ชมสวน “ชมพู่-มะเฟือง อินทรีย์” ของ ประกฤติ เกิดมณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

ชมสวน “ชมพู่-มะเฟือง อินทรีย์” ของ ประกฤติ เกิดมณี

ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปท่องเที่ยววิถีสวนเกษตรอินทรีย์ ของ “ลุงประกฤติ เกิดมณี” หนึ่งในตัวอย่างเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล ที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรระบบอินทรีย์ และใช้ “ตลาดสุขใจ” เป็นช่องทางกระจายสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพดีสู่มือผู้บริโภค

ระยะหลัง กระแสรักสุขภาพของผู้คนในสังคมเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ คุณอรุษ นวราช เจ้าของโครงการ “สามพรานโมเดล” หันมาโปรโมตส่งเสริมการท่องเที่ยวแหล่งผลิตพืชผักผลไม้อินทรีย์ในพื้นที่อำเภอสามพราน ซึ่งสวนผลไม้อินทรีย์ ของ ลุงประกฤติ เป็นหนึ่งในจุดเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ที่ผู้มาเยือนมีโอกาสสัมผัสบรรยากาศการล่องเรือโฟมไปตามร่องสวนเพื่อเรียนรู้วิธี การดูแล การเก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมเลือกซื้อผลไม้อินทรีย์กลับบ้านกันอย่างสนุกสนาน

“หยุดใช้สารเคมี” เพื่อชีวิตปลอดภัย

ลุงประกฤติ เกิดมณี เกิดในครอบครัวชาวสวนย่านคลองจินดา เรียนรู้การปลูกผัก ผลไม้ โดยใช้สารเคมีตามรอยพ่อแม่ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ จวบจนอายุ 30 กว่า ก็พบว่าร่างกายเจ็บป่วยอ่อนเพลียโดยไม่มีสาเหตุ หมอเจาะเลือดไปตรวจ ก็พบว่า มีสารเคมีตกค้างในกระแสเลือดสูงมาก หากไม่หยุดการใช้สารเคมี สุขภาพจะยิ่งย่ำแย่ลงไปเรื่อยๆ และอาจถึงตายได้ ลุงประกฤติ เริ่มปรับการผลิตผลไม้เข้าสู่มาตรฐาน เกษตรปลอดภัย (GAP) เมื่อปี 2549 หลังจากนั้นจึงค่อยยุติการใช้สารเคมีทั้งหมด ก่อนปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน

“เก่ง” ทายาทรับช่วงกิจการ

ทุกวันนี้ ลุงประกฤติและภรรยามีความสุขมาก เพราะลูกชายคนเล็ก วัย 35 ปี ชื่อ “คุณเก่ง-บัณฑิต เกิดมณี” ยอมทิ้งตำแหน่งผู้จัดการบริษัทที่มีค่าตอบแทนหลักแสนบาทต่อเดือน มาช่วยพ่อแม่ทำสวนผลไม้อินทรีย์อย่างเต็มตัว คุณเก่ง เรียนจบด้านวิศวะไฟฟ้า เคยทำงานบริษัทเอกชนหลายแห่ง ในตำแหน่งวิศวกรไฟฟ้า ก่อนจะรับตำแหน่งผู้จัดการหลายบริษัท เช่น ซีพีออลล์ บริษัท มาลีสามพราน ฯลฯ ที่มีรายได้หลักแสนต่อเดือน

คุณเก่ง ยินยอมลาออกจากงานที่กำลังเติบโตก้าวหน้า เพราะต้องการทำงานใกล้ชิดพ่อแม่ ได้อยู่กับธรรมชาติ และได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ต้องรับคำสั่งเป็นลูกน้องใคร เป็นแค่เจ้านายตัวเอง เขาไม่ห่วงกังวลเรื่องตัวเลขรายได้ เพราะช่วงฤดูผลไม้อินทรีย์ออกเยอะ ก็มีรายได้เข้ากระเป๋าหลายแสนบาท มากกว่าเงินเดือนที่เคยได้รับเสียอีก

ชมพู่ทับทิมจันท์…

แหล่งรายได้หลัก

พื้นที่ทำกิน เนื้อที่ 7 ไร่ แห่งนี้ ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ปลูกผลไม้อินทรีย์ผสมผสานหลายชนิดในแปลงเดียวกัน เช่น ชมพู่ทับทิมจันท์ มะเฟือง บี 17 ฝรั่ง มะม่วง กระท้อน มะพร้าวน้ำหอม ฯลฯ โดยแหล่งรายได้ของสวนแห่งนี้ มาจากผลไม้สำคัญคือ “ชมพู่ทับทิมจันท์” ปลูกในลักษณะแปลงยกร่อง ปลูกต้นชมพู่ ในระยะห่าง ประมาณ 3 วา และปลูกต้นฝรั่งอินทรีย์บริเวณขอบแปลงยกร่อง โดยโน้มต้นฝรั่งให้ออกมาแนวร่องน้ำ เพื่อไม่ให้ลำต้นเบียดบังแสงของต้นชมพู่ทับทิมจันท์

ชมพู่ทับทิมจันท์ ปลูกจำนวน 200 ต้น ขณะนี้ต้นที่เติบโตสมบูรณ์ให้ผลผลิตแล้วมีจำนวน 160 ต้น โดยทั่วไป ต้นชมพู่ทับทิมจันท์หลังปลูก ประมาณ 18-24 เดือน ก็จะเริ่มเก็บผลผลิตออกขายได้เฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง จะทยอยเก็บผลผลิตเข้าสู่ตลาด ประมาณ 5 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม-พฤษภาคม หลังห่อผล รอไปอีก 20 วัน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้ทุกสัปดาห์ เมื่อปีที่แล้วมีรายได้ สัปดาห์ละ 10,000-20,000 บาท หรือเดือนละ 200,000 กว่าบาท หักค่าใช้จ่ายแล้วยังเหลือผลกำไรก้อนโต เพราะค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นต้นทุนค่าแรงงานภายในครอบครัว

สวนแห่งนี้ยังมีสินค้าขายดีอีกชนิดคือ ชมพู่เพชรสามพราน ที่มีลักษณะเด่น คล้ายชมพู่เพชร แต่ผลโตผิวมันสีเขียวอมชมพู เนื้อกรอบ รสชาติหวาน อร่อย ติดลูกเป็นช่อๆ ช่อละ 5-6 ผล ลุงประกฤติ ได้กิ่งพันธุ์ต้นชมพู่เพชรสามพราน จากต้นแม่เพียงต้นเดียว เป็นต้นเก่าแก่ซึ่งปลูกอยู่ที่บ้านน้าของคุณลุง จึงนำมาปลูกขยายพันธุ์เพื่อรักษาสายพันธุ์ชมพู่เพชรสามพรานให้เป็นมรดกแก่ท้องถิ่นต่อไป ปัจจุบัน สามารถเก็บผลผลิตชมพู่เพชรสามพรานออกขายสัปดาห์ละ 150 กิโลกรัม นำไปวางขายที่ตลาดสุขใจ ในราคากิโลกรัมละ 50-70 บาท ขณะที่ชมพู่สายพันธุ์อื่นๆ ซื้อขายในราคากิโลกรัมละ 30-40 บาท

มะเฟือง บี 17 ขายดีตลอดทั้งปี

หากเปรียบ “ชมพู่ทับทิมจันท์” คือสินค้าที่เชิดหน้าชูตา ระดับพระเอกในสวนแห่งนี้ มะเฟือง บี 17 ก็เปรียบเสมือนนางเอก ที่สร้างรายได้หลักตลอดทั้งปี สวนแห่งนี้ปลูกต้นมะเฟืองมานานกว่า 40 ปี เริ่มจากปลูกมะเฟืองพันธุ์ไทย ที่มีรสชาติหวานอร่อย แต่มีจุดอ่อนคือ เน่าเสียได้ง่าย จึงเปลี่ยนมาเสียบยอดใหม่เป็นมะเฟือง พันธุ์ บี 17 แทน ประมาณ 300 กว่าต้น ทุกวันนี้ ต้นมะเฟือง บี 17 ให้ผลผลิตคุณภาพดีตรงตามความต้องการของตลาด มะเฟือง บี 17 ขนาดผลใหญ่ เฉลี่ย 3-4 ผล ต่อกิโลกรัม มีรสชาติอร่อย มีผลผลิตตลอดทั้งปี เฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท ช่วงฤดูมะเฟือง อยู่ประมาณสิงหาคม-ตุลาคม จะให้ผลผลิตดกมาก เคยใช้ถุงห่อผลครั้งละ 50,000 ผล ทีเดียว

หลักการดูแลสวนผลไม้อินทรีย์

คุณเก่ง บอกว่า แปลงปลูกชมพู่ จะใส่ปุ๋ยขี้ไก่บำรุงต้นในช่วงต้นปี เมื่อต้นชมพู่เริ่มผลิดอกออกผลจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ของ ปฐมอโศก เพื่อช่วยบำรุงผลอีกทางหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวประมาณช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จะใส่ปุ๋ยขี้ไก่อีกครั้ง โดยหว่านรอบทรงพุ่มต้นชมพู่ เพื่อบำรุงต้นชมพู่ให้สมบูรณ์ แข็งแรง พร้อมให้ผลผลิตในรุ่นต่อไป แต่ละปีจะใส่ปุ๋ยขี้ไก่ในแปลงปลูกชมพู่ ประมาณ 150 กระสอบ

หลังเลิกใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี สภาพดินในสวนก็ปรับตัวดีขึ้น ไม่มีปัญหาดินกรด ดินด่าง เหมือนในอดีต ทุกวันนี้ คุณเก่งใช้ปุ๋ยคอกประเภทปุ๋ยขี้ไก่ใส่บำรุงดินเท่านั้น ก็ช่วยให้สภาพดินดีขึ้น ต้นไม้เจริญเติบโต แข็งแรงตามธรรมชาติ ชมพู่ทับทิมจันท์ที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์จะมีผลขนาดใหญ่กว่าปกติ เนื้อแห้ง กรอบ และมีรสหวานโดนใจผู้บริโภคมากกว่าชมพู่ที่ปลูกดูแลด้วยสารเคมี เนื้อชมพู่มักฉ่ำน้ำ แถมเน่าเสียได้ง่าย

ในอดีตชมพู่ทับทิมจันท์ที่ปลูกโดยใช้สารเคมี ขายส่งในราคากิโลกรัมละ 10-20 บาท เมื่อปรับดูแลในระบบผลไม้อินทรีย์ ก็ขายผลผลิตในราคาสูงขึ้น เฉลี่ยกิโลกรัมละ 70-80 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่ต่างติดใจรสชาติความอร่อยของชมพู่อินทรีย์ วางขายที่ตลาดสุขใจสามพราน ผลผลิตมีมากเท่าไหร่ ก็ขายได้หมด ตอนนี้เริ่มมีห้างสรรพสินค้าสั่งซื้อชมพู่และมะเฟือง บี 17 ไปวางขายในห้าง ไม่ต่ำกว่า วันละ 300 กิโลกรัม

กำจัดแมลงศัตรูพืช

ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

คุณเก่ง บอกว่า สวนผลไม้อินทรีย์มักมีโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวนบ่อยกว่าสวนที่ปลูกด้วยการใช้สารเคมี จึงทำน้ำหมักชีวภาพจากภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ดูแลป้องกันโรคและแมลง วิธีทำก็แสนง่าย เช่น

สูตรแรก คุณเก่ง จะนำผลหมากสุกสีแดงที่คนแก่ชอบกิน นำมาทุบเอาเปลือกหมากออกก่อน แล้วจึงค่อยนำเปลือกหมากมาหมักแช่เหล้าขาว ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จะได้น้ำหมักที่มีกลิ่นเหม็นมาก ให้นำไปฉีดพ่นไม้ผลที่กำลังมีผลผลิต แมลงผลไม้จะเกิดอาการเมาจนถึงขั้นตายในที่สุด

สูตรที่สอง คุณเก่ง แนะนำให้ใช้ พริกแกง มาแช่น้ำ ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จนเกิดฟองแก๊สที่มีกลิ่นฉุน จึงนำไปฉีดพ่นต้นไม้ จะทำให้หนอน เพลี้ย และแมลงผลไม้ หนีหายไป จุดอ่อนของน้ำหมักชีวภาพคือ มีฤทธิ์อ่อน เสื่อมได้ง่าย เมื่อหมักแล้วควรนำไปใช้งานทันที และควรฉีดพ่นบ่อย ทุกๆ 2-3 วัน เพื่อป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ครอบครัวเกิดมณียังใช้ “ขวดน้ำดักแมลงวันผลไม้” ที่เกิดจากภูมิปัญญาของลุงประกฤติ หลังสังเกตเห็นว่า กะเพราที่ภรรยานำมาล้างน้ำและทิ้งไว้ข้ามคืน มีแมลงวันผลไม้เข้ามาไต่ตอมกะเพราเป็นจำนวนมาก จึงเกิดแนวคิดที่จะทำขวดดักแมลงวันผลไม้ โดยใช้ขวดน้ำ ขนาด 1.5-2 ลิตร จำนวน 2 ขวด

ขวดแรก ตัดเฉพาะส่วนที่เป็นปากขวด ขวดที่สอง ใช้ไม้บรรทัดวัดจากก้นขวดขึ้นมา ประมาณ 4-5 นิ้ว ก่อน จึงค่อยเจาะขวดให้เป็นรูกว้าง นำปากขวดที่เตรียมไว้มาสวมในรูกว้างที่เจาะไว้ เทน้ำสะอาดในขวดให้มีความสูงประมาณ 2-3 นิ้ว ขั้นตอนสุดท้ายนำฝาจุกขวดน้ำมาเจาะรูตรงกลางเพื่อร้อยเชือกผูกขวด หลังจากนั้น นำกะเพรา จำนวน 2-3 กิ่ง มาผูกกับเชือกบริเวณฝาขวด ปล่อยให้ช่อกะเพราห้อยโตงเตงอยู่บริเวณคอขวดที่ใช้เป็นกับดัก

นำขวดดักแมลงวันผลไม้ที่ทำเสร็จแล้ว ไปห้อยบริเวณกิ่งในร่มเงาต้นไม้ที่กำลังผลิดอกออกผล กลิ่นกะเพราจะล่อแมลงวันทองให้บินเข้าไปปากขวดที่เจาะไว้เป็นกับดัก และบินออกมาไม่ได้ เมื่อแมลงวันผลไม้บินเข้ากับดักมากขึ้นให้เขย่าขวดเพื่อให้แมลงวันหล่นลงในน้ำที่อยู่บริเวณก้นขวด กับดักตัวนี้จะช่วยล่อแมลงวันผลไม้ได้เป็นจำนวนมาก เรียกว่าใช้ต้นทุนต่ำ แต่ได้ผลดีเกิน 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเศษซากแมลงวันสามารถนำไปใช้เป็นอาหารเลี้ยงปลาได้อีก

หากใครสนใจอยากแลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการทำสวนผลไม้อินทรีย์ หรือสนใจอยากเยี่ยมชมสวนผลไม้อินทรีย์ของครอบครัว เกิดมณี สามารถติดต่อกับคุณเก่งได้โดยตรง ครอบครัวนี้อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 75/6 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73110 โทร. (086) 9011-028 หรือติดต่อทางอีเมล Banditt.11028@gmail.com

กล้าไม้ สร้างชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

รายงานพิเศษ

สุจิต เมืองสุข

กล้าไม้ สร้างชีวิต

ช่วงก่อนเข้าฤดูฝนเล็กน้อย ยาวนานต่อเนื่องไปตลอดฤดูฝน จนปิดท้ายฤดูฝนที่ประมาณเดือนกันยายนหรือตุลาคม เป็นช่วงที่เม็ดเงินแพร่สะพัด กระจายรายได้เข้าสู่แหล่งผลิตกล้าไม้ทั่วประเทศ ทั้งแหล่งเล็กแหล่งใหญ่ แจกฟรี หรือซื้อขาย ก็นับเป็นวงจรการผลิตกล้าไม้ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างทั่วถึง

ที่กล่าวรวมถึงแหล่งแจกกล้าไม้ฟรี และอยู่ในวงจรการผลิตกล้าไม้ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการแจกกล้าไม้ฟรี มีบุคลากรสำหรับเพาะพันธุ์กล้าไม้ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องซื้อหรือสั่งทำจากเกษตรกรภายนอกหน่วยงาน เพื่อให้มีจำนวนกล้าไม้ตามงบประมาณที่รัฐสนับสนุนสำหรับแจกจ่ายให้กับผู้สนใจหรือเกษตรกรตามปีงบประมาณนั้นๆ

กล้าไม้เศรษฐกิจทั่วไป อาจจะหาได้ไม่ยากนัก แต่สำหรับกล้าไม้ป่า แม้จะมีแหล่งแจกกล้าไม้ฟรีของหน่วยงานภาครัฐก็ตาม แต่ความต้องการในเนื้อไม้ไม่เคยลดลง ทำให้กล้าไม้ป่าเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะแหล่งแจกกล้าไม้ฟรีมีจำนวนกล้าไม้ที่จำกัด และมีจำนวนชนิดไม่มากพอ หากผู้สนใจต้องการกล้าไม้ในชนิดที่มากกว่านั้น แหล่งเพาะกล้าไม้จะรองรับได้ดีกว่า

ดินทอง วังทอง ทองสมชื่อ

กล้าไม้หลาก สมคำร่ำลือ

แหล่งไม้ป่าใหญ่สุดในประเทศ

หากจะเอ่ยถึงแหล่งเพาะกล้าไม้ที่มีกล้าไม้หลากหลายในอันดับต้นๆ ของประเทศ อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ก็น่าจะติดอันดับ เพราะเป็นแหล่งเพาะกล้าที่มีเกษตรกรผู้เพาะกล้าและมีจำนวนซื้อขายกล้าไม้ต่อปีหลายสิบล้านต้น ในที่นี้คงต้องพาเข้าไปถึงยังแหล่ง ซึ่งสำรวจแล้วพบว่ากล้าไม้วังทองที่ขึ้นชื่อ ไม่ได้ตั้งวางไปทั่วอำเภอวังทอง แต่มีเฉพาะตำบลดินทอง เขตอำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก เท่านั้น

พื้นที่ตำบลดินทอง เดิมเป็นหมู่บ้านในตำบลวังทอง มีแม่น้ำวังทองเป็นแนวเขต ต่อมาปี 2523 กระทรวงมหาดไทย ประกาศแยกหมู่บ้านดินทอง ออกจากตำบลวังทอง และให้ใช้ชื่อว่า ตำบลดินทอง ซึ่งเหตุที่ชื่อว่าตำบลดินทอง เนื่องจากผืนดินบริเวณนี้เป็นดินสีแดงและเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเพาะปลูกไม้ทุกชนิด นอกจากนี้ พื้นที่ส่วนใหญ่ของตำบลดินทองยังเป็นที่ราบ เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชไร่และพืชสวน เกษตรกรในพื้นที่มีอาชีพหลักคือ ทำนา และมีอาชีพเสริมคือ เพาะพันธุ์กล้าไม้ ซึ่งปัจจุบันเกือบทุกครัวเรือนยกระดับอาชีพเสริมขึ้นมาเป็นอาชีพหลักไปแล้ว เพราะแม้กระทั่งสินค้าที่เป็นหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ยังเป็นผลิตภัณฑ์จากการเพาะชำกล้าไม้

จากการพูดคุยกับ คุณสุเทพ แสนประสิทธิ์ กำนันตำบลดินทอง ที่เอ่ยปากบอกกับ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ว่าเป็นคนหนุ่มที่เพิ่งมาทำงานในหน้าที่กำนันได้ไม่ถึงปี แต่ก็มีแนวคิดรวบรวมเกษตรกรผู้เพาะกล้าไม้ในตำบลดินทองทั้งหมด ตั้งเป็นกลุ่มเพาะชำกล้าไม้ตำบลดินทอง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้า และเพื่อต่อรองราคาวัตถุดิบจำเป็นที่นำมาใช้ในงานเพาะกล้าไม้ อันเป็นช่องทางหนึ่งในการลดต้นทุนการเพาะกล้าไม้ของเกษตรกร

“ผมเกิดและโตที่นี่ ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นชาวบ้านเขาทำอาชีพเพาะกล้าไม้ขายกันมาก่อนแล้ว ก็น่าจะทำกันเป็นอาชีพไม่ต่ำกว่า 50 ปี เริ่มจากสถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ส่งเสริมให้คนปลูกต้นไม้ด้วยการแจกกล้าไม้ แต่คนของหน่วยงานที่ทำหน้าที่เพาะกล้าไม้ไม่มี จึงขอให้ชาวบ้านเพาะกล้าไม้แล้วรับซื้อไปด้วยงบประมาณของหน่วยงาน แล้วจึงนำมาแจกตามจำนวนงบประมาณที่ได้ในแต่ละปี หลังจากสถานีรับซื้อไปแล้ว ก็ยังพอเหลือกล้าไม้อยู่ พอวางขาย ก็มีคนมาขอซื้อ ชาวบ้านเห็นเป็นช่องทางสร้างรายได้ ก็เพาะเกินจำนวนที่สถานีต้องการ นำมาขายเป็นรายได้เสริม”

จากจังหวัดใกล้เคียงเดินทางมาซื้อ ขยายออกไปเกือบทั่วประเทศที่สั่งซื้อกล้าไม้จากที่นี่ เช่น ตลาดต้นไม้รังสิต คลองสิบห้า ตลาดนัดต้นไม้จตุจักร เป็นต้น

สัก ยางนา กันเกรา ประดู่ กฐินเทพา พะยอม หว้า พะยูง ตะเคียน มะค่า แคนา กฤษณา มะฮอกกานี รัง แดง ขี้เหล็ก ฯลฯ หาได้จากที่นี่

จาก 1 เพิ่มเป็น 10 จาก 10 เพิ่มเป็น 100 ราย ปัจจุบันมีมากกว่า 200 ราย

จำนวนค่อยๆ เพิ่มขึ้น ถามว่า เพิ่มขึ้นเพราะเหตุใด

คุณสุเทพ ให้เหตุผลว่า เพราะการขายกล้าไม้ได้เม็ดเงินเร็ว เห็นเม็ดเงิน ในระยะเวลาไม่กี่เดือน ไม่เหมือนการทำนา ทำสวน หรือทำไร่ ที่ต้องรอรอบผลผลิตจึงขายได้เงิน และยังไม่แน่ใจว่าจะได้กำไรจากการลงทุนในแต่ละรอบการผลิตหรือไม่ แต่สำหรับกล้าไม้ที่ขายไป ไม่กี่เดือนก็ได้เงิน มีคนมาซื้อถึงบ้าน จ่ายเงินสด เห็นเงินเร็วกว่ารอรอบการผลิต ทำให้หลายบ้านเปลี่ยนอาชีพจากการทำนา ทำไร่ ทำสวน มาเพาะกล้าไม้ขายอย่างเดียว

ในอดีต กล้าไม้มีไม่กี่รายที่เพาะขาย ราคากล้าไม้จึงจัดว่าได้กำไรดีมาก กำไรต่อถุงกล้าไม้ 15-18 บาท จำนวนซื้อแต่ละครั้งไม่น้อยกว่าหลักหมื่น ขึ้นหลักแสน ไปถึงหลักล้านต้น เมื่อคำนวณเม็ดเงินที่ได้ในการซื้อขายแต่ละครั้ง ก็เป็นเม็ดเงินจำนวนไม่น้อย

จำนวนผู้ขายที่เพิ่มมากขึ้น เป็นทางเลือกให้กับลูกค้า แต่สำหรับผู้ขายแล้วหมายถึงรายได้ที่ลดหายไป การแข่งขันที่สูงขึ้น ส่งผลให้กล้าไม้ราคาถูกลง คุณสุเทพ บอกว่า ไม่มีเกษตรกรรายใดเพาะกล้าไม้มาแล้วอยากให้กล้าไม้ถูกวางทิ้งไว้นาน เพราะต้นไม้ยิ่งโตมากเท่าไหร่ โอกาสถูกซื้อน้อยลงมากเท่านั้น และถ้าไม่มีคนซื้อ ก็เท่ากับทิ้งเงินที่เป็นต้นทุนไป

“กล้าไม้ที่ขายไม่ได้ ถ้าโตขึ้นหน่อยก็ต้องเปลี่ยนถุง เปลี่ยนดิน ต้องขยับเปลี่ยนที่วาง ไม่อย่างนั้นรากจะลงดิน ก็ต้องมาตัดรากอีก ต้นไม้ที่ตัดรากลูกค้าก็ไม่ค่อยอยากได้ เพราะนำไปปลูกก็เจริญเติบโตไม่ค่อยดี หรือเติบโตได้แต่ก็ไม่ค่อยแข็งแรง ฉะนั้น ขายได้ก็ต้องรีบขาย”

ปัจจัยผู้ค้าที่เพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ราคาซื้อขายเปลี่ยนไป จากถุงละ 10-20 บาท เหลือเพียงราคาถุงละ 1.50-2 บาทเท่านั้น คุณสุเทพ ยืนยันว่า หากต้องการขายให้ได้กำไร ควรขายในราคาอย่างน้อยถุงละ 3 บาท มิฉะนั้นจะเข้าเนื้อขาดทุน แต่ก็มีเกษตรกรหลายรายที่ยอมขายในราคาขาดทุน เพราะไม่ต้องการให้กล้าไม้เหลือทิ้งข้ามปี เป็นภาระค่าใช้จ่ายตามมาอีกมาก

แม้ว่าตำบลดินทอง อำเภอวังทอง จะเป็นแหล่งที่มีดินอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันวัตถุดิบที่ใช้สำหรับเพาะกล้าไม้ เกษตรกรต้องควักกระเป๋าซื้อทั้งหมด นับตั้งแต่ ดิน (หน้าดิน) แกลบ ถุง เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง นอกจากนี้ ยังมีค่าแรงคนงานในขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ ค่ากรอก ร้อยละ 12 บาท ค่าแรงยกขึ้นรถ ร้อยละ 10 สตางค์ เป็นต้น

กำนันตำบลดินทอง บอกกับเราว่า ในอดีตชาวบ้านจะเข้าป่าไปเก็บเมล็ดพันธุ์นำมาเพาะกล้าเอง ไม่ต้องซื้อขาย แต่เมื่อเกษตรกรเพาะกล้าไม้เพิ่มมากขึ้น ก็มีเกษตรกรบางรายหัวใส เก็บมาจำนวนมากแล้วนำมาขายต่อ รายที่ไม่สะดวกเข้าไปเก็บเมล็ดพันธุ์เองก็พร้อมซื้อเมล็ดพันธุ์ต่ออีกทอด ความหลากหลายของไม้ป่าที่แหล่งเพาะกล้าไม้วังทอง เป็นผลพวงให้เกษตรกรที่นี่ยังคงเข้าป่าเก็บเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดใกล้เคียง และเดินทางออกไปไกลถึงป่าในจังหวัดแถบภาคอีสาน เพื่อนำมาขายให้กับเกษตรกรเพาะกล้าไม้ในพื้นที่ตำบลดินทอง

คุณมาลัย สิงห์อุดร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 ตำบลดินทอง ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ตำบลดินทองมีเกษตรกรเพาะกล้าไม้ขายทั้งตำบล แต่ในพื้นที่หมู่ที่ 7-9 เป็นกลุ่มเกษตรกรที่เพาะกล้าไม้ขายเป็นอาชีพมากที่สุด สำหรับความยากง่ายของการเพาะกล้าไม้ป่านั้น ขอแนะนำว่า กล้าไม้ป่าที่โตแล้วไม่ต้องกังวล แต่ระหว่างที่เพาะ นำลงถุงกล้า เป็นกล้าไม้เล็กๆ ต้องได้รับการดูแลอย่างดี ไม่อย่างนั้นก็ตายเสียเปล่า เริ่มจากการหว่านกล้าลงแปลง ใช้ยาราดซ้ำป้องกันเชื้อรา เมื่อกล้าที่หว่านแปลงเริ่มงอกขึ้นมา แล้วค่อยเลือกเด็ดออกมาเสียบกับถุงกล้าที่เตรียมดินไว้แล้ว

“ระยะเวลาที่เริ่มเพาะตั้งแต่หมดฤดูฝน ลงเพาะในแปลง จากนั้นเตรียมดิน กรอกถุงรอ ขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่เริ่มเพาะจนเสียบในถุง รดน้ำ ให้กล้าพร้อมจำหน่าย ก็เข้าฤดูฝนพอดี กล้าไม้จะเริ่มขายดีตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม เพราะเป็นช่วงฤดูฝนที่คนนิยมปลูกต้นไม้ โดยไม่ต้องรดน้ำ อาศัยน้ำฝนช่วยดูแลได้”

ตัวอย่างไม้ป่ายอดนิยม อย่างต้นสัก ราคาขายอยู่ที่ปี๊บละ 150 บาท เมื่อนำมาเพาะแล้วอัตราการงอกร้อยละ 70-80 ขึ้นกับความซื่อสัตย์ของพ่อค้าขายเมล็ดพันธุ์ ทำให้เกษตรกรต้องเลือกซื้อพ่อค้าประจำ เพื่อมั่นใจว่าได้เมล็ดพันธุ์แก่มากพอสำหรับการเพาะ

ในแต่ละปี เกษตรกรแต่ละรายมีกำลังการผลิตกล้าไม้ที่ไม่เท่ากัน คุณสุเทพ บอกว่า กำลังการผลิตมากหรือน้อย ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับพื้นที่สำหรับวางกล้าไม้ด้วย เพราะถ้าไม่มีพื้นที่ การเช่าพื้นที่วางกล้าไม้ก็ไม่คุ้มค่า เพราะต้นทุนการผลิตจะสูงมากขึ้นไปอีก แต่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 200,000-300,000 ต้น ในรายที่มีพื้นที่และขยันมาก สามารถผลิตกล้าไม้ได้ถึงปีละประมาณ 500,000 ต้น

ทุกปี ความต้องการกล้าไม้จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย ขึ้นกับกระแสการปั่นของพ่อค้าที่รับกล้าไป หากต้องการให้ต้นไม้ชนิดใดได้รับความนิยมในช่วงนั้นๆ ก็จะเชียร์ต้นไม้นั้นให้กับลูกค้า แต่ไม้ที่คงความนิยมไม่เสื่อมคลายคือ สักและพะยูง

คุณสมคิด วรรณทวี เจ้าของร้านขายกล้าไม้รายแรกของตำบลดินทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเพาะกล้าไม้ป่าขายมาตั้งแต่ปี 2535 บอกว่า เกษตรกรในพื้นที่ตำบลดินทองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ การเพาะกล้าไม้เริ่มจากหน่วยงานราชการมีนโยบายแจกกล้าไม้ให้กับประชาชนฟรี เพื่อนำไปปลูก หน่วยงานราชการจึงจ้างวานให้ชาวบ้านใกล้เคียงเพาะกล้าไม้และรับซื้อ จึงเป็นที่มาของแหล่งเพาะกล้าไม้ของตำบลดินทอง

“เมื่อก่อนป้าเป็นลูกจ้างอยู่ในหน่วยงานทางป่าไม้ ก็เห็นเขาจ้างชาวบ้านเพาะกัน เราเห็นว่ามีรายได้ เลยเพาะกล้าขายบ้าง หลังลาออกจากการเป็นลูกจ้างในหน่วยงาน ก็ออกมาเพาะกล้าไม้ขายเป็นอาชีพจนถึงปัจจุบัน”

แม้ว่ากล้าไม้ในพื้นที่ตำบลดินทอง จะเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศว่าเป็นแหล่งไม้ป่าที่มีครบทุกชนิด แต่ปัญหาการเพิ่มจำนวนเกษตรกรผู้เพาะกล้าไม้ยังคงไม่ยุติ ซึ่งจะส่งผลให้ราคากล้าไม้ที่ตกต่ำอยู่แล้ว ตกต่ำลงไปได้อีกในอนาคต คุณสุเทพ ในฐานะกำนันตำบลดินทอง จึงมีแนวคิดสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม สำหรับการต่อรองซื้อวัตถุดิบ เพื่อให้ต้นทุนการผลิตถูกลง มีความน่าเชื่อถือจากกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ โดยรวมกลุ่มเกษตรกรจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจเพาะชำกล้าไม้ตำบลดินทอง

“เกษตรกรผลิตกล้าไม้มีมากกว่า 200 ราย แต่ที่รวมกลุ่มด้วยกันมีประมาณ 80 ราย ส่วนที่ไม่รวมกลุ่มอาจเป็นเพราะมีลูกค้าประจำอยู่แล้ว อย่างไรก็ขายกล้าไม้ได้ แต่เกษตรกรรายใดที่ยืนอยู่บนความเสี่ยง เมื่อรวมกลุ่มเราจะช่วยกันต่อรองราคาวัตถุดิบ เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง เช่น แกลบดำ ขนาด 1 รถสิบล้อ ราคา 4,500 บาท สามารถต่อรองให้เหลือเพียง 3,000-3,500 บาท เป็นต้น นอกจากนี้ ยังทำให้ลูกค้ามั่นใจ เพราะการสั่งกล้าไม้ในจำนวนหลักแสนขึ้นไป จำเป็นต้องมีการวางมัดจำ เพื่อไม่ให้เกิดการทิ้งงานและลูกค้าไม่รับกล้าไม้ตามที่ตกลง เพื่อเป็นกติการะหว่างกัน แสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และแหล่งที่มา”

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุเทพ แสนประสิทธิ์ กำนันตำบลดินทอง โทรศัพท์ (081) 283-3310 และ (089) 703-3380

กล้าไม้ดี หาได้ที่

เขารัง เพชรบูรณ์

พื้นที่เขารัง ตำบลวังชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการเพาะกล้าไม้ขายมายาวนาน เป็นแหล่งผลิตกล้าไม้ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มีพ่อค้าแม่ค้าวิ่งรถมาซื้อกล้าไม้จากหลายจังหวัด ในอดีตเขารังเป็นแหล่งผลิตกล้าไม้ป่า แต่ปัจจุบันความต้องการกล้าไม้อื่นที่ไม่เฉพาะกล้าไม้ป่ามีมาก ทำให้เกษตรกรที่มีอาชีพเพาะกล้าไม้ป่าเพียงอย่างเดียว ต้องปรับตัวตามความต้องการของลูกค้า เพิ่มปริมาณการเพาะกล้าไม้ผลและไม้เศรษฐกิจเพิ่มขึ้น คงจำนวนชนิดไม้ป่าไว้ แต่ลดจำนวนการเพาะกล้าไม้ป่าลง

คุณป้าเล็ก ประทุมชัย วัย 62 ปี อาชีพหลักคือ เพาะกล้าไม้ขาย คุณป้าเล็กเป็นเกษตรกรรุ่นแรกๆ ที่เริ่มเพาะกล้าไม้ป่าขาย นับย้อนไปกว่า 30 ปีแล้ว ที่อาชีพเพาะกล้าไม้ป่าขายบนเขารังเริ่มต้นขึ้น คุณป้าเล็ก เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของเกษตรกรเพาะกล้าไม้จำหน่ายบนเขารัง เกิดจากการที่เจ้าหน้าที่ของสถานีเพาะชำกล้าไม้ นำกล้าไม้ป่าเข้าไปปลูกบนเขาแทนพื้นที่ว่าง ชาวบ้านเห็นว่าไม่ใช่เรื่องยาก จึงเข้าป่าเก็บเมล็ดพันธุ์ไม้ป่ามาเพาะ แล้วลองวางขาย ก็มีชาวบ้านในแถบอำเภอใกล้เคียงมาซื้อไปปลูก เพราะเห็นเป็นไม้ป่า ไม่ได้หาซื้อได้ทั่วไป

“พอมีคนเริ่มทำ ขายได้ คนอื่นเห็นว่าทำแล้วขายได้ก็อยากทำบ้าง ก็เข้าไปเก็บเมล็ดพันธุ์มาเพาะวางขาย ก็ขายได้เหมือนกัน เลยทำกันมาเรื่อย คนทำก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะยังไงก็ขายได้ตลอด ป้าคิดว่าเราขายได้ก็เพราะเราเพาะไม้ป่าที่หาซื้อกล้าไม้ยาก ไม่เหมือนไม้ทั่วไป”

คุณป้าเล็ก บอกว่า ไม้ป่าเพาะง่าย ในอดีตเก็บจากในป่าที่ถูกไฟไหม้ เมล็ดงอกดี อาจเป็นเพราะไฟช่วยให้เปลือกเมล็ดบางลง ทำให้งอกขึ้นง่าย บางรายเข้าไปเก็บไม่ไหวก็ขอซื้อต่อจากคนที่เข้าไปเก็บเมล็ดพันธุ์ ถ้าได้มาแบบไม่ได้ถูกไฟไหม้ก็นำไปแช่น้ำเพื่อให้งอกง่าย แต่การแช่น้ำก็ได้ผลไม่ดี ต้องนำไปตากแดดนานหลายเดือน เมื่อเข้าฤดูฝน เมล็ดพันธุ์ที่ตากแดดได้น้ำจากฝนก็จะงอกขึ้นและแข็งแรงดีมาก

หลายปีก่อนหน้านี้ ไม้ป่าก็ยังคงเป็นที่นิยม แต่ความนิยมในพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นก็มีมาก ขั้นตอนการเพาะกล้าก็ไม่ต่างกัน ทำให้เกษตรกรเพาะกล้าไม้บริเวณเขารัง เริ่มปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของตลาด ลูกค้าถามหาพืชชนิดใด ก็จะเพาะกล้าไม้รองรับพืชชนิดนั้นๆ ไว้ ทำให้มีไม้หลากหลายชนิดเพิ่มขึ้น

สำหรับคุณป้าเล็กเอง อาชีพเพาะกล้าไม้ เป็นอาชีพที่เลี้ยงครอบครัว เลี้ยงลูกตั้งแต่เล็กจนจบการศึกษา จึงถือว่าเป็นอาชีพหลัก หากไม่นับการทำไร่ข้าวโพด

คุณป้าเล็กมีลูกค้าประจำ โทรศัพท์มาสั่งชนิดและจำนวนกล้าไม้ ถึงเวลาก็ขับรถมารับนำไปขายในตลาดต้นไม้หลายจังหวัด ส่วนราคาซื้อขาย คุณป้าเล็ก บอกว่า ราคาลดลงจากเมื่อก่อนมาก ในอดีตราคาซื้อขายกล้าไม้ถุงละ 5-6 บาท แต่ปัจจุบันราคาซื้อขายไม่เกิน 2-4 บาท ต่อถุง โดยปัจจัยที่ทำให้ราคากล้าไม้ถูกลงคือ จำนวนเกษตรกรที่ผลิตกล้าไม้เพิ่มขึ้น

การเพาะกล้าของคุณป้าเล็ก แบ่งเป็นแปลงขนาดเล็กๆ ใช้วิธีนำเมล็ดไม้ป่ามาตากแดดทิ้งไว้เป็นระยะเวลาหลายเดือน จากนั้นเมื่อถึงฤดูฝน ให้น้ำฝนชะลงที่เมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ก็จะงอกออกมาเอง ในช่วงระหว่างที่เป็นกล้าอ่อน ต้องมีซาแรนบังแดด และให้ยาป้องกันเชื้อรากับแปลงเพาะ ส่วนอัตราการงอกของเมล็ดพันธุ์ อยู่ที่ร้อยละ 80

“บางเมล็ดไม่งอกเลย แต่บางเมล็ดงอกขึ้นมา 2-3 ต้น ก็มี”

คุณป้าเล็ก ลงมือทำเองทุกขั้นตอน เพราะมีเวลาอยู่กับแปลงกล้าไม้ตลอดทั้งวัน ต้นทุนการผลิตจึงไม่สูงนัก บ้านคุณป้าเล็กไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่เส้นทางขึ้นเขารัง แต่อยู่แยกเป็นถนนสายย่อย จึงไม่วางขายริมถนนเหมือนเกษตรกรบางราย แต่เพราะคุณป้าเล็กเพาะกล้าไม้ขายมานาน ทำให้มีลูกค้าประจำเข้ามารับซื้อถึงบ้าน

กล้าไม้เศรษฐกิจที่เริ่มเข้ามาแทนที่กล้าไม้ป่า ในแต่ละปีไม่เหมือนกัน คุณป้าเล็ก บอกว่า กล้าไม้ที่มีลูกค้ามาถามหาเป็นประจำ คือ สัก และพะยูง ส่วนกล้าไม้ป่าชนิดอื่นๆ ขายได้เรื่อยๆ เช่น มะฮอกกานี ยางนา มะค่า ชิงชัน ตะกู ยูคาลิปตัส สำหรับกล้าไม้เศรษฐกิจที่นิยมขณะนี้ คือ มะขามเปรี้ยว ชะอม น้อยหน่า และมะขวิด

คุณนิธี ดอกไม้ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลวังชมภู ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ตำบลวังชมภู มีทั้งหมด 13 หมู่บ้าน 1 เทศบาลตำบล มีชาวบ้านที่เพาะกล้าไม้บริเวณเขารังประมาณ 40 ราย ไม้ยอดนิยมที่ผลิตมาเท่าไหร่ก็ขายได้หมด คือ สัก ชะอม สะเดา ยูคาลิปตัส และกล้าไม้ผลทุกชนิด

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพาะกล้าไม้ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณป้าเล็ก ประทุมชัย ตำบลวังชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (056) 771-418

กล้าไม้ฟรี ที่นี่ที่เดียว

ในทุกปี หน่วยงานภาครัฐ โดยส่วนเพาะชำกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะประกาศให้ประชาชนที่สนใจ ขอรับกล้าไม้จากกรมป่าไม้ โดยแสดงความจำนงได้ที่ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ หรือสถานีเพาะชำกล้าไม้ ที่ตั้งอยู่ จำนวน 108 แห่ง ทั่วประเทศ

หลักเกณฑ์ในการขอรับกล้าไม้

1. ผู้ขอรับกล้าไม้ ต้องยื่นคำขอ และมาขอรับกล้าไม้ด้วยตนเอง พร้อมหลักฐาน

2. ตรวจสอบชนิดไม้ที่ต้องการนำไปปลูกว่ามีชนิดไม้ที่ต้องการหรือไม่

3. ติดต่อขอรับกล้าไม้ได้ที่ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ สถานีเพาะชำกล้าไม้ และหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้มีเจ้าหน้าที่แจกจ่ายกล้าไม้ โดยไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น

4. ประชาชนทั่วไป สนใจติดต่อขอรับกล้าไม้ได้รายละไม่เกิน 1,500 ต้น ต่อปี หากมีโครงการปลูกต้นไม้ที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าและมีพื้นที่เป้าหมายชัดเจน สามารถขอรับกล้าไม้ได้มากกว่า รายละ 1,500 ต้น ต่อปี โดยยื่นหนังสือแสดงโครงการ พร้อมหลักฐานประกอบแนบคำขอ

5. ศาสนสถาน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชนทั่วไป ขอได้หน่วยงานละไม่เกิน 10,000 ต้น ต่อปี แต่หากมีโครงการปลูกต้นไม้ที่ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าและมีพื้นที่เป้าหมายชัดเจน สามารถขอรับกล้าไม้ได้มากกว่ารายละ 10,000 ต้น ต่อปี โดยให้ยื่นหนังสือแสดงโครงการ พร้อมหลักฐานประกอบแนบคำขอ

หลักฐานการขอรับกล้าไม้

1. บัตรประชาชน

2. ถ้าเป็นโครงการ ต้องแนบรายละเอียดโครงการ เอกสารที่ดิน และแผนที่สังเขป

การพิจารณา

1. หน่วยงานเพาะชำกล้าไม้ เมื่อได้รับคำขอจะพิจารณาแจกจ่ายกล้าไม้ได้ตามจำนวนที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงจำนวนผู้ยื่นคำขอปริมาณกล้าไม้ที่มีอยู่ และจำนวนพื้นที่ปลูกเป็นหลัก

2. เจ้าหน้าที่ผู้ได้รับหนังสือแสดงโครงการ จะตรวจสอบหลักฐานเบื้องต้นก่อน หากเป็นโครงการที่สมควรสนับสนุนกล้าไม้ ให้พิจารณาเสนอความเห็นเกี่ยวกับจำนวนกล้าไม้ที่ควรสนับสนุน โดยคำนึงถึงเป้าหมายของโครงการ จำนวนผู้ยื่นโครงการ ปริมาณกล้าไม้ที่มี และจำนวนพื้นที่ปลูกเป็นหลัก

หมายเหตุ

หน่วยงานที่แจกจ่ายกล้าไม้ จะมีการติดตามประเมินผลการจ่ายกล้าไม้ดังกล่าว โดยวิธีสุ่มตัวอย่าง โดยแบ่งเป็นกลุ่ม ได้แก่ 20-1,000 กล้า และมากกว่า 1,000 กล้าขึ้นไป ในแต่ละกลุ่มให้สุ่มตัวอย่างไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 ของผู้มาขอรับกล้าไม้ ตามระเบียบกรมป่าไม้ พ.ศ. 2552

ขั้นตอนการขอรับบริการแจกจ่ายกล้าไม้

การแจกจ่ายกล้าไม้ในอำนาจหัวหน้าศูนย์เพาะชำกล้าไม้ หรือหัวหน้าสถานีเพาะชำกล้าไม้ มีดังนี้

ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ : กล้าไม้ทั่วไป 10,000 ต้น ต่อปี หน่วยงาน 50,000 ต้น ต่อปี

สถานีเพาะชำกล้าไม้ : กล้าไม้ทั่วไป 1,500 ต้น ต่อปี หน่วยงาน 10,000 ต้น ต่อปี

ประชาชนที่ยื่นคำขอรับกล้าไม้ เมื่อยื่นคำขอรับกล้าไม้ให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อตรวจสอบข้อมูล ส่งให้กับหัวหน้าศูนย์ หรือหัวหน้าสถานี ลงนามอนุมัติ จากนั้นรอรับกล้าไม้ได้ทันที ขั้นตอนทั้งหมด เสร็จสิ้นภายใน 4 ชั่วโมง

สถานที่ติดต่อขอรับกล้าไม้

ส่วนกลาง

1. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ กรุงเทพฯ ถนนเลียบคลองลากฆ้อน หมู่ที่ 2 ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ (02) 977-6858

2. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ราชบุรี ตู้ ปณ.57 ตำบลเกาะพลับพลา อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โทรศัพท์ (032) 312-103

3. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ฉะเชิงเทรา เลขที่ 21/6 หมู่ที่ 12 บ้านหนองชุมพร ตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ (038) 133-108

4. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้จันทบุรี หมู่ที่ 3 ตำบลทับไทร อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โทรศัพท์ (081) 808-5248

5. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้นครราชสีมา ถนนนครราชสีมา-ปักธงชัย ตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ (044) 222-397

6. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้มหาสารคาม บ้านกู่ทอง ตำบลกู่ทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (043) 370-571

7. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ยโสธร หมู่ที่ 6 บ้านคำบอน ตำบลดู่ทุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร โทรศัพท์ (045) 582-576

8. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้อุดรธานี หมู่ที่ 10 บ้านคำกลิ้ง ตำบลบ้านจั่น อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โทรศัพท์ (042) 292-411

9. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้เชียงใหม่ เลขที่ 71 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (053) 880-793

10. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้แพร่ เลขที่ 305 หมู่ที่ 10 ตำบลแม่จั๊ว อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ (054) 614-273

11. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้เพชรบูรณ์ หมู่ที่ 12 ตำบลวังชมภู อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (086) 202-0410

12. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ชุมพร หมู่ที่ 7 บ้านสวนทรัพย์ ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร โทรศัพท์ (077) 611-125

13. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้สงขลา ตำบลฉลุง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โทรศัพท์ (074) 205-991

14. ศูนย์เพาะชำกล้าไม้พัทลุง หมู่ที่ 1 ตำบลป่าพะยอม อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง โทรศัพท์ (074) 841-207

15. โครงการพัฒนาป่าไม้ทุ่งกุลาร้องไห้ (1) จังหวัดร้อยเอ็ด บ้านสระคู ตำบลสระคู อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โทรศัพท์ (043) 513-043

16. โครงการพัฒนาป่าไม้ทุ่งกุลาร้องไห้ (2) จังหวัดศรีสะเกษ ถนนศรีสะเกษ-กันทรลักษณ์ ตำบลหนองครก อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์ (045) 612-877

17. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หมู่ที่ 4 บ้านบางพระครู ตำบลบางพระครู อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ (086) 420-9298

18. สถานีเพาะชำกล้าไม้บ้านนา จังหวัดนครนายก ตำบลศรีกระอาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โทรศัพท์ (081) 807-6052

19. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสมุทรปราการ ตำบลทรงคนอง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โทรศัพท์ (081) 300-7721

20. สถานีเพาะชำกล้าไม้กบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตำบลลาดตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โทรศัพท์ (089) 154-6509 และ (083) 051-0846

21. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนนทบุรี หมู่ที่ 8 ตำบลคลองข่อย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ (081) 343-0708

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 (เชียงใหม่)

22. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดเชียงใหม่ หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำแพร่ อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (085) 625-4053

23. สถานีเพาะชำกล้าไม้ (แม่แตง) จังหวัดเชียงใหม่ เลขที่ 96 หมู่ที่ 7 ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (085) 614-6361

24. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดลำพูน หมู่ที่ 10 ตำบลทาขุมเงิน อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน โทรศัพท์ (081) 952-8988

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สาขาแม่ฮ่องสอน

25. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดแม่ฮ่องสอน เลขที่ 612 หมู่ที่ 6 บ้านดงสงัด ตำบลแม่สะเรียง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ (053) 681-323, (053) 681-608

26. สถานีเพาะชำกล้าไม้เมืองปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน บ้านท่าปาย ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทรศัพท์ (084) 425-6326

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย)

27. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดเชียงราย เลขที่ 123 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่คำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย โทรศัพท์ (053) 779-214

28. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพะเยา หมู่ที่ 6 ตำบลท่าจำปี อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (086) 936-0146

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง)

29. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดลำปาง กม.ที่ 771-772 ถนนพหลโยธิน หมู่ที่ 3 ตำบลแม่หวด อำเภองาว จังหวัดลำปาง โทรศัพท์ (086) 181-3003

30. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอุตรดิตถ์ หมู่ที่ 5 บ้านแม่เฉย ตำบลบ้านด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทรศัพท์ (081) 879-1722

31. สถานีเพาะชำกล้าไม้ปากปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ บ้านปากปาด ตำบลแสนตอ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ โทรศัพท์ (080) 026-3355

32. สถานีเพาะชำกล้าไม้สบปราบ จังหวัดลำปาง หมู่ที่ 7 ตำบลแม่กัวะ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง โทรศัพท์ (081) 783-6268

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่

33. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดแพร่ เลขที่ 140 หมู่ที่ 7 ตำบลป่าแมต อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ (054) 228-081

34. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดน่าน หมู่ที่ 3 บ้านศรีเกิด ตำบลไชยสถาน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (054) 335-367

35. สถานีเพาะชำกล้าไม้ลอง จังหวัดแพร่ หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อเหล็กลอง อำเภอลอง จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ (080) 122-7530

36. สถานีเพาะชำกล้าไม้เวียงสา จังหวัดน่าน หมู่ที่ 4 ตำบลอ่ายนาไลย อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (081) 280-9680

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 (ตาก)

37. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดตาก บ้านท่าตะคร้อ ตำบลประดาง อำเภอวังเจ้า จังหวัดตาก โทรศัพท์ (085) 805-2275

38. สถานีเพาะชำกล้าไม้แม่สอด จังหวัดตาก หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ปก.5 ตาก (ห้วยแม่แป้น) ถนนแม่สอด-อุ้มผาง บ้านห้วยแม่แป้น ตำบลแม่กุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โทรศัพท์ (087) 054-1735

39. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสุโขทัย หมู่ที่ 5 ตำบลนาทุ่ง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย โทรศัพท์ (086) 211-9304

40. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดกำแพงเพชร ตู้ ปณ.75 อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร โทรศัพท์ (089) 953-3846

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขานครสวรรค์

41. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนครสวรรค์ หมู่ที่ 4 ตำบลมหาโพธิ อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ โทรศัพท์ (056) 222-426

42. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิจิตร หมู่ที่ 3 ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร โทรศัพท์ (055) 251-317

43. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอุทัยธานี หมู่ที่ 2 ถนนอุทัยธานี-หนองฉาง กม.15 ตำบลหนองนางนวล อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี โทรศัพท์ (089) 858-5979

44. สถานีเพาะชำกล้าไม้ลานสัก จังหวัดอุทัยธานี หมู่ที่ 9 ตำบลลานสัก อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี โทรศัพท์ (081) 636-0178

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 4 สาขาพิษณุโลก

45. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพิษณุโลก หมู่ที่ 5 ตำบลดินทอง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ (081) 972-6952

46. สถานีเพาะชำกล้าไม้หล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ หมู่ที่ 11 บ้านดงขวาง ตำบลน้ำชุน อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (081) 884-0108

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 5 (สระบุรี)

47. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสระบุรี ตำบลพุแค อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ (081) 869-3314

48. สถานีเพาะชำกล้าไม้ (มวกเหล็ก) จังหวัดสระบุรี ตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี โทรศัพท์ (097) 238-6118

49. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอ่างทอง หมู่ที่ 6 ตำบลบางเจ้าฉ่า อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง โทรศัพท์ (094) 556-1623

50. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสิงห์บุรี หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ (089) 741-9006

51. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดชัยนาท หมู่ที่ 4 ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท โทรศัพท์ (081) 950-3435

52. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดลพบุรี ตำบลโคกตูม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โทรศัพท์ (097) 072-4559

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี)

53. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอุดรธานี หมู่ที่ 7 บ้านเก่าน้อย ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โทรศัพท์ (081) 708-9252

54. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดเลย หมู่ที่ 3 ตำบลน้ำสวย อำเภอเมือง จังหวัดเลย โทรศัพท์ (081) 708-4814

55. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดหนองบัวลำภู หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านขาม อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู โทรศัพท์ (081) 872-7239

56. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดหนองคาย หมู่ที่ 11 ตำบลหาดคำ อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย โทรศัพท์ (081) 964-0104

57. สถานีเพาะชำกล้าไม้สังคม จังหวัดหนองคาย หมู่ที่ 1 บ้านผาตั้ง ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย โทรศัพท์ (087) 422-1066

58. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดบึงกาฬ หมู่ที่ 7 ตำบลศรีชมภู อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ โทรศัพท์ (089) 710-7434

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 สาขานครพนม

59. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนครพนม หมู่ที่ 8 บ้านเทพพนม ตำบลบ้านผึ้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม โทรศัพท์ (042) 511-505

60. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสกลนคร ตำบลโคกภู อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร โทรศัพท์ (042) 202-075

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น)

61. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดขอนแก่น บ้านโนนสวรรค์ ตำบลโนนสมบูรณ์ กิ่งอำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น โทรศัพท์ (043) 330-728

62. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดมหาสารคาม ตำบลหัวขวาง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โทรศัพท์ (081) 615-4605

63. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดกาฬสินธุ์ หมู่ที่ 4 บ้านแก ตำบลอิตื้อ อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ โทรศัพท์ (081) 965-1659

64. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดร้อยเอ็ด หมู่ที่ 2 ตำบลขวัญเมือง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด โทรศัพท์ (081) 768-4949

65. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดมุกดาหาร หมู่ที่ 1 บ้านคำป่าหลาย ตำบลคำป่าหลาย อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร โทรศัพท์ (084) 034-9455

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 สาขาอุบลราชธานี

66. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอุบลราชธานี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ (089) 849-2407

67. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดอำนาจเจริญ ตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ โทรศัพท์ (081) 547-4085

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา)

68. สถานีเพาะชำกล้าไม้หนองเต็ง-จักราช จังหวัดนครราชสีมา หมู่ที่ 5 ตำบลช้างทอง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ (044) 222-397

69. สถานีเพาะชำกล้าไม้ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หมู่ที่ 1 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ (081) 954-2045

70. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสุรินทร์ เลขที่ 1/4 หมู่ที่ 2 ตำบลน้ำเขียว อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ โทรศัพท์ (081) 790-4860

71. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดบุรีรัมย์ หมู่ที่ 11 ตำบลคูเมือง อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ (044) 222-012

72. สถานีเพาะชำกล้าไม้ละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เลขที่ 55 หมู่ที่ 4 ตำบลตาจง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ (081) 265-7889

73. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดชัยภูมิ ตำบลช่อระกา อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ โทรศัพท์ (044) 811-478

74. สถานีเพาะชำกล้าไม้เทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านไร่ อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ โทรศัพท์ (081) 709-3398

75. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดศรีสะเกษ เลขที่ 138 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์ (045) 814-648

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 สาขาปราจีนบุรี

76. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดปราจีนบุรี ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี โทรศัพท์ (086) 818-8269

77. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสระแก้ว หมู่ที่ 1 ตำบลหนองหว้า อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว โทรศัพท์ (081) 945-8197

78. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนครนายก ทุ่งโพธิ์ หมู่ที่ 9 ตำบลศรีกระอาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โทรศัพท์ (081) 806-6287

79. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดฉะเชิงเทรา เขาหินซ้อน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ตำบลเขาหินซ้อน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ (081) 639-4742

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 9 (ชลบุรี)

80. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดชลบุรี หมู่ที่ 4 ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โทรศัพท์ (081) 524-9100

81. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดระยอง บ้านหนองสนม ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง โทรศัพท์ (089) 125-0205

82. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดจันทบุรี เลขที่ 16/9 หมู่ที่ 6 บ้านอ่าง ตำบลอ่างคีรี อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี โทรศัพท์ (085) 236-5309

83. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดตราด หมู่ที่ 1 บ้านสุขสันต์ ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด โทรศัพท์ (081) 962-2067

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี)

84. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดกาญจนบุรี ตำบลม่วงชุม อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โทรศัพท์ (085) 445-5290

85. สถานีเพาะชำกล้าไม้พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โทรศัพท์ (081) 457-1304

86. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสุพรรณบุรี หมู่ที่ 10 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี โทรศัพท์ (086) 755-5534

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 สาขาเพชรบุรี

87. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสมุทรสาคร ศาลากลางจังหวัดสมุทรสาคร ชั้น 4 อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร โทรศัพท์ (089) 489-1131

88. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดเพชรบุรี ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ (087) 795-1313

89. สถานีเพาะชำกล้าไม้เขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ถนนเขาย้อย-หนองหญ้าปล้อง หมู่ที่ 2 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ (082) 718-1668

90. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตำบลห้วยทราย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ (086) 811-9424

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี)

91. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสุราษฎร์ธานี เลขที่ 173/18 ถนนห้วยมุด ตำบลนาสาร อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ (081) 606-2857

92. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดระนอง หมู่ที่ 5 ตำบลลำเรียง อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง โทรศัพท์ (077) 503-019

93. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดชุมพร หมู่ที่ 6 ตำบลวังตะกอ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร โทรศัพท์ (086) 058-9895

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (นครศรีธรรมราช)

94. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนครศรีธรรมราช ตำบลนาพรุ อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ (086) 058-9895

95. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดตรัง หมู่ที่ 7 ตำบลช่อง อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง โทรศัพท์ (075) 218-983

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่

96. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดกระบี่ เลขที่ 105 หมู่ที่ 2 ตำบลทับปริก อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โทรศัพท์ (081) 737-5115

97. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดพังงา เลขที่ 54/17 หมู่ที่ 7 ตำบลนาเตย อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา โทรศัพท์ (089) 594-3678

98. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดภูเก็ต สวนป่าบางขนุน หมู่ที่ 5 ตำบลเทพกระษัตรี อำเภอกลาง จังหวัดภูเก็ต โทรศัพท์ (084) 766-7644

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 (สงขลา)

99. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดสตูล หมู่ที่ 7 ตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล โทรศัพท์ (074) 721-391

100. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โทรศัพท์ (073) 331-594

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 13 สาขานราธิวาส

101. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดนราธิวาส อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส โทรศัพท์ (088) 792-0209

102. สถานีเพาะชำกล้าไม้จังหวัดยะลา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โทรศัพท์ (089) 596-1110

นอกจากนี้ ยังสามารถขอรับกล้าไม้ได้ที่

ส่วนปลูกป่าภาครัฐ

สวนป่าท่องเที่ยว (โครงการพัฒนาสวนป่ายางน้ำกลัดเหนือ-ใต้) หมู่ที่ 2 ตำบลสองพี่น้อง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ (032) 788-027 และ (087) 021-1879

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี)

สวนป่าดงน้อย-ปากปวน จังหวัดเลย เลขที่ 238 หมู่ที่ 8 บ้านดงน้อย ตำบลศรีสงคราม อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย โทรศัพท์ (087) 238-6776

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น)

สถานีเพาะชำกล้าไม้บ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น บ้านแก่นเฒ่า ตำบลป่ามะนาว อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น โทรศัพท์ (086) 237-7888

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 สาขาอุบลราชธานี

สถานีเพาะชำกล้าไม้บุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ บ้านเจริญชัย หรือ บ้านป่าไม้ หมู่ที่ 14 ตำบลคอแลน อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ (089) 282-2661

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 8 (นครราชสีมา)

สวนป่ากลางดง ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทรศัพท์ (084) 925-9455

สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 (นครศรีธรรมราช)

สถานีเพาะชำกล้าไม้ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ถนนทุ่งสง-สุราษฎร์ธานี ตำบลหนองหงส์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ (095) 419-0099 และ (075) 763-367

ขอบคุณข้อมูล : ส่วนเพาะชำกล้าไม้ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กล้าไม้ล้านต้น ของ สังวาลย์ พรมพูล ที่สวนลุงหวาน พันธุ์ไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

รายงานพิเศษ

กล้าไม้ล้านต้น ของ สังวาลย์ พรมพูล ที่สวนลุงหวาน พันธุ์ไม้

บนพื้นที่ 15 ไร่ ของบ้านเลขที่ 9/3 หมู่ที่ 1 ตำบลศรีกะอ่าง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก โทร. (081) 577-9909 คือที่ตั้งของ สวนลุงหวาน พันธุ์ไม้ แหล่งผลิตจำหน่ายกล้าไม้ยืนต้นแหล่งใหญ่ของจังหวัดนครนายก โดยมีกล้าไม้ที่จำหน่ายไม่ต่ำกว่า 120 ชนิด จำหน่ายให้กับผู้สนใจได้นำไปปลูก

“เราเน้นการส่งเสริมให้คนไทยได้ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มผืนป่าให้กับประเทศไทย ดังนั้น หากสนใจต้องการกล้าไม้ไปปลูก ขอเพียงให้มาเยี่ยมชมและเลือกซื้อ ไม่ว่าจำหน่ายเท่าไรทางสวนเราจำหน่ายให้หมด ตั้งแต่หนึ่งต้นไปจนเป็นหมื่นต้น แสนต้น เราสามารถบริการให้ได้ทั้งหมดและตลอดทั้งปี”

คุณสังวาลย์ พรมพูล เกษตรกรเจ้าของสวนลุงหวาน พันธุ์ไม้ สาขาจังหวัดนครนายก ให้ข้อมูลถึงแนวทางในการให้บริการแก่ลูกค้า ด้วยประสบการณ์ที่มีมากกว่า 20 ปีกับอาชีพนี้ นอกเหนือการให้ความสำคัญกับด้านการบริการแล้ว ยังเน้นถึงคุณภาพของกล้าไม้เป็นเรื่องสำคัญอีกประการ ที่กล้าไม้ทุกต้นต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีความแข็งแรง ต้นใหญ่ พร้อมให้นำไปปลูก

สำหรับสวนลุงหวาน พันธุ์ไม้นั้น เป็นชื่อสวนที่ประกอบการเกี่ยวกับการจำหน่ายกล้าไม้และไม้ขุดล้อม ต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะ ลุงหวาน ซึ่งเป็นพ่อตาของพี่สังวาลและเป็นที่มาของชื่อสวนนั้น ถือเป็นผู้บุกเบิกวงการกล้าไม้และไม้ขุดล้อม ที่ได้รับการยอมรับเป็นที่รู้จักกันมาอย่างยาวนาน

ด้วยปัจจุบันลุงหวานมีอายุที่มากขึ้น การดำเนินงานในกิจการพันธุ์ไม้ในสวนที่จังหวัดนครนายก พี่สังวาลย์และภรรยาได้เข้ามาสืบสานอาชีพต่อมาจนถึงปัจจุบัน

“ในส่วนของราคาจำหน่ายนั้น เราเน้นจำหน่ายในราคาที่ย่อมเยา ทุกสายพันธุ์ ทุกต้น เราจำหน่ายเพียงต้นละ 10 บาท เท่านั้น”

สำหรับกล้าไม้ที่จำหน่ายจะอยู่ในถุงดำ ขนาด 3.5×9 นิ้ว โดยดินปลูกจะมีส่วนผสมของดินและแกลบดำ และด้วยผ่านการดูแลมาเป็นอย่างดีจึงทำให้ได้ต้นที่อวบใหญ่ แข็งแรง เมื่อนำไปปลูกจึงทำให้เจริญเติบโตได้ดี ไม่ค่อยตาย

“แต่ถามว่าการแข่งขันสูงไหมในวงการผลิตและจำหน่ายกล้าไม้ป่า ต้องบอกว่า สูงมาก เพราะเดี๋ยวนี้มีรายย่อยเกิดขึ้นมาก ทำให้เกิดการตัดราคาขายกันมากขึ้น รวมถึงต้นทุนค่าแกลบดำ ค่าดินที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้นทุนสูง ดังนั้น การที่จะอยู่ได้ต้องเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ”

“การทำอาชีพแบบผมขึ้นอยู่กับการเกร็งตลาดด้วยว่า ปีนี้ต้นไม้ไหนจะเป็นที่ต้องการของตลาด พอได้ข้อสรุปแล้วก็จะไปหาต้นกล้าจากแหล่งผลิตในจังหวัดต่างๆ มาปลูกไว้รอตลาด หากตลาดไปได้ดีอย่างที่คาดการณ์ เราก็จะมีกำไร หากไม่เป็นไปตามนั้น ก็จะเลี้ยงไปเรื่อยๆ รอเวลาที่จะขายได้” พี่สังวาล กล่าวและว่า

“ส่วนลูกค้าของเรานั้นมีมาจากทั่วประเทศ ทั้งที่ประชาชนทั่วไป พ่อค้าแม่ค้าที่เปิดร้านจำหน่ายพันธุ์ไม้ รวมถึงผู้ประมูลงานส่งกล้าไม้ตามโครงการต่างๆ”

สำหรับในช่วงที่จะจำหน่ายกล้าไม้ดีตลาดมีความต้องการนั้น เจ้าของสวนลุงหวาน พันธุ์ไม้ บอกว่า จะเริ่มจำหน่ายได้ดีตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม ไปถึงเดือนกันยายน

“สำหรับการปลูกกล้าไม้ยืนต้นนั้น ถ้าดินอยู่แล้วไม่ต้องขุดหลุมลึกก็ได้ เพียงขุดหลุมใหญ่กว่าถุงดำสักหน่อยแล้วลงปลูก เพราะไม้พวกนี้มีรากแก้ว จะสามารถตั้งตัวและเจริญได้ดีตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่กรณีดินไม่ดีอาจต้องมีการปรับปรุงดินด้วยการผสมปุ๋ยคลุกรองพื้นด้วย และก่อนปลูกอย่าเพิ่งรดน้ำที่ถุงดำ เพราะถ้ารดน้ำก่อนตอนเอาต้นออกจากถุงดำจะทำให้ดินโคนต้นแตก กระทบต่อรากซึ่งไม่ดี หลังปลูกแล้วจึงรดน้ำจะดีกว่า” พี่สังวาล ให้ข้อแนะนำ

ชมกล้าไม้ ที่สวนลุงหวาน

ภายใต้ซาแรนสีดำที่กางคลุมทั่วพื้นที่ มีกล้าไม้ทั้ง 120 ชนิด ซึ่งผู้เป็นเจ้าของบอกว่า จำนวนต้นมีมากกว่า 1,000,000 ต้น ทั้งที่เป็นไม้ป่ายืนต้น เพื่อใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ ไม้ประดับยืนต้น และไม้ยืนต้นกินยอดกินใบ

“ผมทำของผมไปเรื่อยๆ ที่ว่างตรงไหนมีจัดทำเป็นแปลงเลี้ยงกล้าไม้ เราต้องเตรียมกล้าให้พร้อมเสมอเพื่อให้สามารถรองรับลูกค้าได้ตลอดเวลา”

พี่สังวาล บอกว่า ในการผลิตกล้าไม้จำหน่ายนั้น จะไม่ได้เพาะต้นกล้าเอง แต่จะใช้วิธีการไปสั่งซื้อต้นกล้าจากแหล่งผลิตของเกษตรกรในจังหวัดต่างๆ ที่เพาะจำหน่ายแล้ว นำมาเปลี่ยนลงถุงดำและเพาะเลี้ยงเพื่อรอจำหน่าย

สำหรับในที่นี้คงไม่สามารถกล่าวได้หมดว่าแต่ละชนิดที่ปลูกเลี้ยงในสวนแห่งนี้มีอะไรบ้าง ขอเพียงแต่ขอตัวอย่าง เช่น

ราชพฤกษ์ หรือ คูน ไม้ต้น ผลัดใบ สูง 8-15 เมตร ที่จะออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม ประโยชน์ ดอกแก้ไข้ เป็นยาระบาย ใบต้มดื่มเป็นยาระบาย ขับพยาธิ รากและแก่นขับพยาธิ

เสลา ไม้ประจำจังหวัดนครสวรรค์ เป็นพรรณไม้ขนาดกลาง สูงได้ถึง 20 เมตร ประโยชน์ ใบบดกับกำยานใช้ทาผดผื่นคัน ผลใช้ทำไม้ประดับแห้ง

บุนนาค พรรณไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ประโยชน์ เป็นไม้ไทย ให้ดอกหอม ร่มเงา ดอกสีขาว เป็นยาสมุนไพร สามารถทำเป็นไม้แปรรูปได้

สุพรรณิการ์ พรรณไม้ยืนต้น ขนาดกลาง ประโยชน์ เป็นไม้ดอกสวยงาม สีเหลือง

พะยอม ไม้ต้น ขนาดใหญ่ ประโยชน์ เป็นไม้เศรษฐกิจ และเปลือกนำไปใส่ในเครื่องหมักดองเพื่อกันบูด ใช้ฟอกหนังได้

ลำดวน เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง สูง 3-8 เมตร ประโยชน์ ดอกหอม สีขาวอมเหลือง เป็นไม้เนื้อแข็ง นำไปทำด้ามมีด จอบ ขวาน

ตะแบก เป็นไม้ยืนต้น ผลัดใบ สูง 15-30 เมตร ไม้ที่ให้ดอกสีม่วงอมชมพูสวยงาม โดยออกดอกรวมกันเป็นช่อตามปลายกิ่ง ออกดอกช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์

อินทนิล เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร กลีบดอกสีชมพู สีม่วงแกมชมพู หรือสีม่วง ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน ผลเป็นผลแห้ง มีขนาดใหญ่

กันเกรา ไม้ที่มีรูปทรงต้นเปลาตรง ประโยชน์ เปลือกบำรุงโลหิต แก้ผิวหนังพุพอง ปวดแสบปวดร้อน ขับลม แก้ไข้ แก้ปวดตามข้อ และเป็นยาอายุวัฒนะได้อีกด้วย

พิกุล ไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-25 เมตร เป็นไม้ที่มีกลีบดอกสีขาวนวล มีกลิ่นหอม

แคนา ไม้ต้น ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 10-20 เมตร ประโยชน์ ดอกและยอดอ่อนรับประทานได้

ปีบ ไม้ต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 25 เมตร ประโยชน์ รากทำยาบำรุงปอด รักษาวัณโรค ดอกสูบแก้ริดสีดวงจมูก เปลือกทำจุกก๊อกขนาดเล็ก

ประดู่กิ่งอ่อน ไม้ต้น ขนาดกลาง ผลัดใบ สูง 10-20 เมตร ประโยชน์ รากทำยาบำรุงปอด รักษาวัณโรค ดอกสูบแก้ริดสีดวงจมูก เปลือกทำจุกก๊อกขนาดเล็ก

ประดู่ป่า ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูงถึง 30 เมตร ประโยชน์ ใบพอกบาดแผล แก้ผดผื่นคัน เปลือกต้นแก้ท้องเสีย และใช้น้ำฝาดสีน้ำตาลใช้ย้อมผ้า ปุ่มประดู่มีลวดลายสวยงาม ราคาแพง

ยางนา ไม้ยืนต้น ขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ประโยชน์ เปลือกต้นรสฝาดเฝื่อนขม ต้มดื่มแก้ตับอักเสบ บำรุงร่างกาย ฟอกโลหิต ใช้ทาถูนวด แก้ปวดตามข้อ

สัก ไม้ต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบในฤดูร้อน ลำต้นเปลาตรง เปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็กๆ สีเทา โคนเป็นพูพอนต่ำๆ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกลมค่อนข้างทึบ เปลือกสีเทา เรียบ หรือแตกเป็นร่องตื้นตามความยาวลำต้น ขึ้นเป็นหมู่ในป่าเบญจพรรณ

ปีบเงิน ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 25 เมตร ประโยชน์ รากทำยาบำรุงปอด รักษาวัณโรค ดอกสูบแก้ริดสีดวงจมูก เปลือกทำจุกก๊อกขนาดเล็ก

ปีบทอง หรือ กาซะลองคำ ไม้ดอกสวยที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนเป็นจำนวนมาก

ไม้เดิน และไม้ตลาดตาย

“กล้าไม้แต่ละชนิดในแต่ละปีจะขายดีไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าปีนั้นตลาดหรือคนปลูกนิยมอะไร ถ้าเข้ามาที่สวนจะเห็นว่าบางชนิดจะมีต้นใหญ่สวย เลี้ยงมา 2-3 ปี แต่ที่เลี้ยงนานไม่ใช่อะไร เพราะกล้าไม้ชนิดนี้ตลาดไม่เดิน เลยต้องรอเวลาอีกหน่อย แต่ผมไม่กังวล อันไหนตลาดไม่เดิน เราก็เลี้ยงไว้ รดน้ำเช้า กลางวัน เย็น ให้ปุ๋ยดูแลกันไป ของใหม่เราก็ทำเสริมขึ้นมา จากไม้ตาย รอเวลาอีกหน่อยก็จะเป็นไม้เดิน” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของพี่สังวาลย์หลังให้ข้อมูล

จากคำบอกเล่าของเจ้าของสวนแห่งนี้ จะมีศัพท์ 2 คำ ที่กล่าวถึงอยู่เสมอ นั่นคือ คำว่า ไม้ตลาดตาย และ ไม้เดิน

ไม้ตลาดตาย เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกชนิดของพันธุ์ไม้ที่ตลาดไม่ค่อยซื้อในช่วงเวลานั้นๆ

ส่วนไม้เดิน คือไม้ที่ตลาดต้องการ มีเท่าไรขายหมด

“การที่พันธุ์ไม้ไหนจะเป็นไม้ตายหรือไม้เดินนั้น ไม่เหมือนกันสักปี บางตัวปีที่แล้วเป็นไม้เดิน มีเท่าไรหมด ไม่พอขาย แต่มาปีนี้กลับเป็นไม้ตลาดตาย ไม่มีใครสั่งซื้อ อย่าง ต้นชมพู่น้ำดอกไม้ ปีที่ผ่านมาขายดีมาก แต่ปีนี้เงียบ ซื้อไปกันน้อยมาก แต่ที่เงียบไปเลยคือ ต้นตีนเป็ด หรือพญาสัตตบรรณ สาเหตุเพราะเป็นพันธุ์ไม้ที่มีกลิ่นของดอกแรง บางคนบอกว่าเหม็น หลังๆ จึงไม่มีคนนิยมปลูกกัน”

“หรืออย่างต้นแคนา เมื่อปี 2558 ปรากฏว่าเป็นไม้ที่เดินมาก เพราะดอกกินได้ คนชอบจะไปเก็บดอกมากินช่วงดอกบาน จึงทำให้หลายหน่วยงานที่มีนโยบายส่งเสริมการปลูกป่า สั่งไปปลูกกันมากในทุกสถานที่ แต่มาปีนี้ ตลาดกลับเงียบไม่สั่งกัน เหตุเพราะอาจมีการปลูกกันไปจำหน่ายมากแล้ว”

ส่วนไม้เดินในปี 2559 พี่สังวาล บอกว่า ปีนี้มีหลายตัวที่ได้รับความสนใจจากตลาด อย่างแรกที่มาแรงคือ พันธุ์ไม้ที่อยู่ในกลุ่มเก็บใบกินยอดกินใบ เป็นอาหารของคนเรา ได้กลายเป็นไม้เดินที่ตลาดมีความต้องการมาก สาเหตุหนึ่งอาจเพราะมีโครงการส่งเสริมการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ต่างๆ ที่เน้นการปลูกไม้กินยอดกินใบเป็นไม้หลัก เช่น ต้นชะมวง ต้นผักเม็ก ต้นผักแต๋ว มะตูมแขก นอกจากนี้ ที่มีมาแรงตามมาคือกลุ่มของไม้ป่าที่ใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ เช่น ไม้เต็ง ไม้พะยูง ไม้ยางนา ไม้ตะเคียน ไม้พะยอม ไม้แดง ไม้สัก และไม้กฤษณา เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีต้นมะเดื่อชุมพร ด้วยมีการนำไปทำต้นตอเพื่อเสียบยอดต้นมะเดื่อฝรั่งจำหน่ายตามสวนของเกษตรกรต่างๆ และมีการนำไปปลูกเป็นสวนป่าตามโครงการต่างๆ ของราชการ

“ปัจจัยว่าไม้ชนิดไหนจะเดินหรือจะตาย มาทุกวันนี้มีจากหลายสาเหตุเอาแน่นอนไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ กระแสจากสังคมออนไลน์ ที่หากมีไม้ชนิดไหนที่มีการเผยแพร่กัน จะเป็นไม้ที่มีการสั่งซื้อเข้ามามาก ล่าสุดอย่างที่ทุกคนทราบกันดีคือ ชมพูพันธุ์ทิพย์ พอมีเทศกาลดอกชมพูพันธุ์ทิพย์บาน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ปรากฏว่ามีการสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้นเหลืองอินเดียที่มีการออกข่าว ปรากฏว่ามีการสั่งซื้อเข้ามาเยอะเช่นกัน”

ที่นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวของคนจำหน่ายกล้าไม้ ที่ลุงหวาน พันธุ์ไม้

ไม้มงคล เสริมโชควาสนาตามวันเกิด

การปลูกต้นไม้ นอกจากจะสร้างความร่มรื่นแล้ว หากปลูกให้เข้ากับวันเกิดก็จะช่วยเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตด้วย สำหรับใครที่กำลังมองหาต้นไม้มาปลูก วันนี้มีวิธีการเลือกซื้อต้นไม้ให้ถูกโฉลกกับวันเกิดมาฝาก…

คนที่เกิดวันอาทิตย์ เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจสูง อารมณ์ร้อน โกรธง่ายหายเร็ว สุภาพอ่อนโยน คล่องแคล่ว ชอบพบปะผู้คน พูดจาดีมีหลักการ ควรปลูกต้นไม้ที่มีสีเหลืองและสีส้ม เช่น ต้นโป๊ยเซียน โกสน จำปา ราชพฤกษ์ (คูน) กุหลาบ ชบา

คนที่เกิดวันจันทร์ เป็นคนมีเสน่ห์ ละเอียด รอบคอบ พิถีพิถัน เป็นคนเจ้าสำราญ มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีน้ำใจ ควรปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีขาวหรือเหลือง-ส้ม เช่น วาสนา โกสน มะลิ ราตรี มะม่วง มะยม กวนอิม โป๊ยเซียน จำปี พลูด่าง แก้ว มะละกอ ชะพลู บัวบก

คนที่เกิดวันอังคาร เป็นคนจิตใจกล้าหาญ ใจนักเลง มีบุคลิกเหมือนคนแข็งห้าวหาญ พูดจาตรงไปตรงมา ไม่อ่อนหวาน แต่พูดในทางผลประโยชน์ได้ดี อารมณ์ร้อน มีความอดทนสูง ควรปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีแดง หรือชมพู เช่น กุหลาบ เข็ม โกสน อัญชัน โป๊ยเซียน ชบา พญายอ

คนที่เกิดวันพุธ เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง มีจิตใจกล้าหาญ ควรปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีเหลือง เช่น กวนอิม วาสนา พลูด่าง โป๊ยเซียน มะละกอ กล้วย ราชพฤกษ์ (คูน) กุหลาบ โกสน ชบา

คนที่เกิดวันพฤหัสบดี เป็นคนฉลาดหลักแหลม มีความละเอียดลึกซึ้ง ทำงานประณีต เชื่อในความคิดของตัวเองสูง โกรธง่ายหายเร็ว ควรปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีขาว เช่น มะลิ จำปี ราตรี พุด กุหลาบ (ขาว) แก้ว

คนที่เกิดวันศุกร์ เป็นคนขี้น้อยใจ จิตใจดี ชอบพูดจาอ่อนน้อมถ่อมตน รักเพื่อนฝูง มีน้ำใจ ไม่ทะเยอทะยาน ควรปลูกต้นไม้ที่มีดอกสีแดงและชมพู เช่น กุหลาบ อัญชัน เข็ม ชบา โกสน โป๊ยเซียน

คนที่เกิดวันเสาร์ เป็นคนกล้าแกร่งห้าวหาญ ใจกล้า สุขุมรอบคอบ ควรปลูกต้นไม้อย่าง วาสนา กวนอิม มะลิ ราชพฤกษ์ (คูน) จำปี ชมพู่ มะละกอ มะม่วง ฝรั่ง

ช่วงภัยแล้งระวังไฟ

คุณเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ที่คาดการณ์ว่าน่าจะมีความรุนแรง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีความห่วงใยสวนยางพาราของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในแต่ละพื้นที่ ที่อาจขาดแคลนน้ำจนก่อให้เกิดความแห้งแล้ง ซึ่งในช่วงแล้งเป็นช่วงที่อากาศร้อนและมีแสงแดดแรง เป็นสาเหตุทำให้ดินแห้งและส่งผลกระทบต่อต้นยางพารา เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญในการดูแลสวนยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนยางปลูกใหม่และสวนยางเล็ก อายุไม่เกิน 3 ปี ควรเตรียมการล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ช่วงแล้งประมาณ 1 เดือน โดยควรจัดการสวนยางอย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น การกำจัดวัชพืชในสวนยาง พร้อมทั้งหาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ซากวัชพืช หญ้าคา หรือฟางข้าว มาคลุมโคนต้นยางเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน รวมถึงการตัดแต่งกิ่งต้นยางเพื่อลดแรงต้านลม และใช้ปูนขาวทาบริเวณที่ตัดแต่งกิ่ง ซึ่งการจัดการและหมั่นตรวจตราดูแลสวนยางอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยแล้งได้

“พี่น้องชาวสวนยางควรทำแนวกันไฟในสวนยางเพื่อป้องกันไฟลุกลามจากบริเวณใกล้เคียง โดยการขุดถากวัชพืชและเก็บซากพืชบริเวณรอบๆ สวนยาง ออกเป็นแนวกว้างประมาณ 3-5 เมตร และควรกำจัดวัชพืชบริเวณแถวยางออกข้างละ 1 เมตร แล้วนำเศษวัชพืชมาคลุมโคนต้นยาง และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในหน้าแล้ง เพราะวัชพืชที่แห้งตายอาจเป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดไฟไหม้สวนยางได้”

“นอกจากนี้ แสงแดดในช่วงที่มีอากาศร้อนอาจทำให้ต้นยางพารามีรอยไหม้ เกษตรกรสามารถแก้ไขได้โดยใช้ปูนขาวละลายน้ำทาบริเวณโคนต้น สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร รวมถึงการปลูกพืชแซมในสวนยางที่ให้ความชุ่มชื้นกับดิน อาทิ กล้วยและสับปะรด ก็สามารถช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับพี่น้องชาวสวนยางระหว่างช่วงปิดกรีดอีกทางหนึ่ง พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขอคำปรึกษาการดูแลสวนยาง และข้อมูลที่สนใจเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยในทุกพื้นที่ใกล้บ้าน” คุณเชาว์ กล่าวทิ้งท้าย

ผักย่าง…บาร์บีคิว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ผักย่าง…บาร์บีคิว

อาหารญี่ปุ่น ถือว่าเป็นทางเลือกที่ไม่จำเจสำหรับการกินผักเพื่อสุขภาพ ซึ่งแสนสนุก แม้เมนูผักของชาตินี้จะมีให้เลือกไม่มากนักแต่ก็มีเสน่ห์ไม่น้อย

เป็นเสน่ห์ของกระบวนความรู้ในการปรุงอาหารว่า ต้องใช้วิธีการอย่างไร เพื่อให้ได้อาหารคุณค่าแบบไหนมาบำรุงบำเรอผู้คน

นับแต่ฉันลงมือเรียนรู้ที่จะทำความรู้จักอาหารจานผักนานาชาติหลากหลายก็พบว่าในความเรียบง่ายของอาหารญี่ปุ่นน่ะแหละมีเสน่ห์ยิ่งนัก มันทำให้เราได้รู้สึกกับความสดใหม่ของวัตถุดิบอย่างแท้

อันที่จริงแล้วคนญี่ปุ่นนั้นถนัดนักในการกินอาหารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรุงเลย นั่นคือ การกินดิบ หรือกินอาหารแบบสดตามธรรมชาติของมันซึ่งจะให้รสแท้ๆ ของผัก ปลา อาหารต่างๆ

ใครที่ชอบอาหารญี่ปุ่นแล้วกระเป๋าไม่หนักพอที่จะจ่ายค่าอาหารจานแพงๆ ได้ล่ะก็ ขอแนะนำว่าอาหารชุดสำหรับมื้อกลางวันราคาสมเหตุสมผลนั่นแหละเหมาะสมที่สุด

ใน 1 สำรับของเบนโตะ หรือชุดอาหารที่ขายกันเป็นคอร์สขนาดกำลังอิ่มพอดีสำหรับ 1 คน นั่นแหละคือการกินอาหารญี่ปุ่นเต็มตำรับที่มีปริมาณพอเหมาะพอดี อิ่มท้อง ครบรส และมีคุณค่าทางโภชนาการเกือบครบถ้วน

อาหารชุดโดยทั่วไปก็มักจะมีข้าวสวย 1 ถ้วย ปลาดิบชุดซาซิมิ ปลาย่าง หรือหมูทอด แล้วแต่จะเลือก พร้อมด้วยซุป 1 อย่าง กับผักดองเป็นเครื่องเคียง ปิดท้ายด้วยผลไม้ ถือว่าเป็น 1 อิ่ม ที่มีคุณค่าพอประมาณ

คนที่เคยคิดว่าการงดข้าวสวยแล้วเลือกกินแต่กับข้าวหรือพวกเนื้อสัตว์อย่างเดียวเพื่อจะลดน้ำหนักนั้น เดี๋ยวนี้คงต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เสียแล้ว เพราะมีผลการวิจัยออกมาใหม่ว่า การไม่กินข้าวสวยนั้นมีผลเสียมากกว่าผลดีต่อน้ำหนักตัวมากกว่าการกินเป็นประจำในปริมาณที่พอเหมาะเสียอีก

เนื่องจากข้าวสวยเป็นน้ำตาลที่ย่อยได้อย่างช้าๆ จึงช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานและหายหิว ไม่นึกอยากกินบ่อยๆ

เพียงแต่ต้องเลือกกินข้าวสวยกับผักให้มาก ลดปริมาณข้าวลงไปเพิ่มที่ปริมาณผักแค่นี้น้ำหนักก็ถอยลงได้มากโขแล้ว

การคุมน้ำหนักโดยไม่ปฏิเสธข้าวสวยนี้คงจะเหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ติดข้าวจนขาดไม่ได้ เพราะเราก็ไม่อยากให้ขาดอยู่แล้ว

แต่การจะกินข้าวกับผักให้อร่อยและสนุกนั้นมีทางเลือกไม่มากนัก

ฉันจึงนึกถึงผักปิ้งบาร์บีคิวขึ้นมาได้ยามที่หลับตานึกภาพอาหารชุดกลางวันของญี่ปุ่นจำพวกข้าวชุดปลาย่างต่างๆ เพราะเราสามารถกินผักย่างกับข้าวสวยแทนปลาย่างได้ในปริมาณความอร่อยไม่แพ้กันเลย

แต่จำนวนพลังงานที่ร่างกายได้รับต่างกันมหาศาล

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอาหารชุดนั้นเป็นข้าวชุดปลาไหลย่างซึ่งเป็นปลาที่มีไขมันพอประมาณ แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ จัดอยู่ในกลุ่มอาหารจำพวกที่มีคอเลสเตอรอลสูงใกล้เคียงกับไข่นกกระทา ตับไก่ ปลาไข่ชิชาโมะ และไข่ปลาแซลมอนนั่นเลยเชียว

แต่ถ้าเราย่างผักแบบบาร์บีคิวมากินแทนเนื้อปลาก็จะอิ่มเท่ากัน แต่ลดปริมาณคอเลสเตอรอลและจำนวนแคลอรีที่ร่างกายได้รับลงได้

ปริมาณแคลอรีแต่ละครั้งที่ลดลงอาจไม่มาก แต่หากกินสม่ำเสมอแบบเชื่อว่าไขมันส่วนเกินหายไปอย่างแน่นอน

ส่วนจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการออกกำลังเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่งด้วย

ผักย่างสูตรญี่ปุ่นจริงๆ นั้นมีหลายแบบ แต่ที่ฉันคุ้นเคยโดยส่วนตัวคือผักย่างที่มากับสเต๊กเนื้อสันในแบบที่เรียกว่า “เทปัน ยากิ” นั่นแหละ

ชอบอาหารจานนี้ก็เพราะตัวผักย่าง ไม่ใช่เพราะเนื้อสเต๊กเลย

ผักย่างแบบเทปัน ยากิ มีรสชาติและวิธีการย่างคนละแบบกับผักย่างบาร์บีคิวของฝรั่ง เพราะแบบฝรั่งนั้นน้ำซอสในการย่างจะไม่มีรสเข้มแบบญี่ปุ่นซึ่งมีน้ำจิ้มให้เลือกถึง 2 อย่าง คือ น้ำจิ้มซีอิ๊วขิงกับน้ำจิ้มงา

น้ำจิ้ม 2 ชนิดนี้ ให้รสชาติเข้มข้นและนุ่มนวลแตกต่างกันไป

ผักยอดนิยมที่ทั้งฝรั่งและคนญี่ปุ่นชอบเอามาย่างอันดับแรกก็ต้องยกให้เป็นผักจำพวกเห็ดสด

ได้แก่ เห็ดหอมสด เห็ดเข็มทอง และเห็ดออรินจิ

ตามมาด้วยหน่อไม้ฝรั่งสดๆ สีเขียวน่ากิน

ผักอื่นๆ ก็มีหอมใหญ่ ต้นหอม แครอตสีส้ม หน่อไม้ มะเขือม่วงหั่นบางๆ ข้าวโพดอ่อน ฟักทอง พริกหวานหรือพริกตุ้ม สีเขียว เหลือง แดง แล้วแต่ชอบ

หรือใครชอบผักชนิดไหนก็ไม่มีข้อหวงห้ามใดๆ ในการย่างผักตำรับนี้ สำคัญที่สุดอยู่ตรงที่ผักต้องสะอาดปราศจากสารพิษเท่านั้นเอง

ผักย่างแบบเทปัน ยากิ นั้นจะย่างทีหลังการย่างเนื้อ ซึ่งจะพลอยทำให้ผักซึมซับเอารสชาติหวานสดของน้ำจากเนื้อที่ย่างฉู่ฉี่อยู่บนกระทะไว้เต็มๆ

และหากใส่น้ำซอสคลุกเคล้าลงไปพร้อมกัน ผักย่างก็จะกลายรูปเป็นผัดผักรสเข้มขึ้นในทันที ซึ่งใครจะทำแบบนี้ก็ไม่ว่ากันค่ะ

เทคนิคของการย่างแบบเทปัน ยากิ ต้องทำให้กระทะย่างร้อนจัดแล้วทาน้ำมันบางๆ เพื่อไม่ให้เนื้อหรือผักติดกระทะแล้วค่อยเอาเนื้อลงย่าง ตามด้วยผักซึ่งอาจจะผัดไปมาโดยเร็วก็ได้

จากนั้นตักขึ้นกินโดยจิ้มน้ำซอสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะผสมซอส 2 ชนิด เข้าด้วยกันก็ไม่ผิดกติกาใดๆ

สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างจริงจัง อาจย่างเฉพาะผักล้วนๆ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยรสเนื้อมาปรุงให้กลมกล่อมก็ได้ ซึ่งอาจจะใช้กระทะย่างที่ทำขายโดยเฉพาะ หรือกระทะเทฟล่อนเพื่อไม่ให้ต้องใส่น้ำมันเลยก็ได้

แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวอยากแนะนำให้ทาน้ำมันบางๆ พอเคลือบกระทะสักหน่อยจะช่วยให้ผักมีรสชาตินุ่มนวล ไม่แข็งกระด้าง

เนื่องจากน้ำมันมีคุณสมบัติในการเป็นตัวนำรสชาติ แถมยังจำเป็นในการดูดซึมเบต้าแคโรทีนจากผักสีเขียวกับสีส้มไปแปลงเป็นวิตามิน เอ อีกด้วย

ถ้าเป็นไปได้ ขอให้ใช้น้ำมันมะกอกนะคะ

การทำ น้ำจิ้มซีอิ๊วขิง ก็ไม่ยาก เพียงแค่ผสมซีอิ๊วญี่ปุ่น 1 ถ้วย เข้ากับขิงสดใหม่ๆ หัวขนาดกลางๆ ที่ขูดฝอยละเอียดแล้วหรือจะสับก็ได้ จากนั้นเติมน้ำตาลทราย 2 ช้อนชา ตีให้เข้ากันก็เสิร์ฟได้ รสชาติจะออกเค็มนำ ตามด้วยรสเผ็ดร้อนของขิง

น้ำจิ้มงา นั้นมีกรรมวิธียุ่งยากกว่านิดหน่อย คือจะต้องนำงาขาว ประมาณ 100 กรัม ไปคั่วไฟอ่อนๆ ประมาณ 5 นาที หรือคั่วจนเป็นสีเหลืองทองอร่าม จากนั้นนำไปโขลกให้ละเอียดพอประมาณ

เวลาคั่วงา กลิ่นงาคั่วจะหอมฟุ้งไปทั่วบ้านเลยทีเดียว

เสน่ห์ของงาคือ กลิ่นหอมอบอวลที่ได้หลังจากการคั่วให้สุกใหม่ๆ แล้วบดให้ละเอียดนี่เอง

ระหว่างโขลกงานี้อาจเติมน้ำมันพืชนิดหน่อยได้เพื่อให้งาจับตัวเป็นก้อนจะได้โขลกง่ายขึ้น แต่โดยความเป็นจริงแล้วตัวงาคั่วเองก็จะให้น้ำมันงากลิ่นหอมพอสมควรทีเดียว

งาที่โขลกเสร็จแล้วนำไปผสมกับซีอิ๊วญี่ปุ่น 1/2 ถ้วย กับมิริน 2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย 3 ช้อนชา ซุปผงญี่ปุ่น 1/2 ถ้วย (ถ้าไม่มีอาจใส่ซุปผงปรุงรสทั่วไปแทนได้) จากนั้นเติมน้ำสุก 1 ถ้วย ตีให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จพิธี

สูตรนี้ทำแล้วกินไม่หมดสามารถเก็บใส่ตู้เย็นไว้ได้อีกสองสามวัน

คราวนี้ก็มาถึงวิธีย่างผักบาร์บีคิวแบบฝรั่งกันล่ะ

ซอสผักบาร์บีคิว ประกอบด้วย น้ำมันมะกอก 1/3 ถ้วย น้ำส้มสายชูหมักจากผลไม้ 2 ช้อนโต๊ะ ใบโรสแมรี่ 2 ช้อนโต๊ะ และกระเทียมบุบสับละเอียด 3 หัว และเกลือเล็กน้อย

ใบโรสแมรี่นั้นมีขายสำเร็จรูปในขวดแบบป่นแห้งเรียบร้อยแล้วแต่ต้องเลือกซื้อตามซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่หน่อย หรือไม่ก็ต้องไปหาตามตลาดย่านที่มีคนต่างชาติอาศัยอยู่มากๆ จะหาได้ง่ายและสะดวกกว่าไปซื้อตามร้านขายของชำทั่วไป

ใครที่ชอบเรื่องความสดใหม่ของเครื่องปรุงรส โดยเฉพาะกลิ่นสดของเครื่องเทศสมุนไพรก็ต้องไปหาใบโรสแมรี่สดๆ มาใช้ เท่าที่เคยเห็น ร้านดอยคำของโครงการหลวงเคยมีขายค่ะ

ซอสสูตรนี้จะให้รสชาติเผ็ดร้อนของกระเทียมออกมานำหน้าผสมกับรสหอมอ่อนๆ ของเครื่องเทศโรสแมรี่ ซึ่งถ้าไม่มีจริงๆ ก็อาจประยุกต์เป็นเครื่องเทศไทยอื่นๆ อย่างโหระพาหรือผักชีฝรั่งสับละเอียดน่าจะได้

วิธีการย่างผักบาร์บีคิว จะใช้แปรงจุ่มน้ำซอสปรุงรสทาผักให้ทั่วและหมั่นกลับผักเป็นระยะๆ ประมาณ 10-15 นาที แล้วแต่ชนิดของผักนั้นๆ ว่าสุกง่าย หรือสุกยาก

ปกติเมื่อเห็นผักเริ่มนิ่มก็จะต้องคอยกลับผักแล้วทาน้ำซอสเพิ่มทุกครั้งเพื่อให้เนื้อผักมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลาจนสุกทั่ว ยกลงมาจากเตาก็กินได้ทันที โดยอาจจะกินกับข้าวสวยร้อนๆ หรือกินเปล่าๆ ก็ได้แล้วแต่ชอบ

ผักบาร์บีคิวแบบฝรั่งนี้มีน้ำมันมากกว่าผักย่างแบบญี่ปุ่น ฉะนั้น ผักที่เลือกมาย่างไม่ควรจะให้เป็นผักที่อมน้ำมันมากนัก เช่น มะเขือม่วง หรือมะเขือยาวจะอมน้ำมันมากกว่าแครอต หรือเห็ดหอมก็อมน้ำมันมากกว่าหน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ต้องการโปรตีนเพิ่มเติมในเมนูนี้ สามารถนำเต้าหู้แข็งมาย่างกินคู่กับผักก็จะได้รสอร่อยแปลกไปอีกอย่าง เป็นการผสมผสานตะวันออกกับตะวันตกในจานเดียวกัน

และพิเศษสุดเฉพาะคนรักเห็ด เมนูผักย่างนี้หากไม่ใช้น้ำมันมาก การปรุงเห็ดด้วยวิธีย่างจะดึงรสอร่อยของเห็ดออกมาได้มากที่สุด

โดยเฉพาะพวกเห็ดป่า หรือเห็ดที่เกิดตามธรรมชาติซึ่งจะมีกลิ่นดินติดมาด้วยและตัวเห็ดเองยังเป็นอาหารที่มีสารชูรสตามธรรมชาติคล้ายสารในผงชูรส ทำให้อร่อยในตัวเองเป็นพิเศษ

ผักที่นำมาย่างนั้นขอให้เลือกของที่ชอบไว้ก่อนไม่ต้องสนใจว่าเป็นผักอะไร…ทำตามใจตัวเองได้เต็มที่เพราะเรากินของเราเอง คนอื่นไม่เกี่ยวค่ะ

หมอเกษตร ทองกวาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

หมอเกษตร ทองกวาว

ความหลากหลายของทุเรียนไทย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ประเทศไทย อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลไม้รสดี โดยเฉพาะทุเรียนนั้น มีมากมายหลายพันธุ์ ผมจึงอยากทราบว่า บ้านเรามีทุเรียนกี่พันธุ์ มีพันธุ์อะไรบ้าง และแต่ละพันธุ์นั้นมีลักษณะเด่นและด้อยต่างกันอย่างไร ผมขอเรียนถามเพื่อเป็นความรู้ และเมื่อแม่ค้าบอกว่าเป็นพันธุ์อะไรจะได้ตามทัน ผมถือโอกาสขอบคุณมา ณ โอกาสนี้

ขอแสดงความนับถือ

ณรงค์ศักดิ์ เพชรวงค์สกุล

เลขที่ 213/8 ซอยลาดพร้าว 78 บึงทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

ตอบ คุณณรงค์ศักดิ์ เพชรวงค์สกุล

ทุเรียน ได้รับสมญานามว่า คิงออฟฟรุต หรือ ราชาแห่งผลไม้ ต้องขอขอบคุณบรรพบุรุษเรา ที่ท่านได้คัดเลือก หรือภาษาวิชาการเรียกว่า ปรับปรุงพันธุ์ทุเรียน พันธุ์ที่ดีๆ ไว้ให้ลูกหลานได้ลิ้มรสเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าทุเรียนไทยมีทั้งหมดกี่พันธุ์ อย่างไรก็ตาม ดร. ทรงพล สมศรี อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านไม้ผล กรมวิชาการเกษตร ได้รวบรวมไว้เพียง 20 พันธุ์ เท่านั้น เริ่มจาก

พันธุ์ชะนี มีเนื้อละเอียด สีเหลืองเข้ม เนื้อผลสุกอย่างสม่ำเสมอ เมล็ดลีบ เนื้อมาก เปลือกแกะออกง่าย ทนต่อโรครากเน่า โคนเน่า แต่ติดผลน้อย หากเก็บไว้นานกลิ่นจะยิ่งฉุน

พันธุ์ก้านยาว เนื้อละเอียด สุกแล้วไม่เละ เมล็ดโต แต่ติดผลดี เกิดอาการไส้ซึมง่าย

พันธุ์หมอนทอง เนื้อมาก แต่หยาบ สีเหลืองอ่อน เมล็ดลีบ กลิ่นไม่ฉุนมาก เนื้อไม่เละ ใช้แปรรูปได้ดี ติดผลดี แต่ใน 1 ผล สุกไม่สม่ำเสมอ และไม่ต้านทานต่อโรครากเน่า โคนเน่า

พันธุ์กระดุมทอง เป็นทุเรียนเป็นเบา เก็บเกี่ยวได้ภายใน 90-100 วัน หลังออกดอก ข้อด้อยคือ เมล็ดใหญ่ ไม่ทนต่อโรครากเน่า โคนเน่า

พันธุ์อีหนัก เนื้อสีเหลืองเข้ม เต็มพูดี ติดผลดก แต่เป็นพันธุ์หนัก เก็บเกี่ยวเมื่อ 140 วัน หลังออกดอก

พันธุ์กบพิกุล เนื้อสีเหลืองเข้ม ติดผลดี แม้ผลใหญ่แต่ได้เนื้อน้อย เพราะเปลือกหนา

พันธุ์กะเทย มีเนื้อมาก เมล็ดลีบ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื้อผลสีขาว ไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจสำหรับนักบริโภคทุเรียน

พันธุ์ชมพูศรี เนื้อมากและละเอียด เหมาะสำหรับทำทุเรียนกวน ติดผลดี อ่อนแอต่อโรครากเน่า โคนเน่า

พันธุ์กบสุวรรณ เนื้อแห้ง ไม่เละ รสชาติหวานมัน พูเต็ม อัตราเมล็ดลีบไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรครากเน่า โคนเน่า

พันธุ์พวงมณี เนื้อสีเหลืองเข้ม รสชาติหวานมัน เนื้อไม่เละ มีเมล็ดใหญ่ ติดผลน้อย และเนื้อไม่เต็มพู ต้านทานโรครากเน่า โคนเน่าได้ดี

พันธุ์นกหยิบ เนื้อสีเหลืองเข้ม เนื้อเหนียว ละเอียด รสชาติดี เมล็ดใหญ่ มีเนื้อไม่เต็มพู

พันธุ์อีลีบ เมล็ดลีบ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื้อหนา พูเต็ม ติดผลดี ทำให้ผลผลิตสูง

พันธุ์ย่ำมะหวาด เนื้อหนา เมล็ดลีบมาก แต่มีเนื้อหยาบ อ่อนแอต่อโรครากเน่า โคนเน่า

พันธุ์ฝอยทอง เนื้อสีเหลืองเข้ม รสชาติดี เมล็ดลีบในอัตราสูง เป็นพันธุ์อายุเบา เก็บเกี่ยวได้ภายใน 90 วัน หลังออกดอกและติดผลดก อย่างไรก็ตาม พันธุ์นี้จะให้ผลผลิตต่ำ

พันธุ์กบหน้าศาล เนื้อสีเหลืองเข้ม อายุเก็บเกี่ยว 100 วัน เมล็ดมีขนาดใหญ่ ให้ผลผลิตสูง

พันธุ์กบแม่เฒ่า เนื้อสีเหลืองเข้ม พูค่อนข้างเต็ม ติดผลดี แต่อัตราให้เนื้อต่ำ ทนต่อโรครากเน่า โคนเน่าปานกลาง

พันธุ์กบตาขำ เนื้อสีเหลืองเข้ม อัตราเมล็ดลีบ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ มีกลิ่นแรง

พันธุ์ทองย้อยฉัตร เนื้อหนาเต็มพูดี ติดผลดี แต่เป็นพันธุ์หนัก เก็บเกี่ยวผลได้เมื่ออายุ 140 วัน หลังออกดอก

พันธุ์จันทบุรี 1 เป็นลูกผสมของชะนีกับหมอนทอง เนื้อแห้งค่อนข้างละเอียด สีเหลือง มีเส้นใยในปริมาณต่ำ เนื้อไม่เละ คงสภาพได้นาน เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่ออายุ 105 วัน ผลขนาดปานกลาง อัตราเมล็ดลีบ ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ มีกลิ่นอ่อน และ

พันธุ์จันทบุรี 2 เป็นลูกผสมของชะนีกับพวงมณี ขนาดผลค่อนข้างเล็ก อายุเบา เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายใน 95 วัน หลังออกดอก เนื้อสีเหลืองเข้ม รสชาติดี แต่มีกลิ่นอ่อน

ซึ่ง 2 พันธุ์หลังนี้ เป็นผลงานวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ของ ดร. ทรงพล สมศรี และทีมงาน สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ด้วยมีกลิ่นไม่อ่อน จึงมีโอกาสบุกตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลางได้อย่างแน่นอน

อัศจรรย์ใจ ไปดูเขาผลิตเกลือบนดอยสูง

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสนใจและอยากทราบว่า ที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสูง แต่เหตุใดที่นั่นจึงสามารถผลิตเกลือเป็นอาชีพของชุมชนได้อีกอาชีพหนึ่ง ผมเคยอ่านหนังสือรู้ว่ามีการทำเกลือสินเธาว์เฉพาะที่ภาคอีสานเท่านั้น เหลือเชื่อจริงๆ ขอคำอธิบายด้วยครับ ขอบคุณเป็นอย่างสูง

ขอแสดงความนับถือ

ชวลิต จันทร์ศิริวัฒน์

เลขที่ 152/8 หมู่ที่ 12 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

ตอบ คุณชวลิต จันทร์ศิริวัฒน์

ก่อนไปสัมผัสบ่อเกลือ ที่อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน มารู้จักจังหวัดน่านกันก่อนครับ จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของภาคเหนือไทย ตอนเหนือและตะวันออกของจังหวัดติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือประเทศลาวในอดีต อยู่ไกลจากกรุงเทพฯ 675 กิโลเมตร มีแม่น้ำน่านไหลมาหล่อเลี้ยงชาวน่านมาแต่โบราณกาล อำเภอบ่อเกลือ เป็น 1 ใน 15 อำเภอของจังหวัดน่าน ระหว่างปี พ.ศ. 2511 ถึงปี พ.ศ. 2520 เคยเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ทำความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับทั้งสองฝ่าย อำเภอบ่อเกลือ อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ประมาณ 45 กิโลเมตร เส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่และเนินเขา สูงชันพอประมาณ แต่เคี้ยว ระหว่างทางจะเห็นต้นชมพูภูคา ออกดอกสีชมพูให้เห็นในฤดูหนาว

มีข้อสันนิษฐานว่า หลายล้านปีก่อน อำเภอบ่อเกลือเคยเป็นทะเล แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เพราะเหตุใดบริเวณใกล้เคียงจึงไม่สามารถผลิตเกลือได้อย่างบ่อเกลือ อีกทั้งยังไม่พบซากดึกดำบรรพ์ชนิดใดชนิดหนึ่งมาก่อน จึงขอฝากผู้เกี่ยวข้องช่วยกันค้นหาข้อมูล เพื่อให้กระจ่างมากขึ้นก็จะดี ขอขอบคุณล่วงหน้า

วิธีผลิตเกลือ ชาวบ้านร่วมกันขุดบ่อในจุดที่มีน้ำเค็มจัด ลึกลงไปจากผิวดิน 4-5 เมตร เป็นบ่อสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้าง ยาว 1.20 เมตร เท่ากัน กรุภายในด้วยแผ่นไม้เนื้อแข็ง ป้องกันดินถล่มลงไปปิดบ่อ แล้วทำนั่งร้านคร่อมบ่อน้ำเอาไว้ สูงประมาณ 2 เมตร เพื่อวางโอ่ง หรือตุ่ม ขนาดย่อมๆ จำนวนหลายใบ แต่ละใบมีท่อเอสล่อน ส่งต่อเข้าไปยังโรงต้มเกลือของใครของมันที่อยู่ไม่ไกล เสร็จเรียบร้อยชาวบ้านแต่ละเจ้าจะมาตักน้ำในบ่อ ด้วยวิธีผูกเชือกกับถังน้ำ สาวขึ้นลงด้วยมือ ใส่ลงในตุ่ม ปล่อยให้น้ำไหลจากที่สูงลงไปที่ต่ำกว่าเข้าไปยังโรงต้ม แต่ละเตามี 2 กระทะสำหรับต้ม เตาทำจากดินเหนียว โครงทำจากอิฐทนไฟ น้ำ 1 กระทะ ต้มเกลือได้ประมาณ 8-10 กิโลกรัม มีฟืนเป็นแหล่งให้ความร้อน ใช้เวลาต้มนาน 4-5 ชั่วโมง ดอกเกลือจะลอยขึ้นมาบนผิวหน้า คนทำเกลือจะตักดอกเกลือขึ้นจากน้ำ ใส่ในตะกร้าตาถี่ทำจากไม้ไผ่สาน แขวนไว้เหนือกระทะขึ้นไป ประมาณ 1 ฟุต ต้มไป ตักไปจนดอกเกลือหมด ทิ้งไว้จนเกลือสะเด็ดน้ำดี จะได้เกลือสินเธาว์สีขาวบริสุทธิ์ แล้วบรรจุลงในถุง ขนาดน้ำหนัก 3-5 กิโลกรัม นำไปจำหน่าย

ประโยชน์ของเกลือ นำไปใช้ประกอบอาหาร เป็นเครื่องประเทืองผิวสำหรับสตรี มีเกษตรกรบางรายนำไปใช้ในการกำจัดวัชพืชก็มี นี่จึงเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อีกสิ่งหนึ่งของไทย นอกจากนี้ จังหวัดน่าน ยังมีธรรมชาติที่สวยงาม และมีวัฒนธรรมอันเก่าแก่ แต่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี มีให้ทัศนา น่าน จึงเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่น่าไปเยือน

ผลทุเรียนที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากเจ้าของสวน

ทุเรียนป่า แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของพันธุกรรมทุเรียนไทย

ตลาดแต่ละแห่งนิยมบริโภคเนื้อทุเรียนแตกต่างกันไป ตัวอย่าง ตลาดอินโดนีเซีย นิยมบริโภคทุเรียนปลาร้า

บรรยากาศของหมู่บ้านผลิตเกลือ หลังคามุงแฝก กรุรอบโรงเรือนด้วยไม้ไผ่ขัดแตะอย่างมิดชิด

นั่งร้าน เป็นที่วางภาชนะใส่น้ำเกลือ แล้วปล่อยน้ำไปยังโรงต้ม อาศัยการไหลของน้ำจากที่สูงลงไปที่ต่ำกว่า

บ่อน้ำเค็มอยู่ใต้นั่งร้าน เพื่อสะดวกในการนำน้ำมาใส่ตุ่ม โดยใช้วิธีผูกเชือกกับถังน้ำแล้วสาวขึ้นมา

เตาต้มเกลือ ทำจากดินเหนียว อยู่ในช่วงพักและบำรุงรักษา เสียดายวันที่มาเก็บภาพเป็นวันหยุดงาน

ผลผลิตเกลือที่เตรียมบรรจุถุงส่งจำหน่าย ดำเนินการโดยกลุ่มแม่บ้านของชุมชน

กมล ก้องเวหา คนบึงกาฬ เกษตรกรดีเด่น ประจำปี 58 เลี้ยงปลานิล ริมฝั่งน้ำโขง เป็นอาชีพสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

กมล ก้องเวหา คนบึงกาฬ เกษตรกรดีเด่น ประจำปี 58 เลี้ยงปลานิล ริมฝั่งน้ำโขง เป็นอาชีพสร้างรายได้

บึงกาฬ เป็นจังหวัดน้องใหม่ที่ได้ตั้งขึ้นในปี 2554 ให้เป็นจังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย ในอดีตเป็นชุมชนที่มีขนาดเล็ก และเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ด้วยภูมิภาคที่มีเนื้อที่ทอดยาวตามลำน้ำโขง ทำให้มีความห่างไกลจากตัวเมืองหนองคายเป็นอย่างมาก ความสามารถในการพัฒนาจึงไม่สะดวกเท่าที่ควร และมีความยากลำบากในการติดต่อประสานงานต่างๆ เพื่อความสะดวกแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ จึงได้มีการเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อตั้งเป็นจังหวัด ในปี 2537 กว่าจะได้ตั้งเป็นจังหวัดใช้เวลาเกือบ 20 ปี

จังหวัดบึงกาฬ มีแม่น้ำโขงเป็นลำน้ำที่ไหลผ่านเขตอำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอปากคาด และอำเภอบึงโขงหลง ความยาวตามลำน้ำโขง ประมาณ 120 กิโลเมตร เป็นเส้นกั้นเขตแดนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในช่วงฤดูฝน ชาวบ้านในพื้นที่อาศัยทำการประมง โดยจับสัตว์น้ำขึ้นมาบริโภค

ณ ปัจจุบัน การจับปลาเพื่อบริโภคเหมือนสมัยก่อนอาจเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณที่น้อยลง จึงมีการเลี้ยงปลาเพื่อบริโภคกันมากขึ้น จากการสำรวจรวบรวมข้อมูลของสำนักงานประมงจังหวัดบึงกาฬ มีเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ และเกษตรกรด้านการประมง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 รวมทั้งสิ้น 7,420 ราย มีทั้งที่เลี้ยงภายในบ่อและในกระชัง

คุณกมล ก้องเวหา อยู่บ้านเลขที่ 59 หมู่ที่ 6 ตำบลบึงกาฬ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ อีกหนึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำโขง ที่มีความชำนาญมากด้วยประสบการณ์ จากการเริ่มทดลองเรียนรู้ด้วยตนเอง จนประสบผลสำเร็จได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น ระดับจังหวัด สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ประจำปี 2558

ครูพี่เลี้ยง ก้าวสู่

เกษตรกรเลี้ยงปลา

เพื่อเป็นอาชีพเสริม

คุณกมล เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักที่ทำเป็นครูพี่เลี้ยงดูแลเด็ก อยู่ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดโพธิ์ศรี แต่เนื่องจากบ้านญาติเลี้ยงปลา จึงไปศึกษาและมาทดลองเลี้ยง

“อาชีพหลักก่อนที่จะมาเลี้ยงปลา เป็นครูพี่เลี้ยง คราวนี้ไปเห็นลุงที่หนองคาย เขาก็เลี้ยงปลาในกระชัง ก็เลยอยากทดลองเลี้ยงดูว่ามันจะได้ผลผลิตยังไง ก็มาลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อาศัยถามๆ ลุงบ้าง” คุณกมล เล่าถึงความเป็นมา

ปี 2542 ปลาที่คุณกมลเริ่มเลี้ยงคือปลานิล ซึ่งในขณะนั้นเลี้ยงประมาณ 2 กระชัง เพื่อเป็นการทดลอง ปลานิลที่เลี้ยงเจริญเติบโตดี ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเธอ

“ผลผลิตดี ถือว่าได้ดีเลย เพราะว่าช่วงนั้นยังไม่มีใครเลี้ยงมาก ราคาปลามันก็ดี ราคาค่าอาหารปลาก็กระสอบละไม่เท่าไหร่ ก็เหมือนต้นทุนเราก็ไม่มาก ถือว่าได้กำไรดีเป็นที่น่าพอใจ” คุณกมล เล่าถึงความสำเร็จของการเลี้ยงในสมัยนั้น

ปลานิล ตัวใหญ่ สวย

ไซซ์ได้ขนาด

เลี้ยงไม่ยากอย่างที่คิด

คุณกมล บอกว่า ปลานิลที่นำมาเลี้ยงหาซื้อลูกปลาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ลูกปลานิลมีขนาดไซซ์ใบมะขาม นำมาเลี้ยงในกระชัง ขนาด 3×3 เมตร ความลึก 2 เมตร ปล่อยประมาณ 1,200 ตัว ต่อกระชัง

ในช่วงแรกจะให้อาหารเม็ดเล็ก ที่มีโปรตีน 32 เปอร์เซ็นต์ ให้กิน 2 มื้อ ต่อวัน คือเช้าและเย็น เมื่อผ่านไปได้ ประมาณ 1 เดือน จะเปลี่ยนอาหารที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ปลานิลกินตลอดจนกว่าจะจับจำหน่าย

การดูแลรักษาโรค คุณกมล บอกว่า ปลาที่เลี้ยงในกระชัง โรคที่เจอส่วนใหญ่จะมากับน้ำ เพราะเธอเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติ บางครั้งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก โรคมักมาในช่วงฤดูฝน

“โรคที่เป็นบางครั้งไม่ได้เกิดจากตัวปลาเอง บางทีมันก็เกี่ยวกับน้ำด้วย ถ้าน้ำในแม่น้ำโขงแดงมา ปลามันก็ตาย เราก็ต้องแก้ไขด้วยการลดปริมาณการปล่อยปลาในกระชังให้น้อยลง ไม่ให้มันหนาแน่นมากเกินไป มันก็จะแก้เรื่องนี้ได้” คุณกมล อธิบาย

ปลานิลที่เลี้ยงในกระชังทั้งหมดหลังจากปล่อย ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน จะมีขนาดไซซ์พร้อมที่จะจำหน่ายได้

ลูกปลานิลจะโตดี

ต้องอนุบาลในบ่อดิน

ก่อนนำมาเลี้ยงในกระชัง

คุณกมล เล่าย้อนถึงสมัยก่อนว่า เมื่อเลี้ยงมาได้เป็น 10 ปี การเลี้ยงต้องขยายเพิ่มมากขึ้น อาจทำให้กระชังที่เธอมีอยู่ไม่เพียงพอ เพราะลูกปลานิลที่นำมาอนุบาลภายในกระชังโตช้า จึงคิดหาวิธีนำไปอนุบาลในบ่อดินก่อน จากนั้นจึงนำมาเลี้ยงต่อในกระชังริมแม่น้ำโขง

“ประมาณ ปี 57 ก็เอาลูกปลานิลไซซ์ใบมะขามที่ได้จากแหล่งที่เราซื้อ มาปล่อยลงในบ่อดิน เลยทดลองดูว่าระหว่างที่เอาลูกปลาใส่ในกระชังที่เราทำแบบเดิม กับอนุบาลในบ่อดินก่อน แบบไหนดีกว่ากัน ผลก็ออกมาว่า ที่เราอนุบาลในกระชังมันจะโตช้ากว่าอนุบาลในบ่อดิน เพราะการอนุบาลในบ่อดินมันได้ดูดกินดิน เหมือนมีอาหารตามดินเลยโตดี ประมาณเดือนกว่าๆ เราก็ย้ายมาลงในกระชังริมแม่น้ำโขง โตได้ดี ปลานิลโตไว” คุณกมล อธิบาย

บ่อดินที่ใช้สำหรับอนุบาลลูกปลานิลของคุณกมล มีขนาด 20×30 เมตร ลึก 2 เมตร ก่อนที่จะนำลูกปลามาปล่อย เตรียมบ่อด้วยการวิดน้ำให้แห้ง แล้วโรยด้วยปูนขาว ตากบ่อทิ้งไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จากนั้นปล่อยน้ำเข้ามาภายในบ่อ ปรับสภาพน้ำ นำปลูกปลานิลมาปล่อย ประมาณ 15,000 ตัว ต่อบ่อ ให้กินอาหารเช้าและเย็น

ขณะที่เลี้ยงไปได้ประมาณ 15 วัน น้ำภายในบ่อดินจะลดลง เติมน้ำเข้าไปภายในบ่ออนุบาล ในระยะนี้ป้องกันพวกนกและงูมากินลูกปลานิลภายในบ่อ

หลังจากอนุบาลได้ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน แล้วลากอวนนำมาเลี้ยงต่อในกระชังริมแม่น้ำโขงอีกประมาณ 3-4 เดือน ก็จะได้ปลานิลคุณภาพ พร้อมจำหน่าย

จากการทำด้วยวิธีนี้ คุณกมล บอกว่า ทำให้ประหยัดต้นทุน และที่ฟาร์มสามารถแบ่งจำหน่ายลูกปลานิลให้เพื่อนเกษตรกรได้อีกด้วย

“พอเรามาทำแบบนี้ คิดต้นทุนแล้ว เมื่อเทียบกับที่เราซื้อลูกปลาคนอื่นมาคุ้มกว่า เพราะปลาที่เราอนุบาลนี่ได้ดีกว่า สมมุติเราไปซื้อปลาไซซ์ที่พร้อมจะปล่อยลงกระชัง ตัวละ 5 บาท หมื่นตัวนี่เราก็เสียไปแล้ว 50,000 บาท ต้นทุนมันก็สูง เราก็เอามาทำเองดีกว่ามาก อย่างตอนนี้ที่บ่อเราก็แบ่งให้เพื่อนๆ ซื้อไปเลี้ยง ตัวละ 3 บาท มันก็ลดต้นทุนได้” คุณกมล กล่าว

ปลานิล ยังเป็นที่

ต้องการของตลาด

ในช่วงแรกของการเลี้ยง คุณกมล เล่าว่า ปลานิลที่ตัวโตไซซ์ได้ขนาด จะนำไปจำหน่ายเองตามพื้นที่ชุมชน ทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้มากนัก

“ตอนแรกนี่ก็ตระเวนขายตามหมู่บ้าน ช่วงนั้นขายดีมาก ไม่มีปัญหาอะไรเลย เรียกว่าไปหมดทุกที่ ตามตลาดสดเราก็ไป พอทำมาได้สัก 4-5 ปี เริ่มมีนายทุนใหญ่ๆ มาพยายามทำราคาแข่งกับเรา พอเจอแบบนั้น เราก็ไม่แข่งขันนะ เราก็เลี้ยงของเราไปเรื่อยๆ ไม่เครียด เพราะถึงแข่งขันไป คิดว่าก็ไม่ได้อะไร เพราะต้นทุนมันแพง เกิดไปตีราคากับเขา ราคาปลาลงมาเยอะ มันก็จะขาดทุนเปล่าๆ เราเน้นคุณภาพเราไปดีกว่า” คุณกมล เล่าถึงสถานการณ์ของตลาดในช่วงนั้น

คุณกมล บอกว่า ขนาดของปลานิลที่ตลาดต้องการ ไซซ์ประมาณ 800 กรัม ถึง 1.2 กิโลกรัม ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 65-70 บาท

ณ เวลานี้ ปลานิลในกระชังของคุณกมลสามารถส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าภายในจังหวัดบึงกาฬได้ตลอดทั้งปี ตกวันละ 150-250 กิโลกรัม สร้างรายได้ให้เธอได้เป็นอย่างดี

ตลาดเป็นสิ่งสำคัญ

ของการเริ่มทำอาชีพ

สำหรับท่านใดที่สนใจ อยากเลี้ยงปลาในกระชัง เพื่อเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม คุณกมล แนะนำว่า

“การที่เราจะทำอาชีพอะไร สิ่งที่อยากจะให้ศึกษาคือ เรื่องตลาด การเลี้ยงปลาสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ลูกพันธุ์ ควรหาแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อปลาที่เลี้ยงจะได้โตดีมีคุณภาพ หากลูกปลาไม่ดี ไม่แข็งแรง มันก็ตาย เท่ากับว่าปลาที่เราขายก็ได้ไม่เต็มที่ น้ำหนักมันก็จะหายไป ขอให้ลูกปลาดี อาหารดี ยังไงมันก็โต หากลูกปลาไม่ดี อาหารไม่ดี เราจะเสี่ยงมากกับเรื่องขาดทุน มันก็ต้องเรียนรู้หลายๆ อย่าง โดยรวมประมาณนี้” คุณกมล กล่าว

ความขยัน อดทน

นำมาสู่รางวัลความสำเร็จ

จากความมุ่งมั่น ความขยัน ความอดทน การเลี้ยงปลาในกระชังของคุณกมลนั้น เริ่มต้นการเลี้ยงปลานิลเพียง 2 กระชัง ต่อมาได้ขยายการเลี้ยงมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน คุณกมล มีกระชังปลาถึง 70 กระชัง และมีพื้นที่สำหรับอนุบาลลูกปลาในบ่อดิน จำนวน 10 บ่อ ด้วยความขยัน การจัดการที่เป็นระบบภายในฟาร์มที่ดี ทำให้เธอได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น ระดับจังหวัด สาขาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ประจำปี 2558

“คิดว่าจากรางวัลนี้ที่เราได้รับ ก็รู้สึกดีใจ เพราะสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด เราทำด้วยตัวเราเอง บริหารจัดการด้วยตัวเอง ปลาเราก็เอามาอนุบาลเอง ก็คิดว่าจากประสบการณ์ที่เรามี มันทำให้เราได้เรียนรู้ ได้ลองผิดลองถูก จนเราประสบผลสำเร็จจนมีวันนี้” คุณกมล กล่าวด้วยสีหน้าที่เปี่ยมล้นด้วยความสุข

คุณสุวิทย์ คชสิงห์ ประมงจังหวัดบึงกาฬ ได้กล่าวให้ข้อมูลเสริม หลังจากสัมภาษณ์คุณกมลในครั้งนี้ว่า

“จังหวัดบึงกาฬ เมื่อเทียบกันกับจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสาน นับว่ายังมีน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เราไม่มีภัยแล้งหลายปีมาแล้ว น้ำยังถือว่าดีมากในภาคอีสาน การเลี้ยงปลากระชังถือว่ายังประสบผลสำเร็จไปได้ เพราะตลาดยังต้องการ อย่างฟาร์มของคุณกมล ถือว่าได้เรียนรู้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง เพราะเกิดจากการลองผิดลองถูก สามารถรับมือได้กับสถานการณ์ต่างๆ ของน้ำในแม่น้ำโขง ว่าควรลงปลาในช่วงไหนที่จะเติบโตดี ส่วนคนที่อยากเลี้ยงสร้างรายได้ ก็อยากให้ศึกษาเรียนรู้ ถึงองค์ประกอบต่างๆ แล้วความสำเร็จก็จะอยู่ไม่ไกลเหมือนคุณกมล”

จากผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่หัวใจเกินร้อย ที่ไม่ย่อท้อต่อความลำบาก มุ่งมั่นมานะ ขยันมั่นเพียรในการประกอบสัมมาอาชีพ เธอจึงเป็นเสมือนต้นแบบ ที่ทำให้เพื่อนๆ เกษตรกรได้รู้ว่า แม้ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการเกษตร คือการเลี้ยงปลา แต่ความสำเร็จของเธอเกิดขึ้นได้จากการเรียนรู้ ลงมือทำ จึงนำไปสู่ความสำเร็จเป็นรายได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณกมล ก้องเวหา หมายเลขโทรศัพท์ (089) 276-2238, (098) 651-9189

สนใจ การเลี้ยงปลานิล ในกระชังริมฝั่งแม่น้ำโขง ติดตามดูคลิป วิดีโอ ได้ที่ http://www.technologychaoban.com และ facebook: Technologychaoban.com

ขอขอบพระคุณ คุณสุวิทย์ คชสิงห์ ประมงจังหวัดบึงกาฬ และคณะ ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

เลี้ยงควายแบบประณีต สูตรศูนย์วิจัยฯ ปศุสัตว์ที่ 4 สารคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เลี้ยงควายแบบประณีต สูตรศูนย์วิจัยฯ ปศุสัตว์ที่ 4 สารคาม

จากที่เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ร่วมกับกรมปศุสัตว์ กับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาคมอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย และองค์กรเครือข่ายต่างๆ จัดงานกระบือแห่งชาติ ครั้งที่ 20 ประจำปี 2559 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “คนสร้างชาติ ควายสร้างคน บนรอยพ่อสอน” ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

จุดประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจให้ได้รับความรู้ด้านการจัดการเลี้ยงดูควาย การป้องกันและกำจัดโรคระบาดสัตว์ และการพัฒนาเทคโนโลยีอาหารสัตว์เน้นให้เห็นความสำคัญของการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ควาย

หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจ นอกเหนือจากกิจกรรมในงานคือ ตัวเลขประชากรควายของประเทศไทย ซึ่งทางกรมปศุสัตว์ได้บอกว่า มีปริมาณลดลงอย่างน่าตกใจ

ควายลดวูบ เหลือ 7 แสนตัว

โดย นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เนื่องจากการประกอบอาชีพทำนาปัจจุบันมีการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรแทนแรงงานควายเกือบ 100% ทำให้ควายหมดความสำคัญ ประกอบกับมีการนำควายเพศเมีย ควายที่ตั้งท้อง และควายอายุน้อยมาบริโภคมากขึ้น โดยมีการบริโภคปีละกว่า 200,000 ตัว ขณะที่มีลูกเกิดปีละประมาณ 150,000 ตัว เท่านั้น

นอกจากนี้ เกษตรกรยังมีปัญหาขาดแคลนพื้นที่เลี้ยงควายและแรงงาน โดยเฉพาะฤดูเพาะปลูกข้าวทำให้ขาดแคลนหญ้าอาหารสัตว์ เพราะมีการแย่งชิงพื้นที่ไปทำประโยชน์อื่น ส่งผลให้เกษตรกรไม่อยากเลี้ยงและขายควายออกไป ขณะเดียวกัน ไทยยังมีการส่งออกควายมีชีวิตทั้งเพศผู้และเพศเมียไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง อาทิ จีน และกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนาม ซึ่งมีความต้องการควายเพิ่มมากขึ้น ทำให้จำนวนควายของไทยลดลงอย่างรวดเร็วจากปี 2548 ที่มีมากถึง 1,624,919 ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงควาย 393,352 ราย ในปี 2558 ลดเหลือประมาณ 700,000 ตัว เกษตรกรประมาณ 185,000 ราย

ซึ่งแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาควายไทย รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้มีแผนเร่งดำเนินโครงการอนุรักษ์และพัฒนาการผลิตควาย ภายใต้โครงการปรับโครงสร้างการผลิตและความมั่นคงทางอาหารด้านปศุสัตว์ เพื่อเร่งรัดการผลิตควายและมีมาตรการปกป้องพันธุ์ควายเพศเมียวัยเจริญพันธุ์ตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเร่งกระตุ้นให้เกษตรกรหันกลับมาเลี้ยงควายเพิ่มมากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เบื้องต้นกรมปศุสัตว์ได้ของบประมาณจากคณะรัฐมนตรีจำนวน 500 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อควายให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงควายจำนวน 5,000 ราย เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้เกษตรกรจัดซื้อควายตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อเพิ่มปริมาณฐานแม่ควายในประเทศมากขึ้น

นอกจากนั้น ยังเร่งเสริมสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มศักยภาพการผลิตให้ครอบคลุมห่วงโซ่การผลิตในพื้นที่ที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาและอนุรักษ์พ่อ/แม่พันธุ์ดีให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงควายจำนวน 500 กลุ่ม พร้อมส่งเสริมสนับสนุนการปลูกพืชอาหารสัตว์และส่งเสริมการผสมเทียมควายด้วยน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ดีอีกว่า 20,000 ตัว จะทำให้ได้ลูกควายที่มีลักษณะดี เลี้ยงง่ายและโตเร็ว ซึ่งคาดว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ปริมาณควายของไทยจะเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านตัว

ทั้งนี้ สำหรับมาตรการเพื่อปกป้องพันธุ์ควาย กรมปศุสัตว์ได้มีการจัดทำเครื่องหมายประจำตัวสัตว์ และบังคับใช้กฎหมายโดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ. ควบคุมการฆ่าและจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 (กฎกระทรวง พ.ศ. 2546) เช่น ห้ามส่งควายเพศเมียออกนอกประเทศ ห้ามส่งแม่ควายตั้งท้องหรือแม่ควายเลี้ยงลูกอ่อนเข้าโรงฆ่าสัตว์ และเพิ่มศักยภาพการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ เป็นต้น

“ขณะนี้ควายมีราคาค่อนข้างแพงโดยเฉพาะพ่อแม่ควายพันธุ์ดี มีราคาสูงถึงตัวละ 30,000-50,000 บาท นอกจากนั้น ควายเผือกยังมีราคาสูงด้วย เนื่องจากมีปริมาณน้อยและนับวันยิ่งหาค่อนข้างยาก หากเกษตรกรหันมาเลี้ยงควายเสริมอาชีพ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มสูงขึ้น ทั้งยังได้มูลควายเป็นผลพลอยได้ สามารถผลิตเป็นปุ๋ยคอกนำไปใช้ปรับปรุงบำรุงดิน หรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง” รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

มาเลี้ยงควายแบบประณีต สูตรศูนย์วิจัยฯ ปศุสัตว์ที่ 4 สารคาม

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูลนำเสนอถึงการเลี้ยงควายในลักษณะที่เรียกว่า เลี้ยงแบบประณีต อันเป็นข้อแนะนำของศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 จังหวัดมหาสารคาม ในสังกัดกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร. (043) 777-600 ซึ่งวิธีการดังกล่าวยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการเลี้ยงวัวเนื้อของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ คุณชัชวาล ประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 กล่าวว่า การเลี้ยงควายแบบประณีต หรือ Intensive Farm System เป็นรูปแบบการจัดฟาร์มสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงแม่พันธุ์ควาย ภายใต้ระบบการบริหารจัดการพื้นที่ อุปกรณ์ และเครื่องมือเท่าที่จำเป็นให้เหมาะสมกับแรงงาน โดยใช้เวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ปล่อยเลี้ยงที่มีจำกัด

“ขณะนี้ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 ได้จัดทำฟาร์มสาธิตการเลี้ยงควายแบบประณีต ภายใต้สภาพพื้นที่ของจังหวัดมหาสารคามที่อยู่นอกเขตชลประทาน เป็นพื้นที่ราบเรียบ ดินมีลักษณะร่วนหยาบปนดินทราย และมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยตลอดปีน้อยกว่า 2,540 มิลลิเมตร และเน้นการจัดการเลี้ยงแบบประณีต ซึ่งเกษตรกรที่สนใจสามารถมาศึกษาเรียนรู้ได้” คุณชัชวาล กล่าว

ภายในฟาร์มสาธิตดังกล่าว จะเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการฟาร์ม ประกอบด้วย 5 ด้านที่สำคัญ คือ

หนึ่ง ด้านแรงงาน วัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือ

– แรงงานที่แนะนำคือ 1 คน อุปกรณ์ประกอบด้วย

– รถเข็น 1 คัน โดยให้มีขนาดความกว้างประมาณ 70 เซนติเมตร ยาว 150 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร รถเข็นขนาดดังกล่าวเกษตรกรสามารถบรรจุหญ้าได้เต็มที่ประมาณ 40-60 กิโลกรัม ต่อครั้ง

– เครื่องตัดหญ้าสะพายไหล่ ขนาด 1.5 แรงม้า 1 เครื่อง จะสามารถตัดหญ้าได้ประมาณ 165 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง

– เครื่องหั่นสับ ขนาด 1.5 แรงม้า จำนวน 1 เครื่อง จะสับหญ้าได้ประมาณ 120 กิโลกรัม ต่อชั่วโมง

– เครื่องสูบน้ำ 1 แรงม้า จำนวน 2 เครื่อง เพื่อใช้ในสูบและส่งน้ำ กรณีที่มีระยะทางไกล

– ถังหมักหญ้า ขนาด 150 ลิตร จำนวน 40 ใบ โดยถัง 1 ใบ จะสามารถทำหญ้าหมักได้ประมาณ 60 กิโลกรัม

สอง ด้านการจัดการโรงงานสำหรับเลี้ยงแม่พันธุ์จำนวน 5 ตัว

– พื้นที่คอก ควรมีขนาด 15×15 เมตร ประกอบด้วยพื้นที่ภายในโรงเรือน ขนาด 3×6 เมตร

– รางอาหาร กว้าง 0.8 เมตร ยาว 5.60 เมตร สูง 0.60 เมตร

– อ่างอาบน้ำสำหรับควายที่เลี้ยง ขนาดที่เหมาะสมคือ กว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร ลึก 0.70 เมตร สามารถบรรจุน้ำได้ 3,000 ลิตร

– แรงงาน 1 คน จะใช้เวลาในการทำความสะอาดคอก 30 นาที ต่อวัน

– อีกส่วนที่จะเป็นผลพลอยได้ของเกษตรกรคือ มูล โดยควาย 1 ตัว จะให้มูลเฉลี่ย 11 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน ในขณะที่วัว ให้มูลเฉลี่ย 7.50 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน

สาม ด้านการจัดการให้อาหารสัตว์

– แม่พันธุ์ควาย จำนวน 5 ตัว จะต้องกินหญ้าประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 250 กิโลกรัม ต่อวัน กรณีที่เกษตรกรปลูกหญ้าเนปียร์ จะต้องมีการจัดการให้พืชอาหารสัตว์ตามประสิทธิภาพผลผลิตหญ้า โดยในช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน-กันยายน รวมประมาณ 120 วัน จะให้กินหญ้าสดอย่างเดียวประมาณ 250 กิโลกรัม ต่อวัน ส่วนช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤษภาคม รวมระยะเวลา 245 วัน จะให้กินหญ้าสด 190 วัน และหญ้าหมัก 60 กิโลกรัม

โดยเมื่อรวมแล้ว เกษตรกรจะต้องให้หญ้าแก่แม่ควายที่เลี้ยงทั้งหมด 91.25 ตัน ต่อปี แบ่งเป็นหญ้าสด 76.55 ตัน และหญ้าหมัก 14.70 ตัน

– ระยะเวลาที่ใช้ในการตัดหญ้าต่อวัน ประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที และหากรวมระยะเวลาในการหั่นสับอีก 2 ชั่วโมง รวมเกษตรกรต้องจัดการเกี่ยวกับหญ้าประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที

– ในแต่ละปีเกษตรกรต้องมีต้นทุนค่าพืชอาหารสัตว์ประมาณ 6,475 บาท ต่อตัว

สี่ ด้านการจัดการแปลงหญ้า

– พันธุ์หญ้าที่แนะนำคือ หญ้าเนเปียร์ โดยพื้นที่แปลงหญ้า 1 ไร่ จะใช้ระยะปลูกประมาณ 60×40 เซนติเมตร จะได้จำนวนกอประมาณ 2,688 กอ

– การให้น้ำหญ้าเนเปียร์ที่ปลูก ในช่วง 3 สัปดาห์แรกหลังจากการตัด ให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จากนั้นอีก 15 วัน ให้น้ำอีก 1 ครั้ง

– การให้ปุ๋ย มีข้อแนะนำว่าควรใส่ปุ๋ยคอกทุกครั้งหลังจากการตัด จากนั้นเมื่อเริ่มแตกหน่อให้ใส่ปุ๋ยยูเรียประมาณ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อครั้ง

– การตัด ตัดครั้งแรกเมื่อหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกอายุได้ 60 วัน จากนั้นตัดทุกๆ 45 วัน รวมทั้งปีจะสามารถตัดหญ้าได้ประมาณ 8 ครั้ง

– ผลผลิตของหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ ถ้าเป็นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน จะได้ประมาณ 19 ตัน ต่อครั้ง ส่วนฤดูแล้ง เดือนตุลาคม-พฤษภาคม จะได้ประมาณ 10 ตัน ต่อครั้ง รวมผลผลิตทั้งหมด 100 ตัน ต่อปี ทั้งนี้ ต้นทุนในการผลิตอยู่ประมาณ 0.35 บาท ต่อกิโลกรัม

ห้า ด้านการทำหญ้าเนเปียร์หมัก

– ทางฟาร์มสาธิตจะทำการหมักหญ้าด้วยถังหมักขนาด 150 ลิตร ซึ่งสามารถหมักหญ้าได้ประมาณ 60 กิโลกรัม

– เวลาที่ใช้หมัก ทั้งหมด 1 ชั่วโมง ต่อถัง โดยแบ่งเป็นต้นหญ้าจากแปลง 23 นาที หั่นสับ 30 นาที อัดใส่ถัง 27 นาที และทำการหมักอีก 20 นาที

– ต้นทุนการผลิตหญ้าหมัก ประมาณ 0.38 บาท ต่อกิโลกรัม หรือ 22.84 บาท ต่อถัง

ทั้งหมดนี้คืออีกหนึ่งข้อแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงควายแบบประณีตที่สามารถนำไปปรับใช้กับการเลี้ยงได้เป็นอย่างดี

“นทพ.” เดินหน้าพัฒนาอาชีพเลี้ยงโค พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ช่วยเกษตรกรช่วงราคาตกต่ำ

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา/รายงาน

การทำสวนยางพารา เป็นอาชีพที่พี่น้องชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยึดเป็นอาชีพหลัก และเป็นวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน เมื่อเศรษฐกิจโลกเติบโต ความต้องการใช้ยางพาราก็เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ในช่วงที่ราคายางพาราพุ่งสูงขึ้น ชาวสวนยางจึงมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ มีคุณภาพชีวิตที่ดี เกษตรกรหันมาลงทุนปลูกยาง มีการขยายพื้นที่การปลูกอย่างมากมายจนเกือบทั่วประเทศ

จากปี 2553 ที่ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพาราจำนวน 18 ล้านไร่ และในปี 2559 มีพื้นที่ปลูกอยู่ที่ 19.6 ล้านไร่ เพิ่มขึ้น 1.6 ล้านไร่

แต่เมื่อเกิดภาวะการผลิตยางพาราที่มากกว่าความต้องการของตลาด กอปรกับสภาวะทางเศรษฐกิจของโลกชะลอตัวลง ส่งผลให้ราคายางพาราตกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประสบปัญหารายได้จากสวนยางที่ลดน้อยลง มีความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง

กองบัญชาการกองทัพไทย ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากสถานการณ์ราคายางพาราในขณะนี้ที่ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ประสบความเดือดร้อน และได้รับนโยบายจากรัฐบาลและกระทรวงกลาโหม ในการหาช่องทางช่วยเหลือบรรเทาแก้ไขปัญหา และส่งเสริมอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนผู้ที่ปลูกสวนยางพารา อย่างเป็นระบบเป็นการเร่งด่วน

พล.อ. สมหมาย เกาฏีระ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) จึงมอบหมายให้ พล.อ. หัสพงศ์ ยุวนวรรธนะ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กองบัญชาการกองทัพไทย เร่งดำเนินการจัดทำ โครงการ “ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดชายแดนภาคใต้” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้และช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อเป็นรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรในสภาวะราคายางพาราตกต่ำ

หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้จัดทำโครงการ “ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2558-2560” ขึ้น โดยเน้นให้ชุดบริการผสมเทียมโค ของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ นำน้ำเชื้อโคเนื้อพันธุ์ดีที่ได้นำเข้าจากต่างประเทศหลายสายพันธุ์ มาให้บริการผสมเทียมโคให้แก่ราษฎรโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมด้วยการฝึกอบรมราษฎรในพื้นที่ เพื่อเป็นสมาชิกเครือข่ายอาสาสมัครผสมเทียมและปศุสัตว์ โดยใช้น้ำเชื้อโคพันธุ์ดีจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา รวมทั้งขั้นตอนและวิธีการเลี้ยงโคอย่างถูกต้อง ให้ได้โคพันธุ์เนื้อคุณภาพ ในอันที่จะให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคสามารถดูแลพึ่งพาตนเองได้

อาสาสมัครผสมเทียม/อาสาสมัครปศุสัตว์ ที่ส่งเสริมนี้เป็นเกษตรกรแกนนำมีบทบาทหน้าที่ในการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกร ผู้เลี้ยงโค เป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำเกษตรกรในด้านการเลี้ยงโค การจัดทำแปลงหญ้าอาหารสัตว์ มีเป้าหมายในระยะเวลา 3 ปี จะต้องจัดตั้งให้ได้ 66 กลุ่ม มีสมาชิก 1,000 ราย ปริมาณโคเนื้อลูกผสมในพื้นที่จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3,000 ตัว มูลโคสามารถนำไปผลิตเป็นปุ๋ยได้หลายตัน มีการบริหารจัดการกลุ่มที่เข้มแข็ง การจัดการตลาด สร้างผลิตภัณฑ์

โดยในอนาคตจะพัฒนาเป็นสหกรณ์กลุ่มผู้เลี้ยงโค

จากการดำเนินการมาเป็นเวลาประมาณ 1 ปี สามารถจัดตั้งกลุ่มที่เข้มแข็งได้แล้ว 38 กลุ่ม สมาชิกกว่า 500 ราย

นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้ง ศูนย์การเรียนรู้การเลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่ โครงการฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ บ้านปิยา ตำบลปิยามุมัง อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ การเลี้ยงโคครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ การผสมพันธุ์ การเลี้ยงโคให้ได้มาตรฐาน การรักษาโค การปลูกหญ้า การทำอาหารโค และอื่นๆ

จะเห็นได้ว่าโครงการ “ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2558-2560” ของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นในการส่งเสริมการเลี้ยงโค ดำเนินการอย่างมีระบบและต่อเนื่อง สนับสนุนรัฐบาลในการช่วยเหลือราษฎรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สร้างอาชีพเสริม สร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงโคที่ได้รับการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าโค

ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบราคาลูกโคพันธุ์พื้นเมืองอายุ 1 ปี จำหน่ายได้ใน ราคา 8,000-10,000 บาท ต่อตัว โคเนื้อลูกผสมอายุ 1 ปี ราคาถึง 20,000-30,000 บาท ต่อตัว

ทำให้เกษตรกรบางรายได้ยึดเป็นอาชีพหลักทดแทนอาชีพเดิมในการทำสวนยางพารา มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง นำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ในอนาคตต่อไป

เตือนทำแนวกั้นไฟ ป้องกันไฟไหม้สวนยางภัยแล้ง

คุณเชาว์ ทรงอาวุธ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ที่คาดการณ์ว่าน่าจะมีความรุนแรง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีความห่วงใยสวนยางพาราของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในแต่ละพื้นที่ ที่อาจขาดแคลนน้ำจนก่อให้เกิดความแห้งแล้ง ซึ่งในช่วงแล้งเป็นช่วงที่อากาศร้อนและมีแสงแดดแรง เป็นสาเหตุทำให้ดินแห้ง และส่งผลกระทบต่อต้นยางพารา เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญในการดูแลสวนยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวนยางปลูกใหม่ และสวนยางเล็ก อายุไม่เกิน 3 ปี ควรเตรียมการล่วงหน้าก่อนเข้าสู่ช่วงแล้งประมาณ 1 เดือน โดยควรจัดการสวนยางอย่างถูกต้องเหมาะสม เช่น การกำจัดวัชพืชในสวนยาง พร้อมทั้งหาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ซากวัชพืช หญ้าคา หรือฟางข้าว มาคลุมโคนต้นยางเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน รวมถึงการตัดแต่งกิ่งต้นยางเพื่อลดแรงต้านลม และใช้ปูนขาวทาบริเวณที่ตัดแต่งกิ่ง ซึ่งการจัดการและหมั่นตรวจตราดูแลสวนยางอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากภัยแล้งได้

“พี่น้องชาวสวนยางควรการทำแนวกันไฟในสวนยางเพื่อป้องกันไฟลุกลามจากบริเวณใกล้เคียง โดยการขุดถากวัชพืชและเก็บซากพืชบริเวณรอบๆ สวนยาง ออกเป็นแนวกว้างประมาณ 3-5 เมตร และควรกำจัดวัชพืชบริเวณแถวยางออก ข้างละ 1 เมตร แล้วนำเศษวัชพืชมาคลุมโคนต้นยาง และหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในหน้าแล้ง เพราะวัชพืชที่แห้งตายอาจเป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดไฟไหม้สวนยางได้”

“นอกจากนี้ แสงแดดในช่วงที่มีอากาศร้อนอาจทำให้ต้นยางพารามีรอยไหม้ เกษตรกรสามารถแก้ไขได้โดยใช้ปูนขาวละลายน้ำทาบริเวณโคนต้น สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร รวมถึงการปลูกพืชแซมในสวนยางที่ให้ความชุ่มชื้นกับดิน อาทิ กล้วย และสับปะรด ก็สามารถช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับพี่น้องชาวสวนยางระหว่างช่วงปิดกรีดอีกทางหนึ่ง พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง สามารถขอคำปรึกษาการดูแลสวนยาง และข้อมูลที่สนใจเพิ่มเติมได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยในทุกพื้นที่ใกล้บ้าน” คุณเชาว์ กล่าวทิ้งท้าย

ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ระนอง ใช้มูลหมู ลดค่าไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เทคโนโลยีปศุสัตว์

สุจิต เมืองสุข

ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ระนอง ใช้มูลหมู ลดค่าไฟ

พื้นที่ราว 40 ไร่ ของชัยสิทธิ์ฟาร์ม หมู่ที่ 1 ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง จัดได้ว่าเป็นฟาร์มขนาดเลี้ยงหมูขนาดกลางที่มีระบบการจัดการที่ดี แม้ว่าจะเป็นฟาร์มเลี้ยงหมูแห่งแรกของจังหวัด ก่อตั้งมานานกว่า 35 ปีแล้วก็ตาม

คุณชัยสิทธิ์ เจี่ยกุญชร เจ้าของฟาร์ม ให้ข้อมูลว่า ฟาร์มหมูแห่งนี้ มีหมูพ่อพันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 250 กิโลกรัม จำนวน 20 ตัว หมูแม่พันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 170 กิโลกรัม จำนวน 350 ตัว หมูขุน น้ำหนักเฉลี่ย 60 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว หมูอนุบาล น้ำหนักเฉลี่ย 15 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว ที่ผ่านมา นำมูลหมูมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ภายในไร่ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของแข็ง ได้ปุ๋ยอินทรีย์มากถึงปีละ 50,000 กิโลกรัม ต่อปี ขายให้กับผู้สนใจ มีรายได้เข้าฟาร์มมากถึง 100,000 บาท ต่อปี นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ในรูปของเหลว ได้มากถึง 85 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน

แม้ว่ามูลหมูจะก่อให้เกิดรายได้ให้กับฟาร์ม โดยการขายเป็นมูลหมูตากแห้งก็ตาม แต่เพราะฟาร์มมีขนาดใหญ่ การจัดการความสะอาดภายในฟาร์มดีอย่างไร กลิ่นมูลหมูก็จะเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ซึ่งเมื่อปริมาณหมูมาก ทำให้กลิ่นกระจายพื้นที่ออกไปกว้าง ส่งผลกระทบต่อชุมชนใกล้เคียง ก่อให้เกิดปัญหา

ปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวแก้ไขได้สำเร็จลุล่วง ทั้งยังช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซมีเทน อันเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน ด้วยการนำของเสียจากฟาร์มมาแปรสภาพให้เป็นก๊าซชีวภาพ ใช้เป็นพลังงานทดแทนภายในฟาร์ม ช่วยเพิ่มรายได้ และกำจัดกลิ่นมูลหมู ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหาระหว่างฟาร์มกับชุมชน

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน มีโครงการพลังงานทดแทน ซึ่งมอบให้สำนักงานพลังงานจังหวัดแต่ละจังหวัด สำรวจและเข้าไปส่งเสริม หากพบว่าฟาร์มหรือชุมชนใดมีความพร้อม จะจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ร้อยละ 10 ในการดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพภายในฟาร์มให้ สำหรับจังหวัดระนอง ชัยสิทธิ์ฟาร์ม อยู่ในขอบข่ายที่เหมาะสมในการพัฒนาเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ สามารถนำของเสียจากมูลหมูมาผลิตก๊าซชีวภาพใช้เองภายในฟาร์ม ทั้งยังช่วยลดกลิ่นมูลหมู ซึ่งเป็นปัญหาของฟาร์มให้ลดลง

ปี 2550 ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ก้าวเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และเริ่มเดินระบบในปี 2551

คุณทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า การส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทน เป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญของกระทรวงพลังงาน เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงานชนิดอื่น ช่วยกระจายความเสี่ยงในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อการผลิตไฟฟ้า และลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการเพิ่มสัดส่วนในการจัดหาเชื้อเพลิงทดแทนเพิ่มขึ้นตามแผนพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก ในปี 2579 หรือคิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้าย เพื่อเป็นการยกระดับให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างครบวงจร

“ชัยสิทธิ์ฟาร์ม ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เมื่อปี 2550 และเริ่มเดินระบบได้ในปี 2551 ซึ่งระบบได้มีการก่อสร้างและติดตั้งระบบก๊าซชีวภาพ รองรับปริมาณปศุสัตว์ภายในฟาร์ม ที่สามารถผลิตก๊าซชีวภาพได้ 315 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน และผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 292 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมง ต่อวัน หรือคิดเป็น 96,360 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อปี และสามารถลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.5 ตันคาร์บอน ต่อวัน หรือ 495 ตันคาร์บอน ต่อปี และถึงแม้จะเป็นการนำไฟฟ้ามาใช้แค่ในฟาร์ม แต่ก็สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึงวันละประมาณ 1,168 บาท ต่อวัน หรือคิดเป็น 385,000 บาท ต่อปี”

คุณประเสริฐ สินสุขประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน อธิบายว่า การส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพ ได้มอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ดำเนินการวิจัย เมื่องานวิจัยประสบผลสำเร็จ จึงนำออกไปถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ประกอบการฟาร์ม รวมถึงประชาชนที่สนใจ ซึ่งการวิจัยได้ส่งเสริมให้นำน้ำเสีย ของเสีย หรือขยะอินทรีย์ที่เหลือทิ้งในภาคอุตสาหกรรมมาแปรรูปเป็นก๊าซชีวภาพ เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน โดยดำเนินการไปในฟาร์มแล้วกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ จะได้รับเงินช่วยเหลือค่าการติดตั้งระบบจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 10 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินก่อสร้าง และเจ้าของฟาร์มหรือชุมชน ออกค่าใช้จ่ายเองอีกส่วน

“สำหรับชัยสิทธิ์ฟาร์ม มีปัญหาเรื่องกลิ่นมูลหมู เพราะจะเป็นฟาร์มขนาดกลาง เก็บมูลหมูตากแห้งจำหน่าย แต่กลิ่นก็ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก การนำของเสียจากมูลหมูจำนวนหนึ่งไปผลิตก๊าซชีวภาพ นอกจากจะทำให้ฟาร์มสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้แล้ว ยังช่วยลดกลิ่น และลดค่าไฟฟ้าภายในฟาร์มได้อีกด้วย”

คุณชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ในการติดตั้งระบบที่เจ้าของฟาร์มต้องลงทุนเองจำนวนหนึ่ง ซึ่งสำหรับชัยสิทธิ์ฟาร์ม เป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร แต่ก็ถือว่าคุ้มทุนและไม่ได้คิดว่า ระบบจะมีความคุ้มค่าสำหรับการลงทุนเมื่อใด เพราะสิ่งที่ได้รับจากการติดตั้งระบบการผลิตก๊าซชีวภาพนั้น ช่วยลดแรงกดดันที่ชุมชนมีต่อฟาร์มลงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นมูลหมูที่เป็นปัญหา นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าไฟฟ้าได้มากถึงร้อยละ 40 เพราะก๊าซชีวภาพที่ได้จากระบบ จำนวน 2 หน่วย สามารถประหยัดไฟฟ้าได้ 1 คิวบิกเมตร

สำหรับปัญหาสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมภายในจังหวัด ซึ่งจะมีผลต่อการเดินระบบการผลิตก๊าซชีวภาพ เพราะจังหวัดระนอง เป็นจังหวัดที่มีสภาพภูมิอากาศชื้น มีฝนและร้อนสลับกันบ่อยครั้งนั้น คุณชัยสิทธิ์ กล่าวว่า ปริมาณก๊าซชีวภาพที่นำมาใช้ในฟาร์มจะได้ในปริมาณมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ในฤดูฝน สามารถนำมาใช้แทนระบบไฟฟ้าทั้งฟาร์มได้ 8-10 ชั่วโมง ในฤดูแล้ง สามารถนำมาใช้แทนระบบไฟฟ้าทั้งฟาร์มได้ 10-12 ชั่วโมง แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะเข้าใจปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเดินระบบตั้งแต่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการแล้ว

ทั้งนี้ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน มีการจัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนโครงการศึกษา วิจัย พัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนให้กับสถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ ส่วนราชการ และองค์กรเอกชนที่ไม่มุ่งค้าหากำไร ในการคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในการนำไปขยายผล และเป็นข้อมูลสำหรับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในระยะต่อไป

นอกเหนือจากฟาร์มหมู ซึ่งเป็นตัวอย่างการติดตั้งระบบการผลิตก๊าซชีวภาพภายในฟาร์ม เพื่อลดค่าไฟฟ้าแล้วนั้น กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ยังพร้อมส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ เช่น พลังงานขยะ พลังงานชีวมวล เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานก๊าซชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์ ให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่สนใจ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โทรศัพท์ (02) 612-1555 ต่อ 204-205 หรือ สำนักงานพลังงานจังหวัดทุกจังหวัด

“ช่างปูกระเบื้อง” หลักสูตรการศึกษาสร้างอาชีพ ที่ กศน. ตำบลท่าทอง สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“ช่างปูกระเบื้อง” หลักสูตรการศึกษาสร้างอาชีพ ที่ กศน. ตำบลท่าทอง สุโขทัย

“วัด” นับเป็นศูนย์กลางการศึกษาของเด็กไทยตั้งแต่สมัยโบราณ พระที่เชี่ยวชาญภาษาบาลีและแตกฉานด้านพระธรรมวินัย ถูกยกย่องว่าเป็นปราชญ์ จะทำหน้าที่เป็นครูผู้สอนเด็กๆ ทั้งภาษาบาลี ภาษาไทย ในบางท้องถิ่นอาจสอนวิชาชีพต่างๆ เช่น ช่างถม ช่างทอง ช่างแกะสลัก ช่างปั้น วิชาแพทย์แผนโบราณ และวิชาศิลปะป้องกันตัว เป็นการสอนให้รู้จักการใช้อาวุธ การบังคับสัตว์ที่ใช้เป็นพาหนะในการออกศึกและตำราพิชัยยุทธ ไปพร้อมๆ กันด้วย

ปัจจุบัน แม้ว่าบทบาทของวัดและพระสงฆ์จะลดลงไปจากเดิม แต่กระนั้น วัดและพระสงฆ์ก็ยังมีการปรับเปลี่ยนบทบาทให้สอดคล้องกับสภาพสังคม ยังคงเป็นสถานที่ศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน เป็นศูนย์กลางในการประกอบพิธีทางประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน และเป็นศูนย์กลางแห่งประชาคม ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของรัฐบาล

วัดหนองป่าตอสามัคคีธรรม

วัดหนองป่าตอสามัคคีธรรม เป็นวัดเก่าแก่ที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ตามการสืบค้นด้านวัตถุโบราณจากสำนักงานโบราณคดีสรุปว่า เคยเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่พุทธศักราช 1900-2100 แต่ก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ต่อมา ปี พ.ศ. 2531 พระครูวิจิตรธรรมนิเทศก์ (โชติ) ได้ริเริ่มก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ และขอขึ้นทะเบียนวัดตามกฎหมายและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสจนถึงปัจจุบัน

ทางวัดเล็งเห็นประโยชน์ด้านการศึกษา จึงมอบอาคารอเนกประสงค์ของวัด ให้ กศน. ตำบลท่าทอง ใช้เป็นศูนย์การเรียนชุมชนตำบลท่าทอง จัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับนักศึกษาและประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาและประชาชนเกิดการเรียนรู้ทั้งด้านวิชาการ ประสบการณ์ เทคโนโลยีและสภาพเหตุการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้สอดคล้องตามโครงการ หนึ่งตำบล หนึ่งวัดพัฒนาของตำบล ตลอดจนจัดการศึกษาเพื่อให้สมกับเจตนารมณ์ของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย

นอกจากนี้ ทางวัดหนองป่าตอสามัคคีธรรม เล็งเห็นว่า การรู้หนังสือ เป็นรากฐานของการแสวงหาความรู้ อันจะนำไปสู่การเรียนรู้อย่างยั่งยืนตลอดชีวิต ทางวัดจึงได้เปิด “ที่อ่านหนังสือชุมชน” ขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของ กศน. ตำบลท่าทอง เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนได้พัฒนาการอ่านและมีความรู้เพิ่มมากขึ้น

กศน. ตำบลท่าทอง

กศน. ตำบลท่าทอง มุ่งเป้าเป็นศูนย์กลางการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับประชาชนในชุมชน เป็นสถานที่เสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ การถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิทยาการ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่น อีกทั้งเป็นแหล่งบริการในการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ในวิถีชีวิตให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ก่อให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้และมุ่งการพัฒนาแบบพึ่งตัวเอง

ที่ผ่านมา คุณสมโภช ช่างดำริห์ ครู กศน. ตำบลท่าทอง ได้ทำงานบูรณการกับหน่วยงานในท้องถิ่น ในรูปแบบต่างๆ เช่น กิจกรรมอำเภอเคลื่อนที่ โดย กศน. ตำบลท่าทอง ได้ร่วมกับห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน (รถโมบายเคลื่อนที่) ณ โรงเรียนบ้านหนองป่าตอ โดยนำกิจกรรมต่างๆ มาให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุก เช่น กิจกรรมอ่านหนังสือรถโมบาย กิจกรรมเล่านิทานและตอบคำถามจากนิทาน ชิงรางวัล กิจกรรมถาม-ตอบ ปัญหาอาเซียน กิจกรรมทำที่คั่นหนังสือสานด้วยมือ กิจกรรมร้องรำทำเพลง กิจกรรมทำที่คั่นหนังสือด้วยไม้ไอติม กิจกรรมสาธิตการพับริบบิ้น เป็นต้น

“ช่างปูกระเบื้อง”

หลักสูตรการศึกษาสร้างอาชีพ

ที่ผ่านมา กศน. ตำบลท่าทอง ได้จัดหลักสูตรการจัดการศึกษาอาชีพ เพื่อการมีงานทำให้แก่ชุมชนในหลากหลายรูปแบบ ซึ่ง “หลักสูตรช่างปูกระเบื้อง” เป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ได้รับความสนใจจากผู้เรียนอย่างมาก เพราะอาชีพช่างปูกระเบื้องเป็นอาชีพอิสระ ที่ผู้เรียนสามารถนำมาเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพรองได้

“ช่างปูกระเบื้อง” เป็นอาชีพที่ผู้สนใจสามารถเรียนรู้ได้ง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่มีต้นทุนในการประกอบอาชีพ เพราะเป็นอาชีพที่ใช้ฝีมือและทักษะในการประกอบอาชีพ ปัจจุบันที่พักอาศัยของประชาชนส่วนใหญ่ก่อสร้างจากวัสดุคอนกรีต ซึ่งการตกแต่งภายในและภายนอกจะนิยมใช้กระเบื้องเป็นส่วนประกอบทั้งพื้นบ้าน ผนัง ห้องน้ำ และปัจจุบันครอบครัวของสังคมไทยเป็นครอบครัวขยาย จึงมีการปลูกที่พักอาศัยมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบอาชีพด้านช่างปูกระเบื้องขาดแคลน อาชีพช่างปูกระเบื้องเป็นอาชีพหนึ่งที่เป็นช่องทางในการประกอบอาชีพของผู้ที่ยังไม่มีงานทำ หรือผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอาชีพที่เป็นงานอิสระและมั่นคงได้ในอนาคต

หลักสูตรการศึกษาสร้างอาชีพ “วิชาช่างปูกระเบื้อง” ทาง กศน. ตำบลท่าทอง จะเน้นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป ที่ไม่มีอาชีพ และผู้ที่มีอาชีพแล้วแต่ต้องการพัฒนาอาชีพ โดยหลักสูตรนี้จะมีระยะเวลาการเรียนการสอนจำนวน 48 ชั่วโมง โดยสอนช่องทางการประกอบอาชีพในระดับพื้นฐาน ตั้งแต่ประโยชน์และความสำคัญของการปูกระเบื้อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปูกระเบื้อง ตั้งแต่ชนิดของกระเบื้อง ที่มี 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กระเบื้องปูพื้น กระเบื้องปูฝาผนัง กระเบื้องดินเผา

รวมทั้ง ชนิดของวัสดุปูกระเบื้อง ได้แก่ กาวซีเมนต์สำหรับปูกระเบื้อง ปูนปูกระเบื้อง (ปูนสำเร็จรูป) ปูนทรายผสมเอง ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ปูกระเบื้องและวิธีใช้ ความปลอดภัยในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ และสอนทักษะการประกอบอาชีพ จำนวน 24 ชั่วโมง (ทฤษฎี 4 ชั่วโมง ปฏิบัติ 20 ชั่วโมง) โดยครูผู้สอนจะเตรียมพื้นที่ เตรียมกระเบื้อง และวัสดุอุปกรณ์ สอนให้ผู้เรียนรู้จัก วิธีปูพื้น วิธีปูฝาผนัง วิธีปูกระเบื้องดินเผา วิธีการเก็บรายละเอียดของชิ้นงาน การบริหารจัดการในการประกอบอาชีพ จำนวน 10 ชั่วโมง (ทฤษฎี 3 ชั่วโมง ปฏิบัติ 7 ชั่วโมง) สอนหลักการคำนวณพื้นที่ และคำนวณราคาในการปูพื้น/ปูผนัง/ปูกระเบื้องดินเผาได้ ขั้นตอนการประชาสัมพันธ์ และการหาลูกค้า การเจรจาต่อรองราคากับลูกค้า

หากใครมีข้อสงสัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กับ คุณสมโภช ช่างดำริห์ กศน. ตำบลท่าทอง ได้ที่ สำนักงาน กศน. ตำบลท่าทอง วัดหนองป่าตอสามัคคีธรรม หมู่ที่ 1 ตำบลท่าทอง อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย 64110 โทร. (083) 167-5246

กศน. จับมือ สภาพัฒนาการเมือง ร่วมวางยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เปิดเผยว่า สำนักงาน กศน. มีความยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับองค์กรภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทางสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) ในการร่วมกันวางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาโดยใช้แผนพัฒนาการเมืองเป็นกรอบแนวทางเพื่อสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมสร้างกลไกความร่วมมือในการดำเนินงานในพื้นที่ ระหว่างสภาพัฒนาการเมืองเและสำนักงาน กศน. ในปี 2559 นี้ โดยโจทย์สำคัญของ กศน. ที่ต้องปฏิบัติ คือ ทำอย่างไร ให้กระบวนการของประชาธิปไตย เข้าไปซึมในวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนให้จงได้ โดยผ่านกระบวนการทำงานของ กศน. ระดับจังหวัด และระดับตำบล เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่มีความเข้าใจประชาธิปไตยมากขึ้น

เลขาธิการ กศน. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน กศน. มอบหมายภารกิจให้หน่วยงานทั้งในระดับจังหวัดและตำบลที่มีความใกล้ชิดและมีโอกาสเข้าถึงประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี เข้าไปประสาน รวมถึงเป็นกลไกขับเคลื่อนการสร้างเวที การรับรู้ และการมีส่วนร่วมของประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ในที่สุด โดยจะมีการเปิดเวทีในโครงการส่งเสริมและพัฒนาสำนึกพลเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยขึ้น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2559 อันประกอบด้วยผู้แทนภาคประชาชนจาก 53 จังหวัด จังหวัดละ 10 คน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีทางการเมือง ธรรมาภิบาล สิทธิมนุษยชน ชุมชนและการต่อต้านการทุจริต เพื่อให้ภาคประชาชนที่ร่วมกิจกรรมมีการรับรู้ เกิดการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการเมืองและระบอบประชาธิปไตยทั้งในระดับพื้นที่และประเทศต่อไป

Roasted Shrimp Paste

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

Miracle Thai Agriculture

Danai Huntrakul E-mail : dnaihp71@gmail.com

Roasted Shrimp Paste

Shrimp paste kapi is concocted from folk wisdom in Suvarnabhumi (“Land of Gold” Southeast Asian Peninsula) for millennia, where the Mon people dwelled and founded some of the earliest civilizations; long before the Bamar people entered the upper Irrawaddy valley and drove the Mon down south, overtaking the land as well as adopting Mon culture.

Kapi is a common ingredient used in Southeast Asian and Southern Chinese cuisine; be it in Thailand, Myanmar, Lao, Cambodia, Indonesia, Malay, Vietnam, Cantonese and Hainan. The word kapi was believed to derive from Burmese ngapi which means fermented fish.

But, Khang Samrap Mon (Mon Cuisine) book by Ong Bunjoon (Matichon Publishing House, May 2014) discloses otherwise; that kapi comes from Mon kapoi also pronounced kapi: ka-fish, poi-3, hence “fish3”; from Mon kapi making process of salting the fish, pounding to rid of scale and sun drying; repeated 3 times before tight packing in a jar to ferment.

Most Thai kapi is made from krill, plentiful along Andaman Seashore. When buying kapi you must specify whether for curry or for chili paste; the latter being more delicate and more expensive.

Kapi is like a seasoning powder or Japanese Umami made from seaweed essence to enhance food flavour, awaken taste bud; the essence found in salted meat or vegetable and strictly warned by doctors for those with tendency on gout or diabetes to stay away from. Yet, ancient Thai recipes include herbal antidotes – turkey berry, Brinjal etc. for kapi-chili paste or kapi-curry; thus keeping our ancestors from extinction but breeding a lot of doctors up till today.

An ancient Thai dish and easy to make is Roasted Shrimp Paste Kapi Khua.

Please do not mistake Kapi Lon “chowder” for Kapi Khua. While kapi khua is roasted till dry with surface oil; Lon, rich in coconut cream, is runny. With the same side vegetable, Kapi Lon adds dried or crispy fish, fresh shrimp, minced pork, etc. Our ancestors left options; but each with different names.

Kapi Khua according to mom-in-law Ayutthaya recipe for family of 4-5: dried cayenne pepper 16; minced fingerroot 4 tbsp; chop shallot 4 tbsp; palm sugar 4 tbsp; premium kapi 3 tbsp; coconut cream 4 cups. Side vegetable depends on what are available: curcuma, wing bean, Japanese cucumber, Turkey berry, Brinjal, culantro, etc.

Preparation: for pounding, tear up dry cayenne and immerse in water till soft and rid of seeds, pound with fingerroot and shallot till fine and add kapi. In frying pan over medium heat, roast coconut cream till oil extracts, then add kapi mixture and palm sugar. Stir until it dries up with coconut oil surface. Dress vegetable side dish, enjoy it with steaming rice.

กะปิคั่ว

กะปิ เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านใน “สุวรรณภูมิ” นับพันๆ ปีมาแล้ว ดินแดนนี้เดิมเป็นถิ่นฐานของชนชาติมอญ สร้างบ้านแปงเมืองและอารยธรรม ก่อนที่ชาวพม่าจะอพยพจากแถวยูนนาน ลงมาสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี และรุกเบียดชาวมอญลงไปทางใต้ รวมทั้งเข้าครอบครองทั้งอาณาจักรมอญ และวัฒนธรรมของมอญที่ตนเองขาดไปด้วย

กะปิ เป็นเครื่องปรุงรสที่แพร่หลายในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตอนใต้ของประเทศจีน ทั้งในไทย พม่า ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม จีนฮกเกี้ยน และจีนไหหนานด้วย เดิมมักเข้าใจว่า คำๆ นี้มาจาก “งาปิ” ของพม่า แปลว่า “ปลาหมัก”

แต่จากหนังสือ “ข้างสำรับมอญ” โดย องค์ บรรจุน (สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2557) เชื่อว่า ทั้งไทยและพม่าน่าจะได้คำว่ากะปิมาจากมอญว่า “กะป๊อย” ซึ่งออกเสียง “กะปิ” ได้เช่นกัน กะ แปลว่า ปลา ป๊อย แปลว่า สาม แปลตรงตัวว่า ปลาสาม เพราะกะปิของคนมอญ ต้องนำปลาเคล้าเกลือทิ้งไว้ ตำเอาเกล็ดออกแล้วตากแดด เสร็จแล้วนำมาตำแล้วตากแดด ทำซ้ำกันดังนี้ 3 ครั้ง จึงยัดเก็บไว้ใส่ไหหมักเป็นกะปิ

กะปิไทยส่วนใหญ่ทำจากกุ้งเคย ซึ่งมีมากในแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน จึงผลิตกะปิกันในพื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเล เวลาซื้อกะปิ ต้องระบุว่า กะปิแกง หรือกะปิน้ำพริก อย่างหลังจะหอมเนียนกว่า และแพงกว่า

กะปิมีคุณสมบัติคล้ายกับผงชูรส หรืออูมามิที่ทำจากน้ำซุปสาหร่ายทะเลของชาวญี่ปุ่น ช่วยชูรสชาติของอาหารให้ดีขึ้น เปิดต่อมรับรสที่ลิ้น ส่วนประกอบของสารเหล่านี้มีอยู่ทั่วไป จากการหมักเนื้อสัตว์หรือพืชด้วยเกลือ หมอมักเตือนคนมีแนวโน้มเป็นเกาต์หรือเบาหวานให้ห่างๆ ไว้ แต่ในสำรับไทยโบราณ ท่านมักมีสมุนไพรแก้ลำไว้เสมอ เช่น น้ำพริกกะปิ หรือแกงเข้ากะปิทั้งหลาย ให้มีมะเขือพวง มะเขือเปราะ ไว้ในสำรับ บรรพบุรุษเราจึงอยู่รอดอย่างอิ่มหนำสำราญ มีลูกหลานเป็นหมอมาจนทุกวันนี้

จานไทยดั้งเดิมและทำง่ายอีกจานหนึ่ง คือกะปิคั่ว

ขอหมายเหตุกันความสับสนว่า อย่าเอากะปิคั่วกับกะปิหลนไปปนเปกัน กะปิคั่ว คั่วจนแห้งมีมันลอยหน้า ส่วนกะปิหลนเข้มข้นกะทิก็จริง แต่ยังเหลวเป็นน้ำ แม้จะใช้ผักจิ้มเดียวกัน หลนนั้นจะใส่ปลาแห้ง ปลากรอบ กุ้งสด หมูสับ ได้อีกสารพัน โบราณท่านถึงได้เปิดทางไว้ แต่ต่างชื่อกัน

กะปิคั่ว ตามตำราข้างอโยธยาของแม่ยาย สำหรับครอบครัว 4-5 คน มี พริกชี้ฟ้าแห้ง 16 เม็ด กระชายสับ 4 ช้อนโต๊ะ หอมแดงซอย 4 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลปี๊บ 4 ช้อนโต๊ะ กะปิอย่างดี 6 ช้อนโต๊ะ หัวกะทิ 4 ถ้วยตวง ส่วนผักเคียงนั้น เช้านี้ที่ตลาดมีอะไรก็หยิบใส่ตะกร้าให้แม่ค้าชั่ง ขมิ้นขาว ถั่วพู แตงกวาญี่ปุ่น มะเขือพวง มะเขือม่วง ผักชีฝรั่ง ฯลฯ แล้วแต่จะชอบ

วิธีทำ เตรียมของลงครก ฉีกพริกแห้งเป็นชิ้น แช่น้ำจนนุ่ม พริกคายเม็ดแล้วบีบน้ำออก โขลกกับกระชาย หอมแดง ละเอียดแล้วจึงใส่กะปิ ตั้งกระทะไฟกลาง เคี่ยวหัวกะทิจนแตกมันค่อยใส่เครื่องกะปิ น้ำตาลปี๊บ หมั่นคนจนกะทิงวดแตกมันลอยหน้า จัดผักเคียงใส่จาน กินกับข้าวร้อนๆ