ตาเลื่อน “เฒ่าทรนง” ผู้พลิกฟื้น “หอมน้ำ”, “ช้องนางคลี่” หรือ “พลับพลึงธาร” ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

ตาเลื่อน “เฒ่าทรนง” ผู้พลิกฟื้น “หอมน้ำ”, “ช้องนางคลี่” หรือ “พลับพลึงธาร” ด้วยชีวิตและจิตวิญญาณ

ต้นหอมน้ำ พลับพลึงน้ำ พลับพลึงธาร ช้องนางคลี่ หญ้าช้อง หรือว่านพระคงคา อันเป็นหลากหลายชื่อ ของพันธุ์ไม้น้ำขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวในโลก ที่มีถิ่นนิวาสถานอยู่แถบจังหวัดพังงาตอนบน และระนองตอนล่างเท่านั้น โดยปกติแล้วขึ้นอยู่ตามต้นน้ำลำธารตื้นๆ ที่ใสสะอาด มีน้ำไหลตลอดปี อยู่ในระดับความลึกตั้งแต่ไม่กี่เซนติเมตร ไปจนถึงกว่า 2 เมตร ขึ้นกับแหล่งน้ำบริเวณที่ขึ้นอยู่และระดับน้ำในแต่ละฤดูกาล

หอมน้ำ หรือพลับพลึงธาร เป็นไม้น้ำที่ให้ดอกสีขาวบริสุทธิ์ขนาดใหญ่เป็นช่อ ชูขึ้นเหนือน้ำ จนได้รับสมญาว่า “ราชินีแห่งสายน้ำ” มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ส่วนใบพลิ้วไหวไปตามความแรงของสายน้ำ มีหัวกลีบหรือหัวคล้ายหอมหัวใหญ่อยู่ในดินใต้ผิวน้ำ หัวอาจจมอยู่ใต้ดินหรือโผล่ขึ้นเหนือผิวดินได้ และเมื่อหลุดออกจากดินมักจะลอยอยู่ผิวน้ำ อาจพบหัวย่อยที่แตกแขนงยื่นออกมาจากบริเวณหัวใหญ่บริเวณฐานหัว เพื่อการขยายพันธุ์ ขณะเดียวกัน ก็จะมีช่อดอกสีขาวเป็น 6 แฉก เจริญออกมาจากด้านข้างของหัว

ถิ่นกำเนิดของหอมน้ำ พบอยู่เพียงบริเวณทางเหนือของอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา จนถึงทางใต้ของอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง เนื่องจากในพื้นที่แถบนี้มีภูมิประเทศเป็นแนวสันเขาสูงสลับซับซ้อน ตั้งขนานกับแนวชายฝั่งทะเลอันดามัน ภูเขาเหล่านี้เป็นป่าฝนชุ่มชื้นตลอดปี จึงเป็นแหล่งของต้นน้ำลำธารที่สำคัญ เช่น คลองกะเปอร์ คลองบางหิน คลองนาคา คลองกำพวน ในเขตจังหวัดระนอง คลองเตรียม คลองนางย่อน คลองบางปง อำเภอคุระบุรี คลองตำหนัง คลองห้วยทรัพย์ คลองตาเลื่อน หรือคลองไร่ลุ่ม คลองนายทุย คลองบ้านทับช้าง คลองบ้านโชคอำนวย ต่อเนื่องไปถึงตำบลแม่นางขาว ในเขตจังหวัดพังงา เป็นต้น รวมไปถึงแนวเขตรอยต่อจังหวัดพังงาและระนอง บริเวณคลองนุ้ย คลองตาผุด คลองบางเผาหมู คลองกำนันหัด เป็นต้น ลำคลองต่างๆ เหล่านี้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญพันธุ์เป็นแหล่งที่อยู่ของพลับพลึงธาร หรือหอมน้ำ

พลับพลึงธาร หรือหอมน้ำ เป็นพืชอวบน้ำ ดอกสีขาว มี 6 กลีบ ก้านชูดอก แต่ละก้านมีหลายก้านดอก ทยอยบานติดต่อกันไป หลังจากผสมเกสร กระเปาะเมล็ดจะเจริญเติบโตที่โคนก้านดอก เมื่อเมล็ดแก่จะหลุดออกจากกระเปาะ ยื่นสายออกด้านหนึ่งของเมล็ด ปลายสายจะเกิดเป็นต้นใหม่โดยมีรากยึดติดกับพื้นคลอง ระหว่างที่รากยังไม่สามารถเกาะยึดพื้นคลองได้ เมล็ดจะเป็นแหล่งอาหารให้ต้นอ่อนได้นาน 3-4 เดือน หัวมีลักษณะคล้ายหัวหอม จึงมีชื่อเรียกว่า “หอมน้ำ” หัวจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำ

ด้วยเหตุที่พลับพลึงธารเป็นพืชน้ำหนึ่งเดียวในโลก ที่มีระบบรากที่ยาว ช่วยยึดดินป้องกันหน้าดินถูกชะล้าง ส่วนใบที่ยาวก็สะบัดพลิ้วไปตามกระแสน้ำ ช่วยดักตะกอนในลำน้ำ ทำให้น้ำใส สะอาด กลายเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธุ์ อีกทั้งเป็นที่วางไข่กุ้ง ปลากระทิง ปลาช่อน ปลาดุก ปลาชะโอน เป็นต้น

พลับพลึงธารจะออกดอกขาวสะพรั่งเต็มลำธารของ ตาเลื่อน ยายบุญช่วย ในช่วงปลายเดือนกันยายน ตุลาคม ถึงเดือนธันวาคม

การขุดลอกและขยายลำคลองขององค์กรทางราชการที่มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ผ่านหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมชลประทาน กรมป้องกันอุบัติภัย กรมทรัพยากรน้ำ กรมเจ้าท่า ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นหอมน้ำหรือช้องนางคลี่ถูกทำลายอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดปัญหาโดยไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ ส่งผลให้ระบบนิเวศของแม่น้ำลำคลองถูกเปลี่ยนเป็นคลองแนวเส้นตรง เหมือนคลองชลประทานโดยทั่วไป ทำให้กระแสน้ำไหลแรงและเร็ว กัดเซาะตลิ่งพัง ที่ดินของชาวบ้านหลายรายที่อยู่ติดทางน้ำ ถูกกระแสน้ำพัดสูญสลายไปกับสายน้ำ จึงทำให้พลับพลึงธารลดจำนวนลงไปอย่างรวดเร็วเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างฝายกั้นน้ำในลำคลองต่างๆ อันเป็นที่อยู่ของพลับพลึงธาร เนื่องจากฝายจะทำให้น้ำนิ่งและไม่มีช่วงหน้าแล้ง สภาวะเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อพลับพลึงธารไม่เจริญเติบโตและไม่ออกดอก ช้องนางคลี่ต้องการอยู่ในแหล่งน้ำไหลเท่านั้น รวมไปถึงการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวประเภทสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดินในช่วงเวลาที่ฝนตกหนัก การทับถมของดินตะกอนทำให้แหล่งน้ำตื้นเขิน เกิดการพังทลายของตลิ่ง ทำให้แหล่งที่อยู่ของพลับพลึงธารเปลี่ยนแปลงไปจนไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ ตาเลื่อนและเพื่อนพ้องที่เห็นคุณค่าของช้องนางคลี่ จึงร่วมกันด้วยวิธีการต่างๆ ปักหลักต่อต้านทุกกระบวนการที่จะเข้ามาทำลาย

ตาเลื่อน และ ยายบุญช่วย เริ่มศึกษาวิถีของต้นช้องนางคลี่อย่างจริงจังในปลายปี พ.ศ. 2545 และช่วยกันอนุรักษ์อย่างเป็นระบบด้วยการเก็บหาเมล็ดในคลอง นำมาขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หว่านลงในคลอง ใช้โพงพางกั้นไม่ให้เมล็ดไหลตามน้ำ ขยายความรู้เป็นวิทยากรให้กับเด็กๆ ในหลายโรงเรียน เปิดบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้ มีผู้มาเยี่ยมชมทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งให้กลุ่มอนุรักษ์พลับพลึงธารคลองนางย่อน ตลอดทั้งเยาวชนบ้านบางซอย ตำบลคุระ ได้เข้ามาทำบ่ออนุบาล เพื่อนำกลับไปปลูกขยายในคลองนางย่อน และคลองสาขา ด้วยความคาดหวังว่าจะเห็นพลับพลึงธารเพิ่มมากขึ้น จนเป็นสีเขียวขจีพลิ้วไหว ออกดอกขาวสะอาดหอมกรุ่นไปทั้งสายน้ำ

ในความเป็นจริงแล้ว ตาเลื่อนและภรรยามีอาชีพทำสวนยางพาราบนพื้นที่เชิงเขา ประมาณ 20 ไร่ พร้อมกับปลูกไม้ผลอีกหลากหลายชนิด รวมไปถึงพืชผักสวนครัว มีทั้งสับปะรด ตะไคร้ ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน หมาก กล้วยน้ำว้า กล้วยหักมุก กล้วยหิน กล้วยงาช้าง กล้วยเล็บมือนาง กระทือ หมากเม่า เต่าร้าง เตยหอม ไม้ไผ่ เป็นต้น

ลำธารน้ำบริสุทธิ์ที่ไหลมาจากเทือกเขาผ่านคลองไร่ลุ่ม หรือคลองสวนตาเลื่อน เฉพาะที่ไหล่ผ่านผืนดินของตาเลื่อนมีความยาว ประมาณ 500 เมตร ก่อนจะไหลผ่านที่ดินของคนอื่นๆ ในชุมชนอีกราว 1,500 เมตร และไปลงคลองนางย่อน

การพลิกฟื้นช้องนางคลี่ของตาเลื่อนด้วยสำนึกและจิตวิญญาณอันสูงส่งด้วยความรู้เพียงประถมศึกษาปีที่ 4 ใช้ภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่สั่งสมสืบทอดมาจากบรรพชน ส่งผลให้พืชที่มีหนึ่งเดียวในโลกมิถูกทำลายไปในวันนี้ ยังมิใช่ความยิ่งใหญ่ของตาเลื่อนอีกหรือ

มติชน บันทึกประเทศไทย ปี ๒๕๕๘

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

มติชน บันทึกประเทศไทย ปี ๒๕๕๘

เข้าช่วงแล้งเต็มตัว ขอให้ระวังเรื่องฟืนไฟให้มาก แค่เริ่มต้นก็เกิดไฟไหม้ไปหลายที่

ว่าไปแล้ว อัคคีภัยทุกปีก็น่าจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจว่าอย่าได้ประมาท

เกิดอัคคีภัย 1 ครั้ง ก็จะมีการพลัดพรากตามมา

ยิ่งอาคารบ้านเรือนที่อยู่ในตรอก ซอก ซอย ที่ยากต่อการดับเพลิง ความเสียหายก็ยิ่งมาก

หลายท้องที่มีการก่อสร้างตึกที่ผิดกฎหมาย แต่เจ้าหน้าที่กำกับดูแลก็ปล่อยปละละเลย

อีกหนึ่งอย่างที่น่าเป็นห่วง คือเรื่องสายไฟ

เท่าที่สังเกตเห็น ทุกวันนี้สายไฟพันกันนัวเนีย ไม่รู้ว่าเป็นสายอะไรบ้าง เกิดไฟรั่ว ไฟช็อตแล้วลุกลามก็หลายหน แล้วก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

นอกจากนี้ ทางเท้า หรือทางเดินในตรอก ซอก ซอย ยังตั้งตู้โทรศัพท์ระเกะระกะ ก็ไม่รู้ปล่อยให้ตั้งได้อย่างไร

ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่กีดขวางทางเดิน โดยที่เจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลย

ดูเหมือนว่าบ้านเมืองไม่ค่อยจะมีขื่อแปอะไรนัก

หาหนังสือดีดีมาอ่านสงบจิตสงบใจ จะได้มีปัญญาแก้ปัญหาชีวิตยามพบเจอ

ปักษ์นี้จะชวนอ่าน “มติชนบันทึก ประเทศไทย ปี ๒๕๕๘” ซึ่งรวบรวมและเรียบเรียง โดย ศูนย์ข้อมูลมติชน

ทุกวันนี้โลกยังใหญ่เท่าเดิม แต่การติดต่อสื่อสารกันได้รวดเร็ว แม้จะอยู่กันคนละพื้นที่

เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ต่างต่างที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้ถูกบันทึกไว้ตามลำดับ วัน เวลา ทั้งรูปภาพและเนื้อหาข่าวสาร

ถึงโลกจะพัฒนาด้านข้อมูลข่าวสาร แต่ความน่าเชื่อถือยังเป็นเรื่องที่ต้องไตร่ตรอง เมื่อรับสารนั้นนั้น

เพราะเทคโนโลยีเองก็ยังปลอมแปลงกันได้

การบันทึกรูปภาพ และข้อมูลข่าวสารด้วยระบบการพิมพ์ ยังเป็นเรื่องน่าเชื่อถือ แม้จะผ่านมาหลายศตวรรษ

แม้ทุกวันนี้ ชีวิตผู้คนแขวนอยู่บนโลกออนไลน์ มีความรู้มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงเป็นเงาตามตัว

มติชนบันทึก ประเทศไทย ปี ๒๕๕๘ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน วางแผงแล้ว ราคาเล่มละ 400 บาท

ถือเป็นราคาแค่ วันละ 1 บาทกว่าเล็กน้อย

แล้งปีนี้ ก็ขอเชิญชวนผู้ที่อยู่ในเมืองใหญ่ให้ช่วยกันประหยัดน้ำ

ทั้งน้ำดื่ม น้ำใช้ เพื่อส่วนรวม จะได้มีใช้กันอย่างเพียงพอ

ซักผ้าด้วยเครื่องนั้นจะเปลืองน้ำมาก ลองหันมาซักด้วยมือ ประหยัดน้ำกว่า และสะอาดกว่า

ถือเป็นการออกกำลังกายไปด้วย

อย่าอ้างว่าไม่มีเวลา เพราะทุกคนมีเวลาเท่ากัน

เรื่อง – เงิน

คอลัมน์-กวีชาวบ้าน

โดย-นนทพัทธ์ หิรัญเรือง

มันเป็นที่ต้องการกว่าทุกสิ่ง มันทำให้คนวิ่งเข้าโหยหา

มันบดบังมืดมิดปิดสองตา มันน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

มันเป็นที่ต้องการกว่าทุกสิ่ง เพราะมันทรงค่ายิ่งกว่าสิ่งไหน

แม้สมบัติพัสถานวิมานใคร ก็สามารถซื้อได้ถ้าใจปอง

เพราะเช่นนี้คนจึงจะใคร่หา อยากได้มาเก็บเอาเป็นเจ้าของ

เป็นกิเลสมายาที่น่าลอง ให้ลำพองใฝ่ได้ไม่รู้พอ

เมื่ออยากได้มากขึ้นทะมึนมิด ตาจึงมืดบอดปิดเมื่อเงินล่อ

ทำทุกทางหากว่ามีเงินรอ จึงยอมฉ้อฉลชั่วเพราะกลัวจน

ด้วยอำนาจแห่งมันนั้นใหญ่ยิ่ง ราวผีร้ายเข้าสิงให้มัวหม่น

เปลี่ยนิสัยใจจิตให้ผิดคน ต้องทุกข์ทนเป็นทาสอำนาจเงิน

อย่าให้เงามืดดำครอบงำง่าย จงประเมินใจกายอย่าขัดเขิน

ถึงมีน้อยค่อยใช้อย่าให้เกิน จงก้าวเดินต่อไปด้วยใจพอ

หิมะแรกแห่งปี…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

หิมะแรกแห่งปี…

แม้อาตมาจะเคยเห็นหิมะและอยู่ในเมืองที่หิมะตกหนักอย่าง เมืองแฟร์แบงค์ อลาสก้า มาแล้วหลายเดือน แต่เมื่อทราบข่าวว่าหิมะจะตก ก็อดตื่นเต้นกับข่าวไม่ได้ ตามประสาคนที่มาจากประเทศเขตร้อนที่มีโอกาสมาเจอหิมะตอนปัจฉิมวัยแล้ว

เมื่อประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา อาตมาเดินทางจากแคลิฟอร์เนียกลับวัดพุทธธรรมชิคาโก้ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึงสนามบินชิคาโกโอเฮ เวลา 13.36 น. คุณฉลาด และคุณมณฑาทิพย์ ไปคอยรับที่สนามบินเช่นเคย อุบาสกอุบาสิกาคู่นี้เป็นสารถีขับรถรับส่งพระสงฆ์ที่เดินทางไปต่างรัฐอยู่เป็นประจำ

เดินทางจากสนามบินถึงวัดพุทธธรรม เวลาประมาณ 15.00 น. พักผ่อนพอสมควร แล้วออกเดินเล่นบริเวณวัด อากาศมืดครึ้มมองขึ้นไปบนฟ้าเห็นแต่ก้อนเมฆปิดบังท้องฟ้าไว้อย่างหนาแน่น ไม่มีช่องให้เห็นท้องฟ้าเลยแม้แต่น้อย

เมื่อนั่งมาในรถโยมฉลาดและโยมมณฑาทิพย์ได้บอกสภาพอากาศว่า คืนนี้หิมะจะตก แต่ไม่ทราบว่าจะตกมากหรือน้อยเพียงใด

เมื่อเปิดเฟซบุ๊กติดตามข่าวก็มีหลายคนส่งข้อความกล่าวคำต้อนรับมาว่า ยินดีต้อนรับสู่วัดพุทธธรรมพร้อมด้วยหิมะ เนื่องจากเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่เหนื่อยพอสมควร จึงพักผ่อนก่อนทำวัตรเย็น

เวลา 19.00 น. ได้เวลาเดินทางออกไปยังอุโบสถเพื่อทำวัตรเย็น หิมะฝอยๆ โปรยปรายลงมาด้วยความอ่อนโยนสวยงามมาก อาตมาเดินรับหิมะฝอยๆ จากกุฏิถึงอาคารหน้าวัด ระยะทางหลายร้อยเมตร หิมะตกลงมาติดผ้าขาวไปหมดทั้งตัว รีบขอให้พระมหาฐปกรณ์ถ่ายภาพไว้ แต่พอโผล่เข้าไปในตัวอาคารที่อุณหภูมิสูงกว่าข้างนอก ก็ละลายเป็นน้ำหมดไปด้วยความรวดเร็ว

เดินออกมาใหม่อีกครั้งพร้อมช่างภาพ รับหิมะฝอยๆ ที่เทลงมาแรงขึ้นกว่าเดิม พยายามถ่ายภาพให้เห็นหิมะที่ติดตามจีวรก็ไม่ค่อยชัดนัก เลยขึ้นไปบนอุโบสถ ทำวัตรเย็น ทำสมาธิพร้อมกับพระทั้งวัด แล้วเดินลงมาเห็นหิมะตกปกคลุมสนามหญ้าหมดแล้ว ถนนที่เดินกลับกุฏิปกคลุมด้วยหิมะนิ่มๆ หิมะยังคงลงมาอย่างหนาแน่นไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ ตามปกติในวันที่ไม่มีหิมะตก ทั่วบริเวณวัดจะมืดไปหมด ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 โมงเย็น แต่เมื่อหิมะตกแสงเงินแห่งหิมะกลับฉายแสงเงินให้บริเวณที่เคยมืดจนต้องใช้ไฟฉายส่องทาง สว่างไสวเดินทางผ่านได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฉายส่องทางแต่อย่างใด

กลับกุฏิหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ฮีตเตอร์ปรับอุณหภูมิให้โดยอัตโนมัติ อากาศไม่หนาวนัก ห่มผ้านวมหนาๆ พอทำให้อุ่นจนไม่รู้สึกหนาวเหน็บ

ตื่นมาด้วยความสดชื่น ทบทวนปาฏิโมกข์จนจบแล้วออกเดินทางฝ่าหิมะที่ลงหนาถึงหน้าแข้งมาสวดมนต์ที่อุโบสถ ขณะที่เดินมานั้นต้องใช้ร่มกาง เพราะหิมะลงจัดมากกว่าตอนเย็น

ทำวัตรเช้าเสร็จแล้ว หิมะยังคงตกลงอย่างหนัก ฉันเช้าแล้วกลับกุฏิฟังธรรมจนถึง 10 โมงเช้า รถมารับไปฉันเพลที่บ้านคุณสุจิตรา สุรวิบูลย์ชัย ในโอกาสทำบุญอุทิศให้ คุณสุกิจ สุรวิบูลย์ชัย นั่งรถไปหิมะยังคงตกลงไม่ขาดสาย บริเวณบ้าน สวนหรือต้นไม้ที่ผ่าน เห็นแต่หิมะปกคลุมเต็มไปหมด

ฉันเพลเสร็จแล้วเจ้าภาพและแขกที่สนใจธรรมะหลายๆ คนชวนสนทนาธรรมที่น่าสนใจหลายเรื่อง จนกระทั่งพิจารณาเห็นว่า เป็นเวลาพอสมควรจึงเดินทางกลับวัด

หิมะยังคงโปรยปรายไม่หยุด จนกระทั่งเย็นหิมะจึงหยุดขาดสาย คนที่อยู่ชิคาโก้นานๆ คุ้นเคยกับการบริหารจัดการหิมะมาคนละหลายปี รู้ว่าควรจะจัดการหิมะอย่างไรตอนไหน

คุณสันทนา คงใหญ่ จึงเรียกรถเกรดหิมะมาให้เกรดหิมะที่กลบถนนออกไปกองไว้ ใช้เกลือโรยบนถนนให้หิมะที่เหลืออยู่ละลาย เพื่อจะมีพื้นที่ถนนสำหรับรถวิ่งและคนเดินสัญจรไปมาได้สะดวก

เนื่องจากเช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ จะมีคนมาทำบุญที่วัดกันเป็นจำนวนมากกว่าปกติ จึงต้องรีบจัดการหิมะให้เป็นที่เป็นทางให้รถของท่านสาธุชนวิ่งได้สะดวกไม่มีอันตราย

เช้าวันรุ่งขึ้น หิมะหยุดตกเด็ดขาด หลังทำวัตรเช้าแสงเงินแสงทองสาดส่องไปทั่วบริเวณ กระทบหิมะที่เป็นสีเงินยวงสะท้อนแสงสวยงามน่าดู

ท้องฟ้าที่เคยปิดสนิทตั้งแต่วันศุกร์ เปิดกว้างอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ มองเห็นฟ้าสีครามสดใสไร้เมฆบัง เปรียบเหมือนใจที่ไม่มีกิเลสคราใด ก็กลายเป็นสดใสครานั้น

บนพื้นคอนกรีตที่รถมิได้เกรดถึง หิมะกลายเป็นน้ำแข็ง เวลานี้จะหนาวมากกว่าเวลาที่หิมะกำลังตก เพราะขณะนี้เท่ากับได้นำน้ำแข็งมากองไว้หรือกำลังเดินในตู้เย็นที่จุดเยือกแข็ง

อุณหภูมิภายนอกทั่วไป -10 องศาเซลเซียส อากาศหนาวกว่าวันที่หิมะกำลังตก เวลาเดินผ่านน้ำแข็งต้องเดินด้วยความระมัดระวังมาก เพราะจะลื่นล้มได้ง่าย จึงต้องเตรียมรองเท้าที่กันความลื่นอันเหมาะสำหรับเดินบนหิมะ ทั้งที่กำลังตกและหลังจากหิมะตกแล้ว ใครเป็นคนใหม่เพิ่งใช้ชีวิตในท้องที่หิมะตกจัด ต้องเตรียมอุปกรณ์การเดินและเครื่องกันหนาวที่ตัว ที่ทำงาน ในรถและในบ้านให้พร้อม จะสามารถฝ่าความหนาวที่รุนแรงได้อย่างปลอดภัย คำอำลาที่มักจะอวยพรให้กันในฤดูนี้ มีว่า Stay warm. แปลว่า ขอให้อยู่อย่างอบอุ่นนะ แต่ถ้าเป็นคนเขตร้อน มักอวยพรว่า อยู่เย็นเป็นสุขนะ ตามสถานการณ์แห่งภูมิอากาศนั่นแล

นโยบายปฏิรูปภาคเกษตร ของ ฉัตรชัย สาริกัลยะ กับการขับเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 619

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

นโยบายปฏิรูปภาคเกษตร ของ ฉัตรชัย สาริกัลยะ กับการขับเคลื่อน

จากวิกฤติปัญหาที่ถาโถมในหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ระหว่าง วันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การนำของ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้พลิกมิติครั้งสำคัญ ด้วยการจัดทัพผู้บริหารระดับสูง อธิบดีทุกกรมลงพื้นที่จริง เพื่อศึกษาปัญหา/ความต้องการของเกษตรกร ก่อนนำมาระดมความคิดดันแผนปฏิรูปเกิดผลเป็นรูปธรรม แก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรได้จริง

พร้อมกันนี้ ได้จัดแบ่งสายศึกษาดูงานการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตรและพื้นที่การเกษตรแปลงใหญ่ จำนวน 4 ทีม กระจายไปในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคกลาง คือ อ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี และสระบุรี โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้นำทีม จากนั้นแต่ละกลุ่มจะมีการนำเสนอสรุปผลการศึกษาดูงาน และแผนการขับเคลื่อนนโยบายฯ สู่การปฏิบัติ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันถัดมา

สำหรับนโยบายเร่งด่วนของ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ประกาศเอาไว้ประกอบด้วย 6 ข้อ ได้แก่

1. การลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันสินค้าเกษตร

2. การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning)

3. ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

4. เกษตรอินทรีย์

5. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และ

6. ธนาคารสินค้าเกษตร

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม แก้ปัญหาให้แก่เกษตรกรได้จริง โดยแต่ละกลุ่มจะระดมองค์ความรู้ ประสบการณ์ ซึ่งจะนำไปสู่แนวปฏิบัติที่ชัดเจน

จากงานนี้ พิจารณาแล้วเห็นชัดว่า พลเอก ฉัตรชัย มีความตั้งใจและวางเป้าหมายที่จะต้องเร่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด การจัดทัพผู้บริหารลงพื้นที่เกาะติดสถานการณ์ภาคสนามในครั้งนี้ เพื่อหวังว่าจะเป็นมุมสะท้อนมาปรับใช้ในการรุกปฏิรูปแนวทางการทำงานให้ได้ผลเป็นรูปธรรม จับต้องได้มากที่สุด

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการประชุมผู้บริหารระดับสูงถึงมาตรการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปการเกษตรตอนหนึ่งว่า ช่วงที่ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ กว่า 5 เดือน มีนโยบายปฏิรูปการเกษตร ขับเคลื่อนโดยผ่านคณะทำงานสั่งการแบบเบ็ดเสร็จ หรือซิงเกิลคอมมานด์ ในการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มโอกาสการแข่งขันสินค้าเกษตร และการบริหารจัดการด้านตลาด เราทำงาน 5 เดือน ตนอยากให้ผู้บริหาร รองอธิบดีขึ้นไป เข้ามาเร่งรัดนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว เพราะการทำงานแบบทหารต้องหวังผลสัมฤทธิ์ อาจมองว่าใจร้อน แต่นายกรัฐมนตรีใจร้อนกว่าตนมาก และทุกคนคาดหวังจากรัฐบาลทหารสูงมาก อยากให้จัดการทุกเรื่อง เพราะรู้ว่ารัฐบาลเลือกตั้งมาแล้วจะไม่ได้ทำ

ดังนั้น เมื่อลงพื้นที่จริง ต้องนำเอาปัญหามาวิเคราะห์ถึงอุปสรรค เพื่อให้งานภาคเกษตรมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ราคาสินค้าตกต่ำ ภัยแล้ง ส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง ได้สั่งการให้ทุกกรมลงไปดูแลช่วยเหลือเกษตรกร บรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรับทราบประชาชนส่วนใหญ่พอใจมาตรการการช่วยเหลือภาครัฐกว่า 80%และเกษตรกรให้ความร่วมมืออย่างดี น่าพึงพอใจในการลดการทำนาปรังกว่าครึ่ง จาก ปี”58 อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยแล้งน่าเป็นห่วง มีพื้นที่กระทบภัยแล้งทั่วประเทศ ซึ่งการบริหารจัดการน้ำไม่สามารถดูแลพื้นที่เพาะปลูกได้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลลงพื้นที่และเดินหน้าเต็มที่ภายในเดือนนี้ ทั้งในส่วนกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 5 ล้านบาท ให้เกษตรกรผ่านภัยแล้งไปได้ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา รายงานว่า ประชาชนพอใจมาตรการภาครัฐมาก เพราะมีกว่า 200 โครงการ จากทุกหน่วยงานลงไปช่วยชาวบ้าน

ด้าน นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางยังวิกฤติ ต้องผลักดันมาตรการต่างๆ เดินหน้าเต็มที่ สามารถบรรเทาภัยแล้งได้ระดับหนึ่ง โดยชาวบ้านพอใจศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพทุกอำเภอ 882 ศูนย์ ทั่วประเทศ ฝึกอบรมชาวบ้าน ได้รับวันละ 200 บาท เป็นค่าอาหาร ค่ารถ รวมทั้งบ่อน้ำขนาดเล็ก บ่อบาดาล มีส่วนช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ในช่วงนี้ ทั้งนี้ขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัดน้ำด้วย และภาคราชการต้องปรับตัวให้ทำงานเชิงรุกมากขึ้น เพราะภัยธรรมชาติมีความรุนแรงขึ้น

ทั้งหมดถือเป็นความพยายามอีกครั้งของ พลเอก ฉัตรชัย ที่ต้องการใช้ความรู้ ความสามารถ ในการกอบกู้วิกฤติปัญหาภาคเกษตรในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

แต่จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องติดตามดูกันต่อไป

อ่านอะไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05006010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

อ่านอะไรดี

ปีที่ 28 ฉบับที่ 618 : 1 มีนาคม 2559

ราคา 50 บาท

คอลัมน์ประจำ

4 หมายเหตุเทคโนฯ

8 จอดป้ายเทคโนฯ

24 บันทึกไว้เป็นเกียรติ/พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนที่ 1)

72 คนรักผัก/ตำส้ม-ส้มตำ กินอร่อย กินดี

70 หมอเกษตร ทองกวาว/ฝนแล้ง น้ำท่วม อากาศแปรปรวน มีมาในโลกนานแล้ว อยู่ที่จะปรับตัวอย่างไร ให้มีความสุข

129 เรื่องเล่าจากสองข้างทาง/พด. แนะ 10 จังหวัดภาคเหนือ งดเผา! ใช้วิธีไถกลบตอซังพืช ทำให้ดินดี

เก็บมาเล่า

29 มทร. ล้านนา เผยเคล็ดลับสูตรอาหาร เพื่อต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม

42 พลิกตำราฝ่าโค้งสุดท้ายภัยแล้ง “บิ๊กฉัตร” ลั่น นำเกษตรกรก้าวพ้นวิกฤติไปพร้อม กัน

48 หมอนปะทิว งานแปรรูปยางพารา แก้ปัญหาราคาตก

เกษตรกรดีเด่น

30 อาจารย์ถาวร เผ่าภูไท เกษตรกรดีเด่น สาขาการทำนา

ไม้ดอกไม้ประดับ

32 สับปะรดสี ปลูกแบบเรียนรู้เข้าใจ เป็นอาชีพสร้างรายได้ ของ ณัฏฐิกา กฤดิกุล

ที่ชลบุรี

35 พฤกษากับเสียงเพลง/พฤกษาฝ้ายใยบุญ ทอผ้าไตร ถวายจุลกฐิน

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

38 อ้อย พันธุ์สุพรรณบุรี 50?ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย ปลูกเพื่อหีบคั้นเป็นน้ำอ้อยสดขาย รายได้มั่นคง

เทคโนโลยีการเกษตร

44 ลดต้นทุนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำจัดวัชพืชด้วยน้ำหมักฆ่าหญ้า สูตรผู้ใหญ่บรรจง

45 ปลูกอ้อย แบบ Modern Farm !!!

46 เลิกกรีดยาง มาปลูกหม่อนผลสด รายได้ปีละแสน ที่สงขลา

54 ลุงสุทัศน์ พูลผล ปลูกบวบเหลี่ยมลูกผสม แบบเกษตรผสมผสาน สร้างรายได้ ที่ราชบุรี

55 2 วิศวกร ปริญญาโท ลัดวงจรชีวิต สร้างสุขกับอาชีพอิสระ “ปลูกผักสลัดอินทรีย์”

58 เจ้าของ สวน “ไผ่นานาพันธุ์” ที่ปราจีนฯ ฟันธง…ปลูกไผ่ สร้างรายได้ดีแน่นอน!!

60 มะยงชิดทูลเกล้า สวนละอองฟ้า 2

62 ปลูกสตรอเบอรี่?พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง

64 รวยด้วยฟาร์มเห็ด ของ “เขาใหญ่ พาโนรามา”

66 ศรแดง โชว์นวัตกรรมสายพันธุ์ผัก ยกระดับสู่ AEC

เกษตรในเมือง

52 เห็ดแครง ทำเงิน ที่กระบี่

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

57 ปลูก “ผักสี่บาท” รอบรั้ว “ตำลึง” สารพัดประโยชน์ (จบ)

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

74 มันช์กิ้น เจ้าแมวโหลดเตี้ย ขาสั้น ขี้เล่น ร่าเริง

เทคโนโลยีการประมง

77 คนนครพนม เลี้ยงปลาเผาะ ในกระชัง…ริมฝั่งแม่น้ำโขง

เทคโนโลยีปศุสัตว์

80 ยกเครื่อง “จิ้งหรีด” ขึ้นโต๊ะ โกอินเตอร์ฯ

82 LFC ฟาร์ม มุ่งผลิตวัวเนื้อลูกผสมยุโรป ในราคาที่เกษตรกรรากหญ้าสัมผัสได้

84 “บลอนด์ดาคิแตน” ทางเลือกใหม่ สร้างโคเนื้อ “พรีเมี่ยมเกรด”

86 เก็บข้าวโพดฝักอ่อน ไปเลี้ยงโคเนื้อ ทางเลือกใหม่ ที่ยะลา

คิดเป็นเทคโนฯ

88 วันนักประดิษฐ์ 2559 กับผลงานบรรเจิด จากนักประดิษฐ์ไทย

เยาวชนเกษตร

91 เยาวชนเกษตรของแท้ โรงเรียนบ้าน กม.35 แค่ปีเดียว คว้ารางวัลสถานศึกษาพอเพียง

94 โรงเรียนวัดสรรเพชญฯ สามพราน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์เกษตรอินทรีย์

กศน. ทั่วไทย

96 “กศน. น่าน” สืบสานภูมิปัญญาล้านนา

98 กศน. ทั่วไทย

เกษตรต่างแดน

102 สาธารณรัฐฟิจิ กับความร่วมมือด้านเกษตร

Miracle Thai Agriculture

103 Sizzling Fried Spotted Mackerel

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

106 Granny Go Organic คุณยายปลอดสารพิษ

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

107 “มิตรมูลไก่” เมืองโคราช จำหน่ายมูลไก่คุณภาพ

108 สรุปราคาสินค้าเกษตร

109 ตลาดกลางสินค้าเกษตร

มติชนอคาเดมี

110 “สงคราม 3 แผ่นดิน” กับเรื่องราวการเดินทัพ

เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)

วิถีชาวบ้าน

113 วิถีท้องถิ่น/คนทามราษีไศล ในงานบุญกุ้มข้าว

115 ฎีกาชาวบ้าน/แบ่งมรดกใหม่

116 เดินห่าง…จากความจน/สุดยอดสวน “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” ที่ปากท่อ ราชบุรี

118 ครัวชาวบ้าน/ผักเสี้ยน : สุดยอดผักดองไทย?ที่อร่อยอย่าบอกใคร

120 ของใช้ชาวบ้าน/พญาลืมงาย

121 บัญชีชาวบ้าน/เรื่องของเงินออม และการลงทุน

122 เขียว สวย หอม กินได้/แค่ทำอาหารเป็น…ก็รอดได้

124 อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ/ดอกไม้กลีบแข็ง แห่งริมฝั่งเมย

126 ภูมิปัญญาท้องถิ่น/กุฏิพระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ ศิลปสถาปัตยกรรมชั้นยอด ปลายกรุงศรีอยุธยา

128 ธรรมะจากวัด/ชุมชนคนรักธรรม

จอดป้ายเทคโนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

จอดป้ายเทคโนฯ

ปาปมิตฺโต ปาปสโข ปาปอาจารโคจโร

มีมิตรเลว มีเพื่อนเลว ย่อมมีมรรยาทและมีที่เที่ยวเลว

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ปรับสัญญาคอนแทร็กต์ฟาร์มใหม่ อิงหลักมาตรฐานสากลและส่งมอบสัญญาให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งหมด 5,960 คู่สัญญา โดยยึดหลักความเป็นธรรมและการมีส่วนร่วม…ณรงค์ เจียมใจบรรจง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับยกระดับมาตรฐานสัญญาคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งให้เป็นระบบที่มีความเป็นธรรมกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด บริษัทได้ปรับปรุงสัญญาโดยใช้หลักการสากลของ UNIDROIT (The International Institute for the Unification of Private Law) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระทางกฎหมายสากล อันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีประเทศสมาชิก รวม 63 ประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานในการดำเนินโครงการคอนแทร็กต์ฟาร์มที่ดี ในเรื่องบทบาทและความรับผิดชอบของคู่สัญญา ระยะเวลาของสัญญา การต่อ และเลิกสัญญา การจัดการในกรณีที่ผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ในกรณีที่มีข้อพิพาท หรือการละเมิดสัญญาซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมและโปร่งใส

บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด ครบรอบ 10 ปี แห่งการให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ของสยามคูโบต้า ชูจุดเด่นในการให้บริการและดูแลลูกค้าอย่างเข้าใจ ภายใต้สโลแกน สินเชื่อคู่คิด เคียงข้างชีวิตเกษตรกรไทย สร้างฐานข้อมูลลูกค้าที่แข็งแกร่ง เพื่อให้บริการสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมจัดแคมเปญพิเศษขอบคุณลูกค้าเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี…สุขศรี ปัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามคูโบต้า ลีสซิ่ง จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรของสยามคูโบต้า เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถเป็นเจ้าของเครื่องจักรกลการเกษตรได้ง่ายขึ้น ด้วยการให้บริการที่เข้าใจลูกค้า ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด และดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ซึ่งปัจจุบัน บริษัทมีลูกค้าเกษตรกรที่ให้ความไว้ใจใช้บริการสินเชื่อเช่าซื้อกับบริษัท มากกว่า 350,000 ราย ทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้มีลูกค้าที่ผ่อนชำระครบและสามารถเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สินค้าแล้ว กว่า 170,000 ราย

อนุสรณ์ พรชัย ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สศก.1) เผย ผลพยากรณ์ไม้ผลภาคเหนือ ลิ้นจี่ และลำไย ปี 59 ใน 8 จังหวัด คาด ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ลำไย คาดว่าจะมีผลผลิต ประมาณ 619,498 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ประมาณ ร้อยละ 14 ลิ้นจี่ ผลผลิตรวมประมาณ 48,348 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 4

บูรณาการ

นายสมบูรณ์ ประสงค์จันทร์ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย นำทีมนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ณ ชุมชนทุ่งลาน อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา อีกทั้งร่วมวางแผนกิจกรรมการเรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้กรอบ บวร+ชุมชนสู่หลักปฏิบัติ โดยยึดฐานทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชุมชน โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนช่วยสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ สร้างความเชี่ยวชาญแก่นักศึกษา รวมทั้งสร้างแหล่งเรียนรู้สู่ความเข้มแข็งของชุมชน

มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ

นายทรงพล ใจกริ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานมอบเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ให้เกษตรกรตำบลหนองผือ ตำบลเมืองสรวง ที่หน้าอาคารหอประชุมอำเภอเมืองสรวง มี นายณัฐธร ไชยศรี นายอำเภอเมืองสรวง กล่าวรายงาน อำเภอเมืองสรวงจัดทำโครงการที่จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการจัดสรรงบประมาณโครงการตามมาตรการสำคัญเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจน ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน (กยจ.) จำนวน 294,000 กิโลกรัม เกษตรกร 3,855 ครัวเรือน สามารถปลูกได้ในพื้นที่ 42,000 ไร่ หรือเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งอำเภอเมืองสรวง ที่มีนาข้าว ประมาณ 80,000 ไร่

ฝึกเป็นพิธีกรทางพระพุทธศาสนา

สาขาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโครงการฝึกอบรมการเป็นพิธีกรทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการเตรียมบุคลากรให้มีความพร้อม และมีความรู้ในการเป็นพิธีกรทางพระพุทธศาสนา และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกแก่นักศึกษาต่อการเป็นผู้นำที่ดีและถูกต้องตามขั้นตอนทางพิธีการ โดยมี รศ. จารุยา ขอพลอยกลาง คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดโครงการ ณ ห้องประชุมโดม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย

จอดป้ายเทคโนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05012010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

จอดป้ายฯ

ชนะเลิศ The Best Practice 9 มทร.

อาจารย์ขวัญชีวา ไตรพิริยะ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดแนวทางปฏิบัติที่ดี (The Best Practice) การบูรณาการการจัดการสอนกับการบริการวิชาการ จากการสัมมนาและการแข่งขันทักษะวิชาการด้านบริหารธุรกิจ 9 มทร. ครั้งที่ 4 ระหว่าง วันที่ 2-5 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา

ทำความเข้าใจ

นายสรธร สันทัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโครงการอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ปี 2558/2559 และจากปัญหาราคาสินค้าเกษตร เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจแนวทางในการดำเนินงานโครงการ โดยมี นายอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดพะเยา ชี้แจงรายละเอียดในฐานะเลขานุการคณะกรรมการฯ ณ ศูนย์ข้อมูลและสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา เมื่อเร็วๆ นี้

80 ปี ไสใหญ่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์รุจา ทิพย์วารี อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารประจำวิทยาเขตนครศรีธรรมราช เปิดงานมหกรรมวิชาการและสืบสานศิลปวัฒนธรรม 80 ปี ไสใหญ่ และร่วมชมผลงานสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมของนักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ ณ อุทยานเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ปอเทืองเหลืองอร่ามเมืองสรวง

นายสมจิตร์ คำสี หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ติดตามงานการปลูกพืชฤดูแล้ง ปี 2559 ที่บ้านเมืองแก้ว ตำบลหนองหิน อำเภอเมืองสรวง มี นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง พร้อม นายยุทธพร ฝนทั่ง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ประจำตำบลหนองหิน นำลงพื้นที่แปลงปลูกของ นายวิชัย ทวินันท์ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลหนองหิน อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด

ชุมชนนักปฏิบัติ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์คมเดือน โพธิสุวรรณ รองอธิการบดี และ นายศิริชัย สมแสน รองอธิการบดี นำผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เข้าร่วมการสัมมนาเครือข่ายการจัดการความรู้ ครั้งที่ 9 ในหัวข้อ “ชุมชนนักปฏิบัติสู่การจัดการความรู้ในศตวรรษที่ 21” ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล สถาบันการพลศึกษา และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ณ โรงแรมเชียงใหม่แกรนด์วิว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการสัมมนา

ชายผู้เขียนหนังสือได้ไม่เกินเจ็ดหน้า

พิชา รัตนานคร เขียน

สำนักพิมพ์มติชน

ISBN : 978-974-02-1464-9

จำนวน 224 หน้า/ราคา 180 บาท

นวนิยายเล่มแรกของ “พิชา รัตนานคร” กล่าวถึงชายหนุ่มคนหนึ่ง เรียนจบมหาวิทยาลัย และตั้งใจที่จะรับแต่งานฟรีแลนซ์ แทบทุกวันเขาพักอยู่ในคอนโดฯ วันว่างมักพาตัวเองเที่ยว เขาคิดว่าตนมีความสุขและใช้ชีวิตนอกกรอบ เขามักฝันถึงหญิงสาวคนหนึ่งซ้ำๆ ยิ่งเมื่อมีแมวตัวหนึ่งเข้ามาในห้อง เขาจึงถือเสมือนว่ามันคือรูมเมท

ย้อนไปไม่เกิน 10 ปี สมัยยังฝึกงานอยู่ที่สำนักงาน เขาได้พบ “กันยา” หญิงสาวหน้าตาดี ทั้งสองสนิทสนมกันมาก ขณะเดียวกันเขาก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อ “หัวเป็ด” เพื่อนคนนี้ร่ำรวยและมีหน้ามีตาทางสังคม แต่หัวเป็ดได้รับความกดดันจากครอบครัวมาเป็นเวลานาน ทั้งเรื่องการเรียน และการทำงาน ทำให้หัวเป็ดอยากทำความรู้จักกับปุถุชนคนธรรมดาอย่างเขา

ในช่วงที่เขารู้จักทั้งกันยาและหัวเป็ด เขาพยายามหัดเขียนนวนิยาย แต่สุดท้ายเขามักเขียนได้ไม่เกิน 7 หน้า แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้พบหญิงสาวในฝัน แต่สุดท้ายก็หาคำตอบไม่ได้ว่า เขาจะทำอย่างไรต่อไป

นวนิยายเรื่องนี้ จึงจุดประกายให้เราได้ตระหนักถึงการแสวงหาความเป็นอิสระอย่างเที่ยงแท้ นับแต่เรื่องการทำงาน มิตรภาพระหว่างเพื่อน จนถึงความรักความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

จอดป้ายเทคโนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

จอดป้ายเทคโนฯ

อบรมเพิ่มผลผลิต

นายธนิตย์ อเนกวิทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจ-ติดตามการอบรมเกษตรกรพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง ที่ศูนย์เรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ นายแสวง มะโนลัย ปราชญ์ชาวบ้าน บ้านโพนฮาด ตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มี นายวินัย ลือชา เกษตรอำเภอเกษตรวิสัย นายเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด นำลงพื้นที่

กีฬาสหกรณ์

นายวิทูรัช ศรีนาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาสหกรณ์สัมพันธ์ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2559 โดยมี นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการจัดงาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ สนามกีฬากลางจังหวัดพิษณุโลก

โชว์ศักยภาพผู้นำด้านอาหาร ที่ประเทศกัมพูชา

นายวรวุฒิ วณิชกุลบดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจต่างประเทศ เครือเบทาโกร กล่าวว่า ในวันที่ 3-7 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา เครือเบทาโกร หนึ่งในกลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศ ที่ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารครบวงจร ได้ร่วมออกบู๊ธแสดงนิทรรศการและสินค้าอาหาร ในงาน Top Thailand Brand ซึ่งจัดโดยกระทรวงพาณิชย์ ณ Diamond Island Convention & Exhibition Center กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งภายในบู๊ธเครือเบทาโกร พบกับขบวนสินค้าอาหารคุณภาพและปลอดภัย เสมือนยกร้านเบทาโกร ช็อป (Betagro Shop) ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในเครือ มาไว้ที่งานแสดงสินค้า เชิญชิมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพและรสชาติอร่อยมากมายจากแบรนด์สินค้าอาหาร ซึ่งเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ได้แก่ แบรนด์ BETAGRO แบรนด์อิโตแฮม (Itoham) อาทิ ไส้กรอก แฮม ลูกชิ้น เป็นต้น

มอบโล่สถาบันเกษตรกรดีเด่นระดับเขต?

นายสุริยันต์ กาญจนศิลป์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ แก่ผู้ชนะการประกวดเกษตรกรดีเด่น สถาบันเกษตรกรดีเด่น ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนดีเด่น ระดับเขต ปี 2558 ในการประชุมคณะกรรมการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรภาคเอกชน ครั้งที่ 1/2559 โดยมี นายวสันต์ สุขสุวรรณ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดระนอง กล่าวรายงานการมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ ณ ห้องประชุมรัตนรังสรรค์ ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดระนอง

มก. มอบเข็มพระพิรุณทองคำ

รศ.ดร. วิโรจ อิ่มพิทักษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในงานเชิดชูเกียรติและมอบรางวัลเข็มพระพิรุณทองคำ “เกษตรศาสตร์ ปราดเปรื่อง” รุ่นที่ 15 นิสิตเก่าผู้ประสบความสำเร็จด้านการบริหารระดับสูง ซึ่งมหาวิทยาลัยคัดเลือกให้ได้รับรางวัลเข็มพระพิรุณทองคำ และโล่เชิดชูเกียรติ “เกษตรศาสตร์ ปราดเปรื่อง” รุ่นที่ 15 จำนวน 13 คน พร้อมกับมอบโล่เชิดชูเกียรติกับเกษตรศาสตร์ ปราดเปรื่อง ซึ่งดำรงตำแหน่งบริหารงานใหม่ จำนวน 5 คน บุคลากรที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ จำนวน 2 คน บุคลากรผู้ทำชื่อเสียงมาสู่มหาวิทยาลัย จำนวน 18 คน

ครัวสุดเก๋า

กับศิษย์เก่าเลอ กอร์ดง เบลอ

แคทลีน ฟลินน์ เขียน

สำนักพิมพ์มติชน

ISBN : 978-974-02-1465-6

จำนวน 312 หน้า/ราคา 230 บาท

ในตามล่าคว้าฝันที่ เลอ กอร์ดง เบลอ แคทลีน ฟลินน์ เคยพาผู้อ่านไปเยือนครัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ “เลอ กอร์ดง เบลอ” โรงเรียนสอนทำอาหารชื่อก้องโลกมาแล้ว เสียงหัวเราะและคราบน้ำตาครั้งนั้น เปลี่ยนให้เธอกลายเป็นนักเขียนเรื่องอาหารที่มีประสบการณ์รอบด้าน

เมื่อย้ายกลับมาอยู่อเมริกา แคทลีน สัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างวิถีการบริโภคแบบอเมริกันและฝรั่งเศส โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคอาหารสำเร็จรูปที่เน้นความสะดวก รวดเร็ว แต่ลืมคำนึงถึงประโยชน์ที่แท้จริง และพิษภัยที่เจือปนมาด้วย ศิษย์เก่า เลอ กอร์ดง เบลอ อย่าง แคทลีนจึงใช้ความรู้ ความสามารถที่ได้มาเปิดคอร์สอาสาระยะสั้น ฝึกหัดอาสาสมัคร 9 ราย ที่ไร้ทักษะการทำครัวโดยสิ้นเชิง ให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่นำไปใช้ได้ในชีวิตจริงตั้งแต่ทักษะการใช้มีด การทำซุป ขนมปัง ไปจนกระทั่งการปรุงอาหารจากของเหลือในตู้เย็น ฯลฯ

บทเรียนแสนสนุกจากห้องครัวสร้างแรงบันดาลใจ จะเปลี่ยนแม่ครัวมือใหม่ให้เป็นมืออาชีพสำเร็จหรือไม่ ทัศนคติที่ดีต่อการปรุงอาหารกินเอง จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเธอทั้ง 9 อย่างไร ร่วมพิสูจน์ความเก๋าผ่านสูตรเด็ดเคล็ดลับที่จะทำให้คุณร้องว้าว! ไปกับความอิ่มอร่อยง่ายๆ ในราคาสุดคุ้ม

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พลิกโฉม การปลูกชมพู่ในประเทศไทย ด้วย “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” (ตอนที่ 1)

ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน ปี 2559 มีน้ำหนัก 3-5 ผล ต่อกิโลกรัม

เมื่อย้อนกลับไปประมาณปลายปี พ.ศ. 2557 ต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันต้นแม่ ที่สวนคุณลี ได้ออกดอกและติดผลก่อนฤดูและติดผลดกมาก ผู้เขียนได้ทดลองไว้ผล พวงละ 1-5 ผล โดยเลือกซอยแต่งผลที่มีความสมบูรณ์เอาไว้ ปรากฏว่าการไว้ผลที่ 3-5 ผล ต่อช่อ จะมีความเหมาะสมที่สุด ผลชมพู่มีขนาดผลใหญ่สม่ำเสมอ เฉลี่ยน้ำหนักผลรวมต่อช่อพวงได้ 600-1,000 กรัม ทีเดียว พบว่า ผลชมพู่ไต้หวันที่เก็บเกี่ยวมานั้นมีขนาดของผลใหญ่กว่าชมพู่สายพันธุ์อื่นๆ ที่ผู้เขียนเคยพบมา โดยมีคุณสมบัติของผล ดังนี้

“ผลมีขนาดใหญ่มาก และมีน้ำหนักผลประมาณ 200-300 กรัม หรือ 3-5 ผล ต่อกิโลกรัม ผิวผลมีสีชมพูหรือสีชมพูอมแดง เมื่อแก่จัดมีสีชมพูเข้มถึงแดง ลักษณะของผลเป็นรูประฆังคว่ำใหญ่ ทรงยาว มีความกว้างของผลเฉลี่ย 7 เซนติเมตร และความยาวของผลเฉลี่ย 9-10 เซนติเมตร เนื้อหนามากและเป็นชมพู่ไร้เมล็ด รสชาติหวาน กรอบ มีความหวานประมาณ 13-15 บริกซ์ ถ้าผลผลิตแก่และเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งจะมีความหวานสูงกว่านี้ จัดเป็นชมพู่สายพันธุ์หนึ่งที่ออกดอกและติดผลดกมาก”

ความจริงแล้วการตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มของต้นชมพู่ไม่ให้สูงเกินไป ได้มีเกษตรกรไทยบางรายได้นำมาปฏิบัติแล้ว ต่างก็ยอมรับว่าได้ผลดี สะดวกต่อการจัดการ โดยเฉพาะในการห่อผลและการเก็บเกี่ยว ในการตัดแต่งต้นชมพู่ทุกปีจะต้องควบคุมความสูง ไม่ให้เกิน 4 เมตร แต่ถ้าจะให้ดีควรจะควบคุมให้สูงประมาณ 3 เมตร วิธีการตัดจะไม่ตัดแต่งกิ่งอย่างหนัก (Heavy Pruning) แตกต่างจากการตัดแต่งกิ่งมะม่วง การตัดแต่งกิ่งควรจะตัดกิ่งที่อยู่ใต้ใบ หรือยอดที่แตกข้างใบล่าง โดยย้ำว่าไม่ควรตัดแต่งกิ่งแล้ว บริเวณที่ตัดนั้นโดนแสงแดด จะทำให้กิ่งใหม่ที่แตกออกมาจะเป็น 3-4 ยอด จะทำให้จัดการได้ยากมาก รวมถึงควบคุมการออกดอกและติดผลได้ยาก ดังนั้น จะต้องตัดกิ่งที่มีใบบังอยู่ ต้นชมพู่มีปัญหาว่าจะขาดปุ๋ยหรือต้นไม่สมบูรณ์ จะแสดงอาการให้เห็นที่ใบก่อน เช่น ใบซีดและไม่สดชื่น เกษตรกรจะต้องดูแลโคนต้นชมพู่ให้สะอาด และจะต้องมีความรู้ว่ารากฝอยที่มีหน้าที่ดูดน้ำและปุ๋ย รากฝอยของต้นชมพู่จะอยู่ห่างจากทรงพุ่ม ประมาณ 1 ศอก หรือประมาณ 0.5 เมตร ดังนั้น ในการให้ปุ๋ยแต่ละครั้งจะต้องใส่ห่างจากทรงพุ่ม ประมาณ 0.5 เมตร ในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีการฉีดพ่นโพแทสเซียมไนเตรต (สูตร 13-0-46) เพื่อเพิ่มความหวาน ซึ่งสอดคล้องกับการปรับปรุงคุณภาพของชมพู่ในประเทศไทย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ระยะเลี้ยงผลของชมพู่นั้นสั้นมาก หลังจากระยะถอดหมวก คือ ติดผลเท่ากับนิ้วก้อยจนแก่และเก็บเกี่ยวได้ จะใช้เวลาประมาณ 30-40 วัน เท่านั้น

สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 มีความเชื่อที่ว่า ชมพู่ยักษ์ไต้หวันนี้จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการปลูกชมพู่ในประเทศไทย เพราะมีความโดดเด่นในเรื่องขนาดผลที่ใหญ่มากและรสชาติมีความอร่อยหวาน กรอบ มาก ไม่แพ้ชมพู่พันธุ์การค้าสายพันธุ์อื่น ยิ่งได้อากาศหนาว สีผลยิ่งมีสีชมพูเข้มสวย รสชาติจะหวานอร่อยมากยิ่งขึ้น

“ชมพู่สตรอเบอรี่” สีแดงสด ผลสวย รสชาติอร่อย

ไต้หวัน เป็นแหล่งผลิตชมพู่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นด้านพัฒนาสายพันธุ์ การจัดการสวนและการปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 ผู้เขียนได้เข้าไปดูในแปลงปลูกชมพู่ของเกษตรกรไต้หวันรายหนึ่ง จะต้องยอมรับว่าเป็นแปลงปลูกชมพู่ที่มีการจัดการสวนที่ดีมาก หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าต้นชมพู่ของสวนแห่งนี้มีอายุต้นได้ 28 ปี เส้นผ่าศูนย์กลางของต้น เฉลี่ย 10-12 นิ้ว มีการควบคุมทรงพุ่มให้ความสูงของต้นเฉลี่ย 3-4 เมตร เท่านั้น ทางด้านสายพันธุ์ที่ปลูก เจ้าของสวนบอกว่านำพันธุ์มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ได้ระบุประเทศ คาดว่าน่าจะนำพันธุ์มาจากประเทศมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย เนื่องจากพันธุ์ชมพู่ที่ผลิตขายส่งไต้หวันในปัจจุบันนี้จะมีขนาดผลใหญ่ ลักษณะผลเป็นทรงระฆังและผลมีสีชมพูอมแดง เท่าที่ได้ชิมนับได้ว่าอร่อยมาก

นอกจากพันธุ์ชมพู่ที่ได้กล่าวมาแล้ว ที่สวนชมพู่แห่งนี้ยังมีชมพู่อีกสายพันธุ์หนึ่งที่เจ้าของสวนอ้างว่า ได้สายพันธุ์มาจากประเทศโปรตุเกส และเป็นพันธุ์ที่เจ้าของหวงมากและยังไม่มีผลผลิตวางขายในไต้หวัน เจ้าของสวนได้ชมพู่พันธุ์นี้มาปลูกประมาณ 3 ปี และกำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติม โดยปลูกแซมในแปลงชมพู่เดิม เนื่องจากเป็นพันธุ์ชมพู่ที่มีลักษณะเด่นหลายประการ นอกจากผลจะมีขนาดใหญ่แล้ว ผลจะมีสีแดงสดคล้ายกับชมพู่ทับทิมจันท์ แตกต่างกับพันธุ์ทับทิมจันท์ตรงที่ทรงผลของชมพู่พันธุ์โปรตุเกส ลักษณะผลทรงระฆังใหญ่ รสชาติหวาน กรอบ เนื้อแข็ง อร่อยมาก เจ้าของสวนจะเรียกชมพู่พันธุ์นี้ว่า “ชมพู่สตรอเบอรี่” แต่จะเปรียบเทียบลักษณะใบคล้ายกับใบของชมพู่ม่าเหมี่ยว เจ้าของสวนคาดว่าชมพู่พันธุ์โปรตุเกสนี้จะได้รับความสนใจที่ตลาดไต้หวันมากในอนาคต เนื่องจากเป็นชมพู่ที่มีเนื้อละเอียด ไม่แข็ง (แต่กรอบ) เวลากัดจะไม่รู้สึกปวดฟัน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ชอบชมพู่ที่มีสีสันสวยงาม แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ระบบการจัดจำหน่ายชมพู่ของสวนแห่งนี้ มีการขายผ่านทางอินเตอร์เน็ต และชมพู่ทุกเกรดมีตลาดรองรับทั้งหมด นอกจากนั้น จากการเดินสำรวจและสอบถามข้อมูลจากเจ้าของสวน ทำให้ทราบถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับการปลูกชมพู่ในประเทศไทยได้

ทางสวนคุณลี จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 ได้ยอดพันธุ์ชมพู่สตรอเบอรี่มาเสียบยอดกับต้นชมพู่ทับทิมจันท์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 ต้นชมพู่สตรอเบอรี่ใหญ่เต็มที่ เริ่มออกดอกและติดผล พบว่า ให้ผลผลิตดกมาก มีลักษณะติดผลเป็นพวง เมื่อผลชมพู่แก่สีของผลมีสีแดงเลือดนก ผิวมันเงา สีแดงโดดเด่นมาก มีน้ำหนักผล 150-200 กรัม และรสชาติหวาน กรอบ อร่อยมาก ที่สำคัญเมื่อปล่อยชมพู่ให้แก่จัดบนต้น พบว่า เน่าเสียได้ยากกว่าชมพู่พันธุ์อื่น สรุปได้ว่าเป็นพันธุ์ที่ทนต่อการขนส่ง ชมพู่สตรอเบอรี่จะมีความแตกต่างจากชมพู่การค้าพันธุ์อื่นๆ ตรงที่ลักษณะของใบจะใหญ่มาก คล้ายใบชมพู่ม่าเหมี่ยว และปัจจุบัน ที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร มีปลูกอยู่รายเดียวเท่านั้นในประเทศไทย

การปลูกชมพู่ไต้หวัน

ซึ่งจะยกแปลงลูกฟูก ให้กว้างประมาณ 6 เมตร หลังยกร่องแล้ว ก็จะตากดินไว้อีก 1 เดือน เพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลงในดิน หรือชาวสวนปรับสภาพดินโดยใส่ปูนขาวได้ก็จะยิ่งดี เพื่อฆ่าเชื้อและปรับค่าความเป็นกรด-ด่าง ของดิน ส่วนระยะปลูกนั้น ใช้ระยะปลูก 6×6 เมตร (ระยะปลูกสามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เช่น ในบางพื้นที่อาจจะปลูกถี่กว่านี้ แต่เน้นการตัดแต่งควบคุมทรงพุ่ม) ในการเตรียมหลุมปลูก จะขุดใช้ขนาด กว้างxยาวxลึก (50x50x30 เซนติเมตร) การขุดหลุมปลูก จะขุดแยกดินหน้าไว้ข้างหนึ่ง และดินล่างไว้อีกข้างหนึ่ง แล้วเอาปุ๋ยคอก ประมาณ 10 กิโลกรัม ผสมกับหน้าดิน อัตราส่วน 1 : 1 และ ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ประมาณ 1 กำมือ แล้วกลบดินลงไปในหลุมจนพูนสูงเป็นเนินหลังเต่า เพื่อจะได้ระบายน้ำดีในช่วงแรก จากนั้นใช้จอบขุดเป็นหลุมปลูก ขนาดเท่ากับตุ้มดินปลูกบนยอดหลังเต่า การปลูกนำต้นพันธุ์ชมพู่ซึ่งตอนนั้นเป็นกล้ากิ่งตอนที่ชำไว้พร้อมปลูก นำมาถอดหรือกรีดถุงเพาะชำออก วางกิ่งพันธุ์ให้กึ่งกลางหลุมที่ขุดเตรียมไว้ แล้วกลบดินให้แน่น ปักไม้และผูกเชือกยึดลำต้น ปลูกเสร็จต้องรดน้ำให้ชุ่มทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นชมพู่ที่ปลูกใหม่เหี่ยวเฉา ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงแรกของการปลูก การให้น้ำเนื่องจากชมพู่เป็นพืชชอบน้ำ ดังนั้น ในการผลิตชมพู่จึงจำเป็นต้องมีการให้น้ำต้นชมพู่อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงการเลี้ยงผล ซึ่งจะช่วยขยายขนาดผลให้ใหญ่และผลไม่แตก

การให้ปุ๋ย บำรุงต้นชมพู่

“ปุ๋ยคอก” ซึ่งนอกจากใส่ตอนเตรียมหลุมปลูกแล้ว เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยคอกเก่า อีกประมาณ 5-10 กิโลกรัม ต่อต้น ตามความสมบูรณ์ของต้นและสภาพดินของเกษตรกร ชนิดปุ๋ยคอกแล้วแต่จะสามารถจัดหามาได้ในท้องถิ่น เช่น ปุ๋ยมูลไก่ มูลหมู และมูลวัว เป็นต้น แต่ที่สำคัญของการให้ปุ๋ยคอกนั้น ปุ๋ยคอกทุกชนิดต้องเป็นปุ๋ยคอกเก่าและมีการสลายตัวเรียบร้อยแล้ว หว่านในบริเวณรอบทรงพุ่มและนอกทรงพุ่มเล็กน้อย ซึ่งควรมีการพรวนดินห่างจากชายทรงพุ่มออกไปเล็กน้อย ประมาณ 30 เซนติเมตร หรือใช้ปุ๋ยหมักชีวภาพที่สามารถทำเองได้และใช้ได้ผลดี ส่วนการให้ “ปุ๋ยเคมี” สำหรับการใส่ปุ๋ยเคมีนี้ เกษตรกรควรพิจารณาตามระยะการเติบโต อายุของต้นชมพู่และปริมาณผลผลิตที่ให้ในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย สำหรับต้นชมพู่ที่ยังไม่ให้ผล ช่วงนี้ชมพู่ต้องการปุ๋ยเพื่อการเจริญเติบโตทางด้านลำต้น กิ่ง ใบ เป็นหลัก ปุ๋ยเคมีควรใช้สูตรเสมอ เช่น 16-16-16 โดยให้ปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้น ดังนั้น ชมพู่ที่ปลูกปีแรก ควรให้ปุ๋ยเคมี ประมาณ 500 กรัม โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝน 1 ครั้ง และปลายฤดูฝนอีก 1 ครั้ง ส่วนในต้นที่ให้ผลแล้วอายุ 2 ปีขึ้นไป ช่วงก่อนหลังเก็บผล ต้องมีการบำรุงต้น กิ่ง ก้าน ใบ ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 ในอัตราครึ่งหนึ่งของอายุต้นหรือประมาณ 500 กรัม ต่อต้น ช่วงก่อนออกดอก เพื่อให้ชมพู่ออกดอกมากขึ้นนั้น ควรใส่ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูง เช่น 12-24-12 หรือ 8-24-24 ในอัตราส่วน 200-300 กรัม ต่อต้น ช่วงพัฒนาผล หลังจากชมพู่ติดผลแล้วนั้น ผลจะมีการพัฒนาในระยะแรก จะมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้น เกษตรกรควรใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ปริมาณ 200-300 กรัม ต่อต้น หลังผลใหญ่ขึ้นแล้วก่อนที่จะเก็บผล 15 วัน เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยตัวท้ายสูง เช่น สูตร 13-13-21, 8-24-24, 0-0-60 ปริมาณ 300-500 กรัม ต่อต้น (การใส่จะพิจารณาตามอายุและขนาดของต้น) และสามารถใส่ได้ทุกเดือนในช่วงที่เลี้ยงผลเน้นใส่บ่อย แต่ให้ปุ๋ยทีละน้อย

ส่วนปุ๋ยทางใบ เป็นปุ๋ยที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการเจริญเติบโตของชมพู่ เช่น จะฉีดปุ๋ยที่เพิ่มคุณภาพผล และเน้นสูตรปุ๋ยที่มีตัวท้าย (K) สูง เช่น “ไฮโปส” ที่ช่วยเพิ่มความหวานและทำให้เข้าสี ทำให้ชมพู่สีแดงเข็มด้วย โดยจะฉีดชมพู่ตั้งแต่ห่อผลเสร็จไปตลอด ทุกๆ 7 วัน โดยอัตราที่ใช้ คือ ไฮโปส อัตรา 500 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ซึ่งความหวานของชมพู่ถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการผลิตชมพู่

การดูแลตัดแต่งกิ่งชมพู่

การตัดแต่งกิ่งนอกจากทำให้ได้ทรงพุ่มตามต้องการแล้ว ยังช่วยลดปริมาณโรคแมลง และสารป้องกันกำจัดโรค-แมลง ที่ฉีดพ่นด้วย การตัดแต่งทรงพุ่ม ควรเริ่มทำเมื่อชมพู่มีขนาดเล็กหลังจากปลูกใหม่ โดยการเลี้ยงลำต้นประธานเพียงต้นเดียว และที่ความสูงจากพื้นดินสัก 50 เซนติเมตร ให้ตัดยอดชมพู่ จะทำให้กิ่งที่แตกแขนงมาใหม่ 2 กิ่ง ที่ระยะ 6-12 นิ้ว ให้ตัดกิ่งทั้ง 2 แล้ว ให้แตกเพิ่มเป็น 4 กิ่ง ทำอย่างนี้ไปจะได้กิ่งแขนง 8 กิ่ง ตามลำดับ ซึ่งจะทำให้ต้นชมพู่มีโครงสร้างแข็งแรง และแสงส่องผ่านกิ่งโคนต้นได้ การปฏิบัติงานใต้ทรงพุ่มก็จะสะดวกด้วย และการตัดแต่งเมื่อต้นชมพู่โต การตัดแต่งโดยเลือกตัดแต่งกิ่งดังนี้ กิ่งไขว้ หรือกิ่งซ้อนทับกัน ให้เลือกกิ่งที่เป็นโครงสร้างหลักไว้ กิ่งที่โรคแมลงหรือกาฝากอาศัย กิ่งฉีกหัก หรือกิ่งแห้ง กิ่งกระโดงที่เจริญเติบโตจากในทรงพุ่มทะลุออกเหนือทรงพุ่ม ส่วนยอดที่สูงจากพื้นดินเกิน 2 เมตร เป็นต้น

สนใจต้นพันธุ์ “ชมพู่ยักษ์ไต้หวัน” และ “ชมพู่สตรอเบอรี่” ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760

มทร. ล้านนา เผยเคล็ดลับสูตรอาหาร เพื่อต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05029010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เก็บมาเล่า

ธงชัย พุ่มพวง

มทร. ล้านนา เผยเคล็ดลับสูตรอาหาร เพื่อต่อยอดเชิงอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เป็นมหาวิทยาลัยหนึ่งที่มีแนวทางพัฒนาต่อเนื่องอย่างมีขั้นตอนในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรทางสายวิชาการ ให้มีผลงานวิจัยระดับมาตรฐาน สามารถปฏิบัติได้ถึงในระดับชุมชนให้มีส่วนร่วม ฉบับนี้ผู้เขียนขอนำเสนอส่วนหนึ่งของผลงานวิชาการด้านอาหาร ที่ได้นำเสนอในงานประชุมวิชาการวิจัยและนวัตกรรมสร้างสรรค์ ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมดิเอ็มเพรส เชียงใหม่

ซีอิ๊วจากถั่วเหลืองผสมงา

ซีอิ๊ว เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักถั่วเหลือง จัดเป็นอาหารที่เป็นทั้งอาหารเพื่อสุขภาพและเป็นอาหารที่ได้จากการหมักตามธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ภาคเหนือยังมีผลผลิตทางการเกษตรอีกชนิดหนึ่งคือ งาขี้ม้อน ซึ่งเป็นงาพื้นเมือง ใช้ปรุงอาหารได้หลายประเภท เช่น เป็นส่วนผสมของน้ำพริก เครื่องแกง ผสมกับข้าวเหนียวทำเป็นข้าวแดกงา คณะทำงานประกอบด้วย ผศ. นิอร โฉมศรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร สถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร และคลินิกเทคโนโลยีนครนายก เกิดแนวคิดและจัดทำโครงการปรับปรุงคุณภาพซีอิ๊วด้วยการหมักถั่วเหลืองผสมกับงาขี้ม้อน ที่สกัดน้ำมันออกแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการพัฒนา ปรับปรุง สนับสนุนการผลิต และบริโภคอาหารโปรตีนจากถั่วเหลือง เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับงาขี้ม้อนที่สกัดเอาน้ำมันออกแล้ว ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการอาหารหมักและผู้ประกอบการในเชิงอุตสาหกรรม สามารถนำไปต่อยอดให้เป็นผลผลิตที่แปลกใหม่ที่ใช้แต่ถั่วเหลืองเพียงอย่างเดียว ผู้บริโภคทั่วโลกจะได้รู้จักผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยอีกทางหนึ่ง

ทางเลือกใหม่ การผลิตไวน์ข้าวไทย

กระบวนการผลิตไวน์ข้าวไทยในปัจจุบันจะใช้ลูกแป้ง ซึ่งเป็นกล้าเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ลูกแป้งที่ใช้ผลิตไวน์ข้าวไทย หรือสาโท เป็นกล้าจุลินทรีย์ที่เก็บในรูปเชื้อแห้ง ใช้ในการผลิตอาหารหมักหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จุลินทรีย์ที่อยู่ในลูกแป้งนั้น มีทั้งรา และยีสต์ มีหน้าที่สำคัญคือใช้ย่อยสลายโครงสร้างแป้งให้เป็นน้ำตาล บางครั้งอาจพบว่า ในกระบวนการย่อยแป้งนั้นไม่สมบูรณ์ คือได้น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวน้อย ดังนั้น การพัฒนาให้กระบวนการสมบูรณ์และยังคงลักษณะเฉพาะของการเป็นวัตถุดิบข้าวไทย ที่มีลักษณะกลิ่นหอมคล้ายใบเตยของข้าวหอมมะลิ ที่เป็นสายพันธุ์ข้าวของไทย

กระบวนการผลิตไวน์ข้าวไทยแบบรูปแบบใหม่ที่ศึกษาวิจัยนี้ จะไม่ใช้ลูกแป้งในกระบวนการหมัก และลดขั้นตอนการหมักโดยทั่วไป เป็นการหมักแบบ 2 ขั้นตอน ตามภาพประกอบ นับเป็นทางเลือกใหม่ที่เกษตรกร ผู้ประกอบการ สามารถนำไปต่อยอดในเชิงธุรกิจได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผศ. นิอร โฉมศรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร สถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร โทร. (082) 034-5886

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์จากการศึกษาวิจัยด้านอาหารนั้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ยังได้มีผลงานที่ออกสู่สังคมอีกมาก เช่น หมูยอคั่วกลิ้ง หมูยอพะแนง หมูยอคั่วกลิ้ง เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อหาอัตราส่วนที่เหมาะสม จำนวน 3 สูตร เพื่อหาสูตรที่ดีที่สุดให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมากที่สุด มีคุณค่าทางโภชนาการ พบว่า สูตรหมูยอคั่วกลิ้งที่ได้รับการยอมรับคือ สูตรที่ใช้หมูบด ร้อยละ 63 มันหมูแข็ง ร้อยละ 15.5 น้ำแข็ง ร้อยละ 15.5 พริกแกงคั่วกลิ้ง ร้อยละ 8 กระเทียม ร้อยละ 2.1 ตะไคร้ ร้อยละ 2.0 วีทกลูเตน ร้อยละ 1.5 ใบมะกรูด ร้อยละ 1 น้ำมันถั่วเหลือง ร้อยละ 1 แป้งมัน น้ำตาล ผงชูรส ร้อยละ 0.6 พริกไทย ร้อยละ 0.5 มิกซ์ฟอสเฟต ร้อยละ 0.4 ดินประสิว ร้อยละ 0.1 หลังจากได้สูตรหมูยอคั่วกลิ้งที่เหมาะสมแล้ว ได้นำไปทดสอบคุณค่าทางโภชนาการ พบว่า ให้พลังงาน 108.6 กิโลแคลอรี โปรตีน 9.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.3 กรัม ไขมัน 6.6 กรัม ไยอาหาร 0.5 กรัม แคลเซียม 11.4 มิลลิกรัม เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม และวิตามินเอ 2.7 RE หมูยอพะแนง สูตรที่ได้รับการยอมรับอยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงมากที่สุด คือ เนื้อหมูบด ร้อยละ 53 มันหมูแข็ง ร้อยละ 13 น้ำแข็ง ร้อยละ 13 พริกแกงพะแนง ร้อยละ 8.4 กะทิ ร้อยละ 3.4 กระเทียม ร้อยละ 1.8 ใบโหระพา ร้อยละ 1.7 วีทกลูเตน ร้อยละ 1.3 พริกชี้ฟ้า ร้อยละ 1.3 ใบมะกรูด ร้อยละ 0.7 แป้งมัน น้ำตาล ผงชูรส ร้อยละ 0.5 พริกไทย ร้อยละ 0.4 มิกซ์ฟอสเฟต ร้อยละ 0.3 และดินประสิว ร้อยละ 0.1 เมื่อนำหมูยอพะแนงไปทดสอบคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร พบว่า ให้พลังงาน 126.6 กิโลแคลอรี โปรตีน 10.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.0 กรัม ไขมัน 7.8 กรัม ไยอาหาร 0.8 กรัม แคลเซียม 18.3 มิลลิกรัม เหล็ก 0.9 มิลลิกรัม และวิตามินเอ 6.4 RE

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์อัจฉรา ดลวิทยาคุณ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง ผู้เขียนขอขอบคุณข้อมูลจากกองประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา โทรศัพท์ (053) 921-444 http://www.rmutl.ac.th