สับปะรดสี ปลูกแบบเรียนรู้เข้าใจ เป็นอาชีพสร้างรายได้ ของ ณัฏฐิกา กฤดิกุล ที่ชลบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

สับปะรดสี ปลูกแบบเรียนรู้เข้าใจ เป็นอาชีพสร้างรายได้ ของ ณัฏฐิกา กฤดิกุล ที่ชลบุรี

สับปะรดสี (Bromeliad) เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ที่มีถิ่นกำเนิดแถวทวีปอเมริกาเกือบทั้งหมด สามารถเจริญเติบโตได้ในป่าดงดิบชื้น จนถึงสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งทะเลทราย สับปะรดสีมีรูปร่าง ขนาด และสีสันสวยงาม จึงเป็นที่สะดุดตาของผู้ชื่นชอบ

ลักษณะของใบ มีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ใบกว้างจนถึงใบแคบคล้ายใบหญ้า รูปทรงของใบมีทั้งขอบใบเรียบ ขอบใบหยัก และขอบใบเป็นหนาม ใบจะทับกันแน่นโดยรอบฐาน ทำให้ส่วนยอดของสับปะรดสีดูคล้ายมีอ่างน้ำอยู่ตรงกลางยอด น้ำที่ขังอยู่บนยอดจะช่วยกักเก็บน้ำไว้ให้ใช้ในช่วงอากาศแห้ง

รากของสับปะรดสี เป็นระบบรากฝอย ที่ทำหน้าที่ดูดอาหาร ความชื้น และยึดเกาะ ซึ่งรากแต่ละสายพันธุ์จะมีความแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับชนิดของสายพันธุ์นั้นๆ บางสายพันธุ์ก็เป็นระบบรากอากาศ

สับปะรดสีนับว่าเป็นไม้ประดับที่มีความสวยงาม นิยมนำมาจัดสวน เพราะสามารถอยู่ได้นาน 8-10 วัน โดยไม่ต้องรดน้ำ นอกจากนี้ บางสายพันธุ์สามารถอยู่กลางแดดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ บางสายพันธุ์อยู่ที่ร่มรำไร ทำให้นักจัดสวนสามารถเลือกสับปะรดสีได้หลากหลายในการจัดสวน เพื่อแสดงผลงานออกมาได้อย่างลงตัว

จากความสวยงามของใบ สีสัน และความอดทนที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ คุณณัฏฐิกา กฤดิกุล อยู่บ้านเลขที่ 734 หมู่ที่ 4 ตำบลสุรศักดิ์ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ทำการปลูกเลี้ยงสับปะรดสีด้วยใจรัก จนสับปะรดสีเป็นงานสร้างรายได้ให้กับเธอ

นักจัดสวน ผู้ชื่นชอบสับปะรดสี

คุณณัฏฐิกา เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีมีอาชีพรับจัดสวน ต่อมาได้สัมผัสกับสับปะรดสีที่นำมาจัดสวน จึงเกิดความชอบ และหลงใหล

“งานที่ทำหลักๆ ก็รับจัดสวน ช่วงที่เรารับจัด มันก็จะมีสับปะรดสีมาด้วย เอามาจัด ไม้ที่เหลือจากจัดสวน ก็จะเป็นพวกสับปะรดสี เราก็เอามาเก็บไว้ดูแลที่บ้าน พอดูๆ ไปก็เหมือนว่า ต้นพวกนี้มันทนดี สวยด้วย ไม่ต้องดูแลอะไรมาก มันก็ยังสวยอยู่แบบนั้น ก็เลยชอบอยากปลูกเลี้ยงดู” คุณณัฏฐิกา เล่าถึงความเป็นมาของการเริ่มปลูกเลี้ยง

เมื่อเห็นถึงความพิเศษ เธอจึงค่อยๆ ปลูกเลี้ยง จึงเกิดใจรักที่อยากจะทำเป็นอาชีพ เพราะสับปะรดสีเป็นพรรณไม้ที่มีความอดทน เรียกง่ายๆ ว่า ถึงไม่รดน้ำทุกวัน ก็ยังมีความสวยคงทนอยู่ได้นาน

พอปี 2555 คุณณัฏฐิกา บอกว่า จำนวนของสับปะรดสีที่สะสมเริ่มมีจำนวนมากขึ้น เธอจึงทำเป็นสวนอย่างเต็มตัว หาซื้อพันธุ์จากต่างประเทศ และแหล่งอื่นๆ ภายในประเทศมาไว้ภายในสวนอีกด้วย เมื่อผ่านมาได้ 3 ปี จึงเริ่มออกทดลองจำหน่ายตามงานต่างๆ

ปลูกให้สวย สีสด ไม่ยากอย่างที่คิด

คุณณัฏฐิกา บอกว่า การปลูกสับปะรดสี วัสดุที่ดีควรเป็นมะพร้าวสับเพียงอย่างเดียว ไม่มีวัสดุอย่างอื่นปน

“โดยปกติสับปะรดสี ถ้าจะให้ดีต้องปลูกในมะพร้าวสับ ดินนี่แทบจะไม่ได้ใช้เลย ส่วนการขยายพันธุ์ก็อาศัยการแตกหน่อ โดยเราต้องดูหน่อที่สมบูรณ์ อย่าให้มันเล็กเกินไป เกิดเราตัดออกมาจากต้นแม่เลย เดี๋ยวมันจะตาย ทางที่ดีควรให้มีรากด้วยจะดีมาก” คุณณัฏฐิกา อธิบายถึงการเตรียมหน่อเพื่อนำมาปลูก

เมื่อได้หน่อสับปะรดสีที่แตกออกจากต้นแม่ เลือกหน่อที่มีขนาดเหมาะสม จากนั้นนำมาปลูกลงในวัสดุปลูกจำพวกมะพร้าวสับ ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด โดยแช่น้ำประมาณ 1 วัน ก็สามารถนำมาปลูกสับปะรดสีได้

อัดมะพร้าวสับลงในกระถาง ซึ่งขนาดของกระถางมีความแตกต่างกัน โดยดูขนาดของสับปะรดสีแต่ละสายพันธุ์ที่นำมาปลูก ถ้ามีขนาดที่ใหญ่ก็ต้องใช้กระถางไซซ์ ขนาด 6 นิ้ว ขึ้นไป เมื่อปลูกเสร็จแล้วนำมาวางในพื้นที่ที่มีแสงรำไร

การรดน้ำ เนื่องจากสับปะรดสีเป็นไม้ที่สามารถเก็บน้ำไว้ที่ยอดได้ เวลารดน้ำต้องรดตรงบริเวณยอด ที่สวนของคุณณัฏฐิกา จะรดน้ำ 2 ครั้ง ต่อสัปดาห์

“น้ำที่รด เราจะสังเกตน้ำที่ยอด ถ้ายังมีน้ำค้างอยู่ที่ยอด เราก็ยังไม่ต้องรด สับปะรดสีจะต่างจากไม้อื่น ไม้อื่นเวลารดน้ำต้องรดที่โคน แต่สับปะรดสีนี่ เราจะรดน้ำที่ยอด เพราะยอดเขาจะเก็บน้ำไว้เอง ยอดก็เปรียบเสมือนถังเก็บน้ำ น้ำที่เรารดที่ยอดเดี๋ยวก็ซึมลงไปเอง ไม่ต้องทำอะไรมาก” คุณณัฏฐิกา อธิบาย

การใส่ปุ๋ย ที่สวนของคุณณัฏฐิกา ไม่เน้นการใส่ปุ๋ยมากนัก เพราะจะทำให้ทรงต้นของสับปะรดสีเสียรูปทรง แต่จะเน้นใส่ปุ๋ยออสโมโค้ท (ปุ๋ยละลายช้า) สูตรเสมอ กับสับปะรดสีที่มีดอก ใส่ทุก 3 เดือน

การป้องกันโรคและแมลง สิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดของคุณณัฏฐิกา คือ ตั๊กแตน เธอป้องกันด้วยการพ่นยา 1 ครั้ง ต่อเดือน ส่วนช่วงฤดูฝนจะมีเชื้อราที่ต้องระวัง ป้องกันเชื้อราด้วยการไม่รดน้ำบ่อย แต่สำหรับใครที่ปลูกเลี้ยงที่บ้านในจำนวนไม่มาก คุณณัฏฐิกา บอกว่า ปัญหาพวกนี้จะไม่ค่อยเกิด

หลังจากปลูกใช้เวลาดูแลประมาณ 7 เดือน ถึง 1 ปี ก็สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งสับปะรดสีสำหรับพร้อมจำหน่ายใช้เวลาดูแลที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

ความนิยม มีหลากหลายสายพันธุ์

สับปะรดสีมีมากมายหลายสายพันธุ์ บางพันธุ์มีทั้งโตเร็วและโตช้า หลังจากแยกจากต้นแม่แล้ว นำมาปลูกลงกระถาง เลี้ยงดูประมาณ 4 เดือน ก็สามารถจำหน่ายได้ ซึ่งความชอบและนิยมของผู้ซื้อมีความแตกต่างกันออกไป

“การเติบโตนี่แล้วแต่สายพันธุ์ บางพันธุ์หลังปลูกก็จำหน่ายได้เลย บางพันธุ์ก็เป็นปี ไม้ที่เราขายก็ขายทั้งไม้เล็กและไม้ใหญ่ กลุ่มลูกค้าเรามีหลายแบบ บางคนก็ชอบเลี้ยงแบบเล็กๆ บางคนก็ชอบแบบใหญ่เลยสวยเลย ก็แล้วแต่คนชอบ” คุณณัฏฐิกา กล่าว

การจำหน่ายสับปะรดสีในช่วงแรก คุณณัฏฐิกา บอกว่า มีอุปสรรค เพราะไม้ที่สวนของเธอยังไม่เป็นที่รู้จักของผู้ซื้อมากนัก เพราะด้วยเป็นแม่ค้ารายใหม่

“ช่วงแรกๆ ก็ขายยาก พอเราออกงานบ่อยๆ คนก็เริ่มรู้จัก อีกอย่างเรามีไม้ของเราเอง ปลูกเองขายเอง ไม่ได้รับจากที่อื่นมาขาย ไม้เราเน้นคุณภาพ สีสันสด ดูสวย ทรงต้นได้ ก็จะเป็นที่ต้องการของลูกค้า ตลาดก็เลยไม่เป็นอุปสรรค ขอแค่สิ่งที่เราทำมีคุณภาพ” คุณณัฏฐิกา เล่าถึงเคล็ดลับการทำตลาด

ความนิยมของลูกค้าส่วนใหญ่จะเน้นสับปะรดสีสายพันธุ์นีโอ ที่มีสีสันสวยสด สามารถนำไปจัดสวนได้ ส่วนสับปะรดสีที่มีดอกยังถือว่าเป็นที่นิยม เพราะดอกสามารถอยู่ได้เป็นเดือน เมื่อนำไปตกแต่งภายในอาคาร เช่น สถานที่จัดงานต่างๆ โรงแรม เป็นต้น

ราคาสับปะรดสีที่สวนของคุณณัฏฐิกา มีราคาจำหน่ายแตกต่างกันออกไป ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 10-20 บาท ส่วนราคาสูงสุด ตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งราคาที่ถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับสายพันธุ์

“ราคานี่อยู่ที่ความชอบ ที่สวนเรามีทั้งหลักพัน และก็หมื่นนิดๆ มันอยู่ที่สายพันธุ์ว่าเป็นไม้สะสมไหม ถ้าเป็นพันธุ์ที่หายาก มีจำนวนน้อยมันก็จะแพง ส่วนที่ราคาไม่แพงมันอยู่ที่เราทำจำนวนได้มาก มันก็เป็นไปตามกลไกตลาด ไม้ที่สวนเรายังเป็นที่ต้องการ อาจจะเพราะเรามีแต่สับปะรดสี เรียกว่าครบทุกตระกูล ไม่ว่าใครอยากได้อะไร มาติดต่อที่เรา เรามีให้เขาเลือกซื้อได้ ที่เรามีก็อาจจะด้วยเพราะเราชอบ สายพันธุ์ไหนที่ไม่มีในสวน เราก็หาซื้อเข้ามา สะสมไว้ ให้มีความหลากหลาย” คุณณัฏฐิกา กล่าว

สับปะรดสีที่บ้านไม่สวย

อาจยังปลูกแบบไม่เข้าใจนิสัยที่แท้จริง

สับปะรดสีของใครที่ปลูกอยู่ที่บ้าน ต้นไม่สวย สีสันไม่สดเหมือนครั้งแรกตอนซื้อมา และสำหรับผู้ที่ชื่นชอบอยากปลูกเลี้ยงเป็นอาชีพ คุณณัฏฐิกา แนะนำว่า

“คนที่ปลูกที่บ้านแล้วไม่สวย สีไม่สวย สีไม่สดเพราะอะไร อาจจะเกิดจากการวางผิดที่ หรือบางทีรดน้ำเยอะไป ส่วนสับปะรดสีที่โทรมบางทีมันอาจจะหมดอายุ ต้นที่ตายก็จะมีหน่อมาแทนที่ พอเราเห็นต้นแม่โทรมๆ เราก็ใส่ปุ๋ยได้ เพื่อรอต้นลูกที่แทงหน่อออกมา เราก็จะได้ต้นลูกมาเลี้ยงต่อ”

“ส่วนคนที่อยากทำเป็นอาชีพ หลักแรกๆ ที่คนจะทำเป็นอาชีพ อยากให้ดูเรื่องความชอบมากกว่า ถ้าเราชอบมีใจรัก ทำอะไรมันก็ทำได้ดี ประสบผลสำเร็จ อีกอย่างคือความตั้งใจ เพราะพวกนี้ไม่มีอะไรยาก ไม่ต้องดูแลมาก แต่แค่ต้องเข้าใจ ว่าเราจะปลูกยังไง สายพันธุ์แบบนี้ควรวางที่ไหน แค่นั้นเองไม่มีอะไรยาก เราก็จะได้เรียนรู้และเกิดความชำนาญเอง เพราะสิ่งที่เรารักมันจะสอนเราเอง” คุณณัฏฐิกา กล่าว

ในบางครั้งคนเราอาจมองเรื่องที่อยากทำว่าเป็นเรื่องยาก จนเกิดความกลัว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ลงมือทำ ซึ่งคุณณัฏฐิกา กลับมองว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจและความชอบ ขอเพียงใจรักในสิ่งที่อยากทำ ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินความพยายาม

สำหรับท่านใดที่สนใจสับปะรดสีสวยๆ ติดต่อสอบถามที่ คุณณัฏฐิกา กฤดิกุล หมายเลขโทรศัพท์ (081) 983-1755, (086) 374-4811

เห็ดแครง ทำเงิน ที่กระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เห็ดแครง ทำเงิน ที่กระบี่

เห็ดแครง โดยปกติจะได้กินในหน้าฝน และมักจะขึ้นตามขอนไม้ยางผุๆ ที่ล้มในสวนยาง สมัยนั้นไม่มีโรงงานรับซื้อไม้ยางเป็นล่ำเป็นสันอย่างในปัจจุบัน ต้นยางที่ล้มลงชาวสวนมักจะปล่อยให้อยู่อย่างนั้น เพื่อไว้สำหรับให้เห็ดแครงเจริญเติบโตตามธรรมชาติ เมื่อไหร่เข้าในสวนเจอเห็ดแครงบาน ก็จะเก็บมาประกอบอาหาร เราจะได้กินแกงกะทิใส่เห็ดแครง กับหมกเห็ดแครง บ่อยครั้งในฤดูฝน

คุณค่าของเห็ดแครง

เห็ดแครง มีสารชื่อ Schizophyllan สามารถต่อต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิด ป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อแบคทีเรีย มีการทดลองทางการแพทย์รักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร พบว่า คนไข้ที่ได้รับสาร Schizophyllan ร่วมกับการใช้ยาอย่างอื่นมีชีวิตยืนยาวกว่าที่ใช้ยาอย่างเดียว และเมื่อใช้สาร Schizophyllan รักษาโรคมะเร็งปากมดลูกร่วมกับการฉายรังสี พบว่า คนไข้มีอายุยืนกว่าการฉายรังสีปกติถึง 5 ปี ปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่น มีการผลิตสาร Schizophyllan มาจำหน่าย มูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐ ในประเทศไทยชาวบ้านจังหวัดสงขลาเชื่อว่า เห็ดแครง สามารถแก้พิษหรือถอนพิษจากการบริโภคเห็ดพิษชนิดอื่นเข้าไป

จากรายงานการวิเคราะห์ พบว่า เห็ดแครง มีกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด ได้แก่ คีสทิน (cystine) กลูตามีน (glutamine) และโพลีแซ็กคาร์ไรด์ (polysaccharide) ที่มีชื่อว่า Schizophyllan (B 1-33 – glucan) เป็นจำนวนมาก ในเห็ดแครง จำนวน 100 กรัม ให้พลัง 126.74 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย ธาตุเหล็ก 3.96 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 181.98 มิลลิกรัม แคลเซียม 17.73 มิลลิกรัม ไขมัน 0.19 กรัม โปรตีน 6.77 กรัม คาร์โบไฮเดรต 27.74 กรัม เส้นใย 3.35 กรัม วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ไนอะซิน

คุณอติพล สุเฌอ จากฟาร์มเห็ดมัชรูมวิลล่า mushroomvilla บ้านในสระ ตำบลเขาทอง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ บอกให้ฟังว่า “สูตรที่ทำก้อนเห็ดของฟาร์ม เป็นของป้าเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนกัน โดยสูตรที่เผยแพร่กัน ที่ใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม และรำ 50 กิโลกรัม แต่ของเราจะใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม และข้าวฟ่างต้ม 50 กิโลกรัม ทำให้ได้ผลผลิตที่ดีกว่า”

เมื่อนำส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน ก็จะนำไปบรรจุถุงพลาสติกสำหรับเพาะเห็ด ขนาด 6.5 คูณ 10 นิ้ว ประมาณ 3 ส่วน 4 ของถุง หรือมีน้ำหนักประมาณ 600 กรัม นำไปนึ่งฆ่าเชื้อ จับเวลาเมื่ออุณหภูมิ 95-97 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมง รอให้ก้อนเชื้อเย็นก่อนจึงนำเข้าไปหยอดเชื้อในห้องที่มิดชิด เพื่อไม่ให้มีเชื้ออื่นเข้ามาปนเปื้อนในก้อนเห็ด แล้วจึงนำมาจัดเรียงในโรงเรือนแสงค่อนข้างน้อย เพื่อไว้ให้เชื้อเดินกระจายเต็มก้อน จะใช้เวลาประมาณ 10-14 วัน

เมื่อเชื้อเดินเต็มก้อนเห็ดแล้ว จะสังเกตเห็นราสีขาวกระจายทั่วไปทั้งก้อน ก็นำมาใส่ในโรงเรือน โรงเรือนของมัชรูมฟาร์ม มีขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 12 เมตร ซึ่ง คุณตี๋ บอกว่า ใหญ่เกินไป ควรจะทำแค่ขนาด กว้าง 4 เมตร ยาว 6 เมตร ใส่เห็ดได้ 1,300-1,500 ก้อน จะสามารถจัดการได้ง่ายกว่า วิธีการนำก้อนเชื้อเห็ดแครงมาใส่ในโรงเรือนใช้ได้ 2 วิธี คือ แบบตั้งบนชั้นและแบบแขวน ข้อดีของแบบแขวนคือ จะได้ปริมาณก้อนเห็ดที่ใส่ในโรงเรือนมากกว่า สำหรับโรงเรือนของมัชรูมฟาร์มจะสามารถแขวนก้อนเชื้อเห็ดได้ถึง 4,000 ก้อน สำหรับแบบแขวนจะมี 2 วิธี คือ ใช้เชือกเส้นเดียวกับเชือก 4 เส้น

การเปิดดอก

การเปิดดอกก็เริ่มจากนำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเรือน ซึ่งรดน้ำไว้ให้ชุ่มก่อนล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ดึงจุกพลาสติกที่ปิดก้อนออก แล้วใช้ยางรัดปากถุงแทน แล้วจึงกรีดถุงพลาสติกด้วยมีดคมๆ เป็นรอยจากบนลงล่างตามช่องว่างของเชือก 4 เส้น ช่องละ 2 รอย จะได้เป็นจำนวน 8 รอย ในช่วงนี้ยังไม่ให้น้ำโดนดอก น้ำที่รดยังต้องรดที่พื้นให้ชุ่ม จนกระทั่งมีตุ่มเห็ดขึ้นมาตามรอยกรีด ซึ่งจะใช้เวลา 1-2 วัน ก็จะเริ่มรดน้ำให้โดนถุงเห็ด จำนวนครั้งที่รดขึ้นอยู่กับสภาพโรงเรือนกับสภาพอากาศของแต่ละวัน โดยปกติจะรด วันละ 5 ครั้ง คือ เช้า สาย เที่ยง บ่าย เย็น ในฤดูหนาวดอกเห็ดไม่ค่อยบาน จึงควรทำโรงเรือนให้มิดชิด ไม่ให้ลมเข้าไปในโรงเรือน แต่สามารถช่วยได้แค่ระดับหนึ่ง ผลผลิตยังคงน้อยกว่าปกติตามสภาพอากาศ เห็ดแครงจะออกดอกได้ดีในอุณหภูมิ 30-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80% ซึ่งเห็ดแครงสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี หลังจากนั้น จะใช้เวลาประมาณ 6-7 วัน หลังจากกรีดก็สามารถเก็บผลผลิตได้ ในช่วงแรกควรจะเก็บเห็ดแครงได้อย่างน้อย 1 ขีด ต่อ 1 ก้อนเห็ด ส่วนรอบ 2 จะใช้เวลา ประมาณ 6-7 วัน จึงสามารถเก็บผลผลิตได้ในครั้งที่ 2 จะได้จำนวนไม่มากนัก บางฟาร์มจึงไม่เก็บเห็ดครั้งที่ 2 แต่จะทำความสะอาดโรงเรือนแล้วเข้าก้อนเห็ดชุดใหม่แทน เห็ดที่ได้จะต้องนำมาฉีกแบ่งให้มีขนาดเล็กลง เพื่อสะดวกในการใช้ประโยชน์ เนื่องจากเห็ดส่วนใหญ่จะติดกันเป็นก้อนใหญ่

การพักโรงเรือนเพาะเห็ด จะต้องนำก้อนเห็ดออกทั้งหมด และเก็บกวาดเศษต่างๆ ออกให้หมด ฉีดน้ำยาไฮเตอร์ผสมน้ำตามอัตราส่วนข้างขวดทั่วโรงเรือน รวมถึงหลังคาด้านในและปิดโรงเรือนไว้ทุกด้านอย่างเดิม เพื่อให้น้ำยาฆ่าเชื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่โรงเรือนและไม่ฟุ้งกระจายออกข้างนอก ทิ้งไว้ 1 คืน ก็จะเปิดผ้าคลุมด้านข้างโรงเรือนออกให้โดนแดดนาน 1 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อด้วยแสงแดดอีกครั้ง จึงสามารถเพาะเห็ดได้ต่ออีก

ผลิตทั้งเห็ดสดและแห้ง

ปัจจุบัน กำลังการผลิตเห็ดแครงสดของมัชรูมฟาร์ม วันละประมาณ 200-300 กิโลกรัม ต่อวัน สัปดาห์ละ 6 วัน ด้วยจำนวนโรงเรือนเห็ดแครง 12 โรง และโรงเรือนเห็ดนางฟ้า 7 โรง นอกจากเห็ดแครงสดแล้ว ยังมีการทำเห็ดแห้งเพื่อให้ลูกค้าสามารถเก็บไว้ได้นาน เห็ดแห้งเมื่อต้องการใช้ก็นำมาแช่น้ำพักทิ้งไว้ก่อน เมื่อจะนำมาประกอบอาหารก็นำมาลวกน้ำร้อนอีกครั้ง รสชาติที่ได้จะเหมือนกัน แต่สีของเห็ดจะคล้ำกว่าเห็ดสด

เนื่องจาก เห็ดแครง เป็นเห็ดที่นิยมกินกันในภาคใต้ การซื้อขายจึงเน้นจังหวัดในภาคใต้เป็นหลัก เช่น ในจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ตรัง โดยจัดส่งทางรถตู้และรถทัวร์เป็นหลัก ราคาขายส่ง กิโลกรัมละ 140-150 บาท ส่วนเห็ดแครงแห้ง ผู้ซื้อมักจะเป็นร้านอาหารที่ใช้เห็ดในปริมาณมาก เนื่องจากไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็นเพราะทำให้สิ้นเปลืองเนื้อที่ เห็ดแครงแห้งสามารถเก็บได้ในอุณหภูมิห้องปกติได้นาน ราคาจำหน่ายเห็ดแครงแห้ง กิโลกรัมละ 1,000 บาท นอกจากจำหน่ายให้แม่ค้าในจังหวัดกระบี่และจังหวัดบริเวณใกล้เคียงแล้ว มัชรูมฟาร์ม ยังส่งขายปลีกโดยบรรจุเป็นแพ็กให้กับห้างแม็คโครหลายสาขาในภาคใต้ ในราคาขายปลีก ที่แม็คโคร กล่องละ 50 บาท

จำหน่ายเชื้อเห็ดก้อน

นอกจากเห็ดสดและแห้งที่จำหน่ายแล้ว มัชรูมฟาร์ม ยังจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดแครงและก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยนำไปเปิดดอก ซึ่งราคาก้อนเชื้อเห็ดแครง อยู่ในราคาก้อนละ 8.50 บาท ถ้าซื้อเกิน 500 ก้อน จะคิดในราคา ก้อนละ 8 บาท ส่วนก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า ขายก้อนละ 7 บาท ปริมาณการผลิตเพื่อขายเห็ดก้อนกับการขายเห็ดสด เมื่อก่อนใช้จำนวนก้อนเห็ดเท่าๆ กัน แต่ปัจจุบันแนวโน้มการจำหน่ายก้อนเชื้อเห็ดเพื่อไปเปิดดอกเองเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคายางตกต่ำลง ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องหาอาชีพเสริม การเพาะเห็ดแครงขายก็เป็นทางเลือกหนึ่ง ส่วนใหญ่เกษตรกรที่เพาะเห็ดแครงขายจะเป็นรายเล็กๆ ที่จำหน่ายเห็ดสดในตลาดนัดใกล้บ้าน เพื่อเป็นอาชีพเสริม ซึ่งเป็นคนละตลาดกับตลาดเห็ดสดของมัชรูมฟาร์ม

จากในอดีตที่มีเห็ดแครงกินกันเฉพาะในฤดู ปัจจุบัน เราสามารถหากินเห็ดแครงได้ทุกฤดู โดยไม่มีขีดจำกัดเรื่องเวลา เนื่องจากเป็นภูมิความรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ผลผลิตทางด้านการเกษตร สามารถตอบสนองความต้องการอย่างไม่จำกัด ภูมิความรู้เหล่านี้เมื่อนำมาปรับใช้และต่อยอดก็สามารถทำเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย

สนใจความรู้หรือต้องการเห็ดแครงสด-แห้ง หรือก้อนเชื้อเห็ด สามารถติดต่อได้ที่ คุณตี๋ ที่ มัชรูมฟาร์ม ตำบลพระทอง อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ โทรศัพท์ (087) 978-2454

2 วิศวกร ปริญญาโท ลัดวงจรชีวิต สร้างสุขกับอาชีพอิสระ “ปลูกผักสลัดอินทรีย์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโนโลยีการเกษตร

2 วิศวกร ปริญญาโท ลัดวงจรชีวิต สร้างสุขกับอาชีพอิสระ “ปลูกผักสลัดอินทรีย์”

 

จบวิศวะ แต่ไปปลูกผัก จะทำได้จริงหรือ…?

ปลูกผักอินทรีย์ยากนะ จะไหวหรือ??

จะไปกันรอดหรือเปล่า??

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำถามที่ท้าทายเหล่านี้ เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จากคนใกล้ชิดและเพื่อนๆ ทั้งของ คุณอภิชาต ศุภจรรยารักษ์ หรือ คุณเน และ คุณศิริพรรณ คำแน่น หรือ คุณฝน สองสามี-ภรรยา เจ้าของไร่ “บ้านสวนศุภรักษ์” ป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งต่างจบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านวิศวะด้วยกันทั้งคู่ แต่เลือกที่จะลัดวงจรชีวิตหนีความวุ่นวายจากเมืองกรุง หันมาเอาดีด้านการทำเกษตรอินทรีย์แทนการเป็นมนุษย์เงินเดือน

2 ปีที่ล้มลุกคลุกคลาน กว่าจะพากันข้ามผ่านอุปสรรคไม่ง่ายเลย แต่ด้วยพลังแห่งฝันบวกกับไฟแห่งความมุ่งมั่น เป็นแรงผลักดันให้พวกเขาได้ค้นพบความสุขชีวิตบนทางสายอาชีพที่เลือกเดิน

ทันทีที่สำเร็จการศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี คุณอภิชาต หรือ คุณเน ชายหนุ่มในวัย 30 ปีเศษ เลือกที่จะไม่กรอกใบสมัครงานบริษัทใดๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่สะดวกใจที่จะต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ ทั้งที่เขาเองเติบโตมาในครอบครัวข้าราชการ คุณพ่อเป็นนักวิศวกร คุณแม่เป็นครู

ขณะที่ คุณฝน หญิงร่างเล็กอายุ 29 ปี ผู้เป็นภรรยา จบปริญญาโท สาขาเดียวกัน แต่ไม่ได้มองด้านการเกษตรมาก่อน คุณฝนจึงตัดสินใจไปสมัครงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนทั่วไป ยอมเข้างานแต่เช้า กลับบ้านดึกดื่น อดหลับอดนอน เพื่อเคลียร์งานให้เสร็จทันเวลา แต่ก็เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ได้เพียง 2 ปี ก็แต่งงาน และตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพจากวิศวกรมาสวมบทเกษตรกรจับจอบ จับเสียม เดินตามฝันไปกับผู้เป็นสามี

คุณเน เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่เกิดจากความคิดแรก ขณะที่เขาเรียนมาได้ครึ่งทางของชั้นปริญญาโทให้ฟังว่า รู้ตัวเองว่าคงไม่เหมาะจะทำงานสายอาชีพ เพราะไม่ชอบรูปแบบสังคม ที่กะเกณฑ์ กำหนดอะไรไม่ได้เลย ถ้าวันหนึ่งจะต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือนจริงๆ ต้องมีเจ้านาย มีกรอบในการดำเนินชีวิต เราคงทำไม่ได้แน่ จึงตั้งปณิธานกับตัวเองไว้เลยว่าชีวิตนี้จะไม่เขียนใบสมัครงานเด็ดขาด

“ผมฝันอยากทำอาชีพอิสระ เป็นนายตัวเอง สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ และด้วยความที่ชอบการทำเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยมองว่าอาชีพเกษตรกรรมนี่แหละ เป็นอาชีพที่เหมาะกับผม เพราะสามารถควบคุมการผลิตเองได้ทั้งระบบ ตั้งแต่วางแผนกระบวนการผลิต เก็บเกี่ยว การตลาด ซึ่งนอกจากเป็นอาชีพอิสระ มองว่ายังได้ทำบุญไปในตัว เพราะได้ผลิตอาหารที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภคด้วย” คุณเน เล่าจุดเริ่มต้นเส้นทางแห่งความฝันให้ฟัง

เมื่อตัดสินใจเลือกแล้วว่าจะเดินบนเส้นทางนี้ ก็เริ่มต้นด้วยการปลูกหญ้าเนเปียร์ขาย สำหรับผู้เลี้ยงโคนม ควบคู่กับการขายถุงพลาสติกบรรจุหญ้า เพราะพื้นที่อยู่ใกล้กับโครงการพระราชดำริ ขณะเดียวกัน ก็เลี้ยงไส้เดือนเพื่อขายมูลไส้เดือน รายได้อาจจะไม่มากนัก แต่รายจ่ายก็ไม่ได้เยอะ เพราะปลูกผักสวนครัว ผักสลัดแปลงเล็กๆ ไว้กินเอง เหลือก็นำไปขายร้านโชห่วยหน้าปากซอย

วันหนึ่งมีเจ้าของร้านสเต๊กมาซื้อหญ้าที่บ้าน เห็นว่าบ้านเรามีผักสลัด จึงมาขอซื้อเอาไปบริการลูกค้าในร้าน และบอกให้เราปลูก จะรับซื้อราคาเดียวกับห้าง เราจึงเริ่มปลูกผักสลัดอินทรีย์อย่างมีความหวัง ขณะที่ผักสลัดกำลังจะเติบโต ร้านสลัดที่บอกว่าจะรับซื้อ ก็ไม่สามารถเปิดตัวได้ตามวันเวลาที่กำหนด

“ช่วงนั้นการเงินเริ่มร่อยหรอจากการลงทุนเรื่อยๆ และผลตอบแทนที่ได้ไม่มากพอสำหรับอนาคต สารภาพว่ากลัวจะไปไม่รอด จึงบอกกับฝนว่า ถ้าไม่มั่นใจก็กลับไปทำงานเหมือนเดิม แต่ฝนเองก็ยังไม่ถอดใจรอ ว่าถ้าถึงจุดหนึ่งที่ไปไม่ไหวจริงๆ ก็จะยอมถอยกลับไปทำงานกินเงินเดือน” คุณเน เล่าช่วงวิกฤตชีวิต

ถึงแม้จะมีเสียงค่อนแคะ เล็ดลอดลอยผ่านเข้าหูให้ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง “อุตส่าห์เรียนจนจบวิศวะ แต่กลับมาปลูกผัก ปลูกหญ้ากิน” ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจเดิมของคุณเนหายไป แต่กลับทำให้เขามีความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็น

“บางครั้งมีท้อใจบ้างเหมือนกัน แต่จะไม่โต้เถียงเพื่อยืนยันความตั้งใจจริง เพราะพูดไปมันก็เท่านั้น สู้ลงมือทำเพื่อให้ผลงานประจักษ์ สุดท้ายผลงานพูดแทน ฟังแต่เสียงคนอื่น เราก็จะไม่มีพลังในการก้าวเดินไปข้างหน้าได้เลย” คุณเน และคุณฝน เผยความในใจในช่วงที่ชีวิตถูกกดดัน

แม้ช่วงจังหวะชีวิตที่ดูแย่ๆ แต่พวกเขาก็ยังโชคดีที่ครอบครัว “ศุภจรรยาลักษ์” เข้าใจ ไม่ได้บังคับให้เลือกอาชีพ แถมคอยช่วยเหลือสนับสนุนในสิ่งที่ทั้งคู่ทำ คอยเติมพลังในยามท้อ ประคองให้ลูกๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งและมั่นคง

ในเมื่อไม่จมอยู่กับความผิดหวัง การแสวงหาก็ทำให้ทั้งคู่พบกับ คุณหลวง หรือ คุณสมประสงค์ นาคดี หัวหน้ากลุ่มชุมชนป่าละอู อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทำเกษตรระบบอินทรีย์เช่นเดียวกัน จึงได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม ช่วยกันผลิตพืชผักอินทรีย์ส่งขายให้กับพ่อค้าคนกลาง และบริษัทต่างๆ แต่ค้าขายกันมาได้ระยะหนึ่งก็ประสบปัญหาเรื่องราคาเพราะเจอตลาดที่ไม่เป็นธรรม ทำให้คนในกลุ่มรู้สึกท้อ บางคนถึงขั้นอยากเลิกทำอาชีพเกษตรกรรม

กระทั่งทางกลุ่ม โดยคุณหลวง ได้มีโอกาสได้รู้จัก คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารสามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการสามพรานโมเดล ที่มุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาทำเกษตรระบบอินทรีย์ พร้อมแนะนำช่องทางด้านการตลาด และให้ความรู้ แนะนำแนวทางการทำเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐานระบบชุมชนรับรอง PGS การรับรองแบบมีส่วนร่วม ภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล หรือ IFOAM ทำให้กลุ่มชุมชนป่าละอู ได้เข้ามาเป็นเครือข่ายของโครงการสามพรานโมเดล ได้ขายผลผลิตตรงกับผู้บริโภคโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตเริ่มมีหวัง

คุณเน ถ่ายทอดความรู้สึกให้ฟังหลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการว่า…

“สามพรานโมเดล ทำให้ผมมองเห็นอนาคต เห็นโอกาสช่องทางการตลาด เพราะตั้งแต่ทำการค้าขายผลผลิตมา ผมไม่เคยเจอพ่อค้าที่บอกให้ลูกค้ากำหนดราคาเอง และรับซื้อแบบประกันราคาตลอดทั้งปี แต่โครงการนี้ให้โอกาสเกษตรกร แถมมีเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ทุกเดือนเพื่อตรวจแปลง ให้ความรู้เรื่องระบบการผลิตให้สินค้าได้คุณภาพตามมาตรฐาน ขณะเดียวกัน ยังหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ ให้อีกด้วย”

ด้านคุณอรุษ ในฐานะผู้ริเริ่มและดำเนินโครงการสามพรานโมเดลมากว่า 5 ปี กล่าวว่า คุณเน กับคุณฝน ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเกษตรกรรุ่นใหม่ ในเครือข่ายโครงการสามพรานโมเดล ที่มีฝัน มีความตั้งใจจริง และลงมือทำ ไม่หวั่นต่ออุปสรรค ค้นพบวิธีปลูกผักสลัดระบบอินทรีย์ จนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และมองเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่ม แม้ระยะแรกประสบปัญหาเรื่องการตลาดที่เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรทั่วไป แต่หลังจากที่เข้าร่วมโครงการ เราได้เข้าไปให้ความรู้ แนะนำช่องการตลาด รวมถึงแนวทางการผลิตภายใต้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล ทำให้เขามองเห็นโอกาส เห็นช่องทางการตลาดที่ชัดเจน ทำมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน บนเนื้อที่จำนวน 1 งาน ของไร่ “บ้านสวนศุภรักษ์” เขียวขจีไปด้วยพืชผักชนิดต่างๆ โดยเฉพาะผักสลัด ซึ่งนอกจากส่งเข้าห้องครัวของโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ แล้ว ส่วนหนึ่งนำมาจำหน่ายตลาดสุขใจ วันเสาร์-อาทิตย์ และทางโครงการกำลังขยายช่องทางการตลาดสู่ระบบซื้อขายบนสื่อออนไลน์ ซึ่งจะเปิดให้บริการได้ในเร็วๆ นี้ คาดว่าผักสลัดอินทรีย์ของไร่ บ้านสวนศุภรักษ์ น่าจะได้รับความสนใจไม่น้อย

ส่วนกำลังการผลิต คุณเน บอกว่า อยู่ที่ 30-40 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 12,000 บาท แม้ตัวเลขรายได้จะน้อยกว่ามนุษย์เงินเดือน แต่รายจ่ายก็ไม่มาก ยิ่งเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ พวกเขาบอกว่า คุ้มมากที่ตัดสินใจมาทำเกษตรอินทรีย์ ตั้งเป้าว่าจะผลิตให้ได้ 100 กิโลกรัม ต่อสัปดาห์ สำหรับในอนาคตตั้งใจไว้ว่าจะเอาดีด้านผักสลัดแทนการปลูกผักชนิดอื่น ทั้ง แรดิช หัวไชเท้าฝรั่ง สวิสชาร์ด ซึ่งเป็นพืชที่ดีมีคุณประโยชน์อันดับหนึ่งของโลก

คุณเน บอกว่า การปลูกผักอินทรีย์ ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงซื่อสัตย์ อดทน ขยันลงรายละเอียดเกี่ยวกับผักที่เราปลูก คือหัวใจในการปลูกผักอินทรีย์ เราต้องให้เวลาในการดูแลเขา ทุก 3 วัน 7 วัน หรือทุกวันจะต้องลงแปลง ถอนหญ้า สังเกตแมลง ดูความเป็นไปของผัก ว่าวันนี้เป็นอะไร และจะต้องแก้ไขอย่างไร ที่สำคัญต้องใจเย็นมากๆ เพราะเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ใส่ปุ๋ยวันนี้แล้วพรุ่งนี้เห็นผล มันอาจต้องใช้เวลานานนับเดือน นับปีด้วยซ้ำไป เพื่อฟื้นสภาพการเป็นอินทรีย์ให้กลับคืนมา

จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ความรักหรือความเชื่อมั่นในวิถีอินทรีย์ สุดท้ายทั้งคู่ก็ร่วมต่อสู้ ก้าวข้ามอุปสรรค ฝ่าฟันเสียงค่อนแคะ ทำเกษตรอินทรีย์ กระทั่งมีชีวิตอิสระ มีความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัวท่ามกลางอ้อมกอดธรรมชาติ กำหนดราคาผลผลิตเองได้ ได้เป็นนายของตัวเอง นอนได้เต็มวันในวันที่ขี้เกียจ ไปเที่ยวได้ทุกที่ในวันที่อยากจะไป ไม่ต้องยื่นใบลา ไม่ต้องรอให้นายเซ็น เหล่านี้คือ รางวัลชีวิต รางวัลแห่งความสุขของคนทำเกษตรอินทรีย์ สุขที่แสนอิสระ ที่หนุ่มสาวออฟฟิศหลายคนแอบวาดฝัน แต่มีสักกี่คนที่สานฝันให้เป็นจริงได้

ภายใต้ โครงการสามพรานโมเดล ขับเคลื่อนโดยมูลนิธิสังคมสุขใจ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำหรับผู้ที่ต้องการเชื่อมโยง ศึกษาดูงาน ด้านการพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างมีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมร่วมกับโครงการสามพรานโมเดล สามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ คุณสุทิศ จิราวุฒิพงศ์ โทร. (081) 668-2165 คุณชฤทธิพร เม้งเกร็ด โทร. (081) 854-0880 หรือ คลิกดูข้อมูลได้ที่ http://www.sampranmodel.com หรือ Facebook/Sampranmodel

ปลูก “ผักสี่บาท” รอบรั้ว “ตำลึง” สารพัดประโยชน์ (จบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

ปลูก “ผักสี่บาท” รอบรั้ว “ตำลึง” สารพัดประโยชน์ (จบ)

เป็นเมนูเด็ดในวัยเด็กเลยก็ว่าได้ สำหรับ แกงจืดหมูตำลึง

รั้วบ้านที่เมื่อก่อนเป็นเสาไม้ปักไว้พอกั้นอาณาเขตบ้านกับถนน (ไม่ใช่กำแพงคอนกรีตที่ปิดทึบอย่างปัจจุบันนี้) เป็นที่ดกดื่นด้วยเถาตำลึง ลูกตำลึงแดงๆ และยอดอ่อนๆ

แม่มักแวะเวียนไปเก็บยอดตำลึงสำหรับทำ แกงจืดหมูตำลึง อาหารโปรดของผมและน้อง

เพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมา แทบไม่ต้องเอ่ยปากขอก็สามารถเก็บไปทำกินได้เลย ไม่มีหวง

บางบ้านที่เลี้ยงนกแก้ว นกขุนทอง ฯลฯ ลูกตำลึงสุกสีแดงๆ เป็นอาหารชั้นเลิศ

ผมเก็บเอาลูกตำลึงไปฝากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้อยู่เล่นกับนก พยายามสอนมันพูดภาษามนุษย์อยู่บ่อยๆ กระทั่งเคยคิดอยากหามาเลี้ยงบ้าง แต่พ่อไม่เห็นด้วย และไม่อยากให้จับสัตว์มาขังทรมาน (ถ้าวันนั้น พ่อบอกด้วยว่า จะทำให้นกไร้อิสรภาพคงเท่มากๆ)

แต่กับบ้านใหม่ในเมืองกรุง ตอนที่แล้วเล่าถึงความผิดพลาดในการพยายามบังคับให้เถาตำลึงเลื้อยพันรอบรั้วเหล็ก หากแต่ความที่ร้อนจัดตลอดทั้งวัน มือจับของตำลึงจึงไม่ทำงาน ที่สุดก็สลัดร่วงและเลื้อยราบไปกับพื้นดินอยู่เรื่อยๆ

กว่าจะถึง “บางอ้อ” ว่าตำลึงเขาร้อน ก็เมื่อผ่านไปนานพอสมควร

คราวนี้เมื่อรู้เหตุแล้ว วิธีแก้ก็แค่ง่ายๆ

เพียงเอาเสาไม้ กิ่งไม้ ไปวางแทน คราวนี้ต้นตำลึงก็เติบโตอย่างสบายใจ

“ผักสี่บาท” หรือที่เข้าใจตรงกันง่ายกว่าว่า “ตำลึง” สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้หลายอย่าง

ตอนก่อนที่จะย้ายจุดปลูกจากบริเวณที่ตำลึงไปเลื้อยพันต้นโมก (จนภรรยาเกรงว่า โมก จะตาย) ยอดตำลึงที่ผมเก็บได้ ถูกนำมาใช้ทำกินอย่างง่ายๆ ด้วยการลวกจิ้มน้ำพริก เพราะมีปริมาณไม่มากเท่าไหร่นัก

น่าเสียดายว่า ถ้าปล่อยให้ต้นโตกว่านี้อีกหน่อย บางทีอาจได้กิน แกงจืดตำลึง ต้มเลือดหมูใบตำลึง หรือไม่อาจเป็น แกงเลียง ก็เป็นได้

ว่าแล้ว นอกจากการกินตำลึงเป็นผักสด หรือลวกจิ้มน้ำพริก น่าลองมารู้จักการทำอาหาร 1-2 อย่าง โดยการใช้ผักอย่างตำลึง มาเป็นตัวชูโรง

เริ่มต้นที่ง่ายๆ อย่าง แกงจืดตำลึงหมูสับ

เป็นรายการที่ช่วยผุดวาบภาพชีวิตในวัยเด็กขึ้นมาได้เสมอ แม่กับการเก็บตำลึงที่ริมรั้ว ขณะที่ตั้งไฟต้มน้ำซุปกระดูกหมูเตรียมรอไว้ ตำลึง 1 กำมือ ถือติดมาเข้าครัว

ล้างทำความสะอาดตำลึงแล้วทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ

รอเวลาน้ำซุปเดือด ก็นำหมูสับที่หมักไว้ (สัก 10 นาที) กับรากผักชีโขลก พริกไทย กระเทียม เหยาะน้ำซีอิ๊ว ปั้นเป็นก้อนหรือรูปร่างตามใจใส่ลงไปขณะน้ำเดือดปุดๆ

พิจารณาว่าหมูสุกแล้ว ก็ปรุงรส โดยใส่เกลือ ใส่น้ำปลาตามชอบ ส่วนตำลึง 1 กำมือ ที่เตรียมไว้นั้น ใส่เป็นลำดับสุดท้าย ก่อนเตรียมเสิร์ฟ

อีกหนึ่งรายการผัดที่กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยมาก

นั่นคือ ผัดผักตำลึงหมูสับ

ก็เหมือนกับการทำผัดผักทั่วไป เริ่มต้นด้วยตั้งน้ำมันให้ร้อน โขลกกระเทียมแล้วเอาลงไปเจียว ตามด้วยหมูสับคลุกเคล้าคนไปจนหมูสุก แล้วสุดท้ายก็ยอดตำลึง ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมันหอย น้ำตาลทราย และพริกไทยป่น ตามชอบ

ชัดเลยว่า ตำลึง สามารถนำมาทำอาหารได้หลายประเภท

และที่สำคัญคือเป็นอาหารที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัยอย่างแน่นอน ผักที่ปลูกง่าย ขึ้นง่าย แต่มีประโยชน์สารพัดนี้เหมาะแก่การปลูกไว้เป็นผักสวนครัวอย่างยิ่ง

ในทางโภชนาการนั้น นักวิทยาศาสตร์พบว่า ตำลึง ที่เป็นผักช่วยบำรุงเรื่องสายตา เนื่องจากมีเบต้าแคโรทีนสูง เป็นแหล่งของวิตามินเอ

วิตามินเอ ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยในเรื่องการมองเห็นนั่นเอง

ยังมีอีกเยอะสำหรับสรรพคุณทางยาของตำลึง

ผมลองค้นคว้าข้อมูลจาก “มูลนิธิหมอชาวบ้าน” แล้วนำมาเรียบเรียงไว้เป็นที่เป็นทางในที่นี้ พบประโยชน์หลายอย่าง แต่ที่เอามานำเสนอต่อเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก

อย่างเช่น “ตำลึงกับการดูแลโรคเบาหวาน”

ตอนหนึ่งระบุว่า อินซูลินเป็นสารสร้างโดยเซลล์พิเศษในตับอ่อน ที่เรียก บีตาเซลล์ มีหน้าที่รักษาระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด บทบาทหลักของอินซูลินคือ การควบคุมความคงที่และความสมดุลของพลังงานในเลือด เพื่อควบคุมเมตาบอลิซึมของร่างกาย

โรคเบาหวาน แสดงออกโดยการมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงขึ้น เกิดจากการที่ร่างกายสร้างอินซูลินไม่เพียงพอ หรือการดื้อต่ออินซูลิน

“การดูแลสุขภาพแบบพื้นบ้านของไทยเชื่อว่า การกินตำลึงจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยให้เอายอดตำลึงประมาณครึ่งกำมือ โรยเกลือพอให้มีรส ห่อใบตอง นำไปเผาไฟให้สุก กินก่อนนอนติดต่อกัน 3 เดือน กล่าวว่า น้ำตาลในเลือดก็จะลดลง”

คือบทสรุปเรื่องประโยชน์ของการกินตำลึง ที่ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

และเรื่องราวที่เอามาเล่าต่อนี้ก็มีการทดลองในต่างประเทศ มีผลการทดลองยืนยันด้วย

ใบตำลึง ยังใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ได้อีกด้วย ขณะเดียวกันก็ใช้เป็นยาพอกรักษาผิวหนัง รักษาผื่นคันที่เกิดจาก หมามุ่ย ตำแย หรือพืชอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการคัน แก้ปวดแสบ ปวดร้อนได้

ที่ฮิตฮ็อตและน่าสนใจสำหรับคุณสาวๆ หรือหนุ่มๆ ที่รักสวยรักงามทั้งหลายคือ มีการนำใบตำลึงมาใช้ทำ “ครีมบำรุงผิว” ด้วย

แนะนำไว้โดย ให้เอาใบตำลึงสดๆ ล้างน้ำหลายๆ ครั้งให้สะอาด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำแล้วก็เอามาโขลก บดให้ละเอียด โดยให้สังเกตว่า ใบตำลึงที่ละเอียดดีแล้วจะมีลักษณะเหนียวและข้น

ได้ที่แล้วก็เก็บเอาไว้ใช้ โดยใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด เก็บไว้ในตู้เย็นได้เป็นสัปดาห์ ไม่ต้องผสมสารกันบูดหรือวัตถุกันเสีย

ครีมบำรุงจากตำลึง มีสรรพคุณช่วยในเรื่องความงาม ช่วยให้ผิวพรรณสดชื่น และช่วยผ่อนคลายความเครียดด้วย

คุณหนุ่ม คุณสาว จะลองทำสปาเองดูที่บ้าน ก็ดูน่ารักกะหนุงกะหนิงดี

มะยงชิดทูลเกล้า สวนละอองฟ้า 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

มะยงชิดทูลเกล้า สวนละอองฟ้า 2

เชื่อหรือไม่ “มะยงชิด” ผลไม้สีเหลืองอมส้ม ลูกโตๆ ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป มีสรรพคุณเหมือนยาอายุวัฒนะ ช่วยให้ร่างกายกลับคืนความอ่อนเยาว์ชะลอแก่ได้ เพราะมะยงชิด ติด 1 ใน 10 ผลไม้ ที่มีวิตามินซีและสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวสวยสดใส เต่งตึง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ลดความเสี่ยงที่ก่อเกิดโรคมะเร็ง และมีสารไนอะซินที่เป็นประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมอง ช่วยบำรุงผิวพรรณ รวมทั้งมี “วิตามินเอ” ที่เป็นประโยชน์ต่อดวงตา ลดความเสื่อมของเซลล์ลูกตา ลดการเกิดต้อกระจก จึงสมควรซื้อ “มะยงชิด” เป็นของขวัญสำหรับบำรุงสุขภาพตัวเองและซื้อเป็นของฝากผู้ใหญ่ที่นับถือ

มะยงชิด เป็นมะปรางที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว แต่จะมีความหวานมากกว่าเปรี้ยว โดยพันธุ์ของมะยงชิดที่ได้รับความนิยมสูงมีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์เพชรกลางดง พันธุ์ทูลเกล้า และพันธุ์บางขุนนนท์ ราคาของมะยงชิดโดยเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 100-250 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาของมะยงชิดจะขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิตเป็นสำคัญ

สวนละอองฟ้า 2

หากใครมีเวลาว่าง อยากชวนให้ลองไปเลือกซื้อมะยงชิดจากต้นด้วยมือตัวเอง ที่ สวนละอองฟ้า 2 ตั้งอยู่ที่สามแยกสาริกา หากมุ่งจากตัวเมือง ถึงสามแยกสาริกา เลี้ยวขวาไปทางวังตะไคร้ สวนละอองฟ้าอยู่ด้านซ้ายมือ หากตรงไป เพื่อไปยังน้ำตกสาริกา สวนละอองฟ้า 2 อยู่ด้านขวามือ

คุณวชิระ โสวรรณะตระกูล เจ้าของสวนละอองฟ้า 2 ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 153 หมู่ที่ 3 ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26000 โทร. (081) 481-4287 เล่าว่า “คุณพ่อชม โสวรรณะตระกูล” เป็นชาวสวนทุเรียนเมืองนนทบุรี ได้ย้ายครอบครัวมาทำสวนทุเรียนที่ตำบลเขาพระ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อน ต่อมาคุณพ่อได้แบ่งที่ดินมรดกให้ลูกๆ แต่ละคน

คุณวชิระ ได้รับที่ดินมรดก เนื้อที่ 12 ไร่ 2 งาน ตรงสามแยกสาริกา แต่สภาพที่ดินดังกล่าวไม่เอื้อต่อการทำเกษตรมากนัก ก็นำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก มาใส่เพื่อฟื้นฟูสภาพดิน และปลูกถั่วพร้าเป็นพืชบำรุงดิน ทำให้สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอสำหรับใช้ทำการเกษตร ระยะแรกคุณวชิระตัดสินใจทำสวนทุเรียน แต่เนื่องจากสมัยนั้น ทุเรียนมีราคาถูกมาก ขายในราคากิโลกรัมละ 5 บาท เท่านั้น ทำให้มีรายได้น้อย ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

พอดีช่วงนั้น คุณยุพิน อร่ามเมือง เจ้าของสวนบุญสมการเกษตร ได้นำมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า มาจากสมุทรสงคราม ที่มีลักษณะพิเศษคือ ผลมีขนาดใหญ่ เมล็ดลีบเล็ก รสหวานแหลม กลิ่นหอม มาปลูกในท้องถิ่น คุณวชิระจึงตัดสินใจซื้อกิ่งพันธุ์มะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า ในราคากิ่งละ 500 บาท มาปลูก จำนวน 15 ต้น ปรากฏว่า ต้นมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้าให้ผลผลิตที่ดี แถมขายได้ในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท คุณวชิระจึงตัดสินใจโค่นต้นทุเรียนทิ้งและนำมาปลูกมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้าแทน

นับว่า กิจการสวนมะยงชิดได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของคุณวชิระอย่างสิ้นเชิง ทำให้สวนละอองฟ้า 2 มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเป็นแหล่งปลูกมะยงชิดคุณภาพดีของจังหวัดนครนายก แถมที่ดินผืนนี้ยังได้เปรียบในเรื่องทำเล ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาเห็นผลผลิตมะยงชิดดกเต็มต้นก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ แวะเข้ามาซื้อเลือกผลผลิต โดยคุณวชิระมีตะกร้อให้ลูกค้านำไปสอยมะยงชิดได้ด้วยตัวเอง

วิธีการเก็บมะยงชิดผลสุกก็แสนง่าย เพียงสังเกตจากบริเวณขั้วผลที่มีสีเหลืองเข้ม การเปิดสวนให้ลูกค้าเก็บผลผลิตด้วยตัวเอง ปรากฏว่า ขายดิบขายดี จนไม่ต้องนำผลผลิตไปจำหน่ายที่ไหน ปัจจุบัน คุณวชิระ มีรายได้หลักจากการจำหน่ายผลผลิตและกิ่งพันธุ์มะยงชิดเป็นมูลค่าหลักล้านในแต่ละปี ช่วยสร้างฐานะและรายได้ที่มั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้

แหล่งรวมมะยงชิดสายพันธุ์ดี

ทุกวันนี้ สวนละอองฟ้า 2 ปลูกมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้าเป็นหลักแล้ว ยังเก็บสะสมพันธุ์มะยงชิดอีก 2 สายพันธุ์ คือ แก้วกลางดง และแม่ระมาด ให้ผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้ คุณวชิระ บอกว่า มะยงชิดแต่ละสายพันธุ์ มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน สำหรับ “มะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า” ผลดิบมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลืองออกแดง ใส ทรงรูปไข่ เนื้อมาก เมล็ดเล็ก เปลือกหนา เนื้อแข็ง ผลมีขนาดใหญ่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงปีละครั้ง ประมาณปีละ 6 ตัน

“มะยงชิด พันธุ์แก้วกลางดง” มีลักษณะผลใกล้เคียงกับมะยงชิดทูลเกล้า คุณสมบัติเด่นที่พบอยู่คือ เนื้อกรอบ สุกผลมีสีส้ม ไม่ออกแดงอย่างมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า ส่วน “มะยงชิด พันธุ์แม่ระมาด” คุณพ่อของคุณวชิระได้ซื้อมะยงชิด จำนวน 50 ผล มาจาก “คุณระมาด” แม่ค้าที่เมืองนนท์และนำมาเพาะและคัดเลือกพันธุ์ที่มีคุณสมบัติดีเด่นจำนวน 1 ต้น จึงตั้งชื่อว่า แม่ระมาด ที่มีลักษณะเด่นคือ ผลดก แต่ต้นเติบโตช้า ไม่ทนทานต่อโรคและแมลง

จุดเสี่ยงในการลงทุน

การทำสวนมะยงชิดมีความเสี่ยงทางการลงทุนอยู่ไม่น้อย เพราะแต่ละปีเกษตรกรต้องลุ้นว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร เนื่องจากต้นมะยงชิดจะเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูหนาว หากปีใดอากาศไม่หนาวเพียงพอ ผลผลิตก็มีน้อยหรือแทบไม่มีผลผลิตเลย ทำให้รายได้หดหายตามไปด้วย สำหรับสวนมะยงชิดในจังหวัดนครนายก ต้นมะยงชิดมักเริ่มแทงช่อประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม นับจากนั้นไปอีก 3 เดือน จึงเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ ปีนี้อากาศหนาวมาล่าช้ากว่าทุกปี ทำให้เทศกาลมะยงชิดของจังหวัดนครนายกจากเดิมที่เคยจัด ประมาณเดือนมีนาคม ต้องเลื่อนเป็นต้นเดือนเมษายนแทน

การปลูก ดูแล

คุณวชิระ ปลูกมะยงชิดพันธุ์ทูลเกล้า ในระยะห่าง 7×7 เมตร เมื่อปลูกครบ 3 ปี ต้นมะยงชิดก็จะเริ่มให้ผลผลิต โดยทั่วไปต้นมะยงชิดจะมีความสมบูรณ์เต็มที่เมื่ออายุครบ 5 ปี จะให้ผลผลิตที่มีขนาดใหญ่ ขนาด 10 ผล ต่อกิโลกรัม แต่โดยทั่วไปจะให้ผลผลิตที่มีขนาดผลโดยเฉลี่ย 12-15 ผล ต่อกิโลกรัม

เมื่อเดินชมสวนมะยงชิดที่มีอายุประมาณ 30 ปี ก็สังเกตเห็นว่า ต้นมะยงชิดส่วนใหญ่มีลักษณะต้นเตี้ย ทำให้ดูแลและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่าย เนื่องจากมีการดูแลตัดแต่งกิ่ง ที่เรียกว่า “ทำสาว” หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกปี

คุณวชิระ บอกว่า หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำหมัก เพื่อบำรุงต้นให้สมบูรณ์ และเร่งการแตกยอดใหม่ พร้อมตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืช ประมาณช่วงเดือนมิถุนายน ต้นมะยงชิดจะเริ่มแตกใบอ่อน ระยะเดือนกันยายน-ตุลาคม จะเข้าสู่ช่วงระยะใบแก่ ช่วงนี้มักงดให้น้ำ เพื่อให้ต้นมะยงชิดสะสมอาหารและไม่แตกใบอ่อน ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยน้ำหมัก เพื่อช่วยในการสร้างตาดอก

ช่วงเดือนพฤศจิกายน ต้นมะยงชิดมักเริ่มแทงช่อดอกและดอกเริ่มบาน จะให้น้ำเพียงเล็กน้อย และให้น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ดอกมีความสมบูรณ์ ติดผลดี และนำปุ๋ยคอกสดๆ มากองในสวน เพื่อเลี้ยงแมลงวันสำหรับช่วยผสมเกสร ช่วงเดือนธันวาคม ระยะดอกบานและติดผลขนาดเล็ก ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ ให้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นทีละน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ผลอ่อนร่วง ประมาณเดือนมกราคม ผลกำลังเติบโต ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอทุก 3-5 วัน และเริ่มห่อผลเมื่ออายุ 3 สัปดาห์ เพื่อป้องกันนกและแมลงวันผลไม้ พร้อมลดการให้น้ำลง เมื่อผลเริ่มแก่ เพื่อป้องกันผลแตกเมื่อมีฝนหลงฤดู

ผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง

“ปุ๋ยเคมี” คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายหลักของการทำสวนมะยงชิด แต่ละปีคุณวชิระต้องจ่ายค่าปุ๋ยเคมีหลายหมื่นบาทต่อปี เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เขาจึงหันมาผลิตปุ๋ยน้ำชีวภาพขึ้นใช้เอง สูตรการทำปุ๋ยหมักของเขาไม่ยุ่งยาก เพราะเลือกใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น คือ ไข่ไก่ 1 ส่วน ปลาหมัก 5 ส่วน กากน้ำตาล 3 ส่วน นำมาหมักรวมกับสารเร่ง พด. 2 จำนวน 1 ซอง และน้ำสะอาด 200 ลิตร ใช้เวลาหมักนาน 3 เดือน ก็ได้ปุ๋ยน้ำหมักคุณภาพดีตามที่ต้องการ เวลาใช้งานจะนำหัวเชื้อปุ๋ยหมัก 3 ลิตร มาละลายน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดพ่นที่รอบต้นมะยงชิด ทุกๆ 10-15 วัน ช่วยให้ต้นมะยงชิดเติบโต แข็งแรง และให้ผลผลิตที่ดีเช่นเดียวกับการใช้ปุ๋ยเคมีในอดีต แถมสามารถประหยัดต้นทุนค่าปุ๋ยได้หลายหมื่นบาทต่อปี

การขยายพันธุ์

คุณวชิระ บอกว่า ต้นมะยงชิด ไม่เหมาะสำหรับขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เพราะต้องใช้เวลาปลูกดูแลนานถึง 8 ปีกว่า ต้นมะยงชิดจะเริ่มติดดอกออกผล และไม่แนะนำให้ใช้วิธีการตอนกิ่งและการปักชำ เพราะต้นกล้าจะไม่มีรากแก้ว ต้องเสริมรากภายหลัง สวนละอองฟ้า 2 นิยมขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเสริมรากร่วมกับการทาบกิ่งหรือต่อกิ่ง

คุณวชิระ บอกว่า เมื่อได้ต้นทาบกิ่งปลูกชำในกระถาง ให้ถอนต้นตอปลูกตามขอบกระถาง 3 จุด ด้วยกัน ลักษณะคล้ายการทาบกิ่ง เรียกว่า การเสริมราก 3 ต้น หรือ 3 ขา จะช่วยให้ต้นมะยงชิดมีความแข็งแรง ให้ผลผลิตเร็ว กรณีเกษตรกรที่ปลูกกิ่งทาบลงดิน สามารถเสริมรากเข้าไปได้โดยปลูกต้นใหม่รอบๆ เมื่อต้นโตได้ที่ก็เสริมรากเข้าไป รากช่วยให้การหากินดีขึ้น ต้นจะเจริญเติบโตดีกว่าต้นทั่วไป

ปัจจุบัน ทางสวนละอองฟ้า 2 ผลิตกิ่งพันธุ์มะยงชิดคุณภาพดี จำหน่ายให้แก่ผู้สนใจ ในราคา กิ่งละ 150-300 บาท หากใครอยากได้กิ่งพันธุ์คุณภาพดีไปทดลองปลูก ก็สามารถติดต่อกับ คุณวชิระ โสวรรณะตระกูล ได้ที่เบอร์โทร. (081) 481-4287 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

ปลูกสตรอเบอรี่?พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

ปลูกสตรอเบอรี่?พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง

สตรอเบอรี่ (strawberry) เป็นพืชที่เจริญเติบโตและออกดอกติดผลได้ดี มีคุณภาพ เมื่อปลูกในบริเวณพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตรขึ้นไป มีอากาศหนาวเย็นสบายๆ ตลอดปี และในยามนี้เมื่อหลายท่านเดินทางขึ้นไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ก็มีโอกาสได้ลิ้มรสผลสตรอเบอรี่สีแดงสดที่มีกลิ่นหอมและหวานอร่อยด้วย

สตรอเบอรี่ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ที่สร้างรายได้เงินแสนบาทให้เกษตรกรผู้ปลูกที่อำเภอสะเมิงได้มีวิถีชีวิตที่มั่นคง เป็นพืชที่น่าสนใจ วันนี้จึงนำเรื่อง การปลูกสตรอเบอรี่…พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง มาบอกเล่าสู่กัน

คุณเรวัต แก้วเลิศตระกูล นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่อำเภอสะเมิง มีทั้งหมด 561,264 ไร่ เป็นพื้นที่การเกษตร 27,826 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าว 10,262 ไร่ ไม้ผล 3,562 ไร่ พืชไร่ 6,077 ไร่ ไม้ยืนต้น 1,088 ไร่ ไม้ดอกไม้ประดับ 125 ไร่ ปลูกผัก 3,172 ไร่ และเป็นพื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่ 3,540 ไร่

สตรอเบอรี่ เป็นพืชล้มลุกที่แตกกิ่งก้านแผ่ปกคลุมดิน ใบสีเขียวเข้ม ขอบใบหยัก ดอกสีขาว ก้านผลยาวติดกับต้น มีเสี้ยนเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วผล มีกลีบเลี้ยงบนขั้วผล ผลอ่อนสีขาวแล้วเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดงเมื่อแก่สุก ในแต่ละสายพันธุ์มีรสชาติหวานหรือหวานอมเปรี้ยวที่แตกต่างกันไป

สภาพพื้นปลูกที่เหมาะสม ควรมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 800 เมตรขึ้นไป อากาศเย็นตลอดปี หรืออุณหภูมิ 10-25 องศาเซลเซียส ลักษณะดินปลูกเป็นดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำใช้เพียงพอ มักนิยมปลูกช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงปลายเดือนตุลาคม เพื่อได้เก็บเกี่ยวผลสตรอเบอรี่ขายในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายน

สำนักงานเกษตรอำเภอสะเมิง ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80 เป็นสายพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวง ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมาตั้งแต่ ปี 2552 เป็นสายพันธุ์ที่นำมาจากประเทศญี่ปุ่น ที่ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ มีกลิ่นหอม รสชาติหวานอร่อย

สตรอเบอรี่ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ พื้นที่อำเภอสะเมิง มีเกษตรกรปลูก 640 ราย และมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสตรอเบอรี่ 12 กลุ่ม การปลูกและผลิตได้ส่งเสริมเกษตรกรใส่ปุ๋ยให้ถูกสูตร ตามอัตราส่วนและระยะเวลา ให้น้ำพอเพียง ป้องกันกำจัดโรคแมลงตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลสตรอเบอรี่ดีมีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และทำให้เกษตรกรสามารถยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่วิถีครอบครัวที่มั่นคง

คุณลุงหนุ่ม สุขพอดี เกษตรกรปลูกสตรอเบอรี่ เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่ 3-4 ไร่ โดยสำนักงานเกษตรอำเภอสะเมิงได้ส่งเสริมให้ปลูกสตรอเบอรี่สายพันธุ์พระราชทาน 80 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ มีกลิ่นหอม รสชาติหวานที่ตลาดผู้บริโภคชื่นชอบ และส่งเสริมให้นำผลสตรอเบอรี่ตกเกรดที่มีคุณภาพมาแปรรูปทำเป็นไวน์เพื่อการเพิ่มมูลค่าผลผลิตด้วย

การเตรียมดินแปลงปลูก ได้ไถดะ ไถแปร และไถพรวน ตากแดด 7-10 วัน เพื่อกำจัดโรคแมลงออกไป ยกร่องแปลงปลูกกว้างประมาณ 1 เมตร ระยะระหว่างแปลงปลูกห่างกัน 60 เซนติเมตร เพื่อให้เป็นร่องน้ำ คลุมแปลงปลูกด้วยผ้าพลาสติกพร้อมกับตัดเจาะพลาสติกให้เป็นวงกลมสำหรับขุดเป็นหลุมปลูก

การเตรียมต้นพันธุ์หรือต้นไหล นำวัสดุเพาะใส่ในถุงเพาะ ยกไปวางที่ต้นสตรอเบอรี่ (ต้นแม่) ที่บริเวณใต้ต้นไหลที่มีปมรากแทงออกมา ต้นไหลคือ ส่วนที่แตกแขนงออกมาจากต้นแม่ที่แข็งแรง สมบูรณ์ ปลอดโรค วางถุงเพาะไว้ 15 วัน รากต้นไหลจะแทงลงในถุงเพาะ เมื่อรากเดินดีแล้วได้ปล่อยเลี้ยงให้แตกแขนงเป็นต้นไหล 4-5 ต้น จึงตัดแยกมาเพาะเลี้ยง ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษากระทั่งได้ต้นไหลที่แข็งแรง ปลอดโรค แล้วจึงนำไปลงปลูกในแปลง

วิธีการปลูก ได้ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว ลึก ให้พอวางต้นพันธุ์ ปลูกเป็นแถวคู่ตามแนวยาวแปลง ให้หลุมปลูกทั้ง 2 ข้าง ห่างจากริมแปลงเข้ามาด้านในแปลง 20 เซนติเมตร วางต้นพันธุ์หรือต้นไหลลงปลูก เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำพอชุ่ม

เพื่อให้ได้ผลสตรอเบอรี่คุณภาพ หลังปลูกสตรอเบอรี่ 15 วัน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 75 กิโลกรัม ต่อไร่ เว้นระยะห่างออกไปอีก 15 วัน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 ในอัตรา 75 กิโลกรัม ต่อไร่ และเว้นระยะห่างออกไปอีก 20 วัน ได้ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 ในอัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ จะช่วยทำให้ได้ผลสตรอเบอรี่มีรสชาติหวานอร่อยมากขึ้น

การให้น้ำ ต้องให้ต้นสตรอเบอรี่ได้รับน้ำเพียงพอจึงจะช่วยให้ต้นออกดอกติดผลได้คุณภาพ ได้จัดการให้น้ำระบบสปริงเกลอร์ 15 นาที ต่อวัน ให้ไปกระทั่งติดผลแล้วได้ปรับเปลี่ยนเป็นให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด 20 นาที ต่อวัน ให้ไปกระทั่งผลแก่สุกและเก็บผลสตรอเบอรี่เสร็จ การให้น้ำแต่ละครั้งได้พิจารณาความชื้นในดินด้วยเสมอ

โรคและแมลง ถ้าตรวจพบว่า มีโรคเข้าทำลายได้ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัด ใช้ก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต 15-30 วัน หรือใช้ในระยะที่ปลอดภัย หรือใช้กับดักกาวเหนียวปักวางบนแปลงปลูกเพื่อดักจับแมลงศัตรู เมื่อดักจับแล้วได้นำไปทำลายทิ้ง วิธีการนี้จะช่วยทำให้ได้ผลสตรอเบอรี่ปลอดภัย

คุณลุงหนุ่ม เกษตรกรปลูกสตรอเบอรี่ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ตั้งแต่ต้นสตรอเบอรี่เริ่มติดดอกไปถึงติดผลสีแดงแก่สุกพอดี จะใช้เวลา 60 วัน ก็ตัดเก็บได้ การตัดเก็บได้ใช้กรรไกรตัดที่ก้านผลให้ขาด วางในภาชนะ นำเข้าโรงเรือนทำความสะอาด คัดแยกผลเป็น 5 ขนาด คือ ผลขนาดใหญ่ กลาง เล็ก จิ๋ว และขนาดผลตกเกรด

การซื้อขาย ผลสตรอเบอรี่ขนาดใหญ่ ขาย 300 บาท ต่อกิโลกรัม ผลขนาดกลาง ขาย 280 บาท ต่อกิโลกรัม ผลขนาดเล็ก ขาย 260 บาท ต่อกิโลกรัม ผลขนาดจิ๋ว ขาย 240 บาท ต่อกิโลกรัม และผลตกเกรด ขาย 60 บาท ต่อกิโลกรัม โดยมีพ่อค้าเข้ามารับซื้อเพื่อนำไปขายที่ตลาดในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพฯ จากการปลูกและขายผลสตรอเบอรี่ การแปรรูปผลสตรอเบอรี่เป็นไวน์เพื่อเพิ่มมูลค่า ทำให้มีรายได้เงินแสนบาทที่พอเพียงให้ครอบครัวดำรงชีพได้มั่นคง

จากเรื่อง การปลูกสตรอเบอรี่…พืชเศรษฐกิจสำคัญ เพื่อวิถีที่มั่นคง พืชเศรษฐกิจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคง สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณลุงหนุ่ม สุขพอดี เลขที่ 212 หมู่ที่ 5 ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (085) 708-9925 หรือที่ คุณเรวัต แก้วเลิศตระกูล สำนักงานเกษตรอำเภอสะเมิง โทร. (053) 487-116 ก็ได้นะครับ

รวยด้วยฟาร์มเห็ด ของ “เขาใหญ่ พาโนรามา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโน ฯ การเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

รวยด้วยฟาร์มเห็ด ของ “เขาใหญ่ พาโนรามา”

“เพาะเห็ด” เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่หลายคนสนใจอยากทำเป็นอาชีพหลังเกษียณ เพราะใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก แต่ให้ผลตอบแทนที่ดี หากซื้อก้อนเห็ดมาเปิดดอก การเพาะเห็ดให้ประสบความสำเร็จมีปัจจัยพื้นฐานไม่กี่อย่าง เริ่มจากโรงเรือนที่ใช้เปิดดอกเห็ด ต้องควบคุมอุณหภูมิ-ความชื้น-แสง-ปริมาณออกซิเจน ได้อย่างเหมาะสม ควบคุมโรคแมลงและไรเห็ดได้ เพียงแค่นี้ก็จะมีดอกเห็ดออกขายทำเงินได้แล้ว หากอยากให้ฟาร์มเห็ดมีผลกำไรเพิ่มมากขึ้น ก็ต้องลงทุนขายก้อนเห็ดและเชื้อพันธุ์เห็ดไปพร้อมๆ กัน

หากใครอยากเห็นธุรกิจที่สร้างมาเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นมรดกทางธุรกิจแก่ลูกหลานก็ควรลงทุนสร้างฟาร์มเห็ดให้ครบวงจร ติดแบรนด์ให้ฟาร์มเห็ด ให้สินค้าของฟาร์มเป็นที่รู้จักของตลาดในวงกว้าง และต่อยอดลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น แปรรูปเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร-ยา และพัฒนาฟาร์มเห็ดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่นเดียวกับ “เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม” สร้างโอกาสร่ำรวยอื้อซ่ามหาศาล…ไม่ได้โม้ เพราะภายใน ปี 2560 คาดว่าทุกธุรกิจของ เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม จะโกยรายได้เข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

“หนุ่มวิศวะ” ผันตัวมาทำฟาร์มเห็ด

ปี 2554 คุณปรเมศวร์ สิทธิวงศ์ หนุ่มวิศวกรเจ้าของบริษัทรับเหมาสร้างข่ายโทรคมนาคม ที่มีรายได้หลักแสนต่อเดือน ตัดสินใจขายหุ้นให้เหลือน้อยลง เพื่อหันมาทำธุรกิจเชิงเกษตรกรรม บนที่ดินมรดก เนื้อที่ 90 ไร่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ของครอบครัวภรรยา คือ คุณแอนนา สิทธิวงศ์ โดยคุณปรเมศวร์ร่วมหุ้นกับเพื่อน 2 คนทำธุรกิจฟาร์มเห็ดท่องเที่ยว มูลค่า 10 ล้านบาท โดยปรับเปลี่ยนที่ดิน ประมาณ 2 ไร่ครึ่ง ริมถนนธนะรัชต์ ทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเคยเป็นสวนมะม่วงและปลูกน้อยหน่ามาก่อน มาลงทุนก่อสร้างฟาร์มเห็ดแห่งนี้ ช่วงที่ปรับที่ดินเพื่อก่อสร้างอาคาร เมื่อขุดดินลงไปเจอแต่หินอ่อน คุณปรเมศวร์เล่าแบบขำๆ ว่า ผมเกือบเปลี่ยนใจไปขอสัมปทานทำหินอ่อนแทนฟาร์มซะแล้ว

ช่วงที่คุณปรเมศวร์วางแผนว่าจะทำฟาร์มเห็ด เขาพยายามเสาะหาข้อมูลเรื่องการทำฟาร์มเห็ดจากแหล่งต่างๆ จนเจอเพื่อนวัยเด็กสมัยเรียนมัธยมมงฟอร์ต ที่เชียงใหม่ด้วยกัน คือ ผศ. พิเชษฐ์ โสวิทยกุล ปัจจุบัน เป็นอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง ที่เคยทำวิทยานิพนธ์ เรื่องโรงเรือนระบบปิดของเห็ดโคนญี่ปุ่น เป็นผู้จุดประกาย เรื่อง “ฟาร์มเห็ดครบวงจร สไตล์โมเดิร์น” ภายใต้บรรยากาศโอโซนจากเขาใหญ่ ทั้งระบบปิด ระบบเปิด และระบบเพาะในดิน รูปแบบโรงเรือนที่ทำไม่ซ้ำใคร ในสไตล์โมเดิร์นด้วยการใช้ผนังตาข่าย ใช้หลังคาเป็นเหล็กแผ่นเพื่อให้มีความโปร่ง สามารถระบายอากาศได้ดีตามแบบที่เห็ดชอบ

ฟาร์มเห็ดแห่งนี้ เริ่มเปิดให้บริการ ตั้งแต่ วันที่ 26 มิถุนายน 2554 ทุกครั้งของการเข้าชมโรงเพาะเห็ด จะมีมัคคุเทศก์พาชมและอธิบายสรรพคุณของเห็ดแต่ละชนิด เมนูอาหารที่แนะนำ และขนาดที่เหมาะสมในการเก็บ ปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้ เพาะเห็ด 12 ชนิด ได้แก่ เห็ดนางรมฮังการี เห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดนางนวล เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดหูหนูดำ เห็ดหูหนูเผือก เห็ดนางรมทอง เห็ดหัวลิง (ยามาบูชิตาเกะ) เห็ดหลินจือ เห็ดต่งฝน หรือเห็ดโต่งฝน เห็ดพื้นบ้านของลาว มีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวดท้อง ป้องกันโรคกระเพาะอาหาร ช่วยในการหมุนเวียนของโลหิตได้ดี เติบโตได้ดีในฤดูฝน และเห็ดตีนแรด (เห็ดตับเต่าขาว) ซึ่งเชฟบางคนบอกว่า เห็ดตีนแรดเป็นเห็ดที่อร่อยที่สุดในโลก น้ำหนักมากสุดที่เคยเพาะได้ในฟาร์มแห่งนี้คือ 35 กิโลกรัม

หลังจากฟังข้อมูลน่ารู้เรื่องเห็ดจากมัคคุเทศก์แล้ว ใครอยากกินเห็ดชนิดไหน หิ้วตะกร้าไปเก็บเห็ดได้เลย จะคิดราคาขายตามชนิดของเห็ดที่เก็บมา หากใครอยากทดลองเพาะเห็ดเพื่อเฝ้าดูการเติบโตของดอกเห็ดในแต่ละวัน ทางฟาร์มก็มีก้อนเชื้อเห็ดจำหน่ายในราคาย่อมเยา ปี 2557 คุณปรเมศวร์ได้ขยายการลงทุน เฟส 2 ในชื่อ “เขาใหญ่ พาโนราม่า รีสอร์ท” เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพอย่างครบวงจร

ปัจจุบัน ทางฟาร์มมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ดเตรียมเสิร์ฟสุขภาพดีให้กับคนไทยทั้งประเทศในรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำเห็ด 7 ชนิด ในลักษณะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ในยี่ห้อ “มัชชี่ มัชชี่” (Mushie Mushie) ที่ได้รับทุนวิจัยผลิตภัณฑ์จาก สวทช. และผลิตภัณฑ์ “ชาสมุนไพรเห็ดหลินจืออบแห้ง” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอาหาร จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ

“หลินจือ” สินค้าเด่นของฟาร์มเห็ด

คุณปรเมศวร์ กล่าวว่า หากวัดจากกระแสความนิยม ถือว่า “เห็ดโคนญี่ปุ่น” เป็นพระเอกของฟาร์ม ส่วนสินค้าที่รับบทนางเอก คือ “เห็ดเป๋าฮื้อ” ด้าน “เห็ดนางรมทองและเห็ดนางนวล” เป็นสินค้าที่ได้ตำแหน่งขวัญใจช่างภาพ เพราะมีสีสันสวยงาม ลูกค้าชอบถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ส่วน “เห็ดหลินจือ” ถือเป็นราชาแห่งสมุนไพรจีนมานานกว่า 4,000 ปี “หลินจือ” แปลเป็นไทยว่า สมุนไพร แห่งจิตวิญญาณ สรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก ในปี 2559 ทางฟาร์มจะเน้นการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าแปรรูปจากเห็ด โดยเฉพาะสปอร์เห็ดหลินจือ ที่ผ่านการกะเทาะเปลือกแล้วในรูปชาเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจือ

ปีที่ผ่านมา ทางฟาร์มได้เปิดตัวโครงการส่งเสริมสุขภาพให้คนไทย 1 ล้านคน ด้วยเห็ดหลินจือผ่านไปรษณีย์ไทย ภายใต้ความร่วมมือกับ 8 องค์กรภาครัฐ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยหันมาบริโภคเห็ดหลินจือในการดูแลรักษาสุขภาพโดยเน้นไปที่การป้องกันมากกว่าการรักษา และนับเป็นครั้งแรกในเมืองไทยของการเริ่มธรุกิจเพาะเห็ดที่ยั่งยืน โดยได้เปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจ ในรูปแบบ Contract Farming (การทำฟาร์มสัญญา หรือฟาร์มประกัน) หลักสูตร “การฝึกอบรมผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือเชิงพาณิชย์” พร้อมส่งเสริมการเกษตรแนวใหม่ สร้างอาชีพและรายได้จากการเพาะเห็ดหลินจืออย่างถูกต้องตามหลักการให้แก่เกษตรกรผู้สนใจ จำนวน 44 ครอบครัว ทั่วประเทศ โดยบริษัทกำหนดโควต้าการเพาะเห็ดหลินจือ เริ่มต้น 30,000 ก้อน และการันตีราคาซื้อสูงกว่าราคาตลาด โดยบริษัทรับเป็นที่ปรึกษาทางธรุกิจตลอดการดำเนินธุรกิจ

“ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทางฟาร์มได้ทุ่มเทพัฒนาการเพาะเห็ดหลินจือมาอย่างต่อเนื่อง จนมีความพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ถ่ายทอดองค์ความรู้และเป็นต้นแบบในการส่งเสริมให้เกษตรกร หรือบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจในด้านการทำฟาร์มเห็ดหลินจือ สาเหตุที่เลือก เมืองไทยสามารถเพาะเห็ดหลินจือได้ทุกพื้นที่หากมีการออกแบบโรงเรือนที่เหมาะสมและเทคโนโลยีการผลิตที่สอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ในการเพาะพันธุ์เห็ดหลินจือเชิงพาณิชย์ได้ บริษัทจึงได้ริเริ่มโครงการร่วมกับพันธมิตร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร” คุณปรเมศวร์ กล่าว

หากใครสนใจอยากเข้าร่วมโครงการสรรหาพันธมิตรทำฟาร์มเห็ดหลินจือเชิงพาณิชย์ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม เลขที่ 297 หมู่ที่ 6 ถนนธนะรัชต์ ตั้งอยู่ที่ กม. 10.5 ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทร. (044) 756-234 Facebook : KhaoyaiPanoramaFarm

“เปิดโครงการข้าวแกงสหกรณ์ รุ่นที่ 3” (ข่าว+ภาพ)

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิด โครงการ “ข้าวแกงสหกรณ์” รุ่นที่ 3 โดยชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) ร่วมกับ คณะกรรมการเครือข่ายธุรกรรมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 และสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 ได้จัดทำโครงการดังกล่าวขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสมาชิกสหกรณ์ เป็นสวัสดิการ และลดปัญหาค่าครองชีพให้กับสมาชิก ได้รับการตอบรับที่ดี โดยมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ จำนวน 22 แห่ง ทุกภาค ตั้งเป้าทำให้ครบ 100 แห่ง ในปีนี้

ศรแดง โชว์นวัตกรรมสายพันธุ์ผัก ยกระดับสู่ AEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เทคโนโลยีการเกษตร

ลูกสิบล้อ

ศรแดง โชว์นวัตกรรมสายพันธุ์ผัก ยกระดับสู่ AEC

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด หรือที่รู้จักของเกษตรกร ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ตราศรแดง” ได้จัดงาน “Harvesting and Innovation” เพื่อจัดแสดงสายพันธุ์ผักต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ ณ ฟาร์มเลิศพันธุ์ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

ในงานมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น แฟงมินิ มีลักษณะผลเล็กกว่าแฟงทั่วไป ยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร รสชาติอร่อย พร้อมทั้งมีการจัดแสดงพืชอื่นๆ และพืชที่ปลูกภายในโรงเรือน

บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด เป็นผู้นำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักเขตร้อนชื้นในแถบภูมิภาคเอเชีย ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพทั้งสายพันธุ์ และคุณภาพของเมล็ดพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกให้เมล็ดพันธุ์พืชของประเทศไทย มีคุณภาพสามารถก้าวไปสู่ระดับ AEC ทาง บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด ได้มีศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย และมีห้องปฏิบัติการทดสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์เอกชนรายแรกของประเทศไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสมาคมเมล็ดพันธุ์นานาชาติ (International Seed Testing Association : ISTA)

ปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC (ASEAN Economic Community) อย่างเป็นทางการ ซึ่งในส่วนของตลาดเมล็ดพันธุ์ผักนับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจหนึ่งที่รัฐบาลผลักดันให้เอกชนพัฒนาคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับตลาดเมล็ดพันธุ์ของไทย ในการเข้าสู่เวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หรือตลาดโลกในอนาคต ซึ่งตัวเลขการส่งออกของตลาดเมล็ดพันธุ์ ในปี 2556 มีมูลค่า 4,965 ล้านบาท และในปี 2557 มีมูลค่า 5,465 ล้านบาท จะเห็นได้ว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

คุณอิสระ วงศ์อินทร์ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด กล่าวถึงจุดประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า

“การที่เราจัดงานในครั้งนี้ ต้องการแสดงศักยภาพของ อีสท์ เวสท์ ซีด ด้วย ว่าเราพร้อมที่จะเติบโตไปกับนโยบายของ AEC ดังนั้น กลุ่มลูกค้าที่มาดูงาน จะเป็นกลุ่มที่อยู่ในอาเซียนทั้งหมด เพื่อให้เห็นความหลากหลายของสายพันธุ์พืช ที่ทางประเทศเขาเองก็มีใช้ด้วยอยู่แล้ว เพื่อได้มาเห็นสายพันธุ์ใหม่ๆ ด้วย อีกอย่างเราอยากมาโชว์นวัตกรรมที่มีจุดเด่นๆ นอกจากนี้ ยังมีการต่อกิ่ง (Grafting) เพื่อให้ผลผลิตใน 1 ต้น มีอยู่ 3 แบบ เช่น พริก จากการจัดแสดงในครั้งนี้ทำให้ลูกค้าเกิดความไว้ใจมากขึ้น ซึ่งแต่ละประเทศก็มีความสนใจในเมล็ดพันธุ์ไม่เหมือนกัน อย่าง ประเทศอินเดีย เมล็ดพันธุ์ดาวเรือง ของหอมต่างๆ จะเป็นที่นิยม ซึ่งตอนนี้เองเราก็มีการอนุรักษ์ผักพื้นเมืองของไทย เพื่อให้เกษตรกรได้ปลูกผักพื้นเมือง ที่ได้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพ และให้ผักพวกนี้อยู่คู่กับบ้านเราไปนานๆ” คุณอิสระ กล่าว

ภายในงานได้มีการจัดแสดงพืชต่างๆ มากมาย เช่น กะหล่ำ พริก มะเขือเทศ ข้าวโพด มะละกอ ฯลฯ และไม้ตัดดอกต่างๆ ส่วนพืชที่อยู่ภายในโรงเรือน ที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี คือ เมล่อน มะระ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการโชว์นวัตกรรมการเคลือบเมล็ดพันธุ์เพื่อป้องกันเชื้อรา ซึ่ง คุณวลัยลักษณ์ ทิมกระโทก นักเทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ ให้ข้อมูลว่า

“เมล็ดที่จะถึงมือเกษตรกร ต้องเป็นเมล็ดที่ผ่านการตรวจหาโรค ซึ่งถือว่าเป็นการใส่ใจในเรื่องนี้ ซึ่งเกษตรกรที่ซื้อเมล็ดพันธุ์จากเราไป จะเห็นเมล็ดที่มีสีสันสวยๆ สีที่เห็นไม่ใช่แค่ความสวยงามอย่างเดียว แต่ยังมียากันเชื้อรา เพื่อป้องกันเมล็ดจากเชื้อรา ซึ่งเชื้อราเราจะพบทั้งในเมล็ดเองเลยหรือภายในดิน หากเมล็ดที่ไม่ได้เคลือบยากันรา เวลาที่งอกออกมาก็สามารถเกิดโรคเน่าคอดินได้ การเคลือบเมล็ดจึงเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์มาก”

จากการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่ตลอดเวลา บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จึงไม่หยุดยั้งที่จะพัฒนาเพื่อก้าวไปข้างหน้า ทำให้เป็น บริษัท 1 ใน 10 ของบริษัทเมล็ดพันธุ์พืชที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังคงความเป็นผู้นำในธุรกิจเมล็ดพันธุ์ผักในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และขยายบริษัทอย่างรวดเร็วไปยังประเทศอินเดีย พม่า เวียดนาม บางส่วนของแอฟริกา และอเมริกาใต้ ทั้งยังส่งออกสินค้าเมล็ดพันธุ์ไปกว่า 60 ประเทศ ทั่วโลก

ยุทธศาสตร์ กาแฟ และ ชา ปี 59 -63 เป็นอย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ยุทธศาสตร์ กาแฟ และ ชา ปี 59 -63 เป็นอย่างไร?

เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เห็นชอบร่างยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 2559-2563 และร่างยุทธศาสตร์ชา ปี 2559-2563 โดยยุทธศาสตร์กาแฟ แบ่งออกเป็น ยุทธศาสตร์กาแฟโรบัสตา มีเป้าหมายในการรักษาผลผลิตกาแฟโรบัสตา ไม่น้อยกว่า 30,000 ตัน ต่อปี เพิ่มผลผลิตต่อไร่กาแฟโรบัสตาให้มากกว่า 250 กิโลกรัม ต่อไร่ การส่งเสริมการลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าการค้ากาแฟโรบัสตา และยุทธศาสตร์อะราบิกา มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้ผลิตกาแฟอะราบิกาเข้าสู่ระบบมาตรฐานการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมตามมาตรฐานเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20 และเพิ่มมูลค่าการค้ากาแฟอะราบิกา อย่างน้อย ร้อยละ 10 ภายใน ปี 2563

โดยทั้ง 2 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ ได้แก่

1. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิต

2. พัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม

3. พัฒนาด้านการตลาด

4. ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา และ

5. ด้านการบริหารจัดการ

ส่วนร่างยุทธศาสตร์ชา มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ผู้ผลิตชาเข้าสู่ระบบมาตรฐานการผลิตเกษตรดีที่เหมาะสมตามมาตรฐานเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20 และเพิ่มมูลค่าการค้าชา อย่างน้อย ร้อยละ 10 ภายใน ปี 2563 ประกอบด้วยกลยุทธ์การส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การพัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาด้านตลาด การส่งเสริมวิจัยและพัฒนา และการบริหารจัดการ

เยาวชนเกษตรของแท้ โรงเรียนบ้าน กม.35 แค่ปีเดียว คว้ารางวัลสถานศึกษาพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

เยาวชนเกษตรของแท้ โรงเรียนบ้าน กม.35 แค่ปีเดียว คว้ารางวัลสถานศึกษาพอเพียง

ด้วยเหตุผลหลายประการ ทำให้โรงเรียนบ้าน กม.35 เลขที่ 1 หมู่ที่ 14 ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ไม่ได้ก่อตั้งกลุ่มยุวเกษตรกร หรือมีความโดดเด่นในกิจกรรมด้านเกษตรมาก่อน ทั้งที่โรงเรียนก่อนตั้งมานาน ประมาณ 40 ปีแล้ว และปัจจุบัน โรงเรียนบ้าน กม.35 ยังคงเป็นสถานศึกษาระดับอนุบาลถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ที่เด็กในเขตพื้นที่อำเภอหนองไผ่ อำเภอชนแดน ต้องการที่นั่งในโรงเรียนบ้าน กม.35 เมื่อไม่สามารถสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนประจำอำเภอได้ และโรงเรียนบ้าน กม.35 ก็พร้อมอ้าแขนรับนักเรียนที่ไม่จัดอยู่ในระดับหัวกะทิ แต่มีทักษะในการใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เพียงแต่น่าประหลาดใจตรงที่ พื้นที่ทางการเกษตรของโรงเรียนบ้าน กม.35 เพิ่งเริ่มอย่างจริงจังได้เพียง 1 ปี เท่านั้น

ในเหตุผลหลายประการ อาจารย์ลำพึง วิมลเศรษฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้าน กม.35 บอกว่า ปัจจัยที่ทำให้กิจกรรมภาคการเกษตร เพิ่งได้ริเริ่มเมื่อครั้งที่อาจารย์ลำพึงเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ก็เพราะจำนวนนักเรียนมาก ทำให้ต้องเพิ่มอาคารเรียน และแนวนโยบายหลักของโรงเรียนบ้าน กม.35 คือ ครูต้องอยู่สอนในห้องเรียนและมีกิจกรรมภายในวิชาเรียนให้มากกว่ากิจกรรมอื่นนอกรั้วโรงเรียน ทำให้วิชาการของโรงเรียนบ้าน กม.35 ไม่เป็นรองใคร จะขาดก็เพียงห้องเรียนและอาคารเรียนที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนที่มากขึ้นในทุกชั้นปี

อาจารย์ลำพึง เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนตั้งแต่ปลายปี 2556 มุมมองหนึ่งที่อาจารย์ลำพึงมีไม่เหมือนใคร คือ การส่งเสริมความรู้นอกห้องเรียน แต่ยังอยู่ภายในพื้นที่ของโรงเรียน และเป็นกิจกรรมที่พัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวของนักเรียนเอง ซึ่งกิจกรรมในภาคเกษตร จะเป็นสิ่งหนึ่งที่อาจารย์ลำพึงมองว่า จะช่วยพัฒนาทักษะให้กับนักเรียนได้เป็นอย่างดี

“ผมเข้ามาทำหน้าที่ผู้บริหารโรงเรียนนี้ ขณะนั้นมีแปลงดอกมะลิ และปลูกผักบ้างนิดหน่อย แต่ก็ถูกรื้อ เพราะต้องใช้พื้นที่ในการก่อสร้างอาคารเรียน ทำให้ไม่มีแปลงเกษตรหลงเหลืออยู่เลย เมื่อผมเข้ามาทำหน้าที่ ก็อยากให้โรงเรียนมีพื้นที่เกษตร สิ่งที่คำนึงถึงคือ การดำเนินกิจกรรมในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง จึงตั้งใจเริ่มเขียนโครงการ เริ่มจากการเลี้ยงไก่ไข่”

อาจารย์ลำพึง เขียนโครงการเกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรียน เชื่อมโยงกับโครงการอาหารกลางวันที่โรงเรียนมีอยู่แล้ว มุ่งเน้นให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้ เสนอโครงการไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 และได้รับอนุมัติงบประมาณมา จากนั้นสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ซื้อไก่ไข่ จำนวน 100 ตัว จากนั้นเมื่อไก่ให้ผลผลิตก็นำเข้าโครงการอาหารกลางวัน เมื่อมีผลกำไรก็นำเข้าโครงการ เพื่อหมุนเวียนใช้สำหรับการเลี้ยงไก่ไข่ต่อไป

พื้นที่โรงเรียนบ้าน กม.35 มีเพียง 23 ไร่ นักเรียน มี 996 คน บุคลากรทางการศึกษา 48 คน ในจำนวนนี้ แบ่งพื้นที่สำหรับภาคเกษตรประมาณ 1 ไร่เศษ แต่มากไปด้วยกิจกรรมหลากหลาย ที่สามารถแบ่งฐานให้นักเรียนได้เรียนรู้สลับสับเปลี่ยนกันไปตามต้องการ

ในอดีต วิชาเลือกของนักเรียนจะเป็นวิชาคอมพิวเตอร์ เมื่ออาจารย์ลำพึงเข้ามา เล็งเห็นว่า วิชาเลือก ควรเป็นวิชาที่เด็กได้ผ่อนคลาย ไม่ต้องคร่ำเคร่งกับวิชาการมากนัก และนักเรียนที่มีทักษะในการเรียนวิชาการน้อย จะได้สนุกไปกับกิจกรรมที่เสริมทักษะผ่านการเรียนรู้ด้วยตัวของนักเรียนเอง จึงปรับวิชาเลือกเป็นวิชาเกษตร และให้นักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นทั้งหมด จำนวน 127 คน เป็นหลักในการดูแลกิจกรรม และให้นักเรียนระดับชั้นอนุบาลถึงระดับชั้นประถมศึกษา เข้าศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของตนเองในวิชาเรียน

พื้นที่เพียง 1 ไร่เศษ สามารถจัดกิจกรรมในภาคเกษตรได้มากกว่าที่คิด เริ่มจากโรงเรือนไก่ไข่ เลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 200 ตัว สามารถเก็บไข่ได้ วันละ 150-170 ฟอง เลี้ยงกบนาในบ่อซีเมนต์ ปัจจุบัน เลือกซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพื่อเพาะพันธุ์ ขายพันธุ์ และขายเนื้อกบเมื่อโตเต็มวัย เลี้ยงปลาทับทิม 200 ตัว ในบ่อซีเมนต์ เลี้ยงปลาไหล 5 กิโลกรัม ในบ่อซีเมนต์ เลี้ยงปลานิลจิตรลดาในบ่อซีเมนต์

สำหรับการปลูกพืช ประกอบด้วย การปลูกชะอม จำนวน 200 ต้น แก้วมังกร จำนวน 30 หลัก ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ในกระถาง จำนวน 200 กระถาง ปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในบ่อซีเมนต์ จำนวน 60 วง ปลูกถั่วเขียวพื้นที่ 30 ตารางวา เป็นตัวอย่างของการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกข่า ตะไคร้ ดอกอัญชัน มะม่วง มะขามยักษ์ และมะละกอ ทั้งหมดปลูกคละกันเพื่อให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้

“หลังจากเปลี่ยนวิชาเลือกจากวิชาคอมพิวเตอร์มาเป็นวิชาเกษตร ผมเห็นเลยว่า เด็กมีความสุขมากขึ้นเยอะ เด็กทำกิจกรรมในแปลงเกษตรได้ดีในทุกกิจกรรม ความสุขของเด็กเริ่มเกิดขึ้น เด็กไม่เครียด เขาพอใจกับการเรียนตามต้นไม้ การแบ่งงานกับเพื่อน การได้ลงมือทำ เด็กจะเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น ไก่ไม่ไข่ เด็กจะจดบันทึก หาสาเหตุ และสุดท้ายเมื่อหาสาเหตุได้ก็เท่ากับเด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเอง มีทักษะในการคิดและมีเหตุผลมากขึ้น”

อาจารย์จำรูญ พะแพง ครูผู้สอนวิชาเกษตร กล่าวว่า ในแต่ละสัปดาห์ วิชาเลือกจะมี 2 คาบ เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาทุกคน ก่อนเริ่มเข้าแปลงเกษตร อาจารย์จะให้ความรู้ในเชิงข้อมูล ประมาณ 10 นาที จากนั้นจะปล่อยให้นักเรียนได้ปฏิบัติตามหน้าที่ที่รับผิดชอบ ในทุกสัปดาห์กิจกรรมในเชิงปฏิบัติยังแปลงเกษตรจะหมุนเวียนไปทุกสัปดาห์ ส่วนวันหยุดราชการ นักเรียนที่บ้านอยู่ใกล้โรงเรียน จะเป็นผู้รับผิดชอบมาดำเนินการในกิจกรรมที่รับผิดชอบ โดยอาจารย์ไม่ต้องใช้มาตรการใดมาบังคับ

“ปัจจุบัน มีนักเรียนหลายคนที่นำแนวคิดการทำแปลงเกษตรในรูปแบบของเศรษฐกิจพอเพียงไปทำต่อที่บ้าน เช่น การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงปลา การปลูกผัก เป็นข้อบ่งชี้ให้เห็นว่า เกษตรช่วยให้เด็กเกิดความรัก เกิดการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่อยู่ระหว่างรณรงค์ให้ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”

เด็กหญิงนารถชนก เรืองวิชา หรือ น้องนาด นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่าความรู้สึกที่ได้เรียนวิชาเกษตร ว่า เมื่อก่อนในโรงเรียนไม่มีกิจกรรมเกษตร น้องนาดเป็นเด็กกลุ่มแรกๆ ที่ช่วยอาจารย์ปรับปรุงพื้นที่เกษตร รู้สึกดีที่มีกิจกรรมทางการเกษตร เพราะช่วยให้รู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้ ส่วนตัวชอบการดำนามากที่สุด เพราะสมัยเด็กเล็กเคยช่วยคุณตาดำนา แต่เมื่อโตขึ้นไม่เคยได้ร่วมกิจกรรมการทำนาเลยแม้แต่น้อย เป็นความประทับใจ เมื่อได้ลงมือทำก็รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กเล็กอีก สิ่งที่ได้รับมากที่สุดจากการลงมือปฏิบัติในเชิงเกษตร คือ การรู้จักความพอประมาณ ความพอเพียง และความพอดี

เด็กชายกษิดิศ ล่ำสัน หรือ น้องเอิร์ธ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 บอกว่า ไม่รู้ตัวว่าชอบการเกษตรเมื่อไหร่ แต่รู้ว่าชอบเมื่อได้ลงมือปฏิบัติในทุกครั้ง ที่ชอบที่สุดคือการประมง ที่เริ่มจากการก่อปูนเพื่อสร้างบ่อปูนซีเมนต์ใช้เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เมื่อถามน้องเอิร์ธว่า คิดว่าเกษตรให้อะไรกับเยาวชน น้องเอิร์ธ ตอบอย่างเข้าใจง่ายว่า เกษตรให้ความรู้เรื่องความพอเพียง พออยู่ พอกิน ส่วนเยาวชนที่ไม่รู้เรื่องของกิจกรรมทางการเกษตรเลย จะไม่มีความพอดี และใช้เงินฟุ่มเฟือย

ด้าน เด็กหญิงนิโลบล พิมพ์เขียว หรือ น้องเมย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่าว่า สิ่งที่ชอบที่สุดในการทำการเกษตร คือ การปลูกต้นไม้ เพราะครอบครัวปลูกข้าวและไม้ผล แต่เป็นการไว้กินภายในครัวเรือน ไม่ได้ปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่ถ้าสามารถนำไปถ่ายทอดให้น้องๆ เยาวชนได้ ก็จะบอกกับน้องๆ เยาวชนว่า ให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ในทุกๆ ที่ เพราะต้นไม้สามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัวได้

ส่วน เด็กชายพงศกร กาศจันทร์ หรือ น้องออย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อธิบายว่า ชอบการเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะการเลี้ยงกบและการเลี้ยงปลา ซึ่งน้องออยมีวิธีการดูน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนน้ำให้กับปลาหรือไม่ โดยการคว่ำมือลงไปในน้ำให้ลึกถึงข้อมือ จากนั้นหงายมือขึ้น หากเห็นฝ่ามือตนเองก็แสดงว่าน้ำยังใช้ได้ แต่ถ้ามองไม่เห็นฝ่ามือหมายถึงถึงเวลาเปลี่ยนน้ำปลา ซึ่งหากเปลี่ยนน้ำจะค่อยๆ ปล่อยน้ำออกจากบ่อ ควรนำถังมารองน้ำปลาที่ใช้แล้ว เพื่อนำไปรดน้ำต้นไม้ เพราะน้ำที่ใช้เลี้ยงปลามีธาตุอาหารเหมาะสำหรับพืช เป็นการประหยัดและได้ประโยชน์อีกทอด

“ส่วนการเลี้ยงกบ ผมอยากแนะนำวิธีดูเพศกบมาฝาก กบเพศผู้จะมีสีเข้มกว่าเพศเมีย เพศผู้มีถุงคาง แต่เพศเมียตัวใหญ่กว่าและมีสีเหลืองอ่อนกว่า ส่วนการดูว่ากบเพศผู้พร้อมผสมพันธุ์ ให้สอดนิ้วไปใต้ลำตัวจากด้านหน้าไปถึงช่วงท้อง หากกบพร้อมผสมพันธุ์กบจะใช้ขาเกาะนิ้วไว้”

น้องออย บอกด้วยว่า การทำประมงที่ต้องล้างบ่อ ถ่ายน้ำปลา จับกบ จับปลา แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าได้ลองทำจะรู้ว่าไม่ยาก เป็นสิ่งที่เยาวชนทุกคนทำได้ เพียงแต่ขอให้เปิดใจยอมรับและลองทำ สำหรับน้องออย ยังนำความรู้เรื่องการเลี้ยงปลาดุกไปใช้ในครัวเรือน โดยเลี้ยงไว้กินเองในบ่อซีเมนต์ที่ทำขึ้น และการดูแล น้องออยบอกเลยว่า ไม่ใช่เรื่องยาก ถึงเวลาให้อาหาร และหมั่นสังเกตเพื่อเปลี่ยนน้ำให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็มีปลาดุกไว้กินเองภายในครัวเรือนแล้ว

แม้โรงเรียนบ้าน กม.35 จะเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่บริเวณชุมชน มีบุคลากรครูและนักเรียนจำนวนมาก มีผู้บริหารที่ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่โรงเรียนบ้าน กม.35 ยังคงต้องการอย่างต่อเนื่อง คือ อาคารเรียนที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนที่นับวันจะเพิ่มปริมาณมากขึ้น ด้วยคุณภาพการสอนของโรงเรียนเอง

ติดต่อสอบถาม หรือ ศึกษาดูงานได้ที่ โรงเรียนบ้าน กม.35 เลขที่ 1 หมู่ที่ 14 ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ หรือ อาจารย์ลำพึง วิมลเศรษฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้าน กม.35 โทรศัพท์ (089) 856-3482 และ อาจารย์จำรูญ พะแพง ครูผู้สอนวิชาเกษตร โทรศัพท์ (089) 686-3624