เกษตรกรอุตรดิตถ์ ปลูกแตงโมทดแทนนาปรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการเกษตร

นักประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร 2559

เกษตรกรอุตรดิตถ์ ปลูกแตงโมทดแทนนาปรัง

จากสภาวะวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/2559 ส่งผลกระทบให้เกษตรกรทั่วประเทศประสบปัญหาด้านการเกษตร ไม่สามารถปลูกพืชที่ใช้น้ำมากได้ดังเดิม แต่มีเกษตรกรที่พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างรายได้จากการปลูกแตงโมทดแทนข้าวนาปรัง

เกษตรกรคนดังกล่าวคือ คุณพิเชษฐ์ เคน้ำอ่าง อยู่หมู่ที่ 8 ตำบลน้ำอ่าง อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์

ตัวเลข ปี 2558/2559 จังหวัดอุตรดิตถ์ มีพื้นที่ปลูกข้าว 574,574 ไร่ ผลผลิตที่ได้ 783 กิโลกรัม ต่อไร่ จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 6.50 บาท ถือว่าราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ดี ทางออกนั้นชาวนาต้องทำนาปรัง เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ติดขัดเรื่องน้ำ เกษตรกรส่วนหนึ่งจึงหันมาปลูกแตงโมทดแทนนาปรัง

คุณพิเชษฐ์ ได้ปรับเปลี่ยนที่นากว่า 40 ไร่ มาปลูกแตงโม ตามที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรได้ลงพื้นที่ สร้างการรับรู้เรื่องสถานการณ์น้ำและภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น

แตงโมที่ปลูกคือ พันธุ์กินรี และตอร์ปิโด

เกษตรกรเล่าถึงวิธีการปลูกแตงโมว่า เริ่มจากใช้รถไถพรวนดินในแปลงนา ตากดินไว้ 7 วัน เพื่อกำจัดโรคและแมลงในดิน จากนั้นนำต้นกล้าที่เพาะไว้ อายุ 12 วัน ลงปลูก

โดยปลูกระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ใช้พลาสติกคลุมเพื่อป้องกันการระเหยของน้ำและลดวัชพืชในแปลง

สำหรับน้ำ ใช้ระบบน้ำหยด เจ้าของขุดบ่อ 1 งาน เพื่อนำน้ำมาใช้ในแปลงปลูกแตงโม

ดูแลรักษาอย่างไร

เกษตรกรผู้ปลูก เล่าถึงการดูแลแตงโมว่า

อายุ 7-10 วัน มีใบจริง 2-3 ใบ ใส่ปุ๋ยทางดิน 25-7-7 หรือ 21-0-0 ห่างจากโคนต้น 15 เซนติเมตร อัตรา 3-9 กรัมต่อหลุม

ช่วงกลางๆ ของอายุแตงโม เจ้าของใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ผสมสูตร 21-0-0 อัตรา 5 กรัม ต่อต้น

ก่อนเก็บผลผลิต ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 เพื่อปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต ให้แตงโมสีแดง มีรสชาติหวาน

เจ้าของบอกว่า โรคของแตงโมที่พบนั้น

มีโรคเหี่ยว แก้ไขโดยใช้สารไทแรม ราดโคน หรือปล่อยตามท่อน้ำหยด เมื่อต้นอายุ 25 วัน

โรคแอนแทรกโนส ป้องกันโดยใช้สารคาเบนดาซิม

โรคใบกรอบ ใช้สารคอปเปอร์ไดออกไซด์

แมลงที่พบมี เพลี้ยไฟ หนอน และเต่าแดง ป้องกันกำจัดตามที่พบเห็น

รายได้จากแตงโม

คุณพิเชษฐ์ บอกว่า อายุการเก็บเกี่ยวแตงโมหลังปลูก อยู่ที่ 60-75 วัน แล้วแต่พันธุ์

หลักการเก็บเกี่ยวแตงโม มีดังต่อไปนี้

นับอายุ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและพันธุ์

สังเกตมือเกาะ ถ้าแห้งหรือมีสีเหลือง แสดงว่าแตงโมแก่

การดีดที่ผล ผลแก่เสียงดังกังวานปนทึบ

เกษตรกรรายนี้บอกว่า มีผู้ค้ามารับซื้อผลผลิตที่แปลงปลูก ขายได้ กิโลกรัมละ 7-8 บาท

สำหรับผู้สนใจปลูกแตงโม คุณพิเชษฐ์ แนะนำว่า หากใช้น้ำหยดจะประหยัดน้ำได้มาก ต้นทุนต่ำ

ต้นทุนการผลิตแตงโม ตกไร่ละ 12,000 บาท หักต้นทุนแล้วมีกำไร ไร่ละ 17,000 บาท

งานปลูกแตงโมสามารถลดการใช้น้ำได้ รวมทั้งสร้างงานให้กับคนท้องถิ่น โดยเฉพาะช่วงเก็บผลผลิต ต้องจ้างแรงงาน 50 คน วันละ 500 บาท ต่อคน

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (055) 411-769

รายชื่อผู้ร่วมเขียนบทความ

โชคดี ตั้งจิตร ราชบุรี, ธรรมศักดิ์ นิตะพัฒน์ สสก.2 รบ., ณุพัฒน์ ทนยิ้ม กาญจนบุรี, ปริณธร ปิยะรักษ์ พระนครศรีอยุธยา, ชุติมา อาลัย อ่างทอง, ไพศาล เชษฐสิงห์ บุรีรัมย์, สุชาติ ปกป้อง ยโสธร, รุ้งลาวัลย์ รัญจวรรณะ แม่ฮ่องสอน, สิรีธร ศิริวงศ์ ลำปาง, ศศกร บุญยานันต์ พิษณุโลก, ประดิชญา ตั๋นพรหม อุตรดิตถ์, จิรวดี แดงพวง จันทบุรี

ปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง พืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ทำให้ดินดี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ วิถีมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

พัฒนา นรมาศ

ปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง พืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ทำให้ดินดี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ วิถีมั่นคง

น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพของมนุษย์ สัตว์ หรือพืช การใช้น้ำต้องรู้คุณค่า การปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยในฤดูแล้ง ช่วงวิกฤตที่มีปริมาณน้ำน้อย จึงเป็นทางเลือกเพื่อให้ได้ผลผลิตเป็นอาหารหรือขายเป็นรายได้

วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม อำเภอทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ ได้สนับสนุนส่งเสริมให้สมาชิกปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง ถั่วพร้า หรือถั่วเขียว ให้เป็นพืชหมุนเวียนสลับกับการทำนา เพื่อปรับโครงสร้างให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ลดต้นทุนการผลิต และรับซื้อผลผลิตจากสมาชิกเพื่อให้มีรายได้สู่วิถีมั่นคง

คุณประธาน พลโลหะ เกษตรอำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ประชากรส่วนใหญ่ของอำเภอห้วยทับทัน ทำอาชีพเกษตรกรรม เพื่อยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความมั่นคง จึงได้ส่งเสริมให้ทำการเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำไร่นาสวนผสม ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อร่วมคิดร่วมทำกิจกรรม มีอำนาจต่อรองในด้านการผลิตและจำหน่าย ส่งเสริมการผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด

สนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรอินทรีย์คือ ทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติบนพื้นที่การเกษตรที่ไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีทางดิน น้ำ และทางอากาศ เพื่อเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติ

ส่งเสริมให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย ให้เป็นพืชหมุนเวียนกับการทำนา ด้วยการปลูกถั่วเหลือง ถั่วเขียว หรือปอเทือง เป็นการช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ปรับปรุงบำรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้ลดต้นทุนการผลิต และได้นำผลผลิตส่วนหนึ่งมาเป็นอาหารและขายเป็นรายได้เพื่อการยังชีพแบบพอเพียงมั่นคง

ลุงไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน เล่าให้ฟังว่า หลังการเก็บเกี่ยวข้าวแล้วได้สนับสนุนให้สมาชิกใช้ประโยชน์จากผืนที่นาด้วยการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เช่น ปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง ถั่วพร้า หรือถั่วเขียว เป็นการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรศัตรูพืชในดิน เมื่อไถกลบต้น เปลือก หรือเศษซากจะถูกย่อยสลายได้ธาตุอาหารเพื่อปรับโครงสร้างดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ ช่วยลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยในการผลิตและเพิ่มผลผลิตในฤดูถัดไป ได้เก็บผลผลิตไปบริโภคและนำผลผลิตมาขายให้กับวิสาหกิจชุมชนเพื่อเป็นรายได้ต่อการดำรงชีพแบบพอเพียงมั่นคง

คุณประเสริฐ รังษี หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการผลิต สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า การใช้ปัจจัยการผลิตอย่างเป็นระบบภายใต้มาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ให้ผลผลิตสูง อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและปลอดสารพิษ เป็นเกษตรอินทรีย์ที่เน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง จึงส่งเสริมให้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนปลูกถั่วเหลืองหรือปอเทือง พืชอายุสั้นใช้น้ำปริมาณน้อย

เป็นการปลูกพืชที่อาศัยความชุ่มชื้นในดินหรือน้ำค้างบ้างก็พอเพียงที่ช่วยให้เจริญเติบโตได้ดี มีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวขายเป็นรายได้ เมื่อไถกลบต้นถั่วเหลืองหรือปอเทืองก็จะถูกย่อยสลายเพิ่มธาตุอาหารทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ลดการใช้ปุ๋ยในการผลิตครั้งต่อไป เมื่อทำต่อเนื่อง 3 ปี จะทำให้การใช้ปุ๋ยทำนาลดลง 50-80 เปอร์เซ็นต์ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนจึงเลือกปฏิบัติเพื่อพัฒนาการผลิตเกษตรและยกระดับรายได้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

ป้าสุจินต์ ปิยางสุข สมาชิกวิสาหกิจชุมชน เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ 20 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ในฤดูฝนปีละครั้ง ใช้วิธีการทำนาหยอด ปลูกแบบอินทรีย์ที่ไม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมี แต่เลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักตามแนวทางสนับสนุนของวิสาหกิจชุมชน เพื่อลดต้นทุนการผลิต ปีนี้ได้ผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ย 9 ตัน พอกินพอขายเป็นรายได้

เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วได้ปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง ถั่วพร้า และถั่วเขียว พืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย หมุนเวียนกับการทำนา ปลูกโดยอาศัยความชื้นในดินก็ช่วยให้เจริญเติบโต หรือใช้น้ำจากคลองอีสานสีเขียวแหล่งน้ำที่ใช้ร่วมกันในชุมชน เมื่อดินแปลงปลูกแห้งหรือเริ่มขาดน้ำ ได้ให้น้ำแต่พอชุ่ม จะช่วยให้ต้นพืชเจริญเติบโตสมบูรณ์ติดดอกออกผล

ได้ปลูกปอเทือง 1 ไร่ ถั่วเขียว 2 ไร่ ถั่วพร้า 5 ไร่ และปลูกถั่วเหลือง 5 ไร่ เป็นการปลูกแบบอินทรีย์ที่ใช้ปุ๋ยหมักและสารสมุนไพรเป็นปัจจัยการผลิต โดยได้รับการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ปลูกและปุ๋ยหมักจากวิสาหกิจชุมชน

การปลูก ได้ใช้วิธีการหว่านเมล็ดพันธุ์ให้กระจายทั่วแปลง วิธีที่ 2 การปลูกถั่วเหลืองได้ใช้วิธีหยอดเมล็ดปลูกในแปลง ด้วยการนำเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองใส่ในเครื่องไปหยอดปลูกจะได้ระยะห่างระหว่างต้น 4-6 เซนติเมตร มีระยะห่างระหว่างแถว 30 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการพรวนดิน ดายหญ้า หว่านปุ๋ย หรือให้น้ำ

หลังการปลูก ได้ใส่ปุ๋ยหมัก 1 ครั้ง หว่านให้กระจายทั่วแปลง ให้น้ำแต่พอชุ่ม และได้ฉีดพ่นสารสมุนไพรเพื่อบำรุงต้นและเพื่อป้องกันศัตรูพืช ผลผลิตส่วนหนึ่งนำมากินและอีกส่วนนำออกขาย สำหรับผลผลิตถั่วเหลืองนำส่งขายให้กับวิสาหกิจชุมชน 18 บาท ต่อกิโลกรัม

ผลตอบแทนที่ได้จากการปลูกปอเทือง ถั่วเขียว ถั่วพร้า และถั่วเหลือง คือเมื่อไถกลบต้น เปลือกหรือเศษซากจะถูกย่อยสลายเป็นธาตุอาหารช่วยปรับปรุงให้ดินดีมีคุณภาพ ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยและเพิ่มผลผลิตพืชในฤดูถัดไป เป็นทางเลือกที่ทำให้มีรายได้เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการผลิตทางการเกษตรและดำรงชีพได้แบบพอเพียง

ขอบคุณ คุณทวี มาสขาว เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ที่แนะนำให้ได้นำเรื่อง ปลูกถั่วเหลือง ปอเทือง พืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย…ทำให้ดินดี ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ วิถีมั่นคง มาเผยแพร่ผ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นวิธีปลูกพืชอายุสั้นหมุนเวียนเพื่อได้ผลผลิตบริโภคและขาย เมื่อไถกลบต้นพืชจะเพิ่มธาตุอาหารและปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ เป็นการยกระดับรายได้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสู่ความมั่นคง

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ลุงไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ บ้านนาทุ่ง ตำบลผักไหม อำเภอห้วยทับทัน จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (081) 579-3108 หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอห้วยทับทัน โทร. (045) 699-061 หรือ ว่าที่ร้อยตรี วิพาพัฒ โลเกตุ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. (045) 616-830 ก็ได้ครับ

“ศรแดง” แนะ เกษตรกรเพิ่มรายได้ ลดการใช้น้ำในการเพาะปลูก ด้วยการปลูกพืชน้ำน้อย 7 ชนิด ตอบโจทย์รัฐ ร่วมฝ่าวิกฤตแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เก็บมาเล่า

ลูกสิบล้อ

“ศรแดง” แนะ เกษตรกรเพิ่มรายได้ ลดการใช้น้ำในการเพาะปลูก ด้วยการปลูกพืชน้ำน้อย 7 ชนิด ตอบโจทย์รัฐ ร่วมฝ่าวิกฤตแล้ง

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องสุขุมวิท 1 ชั้น C โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ เทอร์มินอล 21 บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพระดับโลกตรา “ศรแดง” เปิดตัวพันธุ์พืช 7 ชนิด สนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชน้ำน้อยในช่วงฤดูแล้งแทนการปลูกพืชชนิดเดิม เน้นปลูกพืชระยะสั้น ปลูกง่าย ให้ผลผลิตเร็วและสร้างรายได้

คุณวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เปิดเผยว่า “ศรแดง” ได้เล็งเห็นความสำคัญของวิกฤตการณ์แล้งที่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ในทั่วภูมิภาคของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องเกษตรกรผู้มีอาชีพเพาะปลูกพืชเป็นหลัก จนทำให้หน่วยงานภาครัฐ เร่งระดมความร่วมมือเพื่อหามาตรการรับมือภัยแล้งที่เกิดขึ้น และขณะเดียวกัน ก็พยายามส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูก จากการปลูกพื้นที่ต้องใช้น้ำมาก มาเป็นการปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อย ขายได้ราคาดีและมีตลาดรองรับในช่วงฤดูแล้งนี้แทน

“ถ้าเกิดเราเดินไปหาเกษตรกรที่ปลูกข้าว บอกว่าให้มาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย มันอาจดูเป็นการยากที่เราจะเปลี่ยนความคิดเขา เพราะว่าทั้งชีวิตเขาทำแต่นามาก่อน เขาจะมีความลังเลแน่นอนในเรื่องนี้ จากองค์ความรู้ของบริษัทเรา ผมคิดว่าจะช่วยส่งเสริมเกษตรกรได้ เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นใจขึ้น เราจึงทำข้อมูลเป็นตัวอย่างขึ้นมา ระหว่างการปลูกข้าวเปรียบเทียบกับพืชที่ใช้น้ำน้อย เพื่อให้เห็นถึงการใช้น้ำมากน้อยแตกต่างกันเท่าใด ซึ่งเกษตรกรสามารถรู้ได้เลยว่าพืชที่ต้องการน้ำน้อยนั้นสามารถปลูกแล้วสร้างรายได้ให้กับเขาได้ เรายังมีการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตให้เห็น เช่น สมมุติเกษตรกรปลูกข้าวโพดหวาน ต้นทุนก็จะเป็นค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงานยังไงเท่าไหร่ ทางเราได้คิดคำนวณเพื่อให้เกษตรกรมองภาพออกที่ชัดเจนขึ้น เพื่อให้มีพืชทางเลือกมากขึ้น และสามารถผ่านภัยแล้งนี้ไปด้วยกันให้ได้” คุณวิชัย กล่าว

ซึ่ง “ศรแดง” เป็นหนึ่งในบริษัทจัดจำหน่ายเมล็ดพันธุ์พืชคุณภาพอันดับต้นๆ ของประเทศ ได้ริเริ่มโครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย จากร้อยสู่ล้าน” ขึ้น พร้อมทั้งเตรียมทีมเจ้าหน้าที่เพื่อให้ความรู้ ด้านการปลูกและการบริหารจัดการต้นทุน โดยสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศที่มีอาชีพปลูกพืชไร่ที่ใช้น้ำมาก อาทิ ข้าว เปลี่ยนมาเพาะปลูกพืช 7 ชนิด ที่ใช้น้ำน้อยแทน คือ 1. แตงกวา 2. ฟักทอง 3. แตงโม 4. ข้าวโพดหวาน 5. ข้าวโพดข้าวเหนียว 6. แฟง 7. ถั่วฝักยาว พืชทั้ง 7 ชนิดนี้ สามารถให้ผลตอบแทนได้ดีมากในระดับเดียวกับพืชไร่ เมื่อเปรียบเทียบจากต้นทุนต่างๆ ในการเพาะปลูก

นอกเหนือจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เหมาะสมกับการปลูกพืชน้ำน้อยแล้ว การบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤตเช่นนี้ จำเป็นต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น การใช้ระบบน้ำหยด จึงถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมของเกษตรกรผู้ปลูกพืชน้ำน้อยในภาวะขาดแคลนน้ำเช่นนี้ โดยติดตั้งไว้บริเวณโคนต้นพืช พืชจะได้รับน้ำบริเวณรากอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ ทำให้ดินมีความชื้นคงที่ ช่วยให้ประหยัดเวลาและแรงงาน บำรุงรักษาระบบง่าย เกษตรกรสามารถดำเนินการได้เอง สามารถนำระบบนี้ใช้กับพื้นที่และดินได้ทุกประเภท ที่สำคัญคือ สามารถควบคุมวัชพืชได้และเป็นการประหยัดน้ำ ที่ส่งผลไปถึงการลดต้นทุนการปลูกในที่สุด ซึ่งการปลูกพืชน้ำน้อยนอกจากจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงขาดแคลนน้ำ ยังถือว่าเป็นการช่วยชาติในการใช้น้ำอย่างประหยัดอีกทางหนึ่งด้วย

วิมล รวดเร็ว กับงานสวน “วนเกษตร” ที่กบินทร์บุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการเกษตร

ทองสุข สิงห์พิมพ์

วิมล รวดเร็ว กับงานสวน “วนเกษตร” ที่กบินทร์บุรี

ระบบวนเกษตร หมายถึง การทำเกษตรในพื้นที่ป่า เช่น ปลูกพืชเกษตรแซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติ หรือการนำสัตว์ไปเลี้ยงในป่า การเก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และการใช้พื้นที่ป่าทำการเพาะปลูกในบางช่วงเวลา สลับกับการปล่อยให้ฟื้นคืนสภาพกลับไปเป็นป่า รวมถึงการสร้างระบบเกษตรให้มีลักษณะเลียนแบบระบบนิเวศป่าธรรมชาติ คือมีไม้ยืนต้นหนาแน่นเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ระบบมีร่มไม้ปกคลุมและมีความชุ่มชื้นสูง บางพื้นที่มีชื่อเรียกเฉพาะตามลักษณะความโดดเด่นของระบบนั้นๆ

การเกษตรรูปแบบนี้ส่วนใหญ่พบในชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกับพื้นที่ป่าธรรมชาติ เกษตรกรจะผลิตโดยไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ป่าเดิม เช่น ไม่โค่นไม้ป่า หรือการนำผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ “วนเกษตร” เป็นแนวคิดและทางเลือกปฏิบัติทางการเกษตรแบบหนึ่ง ซึ่งรูปแบบจะแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น โดยสามารถแบ่งเป็นหลายประเภท ดังนี้

1. วนเกษตรแบบบ้านสวน มีต้นไม้และพืชผลหลายชั้นความสูง โดยปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น สมุนไพร และพืชผักสวนครัวในบริเวณบ้าน

2. วนเกษตรที่มีต้นไม้แทรกในไร่นาหรือทุ่งหญ้า เหมาะกับพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ โดยการปลูกต้นไม้เสริมในที่ไม่เหมาะสมกับพืชผัก เช่น ที่เนินหรือที่ลุ่มน้ำขัง และปลูกพืชในที่ราบหรือที่สม่ำเสมอ

3. วนเกษตรที่มีต้นไม้ล้อมนาไร่ เหมาะกับพื้นที่ไร่นา ซึ่งมีลมแรงพืชผลที่ได้รับความเสียหายจากพายุเสมอ จึงต้องปลูกต้นไม้เพิ่มความชุ่มชื้น บังแดด บังลม ให้กับพืชผลที่ต้องการร่มเงาและความชื้น

4. วนเกษตรที่มีแถบต้นไม้และพืชผลสลับกัน เหมาะกับพื้นที่มีความลาดชันเป็นแนวยาว น้ำไหลเซาะหน้าดินมาก แถวต้นไม้ซึ่งปลูกไว้ 2-3 แถว สลับกับพืชผักเป็นช่วงๆ ขวางทางลาดชัน จะช่วยรักษาหน้าดินเอาไว้

5. วนเกษตรใช้พื้นที่หมุนเวียนปลูกไม้ยืนต้น พืชผลและเลี้ยงสัตว์ เหมาะกับพื้นที่ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ซึ่งมีพื้นที่ที่จะปลูกเป็นแปลงหมุนเวียน โดยมีต้นไม้ยืนต้นร่วมกับการเลี้ยงสัตว์และหมุนเวียนเพื่อฟื้นฟูดิน

คุณวิมล รวดเร็ว อยู่บ้านเลขที่ 161/2 หมู่ที่ 1 ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี 25110 เป็นหนึ่งในเกษตรกรที่รักการทำไร่ทำสวน ปลูกพืชผักร่วมกันหลากหลายมาร่วม 10 ปี ปลูกพืชผักแบบธรรมชาติจริงๆ โดยเน้นเกษตรผสมผสาน ในพื้นที่ 5 ไร่ ทำการเกษตรอินทรีย์ จะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ฮอร์โมน คำนึงถึงการสงวนรักษาอินทรียวัตถุในดินด้วยการปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชคลุมดิน ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ใช้เศษอินทรียวัตถุจากในสวน มุ่งสร้างความแข็งแกร่งให้แก่พืชด้วยการบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ ผลผลิตที่ได้จะอยู่ในรูปแบบของการปลอดสารพิษ เป็นระบบการเกษตรที่มีวิธีการผลิตที่ปลอดสาร การเกษตรอินทรีย์ เป็นการเกษตรที่เน้นการสร้างความสมบูรณ์ให้กับดิน โดยการใช้วิธีทางธรรมชาติ เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ มีการควบคุมและกำจัดพืชโดยวิธีกายภาพและอินทรีย์เคมี เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่ทำให้มีสารพิษตกค้างในผลผลิต ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค อีกทั้งปัญหาการเสื่อมโทรมของดิน

คุณวิมล จึงหันมาทดลองทำการเกษตรแบบเรียบง่าย ใช้แรงกายขุดดินถากถาง อาศัยธรรมชาติดูแลให้เกิดความสมดุลกันเอง และความพยายามในการพึ่งพิงระบบนิเวศในไร่สวน ไม่รบกวนธรรมชาติ ไม่ไถพรวน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี เน้นปุ๋ยพืชสด ไม่กำจัดวัชพืช แต่เน้นการคุลมดิน ปลูกพืชตระกูลถั่ว พืชผัก พืชเศรษฐกิจอื่นๆ ก่อนหลังฤดูกาล นับว่าได้ผลเกินคาดจริงๆ ทดลองผิดถูกเข้าใจในความคิดของตัวเอง จนได้รับใบประกาศดีเด่น ระดับจังหวัดมาแล้ว ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงหันมาทำในสวนตัวเอง ปลูกมะขาม มะม่วง มะขามเทศ ไม้ไผ่รวก ส่วนพืชผักจะปลูกข้าวโพด อ้อย พริก มะเขือ ชะอม เผือก กล้วย การปลูกพืชผสมผสานที่มีไม้ผล ไม้ยืนต้นหลากหลายอย่างตามฤดูกาล ยังปลูกพืชสมุนไพรหลากหลายชนิดใต้โคนต้น เช่น ตะไคร้ กระชาย ขิง ข่า ว่านต่างๆ สมุนไพรที่ผลิตใช้เองในสวนเพื่อไล่แมลง 5 ชนิด

1. สมุนไพรรสขม ใช้ฆ่าเชื้อแบคทีเรียและป้องกันแมลง เช่น ฟ้าทลายโจร บอระเพ็ด สะเดา โทงเทง

2. สมุนไพรรสฝาด ใช้ป้องกันเชื้อราและโรคพืช เช่น เปลือกแค เปลือกมังคุด เปลือกสีเสียด ใบฝรั่ง ใบทับทิม ขมิ้น

3. สมุนไพรรสเปรี้ยว ใช้ไล่แมลงทำให้แสบร้อน เช่น มะกรูด เปลือกส้ม น้ำมะขาม น้ำมะนาว

4. สมุนไพรรสเบื่อเมา ใช้ฆ่าหนอน เพลี้ย และแมลงอื่นๆ เช่น หางไหล ยาสูบ หนอนตายอยาก ใบน้อยหน่า สลัดได พญาไร้ใบ เป็นต้น

5. สมุนไพรมีกลิ่นหอมระเหย ใช้ไล่แมลงให้แสบร้อน เปลี่ยนกลิ่นต้นพืช เช่น ตะไคร้ โหระพา กะเพรา ผักชี สาบเสือ สาบแร้ง สาบกา ข่า เป็นต้น

ที่กล่าวมานี้ ในสวนของคุณวิมลมีพร้อม สามารถนำมาใช้ได้เลย นับว่าเป็นสิ่งที่น่าพอใจ แม้จะไม่ได้รวมถึงการเลี้ยงสัตว์ด้วย แต่ก็สามารถทำได้จริง ซึ่งมีไส้เดือนอยู่ใต้ดินอยู่มาก นั่นหมายความว่า ดินในไร่สวนนั้นยังอุดมสมบูรณ์ดีอยู่ ปรับอีกนิดหน่อยให้ดีขึ้นคงไม่ใช่เรื่องยาก คุณวิมล บอกว่า การทำเกษตรพอเพียงไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร พึ่งตัวเอง เลือกปลูกพืชที่พอหาได้ ปลูกทุกอย่างที่มี ค่อยเพิ่มเติมในบางครั้งแล้วจะมีครบทุกอย่าง อยู่แบบเรียบง่าย ยึดหลักกินง่ายอยู่ง่าย แบ่งกิน แบ่งใช้ ให้เป็น ชีวิตก็อยู่ได้อย่างสบาย มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ ไม่เคยเป็นหนี้ใคร อยู่แบบพอมีพอกินมาครึ่งคนแล้ว ชีวิตก็มีความสุขเหมือนกับคนอื่นๆ ยิ้มก็ยิ้มอย่างมีความสุขจากใจ ไม่เคยมีทุกข์ในใจ นับว่าเป็นเกษตรกรอีกคนหนึ่งที่น่าจะเอาอย่าง มีพร้อมทุกอย่าง แม้สิ่งที่ทำอยู่จะไม่ดีนัก แต่ก็อยู่ได้อย่างสบาย หาได้ยากยิ่งนัก ในสวนยังปลูกจำพวกดอกกระเจียว ดอกอุ้มน้อง มะเดื่อฝรั่ง ผักหวานป่า ไผ่รวก ไผ้เลี้ยง ไผ่หวาน

จากการทำเกษตรพอเพียงที่ผ่านมา ไม่เคยประสบปัญหาสักครั้ง เน้นทำเอง ขายเอง มาโดยตลอด หากเกษตรกรทำได้อย่างนี้จะไม่เกิดปัญหาอย่างแน่นอน ระดับครัวเรือน ยึดหลักปรัญาของเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ตามกำลังและศักยภาพที่ตนมีอยู่ เน้นพึ่งตนเองในทุกๆ ด้าน อาศัยแรงกายเสมอ ทุกอย่างก็จะเกิดผลและมีความสุข รักษาสถานะของมาตรฐานการครองชีพโดยการพึ่งตนเอง เพื่อสามารถยังชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงิน หรือซื้อปัจจัยในการดำรงชีวิตด้วยเงินสดราคาแพง ความพอเพียงนี้มิได้หมายถึง สังคมเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างที่ดีจะให้ทุกคนในประเทศ ทุกสาขาอาชีพ ยึดเป็นแนวปฏิบัติดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน ตอนกิ่งพันธุ์ไม้ ก็มีความสุขมากแล้ว

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อซื้อผลผลิต สอบถามได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ (092) 113-5201

วิจัย กระถิน และทางปาล์มน้ำมัน เป็นวัสดุปลูกกล้วยไม้ ทดแทนกาบมะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการเกษตร

นวลศรี โชตินันทน์

วิจัย กระถิน และทางปาล์มน้ำมัน เป็นวัสดุปลูกกล้วยไม้ ทดแทนกาบมะพร้าว

การส่งออกกล้วยไม้ ในช่วง ปี 2552-2557 มีปริมาณการส่งออกอยู่ระหว่าง 20,944-25,269 ตัน คิดเป็นมูลค่า อยู่ระหว่าง 1,966-2,366 ล้านบาท สำหรับกล้วยไม้สกุลหวายตัดดอก มีการผลิตและส่งออก ประมาณร้อยละ 90 ของผลผลิตกล้วยไม้ทั้งหมด แต่ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงกล้วยไม้และผู้ประกอบการต้องประสบกับปัจจัยเสี่ยงมีผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งปัญหาด้านการตลาด ปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูงขึ้น การขยายพื้นที่เพาะปลูกยังทำได้จำกัด นอกจากนั้น ยังมีปัญหาความเสี่ยงจากมาตรการการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหภาพยุโรป

ปัจจุบัน กาบมะพร้าว ซึ่งเป็นวัสดุปลูกที่นิยมใช้ในการปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายกำลังขาดแคลน เนื่องจากปัญหาผลผลิตมะพร้าวของไทยลดลงไปมาก อันเนื่องมาจากพื้นที่เพาะปลูกลดลง ปัญหาเนื่องจากการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าว และมีการลดพื้นที่ปลูกมะพร้าวไปปลูกปาล์มน้ำมัน ทำให้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายที่จำเป็นต้องใช้กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูก ทำให้กาบมะพร้าวมีไม่เพียงพอและมีราคาสูงขึ้น จากเดิมกระบะปลูกกล้วยไม้ ราคา กระบะละ 5-7 บาท ปรับราคาเป็น 15-20 บาท กาบมะพร้าวเหมารถ 6 ล้อ คันละ 2,500 บาท เพิ่มราคาขึ้นมากกว่า 5,000 บาท

หาวัสดุมาทดแทนกาบมะพร้าว

คุณพุทธธินันทร์ จารุวัฒน์ วิศวกรการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร หัวหน้าคณะดำเนินการศึกษาวิจัยวัสดุทดแทนกาบมะพร้าว เล่าว่า โดยทั่วไปเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย หลังจากปลูกไปแล้วทุกๆ 3-5 ปี จะต้องรื้อต้นกล้วยไม้เก่าและกาบมะพร้าวที่เป็นวัสดุปลูกออกเพื่อปลูกต้นใหม่ เนื่องจากกล้วยไม้มีจำนวนลำลูกกล้วยไม้มากและหนาแน่นขึ้น ทำให้การระบายอากาศไม่ดี และมีการสะสมโรคในลำต้นเก่าๆ ประกอบกับกาบมะพร้าวเริ่มผุและเปื่อยยุ่ย ทำให้ผลผลิตกล้วยไม้ลดลง เกษตรกรเจ้าของแปลงกล้วยไม้จะต้องมีการวางแผนในการหากาบมะพร้าวให้ได้แน่นอนก่อนที่จะรื้อแปลง เพราะถ้าหากหากาบมะพร้าวไม่ได้ จะต้องทิ้งแปลงให้ว่างเปล่า ส่งผลให้ขาดรายได้

สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร จึงทำการศึกษาและพัฒนาหาวัสดุปลูกมาทดแทนกาบมะพร้าวสำหรับนำมาใช้ในการปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยลดปริมาณการใช้กาบมะพร้าว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายดังกล่าวได้ โดยเฉพาะวัสดุที่เหลือทิ้งทางการเกษตร หากนำมาทดแทนได้ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าวัสดุการเกษตรที่เหลือทิ้งได้อีกทางหนึ่ง

คุณพุทธธินันทร์ อธิบายว่า วัสดุหรือเครื่องปลูก มีหน้าที่ให้รากยึดเกาะเพื่อให้ลำต้นกล้วยไม้ตั้งต้น ไม่โอนเอนหรือล้ม นอกจากนั้น วัสดุปลูกกล้วยไม้ยังทำหน้าที่เก็บความชื้นและธาตุอาหาร เพื่อให้รากดูดนำไปใช้ ขณะเดียวกันวัสดุปลูกยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศรอบๆ ระบบรากด้วย

“การพิจารณาเลือกวัสดุปลูก เราต้องคำนึงถึงคุณสมบัติที่จะช่วยให้ระบบรากและต้นกล้วยไม้เจริญงอกงามดี และต้องหาได้ง่าย ราคาถูก ทนทาน คือไม่ย่อยสลายเร็วเกินไป ปราศจากสารพิษเจือปน และสะดวกต่อการปลูก”

คัดเลือกวัสดุเหลือทิ้ง

ทางการเกษตร

คุณพุทธธินันทร์ บอกว่า วัสดุที่เหมาะสำหรับนำมาเป็นวัสดุปลูกทดแทนกาบมะพร้าวสำหรับปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย เราเลือกไว้ทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่ กระถิน ทางปาล์มน้ำมัน ทางสะละ เศษเหลือทิ้งจากสับปะรด ทะลายเปล่าปาล์มน้ำมันจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ โดยมีวัสดุกาบมะพร้าวเป็นตัวเปรียบเทียบ

“เราได้ทำการคัดเลือกวัสดุเหลือทิ้งที่ต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะนำมาเป็นวัสดุปลูก คือต้องหาได้ง่าย ต้นทุนต่ำ ระบายน้ำได้ดี ไม่อุ้มน้ำจนแฉะ ช่วยให้ระบบรากและต้นกล้วยไม้เจริญเติบโตดี ต้องไม่มีสารพิษเจือปน สะดวกต่อการใช้ปลูก สามารถนำมาอัดเป็นก้อนวัสดุปลูกทดแทนกาบมะพร้าวสำหรับปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายได้ และต้องมีอายุใช้งานได้ไม่เกิน 3 ปี”

ใช้เวลาศึกษาทดลองประมาณ 3 ปี เริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2555 สิ้นสุดการทดลองในเดือนกันยายน 2558 ทั้งนี้ ได้รับความอนุเคราะห์จากกลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร และสวนกล้วยไม้ของ คุณสุวรรณ หิรัญวรวุฒิกุล สวนกล้วยไม้สุวรรณภูมิออร์คิด เลขที่ 54 หมู่ที่ 11 ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ให้ความร่วมมือในการศึกษาวิจัยการปลูกกล้วยไม้โดยใช้วัสดุปลูกดังกล่าวข้างต้นมาทดแทนกาบมะพร้าว

สร้างบล็อกโมเดล

สำหรับอัดเป็นก้อนวัสดุปลูก

การดำเนินการ เริ่มจากนำตัวอย่างวัสดุทั้งหมดไปทำการศึกษาวิธีลดขนาดและกระบวนการอัดก้อนวัสดุสำหรับปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย สำหรับต้นกระถินหรือกิ่งกระถินใช้เครื่องหั่นย่อยกิ่งไม้ และใช้เครื่องหั่นเส้นใย คือ ทะลายเปล่าปาล์มน้ำมัน ทางปาล์ม ทางสะละ และเศษเหลือทิ้งจากสับปะรด ซึ่งมีลักษณะเป็นพืชเส้นใย เครื่องหั่นนี้ได้พัฒนาขึ้นมาโดยสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร จากนั้นนำไปอัดเป็นก้อนวัสดุสำหรับปลูกกล้วยไม้ โดยการสร้างบล็อกโมเดลสำหรับขึ้นรูป มีขนาด 24x36x8 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดเดียวกับก้อนวัสดุปลูกกาบมะพร้าวที่ใช้กันทั่วไปในสวนกล้วยไม้ของเกษตรกร บล็อกดังกล่าวใช้ปูนซีเมนต์เป็นตัวประสานให้วัสดุเหลือทิ้งที่เตรียมไว้สามารถขึ้นเป็นวัสดุปลูกได้

จากนั้น นำตัวอย่างก้อนวัสดุปลูกทั้งหมดไปทำการศึกษาวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี เพื่อทดสอบค่าต่างๆ ที่กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา ต่อจากนั้นนำเครื่องวัสดุปลูกทุกชนิดไปปลูกกล้วยไม้ในโรงเรือนกล้วยไม้ของเกษตรกร เพื่อศึกษาผลตอบสนองของต้นกล้วยไม้ในการเจริญเติบโตและออกดอก รวมถึงศึกษาอายุและการใช้งานของก้อนวัสดุปลูกแต่ละชนิด

กระถิน และทางปาล์มน้ำมัน

ทดแทนกาบมะพร้าวดีที่สุด

ผลการตอบสนองของกล้วยไม้ในวัสดุปลูกชนิดต่างๆ กระถิน และทางปาล์มน้ำมัน เป็นวัสดุปลูกที่เหมาะสมที่จะนำมาปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายทดแทนกาบมะพร้าว เนื่องจากมีคุณสมบัติทางกายภาพดี สามารถอุ้มน้ำได้ แต่ไม่แฉะ และไม่เป็นแหล่งสะสมของโรคและวัชพืช ให้ธาตุอาหารสูง และต้นกล้วยไม้มีผลตอบสนองต่อการเจริญเติบโตและการออกดอกดีที่สุด มีอายุการใช้งาน 5 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย ในขณะที่กาบมะพร้าวมีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและคุณภาพของการอัดเป็นก้อนวัสดุปลูก และเมื่อพิจารณาถึงความสะดวกในการนำมาใช้สำหรับเกษตรกรชาวสวนกล้วยไม้ พบว่า ต้นกระถิน เป็นต้นที่เจริญเติบโตง่าย มีอยู่ทั่วไปในสภาพพื้นที่ของประเทศไทย เมื่อตัดลำต้นไปใช้ก็สามารถเจริญเติบโตได้อีก สำหรับทางปาล์มน้ำมันก็หาได้ง่ายเช่นเดียวกัน ซึ่งมีรอบระยะเวลาการเก็บเกี่ยว ประมาณ 15-20 วัน ต่อครั้ง ทำให้มีทางปาล์มน้ำมันตลอดปี ดังนั้น วัสดุทั้งสองชนิดนี้จึงมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ทดแทนกาบมะพร้าวได้

คุณพุทธธินันทร์ กล่าวอีกด้วยว่า นอกจากนั้น ยังได้ทำการวิจัยในส่วนของเครื่องมือผลิตกระบะวัสดุปลูกทดแทนกาบมะพร้าวในเชิงพาณิชย์ โดยผลิตเครื่องผลิตกระบะวัสดุปลูกกล้วยไม้ต้นแบบ ซึ่งมีความสามารถในการผลิต 25-30 กระบะ ต่อชั่วโมง กระบะวัสดุปลูก มีขนาด 20x36x8 เซนติเมตร สามารถปลูกกล้วยไม้ได้ 4 ต้น

การศึกษาและพัฒนาวัสดุปลูกกล้วยไม้ที่เหลือทิ้งทางการเกษตร สำหรับนำมาใช้ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวายทดแทนกาบมะพร้าวที่มีปัญหาการขาดแคลนอยู่ในขณะนี้ จะเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการลดปริมาณการใช้กาบมะพร้าว ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ตัดดอกสกุลหวาย และยังเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรสวนปาล์มได้อีกด้วย

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยเกษตรวิศวกรรมจันทบุรี เลขที่ 27 หมู่ที่ 1 ตำบลพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี รหัสไปรษณีย์ 22000 โทรศัพท์ (039) 451-222 หรือ (089) 831-2976

ไพรัตน์ ทรงพานิช ผสมพันธุ์บัวฝรั่งที่มีสีน้ำเงินต้นแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

รายงานพิเศษมหัศจรรย์แห่งบัวปลูกก็สวย ขายก็รวย

สุรเดช สดคมขำ

ไพรัตน์ ทรงพานิช ผสมพันธุ์บัวฝรั่งที่มีสีน้ำเงินต้นแรกของโลก

บัวฝรั่ง (hardy waterlily) มีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่นและเขตหนาว จัดอยู่ใน สกุล Nymphaea เช่นเดียวกับ บัวผัน บัวเผื่อน บัวกินสาย และจงกลนี ที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน จากการสืบค้นพบว่ามีการนำบัวฝรั่งมาปลูกในประเทศไทย เมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว พันธุ์ส่วนใหญ่มาจากยุโรปและอเมริกา บัวฝรั่งสามารถเจริญเติบโตได้ดีและออกดอกได้เกือบตลอดทั้งปีเมื่อนำมาปลูกในประเทศไทย

บัวฝรั่ง มีลักษณะเฉพาะคือ ใบกลม ขอบใบเรียบ ดอกลอยหรือชูพ้นน้ำเล็กน้อย ลำต้นที่อยู่ใต้ดินเป็นแบบเหง้า มีการเจริญเติบโตแบบแนวนอน ดอกที่ออกมี 5 สี คือ ขาว ชมพู แดง เหลือง และแสด ดอกจะบานประมาณ 3 วัน ลักษณะการบานของดอกจะบานและหุบวันละ 1 ครั้ง ช่วงเวลาประมาณ 06.00-14.00 น.

ดอกของบัวฝรั่งเป็นแบบดอกเดี่ยวสมบูรณ์เพศ การผสมพันธุ์ของบัวฝรั่งเป็นแบบข้าม (Cross-pollination) โดยที่ยอดเกสรตัวเมียอยู่ส่วนกลางของดอกมีลักษณะเป็นแอ่งคล้ายจาน เกสรตัวผู้จะเรียงรายเป็นวงอยู่รอบๆ ยอดเกสรตัวเมีย ถัดออกมาจะเป็นวงของกลีบดอกและกลีบเลี้ยง

ธรรมชาติของบัวสกุล Nymphaea มีกลไกในการป้องกันการผสมตัวเองภายในดอกเดียวกัน กลไกนี้เรียกว่า โพรโตจีนัส (protogynous) คือ การที่เกสรตัวเมียพร้อมรับการผสมละอองเกสรจากดอกอื่น ก่อนที่เกสรตัวผู้ของดอกเดียวกันจะแพร่กระจายละอองเกสรออกมา ดังนั้น บัวในสกุลนี้เกสรตัวเมียพร้อมรับการผสมในวันแรกเมื่อดอกบาน ส่วนเกสรตัวผู้พร้อมกระจายละอองเกสรในวันที่ 2 และ 3 นอกจากนี้ ยังมีบางสายพันธุ์ที่เกสรตัวผู้พร้อมผสมกับเกสรตัวเมียในวันแรกของการบานในดอกเดียวกัน แต่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

บัวฝรั่งแต่ละสายพันธุ์มีความสามารถในการผสมได้สำเร็จไม่เท่ากัน บางพันธุ์ผสมเท่าไรก็ไม่ติดฝัก บางพันธุ์นานๆ ครั้งถึงจะติดฝัก และบางพันธุ์เมื่อทำการผสมสามารถติดฝักได้ง่าย ซึ่งวิธีเหล่านี้ต้องอาศัยความชำนาญของนักปรับปรุงพันธุ์ เพื่อคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์บัวฝรั่งเหล่านั้นมาพัฒนาพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าพ่อแม่พันธุ์ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาข้อมูลเพื่อเป็นความรู้พื้นฐาน

คุณไพรัตน์ ทรงพานิช อยู่บ้านเลขที่ 211/230 หมู่ที่ 9 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อีกหนึ่งนักปรับปรุงพันธุ์ ผู้ที่มีความหลงใหลในบัวฝรั่ง จนสามารถพัฒนาพันธุ์ได้บัวฝรั่งพันธุ์ใหม่ที่มีสีสันสวยงามแปลกตา มีลักษณะที่โดดเด่นกว่าพ่อแม่พันธุ์ และสามารถนำไปจดทะเบียนตั้งชื่อบัวพันธุ์ใหม่กับสมาคมบัวและไม้น้ำสากลที่สหรัฐอเมริกา และยังประสบผลสำเร็จในการผสมพันธุ์บัวข้ามสกุลย่อย ระหว่างบัวฝรั่งกับบัวผัน ได้ลูกผสมบัวฝรั่งที่มีดอกสีน้ำเงินต้นแรกของโลก ทำให้ได้รับรางวัล “Hall of Fame” จากสมาคมบัวและไม้น้ำสากล เมื่อปี 2552

นักวิชาการเกษตร

ผู้หลงใหลในบัวฝรั่ง

คุณไพรัตน์ เล่าว่า ทำงานอยู่ที่สถาบันวิจัยยางตั้งแต่ปี 2524 ซึ่งในช่วงนั้นยังไม่มีความสนใจในบัวมากนัก จนประมาณปี 2542 ได้ตกหลุมรักบัวฝรั่งชนิดหนึ่งที่มีความสวยสะดุดตา

“ในตอนแรก ผมก็ไม่ค่อยได้สนใจบัวเหมือนกัน เมื่อได้ไปพบบัวที่ชื่อ เพอรีส์ไฟโอปอล (Perry”s Fire Opal) ที่มีความสวยงามมาก ผมก็ได้ไปถ่ายรูปมา แล้วก็มาสอบถามกับ อาจารย์เสริมลาภ วสุวัต ซึ่งตอนนั้นท่านเกษียณอายุราชการไปแล้ว บัวที่ท่านปลูกอยู่ที่บ้านมีบัวชนิดนี้อยู่ ท่านก็เลยให้มาเลี้ยงดู มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกบัวของผมมาตั้งแต่นั้นเลย” คุณไพรัตน์ เล่าถึงความเป็นมาของการปลูกบัวฝรั่งเพื่อเป็นไม้ประดับ

เมื่อได้บัวฝรั่งมาทดลองปลูก คุณไพรัตน์ เล่าว่า ไม่ได้นำมาปลูกเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว ยังหาพันธุ์ใหม่ๆ เข้ามาปลูกเพิ่มเพื่อทดลองเก็บข้อมูลการออกดอกและการติดฝัก

“ก่อนหน้านั้นผมมีข้อมูลว่า บัวฝรั่งผสมพันธุ์มันไม่ค่อยติด โดยเฉพาะในบ้านเรา แต่ที่ผมปลูกอยู่ มันเกิดติดฝักเอง ก็คือผึ้งมาผสม มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มมาสนใจการผสมพันธุ์บัว โดยเรียนรู้จากท่านอาจารย์เสริมลาภ และก็สืบค้นจากตำราที่มีอยู่ในประเทศไทย กับเว็บไซต์ต่างประเทศ” คุณไพรัตน์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการคิดริเริ่มผสมพันธุ์บัวฝรั่ง

การผสมพันธุ์บัวฝรั่ง

มีขั้นตอน ดังนี้

คุณไพรัตน์ เล่าว่า ก่อนที่จะผสมพันธุ์บัวฝรั่ง ได้ทำการศึกษาหาข้อมูลเป็นอย่างดีว่าพันธุ์ไหนบ้างที่เหมาะสมนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์

“ผมเข้าไปดูในเว็บไซต์ ผิดพลาด! การอ้างอิงการเชื่อมโยงหลายมิติไม่ถูกต้องพันธุ์ไหนที่สามารถเป็นพ่อแม่ได้ พันธุ์ไหนที่สามารถเป็นต้นแม่ได้ พันธุ์ไหนที่สามารถเป็นต้นพ่อได้ พันธุ์ไหนที่ไม่ค่อยติดฝัก ซึ่งในนั้นจะเป็นข้อมูลพื้นฐาน เป็นเอกสารของคนฝรั่งเมื่อร้อยปีมาแล้ว เขายังบอกอีกว่าได้มีการพยายามเอาบัวฝรั่งมาผสมกับบัวผัน เพื่อให้ได้บัวฝรั่งที่มีดอกสีน้ำเงิน เพราะเดิมทีบัวฝรั่งจะไม่มีดอกสีน้ำเงิน จะมีเพียง 5 สีเท่านั้น คือ สีแดง สีขาว สีชมพู สีเหลือง และก็สีแสด ซึ่งคนฝรั่งเขาอยากเห็นบัวที่มีดอกสีน้ำเงิน สีม่วง ผมก็เลยทดลองเอาบัวฝรั่งทดลองผสมกับบัวผัน จนติดฝักและมาเพาะจนได้บัวฝรั่งที่มีสีม่วงน้ำเงินได้สำเร็จ เป็นคนแรกของโลก” คุณไพรัตน์ กล่าว

หลักการสำหรับผสมพันธุ์บัว มีวิธีดังนี้คือ

1. นำละอองเกสรจากดอกของต้นพ่อ มาใส่ในน้ำต้อยบนยอดเกสรตัวเมียของต้นแม่ ซึ่งดอกของต้นแม่ต้องมีการป้องกันการผสมเกสรไว้ก่อนโดยคลุมด้วยถุงผ้าแพร โดยนำผ้าแพรคลุมดอกที่ต้องการใช้ในการผสมพันธุ์ อย่างน้อย 1 วัน

2. เลือกต้นแม่ โดยพิจารณาจากดอกที่บานในวันแรกเป็นต้นแม่ ดอกของต้นแม่ที่บานในวันแรกสังเกตได้จากส่วนกลางของดอกจะมีน้ำต้อยอยู่ที่จานยอดเกสรตัวเมีย

3. เลือกต้นพ่อ โดยใช้ดอกที่บานในวันที่ 2 หรือ 3 อับเรณูจะเปิดออกเพื่อแพร่กระจายเรณู ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์จะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 08.00-10.00 น.

4. ใช้กรรไกรตัดอับเรณูใส่ช้อน จะสังเกตเห็นละอองเกสรสีเหลือง จากนั้นนำอับเรณูของต้นพ่อ ลงในจานยอดเกสรตัวเมียของดอกต้นแม่ ใช้พูกันคนเบาๆ เพื่อให้ละอองเกสรแพร่กระจาย

5. คลุมดอกต้นแม่ที่ผสมเสร็จแล้วด้วยถุงผ้าแพรเหมือนเดิม และผูกรัดไว้พร้อมทั้งเขียนรายละเอียดผูกติดไว้กับก้านดอก

6. เมื่อดอกที่ผสมบานได้ 5 วัน ดอกที่ได้รับการถ่ายละอองเกสรจะจมใต้น้ำ จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้าดอกที่จมมีการเน่าแสดงว่าไม่มีการผสมข้ามเกิดขึ้น แต่ถ้ากลีบเลี้ยงและกลีบดอกยังคงอยู่ รังไข่จะขยายตัวเจริญเติบโตเป็นฝัก

7. หลังจากนั้นฝักจะติดเมล็ด ซึ่งเมล็ดจะมีการห่อหุ้มด้วยเจลาติน (ช่วยให้เมล็ดกระจายตัวไปตามน้ำ ไปงอกตามที่ต่างๆ เพื่อขยายพันธุ์ต่อไป) จากนั้นนำถุงผ้าแพรซึ่งมีฝักอยู่มาแช่ในน้ำสัก 2-3 วัน เจลาตินจะเริ่มเปื่อย ทำการล้างเมือกออกจากเมล็ด แยกเมล็ดที่ดีออกจากเมล็ดที่ผิดปกติ

8. นำเมล็ดที่สมบูรณ์ใส่ลงในภาชนะขนาดเล็กที่ใส่น้ำไว้ และปิดฝาให้สนิท นำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4-5 องศาเซลเซียส เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน เพื่อทำการพักตัวของเมล็ด เรียกวิธีการนี้ว่า สตราติฟิเคชั่น (stratification)

9. หลังจากนั้น นำเมล็ดที่พักตัวไว้ นำมาเพาะที่อุณหภูมิปกติ เพื่อดูบัวฝรั่งลูกผสมว่าจะให้ลักษณะเด่นหรือด้อยออกมา

จากการผสมพันธุ์บัวฝรั่ง คุณไพรัตน์ บอกว่า นอกเหนือจากความรู้ความเข้าใจในการผสมพันธุ์แล้ว ความขยันหมั่นเพียรในการผสม และความหลากหลายในการจับคู่ผสม นับว่ามีความสำคัญ เพราะการที่จะประสบผลสำเร็จในการผสมข้ามพันธุ์บัว ไม่ใช่เพียงแต่ให้ได้ต้นใหม่ที่ต้องการ แต่องค์ประกอบต่างๆ ของบัวที่ผสมข้ามนั้น ต้องเป็นที่น่าสนใจแก่คนทั่วไปเพื่อให้ลูกผสมมีความสวยงามแปลกตาไปกว่าเดิมที่มีอยู่ และควรได้รับการนำออกเผยแพร่แก่สาธารณชนด้วย

“ผมก็เขียนเป็นผลงานวิจัยขึ้นมา ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมบัวและไม้น้ำสากล และก็ในเว็บไซต์ victoria-adventure.org ตีพิมพ์ในเอกสารนานาชาติอีกฉบับหนึ่ง และทางสมาคมปรับปรุงพันธุ์พืชก็ได้มอบรางวัลให้ผมเป็นนักปรับปรุงพันธุ์พืชดีเด่นในปี 2551” คุณไพรัตน์ กล่าวด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความภาคภูมิใจของรางวัลที่ได้รับ

จากความพยายาม

นำมาสู่ความสำเร็จ

เมื่อคุณไพรัตน์ทดลองผสมพันธุ์บัวฝรั่งด้วยการทดลองอยู่นานหลายปี สุดท้ายเขาก็ประสบผลสำเร็จ สามารถได้ลูกผสมของบัวฝรั่งที่มีสีน้ำเงินต้นแรกของโลกได้สำเร็จ และได้ตั้งชื่อว่า “สยามบลูฮาร์ดดี้”

“เมื่องานวิจัยของผมออกไป ประมาณปี 52 ทางสมาคมบัวและไม้น้ำสากล ก็ได้มอบรางวัล “Hall of Fame” จึงนับว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ต่อมาประมาณปี 54 ช่วงนั้นน้ำท่วมใหญ่ บัวสยามบลูฮาร์ดดี้ ที่ผสมนั้นมันขยายพันธุ์ไม่ได้ มันก็เลยตาย โดยอาจจะเป็นหอยกัดยอดทำให้ตายไป หลังจากนั้นผมก็ทำการพัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยใช้วิธีการเดิมแต่จับคู่พ่อแม่ใหม่ ก็เลยได้พันธุ์ใหม่ชื่อ ควีนสิริกิติ์ (Nymphaea “Queen Sirikit”) ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามให้”

“ส่วนปัญหาและอุปสรรค บางครั้งผสมแล้วไม่ค่อยติดเมล็ด เพราะเราใช้การผสมข้าม บางทีคู่พ่อแม่พันธุ์ไม่เหมาะสมกัน พอติดเมล็ดแล้วเมล็ดไม่ยอมงอก หรืออีกแบบเมล็ดงอกแต่ต้นไม่สมบูรณ์ไม่ยอมออกดอกก็มี ส่วนบัวสยามบลูฮาร์ดดี้ ที่ผสมแล้วตายไม่สามารถผสมใหม่ได้แล้ว พูดถึงเสียดายไหมก็เสียดาย แต่ทำให้เราได้วิธีการที่จะทำต่อไป ผลจากสิ่งนั้นก็ทำให้เราได้พัฒนามาเป็นบัวควีนสิริกิติ์ที่สามารถแตกหน่อได้ดีมาก เมื่อเทียบกับบัวสยามบลูฮาร์ดดี้ที่ไม่สามารถแตกหน่อได้” คุณไพรัตน์ กล่าว

ความนิยม ขึ้นอยู่กับความชอบ

ของแต่ละบุคคล

สำหรับคุณไพรัตน์ มองว่าเรื่องการตลาดของบัวนั้น ยังเป็นที่นิยมไม่มากนัก

“ตลาดของบัวมันยังน่าจะแคบอยู่ เพราะว่ามันไม่เหมือนกับพืชอื่นๆ ตลาดยังไม่กว้างมาก เพราะเป็นความชอบส่วนบุคคลมากกว่า ส่วนคนที่จะทำเป็นอาชีพ อาจจะต้องทำเป็นบัวที่ติดตลาดทั่วๆ ไป ถ้าจะผสมขึ้นมาใหม่บางครั้งมันก็ยากหน่อย มันต้องอาศัยความรู้ด้วย ส่วนตัวผม ผมไม่ได้จำหน่ายบัวที่ผสมเอง ผมจะให้ทางคุณพราว สวนบัวปางอุบล เป็นคนจัดจำหน่ายอีกทีหนึ่ง ผมก็เหมือนเป็นนักพัฒนาพันธุ์ส่งให้ทางนั้นอีกที” คุณไพรัตน์ กล่าว

สำหรับท่านใดที่สนใจบัวฝรั่งที่พัฒนาพันธุ์ที่มีดอกสวยแปลกใหม่สะดุดตา สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณไพรัตน์ ทรงพานิช หมายเลขโทรศัพท์ (089) 980-0646

ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น ผู้สืบทอดงาน “สวนบัวปางอุบล” ที่นนทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

รายงานพิเศษมหัศจรรย์แห่งบัวปลูกก็สวย ขายก็รวย

สุรเดช สดคมขำ

ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น ผู้สืบทอดงาน “สวนบัวปางอุบล” ที่นนทบุรี

บัว เป็นพืชประเภทล้มลุกมีหัวอยู่ในดิน การเจริญเติบโตชูใบและดอกขึ้นมาบนผิวน้ำ ใบมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ ดอกเป็นกลีบที่เรียงซ้อนกันหลายชั้น แต่ละสายพันธุ์มีขนาดและสีสันของดอกเป็นเอกลักษณ์แตกต่างกัน มีความสวยงดงาม สมดังที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ราชินีแห่งไม้น้ำ”

บัว นับว่ามีความสำคัญกับมนุษย์มาอย่างยาวนาน จะเห็นได้จากศิลปะแขนงต่างๆ ก็จะนำบัวเข้ามาร่วมกับวิถีชีวิตประจำวัน เช่น พิธีกรรมทางศาสนา การนำใบบัวมาห่ออาหาร ตลอดจนเป็นอาหารและสมุนไพรเพื่อเป็นยา

นักพฤกษศาสตร์จำแนกบัวเป็น 2 วงศ์ (Family) ได้แก่

1. วงศ์ไม้น้ำก้านแข็ง (Nelumbonaceae) มีชื่อที่เรียกสามัญในภาษาอังกฤษว่า Lotus มีลักษณะก้านแข็ง บัวในวงศ์นี้มีเพียงสกุล (Genus) เดียว คือ สกุล Nelumbo (ปทุมชาติ) เช่น บัวหลวง บัวฉัตร และบัวแหลม

2. วงศ์ไม้น้ำก้านอ่อน (Nymphaeaceae) มีชื่อสามัญที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Waterlily ที่รู้จักกันเป็นบัวสาย ก้านมีลักษณะที่อ่อน มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนและเขตอบอุ่นหนาว บัวในวงศ์นี้มีด้วยกัน 6 สกุล (Genus) คือ สกุล Barclaya, สกุล Euryale, สกุล Nuphar, สกุล Nymphaea, สกุล Ondinea และ สกุล Victoria

จาก 6 สกุล (Genus) ข้างต้น สกุลที่น่าสนใจและนิยมปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับ เนื่องจากมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์และมีความสวยงาม ได้แก่ สกุล Nymphaea สามารถแบ่งออกได้เป็น 6 สกุลย่อย (Subgenus) คือ

1. สกุลย่อย Anecphya เป็นพวกบัวยักษ์ออสเตรเลีย

2. สกุลย่อย Brachyceras เป็นพวกบัวผัน บัวเผื่อน บัวจงกลนี

3. สกุลย่อย Confluentes เป็นบัวยักษ์ออสเตรเลียอีกจำพวกหนึ่ง

4. สกุลย่อย Hydrocallis เป็นพวกบัวเขตอบอุ่น ดอกจะบานในช่วงเวลากลางคืน

5. สกุลย่อย Lotos เป็นบัวที่อยู่ในเขตร้อน ดอกจะบานในช่วงเวลากลางวัน หรือที่ทุกคนรู้จักคือ บัวกินสายที่มีอยู่ในประเทศไทย

6. สกุลย่อย Nymphaea เป็นบัวเขตอบอุ่น ดอกจะบานในช่วงเวลากลางวัน คนไทยรู้จักในชื่อ “บัวฝรั่ง” มีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า Hardy Waterlily สามารถนำมาพัฒนาพันธุ์ได้ดี

จากความสวยน่าหลงใหลชวนมองแบบไม่ชวนเบื่อ บัวจึงถือเป็นไม้ประดับที่นำมาปลูกลงในอ่างน้ำเพื่อตกแต่งบ้านเรือน เป็นสิ่งที่สวยงามไม่แพ้ไม้ดอกไม้ประดับชนิดอื่นๆ เหมือนเช่น สวนบัวปางอุบล อยู่บ้านเลขที่ 25 ซอยติวานนท์ 46 ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยมี น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น หรือ คุณพราว เป็นเจ้าของ

จากช่วยคุณพ่อดูแล

กลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่าในชีวิต

คุณพราว เล่าให้ฟังว่า ผู้ที่เริ่มปลูกบัวคนแรกของครอบครัว คือ ดร. เสริมลาภ วสุวัต ซึ่งเป็นคุณพ่อของเธอ

“ประมาณ ปี 2512 คุณพ่อเริ่มสนใจเรื่องบัว ด้วยเหตุผลที่ว่าในสายงานของคุณพ่อ คือถูกส่งไปดูงานเกี่ยวกับยางพาราที่ภาคใต้ ไม่มีเวลาอยู่บ้านมากนัก เพราะต้องเดินทางบ่อย แต่พอกลับมาอยู่บ้าน สิ่งที่คุณพ่อชอบมากที่สุดคือไปดูตลาดดอกไม้ สมัยก่อนตลาดดูต้นไม้นี่จะอยู่ที่สนามหลวงเป็นตลาดที่ใหญ่ ก็จะเห็นบัวหน้าตาประหลาดๆ ที่นำเข้ามาจากเมืองนอก ท่านก็เลยสนใจ เพราะสมัยที่ท่านเรียนที่เมืองนอก ท่านก็เคยเห็นว่าที่เมืองนอกมีบัวพวกนี้ ก็เลยคิดที่จะปลูกเพื่อเป็นกิจกรรมของท่าน การที่เอามาปลูกที่บ้าน ท่านคิดว่าไม่ต้องดูแลอะไรมาก แค่เติมน้ำเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องรดน้ำทุกวัน ทำให้คุณแม่ก็ไม่ต้องมาดูแลอะไรมาก ก็จึงเริ่มปลูกบัวตั้งแต่นั้นมา ท่านก็เรียนรู้ศึกษาไปกับสิ่งที่ทำตั้งแต่นั้นเลย” คุณพราว เล่าถึงความเป็นมา

บัวที่นำมาปลูกภายในบ้าน คุณพราว บอกว่า มีลักษณะที่แตกต่างไปจากบัวที่มีอยู่ในประเทศไทย บัวที่นำเข้ามาสมัยนั้น คุณพ่อของเธอเรียกเป็นบัวฝรั่ง (Hardy Waterlily) เพราะบัวเหล่านั้นมาจากเขตอบอุ่นหนาวที่อยู่เมืองนอก คุณพ่อของเธอจึงศึกษาอย่างจริงจังในสิ่งที่ชื่นชอบ

จากสิ่งที่คุณพ่อของคุณพราวสนใจ จึงถูกถ่ายทอดแทรกซึมมาภายในชีวิตของเธอ ทำให้เธอหลงรักมนต์เสน่ห์ในการปลูกเลี้ยงดูแลบัวด้วยเช่นกัน

“รู้สึกภูมิใจว่าคุณพ่อท่านเข้าใจคิด เวลาที่ท่านทำการปลูกหรือทำอะไร ก็จะให้เรามาอยู่ด้วยตลอด เราก็จะเกาะหลังท่านเสมอสมัยเด็ก พอโตมาหน่อย เวลาที่ท่านต้องจดข้อมูล เราก็จะต้องจด ทำให้ท่าน ทำให้สิ่งต่างๆ โดนปลูกฝั่งมาในชีวิตเรา เราจึงได้เรียนรู้ทุกอย่างไปพร้อมกับคุณพ่อ บัวจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเลย” คุณพราว กล่าวด้วยสีหน้าแววตาที่แสดงให้เห็นถึงความสุขของเธอในสมัยนั้น

บัวทรงจะดี ดอกจะงาม สีสดสวย

เพียงปลูกบัวแบบเข้าใจ ไม่มีอะไรยุ่งยาก

คุณพราว บอกว่า การจะปลูกบัวให้ดีให้สวย ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าลักษณะนิสัยของบัวนั้นเป็นอย่างไร เจริญเติบโตแบบไหน เพราะบัวมีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ และแต่ละพันธุ์มีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน

“บัวที่เน้นมาเพื่อเป็นบัวประดับ จะอยู่สกุล Nymphaea ซึ่งในสกุลนี้ยังแบ่งเป็นอีก 6 สกุลย่อย โดยทั้ง 6 สกุลย่อย จะแบ่งตามขอบเขตของต้นกำเนิด ขอบเขตของลักษณะประจำพันธุ์ที่มีแตกต่างกัน เช่น เวลาของการบานของดอก รูปทรงดอก ลักษณะของใบ ซึ่งใน 6 สกุลย่อยนี้ ที่คนไทยรู้จักดีก็คือ สกุลย่อยพวกบัวผัน บัวเผื่อน ดอกบานเวลากลางวัน สกุลย่อยพวกบัวกินสายที่ดอกจะบานตอนกลางคืน และส่วนอีกสกุลย่อยที่คนไทยรู้จักดีคือบัวฝรั่ง ดอกสวยแปลกตา อันนี้คือคร่าวๆ นะ ซึ่งทั้ง 6 สกุลย่อยนี้สามารถนำมาผสมกันได้ เพื่อเป็นการพัฒนาพันธุ์” คุณพราว อธิบาย

บัวจะเจริญเติบโตได้ดีต้องปลูกในพื้นที่ที่บัวอยู่แล้วสบาย เช่น บัวที่อยู่ในกระถางที่ประดับหน้าบ้านไม่สามารถหาอาหารได้เอง เพราะมีเนื้อที่จำกัด เมื่อเทียบกับบัวที่ปลูกภายในสระน้ำจะมีอาหารที่สมบูรณ์กว่า

“บัวที่ปลูกต้องดูว่าหาอาหารได้ไหม อย่างบัวในสระน้ำ เราไม่ต้องเสริมอะไรมาก เราต้องดูแลบัวที่อยู่ในกระถางให้ดี ด้วยการใส่ปุ๋ยให้เขาบ้าง ให้เขาได้มีอาหารที่สมบูรณ์ ส่วนใครที่ซื้อมาจากร้านที่จำหน่ายในกระถางเลย ตรวจดูสิว่าดินน้อยไปไหม ดินหมดสภาพหรือยัง เราก็อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนดินให้บัวใหม่” คุณพราว กล่าว

กระถางที่เหมาะสมสำหรับปลูกบัว คุณพราว บอกว่า มีความแตกต่างกัน ควรเลือกกระถางให้เหมาะสมกับแต่ละชนิด

“กระถางควรเลือกให้เหมาะกับชนิดของบัว เช่น ปลูกบัวหลวงกับบัวฝรั่งพวกนี้เจริญเติบโตแนวนอน ควรเลือกกระถางที่แบนกว้าง แต่ถ้าเป็นบัวที่เป็นพวกบัวสาย บัวผัน บัวเผื่อน บัวยักษ์ออสเตรเลีย และก็บัววิกตอเรีย กระถางที่ปลูกควรเป็นแบบสูงลึก เพราะการเจริญเติบโตเป็นแบบแนวดิ่ง” คุณพราว กล่าวถึงการเลือกกระถางปลูกบัวที่ถูกวิธี

การดูแลรักษา คุณพราว บอกวิธีง่ายๆ ว่า อย่าปล่อยให้น้ำภายในกระถางเน่า มีการให้ปุ๋ยบ้างเพื่อบำรุง ปุ๋ยที่ใช้เป็นสูตรเสมอ คือ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ก็ได้ ใส่ปุ๋ยประมาณ 1 ช้อนชา โดยนำปุ๋ยมาห่อด้วยดินให้เป็นก้อน แล้วฝังลงไปในดินบริเวณที่ปลูกบัว ใส่ปุ๋ยทุก 15 วัน การทำด้วยวิธีนี้จะทำให้บัวได้รับปุ๋ยได้โดยตรง ดีกว่าการหว่านลงไปในน้ำ

โรคที่เกิดกับบัวจะเป็นพวกเชื้อรา จะเกิดในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยน อีกโรคที่คุณพราว บอกว่า เป็นตัวปัญหาอยู่เหมือนกันคือ โรคใบจุด ป้องกันด้วยการปลิดใบทิ้ง ส่วนสัตว์น้ำที่ต้องระวัง ได้แก่ หอย เพราะจะกัดกินใบจนทะลุ ป้องกันด้วยการใช้ยาได้ แต่คุณพราว บอกว่า ถ้าปลูกในจำนวนที่น้อยไม่ใช้เลยจะดีที่สุด เพราะคนที่ปลูกสามารถดูแลได้ทั่วถึงอยู่แล้ว

บัวที่ลงปลูกใหม่ หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็จะออกดอกสวยๆ ให้ได้เชยชมสมกับที่รอคอย

จำหน่ายแบบเน้นคุณภาพ

ที่เป็นสายพันธุ์แท้ และสายพันธุ์ใหม่ๆ

คุณพราว บอกว่า บัวที่อยู่ภายในสวนของเธอก็มีการจำหน่าย แต่ต้องดูก่อนว่ามีปริมาณมากเพียงใด

“ที่นี่ก็มีจำหน่ายบัว เพียงแต่ว่าต้องดูก่อนว่าจำหน่ายได้หรือเปล่า เพราะถ้ามีเพียงต้นเดียว ไม่มีการแตกหน่อ ก็คงจะไม่จำหน่าย อย่างถ้าจะจำหน่ายอย่างน้อยที่สวนต้องมีบัวต้นนั้น 3 ต้นขึ้นไป” คุณพราว กล่าว

คุณพราว บอกว่า คนที่เป็นลูกค้าซื้อบัวของเธอส่วนใหญ่จะเป็นนักสะสมหรือผู้ที่ต้องการสายพันธุ์แท้และสายพันธุ์ใหม่ๆ ซึ่งราคาจำหน่ายอยู่ที่ 200 บาท จนถึงหลักพัน ราคาขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการพัฒนาพันธุ์ หรือเป็นสายพันธุ์ที่หายาก

อยากปลูกสร้างรายได้

ควรหาตลาดเพื่อรองรับ

สำหรับใครที่สนใจอยากปลูกบัวเพื่อสร้างรายได้ คุณพราว แนะนำว่า

“คนที่อยากทำเป็นอาชีพ ก่อนที่จะเริ่มลงมือทำ จะบอกว่าของพวกนี้มันเรื่องของการลงทุนทั้งนั้น ไม่ว่าจะปุ๋ย ยา น้ำ อยากให้ลองศึกษาให้มากๆ เสียก่อน คือเรียกง่ายๆ ว่าคนที่จะจำหน่ายบัวได้ต้องมีตลาดเสียก่อน อย่าไปมองว่าเห็นคนอื่นจำหน่ายได้ดีรวย แล้วไปทำตาม โดยที่ตัวเองไม่มีตลาดยังไงก็แพ้ อยากให้ดูเรื่องตลาดให้มากๆ” คุณพราว กล่าวแนะนำ

บัว อาจดูเป็นพืชที่ปลูกเลี้ยงดูแลไม่ยาก เพราะไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันเหมือนพืชชนิดอื่นๆ แต่การที่จะให้ออกดอกสวยงดงาม ต้นมีความสมบูรณ์ บางทีจึงจำเป็นต้องศึกษาอุปนิสัยของบัวให้ดีเสียก่อน เหมือนเช่นคุณพราวที่ได้ศึกษาเรียนรู้จากคุณพ่อ มามากกว่า 40 ปี จนเรียกง่ายๆ ว่า บัวคือส่วนหนึ่งของชีวิตเธอ และเธอก็คือส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ผลงานออกมา เพราะบัวหากจะให้ดีและสวยต้องมีเรื่องการพัฒนาพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้อง คุณพราวทำให้ได้เห็นว่า บัวที่ดูเหมือนไม่มีอะไรที่พิเศษ กลับเป็นสิ่งที่พิเศษทรงคุณค่า งดงาม เกินกว่าที่เราจะจินตนาการ

ท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ น.ต.หญิง ปริมลาภ ชูเกียรติมั่น หรือ คุณพราว ที่หมายเลขโทรศัพท์ (091) 295-6545

สนใจติดตามดูคลิปวิดีโอการปลูกบัว ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

ภูรินทร์ อัครกุลธร กับมุมมอง “บัวประดับของไทยก้าวไกล ไม่แพ้ชาติใด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

รายงานพิเศษ มหัศจรรย์แห่งบัวปลูกก็สวย ขายก็รวย

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ภูรินทร์ อัครกุลธร กับมุมมอง “บัวประดับของไทยก้าวไกล ไม่แพ้ชาติใด”

วันนี้หากมองในแง่ของบัวประดับแล้วต้องยกให้ประเทศไทย เพราะเรามีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม บัวสามารถออกได้ทั้งปี อีกทั้งยังมีสายพันธุ์บัวที่เกิดจากทั้งการปรับปรุงพันธุ์และการผสมกันตามธรรมชาติ และมีความสวยงามจนได้รับรางวัลจากการประกวดบัวระดับโลกมาแล้วมากมาย เรียกว่า บัวประดับของไทยนั้นไม่แพ้ชาติใดในโลก”

ผศ. ภูรินทร์ อัครกุลธร อาจารย์ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์บัว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ให้มุมมองถึงสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปในอนาคตของบัว ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นราชินีของไม้น้ำ

ถ้าในกลุ่มของบัวหลวง ต้องบอกว่า ประเทศจีนเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ประเทศไทยเองมีการนำเข้า ไหลบัว รากหรือเหง้าบัว จากจีนเข้ามาเป็นจำนวนมาก

แต่หากมองถึงความสามารถในเชิงการแข่งขันแล้ว ใช่ว่าประเทศไทยจะพัฒนาสายพันธุ์บัวหลวงให้แข่งกับประเทศจีนไม่ได้

“แต่หลายสิ่งเราสามารถพัฒนาสายพันธุ์ได้ อย่างรากบัวที่นำเข้ามาจากจีนจะเห็นว่า จะมีขนาดใหญ่แต่สั้น ในขณะที่รากบัวของประเทศไทยจะเล็กแต่ยาว เมื่อเป็นอย่างนี้เราเอาข้อดีมารวมกัน สร้างเป็นพันธุ์ใหม่ขึ้นที่ให้รากบัวทั้งใหญ่และยาว แบบนี้รับรองว่า สามารถสู้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งนักวิจัยต้องช่วยกันทำให้เกิดขึ้น”

ในขณะที่ประเทศกัมพูชา อาจารย์ภูรินทร์ บอกว่า ขณะนี้มีนักธุรกิจจากประเทศฝรั่งเศสเข้ามาตั้งบริษัทส่งเสริมและรับซื้อเส้นใยจากบัว เพื่อนำไปทอเป็นเส้นด้ายและนำไปสู่การใช้เป็นเครื่องเสื้อผ้า เพราะฝรั่งเศสเป็นเมืองแฟชั่น และต้องการเส้นใยจากธรรมชาติเป็นจำนวนมาก

“แบบนี้ประเทศไทยต้องมาดูแล้วว่า จะพัฒนาบัวพันธุ์ดีที่มีต้นใหญ่ก้านยาว และต้องเก็บก้านช่วงไหนถึงให้เส้นใยได้เยอะ”

“ดังนั้น ในด้านการพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์จากบัวเพื่อเพิ่มมูลค่ายังมีเรื่องที่ต้องศึกษาวิจัยอีกมาก ดังนั้น เราในฐานะนักวิจัย นักปรับปรุงพันธุ์คงต้องมาช่วยกันมองและทำให้เป็นข้อมูลที่ชัดเจนว่า จะทำอย่างไรให้มีข้อมูลทางวิชาการที่ชัดเจนและครบทุกด้าน ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และเกิดมูลค่ากลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับคนไทยทั้งประเทศ”

ยิ่งในภาวะภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร อาจารย์ภูรินทร์ได้ให้มุมมองว่า บัวนั้นสามารถเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกของเกษตรกร

“อย่างตอนนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าว บัวเป็นพืชตัวหนึ่งที่เป็นทางเลือก เพราะเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยกว่าข้าวมากเลย บัวไม่มีน้ำก็ขึ้นได้ ขอเพียงให้มีความชื้น และปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บดอกได้ตลอด แต่สิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือ ทำอย่างไรที่จะเพิ่มมูลค่าผลผลิตบัวที่เพิ่มมากขึ้น อย่างใบบัวแทนที่จะขายเป็นใบ แต่ควรแปรรูปเป็นชาใบบัวเพิ่มมูลค่า เป็นต้น”

สาเหตุเพราะปริมาณความต้องการใช้บัวหลวงรวมถึงบัวประดับนั้น ไม่ได้มีเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่ในต่างประเทศก็มีความต้องการสูงมาก

“ที่ผ่านมา บัวที่ปลูกในประเทศไทยสามารถส่งออกไปหลายประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี สวิตเซอร์แลนด์ และจีน ทั้งในรูปของหัวพันธุ์ หน่อ ต้นบัวประดับ รวมไปส่วนต่างๆ ของบัว ไม่ว่า ดีบัว เกสร หรือแม้กระทั่งใบบัว”

ตัวเลขจากการคาดการณ์น่าจะอยู่ในหลักร้อยล้านบาท

โดยอาจารย์ภูมรินทร์ บอกว่า จากการพัฒนาสายพันธุ์บัวในวันนี้ ได้ทำให้มีสายพันธุ์บัวประดับใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติในเรื่องการให้ดอก ความหอม และความสวยงามของดอกที่น่าสนใจ

“อย่างแค่เรื่องของสีของดอกบัวในวันนี้ บัวประดับนั้นมีสีครบทั้ง 7 สีตามวัน สามารถเลือกได้เลยว่า วันไหนสีเป็นมงคลหรือเป็นวันเกิด เช่น วันอังคารสีชมพู วันพุธสีเขียว หรือวันเสาร์สีม่วง เราก็มีบัวที่ให้สีตรงตามวันครบ”

อีกจุดหนึ่งที่เป็นข้อมูลที่น่าสนใจ และน่าจะเป็นอนาคตใหม่สำหรับผู้มองหาอาชีพ นั้นคือ การปลูกบัวประดับในกลุ่มบัวผันเพื่อตัดดอกจำหน่าย ทดแทนบัวหลวง ได้เป็นอย่างดี

“เดิมนั้นเรารู้จักแต่บัวหลวงที่ใช้บูชาพระ แต่วันนี้ได้มีการพัฒนาพันธุ์จนได้บัวประดับที่มีคุณสมบัติตัดดอกได้แล้ว ซึ่งสามารถใช้ทดแทนบัวหลวงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่บัวหลวงตามธรรมชาติจะออกดอกน้อย”

สำหรับบัวประดับที่อาจารย์ภูรินทร์บอกว่ามีคุณสมบัติเด่น 3 สายพันธุ์ที่เหมาะกับการปลูกเพื่อตัดดอกจำหน่าย คือ

หนึ่ง ขาวมงคล ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย บัวชนิดนี้ เมื่อยังเป็นดอกตูมจะมีทรงดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบเลี้ยงสีเขียว มีขีดสีนํ้าตาล และเมื่อเป็นดอกบาน จะมีรูปทรงถ้วย เส้นผ่านศูนย์กลาง 10-12 เซนติเมตร กลีบดอกซ้อน กลีบเลี้ยงด้านนอกสีเขียว ด้านในสีเดียวกับกลีบดอก กลีบโคนกว้าง ปลายเรียวยาว กลีบดอกสีขาว ด้านหลังมีขีดสีม่วงยาวๆ เกสรเพศเมียสีเหลือง ก้านเกสรเพศผู้สีเหลือง อับเรณูสีขาว มีกลิ่นหอมฉุน ดอกดก ทยอยออกตามกัน ดอกบาน 3 วัน บานช่วงเช้าถึงช่วงเย็น

สอง แดงมะเหมี่ยว มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยเช่นกัน ลักษณะช่วงดอกตูม จะมีทรงดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบเลี้ยงสีนํ้าตาลอมดำ ส่วนดอกบาน ดอกบานรูปทรงถ้วย เส้นผ่านศูนย์กลาง 8-10 เซนติเมตร กลีบดอกซ้อน กลีบเลี้ยงด้านนอกสีนํ้าตาลอมดำ ด้านในสีเดียวกับกลีบดอก กลีบดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบดอกเรียวยาว กลีบดอกสีแดงชมพู เกสรเพศเมียสีเหลือง ก้านเกสรเพศผู้สีเหลือง อับเรณูสีชมพู ดอกดก ทยอยออกตามกัน ดอกบาน 3 วัน บานช่วงเช้าถึงช่วงเย็น

สาม ฉลองขวัญ มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ลักษณะของดอกตูม ทรงดอกโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน ส่วนดอกบาน ดอกจะบานแผ่ครึ่งวงกลมถึงค่อนวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 10-12 เซนติเมตร กลีบดอกซ้อนมากพิเศษ กลีบเลี้ยงโคนกว้าง ปลายเรียว กลีบดอกเรียวยาว สีม่วงนํ้าเงิน เกสรเพศเมียสีเหลือง ไม่มีเกสรเพศผู้ ดอกดก ทยอยออกตามกัน ดอกบาน 3 วัน บานช่วงเช้าถึงช่วงเย็น

“ตอนนี้เรามีตัวเลขวิจัยออกมาแล้วว่า ปลูก 1 ไร่ ใช้กี่กอ กอหนึ่งให้กี่ดอก อย่างบัวฉลองขวัญจะให้ผลผลิตต่อกอประมาณ 14 ดอก ไร่หนึ่งจะปลูกได้ประมาณ 400 กอ หากคูณออกมาแล้วจะรู้เลยว่าสามารถสร้างรายได้ให้อย่างน่าสนใจ เดือนหนึ่งเกษตรกรจะมีรายได้หลักหมื่นบาทต่อไร่เลยทีเดียว ตลาดรองรับนั้นสามารถใช้ได้ทั้งการนำไปบูชาพระแทนบัวหลวง และการนำไปจัดกระเช้าหรือช่อดอกไม้ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ต้องสร้างการยอมรับของผู้บริโภคเท่านั้นเอง หากสามารถสร้างกระแสการยอมรับได้รับรองว่าจะเป็นทางเลือกของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี” อาจารย์ภูรินทร์ กล่าวในที่สุด

…เสน่ห์แห่งใบบัว

อีกหนึ่งความสวยงามของบัว ที่อาจารย์ภูมินทร์ชักชวนให้ร่วมชม นั่นคือ รูปทรงของใบบัว

อาจารย์ภูรินทร์ บอกว่า หากพิจารณาจะพบถึงความงดงามและโดดเด่นที่ไม่แพ้กับความสวยงามของดอกบัวเลย ด้วยใบบัวแต่ละสายพันธุ์นั้น จะแตกต่างและโดดเด่นกันอย่างเห็นได้ชัด บางสายพันธุ์มีขอบใบหยัก ในขณะที่บางสายพันธุ์ขอบใบเรียบ สีสันของใบที่มีตั้งแต่สีเขียวพื้น ไปจนถึงสีใบที่แซมด้วยจุด ด้วยขีด เล็ก ขีดใหญ่

“ด้านหลังใบน่าสนใจเช่นกัน อย่างบัวถาดของประเทศจีน ด้านหลังใบจะมีสีม่วงให้ความสวยงามไปอีกแบบ” อาจารย์ภูรินทร์ กล่าว

ไปกิน “กระดุม” เมืองแกลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ไปกิน “กระดุม” เมืองแกลง

ถึงฤดูกินทุเรียนกันอีกแล้ว…ดังนั้น จะรอช้าอยู่ไย รีบไปกินทุเรียนต้นฤดูกัน

เป็นธรรมเนียมของอิฉันกับเหล่าผองเพื่อน ทุกปีเราจะมีนัดกันไปกินทุเรียนที่สวนผลไม้ ของ พี่พัชร พุ่มพวง บ้านคลองปูน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

สวนของพี่พัชรเรียกว่า สวน “พพพ.” แต่ไม่มีการปักป้ายชื่อสวนให้ใครรู้กันหรอกนะ เพราะเจ้าของขี้เกียจรับแขกและไม่อยากให้ใครมาวุ่นวาย ดังนั้น จึงเป็นสวนปิด มีแต่สหายมิตรรักนักกินผลไม้ที่เป็นเพื่อนฝูงกันเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าไปเยี่ยมสวน

พี่พัชรเอาชื่อและนามสกุลของเธอมาทำเป็นตัวย่อ พพพ. เมื่อออกเสียงตั้งใจให้ฟังดูมีความหมายไปในทางปรัชญาความพอใจ พอดี พอเพียง ซึ่งเจ้าตัวยึดเป็นหลักปฏิบัติประจำตัวเรื่อยมา

ทุเรียนเป็นราชาแห่งผลไม้ตลอดกาลของไทยคู่กับราชินีมังคุด ดังนั้น ฤดูผลไม้ของเรามักจะยึดเอาเวลาที่ทุเรียนแก่พร้อมเสิร์ฟเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูกาลไว้ก่อน ซึ่งสวนผลไม้ทางฝั่งทะเลตะวันออกนั้นจะเริ่มให้ผลผลิตกันประมาณกลางเดือนมีนาคมเป็นต้นไป

อันว่าทุเรียนนั้นมีทั้งพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ผสมที่พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาปลูกเพื่อการค้าให้ได้รสชาติและคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และคนไทยก็ทำได้สำเร็จน่าชื่นชมยกย่อง ว่ากันว่าทุเรียนคุณภาพดีๆ ของไทยนั้นคนไทยไม่มีโอกาสได้กินแล้ว เพราะถูกส่งออกไปเป็นผลไม้หรูหราอยู่บนโต๊ะอาหารของเศรษฐีเมืองจีนกันหมด

สวนทุเรียนดีๆ จะมีพ่อค้ามาจองต้นกันไว้แบบผูกปิ่นโตเลยทีเดียว พอผลไม้แก่ใกล้สุก พ่อค้าคนกลางก็จะเข้ามาจัดการเก็บเกี่ยวกันเองเสร็จสรรพตามราคาที่เหมาสวนไว้ โดยที่ชาวสวนแทบไม่ต้องเหนื่อยเพิ่มเลยหลังจากที่ใส่ใจประคบประหงมดูแลให้ทุเรียนติดลูกได้ผลสมบูรณ์แข็งแรงมาทั้งปี…ช่วงนี้แหละที่หน้าตาชาวสวนจะสดชื่นเบิกบานกันทุกคน

เพราะการค้าขายผลไม้โดยทั่วไปขายกันแบบเงินสด ทุเรียนไป…เงินมา เป็นแบบนี้ทั้งนั้น

สำหรับสวน พพพ. มีจุดเด่นพิเศษตรงที่เป็นสวนทุเรียนอินทรีย์ที่บำรุงดินและดูแลต้นโดยไม่ใช้สารเคมีเลยนับตั้งแต่พี่พัชรไปซื้อสวนต่อจากเจ้าของเดิมมาเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งตอนนั้นราคาผลไม้ตกต่ำ เจ้าของสวนคนเดิมเห็นว่าอาชีพเลี้ยงกุ้งมีอนาคตมากกว่าจึงยกสวนทั้งขนัด 26 ไร่ ขายทิ้งหอบเงินหนีไปทำนากุ้ง

พี่พัชรเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่มีทุน มีความรู้ และให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพมาก จึงตั้งใจที่จะให้ผลิตผลของสวนแห่งนี้เป็นอาหาร clean 100% ที่มั่นใจได้ว่าสะอาดหมดจดจริงๆ เพราะตั้งใจทำเพื่อกินเองและแบ่งปันเพื่อนฝูง เธอจึงเข้ามาฟื้นฟูบูรณะสวนผลไม้เก่าโทรมด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์อย่างที่ตั้งใจไว้ ใช้เวลาบำรุงตามหลักวิชาการที่ศึกษาเพิ่มเติมตลอดเวลาภายในเวลา 2 ปี จึงเริ่มเห็นความสดชื่นคืนชีวิตของต้นไม้ โดยมีครอบครัวชาวสวนถิ่นเดิมแถวนั้นมาช่วยเป็นลูกมือคอยทำนุบำรุงต้นไม้ด้วยใจรัก

ขณะฟื้นฟูสวนอยู่นั้นก็โชคดีที่ได้แหล่งน้ำจากที่ดินแปลงข้างๆ มาเพิ่มเติม เป็นแอ่งน้ำขังขนาดใหญ่จากการขุดดินทำเหมืองแร่เดิมทิ้งร้างไว้ เนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ มีระดับความลึกของน้ำถึง 20 เมตร เลยทีเดียว เจ้าของเดิมไม่รู้จะเก็บไว้ทำประโยชน์ใดจึงมาบอกขายต่อ

ตั้งแต่ได้แหล่งน้ำมา สวน พพพ. จึงเหมือนมีโชคสองชั้น ไม่เดือดร้อนเรื่องการหาน้ำมาบำรุงสวนอีกต่อไป งานสวนผลไม้เกษตรอินทรีย์ของพี่พัชรจึงเดินเครื่องต่อได้อย่างสมบูรณ์และเห็นผลดีตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นมา จนบัดนี้เวลาผ่านไป 10 ปี สามารถขายผลไม้จนคืนทุนที่ลงไปหมดแล้ว ที่เหลือต่อจากนี้ถือเป็นกำไรชีวิตและกำไรทางความรู้สึกที่ได้แบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับผู้อื่นด้วยผลิตผลที่มีค่าสมราคา

ผลไม้ส่วนใหญ่ในสวน พพพ. เป็นทุเรียน ทั้งต้นเก่าที่ติดมากับสวนดั้งเดิมและที่ปลูกเพิ่มใหม่ โดยโค่นต้นมังคุดเก่าที่รกเรื้อออกไปเป็นการเปิดดินให้ทุเรียนได้รับแดดเต็มที่และถือโอกาสลงทุเรียนใหม่ที่คัดพันธุ์มาแล้วอย่างดี

ปัจจุบันทุเรียนในสวนที่ให้ผลผลิตแล้วมีอยู่ราว 200 ต้น อีก 400 ต้น ที่ปลูกใหม่กำลังจะให้ผลในอีก 3 ปีข้างหน้า มังคุดมี 140 ต้น และลองกองอีก 104 ต้น ที่เหลือเป็นไม้ผลและพืชผักสวนครัวสารพัดชนิดที่ปลูกไว้กินในครัวเรือน เช่น ขนุน ลำไย มะละกอ มะม่วง ชมพู่ แก้วมังกร หม่อน ขิง ข่า ตะไคร้ ใบชะพลู มะกรูด มะนาว ฯลฯ

ทุกครั้งที่เข้าไปเดินเที่ยวชมสวน พพพ. พวกเราจะสัมผัสได้ถึงความสะอาดร่มรื่น เดินเที่ยวได้ทั่วทุกมุมสวนที่ได้รับการดูแลอย่างดี มีระบบการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ช่วยผ่อนแรงชาวสวน มีน้ำท่าใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ดึงขึ้นมาจากแหล่งน้ำขนาดมหึมาที่ใสสะอาดเป็นสีเขียวเทอร์ควอยซ์รายรอบพื้นที่สวนเป็นรูปตัวแอล

ทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ปลูกแยกส่วนกันเป็นโซนๆ และทุเรียนพันธุ์เบาหรือพันธุ์ที่สุกเร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ ของทุกปีคือทุเรียน “กระดุม” ซึ่งเป็นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่ติดกับสวนมาแต่ดั้งเดิม อายุร่วม 30 ปี ก็มีอยู่หลายสิบต้น

เป้าหมายของเรา คือการมากินทุเรียนกระดุมกันสดๆ ในสวนเลย และทุกคนต่างปลื้มมากที่ได้กินก่อนใครๆ เพราะสวน พพพ. มีวิธีบำรุงทุเรียนให้ออกผลก่อนสวนอื่นในย่านนั้นตลอดมา

พี่พัชรจึงขายทุเรียนของเธอได้หมดสวนก่อนที่ชาวสวนรายอื่นจะเก็บเกี่ยวทุเรียนของพวกเขา ดังนั้น จึงได้ราคาดีแบบสองเด้ง คือเป็นทุเรียนก่อนฤดูและเป็นทุเรียนที่ปลูกแบบอินทรีย์ ไม่มีปุ๋ยเคมี ไม่มียาฆ่าแมลง

และปีนี้ทราบกันหรือยังคะว่า ทุเรียนเป็นสินค้าควบคุมแล้วนะ…

โดยที่ประชุม ครม. เมื่อเดือนมกราคม 2559 เห็นชอบให้ข้าวสาลี ลำไย ทุเรียน และมังคุด เป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติมอีก 4 รายการ เนื่องจากเห็นว่าผลไม้จำพวกลำไย ทุเรียน และมังคุด มักจะมีปัญหาเรื่องราคาตกเมื่อมีผลผลิตออกมาสู่ท้องตลาดเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมของเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้จึงจำเป็นต้องกำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมเพื่อกำกับดูแลไม่ให้มีราคาที่ตกต่ำจนเกินไปจนทำให้เกษตรกรเดือดร้อน

แต่ราคาทุเรียนสำหรับปีนี้ชาวสวนยิ้มแต้เลยค่ะเพราะพุ่งลิ่วแบบยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่จริงๆ เนื่องจากวิกฤติความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นทั่วไปทำให้สวนผลไม้หลายแห่งได้รับความเสียหาย ประกอบกับมีพายุฤดูร้อนผ่านเข้ามาซัดทุเรียนหนุ่มสาวที่กำลังใกล้แก่ให้ร่วงหล่นเสียหายไปทั้งภาคตะวันออกเลยทีเดียว

ดังนั้น ราคาทุเรียนหมอนทองปีนี้จึงอยู่ที่กิโลกรัมละ 120 บาท โดยเฉลี่ย และผลผลิตของสวน พพพ. ประมาณ 25 ตัน กำลังรอเก็บเกี่ยวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ส่วนทุเรียนกระดุมที่แกะรอพวกเราไว้กองพะเนินตามรูปที่เห็นนั้นมันแสนจะอร่อยเหาะจริงๆ เราไปกินกัน เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2559 อิ่มจนพุงกางกันถ้วนหน้า แล้วยังหอบติดไม้ติดมือมาอีกคนละสองสามลูก

เพื่อนที่เป็นลูกหลานชาวสวนเมืองนนท์เล่าว่า สมัยก่อนเธอจะคุ้นเคยกับทุเรียนกระดุมดีเพราะกระดุมเป็นทุเรียนพันธุ์แรกที่แก่ก่อนพันธุ์อื่นในสวน พอกินกระดุมจนชุ่มฉ่ำใจแล้ว หลังจากนั้น ก็จะเป็นคิวของพันธุ์ชะนี หมอนทอง และก้านยาว ตามกันมาเป็นลำดับ

ทุเรียนกระดุมมีลักษณะผลป้อมกลมขนาดค่อนข้างเล็ก ก้นบุ๋มเล็กน้อย น้ำหนักประมาณ 1-1.5 กิโลกรัม สังเกตที่หนามจะเล็กสั้นและถี่ ขั้วค่อนข้างเล็กและสั้น ลักษณะของพูเต็มสมบูรณ์ ร่องพูค่อนข้างลึกคล้ายผลฟักทอง เนื้อละเอียดอ่อนนุ่มสีเหลืองอ่อน รสชาติหวานไม่ค่อยมัน และนิ่มเละง่ายเมื่อสุกจัด ดังนั้น ใครที่ไม่ชอบกินทุเรียนเละๆ ต้องรีบปอกกระดุมตั้งแต่ตอนที่ยังไม่สุกมาก

จุดเด่นของกระดุมอีกอย่าง คือเมล็ดมีขนาดใหญ่มากๆๆ สำหรับรสชาตินั้นยากจะบรรยาย เป็นความหวานมันคนละแบบกับหมอนทองที่เหมือนสาวเมืองกรุงจัดจ้านสวยเปรียวโดดเด่น แต่ทุเรียนกระดุมมีจริตของสาวชาวบ้านที่งามตามธรรมชาติแบบไม่ต้องแต่งเนื้อแต่งตัว เนื้อทุเรียนเนียนนวลคล้ายกับพันธุ์ก้านยาวที่แม้จะราคาไม่แพงเท่า แต่ศักดิ์ศรีความเป็นสายพันธุ์พื้นบ้านที่แข็งแกร่งก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย

พี่พัชรให้เรากินทุเรียนหนึ่งอิ่มเสร็จแล้วก็ชวนกันออกเดินเที่ยวชมทั่วสวนเพื่อย่อยอาหาร มีโอกาสได้เห็นผลผลิตทุเรียนแก่ดกสะพรั่งต้นชวนชื่นใจจริงๆ

เดินไปเพลินๆ ก็คิดว่าถ้าเราเป็นเจ้าของสวนและได้เห็นผลผลิตของแรงงานตัวเองมีปลายทางงดงามเช่นนี้ทุกปีเราก็คงจะมีความสุขมากเลย พี่พัชรเหมือนจะอ่านใจทุกคนออก รีบมาอธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าไม่ใช่แค่การทำสวนผลไม้แบบธรรมดาที่หลายคนทำกันมา ซึ่งมักจะปล่อยให้เทวดาเลี้ยงและรอคอยฟ้าฝนตามฤดูกาลเป็นหลัก สำหรับสวน พพพ. เป็นการทำเกษตรสมัยใหม่ที่ทุกอย่างต้องครบ

ครบที่ว่านั่นเริ่มจากความพร้อมทั้งทุนและแรงงาน มีน้ำท่าพร้อม มีเทคโนโลยี มีคนสวนคอยดูแลประคบประหงมเหมือนลูก ซึ่งเมื่อมีตรงนี้แล้วก็ยังต้องการหัวใจที่ใส่ลงไปในสิ่งที่ทำเต็มร้อยจึงจะได้ผลสมบูรณ์อย่างที่ต้องการ

ทุเรียนในสวน พพพ. จะไม่ปล่อยให้ติดดอกเองตามธรรมชาติ แต่คนสวนจะใช้เวลาตอนกลางคืนปีนขึ้นต้นไปปัดเกสรในระหว่างทุเรียนออกดอก เป็นการช่วยผสมเกสรให้ทุเรียนติดผลได้ง่ายและมีปริมาณมาก ระหว่างทุเรียนออกลูกก็ต้องคอยริดยอดอ่อนที่จะมาแย่งอาหารทิ้งไป ลูกไหนดูท่าว่าจะไม่สมบูรณ์ก็ปลิดทิ้งเลยไม่ต้องรอให้มันโต

นอกจากนั้น ชาวสวนยังต้องไวต่อสิ่งผิดปกติทั้งหลายเพื่อไม่ให้เกิดโรคและแมลงระบาดเข้ามาโจมตี เนื่องจากสวนแบบอินทรีย์จะไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ดังนั้น ถ้าหากตัดไฟแต่ต้นลมได้ก็ต้องลงมือทำทันที เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็ต้องรีบบำรุงต้นรอบใหม่ในบัดดล โดยจะขุดดินรอบๆ โคนต้นในรัศมีทรงพุ่ม ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักบำรุงอย่างสม่ำเสมอ

เห็นไหม…ชีวิตชาวสวนไม่ง่ายและไม่ได้น่าสนุกเหมือนกับตอนที่เรากินทุเรียนอร่อยๆ เลยนะ

กว่าจะได้ผลไม้ออกมาแต่ละชนิด หลายชีวิตต้องเหน็ดเหนื่อยและทุ่มเท ความสุขปลายทางตอนเห็นผลผลิตนั้นสั้นมากเหลือเกิน เพราะผลไม้สุกให้เห็นเต็มต้นอยู่ไม่กี่วันก็จากไปเป็นอาหาร แต่ไม้ผลแต่ละต้นกว่าจะติดดอกให้ผลต้องการเวลาดูแลจากเราแทบทั้งปี

ทุเรียนราคาดีกำลังจะเปลี่ยนชีวิตเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าผลของมันจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะตอนนี้ได้ยินมาว่ามีคนโค่นสวนยางทิ้งจำนวนมากเพื่อปลูกทุเรียน และภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ เราอาจจะมีผลผลิตทุเรียนมหาศาล ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นจะเกิดภาวะทุเรียนล้นตลาดและราคาตกต่ำหรือไม่…ก็ไม่อาจรู้ได้

รู้แต่ว่าตลาดส่งออกของทุเรียนไทยทั้งแบบสดและแช่แข็งอยู่ที่จีนกับญี่ปุ่น การส่งออกทุเรียนผลสุกจะเลือกทุเรียนแก่ประมาณ 70-80% บรรจุในลังกระดาษ กล่องละ 4 ผล น้ำหนักราว 19-20 กิโลกรัม แต่ในระยะหลังเริ่มมีการส่งออกในลักษณะเนื้อทุเรียนสุกแช่แข็งมากขึ้น เพราะสะดวกในการกิน และไม่เสี่ยงต่อการบริโภคทุเรียนอ่อน รวมทั้งลดต้นทุนค่าขนส่งไม่ต้องนำเปลือกทุเรียนไปด้วย

ปีนี้สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออก จังหวัดตราดได้รับออเดอร์เนื้อทุเรียนแช่แข็งจากประเทศจีนถึง 3,000 ตัน หลังจากที่เพิ่งเริ่มส่งออกไปแค่ 2 ปี และคาดว่าอาจมีผลผลิตทุเรียนไม่พอส่งไปจำหน่าย ส่วนสหกรณ์การเกษตรท่าใหม่ฯ ก็ส่งออกเนื้อทุเรียนแช่แข็งไปประเทศจีน จำนวนถึง 1,456 ตัน เมื่อปีที่ผ่านมา

สำหรับเนื้อทุเรียนแช่แข็งจะต้องเป็นพันธุ์หมอนทองเท่านั้นนะ เพราะมีเนื้อมาก รสชาติหวานมัน เนื้อแน่น กลิ่นไม่แรง เลือกที่ความสุกประมาณ 75-90% โดยทุเรียนผล 1,000 กิโลกรัม ทำเนื้อทุเรียนแช่แข็งได้ 312 กิโลกรัม และเวลานี้ตลาดจีนกำลังโตสุดๆ

ได้ยินข่าวนี้แล้วรู้สึกดีใจกับชาวสวนทุเรียนจริงๆ

เอลนิโญ่ ที่ทุกคนควรจะรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05079010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

หมอเกษตร ทองกวาาว

เอลนิโญ่ ที่ทุกคนควรจะรู้

เอลนิโญ่ ที่ทุกคนควรจะรู้

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมได้ยินคำว่า เอลนิโญ่ อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเวลาของความแห้งแล้งมาเยือน ผมจึงเข้าใจเอาว่า เอลนิโญ่ เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เอลนิโญ่คืออะไรกันแน่ และมีผลต่อสภาพภูมิอากาศของโลกอย่างไร ขอคำอธิบายด้วยครับ ผมขอขอบคุณมาในโอกาสเดียวกัน

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

วิทยา ทองวงศ์พันธุ์

เลขที่ 112/8 ถนนบางขุนเทียน ตลิ่งชัน แขวงคลองชักพระ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

ตอบ คุณวิทยา ทองวงศ์พันธุ์

เอลนิโญ่ มาจากภาษาสเปน เขียนว่า Elnino เป็นชื่อหนูน้อยในพระคริสต์ ขออธิบายเพิ่มเติมครับ ตัว n ตัวนี้ เป็นภาษาสเปน ออกเสียง ญ หรือ ย ยักษ์ เสียงขึ้นจมูก ผมดูรายการทีวีหลายครั้ง เคยเห็นผู้บริหารระดับสูงของประเทศออกเสียงว่า เอนนิโน่ ผมรู้สึกกระดากอายครับ พอเริ่มต้นก็จบเห่กัน มิใช่ว่าผมจะชื่นชมฝรั่งนะครับ แต่เรื่องภาษา มันต้องถูกต้อง แม่นยำ ยิ่งเป็นภาษาทางเทคนิคด้วยแล้ว ยิ่งควรระมัดระวังให้มาก

ก่อนเข้าถึง เอลนิโญ่ ขอให้ท่านจินตนาการผมมาประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรง แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก มี เอกวาดอร์ เปรู และชิลีบางส่วน ส่วนฝั่งซ้ายของมหาสมุทรแปซิฟิก มีประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว เขมร เวียดนามตอนใต้ รวมทั้ง ปาปัวนิวกินี และตอนเหนือของออสเตรเลีย มีมหาสมุทรแปซิฟิกกั้นกลาง เมื่อตีกรอบจะได้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ตามภาพประกอบ) โดยมีแนวเส้นศูนย์สูตรอยู่กลางสี่เหลี่ยมตามแนวยาว

การเกิดปรากฏการณ์ เอลนิโญ่

ด้วยอิทธิพลของลมสินค้า พัดพากระแสน้ำอุ่นที่ผิวหน้าของน้ำในมหาสมุทร จากฝั่งตะวันออกไปเก็บสะสมไว้ยังฝั่งตะวันตก ส่งผลให้อากาศร้อนอบอ้าว มีการก่อตัวของเมฆฝนอย่างหนาแน่น ทำให้ฝนตก น้ำท่วมหนัก ในขณะเดียวกันกระแสน้ำเย็นจากใต้สมุทร บริเวณเส้นศูนย์สูตรไหลไปแทนที่ กระแสน้ำอุ่นที่ไหลไปรวมตัวกันที่ฝั่งตะวันตกที่กล่าวมาแล้ว ส่งผลให้ฝั่งตะวันออกเกิดภาวะแห้งแล้งขึ้นอย่างรุนแรงอย่างผิดปกติ แล้วจะเกิดสลับกันไป คือฝั่งหนึ่งฝนตกหนัก อีกฝั่งหนึ่งเกิดภาวะแห้งแล้ง วงจรของความรุนแรงดังกล่าวจะเกิดขึ้นทุกๆ 4-6 ปี เมื่อนำรูปแบบของปรากฏการณ์ของเอลนิโญ่ไปซ้อนทับกับรูปแบบของ คุณสมพร อิศรานุรักษ์ สรุปว่า ทุกๆ 10 ปี จะเกิดภาวะฝนแล้ง 4 ปี โดยแบ่งเป็นแล้งรุนแรง 2 ปี และแล้งพอทนได้ 2 ปี น้ำท่วม 3 ปี ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล เพียง 3 ปี ที่ผมนำมาเล่าให้ท่านได้รับทราบมาก่อนนี้ ปรากฏว่าซ้อนทับกันได้เกือบสนิทแนบอย่างไม่น่าเชื่อ ประเทศไทยมีนักวิชาการเก่งๆ อยู่มากมาย แต่หาผู้บริหารเก่งๆ หยิบเอาข้อมูลดีๆ ไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองนั้นหายากจริงๆ ครับ

ผมขอพาท่านย้อนยุคไปในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มีบันทึกไว้ว่า ในรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เกิดภาวะแห้งแล้งอย่างรุนแรง เมื่อปี พ.ศ. 2434 ส่งผลให้เกิดข้าวยากหมากแพงขึ้นในปี พ.ศ. 2335 ทำให้เกิดมีการกักตุนข้าวขึ้น พระองค์ต้องตรากฎหมายเพื่อลงโทษผู้กระทำผิดด้วยการเฆี่ยน 3 ครา แล้วแห่ประจานทางบก 3 วัน และทางน้ำ 3 วัน ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อปี พ.ศ. 2386 เกิดภาวะแห้งแล้ง นาข้าวได้รับความเสียหาย พ่อค้าขายข้าวในราคาแพงอย่างไม่เป็นธรรม ขายในราคา สัดละ 1 บาท

ทำให้พสกนิกรของท่านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า พระองค์ต้องนำข้าวจากฉางหลวงออกมาจำหน่ายให้พสกนิกรในราคา สัดละ 1 สลึงเฟื้อง เท่านั้น และในรัชสมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เกิดภาวะแห้งแล้งในบางปี พระองค์ท่านจึงมีนโยบายสนับสนุนให้พสกนิกรชาวนา ขยายพื้นที่ปลูกข้าวอายุสั้น เช่น ข้าวไร่ เพราะเป็นข้าวประเภทใช้น้ำน้อย เตรียมไว้เพื่อชดเชยหากนาลุ่มที่อาจได้รับความเสียหาย ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ได้ทรงบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้พสกนิกรได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา

ดังนั้น ฝนแล้ง น้ำท่วม เกิดขึ้นตามสภาพธรรมชาติ เราต้องเข้าใจในวงจรของมัน เพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาที่ต้องเผชิญทั้งฝนแล้งและน้ำท่วม โปรดอย่าแก้ปัญหาไปวันๆ หรือปีต่อปี เดี๋ยวจะถูกกล่าวหาว่าไม่ฉลาดซ้ำซากนะจะบอกให้ แหล่งข้อมูลนำมาจากหนังสือพิมพ์ไทม์ พ.ศ. 2540 กรมอุตุนิยมวิทยา แผ่นพับ พ.ศ. 2539 และหนังสือแนวพระราชดำริ 9 รัชกาล กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2526 ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ครับ

แมลงทอดกรอบ มีขายตลอดปี เขาเอามาจากไหน

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมชอบรับประทานแมลงทอดกรอบมาก เพราะรสชาติดี แต่ผมยังมีความสงสัยอยู่มานานแล้วว่า เหตุใดแมลงที่ใช้ทอดวางขายอยู่ทั่วไปได้ตลอดทั้งปี เขาเอามาจากไหน ผมคาดว่า เฉพาะบ้านเราไม่น่าจะมีมากมายขนาดนี้ สงสัยจริงๆ ผมจึงขอรบกวนคุณหมอเกษตร กรุณาให้คำตอบด้วยครับ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

อาวุธ เหล่าจินดาวงศ์

เลขที่ 72/21 ซอยบ้านช่างหล่อ ถนนพรานนก แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

ในโลกมนุษย์เรา มีแมลงอยู่หลายแสนชนิด บางชนิดอาศัยอยู่บนบก บางชนิดอาศัยอยู่ในน้ำ บางชนิดอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ บ้างก็ปีกแข็ง บ้างก็ปีกอ่อน บ้างก็มีปีกครึ่งแข็งครึ่งอ่อน เช่น แมลงดานา และมวนชนิดต่างๆ นอกจากนี้ นักวิชาการยังแบ่งแมลงออกได้ทั้งชนิดเป็นประโยชน์ และชนิดให้โทษออกจากกันอย่างชัดเจน ตามความเป็นจริง แมลงเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของมนุษย์อีกด้วย

ปัจจุบัน แมลงหลายชนิดที่มนุษย์เราสามารถเพาะเลี้ยงได้แล้ว ตัวอย่าง จิ้งหรีด แมงป่อง แม้แต่หนอนเยื่อไผ่ หรือรถด่วน ก็ทำได้ไม่แพ้กัน เมื่อคราวที่ผมเดินทางไปเยือนเชียงรุ้ง แคว้นสิบสองปันนา มีโอกาสพักค้างคืนที่หลวงน้ำทา ชายแดนลาว-จีน ตลาดเช้าที่นั่นมีของป่าวางขายมากมายหลายชนิด มีทั้งรังผึ้งพร้อมลูกอ่อน หนอนเยื่อไผ่ หรือรถด่วน ที่ยังมีชีวิตอยู่ คืบคลานยั้วเยี้ยอยู่ในกระด้งไม้ไผ่สาน ค้างคาวตากแห้ง กระรอกย่างขึงพืดวางซ้อนกันเป็นตับ มีไว้ให้เลือกซื้อตามความพอใจ บางชนิดหาในบ้านเราไม่พบแล้ว

คำตอบของคุณอาวุธ ที่ถามว่า แมลงที่ขายอยู่ในตลาดทุกวันนี้ พ่อค้าไทยรับซื้อแมลงที่ยังมีชีวิตมาจากกัมพูชา และลาว รวบรวมเก็บไว้ในห้องเย็น แล้วทยอยนำออกขายให้ลูกค้าขาประจำเป็นระยะๆ เมื่อใกล้จะหมดก็ซื้อเข้ามาทดแทน ข้อมูลดังกล่าวได้จากการเสวนา เรื่อง แมลงเศรษฐกิจของไทย จัดโดย นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เมื่อหลายปีก่อนครับ

พื้นที่สี่เหลี่ยมสีเขียว คือกระแสน้ำที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ่ ฝั่งขวา มีประเทศเอกวาดอร์ เปรู และชิลีบางส่วน ทางฝั่งซ้าย ประกอบด้วยกลุ่มประเทศอาเซียน รวมทั้งปาปัวนิวกินี และออสเตรเลียตอนเหนือ

เตือนการเกิดเอลนิโญ่ที่มีผลมาถึงปัจจุบัน ผ่านสื่อมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2557

ไผ่ตายขุยที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นไผ่ป่าไม่ใช่ไผ่จีน ตามที่นักวิชาการบางคนเข้าใจว่า ตายเพราะหมดอายุขัย

อีกมุมหนึ่ง ที่อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว ไผ่ตายขุย เนื่องจากเกิดภาวะแห้งแล้งติดต่อกันหลายปี

แมลงทอดกรอบหลากหลายชนิด มีวางขายทั่วไปตลอดทั้งปี

รังผึ้งพร้อมตัวอ่อน วางขายที่ตลาด แขวงหลวงน้ำทา ชายแดนลาวกับจีน

ตั๊กแตน เป็นเมนูเด็ดเมนูหนึ่งของแฟนผู้นิยมบริโภคแมลงทอดกรอบ

งูหลากหลายชนิดสำหรับดองสุรา พบได้ที่ตลาดเมืองเชียงรุ้ง จีนตอนใต้