วเหลือง มีวิตามินเอ และ วิตามินอี สูง บำรุงสายตา ช่วยชะลอความชรา มีวิตามินบี 1 บี 6 โอเมก้า 6 และโอเมก้า 9 ช่วยบำรุงเซลล์สมอง หรือป้องกันโรคสมองเสื่อม ต้นอ่อนทานตะวันงอกจึงเป็นพืชผักทางเลือกที่นิยมนำมาบริโภคกันอย่างแพร่หลาย

ทุกวันนี้ ต้นอ่อนทานตะวันงอก ยังมีไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด การเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกเพื่อเพิ่มผลผลิต จึงเป็นการเพิ่มรายได้ด้วย และเป็นหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจสำหรับท่านที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ เพื่อสร้างรายได้สู่ความยั่งยืนมั่นคง วันนี้จึงได้นำเรื่อง ต้นอ่อนทานตะวันงอก กินบำรุงสมอง เพาะง่าย ขายได้เงิน มาบอกเล่าสู่กัน

คุณนงณภัส ตาตะเกษม เกษตรกรผู้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก เล่าให้ฟังว่า ได้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกครั้งแรก เมื่อ ปี 2553 โดยมีสาเหตุจูงใจจากเพื่อนทหารเรือที่นำต้นอ่อนทานตะวันงอกปรุงรสมาให้กิน รสชาติอร่อยมาก เพื่อนบอกว่าจะเพาะเองก็ได้ อีกครั้งหนึ่งได้กินต้นอ่อนทานตะวันงอกปรุงรสที่ร้านอาหารแถวเขาใหญ่ ซึ่งก็ยังได้ลิ้มรสชาติที่อร่อยมากเช่นเดิม เมื่อสนใจที่จะเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกจึงได้ขอคำแนะนำวิธีการจากเพื่อน จากนั้นได้เตรียมพื้นที่ เตรียมเมล็ดพันธุ์ วัสดุอุปกรณ์ในการเพาะ แล้วเพาะ ปรากฏว่าได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ ให้เก็บไปกินในครัวเรือน จากที่ได้เพาะบ่อยๆ ความชำนาญเกิดขึ้น จึงได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการเพาะในเชิงการค้า เพื่อก่อให้เกิดรายได้

เปิดตลาด เมื่อปีก่อนได้นำต้นอ่อนทานตะวันงอกไปขายในงานแสดงและจำหน่ายสินค้าโอท็อป ที่เมืองทองธานี และอีกหลายแห่ง ปรากฏว่าผู้มาเที่ยวในงานจำนวนมากสนใจซื้อต้นอ่อนทานตะวันงอกสดไปปรุงรสเอง และซื้อแบบปรุงรสสำเร็จไปกิน จึงได้ยึดเป็นอาชีพเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกขายมาถึงทุกวันนี้ และขั้นตอนการเพาะมีดังนี้

จัดสร้างโรงเรือนไม้ ให้สูง อากาศถ่ายเทได้ดี มีแสงแดดส่องเข้าได้ทั้งเช้าและช่วงเย็น ติดตั้งตาข่ายพรางแสงแบบเปิด-ปิดได้ เพื่อป้องกันลมแรง จัดทำแคร่แบบลาดเอียงเล็กน้อย ยกสูงจากพื้นดิน 1 เมตร กว้าง 50 นิ้ว และด้านยาวปล่อยตามแนวของพื้นที่เพื่อให้เป็นชั้นวางตะกร้าเพาะ แล้วปรับพื้นที่ทางเดินภายในโรงเรือนให้เรียบเสมอกัน

เตรียมวัสดุและอุปกรณ์ ที่จำเป็นต้องใช้ในการเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก

อุปกรณ์ ได้แก่ ตะกร้า ขนาด กว้าง ยาว และสูง ด้านละ 8x12x4 นิ้ว มีดหรือกรรไกร กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า และกระบอกฉีดพ่นน้ำหรือบัวรดน้ำ

วัสดุเพาะ ได้แก่ เมล็ดทานตะวัน ดินเพาะที่มีส่วนผสมของดินร่วนหรือดินละเอียดผสมขุยมะพร้าวหรือจะใส่มูลค้างคาวลงไปด้วยก็ได้

เมล็ดทานตะวัน ที่ใช้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก ซื้อจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร หรือที่บริษัท แปซิฟิกเมล็ดพันธุ์ จำกัด และได้จากการปลูกและผลิตเมล็ดทานตะวันด้วยตนเอง ซึ่งจะทำให้มีเมล็ดเพาะได้ทั้งปี

วิธีเพาะ นำกระดาษที่ตัดไว้แล้ววางรองพื้นก้นตะกร้าด้านใน ใส่วัสดุเพาะลงไป แล้วเกลี่ยให้กระจายเรียบเสมอทั่วกัน สูง 1-2 เซนติเมตร หรือ สูง 1 ใน 3 ของความสูงตะกร้า นำเมล็ดทานตะวัน 100 กรัม โรยบนวัสดุเพาะให้กระจายทั่วทั้งตะกร้า แล้วโรยวัสดุเพาะปิดทับให้ทั่วเสมอกัน หนาประมาณ 1 เซนติเมตร ใช้บัวรดน้ำให้ทั่วแต่พอชุ่ม หลังการเพาะแล้วจะต้องให้น้ำทุกวัน เช้า-เย็น แต่พอชุ่ม เมล็ดก็จะงอกเจริญเติบโตได้ต้นอ่อนทานตะวันงอกที่สมบูรณ์

หลังการเพาะ มีการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา และให้น้ำ เช้า-เย็น ใน 6-7 วัน ก็จะได้ต้นอ่อนทานตะวันงอกที่สมบูรณ์ ก็นำมีดคมหรือกรรไกรตัดให้สูงเหนือโคนต้นเล็กน้อย วางในภาชนะ นำต้นอ่อนไปล้าง 3 น้ำ พร้อมกับเก็บเปลือกเมล็ดออก ก็จะได้ต้นอ่อนทานตะวันงอกที่สะอาด ปลอดภัย ให้นำไปประกอบอาหารกินหรือบรรจุถุงส่งขายที่ตลาด

คุณนงณภัส เกษตรกรผู้เพาะต้นอ่อนทานตะวันงอก เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า เมล็ดทานตะวัน 1 กิโลกรัม จะเพาะได้ 12 ตะกร้า ใน 1 ตะกร้า จะได้ต้นอ่อนทานตะวันงอก 1 กิโลกรัม นำไปแบ่งใส่ถุงพลาสติก 150 กรัม ได้ 6-7 ถุง ขายถุงละ 35-45 บาท ต้นอ่อนทานตะวันงอกสดถ้าเก็บรักษาในตู้เย็น เก็บไว้ได้นาน 7 วัน

ความสำเร็จ กระทรวงมหาดไทย ได้มอบประกาศนียบัตรให้ เพื่อแสดงว่า ต้นอ่อนทานตะวัน (ผักปลอดสารพิษ) เป็นผลิตภัณฑ์ ระดับ 4 ดาว ประเภทอาหาร ตามโครงการคัดสรรสุดยอด หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย ปี พ.ศ. 2555 (OTOP) และกรมวิชาการเกษตร ได้รับรองมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช) รหัสรับรอง กษ พ.ศ. 2547 03-02-3748-4653-350 รหัสแปลง 190112-350-0001 ชนิดพืช ต้นอ่อนพืช (ทานตะวัน) พื้นที่ .25 ไร่ (จุดสองห้าไร่) และจะแสดงข้อมูลที่ได้บันทึกกิจกรรมส่งให้กรมวิชาการเกษตรเข้าตรวจสอบ รับรองมาตรฐานอีกครั้งในปีต่อไป

ผลผลิตต้นอ่อนทานตะวันงอก ได้ส่งขายที่ตลาดในจังหวัดสระบุรี และขายให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อที่ แบม แบม ฟาร์ม วิธีการเพาะต้นอ่อนทานตะวันงอกก็ทำได้ง่ายใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ ไม่ใช้สารเคมี ผลผลิตปลอดภัย การขายต้นอ่อนทานตะวันงอก ทำให้ทุกปีมีรายได้มากกว่าแสนบาทที่พอเพียงให้ครอบครัวดำรงชีพได้อย่างมั่นคงยั่งยืน

คุณสุพจน์ ประสมทอง เกษตรอำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี เล่าให้ฟังว่า ใครที่กำลังมองหาอาชีพทางเลือกใหม่หรืออาชีพเสริม เพื่อการยกระดับรายได้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง มีอาชีพหนึ่งที่น่าสนใจคือ การเพาะเมล็ดทานตะวันเป็น ต้นอ่อนทานตะวันงอก พืชผักที่ให้คุณค่าทางโภชนาการต่อสุขภาพของผู้บริโภค ต้นทุนการผลิตต่ำ การเพาะเลี้ยงง่ายแบบอินทรีย์ เป็นพืชผักปลอดภัยที่ผู้บริโภคนิยมกินกันอย่างแพร่หลาย ด้านการพัฒนาคุณภาพ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสระบุรี ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน มีการจัดการด้านการผลิตและตลาด ส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ มีการบรรจุภัณฑ์และแสดงสถานที่ผลิต เป็นหนึ่งอาชีพทางเลือกที่ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอเพื่อการดำรงชีพที่มั่นคงและยั่งยืน

จากเรื่องราว ต้นอ่อนทานตะวันงอก กินบำรุงสมอง เพาะง่าย ขายได้เงิน พืชผักทางเลือกใหม่ที่เพาะง่าย ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ เป็นเกษตรอินทรีย์ที่ได้พืชผักปลอดภัย ให้คุณค่าทางด้านบำรุงสายตา บำรุงสมอง หรือป้องกันโรคสมองเสื่อม

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณนงณภัส ตาตะเกษม เลขที่ 72/1 หมู่ที่ 5 ตำบลกุดนกเปล้า อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี โทร. (083) 855-6831 หรือ (086) 229-6418 หรือ คุณสุพจน์ ประสมทอง สำนักงานเกษตรอำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี โทร. (036) 211-633 ก็ได้ครับ

ชาวบ้าน อำเภอพังโคน สกลนคร ปลูกแตงโมเนื้อเหลือง “ศรีจันทร์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวบ้าน อำเภอพังโคน สกลนคร ปลูกแตงโมเนื้อเหลือง “ศรีจันทร์”

อากาศร้อนๆ อย่างนี้ ผลไม้ที่ทุกคนเห็นตรงกันว่า จะช่วยบรรเทาความร้อนภายในร่างกายได้ คงหนีไม่พ้น “แตงโม”

เจ้าลูกกลมขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักระหว่าง 4-6 กิโลกรัม ต่อผล แถมยังมีเนื้อผลให้เลือกทั้งสีแดงและเหลือง มีรสหวาน ชุ่มคอ ไม่ได้เพียงช่วยคลายร้อนเท่านั้น แต่ยังเป็นพระเอกต่อสุขภาพร่างกายของคุณอย่างอเนกอนันต์เสียด้วย สามารถนำไปเป็นอาหาร แล้วคั้นเป็นน้ำผลไม้หรือไวน์ได้อีก หรือแม้แต่ยังมีบทบาทในด้านความสวยงาม

มีคนหัวใสมองแตงโมเป็นการตลาดอย่างก้าวกระโดดด้วยการบังคับให้ผลแตงโมมีลักษณะเป็นอะไรตามที่ต้องการเพื่อสร้างความแปลกแล้วหวังสร้างมูลค่าให้เพิ่มมาก พอเป็นเช่นนี้แล้วหลายคนคงหันมามองแตงโมเป็นรายได้แน่นอน แต่น่าเสียดาย เพราะผลไม้ชนิดนี้ชอบและเจริญเติบโตในพื้นที่มีลักษณะดินปนทราย ไม่ชอบน้ำแบบเฉอะแฉะ

ดังนั้น แหล่งปลูกแตงโมจึงกระจัดกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร นครราชสีมา นครสวรรค์ ยโสธร สกลนคร นครพนม สระแก้ว สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองคาย และพระนครศรีอยุธยา

บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด มีชื่อเสียงด้านการพัฒนาและปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ ที่ได้รับการยอมรับ ตลอดจนมีการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรแผนใหม่เข้ามาใช้ในภาคเกษตรกรรมอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความก้าวหน้า สร้างความมั่นคง

ทีมงานเทคโนฯ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร เพื่อพบกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่งในรูปสหกรณ์ที่เข้มแข็ง มีการปลูกแตงโมเป็นอาชีพหลักอย่างมีคุณภาพ แล้วถือว่าเป็นผู้ผลิตแตงโมกลุ่มใหญ่ของจังหวัดที่สามารถส่งขายตลาดผู้บริโภคหลักในระดับบน กลาง และล่าง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แตงโมเนื้อเหลือง พันธุ์ศรีจันทร์ ของเพื่อนเกษตรกร ที่ชาวบ้านกลุ่มนี้ประสบความสำเร็จปลูกได้อย่างมีคุณภาพและได้รับความนิยมในตลาดทั้งห้างดัง กลุ่มโรงแรม ตลอดจนตลาดล่างเป็นอย่างสูง

คุณภาณุพงศ์ ทองนาท พนักงานขายเขตอีสาน 1 และ คุณโยธิน ชัยยา เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายเขตอีสาน บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด พาไปพบกับ คุณเคน แสนมี ประธานสหกรณ์การเกษตรผู้ผลิตแตงโมสกลนคร จำกัด ยังบ้านเลขที่ 32 หมู่ที่ 11 ตำบลแร่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร

คุณเคน เผยว่า ตัวเขากับครอบครัวยึดอาชีพปลูกแตงโมมานานกว่า 20 ปี สมัยที่เริ่มจะปลูกกันภายในครอบครัว แต่หลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเห็นว่ามีรายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ มีการรวมตัวปลูกกันเป็นกลุ่ม รายละ 4-5 ไร่ จนได้จัดตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้น มีจำนวนสมาชิก 153 คน ข้อดีของการรวมตัวคือ ช่วยให้เกิดความเข้มแข็งด้านการตลาด แล้วยังสามารถวางแผนการปลูกเพื่อไม่ให้จำนวนผลผลิตมากเกินไป แล้วจะไม่ทำให้ราคาตกด้วย ทั้งนี้ ในกลุ่มจัดระเบียบการปลูกแตงโมไว้ปีละ 4 ครั้ง โดยลงมือปลูกตั้งแต่เดือนสิงหาคม แล้วทยอยปลูกกันไป ทั้งนี้แต่ละรอบการปลูกมีพื้นที่รวมกว่า 3,000 ไร่

ประธานสหกรณ์ฯ บอกว่า ใช้เมล็ดพันธุ์แตงโมของเพื่อนเกษตรกรมานานมากแล้ว สมัยเริ่มปลูกใช้พันธุ์ตอร์ปิโดและขณะนี้พันธุ์ที่ใช้เป็นประจำคือ ศรีจันทร์ และไดอาน่า คุณสมบัติเด่นของศรีจันทร์ที่นอกจากความเป็นแตงโมเนื้อสีเหลืองแล้ว ยังมีรสชาติหวาน เนื้อแน่น แล้วเป็นที่นิยมของตลาดผู้บริโภคมาก

แล้วให้รายละเอียดการปลูกเพิ่มเติมอีกว่า เมล็ดพันธุ์ที่ใช้ 1 ไร่ จำนวน 1 กระป๋อง (800-1,000 เมล็ด) โดยผู้ปลูกแต่ละรายจะเพาะต้นกล้าโดยใช้เวลา 8-10 วัน แล้วย้ายลงปลูกในแปลง ขณะเดียวกันจะต้องมีการเตรียมพื้นที่ปลูกไปพร้อมกัน โดยไถดะ ตากดิน แล้วไถพรวน ตากดินทิ้งไว้ประมาณ 30 วัน

จากนั้น นำปุ๋ย สูตร 15-15-15 มาใส่ จำนวน 25 กิโลกรัม ต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยคอก แล้วจัดการยกร่อง ขนาดกว้าง 6-6.5 เมตร ความยาวตามพื้นที่ ส่วนคันปลูกมีความกว้าง 1 เมตร กำหนดให้ปลูก 2 แถว แล้วปูด้วยพลาสติก วางระบบน้ำ และนำต้นกล้าปลูก แล้วให้ใส่ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ สูตร 25-7-7 ทิ้งไว้ให้ต้นแข็งแรง แล้วใส่ปุ๋ยตามสายน้ำ

“ความเหมาะสมของแตงโม จะเก็บผลผลิตนับตั้งแต่ลงต้นกล้า ใช้เวลา 65-70 วัน จึงเก็บได้ แต่ไม่แน่นอน เพราะต้องขึ้นอยู่กับสภาวะอากาศในช่วงเวลาที่ปลูก อย่างถ้าเป็นต้นฝน ราวเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน อาจใช้เวลา 60-65 วัน ถ้าพอเข้าหน้าแล้ง ราวเดือนตุลาคม-ธันวาคม อาจต้องใช้เวลานานถึง 100 วัน ทั้งนี้ แตงโมปลูกได้ทุกฤดู และแต่ละฤดูต้องมีการดูแล บริหารจัดการต่างกัน”

คุณเคน ชี้ว่า จำนวนผลผลิตต่อไร่ จะได้มากหรือน้อยแล้วมีคุณภาพเพียงใด ต้องขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่และความสามารถของเกษตรกรในแต่ละราย แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ประมาณ 3-4 ตัน ต่อไร่

การทำให้แตงโมเกิดความหวานนั้น คุณเคน บอกว่า อาจจะใช้ฮอร์โมนหรืออาหารเสริมใส่ในช่วงที่แตงโมเริ่มเป็นลูก แล้วให้ใส่ตลอด ที่ผ่านมาความหวานไม่เคยต่ำกว่า 11 บริกซ์ และมีขนาดผล 4-6 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม เรื่องน้ำหนักอาจต้องพิจารณาเรื่องตลาดด้วย เพราะลูกค้าบางกลุ่ม อย่างส่งตามห้างต้องการผลที่มีขนาดน้ำหนัก 2.5-4 กิโลกรัม แต่ถ้าเป็นตลาดขายส่งตามแหล่งท่องเที่ยวมักชอบขนาดใหญ่ 4-6 กิโลกรัม ต่อผล

ส่วนทางด้านราคาและการตลาด คุณเคน กล่าวว่า รายได้จากการปลูกแตงโมเช่นเดียวกับไม้ผลอย่างอื่น คือมีขึ้น-ลง ตามปริมาณแตงโมในตลาด เพราะถ้าราคาลด หมายถึง มีคนปลูกกันมาก จนทำให้มีผลผลิตล้นตลาด เนื่องจากชาวบ้านเสร็จจากการทำนาแล้วมีเวลาจึงหันมาปลูกแตงโม

ดังนั้น ช่วงที่ราคาลดจึงมักเป็นหลังช่วงเก็บเกี่ยวข้าวในหน้าแล้ง ยิ่งตอนนี้เจอปัญหาภัยแล้ง ชาวบ้านปลูกข้าวไม่ได้เลย ทำให้ต้องมาปลูกแตงโมเป็นรายได้หลัก จึงกังวลว่าจะกระทบกับราคาแตงโมในระยะยาว

คุณหรั่ง ลูกชายคุณเคน และเป็นหนึ่งในผู้ปลูกรายใหญ่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ถ้าพูดถึงความสวยและขนาด อาจสู้ทางภาคกลางไม่ได้ เพราะแตงโมแถบนั้นได้รับความชื้นจากแหล่งน้ำ แต่ถ้าเป็นคุณภาพเนื้อคงสู้แถวอีสานตอนบนไม่ได้แน่ เพราะมีสภาพทางธรรมชาติทั้งน้ำและอากาศตลอดจนดินดีมาก

นอกจากนั้น ยังระบุว่า ถ้าตลาดแตงโมเนื้อสีเหลืองแล้ว ศรีจันทร์ของเพื่อนเกษตรกรมา อันดับ 1 เพราะมีเสน่ห์ตรงความหวาน กรอบ ได้ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 3 ตัน จึงเป็นแรงดึงดูดให้ชาวสวนหันมาปลูกแตงโมศรีจันทร์กันเพิ่มมากขึ้น แล้วยังชี้ว่าระดับต่างของราคาขึ้น-ลง อยู่ในอัตราเพียง 4 บาท เท่านั้น อย่างถ้าแตงโมล้นตลาด ราคาขายอยู่ที่ 5 บาท ต่อกิโลกรัม แต่พอถึงช่วงขาดตลาด หาของยาก ราคาจะขยับขึ้นมาเป็น 9 บาท ต่อกิโลกรัม

“เห็นว่าเมล็ดพันธุ์แตงโมศรีจันทร์ของเพื่อนเกษตรกรดีและมีคุณภาพมาก แล้วอยากจะบอกว่าใครที่ต้องการใช้เมล็ดพันธุ์แตงโมที่มีคุณภาพ ควรเลือกใช้ของเพื่อนเกษตรกร โดยเฉพาะพันธุ์เนื้อสีเหลือง ที่มีคุณภาพมากจนได้รับความนิยมจากผู้บริโภค สามารถส่งขายยังตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ อย่าง ตลาดไท และสี่มุมเมือง หรือส่งเข้าห้างดังหลายแห่ง”

ท้ายนี้ คุณเคน ในฐานะประธานสหกรณ์ฯ ฝากว่า อยากให้ทุกท่านหันมาบริโภคแตงโมกันให้เพิ่มมากขึ้น เพราะไม่เพียงช่วยในเรื่องของสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้เพิ่มขึ้น แล้วบอกได้เลยว่าไม่ต้องกังวลกับสารเคมีตกค้าง เนื่องจากมีการตรวจสอบความปลอดภัยจากทางภาคราชการตลอดเวลา

“สำหรับเมล็ดพันธุ์แตงโม ต้องเป็นของเพื่อนเกษตรกรเท่านั้น และใช้เมล็ดพันธุ์ของเพื่อนเกษตรกรมาตั้งแต่อายุ 40 ปี เพราะมีคุณภาพแล้วไว้ใจได้ ตลอดจนมีทีมงานที่ใส่ใจติดตามผลกันอย่างใกล้ชิด จนตอนนี้ผมอายุ 60 กว่าปีแล้ว คิดเองก็แล้วกันว่า ถ้าของเขาไม่ดีจริง จะทนใช้มานานกว่า 20 ปี ทำไม” คุณเคน กล่าวปิดท้าย

สนใจเมล็ดพันธุ์แตงโมสายพันธุ์ต่างๆ หรือปรึกษาข้อมูลการปลูกแตงโม ติดต่อโดยตรงได้ที่ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด สำนักงานใหญ่ : 43 ถนนราชพฤกษ์ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (053) 211-773, (053) 211-810, (053) 217-180