ตลาดน้ำท่าคา ตัวตนคนอัมพวาที่ยังคงอยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ท่องเที่ยวเกษตร

นัย บำรุงเวช

ตลาดน้ำท่าคา ตัวตนคนอัมพวาที่ยังคงอยู่

ปัจจุบัน ตลาดน้ำ ได้รับการรื้อฟื้นกลับขึ้นมาหลายแห่ง หลายแห่งเป็นตลาดน้ำที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิม แต่บางแห่งสภาพภูมิประเทศไม่สามารถเป็นตลาดน้ำก็ยังยัดเยียดผลักดันให้เป็นตลาดน้ำขึ้นมา เช่น มีหนองน้ำใหญ่อยู่บนที่สูงเชิงเขา อันเป็นการบิดเบือนธรรมชาติ สร้างวิถีการดำรงชีวิตของชุมชนขึ้นมาใหม่ หวังดึงดูดนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างภาพตามกระแส

ตลาดน้ำ เกิดขึ้นมานานมาก พร้อมกับวิถีการดำรงชีวิตของคนไทยที่ผูกพันกับแม่น้ำ ลำคลอง ได้อาศัยแม่น้ำ ลำคลอง เพื่อการคมนาคม การแลกเปลี่ยนและค้าขายผลผลิตการเกษตร กาลเวลาเปลี่ยนไป แม่น้ำ ลำคลอง ถูกลดความสำคัญลงเมื่อการคมนาคมทางบกสะดวกรวดเร็วกว่ามาแทน แต่ยังมีตลาดน้ำอีกแห่งหนึ่งที่ยังคงหลงเหลือความเป็นตัวตนดั้งเดิมอยู่ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่พอมีเค้าโครงของรากเหง้าในอดีตอยู่ นั่นคือ ตลาดน้ำท่าคา อยู่ที่ตำบลท่าคา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ในอดีต คลองท่าคา ใช้เพื่อการเดินทางระหว่างคนอัมพวากับคนแม่กลอง คนจากอัมพวาพายเรือขึ้นไป คนแม่กลอง พายเรือลงมาพบกันที่บ้านท่าคา จึงใช้เป็นสถานที่นัดแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านในบางนั้นและในละแวกใกล้เคียง คาดว่าจุดแลกเปลี่ยนแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2480 เดิมชาวบ้านเรียกว่า ตลาดนัดท่าคา มีสภาพการดำรงชีวิตแบบพื้นบ้านของจังหวัดสมุทรสงครามมาแต่ดั้งเดิม เนื่องจากวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของชาวจังหวัดสมุทรสงครามเป็นวิถีชีวิตแบบชาวสวนและแบบชาวประมง จึงนำสินค้าและผลผลิตจากสวนมาแลกเปลี่ยนกับอาหารทะเล ต่อมามีการสร้างคันดินขวางคลองเพื่อกันน้ำเค็มจากด้านแม่กลองไม่ให้ไหลเข้ามาที่อัมพวา ป้องกันไม่ให้พืชสวนผลไม้ต่างๆ ต้องเสียหายจากน้ำเค็ม คันดินนี้เรียกว่า ทำนบ ทำให้การคมนาคมที่เคยติดต่อกันได้สะดวกถูกกั้นขวางโดยทำนบดิน ทำนบเป็นคันดินกั้นขวางลำคลองท่าคา แบ่งคลองออกเป็น 2 ด้าน การแลกเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรเลยมาทำกันบนทำนบคลองท่าคา และใช้เป็นจุดนัดพบกันในที่สุด ทางฝั่งอัมพวานำเอาพืชผักและผลไม้จากสวน เช่น พริก หอมบางช้าง กระเทียม น้ำตาลมะพร้าว มะพร้าว มะม่วง ส้มโอ ฝรั่ง ชมพู่ ฯลฯ มา ส่วนทางฝั่งแม่กลองนำเอาอาหารทะเลแห้ง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง กะปิ น้ำปลา เกลือ ฯลฯ มาแลกเปลี่ยนตามนัดที่นัดกันโดยไม่มีการซื้อขายเป็นเงินตรา และตรงกลางทำนบมีร่องขนาดลำเรือเป็นดินเลนขึ้นมันวาวจากการถูกไถของท้องเรือที่เข็นขึ้นข้ามไปอีกฝั่ง การเข็นเรือจะง่ายเมื่อสาดด้วยน้ำจนลื่น ทำนบกันน้ำเค็มทำไว้หลายแห่งตามคลองต่างๆ เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่ทำขึ้นมาเพื่อป้องกันน้ำเค็ม แต่ว่าทำนบดินไม่สามารถควบคุมน้ำเค็มได้ทั้งหมด แม้ข้อดีของมันสามารถป้องกันไม่ให้น้ำเค็มเข้ามาได้ แต่ข้อเสียของมันทำให้น้ำจืดไม่สามารถไหลลงทะเลได้ จึงสร้างประตูน้ำขึ้นมาแทน แต่ประตูระบายน้ำมีความสูงและระยะทางมากกว่า ทำให้การข้ามไปหากันเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าเป็นไปด้วยความทุลักทุเล ลำบากกว่าเดิมเสียอีก ถ้าอยากข้ามไปหากันจะต้องพายเรือเข้าในคลองเล็ก กว่าจะลัดเลาะถึงกันได้ ต่อมาจึงย้ายจุดนัดพบที่ท่าคาเข้ามาที่ปากคลองพันลา ติดกันกับคลองท่าคา ไม่ห่างจากจุดเดิมมากนัก ตลาดนัดคลองพันลาได้เป็นจุดนัดพบแลกเปลี่ยนสินค้าเรื่อยมา คลองพันลาได้เพี้ยนเป็นคลองศาลา

การนัด ได้ยึดถือสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ โดยนัดกันในวัน 2 ค่ำ 7 ค่ำ และ 12 ค่ำ ทั้งข้างขึ้นและข้างแรม ดังนั้น ใน 1 เดือน จึงมีการนัดกัน 6 ครั้ง ตลาดนัดเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้า ชาวสวนต่างพายเรือกันมาลอยลำที่ปากคลองศาลา (ความกว้าง ประมาณ 12 เมตร แคบกว่าคลองอัมพวา) ถึงตอนสายคลองที่แคบอยู่แล้วกับแคบกว่าเดิมเมื่อเรือจำนวนมากต่างพายเบียดกันมาเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากัน แต่ละลำ ลำแล้วลำเล่า พายจากลำหนึ่งไปหาอีกลำหนึ่ง จนได้สินค้าตามที่ต้องการเป็นที่พอใจจะพายจากไป บ่ายคล้อยไปแล้วลำคลองจึงกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง ตลาดอาจวายในตอนบ่ายก็ได้ เอาแน่ไม่ได้ หรืออาจวายก่อนเที่ยงวันถ้าน้ำในคลองแห้งเร็ว เป็นอุปสรรคต่อการพายเรือ บีบให้เรือต่างรวมกันที่กลางคลอง ขยับเขยื้อนลำบากล่าช้า ต่อมาการแลกเปลี่ยนผลผลิต มาเป็นการซื้อขายระหว่างกัน ซึ่งสะดวกรวดเร็วกว่า ยุติธรรมมากขึ้น เรือพายบางลำเปลี่ยนมาติดเป็นเครื่องเรือหางยาว เรือติดเครื่องยนต์จะดับเครื่องยนต์เมื่อเข้าใกล้จุดนัด ช่วงระยะเวลาที่มีการซื้อขายสินค้ากันที่วุ่นวายคึกคัก อยู่ระหว่างเวลา 10.00-12.00 นาฬิกา ในอดีตเคยมีเรือมารวมตัวกัน 200-300 ลำ จนแน่นลำคลอง

ตลาดน้ำท่าคา ได้รับการผลักดันให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ของประเทศมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2538 ครั้งนั้น คุณสาวิตต์ โพธิวิหก อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบด้านการท่องเที่ยวได้มาทำพิธีเปิดตลาดน้ำท่าคา เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 เป็นการจุดกระแสให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวตลาดน้ำท่าคา ริมตลิ่งสองข้างได้มีการสร้างแนวคอนกรีตป้องกันตลิ่งพัง พร้อมกับทางเท้าเรียบคลอง จากกระแสข่าวการท่องเที่ยวตลาดน้ำทำให้นักท่องเที่ยวต้องการมาเที่ยวตลาดน้ำท่าคากันมาก แต่นักท่องเที่ยวต่างผิดหวังเพราะมาเที่ยวไม่ตรงกับวันนัด 2 ค่ำ 7 ค่ำ และ 12 ค่ำ จึงไม่มีเรือในคลอง ถ้ามาตรงกับวันเสาร์และวันอาทิตย์ก็โชคดีได้พบกับตลาดน้ำ ต่อมาเพื่อเป็นการตอบรับนักท่องเที่ยว ทางองค์การบริหารส่วนตำบลท่าคา โดย คุณวินัย นุชอุดม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าคา จึงกำหนดให้มีตลาดในวันเสาร์-วันอาทิตย์ เพิ่มขึ้นมาอีก เมื่อปี พ.ศ. 2551 จากนั้นได้มีการสร้างร้านค้าบนบก ส่วนมากขายของที่ระลึก ของฝากต่างๆ สร้างหลังคาคร่อมถนนทางเข้า สร้างลานจอดรถ สร้างห้องสุขาเพิ่ม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ที่ลานจอดรถมีรูปปั้นรัชกาลที่ 5 อยู่ภายในศาลาไทย สร้างสะพานข้ามคลองอีก ทำให้มีสะพาน 2 แห่ง มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว นอกจากสินค้าผลผลิตทางการเกษตรที่เคยเป็นหลัก ได้มีอาหารต่างๆ เพิ่มขึ้นมา เรือขายก๋วยเตี๋ยว เรือขนมจีน เรือขนมเบื้องโบราณ เรือหอยทอด เรือผัดไทย เรือกาแฟ และเรือขนมไทย อื่นๆ ล้วนราคาถูกและอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น หอยทอด จานละ 20 บาท

ตลาดน้ำท่าคา เป็นตลาดนัดทางน้ำที่ยังคงความเป็นธรรมชาติของวิถีชีวิตชาวบ้านซึ่งมีอาชีพทำสวนตาลมะพร้าวและปลูกพืชผลชนิดต่างๆ ชาวบ้านต่างพายเรือนำผลผลิต พืชผักและผลไม้จากสวนมาซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนกัน เฉพาะในวันขึ้นหรือแรม 2 ค่ำ 7 ค่ำ 12 ค่ำ ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00-11.00 นาฬิกา ในวันเสาร์-วันอาทิตย์ จะขยายเวลาออกไป แต่เรือจะมีไม่มากเหมือนวันนัดจริง เป็นสินค้าบนบกเสียมากกว่า สินค้าเน้นพืชผลจากชาวสวนโดยตรง ใหม่และสดในราคาถูก นอกจากนี้ จะได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของชาวท่าคาที่ประกอบอาชีพทำสวนตาลมะพร้าวส่วนใหญ่ การมีตลาดนัดนับข้างขึ้นข้างแรมแบบโบราณของไทยคงเป็นการสื่อสารที่เข้าใจยากสำหรับคนสมัยใหม่และนักท่องเที่ยว ดังนั้น ทางองค์การบริหารส่วนตำบลท่าคาจึงขึ้นป้ายบอกในแต่ละเดือนว่ามีตลาดนัดวันใดบ้าง นอกจากวันเสาร์-วันอาทิตย์

มีบริการเรือพายพานักท่องเที่ยวเที่ยวชมหมู่บ้านและเรือกสวนผลไม้ในบริเวณนั้น ในราคาลำละ 200 บาท นั่งได้ 6 คน ใช้เวลาชมจนกว่านักท่องเที่ยวพอใจ ระยะทางจากตัวจังหวัดสมุทรสงครามไปถึงตลาดน้ำท่าคา ประมาณ 16 กิโลเมตร จากอำเภออัมพวาไป ระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร การเดินทางเส้นทางที่ 1 ใช้ทางหลวงหมายเลข 325 (สมุทรสงคราม-ดำเนินสะดวก) ที่กิโลเมตร 32 บางใหญ่ (เลยทางแยกเข้าวัดเกาะแก้วไปเล็กน้อย) มีทางแยกขวา ไปอีก 5 กิโลเมตร ไปหมู่ที่ 2 บ้านท่าคา ถนนลาดยาง 2 ช่องทาง ค่อนข้างแคบคดเคี้ยว ผ่านสวนมะพร้าว สวนผลไม้อันร่มรื่น ถ้ามาในตอนเช้าๆ จะได้เห็นคนขึ้นต้นมะพร้าวเพื่อปาดตาลหรือหาบกระบอกน้ำตาลสดหรือเข็นรถใส่กระบอกน้ำตาลเพื่อไปเคี่ยวเป็นน้ำตาลปี๊บ มะพร้าวใช้ทำน้ำตาลได้ เปลี่ยนมาเป็นมะพร้าวพันธุ์เตี้ยกันมากขึ้น เพื่อความสะดวกในการปีนป่ายขึ้นไปเอาน้ำตาลสดลงมา หรือเลือกเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง ขึ้นรถสองแถวได้ที่ตลาดตัวเมือง หน้าธนาคารทหารไทย สายท่าคา-วัดเทพประสิทธิ์ ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 นาฬิกา รถจะออกทุก 20 นาที เส้นทางที่ 2 จากตลาดแม่กลองไปตามเส้นทางถนนเอกชัย-กรุงเทพฯ แยกเข้าทางไปวัดเทพประสิทธิ์ ถึงตลาดน้ำท่าคา และเส้นทางที่ 3 จากถนนธนบุรี-ปากท่อ-กรุงเทพฯ แยกเข้าทางถนนลาดยางใหญ่ และแยกเข้าวัดเทพประสิทธิ์ ถึงตลาดน้ำท่าคา

ที่ตลาดน้ำท่าคา ยังมีขนมโบราณที่ไม่เคยพบที่ไหน ก็จะมาพบที่นี่ เช่น ขนมด้วง ขนมถุงทอง หน้าตารสชาติเป็นอย่างไรให้มาพิสูจน์กันเอง ที่นี่เป็นตลาดน้ำของคนท่าคาจริงๆ มีคนและสินค้าจากภายนอกแปลกปลอมเข้ามาน้อยมาก ต่างจากตลาดน้ำอัมพวาที่นับหัวคนอัมพวาโดยกำเนิดได้มีไม่กี่ราย สิ่งที่เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้คือ ธุรกิจบ้านพักโฮมสเตย์ มีไว้รองรับนักท่องเที่ยวหลายหลัง เมื่อมาพักจะได้เห็นวิถีชีวิตของชาวสวนในการทำน้ำตาลปี๊บ ดูการขึ้นต้นมะพร้าวเพื่อปาดงวงมะพร้าวบนยอดเอาน้ำตาลสด ซึ่งได้เห็นน้ำตาลสดและสามารถขอดื่มน้ำตาลสดจริงๆ ได้ ชมการเคี่ยวน้ำตาลสดจนเป็นน้ำตาลปี๊บ ตลาดน้ำท่าคายังคงความเป็นธรรมชาติและวิถีการดำเนินชีวิตของชาวสวนอัมพวา ไม่ต่างจากอดีตที่มีความเป็นตัวตนแท้จริงมาแต่ดั้งเดิม อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลา ตลาดน้ำท่าคาจึงเป็นตัวตนคนอัมพวาที่ยังคงอยู่

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันเวลานัดได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าคา โทรศัพท์ (034) 766-208

ซีวานา รีสอร์ท@เกาะหมาก…รีสอร์ทของคู่หนุ่มสาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เกษตรท่องเที่ยว

กาญจนา จินตกานนท์/ตราด

ซีวานา รีสอร์ท@เกาะหมาก…รีสอร์ทของคู่หนุ่มสาว

“เกาะหมาก” จังหวัดตราด ฮอตมั้ย คำถามในเวลานี้ ต้องตอบว่า ฮอตมากๆ เพราะนักท่องเที่ยว 3 ปี (2555-2557) ย้อนหลังไม่ลด ปีละประมาณ 130,000 คน สร้างรายได้ให้ปีละประมาณ 800 ล้านบาท ในจำนวนนักท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นชาวต่างประเทศ เป็นหลักประมาณ 80% ส่วนใหญ่กลุ่มยุโรป สแกนดิเนเวีย เนื่องจากเป้าหมายการท่องเที่ยวของเกาะหมากเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมชัดเจน (เกาะโลว์คาร์บอน) แต่เจ้าของรีสอร์ทส่วนใหญ่กลับยืนยันไม่ขยายปริมาณห้องพักตามใจลูกค้า แต่จะพัฒนาคุณภาพสู่มาตรฐานแทน อ่านถึงตอนนี้เกาะหมากไม่ไปไม่ได้แล้วล่ะ โดยเฉพาะเราๆ นักท่องเที่ยวชาวไทย สำหรับคู่หนุ่มสาวหรือครอบครัวเล็กๆ แล้ว “ซีวานา รีสอร์ท” เป็นที่พักที่น่าสนใจ ซึ่งบริหารโดยคนรุ่นใหม่ ทายาทของนักธุรกิจเกาะหมากแท้ๆ

จาก เกาะหมาก รีสอร์ท…

แตกแขนง ซีวานา รีสอร์ท

ทางเลือกใหม่ของหนุ่มสาว

คุณสุรีย์พล ตะเวทิกุล หรือ คุณแชมป์ วัย 33 ปี ทายาท คุณจักรพรรดิ ตะเวทิกุล เจ้าของ เกาะหมาก รีสอร์ท และนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด จบปริญญาตรี สาขาภูมิสถาปัตย์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อทำรีสอร์ทรุ่นแรกๆ มาถึงปัจจุบันกว่า 30 ปีเศษแล้ว เมื่อปี 2555 คุณพ่อให้ลาออกจากงานที่กรุงเทพฯ และมาเริ่มต้นทำธุรกิจรีสอร์ท แต่ได้แยกแนวคอนเซ็ปต์ของรีสอร์ทมาบริหารจัดการเองส่วนหนึ่ง ให้เป็นแนวรีสอร์ทของหนุ่มสาว ต่างจากของคุณพ่อที่กลุ่มเป้าหมายเป็นครอบครัว ใช้ชื่อว่า “ซีวานา รีสอร์ท” (Seavana) ซึ่งรีโนเวตมาจาก เกาะหมาก รีสอร์ท ด้วยงบประมาณ 15 ล้านบาท ตามคอนเซ็ปต์ Live Love Laugh หรือเข้าใจง่ายๆ คือ อยู่สบาย ด้วยความแตกต่างของการให้บริการหลายๆ อย่าง ในรูปแบบตามคอนเซ็ปต์เน้นความเป็นส่วนตัว ทั้งโลเกชั่น แบบห้องพัก สระว่ายน้ำ กิจกรรมนันทนาการ การให้บริการอื่นๆ

คุณสุรีย์พล ผู้จัดการ ซีวานา รีสอร์ท และประธานชมรมท่องเที่ยวเกาะหมาก กล่าวถึงที่มาของการทำรีสอร์ท ซีวานา (Seavana) ว่า เดิมคุณพ่อทำรีสอร์ทแบรนด์เกาะหมาก รีสอร์ท มาร่วมๆ 30 ปีเศษแล้ว เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา คุณพ่ออยากให้มาช่วยกันบริหาร จึงใช้ความรู้ทางด้านภูมิสถาปัตย์ที่เรียนมา คิดคอนเซ็ปต์สั้นๆ ว่า รีสอร์ท ต้อง Live Love Laugh หรือ อยู่สบาย ได้ออกแบบภูมิทัศน์ วางผังในพื้นที่ทำรีสอร์ทเดิมใหม่ รีโนเวตห้องพัก แบ่งโซนการทำรีสอร์ท ให้บริการเป็น 2 โซน เนื่องจากพื้นที่หน้าหาดทรายของ เกาะหมาก รีสอร์ท ยาวมาก ประมาณเกือบ 2 กิโลเมตร ดูแลไม่ทั่วถึง โซนหนึ่งเป็นแบบเดิมๆ แต่ปรับที่พักรีสอร์ทใหม่ คุณพ่อเป็นผู้บริหาร ใช้แบรนด์เดิม เกาะหมาก รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทแบบบังกะโล มี 20 หลัง พร้อมสระว่ายน้ำ เหมาะสำหรับกลุ่มครอบครัว อีกโซนหนึ่งคุณแชมป์เป็นผู้บริหารเอง เป็นอาคารห้องพักมีจำนวนห้องพักเท่ากัน

ซีวานา ออกแบบสร้างใหม่ทั้งหมด เน้นความเป็นส่วนตัวชัดเจน ตั้งแต่ทางเดินทำไว้ด้านหลังห้องพักไม่ให้ผู้มาพักถูกรบกวน ห้องพักจะติดหน้าหาดทุกห้อง สระว่ายน้ำเด็ก-ผู้ใหญ่ มีพื้นที่จัดกิจกรรมหน้าหาด เช่น การแต่งงาน จดทะเบียนแลกแหวน เพราะต้องการตอบสนองลูกค้าเฉพาะหนุ่มสาว คู่ฮันนีมูน หรือครอบครัวเล็กๆ ใช้ชื่อ “ซีวานา” เปิดให้บริการมาตั้งแต่ ปี 2555 ผลตอบรับดีมากตั้งแต่ปีแรก เพราะเราตั้งใจทำให้ดี จึงมีการแนะนำต่อและมีห้องพักไม่มาก เพียง 20 ห้อง เท่านั้น

ลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…

มั่นใจโลเกชั่นและกิจกรรม

โลว์คาร์บอนโดนใจนักท่องเที่ยวสุดๆ

ช่วงไฮต์ไลต์ ลูกค้า 90% เป็นชาวต่างประเทศกลุ่มยุโรป สแกนดิเนเวีย คาแร็กเตอร์ คือต้องการความเป็นส่วนตัว ความเงียบสงบภายในห้องพักมีอ่างน้ำจากุซซี่ ออกแบบทางเดินไว้ด้านหลังที่พัก ไม่ผ่านหน้าหาดรบกวนแขก หากใช้หน้าหาดจัดงานแต่งงาน แลกแหวน จดทะเบียนเล็กๆ จะไม่มีใครรบกวน ทุกปีจะมีคู่แต่งงานจองจัดงาน ปีละ 2-3 คู่ ส่วนคนไทยมาพักมีบ้างช่วงฤดูร้อน ประมาณ 40% เราจะลดราคา 30-40% และลูกค้าต่างประเทศยังมีอยู่ถึง 60% ผลตอบรับดีจากลูกค้า นอกจากห้องพักเกือบเต็มตลอดปีแล้ว ยังเป็นกลุ่มกลับมาซ้ำๆ มาก 10-20% อีกด้วย” คุณแชมป์ กล่าวถึงตลาดนักท่องเที่ยว

คุณแชมป์ กล่าวต่อว่า จุดเด่นของซีวานา เกาะหมาก ที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าและต้องกลับมาซ้ำ คือ

1. ด้วยบรรยากาศธรรมชาติหาดทรายหน้าหาดที่ยาวมากถึง 2 กิโลเมตร เห็นภาพพาโนรามา 360 องศา และห้องพักที่สะอาดส่วนตัว

2. ด้วยคอนเซ็ปต์การท่องเที่ยวแบบโลว์คาร์บอนของเกาะหมากในดีเทลทุกอย่างจะเป็นการลดการใช้พลังงานและใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนไฟฟ้า สำหรับกิจกรรมนักท่องเที่ยวที่รีสอร์ทจัดให้จะไม่มีเสียงดังไม่รบกวนผู้มาพัก เช่น ขี่จักรยาน อ่านหนังสือ เดินเล่น พายเรือคยัค เล่นแพดเดิ้ลบอร์ด

3. พนักงานพร้อมให้บริการและมีคุณภาพ สามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ มีอัตราเพียงพอ เช่น ห้องพัก 1 คน ต่อ 1 ห้อง และการบริการอื่นๆ ที่ให้ความเป็นส่วนตัว เช่น สระว่ายน้ำทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ห้องนวดสปา หรือทริปวันเดียว ดำน้ำดูปะการัง หรือท่องเที่ยวเกาะใกล้เคียง

“ซีวานา จะเน้นการลดภาวะโลกร้อน หรือโลว์คาร์บอนอย่างชัดเจน นอกจากกิจกรรมที่ไม่ใช้พลังงานแล้ว การจัดการภายในรีสอร์ทเรามีการคัดแยกขยะ การใช้โซลาร์เซลล์ การแนะนำให้ลูกค้าไม่ต้องเปลี่ยนผ้าปูที่นอนทุกวัน

การปลูกผักและผลไม้ในรีสอร์ทแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้ผู้มาพักได้” คุณแชมป์ กล่าว

ใช้หัวใจให้บริการลูกค้า

และบริหารงาน…เตรียมเพิ่มกิจกรรม

“ชอบบริหารรีสอร์ทเล็กๆ ทำแบบทุกคนช่วยกัน ฝ่ายบริหารมีภรรยามาช่วยด้วย ทั้งนี้ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีในรูปแบบภาพรวมและภาพย่อย ตั้งแต่การให้บริการจองที่พักที่สะดวกแน่นอน ด้วยระบบออนไลน์ผ่านเอเจนซี่ การดูแลพนักงานให้บริการ แม้ว่าจะเป็นรีสอร์ทเล็กๆ แต่ต้องแบ่งหน้าที่ชัดเจน มีระเบียบให้ปฏิบัติ ที่นี่เรามีฝ่ายศิลปะมาประจำคอยตกแต่งสถานที่ การลางานพนักงานจะต้องแทนกันเอง หัวหน้างานต้องมีการคุยกันทุกครึ่งเดือนและประชุมทุกคนเดือนละครั้ง ขณะเดียวกันเราต้องดูแลพนักงานให้เขารู้สึกอบอุ่นและมั่นคงกับการทำงานที่นี่ เราจ้างพนักงานแบบตลอดปี ช่วงเดือนกันยายนรีสอร์ทปิดซ่อมแซมช่วงฤดูฝน เขาจะได้กลับบ้าน 1 เดือน ทุกปี” คุณแชมป์ กล่าว

ปลายปีนี้จะเพิ่มกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้นั่งเรือชมทัศนียภาพความงดงามรอบๆ เกาะในช่วงเย็น พร้อมอาหารค็อกเทล เสียงเพลงเบาๆ ชมพระอาทิตย์ตก โดยใช้เรือคาตามารัน 60 ที่นั่ง แต่รับบริการเพียง 30 ที่นั่ง เป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยวที่มาพักทั้งคนไทยต่างประเทศ และเพิ่มกิจกรรมการสอนทำอาหารไทยพื้นบ้านง่ายๆ ให้ชาวต่างประเทศได้ทำและชิม เช่น ตอนนี้กำลังทดลองเมนูข้าวต้มมัดอยู่ ต่อไปๆ จะมีเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มกิจกรรมให้หลากหลาย เพราะที่นี่ชาวต่างประเทศมาพักเฉลี่ย 4 วัน อย่างต่ำ บางคน 10 วัน หรือเป็นเดือน

ตอกย้ำคุณภาพของรีสอร์ท

สู่มาตรฐาน…มั่นใจมีลูกค้ากำลังซื้อสูง

ท้ายสุด คุณสุรีย์พล ย้ำว่า อนาคตว่าจะไม่เพิ่มห้องพักของ ซีวานา รีสอร์ท แน่นอน แต่เราจะพัฒนารีสอร์ทให้ได้มาตรฐานขึ้นเรื่อยๆ เพราะเชื่อว่ามีนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงและจำนวนไม่ลดลงแน่นอน ด้วยปัจจัยดังกล่าวของซีวานาเอง และด้วยศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเกาะหมากเป็นเกาะที่เงียบสงบ เป็นแหล่งท่องเที่ยวโลว์คาร์บอนอย่างชัดเจน…ต่อไปเรามีธรรมนูญของชมรมท่องเที่ยวเกาะหมากประกาศห้าม ไม่ให้มีรถข้ามมาเกาะ ไม่มีกิจกรรมที่ส่งเสียงดัง ไม่มีสถานบันเทิงและค้าประเวณี เชื่อว่ารีสอร์ทบนเกาะหมากจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวนานาชาติเพิ่มขึ้นด้วยอัตลักษณ์ของตัวเอง และ…ซีวานา รีสอร์ท ที่เกาะหมากคือหนึ่งในรีสอร์ทนั้น

สนใจสอบถาม ซีวานา รีสอร์ท โทร. (090) 765-5590-1 หรือ http://www.seavanakohmak.com

ต้นนางเลว ไม่ได้เลวอย่างชื่อ แถมคุณสมบัติเด่น กิ่งสดๆ ก็ติดไฟได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

แปลกที่ชื่อ…แต่ฉันคือต้นไม้

เมย์วิสาข์

ต้นนางเลว ไม่ได้เลวอย่างชื่อ แถมคุณสมบัติเด่น กิ่งสดๆ ก็ติดไฟได้

ฉันคิดว่าชื่อนั้นไม่ได้บ่งบอกพฤติกรรมเสมอไป อย่าคิดว่าฉันจะเลวเหมือนชื่อ เพราะชื่อนั้นไม่สำคัญพอที่จะบอกว่า ฉันไม่ดี ยังมีคนที่ชอบฉัน แล้ว เรียกว่า “สะบันงาดง” ก็มี เพราะฉันอยู่ในวงศ์กระดังงา แม้ว่าฉันจะเป็นต้นไม้สูงใหญ่อายุยืน แต่ฉันก็ไม่ชอบผลัดใบ เพียงว่าในช่วงอายุน้อยๆ ฉันชอบโตกลางแจ้ง แต่ชอบอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ เปลือก ผิว ของฉันหนา สีน้ำตาลเข้ม กลิ่นฉุน จึงเก็บตัวไม่อยากเจอใคร (เป็นพืชพบหายาก)

น้อยใจนัก ที่บางคน (เมืองจันทน์) เรียกฉันว่า “อีเลว” แต่ความจริงเนื้อตัวฉันก็มีประโยชน์นะ ติดไฟได้ดี ทั้งที่เป็นไม้สดๆ และยังมีคนที่ชอบใช้กิ่ง ก้าน เป็นเชื้อไฟในหน้าฝน…อ้อ! ฉันก็ภูมิใจมาก ที่ใครๆ เมื่อมาพบฉันก็มักจะนำฉันกลับไปปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับข้างบ้านเสมอๆ เพราะความหอมจากกลิ่นดอกของฉัน คือเสน่ห์ที่ไม่มีใครปฏิเสธ “นางเลว” ต้นนี้หรอก!

เพิ่มมูลค่า สร้างตลาดใหม่ กับ มะดันแปรรูป-ทุเรียนเม็ดมินต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

เพิ่มมูลค่า สร้างตลาดใหม่ กับ มะดันแปรรูป-ทุเรียนเม็ดมินต์

บ้านเราเป็นแหล่งผลไม้นานาชนิด ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยได้นำผลไม้เหล่านั้นมาแปรรูป ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าได้หลายเท่าตัว ภาครัฐเองต่างก็สนับสนุนเต็มที่ อาทิ “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” ภายใต้แผนส่งเสริมยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระยะเร่งด่วน โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ร่วมกันคัดเลือกคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพรวม 17 เครือข่าย ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทั้ง 2 หน่วยงาน ได้เปิดตัวโครงการดังกล่าว พร้อมคาดการณ์ว่าภายใน 1 ปี จะเกิดการขยายตัวในระบบเศรษฐกิจ 530 ล้านบาท และสามารถลดต้นทุนได้ 65 ล้านบาท

โดยใน 17 คลัสเตอร์ดังกล่าว มีผู้ประกอบการหน้าใหม่จำนวนหนึ่งที่เพิ่งผลิตสินค้าได้ไม่นาน บางรายเป็นสินค้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีวางขายในท้องตลาดมาก่อน ดังนั้น การเข้ารวมกลุ่มเครือข่ายนี้จึงเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การซื้อวัตถุดิบและการทำตลาดร่วมกัน

มะดัน มีวิตามินซีสูง

ดังที่ “คุณนงนุช เทียมณรงค์” เจ้าของผลไม้แปรรูป แบรนด์ “งามลมัย” ในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลไม้ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก แจกแจงให้ฟังว่า มีสมาชิกทั้งหมด 33 คน ได้เข้าร่วมในกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกที่มี 6 จังหวัด ประกอบด้วย ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ชลบุรี และฉะเชิงเทรา

ซึ่งเป็นการรวมตัวกันในส่วนที่เป็นต้นน้ำ คือเกษตรกรผู้ผลิตภาคการเกษตร สามารถช่วยเหลือให้ความรู้ข่าวสารแก้ไขปัญหาให้ไปในทิศทางเดียวกัน กลางน้ำ คือการแปรรูปผลผลิตที่มีปริมาณมากก็จะเข้ามาช่วยต้นน้ำได้มากมาย ปลายน้ำ คือผู้ที่ทำการตลาด สามารถมาช่วยกลางน้ำ ทำให้สายน้ำยาวและใหญ่ ทำให้บ้านเราอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน

สำหรับกิจการแปรรูปผลไม้ของเธอนั้น มีมะดันเป็นตัวชูโรง ทั้งมะดันลอยแก้ว มะดันอบแห้ง น้ำมะดัน และมะม่วงกวน ในชื่อแบรนด์ “งามลมัย”

ปัจจุบันขายมะดันลอยแก้วกระป๋องละ 50 บาท มะดันอบแห้งกิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนน้ำมะดันขวดละ 25 บาท มีวางขายที่กรุงเทพฯ ร้านค้าใกล้สถานีตำรวจสามเสน ซึ่งกลุ่มลูกค้ามีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า และพนักงานออฟฟิศ

ทั้งนี้ ผู้สนใจในกรุงเทพฯ สั่งซื้อได้ที่ คุณนงนุช เบอร์โทร. (081) 733-1745 ส่วนถ้าอยู่นครนายกสั่งได้ที่ คุณตู่ โทร. (089) 001-4112

เธอเล่าถึงสาเหตุของการแปรรูปมะดันว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ เริ่มทำสวนที่จังหวัดนครนายก ครั้งแรกปี 2550 เมื่อก่อนบริเวณนั้นเป็นที่นาจึงต้องลงทุนถมที่ในเนื้อที่ 4 ไร่กว่าๆ เพื่อปลูกมะยงชิดและผลไม้ที่ตัวเองชอบ เช่น มังคุด มะม่วง กล้วย ละมุด ฯลฯ

ส่วนมะดันเป็นต้นไม้ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ต่อมาเริ่มปลูกมะดันเพิ่มเติมเข้าไปด้วย แต่พอปี 2551 ราคามะดันตกต่ำมาก เลยเริ่มทำมะดันลอยแก้ว ตามด้วยมะดันอบแห้ง และน้ำมะดัน โดยมีการปรับปรุงพัฒนาสูตรตลอดมา

การที่นำมะดันมาแปรรูปนั้นเพราะเป็นผลไม้พื้นบ้านที่มีวิตามินสูงมาก ช่วยในเรื่องภูมิแพ้หวัด ทำให้ผิวพรรณดีและช่วยระบบขับถ่ายด้วย

ออกลูกตลอดทั้งปี

ใครชิมมะดันอบแห้งหรือน้ำมะดันของคุณนงนุช ต่างชอบอกชอบใจในรสชาติที่ไม่เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดจนเกินไป ด้วยเหตุนี้ จึงมีลูกค้าประจำและมีออเดอร์ไม่ขาด เจ้าตัวเองก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปนี้

เพราะที่ผ่านมาผู้คนมักจะนำมะดันมาใส่ในต้มปลาทูและนำไปแช่อิ่มเท่านั้น แต่ของเธอได้นำมาทำน้ำ ทำอบแห้ง และทำลอยแก้ว ซึ่งในท้องตลาดยังไม่เห็นมีใครทำเป็นล่ำเป็นสัน หรือมีบ้างแต่คุณภาพและความอร่อยก็ต่างกัน

เธอย้ำว่า ทางกลุ่มเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้มาตรฐานสูงสุด สามารถเข้าตลาดระดับสูงได้ รวมถึงมองการส่งออกด้วย ซึ่งทางกลุ่มทำได้ไม่ยากเพราะทุกครัวเรือนในบริเวณนี้ปลูกมะดันกันอยู่แล้ว สามารถคัดเลือกลูกที่มีขนาดใหญ่และเนื้อแน่น

ตอนนี้ราคามะดันดีกว่าปีก่อนๆ จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 3 บาท ขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 7-15 บาท แล้วแต่ช่วงว่ามีมากหรือน้อย

ในเรื่องการปลูกมะดัน เธอให้ข้อมูลว่า ไม่มีแมลงอะไรมารบกวน จะมีก็แต่กาฝาก จึงต้องทำการตัดแต่งกิ่งให้ดี

ส่วนการเก็บผลผลิตจะต้องเลือกเก็บเฉพาะลูกที่มีขนาดใหญ่

ทั้งนี้ มะดันจะออกผลมากในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม แต่ออกผลตลอดทั้งปี ถ้าให้น้ำตลอด

ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะปลูกมะดันแบบออร์แกนิก

คุณนงนุช พูดถึงปัญหาของการแปรรูปมะดันว่า ปัญหาที่เห็นชัดคือ มีผลผลิตเป็นฤดูกาล การเก็บรักษา ต้องใช้ความเย็นช่วยถนอมอาหาร ซึ่งการใช้ความเย็นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

ผู้ประกอบการอีกรายที่อยู่ในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ “คุณเชิดพงษ์ เมธาวุฒินันท์” ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรับราชการ ปัจจุบันเป็นผู้ประกอบการเต็มตัว เขาระบุถึงการเข้าร่วมในคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกว่า ในกลุ่มมีทั้งความแตกต่างและความเหมือนกัน จึงมีมุมมองในหลายๆ ด้านที่แลกเปลี่ยนและสามารถเสริมแนวทางธุรกิจซึ่งกันและกันได้

เติมมินต์ให้รสชาติดี

คุณเชิดพงษ์ อธิบายถึงธุรกิจแปรรูปผลไม้ที่ทำอยู่ว่า เริ่มจากจุดที่ว่าเมืองไทยมีผลไม้ตามฤดูกาลหลากหลายชนิด โดยเฉพาะทุเรียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ประกอบกับเทคโนโลยีการถนอมอาหารของไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงนำทุเรียนหมอนทองมาแปรรูปเป็นเม็ดๆ เหมือนทอฟฟี่ ในชื่อแบรนด์ “ชิวดี้” โดยจ้างโรงงานผลิตที่มีมาตรฐานและมีประสบการณ์ อยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี

ว่าไปแล้วคุณเชิดพงษ์ก็เหมือนกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ยุคนี้ที่เน้นจ้างผลิตแล้วมาทำการตลาดเอง ซึ่งหากจับตลาดได้ถูกกิจการก็จะไปได้ดี ไม่ต้องมายุ่งในส่วนการผลิต การตั้งโรงงานหรือจ้างพนักงานแต่อย่างใด เป็นการลดขั้นตอนไปได้เยอะ อยู่ที่ว่าหากเป็นสินค้าใหม่จะทำให้ลูกค้ารู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน

คุณเชิดพงษ์ บอกว่า จุดเด่นของ “ชิวดี้” คือผลิตจากทุเรียนหมอนทองพันธุ์ดี ผ่านการคัดสรรจากสวนผลไม้ที่ปลูกด้วยระบบออร์แกนิก และผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัยได้มาตรฐาน ทำให้ได้ทุเรียนเม็ดมินต์ที่มีรสชาติอร่อย เพิ่มความสดชื่นเวลารับประทาน และเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ เคี้ยวเพลินได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งในท้องตลาดไม่มีใครผลิตแบบนี้ โดยผลิตภัณฑ์ขนาด 20 กรัม ราคาขายปลีกซองละ 25 บาท และบรรจุกล่อง กล่องละ 60 ซอง ราคาขายส่ง 1,200 บาท

“ความจริงผลิตภัณฑ์ของเราก็คล้ายๆ กับทอฟฟี่ แต่ไม่อยากให้เรียกแบบนั้น เนื่องจากมูลค่ามันต่างกัน เพราะทางเราเลือกใช้ทุเรียนหมอนทองเกรดดี”

ผู้ประกอบการหน้าใหม่รายนี้เล่าว่า เตรียมวางแผนที่จะจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ และจะวางขายเพิ่มเติมในร้านขายของฝากบริการนักท่องเที่ยวและร้านอาหาร ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของนักท่องเที่ยวจีนที่ชอบรับประทานทุเรียน รวมทั้งการเข้าถึงตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่มากทั้งจำนวนประชากรและรายได้ประชาชาติ หากสามารถมีผลิตภัณฑ์ที่สนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้จะสร้างยอดขายได้สูงมาก

เจ้าตัวพูดถึงปัญหาอุปสรรคของการเริ่มทำธุรกิจนี้ว่า อยู่ที่การเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป เพราะเป็นของใหม่ไม่มีในท้องตลาด แต่หากได้ลองชิมแล้วจะถูกปากและติดใจในรสชาติที่มีความแปลกใหม่อันผสมกลมกลืนระหว่างทุเรียนกับมินต์ได้อย่างลงตัว

ในงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” เมื่อไม่นานมานี้ คุณเชิดพงษ์ก็ได้นำผลิตภัณฑ์มาให้ชิมกัน หลายรายชื่นชอบรสชาติที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะพวกที่ชอบรสมินต์ทั้งหลาย

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายหรืออยากลิ้มชิมรสทุเรียนหมอนทองรสมินต์แบรนด์ “ชิวดี้” ติดต่อคุณเชิดพงษ์ได้ที่ โทร. (092) 419-6695

การแปรรูปผลไม้เหล่านี้ นอกจากจะทำให้ผลผลิตไม่ล้นตลาด ราคาไม่ตกต่ำแล้ว ยังทำให้ผู้คนได้รับประทานผลไม้ที่ชื่นชอบในหลากหลายรูปแบบอีกด้วย

“พื้นที่มากได้เงินน้อย พื้นที่น้อยได้เงินมาก” จุดเปลี่ยนจากข้าว สู่เผือกของชาวนา บ้านนาเฉลียง เพชรบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“พื้นที่มากได้เงินน้อย พื้นที่น้อยได้เงินมาก” จุดเปลี่ยนจากข้าว สู่เผือกของชาวนา บ้านนาเฉลียง เพชรบูรณ์

การปรับเปลี่ยนมาปลูกพืช หรือทำเกษตรกรรมที่ไม่คุ้นเคย เพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้งคงไม่ใช่เรื่องง่ายและรวดเร็วชนิดพลิกฝ่ามือที่จะทำให้สำเร็จ ทั้งนี้ อาจต้องเติมความอดทนและความพยายามเพิ่มเข้าไปเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ และเชื่อแน่ว่าสถานการณ์เช่นนี้คงไม่อยู่กับพวกเราเป็นเวลายาวนาน

เมื่อต้นปีมีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะทราบข่าวมาว่ามีชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ในหมู่ที่ 1 ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ ซึ่งเคยยึดอาชีพทำนาปรัง ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองมาปลูกเผือกและพืชชนิดอื่นแทน โดยการเปลี่ยนครั้งนี้กลับกลายเป็นการพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เพราะพวกเขาสามารถสร้างเม็ดเงินได้มากกว่าการทำนาที่เคยเป็นอาชีพดั้งเดิมเสียด้วยซ้ำ

มีโอกาสได้พบและพูดคุยกับ คุณกาญจนา และ คุณศราวุธ สรรคพงษ์ สามี/ภรรยา ซึ่งอยู่บ้านเลขที่ 155 หมู่ที่ 1 ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เนื่องจากเป็นอีกครอบครัวที่ถือว่าประสบความสำเร็จจากการปลูกเผือกแทนการทำนาข้าว

เมื่อหลายปีก่อนครอบครัวนี้ยังคงยึดอาชีพทำนา ทั้งนาปีและนาปรัง บนพื้นที่ทั้งหมดกว่า 100 ไร่ เพราะอยู่ติดกับแม่น้ำป่าสัก แต่ภายหลังเกิดปัญหากระทบกับการปลูกข้าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ ราคาข้าว ตลอดจนต้นทุนการปลูก ซึ่งเมื่อปลูกเสร็จแทบจะไม่เหลือเงินติดบ้านเลย

เพราะการดิ้นรนแล้วไม่ท้อถอย จึงทำให้คุณกาญจนา และคุณศราวุธ เปลี่ยนมาปลูกเผือกตามคำแนะนำของน้าที่ประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้แล้ว

คุณกาญจนาปลูกเผือกมา 3 ปี เป็นพันธุ์หอมเชียงใหม่ เหตุผลที่ใช้พันธุ์นี้เพราะมาจากความต้องการของตลาด เนื่องจากลักษณะเด่นคือ มีความหอมหวานในเนื้อ ให้ผลผลิตดี น้ำหนักดี สั่งซื้อต้นพันธุ์โดยตรงมาจากเชียงใหม่ เวลาซื้อจะเหมาเป็นตัน คละขนาด มีจำนวน 4-5 ต้น ต่อกิโลกรัม

ราคาซื้อต้นพันธุ์ไม่เคยคงที่ จะผันแปรไปตามความต้องการของตลาด อย่างปีที่แล้ว (2558) ราคาตันละ 8,000-10,000 บาท แต่ก่อนหน้านี้ช่วงที่ยังไม่มีใครสนใจ ราคาต้นพันธุ์ 6,000-8,000 บาท ต่อตัน เท่านั้น

สำหรับขั้นตอนการปลูก คุณกาญจนา อธิบายว่า ก่อนจะนำต้นพันธุ์ลงปลูก จะต้องมีการเตรียมดินด้วยการไถหว่าน ตากดินให้แห้งก่อนเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค แต่ยังไม่ต้องใส่ปุ๋ยหรือสารในดินแต่อย่างใด จากนั้นนำต้นพันธุ์ปลูกลงดินซึ่งมีวิธีปลูกคล้ายกับการดำต้นข้าว โดยมีระยะห่างระหว่างต้น 27 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถวห่างกัน 1 เมตร แล้วปล่อยน้ำเข้าแปลง

จากนั้น 20 วันหลังปลูก จะจ้างแรงงานจากสระบุรี มาโปะร่อง เพราะมีความเชี่ยวชาญและมีทักษะ โดยมีค่าแรงจ้างโปะร่องคิดเป็นวา ราคาวาละ 3 บาท เนื่องจากเผือกเป็นของใหม่ ชาวบ้านแถวนี้จึงยังไม่มีประสบการณ์ การโปะร่องคือการยกร่องเพื่อทำเป็นคันดินกลบโคนต้น เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำท่วมถึงต้น แล้วให้สูบน้ำเพิ่มเข้าอีกในร่องระหว่างแถวอีก ขณะเดียวกัน จะต้องโรยปุ๋ยทั้งสองฝั่งของร่องด้วย

ระหว่างรอการเจริญเติบโตจะต้องมีการฉีดพ่นยาป้องกันเชื้อรา พร้อมกับใช้ยาเร่งราก โดยใส่ยาเร่งรากในอัตรา 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ใส่ยาเร่งแป้งประมาณ 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ช่วงตอนอายุ 3-4 เดือน คุณกาญจนา ชี้ว่า การปลูกเผือกสิ้นเปลืองปุ๋ยมากต้องใส่เฉลี่ยเดือนละครั้ง เพราะกว่าจะได้เก็บผลผลิตต้องใส่จำนวน 4-5 ครั้ง

ดังนั้น สรุปต้นทุนหลักในการปลูกเผือกที่เห็นชัดและค่อนข้างสูงคือ ค่าต้นพันธุ์ ค่าปุ๋ย/ยา และค่าแรงโปะร่อง โดยต้นทุนเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 3 หมื่นบาท

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ เรื่องน้ำ เพราะในร่องจะขาดน้ำหรือระดับน้ำไม่ควรพร่องลง เนื่องจากเผือกชนิดนี้เป็นพันธุ์เผือกน้ำ ต่างกับเผือกอีกชนิดที่ชาวม้งทำกันอยู่บนภูเขา อันนั้นใช้ระบบสปริงเกลอร์

คุณศราวุธ ชี้ว่า ความจริงแล้วเผือกต้องใช้น้ำเช่นกัน เพียงแต่เผือกใช้พื้นที่ปลูกน้อยแค่ 10 ไร่ จึงทำให้ใช้น้ำน้อยกว่าปลูกข้าวมากที่ใช้เนื้อที่ 100 ไร่ ที่สำคัญเผือกมีกำไรดีกว่าการปลูกข้าว

คุณกาญจนา บอกว่า ช่วงเวลาที่เก็บผลผลิตให้มีคุณภาพและความสมบูรณ์ควรเริ่มในช่วงระหว่าง 5 เดือนครึ่ง ถึง 6 เดือน และไม่ควรเก็บเร็วกว่านี้เพราะเผือกจะขาดความสมบูรณ์แล้วทำให้ราคาตกทันที

นอกจากนั้นแล้ว การเลือกช่วงปลูกให้เหมาะสมถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักเผือก คุณกาญจนา ชี้ว่า เมื่อรอบที่แล้วเริ่มปลูกช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม แล้วไปเก็บเดือนเมษายน-พฤษภาคม ได้น้ำหนักหัวละประมาณ 3.50 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าดีแล้วยังเคยสามารถปลูกได้น้ำหนักถึงไร่ละ 6 ตัน เพราะปัจจัยทุกอย่างสมบูรณ์ รุ่นล่าสุดที่กำลังจะเก็บ เธอคาดว่าน่าจะได้ผลผลิตจำนวน 3 ตัน ต่อไร่ และถือเป็นตัวเลขที่พอใจแล้ว

การมีรายได้จากเผือกจะต้องดูจากลักษณะความสมบูรณ์และน้ำหนักหัวเผือกที่ได้มาตรฐาน เพราะเป็นตัวกำหนดราคาขาย ทั้งนี้ น้ำหนักที่ดีควรอยู่ประมาณหัวละ 3.50 กิโลกรัม แต่ก็ไม่ง่ายนักที่จะทำได้เช่นนั้น แต่ถ้าหัวเผือกมีความสมบูรณ์มาก แม้น้ำหนักที่ได้ไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม ก็สามารถขายได้ราคาดีในช่วงที่ตลาดต้องการ

รายได้อีกอย่างหนึ่งที่เกิดจากการปลูกเผือก นั่นคือ “ลูกเผือก” ซึ่งจะมีลักษณะหัวเล็กๆ อยู่รอบหัวใหญ่ที่เรียกว่าหัวแม่ โดยจะฝังอยู่ใต้ดิน ทั้งนี้ เผือกบางหัวสามารถมีลูกเผือกถึง 10 ลูก หรือมากกว่า เพราะว่าเป็นพันธุ์ลูกดก ทั้งนี้ ลูกเผือกยังขายให้แก่ชาวบ้านเพื่อนำไปต้มขายเป็นอาหารตามตลาด

“อย่างที่ผ่านมา ถ้าชั่งน้ำหนักหัวเผือกได้สัก 6 ตัน จะได้ลูกเผือกถึง 3 ตัน และมีคนมารับซื้อเฉพาะลูกเผือกด้วย โดยขายกันตันละ 1,200 บาท หรือกิโลกรัมละ 12 บาท แต่บางครั้งราคาอาจมีลดลงถึง 6 บาท ต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม จะมีรายได้จากลูกเผือกเข้ามาอีกทางด้วย เพราะเมื่อแม่เผือกราคาถูกก็อาศัยขายลูกเผือกได้ราคาดี”

นอกจากนั้นแล้ว ชาวบ้านบางรายต้องการลดต้นทุนการซื้อต้นพันธุ์ก็มักจะนำลูกเผือกไปเพาะเป็นต้นกล้า ซึ่งก็สามารถปลูกได้เช่นกัน แต่วิธีนี้มีข้อเสียตรงที่การเจริญเติบโตของต้นช้า และหัวเผือกด้อยคุณภาพ จะต่างกับการซื้อต้นพันธุ์มาปลูกอย่างสิ้นเชิง

เจ้าของแปลงชี้ว่า เผือกจะปลูกซ้ำที่เดิมไม่ได้ เพราะอาจเจอปัญหาเชื้อราในดิน ดังนั้น เกษตรกรจึงนิยมมีพื้นที่หลายแห่งเพื่อย้ายแปลงปลูกสลับกันไป-มาหมุนเวียน แต่ในช่วงระหว่างรอ สามารถปลูกพืชล้มลุกในแปลงที่รื้อออกไปได้ เพราะถือเป็นการสร้างคุณภาพปรับปรุงดินไปพร้อมกัน อีกทั้งยังเกิดรายได้ในช่วงระหว่างการรอด้วย

คุณกาญจนา กล่าวว่า จะมีพ่อค้าจากตลาดไทเดินทางมาดูแปลงปลูกเผือกก่อนเก็บผลผลิต ทั้งนี้ หากพ่อค้าพอใจคุณภาพเผือกจะตีราคารับซื้อเหมาทั้งหมด แล้วมาขุดเอง ซึ่งในปี 2558 แปลงเผือกแห่งนี้มีผลผลิตที่ได้มาตรฐานมากจนมีพ่อค้ามาขนเพื่อขายส่งไปยังต่างประเทศ ส่วนเผือกที่ตกเกรด พ่อค้ามักนิยมนำไปวางขายในตลาดไท คุณกาญจนา ชี้ว่า การหันมาปลูกเผือกทำให้มีรายได้ดีกว่าเมื่อก่อน ถึงแม้บางปีราคาเผือกอาจถูกลง แต่ยังมีรายได้ดีกว่าการปลูกข้าว

“อย่างที่ผ่านมา ตีราคาเหมาให้ไร่ละ 1 แสนบาท หักเงินค่าลงทุนทั้งหมดประมาณ 3 หมื่นบาท จะเหลือไร่ละ 7 หมื่นบาท หรือบางปีราคาไม่ดีอาจเหมาไร่ละ 5 หมื่นบาท แล้วถ้าหักเงินลงทุนออกไร่ละ 3 หมื่นบาท จะเหลือ 2 หมื่นบาท ถ้าปลูกสัก 10 ไร่ ก็ยังมีเงินเหลือสัก 2 แสนบาท”

ปัจจุบันชาวบ้านในพื้นที่ตำบลนาเฉลียงหันมาปลูกเผือกเพิ่มขึ้น จากเมื่อก่อนมีปลูกเผือกกัน 2-3 ราย แต่หลังจากประสบปัญหาราคาข้าวจึงเปลี่ยนมาปลูกเผือกกันกว่า 10 ราย แต่ละรายใช้พื้นที่ 10 ไร่ และมีแนวโน้มจะปลูกกันเพิ่มมากขึ้นอีก

ไม่เพียงมีรายได้จากเผือก ครอบครัวนี้ยังมีค่ากับข้าวจากชมพู่ทับทิมจันทร์จำนวน 100 ต้น ปลูกมา 3 ปี ได้ผลผลิตมา 2 รอบ ไม่ค่อยได้ดูแลอะไรเป็นพิเศษ ไม่เคยฉีดยา หรือให้ปุ๋ยแต่อย่างใด แต่ยังให้ผลผลิตดกมาก นำไปขายที่ตลาดสดแถวบ้านในราคากิโลกรัมละ 25-30 บาท อย่างปีที่แล้วมีรายได้จากการขายชมพู่ถึง 4 หมื่นบาท ก็นำมาใช้เป็นรายได้หมุนเวียนในบ้าน

ในท้ายสุด คุณกาญจนา เผยว่า ถ้าคิดจะปลูกเผือกต้องหาแหล่งจำหน่ายที่ชัดเจนก่อน เพราะถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากเผือกเป็นพืชที่ต้องมีแหล่งขายเฉพาะ ไม่สามารถวางขายตามตลาดทั่วไปเหมือนผักต่างๆ ได้ แล้วอย่าไปหลงกระแส หรือหลงเชื่อหากมีการเสนอให้ปลูกก่อนแล้วมารับซื้อ ควรตรวจสอบตลาดด้วยตัวเองหรือหากรวมกลุ่มกันได้จะเป็นการปลอดภัย

สนใจต้องการหาซื้อเผือกที่มีคุณภาพ ติดต่อได้ที่ คุณกาญจนา สรรคพงษ์ โทรศัพท์ (085) 964-8100

5 คอร์สน้องใหม่?ที่คุณต้องไม่พลาด!! เปิดสูตรเด็ด จาก “คนก้นครัว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

มติชนอคาเดมี

เรื่องและภาพ โดย : มติชนอคาเดมี

5 คอร์สน้องใหม่?ที่คุณต้องไม่พลาด!! เปิดสูตรเด็ด จาก “คนก้นครัว”

ก้าวเข้าสู่เดือนสุดท้ายของไตรมาสแรกของปี 2559 ใครหลายคนอาจจะกำลังมองหาลู่ทางใหม่ๆ เตรียมพร้อมในการต่อสู้กับสภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงไม่กระเตื้องซักเท่าไหร่นัก…

…เห็นเกริ่นมาแบบนี้ ทั้งตัวผมเองและทีมงานมติชนอคาเดมี อยากเป็นกำลังใจให้แฟนนานุแฟนทุกท่าน ได้ก้าวข้ามผ่านความลำบากยากเข็ญในช่วงที่การเงินไม่ค่อยจะเป็นใจนี้ไปให้ได้ครับ

แต่จะอยู่เฉยๆ ไม่แนะนำอะไรให้กับท่านผู้อ่านเลย…ก็ดูจะใจดำไปซักนิด

วันนี้ผมจึงขันอาสามาแนะนำหลักสูตรดีๆ ที่จะนำทุกท่านไปสู่การสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ หรือใครจะปิ๊งไอเดียผมเชียร์ให้เอาไปทำเป็นธุรกิจแบบจริงจังเลย ก็น่าสนใจไม่น้อยครับบอกเลย

…เพราะทุกหลักสูตรนี้มาจากฝีมือ “คนก้นครัว” ตัวจริง…เสียงจริง ทั้งนั้นเลยนะคุณผู้ชม!!

เริ่มต้นด้วยคอร์สเรียนสุดฟิน อย่าง พุดดิ้งมะพร้าวอ่อน ของวิทยากรที่ก้าวข้ามขั้น…จากผู้เรียนชั้นยอดของมติชนอคาเดมี ที่ไปฝึกปรือฝีมือการทำอาหารมาอย่างโชกโชน จนเข้าขั้น “เซียน” จนเพื่อนในคลาสต่างๆ ก็ชื่นชมในฝีไม้ลายมือในการปรุงอาหาร

ใช่ครับ…เรากำลังพูดถึง อาจารย์พิมพ์นลิน บุญสุขสันต์ หรือ อาจารย์พิม นั่นเอง

หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำอาหาร ขนมไทย และเบเกอรี่มาอย่างมากมาย คราวนี้ อาจารย์พิม จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นวิทยากร ที่ให้ความรู้กับเพื่อนๆ ที่รักการทำอาหารบ้าง กับการสอนทำเมนูขนมหวานสุดฮิต อย่าง พุดดิ้ง ซึ่งใครหลายคนที่เคยลองชิมฝีมืออาจารย์พิมแล้ว ต่างก็ต้องซูฮกในความอร่อยของเมนูนี้กันทุกคน

สำหรับรอบนี้เปิดสอนกัน 4 เมนู อย่าง พุดดิ้งมะพร้าวอ่อน พุดดิ้งลูกตาล พุดดิ้งชาเขียว และ พุดดิ้งนมเย็น

งานนี้ อาจารย์พิม สอนทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการเลือกบรรจุภัณฑ์ และวิธีการนำไปทำขายจริง เพื่อให้ผู้เรียนทุกคนนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้

ใครอยากเรียน วันที่ 26 มีนาคม 2559 นี้ ต้องไม่พลาดจ้า

ตามติดกันมาด้วยคอร์สเรียนสุดฮิต อย่าง แซนด์วิชหลากไส้ ที่ถือเป็นหนึ่งในเมนูเบเกอรี่สุดคลาสสิกที่หลายคนชื่นชอบ เพราะสามารถรับประทานได้อย่างไม่รู้เบื่อ จะรับประทานเป็นอาหารเช้า หรือจะนำไปจัดเป็น ค็อกเทลปาร์ตี้ ก็ยังได้

ครั้งนี้ได้เชฟก้นครัวมาเปิดสูตรเด็ดเองเลย อย่าง อาจารย์ภาณุรัตน์ วิสิฐพัฒน์กร หรือ อาจารย์กิ๊ก ซึ่งหนึ่งในทีมตัวแทนทีมชาติไทย ในสังกัด TCAcademy เลยทีเดียว

รอบนี้ อาจารย์กิ๊ก จะมาเปิดเผยทุกเทคนิค-เคล็ดลับความอร่อยในการทำสุดยอดเมนูยอดนิยมอย่าง แซนด์วิชหลากไส้ ที่นำวัตถุดิบหลากหลายมาประยุกต์เป็นเมนูแซนด์วิชแสนอร่อย อาทิ ปลาทูน่า ปูอัด หมูทงคัตซึ ปลาทอด ไก่เทอริยากิ เป็นต้น พร้อมสาธิตขั้นตอนการทำอย่างละเอียดในทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ ยังมีการเสริมในส่วนของการแนะนำแพ็กเกจจิ้งสุดชิก สร้างมูลค่าให้กับเบเกอรี่ เพื่อให้ลูกศิษย์นำไปประกอบอาชีพได้ในอนาคตอีกด้วย ใครอยากรู้ว่า อาจารย์กิ๊ก จะมีเทคนิค-เคล็ดลับความอร่อยอะไรบ้าง วันที่ 3 เมษายน 2559 นี้ ต้องลองมาเรียนรู้กัน

อีกหนึ่งวิทยากรที่เป็นความภาคภูมิใจของมติชนอคาเดมี คงต้องพูดถึง อาจารย์นวลปรางค์ วรรณพงษ์ หรือ อาจารย์เปิ้ล ลูกหม้อคนเก่งจากศูนย์ ที่ก้าวกระโดดออกไปทำธุรกิจร้านอาหารจนประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม ภายใต้ชื่อแบรนด์ “อิ่มหมี – Manpuku Kuma” ที่เน้นขายเมนูข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นสไตล์โฮมเมดจนเป็นที่รู้จักในวงการ ?foodtrucks (ฟูดทรัก) เป็นอย่างดี

มาวันนี้ อาจารย์เปิ้ล ไม่ได้มาสอนการทำข้าวแกงกะหรี่ แต่จะมาเปิดเผยสูตรเด็ดเมนู ยำข้าวแหนม ที่เธอบอกกับพวกเราว่าเป็นสูตรเด็ดของคุณแม่ที่สืบทอดมาจากรุ่นปู่-ย่า เป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี แถมยังเป็นเมนูอร่อยเด็ดที่ทำขายสร้างรายได้จนสามารถส่งเสียให้ลูกทุกคน เรียนจบปริญญากันเลยทีเดียว

ในชั่วโมงเรียนนี้ อาจารย์เปิ้ล จะสอนตั้งแต่เทคนิคการทำแหนม การคัดเลือกวัตถุดิบ การหมักแหนมที่ถูกวิธี และที่พลาดไม่ได้ ก็คือ เทคนิคการขายแบบคนยุคใหม่ ส่วนจะเป็นแบบไหน? ยังไงนั้น? มาเรียนพร้อมกัน วันที่ 9 มีนาคม 2559 นี้ได้เลยครับ

มาต่อกันที่หลักสูตรมาแรงแซงโค้งที่น่าสนใจอย่าง กุ้งถัง ที่ใครหลายคนเคยได้ฟัง หรือเคยได้ยินกันจนคุ้นหู กับสารพัดอาหารจานกุ้งที่รังสรรค์ออกมาได้หลากหลายอรรถรส จนเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นทั่วบ้านทั่วเมือง

คอร์สนี้ได้ผู้สอนฝีมือดี อย่าง อาจารย์อิสระ เหลืองแสงรุ้ง หรือ อาจารย์แตม หนึ่งในวิทยากรประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน มาเปิดเผยเทคนิคการทำเมนู “กุ้งถัง” สารพัดรสชาติที่น่าสนใจ อย่าง ซอสบาร์บีคิว ซอสต้มยำ ซอสขี้เมา ซอสเกาหลี และ ซอสกระเทียมพริกไทย คอร์สบอกกันตั้งแต่เทคนิคการเลือกวัตถุดิบ การทำซอสรสชาติต่างๆ เทคนิคการปรุงรส และเสริมในเรื่องของเทคนิคการขายให้กับผู้เรียนทุกท่านนำไปต่อยอดได้อีกด้วย

ใครอยากรู้ว่าเมนู กุ้งถัง จะอร่อยเด็ดดวงขนาดไหน วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 นี้ ต้องไม่พลาดครับ

ปิดท้ายกับคอร์สเรียนสุดฮอต…ที่แค่ได้ยินชื่อ ก็แซบ…ซี๊ด จี๊ดโดนใจกันซะแล้ว กับ ไก่แซบ 5 รสชาติ อาหารรับประทานเล่นที่กลายมาเป็นเทรนด์และกระแสความนิยมในหมู่วัยรุ่นยุคปัจจุบัน ที่สำคัญยังมีเชฟหนุ่มหล่ออย่าง อาจารย์มาตาวุธ นาคปานเสือ หรือ อาจารย์ที วิทยากรประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน

อาจารย์ที จะมาเปิดเผยเทคนิคการทำไก่แซบสารพัดรสชาติ อาทิ ไก่แซบรสบาร์บีคิวสไปซี่ ไก่แซบรสเทอริยากิ ไก่แซบรสน้ำผึ้ง ไก่แซบรสชีส และ ไก่แซบรสกระเทียม แค่ได้ยินชื่อเมนู ก็รู้สึกฟินซะแล้ว แต่ถ้าได้มาเรียนกับอาจารย์ที ที่พร้อมจะสอนกันทุกอย่างแบบหมดเปลือก…แถมให้สูตรเด็ดไปต่อยอดทำขายเป็นอาชีพได้ในอนาคตอีกด้วย

ว่าแล้วก็อย่ารอช้า วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 นี้ เจอกันแน่นอนจ้า

เกริ่นมายาวซะขนาดนี้…สำหรับใครที่อยากมาเรียน 5 คอร์สน้องใหม่ กับ “คนก้นครัว” ของเรา ก็ขอให้รีบตัดสินใจได้เลยนะ ถ้าพื้นที่ถูกจับจองหมด ก็อดนะเออ…แล้วเจอกันใหม่ฉบับหน้าครับ

สำหรับ ท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตรครัวปฏิบัติการ-ครัวเบเกอรี่ หรือครัวสาธิต ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ห้ามโอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ห้ามโอน

เมื่อปี 2531 สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ออกหนังสืออนุญาตให้คุณโผงมีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. เนื้อที่ 10 ไร่

ต่อมา ปี 2542 คุณจำนูญได้เข้าครอบครองที่ดินผืนนั้น โดยคุณจำนูญอ้างว่าคุณโผงขายที่ดินนั้นให้

แต่ต่อมาคุณโผงมายื่นฟ้องคุณจำนูญ ขอให้ศาลขับไล่ออกจากที่ดินนั้น แล้วเรียกค่าเสียหายด้วย

คุณจำนูญให้การต่อสู้คดีว่า ได้ซื้อที่ดินมาจากคุณโผงแล้ว เข้าครอบครองทำประโยชน์มาจนถึงปัจจุบันนานนับสิบปีแล้ว คุณโผงขาดสิทธิในที่ดินไปแล้ว เพราะสละสิทธิการครอบครองให้ตน ทั้งไม่ปฏิบัติตามระเบียบ กฎ ข้อบังคับ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมกำหนด จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ขับไล่คุณจำนูญ ให้ชำระค่าเสียหาย

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษา ให้ขับไล่คุณจำนูญ แต่ให้แก้เรื่องค่าเสียหาย

คุณจำนูญฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คุณโผงจะได้ขายที่ดินให้แก่คุณจำนูญ แต่ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินซึ่งสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตาม พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิ

แม้ ส.ป.ก. จะอนุญาตให้คุณโผงเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน แต่มิใช่เป็นการโอนที่ดินให้ตกเป็นสิทธิขาดแก่คุณโผง ที่ดินยังเป็นของ ส.ป.ก. และ ส.ป.ก. มีอำนาจควบคุมดูแลที่ดิน คุณโผงจึงไม่อาจที่จะสละหรือโอนสิทธิในการเข้าทำประโยชน์ให้แก่บุคคลอื่นโดยการซื้อ-ขาย ได้

ยิ่งกว่านั้น ตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม มาตรา 39 ยังห้ามมิให้บุคคลผู้ได้รับสิทธิในที่ดิน โดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินไปยังบุคคลอื่น เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

สัญญาซื้อ-ขาย ที่ดินระหว่างคุณโผงและคุณจำนูญ จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามโดยชัดแจ้งโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

คุณโผงไม่อาจสละหรือโอนสิทธิในที่ดินให้แก่บุคคลอื่นได้ ต้องถือว่า คุณจำนูญเพียงครอบครองที่ดินนั้นไว้แทนคุณโผง

คุณโผงเป็นผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยแท้จริง จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ชอบที่จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมของสัญญาซื้อ-ขาย ที่ดินขึ้นกล่าวอ้างได้ ตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง และการที่คุณจำนูญโต้แย้งสิทธิของคุณโผงด้วยการไม่ยอมขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดิน ย่อมเป็นการอาศัยอยู่โดยละเมิด คุณโผงจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย

พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คุณจำนูญก็หงอยไปสิ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2558)

————————————————

พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518

มาตรา 36 ทวิ บรรดาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ใดๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ หรือได้มาโดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ และให้ ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ให้พนักงาน เจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายที่ดินมีอำนาจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเกี่ยวกับที่ดินของ ส.ป.ก. ตามวรรคหนึ่ง ทั้งนี้ ตามที่ ส.ป.ก. ร้องขอ

มาตรา 39 ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยก หรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 150 การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้ง โดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 172 โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้

ถ้าจะต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับ

เรื่อง -ช้องแมว : ไม้ที่เป็นยา

คอลัมน์-ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย-สุวรรณ พันธุ์ศรี

ถ้าหากเป็นผู้ที่ติดตามข่าวสารก็จะรู้ว่า ปัญหาอาชญากรรมจะเกิดขึ้นตลอดเวลา และมีแนวโน้มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน มีข่าวที่ประเทศขายอาวุธออกมากที่สุด มีอยู่สองสามประเทศ

ถ้าหากว่าประเทศเหล่านั้นสุมหัวกันผลิตอาหาร เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ยากจน ก็จะเป็นเรื่องดี

ที่โลกร้อน อุณหภูมิสูงขึ้น ก็เพราะประเทศใหญ่ใหญ่ทำแต่อุตสาหกรรมหนัก

อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ไม่ค่อยคิดจะยอมทำ

อย่าลืมว่า อาวุธเป็นของที่กินไม่ได้ มีแต่จะใช้ทำลายล้างกัน

เมื่อมนุษย์ฝักใฝ่แต่วัตถุ จิตใจจึงหยาบกระด้าง ขาดความรัก ความเมตตา เห็นคนอื่นไม่มีค่า

ทุกวันนี้มนุษย์ใช้ปัจจัยเกินความจำเป็น ชนิดฟุ่มเฟือยเกินขนาด

การใช้ชีวิตที่เกินพอดี หรือขาด มนุษย์เองนั่นแหละเดือดร้อน

มนุษย์ส่วนใหญ่โหยหาธรรมชาติ แต่ไม่รู้จักธรรมชาติ ชีวิตจึงตั้งอยู่บนความประมาท

ลองหันมาปลูกต้นไม้ดูสักต้น เผื่อจะรู้จักธรรมชาติขึ้นมาบ้าง

ถ้ายังไม่รู้จะปลูกต้นอะไรก็จะบอกให้ ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ช้องแมว”

ต้นช้องแมวนี้ นักพฤกษศาสตร์จัดอยู่ในจำพวกไม้รอเลื้อยแบบยืนต้น หากมีต้นไม้ยืนต้นอยู่ใกล้ใกล้ ก็พร้อมที่จะเลื้อยเกาะ

แต่หากไม่มีต้นไม้อื่นอยู่ใกล้ใกล้ จะยืนต้นเป็นทรงพุ่ม สูงเฉลี่ย 6 ถึง 7 เมตร

ลักษณะของใบ จะมีขนาดเล็กอย่างใบพุทรา ตรงกลางใบจะแยกออกเป็น 2 แฉก ผิวใบเรียบ สีเขียวสด

เมื่อมีดอก จะออกดอกเป็นช่อยาว สีเหลืองจัด ปากดอกจะบานออกคล้ายกระบอกเขาควาย

ต้นช้องแมว เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแสงแดด การขยายพันธุ์ นิยมปักชำกิ่ง

คนแต่โบราณท่านศึกษาจนรู้ว่า ต้นช้องแมว มีสรรพคุณทางยาสมุนไพร โดยเฉพาะ ราก และใบ

ราก มีสรรพคุณแก้ร้อนใน แก้กษัย และเป็นยาดับพิษทุกชนิด

ใบ มีสรรพคุณแก้บวม ขับถ่ายพยาธิ แก้ปวดฟัน ถ้าตำพอกศีรษะ แก้ปวดหัว และกันผมร่วง

หากนำใบและรากมาตำรวมกัน ใช้น้ำล้างบาดแผลจะหายเร็ว หรือหยอดหูแก้น้ำหนวก

นี่คือสิ่งที่ได้จากการปลูกต้นช้องแมว

ส่วนเรื่องสรรพคุณ หากจะใช้ขอให้ปรึกษาผู้รู้เฉพาะทางจะเป็นการดีที่สุด

เพราะของทุกอย่าง มีทั้งคุณและโทษ

ปูนา ขาเก… สัตว์ 10 ขา ที่กำลังถูกลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ปูนา ขาเก… สัตว์ 10 ขา ที่กำลังถูกลืม

มีนิทานนมนานกาเล ปูนาขาเกตัวใหญ่ซะไม่มี เอามือไปจับปูก็งับทันที จะทำยังไง เอาไม้ไล่ตี ตีก็ตีไม่ถูก ถูกก็ไม่ตั้งใจตี ปูมีขามากมาย แต่ทำไมหัวปูมันไม่มี เพลงปูนาขาเก ของ คัทลียา มารศรี เมื่อได้ยินเสียงเพลงนี้ครั้งใด มันทำให้นึกถึง “ปูนา” สัตว์น้ำจืด ขา 10 ขา เคียงคู่วิถีชีวิตชาวนาไทยมาช้านาน ประเทศไทยของเราในอดีตนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ดังประโยคที่ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว และในท้องนายังมีสัตว์มากมายหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็น กุ้ง หอย ปลา และปู (นา) พอฝนตกลงมา ทุ่งนามีน้ำเจิ่งนอง ปูนาตัวน้อยใหญ่จะวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานเต็มท้องทุ่ง ชาวบ้านต่างจับมากินเป็นอาหารได้โดยไม่ต้องเพาะเลี้ยง หรือซื้อหาแต่อย่างใด

“ปูนา” เป็นสัตว์น้ำจืดที่คนไทยนิยมนำมากินเป็นอาหารชนิดหนึ่ง แต่ในปัจจุบันปูนาตามธรรมชาตินั้นหายาก เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของท้องทุ่งนาเริ่มหายไป สาเหตุอาจมาจากการทำเกษตรในปัจจุบันนั้นเอง! เมื่อเกษตรกรชาวนาหันมาใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลงในการทำให้สัตว์น้ำตามธรรมชาติหลายชนิดต้องล้มตายไป และส่งผลกระทบต่อวงจรชีวิตของปูนา เรียกได้ว่าเกือบสูญพันธุ์เลยทีเดียว

ปูนา เป็นอาหารโปรตีนและแคลเซียมชั้นดี ราคาถูก ของชาวนาที่หาได้ง่ายในท้องนาตามธรรมชาติ เรียกได้ว่าเมื่อในน้ำมีปลา ในนานั้นมีข้าว แล้วก็ต้องมีปูนาอยู่คู่กันมาเสมอ ในสมัยก่อนปูนาชุกชุมหากินได้ไม่ยากนัก แหล่งที่อยู่ ปูนามักจะอาศัยในนาข้าว แค่เดินไปตามคันนาเราก็จะได้พบสัตว์น้ำที่มีกระดองแข็งหุ้มลำตัว มีขา 10 ขา พอได้ยินเสียงคนเดินก็จะวิ่งลงรู หรือวิ่งลงน้ำหลบซ่อนตัวใต้กอกก กอข้าว อย่างเร็วพลัน เอามือลูบๆ คลำๆ ก็จับปูนาไปทำเป็นอาหารได้แล้ว

ปูนา รสชาติอร่อย ต้องตามหาในรู

คนอีสานร่ำลือกันว่า จะกินปูนาให้อร่อยต้องช่วงหลังเกี่ยวข้าวเสร็จ เพราะเป็นช่วงที่ปูนากำลังขุดรูเพื่อจำศีล และดินในท้องนายังไม่แข็งนัก ขุดหาง่าย แต่ถ้าจะให้ได้ปูรสมัน อร่อยที่สุด ต้องเป็นช่วงหน้าแล้งโดยเฉพาะในเดือนเมษายน มันปูนาจะเข้มข้น อร่อย แต่ก็มีอุปสรรคคือดินจะแข็ง ทำให้ขุดยากสักหน่อย!

รูกลมๆ ปากรูไม่กว้างนัก รอบๆ มีกองดินเล็กๆ นูนสูง พบรอยเท้าปูที่ขุดไว้ที่ปากหลุม ใช้เสียมค่อยๆ แซะเนื้อดิน แล้วลงมือขุด อาวุธสำหรับขุดปูของคนอีสาน เขาจะใช้เสียมด้ามไม้ และไม้สำหรับไว้แหย่รูปู โดยไม้จะใช้สำหรับกะระยะความลึกและดึงปูนาออกจากรู ปูนาบางตัวจะอยู่ในรูลึกมาก กว่าจะขุดขึ้นมาได้ก็เสียเหงื่อไปหลายหยดเหมือนกัน ปูนาตัวผู้จะมีมันน้อยกว่าตัวเมีย ส่วนสีเข้ม อ่อน นั้น ขึ้นอยู่กับอายุของปูนา ถ้าสีเข้มมากแสดงว่าอายุมากแล้ว หากสีอ่อนเป็นปูอายุยังน้อย

พอหมดช่วงทำนา ผืนนาจะถูกปล่อยทิ้งไว้รอน้ำฝนรอบใหม่ รอจนกว่าจะได้สัญญาณบอกว่าจะเข้าฤดูกาลแห่งการทำนา ปูนาเหล่านั้นจะเริ่มลงรูจำศีลตั้งแต่เกี่ยวข้าวเสร็จ และบริเวณที่พบเจอปูนามาก คือ ตามแนวต้นไม้ ตอซังข้าว เพราะปูจะชอบอยู่ตามร่มไม้ การขุดปูนา บางครั้งก็ต้องวัดดวงเหมือนกัน ในบางครั้งต้องใช้ไม้แหย่รูดูว่าลึกพอจะมีกำลังขุดไหม เมื่อขุดไปเรื่อยๆ รูปูจะค่อยๆ กว้างขึ้น แสดงว่าเข้าใกล้ตัวปูแล้วล่ะ! เพราะปูนาต้องใช้พื้นที่ในการกลับตัวไปมาระหว่างใช้ชีวิตอยู่ในรูนั่นเองค่ะ

ปูนา คู่สำรับคนอีสาน

ปูนา คู่สำรับคนอีสานมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พอช่วงฤดูทำนาเวลาออกไปทำนา แค่มีข้าวเหนียวกับส้มตำไปกิน และถ้าจะให้แซบก็ต้องมีปูนาด้วย ปูนาตัวน้อยๆ ที่เดินอยู่ข้างคันนานั่นแหล่ะ! จะถูกจับตัวเป็นๆ มาแกะกระดองทิ้ง แล้วต้องเอาไปล้างน้ำให้สะอาดซะก่อน กินแต่เนื้อปูสดๆ กับส้มตำปลาร้า เพิ่น บอกว่า มันแซบหลายเด้อ

ปูนาสดๆ มีมากช่วงหน้าฝน คนอีสานเขาจะนิยมกินกับส้มตำ เพราะปูนามักมากัดกินต้นข้าวอ่อนในนา การกินปูนาเป็นการช่วยกำจัดศัตรูพืชไปในตัว บางทีใช้สวิงช้อนปูนาขึ้นมา ได้ปูนาตัวเท่านิ้วโป้ง เอามาแกะกระดองและขาออก (เพื่อไม่ให้ปูวิ่งหนีว่างั้น!) แล้วกินแนมกับส้มตำ หรือบางคนก็เอาไปคั่วกับเกลือกินกับข้าวเหนียว ได้รสเค็มๆ มันๆ และบางทียังเอาไปดองกับน้ำปลา สัก 1 วัน แล้วใส่ในส้มตำ โอ้ย! แซบอีหลี

ปูนา รสเลิศ สำรับคนอีสาน

ที่ทำได้ง่ายคือ ปูจี่ หรือ จี่ปู เอาปูนาตัวใหญ่ไปย่างบนเตาไฟถ่าน พอสุก แล้วแกะกระดองออก โรยเกลือ ใช้ข้าวเหนียวจิ้มมันปู กลิ่นหอมๆ บวกกับเนื้อหวานมันของปูนา แซบอย่าบอกใครเชียว!

ส่วนอาหารขึ้นชื่ออีกอย่างคือ ป่นปูนา นำปูนาไปต้มกับน้ำปลาร้า ต้องใส่ปูนาตอนน้ำเดือดๆ (ทุบตะไคร้ ฉีกใบมะกรูดลงไปด้วย) ปูจะไม่มีกลิ่นคาว ต้มจนสุก กระดองปูเป็นสีเหลือง นำปูมาแกะกระดอง เขี่ยเอามันปูในกระดองโขลกรวมกับเนื้อปูจนละเอียด เติมน้ำปลาร้าที่ต้ม ปรุงรสด้วยพริกป่น หรือพริกสดย่างไฟ ปรุงรส เสร็จจึงโรยต้นหอม แค่นี้ก็แซบแล้ว!

ลาบปูนา เอาปูมาแกะกระดองออก กระดองปูที่มีมันติด เอาปลายช้อนเขี่ยออก แยกไว้ในถ้วย นำตัวปูที่ล้างน้ำสะอาดแล้วปั่นหรือโขลกจนละเอียด จากนั้นจึงคั้นกรองผ่านกระชอนเอาแต่น้ำข้นๆ ไว้ นำน้ำที่ได้มาผสมกับมันปู เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ จนเป็นก้อนสีเหลืองๆ จึงนำมาทำลาบต่อ

มันปูที่เคี่ยวแล้วเอามาคลุกเคล้ากับเครื่องลาบ เช่น พริกป่น ข้าวคั่ว หัวหอมแดง ต้นหอมซอย ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลาร้า และน้ำปลา กินแนมกับผักสดริมรั้ว เช่น ยอดกระถิน ยอดมะระขี้นก ถั่วฝักยาว แตงกวา ยอดมะกอก มะเขือเปราะ และอื่นๆ แล้วแต่จะหาได้ ขอบอกว่าอร่อยจนต้องยกนิ้วให้ ด้วยมันปูเนื้อนุ่ม มัน แถมมีกลิ่นหอม ผสมผสานอย่างเข้ากันกับกลิ่นรสของเครื่องลาบและเครื่องปรุงรส ต้องบอกเลยค่ะว่า มันแซบหลายๆ เด้อ!

อ่อมปูนา ขั้นตอนการทำคล้ายๆ กับทำลาบ หรือบางบ้านมีเพิ่มด้วยการใส่ไข่ระหว่างเคี่ยวน้ำปูกับมันปู เพื่อให้น้ำปูเกาะกันเป็นก้อน แล้วใส่เครื่องแกง มีพริก หัวหอมแดง และเกลือ โขลกรวมกัน ใส่ผักที่หาได้ในท้องถิ่น อย่างเช่น ผักกาด ต้นหอม ผักชีลาว ใบแมงลัก และตะไคร้ทุบ ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำปลาร้า แล้วชิมรสให้ออกเค็มๆ มันๆ กินกับข้าวเหนียวร้อนๆ นี่ก็แซบอีกแบบค่ะ

ปูนา สำรับคนเหนือ

คนเหนือนิยมนำปูนามาปรุงอาหารได้อร่อยไม่แพ้คนอีสาน ผลิตภัณฑ์เด่นของคนเหนือ ได้แก่ “น้ำปู๋” มีชื่อจัดอยู่ในระดับหนึ่งผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล กลุ่มสินค้าโอท็อป (OTOP) ของภาคเหนือ

การทำน้ำปู ชาวนาจะจับปูนาที่เข้ามาหากินในนาข้าวช่วงที่ข้าวกำลังแตกกอ ปูนาที่จับได้ในช่วงนี้จึงมีความสมบูรณ์เต็มที่ ปูนาเพศผู้มีมันเต็มอก ส่วนเพศเมียมีไข่อ่อนเต็มท้อง ผลิตภัณฑ์น้ำปูของคนเหนือจึงมีคุณภาพทางโภชนาการสูง รสชาติดี วิธีการผลิตก็ไม่ยุ่งยาก เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ได้สืบทอดส่งต่อกันมาจากบรรพบุรุษเป็นทอดๆ

น้ำปู๋ น้ำปู

นำปูนาสดมาตำให้ละเอียด แล้วกรอง นำมันปูและน้ำที่กรองได้ไปปรุงด้วยเครื่องปรุง เพื่อช่วยชูรส จากนั้นนำไปต้ม เคี่ยวจนน้ำงวด แห้ง เหลือแต่มันปูสีดำข้นและเหนียว เหมาะสำหรับนำไปใช้ปรุงแต่ง หรือใช้เพื่อเพิ่มรสชาติของอาหารพื้นเมืองหลายชนิด เช่น ยำหน่อไม้ น้ำพริกปู แกงหน่อไม้ หรือผสมเป็นน้ำจิ้มกับผักเปรี้ยวๆ ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับปลาร้าของคนอีสาน หรือกะปิของคนใต้ และกลาง นั่นเอง

วิถีชีวิตชาวบ้านตามชนบทไทยนั้น ผูกพันกับท้องไร่ท้องนามาช้านาน ผู้คนอาศัยท้องนาในการเลี้ยงชีพ ใช่ว่ามีเพียงผลิตผลจากข้าวที่ใช้กิน ใช้ขาย แล้ว ยังมีสัตว์น้ำนานาชนิดที่อาศัยอยู่ในนา อย่างเช่น ปูนา อาหารเลิศรสของชาวชนบทด้วย

ปูนา เป็นแหล่งอาหารธรรมชาติของชาวบ้าน ชาวนา ที่อุดมด้วยโปรตีนและแคลเซียม สามารถจับหรือหาจากธรรมชาติโดยไม่ต้องซื้อ ปูนามีรสชาติดี มีเอกลักษณ์ กลมกลืนกับวิถีการกินของคนชนบทอย่างแนบแน่น ทุกคนรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะปูนามีความสำคัญต่อวิถีการดำรงชีวิตของคนเหล่านั้น ปัจจุบัน เมื่อปูนาเริ่มหาได้ยาก และถึงจะมีอยู่บ้างก็คงไม่มีใครค่อยนำมากิน หรือทำอาหาร ส่วนหนึ่งเพราะกลัวการตกค้างจากสารเคมีปนเปื้อนที่ใช้ในเกษตรกรรมนั่นเอง

เมื่อความต้องการบริโภคปูนายังมีอยู่ต่อเนื่อง และปูนาในธรรมชาติเริ่มสูญพันธุ์ การพัฒนาอาชีพใหม่ๆ จึงเกิดขึ้น คือ การเพาะเลี้ยงปูนา ด้วยยังมีความต้องการปูนาในท้องตลาดอีกมาก การเลี้ยงปูนาจึงสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ และเป็นอีกทางที่จะรักษาปูนา มรดกดินของชาวนาไทยให้คงอยู่คู่กับวิถีชีวิตคนไทยต่อไป

ความสุขต้นทุนต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ความสุขต้นทุนต่ำ

“We hold these truths to be self-evident, that all men are created equal, that they are endowed by their Creator with certain unalienable Rights; that among these are Life, Liberty, and the pursuit of Happiness.”

…From the Declaration of Independence

โลกในยุคนี้ที่เงินเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในแทบจะทุกเรื่อง เราจะเคยคิดตั้งคำถามหรือไม่ว่า เงินเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดหรือไม่ที่จะทำให้เรามีความสุข มีอะไรอื่นอีกหรือไม่ที่มีความหมายกับเราอย่างแท้จริงนอกจากเงิน

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า เงินซึ่งเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค แทบทุกชนิดที่เราต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ปัจจัยสี่ทุกชนิดต้องใช้เงินในการซื้อหา ไม่ต้องคิดว่าในปัจจุบัน ปัจจัยไม่ได้มีแค่ 4 อย่างเหมือนในอดีตอีกต่อไป ยังมียานพาหนะ ค่าเดินทาง โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การศึกษาที่นับวันคนที่ไม่มีเงินจะกลายเป็นคนที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา (เห็นได้จากการเรียนหนังสือยังต้องกู้เงินมาเรียน) การเปิดโลกทรรศน์เพื่อได้เห็นโลกกว้างก็ต้องใช้เงินเป็นค่าเดินทางและที่พัก โลกที่เราบอกว่าเล็กและแคบกว่าแคบก็ไม่ได้เข้าถึงได้ง่ายๆ หากไม่มีเงิน ราวกับว่าโลกนี้จะเล็กลงได้ในทันใดหากมีเงินเป็นใบผ่านทาง

อยากชวนกันคิดว่า หากเรามีเงินอย่างจำกัด เรายังมีสิทธิ์มีเสียงในการเข้าถึงเรื่องเหล่านี้อยู่หรือไม่ เราจะหาความสุขจากการมีเงินไม่มากนักได้หรือไม่ ความสุขต้นทุนต่ำมีอยู่จริงหรือเปล่า

อันที่จริงปัญหาการเข้าถึงความสุขของคนทุกระดับ ไม่เลือกฐานะ และไม่เลือกสถานะทางสังคมนั้น เป็นปัญหาคลาสสิกของโลกใบนี้เสียด้วยซ้ำ เป็นอุดมคติของรัฐในการบริหารจัดการให้คนแต่ละคนในสังคมมีความสุขตามสถานภาพของตนเอง และให้คนแต่ละคนกำหนด “ความสุข” ในแบบของตนเองได้อีกด้วย ทุกวันนี้เราถูกกำหนด “ความสุขแบบสำเร็จรูป” จากสังคมไปเสียแล้ว และความสุขสำเร็จรูปเหล่านั้นถูกหล่อหลอมและทำให้เชื่อ และกลายเป็นความสุขที่ผู้คนพึงต้องเลือก ที่เลวร้ายคือ ความสุขสำเร็จรูปเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องใช้เงินในการได้มาทั้งสิ้น

มีคำกล่าวของ โทมัส เจฟเฟอร์สัน บิดาผู้ก่อตั้งประเทศ ผู้ประกาศอิสรภาพ และประธานาธิบดี คนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกา ส่วนหนึ่งของคำประกาศมีประโยคที่อาจจะแปลความได้ทำนองว่า “…เป็นความจริงในตัวมันเองที่มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาให้เท่าเทียมกัน และผู้สร้างต้องการให้เราสามารถเข้าถึงสิทธิอันพึงได้ต่างๆ ที่ไม่ว่าใครก็เอาสิทธินั้นไปไม่ได้ สิทธิอันรวมถึง การมีชีวิตอยู่ การมีเสรีภาพ และการแสวงหาความสุข…” และกลายเป็นคำกล่าวที่เป็นอุดมคติสำหรับรัฐที่จะพยายามทำให้ประชาชนของตนได้รับสิทธิตามคำประกาศนั้น

แต่ในความเป็นจริง มนุษย์เราก็ไม่ได้เข้าถึงอุดมคติเหล่านั้น จนในภาพยนตร์เรื่อง “The Pursuit of Happyness” (ชื่อภาพยนตร์จงใจสะกดคำว่า Happiness ไว้ผิดตามที่ผู้สร้างเห็นคำดังกล่าวปรากฏบนกำแพงบนท้องถนน) ประโยคที่ผู้แสดงนำ “วิล สมิธ” พูดอย่างท้อแท้และเสียดสีว่า “ฉันจดจำได้และคิดว่า ทำไม โทมัส เจฟเฟอร์สัน จึงใส่คำว่า pursuit ไว้ในคำประกาศอิสรภาพ อาจจะเป็นเพราะว่า ความสุขนั้นคืออะไร ที่เราสามารถจะแสวงหาได้เท่านั้นแต่ไม่มีวันที่จะมีมันได้จริงๆ ไม่ว่าอะไรก็ตาม เขารู้ได้อย่างไรนะ”

คงจะคิดได้ไม่ยากว่า ขนาดประเทศที่เป็นต้นแบบของอุดมคติดังกล่าว ก็ยังไม่อาจเข้าถึงจุดนั้นได้จริง แต่อย่างน้อยสวัสดิการสังคม ความปลอดภัย การมีโอกาสในการศึกษา การมีงานทำ การมีช่องทางหาความสุขในชีวิตด้วยต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป ตามแบบที่มนุษย์แต่ละคนต้องการอย่างแท้จริง ก็เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนแต่ละคนมีความสุขตามอัตภาพของตนเอง

ผมอยากจะคิดว่า ในเมื่อรัฐการันตีความสุขให้แก่เราไม่ได้ เราคงต้องหาทางช่วยเหลือตนเอง ด้วยการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด เชื่อมั่นศรัทธาในความถูกต้องดีงามว่า จะเป็นพาหนะนำพาเราไปสู่จุดที่เราสามารถช่วยตนเองได้ เราจำเป็นต้องรู้จักการวางแผนทางการเงิน เพื่อให้เรามีภูมิคุ้มกันในการอดออม ในการใช้จ่าย ในการแสวงหาความสุขที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อหามาเพียงอย่างเดียว และแสวงหาความสุขในแบบที่เราต้องการจริงๆ ไม่ใช่ความสุขสำเร็จรูปที่กระแสของคนในสังคมหล่อหลอมให้เราหลงเชื่อว่า “นั่นเป็นความสุขที่เราต้องแสวงหา” แต่มีต้นทุนในการเข้าถึง ที่เป็นแรงกดดันให้เราทำอะไรก็ได้ (ไม่ว่าจะถูกหรือผิด) เพื่อให้บรรลุความสุขชนิดที่…แท้ที่จริงอาจจะไม่ใช่ความสุขที่เราต้องการก็ได้

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ งานเลี้ยงสังสรรค์ ที่ต้องใช้เงินในการซื้อหา แต่อาหารในงานเลี้ยงเป็นอาหารที่เป็นโทษ และทำให้เรากินอิ่มเกินขนาด เกิดโรคอ้วน ไขมันในกระแสเลือด ต้นทุนความสุขชนิดนี้ มีทั้งค่าอาหาร ค่ายา และค่ารักษาพยาบาลที่ตามมา ไม่นับว่าโรคเหล่านี้อาจนำเราไปสู่ปัญหาการทำงาน ที่ล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุนในการได้มาซึ่งความสุขแบบนี้

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่ต้องพยายามผ่อนชำระเป็นงวดๆ ทั้งที่เราใช้งานจริงๆ เพียงไม่กี่ฟังก์ชั่นในโทรศัพท์รุ่นนั้น ไม่นับรวมค่าโทร ค่าเน็ต และ Package ต่างๆ ที่ตามมา เราจะอดใจไว้ เก็บเงินออมก้อนแรกให้ได้ก่อน แล้วเพิ่มพูนจนกว่าเราจะมีพร้อมค่อยซื้อหา เป็นความสุขที่มีต้นทุนสูงเกินกว่าฐานะของเราหรือไม่

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ รถยนต์ยี่ห้อหรู หรือรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดที่เครื่องแรง พุ่งทะยานได้ดั่งใจนึก แล้วเราก็ซื้อหามาให้ได้เพื่อที่จะขับรถอย่างเกรี้ยวกราด ดุดัน เอาเป็นเอาตายกับเพื่อนร่วมถนนทุกคนจนแทบจะพร้อมลงมามีเรื่องกับใครก็ตามที่ขับปาด ขับแซงเราได้ทุกเวลา ไม่นับว่าอาจเกิดอุบัติเหตุที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น สูญเสียทั้งเรา ทั้งเขา ต้นทุนความสุขของเราจะสูงขนาดไหน

สมมติว่า ความสุขสำเร็จรูป คือ การจัดงานแต่งงานในโรงแรมหรู เชิญแขกเหรื่อมาร่วมงานคับคั่ง ได้หน้าได้ตากันอย่างเต็มอิ่ม ไม่นับว่าต้องถ่ายรูปสตูดิโอสวยงามราวกับเป็นพระเอก นางเอกในหนัง ความสุขในครอบครัวที่แท้จริง กลับไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าความรัก ความเข้าใจ ความซื่อสัตย์ต่อคู่รักของตน ซึ่งเงินก็ซื้อหามาไม่ได้ ถ้าเราไม่ประพฤติตัวอยู่ในร่องในรอย

ผมอยากจะคิดว่า “เงิน” หรืออีกนัยหนึ่งคือ “วัตถุสิ่งของต่างๆ” นั้น แท้ที่จริงไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้เข้าถึงความสุข ไม่เถียงว่าเงินเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง และนำไปสู่การมีความสุขที่เป็นนามธรรมได้ แต่เราต้องตระหนักและมองให้เห็นว่า “ความสุข” หลายอย่างมีต้นทุนไม่มากเลย ความรื่นรมย์ของชีวิตหลายครั้งได้มาอย่างง่ายๆ เพียงแค่ใจเรามองให้เห็น แสวงหาให้ถูกทาง เข้าทำนอง “หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข” อย่างที่คุณแอ๊ด เขาว่าไว้

ผมคิดและเชื่อว่า “เงินนั้นมีมากเท่าไรก็ไม่พอใช้” และในขณะเดียวกัน “เงินมีน้อยเท่าไรก็ใช้พอ” หากเราเป็น “นาย” ของเงิน ไม่ใช่ “ทาส” ของเงิน

สงคราม ที่ไร้เสียงปืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

สงคราม ที่ไร้เสียงปืน

ลืมตาตื่นในยามเช้าที่สายหมอกเอื่อยไหลอยู่เหนือแม่น้ำเมย ครั้นผินหน้าไปอีกฟากฝั่งก็เห็นเหมยหมอกรอบเรี่ยเทือกทิวเขา ชวนให้นึกถึงดินแดนในความฝัน อากาศใสสดชื่นด้วยกลิ่นของป่าและสายน้ำ อารมณ์เอิบอิ่มสงบงาม หากว่า…ณ ที่แห่งนี้ จะไม่มีเสียงปืนและการสู้รบเกิดขึ้นอีกต่อไป

จากจุดใดจุดหนึ่งของฝั่งเมยเราข้ามเรือไปเพียงไม่นานนาทีก็ถึงอีกฝั่งที่แตกต่างไปจากฝั่งไทยโดยสิ้นเชิง เป็นฝั่งแผ่นดินที่ผู้คนฝังตัวเองไว้กับการต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิดและชาติพันธุ์ ต่อเนื่องนานมาถึงวันนี้ร่วม 67 ปี นับแต่ผู้นำคนแรกของพวกเขาประกาศกร้าวต่อกรไม่ยอมจำนนภายใต้อำนาจรัฐบาลพม่า

ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชนชาติกะเหรี่ยงนั้น มีผู้รู้เขียนถึงไว้แล้วมากมาย ฉันขอกล่าวถึงอย่างย่อ เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เมื่อสันนิบาตเสรีชนต่อต้านเผด็จการฟาสซิสต์ (Anti-Fascism of People Freedom League-AFPFL) นำโดย นายพล ออง ซาน ร่วมกับองค์กรการเมืองของกะเหรี่ยง คือ KCO (the Karen Central Organization) ภายใต้การนำของ ซอว์ บา อู จี (Saw Ba U Gyi) เรียกร้องอิสรภาพคืนจากอังกฤษเจ้าอาณานิคม

แต่ต่อมา AFPFL ปฏิเสธที่จะให้กะเหรี่ยงแยกเป็นรัฐอิสระ ทำให้องค์กรกะเหรี่ยงแตกแยกทางความคิด กลุ่มหนึ่งยังคงร่วมมือกับ AFPFL อีกกลุ่มคือ KNU หรือ the Karen National Union แยกตัวออกมาต่อสู้ตามวิถีทางการใช้กำลัง พร้อมทั้งรวบรวมและจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ โดยใช้ชื่อว่า KNDO (the Karen National Defense Organization) โดยมี ซอว์ บา อู จี เป็นผู้นำ ซึ่งมีเป้าหมายและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจนคือ การมีรัฐอิสระเป็นของตนเอง และไม่ขึ้นกับอำนาจการบริหารปกครองของชาวพม่า

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2491 ซึ่งกะเหรี่ยงถือว่าเป็นวันชาติของเขา และยึดถือ ซอว์ บา อู จี เป็นบิดาแห่งการปฏิวัติ นับแต่นั้นมา

ในลานกว้างที่ใช้จัดงานครบรอบ 67 ปี การปฏิวัติ คึกคักคลาคล่ำไปด้วยผู้คนตั้งแต่ย่ำค่ำของวันสุกดิบ มีเวทีขนาดใหญ่แพรวพราวไปด้วยแสงสี คืนนี้จะมีการแสดงดนตรีของวงหนุ่มสาวรุ่นใหม่ นอกจากเวทีกลางยังมีเวทีย่อยตั้งห่างออกไป นัยว่าเป็นเวทีสำหรับการแสดงพื้นบ้านของกลุ่มต่างๆ จะว่าไปแล้ว ผู้นำ KNU ยุคนี้ มีวิสัยทัศน์กว้างไกลไม่น้อยเลยทีเดียว ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นของเผ่าพันธุ์ พร้อมกับสนับสนุนสิ่งใหม่ๆ

นอกจากดนตรีและการแสดงบนเวที ยังมีซุ้มขายของและขายอาหารไว้บริการผู้คนที่มาร่วมงาน ส่วนในบริเวณเดียวกับเวทีใหญ่มีซุ้มนิทรรศการความเป็นมาของการปฏิวัติ มีภาพผู้นำและทหารคนสำคัญ เป็นซุ้มนิทรรศการซึ่งชาวกะเหรี่ยงจากที่ต่างๆ ที่มาร่วมงานให้ความสนใจกันมาก

สำหรับฉันแล้วงานกลางคืนก็สนุกสนานตื่นตาตื่นใจพอควร แต่ที่ทำให้ขนลุกกับอุดมการณ์เพื่อแผ่นดินของชาวกะเหรี่ยง คงจะเป็นพิธีกรรมช่วงเช้า ซึ่งมีการสวนสนามของเหล่าทหาร การตรวจแถวทหารของผู้นำ และการปราศรัยที่เริ่มจากประธานสหภาพกะเหรี่ยง ตามด้วย พลเอก บ่อ จอ แฮ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่กำลังขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในอีกไม่นานนี้ ฉันประทับใจหลายถ้อยความของเขาที่ปราศรัยออกมาจากใจ โดยไม่มีกระดาษในมือแม้แต่แผ่นเดียว

ฉันจดบางถ้อยความของคำปราศรัยจากการแปลของพี่น้องกะเหรี่ยงที่พูดไทยได้ จดเท่าที่ความเร็วของมือจะทำได้

“สหภาพ KNU มีเป้าหมายชัดเจนในการปกครอง นั่นคือ ความเท่าเทียมและสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่ตอนนี้เรายังไปไม่ถึงเป้าหมาย เราต้องยืนหยัดและเตรียมตัวเพื่อให้สิ่งที่ประชาชนต้องการบรรลุผล หัวใจของการเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยงจะอยู่ในหัวใจของเราทุกคน

การปฏิวัติไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ แต่มันยาวนานมาก ชาวบ้านเราสูญเสียชีวิตและน้ำตาไปจำนวนมาก แต่เราก็ยังไม่ถึงเส้นชัย เราต้องจับมือกันเพื่อให้ถึงเป้าหมาย 67 ปี ยังไม่สิ้นสุดแค่นี้ ความไม่เข้าใจกันทำให้เรารบกันเอง คนที่มองเราอยู่ก็จะไม่เคารพเรา เราจะรบในกรอบที่ถูกต้อง ในฐานะทหารเรามีหน้าที่ป้องกันประชาชนของเรา มีอาวุธอยู่ในมือสามารถใช้มันได้ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมา แต่ในฐานะที่เราถืออาวุธ เราต้องคิดว่าจะใช้เพื่อปกป้องประชาชนยังไง เราไม่ได้ใช้อาวุธเพื่อเข่นฆ่าใครอย่างไร้เหตุผล ขอให้ทุกคนเคารพในศักดิ์ศรีของตัวเองและเคารพในคนอื่น ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี เพื่อสหภาพของเรา

ตอนนี้เสียงปืนอาจจะสงบลง แต่สงครามยังไม่สิ้นสุด สงครามยังมีในรูปแบบอื่นๆ นี่คือ สิ่งที่เรากังวล”

คำปราศรัยยังมีอีกมาก ฉันจดอย่างไม่ปะติดปะต่อเท่าที่ตัวเองทำได้ และเลือกจดบางถ้อยความที่ตรึงใจ ฟังไปก็นึกถึงขุนทหารผู้นำของเราไป

แล้วก็นึกถึงคำที่ว่า สงครามยังไม่จบ แต่มันมาในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกะเหรี่ยงหรือกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งเท่าที่กำลังเผชิญ ทว่าเราทุกคนในอุษาคเนย์นี่แหละที่ต้องรับมือกับมัน

สงคราม ไม่เคยมี คำว่า ครั้งสุดท้าย