ยางนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ยางนา

ตัวอย่างการวิจัย ไม้ใกล้ตัว ที่ให้มูลค่าดั่งทอง

“การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ทาง วช. หวังว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าจากผลิตภัณฑ์ที่มาจากผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ และเพิ่มช่องทางการขยายผลจากการวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ในส่วนต่างๆ ของชุมชน สังคม และเชิงพาณิชย์ต่อไป”

นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงผลที่คาดว่าจะได้รับจากการนำผลงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์พร้อมขายเข้าร่วมกิจกรรมการจัดตลาด คลองผดุงกรุงเกษม “เพลินพลังงาน งานวิจัยขายได้” ภายใต้แนวคิด ร้อยงานวิจัย สร้างไทยยั่งยืน ณ ข้างทำเนียบรัฐบาล

โดยผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางด้านความงาม อาทิ สบู่ เจลแต้มสิว สีผึ้งทาปาก และครีมลดรอยหยาบกร้านของผิว ฯลฯ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากต้นยางนา โครงการวิจัยยางนาบูรณาการ ในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สนองพระราชดำริโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งมี ดร. สมพร เกษแก้ว ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหัวหน้าโครงการ เป็นหนึ่งในผลงานนำมาร่วมจัดแสดงและได้รับความสนใจ

นับเป็นอีกหนึ่งผลงานวิจัยที่ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ยางนานั้นเป็นพืชที่มีคุณค่า นอกจากการปลูกเพื่อเป็นป่าแล้วยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า ดั่งที่เจ้าของผลงานวิจัยบอกว่า ยางนา มีค่าดั่งทอง

แต่ที่สำคัญคือ เป็นการวิจัยสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวให้เกิดผลประโยชน์ในการสร้างรายได้และอาชีพของเกษตรกร

นางสาวนิภาพร นาโสก นักวิจัยภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าวว่า การวิจัยเรื่องยางนาได้ทำมานาน ประมาณ 7 ปีแล้ว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยหนึ่งในการศึกษาที่ดำเนินการคือ การนำยางนามาใช้ประโยชน์ทางเวชสำอาง ด้วยจากการทดลองในห้องแล็บพบว่า สารสกัดที่ได้จากใบและดอกของต้นยางนา มีคุณสมบัติในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก สามารถยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีเมลานินได้ดีกว่าสารอัลฟ่าอาร์บูตินและกรดโคจิก ได้ถึง 12 เท่า

จากผลวิจัยที่ได้ คณะผู้วิจัยจึงได้มีการนำมาต่อยอดทำเป็นผลิตภัณฑ์สบู่ รักษา สิว ฝ้า กระ และจุดด่างดำ นอกจากนี้ ยังทำเป็นเซรั่มฟื้นฟูเข้มข้น เจลแต้มสิวจากสารสกัดยางนา ด้วยน้ำมันยางนา ประกอบด้วยสารอินทรีย์หลายชนิด แต่ละชนิดมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญแตกต่างกันไป ซึ่งจะมีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จากการทดสอบพบว่า สารสำคัญที่พบในน้ำมันยางนาคือ เทอร์พีนอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อรา จึงนำไปใช้ในการบำบัด รักษาสิว กลาก เกลื้อน แผลอักเสบได้ โดยอยู่ภายใต้ชื่อ ALATUS อันมีที่มาจากชื่อทางวิทยาศาสตร์ของต้นยางนา

นอกจากนี้ ทางคณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาการใช้ประโยชน์ในด้านน้ำมันดีเซลชีวภาพ ด้วยพบว่า น้ำมันยางนา สามารถนำมากลั่นได้เป็นน้ำมันดีเซลชีวภาพ ใสบริสุทธิ์ สีเหลืองอ่อน สามารถนำมาปรับสภาพใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันดีเซลได้ จากการศึกษาเบื้องต้นเมื่อผสมกับน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืช ในอัตรา 1:1 สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไปได้ ส่วนการสึกหรอของเครื่องยนต์อยู่ระหว่างการศึกษา รวมทั้งการศึกษาเพื่อให้สามารถใช้ได้โดยไม่ผสมสารอื่น

นางสาวนิภาพร กล่าวเพิ่มเติมว่า หากมองประโยชน์ของต้นยางนาแล้ว จะพบว่ามีอย่างมหาศาล สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ไม่ว่า ใบ ดอก ลูกยางนา น้ำมัน ใบและกิ่งแห้ง เช่น ใบ ขณะนี้ทางโครงการวิจัยได้รับซื้อใบยางนาจากเกษตรกรในพื้นที่ ราคากิโลกรัมละ 60 บาท ดอกยางนา ออกเฉลี่ยต้นละ 4 กิโลกรัม ต่อปี ขายได้ กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนเมล็ด นำไปใช้เพาะจำหน่ายเป็นต้นกล้ายางนาเพื่อนำไปปลูกต่อ โดยยางนา 1 ต้น ที่อายุ 30 ปี จะสามารถเก็บเมล็ดไปเพาะเป็นต้นกล้าได้ปีละ 200 กล้า โดยราคาต้นกล้ายางนาซื้อขาย ณ ปัจจุบัน อยู่ที่ต้นละ 10 บาท

“ส่วนกิ่งแห้งและใบแห้ง จากข้อมูลที่ศึกษาพบว่า ยางนา อายุ 30 ปี 1 ต้น จะให้น้ำหนักของกิ่งแห้ง ใบแห้ง เฉลี่ย 1 ตัน ต่อปี ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการหุงต้มภายในครัวเรือน พร้อมกันนี้กำลังมีการวิจัยเพื่อนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งทดแทนการใช้ถ่านหิน เพื่อนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าของชุมชน” นางสาวนิภาพร กล่าวทิ้งท้าย

จากผลงานวิจัยนี้ คงทำให้หลายคนเห็นประโยชน์ที่จะได้รับอย่างมหาศาลจากต้นยางนา แต่จะไปต่อยอดได้อย่างไรนั้น สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ดร. สมพร เกษแก้ว ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. (083) 370-0784

พัดลมไอน้ำ และพัดลมไอเย็น นวัตกรรมที่ควรมีไว้ภายในบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

ภูมิปัญญาไทย

ลูกสิบล้อ suradej_agr@hotmail.com

พัดลมไอน้ำ และพัดลมไอเย็น นวัตกรรมที่ควรมีไว้ภายในบ้าน

ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุณหภูมิบ้านเราสูงขึ้นทุกวัน ใน 1 วัน บางครั้งมี 3 ฤดูกาล ทำให้ร่างกายปรับสภาพไม่ทัน จึงเกิดอาการป่วยไข้

จากสภาพอากาศที่ปรากฏมีแนวโน้มว่า ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกปี การหาอุปกรณ์เพื่อคลายร้อนจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ซึ่งการจะซื้อแอร์สัก 1 เครื่อง เกิดปัญหามากมายในเรื่องรายจ่าย คือ ค่าไฟฟ้า จึงทำให้การมีเครื่องคลายความร้อนเพื่อความเย็นกาย แต่กลับเพิ่มค่าใช้จ่ายที่ตามมาแบบไม่สบายใจ จึงมีภาระมากขึ้น ทำให้รายจ่ายมีมากเกินความจำเป็น

แต่ ณ เวลานี้ มีเครื่องทำความเย็นที่ตอบโจทย์ สำหรับผู้ที่มองหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้เย็นสดชื่น โดย บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) มี คุณนพชัย วีระมาน เป็นกรรมการผู้จัดการ

จุดเริ่มต้น และแรงบันดาลใจ

คุณนพชัย เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการทำพัดลมไอน้ำ และพัดลมไอเย็นให้ฟังว่า ได้เข้าศึกษาดูงานต่างประเทศและผ่านเครื่องสร้างบรรยากาศแบบพ่นไอน้ำในบู๊ธแสดงสินค้า สนใจในนวัตกรรมและมองว่าน่าจะเหมาะสมกับตลาดในประเทศไทย จึงเริ่มคิดค้นนวัตกรรมพัดลมไอน้ำ โดยในเบื้องต้นคือ การลองผิดลองถูกจนได้เครื่องพ่นหมอก แต่ในขณะนั้นมีต้นทุนที่สูง

จากนั้นมีออเดอร์จากกลุ่มลูกค้าร้านอาหาร และบริษัทจัดออแกไนซ์ถ่ายทอดสดฟุตบอล โดยเริ่มทำธุรกิจในปี 2545 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มียอดขาย 7 ล้านบาท ยอดขายเติบโตก้าวกระโดดทุกปี เป็นการสร้างทางเลือกให้กับลูกค้าในการแก้ปัญหาอากาศร้อนด้วยราคาประหยัด และดำเนินธุรกิจมามากกว่า 10 ปี จนปัจจุบันมียอดจำหน่าย 300 ล้านบาท

“ปกติโดยทั่วไป เรารู้ๆ กัน อย่างในเมืองไทยที่คนใช้ส่วนใหญ่จะเป็นพัดลม ถ้ายิ่งอากาศร้อน พัดลมจะเป่าลมร้อนมาโดนตัวเรา ส่วนแอร์ทำความเย็นได้ดี แต่มันกินไฟ มันเลยดูเหมือน 2 ทางเลือกนี้เป็นข้อจำกัดมากเกินไปในการใช้ชีวิตของเรา ด้วยพื้นเดิมผมจบด้านวิศวะมา ก็เลยคิดต่อยอดว่า น้ำสามารถช่วยลดอุณหภูมิได้ จึงมาพัฒนาเทคโนโลยีชนิดนี้ให้เป็นพัดลมไอน้ำ แต่ก็ยังเป็นที่สงสัยของลูกค้าว่า ไอน้ำที่พ่นออกมามันจะเปียกไหม เวลาที่โดนจะเกิดอาการเจ็บป่วยไหม จึงนำมาพัฒนาต่อให้เป็นพัดลมไอเย็น” คุณนพชัย กล่าว

จุดแข็งของธุรกิจ

คุณนพชัย บอกว่า บริษัทเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านการทำความเย็น แก้ปัญหาความร้อนได้จริง ภายใต้สโลแกน “มาสเตอร์คูล เย็นได้ใจ ประหยัดได้จริง” โดยมุ่งปรับเปลี่ยนพัฒนานวัตกรรมให้สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ไอน้ำระเหยตัวเกิดเป็นลมเย็น ซึ่งมีการพัฒนาระบบ ลดต้นทุน ราคาสินค้าถูกลงอย่างต่อเนื่อง จากเครื่องละ 12,000 บาท เป็น 9,000 บาท 6,500 บาท จนปัจจุบันราคาสูงสุดอยู่ที่ 2,900 บาท เพื่อให้เกิดประโยชน์ และตรงเป้าหมายของผู้บริโภคที่สามารถจับต้องผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้

ปัญหาและอุปสรรค

การทำธุรกิจปัญหาเกิดขึ้นค่อนข้างมากสำหรับคุณนพชัย ซึ่งในช่วงแรกยังไม่มีความเชี่ยวชาญในการทำแบรนด์ ในช่วงที่ทำตลาด สินค้ามีคนสนใจมาก จึงไปดำเนินการจดสิทธิบัตร แต่เนื่องจากสินค้ามีการเผยแพร่และทำตลาดไปแล้ว จึงไม่สามารถจดสิทธิบัตรหรือคุ้มครองให้ได้ จึงได้มีการเปลี่ยนกลยุทธ์มาทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้บริโภครู้จักสินค้ามากขึ้น

พัฒนาให้น้ำระเหยตัวภายในเครื่อง

ลมที่พัดออกมาก็เย็นจับใจ

คุณนพชัย บอกว่า เมื่อนำมาต่อยอดทางความคิด โดยนำแผนทำความเย็นมาไว้ภายในตัวเครื่องแทน เพื่อให้ดูดความร้อนอยู่ภายในและเป่าความเย็นออกมา จึงเกิดเป็นนวัตกรรมพัดลมไอเย็น

“ทฤษฎีง่ายๆ คือ น้ำ เมื่อระเหยตัวมันจะดูดความร้อน เรานึกถึงเราเอามือจุ่มน้ำอุ่น มือเราก็จะรู้สึกร้อน แต่ถ้าเอามือขึ้นมาแล้วโบกไปมาจะรู้สึกได้ว่ามือเราเย็นๆ มันก็เหมือนกับเครื่องทำไอเย็นของเรา คือน้ำพอระเหยตัวมันจะดูดความร้อน พอลมมาโดนตัวเราก็จะรู้สึกเย็น เหมือนเราไปยืนบนน้ำตก เราก็รู้สึกเย็น อันนี้คือการสังเกตธรรมชาติง่ายๆ เครื่องมาสเตอร์คูล เราก็ใช้หลักการเดียวกัน” คุณนพชัย อธิบาย

ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี

“ธุรกิจมาสเตอร์คูล เราทำมามากกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเราก็เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือว่ามีความประสบผลสำเร็จเป็นที่พอใจ เพราะเติบโตมาเรื่อยๆ พอเรามาทำเป็นพัดลมไอเย็นที่ไม่มีละอองน้ำ ทำให้สามารถจับตลาดล่างได้มากขึ้น เพราะสามารถซื้อใช้ภายในบ้านได้ เมื่อเทียบกับพัดลมที่พ่นไอน้ำแบบเมื่อก่อน จะจับได้แต่ตลาดที่เป็นธุรกิจใหญ่ๆ ที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม สถานที่ท่องเที่ยว แต่เมื่อนำมาพัฒนาสามารถใช้ภายในบ้านได้ เราจึงตอบโจทย์มากขึ้น ราคาก็ถูกลงด้วย ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น” คุณนพชัย กล่าว

จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล ตอบโจทย์ในการสร้างนวัตกรรมพัดลมไอเย็นที่ประหยัดไฟมากกว่าแอร์ถึง 10 เท่า

ทิศทางการทำตลาด

คุณนพชัย บอกว่า แม้เศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาไม่ค่อยดีมาก แต่ดูจากยอดจำหน่าย 4-5 ปี ที่ผ่านมา ยังถือว่าผลกำไรของบริษัทยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“ในปีนี้ เราตั้งเป้าว่าเราจะโตขึ้นสัก 40 เปอร์เซ็นต์ขึ้น เพราะอาจจะด้วยบางทีคนยังไม่รู้จักมากนักในนวัตกรรมตัวนี้ เราจึงประเมินว่า พัดลมไอเย็นเราน่าจะโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเรามีทั้งจำหน่ายทางออนไลน์ ยอดที่ได้ถือว่าน่าพอใจ เพราะสินค้าทางออนไลน์คนที่ซื้อเขาไม่ได้ทดลองแค่ดูสินค้าที่เป็นรูป แต่เขายังตัดสินใจซื้อ เลยทำให้เรารู้ตัวชี้วัดว่า สินค้าเรากำลังเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้น” คุณนพชัย กล่าว

การตลาดภายในประเทศจะเน้นการเพิ่มช่องทางการขายสินค้าให้ครอบคลุมทุกจุด เพื่อกระจายสินค้าให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้ารายย่อย สามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่ายที่สุด รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการวางแผนในเรื่องของการขนส่งสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนด้านการตลาดต่างประเทศ ทำการบุกตลาดในช่วงปี 2558 โดยมุ่งเน้นแถบอาเซียนเพื่อสร้างยอดขายและให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งทางบริษัทเองได้เข้าไปทำการตลาดแล้ว ผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นพม่า กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ซึ่งตลาดที่เติบโตอย่างมาก ได้แก่ พม่า และกัมพูชา สาเหตุมาจากค่อนข้างที่มีกำลังซื้อสูง ตัวแทนจำหน่ายมีศักยภาพ สินค้าพัดลมไอเย็นสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านของคุณภาพและราคาที่เหมาะสม

สนใจ ติดต่อสอบถามที่ บริษัท มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เลขที่ 12/16-17 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หมายเลขโทรศัพท์ (02) 953-8800

กรงอัจฉริยะ ใช้แอปพลิเคชั่น ทำความสะอาดกรง-ให้อาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

กรงอัจฉริยะ ใช้แอปพลิเคชั่น ทำความสะอาดกรง-ให้อาหาร

อาจจะวางใจได้ สำหรับผู้รักสุนัขและแมว เมื่อไม่อยู่บ้าน เพราะมีเครื่องให้อาหารสัตว์ที่พอจะฝากท้องสัตว์เลี้ยงน่ารักไว้ได้ แต่ถ้าฝากไว้นาน เชื่อแน่ว่าเจ้าของสุนัขหรือแมวทุกตัวจะต้องกังวล ถึงความสะอาดและสุขอนามัยที่จะตามมา ไหนจะอึ จะฉี่ แต่ละวันสุนัขหรือแมวก็ถ่ายสิ่งปฏิกูลไม่น้อยกว่า 1 ครั้งเสียด้วย

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ เอาใจคนรักสุนัขและแมว ออกแบบกรงอัจฉริยะมาไว้ให้สำหรับน้องหมาและแมว เมื่อเจ้าของไม่อยู่ โดยมีระบบควบคุมการให้อาหารและน้ำ การทำความสะอาดกรง ซึ่งทั้งหมดสามารถควบคุมผ่านแอปพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ

ผศ.ดร. ดุสิต ธนเพทาย อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เจ้าของผลงานการออกแบบกรงอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หารือถึงแนวคิดการทำกรงอัจฉริยะสำหรับให้อาหารและน้ำ รวมถึงการทำความสะอาดกรง หลังจากสุนัขหรือแมวถ่ายสิ่งปฏิกูลภายในกรง ซึ่งเบื้องต้นคณะสัตวแพทยศาสตร์ ต้องการให้กรงอัจฉริยะเป็นกรงสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของนำมาฝากเลี้ยง หรือ สัตว์ป่วยที่ต้องอยู่ภายในกรงและช่วยเหลือตัวเองได้ โดยนำไปทดลองใช้ภายในโรงพยาบาลสัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“แนวคิดตอนแรก คือต้องการกรงที่สามารถตั้งเวลาให้อาหารและน้ำได้ โดยกำหนดปริมาณอาหารที่จะให้ในแต่ละมื้อได้ โปรแกรมควบคุมสามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านทางแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ หรือหากไม่ตั้งเวลาไว้ก็สามารถสั่งผ่านแอปพลิเคชั่น”

ผศ.ดร. ดุสิต กล่าวว่า ปัจจุบันมีเครื่องให้อาหารและน้ำสัตว์เลี้ยงอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่สำหรับกรงอัจฉริยะชิ้นนี้ มีความพิเศษกว่า มีการควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชั่นทางโทรศัพท์มือถือ คล้ายการใช้รีโมตคอนโทรล ซึ่งจำเป็นต้องมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสำหรับใช้งาน และนอกเหนือจากการให้อาหารและน้ำ ยังสามารถทำความสะอาดกรง เมื่อสุนัขขับถ่ายสิ่งปฏิกูลออกมา โดยวิธีทำงานของกรงอัจฉริยะดังกล่าว จะมีกล้องติดตั้งบนหลังคากรง 2 ชุด ชุดแรกไว้จับภาพสุนัข ส่งสัญญาณภาพไปยังแอปพลิเคชั่นให้เจ้าของสุนัขเห็นภาพว่า สุนัขมีความเป็นอยู่อย่างไร กล้องชุดนี้สามารถหมุนดูภาพได้รอบกรง ส่วนกล้องอีกชุด เป็นกล้องสำหรับคำนวณและประมวลผล โดยคำนวณว่าสุนัขขับถ่ายสิ่งปฏิกูลออกมาหรือยัง ตั้งอยู่บริเวณใดของกรง และหากพบระบบจะสั่งทำความสะอาดกรงให้เรียบร้อย

“พื้นกรงจะเป็นสายพาน แบ่งออกเป็น 2 ซีก ซ้ายและขวา เมื่อกล้องจับได้ว่าสุนัขอยู่คนละซีกของพื้นกรงกับสิ่งปฏิกูลที่สุนัขถ่ายออกมา ระบบจะเริ่มทำความสะอาดกรง ซีกที่มีสุนัขจะอยู่กับที่ ส่วนซีกที่มีสิ่งปฏิกูลจะเลื่อนออกจากตัวกรงวนกลับลงไปด้านล่างของกรง จากนั้นจะมีระบบฉีดน้ำ แปรงขัด และเป่าลมร้อนให้แห้ง ซึ่งพื้นกรงส่วนที่เลื่อนได้จะเป็นพื้นผิวเรียบ สามารถทำความสะอาดได้ง่าย อีกทั้งระบบฉีดน้ำเป็นระบบแรงดันสูง ทำให้สิ่งปฏิกูลหลุดได้ง่าย ส่วนน้ำที่ใช้ชำระล้างสิ่งปฏิกูลจะมีถาดรองด้านล่างอีกชั้น จากนั้นจะไหลไปตามท่อที่เชื่อมต่อกับท่อน้ำทิ้งไว้ ลักษณะการทำงานคล้ายเครื่องซักผ้าที่ต้องต่อท่อน้ำทิ้งไว้ และเสียบปลั๊กไฟไว้ตลอดเวลา ซึ่งข้อกังวลในปลั๊กไฟที่เสียบค้างไว้ เพื่อให้ระบบควบคุมที่เชื่อมติดอยู่กับกรงได้ทำงานนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า ในโอกาสเกิดไฟรั่วไปยังกรงอัจฉริยะแน่นอน เพราะระบบการจ่ายไฟและการนำไปใช้แยกระบบกัน”

กรณีสุนัขไม่อุจจาระ แต่ปัสสาวะเพียงอย่างเดียว เจ้าของสามารถตั้งเวลาทำความสะอาดกรงได้ โดยศึกษาจากพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงของเรา ซึ่งสัตว์เลี้ยงแต่ละตัวจะมีพฤติกรรมการขับถ่ายที่ไม่เหมือนกัน

หากเจ้าของมีมากกว่า 1 คน ก็สามารถเชื่อมต่อระบบการมองเห็นผ่านแอปพลิเคชั่นพร้อมๆ กันได้ ผศ.ดร. ดุสิต บอกว่า ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตั้งค่าของระบบและการจัดการในแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งการใช้ง่ายสามารถเรียนรู้ได้โดยง่าย ขอให้พื้นที่ที่ใช้โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตไว้เท่านั้น

แนวคิดเดิมของ ผศ.ดร. ดุสิต คือการทำความสะอาดในพื้นที่ที่มีรั้วรอบขอบชิด แต่ไม่ใช่กรง ลักษณะคล้ายคอก แต่ความต้องการของคณะสัตวแพทยศาสตร์ คือการนำไปใช้ประโยชน์ภายในโรงพยาบาลสัตว์ จึงจำเป็นต้องคิดรูปแบบของกรงขึ้นมา และเรียกว่า กรงอัจฉริยะ

กรงอัจฉริยะ มีขนาด 80x90x120 เซนติเมตร เหมาะสำหรับใส่สุนัขขนาดเล็กหรือแมว ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 15 กิโลกรัม ครั้งละ 1 ตัว วัสดุที่ใช้ทำเป็นสแตนเลส ทำให้ต้นทุนกรงอัจฉริยะชิ้นนี้ค่อนข้างสูง เฉพาะวัสดุที่ใช้ทำกรงเป็นสแตนเลส เกือบ 200,000 บาท แต่เป็นความต้องการของโรงพยาบาลสัตว์ จึงเลือกสแตนเลสมาใช้เป็นวัสดุ ทำให้กรงอัจฉริยะมีน้ำหนักมาก การเคลื่อนย้ายลำบาก หากตั้งวางจะกินพื้นที่ประมาณ 1 ตารางเมตร

“หากต้องการลดต้นทุนการผลิต สามารถเปลี่ยนวัสดุทำกรงจากสแตนเลสเป็นไม้หรือวัสดุอื่นที่คงทนแต่มีราคาถูกกว่าแทนได้ ซึ่งต้นทุนการผลิตที่ปรับวัสดุทำกรง จะอยู่ที่ประมาณ 40,000-50,000 บาท แม้ว่ากรงอัจฉริยะจะทำให้เจ้าของสามารถมองเห็นสัตว์เลี้ยงของตนเองได้ตลอดเวลาก็ตาม แต่ก็ไม่ควรปล่อยไว้ในกรงเกิน 3 วัน เพราะจะทำให้สัตว์เลี้ยงเครียดได้”

ผศ.ดร. ดุสิต บอกว่า กรงอัจฉริยะ สามารถปรับขนาดให้ได้ตามไซซ์สัตว์เลี้ยง เช่น แมว ลดขนาดกรงลง ส่วนสุนัขที่มีน้ำหนักมากกว่า 15 กิโลกรัม การผลิตกรงอัจฉริยะก็สามารถเพิ่มไซซ์ให้ใหญ่ขึ้นได้ตามขนาดของสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มระบบการให้อาหารเสริม ตามความต้องการของเจ้าของได้เช่นกัน

กรงอัจฉริยะ

กรงสุนัขอัจฉริยะ (Smart Cage) เป็นนวัตกรรมสำหรับการช่วยเลี้ยงดูสุนัข ด้วยการนำเทคโนโลยทางการประมวลภาพมาใช้ตรวจจับสุนัขและสิ่งปฏิกูล หากตรวจพบสิ่งปฏิกูลก็จะสามารถกำจัดโดยอัตโนมัติ สามารถควบคุมสั่งการและตั้งค่ากรงสุนัขอัจฉริยะนี้ผ่านทางแอปพลิเคชั่นมือถือ วัตถุประสงค์หลักของเทคโนโลยี คือทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงได้รับความสะดวกสบาย และเพื่อสุขภาพสุขลักษณะอนามัยที่ดีของสุนัข

คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์

– สามารถทำความสะอาดสิ่งปฏิกูล (ปัสสาวะ อุจจาระ) อัตโนมัติโดยใช้ระบบประมวลผลภาพ (image processing) ในการตรวจจับตำแหน่งของสุนัขและสิ่งปฏิกูล

– ตั้งเวลาในการให้อาหาร โดยสามารถกำหนดปริมาณในแต่ละมื้อได้

– สามารถดูสุนัขจากนอกบ้านผ่านแอปพลิแคชั่นมือถือ

– สามารถสั่งการและตั้งค่าระบบต่างๆ ของกรงสุนัขอัจฉริยะผ่านทางแอปพลิเคชั่นมือถือ

– มีการแจ้งเตือนผู้ใช้ หากอาหารสุนัขใกล้หมด

การประยุกต์ใช้งาน นวัตกรรมนี้เหมาะสำหรับใช้ตามบ้านเรือนทั่วไปที่มีสุนัข รวมถึงใช้ในโรงพยาบาลสัตว์ สำหรับดูแลสัตว์ป่วย

ตรวจฟาร์มปลอดโรค

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร และเจ้าหน้าที่จากฝ่ายสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขตหนองจอก เข้าเยี่ยมชมและทำการสวอปตรวจหาเชื้อโรคไก่ ภายในพานทองฟาร์ม เขตหนองจอก ผลการตรวจเป็นปกติ ซึ่งการตรวจดังกล่าวดำเนินการเป็นประจำ เพื่อยืนยันการเป็นฟาร์มปลอดโรค

กรมประมงเจ๋ง เพาะโคพีพอด ในบ่อดิน ได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนประมง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

กรมประมงเจ๋ง เพาะโคพีพอด ในบ่อดิน ได้แล้ว

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ “อาหาร” ถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะสำหรับสัตว์น้ำวัยอ่อน ชนิดและขนาดของอาหารต้องมีความสัมพันธ์กับระยะการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ

“แพลงตอน” ถือเป็นอาหารตามธรรมชาติขั้นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายทอดพลังงานในห่วงโซ่อาหาร จัดเป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นน้ำจืด น้ำกร่อย หรือน้ำทะเล

โดยทั่วไปแพลงตอนจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะการสังเคราะห์อาหาร ได้แก่ แพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์ ซึ่งชนิดและปริมาณของแพลงตอนที่พบในแหล่งน้ำนอกจากจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำได้แล้วนั้น แพลงตอนยังมีประโยชน์ในด้านการรักษาคุณภาพน้ำได้อีกด้วย

เนื่องจากขณะที่แพลงตอนมีการสังเคราะห์แสง จะมีการปล่อยออกซิเจนออกมาละลายในน้ำและจะนำสารอินทรีย์ที่ไม่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น แอมโมเนีย ไนไตรต์ หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น

ดร. วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำวัยอ่อนนอกจากการมีระบบการอนุบาลสัตว์น้ำที่ดีแล้ว การได้กินอาหารที่ดีก็จะส่งผลให้สัตว์น้ำมีอัตราการรอดเพิ่มมากขึ้น อาหารที่ดีของสัตว์น้ำขนาดเล็กจะต้องมีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนเพียงพอกับความต้องการของสัตว์น้ำวัยอ่อน เพื่อที่จะพัฒนารูปร่างให้เป็นแบบเดียวกับพ่อแม่

ปัจจุบัน ทางกรมประมงสามารถเพาะเลี้ยงแพลงตอนทั้งชนิดที่เป็นพืชและสัตว์ได้หลากหลายชนิด อาทิ คลอเรลลา คีโตเซอรอส สเกลีโตนีมา โรติเฟอร์ อาร์ทีเมีย ฯลฯ เพื่อช่วยลดต้นทุนในเรื่องของอาหารและการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ล่าสุดนี้ กรมประมง ได้มีการทดลองเพาะเลี้ยงโคพีพอดในบ่อดินได้สำเร็จอีกหนึ่งชนิด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

นายสุทธิชัย ฤทธิธรรม ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กล่าวว่า โคพีพอด (Copepod) เป็นแพลงตอนสัตว์ที่พบในทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน นับเป็นห่วงโซ่อาหารสำคัญที่เชื่อมระหว่างแพลงตอนพืชกับสัตว์น้ำ โคพีพอดมีองค์ประกอบของสารอาหารสำคัญทางโภชนาการที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการรอดของสัตว์น้ำวัยอ่อน อาทิ โปรตีนและกรดไขมันที่จำเป็น โดยเฉพาะ DHA EPA ฯลฯ ซึ่งสัตว์น้ำกร่อยหรือสัตว์ทะเลไม่สามารถผลิตกรดไขมันเหล่านี้ขึ้นเองได้ ดังนั้น การศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนเพื่อเพิ่มอัตรารอดให้มากที่สุดก็ย่อมส่งผลต่อปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำอีกด้วย

จากคุณประโยชน์ดังกล่าว โคพีพอด จึงถูกจัดเป็นอาหารมีชีวิตที่ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมักนำไปใช้ร่วมกับโรติเฟอร์และอาร์ทีเมีย ในการอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม อาทิ ปลานิล ปลากะพงขาว ปลากะรัง ปลาการ์ตูน เป็นต้น

นางพิชญา ชัยนาค นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต กล่าวเพิ่มเติมในฐานะที่เป็นนักวิชาการผู้เพาะเลี้ยงโคพีพอดในบ่อดินว่า ลักษณะโดยทั่วไปของโคพีพอดลำตัวจะมีรูปร่างยาวรี ลำตัวจะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว อก และท้อง นับเป็นอาหารธรรมชาติขนาดเล็กที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้เป็นอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อน เนื่องจากโคพีพอดมีกรดไขมันที่จำเป็นต่อพัฒนาการของสัตว์น้ำวัยอ่อนและสามารถย่อยได้ง่ายในระบบทางเดินอาหารของสัตว์น้ำวัยอ่อน ซึ่งมีการพัฒนาระบบการมองเห็นและระบบทางเดินอาหารยังไม่สมบูรณ์ จึงเป็นข้อจำกัดในการจับกินและการย่อยอาหารในช่วงแรกหลังฟักออกจากไข่

“ซึ่งในช่วงระยะเวลา 1-3 วัน หลังจากที่สัตว์น้ำฟักตัวออกจากไข่ เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่จะกำหนดให้เราทราบว่าสัตว์น้ำที่เราเพาะพันธุ์นั้นมีอัตราการรอดมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากสัตว์น้ำวัยอ่อนเริ่มรับอาหารจากภายนอกหลังจากถุงไข่แดงยุบในช่วงระยะเวลานี้ ซึ่งจากการทดลองวิจัยพบว่าโคพีพอดระยะตัวอ่อนมีขนาดเล็กกว่า โรติเฟอร์จึงเหมาะสมต่อการกินของสัตว์น้ำวัยอ่อนที่มีขนาดความกว้างของปากค่อนข้างเล็กช่วยเพิ่มการรอดตาย” นางพิชญา กล่าว

สำหรับวิธีเพาะขยายพันธุ์โคพีพอด ทางศูนย์ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมบ่อ ทำคอกใส่ปุ๋ย ทำโพงพางในบ่อดินเพื่อใช้สำหรับดักเก็บโคพีพอด ปรับปรุงดินพื้นบ่อด้วยการโรยปูนขาวให้ทั่วบ่อ ติดตั้งระบบให้อากาศและการหมุนเวียนน้ำภายในบ่อดิน

โดยหลังเปิดน้ำเข้าบ่อ ให้ได้ระดับน้ำในบ่อลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร เพื่อกระตุ้นให้อาหารธรรมชาติมีเพิ่มมากขึ้น กำจัดศัตรูต่างๆ ของโคพีพอด เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา ด้วยการโรยกากชา 20-25 กิโลกรัม ต่อไร่ ให้ทั่วบ่อ และแช่ทิ้งไว้ในบ่อดิน 3-5 วัน

ในการเตรียมน้ำ น้ำที่ใช้เลี้ยงควรอยู่ในช่วงความเค็ม 15-30 ความเป็นกรด-ด่าง ระหว่าง 7-8 ปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง ด้วยปูนขาว การเตรียมอาหารมีชีวิต จะทำแพลงตอนที่เป็นอาหารมีชีวิตให้กับโคพีพอดด้วยการใส่ปุ๋ยคอก

เมื่อน้ำเริ่มมีสีเขียวเพิ่มมากขึ้นให้ชักน้ำเข้าบ่อมากขึ้นจนมีระดับลึกประมาณ 1.6-1.8 เมตร สีน้ำที่เหมาะสมต่อการเกิดแพลงตอนควรมีสีเขียวอมน้ำตาล

สำหรับพ่อแม่พันธุ์ การลงพ่อแม่พันธุ์โคพีพอดระยะโคพีโพไดซ์-ตัวเต็มวัย การจัดการการผลิตโคพีพอดในบ่อดิน หลังจากเตรียมอาหารมีชีวิตเสร็จ ประมาณ 3-5 วัน นำพ่อแม่พันธุ์โคพีพอดลงเลี้ยง ประมาณ 3-4 สัปดาห์ จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้โดยเปิดใบพัดตีน้ำ โคพีพอดจะเข้าถุงโพงพาง จากนั้นเก็บโคพีพอดด้วยสวิง

หลังจากเก็บเกี่ยวได้ 5-7 วัน โคพีพอดจะเริ่มลดลง จึงควรเติมอาหารที่ทำให้เกิดแพลงตอนลงไป เช่น ปุ๋ยคอก เศษปลาสด เป็นต้น โดยเติมอาหารลงไปจากเดิมครึ่งหนึ่งหรือปรับปริมาณจากการสังเกตปริมาณโคพีพอดในบ่อ โคพีพอดจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีกภายใน 7-8 วัน

นายธวัช ศรีวีระชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต กล่าวว่า สำหรับผลการวิจัยในขณะนี้ถือว่าน่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ทางศูนย์วิจัยฯ สามารถผลิตโคพีพอดได้ประมาณเดือนละ 100-120 กิโลกรัม ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 300 บาท และคาดว่าต่อไปอนาคตหากโคพีพอดจะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

สำหรับการต่อยอดการวิจัยโคพีพอดในบ่อดิน ทางศูนย์มีแผนที่จะพัฒนาเป็นการเลี้ยงโคพีพอดความหนาแน่นสูงในถังไฟเบอร์กลาสเพื่อให้ได้ปริมาณมากในพื้นที่จำกัด ง่ายต่อการดูแลและการควบคุมโรคที่ส่งผลต่อการเลี้ยงโคพีพอดและการใช้เป็นอาหารสัตว์น้ำวัยอ่อน

ท่านใดสนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต โทร. (076) 621-821-2

น้อมนำพระราชดำริบริหารการผลิตและตลาด

ศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ในรูปแบบสหกรณ์

เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปยังศูนย์ภูฟ้าพัฒนา อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ทรงติดตามการดำเนินงานของศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และส่วนท้องถิ่น ร่วมสนองพระราชดำริมาตั้งแต่เริ่มดำเนินงาน ทั้งนี้ในการส่งเสริมด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ พร้อมส่งเสริมการขายในรูปแบบรวมกลุ่มนั้น ทางศูนย์ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ด้วยการจัดตั้งเป็น สหกรณ์การเกษตรภูฟ้าพัฒนา จำกัด ขึ้น มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ 479 หมู่ที่ 2 ตำบลฝายแก้ว กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้ามาส่งเสริมสนับสนุนให้ศูนย์ภูฟ้าพัฒนามีการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นมา พร้อมส่งเสริมให้สมาชิกมีความเข้าใจในการนำวิธีการสหกรณ์มาใช้ในการบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตร ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การรวบรวมผลผลิต และถ่ายทอดกระบวนการแปรรูปให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทันสมัย และตรงตามความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจระบบตลาดของสินค้าแต่ละชนิด

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้ถวายรายงานถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการสหกรณ์ในศูนย์ภูฟ้าพัฒนา กล่าวว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ความสำคัญในระบบสหกรณ์ จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้มีการเรียนการสอนวิชาการสหกรณ์ ให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และให้ขยายผลเข้าไปในโรงเรียนพระปริยัติธรรมสำหรับสามเณร พร้อมกันนี้ทรงเล็งเห็นความสำคัญของราษฎรชาวไทยภูเขาที่ด้อยโอกาส จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ภูฟ้าพัฒนาขึ้น เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2542 เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาและถ่ายทอดความรู้การพัฒนาไปสู่พื้นที่ตามพระราชปณิธานของพระองค์

โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ร่วมสนองแนวพระราชดำริในการเข้าไปส่งเสริมอาชีพและมีการจัดตั้งสหกรณ์ที่ศูนย์ภูฟ้าพัฒนาขึ้นเพื่อบริหารจัดการผลผลิตหลักในพื้นที่ที่มีปัญหาในด้านการตลาด ได้แก่ ข้าวก่ำ ต๋าว กาแฟ กล้วย และหม่อนผลสด ในปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนให้สหกรณ์จัดซื้ออุปกรณ์เพื่อสนับสนุนกิจการด้านการตลาด ตลอดจนรวบรวมหม่อนผลสด และการแปรรูปต๋าวเป็นการเบื้องต้น เมื่อแปรรูปแล้วนอกจากส่งไปจำหน่ายที่ร้านศูนย์ภูฟ้าพัฒนา ส่วนหนึ่งทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เข้าไปส่งเสริมด้านการตลาด โดยจัดตั้งกาดภูฟ้าขึ้นมา ซึ่งเป็นร้านจำหน่ายสินค้าของสหกรณ์เอง อีกส่วนสำนักงานสหกรณ์จังหวัดน่าน ช่วยประสานส่งไปจำหน่ายยังร้านค้าของสหกรณ์ ทั้งในและนอกพื้นที่

“ด้านการรวมกลุ่ม และการบริหารจัดการนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้เน้นการสร้างความเข้มแข็งอย่างมั่นคงและยั่งยืน ดังนั้น ใน ปี 2559 จึงมีแผนเร่งด่วน ในการส่งเสริมกลยุทธ์ด้านการผลิตและการตลาดให้กับสหกรณ์แบบครบวงจร ตั้งแต่ การผลิต การดูแลรักษา และการตลาด เพื่อให้สมาชิกสามารถลดต้นทุนการผลิต และจัดการเรื่องการตลาดได้ด้วยสหกรณ์เอง พร้อมทั้งเชื่อมต่อกับศูนย์ภูฟ้าพัฒนาเพื่อจัดหาตลาดรองรับผลผลิตอีกด้วย” นายพิเชษฐ์ กล่าวในที่สุด

เลี้ยง ปลานิล-ปลาทับทิม ในกระชัง สร้างรายได้ ของ กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร ที่กาญจนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยง ปลานิล-ปลาทับทิม ในกระชัง สร้างรายได้ ของ กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร ที่กาญจนบุรี

จังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่ราบและเทือกเขา มีภูเขาที่ทอดตัวตั้งขนานกับเส้นพรมแดนประเทศพม่า มีความยาว 460 กิโลเมตร

เมื่อเอ่ยถึง จังหวัดกาญจนบุรี สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้น การท่องเที่ยวพักผ่อนแบบสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติในบริเวณภูเขาใหญ่น้อยทั้งหลาย เพราะภูมิทัศน์ยังมีความหลากหลาย

จังหวัดกาญจนบุรี นับว่ายังมีแหล่งป่าไม้ที่เป็นทรัพยากรสำคัญ ที่เป็นแหล่งเกิดธารน้ำ และห้วยเล็กๆ ไหลมาบรรจบเป็นแม่น้ำ 3 สายที่สำคัญ คือ แม่น้ำศรีสวัสดิ์หรือแควใหญ่ แม่น้ำไทรน้อยหรือแควน้อย และแม่น้ำแม่กลอง

กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร อยู่บ้านเลขที่ 5/9 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำแม่กลองทำการเลี้ยงปลากระชัง เพราะบริเวณแห่งนี้ยังมีน้ำที่สะอาดเหมาะสมกับการประกอบอาชีพด้านการประมง

ประสบความสำเร็จจากเลี้ยงโคนม

จึงมาทดลองเลี้ยงปลากระชังสร้างรายได้

กำนันเทียมศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะริเริ่มมาเลี้ยงปลากระชังนั้น ได้ทำการเกษตรด้านปศุสัตว์มาก่อน จากนั้นประมาณปี 2540 จึงมาเลี้ยงปลาในกระชัง

“เริ่มแรกเดิมทีผมเลี้ยงโคนม พอลูกชายผมเรียนจบมา ก็เลยให้เขาทำโคนมไป ผมก็มาทดลองเลี้ยงปลา สมัยนั้น ปี 40 ยังไม่มีคนรู้จักปลาทับทิมหรือปลานิลในกระชัง ผมก็ไปศึกษากับเกษตรกรที่เลี้ยงอยู่แล้วในพื้นที่อื่นๆ เพื่อมาทดลองเลี้ยงดู ช่วงนั้นก็หาตลาดเอง มันก็เหมือนเราต้องศึกษาอะไรอีกเยอะ เรียกว่าเริ่มแรกนี่เป็นบทเรียนราคาแพงกว่าจะประสบผลสำเร็จ แต่ผมคิดว่าถ้าเราจะทำเป็นอาชีพ ก็ต้องทำให้ได้ หาประสบการณ์ด้วยตัวเราเอง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ในตอนนั้นทดลองเลี้ยง ประมาณ 40 กระชัง เมื่อประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจจึงขยายการเลี้ยงออกไปเรื่อยๆ จึงได้พบปะกับกลุ่มผู้เลี้ยงปลากระชังมากขึ้น ทำให้ได้รับแนวทางการแก้ปัญหาใหม่ๆ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

การเลี้ยงปลา น้ำที่ใช้เลี้ยงนับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากน้ำดีการเลี้ยงก็จะไม่เกิดปัญหามากนัก

“น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาที่นี่ จากสมัยก่อนมา ณ ตอนนี้นะ เรียกง่ายๆ ว่ายังสะอาดที่สุดในประเทศไทย น้ำก็ยังมีเยอะ แต่อนาคตก็ต้องดูต่อไป เพราะตอนนี้เริ่มจะไม่ค่อยมีกฎระเบียบกันมากนัก ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ได้เข้าประชุมกับท่านผู้ว่าฯ จังหวัด และก็เกษตรกรอื่นๆ กับหน่วยราชการ ให้รวมกลุ่มกันเอากฎหมายมาบังคับใช้ จัดการกับคนที่ทำผิด ไม่อย่างนั้นน้ำมันก็จะเน่าเสีย อย่างน้อยเพื่อรักษาสภาพน้ำของที่นี่ให้สะอาดต่อไป” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าวถึงการช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำ

ปลาสวย ทรงดี

เป็นที่ต้องการของตลาด

มีวิธีเลี้ยง ดังนี้

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ตอนแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ นำลูกปลาทับทิมและปลานิลมาปล่อยลงเลี้ยงในกระชังทันที แต่ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนนำมาอนุบาลในบ่อดินเสียก่อนแล้วค่อยนำมาเลี้ยงในกระชัง

“ตอนแรกที่เลี้ยงใหม่ๆ เอาลูกปลาไซซ์ใบมะขามมาปล่อยในกระชัง ขนาด 3×3 เมตร ลึก 2 เมตร คราวนี้เห็นปัญหาว่าเราควบคุมระดับน้ำไม่ได้ โดยเฉพาะหน้าฝน น้ำขุ่นลูกปลาจะตาย ก็เลยเอามาอนุบาลในบ่อดินก่อน ปล่อยลูกปลาประมาณหกหมื่นถึงหนึ่งแสนตัวลงในบ่อดินขนาดครึ่งไร่ อาหารที่ให้ช่วงนั้นมีเปอร์เซ็นต์โปรตีน ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ให้ 4 เวลา เช้า สาย บ่าย เย็น เวลาเลี้ยงในช่วงนี้ 70 วัน ลูกปลาจะมีขนาด ประมาณ 40-50 กรัม ก็จะนำมาปล่อยเลี้ยงในกระชังต่อ” กำนันเทียมศักดิ์ อธิบาย

ลูกปลานิลและปลาทับทิมที่นำมาปล่อยลงในกระชัง กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า มาปล่อยเลี้ยงในกระชัง ขนาด 3×6 เมตร ปล่อยลูกปลา ประมาณ 1,600 ตัว ต่อกระชัง อาหารให้ 3 เวลา คือ เช้า กลางวัน และเย็น อาหารในระยะนี้มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ เมื่อลูกปลามีขนาด ประมาณ 100 กรัมขึ้นไป จะเปลี่ยนสูตรอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าปลานิลและปลาทับทิมจะได้ขนาดที่จำหน่ายได้ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง

การดูแลรักษาโรค กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ณ ปัจจุบันนี้ เมื่อเทียบกับสมัยก่อนมีโรคเยอะกว่ามาก เวลาเลี้ยงจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยจะติดเครื่องตีน้ำเข้ามาช่วย และมีการทำโปรแกรมการให้วิตามินอยู่เสมอ เพื่อให้ปลามีความแข็งแรง ช่วยลดปัญหาเรื่องโรค ซึ่งการระบาดของโรคมีตลอดทั้งปี จึงจำเป็นต้องป้องกันตลอดเวลา

“สมัยก่อนที่ผมเลี้ยงใหม่ๆ นั้นดี ไม่มีโรค อัตรารอด 90 เปอร์เซ็นต์ เดี๋ยวนี้อัตรารอดไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เช่น ลงเลี้ยง 100 ตัว เหลือ 30-40 ตัวเอง เพราะปีหนึ่งเราเลี้ยงได้ 2 ครั้ง การจัดการเดี๋ยวนี้ก็สิ้นเปลืองขึ้นมาก อย่างเครื่องตีน้ำ ใช้พลังงานไฟฟ้าเราก็จะเปลืองเรื่องค่าไฟมากขึ้น ซึ่งสมัยก่อนไม่ต้องมีเครื่องพวกนี้เลย หากเราไม่ทำ ประหยัดมากเกินไป ปลาไม่แข็งแรงเกิดโรคขึ้นมาก็ไม่ไหว การทำแบบนี้ก็จะช่วยให้เราได้ปลาที่ดี มีความแข็งแรง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

คิดค้นถังให้อาหาร

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ได้คิดค้นถังการให้อาหารปลาขึ้นมา เพื่อที่เวลาปลากินอาหารจะทำให้มีขนาดที่เท่ากันไม่แตกไซซ์มากเกินไป

“ถังที่เห็นบนกระชังสีเหลืองสีขาว ผมดัดแปลงเอามาใช้ เพราะว่าพอเราใส่อาหารลงไป เดี๋ยวอาหารมันจะลงไปแบบเหมาะสม ทำให้เราลดเรื่องแรงงานไปได้มาก แล้วปลามันจะโตค่อนข้างเสมอกัน แต่ก่อนที่เราจะใช้ถังอาหารนี้ได้ เราต้องมีบันทึกการให้อาหารอยู่ก่อน ว่าปลาไซซ์ขนาดนี้ควรจะกินอาหารกี่กิโลกรัม เราจะได้รู้เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หากเราไม่มีการจดบันทึกไว้ อยู่ดีๆ เอาถังไปใส่อาหารให้ไม่ได้ มันจะยิ่งเปลืองมากขึ้น” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

ขนาดของปลาที่ตลาดต้องการ

มีความแตกต่างกัน

กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ความต้องการขนาดของปลาที่มีคนมาซื้อ นับว่าแตกต่างกันมาก ขึ้นอยู่ที่ว่าจะนำไปประกอบอาหารในรูปแบบใด

“จำหน่ายนี่ความต้องการของตลาดหลากหลายมาก ถ้าขึ้นโต๊ะจีนกับร้านปลาเผาก็จะใช้ปลาไซซ์ใหญ่ ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปก็จะซื้อขนาดประมาณ 600-700 กรัม ซึ่งส่งจำหน่ายก็มีทั้งที่ตลาดไท ตลาดทั่วๆ ไป และก็จะมีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ฟาร์มเป็นเจ้าประจำ ซื้อกันมามากกว่า 10 ปี” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

ปลาทับทิม จำหน่ายอยู่ที่ราคา 72 บาท ส่วนปลานิลอยู่ที่ราคา 62 บาท ซึ่งราคาขึ้นลงตามกลไกของตลาด กำนันเทียมศักดิ์ บอกว่า ราคาของปลาที่จำหน่ายในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับสมัยก่อนนั้นราคาถือว่าต่ำกว่ามาก

“ราคาปลาเคยลงไปถึง 50 กว่าบาท เพราะว่าเดี๋ยวนี้คนเลี้ยงกันเยอะขึ้น ซึ่งตอนนี้เองราคาก็ยังไม่ดี กลัวว่าจะร่วง กำลังซื้อคนก็ไม่ค่อยมี แต่เทียบดูตอนนี้คนกินเยอะขึ้น สมัยก่อนที่ผมเริ่มใหม่ๆ ตลาดหายากอยู่ บางคนเขาก็ไม่รู้จักปลาทับทิม พอเขาได้มาลองกินก็ชอบ อีกอย่างปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติก็หายากขึ้น ปลาทับทิม ปลานิล เลยเป็นทางเลือกได้ดี ราคาเหมาะสม เรียกว่าหาซื้อกินได้ง่ายมีทั่วไปทุกจังหวัด” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าว

มุมมองการเลี้ยงสัตว์

ของ กำนันเทียมศักดิ์

“อยากจะบอกว่า อาชีพการเลี้ยงสัตว์ที่ผมผ่านมาทุกอย่าง อย่างที่ผมเลี้ยงโคนมนี่ก็ถือว่าเป็นอาชีพที่ดีสำหรับครอบครัว ส่วนการเลี้ยงปลานี่ก็เป็นอาชีพที่ดีมาก เรามองดูสัตว์นะตอนนี้ อย่างสัตว์บก กับสัตว์น้ำ อย่าง ปลานิล ปลาทับทิม ในแง่ของการแลกเนื้อ เราให้อาหารประมาณ 1.5 กิโลกรัม เราก็จะได้เนื้อปลากลับมา 1 กิโลกรัม คือไม่มีสัตว์อะไรที่จะแลกเนื้อได้ดีกว่านี้ อีกอย่างการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพที่เหมาะสำหรับครอบครัว”

“สำหรับคนที่สนใจอยากเลี้ยงเป็นอาชีพ ก็จะแนะนำว่าอย่าทำใหญ่เกินในช่วงแรกๆ มันก็จะมีปัญหาเรื่องตลาด อีกอย่างเรื่องเงินทุนมันก็จะต้องใช้เงินสดด้วย เพราะบางทีเราไปซื้ออาหารที่มาเลี้ยงมันไม่มีเครดิตอะไรช่วยได้ หลักที่สำคัญคือ เกี่ยวกับด้านวิชาการ ต้องศึกษาให้ท่องแท้ โดยเตรียมตัวให้ดี ศึกษาให้พร้อม เราจะได้แก้ปัญหาต่างๆ ได้ ปัญหาเรื่องโรคก็สำคัญ สายพันธุ์ปลา อาหารที่ให้ปลา และก็เรื่องการตลาด 4 อย่างนี้ ถือว่าสำคัญมาก สำหรับคนที่จะเริ่มเลี้ยง” กำนันเทียมศักดิ์ กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากเลี้ยงปลานิล ปลาทับทิม ในกระชัง กำนันเทียมศักดิ์ สง่ากชกร บอกว่า ยินดีให้คำปรึกษา พร้อมทั้งให้คำแนะนำการเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ติดต่อสอบถามได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 944-3454

สนใจการใช้ถังให้อาหารปลานิลและปลาทับทิมแบบประหยัดแรงงานและเวลา ติดตามดูคลิป วิดีโอ ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

โรงเรียนบ้านเกาะพยาม ระนอง ทำเกษตรบนเกาะอย่างง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

โรงเรียนบ้านเกาะพยาม ระนอง ทำเกษตรบนเกาะอย่างง่าย

แค่คิดจะทำการเกษตรในจังหวัดระนอง พื้นที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งฝน 8 แดด 4 ก็ไม่ใช่จะลงมือทำกันง่ายๆ แม้เกษตรกรชาวจังหวัดระนองเอง ยังต้องเข้าใจสภาพอากาศและสภาพภูมิประเทศในพื้นที่ ปรับการทำการเกษตรให้สอดคล้อง การเกษตรจึงเดินหน้าไปได้ด้วยดี

คอลัมน์ เยาวชนเกษตร ซึ่งโฟกัสไปที่การทำการเกษตรของเยาวชน เมื่อต้องลงพื้นที่จังหวัดระนอง โดยสารเรือข้ามไปยังเกาะพยาม อันเป็นเกาะหนึ่งที่อยู่ห่างจากตัวฝั่ง ประมาณ 30 กิโลเมตร ทำให้คิดไปว่า เด็กนักเรียนของโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวของตำบลเกาะพยาม ครอบคลุมประชากรทั้งตำบล รวมพื้นที่เกาะ 2 แห่ง คือ เกาะพยาม และ เกาะช้าง จะทำการเกษตรบนเกาะได้อย่างไร

โรงเรียนบ้านเกาะพยาม ตั้งอยู่บนเกาะพยาม ตำบลเกาะพยาม อำเภอเมือง จังหวัดระนอง เปิดสอนระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนทั้งสิ้น 91 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวม 6 คน ด้วยพื้นที่ตั้งของโรงเรียนเป็นเกาะ ทำให้ไม่ได้อยู่ในเขตบริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งการศึกษาของนักเรียนโรงเรียนบ้านเกาะพยาม เป็นการเรียนการสอนผ่านทางไกล มีโทรทัศน์และระบบไฟฟ้าเป็นพื้นฐาน หากไม่มีระบบไฟฟ้า การเรียนการสอนจะดำเนินไปไม่ได้

ที่ผ่านมา สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดย ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน ได้เห็นความสำคัญของพลังงานทดแทนทุกระดับ ทำให้เล็งเห็นความสำคัญของการใช้พลังงานบนเกาะพยาม ทางกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน จึงเข้าไปส่งเสริมพลังงานทดแทนในพื้นที่เกาะพยาม โดยการสำรวจพบว่า ตัวเกาะพยามได้รับอิทธิพลลมทะเลฝั่งอันดามันพัดผ่านตลอดปี จากการวัดแรงลมในพื้นที่ พ.ศ. 2527 พบว่า มีค่าความเร็วลม ประมาณ 2.7 เมตร ต่อนาที และข้อมูลของ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุความเร็วลมเฉลี่ยบนเกาะพยามในปี พ.ศ. 2533 ที่ประมาณ 3.0 เมตร ต่อวินาที จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะพลังงานจากลม เพื่อให้มีไฟฟ้าใช้ในโรงเรียน

กองทุนฯ จึงเข้าดำเนินโครงการเทคโนโลยีกังหันลมผลิตไฟฟ้า ภายใต้โครงการส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในระดับชุมชน ให้กับโรงเรียนบ้านเกาะพยาม โดยสนับสนุนงบประมาณในการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า ขนาด 1 กิโลวัตต์ จำนวน 5 ชุด รวมกำลังผลิต 5,000 w ชนิดไม่เชื่อมสายส่ง (stand alone) โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะถูกเก็บในแบตเตอรี่ ขนาด 130 แอมป์-ชั่วโมง จำนวน 8 ลูก เชื่อมต่อระบบอินเวอร์เตอร์ เพื่อแปลงไฟฟ้ากระแสตรงเป็นกระแสสลับ สำหรับนำมาใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้า และระบบแสงสว่างของอาคารเรียนและห้องพักครูของโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ระบบดังกล่าว สามารถผลิตไฟฟ้าได้ไม่น้อยกว่า 3,300 หน่วย ต่อปี ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 12,000 บาท ต่อปี จากงบประมาณการลงทุน 960,000 บาท ระยะเวลาในการคืนทุน 20 ปี

เมื่อนำไฟฟ้าที่ได้จากกังหันลม เชื่อมต่อกับระบบไฟกับพลังงานทดแทนจากเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 2545 โดยติดตั้ง 2 จุด กำลังการผลิต 2,100 w และ 3,000 w ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าของโรงเรียน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟฟ้าจากเครื่องยนต์

เนื่องจากระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านเกาะพยามเป็นระบบเรียนทางไกล การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ จึงจำเป็นสำหรับสื่อการเรียนการสอนมาก เพราะหากไม่มีไฟฟ้าแล้ว อุปกรณ์รับสัญญาณเชื่อมต่อการเรียนการสอนทางไกลจะไม่สามารถทำงานได้ เท่ากับว่านักเรียนไม่สามารถเรียนได้ การติดตั้งพลังงานทดแทนจากเซลล์แสงอาทิตย์และพลังงานลม จึงมีความจำเป็นยิ่ง

ครูสากล เยี่ยมไธสง ครูโรงเรียนบ้านเกาะพยาม บอกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญที่โรงเรียนจำเป็นต้องใช้ คือ โทรทัศน์ พัดลม หลอดไฟ โดยเปิดใช้เฉลี่ย วันละ 5 ชั่วโมง เวลาเรียนที่เหลือเป็นการเรียนการสอนนอกห้องเรียน และการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เพื่อประหยัดพลังงาน แม้ว่าโรงเรียนจะตั้งอยู่บนเกาะ มีสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย รวมถึงสภาพดินที่ไม่เหมาะต่อการปลูกพืช แต่การส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีความรู้ในการทำเกษตร ก็ไม่ใช่สิ่งที่ครูจะละทิ้ง

“โรงเรียนมีพื้นที่ 20 ไร่ พื้นที่ที่จัดสรรเป็นแปลงเกษตรให้เด็กได้เรียนรู้ ประมาณ 5 ไร่ เมื่อสภาพดินไม่ดี จึงทำให้ปลูกพืชได้ไม่หลากหลาย ที่ทำได้คือ ปลูกผักเหลียง 100 ต้น ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ 5 วง พืชผักสวนครัว 5 แปลง ไม้ผลไม่สามารถปลูกได้”

อุปสรรคที่สำคัญที่สุดของการทำการเกษตรบนเกาะ คือ น้ำ ครูสากล บอกว่า น้ำที่ใช้ทำการเกษตรได้มาจากน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ดังนั้น เมื่อฝนตกจึงต้องมีที่เก็บน้ำไว้ใช้ให้ได้ตลอดปี ซึ่งปริมาณฝนจะมากระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคมของทุกปี

แม้ดินและน้ำจะเป็นปัญหาต่อการทำการเกษตร แต่ครูสากล ก็ไม่ละเลย พยายามสื่อการสอนให้ถึงนักเรียนให้มากที่สุด ที่เห็นชัดที่สุดคือการเลี้ยงปลาดุก ครูสากลพาเด็กนักเรียนขุดบ่อดิน ขนาด 5×3 เมตร ปูด้วยผ้าพลาสติกกักน้ำไว้ แล้วเลี้ยงปลาดุก 150 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 3 เดือน ก็จับขายให้กับโครงการอาหารกลางวัน นอกจากนี้ ยังทำโรงเห็ดนางฟ้า โรงปุ๋ยหมัก และปลูกชะอม ซึ่งเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีพอสมควรบนเกาะ และผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรทั้งหมด เมื่อนำเข้าโครงการอาหารกลางวันแล้ว ช่วยลดต้นทุนการซื้อวัตถุดิบจากภายนอกมาทำอาหารกลางวันให้กับนักเรียนได้มากถึง 30 เปอร์เซ็นต์

“โรงเรียนตั้งชุมนุมเกษตร ให้เด็กมาสมัครเข้าร่วม เด็กชอบ ชุมนุมเกษตรตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงภายในโรงเรียน มีเด็กนักเรียนมาสมัครเกือบทั้งหมด แต่เด็กที่ได้ลงมือทำจริงๆ จะเป็นเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 เพราะเป็นเด็กโต ที่รับผิดชอบตัวเองได้”

เด็กชายต่อ เกาะพยาม อายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 บอกว่า ชอบการเกษตร เพราะทำให้รู้จักความรับผิดชอบมากขึ้น ซึ่งตนเองใช้เวลาในช่วงพักเที่ยงของทุกวัน ไปดูแลแปลงผักสวนครัว เมื่อถึงคราวต้องให้ปุ๋ย ก็นำขี้วัวที่ซื้อมาและปุ๋ยหมักที่ทำไว้มาใส่ให้กับแปลงผัก เมื่อเก็บผลผลิตได้ก็นำไปขายให้กับโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในราคาถูก นอกจากนี้ ยังต้องดูแลปลาดุกในบ่อ เมื่อมีเวลาจากที่บ้านก็ช่วยพ่อแม่ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง

ด้าน เด็กชายกฤษณะ พึ่งจะแย้ม อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เล่าว่า กิจกรรมเกษตรที่มี ชอบการเลี้ยงปลาดุกมากที่สุด เพราะสนุกเมื่อได้จับปลา และได้ความรู้ในขั้นตอนของการเลี้ยงปลา ส่วนแปลงผักสวนครัวก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบรดน้ำทุกวันในตอนเช้าและเย็น ส่วนกลางวันต้องมาดูแลแปลงโดยการถอนวัชพืชและใส่ปุ๋ยหมัก สำหรับปุ๋ยหมักที่ตนได้รับความรู้จากโรงเรียน ก็เป็นการทำปุ๋ยหมักอย่างง่าย นำเศษปลาเหลือที่ได้จากการประมงในทะเล นำมาใส่ถังหมักรวมกับน้ำตาลและจุลินทรีย์ชนิดหนึ่ง หมักทิ้งไว้ ก็สามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ยหมักและสารอินทรีย์ใช้รดน้ำต้นไม้ ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดี

ครูสากล กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ว่าโรงเรียนบ้านเกาะพยามจะอยู่ห่างไกลความเจริญบนชายฝั่ง แต่โชคดีที่มีระบบไฟฟ้าใช้สำหรับการเรียนการสอน ส่วนความรู้ด้านการเกษตรจำเป็นอย่างยิ่งที่เด็กนักเรียนจะต้องมีความรู้ติดตัวไป เพราะเด็กนักเรียนที่เรียนจบประถมศึกษาปีที่ 6 ที่นี่ หากต้องศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาก็ต้องเข้าไปเรียนบนฝั่ง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับการเดินทางของเด็กชาวเกาะอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การทำการเกษตรภายในโรงเรียน เพื่อสอนให้กับเด็กนักเรียนมีพื้นฐานที่ดีก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่โรงเรียนบ้านเกาะพยามยังขาดพื้นฐานทางเกษตรที่สำคัญอีกหลายประการ จึงยินดี หากมีหน่วยงานต้องการส่งเสริมและสนับสนุนการทำการเกษตรของเด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ซึ่งที่สอบถามเด็กนักเรียน ทราบว่า เด็กนักเรียนต้องการเรียนรู้การปลูกผักไร้ดิน และการเลี้ยงไก่ไข่

ทั้งนี้ หากหน่วยงานใดมีข้อแนะนำในการส่งเสริม สนับสนุน การทำการเกษตรภายในโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ติดต่อได้ที่ ครูสากล เยี่ยมไธสง โทรศัพท์ (088) 447-6144

“เปิดฉาก 10 ทีมสุดท้าย โครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” ภายใต้แนวคิด คิดจริง ทำจริง ได้ผลผลิตจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 620

เก็บมาเล่า

“เปิดฉาก 10 ทีมสุดท้าย โครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” ภายใต้แนวคิด คิดจริง ทำจริง ได้ผลผลิตจริง

เมื่อเร็วๆ ณ โรงถ่ายกันตนา มูฟวี่ทาวน์ ศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เปิดบ้านเป็นที่เรียบร้อยสำหรับรายการเรียลลิตี้แข่งขันการเกษตรเพื่อเฟ้นหาเยาวชนที่มีใจรักในการเกษตร กับโครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” เพื่อชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนการศึกษา 100,000 บาท และของรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย โดยได้คัดเลือกโรงเรียนจากทั่วประเทศ คัดสรรให้เหลือเพียง 10 ทีม จาก 10 โรงเรียน เพื่อมาปฏิบัติภารกิจภายใต้โจทย์ พื้นที่ 1 ไร่ เงินทุน 5,000 บาท ระยะเวลา 60 วัน เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีความรู้ และเป็นการฝึกอาชีพที่มั่นคง เพื่อเป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพที่ดีในอนาคต

กรมส่งเสริมการเกษตร, คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรมพัฒนาที่ดิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, สถานีโทรทัศน์ฟาร์ม แชนแนล และสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องมิราเคิล แชนแนล ได้จัดงานเปิดบ้าน “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” รายการเฟ้นหาเยาวชนที่มีใจรักในการเกษตร เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผสมผสานความรู้ด้านการเกษตรแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด คิดจริง ทำจริง ได้ผลผลิตจริง โดยได้รับเกียรติจาก คุณโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผศ.ดร. สุดเขตต์ นาคะเสถียร คณบดี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คุณศศิกร ฉันท์เศรษฐ์ ประธานบริหารสายธุรกิจรายการโทรทัศน์ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ คุณสุรศักดิ์ ซิมตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาร์ม แชนแนล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมแถลงข่าวและเปิดโครงการ “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7 โดยมี 10 ทีม จาก 10 โรงเรียน ที่ถูกคัดสรร ได้แก่ 1. โรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาว จังหวัดฉะเชิงเทรา (LF1) 2. โรงเรียนชาติตระการวิทยา จังหวัดพิษณุโลก (LF2) 3. โรงเรียนศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี (LF3) 4. โรงเรียนประชามงคล จังหวัดกาญจนบุรี (LF4) 5. โรงเรียนนครบางยางพิทยาคม จังหวัดพิษณุโลก (LF5) 6. โรงเรียนโพธิธรรมสุวัฒน์ จังหวัดพิจิตร (LF6) 7. โรงเรียนชุมแสงชนูทิศ จังหวัดนครสวรรค์ (LF7) 8. โรงเรียนท่าชัยวิทยา จังหวัดสุโขทัย (LF8) 9. โรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ กรุงเทพฯ (LF9) 10. โรงเรียนตลุกดู่วิทยาคม จังหวัดอุทัยธานี (LF10) พร้อมการเปิดเวทีเสวนา “ทริคการเกษตรเพื่อผลผลิตที่งอกงาม” โดยผู้สนับสนุนโครงการจากภาคเอกชน

คุณโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประธานในพิธี กล่าวว่า “การดำเนินโครงการ My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร นับว่าเป็นโครงการที่สำคัญและมีความน่าสนใจ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ในด้านพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ และการฝึกอาชีพที่มั่นคง เพราะจะเป็นหนทางหนึ่งที่กระตุ้นให้เยาวชนไทยหันมาใส่ใจภาคเกษตรกรมากขึ้น”

ด้าน ผศ.ดร. สุดเขตต์ นาคะเสถียร คณบดี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า “ความรู้ต่างๆ ที่ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มอบให้ จะมุ่งเน้นไปทางด้านวิทยาศาสตร์เกษตร อันเป็นการสร้างสรรค์ วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ให้สอดคล้องกับการเกษตรในอนาคต โดยเยาวชนในโครงการจะได้รู้และเข้าใจว่า วิทยาศาสตร์เกษตรคืออะไร เป็นการปูพื้นฐานให้กับเยาวชนที่สนใจเรียนต่อด้านการเกษตรในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกทั้งยังนำองค์ความรู้ที่ได้รับ นำไปต่อยอดพัฒนาการบริหารจัดการด้านเกษตรต่อไป”

ซึ่งกติกาในการแข่งขัน “My Little Farm ปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ปี 7” ทั้ง 10 ทีม จะได้รับพื้นที่สำหรับทำการเกษตร 1 ไร่ พร้อมเงินทุน 5,000 บาท เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต โดยใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 60 วัน ที่จะรังสรรค์พื้นที่ของแต่ละทีม ให้กลายเป็นแปลงการเกษตรที่สามารถสร้างผลกำไร ตามที่วางแผนไว้ เกณฑ์การให้คะแนนจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน 1. การบริหารจัดการพื้นที่ 40% 2. ผลประกอบการทางบัญชี 25% 3. ผลโหวตจากผู้ชมทางบ้าน 20% และ 4. คะแนนจากการตอบปัญหาเชาว์ 15% โดยโรงเรียนที่ชนะเลิศ จะได้รับรางวัลถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท

มาร่วมเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ ทั้ง 10 โรงเรียน ได้ในปฏิบัติการค้นหาสุดยอดเด็กไทยหัวใจเกษตร ในรายการ My Little Farm 7 ออกอากาศทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-10.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องมิราเคิล แชนแนล และชมไฮไลต์ได้ใน รายการคนไทยหัวใจเกษตร ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 05.00-05.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ http://www.farmchannelthai.com ร่วมโหวตให้คะแนนแต่ละทีม โดยส่ง SMS พิมพ์ LF ตามด้วยหมายเลขทีม แล้วส่งมาที่ 4221606 เริ่มโหวตได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

“เต้าน้ำหยาด” สำเร็จรูป ไทยคิด ลาวชอบ ทยอยสั่ง…หลายหมื่นแพ็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0726150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

รายงานพิเศษ

“เต้าน้ำหยาด” สำเร็จรูป ไทยคิด ลาวชอบ ทยอยสั่ง…หลายหมื่นแพ็ก

ประโยคที่ว่า “สินค้ายุคนี้ ต้องสู้กันด้วยไอเดียใหม่ๆ”

คงไม่เกินเลยจากความจริงในทุกวันนี้…เท่าใดนัก

เพราะช่วงเวลาของการแข่งขันกันอย่าง “เข้มข้น” นั้น เกิดขึ้นแล้วแทบทุกธุรกิจ

หากผู้ผลิตรายใดยังหยุดนิ่ง หรือก้มหน้าก้มตาขายของแบบเดิม-เดิม อยู่ต่อไป รายรับคงไม่น่าจะพอกับต้นทุน

เนื่องจากถูกคู่แข่งหัวคิด “ล้ำกว่า” แย่งชิงฐานลูกค้าไปเสียหมด

คิดเพื่อพ่อ

หวังช่วยลดขยะ

“อิมินา-ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป”สวยงาม น้ำหนักเบา ใช้ง่าย ไหลสะดวก เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่คือข้อความประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์เพื่อการทำบุญแนวใหม่ เจ้าแรกและเจ้าเดียวของไทย นำไปสู่การสนทนากับ คุณอุ๋ย-ณัฎฐวี จัดแจง เจ้าของสินค้าไอเดียสร้างสรรค์

เริ่มต้นให้ฟัง ปัจจุบันอายุ 38 ปี พื้นเพเป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ย้ายตามคุณพ่อ-คุณแม่ มาตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดเชียงรายได้เกือบ 30 ปีแล้ว

จบการศึกษาปริญญาตรีด้านการท่องเที่ยว ปริญญาโทบริหารธุรกิจ ปัจจุบันมีงานหลักคือ เป็นผู้บริหารรีสอร์ต “ณัฎฐิพล” ธุรกิจของครอบครัวตั้งอยู่ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ส่วนความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ “อิมินา” นั้น เริ่มต้นจากความคิดของคุณพ่อของเธอ ที่อยากช่วยลดปัญหาขยะและสร้างความสวยงามให้กับวัด

“คุณพ่อมารับราชการที่จังหวัดเชียงรายนานแล้ว ทำให้ซึมซับประเพณีชาวเหนือหลายอย่าง โดยเฉพาะเวลาทำบุญเสร็จจะต้องกรวดน้ำกันทันที แต่หลายครั้งหาที่กรวดน้ำไม่ได้ ชาวบ้านมักใช้ขวดเครื่องดื่มชูกำลังหรือไม่ก็ใช้ขวดน้ำใบเล็กๆ แทน พอใช้เสร็จมักทิ้งกันไว้ ทำให้มีเศษขยะกองเป็นภูเขา ไม่สวยงามสะอาดตา” คุณอุ๋ย ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่ม

สำหรับที่กรวดน้ำแบบดั้งเดิม ที่ส่วนใหญ่ทำจากทองเหลืองนั้น คุณอุ๋ย บอก จากการรับฟังจากปากพระเถระผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงรายหลายแห่ง ทำให้ทราบข้อเท็จจริง ผู้คนสมัยนี้จิตใจยากแท้หยั่งถึง ที่ผ่านมา แม้แต่โกศเก็บกระดูก หรือที่กรวดน้ำที่ตั้งอยู่ในวัด ยังถูกลักขโมยไปขายเป็นประจำ

ขณะเดียวกัน ที่กรวดน้ำซึ่งทำจากวัสดุอื่น อย่าง กระเบื้อง หรือกะไหล่ทอง นั้นมีข้อด้อยตรงแตกหักง่าย

และด้วยความที่ ที่กรวดน้ำทำจากทองเหลือง-กระเบื้อง-กะไหล่ทอง มีราคาสูงถึงหลักร้อยต้นจนถึงร้อยปลาย ชาวบ้านจึงไม่ซื้อหามาใช้ส่วนตัวแน่นอน หรือแม้แต่คนมีกำลัง ก็หายากที่จะซื้อหาไว้เพื่อหิ้วไปวัด

คนส่วนใหญ่จึงใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวเท่าที่จะหาได้ อย่าง ขวดน้ำส้ม ขวดน้ำเปล่า ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง มาใช้ในการกรวดน้ำกันเป็นประจำ

หลังจากได้รับโจทย์จากคุณพ่อ ให้มาช่วยคิด-ออกแบบ ทำที่กรวดน้ำแบบใหม่ ที่ไม่ต้องถูกขโมย ไม่แตกหักง่าย ไม่สร้างมลภาวะ และทำให้บรรยากาศภายในวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยสวยงาม คุณอุ๋ยจึงเริ่มต้นด้วยการคิดและขีดเขียนแบบลงบนกระดาษ

เริ่มต้นจากความคิด จะทำให้ออกมาเป็นแบบศิลปะภาคเหนือ “ทรงเจดีย์ระฆังคว่ำ” รูปร่างเหมือนเจดีย์ธาตุชเวดากอง ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของเธอคือ ปีมะเมีย

ลงทุนหลักแสน

ร้านสังฆภัณฑ์เมิน

หลังจากร่างแบบในกระดาษได้พอใจระดับหนึ่ง จึงติดต่อโรงงานฉีดพลาสติกของญาติที่กรุงเทพฯ ให้ช่วยขึ้นโมเดล-ตัวต้นแบบให้

แม้จะออกมาสวยงามอย่างแบบร่าง แต่พอนำมาทดลองใช้งานจริง น้ำกลับไม่ไหลออกมา จึงต้องคว้านรูน้ำไหลให้กว้างขึ้น เพื่อให้อากาศผ่านเข้าไปได้

ช่วงที่ทำการปรับแบบก่อนนำไปขึ้นโมเดลต้นแบบอีกครั้ง ได้นำปัญหาไปปรึกษาอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ ทำให้มีหลายคนเข้ามาถามไถ่ว่าจะทำอะไร ทำไว้ใช้หรือทำออกขาย พร้อมกับแนะให้นำความคิดครั้งนี้ไปจดสิทธิบัตรไว้ก่อน ป้องกันปัญหาลอกเลียนแบบ

“ช่วงไปขอจดสิทธิบัตร เจ้าหน้าที่ถามว่าขายชิ้นละเท่าไหร่ ตอนนั้นไม่คิดจะทำขายเลยไม่รู้จะตั้งราคายังไง ทางเจ้าหน้าที่ท่านเดิมบอกน่าจะทำขายได้ ถ้าไม่เป็นผู้ผลิตเองก็ขายไอเดียได้ ความคิดในการทำเป็นธุรกิจจึงเริ่มตั้งแต่นั้น” คุณอุ๋ย บอก

และว่าหลังจากสั่งสินค้าล็อตแรก ยังหาหน้าร้านขายไม่ได้ เลยใช้วิธีการ นำไปถวายตามวัดต่างๆ ทั้งในเชียงรายและส่งไปให้ญาติที่อยุธยา หลายคนเห็นชอบใจ ทำให้มีออร์เดอร์สั่งซื้อเข้ามาบ้างเพียงประปราย

“ตอนลองผิดลองถูกกว่าจะออกมาใช้ได้ ลงทุนหมดไปเป็นแสน เลยต้องขวนขวายหาช่องทางจำหน่าย เริ่มต้นจากไปเสนอตามร้านสังฆภัณฑ์ในเชียงราย แทบทุกร้านปฏิเสธหมด บอกทำไมต้องเปลี่ยนมาใช้แบบนี้ ของเดิมดีอยู่แล้ว ตอนนั้นท้อมาก กลับมาบ้านร้องไห้ประจำ เป็นอย่างนั้นอยู่เกือบครึ่งปี” คุณอุ๋ย เล่าพลางหัวเราะร่วน อารมณ์ดี

ได้กุนซือดี

ผลิตแทบไม่ทัน

กระทั่งช่วงกลางปีที่แล้ว มีโอกาสไปฟังสัมมนาโครงการพัฒนา SMEs จัดโดยสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) และมีเจ้าหน้าที่มาติดต่อ ให้นำสินค้าในแบบของเธอเข้าร่วมโครงการเป็นกรณีพิเศษ

ซึ่งนับว่าเป็นผลดีอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้การทำธุรกิจในหลายด้านแล้ว ยังพาไปร่วมออกบู๊ธที่ประเทศลาว ทำให้สินค้าได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

จนได้เซ็นสัญญากับนักธุรกิจชาวลาว สั่งซื้อสินค้าล็อตแรกจำนวน 50,000 ชุด โดยทางผู้ผลิตจะเปลี่ยนฉลากบนแพ็กเกจสินค้าเป็นภาษาลาวให้

“คนลาว เรียกที่กรวดน้ำว่า เต้าน้ำหยาด ล็อตแรกตามสัญญาส่งไปแล้วหมื่นชิ้น หมดภายในเวลาไม่นาน ช่วงนี้กำลังทยอยส่งเพิ่ม ก่อนหน้ายังไม่ได้ทำสัญญา มีส่งให้กับรายย่อยด้วย ประมาณ 15,000 ชุด ทั้งแบบชิ้นเดียวและแบบแพ็กคู่

ทุกวันนี้ออร์เดอร์จากประเทศลาวยังดีอยู่เรื่อยๆ ถ้าเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศของเขาซึ่งมีไม่เยอะเท่าบ้านเรา ออร์เดอร์ขนาดนี้ถือว่าดีมากแล้ว และอาจเพราะไม่ใช่ของกิน เลยขายช้านิดหนึ่ง รายรับเป็นเหมือนออมสิน ค่อยๆ หยอดไปค่ะ” คุณอุ๋ย บอกอย่างนั้น

และว่า หลังจากได้รับคำแนะนำจาก ISMED แล้ว การทำการตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุกวันนี้ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัด อย่าง วัดร่องขุ่น ร้านขายของที่ระลึก ร้านสังฆภัณฑ์ ต่างยินดีรับ “อิมินา” ไปวางจำหน่ายต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นโอท็อปของดีแม่จัน เชียงราย อีกด้วย

และเร็วๆ นี้มีเอเย่นต์มาติดต่อขอนำสินค้า “อิมินา” ไปลงในแค็ตตาล็อกของร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายอีกทางหนึ่ง ทำให้มีออร์เดอร์จากลูกค้ากลุ่มที่นำไปเป็นของแจกในงานต่างๆ อย่าง งานศพ งานทำบุญวันเกิด เป็นต้น

มาถึงวันนี้หายท้อหรือยัง คุณอุ๋ยยิ้มกว้าง ก่อนตอบเสียงดังฟังชัด

“หายแล้วค่ะ แต่ไม่คิดว่าจะร่ำรวยอะไร แค่รู้สึกภูมิใจ ที่มีคนชอบสินค้าของเรา”

เมื่อถามถึงแผนธุรกิจที่วางไว้ เจ้าของเรื่องราว บอก อยากได้ตัวแทนจำหน่ายเพิ่ม เพราะเชื่อว่าที่ไหนมีคนพุทธ “อิมินา” ขายได้หมด ขึ้นกับว่าลูกค้าตรงนั้นจะเปิดใจรับของใหม่ได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนปัญหาการลอกเลียนแบบ ไม่สร้างกังวลอะไร เพราะมีอนุสิทธิบัตรคุ้มครองไว้แล้วระดับหนึ่ง

แต่ถ้าจะปรับเปลี่ยนเป็นรูปทรงอื่น ก็ยินดีที่จะมีคนออกมาช่วยกันคิดค้นอะไรออกมาเพื่อพุทธศาสนาบ้าง…ไม่มากก็น้อย

อิมินา-ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป

คุณสมบัติ

– ที่กรวดน้ำรูปแบบใหม่

– น้ำหนักเบา พกพาง่าย สะดวก สวยงาม

– สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยการเติมน้ำลงไป (ผลิตภัณฑ์นี้ช่วยลดโลกร้อน)

– จดสิทธิบัตรแล้ว

– ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนบน (เป็นส่วนที่บรรจุน้ำ ที่มีความยืดหยุ่น สามารถบีบเพื่อบังคับการไหลของน้ำได้ พร้อมฝาบิดเกลียว กันน้ำหก) และส่วนล่าง (เป็นส่วนที่ฐาน เพื่อรองรับน้ำที่ไหลออกมาจากส่วนบน) ทั้ง 2 ส่วน สามารถล็อกติดกันได้ เปิดและปิดง่าย

– ใช้ได้ทุกงานบุญ ทำบุญวันเกิด ถวายสังฆทาน ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานบวช ทำบุญเปิดร้าน เปิดกิจการ เปิดบริษัท ถวายพระบวชใหม่ ถวายสามเณรภาคฤดูร้อน งานฌาปนกิจ ฯลฯ

– เหมาะสำหรับผู้ที่ถือศีลและปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ

– เหมาะสำหรับผู้ที่ใส่บาตรทุกวันพระหรือทุกวันเกิด

อิมินา ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป บรรจุอยู่ในหลากหลายแพ็กเกจอยู่ในกล่องกระดาษ ทั้งแบบคู่ แบบเดี่ยว แบบที่มาพร้อมกับสบู่อยู่ในผ้าโปร่ง หรือจะเลือกแบบไม่ต้องใส่กล่อง สามารถนำไปแจกในงานพิธีต่างๆ ราคาขายส่งเริ่มต้นไม่ถึง 20 บาท

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณอุ๋ย-ณัฎฐวี จัดแจง โทรศัพท์ (090) 316-0688 หรือ Facebook/อิมินา ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป

ห่วงยาง ห่วงใย-พวงหรีดดีไซน์ใหม่ BY…HOO DIY

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

รายงานพิเศษ

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

ห่วงยาง ห่วงใย-พวงหรีดดีไซน์ใหม่ BY…HOO DIY

วันแห่งความโศกเศร้าที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น การสูญเสียคนรักไปอย่างที่ไม่มีวันกลับนั้น เป็นเรื่องที่ทำใจยาก

แต่เมื่อไม่มีใครหนีพ้น คนเป็นเจ้าภาพคงต้องนึกถึงการจัดงานศพ ส่วนผู้มาร่วมงาน สิ่งทำได้ดีที่สุดคือ แสดงความอาลัยต่อผู้ล่วงลับด้วย “พวงหรีด”

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มักเป็นโครงทรงกลม ประดับด้วยดอกไม้หลากสี เขียนคำไว้อาลัยต่อท้ายด้วยชื่อผู้ให้ วางไว้จนกว่างานจะเสร็จสิ้น

แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทุกวันนี้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานศพตามแต่รสนิยมของเจ้าภาพซึ่งรวมถึง…พวงหรีด ด้วย

……………

“พอพูดถึงพวงหรีด คนส่วนใหญ่จะนึกถึงอะไรที่เป็นทรงกลมๆ มีดอกไม้ประดับ แต่ด้วยความเป็นคนที่ชอบทำงาน DIY นำสิ่งของต่างๆ มาผสมผสานให้เป็นของใหม่ขึ้นมา เลยอยากทำพวงหรีดจากตุ๊กตาตัวหนึ่งที่แทนความหมายของคำว่าห่วงใย และไม่อยากให้เศร้าเลยทำรูปแบบสีสันสดใส สนุกสนาน ทำให้หายเศร้า สะท้อนว่าอย่าเศร้าเลย มีชีวิตต่อไปเถอะ คนที่อยู่ก็ยังดำเนินชีวิตต่อ” คุณเต้าหู้-ณฤต เลิศอุตสาหกูล นักออกแบบอิสระในนาม HOO DIY ชายหนุ่มผู้หลงรักงาน DIY เป็นชีวิตจิตใจ ดีกรีปริญญาตรีและโท สาขาออกแบบตกแต่งภายใน คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มต้นบทสนทนา

ก่อนเล่าให้ฟังต่อว่า พวงหรีดที่ทำจากห่วงยางสีชมพูอยู่บนหัวตุ๊กตา ที่เกริ่นถึงนั้น ให้ชื่อว่า Tube Doll หรือ ตุ๊กตาเป็นห่วง เป็นงานศิลปะในแบบของเขา ที่ส่งเข้าร่วมแสดงในนิทรรศการ “ศาลาคนเศร้า” ซึ่งจัดโดยวง “เดอะ ชราภาพ” ศิลปินแนวใหม่

ซึ่งนิทรรศการดังกล่าว มีนักออกแบบกว่า 20 ชีวิต มาร่วมกันออกแบบผลงานศิลปะรูปทรงพวงหรีด ช่วยเตือนสติให้ผู้ชมงานดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท

เมื่อถามว่าพวงหรีดในแบบ “ฉีกกรอบ” จากแบบเดิมๆ ที่นำมาจัดแสดงกันนั้น สามารถนำไปใช้งานหรือผลิตขายได้จริงหรือไม่ คุณเต้าหู้ ให้ความเห็นว่า พฤติกรรม มุมมองของคนสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การสร้างสรรค์สิ่งใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

อย่างผลงานพวงหรีด Tube Doll มีข้อดีคือ ประหยัดพื้นที่การขนส่ง แค่เป่าลมให้พอง เสียบปลั๊กต่อไฟกะพริบให้สวยงาม แล้วนำมาตั้งในงานศพหรืออาจนำมาใช้ใหม่อีกครั้งได้ สามารถไปต่อยอดเป็นน็อกดาวน์ สามารถถอดได้เป็นท่อนๆ แล้วเอาไปประกอบทีหลังได้ เปลี่ยนแนวคิดว่าพวงหรีดต้องมีในลักษณะดอกไม้ตกแต่งเท่านั้น

และหากมีใครอยากทำออกมาขายจริง อยากให้ใช้วัสดุเหลือใช้ ไม่มีต้นทุนมาก แต่ถ้าเป็นต้นทุนจริงๆ มีตัวห่วงยาง หาได้ทั่วไปราคา 50-60 บาท ขึ้นอยู่กับสีสัน แต่ถ้าจ้างพิมพ์ลวดลายพิเศษ มีช่อดอกไม้ประดับ หรือเพิ่มช่องให้ใส่คำไว้อาลัย สามารถเพิ่มมูลค่าได้ ต้นทุนอาจอยู่ราว 100-500 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณในการผลิต

หรือหากคนที่อยู่ไกลอาจจัดส่งพวงหรีดในรูปแบบพัสดุ เมื่อถึงงานสามารถหยิบขึ้นมาเป่า เหมือนกับงานแต่งงานที่ส่งการ์ดเป็นอีเมลหรือเฟซบุ๊กแทนการใส่ซองทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ส่วนในแง่ของการประหยัดวัสดุ พวงหรีดทั่วไปที่ประดับด้วยดอกไม้ติดกับโฟมเมื่องานจบใช้แล้วทิ้งไป ไม่สามารถนำมารีไซเคิลใหม่ได้ แต่หากเป็นห่วงยางสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในงานอื่นๆ อาจให้วัด หรือบริจาคให้กับเด็กๆ ได้ใช้ประโยชน์ในการนั่งเรือหรือว่ายน้ำ ซึ่งคิดว่าสามารถทำขึ้นได้จริงในอนาคต แต่การนำไปมอบในงานศพนั้นๆ ต้องคำนึงถึงกาลเทศะและเจ้าภาพที่จัดงานว่าเห็นด้วยหรือไม่

“ทุกวันนี้ หลายคนไม่มีเวลาไปงานศพ จึงจำเป็นต้องไปจ้างทำพวงหรีด ซึ่งพวงหรีดของทุกคนก็คล้ายกันไปหมด ไม่ได้บ่งบอกถึงรายละเอียดความรู้สึกที่มอบให้ไปตรงนั้น แต่ถ้าได้ทำเองมันเป็นการใส่ใจลงไปยิ่งมีคุณค่ามากกว่าใช้เงินไปซื้อพวงหรีดมามอบให้” คุณเต้าหู้ ว่าอย่างนั้น

ท้ายสุด ศิลปินหนุ่ม ให้แง่คิดไว้ด้วยว่า การออกแบบพุทธศิลป์ในเชิงพาณิชย์ เป็นเรื่องของการออกแบบบนฐานของความเชื่อ การตลาด ซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์อยู่แล้ว ในยุคใหม่ สินค้าของใช้ที่เกี่ยวกับพุทธศิลป์นั้น ย่อมเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย อาจเกิดสิ่งใหม่ได้ทั้งในแง่ดีและไม่ดี แต่หลักสำคัญที่สุด ควรเลือกใช้และเลือกทำให้เหมาะกับเหตุและผลรวมทั้งแก่นของศาสนาด้วย

ท่านใดอยากได้คำแนะนำดีๆ จากนักออกแบบรุ่นใหม่ท่านนี้ เผื่อบางทีอาจนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจ ติดต่อพูดคุยไปได้ที่ อีเมล e_hooo@hotmail.com, Facebook/Hoo DIY และอินสตาแกรม/hoo_diy

กล่องเสียงธรรม by ธรรมสภา สื่อเผยแผ่ธรรมะ ยุคดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

กล่องเสียงธรรม by ธรรมสภา สื่อเผยแผ่ธรรมะ ยุคดิจิตอล

สร้างสีสันให้วงการศาสนา สำหรับกล่องเครื่องเล่นเสียงธรรมแบบพกพา สื่อเผยแผ่ธรรมะร่วมสมัยในยุคดิจิตอลที่บรรจุเสียงธรรมคมชัดไว้ให้ฟังมากมาย อาทิ บทสวดมนต์ เสียงธรรมบรรยายจากพระเถรานุเถระ พระธรรมเทศนา นิทานธรรมะ ข้อคิดเตือนใจต่างๆ วัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกเพศ ทุกวัย มองว่าการสวดมนต์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเฉพาะผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถเข้าถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ฉะนั้น กล่องเครื่องเล่นเสียงธรรมแบบพกพา จึงเป็นทางเลือกของคนที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย ทำจิตใจสงบ และผ่อนคลาย

พลิกวงการสื่อธรรมะ

ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ธรรมสภา สำนักพิมพ์เอกชนที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 มีปณิธานในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามเจตนารมณ์ของท่านเจ้าคุณพระสุธรรมเมธี (นายบรรลือ สุขธรรม ป.ธ.๘) อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้ก่อสร้างธรรมสภา อันเป็นธรรมสภาแห่งแรกของประเทศไทย สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงปิดทองลูกนิมิตเอก ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2493 ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 ธรรมสภาจดทะเบียนนิติบุคคล ใช้ชื่อการค้าว่า บริษัท ธรรมสภา บันลือธรรม จำกัด มี คุณสุทธิรักษ์ สุขธรรม ดำรงประธานกรรมการ คุณธรรมะ สุขธรรม เป็นประธานบริษัท

ปัจจุบัน บริษัท ธรรมสภา เผยแผ่ธรรมะรูปแบบต่างๆ อาทิ จัดพิมพ์และเผยแผ่หนังสือธรรมะ ซีดีและวีซีดีธรรมะ รับพิมพ์งานหนังสือธรรมานุสรณ์และหนังสืออนุสรณ์ ผลิตหนังสือธรรมะมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดย คุณสุทธิรักษ์ เป็นลูกชายท่านเจ้าคุณพระสุธรรมเมธี พระชั้นผู้ใหญ่ ที่ทำหน้าที่เผยแผ่ธรรม เพื่อสืบอายุพระศาสนามาตลอด โดยต้นฉบับทุกชิ้นที่ตีพิมพ์ได้รับความร่วมมือจากทุกวัดในประเทศ

“ในยุคก่อนปี พ.ศ. 2530 ธรรมสภาผลิตหนังสือธรรมะออกสู่ตลาด แต่ไม่ค่อยมีผู้คนสนใจเท่าที่ควร เป็นเพราะรูปเล่มไม่สวยงาม ไม่น่าอ่าน พิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟ สีเหลืองเก่าๆ มีแต่ตัวหนังสือสีดำเล็กๆ ต่อมา พ.ศ. 2540 ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม จัดทำสื่อธรรมะรูปเล่มสวยงาม น่าอ่าน ใช้กระดาษมันอาร์ต ปกแข็ง เย็บเล่มสวยงาม สามารถขึ้นโชว์ตามร้านหนังสือชั้นนำ ติดอันดับ Best Seller เหมือนหนังสือทั่วไป ประชาชนหันมาอ่านหนังสือธรรมะเพิ่มมากขึ้น”

หลายคนมองว่า หนังสือธรรมะเหมาะกับผู้สูงวัย หรือคนที่ละทางโลก ด้านคุณสุทธิรักษ์ มองว่า หนังสือธรรมะเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ล้วนสามารถนำพระธรรมคำสอนมาปรับใช้ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเด็ก ธรรมะจะอยู่ในรูปแบบของการ์ตูนหรือรูปภาพที่อ่านง่าย ในช่วงวัยรุ่นจะมีหนังสือธรรมะที่เสนอเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการครองชีวิตในวัยรุ่น อยู่อย่างไรไม่ให้ตกไปในทางเสื่อม ส่วนวัยชรา หนังสือธรรมะเน้นเรื่องการรักษาตัว รักษาใจ สอนให้พิจารณาเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เพื่อไม่ให้กังวลถึงสิ่งเหล่านี้

ทุกวันนี้ รูปแบบของสื่อธรรมะมีความทันสมัย ธรรมสภาก็ปรับตัวสอดคล้องกับกาลเวลา มีสื่อ อาทิ เทป ซีดี วีซีดี หนังสือการ์ตูน รวมถึงกล่องเสียงธรรม สื่อเผยแผ่ธรรมะยุคดิจิตอล บรรจุเสียงธรรมเพื่อความสุขใจของผู้ฟัง

รวมทุกบทสวด

เสียงต้นฉบับ และเสียงพากย์

“กล่องเสียงธรรม” บรรจุบทสวดมนต์ เสียงธรรมบรรยายจากพระเถรานุเถระต่างๆ พระธรรมเทศนา นิทานธรรมะ คำสอน เพลงธรรมะ ฯลฯ รวมกว่า 1,000 ชั่วโมง โดยแปลงไฟล์จากแผ่นเสียง CD มาอยู่ในรูปแบบ SD Card ใช้งานง่าย พกพาไปได้ทุกที่ และเป็นเจตนาที่ธรรมสภาต้องการเผยแผ่ธรรมะ

สำหรับบทสวดมนต์มีครอบคลุมทุกบท ตั้งแต่ ทำวัตรเช้า-เย็น พร้อมคำแปล ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก คาถาชินบัญชร บทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากา) อาราธนาศีล 5 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คาถาบูชาท้าวจตุโลกบาล ขอขมาพระรัตนตรัย บทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา โพชฌังคปริตร พระเจ้า 30 ชาติ 84 นิทานเทียบสุภาษิตไทย ฯลฯ

กล่องเสียงธรรมมีทั้งเสียงทีมพากย์ชื่อดัง และเสียงจากพระชั้นผู้ใหญ่แถวหน้าระดับประเทศที่ทางธรรมสภาได้เคยบันทึกไว้ อาทิ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี, พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จังหวัดนนทบุรี, พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙) อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี เป็นต้น

กล่องเสียงธรรม ประกอบด้วย

1. SD card 16 GB. ที่รวบรวมเสียงธรรมบรรยายจากพระเถรานุเถระต่างๆ รวบรวมไว้ 900 กว่าเรื่อง

2. สมุดบันทึก ที่มีคู่มือการใช้งาน และหัวข้อธรรมต่างๆ พร้อมสายชาร์จ

3. วิทยุสำหรับเปิดฟังเสียงธรรม พร้อมสายชาร์จแบต สามารถเปิดฟัง FM หรือเสียบ USB, SD card, Mocro SD card และช่องเสียบหูฟัง น้่ำหนักเบาพกพาได้สะดวก คำแนะนำ ควรชาร์จแบตเครื่องวิทยุ 6 ชั่วโมง ก่อนการใช้งาน สามารถเปิดเสียงธรรมได้นาน 6-8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการใช้งาน

ด้านบทสวดยอดฮิต คุณสุทธิรักษ์ เผยว่า อันดับ 1 ที่คนนิยมสวดกันมากที่สุดคือ ทำวัตรเช้า-เย็น อันดับ 2 คาถาชินบัญชร อันดับ 3 บทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา อันดับ 4 ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก

สำหรับสื่อธรรมะ “กล่องเสียงธรรม” ทางธรรมสภาวางจำหน่ายได้ปีกว่าแล้ว ยอดขายมากกว่า 1,000 กล่อง คุณสุทธิรักษ์ เผยว่า 50 เปอร์เซ็นต์ รายได้ของบริษัทมาจากกล่องเสียงธรรม และในปี 2559 จะรุกธุรกิจสื่อธรรมะออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนในยุคนี้

ติดต่อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ธรรมสภา บันลือธรรม จำกัด โทรศัพท์ (091) 883-7117,

(091) 884-9916 ที่อยู่ เลขที่ 1/4-5, 2-14 ม.10 ถนนบรมราชชนนี ปากซอยบรมราชชนนี 119 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ