อดีตบิ๊ก บ.ประกัน เช่าที่ 100 ตารางวา ปลูกสารพัดผัก…รับทรัพย์ทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0734150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

เกษตรเทรนด์ใหม่

พารนี

อดีตบิ๊ก บ.ประกัน เช่าที่ 100 ตารางวา ปลูกสารพัดผัก…รับทรัพย์ทุกวัน

“…เรียนจบ ทำงานเป็นสาวออฟฟิศมาตลอด ไม่เคยรู้ว่าการเป็นเกษตรกรเริ่มต้นยังไง แต่เมื่ออยากทำ ก็ต้องเรียนรู้จากศูนย์”

ยุคเศรษฐกิจฟุบแทบโงหัวไม่ขึ้น หลายองค์กรใหญ่-น้อย ต่างพากันรัดเข็มขัด ออกมาตรการ “ต้อง” ประหยัดกันสารพัด

“การยุบแผนก” เพื่อลดจำนวนพนักงาน คือวิธีการลดต้นทุน ที่ไม่มีใครอยากเห็น แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้

และหากใครโดน “แจ็กพอต” ย่อมต้องดิ้นรนมองทางเลือกเพื่อหาทางรอดกันไป

ตามกำลังและความสามารถที่มีอยู่เป็นทุน…ดั้งเดิม

ถูกเลิกจ้าง

เรียนรู้วิชาเห็ด

เมื่อราวต้นปี 2558 ที่ผ่านมา คุณเอีย-อารีย์ เพ็งสุทธิ์ วัย 46 ปี คือหนึ่งใน “มนุษย์ออฟฟิศ” แห่งยุค ที่มีอันต้องถูกเลิกจ้างจากตำแหน่งผู้บริหาร ระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกคอร์ปอเรต มาร์เก็ตติ้ง ของบริษัทประกันในเครือธนาคารใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งช่วงเวลานั้นเธอมีรายรับเป็นเงินเดือนประจำถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว

“ตอนออกมาได้ทุนมาก้อนหนึ่ง น้องๆ ที่อายุยังน้อยพากันไปหางานใหม่ ส่วนตัวเองอายุขนาดนี้ ฐานเงินเดือนเท่านี้ หางานใหม่คงลำบาก แม้จะไปสมัครงานใหม่ไว้ แต่เริ่มคิดอยากทำธุรกิจของตัวเองแล้ว” คุณเอีย เริ่มต้นบทสนทนา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เป็นกันเอง

ก่อนเล่าต่อ ช่วงแรกยังไม่รู้จะเริ่มต้นอาชีพอิสระในแบบของตัวเองอย่างไรดี แต่ด้วยความที่มีฝีมือทำอาหาร เลยตั้งใจจะทำ “แกงถุง” ไปฝากขายตามออฟฟิศพรรคพวกที่เคยร่วมงาน

แต่ยังไม่ทันลงมือ มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งชื่นชอบการทำเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ มาแนะนำให้ทำฟาร์มเห็ด เพราะแนวโน้มตลาดยังดีอยู่

“ตอนแรกอยากทำผักไฮโดรฯ เพราะเคยทำงานด้านมาร์เก็ตติ้งมาก่อน รู้จักคนในแวดวงโรงแรม ร้านอาหารเยอะ ถ้าปลูกแล้วทำส่งให้เขาน่าจะได้ ประกอบกับเคยไปฟาร์มผักไฮโดรฯ เห็นแล้วสวยดี เลยอยากทำบ้าง แต่พอศึกษาละเอียด รู้ว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงพอสมควร” คุณเอีย ว่าให้ฟัง

เมื่อโปรเจ็กต์ผักไฮโดรโปนิกส์ยังไม่ผ่าน คุณเอียจึงทำตามคำแนะนำของเพื่อนรุ่นน้องคนดังว่า หันมาศึกษาวิชาการเพาะเห็ดขาย ตระเวนไปหาความรู้เกี่ยวกับเห็ดทุกรูปแบบ นับแต่ การลงก้อน การรักษาก้อน การปล่อยน้ำ การเก็บ เป็นต้น

“ไม่เคยจับงานด้านเกษตรเลย แม้พื้นเพเป็นคนนครศรีธรรมราช พ่อ-แม่ทำนามาก่อน แต่ท่านให้แต่เรียนหนังสือ โตขึ้นมาหน่อยส่งเข้ากรุงเทพฯ เรียนจบ ทำงานเป็นสาวออฟฟิศมาตลอด ไม่เคยรู้ว่าการเป็นเกษตรกรเริ่มต้นยังไง แต่เมื่ออยากทำ ก็ต้องเรียนรู้จากศูนย์” คุณเอีย เล่ายิ้มๆ

ใช้เวลาไม่นาน จึงมี “วิชาเห็ด” ติดตัว ขั้นต่อไปคือ หาเช่าที่ดินเพื่อสร้างโรงเรือนเพาะเห็ด เพราะบ้านที่อาศัยในรามอินทราของเธอและลูกๆ นั้น เป็นทาวน์โฮมตามสมัยนิยม ซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนัก

แต่จนแล้วจนรอด หาเท่าไหร่หาไม่ได้ ส่วนที่พอจะได้ ก็ราคาแพงจนรับไม่ไหว

“ขับรถตระเวนหาเช่าที่ไปทั่วจนท้อ จำได้วันนั้นจะถอดใจ คิดว่าคงไม่ได้ทำแล้ว แต่ระหว่างทางก่อนถึงบ้านแค่ซอยเดียว เหลือบไปเห็นป้ายประกาศให้เช่าที่ 2 แปลง แปลงละ 100 ตารางวา กับ 200 ตารางวา เลยรีบโทรศัพท์ไปถาม พอทราบเงื่อนไข-ราคา รีบบอกตกลงเดี๋ยวนั้นเลย” คุณเอีย เล่าก่อนหัวเราะร่วน

ปลูกผักปลอดสาร

เพาะต้นอ่อนเสริม

เจ้าของเรื่องราว เล่าให้ฟังต่อ ที่ดิน 100 ตารางวา ที่อยู่ในซอยคู้บอน 27 แยก 8 ซึ่งเธอทำสัญญาเช่าเป็นเวลา 2 ปีกับเจ้าของที่ดินนั้น ใช้เงินมัดจำ 10,000 บาท ค่าเช่าต่อเดือน 3,000 บาท หากครบเวลาตามสัญญาแรกแล้ว อาจทำสัญญาใหม่เป็นแบบปีต่อปี

หลังจากเข้ามาถางหญ้าสูงท่วมเอว เก็บขยะ ปรับหน้าดิน ล้อมรั้ว จนเป็นที่พอใจแล้ว

ขั้นต่อไปคือ การขอน้ำ-ขอไฟ เดินสายเข้ามาในที่ดิน ก่อนลงทุนด้วยเงิน 50,000 บาท สร้างโรงเรือนเพาะเห็ด ขนาด 4 คูณ 6 เมตร จำนวน 2 หลัง

จากนั้นจึงนำก้อนเห็ดนางฟ้าภูฏาน จำนวน 2,500 ก้อน มาลงไว้ในโรงเรือนหลังแรก ส่วนหลังที่ 2 ยังไม่ลงก้อนเห็ด เพียงแต่สร้างรอไว้ก่อน

“เห็ดล็อตแรกดอกสวย ไม่หงิก ไม่แฉะ ออกมาช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เก็บได้ประมาณ 80 กิโลกรัม แบ่งขายส่ง 20 กิโล คิดกิโลละ 70 บาท ขายปลีกกิโลละ 120 บาท คนรับซื้อส่วนใหญ่เป็นคนคุ้นเคยกัน” คุณเอีย เผย

และว่า โรงเรือนเพาะเห็ดขายทั้ง 2 โรงของเธอนั้นใช้พื้นที่ไม่ถึงครึ่งของ 100 ตารางวา เลยอยากหาพืชอื่นมาลงเพิ่ม ประกอบกับรู้จักกับคุณตา ที่อยู่ในละแวกบ้าน ซึ่งเป็น “หมอชาวบ้าน” มีความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอย่างดี เลยชักชวนให้ท่านมาช่วยอีกแรง

โดยวางแนวคิด “ปลูกไว้กิน เหลือค่อยขาย” พืชที่ลงเพิ่มส่วนใหญ่จึงเป็นพืชอายุสั้น อย่าง แตงกวา แตงร้าน ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ ชะอม ต้นหอม ดอกดาวเรือง เป็นต้น

และหลักการสำคัญที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้คือ ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีและไม่ใช้ยาฆ่าแมลง

“ตอนปรับหน้าดิน นำขี้วัวมาลงด้วย พอแตงกวา ถั่วฝักยาว เริ่มออก จะมีพวกรา เพลี้ย หนอน มารบกวน วิธีการกำจัดดีที่สุดคือ มือของเรานี่แหละ รูดบ้าง บี้บ้าง ให้มันตาย นี่คือภารกิจทุกๆ เช้าที่ผ่านมา แต่พอเริ่มโตไม่ต้องทำแล้ว รดน้ำตามปกติพอ” คุณเอีย เผยเทคนิคที่ได้รับถ่ายทอดมาจากคุณตา ผู้ช่วยคนสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทั้งเห็ดและพืชผักสวนครัวดังว่า ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งถึงจะสามารถเก็บดอกผลออกจำหน่าย รายได้จึงอาจขาดช่วง คุณเอียจึงแก้ปัญหาด้วยการปลูก “ต้นอ่อน” ของพืช พวก ผักบุ้ง ทานตะวัน และโตเหมี่ยว เพราะพืชกลุ่มนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน สามารถเก็บขายได้แล้ว

ส่วนความรู้เรื่องการเพาะต้นอ่อนนี้ อาศัยจากการอ่านหนังสือและค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต หาว่า ทำกันยังไง ใช้ดินแบบไหน หาซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ใดได้บ้าง ช่วงลองผิดลองถูกเสียหายไปสองสามถาด แต่พยายามปรับปรุง จนตัดออกขายได้หลายชุดแล้ว

เห็นเงินทุกวัน

เลี้ยงตัวสบาย

ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน ถึงวันนี้ “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” แปลงผักในเมือง ภายใต้การดูแลของคุณเอีย ให้ผลผลิตออกมาแล้วหลากหลาย นับตั้งแต่ เห็ดนางฟ้าภูฏาน ต้นอ่อนผักบุ้ง-ทานตะวัน-โตเหมี่ยว แตงกวา แตงร้าน ถั่วฝักยาว ดอกดาวเรือง ฯลฯ สามารถสร้างรายได้ให้เป็นระยะ

ส่วนวิธีการ “เข้าถึง” ลูกค้าในแบบของคุณเอียนั้น นับว่าน่าสนใจไม่น้อย

เริ่มจากส่งให้ตามออฟฟิศที่เคยทำงานและมีพรรคพวกคนรู้จักย่าน สีลม สาทร ราชดำริ โดยพอตกเย็นวันพฤหัสบดี จะโทรศัพท์สอบถามแต่ละตึกว่ามีออร์เดอร์มั้ย อะไรบ้าง จากนั้นจึงกลับมาแพ็กตามคำสั่งลูกค้า เช้ามารวบรวมก่อนขับรถไปหย่อนตามตึก และจะมีรุ่นพี่-รุ่นน้องหลายคน ช่วยรวบรวมเงินค่าผักมาให้

“ทุกวันศุกร์ผักจะเต็มท้ายรถและห้องโดยสารเลยนะ ช่วงแรกเขาคงอยากช่วย เลยสั่งซื้อ แต่ระยะหลังยังสั่งกันตลอด แสดงว่าผลผลิตเราขายได้ด้วยตัวเองแล้ว และคงสะดวกดี มีบริการส่งให้ถึงที่ ของก็มีคุณภาพ” คุณเอีย บอกอย่างนั้น

ก่อนกระซิบว่า ขับรถไปส่งของในเมืองแบบนี้ ค่าทางด่วน 200 ค่าแก๊สรถ 200 ยังคุ้มอยู่ เพราะขายได้บางครั้งถึง 3,000 กว่าบาท แถมยังได้เจอะเจอเพื่อนฝูงด้วย

สำหรับผักที่ส่งขายตามออฟฟิศในเมืองนี้ ส่วนใหญ่เป็นเห็ดและต้นอ่อนต่างๆ ส่วนแตงร้าน แตงกวา ถั่วฝักยาวที่เหลือจากเก็บไว้กินแล้ว คุณเอียพุ่งเป้าหมายไปที่ร้านส้มตำในละแวกบ้าน ทั้งแบบรถเข็นไปจนตึกแถว โดยขับรถเข้าไปถามกันตรงๆ ช่วงแรกแม่ค้าหลายคนทำหน้างง ไม่แน่ใจพูดจริงหรือพูดเล่น ที่ขับรถเก๋งคันเป็นล้านมาบอกขายถั่ว-ขายแตง

“เมื่อก่อนเห็นเงินพันสองพันเฉยๆ ตอนนี้ ร้อยสองร้อยกว่าจะได้มามันยากนะ แต่ก็หาได้ทุกวันอยู่ที่ขยันมากน้อยแค่ไหน อย่างแตงร้าน ออก 10 กิโล ขายหมดได้ 300 บาท แตงกวาอีก 5 โล ต้นอ่อน 20 ถุง ทำไปทำมาวันนั้นพันนึงได้แล้ว” คุณเอีย ว่าเสียงเรียบ

ธุรกิจ “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” ของอดีตผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตท่านนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 100,000 บาท และกำลังสร้างรายได้กลับเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เจ้าของมีกำลังใจและกำลังจะขยายโรงเพาะเห็ดเพิ่มเป็นโรงที่ 3 แล้วด้วย

“ไม่อายเลยที่ทุกวันนี้ต้องมาปลูกเห็ด-ปลูกผัก เพราะมีรายรับเลี้ยงตัวเลี้ยงลูกได้สบาย แต่แอบห่วงความรู้สึกของแม่และลูกชายทั้ง 2 คนเหมือนกัน ว่าพวกเขาจะรู้สึกยังไง” คุณเอีย เผยความในใจ ส่งท้าย

ก่อนฝากไปยัง “มนุษย์เงินเดือน” ที่อาจกำลังต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกันกับเธอว่า

“ต้องมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา อะไรผ่านมาแล้วให้ผ่านไป และเชื่อมั่นว่าต้องอยู่ให้ได้”

……………

ข่าวล่าสุดแจ้งว่า คุณเอียได้งานประจำที่ใหม่แล้ว ซึ่งอยู่ในแวดวงการประกันชีวิตเหมือนเดิม แต่เธอยังไม่ทิ้งอาชีพเกษตรกรที่กำลังตกหลุมรัก และจะใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและวันหยุด มาดูแล “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” ของเธออย่างเต็มกำลัง

สนใจอยากได้ผักดี-มีคุณภาพ ไปลองรับประทาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (091) 875-0777

เคสมือถือ สุดสยอง ขนหัวลุก แต่ลูกค้ากลับชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0739150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

ไอเดียแปลก

ดวงกมล

เคสมือถือ สุดสยอง ขนหัวลุก แต่ลูกค้ากลับชอบ

ถึงขั้นสะพรึง ขนหัวลุก สำหรับเคสมือถือ ร้าน Death Store อุปกรณ์ป้องกันโทรศัพท์มือถือไม่ให้เป็นรอยสุดสยองแนว Horror Art เจาะกลุ่มคนชอบความแปลกแหวกแนว ไม่ว่าจะเป็นรูปผี ดวงตาปีศาจ สมองสุดสยอง ฯลฯ เอาใจคนชอบงานหลอน น่ากลัวฝุดๆ เรียกว่าเป็นการฉีกกฎเคสมือถือธรรมดาๆ ให้กลายมาเป็นเคสปีศาจชนิดไม่ซ้ำใคร รายแรกรายเดียวในไทยที่เห็นแล้วต้องทึ่ง

จากทำไว้ใช้เอง

กลายเป็นธุรกิจ ไม่ทันตั้งตัว

คุณวิลาวัณย์ อ้นมั่น หรือ คุณฝ้าย สาวน้อยวัย 24 ปี เธอบอกกับเส้นทางเศรษฐีว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังแนวสยองขวัญ ส่วนตัวชอบศิลปะแขนงนี้ด้วย เลยใช้ความรู้ที่ได้จากการเรียนคณะประติมากรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร มาปั้นเคสมือถือไว้ใช้เอง และเนื่องจากผลงานที่ออกมาเป็น 3 มิติ ค่อนข้างน่ากลัวเหมือนจริง คนใกล้ตัวร้องว๊ายหวาดกลัว แต่ขณะเดียวกัน คนกลุ่มหนึ่งกลับชอบ เลยเป็นที่มาของธุรกิจเมื่อปลายปี 2558

“ฝ้ายทำเคสมือถือไว้ใช้เอง เรียกแนว Horror Art เพื่อนบางคนเห็นชอบมาก เรียกร้องให้ทำขาย เลยลองขายเป็นเรื่องเป็นราวผ่านเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมของตัวเอง พอมีเพื่อนของเพื่อนมาเห็น ต่างก็บอกต่อ ปากต่อปาก บางคนแชร์ต่อมีทั้งรังเกียจและเจตนาดี จากจุดนี้ทำให้ Death Store เริ่มเป็นที่รู้จักของเฉพาะกลุ่มคนที่ชอบศิลปะแขนงนี้”

นอกจากในโลกโซเชียล ที่เพื่อนแชร์ต่อๆ กัน เมื่อปลายปี 2558 ฝ้ายบอกว่า มาออกอีเว้นต์ที่แอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน การออกงานครั้งนี้ทำให้สินค้าเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ให้การยอมรับ ลูกค้าบางคนตามหาเคสมือถือแบบนี้มานาน ไม่คิดว่าจะมีคนไทยทำเอง

“หลังจากไปออกงานอีเว้นต์ และจากการแชร์ต่อในเฟซบุ๊ก ต้นปี 2559 กระแสการตอบรับดีมาก ขายดีจนตกใจ ทำไม่ทัน และไม่คิดว่าลูกค้าจะชอบเยอะขนาดนี้ เพราะเนื่องจากชิ้นงานค่อนข้างน่ากลัว แต่เพื่อป้องกันคนลอกเลียนแบบ ขณะนี้ผลงานได้มีการจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

สำหรับจุดเด่นของ Death Store เป็นงานปั้นแบบเรียลลิสติก คือปั้นเสมือนจริง ทุกขั้นตอนแฮนด์เมด 100 เปอร์เซ็นต์ วิธีการคือ ปั้นขึ้นรูป ลงสี จากนั้นติดกาว นำไปติดลงวัสดุที่ต้องการ บางชิ้นงานปั้นขึ้นเอง เช่น ดวงตา ใบหน้า บางชิ้นงานหล่อจากอวัยวะจริง เช่น นิ้วมือ หู ฟัน ไม่มีการทำบล็อก หรือปั๊มจากแบบ วัสดุหลักๆ มี เรซิ่น ซิลิโคน สีอะครีลิก

หน้าตาดี ใช้เยอะ

อนาคต ทำของแต่งบ้าน

นอกจากความหลอนที่เป็นจุดขาย งานแฮนด์เมดก็โดนใจลูกค้าตามไปด้วย หญิงสาว บอกว่า ลูกค้าคนไทยมีหลากหลายวัย ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน แถมหลากหลายอาชีพด้วย อาทิ ครู ทหาร ตำรวจ เภสัชกร นิติกร ทนาย พยาบาล เป็นต้น ส่วนต่างชาติมีญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ฝรั่งเศส อาหรับ ชอบมากถึงขนาดซื้อกลับไปต่างประเทศเลยทีเดียว

“80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าคือ ซื้อใช้เอง มีทุกวัย หน้าตาดีด้วยนะ บุคลิกไม่สอดคล้องกับสินค้าเลย แปลกใจเหมือนกัน อีก 20 เปอร์เซ็นต์ ซื้อไปฝากเป็นของขวัญ เช่น คู่รัก เพื่อนซื้อให้เพื่อน”

นับตั้งแต่ร้าน Death Store เปิดในโลกโซเชียลจนถึงทุกวันนี้ สาวไอเดียแปลก บอกว่า ไม่เคยเสียเงิน โปรโมตเพจ หรือซื้อโฆษณาเลย ที่มีคนรู้จัก 100 เปอร์เซ็นต์มาจากการแชร์ต่อล้วนๆ แชร์จากคนที่เกลียดที่กลัวแต่ไปโดนใจคนที่ชอบ

ปัจจุบัน สินค้าของร้าน Death Store แตกไลน์ไม่เฉพาะเคสมือถือเท่านั้น งานปั้นดังกล่าวยังสามารถประยุกต์ไอเดียนำไปติดลงบนแอกเซสซอรี่ต่างๆ อาทิ กระจก กระเป๋า กล่องดินสอ ยางมัดผม แหวน ให้ลูกค้าได้สยองติดตัวตามไปทุกที่

ด้านแผนธุรกิจในอนาคตที่สาวฝ้ายคิดไว้ เธอบอกว่า จะต่อยอดจากเคสมือถือมาเป็นสินค้าแต่งบ้าน ยังคงเน้นงานปั้น เพราะเรียนมาด้านนี้อยู่แล้ว

ส่วนกำลังการผลิต ทุกวันนี้คุณฝ้ายรับหน้าที่ปั้นแต่เพียงผู้เดียว เฉลี่ย 7-10 วัน ทำเคสมือถือได้ 40 ชิ้น เน้นทำตามออร์เดอร์ลูกค้า ปั้นใหม่ทุกชิ้น

ถ้าเบื่อเคสมือถือฟรุ้งฟริ้ง หรือเคสซิลิโคนแบบเดิมๆ จะลองเปลี่ยนมาใช้เคสสายโหดก็เข้าท่า ร่วมออกแบบเองได้อีกด้วย ปรึกษาแม่ค้าเพิ่มเติมที่ http://www.facebook.com/Death-Store หรือ โทรศัพท์ (085) 737-4142

“ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” รวมพลคนรัก สุนัขจิ้งจอกทะเลทราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0742150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

Pet”s Business

เรื่อง ดวงกมล ภาพ ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

“ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” รวมพลคนรัก สุนัขจิ้งจอกทะเลทราย

“คาเฟ่สัตว์เลี้ยง” ธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้ที่ตกหลุมรักสัตว์ เทรนด์ธุรกิจมาแรงที่ผสมผสานระหว่างอาหารอร่อย และความน่ารักน่าชังของสัตว์เลี้ยง ล่าสุดมีคาเฟ่ที่นำสุนัขจิ้งจอกทะเลทรายเอาใจกลุ่มเลิฟสัตว์เอ็กซ์โซติก เป็นแห่งแรกในประเทศไทย จนมีผู้สนใจแห่เข้าไปอุดหนุนเป็นจำนวนมาก ร้านนี้มีชื่อว่า “ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” (Little ZOO Cafe) ตั้งอยู่โครงการสุโขทัย 99 เมืองทองธานี ถนนบอนด์สตรีท กรุงเทพฯ มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

คาเฟ่อื่น ต้องหลบ

ถึงเวลา จิ้งจอก & ผองเพื่อน

คุณวชิราภรณ์ อร่ามพิบูลผล หรือ คุณเบียร์ เธอเป็นคนรักสัตว์ มีฟาร์มเลี้ยงสุนัขจิ้งจอก เพาะพันธุ์ชูก้าไกลเดอร์, แร็กคูน, ชินชิล่า (สัตว์ฟันแทะเหมือนกระต่าย) แมวไทยขาวมณี สุนัขพันธุ์ยอร์กเชียร์ ฯลฯ สัตว์ที่เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด

การที่หญิงสาวอยู่ในแวดวงสัตว์เลี้ยง บ่อยครั้งมักจะมีคนเข้ามาสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสัตว์ โดยเฉพาะสุนัขจิ้งจอกทะเลทราย เธอเลยตัดสินใจเปิดคาเฟ่เพื่อจะใช้เป็นสถานที่มาแลกเปลี่ยนความรู้ในการเลี้ยง เสมือนเป็นที่เวิร์กช็อปให้คนที่สนใจมาทดลองเล่น มาสัมผัส มาเรียนรู้ลักษณะนิสัย ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสุนัขจิ้งจอกทะเลทรายมาเลี้ยง เพราะสัตว์ชนิดนี้บางตัวมีอายุยืนยาวเป็น 10 ปี หากไม่ศึกษาพฤติกรรม อุปนิสัย ซื้อไปไม่เลี้ยงเอาไปปล่อย เท่ากับเป็นการเพิ่มภาระให้กับสังคม

คุณเบียร์ตั้งใจอยากให้ผู้เลี้ยงได้เรียนรู้ก่อนจะไปซื้อสุนัขจิ้งจอกทะเลทราย รวมถึงสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ ไม่อยากให้เลี้ยงตามกระแส จึงตัดสินใจเปิดเป็นคาเฟ่ทำเป็นอาชีพ โดยสัตว์เลี้ยงในคาเฟ่แห่งนี้จะประกอบไปด้วย เฟนเน็กฟ็อกซ์, เรดฟ็อกซ์, เมียร์แคต, แร็กคูน, สุนัข ทั้งหมดแล้วกว่า 20 ตัว หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนมาให้กอดอุ้ม และแชะภาพถ่ายรูป

เฟนเน็กฟ็อกซ์ มีจำนวน 5 ตัว (สุนัขจิ้งจอกตัวจิ๋วจากทะเลทราย) ตัวเล็กประมาณแมว ขนสีน้ำตาลอ่อน หูกางใหญ่ นิสัยขี้ตกใจ ขี้กลัว แต่ก็ขี้เล่น เรดฟ็อกซ์ 1 ตัว (สุนัขจิ้งจอกจากอเมริกา) เมียร์แคต แร็กคูน สุนัข ทั้งนี้ผู้ใช้บริการจะต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของพนักงานจากทางร้าน ที่จะคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดถึงวิธีการเล่น การอุ้ม เพราะสัตว์แต่ละตัวมีธรรมชาตินิสัยที่แตกต่างกัน

“เฟนเน็กฟ็อกซ์” อยู่ในตระกูลจิ้งจอกที่ตัวเล็กที่สุดในโลก ต้นกำเนิดอยู่ทะเลทรายซาฮาร่า ซูดาน ประเทศอียิปต์ สามารถเลี้ยงในประเทศไทยได้ เพราะไทยมีอากาศไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป ลักษณะเหมือนสุนัข กินอาหารเม็ด พฤติกรรมไม่เหมือนสุนัขคล้ายแมวมากกว่า ชอบให้คนเข้าหา จุดเด่นคือ ความซน น่ารัก ใบหูจะมีขนาดใหญ่ คุณเบียร์ใช้วิธีนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ราคาเฉลี่ยตัวละ 60,000 กว่าบาท

กระแสดีเกินคาด

ลูกค้าไทย เทศ บอกต่อ

ด้านกลุ่มลูกค้าของทางร้านมีทั้งชาวไทยที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่รักสัตว์ ชอบอะไรแปลกใหม่ ที่ทราบข่าวจากกระแสโซเชียลจึงแห่เข้ามาถ่ายรูป มาเล่น เพราะบางคนไม่เคยเห็นสัตว์ชนิดนี้ ชาวต่างชาติก็มีเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ไต้หวัน ฮ่องกง สเปน รัสเซีย ที่ได้รับข่าวสารจากสื่อต่างชาติที่เผยแพร่ไป

“ลูกค้าทราบจากการบอกต่อจริงๆ ทั้งที่ร้านไม่ได้โปรโมต คิดว่าเป็นเพราะความน่ารักของสัตว์ พนักงานดูแลดี รักสัตว์ ไม่เหวี่ยงลูกค้า จึงได้รับคำชมเสมอ รวมถึงรสชาติอาหารของที่นี่ก็มีดีไม่แพ้ร้านอื่นอย่างแน่นอน”

สำหรับข้อแนะนำและการปฏิบัติตัวในการใช้บริการ คุณเบียร์ บอกว่า ต้องล้างมือด้วยสบู่และแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อนเข้าเล่นกับสัตว์ เพื่อความสะอาดและป้องกันทั้งตัวเราและสัตว์จากเชื้อโรค ถ้าสัตว์ไม่เล่นด้วยห้ามฝืน ห้ามปลุกสัตว์ที่กำลังหลับ ห้ามเปิดแฟลชตอนถ่ายรูป ห้ามส่งเสียงดังรบกวน ตลอดจนวิ่งต้อนสัตว์หากสัตว์ไม่พร้อมให้เล่น เพราะสัตว์เลี้ยงยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า เพราะฉะนั้น ต้องสร้างความสนิทสนม ไม่เช่นนั้นหากสัตว์ตกใจแล้วอาจจะเกิดการบาดเจ็บได้ทั้ง 2 ฝ่าย และห้ามให้อาหารที่คนกินกับสัตว์โดยเด็ดขาด

ขนาดพื้นที่ของ “ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” พื้นที่ชั้นละ 60 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุน ค่าตกแต่ง เครื่องใช้ รวมแล้วร่วม 5 ล้านบาท สาเหตุที่หญิงสาวเลือกทำเลนี้เพราะใกล้บ้าน เข้ามาดูแลได้ 24 ชั่วโมง อันที่จริงตอนแรกเธอดูไว้หลายที่ อาทิ ทองหล่อ เอกมัย พระราม 9 แต่ทุกที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ถึงเวลาปิดต้องปิดตามนั้น ไม่สามารถดูแลสัตว์เลี้ยงได้ทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นที่ให้ทดลองเล่นกับสัตว์แปลกๆ แต่เมื่อเปิดตัวว่าเป็นคาเฟ่ จึงต้องมีอาหารเป็นอีกจุดเด่นของร้านด้วย ในร้านมีเค้ก เครป แซนด์วิช วาฟเฟิล และเครื่องดื่ม กาแฟ ชา ช็อกโกแลต สมูธตี้ และอิตาเลียนโซดา

ใครอยากลองฉีกประสบการณ์ใหม่ ไปเล่นกับบรรดาสัตว์เอ็กซ์โซติก ไปได้ที่ “ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” ตั้งอยู่ในโครงการสุโขทัยเอฟ 99 เมืองทองธานี ถนนบอนด์สตรีท โครงการติดกับกรมที่ดิน โทรศัพท์ (092) 448-1116 หรือ http://www.littlezoocafe.com

ร้าน “ชีวิตธรรมดา” กับความคิด (ไม่) ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0760150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

ร้าน “ชีวิตธรรมดา” กับความคิด (ไม่) ธรรมดา

“เรื่องยอดขายอาจไม่ได้วางไว้สูง แต่ใช้งบลงทุนสูง เพราะมีค่าก่อสร้าง ตกแต่ง กว่า 10 ล้านบาท เราคิดว่าเป็นร้านของเรา ก็ต้องทำให้ดี ต่อเมื่อถูกใจลูกค้า ซึ่งตอนนี้มีทั้งกลุ่มคนไทยในพื้นที่ซึ่งมักจะใช้ร้านชีวิตธรรมดา เป็นสถานที่รับแขก และยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด และช่วงเทศกาล”

ชีวิตธรรมดา ได้อยู่กับธรรมชาติ คือความปรารถนาของใครหลายคน ที่มักวางแผนไว้เมื่อย่างสู่วัยเกษียณ

ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ในเมื่อวันนี้ เราสามารถมีชีวิตธรรมดาได้…ถ้ากล้าพอ

นี่คือจุดเริ่มต้นของ คุณนัทธมน โฮล์มเบิรก์ อดีตพนักงานต้อนรับบนสายการบิน (แอร์โฮสเตส) ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับการเดินทางมา 5 ปี จวบจนวันหนึ่งที่เขาเลือก “หยุด” เพื่อมาอยู่กับคนรัก บนชีวิตธรรมดาๆ และอาชีพที่ตื่นขึ้นมาทำ ก็รับรู้ได้ถึงความสุข

ร้านกาแฟ & เบเกอรี่ ที่ชื่อ “ชีวิตธรรมดา” จึงเกิดขึ้นมา

ลงหลักปักฐาน

วาดชีวิตธรรมดา

คุณนัทธมน หญิงสาววัย 40 ปีต้นๆ นั่งสบายๆ ในร้าน พร้อมเล่าเรื่องราวให้ฟังว่า ตนและสามีชาวสวีเดน ได้เดินทางมาจังหวัดเชียงราย และแรกพบก็เกิดความรู้สึกชอบใจในทันที จึงเลือกทำเลเหมาะต่อการอยู่อาศัย และวางเป้าหมายให้เป็นร้านขายกาแฟและเบเกอรี่

พื้นที่ริมน้ำกกขนาด 1 ไร่แห่งนี้คือรากฐานนำมาซึ่งโครงสร้างอาคารสไตล์โคโลเนียลสีขาว ปกคลุมด้วยไม้เลื้อยจนถึงหลังคา บริเวณโดยรอบยังมีไม้ใหญ่ ไม้ประดับ สนามหญ้าเล็กๆ ริมน้ำ ให้ได้เห็นความเป็นสไตล์นี้มากขึ้น บวกของตกแต่ง ข้าวของเครื่องใช้ แม้กระทั่งจานชามที่ใส่ใจว่าต้องร้อยไปด้วยกัน

ระยะเวลาประมาณ 2 ปี กับการก่อสร้างและรอให้ต้นไม้เติบโตสวยงาม เป็นเวลาพอๆ กับที่คุณนัทธมน ใช้เวลาเรียนรู้วิธีทำเบเกอรี่และเครื่องดื่มอย่างจริงจัง แล้วนำมาลองผิดลองถูก จนได้ฤกษ์เปิดร้าน “ชีวิตธรรมดา”

วันแรก คือวันที่ผู้ประกอบการรอลุ้นผลตอบรับจากลูกค้า และยอดขาย 9,000 บาท ก็ทำให้ได้ชื่นใจ

จากหลักพันขยับเป็นหลักหมื่น และยอดสูงสุดในช่วงเทศกาลขายได้ถึงหลักแสน ร้านชีวิตธรรมดา จึงไม่ธรรมดา

“เรื่องยอดขายอาจไม่ได้วางไว้สูง แต่ใช้งบลงทุนสูง เพราะมีค่าก่อสร้าง ตกแต่ง กว่า 10 ล้านบาท เราคิดว่าเป็นร้านของเรา ก็ต้องทำให้ดี ต่อเมื่อถูกใจลูกค้า ซึ่งตอนนี้มีทั้งกลุ่มคนไทยในพื้นที่ซึ่งมักจะใช้ร้านชีวิตธรรมดาเป็นสถานที่รับแขก และยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด และช่วงเทศกาล”

ไม่ทำตามใคร

ขายสไตล์ตนเอง

จากเมนูเบเกอรี่มีอยู่ราว 10 รายการ และเครื่องดื่มหลักๆ ประเภท ชา กาแฟ น้ำผลไม้ ซึ่งคุณนัทธมน เป็นผู้ปรุงรส ส่วนบุคคลในครอบครัวเป็นพนักงานประจำร้าน ต่อมากิจการได้ขยับขยาย เพิ่มจำนวนเมนูทั้งเบเกอรี่และอาหารจานหลัก ตามคำเรียกร้องของลูกค้า โดยเมนูซิกเนเจอร์ ได้แก่ บานอฟฟี่ และ ธรรมดาคอฟฟี่

“ในแต่ละปีจะออกเมนูใหม่ประมาณ 10-15 รายการ โดยคิดสูตรปรุงเองทั้งหมด ในร้านจึงมีเมนูหมุนเวียนค่อนข้างหลากหลาย ส่วนราคาขาย อย่าง เครื่องดื่ม เริ่มต้น 70-90 บาท สำหรับกำไรถ้ามองในภาพรวมน่าจะอยู่ราวๆ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในวันนี้ถือว่ารายได้เพียงพอหล่อเลี้ยงร้าน และพนักงานที่มีอยู่เกือบ 50 ชีวิต”

คุณนัทธมน ยังกล่าวย้อนไปถึง การเลือกทำเลร้าน ว่ามีความสำคัญมากต่อการทำธุรกิจ ควรเลือกทำเลที่มีความโดดเด่น และมีโอกาสต่อธุรกิจ ซึ่งหากย้อนไปราว 4 ปีครึ่ง ริมน้ำกกยังไม่มีร้านประเภทนี้ และแม้ในปัจจุบันอัตราเติบโตจะพุ่งสูง แต่ทว่าผู้ประกอบการคนขยันยังมั่นใจในร้านชีวิตธรรมดา

“แม้ร้านประเภทนี้จะเกิดขึ้นเร็วและมีจำนวนมากขึ้นๆ แต่เรามองว่า ความชอบของลูกค้าต่างกัน เรามีกลุ่มลูกค้าของเรา ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ลอกเลียนแบบใคร อร่อย บริการดี ในบรรยากาศสวยงาม”

ความทุ่มเทในด้านงานก่อสร้าง รวมไปถึงตกแต่ง บวกพื้นที่สีเขียว เป็นสิ่งที่คุณนัทธมนใส่ใจเก็บรายละเอียด “อย่างจานชามนำมาเสิร์ฟลูกค้า หลายคนบอกเสียดายเพราะราคาแพงกลัวแตก แต่เรายอมจัดโต๊ะให้ลูกค้า ต้องการให้ออกมาสวยงาม ลงตัวกับสไตล์”

นักท่องเที่ยวเดินทางมา

อีเว้นต์ สัมมนา พร้อมขาย

หากดูรายการอาหาร ตั้งไว้ตอบตลาดกลางและบน แต่คุณนัทธมน ก็ยืนยันว่า เป็นราคาที่คนในพื้นที่มีกำลังจ่าย และรวมไปถึงนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบแสวงหาความอร่อยในบรรยากาศงดงาม จนเกิดการบอกต่อบนโลกโซเชียล ชีวิตธรรมดา จึงกลายเป็นร้านดังได้ในเวลาไม่นาน

“ตอนนี้โลกโซเชียลคือกระบอกเสียงสำคัญ เราได้ลูกค้าจากเฟซบุ๊กสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และได้รับโอกาสจากดารานักแสดงหลายๆ ท่านเดินทางมาแล้วเช็กอิน ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักในวงกว้าง”

ตลอดฤดูหนาว กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวพุ่งสูง แต่ทว่าในช่วงโลว์ซีซั่นใช่ว่าจะเงียบเหงา เพราะคุณนัทธมนเปิดบริการรับจัดงานอีเว้นต์

“รับเป็นออร์แกไนซ์จัดงานแต่งงาน จัดอีเว้นต์ต่างๆ ซึ่งก็จะคิดค่าบริการคือ ค่าอาหารหัวละ 850-900 บาท โดยพื้นที่ร้านสามารถรองรับได้ 150 คน ส่วนองค์กรใดต้องการจัดงานเลี้ยง ก็สามารถติดต่อขอใช้พื้นที่ได้ ถ้าไม่ต้องปิดร้าน ก็จะคิดค่าบริการเพียงอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น”

ดังได้กล่าวแล้วว่า คุณนัทธมนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหาร จึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก อย่างพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ตลอดจนเครื่องปรุงยังต้องโลว์โซเดียม และด้วยปริมาณยอดขายเพิ่มขึ้น กอปรกับต้องการการันตีความปลอดภัย ในอนาคตอันใกล้จึงวางแผนสร้างฟาร์มออร์แกนิกบนพื้นที่ 8 ไร่ บริเวณทางขึ้นดอยแม่สลอง

“อย่างเมนูอาหารคาว เราทำขึ้นมาเพราะลูกค้าหิว ซึ่งในช่วงแรกเลือกเมนูที่ครอบครัวทำทานแล้วอร่อย จึงนำมาปรุงให้ลูกค้า จนเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ จำนวนวัตถุดิบก็เพิ่มตามไปด้วย เราจึงคิดขยับไปสู่การปลูกด้วยตนเอง เพื่อควบคุมความปลอดภัย”

ธุรกิจมีสิทธิ์โต

แต่ต้องคิดให้ต่าง

การได้ทำสิ่งที่ตนเองรัก คือเป้าหมายหลักในการทำธุรกิจ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความไม่ย่อท้อต่อเมื่อเจออุปสรรค โดยคุณนัทธมน ยกตัวอย่างปัญหาช่วงเริ่มต้น ได้แก่ กำลังคนเข้าออกบ่อยครั้ง ทำให้ระบบการทำงานไม่นิ่ง ต่อมาจึงเริ่มเรียนรู้ความเป็นอยู่ของเขา หาวิธีผูกใจ ซึ่งหลักๆ ก็คือรายได้ควรเพียงพอ

“เราดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัท และให้ความสำคัญกับพนักงาน อัตราเงินเดือนของพนักงานที่นี่สูงกว่าในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งมีสวัสดิการ และเงินปันผลให้ด้วย นับมา 3 ปีหลังนี้ พนักงานแทบไม่ลาออกเลย”

คุณนัทธมน ยังกล่าวถึงธุรกิจร้านเครื่องดื่มและเบเกอรี่ ในมุมมองของเธอ ต่อทำเลจังหวัดเชียงราย แม้จะมีผู้ก้าวเข้ามาในตลาดมากขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าก็ยังคงมีช่องว่างให้ก้าวเดิน

“ผู้จะก้าวเข้ามา สิ่งสำคัญของการทำร้านอาหารคือ รสชาติต้องอร่อยเป็นมาตรฐาน บริการดี สำหรับตัวผู้ประกอบการเรื่องเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญมาก และควรรู้ให้กระจ่างชัดเจน อย่าคิดว่าเราเก่งคนเดียว ฉะนั้น ต้องดูตลาด อย่างทุกวันนี้โดยส่วนตัวยังคงเดินทางไปดูร้านอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับประยุกต์ใช้ อีกข้อหนึ่งที่จะแนะนำคือ เวลาทำอะไรต้องเป็นตัวของตัวเอง อย่าเลียนแบบใคร และจะให้ธุรกิจเติบโตได้นานๆ ต้องทำในสิ่งที่รักที่ชอบค่ะ”

จากเหตุผลธรรมดาๆ ที่ต้องการลงหลักปักฐานอยู่กับชีวิตธรรมดา ภาพความฝันในวันเวลาที่ล่วงมากว่า 4 ปี ชัดเจนขึ้นๆ

และนี่คือ ชีวิตธรรมดา ของคนธรรมดาๆ

สนใจติดต่อร้าน “ชีวิตธรรมดา” โทรศัพท์ (081) 984-2925, (053) 166-967 หรือ Facebook : Chivit Thamma Da Coffee House

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนจบ)

ต้นชมพู่ไต้หวัน 4-6 เดือน

เริ่มออกดอกติดผล ให้ผลผลิต

หลังจากปลูกและดูแล บำรุงต้นชมพู่ไต้หวันได้ราว 4-6 เดือน ต้นชมพู่ไต้หวันก็จะพร้อมให้ผลผลิตได้เก็บเกี่ยวได้บ้าง 5-10 กิโลกรัม แต่จะเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ในปีที่ 2 เป็นต้นไป เพราะด้วยขนาดต้นและทรงพุ่มที่โตมากพอควรแล้ว โดยต่อการออกดอก 1 รุ่น สามารถห่อผลได้ครั้งละ 40-80 ถุง (ขึ้นอยู่กับขนาดของทรงพุ่ม) หรือเป็นน้ำหนักก็ประมาณ 30-50 กิโลกรัม ต่อต้น ซึ่ง 1 ถุงห่อ จะเลือกไว้ผล 3-5 ผล จะเหมาะสมที่สุด จะได้ชมพู่ที่มีคุณภาพ ทรงผลสวยและผลใหญ่

ซึ่งการห่อผลชมพู่นั้น การปลิดผลที่มากเกินไปจึงมีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นการกำหนดขนาดและน้ำหนักของผลชมพู่ว่าจะมีผลเล็กหรือใหญ่เพียงใด โดยหลักการง่ายๆ ยิ่งไว้ผลมาก ผลยิ่งเล็ก อย่างการไว้ผล 5 ผล ต่อช่อขึ้นไป ย่อมทำให้ชมพู่มีขนาดผลเล็ก ไว้ผลน้อยก็ยิ่งจะได้ชมพู่ผลใหญ่ ดังนั้น ต้องเลือกไว้ผลอย่างเหมาะสม ซึ่งการออกดอกของชมพู่จะออกบริเวณกิ่งในทรงพุ่มและส่วนยอด (แล้วแต่สายพันธุ์) หลังจากดอกได้รับการผสมแล้วก็จะติดเป็นผลที่มีขนาดเล็ก มีลักษณะคล้ายถ้วย หลังจากนั้น ผลจะขยายใหญ่มีสีเข้มขึ้นเป็นทรงผลชมพู่ขนาดเล็ก เกษตรกรควรปลิดผลที่ถูกโรคแมลงทำลาย โดยเฉพาะผลชมพู่ที่แมลงวันทองเจาะทำลายและเพลี้ยไฟทำลายผิว คนห่อต้องเลือกปลิดทิ้งไป ผลที่มีขนาดเล็กหรือรูปร่างผิดปกติออก โดยเหลือไว้ ช่อละ 3-5 ผล เท่านั้น กรณีที่มีช่อผลหลายๆ ช่อ อยู่มากในกิ่งเดียวกัน ไม่ควรเก็บไว้ ให้เลือกปลิดช่อที่มากเกินไปออก อย่างการออกดอกของชมพู่ไต้หวัน ทั้งชมพู่ยักษ์ไต้หวันและชมพู่สตรอเบอรี่ นิสัยจะออกดอกเป็นจำนวนมาก เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารกันเอง ทำให้ผลมีขนาดเล็ก และจำนวนการห่อไม่ควรมากเกินไป โดยให้สัมพันธ์กับทรงพุ่มและความสมบูรณ์ของต้น

การห่อผล ทำให้ผิวสวย

ป้องกันการทำลาย

จากแมลงวันทอง

ก่อนห่อผล แนะนำให้ฉีดพ่นฮอร์โมนช่วยบำรุงดอก เช่น โบร่า หรือ โบรอน (B) เพื่อช่วยผสมเกสรง่ายและติดผลดก ฉีดพ่นสัก 2-3 ครั้ง คือช่วงเริ่มออกดอก ดอกเริ่มบาน และหลังเกสรดอกเริ่มโรย การห่อผลชมพู่ จะทำควบคู่กับการปลิดเลยในเวลาเดียวกัน ในการห่อผลนี้เกษตรกรจะเลือกถุงพลาสติกแบบมีหูหิ้วสีขาวขุ่น เจาะรู 3-5 รู หรือใช้มีดกรีดก้นถุง เพื่อให้เป็นรูระบายน้ำออกและระบายอากาศ ก่อนห่อจะใช้วิธีฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงคือ เมกก้า (ไซเพอร์เมทริน) อัตรา 10 ซีซี เพื่อฆ่าแมลงศัตรูที่อาจจะเกาะที่ผล เช่น เพลี้ยไฟ+ฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน อัตรา 2 ซีซี เพื่อทำให้ทรงผลชมพู่ยาวและขยายขนาดผล+เทรนเนอร์ 10 ซีซี เพื่อช่วยบำรุงผล ผสมทั้งหมดในน้ำ 5 ลิตร โดยจะแบ่งใส่ในกระบอกฉีดน้ำหรือฟ็อกกี้ เมื่อปลิดผลเสร็จ จะฉีดด้วยสารและฮอร์โมนดังกล่าว แล้วจึงห่อด้วยถุงพลาสติกมีหูหิ้ว ขนาด 7×15 นิ้ว โดยจะผูกปากถุงด้วยเงื่อนชั้นเดียว อาจจะผูกโยงถุงด้วยเชือกฟางเพื่อไม่ให้กิ่งฉีกหักเมื่อผลชมพู่โตน้ำหนักก็จะมากขึ้น หลังจากห่อผลได้ราว 1 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวชมพู่ขายได้ ซึ่งรวมเวลาตั้งแต่แทงช่อดอกจนเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาราวๆ 3 เดือน การเก็บเกี่ยวหากทิ้งชมพู่ไว้เกินอายุการเก็บเกี่ยว จะทำให้ผลชมพู่แตกหรือร่วงเสียหายได้ การเก็บนั้นควรใช้กรรไกรตัดขั้ว จะสะดวกและรวดเร็ว จะเก็บมาทั้งถุงที่ห่อชมพู่ แล้วใส่เข่งที่กรุด้วยกระสอบปุ๋ย เพื่อป้องกันความคมของภาชนะที่จะทำให้ผิวชมพู่บอบช้ำได้ จากนั้นจึงคัดเลือกชมพู่ โดยเริ่มที่แกะถุงห่อชมพู่ออก คัดคุณภาพ โดยคัดผลแตก ผลเป็นโรคและแมลงทำลาย ทั้งนี้รวมทั้งผลที่มีรูปร่างผิดปกติออก คัดขนาดบรรจุลงตะกร้าพลาสติกที่ด้านข้างกรุด้วยใบตองหรือกระดาษ แล้วปิดทับด้านหน้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เพื่อรักษาความชื้นของชมพู่ไว้ รอให้แม่ค้ามารับไปขายต่อ

การผลิตชมพู่ยักษ์ไต้หวัน

ให้มีคุณภาพดี และมี

รสชาติหวานกรอบ

ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต 15 วัน ควรจะใส่ปุ๋ยเพิ่มความหวาน สูตร 14-14-21 อัตรา ต้นละ 500 กรัม ต่อต้น (ต้นชมพู่อายุ 2-3 ปี) แต่ถ้าต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันมีอายุต้น 5 ปีขึ้นไป ให้ใส่ต้นละ 1 กิโลกรัม ด้วยชมพู่จัดเป็นไม้ผลที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น คือหลังจากดอกโรยและถอดหมวกมีขนาดผลเท่าหัวนิ้วโป้ง

จะใช้เวลาเลี้ยงผลเพียง 25-30 วัน ก็จะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ดังนั้น ในช่วงเลี้ยงผลก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 15 วัน ควรจะฉีดพ่นนูแทค ซุปเปอร์-เค อัตรา 75-100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

นูแทค ซุปเปอร์-เค จัดเป็นปุ๋ยพ่นทางใบชนิดผงแบบสเปรย์-ดรายด์ ที่มีโพแทสเซียมสูง และช่วยเพิ่มความหวานให้แก่ชมพู่ และอีกเทคนิคในการเพิ่มรสหวานให้ผลชมพู่มีรสชาติหวานนั้น จะต้องมีการงดน้ำแก่ต้นชมพู่ ร่วมกับการให้ปุ๋ยตัวท้ายสูง ก่อนการเก็บเกี่ยว 3-5 วัน ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับสภาพดินด้วย ถ้าเป็นดินเหนียวควรงดการให้น้ำนานกว่านี้ อาจเป็น 5-7 วัน แต่ที่สวนคุณลี ดินร่วนปนทราย จะหยุดให้น้ำก่อนเก็บ 3 วัน เท่านั้น เพราะแปลงปลูกชมพู่ไม่ได้ยกร่อง หรือมีน้ำขัง ต้นจึงไม่ได้แช่อยู่ในน้ำ แม้ชมพู่จะเป็นต้นไม้ที่ชอบน้ำมาก แต่ช่วงก่อนเก็บผลผลิตเราควรงดน้ำ ก็จะทำให้ชมพู่มีรสหวาน เพราะการที่ชมพู่ได้น้ำอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ผลชมพู่ใหญ่ขึ้นก็จริง แต่ก็จะทำให้ความหวานลดลงไปด้วยเช่นกัน

การผลิตชมพู่นอกฤดู

ชมพู่ จะออกดอกเป็น 2 รุ่นใหญ่ๆ คือ ช่วงประมาณปลายเดือนธันวาคม-มกราคม เก็บผลในเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคม และจะออกดอกในเดือนกุมภาพันธ์และเก็บผลในเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งถือว่าเป็นชมพู่ที่ออกตามฤดูกาล โดยเฉพาะชมพู่ที่ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะเป็นช่วงที่ชมพู่มีราคาถูกที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ผลไม้ในตลาดมีมาก เช่น มะม่วง ทุเรียน เงาะ มังคุด เป็นต้น ชาวสวนจึงต้องพยายามบังคับให้ชมพู่ออกดอกและมีผลผลิตช่วงนอกฤดูกาล เช่น บังคับให้ออกดอกมากช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไปและไปเก็บผลผลิตในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งในช่วง 3 เดือนนี้ ชมพู่จะมีราคาสูง

โรคและแมลงศัตรูชมพู่

“โรคชมพู่” สำหรับโรคที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชมพู่ ได้แก่

โรคแอนแทรกโนส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา โดยจะพบการทำลายบนผลชมพู่ที่ห่อไว้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่ต้นและใบไม่ค่อยพบร่องรอยการทำลาย ลักษณะที่ปรากฏบนผลจะมีการเน่าสีดำ แผลจะยุบตัวเล็กน้อย มีวงสปอร์สีดำเป็นวงๆ ซ้อนกัน บางครั้งอาจพบเมือกสีแสดด้วยการป้องกันกำจัด ควรฉีดพ่นผลก่อนห่อด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบนโนมิล แคบแทน คอปเปอร์ออกซี่คลอไรด์ เป็นต้น

“แมลงศัตรูชมพู่” แมลงที่พบบ่อย เช่น

แมลงค่อมทอง เป็นด้วงงวงชนิดงวงสั้น ลำตัวสีเขียวเหลืองทอง รูปไข่ ขนาดลำตัวกว้าง 0.5 มิลิเมตร ยาว 1.30-1.50 เซนติเมตร มักพบอยู่เป็นคู่ๆ การทำลายตัวแก่ชอบกัดกินใบอ่อน ยอดอ่อน ทำให้เว้าแหว่ง การป้องกันกำจัด โดยเขย่าต้น เก็บตัวแก่ทำลาย กรณีระบาดอย่างรุนแรง พ่นสารเคมีคาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

ด้วงม้วนใบ เป็นด้วงงวงชนิดส่วนคอยาว ขนาดเล็ก ลำตัวสีน้ำตาล มีจุดสีเหลืองบนปีกทั้ง 2 ข้าง ส่วนงวงยาวเกือบเท่าลำตัว การทำลาย ตัวเมียจะกัดใบเป็นรูเล็กๆ แล้ววางไข่ 2-3 ฟอง ในใบม้วน ตัวอ่อนเจริญกัดกินในใบ และเข้าเป็นดักแด้ในใบม้วน การป้องกันกำจัด เก็บใบม้วนเผาทำลาย กรณีระบาดรุนแรง ควรพ่นด้วยสารเคมีคาร์บาริล (เซฟวิน 85% WP) อัตรา 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงปากดูดขนาดเล็กมาก รูปร่างคล้ายเข็ม ตัวแก่มีปีก มักจะเข้าทำลายยอดอ่อน ใบอ่อน โดยดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ใบแห้งตาย หรือหงิก บิดเบี้ยว แคระแกร็น การป้องกันกำจัด โดยการใช้ สารอิมิดาคลอพริด ฟิโปรนิล คาร์โปซัลแฟน ไซเพอร์เมทริน ฉีดสลับกัน เป็นต้น

แมลงวันทอง เป็นแมลงวันที่ทำลายผลไม้ชนิดหนึ่ง ลำตัวมีสีดำปนเหลือง การทำลาย ตัวเมียจะวางไข่ไว้ที่มีผลแก่ และตัวหนอนเข้ากัดกินเนื้อในผล ทำให้ผลเน่าและร่วงหล่นในที่สุด การป้องกันกำจัด ห่อผลด้วยถุงพลาสติก หรือใช้เมทิลยูจินอล ล่อแมลงวันตัวผู้ หรือใช้เหยื่อพิษ โปรตีนไฮโดรไลเสท

การขยายพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน

ทำได้หลายวิธี เช่น

การตอนกิ่งชมพู่ เลือกกิ่งที่มีสีเขียวอมน้ำตาล หรือกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ใช้มีดควั่นรอบกิ่ง 2 รอย โดยให้รอยควั่นทั้ง 2 รอย อยู่ห่างกันประมาณ 2-3 เซนติเมตร ใช้มีดกรีดเปลือกระหว่างรอยควั่นทั้ง 2 รอย ใช้มีดลอกเปลือกชมพู่ออก ขูดเนื้อเยื่อเจริญออกให้หมด นำขุยมะพร้าวที่แช่น้ำมาอัดถุงพลาสติกแล้วผ่าครึ่ง นำถุงขุยมะพร้าวมาหุ้มรอบแผล ใช้เชือกปอฟางมัดหัวและท้ายถุงขุยมะพร้าว มัดเสร็จ ทิ้งไว้ประมาณ 30-45 วัน กิ่งตอนชมพู่จะเริ่มออกราก เมื่อรากแก่เป็นสีน้ำตาลแล้ว จึงตัดไปชำต่อได้ กิ่งตอนชมพู่ที่ชำอนุบาลไว้ 1 เดือน พร้อมปลูกลงดินต่อไป

การปักชำกิ่งชมพู่ เลือกยอดหรือกิ่งชมพู่ที่มีสีเขียว ที่มีใบประมาณ 3 คู่ แล้วปลิดใบคู่ล่างออก และตัดใบออกครึ่งใบ ก่อนนำมาปักชำให้นำกิ่งชมพู่แช่ในน้ำยาเร่งราก เช่น “รีเฟซ” ประมาณ 5 นาที แล้ววางผึ่งลมให้แห้ง แล้วปักชำในถุงดำ นำถุงปักชำเรียงในถุงร้อนใบใหญ่ เพื่ออบ นำถุงกิ่งชำไปอนุบาล โดยการแขวนไว้ใต้ร่มซาแรนดำ อบในถุงร้อนราว 45 วัน กิ่งชำจะเริ่มออกราก แตกใบอ่อน นำกิ่งปักชำออกจากถุงอบ (ในช่วงเวลาเย็น) กำลังแตกใบอ่อน อนุบาลใต้ร่มซาแรนอีก 1 เดือน ก็พร้อมย้ายปลูก

การเปลี่ยนยอดชมพู่บนต้นใหญ่ เลือกเปลือกต้นบริเวณที่ต้องการเปลี่ยนยอด กรีดเปลือกต้นเป็น 2 รอย ขนานกัน ความยาว 3-4 เซนติเมตร กรีดด้านบนเพื่อลอกเปลือกออก ใช้มีดช่วยลอกเปลือกตัดเปลือกส่วนบนออก หลังตัดเปลือกส่วนบนออกเพื่อเป็นช่องเสียบยอดชมพู่พันธุ์ใหม่ เลือกยอดพันธุ์ชมพู่ที่มีความสมบูรณ์ ลิดใบออก เลือกยอดที่มีตาโผล่ออกมา ปาดยอดพันธุ์เป็นรูปปากฉลามทั้ง 2 ด้าน แผลด้านที่หนึ่ง แผลจะยาว ซึ่งแผลส่วนนี้จะถูกแนบกับลำต้น แผลด้านที่สองแผลจะสั้นกว่า ซึ่งแผลด้านนี้จะถูกแนบกับผิวเปลือก นำยอดพันธุ์มาเสียบลงไป แล้วพันพลาสติก จากด้านล่างขึ้นด้านบน พันพลาสติกจนมิดยอด เพื่อไม่ให้น้ำเข้า อีกประมาณ 1 เดือน เมื่อสังเกตเห็นว่ายอดพันธุ์ดีแตกยอดออกมาต้องกรีดพลาสติกให้ยอดใหม่แทงออกมา เมื่อยอดพันธุ์ดีแตกยอดออกมามากพอสมควร จึงตัดยอดต้นชมพู่พันธุ์เดิมทิ้งไป

สนใจต้นพันธุ์ “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760

พฤกษานาปรัง ถูกหยุดยั้ง รอความหวังจาก…น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05025150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษานาปรัง ถูกหยุดยั้ง รอความหวังจาก…น้ำ

“ฤดูแล้ง มีความหมายชัดเจนในตัวเอง หมายถึงฤดูกาลที่แห้งแล้ง ไม่มีฝน หากจะตกบ้างก็เล็กน้อยมาก คนไทยต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เช่น หันไปปลูกพืชทนแล้งที่ใช้น้ำน้อย น้ำกิน น้ำใช้ ในครัวเรือน ส่วนหนึ่งอาศัยแหล่งน้ำธรรมชาติที่ยังหลงเหลืออยู่ หรือบ่อน้ำที่ขุดไว้ อีกส่วนใช้น้ำในตุ่ม หรือในโอ่ง ที่รองเก็บไว้ในช่วงหน้าฝน อาหารการกินก็ปรุงจากภูมิปัญญาที่มุ่งหมายให้ร่างกายเย็นลง เป็นต้น

ในสังคมเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย ที่ผ่านมามีข้อพิสูจน์ชัดแจ้งแล้วว่า ระหว่างพื้นที่ชลประทาน กับพื้นที่นอกเขตชลประทาน มีความแตกต่างกันอย่างมากมาย ไม่ว่าผลผลิต รอบการผลิต ระดับรายได้ความเป็นอยู่ ก็ด้วยปัจจัยความมั่นคงด้านน้ำเป็นเครื่องชี้ขาด…ฯลฯ”

เป็นส่วนหนึ่งของข้อความ จากหัวข้อ “เครื่องค้ำประกันฤดูแล้ง” โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เขียนไว้ในหนังสือ “น้ำเพื่อชีวิตเพื่อเศรษฐกิจไทย” ซึ่งเป็นเอกสารย้ำให้เห็นความสำคัญของน้ำ และความจำเป็นในการพัฒนาแหล่งน้ำ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม เพราะตระหนักดีว่า ทรัพยากรน้ำสำคัญต่อทุกชีวิตบนผืนแผ่นดินไทย และจำเป็นต้องเข้าไปจัดการมากกว่าปล่อยตามยถากรรม

หน้าแล้ง เป็นวัฏจักรธรรมชาติ เป็นมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นในช่วงที่ประชากรยังน้อย สภาพทั่วไปยังอุดมสมบูรณ์ ความเดือดร้อนจึงไม่สู้มากนัก จนเมื่อประชากรขยายตัวมากขึ้น ความเดือดร้อนจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องหาทางแก้ไข มนุษย์จึงต้องสั่งสม เรียนรู้การเอาชีวิตรอดมาเป็นลำดับ เช่น การเก็บสะสมอาหารจำพวกเมล็ดธัญพืช หรือเนื้อสัตว์จากป่า จนพัฒนามาเป็นการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แทนการอาศัยธรรมชาติฝ่ายเดียว และเพื่อความมั่นคงอยู่รอดในระยะยาว มนุษย์ยังเพียรพยายามสร้างความมั่นคงด้านน้ำควบคู่กับอาหาร

เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ระบบชลประทาน คือนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงของชีวิตที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมา เพื่อบริหารจัดการน้ำที่มีอย่างจำกัด ควบคู่กับการผลิตอาหารที่มนุษย์เองมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อย และด้วยเหตุนี้ ในด้านเกษตรกรรม ก็มีเหตุผลว่า ทำไม เกษตรกร หรือผู้คนในชนบท จึงอยากได้นวัตกรรมความมั่นคงของชีวิต อย่าง เขื่อน อ่างเก็บน้ำ และระบบชลประทาน กันนักหนา และนับวันความต้องการมากขึ้น แม้ว่าทางด้านกระแสอนุรักษ์จะมีเหตุผลในการคัดค้านตามมาก็ตามที นี่คือข้อคิดจากหัวข้อ “เครื่องค้ำประกันฤดูแล้ง” ที่กลุ่มประชาสัมพันธ์ฯ เขียนไว้ ตั้งแต่ 20 มกราคา 2557

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 2-3 ทศวรรษ ประเทศไทยมีชื่อเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็น อันดับ 1 ของโลก เนื่องจากมีการขยายพื้นที่ปลูกข้าวมากมายอีกครั้งหนึ่งของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ และด้วยรอบการผลิตบางพื้นที่ทำนาปลูกข้าว ได้ผลผลิต 2-3 ครั้ง ต่อปี ทั้งๆ ที่ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคนี้ แต่ผลผลิตโดยรวมก็เป็นผู้นำ

พื้นที่เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สำคัญที่สุด ทั้งความเหมาะสมตามธรรมชาติเป็นที่ราบลุ่ม มีปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างเก็บน้ำหลักถึง 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน แต่ความสมบูรณ์ที่ไม่เหมาะสม หรือความเกินพอก็เกิดขึ้นได้จากการใช้โอกาสที่มีความขัดแย้งกับความเป็นจริง เมื่อมีการปลูกข้าว ปีละ 3 ครั้ง และนอกเหนือจากนาปีแล้ว ยังมีนาปรัง ครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 ทำให้ไม่มีเวลาพักดิน ชาวนาอาจจะตระหนักดีว่า การทำนาปรัง ครั้งที่ 2 มีโอกาสขาดทุนสูง ทั้งปริมาณน้ำต้นทุนที่จำกัดจนถึงขั้นขาดแคลน การระบาดของโรคและแมลงศัตรู แต่จากนโยบายข้าวของประเทศ ก็ผลักดันให้ชาวนาโหมปลูกข้าวมากมายและต่อเนื่อง ก็เท่ากับการปิดโอกาสการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหรือพักฟื้นดิน

ในหนังสือ น้ำเพื่อชีวิตเพื่อเศรษฐกิจไทย กล่าวไว้ในหัวข้อ “รักษาสมดุลอู่ข้าว อู่น้ำ” เมื่อวันจันทร์ที่ 3 มีนาคม 2557 ตอนหนึ่ง สรุปความว่า การทำนามากครั้ง ยังกระทบต่อทรัพยากรอื่นๆ เช่น การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินที่มากเกินพอ ส่งผลเสียต่อความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดิน และสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ในดิน ซ้ำยังสร้างโรคและแมลงศัตรูข้าว ซึ่งล้วนมีผลต่อผลผลิตเฉลี่ยที่ลดลง และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากนั้น ข้าว เป็นพืชที่สิ้นเปลืองน้ำมากกว่าพืชอื่น ทำให้ละเลยความจริงที่ว่า เบื้องหลังของน้ำในนาข้าวล้วนแบกต้นทุนมหาศาล เพราะน้ำปริมาณเดียวกันนี้ สามารถใช้ผลิตพืชอื่นได้ไม่น้อยค่ากว่าข้าว แถมยังเพิ่มทางเลือกให้ชาวนาแทนการปลูกข้าวด้วยความเคยชิน และแรงจูงใจเพียงครั้งคราว

แหล่งน้ำและปริมาณน้ำกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากหลายเหตุปัจจัย เช่น ปริมาณน้ำฝนบางครั้งลดน้อยลงมากจากสภาพภูมิอากาศ การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้มีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมากในทุกกิจกรรม ทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ปัญหาของประเทศไทยเป็นปัญหาที่ซับซ้อนกว่า เพราะปมประเด็นสำคัญเกี่ยวข้องกับการทำนาปรัง ซึ่งเป็นการทำนาในฤดูแล้ง โดยเริ่มลงมือเพาะปลูกปลายปีก่อน แล้วมาเก็บเกี่ยวราวๆ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคมของปีถัดไป ซึ่งต้นทุนน้ำถูกใช้ไปในกิจกรรมต่างๆ แล้วรอน้ำฝนเติมตามฤดูกาล

กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน เขียนไว้ในหนังสือ น้ำเพื่อชีวิตเพื่อเศรษฐกิจไทย ในหัวข้อเรื่อง “ทำไมถึงห้ามทำนาปรัง ครั้งที่ 2” สรุปความว่า ลำพังนาปรังครั้งแรกก็ดูดซับน้ำต้นทุนโขอยู่แล้ว และเป็นตัวการที่ทำให้เกิดภาวะน้ำเค็มรุกล้ำขึ้นสูงด้วย เพราะน้ำที่กรมชลประทานปล่อยจากอ่างเก็บน้ำลงมาสำหรับทุกกิจกรรมนั้น ล้วนอยู่ในลำน้ำเดียวกัน เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อทำนาปรังกันเกินกว่าแผนที่กำหนดไว้มากเกือบเท่าตัว ย่อมเท่ากับดึงน้ำต้นทุนจากลำน้ำเข้าสู่นาจำนวนมหาศาล ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงไปรักษาระบบนิเวศ หรือไล่น้ำเค็มในลำน้ำด้านท้ายลงไปย่อมร่อยหรอลง น้ำเค็มจึงดันไหลย้อนเข้ามาได้เป็นระยะทางไกล ประเทศไทยก็เริ่มมีข่าวน้ำทะเลรุกน้ำจืด จนน้ำประปาในบางพื้นที่มีรสเค็มแปร่งปร่า ในขณะเดียวกัน หลายพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแห้งแล้งที่รัฐต้องให้ความช่วยเหลือเร่งด่วน

จากข้อมูลที่บันทึกไว้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม 2557 ระบุไว้ว่า มีตัวอย่างเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ค่าความเค็มบริเวณตำบลสำแล อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ที่เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตประปาของการประปานครหลวง มีค่าสูงถึง 1.95 กรัม/ลิตร อันเนื่องจากน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาถูกดึงไปใช้เพื่อทำนาปรังมาก สังเกตได้จากปริมาณการไหลของน้ำบริเวณอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เดิมเคยมีถึง 150 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ลดเหลือเพียง 80 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เท่านั้น เมื่อใกล้ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง การใช้น้ำน้อยลง บวกกับการผันน้ำจากลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง ลงมาช่วยผลักดันน้ำเค็ม ทำให้ปริมาณน้ำบริเวณบางไทร กลับคืนอยู่ในระดับ 100 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ทำให้ความเค็มบริเวณตำบลสำแล ค่อยๆ ลดลง จนไม่เป็นอุปสรรคต่อคุณภาพการผลิตน้ำประปา

การทำนาปรังครั้งแรก ยังส่งผลกระทบถึงการรุกล้ำของน้ำเค็มได้ถึงเช่นนี้ จึงเป็นเหตุผลที่กรมชลประทานรณรงค์ให้มีการงดการทำนาปรัง ครั้งที่ 2 โดยขอให้เกษตรกรรอทำนาปีพร้อมกันทีเดียว ในช่วงต้นฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปริมาณฝนจะมากพอ แต่การพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนไม่ได้สัดส่วน หรือสมดุลต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกกิจกรรม โอกาสที่จะเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำก็เป็นไปได้สูงเช่นกัน ในทางกลับกันหากมีการทำนาปรัง ครั้งที่ 2 ที่เผชิญความเสี่ยงสูงจากฝนทิ้งช่วง ขาดน้ำในระบบชลประทานแล้ว ถ้าหากคิดว่าโชคดีจะมีฝน แต่ช่วงการเก็บเกี่ยว ถ้าหากเป็นช่วงมรสุมพัดผ่านเข้ามาและมีปริมาณน้ำฝนสูงมาก โอกาสที่จะถูกน้ำท่วมเสียหายของผลผลิตก็เกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน

มีข้อมูลตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ในหัวข้อ “งดนาปรังสู่สมดุลน้ำ” ขออนุญาตสรุปนำเสนอเพื่อเป็นเหตุและผลที่จะพิจารณาการได้มาของผลผลิตและผลกระทบเมื่อใช้น้ำในปริมาณที่เกินกว่าขีดความสามารถของปริมาณน้ำ หรือแหล่งเก็บกักน้ำที่มีอยู่ รวมทั้งปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยที่ควรจะเป็นตามฤดูกาล สืบเนื่องมาจากการตัดสินใจของรัฐบาลที่ประกาศงดทำนาปรังในฤดูการผลิต 2557/2558 นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไป ด้วยมีข้อจำกัดหลายประการ

ประการแรก ปริมาณน้ำต้นทุน หรือน้ำใช้ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางร่อยหรอลงมาก สอดคล้องกับข้อสมมติฐานก่อนถึงฤดูฝน ในปี 2557 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดหมายว่ามีปริมาณฝนน้อย และไม่มีพายุไต้ฝุ่นพาดผ่านประเทศไทย ปริมาณน้ำใช้การในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเมื่อหักลบจากน้ำที่ต้องสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูฝน ปี 2558 การอุปโภค บริโภค การรักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ แล้ว จะมีน้ำเหลือพอสำหรับที่จะส่งเสริมการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยได้ 8 แสนกว่าไร่เท่านั้น ซึ่งพอๆ กับปริมาณน้ำใช้การของลุ่มน้ำแม่กลอง

ประการที่สอง ประเทศไทยเผชิญปัญหาข้าวล้นสต๊อก จากนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ซึ่งทำให้มีสต๊อกข้าวเกินอยู่หลายล้านตัน กว่าจะระบายหมดก็ต้องใช้เวลานาน รวมทั้งราคาข้าวโลกตกต่ำ หากมีการทำนาปรังตามปกติ มีปริมาณข้าวล้นเติมเข้าสต๊อกเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งนั่นหมายถึงจะต้องทำให้ต้นทุนน้ำสำรองลดลงอีกเช่นกัน

รัฐบาลจึงมีทางออกเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกร 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก จ่ายเงินชดเชยชาวนาตามข้อกำหนด ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ แนวทางที่สอง จ้างงานเกษตรกรขุดลอกคู คลอง แหล่งน้ำ เพิ่มเสริมรายได้

การงดทำนาปรัง นอกจากจัดระเบียบการผลิตข้าวให้เข้าสู่จุดสมดุลแล้ว ยังเป็นการจัดสมดุลให้น้ำต้นทุนด้วย เพราะการงดทำนาปรังจะเป็นการประหยัดน้ำต้นทุนสำหรับรองรับการเริ่มต้นทำนาปีในฤดูกาลต่อไปได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลว่าฝนในต้นฤดูกาลปลูกจะตกหรือไม่ตกก็ตาม รวมทั้งลดความเสี่ยงได้

การประกาศลดการทำนาปรังไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก จากต้นเหตุที่เป็นผลทำให้ปริมาณต้นทุนน้ำเหลือน้อย ปัจจัยหลักที่ต้องสงวนไว้เชื่อมโยงการผลิตครั้งต่อๆ ไป เคยถูกประกาศงดรอบการผลิตนาปรังในปี 2536/2537 และปี 2541/2542 ในลุ่มน้ำเจ้าพระยามาแล้ว จนมาครั้งล่าสุดจากวิกฤติน้ำ 2 ปีนี้

ผลกระทบจากวิกฤติน้ำที่คาดว่าต้องเกิดขึ้นในปีนี้ ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการรณรงค์ให้เกษตรกรงดทำนาปรังมาแล้ว ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2557-เมษายน 2558 กลายเป็นบูมเมอแรง บ่งบอกการตอบรับสถานการณ์เพียงใด จากบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันจันทร์ที่ 19 มกราคม 2558 เขียนไว้ในหัวข้อเรื่อง “บูมเมอแรงจากนาปรัง” สรุปความได้ว่า พื้นที่นอกเขตชลประทาน กรมชลประทานไม่สามารถกำหนดกะเกณฑ์ให้ทำนาปรังหรือไม่ทำนาได้ แต่จากที่คาดหมายว่าคงจะมีการทำนาปรังไม่เกิน 4 ล้านไร่ กลายเป็นมีการทำนาปรังเพียงไม่ถึง 1 ล้านไร่ ก็สะท้อนให้เห็นการตอบรับที่พึงรู้เจียมรู้พอเรื่องน้ำพอควร

แต่สำหรับในเขตชลประทาน เขตบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน ซึ่งตั้งเป้าคาดหมายว่าจะมีการทำนาปรังไม่เกิน 1.8 ล้านไร่ ทั่วประเทศ ถึงเวลาจริงกลับมีตัวเลขทำนาปรังมากกว่า 3 ล้านไร่ โดยส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทานลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งกรมชลประทานประกาศงดส่งน้ำโดยสิ้นเชิง แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรม และความเคยชิน และไม่มีการหยุดพักดิน รวมทั้งส่งผลให้มีการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบทั้งต้นทุนการผลิตข้าว และเกิดโรคระบาดศัตรูข้าว เนื่องจากมีหลายปัจจัย และส่วนสนับสนุนเป็นแรงจูงใจให้ชาวนาลุ่มเจ้าพระยาทำนามากครั้ง แม้ว่ากรมชลประทานจะงดส่งน้ำ แต่ชาวนาก็เสี่ยงอาชีพโดย ขุดบ่อ สูบบาดาล หรือแอบสูบจากลำน้ำหลายสาย ที่เป็นเหตุให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา แต่ที่แน่ๆ ก็ถือว่าเป็นตัวบูมเมอแรงหมุนทวนกระทบหลายปัจจัยโดยถ้วนหน้ากัน

วัฏจักรหมุนเวียนเปลี่ยนสถานการณ์ทุกอย่าง ก็ต้องผ่านพ้นเพราะมีเหตุผลในตัวเอง

เพลง อ้อนชาวนา

อย่าเพิ่งทำนาเลยนะคุณอาป้าลุง เดี๋ยวเรื่องจะยุ่งเพราะว่าน้ำท่าไม่ดี ถ้าหากเสี่ยงทำ แล้วน้ำในนาไม่มี เสียหายหมดเงินเป็นหนี้ ต้องชอกต้องช้ำ

รอให้กลางเดือนหน้าเสียก่อน ฝนตกแน่นอน น้ำมาค่อยหว่านค่อยทำ โปรดลองตรองดู เสี่ยงแล้วต้องมาผิดหวัง พักรอว่ากันวันหลัง ตอนนี้แล้งจังเลยหนา

*จากชลประทาน ห่วงท่านเสียจังพี่น้องเอ๋ย อย่ามองผ่านเลย นิ่งเฉยลงทุนทำนา น้ำเขื่อนไม่มี ดูคลองแห้งเห็นเต็มตา ค่อยๆ คำนวณดูหนา คุ้มค่ากันไหม

กระทรวงเกษตรขอมาร้องบอก บ้านในบ้านนอก ไม่หลอกให้ท่านปวดใจ ถ้าหากทำนา น้ำยังไม่มาไม่ไหล พักรออีกเดือนได้ไหม ห่วงใยพี่น้องชาวนา

(* ซ้ำอีก 1 รอบ จนจบ)

จากแผ่น ซีดี เพลงชลประทาน งานเพื่อแผ่นดินไทย ในอัลบั้ม “รวมบทเพลงชลประทาน” ซึ่งรวบรวมโดย กลุ่มประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน บันทึกไว้ตั้งแต่ มิถุนายน 2554 มีหลายกลุ่มเพลง เช่น A : เพลงเทิดพระเกียรติ B : เพลงชลประทาน C, D, E, F, : เพลงชลประทานแต่ละภาค ทั้ง 4 ภาค และ G : ดนตรีบรรเลง สำหรับเพลง “อ้อนชาวนา” อยู่ในกลุ่มเพลงชลประทาน ลำดับที่ 19 เสียดายที่ไม่ได้บอกชื่อผู้ขับร้อง แต่เมื่อได้ฟังทั้งเสียงและท่วงทำนองแล้ว น้ำเสียงของ “แมนชล” ท่านนี้ ถ้าออกอากาศเผยแพร่สื่อต่างๆ แล้วไม่ต้อง “อ้อนชาวนา” หรอก เพราะเหล่าเกษตรกรอาจจะออดอ้อนหลงเสียง คิดว่าเป็นเสียงของน้องชาย “ก๊อต จักรพรรณ์” จนลืมสูบน้ำทำนา

ขอขอบคุณ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ ที่กรุณาเผยแพร่เอกสารและสื่อสารบทเพลงที่เป็นประโยชน์ รณรงค์ให้รู้คุณค่าของน้ำ ทรัพยากรของชาติ ที่เป็นดั่งสายโลหิตชีวิตและผู้คน ดังจะกล่าวได้ว่า “คนรักน้ำต้องรักษ์ชล เกษตรกรทุกคน รัก…ชลประทาน”

เกษตรกรรุ่นใหม่พะเยา เปลี่ยนนาข้าวเป็นทุ่งดาวเรืองตัดดอก ขายรายได้หลักแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ไม้ดอกไม้ประดับ

การุณย์ มะโนใจ

เกษตรกรรุ่นใหม่พะเยา เปลี่ยนนาข้าวเป็นทุ่งดาวเรืองตัดดอก ขายรายได้หลักแสน

เกษตรกรรุ่นใหม่ของจังหวัดพะเยาประสบปัญหาภัยแล้ง พลิกวิกฤติเป็นโอกาส หันไปปลูกดาวเรืองตัดดอก จำนวน 5 ไร่ ทำรายได้ไร่ละแสน

จากการลงพื้นที่กับ คุณนิรชรา วงศ์ไชย เกษตรอำเภอเมืองพะเยา ไปที่แปลงปลูกดอกดาวเรือง ของ คุณชวิศ รักไทยดี เกษตรกรรุ่นใหม่ วัย 27 ปี หรือ น้องไผ่ ที่ไร่ไผ่ทิพย์ บ้านเกษตรสุข ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา น้องเล่าให้ฟังว่า หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ แล้วได้ไปทำงานกับคุณลุง ซึ่งผลิตปุ๋ยอินทรีย์จำหน่ายที่จังหวัดสุพรรณบุรี ทำหน้าที่ฝ่ายตลาดและส่งเสริมการขาย มีโอกาสลงพื้นที่ติดตามการใช้ปุ๋ยดังกล่าวของเกษตรกร และพบเกษตรกรบางรายปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกขาย มีความสนใจ จึงศึกษาค้นคว้าจากสื่อทางอินเตอร์เน็ต และจากเกษตรกรรายอื่นที่ปลูกอยู่แล้ว ศึกษาช่องทางตลาด พบว่า มีตลาดรองรับแน่นอนที่ปากคลองตลาด กรุงเทพฯ

ในส่วน คุณนิรชรา เกษตรอำเภอเมืองพะเยา ได้ให้ข้อมูลทางวิชาการว่า ดาวเรือง มีชื่ออื่น เช่น คำปู้จู้ คำปู้จู้หลวง (พายัพ) บ่วงสิ่วเก็ก เฉาหู้ยัง กิมเก็ก (จีน) ดาวเรืองนิยมปลูกตัดดอก เป็นดาวเรืองในกลุ่ม African หรือ American marigold เป็นพันธุ์ดอกใหญ่ พันธุ์ที่ใช้เป็นการค้าในประเทศไทย ได้แก่ พันธุ์ซอเวอเรน นอกจากนี้ ยังมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่นำเข้ามา ได้แก่ พันธุ์จาไมก้า (jamaica) และอื่นๆ อีกหลายพันธุ์

ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่คนไทยนิยมปลูกกันมาก เนื่องจากเมล็ดมีขนาดใหญ่ ปลูกง่าย งอกเร็ว ต้นโตเร็ว และแข็งแรง ไม่ค่อยมีโรคหรือแมลงรบกวน ให้ดอกเร็ว ดอกดก มีหลายชนิดและหลายสี รูปทรงของดอกสวยงาม สีสันสดใส บานทนนานหลายวัน สามารถปักแจกันได้นาน 1-2 สัปดาห์ ให้ดอกในระยะเวลาสั้น คือประมาณ 60-70 วัน หลังปลูก ดังนั้น ในการปลูกดาวเรืองสามารถกำหนดระยะเวลาการออกดอกให้ตรงกับเทศกาลสำคัญได้ จึงมีผู้นิยมปลูกและใช้ดาวเรืองกันมาก นอกจากนี้ ยังสามารถปลูกได้ตลอดปี และปลูกได้ทุกจังหวัดในประเทศไทย ดาวเรืองเป็นไม้ดอกที่ทำรายได้ให้กับผู้ปลูกสูง ในปัจจุบันการปลูกดาวเรืองนอกจากปลูกเพื่อตัดดอกขายแล้ว ยังนิยมปลูกในกระถางหรือถุงพลาสติก เพื่อประดับตกแต่งอาคารสถานที่ และปลูกเพื่อตัดดอกส่งโรงงานอาหารสัตว์อีกด้วย

การปลูกดาวเรืองในประเทศไทย เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ทราบเพียงว่า ดาวเรือง ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศไทย แต่มีการนำเข้าพันธุ์ดาวเรืองจากต่างประเทศมาปลูกเป็นเวลานาน จนสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้ดี มีการกระจายตัวของสายพันธุ์มาก ทั้งทางด้านรูปทรงดอก ขนาดดอก ลักษณะการเจริญเติบโต ตลอดจนการต้านทานต่อโรคและแมลง ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกดาวเรือง ประมาณ 4,000 ไร่ มีแหล่งปลูกที่สำคัญคือ จังหวัดพะเยา ลำปาง นนทบุรี กรุงเทพฯ ราชบุรี สมุทรสาคร สุพรรณบุรี และอุดรธานี

ดาวเรืองที่ปลูกกันอยู่โดยทั่วไป แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

ดาวเรืองอเมริกัน (American Marigolds) เป็นดาวเรืองที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปอเมริกา ลำต้นสูง ตั้งแต่ 10-40 นิ้ว ดอกสีเหลือง ส้ม ทอง และขาว กลีบดอกซ้อนกันแน่น ดอกมีขนาดใหญ่ ประมาณ 3-4 นิ้ว ดาวเรืองชนิดนี้มีหลายพันธุ์ ได้แก่

พันธุ์เตี้ย สูงประมาณ 10-14 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์ปาปาย่า (papaya) ไพน์แอปเปิล (pineaple) ปัมพ์กิน (Pumpkin) เป็นต้น

พันธุ์สูงปานกลาง สูงประมาณ 14-16 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์อะพอลโล (Apollo) ไวกิ้ง (Ziking) มูนช็อต (Moonshot) เป็นต้นพันธุ์สูง สูงประมาณ 16-36 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์ดับเบิล อีเกิล ดับบลูน ซอเวอเรน เป็นต้น

ดาวเรืองฝรั่งเศส เป็นดาวเรืองต้นเล็ก ต้นเป็นพุ่มเตี้ยๆ สูงประมาณ 6-12 นิ้ว ดอกสีเหลือง ส้ม ทอง น้ำตาลอมแดง และสีแดง ดอกมีขนาดเล็ก ประมาณ 1.5 นิ้ว นิยมปลูกประดับในแปลงมากกว่าปลูกเพื่อตัดดอก เนื่องจากมีก้านดอกสั้น นอกจากนี้ ยังเป็นดาวเรืองที่สามารถลดปริมาณไส้เดือนฝอยที่ทำให้เกิดอาการรากปมในรากพืชได้ ตัวอย่าง ดาวเรืองฝรั่งเศส ได้แก่

พันธุ์ดอกชั้นเดียว ดอกมีขนาด 1.5-2 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์เรด มาเรตต้า, น็อธตี้ มาเรตต้า, เอสปานา, ลีโอปาร์ด เป็นต้น

พันธุ์ดอกซ้อน ดอกมีขนาดตั้งแต่ 1.5-3 นิ้ว ได้แก่ พันธุ์ควีน โซเฟีย, สการ์เลต โซเฟีย, โกลเด้น เกต เป็นต้น

ดาวเรืองพันธุ์ลูกผสม เป็นดาวเรืองลูกผสมระหว่างดาวเรืองอเมริกันและดาวเรืองฝรั่งเศส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำลักษณะความแข็งแรง ดอกใหญ่ และมีกลีบซ้อนมากของดาวเรืองอเมริกัน รวมเข้ากับลักษณะต้นเตี้ยทรงพุ่มกะทัดรัดของดาวเรืองฝรั่งเศส ดาวเรืองลูกผสมให้ดอกเร็วมาก คือเพียง 5 สัปดาห์ หลังจากเพาะเมล็ด ดอกมีขนาด 2-3 นิ้ว ดอกดก และอยู่กับต้นได้ดี ดาวเรืองชนิดนี้มีข้อเสียก็คือ เมล็ดจะลีบ ไม่สามารถนำมาเพาะให้เป็นต้นใหม่ได้ จึงเรียกว่า ดาวเรืองล่อ เช่นเดียวกับการผสมม้ากับลา มีลูกออกมาเรียกว่า ล่อ ซึ่งเป็นหมัน จึงทำให้เมล็ดมีราคาแพงมาก และการปลูกดาวเรืองด้วยเมล็ดชนิดนี้ จึงควรใช้เมล็ดเป็นปริมาณ 2 เท่า ของจำนวนที่ต้องการ เนื่องจากเมล็ดมีเปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำ ดาวเรืองลูกผสมที่นิยมปลูกมีอยู่หลายพันธุ์คือ พันธุ์นักเก็ต ไฟร์เวิร์ก, เรด เซเว่น สตาร์ และโชว์โบ๊ต

วิธีการขยายพันธุ์

ทำได้โดยการใช้เมล็ดและการปักชำ แต่วิธีที่นิยมทำคือ การใช้เมล็ด เพราะได้จำนวนมากกว่า โดยนำเมล็ดดาวเรืองมาเพาะในกระบะเพาะ ซึ่งมีวัสดุเพาะ คือ ขุยมะพร้าว ทราย ขี้เถ้าแกลบ ปุ๋ยคอก ในอัตราส่วน 1:1:1:1 หรือแปลงเพาะที่มีดินร่วนซุยค่อนข้างละเอียด คราดดินให้ผิวดินเรียบสม่ำเสมอ ทำร่องบนกระบะเพาะหรือแปลงเพาะให้ลึก ประมาณ 0.5 เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร แต่ละร่องห่างกัน 5 เซนติเมตร หยอดเมล็ดลงร่องห่างกัน 1-2 นิ้ว แล้วกลบแต่ละร่องด้วยวัสดุเพาะ หรือดินละเอียดเพียงบางๆ รดน้ำด้วยฝักบัวฝอยให้ชุ่ม แล้วคลุมกระบะเพาะด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือคลุมแปลงเพาะด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง ควรรดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อรักษาความชื้น เมล็ดดาวเรืองจะงอกภายใน 3-5 วัน เป็นต้นกล้า

วิธีการปลูก

ไถเตรียมดิน หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไป ประมาณ 1 ตัน ต่อไร่ ยกร่องแปลงปลูก กว้าง 1 เมตร รดน้ำแปลงไว้ล่วงหน้า 1 วัน ขุดหลุมกว้าง 15 เซนติเมตร แปลงละ 3 แถว ระยะระหว่างแถว 30 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยทริปเปิ้ลซุปเปอร์ฟอสเฟต หรือสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนชา รองก้นหลุม แล้วเกลี่ยดินข้างหลุมมากลบปุ๋ยเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้รากดาวเรืองสัมผัสปุ๋ยโดยตรง นำต้นกล้าที่มีอายุ 7-10 วัน (นับจากวันเพาะเมล็ด) โดยแยกต้นกล้าให้มีวัสดุเพาะ หรือดินหุ้มติดรากมาด้วย เพื่อป้องกันรากกระทบกระเทือน นำมาปลูกในแต่ละหลุมที่เตรียมไว้ รดน้ำให้ชุ่ม หลังจากนั้น ต้องรดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 7 วัน ซึ่งต้นกล้าจะตั้งตัวได้ดี แล้วจึงรดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้ง ในตอนเช้า ในช่วงที่ดอกดาวเรืองเริ่มบาน ไม่ควรรดน้ำให้โดนดอก เพื่อป้องกันดอกเป็นโรค เมื่อดาวเรืองอายุ 15 วัน และ 25 วัน ควรใส่ปุ๋ย 15-15-15 ในอัตรา 1 ช้อน : ต้น เมื่ออายุ 35 วัน และ 45 วัน ใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 ในอัตราเดียวกัน โดยวิธีฝังลงในดินตื้นๆ ห่างโคนต้น 6 นิ้ว แล้วรดน้ำให้ชุ่มทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ย ช่วงดาวเรืองอายุ 21-25 วัน ซึ่งเป็นระยะที่ต้นมีใบจริงขนาดใหญ่ ประมาณ 4 คู่ และส่วนยอดมีใบเล็กๆ 1-2 คู่ จะต้องปลิดยอดทิ้ง เพื่อให้แตกกิ่งข้าง โดยใช้มือซ้ายจับคู่ใบบนสุดที่จะเหลือไว้ แล้วใช้มือขวาดึงส่วนยอดลงทางด้านข้างจนหลุดออกมา หลังจากนั้น 5-7 วัน ตาข้างจะเริ่มแตกและเจริญเป็นกิ่งใหม่ ซึ่งจะติดตุ่มดอกทั้งที่ตายอดปลายกิ่งและตาข้าง หลังจากปลูก 40-45 วัน ในแต่ละกิ่ง เมื่อดอกยอดมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด ดอกข้างมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว ต้องรีบปลิดดอกข้างออกให้หมดภายใน 2-3 วัน คงเหลือดอกยอดไว้ดอกเดียว เพื่อให้ดอกมีขนาดใหญ่ หลังจากนั้น ประมาณ 20 วัน (อายุ 60-65 วัน) ก็ตัดดอกไปจำหน่ายได้ ซึ่งจะได้ประมาณ 10-12 ดอก ต่อต้น

หลังจากย้ายปลูกลงแปลงครบ 10 วัน หรือสังเกตจากดาวเรืองมีใบจริง จำนวน 3 คู่ ให้เด็ดยอดดาวเรืองออก เพื่อให้เกิดการแตกของกิ่งข้างของดาวเรือง โดยวิธีการเด็ดยอดคือ ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งจับตรงโคนของยอดดาวเรือง ยอดบนสุด แล้วเด็ดยอดออก พยายามเด็ดยอดให้ชิดโคนยอดและให้ยอดหลุด อย่าให้เกิดบาดแผลจากการเด็ดยอด (การเด็ดยอดดาวเรือง ควรเด็ดยอดในช่วงเช้า เนื่องจากดาวเรืองจะอวบน้ำอยู่ และหลังจากเด็ดยอดควรพ่นยาป้องกันกำจัดเชื้อรากลุ่มไดเทน) หลังจากเด็ดยอดแล้ว ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-0-0 อัตรา 2 กรัม (1 ช้อนชา) ต่อต้น โดยหว่านปุ๋ยรอบโคนต้น ห่างจากโคนต้นประมาณ 20 เซนติเมตร (หนึ่งฝามือ) พร้อมกับพูนโคนและกำจัดวัชพืช (ในช่วงนี้หากเป็นฤดูฝนให้เริ่มทำค้างสำหรับป้องกันต้นดาวเรืองล้ม เพราะหากทำค้างดาวเรืองเกินไปจากช่วงนี้ รากของดาวเรืองจะเจริญเติบโตมาก จะทำให้การทำไม้หลักปักค้างดาวเรืองโดนใส่รากดาวเรือง หลังจากย้ายปลูก 35-40 วัน (เริ่มเห็นตุ่มดอก) ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-0-0 อัตรา 2 กรัม (1 ช้อนชา) ต่อต้น ร่วมกับปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 1 กรัม (ครึ่งช้อนชา ต่อต้น) โดยหว่านปุ๋ยรอบโคนต้น ห่างจากโคนต้นประมาณ 20 เซนติเมตร (หนึ่งฝามือ) พร้อมกับพูนโคนและกำจัดวัชพืช ในกรณีที่ต้องใช้ปุ๋ย 2 สูตร รวมกัน ให้ผสมก่อนแล้วค่อยใส่ลงในแปลง เช่น ผสมปุ๋ย 15-0-0 อัตรา 1,000 กรัม (1 กิโลกรัม) รวมกับปุ๋ย สูตร 0-0-16 อัตรา 500 กรัม (ครึ่งกิโลกรัม) สามารถนำไปใช้กับต้นดาวเรืองได้ทั้งหมด 500 ต้น ต้นละ 3 กรัม ในกรณีที่ไม่สามารถหาปุ๋ย สูตร 15-0-0 หรือ 0-0-60 ได้ ให้ใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 แทนโดยใช้ในอัตรา 3 กรัม (ครึ่งช้อนโต๊ะ) ต่อต้น ทั้ง 2 ระยะ หลังการให้ปุ๋ยจะต้องให้น้ำตามทุกครั้งเสมอ การพ่นปุ๋ยทางใบและอาหารเสริม ช่วงหลังจากย้ายปลูก 35-40 วัน (ช่วงเป็นตุ่มดอก) ให้เริ่มพ่นอาหารเสริมพวกแคลเซียมโบรอน และอาหารเสริมต่างๆ ยกเว้นธาตุอาหารเสริมกลุ่มที่เป็นธาตุเหล็ก (Fe) โดยพ่นทุกๆ 3-4 วัน ก่อนที่ตุ่มดอกจะเริ่มเห็นสีดอก ช่วงหลังจากย้ายปลูกแล้ว ประมาณ 70-75 วัน (เก็บดอกแล้ว ประมาณ 3-4 มีด) ให้พ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 2:2:3 (N:P:K) เช่น ปุ๋ยทางใบ สูตร 20:20:30 โดยพ่นทุก 5-7 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง หลังจากพ่นครั้งแรก การให้น้ำ ดาวเรืองเป็นพืชที่ชอบการให้น้ำในลักษณะให้น้อยๆ แต่บ่อยๆ ครั้ง หรือชอบชื้นแต่ไม่ชอบแฉะและน้ำท่วมขัง

ประโยชน์

ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจมากชนิดหนึ่ง นอกจากจะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ ได้อีกด้วย การนำดาวเรืองไปใช้ประโยชน์ สรุปได้ดังนี้

ปลูกประดับเพื่อความสวยงาม ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่มีความสวยงาม กลีบดอกสีเหลืองเรียงอัดกันแน่น และมีอายุการใช้งานนาน ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับปลูกเพื่อประดับอาคารบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดความเพลิดเพลินตา สบายใจ

ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์ในการป้องกันแมลง เนื่องจากดาวเรืองเป็นสารที่มีกลิ่นเหม็น (ฉุน) แมลงไม่ชอบ จึงสามารถใช้เป็นเกราะป้องกันแมลงให้แก่พืชอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ รากของดาวเรืองยังมีสารชนิดหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณไส้เดือนฝอยในดินได้

ปลูกเพื่อจำหน่าย

ใช้ทำพวงมาลัย ปัจจุบัน นิยมนำดาวเรืองมาร้อยพวงมาลัยกันมาก ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยไหว้พระ หรือพวงมาลัยสำหรับคล้องคอในงานพิธีต่างๆ การตัดดอกดาวเรือง สำหรับใช้ประโยชน์ในด้านนี้จะต้องให้มีก้านดอกสั้น หรือเหลือเฉพาะดอก

ใช้ปักแจกัน เนื่องจากดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่มีลักษณะกลมเรียงตัวกันแน่นเป็นระเบียบและมีสีสันสวยงาม จึงมีคนนิยมนำมาปักแจกันมาก ไม่ว่าจะเป็นแจกันตั้งตามโต๊ะรับแขก ตามหิ้งพระ หรือแจกันประกอบโต๊ะหมู่บูชา การตัดดอกดาวเรืองเพื่อนำมาปักแจกันนี้ควรตัดให้มีก้านดอกยาว ประมาณ 18-20 นิ้ว มัดดอกดาวเรืองเป็นกำๆ แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อเพื่อให้ดอกดาวเรืองคงความสดอยู่ได้นานๆ

การปลูกลงกระถางหรือถุง เพื่อประดับอาคารสถานที่ ปัจจุบัน มีการนำกระถางหรือถุงดาวเรืองมาประดับอาคารสถานที่กันมากขึ้น เพราะสามารถใช้ประดับไว้เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีต่างๆ เช่น งานนิทรรศการ งานพระราชทานปริญญาบัตร หรือแม้แต่งานพิธีตามอาคารบ้านเรือน การปลูกดาวเรืองเพื่อใช้ประโยชน์ ในด้านนี้ก็เหมือนกับการปลูกดาวเรือง โดยทั่วไป เพียงแต่เป็นการปลูกลงในกระถางหรือถุง แทนที่จะปลูกลงในแปลงดอก ดาวเรืองเริ่มบานก็นำไปใช้ประโยชน์หรือ จำหน่ายได้

จำหน่ายให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ เนื่องจากดาวเรืองเป็นพืชที่มีสารแซธโธฟีลสูง เมื่อตากให้แห้งจะสามารถนำไปเป็นส่วนผสมอาหารสัตว์ได้ดี โดยเฉพาะอาหารของไก่ไข่ จะทำให้ไข่แดงมีสีแดงสดใสน่ากินยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพันธุ์ที่มีดอกสีส้มแดง

คุณชวิศ ได้ให้ข้อมูลการปลูกดาวเรืองว่า หลังจากที่ทราบแหล่งรับซื้อแล้ว จึงตัดสินใจกลับมาบ้านที่เกษตรสุข ตำบลแม่กา อำเภอเมืองพะเยา ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาพื้นที่การเกษตรของแม่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำ ข้าวที่ปลูกไม่ได้ผลเท่าที่ควร จึงตัดสินใจพลิกผืนนาปลูกดาวเรืองแทน จำนวน 5 ไร่ ดาวเรืองสามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในสภาพอากาศหนาวและร้อน แล้วแต่สายพันธุ์ หลังจากเพาะกล้าได้ 15 วัน ก็นำลงปลูกในแปลงใส่ปุ๋ยอินทรีย์ของคุณลุงที่ผลิตขายลงผสมในแปลงปลูก การให้น้ำใช้ระบบน้ำหยด ซึ่งสามารถใช้น้ำได้ประหยัด จนอายุครบ 45 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้ทุกวัน ราคาเริ่มที่ 30 สตางค์ ถึง 1 บาท ต่อดอก ต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าแรงงาน ค่าปุ๋ย ค่าน้ำ ค่าไฟ ราวๆ 60,000 บาท ต่อไร่ สามารถเก็บดอกขายได้เฉลี่ย ไร่ละ 100,000 บาท กำไร ต่อไร่ ประมาณ 40,000 บาท สร้างรายได้รวมระยะเวลาตลอดอายุของต้นดาวเรือง 4 เดือน จำนวน 200,000 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับการทำนาแล้ว ถือว่าสร้างรายได้งดงามหลายเท่าตัว สำหรับตลาด ทางคุณชวิศ ส่งขายที่ปากคลองตลาด โดยตัดดอกช่วงเช้า บ่ายคัดเกรดบรรจุกล่อง ฝากส่งทางรถขนส่งไปที่ปากคลองตลาด และจังหวัดใกล้เคียง โดยปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ปัญหาการปลูกดอกดาวเรือง คือในช่วงที่ดาวเรืองออกดอก หากประสบกับฝนตกและลมแรง จะทำให้ดอกหักเสียหาย เน่า ขายไม่ได้ ระยะต่อไปจะปรับไปปลูกในโรงเรือนเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว และจะปลูกในระบบอินทรีย์ งดการใช้สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของคนปลูกและผู้ที่นำดอกดาวเรืองไปใช้ประโยชน์

ผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ตามที่อยู่ หรือ โทร. (089) 266-2499

นาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ที่นครราชสีมา ทำชาวนายิ้ม ลดต้นทุนสูบน้ำ ข้าวแตกกอดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนฯ เกษตร

นาข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ที่นครราชสีมา ทำชาวนายิ้ม ลดต้นทุนสูบน้ำ ข้าวแตกกอดี

การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง เป็นเทคโนโลยีการจัดการน้ำในนาข้าวเพื่อให้เกิดความประหยัด สามารถผลิตข้าวได้แม้น้ำชลประทานมีจำกัด และสามารถนำมาใช้กับการเพาะปลูกข้าวได้ทั้งนาปีและนาปรัง โดยพบว่า สามารถลดปริมาณการใช้น้ำลงได้ถึง ร้อยละ 20-50 ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและสภาพอากาศ อีกทั้งยังช่วยลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการสูบน้ำได้อย่างน้อย ร้อยละ 30 นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มจำนวนรากของต้นข้าวให้มากขึ้น ทำให้สามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้ลดจำนวนการใส่ปุ๋ยน้อยลง ทำให้ประหยัดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง

เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนที่จัดเก็บในเขื่อน และปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ทำให้หลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งทั้งในและนอกเขตชลประทาน ส่งผลให้ต้องมีการบริหารน้ำอย่างเคร่งครัด ดังนั้น กรมการข้าว จึงมีโครงการขยายผลการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ เพิ่มในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลังที่ดำเนินการส่งเสริมในพื้นที่ภาคกลาง บริเวณ 22 จังหวัด ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จนมีผลออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สำหรับการขยายผลการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ มีเป้าหมายจะดำเนินการในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พะเยา ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ อุดรธานี หนองคาย ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ และนครราชสีมา ซึ่งจะเน้นเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ด้วยการจัดทำเป็นแปลงสาธิตการทำนาเปียกสลับแห้ง แปลงละ 5 ไร่ จำนวน 100 แปลง รวมพื้นที่ 500 ไร่ เกษตรกรที่เข้าร่วม ประมาณ 6,000 คน

ปีแรกและครั้งแรก ปลูกเปียกสลับแห้ง

นครราชสีมา เป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่องตามโครงการขยายผลที่กรมการข้าวจะดำเนินการ ที่สำคัญนับเป็นปีแรกและครั้งแรกของชาวนาในพื้นที่ที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งเพื่อการประหยัดน้ำ โดยมีศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมาเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ

นายธีระพงษ์ พุทธรักษา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวว่า พื้นที่ดำเนินการของจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย 2 อำเภอ ได้แก่อำเภอเมือง มีเกษตรกรเข้าร่วม 16 ราย พื้นที่ 278 ไร่ จัดทำแปลงสาธิต จำนวน 2 แปลง และอำเภอปักธงชัย มีเกษตรกรเข้าร่วม 24 ราย พื้นที่ 450 ไร่ จัดทำแปลงสาธิต จำนวน 3 แปลง โดยพันธุ์ข้าวที่ส่งเสริมให้เกษตรกรภายในโครงการปลูก เป็นพันธุ์ข้าวไม่ไวแสง พันธุ์ชัยนาท 1

ขณะที่ นายประสงค์ ศรีอ่อนหล้า นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในพื้นที่อำเภอเมืองนั้น ได้ดำเนินการส่งเสริมในพื้นที่บ้านท่ากระสัง ตำบลหัวทะเล อำเภอเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ โดยได้เข้ามาจัดตั้งเป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านท่ากระสัง สำหรับน้ำที่นำมาใช้ในการทำนาของบ้านกระสังนั้น จะใช้น้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียของเทศบาลเมืองนครราชสีมา

“โดยทางศูนย์ได้เข้ามาจัดประชุมในลักษณะเวทีชาวบ้าน ชี้แจงทำความเข้าใจ และรับผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ โดยจนถึงขณะนี้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 ที่ปลูกในแปลงสาธิต คาดว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ประมาณปลายเดือนเมษายนนี้

ขณะที่ นายวิรุจน์ ทาดี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวเสริมว่า การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งสำหรับในภาคกลางนั้น มีการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้กันมานานแล้ว แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องบอกว่าเป็นปีแรกที่เริ่มมีการนำองค์ความรู้นี้มาเผยแพร่ให้ชาวนาในพื้นที่ได้ลองปฏิบัติ ซึ่งการที่ชาวนาในพื้นที่จะให้การยอมรับนั้น คงต้องรอประมวลจากผลที่เกิดขึ้น ว่า ต้นทุนเป็นเท่าไร ประหยัดน้ำจริงหรือไม่ และได้ปริมาณผลผลิตข้าวมาน้อยแค่ไหน เมื่อเปรียบเทียบกับการทำนาตามปกติที่เคยทำกันมา

สำหรับเทคโนโลยีการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งที่นำมาทดลองดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาจนถึงขณะนี้ นายวิรุจน์ กล่าวว่า จากระยะเวลาที่ดำเนินการมาเป็นประมาณ 2 เดือน ได้เห็นถึงข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจ และอาจจะนำไปสู่การใช้เป็นแนวทางในการปรับวิธีการเพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่นาของจังหวัดนครราชสีมา

“ที่เห็นชัดตอนนี้ คือ ในพื้นที่นาของสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ 2 ราย ที่นาห่างกัน ประมาณ 1 กิโลเมตร ลักษณะดินในนาเหมือนกันคือ เป็นดินเหนียว แต่เมื่อไปดูน้ำใต้ดินจากท่อดูน้ำแล้วพบว่าแตกต่างกัน โดยรายหนึ่งเมื่อปล่อยน้ำออกจะพบว่ามีน้ำใต้ดินอยู่เหมือนกับในข้อแนะนำของการทำนาเปียกสลับแห้ง และเป็นลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในพื้นที่นาภาคกลาง แต่ขณะที่ชาวนาอีกรายพบว่า เมื่อน้ำในนาแห้ง แต่หน้าดินยังแสดงให้เห็นว่ายังเปียกอยู่ พอไปดูที่ท่อดูน้ำกลับไม่พบว่ามีน้ำใต้ดินอยู่เลย ตรงนี้หากชาวนาไม่ได้ดูและยึดตามข้อแนะนำ ก็จะคิดว่าในนาของตนเองยังมีน้ำใต้ดินอยู่ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่า ไม่มี ดังนั้น คงต้องมาดูว่าอาจต้องมีการปรับรอบการนำน้ำเข้านาให้เร็วขึ้นและมากกว่าเดิม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีความแตกต่างกันนั้น อาจจะจากสภาพที่ตั้งของพื้นที่นา เพราะของรายหนึ่งอยู่บนที่ดอนและไม่มีนาข้างๆ แต่อีกรายหนึ่งอยู่ในที่ลุ่มและมีนาข้างเคียงโดยรอบ”

นายวิรุจน์ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับอุปกรณ์สำคัญในการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง คือ ท่อดูน้ำ ซึ่งภายใต้การส่งเสริมตามโครงการได้มีการสนับสนุนท่อดูน้ำให้กับชาวนาที่เข้าร่วม โดยท่อดูน้ำนี้เป็นท่อ พีวีซี ขนาดความกว้าง 4 นิ้ว ยาว 25 เซนติเมตร ด้านข้างท่อเจาะด้วยสว่าน ห่างกันรูละ 5 เซนติเมตร

ท่อดูน้ำจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการสังเกตระดับน้ำใต้ดินในแปลง ซึ่งจะมีการฝังท่อไว้ตามจุดต่างๆ ของแปลงนา ให้ลึกลงไปในดิน ประมาณ 20 เซนติเมตร โดยให้ปากท่อโผล่พ้นดิน ประมาณ 5 เซนติเมตร จากนั้นควักดินภายในท่อออกให้หมด และใช้เป็นเครื่องสังเกตว่าชาวนาควรทดน้ำลงที่นาได้หรือยัง

“สำหรับจุดที่ฝังท่อดูน้ำ ทางศูนย์แนะนำให้ชาวนาสมาชิกฝัง จำนวน 6 จุด ต่อแปลง เหตุเพราะอยู่ที่สภาพการปรับพื้นที่นา ว่าทำได้ดีมีความเรียบเสมอกันทั้งพื้นที่หรือไม่ ถ้าเรียบสม่ำเสมอกันหมด จะฝังท่อเพียง 2-4 จุด ก็เพียงพอ แต่หากยังปรับพื้นที่ไม่เรียบ การฝังท่อประมาณ 6 จุด จะทำให้สามารถมองดูปริมาณน้ำใต้ดินได้ชัดเจนมากกว่า” นายวิรุจน์ กล่าว

ที่เห็นชัดๆ ชาวนาลดต้นทุนค่าสูบน้ำ ลดโรค

นายประเสริฐ แสนสุข ชาวนาเจ้าของแปลงสาธิตการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งของบ้านท่ากระสัง กล่าวเพิ่มเติมว่า จากที่ทำมาเป็นเวลาประมาณ 2 เดือนนี้ ที่เห็นชัดเลยจากวิธีการนี้คือ ต้นข้าวที่ปลูกด้วยวิธีเปียกสลับแห้งนี้ มีการแตกกอที่ดีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รากมีจำนวนมาก ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตดี อีกทั้งสามารถลดจำนวนการสูบน้ำลง หากทำในระบบปลูกข้าวแบบเดิมมาถึงตอนนี้ต้องสูบน้ำเข้านาแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 ครั้ง แต่การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งจนถึงขณะนี้ เพิ่งสูบน้ำเข้านาไปตอนเริ่มปลูกครั้งแรกครั้งเดียว

“ค่าสูบน้ำแต่ละครั้งนั้น จะเสียค่าน้ำมัน ประมาณ 200 บาท ดังนั้น ที่ชัดเจนตอนนี้เลยผมลดต้นทุนค่าน้ำมันลงไปได้แล้วประมาณ 1,000 กว่าบาท” นายประเสริฐ กล่าว

นอกจากนี้ นายประเสริฐ ยังบอกว่า ต้นข้าวที่ปลูกด้วยวิธีเปียกสลับแห้งนี้ มีการแตกกอที่ดีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ขณะที่ นายชม แก้วบุญพะเนา ชาวนาเจ้าของแปลงสาธิตการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้งของบ้านท่ากระสัง กล่าวว่า อีกสิ่งที่เห็นชัดเจนคือ ตั้งแต่มาปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง จนถึงขณะนี้ยังไม่พบปัญหาการเกิดขึ้นของโรคที่สำคัญในข้าว อย่างโรคไหม้ข้าวเลย อีกทั้งดินในนาก็ไม่เป็นหล่ม ซึ่งเป็นดินที่ยุบเพราะมีขี้โคลนเยอะ ทำให้รถไถไม่อยากเข้ามารับจ้างไถ เพราะต้องเปลืองน้ำมันมากขึ้น

ทั้งนี้ จากคำอธิบายของชาวนาแปลงสาธิตทั้ง 2 ต่างมีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า การปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง ที่กรมการข้าวนำเข้ามาส่งเสริมนี้ จะทำให้ได้รับผลผลิตที่ดีแน่นอน และน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ของการทำนาในพื้นที่ภาคอีสาน

บัวบก…แก้ช้ำใน ไม่ใช่ช้ำใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

พืชพื้นบ้าน เป็นทั้งอาหารและยา

สมิทธิชัย สุกปลั่ง

บัวบก…แก้ช้ำใน ไม่ใช่ช้ำใจ

ชื่อสามัญ : Asiatic pennywort ; Tiger herbal ; Magic herb ; ผักหนอก (อีสาน)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Centella asiatica

วงศ์ : UMBELLIFERAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : บัวบก เป็นไม้ล้มลุกครึ่งบกครึ่งน้ำ อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก อายุหลายปี ลำต้นจะมีไหลเลื้อยแตกออกข้างๆ ไปตามดิน ใบเป็นใบเดี่ยวๆ รูปคล้ายไต หรือบางทีกลมๆ ก็มี

ลักษณะการแตกของใบจะอยู่ตรงข้ามกัน (Simple opposite) อยู่ตามบริเวณข้อต้น ขอบใบมีรอยหยักสวยงาม หลังใบเรียบ ท้องใบมีขนอุยอ่อนๆ พอเซ็กซี่เล็กน้อย ขยี้ดูจะมีกลิ่นหอม โชยออกมาอย่างชัดเจน กลิ่นสะอาดๆ เฉพาะตัว ไม่มีอะไรเหมือน ดอกของเจ้าบัวบกจะออกเป็นช่อเล็กๆ สีม่วงอมแดง มี 5 กลีบ ลักษณะมองดูคล้ายร่มเหมือนพืชอื่นในวงศ์เดียวกัน เช่น ผักแว่น และถึงแม้ว่า บัวบก จะชอบขึ้นตามพื้นดินที่ชื้นแฉะ ภายใต้แสงรำไรๆ แต่เมื่อต้องเผชิญอยู่ท่ามกลางแสงแดดแรงกล้าก็ยังสามารถปรับตัวเจริญเติบโตอยู่รอดปลอดภัยได้ตามปกติเช่นกัน

เห็นนามสกุลนี้แล้ว เดาได้เลยว่าบ้านเดิมเขาอยู่ที่ไหน ก็อยู่ในทวีปเอเชียของเรานี่เอง มิใช่อื่นไกลที่ไหนกัน

หลายๆ ท่านคงคุ้นเคยกับสำนวนไทยแท้ๆ ที่ว่า “นอนซดน้ำใบบัวบก” ใช่ไหมครับ คนเอเชียโบราณเรานี่ เก่ง สมองปราดเปรื่องมีภูมิปัญญาลึกล้ำกว่าคนแถบยุโรปมาก โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับพืชผักสมุนไพรต่างๆ คนจีนเก่าๆรวมทั้งคนไทยเรารู้กันมานานแล้วว่า บัวบก นั้นมีสรรพคุณแก้อาการช้ำในได้อย่างชะงัดและเด็ดขาด (คนละเรื่องกับ ช้ำใจ นะ) หากช้ำใจอกหักจากการถูกหนุ่มๆ หลอกละก็ ทั้งอาบทั้งแช่ยังไม่ค่อยจะหายกันเลย นอกจากนี้ ยัง บรรเทาอาการร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ สมอง ช่วยความจำ เคยมีรายงานว่า อาสาสมัครที่ทดลองกินใบบัวบกเป็นประจำจะมีสมาธิจดจ่อกับเรื่องที่กำหนดให้ได้นานกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กิน และบัวบกยังช่วยกำจัดสารประเภทโลหะหนัก กับฤทธิ์ยาที่ตกค้างในร่างกายได้เป็นอย่างดี เพิ่มความยืดหยุ่นให้เส้นเลือดฝอย ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง (โรคความดันทุรังสูง ลดไม่ได้นะครับ) ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในใบและก้านของใบบัวบกจะประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่สำคัญยิ่ง 2 ตัว ค่อยๆ ตามมานะครับ มาดีคาสสิก แอซิด (Madecassic acid) เอเชียติก แอซิด (Asiatic acid) เจ้า 2 สหายเนี่ย จะช่วยกันแท็กทีม ตามไล่ล่า พิฆาต เชื้อแบคทีเรียในร่างกาย มีอำนาจในการสมานแผลอย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือแม้กระทั่งแผลจากการผ่าตัด ลบรอยแผลเป็น รักษาโรคเรื้อน แผลจากซิฟิลิส บำบัดอาการผมร่วง เส้นเลือดขอด ทำให้แผลกดทับแห้งและหายเร็วขึ้น บัวบกทั้งต้นสามารถนำมาสกัดเป็นแชมพู ครีมนวดศีรษะบำรุงเส้นผมให้ดกดำเงางาม บางตำราบอกไว้ว่าน้ำต้มใบบัวบกยังลดอาการเจ็บคอ ปากเปื่อย ปากเหม็น ได้อีกด้วย (ปากหมา ยังไม่มีรายงานครับ) ปัจจุบัน มีครีมที่สกัดจากบัวบกจำหน่ายบ้างแล้ว ลองซื้อหามาใช้กันดู

นอกจากนั้น บัวบก ยังมีทีเด็ดคือ ยังประกอบไปด้วย ไกลโคไซด์ (Glycoside) สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน (Collagen) ได้อีก อันนี้สาวๆ ไม่ว่าจะสาวมากสาวน้อยหรือเคยสาวได้ยิน หรือเห็นเข้าคงหูผึ่งกันเป็นแถวละสิ อิ อิ สนใจก็ทดลองทำกันดูครับ เดี๋ยวให้สูตร ไปหาซื้อบัวบกทั้งต้นมาสักสองสามกำ ล้างน้ำให้สะอาด โยนลงเครื่องปั่น หรือบดก็ได้ ใช้สำลีชุบทาหน้า พอกทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมงก่อนนอนเป็นประจำทุกคืน (หรือจะพอกทิ้งทั้งคืนไว้ถึงเช้าเลยก็ได้ ถ้าหากไม่กลัวคนนอนข้างๆ ยันด้วยนิ้วสั้นๆ) จะให้เพิ่มพลังซัก เอ๊ย! เพิ่มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ก็เหยาะน้ำผึ้งลงไปด้วยสักช้อนชาหนึ่ง คนให้ทั่วแล้วค่อยโบ๊ะ ทำแบบนี้ติดต่อกันสัก 15 วัน ริ้วรอยเหี่ยวย่น ตีนกา รอยขูดขีดบนใบหน้าจะลดลงอย่างชัดเจน หากใครลองทำดูแล้วริ้วรอยไม่ลดลงเลย หรือกลับเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าผิวหนังส่วนหน้าอาจจะหนาเกินไปแล้วละมั้งครับ 555 ใบบัวบก นำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง ทำเป็น ผักสลัด แต่งขอบจาน เป็นผักเคียงข้าง กินกับ ลาบ หลู้ (อาหารที่ประกอบด้วยเนื้อกับเลือดสดๆ ของวัวหรือควายทางอีสานบ้านเฮา) ก้อย เมี่ยงปลาเผา ขนมจีน ผัดไทย หรือจิ้มน้ำพริก ยิ่งคั้นสดทำเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ ใส่น้ำแข็งทุบก็อร่อย หอมสดชื่น กลิ่นเฟรชชี่ๆ ไม่ซ้ำใคร สีก็สวยเติมแต่งด้วยดอกกล้วยไม้สีหวานๆ สักดอก เสียบหลอดปักลงไป เก๋ไก๋ เท่ระเบิด เป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ผู้เขียนโปรดปรานเป็นการส่วนตัว แต่ไม่ค่อยจะมีเวลาทำเอง เจอที่ไหนเป็นต้องตรงรี่เข้าไปซื้อมาดื่มทันที บางทีก็แช่ตู้เย็นเก็บไว้ดื่มเวลากลับมาบ้านดึกๆ หายเหนื่อยหายเพลียเป็นปลิดทิ้งเลยครับ

ขอกระซิบอย่างเป็นกันเองเลยว่า น้ำบัวบก เหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานกลางคืน นักร้อง นักดนตรี คนขับแท็กซี่ ฯลฯเป็นอย่างยิ่ง เพราะสามารถลดหรือป้องกันอาการดีซ่าน จากการอดหลับอดนอน หรือนอนน้อยได้เป็นอย่างดี ในคัมภีร์อายุรเวทของอินเดียจัดว่าเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์ และเป็นยาอายุวัฒนะชั้นเยี่ยม หากใครกินใบบัวบกเป็นประจำติดต่อกัน ผิวพรรณ หน้าตามักดูอ่อนกว่าวัยร่วม 10 ปี เหมือนผู้เขียนนี่ไง ในบริเวณท้ายๆ หมู่บ้านที่ผู้เขียนอยู่ มีลุงขายของชำคนหนึ่งดื่มน้ำใบบัวบกประจำ แกเคยบอกว่า อย่าว่าแต่ปี๊บเลย ต่อให้ถังน้ำมัน 200 ลิตร ยังเตะซะกระเด็นเลย จริงรึไม่ ก็ลองดูกันเอาเอง ผู้เขียน ตอนนี้ไม่มีปี๊บเป็นของตัวเอง เลยยังไม่เคยพิสูจน์เหมือนกัน ใครมีปี๊บส่วนตัวก็ไปลองซะ แต่พึงระวังว่า อย่าไปทำอะไรพิลึกๆ ให้สมองกะสติปัญญาดูอ่อนกว่าวัยไปด้วยแล้วกัน ฮิ ฮิ

วิธีการปลูก ก็สุดแสนจะง่ายดายจัง เพียงแค่ตัดไหล (Stolon) หรือส่วนของลำต้นที่งอกออกมาเพื่อขยายพันธุ์ตามธรรมชาติเขาออกมาเป็นท่อนสั้นๆ สัก 3-4 นิ้ว เอาไปชำไว้ในทรายชื้นๆ หรือที่แฉะๆ ร่มรำไรๆ หากไม่มีที่จริงๆ ก็ปลูกในอ่างบัว กะละมัง ไห หรือถังแตกๆ ก็ได้ครับ ไม่นานก็แตกยอดแตกกอกันให้พรึ่บ โรคแมลง ศัตรู ก็ไม่ค่อยมีมากวนใจ หรือมีบ้างก็น้อย ให้ใช้สูตรเดียวกันกับฟักทองมาพ่นได้เลย อยากให้ปลูกกินกันเองมากกว่า เพราะบัวบก ตามตลาดมักจะปลูกกันตามใต้ถุนร้านกล้วยไม้ โดนทั้งปุ๋ยเคมี ทั้งยาปราบศัตรูพืชสารพัด ทางที่ดีปลูกเองแน่นอนปลอดภัยที่สุดครับ

ชาวนาสุรินทร์ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เพื่อลดต้นทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนฯ เกษตร

พิงค์บุ๊ก

ชาวนาสุรินทร์ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เพื่อลดต้นทุน

ทุกวันนี้ ต้นทุนค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง โดยเฉพาะค่าปุ๋ยเคมี ที่อยู่ในเกณฑ์สูง แต่ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดกลับชะลอตัวลดลง หากผลผลิตที่ปลูกได้ ขายไม่ได้ หรือขายได้ราคาต่ำ เกษตรกรก็อยู่ลำบากขึ้น เพราะรายรับไม่พอกับรายจ่าย ทางออกที่ดีที่สุดคือ ประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง เพื่อให้มีผลกำไรเหลืออยู่ในกระเป๋าได้มากที่สุด

วิถีชาวนา ตำบลสลักได

ในฉบับนี้จะขอพาไปเยี่ยมชมวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่บ้านตระแบก หมู่ที่ 4 ตำบลสลักได อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ ชุมชนแห่งนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ผลผลิตแต่ละปีไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณและการกระจายตัวของฝน เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่นอกพื้นที่เขตชลประทาน ปลูกข้าวนาน้ำฝนได้เพียงปีละครั้ง ส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิเป็นหลัก

หลายสิบปีที่ผ่านมา ชาวนาในท้องถิ่นนี้ปลูกข้าวโดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมาตลอด ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไรต่ำ เนื่องจากสภาพดินเสื่อมโทรม มีความเป็นกรดค่อนข้างสูง ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูกพืช เนื่องจากเกิดจากการตกค้างของสารเคมี ปุ๋ยเคมี ที่มีการใช้อย่างไม่ระมัดระวังและต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินตายไป ทำให้สภาพดินเสื่อมโทรม ขาดการบำรุงดิน มีอินทรียวัตถุในดินต่ำ ผลผลิตข้าวต่อไร่มีปริมาณต่ำ เฉลี่ยไร่ละ 400 กิโลกรัม เท่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อปากท้องและรายได้ของเกษตรกรในวงกว้าง

ปี 2557 ชาวบ้านจึงรวมตัวกัน จัดตั้ง “กลุ่มเกษตรอินทรีย์” เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว เริ่มจากหันมาทำนาอินทรีย์พร้อมกับทำปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เอง ประจวบเหมาะกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีโครงการ “1 ตำบล 1 ล้านบาท” เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ทำให้เกิดโครงการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชุมชน สร้างรายได้และลดต้นทุนการผลิต เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ของชุมชนแห่งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพึงพอใจของทุกฝ่าย เนื่องจากการดำเนินงานปีแรกสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ 54 ตัน ขายปุ๋ยให้สมาชิกในราคากิโลกรัมละ 4 บาท สร้างเม็ดเงินสะพัดในท้องถิ่นกว่า 200,000 บาท รายได้จากการจำหน่ายปุ๋ยทางกลุ่มฯ จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับผลิตปุ๋ยในรุ่นต่อไป

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นับเป็นการปรับตัวสู้วิกฤตได้อย่างยั่งยืน เพราะได้ผลกำไรที่ดี 2 ต่อ ข้อแรก คือ ผลิตปุ๋ยใช้เอง เท่ากับลดรายจ่ายของเกษตรกร ข้อที่ 2 คือ สร้างโอกาสขายสินค้าข้าวอินทรีย์ได้มากขึ้น เนื่องจากทุกวันนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัวสนใจบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ ดังนั้น ข้าวอินทรีย์ ของชุมชนแห่งนี้ จะขายได้ราคาที่ดี และเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก

สูตรปุ๋ยอินทรีย์ ตำบลสลักได

ป้าจันทรา สำเร็จดี วัย 53 ปี หนึ่งในชาวนาที่เข้าร่วมกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในชุมชนแห่งนี้ เล่าว่า การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อแก้ปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรม จะใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาเทกอง เช่น 1. มูลสัตว์ 100 กิโลกรัม 2. แกลบดิบ 100 กิโลกรัม 3. แกลบดำ 100 กิโลกรัม 4. รำอ่อน 10 กิโลกรัม 5. กากน้ำตาล 20 ซีซี (ช้อนโต๊ะ) 6. น้ำหมักชีวภาพ 20 ซีซี (ช้อนโต๊ะ) 7. น้ำสะอาด 100 ลิตร

เมื่อเตรียมวัสดุครบถ้วน เกษตรกรจะนำแกลบดิบ แกลบดำ มูลสัตว์ รำละเอียด ผสมให้เข้ากันก่อน หลังจากนั้นจะผสมน้ำหมักชีวภาพกับกากน้ำตาล น้ำ 10 ลิตร ที่เตรียมไว้ ใส่บัวรดน้ำราดบนกองมูลสัตว์กับแกลบให้ชุ่ม คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปุ๋ยหมักจะมีความชื้น ประมาณ 50% หมักปุ๋ยทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน คลุมด้วยกระสอบป่านหรือผ้าใบ เมื่อปุ๋ยเกิดความร้อนให้กลับกองปุ๋ย 1-2 ครั้ง ต่อวัน หากสังเกตพบว่า ปุ๋ยหมักเกิดราสีขาว แสดงว่าจุลินทรีย์กำลังย่อยสลาย เมื่อหมักปุ๋ยครบ 7 วัน ชาวบ้านจะกรอกปุ๋ยใส่กระสอบที่เตรียมไว้ อัตราบรรจุ กระสอบละ 25 กิโลกรัม ก่อนนำไปจัดที่โรงเก็บปุ๋ย เพื่อรอการจำหน่ายต่อไป

“เมื่อต้องการนำปุ๋ยอินทรีย์ไปใช้งานในแปลงนา เกษตรกรจะนำปุ๋ยอินทรีย์ไปผสมดินก่อน จึงค่อยไถกลบตอซังก่อนหว่านเมล็ดข้าว เมื่อต้นข้าวเติบโต สูงประมาณ 1 นิ้ว จึงค่อยใส่ปุ๋ยอีกครั้งเพื่อบำรุงต้น เมื่อต้นข้าวโตเต็มที่จะให้ผลผลิตที่ดี ปริมาณข้าวต่อรวงสูงมาก เมล็ดข้าวแข็งแรง ไม่แตกหักง่าย แถมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของข้าวหอมมะลิเมืองสุรินทร์ ซึ่งแตกต่างจากข้าวหอมมะลิที่ปลูกโดยใช้ปุ๋ยเคมี พบว่า เมล็ดข้าวไม่ค่อยมีกลิ่นหอม แถมเมล็ดข้าวมีสีออกคล้ำ ไม่น่ารับประทาน” ป้าจันทรา กล่าวในที่สุด

การทำปุ๋ยหมักคุณภาพสูง โดยไม่กลับกอง

ปัจจุบัน การผลิตพืชผักมีปัญหามาตลอด เพราะเกษตรกรผู้ผลิตขาดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมและใช้สารเคมีเกษตรและปุ๋ยเคมีกันมากขึ้น เพื่อป้องกันและกำจัดโรคและแมลง ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลจากสารพิษตกค้างในพืชผัก และเกิดปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นพิษตามมา ทั้งนี้ ประเทศไทยมีวัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น เศษพืช ใบไม้ ผักตบชวา ฟางข้าว ต้นข้าวโพด ถั่วต่างๆ แกลบ กากอ้อย ประมาณ 80 ล้านตัน ต่อปี ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่นำวัสดุดังกล่าวเผาทิ้ง จึงเป็นสาเหตุประการหนึ่งทำให้เกิดปัญหาสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมและภาวะโลกร้อนตามมา

คุณวุฒิชัย ทองดอนแอ นักวิชาการเกษตร ชำนาญการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยและเรือนปลูกพืชทดลอง คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม โทร. (081) 944-3805 จึงออกมาเรียกร้องให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีการทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง โดยนำวัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมาทำปุ๋ยหมักคุณภาพสูง และลดปริมาณขยะอินทรีย์ รักษาสภาพแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน

ปุ๋ยหมักที่จำหน่ายในท้องตลาดหรือที่เกษตรกรผลิตใช้เองในบางครั้ง อาจมีคุณภาพไม่คงที่ ธาตุอาหารหลักมากบ้าง น้อยบ้างตามวัตถุดิบ ทำให้ไม่ตอบสนองต่อการเจริญเติบโตของพืชในระยะต่างๆ โดยทั่วไป ในระยะแรกของการเติบโต พืชต้องการธาตุไนโตรเจนสูงสำหรับการเจริญเติบโต ช่วงออกดอกต้องการแร่ธาตุฟอสฟอรัส ช่วงออกผล ต้องการแร่ธาตุโพแทสเซียม ดังนั้น เกษตรกรจึงควรศึกษาเรียนรู้ว่าวัตถุดิบมีธาตุอะไรบ้าง เพื่อปรับสูตรให้เหมาะสมกับพืช ก่อนการผลิตปุ๋ยหมักแต่ละสูตร ควรนำธาตุอาหารในวัตถุดิบมาคำนวณ เพื่อกำหนดปริมาณและชนิดของวัตถุดิบที่จะใช้

คุณวุฒิชัย ยกตัวอย่างปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในวัตถุดิบแต่ละประเภท ยกตัวอย่าง เช่น

กลุ่มมูลสัตว์ ประเภท มูลค้างคาว มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.05) : P (14.82) : K (1.84) มูลไก่ มีปริมาณธาตุอาหาร N (3.77 ) : P (1.89) : K (1.76) มูลกระบือ มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.23) : P (0.55) : K (0.69) มูลโค มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.91) : P (0.56) : K (1.40) มูลสุกร มีปริมาณธาตุอาหาร N (2.80) : P (1.36) : K (1.18)

กลุ่มพืช ประเภท ถั่วเหลือง มีปริมาณธาตุอาหาร N (2.71) : P (0.56 ) : K (2.47) ใบก้ามปู มีปริมาณธาตุอาหาร N (2.10) : P (0.09) : K (0.40) ผักตบชวา มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.55 ) : P (0.46) : K (0.49) ใบกระถินณรงค์ มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.58 ) : P (0.10) : K (0.40) ฟางข้าว มีปริมาณธาตุอาหาร N (0.59 ) : P (0.08) : K (1.72) ซังข้าวโพด มีปริมาณธาตุอาหาร N (1.78) : P (0.25) : K (1.53), (ดูเพิ่มเติมได้จากตารางแสดงปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในวัตถุดิบแต่ละประเภท)

นอกจากนี้ คุณวุฒิชัย ได้แนะนำการผลิตปุ๋ยหมัก 3 สูตร สำหรับ

สูตรที่ 1 ให้เตรียมวัตถุดิบ 100 กิโลกรัม แบ่งเป็น มูลวัว (แห้ง) 75 กิโลกรัม แกลบดิบ 5 กิโลกรัม แกลบดำ 5 กิโลกรัม กระถินสับแห้ง 5 กิโลกรัม รำละเอียด 10 กิโลกรัม

สูตรที่ 2 เตรียมวัตถุดิบ 100 กิโลกรัม แบ่งเป็น มูลโค (แห้ง) 50 กิโลกรัม มูลสุกร (แห้ง) 30 กิโลกรัม แกลบดิบ 10 กิโลกรัม กระถินสับ 10 กิโลกรัม และ

สูตรที่ 3 เตรียมวัตถุดิบ 100 กิโลกรัม แบ่งเป็น มูลโค (แห้ง) 40 กิโลกรัม มูลสุกร (แห้ง) 40 กิโลกรัม แกลบดิบ 10 กิโลกรัม กระถินสับ 10 กิโลกรัม

เมื่อตัดสินใจได้ว่า อยากทำปุ๋ยสูตรไหน และเตรียมวัสดุได้ครบตามสูตรแล้ว จึงค่อยเตรียมน้ำผสม โดยใช้หัวเชื้อน้ำหมัก 2 ลิตร กากน้ำตาล 10 ลิตร น้ำสะอาด 200 ลิตร และนำน้ำผสมแล้วมาเทราดกองปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้มีความชื้น ประมาณ 40% เมื่อทำเสร็จจนครบทุกขั้นตอนการทำปุ๋ยหมัก จึงค่อยตักปุ๋ยหมักใส่ถุง น้ำหนัก 25 กิโลกรัม ต่อถุง ตั้งเปิดปากถุงเรียงเป็นแถวโดยไม่กลับกอง หมักอยู่ในถุงประมาณ 15 วัน จนเนื้อปุ๋ยหมักเย็น ไม่มีความร้อน จึงจะนำไปใส่ต้นพืชได้

หลักในการพิจารณาปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้ว คุณวุฒิชัย แนะนำให้ดูจาก

1. สีของปุ๋ยหมัก จะเริ่มเข้มขึ้นกว่าเมื่อเริ่มกอง อาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

2. อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยหมัก เมื่อเริ่มกองใหม่ๆ จะร้อนมาก เมื่อกองไป 3-5 วัน ความร้อนจะลดลง เมื่ออุณหภูมิภายในและภายนอกกองไม่แตกต่างกัน จนกองปุ๋ยหมักเย็น ใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน

3. สังเกตกลิ่นของปุ๋ยหมัก ถ้าเป็นปุ๋ยหมักใช้ได้ ปุ๋ยหมักจะมีกลิ่นคล้ายกลิ่นของดินตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของปุ๋ยหมักที่แนะนำก็คือ

1. มีอัตราส่วนสารประกอบคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N ratio) ไม่มากกว่า 20 : 1

2. เกรดปุ๋ยไม่ควรต่ำกว่า 1-1-0.5 (%ของ N, P2O5, K2O ตามลำดับ)

3. ความชื้นและสิ่งที่ระเหยได้ ไม่ควรมากกว่า 35-40% (โดยน้ำหนัก)

4. ปริมาณอินทรียวัตถุ ประมาณ 30-60% (โดยน้ำหนัก)

5. ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 6.0-7.5

6. ปุ๋ยหมักที่ใช้ได้แล้ว ต้องไม่มีความร้อนหลงเหลืออยู่

7. ปุ๋ยหมักที่ดี ต้องปราศจากเชื้อโรคทุกชนิด

8. ปุ๋ยหมักที่ดี ต้องไม่มีกลิ่น

สำหรับปุ๋ยหมักทั้ง 3 สูตร ข้างต้น คุณวุฒิชัย ได้แนะนำวิธีการใช้ประโยชน์ปุ๋ยหมักในแปลงเพาะปลูกว่า สำหรับพืชผัก ควรใช้ปุ๋ยหมักคลุกบนแปลงปลูก ในอัตรา 200 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใช้ปุ๋ยหมักรองก้นหลุมก่อนปลูก หรือย้ายต้นกล้าอัตรา 1-2 กำมือ ต่อหลุม ต่อต้น ทั้งนี้ ควรใส่ปุ๋ยหมักในกลุ่มพืชผักและข้าวโพดฝักอ่อน ประมาณ 2 ครั้ง ต่อรุ่น หากเป็นกลุ่มไม้ผล ควรใส่ปุ๋ยหมักอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ในอัตรา 1-2 ตัน ต่อไร่ ควรใส่ที่โคนต้นรอบทรงพุ่ม โดยคำนวณ จากต้นไม้ผลในแปลง แบ่งใส่เท่าๆ กัน ในอัตราที่กำหนด

“การผลิตปุ๋ยหมักทั้ง 3 สูตร เมื่อนำไปใช้ประโยชน์ในแปลงเพาะปลูก จะช่วยเพิ่มธาตุอาหารแก่พืช ในลักษณะต่อเนื่อง ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพและคุณสมบัติทางเคมีของดิน ที่สำคัญยังช่วยเพิ่มผลผลิตพืชและช่วยลดต้นทุนการผลิตได้เป็นอย่างดี” คุณวุฒิชัย ทองดอนแอ กล่าวในที่สุด