โรงเรียนวัดสรรเพชญฯ สามพราน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์เกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เยาวชนเกษตร

โรงเรียนวัดสรรเพชญฯ สามพราน หนึ่งในเมล็ดพันธุ์เกษตรอินทรีย์

กว่า 2 ปีแล้ว ที่มูลนิธิสังคมสุขใจ ภายใต้โครงการ สามพรานโมเดล โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ช่วยกันส่งต่อองค์ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ เข้าสู่รั้วโรงเรียนในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์ต้นกล้าอินทรีย์ต้นเล็กๆ ให้เป็นไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์ และมีฐานรากที่มั่นคง แข็งแรง

โรงเรียนวัดสรรเพชญ (ทวีวิทยาคม) อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สังกัดสำนักงานพื้นที่การศึกษานครปฐม เขต 2 คือ 1 ใน 10 โรงเรียน ที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมประกวดโครงการนำร่องส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียน ของโครงการสามพรานโมเดล และคว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง ซึ่งมีการมอบรางวัลกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในงานวันสังคมสุขใจ ครั้งที่ 2 จัดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

เดิมทีโรงเรียนแห่งนี้ก็เหมือนกับโรงเรียนอื่นๆ ทั่วประเทศ ที่เคยมีโครงการให้นักเรียนปลูกผัก เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ฯลฯ เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบปรุงเป็นอาหารกลางวัน และค่อยๆ ทยอยล้มเลิกกันไปเหมือนไฟไหม้ฟาง จะมีก็เพียงไม่กี่โรงเรียนเท่านั้นที่ทำเสร็จและต่อเนื่องอย่างยั่งยืน

อาจารย์พรหมภัสสร พงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการ โรงเรียนวัดสรรเพชญ (ทวีวิทยาคม) เล่าว่า แต่ก่อนโรงเรียนเคยทำโครงการเศรษฐกิจพอเพียง แต่ทำได้ระยะหนึ่งก็ต้องเลิกไป เนื่องจากขาดองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ได้เข้าร่วมโครงการสามพรานโมเดล ได้เรียนรู้เรื่องระบบการทำเกษตรแบบวิถีอินทรีย์ การเลี้ยงไส้เดือนเพื่อทำปุ๋ยมูลไส้เดือน โดยมีเจ้าหน้าที่จากโครงการเข้ามาให้ความรู้ คอยเป็นพี่เลี้ยง ให้คำปรึกษา แนะนำวิธีการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

“พอโครงการนี้เข้ามาเหมือนเรามีพี่เลี้ยง ทำให้ครูมั่นใจมากขึ้น จึงลงมือทำกันอีกครั้ง ทำมาสักระยะหนึ่งเมื่อเห็นว่าโครงการไปได้ ค่อยขยับขยายจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ด้วยการเลี้ยงไส้เดือนเพื่อฟื้นฟูดิน ปัจจุบัน เรามีผลิตภัณฑ์จากมือน้อยๆ ของเด็กนักเรียนหลายชนิด ทั้งน้ำหมักมูลไส้เดือน ปุ๋ยมูลไส้เดือน ซึ่งนอกจากใช้ในแปลง ยังผลิตไว้จำหน่ายตลอดทั้งปี ทำ อีเอ็มบอล ไปช่วยบำบัดบ่อน้ำเสียในชุมชน และมีมากพอสำหรับจำหน่าย สอนให้เด็กทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า เพื่อนำกลับไปใช้ที่บ้าน อีกทั้งยังทำน้ำหมักชีวภาพใช้เองในโรงเรียน อีกส่วนนำไปถวายวัด รวมถึงศูนย์เด็กในชุมชน เพื่อลดพฤติกรรมในการใช้สารเคมีให้น้อยลง”

นอกจากชีวภัณฑ์แล้ว เด็กๆ ยังปลูกพืชผักอินทรีย์ชนิดต่างๆ อาทิ เพาะเห็ด เพาะถั่วงอก แปรรูปเห็ด ทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพื่อส่งเสริมให้เด็กๆ ดื่มน้ำสมุนไพรแทนน้ำอัดลม ซึ่งนอกจากได้สุขภาพที่ดี เด็กๆ ยังได้รู้คุณค่าของสมุนไพรแต่ละชนิดอีกด้วย

ด้าน คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการ สามพรานโมเดล ที่ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 5 ปี กล่าวว่า โครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียน เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการสามพรานโมเดล จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 แล้ว เพื่อมุ่งส่งเสริมให้เด็กนักเรียนในพื้นที่อำเภอสามพรานตื่นรู้ถึงพิษภัยของสารเคมีที่ตกค้างในอาหาร ให้รู้จักกระบวนการทำเกษตรระบบอินทรีย์ โดยลงมือทำจริงด้วยตัวเอง เพื่อให้พวกเขาได้ซึมซับเรื่องที่มาอาหารปลอดภัย ปลูกฝังให้รักสุขภาพ และเห็นคุณค่าของชีวิตตั้งแต่เล็ก ขณะที่เด็กบางคนพ่อแม่ก็ยังมีอาชีพทำเกษตรแบบเคมี ซึ่งอย่างน้อยในอนาคตเมื่อโตขึ้น ความรู้ที่ได้สามารถนำกลับไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ด้วย

และเพื่อให้เด็กน้อยเหล่านี้เกิดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการครบวงจร ทุกวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ ทางโรงเรียนจึงให้เด็กๆ นำผลผลิตจำพวกชีวภัณฑ์ น้ำสมุนไพรชนิดต่างๆ ออกมาวางจำหน่ายที่ตลาดสุขใจในสวนสามพราน เพื่อให้เขารู้จักคิดเป็น ขายเป็น และได้พบปะคุ้นเคยผู้บริโภค ซึ่งนอกจากจะใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้ระหว่างเรียนแล้ว ยังฝึกความเป็นนักธุรกิจน้อยให้กับเด็กๆ อีกด้วย

“เราปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่ชั้นอนุบาล จนถึง ป.6 เริ่มจากขั้นตอนง่ายๆ ให้เขาได้สัมผัสดิน ทดลองเอามูลไส้เดือนไปใส่ต้นไม้ ได้เห็นพี่ๆ ชั้น ป.1 เลี้ยงไส้เดือน จากนั้นก็ให้เด็กชั้นอื่นเรียนรู้ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ เพิ่มขึ้นไปจนถึง ป.6″ ผู้อำนวยการ ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

เสียงใสๆ สะท้อนจากใจวัยซน ไร้เดียงสา น้องมู่หลาน เด็กหญิงพุธเกษร วงษ์อำมาต เล่าให้ฟังว่า ชอบมากที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ได้เอาอาหารไปเลี้ยงไส้เดือน และได้เอามูลไส้เดือนไปใส่แปลง ยังมีให้ขายได้อีก นอกจากนี้ ครูสอนให้หนูทำน้ำสมุนไพรดื่มแทนการดื่มน้ำอัดลม สอนให้ปลูกผักด้วย โดยใช้ปุ๋ยหมักไส้เดือนที่ทำกันเอง ครูบอกว่าการใช้สารเคมีมันอันตรายมาก

สำหรับเพื่อนร่วมชั้น อย่าง น้องบาส เด็กชายรัชพล โทนทอง ก็รู้สึกไม่ต่างกัน บาส บอกว่า ชอบมากเวลาที่ครูพาออกมานอกห้องเรียน เพราะได้ทำกิจกรรมหลายๆ อย่าง ซึ่งครูให้ทำเอง อย่างเช่น ร่อนไส้เดือน ให้อาหารไส้เดือน นำมูลไส้เดือนไปบรรจุถุงเพื่อเตรียมไว้ขาย นอกจากนี้ ช่วยกันดูแลแปลงผัก เก็บดอกอัญชัน ตะไคร้ ใบเตยหอมสำหรับทำน้ำสมุนไพรไว้ดื่ม เพื่อนๆ ชอบกันทุกคนเลยครับ”

เช่นเดียวกับ เด็กหญิงกัญญ์วรา สุขเจริญ หรือ น้องอิง ที่ชื่นชอบทุกกิจกรรม น้องอิง บอกว่า มีความสุขมากที่ได้ทำกิจกรรมแบบนี้ ทั้งได้ความรู้และได้เงินด้วย อย่างเวลาที่ครูพาออกมาขายของที่ตลาดสุขใจ จะมีผู้ใหญ่ใจดีคอยแวะเข้ามาซื้อสินค้าที่ร้านของโรงเรียน ทำให้หนูมีรายได้ด้วย ดีกว่าอยู่บ้านเสียอีก

ด้วยวัยที่ยังเล็กนัก อาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ แต่อย่างน้อยวันนี้พวกเขาได้เก็บสะสมต้นทุนความรู้จากการทำกิจกรรมไว้ได้ส่วนหนึ่งแล้ว และจะค่อยซึมซับสะสมไปทีละน้อย เชื่อว่าในที่สุดเมล็ดพันธุ์อินทรีย์ที่ถูกบ่มเพาะในรั้วโรงเรียนวันนี้ จะเติบโตเป็นต้นกล้า และกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง และสมบูรณ์ในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการเชื่อมโยง ศึกษาดูงานด้านการพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างมีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนเครือข่ายโครงการสามพรานโมเดล สามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ โทร. (081) 668-2165, (084) 670-0930 หรือ คลิ๊กดูข้อมูลได้ที่ http://www.sampranmodel.com หรือ Facebook/Sampranmodel

“กศน. น่าน” สืบสานภูมิปัญญาล้านนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“กศน. น่าน” สืบสานภูมิปัญญาล้านนา

“น่าน” เป็นหนึ่งในเสน่ห์มนตราแห่งล้านนา “แอ่วน่านม่วนไจ๋” ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ เพราะน่านเป็นเมืองแห่งความสุข สงบ สะอาด มีแหล่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ พืชไร่ไม้ผลก็มากมี รสชาติอาหารพื้นเมืองก็อร่อยเด็ด ชาวเมืองน่านน่ารัก มีน้ำใจ อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้ผู้มาเยือนหลายราย “ตกหลุมรัก” Slow Life Slow City ของเมืองน่านอย่างถอนตัวไม่ขึ้น อย่างเช่น “คุณบัณฑูร ล่ำซำ” เจ้าสัวใหญ่ผู้กุมบังเหียนธนาคารกสิกรไทย ที่ย้ายสำมะโนครัวมาเป็นพลเมืองน่านแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว

กศน. จังหวัดน่าน

ปัจจุบัน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดน่าน (กศน. จังหวัดน่าน) ภายใต้การนำของ ท่านผู้อำนวยการ คุณพีระพงษ์ มหาวงศนันท์ มุ่งเร่งรัดการกระจายโอกาสทางการศึกษา ให้เข้าถึงประชาชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียนอย่างทั่วถึง ทุกกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มวัยเรียนการศึกษาภาคบังคับ แต่อยู่นอกระบบโรงเรียน (อายุ 6-14 ปี) กลุ่มประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) กลุ่มวัยแรงงาน กลุ่มผู้พิการ และกลุ่มผู้สูงอายุ กศน. น่าน เลือกใช้สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาที่หลากหลายนำมาใช้จัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการจัดการศึกษา

ปี 2558 กศน. จังหวัดน่าน ได้ปรับรูปแบบกิจกรรมและวิธีดำเนินการ จาก “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” ไปสู่ “บ้านหนังสือชุมชน” และขยายการบริการให้กระจายครบทุกหมู่บ้าน ชุมชนต่างๆ โดยคำนึงถึงความต้องการทางการศึกษาเรียนรู้ของประชาชนในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน เพื่อส่งเสริมการรู้หนังสือ การเสริมสร้างนิสัยรักการอ่าน การเข้าถึงข่าวสารข้อมูลและความรู้ของประชาชนอย่างทั่วถึง เน้นเชื่อมโยงการทำงานเป็นเครือข่ายกับ กศน. ตำบล และศูนย์เรียนรู้ชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ในปีมหามงคล 2558 ที่ผ่านมา สำนักงาน กศน. จังหวัดน่าน ร่วมกับจังหวัดน่านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการสร้างป่าสร้างรายได้ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพื้นที่ทรงงาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เพื่อฟื้นฟูป่าให้มีสภาพสมบูรณ์ โดยส่งเสริมการปลูกไม้โตเร็ว ไม้ท้องถิ่น และไม้เศรษฐกิจ บนที่ดินทำกินของเกษตรกร เพื่อป้องกันการบุกรุกป่าไม้ธรรมชาติ รวมทั้งอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำลำธารในท้องถิ่นให้มีสภาพอุดมสมบูรณ์ต่อไป

สืบสานภูมิปัญญาล้านนา

สำนักงาน กศน. จังหวัดน่าน ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้สถานศึกษาและหน่วยจัดบริการการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย นำภูมิปัญญาท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน หรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน และแหล่งวิทยาการชุมชนทุกประเภทในพื้นที่นำมาใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและมีการอนุรักษ์ สืบสาน ประยุกต์ใช้ต่อยอดสร้างสรรค์และพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น

โดยใช้ กศน. ตำบล เป็นฐานและสถานีปลายทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนในพื้นที่ ให้ดำรงชีวิตให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุขบนพื้นฐานของคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ทั้งนี้ พบว่า ประชาชนที่เข้ามารับบริการการศึกษานอกระบบ ร้อยละ 80 มีความพึงพอใจต่อกิจกรรมที่ได้รับ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน สร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว มีชีวิตพอเพียงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ปัจจุบัน กศน. ตำบล ในพื้นที่จังหวัดน่าน ได้ขึ้นทะเบียนแหล่งเรียนรู้และครูภูมิปัญญา และเข้าร่วมกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่นักศึกษา กศน. อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ นายควง จันต๊ะขัน ครูภูมิปัญญาด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ นายศรีจันทร์ งานมูลเขียว ด้านพิธีกรรม (หมอสู่ขวัญ) และด้านวรรณกรรมล้านนา (การอ่านค่าว จ้อย) นายศรีวิชัย อินต๊ะวิชัย ด้านพิธีกรรม (หมอสู่ขวัญ) นายบุญมี จักริลา ด้านพิธีกรรม (หมอสู่ขวัญ) ท่านพระครูโอภาส นันทสาร วัดน้ำแก่นกลาง (วัดสว่างอรุณ) ด้านภาษาบาลีและวรรณกรรมล้านนา นายเดช ปันแก้ว ด้านวรรณกรรมล้านนา

“ตำบลน้ำแก่น” มีแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวล้านนาที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น วัดสว่างอรุณ บ้านน้ำแก่นกลาง เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องภาษาบาลีและวรรณกรรมล้านนา ศูนย์เรียนรู้เกษตรพืชไร่ บ้านน้ำแก่นกลาง เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ บ้านนาเหลืองม่วงขวา เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องการทำธูปสมุนไพรไล่ยุง ฯลฯ

“ตำบลน้ำเกี๋ยน” มีครูภูมิปัญญาหลายท่าน ได้แก่ นางระเบียบ สารัตนะ ด้านงานหัตกรรมและศิลปะประดิษฐ์ นางพิกุล ธนะวงค์ ด้านการจักสาน นายอนันต์ นุเสน ด้านสมุนไพรพื้นบ้าน นายจรัส ดีปินตา ด้านช่างฝีมือ การตีเหล็ก นายชูศิลป์ สารรัตนะ ด้านศิลปะสถาปัตยกรรม นางคำ ดีสีใส ด้านการนวดแผนไทย การอบสมุนไพร นายเฉลียว ดีพรมกุล ด้านพิธีกรรม (หมอสู่ขวัญ) นายภัทธาวุฒิ ธนะวงค์ ด้านการแสดงพื้นบ้าน (สะล้อ ซอ พิณ ฟ้อนดาบ)

นอกจากนี้ จังหวัดน่านยังมีแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น วัดโป่งคำ หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำเกี๋ยน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและศาสนา ส่วนพื้นที่ หมู่ที่ 2 ตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง บ้านน้ำเกี๋ยนใต้ หมู่ที่ 1 ตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องนิคมอาชีพเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนบ้านน้ำเกี๋ยน ตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องศิลปินพื้นบ้าน (สะล้อ ซอ ซึง) บ้านใหม่พัฒนา หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำเกี๋ยน ของ กลุ่มชีววิถี เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านด้านการแปรรูปสมุนไพรในรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ธูปสมุนไพรไล่ยุง บ้านนาเหลืองม่วงขวา

กลุ่มอาชีพตำบลน้ำแก่นธูปสมุนไพรไล่ยุง สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับพืชธรรมชาติที่เหมือนไร้ค่าด้วยการใช้ภูมิปัญญา นำพืชหลายชนิดที่มีสรรพคุณโดดเด่นต่างแขนงกันมารวมกันเพื่อผลิตเป็นธูปสมุนไพร พร้อมปรับบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย กลายเป็นสินค้าโอท็อป ระดับ 4 ดาว ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชม อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านไปในตัว พร้อมลดปัญหาโรคซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงวัยได้เป็นอย่างดี สร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้สูงวัย รวมทั้งถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ลูกหลานได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมกิจการผู้สูงวัยกลุ่มนี้ หรือสนใจอยากเป็นลูกค้าสามารถติดต่อกับ คุณสมพร สิทธิตาคำ โทร. (081) 960-0416 และ คุณบุญยวง อะโนติ๊บ โทร. (087) 193-4906

กลุ่มชีววิถี ชุมชนต้นแบบภูมิปัญญาสร้างอาชีพ

วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เป็นต้นแบบชุมชนแห่งการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพได้อย่างยั่งยืน ปี 2550 ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ได้นำวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ประโยชน์ และใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด ผลิตภัณฑ์ที่ได้นอกจากจะปลอดภัยต่อผู้ใช้ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน และสร้างโอกาสมีรายได้สู่ชุมชน

ทางกลุ่มชีววิถีได้นำพืชสมุนไพรในท้องถิ่น เช่น ใบหมี่ ดอกอัญชัน มะเฟือง มะกรูด มะขาม ขมิ้นชัน มาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มโดยผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาผลิตเป็นสินค้ามากกว่า 20 ชนิด เช่น แชมพู สบู่ ครีมทาผิว ฯลฯ แชมพูทุกสูตร และครีมนวด มียอดการผลิตจำหน่ายเฉลี่ย เดือนละ 1,000 ขวด สินค้าของกลุ่ม มีการจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง ทั้งในจังหวัดน่านและต่างจังหวัดโดยการส่งพัสดุไปรษณีย์ และจำหน่ายตรงให้แก่บริษัทเครื่องสำอาง 2 แห่ง คือ บริษัท เซ้นต์บิวตี้ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และ บริษัท ไบโอเวย์ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม

คุณศรินันท์ สารมณฐี ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันสินค้าของกลุ่มชีววิถีได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง เช่น สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO มาช่วยพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ และการส่งเสริมช่องทางการตลาด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นหน่วยงานให้การสนับสนุนด้านการควบคุมคุณภาพการผลิต และนำเครื่องจักรมาช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิต เช่น เครื่องปั่นแชมพู เครื่องปั่นสร้างเนื้อครีม เป็นต้น และทดสอบค่า PH ทุกครั้งที่ผลิต และมีการส่งตรวจคุณภาพการผลิต กับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดน่าน และได้ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)

ผลิตภัณฑ์กลุ่มชีววิถี เป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นการใช้สมุนไพรในปริมาณมาก และใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด เช่น แชมพูสมุนไพร จะมีสารเคมีเพียง ร้อยละ 18 เท่านั้น จึงลดโอกาส การแพ้ หรือระคายเคืองลงได้มาก แชมพูและครีมนวดผม สมุนไพรใบหมี่-อัญชัน ของกลุ่มชีววิถี เหมาะสำหรับใช้สระผมป้องกันผมร่วง และเหมาะสำหรับคนผมบาง ผมแห้งเสีย เมื่อใช้เป็นประจำจะช่วยให้ผมดกดำมากขึ้น ผมนุ่มลื่น เงางาม มีน้ำหนัก

ทางกลุ่มชีววิถีใส่ใจกระบวนการผลิตสินค้าทุกชนิด นับตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ ที่ใหม่ สด เก็บวันต่อวัน เช่น ใบหมี่ ขมิ้น มะกรูด ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ชุมชนแห่งนี้ ช่วยสร้างรายได้ให้ชาวบ้านจากการปลูกพืชสมุนไพร เช่น ใบหมี่ และมะเฟือง กลุ่มชีววิถีรับซื้อในราคา กิโลกรัมละ 3 บาท ฝ่ายผลิตมีรายได้ วันละ 150-180 บาท และได้รับโบนัสสิ้นปี เฉลี่ยคนละ 1,500-2,000 บาท ปัจจุบันสินค้าของกลุ่มชีววิถีได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้าโอท็อปเด่นประจำจังหวัดน่าน เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั่วประเทศ มีการวางจำหน่ายทั้งในร้านค้าท้องถิ่น ร้านสปาชั้นนำทั่วไป นำความภาคภูมิใจมาสู่ชุมชน และสร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นหลายล้านบาทต่อปี

วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการผลิตเครื่องสำอางสมุนไพรโดยชุมชน และช่วยขยายองค์ความรู้ไปสู่กลุ่มผู้สนใจในจังหวัดน่าน โดยการเป็นวิทยากรฝึกอบรมการทำแชมพูสมุนไพร และสบู่สมุนไพรแล้วกว่า 20 ชุมชน และมีคณะศึกษาดูงาน มาเรียนรู้ที่กลุ่มชีววิถีเป็นประจำทุกเดือน

ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมกิจการวิสาหกิจชุมชนชีววิถี อาคารเลขที่ 130 หมู่ที่ 4 ตำบลน้ำเกี๋ยน อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน 55000 โทร. (054) 684-079

ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

กศน. ทั่วไทย

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

ภาคเหนือ

พัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดโครงการประชุมวิชาการ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ของศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยโครงการดังกล่าว สังกัดสำนักงาน กศน. สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดพระปริยัติธรรม เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการศึกษานอกโรงเรียนให้เป็นที่ประจักษ์ทั่วไป สร้างขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานตามโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

กศน. เชียงของ จัดแข่งกีฬา สานสัมพันธ์

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สนามกีฬาเทศบาลตำบลครึ่ง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย จัดให้มีการแข่งขันกีฬาภายใน กศน. เชียงของ ครั้งที่ 5 ขึ้น เพื่อเป็นการสานความสัมพันธ์ ระหว่างบุคลากรภายในหน่วยงาน และส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการเล่นกีฬา

เรียนรู้ผ่านกิจกรรมวิทยาศาสตร์

กศน. จังหวัดพิจิตร จัดโครงการดาราศาสตร์ “ดาวชาละวัน” ให้กับนักศึกษา กศน. เพื่อส่งเสริมให้มีกิจกรรมด้านดาราศาสตร์ และเพิ่มเติมความรู้จากบทเรียนผ่านกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ โดยมีวิทยากรจากศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ มาให้คำแนะนำ

กศน. พะเยา จัดประชุมประจำเดือน

เมื่อเร็วๆ นี้ นายปัณณพงศ์ ท้าวอาจ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา ร่วมประชุมคณะกรรมการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือน ณ ห้องประชุมภูกามยาว ศาลากลางจังหวัดพะเยา อำเภอเมืองพะเยา ทั้งนี้ ได้นำนิทรรศการและนวัตกรรมของ กศน. อำเภอเชียงม่วน มาจัดแสดงหน้าห้องประชุมดังกล่าวด้วย นิทรรศการประกอบด้วย กิจกรรมการทำเครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ (โดยใช้ยางยืด) กิจกรรมตานความฮู้ สู่ชุมชน และกิจกรรมหนังสือที่ท่านชอบ มอบคนอื่นอ่าน เป็นต้น

โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน

กศน. ตำบลหนองหล่ม อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ดำเนินการจัดโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนตำบลหนองหล่ม ซึ่งเป็นกิจกรรมการอบรมให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการกลุ่มอาชีพ โดยมี นายสมาน สุภัควานิชย์ นักวิชาการชำนาญการ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง เป็นวิทยากรอบรมให้ความรู้

อีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

กศน.ทั่วไทย

ผู้แต่ง

อีสาน

 

เปิดโครงการส่งเสริม

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพิทักษ์ ศรีสุภักดิ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมค่านิยมหลักของคนไทย 12 ประการ ณ ที่ทำการสำนักงาน กศน. อำเภอบรบือ

เรียนรู้วิทยาศาสตร์

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม นำนักศึกษาในสังกัด จำนวน 221 คน เข้าร่วมกิจกรรมโครงการเรียนรูู้วิทยาศาสตร์สู่ประชาคมอาเซียน ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม จังหวัดร้อยเอ็ด

ร่วมบรรยาย วิชาหาเลี้ยงชีพ

ดร. สุประณีต ยศกลาง ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัดสกลนคร ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย เรื่อง วิชาหาเลี้ยงชีพ ในการประชุมปฏิบัติการการจัดการสอนทักษะอาชีพในโรงเรียนการศึกษาภาคบังคับ ณ โรงแรมอิมพีเรียล จังหวัดสกลนคร เมื่อเร็วๆ นี้

ทอดผ้าป่า สร้างที่พัก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายพัฒนา ปู่วัง ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อำเภอเมืองหนองคาย นางพรพิมพ์ บุญที และครูผู้สอนคนพิการ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ร่วมทอดถวายผ้าป่าสามัคคี สร้างอาคารที่พักนักศึกษาผู้พิการ ณ โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ หนองคาย

อบรม ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ตำบลหอคำ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ จัดกิจกรรมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์จากพลาสติก แก่ประชาชนผู้สนใจในพื้นที่ ณ กศน. ตำบลหอคำ เมื่อเร็วๆ นี้

กศน. ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05101010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

กศน.ทั่วไทย

ผู้แต่ง

กศน. ใต้

กศน. สตูล สนับสนุนสานต้นคลุ้ม สร้างรายได้

เรวัฒน์ เพ็ชรสงฆ์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสตูล เล่าว่า จากการจัดการศึกษาต่อเนื่อง หลักสูตรระยะสั้น ได้ให้ครู กศน. ตำบล จัดการสอนอาชีพ โดยยึดหลักแผนจุลภาค กศน. ตำบล ในการสร้างงาน สร้างรายได้ในท้องถิ่น โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด

กศน. ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ร่วมกับกลุ่มสตรี มาทำการจักสานต้นคลุ้ม บ้านวังตง ต้นคลุ้ม เป็นพืชที่ขึ้นบนภูเขาในสวนยางพารา โดยปกติเกษตรกรจะตัดทิ้ง เนื่องจากเป็นพืชขึ้นในสวนยางพารา

แต่เกษตรกรนำลำต้นของต้นคลุ้มมาจักสานเป็นของใช้ต่างๆ เนื่องจากต้นคลุ้มเป็นพืชในท้องถิ่น มีความคงทน ลวดลายสวยงาม สามารถขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ง่าย ปัจจุบัน สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของตำบล แต่ละตำบลมีการรวมกลุ่มกันผลิต และปลูกต้นคลุ้มขาย ต้นละ 10 บาท ทำเส้นต้นคลุ้มขาย และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปยังต่างจังหวัด มีสมาชิก 15 ครัวเรือน สร้างรายได้หลักแก่ครอบครัวในยามราคายางพาราตกต่ำได้เป็นอย่างดี

กลุ่มจักสานต้นคลุ้ม ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 4 บ้านวังตง ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ประธานกลุ่ม บุบผา เชื้อขาว โทร. (091) 315-1142

สาธารณรัฐฟิจิ กับความร่วมมือด้านเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เกษตรต่างแดน

สาธารณรัฐฟิจิ กับความร่วมมือด้านเกษตร

เมื่อเร็วๆ นี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะได้เดินทางไปยังกรุงซูวา สาธารณรัฐฟิจิ เพื่อหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบทและทะเล และการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติฟิจิ พร้อมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงประมงและป่าไม้ฟิจิ ตามที่ไทยและฟิจิได้ลงนามใน เอ็มโอยู (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านเกษตรและประมงของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับ นายไอเนีย เซรูอิราตู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบทและทะเล และการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติฟิจิ ณ กระทรวงเกษตร การพัฒนาชนบทและทะเลฯ ว่า ตามที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิจิ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรไป เมื่อ วันที่ 14 ธันวาคม 2558 แล้วนั้น การพบปะหารือกันในครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นความร่วมมือระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ในด้านการพัฒนาการเกษตร การค้า และการลงทุนของทั้งสองประเทศในอนาคต

ซึ่งประเด็นสำคัญที่ได้หารือร่วมกันในครั้งนี้ ประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก คือการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านวิชาการเกษตรระหว่างกัน โดยทั้งสองฝ่ายจะทำงานร่วมกันภายใต้คณะทำงานร่วมด้านเกษตรของสองประเทศ ซึ่งฝ่ายไทย มีนายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน โดยมีการประชุมทุกๆ 2 ปี

สำหรับประเด็นเบื้องต้นที่ทั้งสองฝ่ายสนใจ ได้แก่ ฝ่ายไทยสนใจความร่วมมือด้านวิชาการในเรื่องมะพร้าว เพราะฟิจิเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในด้านการผลิตมะพร้าว เทคโนโลยีการเพาะกล้าพันธุ์และการปลูกมะพร้าวอินทรีย์ รวมถึงระบบการจัดทำพันธุกรรมมะพร้าว

จากการร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมะพร้าวและอุตสาหกรรมการแปรรูปมะพร้าวของไทยให้เพียงพอต่อความต้องการบริโภคได้

ขณะเดียวกันทางสาธารณรัฐฟิจิสนใจเกี่ยวกับความร่วมมือทางวิชาการด้านเกษตรในเรื่องการจัดการดิน และการปลูกพืช เช่น ข้าว พืชไร่ เป็นต้น รวมถึงการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาล ซึ่งประเทศไทยยินดีพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนและสนับสนุนวิชาการที่ฝ่ายฟิจิเสนอ

ประเด็นต่อมา คือการเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยประเทศไทยสามารถเป็นฐานการกระจายสินค้า (HUB) ในการกระจายสินค้าจากฟิจิไปยังประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน ขณะที่ฟิจิเองเป็นศูนย์กลางของประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก

ดังนั้น หากไทยและฟิจิช่วยผลักดันสินค้าเกษตรของกันและกันไปยังประเทศที่ 3 จะเป็นโอกาสอันดีในการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศเพิ่มมากขึ้น

สุดท้าย ประเด็นที่จะมีความร่วมมือระหว่างกัน คือการสนับสนุนและช่วยเหลือกันในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยและฟิจิเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การค้า และมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารเหมือนกันในหลายองค์กร ทั้ง FAO, WTO, Codex และ ESCAP ดังนั้น การร่วมเป็นพันธมิตร จะเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกันในองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และการสนับสนุนเสียงระหว่างกันในเวทีนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการดำเนินการหลังจากนี้ คณะทำงานของสองประเทศที่ได้มีการแลกเปลี่ยนรายชื่อกันในครั้งนี้ จะเป็นกลไกผลักดันความร่วมมือจะร่วมกันดำเนินการตามข้อตกลงต่างๆ ใน MOU ให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งในเรื่องการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งการประชุมครั้งแรกนั้นประเทศไทยยินดีที่จะรับเป็นเจ้าภาพในการประชุมนัดแรกด้วย

จากความร่วมมือในครั้งนี้ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันคือ การเป็นฐานการกระจายสินค้าเกษตรระหว่างกัน โดยไทยสามารถเป็นฐานกระจายสินค้าเกษตรของฟิจิในภูมิภาคอาเซียนได้ ขณะที่ฟิจิก็เป็นฐานในการกระจายสินค้าเกษตรของไทยในหมู่เกาะฟิจิได้เช่นเดียวกัน รวมถึงการที่ทั้งไทยและฟิจิจะเป็นเสียงสนับสนุนซึ่งกันและกันในเวทีองค์กรระหว่างประเทศที่ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกในการผลักดันเรื่องต่างๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันด้วย

ในโอกาสเดียวกันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ของไทยและภาคเอกชนของไทยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสินค้าเกษตร อาหาร และประมง ร่วมเดินทางไปด้วย เช่น กลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย เป็นต้น ยังได้เยี่ยมชมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ฟิจิ ตลาดกลางสินค้าเกษตร และบริษัทผู้ผลิตสินค้าเกษตรของฟิจิครั้งนี้มีด้วยกัน 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท ฟู้ดส์ แปซิฟิก จำกัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการแปรรูปทูน่าและผลิตภัณฑ์ทูน่าอื่นๆ และ บริษัท แปซิฟิก ฟีดส์ (Pacific Feeds) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาหารสัตว์ชั้นนำของฟิจิ โดยมีตลาดต่างประเทศสำคัญ เช่น เอเชีย แปซิฟิก อเมริกาเหนือ และยุโรปเหนือ ตลาดกลางสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเกษตรที่สำคัญของฟิจิ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการตลาด และการแปรรูปสินค้าเกษตรระหว่างกัน หน่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ กองวิจัย สังกัดกระทรวงเกษตรฯ ฟิจิ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาที่ฟิจิและไทยมีความสนใจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรระหว่างไทยและฟิจิอีกด้วย

ในส่วนด้านข้อมูลเศรษฐกิจการค้าสินค้าเกษตรระหว่าง ไทย-ฟิจิ พบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2556-2558 ไทยและฟิจิมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร เฉลี่ยปีละ 660 ล้านบาท โดยฟิจิเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าเกษตรกับประเทศไทย อันดับที่ 95 ของไทย มีสัดส่วนการค้าสินค้าเกษตร ร้อยละ 0.4 ของมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรของไทยกับโลก

สินค้าส่งออกที่สำคัญประกอบด้วย ข้าว อาหารปรุงแต่ง และน้ำตาล

ส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าเกษตร เฉลี่ยปีละ 243 ล้านบาท สินค้านำเข้าที่สำคัญประกอบด้วย สินค้าประมงสดและแปรรูป แช่เย็น แช่แข็ง

โดยที่ผ่านมานั้นประเทศไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับฟิจิมาโดยตลอด

ขณะที่ข้อมูลการค้าสินค้าประมงระหว่าง ไทย-ฟิจิ พบว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2556-2558 ไทยและฟิจิมีมูลค่าการค้าสินค้าประมง เฉลี่ยปีละ ประมาณ 256 ล้านบาท โดยการค้าสินค้าประมง ไทย-ฟิจิ

ส่วนใหญ่ไทยจะนำเข้าสินค้าประมงจากฟิจิมากกว่าการส่งออก

โดยแบ่งเป็น ไทยนำเข้าสินค้าประมงจากฟิจิ ประมาณ ปีละ 230 ล้านบาท สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าประมงสดแช่เย็น แช่แข็ง ทูน่าสดแช่เย็นแช่แข็ง

ขณะที่มูลค่าการส่งออก เฉลี่ยปีละ 26 ล้านบาท มีสินค้าส่งออกที่สำคัญประกอบด้วย ทูน่ากระป๋อง ปลากระป๋องอื่นๆ

นับเป็นอีกก้าวของการสร้างโอกาสทางการค้าด้านการเกษตรกับสาธารณรัฐฟิจิ

แบ่งมรดกใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

แบ่งมรดกใหม่

นายสมโภชน์ และนางสมสวย เป็นบิดามารดาของคุณสมชาย

คุณสมชาย จดทะเบียนสมรสกับนางคำดี มีบุตรคือ นายโผง นางสาวจำเนียน และเด็กชายศราวุฒิ

ต่อมาคุณสมชายจดทะเบียนหย่ากับนางคำดี แล้วจดทะเบียนสมรสกับนางจำนูญ

คุณสมชายทำสัญญาประกันชีวิต (อุบัติเหตุ) กับบริษัทประกันชีวิต วงเงินเอาประกัน 1,000,000 บาท

คุณสมชายเปิดบัญชีออมทรัพย์ 2 บัญชีไว้ มีความคุ้มครองประกันภัยอุบัติเหตุ รวม 300,000 บาท

เมื่อคุณสมชายประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย ศาลจังหวัดมีคำสั่งตั้ง นางสาวจำเนียน และนางจำนูญ เป็นผู้จัดการมรดกของคุณสมชาย

นางสาวจำเนียนและนางจำนูญ ขอรับสินไหมทดแทน โอนเงินเข้าบัญชีของทั้งสองครั้งแรก จำนวน 1,300,145.99 บาท และอีกจำนวน 612.77 บาท เข้าอีกในเวลาต่อมา รวมเป็นเงิน 1,300,758.76 บาท

นายโผงลูกชายคนโตของคุณสมชาย นายสมโภชน์ และนางสมสวย บิดามารดาของคุณสมชาย ยื่นฟ้อง นางสาวจำเนียน น้องสาว และนางจำนูญ ภริยาใหม่ของคุณสมชาย ขอให้บังคับทั้งสองให้แบ่งเงินประกันชีวิตของคุณสมชายให้แก่ทั้ง 3 คนละ 216,690 บาท

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้แบ่งแก่ทายาททั้งหมด คนละ 1 ใน 6 ส่วน

นางจำนูญอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

นางจำนูญฎีกาว่า เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสของผู้ตายกับนางจำนูญ ทั้ง 3 ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่ง

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้น หมายถึง ทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่คุณสมชายถึงแก่ความตาย ย่อมทำให้การสมรสของผู้ตายกับนางจำนูญสิ้นสุดลงตาม มาตรา 1501 สิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิต จำนวน 1,300,758.76 บาท นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากความมรณะของผู้ตาย เป็นเงินประกันชีวิต และเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอก ซึ่งได้รับมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับนางจำนูญ

ประกอบกับกรมธรรม์มิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ ว่าให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตน หรือแก่ผู้ใด จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้โดยตรง ต้องนำ มาตรา 4 วรรคสอง มาบังคับใช้ คือ อาศัยเทียบบทกฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง ได้แก่ มาตรา 897 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า

“ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่า เมื่อตนถึงซึ่งความมรณะให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ไซร้ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้น ท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้”

ดังนั้น เงินประกันชีวิตดังกล่าว จึงต้องแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายในฐานะทรัพย์สินส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก ตามมาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1)

โดยนายสมโภชน์และนางสมสวย ซึ่งเป็นบิดามารดาของผู้ตาย กับนางจำนูญ ภริยาผู้ตาย ต่างได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่าๆ กัน กับนายโผง นางสาวจำเนียน และเด็กชายศราวุฒิ ซึ่งเป็นทายาทชั้นบุตร

ปรู : ไม้พุ่ม สรรพคุณเป็นยา

สุวรรณ พันธุ์ศรี

ปีนี้อากาศค่อนข้างจะแปรปรวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ทำเอาปรับตัวตามแทบไม่ทัน

ถึงกระนั้นก็ทำเอาผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ต่างจังหวัด ล้มหายตายจากไปหลายศพ

อากาศสะบัดร้อนสะบัดหนาวแบบนี้ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงจริง โอกาสเจ็บป่วยก็จะเป็นมาก

ที่เป็นอย่างนี้ ก็ต้องโทษมนุษย์โลกเรานี่แหละ ที่ทำให้เป็นอย่างที่เป็น

มนุษย์บางพวกก็อยากจะอยู่กับธรรมชาติ แต่ก็อยู่กับธรรมชาติไม่เป็น

มนุษย์บางพวกก็ใช้ธรรมชาติจนขาดความสมดุล จนธรรมชาติลงโทษ เป็นการเตือนแล้วก็หลายครั้ง

มนุษย์ก็ยังไม่หยุดที่จะทำร้ายทำลายธรรมชาติ

อย่าลืมว่า การทำร้าย ทำลายธรรมชาติ มันคือการทำร้าย ทำลายมนุษย์เอง

หากติดตามความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต ก็จะรู้ว่ามีหลายสิ่งที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้

ไม่แน่ว่ามนุษย์ก็มีโอกาสที่จะสูญพันธุ์ได้เช่นกัน

มีหนทางหนึ่งที่พอจะช่วยได้ นั่นก็คือ ปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติ

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ปรู”

ต้นปรูนี้ นักพฤกษศาสตร์จัดอยู่ในจำพวกไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นออกเกลี้ยง แต่กิ่งอ่อนจะมีขนอ่อนบ้าง

ลักษณะของใบ โคนใบแคบ แหลม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ท้องใบจะเห็นเส้นใบชัดเจน ก้านใบออกจะยาว

เมื่อต้นโตพอให้ดอก จะออกดอกรวมเป็นกระจุก สีขาวนวล หรือเหลืองอ่อน มีกลีบรองดอก ส่วนโค้งของดอกจะเชื่อมติดกันเป็นท่อรูปกรวย

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผล รูปยาวรี กลางผลจะเป็นสันแข็ง

คนเต่โบราณท่านศึกษาเรื่องต้นไม้ จนรู้ว่า ต้นปรูก็มีสรรพคุณทางยาสมุนไพร โดยเฉพาะเปลือกราก และเปลือกลำต้น

เปลือกราก มีสรรพคุณแก้โรคผิวหนัง ยาแก้พิษ บำบัดอาการเป็นไข้ ยาระบาย และขับเหงื่อ

ส่วน เปลือกลำต้น มีสรรพคุณแก้จุกเสียด บำรุงธาตุไฟ แก้หอบหืด แก้ท้องเสีย แก้อาการไอ

นี่คือผลประโยชน์ที่ได้จากการปลูกต้นปรู

ผู้ที่มีที่มีทาง ก็อยากจะให้ช่วยปลูกเอาไว้

ส่วนผู้ที่ชอบตัดไม้ทำลายป่าธรรมชาติ ก็ขอให้คิดเสียใหม่ ว่าที่หายใจได้ทุกวัน เพราะอะไร

การตัดต้นไม้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นด้วย

เมื่อโลกร้อนขึ้น ก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั้งมวล

ก็อยากให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ เพื่อสิ่งต่างต่างจะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ลงมือปลูกวันนี้ พรุ่งนี้ก็ดีเอง

สุดยอดสวน “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” ที่ปากท่อ ราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

สุดยอดสวน “มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง” ที่ปากท่อ ราชบุรี

แฟน–ๆ ครับ หากต้องเดินบนเส้นทางที่สามารถ เดินห่าง…จากความจน ให้ได้สมบูรณ์แบบนั้น จงอย่ามีความเชื่อใน 2 สิ่งต่อไปนี้ พวกทรงเจ้าเข้าผี และหมอดู เชื่อกันเช่นนั้นหรือว่าไม่มีจริง เพราะเราไม่สามารถสัมผัสหรือเห็นจริงได้ ทุกอย่างล้วนเป็นแค่การเล่าขานหรือการคาดคะเน เดาสุ่มกันทั้งนั้น ที่แน่นอนที่สุดคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือความจริงในทุกๆ วัน ที่เราต้องอยู่กับมันตลอดชีวิตเรานั้น ขอให้เชื่อได้เลยว่าล้วนเกิดขึ้นจากการกระทำของตัวเราเองทั้งสิ้น

ก่อนอื่นเหมือนเช่นทุกครั้ง เบื้องต้นนี้ขอได้รับความขอบพระคุณอย่างมากๆ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน ผมเป็นปลื้มอย่างที่สุดของที่สุด ไม่ว่าจากการส่งเสียงไปหาไม่ขาดระยะ หรือจากเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร ทุกเรื่องยังคงเป็นเรื่องราวของ ชะอมไม้เค็ด 2009 ทั้งสิ้นชนิดไม่รู้เบื่อ และแฟนๆ จะเน้นอีกว่า เขียนเรื่องอื่นไปบ้างแต่ห้ามลืมเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ชะอมไม้เค็ด 2009 เด็ดขาด เพราะเป็นเรื่องที่รออ่านกันอยู่ ขอบคุณอีกครั้งครับแฟนๆ

แต่สำหรับปักษ์นี้ผมขออนุญาตเว้นเรื่อง ชะอมไม้เค็ด 2009 หวังว่าแฟนๆ คงไม่ว่าอะไร เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้างนะครับ เนื่องจากเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้เหมาะกับแฟนๆ ที่กำลังศึกษา สนใจ และต้องการเลือกปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงที่เป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับตลาด ทั้งในและต่างประเทศ ที่นี่น่าสนใจเนื่องจากมีจำนวนมาก พร้อมมีผลผลิตที่ออกมาในแต่ละปีก็มีจำนวนมากเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ง่ายอย่างที่คิดแต่ก็ไม่ยากหากคิดที่จะลงมือปฏิบัติชนิดมุ่งมั่นและตั้งใจ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้ ปัจจุบันนี้มีของจริงให้ท่านได้สัมผัสพร้อมเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองทุกขั้นตอนตามที่ต้องการ

เนื่องจากสวนมะม่วงแห่งนี้ผมได้ติดตามมาตลอด ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบันนี้ เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วครับ เนื่องจากผมได้รู้จักกับ คุณนที เมฆรุ่งโรจน์ นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จที่เกี่ยวกับเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ของปูนซีเมนต์ทุกชนิดที่นำมาใช้ในการก่อสร้าง มีโรงงานอยู่ที่ราชบุรี ปัจจุบัน คุณนที ได้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการตระกูลฮุนอนุสรณ์มูลนิธิ อีกด้วย เมื่อครั้งที่ได้ไปเยี่ยมหาผมที่สวนชะอมไม้เค็ด 2009 ที่ปราจีนบุรี

หลังจากที่ได้พูดคุยกันจึงได้ทราบว่า คุณนทีมีสวน เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 49 หมู่ที่ 7 บ้านโพธิ์ศรี ตำบลหนองกระทุ่ม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี มีความต้องการที่จะปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพื่อให้ได้ผลผลิตออกมาให้ดีที่สุด เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ หรือหากเป็นไปได้จะเน้นการส่งออกให้มากที่สุด เนื่องจากคุณนทีมองดูว่าน่าจะสามารถคุ้มค่ากับการลงทุนที่มากเช่นกันกว่าจะมีผลผลิตออกมา ที่ผมประทับใจอย่างมากๆ คือ สำหรับส่วนตัวของคุณนทีไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง หรืองานทางด้านที่เกี่ยวกับเกษตรมาก่อนอีกต่างหาก

คุณนที เล่าว่า หลังจากเมื่อตัดสินใจว่าต้องการเช่นนี้ จึงได้เริ่มศึกษาในเบื้องต้นโดยการเดินทางไปเยี่ยมหาตามสวนต่างๆ ในหลายๆ พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง พร้อมกับมะม่วงสายพันธุ์อื่น และจากหนังสือหรือสื่อทั่วๆ ไป ทุกเรื่องราวที่เกี่ยวข้องตามที่ต้องการ ชนิดให้ถ่องแท้สำหรับเพื่อนำมาวางแผนในทุกๆ เรื่องราวเป็นลำดับขั้นตอนก่อนตัดสินใจลงมือ จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง คุณนที บอกต่ออีกว่า โดยเฉพาะนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาด

แต่ประเด็นหนึ่งสุดยอดมากๆ ที่คุณนทีบอกผมเสมอ ผมก็เห็นด้วยเช่นกันว่าจะไม่กลัวกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้น ขอแค่เพียงให้ผลผลิตที่ได้นั้นต้องมีคุณภาพที่ดีเยี่ยมเป็นอันดับแรกเสียก่อน แบบว่าเมื่อทุกคนได้เห็นและสัมผัสแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดีเยี่ยม ทุกอย่างพร้อมเป็นที่ยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นทั้งสีของผิวและรูปทรงของมะม่วง ตลอดไปจนถึงรสชาติเมื่อได้สัมผัสลิ้น หากได้ผลเช่นนี้ ปัญหาต่างๆ คงไม่น่าจะมีให้ปวดหัวหรือมีก็น้อยมาก

จนมั่นใจว่ามีความเป็นไปได้แน่นอน แม้ว่าจะเป็นการลงทุนที่สูง และกว่าจะได้ผลผลิตออกมาต้องใช้ระยะเวลาก็ตาม เนื่องจากมีปัจจัยที่จะมาลงทุนพร้อม เครื่องมือพร้อม แรงงานพร้อม เมื่อทุกอย่างพร้อมคุณนทีส่งข่าวถึงผม จากนั้นต่อมาผมจึงติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด เนื่องจากผมต้องการที่จะเกาะติดเพื่อศึกษาดูว่า นักธุรกิจที่นั่งแต่ห้องแอร์ ขับรถเบนซ์ แถมมีแค่เงินลงทุน จะสามารถบริหารงานด้านเกษตรตามที่ต้องการได้เยี่ยมยอดแค่ไหน เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แฟนๆ ว่าจริงไหมครับ

เมื่อทุกอย่างลงตัว จำต้องมีคนงานประจำเป็นเบื้องแรกที่ต้องมีคุณสมบัติข้อแรกคือ ซื่อสัตย์ และไว้ใจได้ในทุกเรื่องราว เนื่องจากจะต้องอยู่ประจำและดูแลทุกเรื่องราวที่เกิดพร้อมรายงานให้รับทราบ เนื่องจากคุณนทีจะมีเวลาเข้าไปที่สวนสัปดาห์ละครั้งเท่านั้น หากไม่ติดงานที่ไหนและจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องราวด้านการเกษตรบ้างพอสมควร สำหรับเรื่องอื่นๆ ที่จะตามมาน่าจะไม่เป็นเรื่องยากนัก หากมีคุณสมบัติเบื้องต้นตามที่เขียนถึง คุณนทีจึงได้เลือก คุณเนตร์ชัย ศิริพิลา และภรรยา มาเป็นผู้ดำเนินงาน

ดังนั้น คุณเนตร์ชัยจึงเป็นผู้เริ่มต้นบุกเบิกทุกขั้นตอน ตั้งแต่ปรับปรุงพื้นที่สวนเพื่อนำมาเป็นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ตามที่ได้จัดตารางวางไว้เป็นระบบขั้นตอนตั้งแต่แรกเริ่มเป็นต้นมา ในการปฏิบัติงานชนิดให้มีความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยได้แบ่งเนื้อที่ดังนี้คือ ใช้เนื้อที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในจำนวน ประมาณ 60 ไร่ เนื่องจากสวนนี้เน้นเรื่องการปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นนางเอก ดังนั้น จึงต้องนำมาคิดก่อนเป็นอันดับแรก ในเนื้อที่ดังกล่าวจึงเกิดขึ้นดังนี้ ปรับพื้นที่สำหรับปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง โดยใช้ระยะห่างต้น 3 เมตร และห่างแต่ละแถว 5.70 เมตร ใช้จำนวนต้นมะม่วง แถวละ 50 ต้น แถวซ้ายมือ จำนวน 70 แถว ขวามือ จำนวน 40 แถว รวมทั้งสิ้น 110 แถว ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่นำลงปลูกไปทั้งสิ้น จำนวน 5,500 ต้น

ความต้องการต่อมาของคุณนทีจะเน้นคือ จะปลูกให้ต้นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นต้นพุ่มที่ไม่สูงมาก เน้นใช้แรงงานคนยืนห่อลูกเมื่อถึงเวลา หรือเก็บผลผลิตได้สะดวก ไม่ต้องปีนป่ายหรือใช้อุปกรณ์ใดๆ มาช่วย และไม่จำเป็นต้องให้มีผลผลิตจำนวนมากในแต่ละต้น แต่จะเน้นคุณภาพของผลผลิตเป็นอันดับแรก พร้อมกับเมื่อต้องการตัดแต่งกิ่งหลังจากเก็บผลผลิตเรียบร้อยแล้วก็จะง่าย สะดวก รวดเร็วอีกต่างหาก ที่สุดยอดมากๆ คือแปลงที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองนั้นต้องดูสวยงาม เป็นแนว ทุกจำนวนต้นระยะแถวเรียบร้อย สดสวยอีกด้วย

นับว่าเป็นสวนที่มีเนื้อที่ใช้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่เป็นจำนวนมากอีกสวนหนึ่ง เนื่องจากคุณนทีมีความพร้อมในทุกๆ เรื่อง ดังที่ผมเขียนเรียนไว้ข้างต้น ที่สำคัญคือเมื่อลงมือแล้วก็น่าจะได้ผลตอบแทนแบบว่าคุ้มค่าชนิดสุดๆ ไปเลย ผมจึงได้ติดตามมาตลอด ตั้งแต่ได้ลงมือดำเนินการปลูกตั้งแต่ ปี 2554 เป็นต้นมา จนเมื่อปีที่แล้ว 2558 ได้มีการเก็บผลผลิตในปีแรก แม้ว่าทุกอย่างจะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็ตาม

แต่ทุกอย่าง ทุกเรื่องราวที่ผ่านมาคือบทเรียนรู้ที่คุณนทีรับทราบอย่างมากมายในทุกๆ เรื่องที่เป็นข้อปัญหา เพื่อจะนำมาปรับใช้ในปีนี้ เนื่องจากคอลัมน์นี้ผมเน้นเสมอว่า เมื่อไม่มีความท้อ มีแต่ความมุ่งมั่น ตั้งใจ บวกความขยันและอดทน คือสิ่งที่เมื่อใครก็ตามมีอยู่ในตัว จะไม่มีวันสูญเปล่า จะวนเวียนกลับมาหาเมื่อถึงวันนั้น คุณสมบัติเช่นนี้มีพร้อมครบถ้วนในตัวคุณนทีครับแฟนๆ

ปีนี้จึงเป็นปีที่น่าสนใจอย่างมาก คุณนที บอกผมว่า จะไม่มีคำว่าผิดหวังเป็นครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน ทุกอย่างต้องพร้อมมากขึ้นกว่าเดิม คุณนทีจึงได้วางแผนให้คุณเนตร์ชัย คนดูแลจดบันทึกตลอดทุกปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงสำหรับให้ได้ผลผลิตที่ออกมาตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะมากหรือน้อยแต่ต้องใกล้เคียงที่สุด ที่จะเน้นเป็นประเด็นแรกคือ ให้ผลผลิตออกนอกฤดูให้ได้มากที่สุด ผลผลิตของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองต้องให้ได้ผลผลิต 3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม หรือกว่านั้น พร้อมมีความมั่นใจว่าทุกอย่างน่าจะไปได้ดีเนื่องจากการเรียนรู้จากหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อเป็นเช่นนี้ ปีนี้คุณนทีจึงวางแผนให้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองออกนอกฤดูทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็นรุ่น รุ่นละ 1,000 ต้น โดยให้ได้ผลผลิตออกมาห่างกันในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แบบว่าจะไม่ให้ขาดช่วง ให้ได้จำนวนทั้งสิ้น 5 รุ่น ก่อนที่จะถึงเดือนเมษายนที่เป็นฤดูปกติสำหรับที่มะม่วงสายพันธุ์นี้จะออกมาจนล้นในตลาด มะม่วงรุ่นแรกของสวนนี้ได้วางแผนที่จะเริ่มออกตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป แม้ว่าจะไม่ได้จำนวนตามที่ต้องการ เนื่องจากเมื่อลงมือดำเนินการได้เกิดสภาพอากาศที่ไม่คาดคิด คือมีฝนตกมาเกือบทุกวันในเวลาที่มะม่วงเริ่มออกดอกก็ตาม

ที่น่าสนใจศึกษาเป็นอย่างมากสำหรับท่านใดที่ต้องการเรื่องราวเช่นนี้ คือภายในสวนจะสะอาด ร่มรื่น ทั้งที่สวนนี้ใช้แรงงานประจำแค่ 2 คน เท่านั้น แต่ในบางครั้งจะมีจ้างแรงงานรายวันบ้างหากต้องการงานเร่งด่วน เช่น การกำจัดวัชพืช การตัดแต่งกิ่ง เป็นต้น สำหรับการให้น้ำนั้นจะวางระบบน้ำแบบให้เครื่องกรองน้ำก่อน แล้วจึงจะปล่อยไปให้ต้นมะม่วงด้วยระบบน้ำหยด หรือการให้ปุ๋ย สวนนี้จะเน้นขี้หมูไปตามสายน้ำหยดเช่นกันตลอดทั้งสวน หรือการจัดวางระบบมินิสปริงเกลอร์ หลังจากที่ต้นมะม่วงมีระยะเวลาตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไป ที่เริ่มเจริญเติบโตและต้องการน้ำเพิ่มขึ้น นับว่าเป็นสวนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ที่ครบเครื่องทุกเรื่องราวจริงๆ ครับ

หากท่านใดมีความสนใจจะไปเยี่ยมหา หรือติดต่อเรื่องของผลผลิต ติดต่อ คุณนที เมฆรุ่งโรจน์ โทร. (094) 328-7945 หรือ คุณเนตร์ชัย ศิริพิลา โทร. (081) 191-2007 ที่จะให้รายละเอียดทุกอย่างได้ชนิดน่าทึ่ง เนื่องจากเป็นผู้ดูแลพร้อมลงมือเริ่มต้นปฏิบัติด้วยตัวเองทุกขั้นตอนตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นปรับสภาพดินก่อนลงมือปลูก เทคนิคการปลูก ระบบการให้น้ำและปุ๋ย ดูแลทุกระยะการเติบโตของมะม่วงทุกขั้นตอน การตัดแต่งกิ่ง การทำให้มะม่วงออกนอกฤดู การห่อผลผลิต เพราะผลผลิตของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในสวนนี้จะห่อทุกผล ตลอดจนการเก็บ หรือทุกเรื่องราวที่ต้องการทราบ เรียนเชิญนะครับ ยินดีต้อนรับ กรุณาสอบถามเส้นทางก่อนไปเยี่ยมหานะครับ

ในสวนนั้นใช้เนื้อที่ปลูกมะม่วงสายพันธุ์อื่นอีกด้วย เช่น มะม่วงมันเดือนเก้า จำนวน 50 ต้น มะม่วงงามเมืองย่า มะม่วงโชคอนันต์ มะม่วงโชควิเชียร และมะม่วงสายพันธุ์ปลาตะเพียน อย่างละประมาณ 10 ต้น อีกด้วย มะม่วงสายพันธุ์นี้จะมีแม่ค้าเข้ามารับซื้อถึงสวน มีจำนวนแค่ไหนไม่ปฏิเสธทั้งสิ้น ขอเพียงบอกไปเท่านั้นจะเข้าไปหาทันที

สุดท้าย ชีวิตเรานั้นไม่ได้เกิดมาพร้อมกับคนอื่น เกิดมาเพียงชีวิตเดียวคือเรา เราจึงไม่จำต้องไปเหมือนกับใคร หรือใครก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับเรา คนที่พบกับความสมหวังนั้น ในบางครั้งเราไปมองดูว่าเขานั้นช่างเป็นคนโชคดีอะไรเช่นนั้น หรืออาจจะเป็นว่าโชคชะตาฟ้าลิขิตให้มีบุญวาสนา เกิดมาในเวลาตกฟากที่ดี จึงเป็นคนที่ทำอะไรแล้วมีโชคเสมอ ผิดกับตัวเราที่ล้วนชีวิตไร้โชคตลอดเวลา

แฟนๆ คิดเช่นนี้กันบ้างไหม แต่เชื่อเถอะว่า เขาผู้โชคดีคนนั้นย่อมรู้เสมอว่า ความสมหวังที่ได้รับนั้นไม่ได้เกิดจากโชคบันดาลหรือสวรรค์ลิขิตอะไรหรอกครับ ตัวเขาเองต่างหากที่ทำให้มีวันนี้ได้ วันแห่งความสมหวังแห่งชีวิต เพราะทุกการกระทำล้วนเกิดจากตัวเขาเองทั้งสิ้น แม้จะไม่พบกับความสมหวังในทันที แต่ก็จะทำให้เราได้สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างมากมาย เมื่อเรามีความขยันและอดทน ไม่ท้อกับชีวิต วันหนึ่งคงเป็นวันของเราอย่างแน่นอนได้เช่นกัน

ทดลองปฏิบัติดูได้เลยว่าเมื่อเรานั้นตั้งใจแน่นอน ว่าต่อไปนี้จะกระทำการสิ่งใดด้วยความขยันและอดทนแล้ว เราจะสามารถพบกับความสมหวังได้จริงไหม? เมื่อไม่ลองแล้วจะรู้ได้เช่นไรเล่า? ขอบคุณ สวัสดี

ผักเสี้ยน : สุดยอดผักดองไทย? ที่อร่อยอย่าบอกใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ผักเสี้ยน : สุดยอดผักดองไทย? ที่อร่อยอย่าบอกใคร

ผักเสี้ยน แค่ชื่อฟังแล้วก็ไม่น่ากินซะแล้ว และยิ่งได้ไปเห็นต้นสดๆ ของผักเสี้ยนแล้วล่ะก็ จะเห็นว่าไม่มีลักษณะใดที่จะกินได้อร่อยเลย เว้นแต่ดอกที่มีกลิ่นหอมเย็นๆ และสีขาวสลับชมพูดูสวยดีเท่านั้น และที่สำคัญ ผักเสี้ยนทั้งต้น สามารถใช้ได้เพียง “ยอดอ่อน” ของผักเสี้ยนเท่านั้น ส่วนอื่นนั้นใช้ไม่ได้เลย

ที่สำคัญที่สุด ผักเสี้ยน ไม่ใช่ผักกินอร่อย แต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผักมหาภัย ที่สามารถคร่าชีวิตของเราได้ เพราะใบและยอดของผักเสี้ยนจะมีสารพิษ และสารนี้เมื่อกินเข้าไป จะมีผลและเกิดปฏิกิริยากับประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการมึนงง อาเจียน และสิ้นสติได้ (หากกินเข้าไปมากๆ)

ดังนั้น จึงไม่มีใครคนไหนเขากินผักเสี้ยนสดๆ กัน และถ้าเห็นใครไปถอนผักเสี้ยนมากินสดๆ เราต้องเป็นผู้หวังดี ณ บัดนาว! และต้องห้ามปรามโดยทันที ไม่เช่นนั้นเขาอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ครั้นเมื่อเอาผักเสี้ยนมาต้ม หรือดองเสียก่อน รับรองว่าไม่เป็นอันตรายแน่นอน แถมยังอร่อยแบบสุดๆ เลยทีเดียวค่ะ

ความรู้ หรือภูมิปัญญาหลายๆ อย่างที่ตกทอดมาแต่ครั้งโบราณ เช่น เรื่องอาหารการกินของผักพื้นบ้านไทยๆ อย่าง “ผักเสี้ยน” ที่ถูกมองว่าเป็นวัชพืชที่น่ารังเกียจจากผู้ที่ไม่รู้คุณค่า พบเห็นได้ทั่วไปตามที่รกร้างว่างเปล่าเช่นเดียวกับวัชพืชต่างๆ จึงทำให้ผักเสี้ยนถูกมองเหมือนพืชไร้ค่า พืชอาภัพ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่น่าดู นอกจากจะมีขนอ่อนปกคลุมทั้งลำต้น กิ่ง ก้าน และใบ แล้ว ยังมีของเหลวเหนียวๆ ติดมือและกลิ่นฉุนเมื่อสัมผัส ซึ่งนอกจากกลิ่นแรงแล้ว ใบสดยังมีรสขมไม่ชวนกินอีกด้วย

การดองผักเสี้ยน เป็นความรู้พื้นบ้านโบราณในการถนอมสารอาหารได้อย่างดี โดยเฉพาะ ผักเสี้ยน เหมาะสำหรับนำมาดองเปรี้ยว ซึ่งให้รสชาติดีที่สุด ซึ่งเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่เคยกินผักดองคงคุ้นเคย และชื่นชอบรสชาติของผักเสี้ยนดอง (เปรี้ยว) เพราะเป็นผักดองที่คนไทยนิยมกินทั่วทุกภาค ผักเสี้ยนดอง ส่วนมากจะนิยมนำมาจิ้มกินกับน้ำพริก แกงคั่วเผ็ดๆ ผักเหนาะขนมจีน

ผักดอง สำหรับบางคนคิดว่าเป็นของต้องห้าม แต่มีงานวิจัยเกี่ยวกับผักดองและภูมิปัญญาการใช้ผักดองของไทยแล้วจะต้องเปลี่ยนใจ โดยเฉพาะ “ผักเสี้ยนดอง” ซึ่งคนไทยโบราณบอกว่าเป็นยาร้อน กินแล้วเลือดลมดี มีกำลัง แก้ปวดเมื่อย ตาจะดี ผิวจะสวย ซึ่งน่าจะจริง เพราะในด้านคุณค่าทางโภชนาการพบว่า ผักเสี้ยนมีวิตามินเอ วิตามินซีสูงมาก รวมทั้งแคลเซียม และเหล็ก เมื่อผ่านการดอง วิตามินและสารต่างๆ จะไม่สูญสลายง่าย ยกเว้นวิตามินซีซึ่งอาจสูญเสียไปบ้าง แต่วิธีการดองซึ่งทำให้เกิดสภาพความเป็นกรด จะช่วยรักษาวิตามินซีได้มากกว่าการต้มหรือการใช้ความร้อน โดยเฉพาะการดองเร็ว (การดองที่ใช้เวลาไม่นาน พอผักเริ่มมีรสเปรี้ยวพอดีๆ ก็รีบกินเลย จะได้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์)

มารู้จัก ผักเสี้ยน กันค่ะ

ผักเสี้ยน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

ผักเสี้ยนผี หรือผักเสี้ยนทุ่ง เป็นวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในป่าข้าวตามทุ่งนา สวนผลไม้ ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะแย่งอาหารพืชเท่านั้น เราต้องหาทางทำลาย ที่เรียกผักเสี้ยนผี เพราะเป็นพืชทนทานต่อดินฟ้าอากาศและการเผาทำลาย มักไม่ยอมตายง่ายๆ ยิ่งฆ่า ยิ่งโต

ผักเสี้ยนอีกชนิดหนึ่งที่สามารถเอามาดองกินได้ เรียกว่า ผักเสี้ยนบ้าน สามารถเก็บเอาเมล็ด (เป็นฝักคล้ายฝักถั่ว) เอามาโรยปลูกได้ และเก็บยอดมาดองกินได้

ผักเสี้ยน เป็นพืชพื้นเมืองที่ชาวบ้านในต่างจังหวัดรู้จักเป็นอย่างดี เพราะพบเห็นได้ทั่วไปในที่โล่งแจ้ง บริเวณสวนหน้าบ้าน สวนหลังบ้าน หรือแม้กระทั่งในแปลงปลูกพืชผัก ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากผักเสี้ยนเพียงอย่างเดียว คือ ทำผักดอง เท่านั้น

จำได้ว่าในสมัยยังเด็กๆ แม่จะดองผักเสี้ยนให้กิน และสอนวิธีการดองผักเสี้ยนอย่างไรให้อร่อย มีผักเสี้ยนดองสักหน่อย น้ำพริกสักถ้วย กินกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวเหนียวนึ่ง แค่นี้ก็อร่อยแล้ว!

วิธีการทำ ผักเสี้ยนดอง (สูตรแม่สอนค่ะ)

ผักเสี้ยน เอาเฉพาะยอดอ่อนๆ ผึ่งแดดให้สลด แล้วนำไปขยำกับเกลือเพื่อเอาน้ำขมๆ ออกก่อน โดยสังเกตว่าเมื่อขยำแล้วไม่มีน้ำสีเขียวๆ ออกมา จากนั้นนำไปล้างน้ำ แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำ เอาผักใส่ลงในภาชนะสำหรับดอง เตรียมน้ำดองโดยใช้น้ำซาวข้าวเหนียวผสมเกลือ ผสมให้เข้ากัน เทลงในภาชนะให้ท่วมผักเสี้ยน ทิ้งไว้ให้เปรี้ยวก็กินได้เลย

วิธีการกินผักเสี้ยนดอง ถ้าเป็นทางอีสาน จะกินผักเสี้ยนดองแถมพริกสดสักหน่อย กินกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ หรือกินกับลาบปลา ป่นปลา ก็แซบอีหลีเด้อ! หากเป็นแถวภาคกลาง เขาจะกินกับน้ำพริก ส่วนคนใต้ เขาจะนิยมกินคู่กับแกงเผ็ดๆ หรือกินเป็นผักเหนาะขนมจีน บางคนจะเอาไปต้มกับขาหมู ปลาทูสด หรือนึ่งก็ได้ บอกได้เลยว่า หรอยจังฮู้!

ประโยชน์ทางยา ของ ผักเสี้ยน

โดยทั่วไปหมอยาไม่ค่อยใช้ผักเสี้ยน หรือผักเสี้ยนบ้านเป็นยามากนัก แต่จะนิยมใช้ผักเสี้ยนผีมากกว่า บางทีก็ใช้ทั้ง 2 อย่าง โดยใช้ในสรรพคุณที่เป็นยาร้อน ในตำราแพทย์แผนโบราณบอกว่า ผักเสี้ยนนั้นเป็นพืชสมุนไพรทั้งใบและเมล็ด ใช้ทำยาได้ โดยเฉพาะผักเสี้ยนผี จะเข้าตำรับยาสมุนไพรรักษาอาการหูเป็นน้ำหนวก มีเสียงในหู หรืออาการปวดหูอื่นๆ ได้ดี

วิธีใช้ นำเอาใบผักเสี้ยนผี 2-3 ใบ ล้างให้สะอาด และใช้มือขยี้จนใบแตกจึงเอาไปปิดรูหูไว้ ใบผักเสี้ยนผีจะทำให้เกิดอาการปวดขึ้นมากแต่ให้อดทนไว้ ในที่สุดอาการเจ็บป่วยก็หายสิ้น (เพราะความอยากรู้ เลยต้องเป็นหนูทดลองเอง ไม่อยากจะบอกเลยว่ามันทั้งปวดและแสบสุดจะทนจริงๆ ขอบอก)

ใบผักเสี้ยนผี มีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังร้อนแดง นำใบมาบดหรือตำ ใช้ทาแก้ปวดเมื่อย ทำให้เลือดมาเลี้ยงสมองเวลาปวดศีรษะ หรือเลือดจะไหลมาเลี้ยงในส่วนที่มีอาการปวดเมื่อย หรือจะนำไปตำผสมกับดินสอพองเอาไปพอกหัวฝี กันไม่ให้เป็นหนองได้

ใช้พอกฝีให้แตกและไม่เป็นหนอง เขาให้ใช้ต้นและใบ ตำแล้วพอกแก้อักเสบ ช้ำ บวม และแมลงสัตว์กัดต่อย แต่ห้ามพอกนาน เพราะจะทำให้ผิวไหม้ได้

ส่วนเมล็ดนั้น นำมาชงกับน้ำร้อน จะมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ มีฤทธิ์สามารถกินเป็นยาขับพยาธิไส้เดือนได้ หรือเมื่อนำไปผสมกับน้ำมันมะกอกทาผม ฆ่าเหาได้ด้วย

ส่วนผักเสี้ยนบ้านนั้น นิยมเอามาดองกินมากกว่าจะเอาไปทำยา แต่ผักเสี้ยนดองก็ช่วยแก้เมาเหล้าได้ดีนักแล แถมมีกากใยสูงช่วยขจัดของที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

มีการศึกษาวิจัยพบว่า “ผักเสี้ยน” มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อต่างๆ ได้ดี นอกจากนี้ ผักเสี้ยนยังมีฤทธิ์แก้ปวด ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยสนับสนุนว่า ผักเสี้ยนดอง เป็นทั้งอาหารและยาจริงๆ

เมื่อเรารู้เรื่องราวผักเสี้ยนแล้ว ที่จริงแม้มันจะได้ชื่อว่าเป็นผักมหาภัย (ถ้ากินไม่ถูก) แต่เมื่อนำมาใช้ให้ถูกทาง มันก็กลายเป็นสิ่งมีค่าได้เช่นกัน เข้าลักษณะมีคุณอนันต์โทษมหันต์ นั่นเองค่ะ

พญาลืมงาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ของใช้ชาวบ้าน

สัจภูมิ ละออ

พญาลืมงาย

ไผ่ นักวิทยาศาสตร์จัดเป็นหญ้าที่ใหญ่ที่สุด

ไทยเรามีไผ่ขึ้นอยู่ทั่วไป เรามีทั้งไผ่ป่าและไผ่ปลูก ไผ่ป่าจะมีหนามแหลมๆ หน่อออกมารสขม เวลาต้มกินต้องใช้ใบย่านางตำใส่ไปด้วย สมัยผู้เขียนเด็กๆ เคยหาไผ่ป่ามาต้มขาย กว่าจะได้แต่ละหม้อต้องหาบหน่อไม้จากป่ามาปอก สับ และต้องหาใบย่านางมาต้มอีกด้วย

ในป่านอกจากมีไผ่ป่าที่มีหนามแหลมแล้ว ยังมีไผ่ลำนวล ผาก และอีกหลายต่อหลายชื่อ ส่วนไผ่ปลูกเรามี ไผ่ตง ไผ่สีสุก ไผ่หวาน และไผ่ประดับ อย่าง ไผ่สีทอง ไผ่น้ำเต้า เป็นต้น

คำว่า “ไผ่” ภาษาเขมร เรียกว่า รึเซิย ในประเทศกัมพูชาก็มีไผ่มากไม่แพ้ประเทศไทย ผู้เขียนเคยไปเมืองละแวกของกัมพูชา เมืองเก่าละแวกมีแนวดงไผ่เป็นแถวๆ เดินเข้าไปก็อดจินตนาการตามประวัติศาสตร์ไม่ได้ เพราะในพงศาวดารเขียนว่า สาเหตุที่เขมรแพ้กองทัพสมเด็จพระนเรศวรนั้น มาจากทหารสยามใช้คันธนูใส่กระสุนยิงเงินเข้าไปในกอไผ่ แล้วทำทีเป็นถอยทัพออกมา เมื่อชาวเขมรที่อยากได้เงินเห็นเข้าก็ไม่รอช้า ก็พากันไปตัดกอไผ่หาเงินกันอย่างสนุกสนาน

ไม่นานกอไผ่ที่เป็นกำแพงป้องกันเมืองก็พังพาบ นิยายเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนโลภทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน

เพราะเมื่อกองทัพสยามเห็นเข้าก็ยกทัพกลับเข้าตี ในที่สุดเมืองละแวกก็แตก ข้อความในพงศาวดารจริงเท็จแค่ไหนอย่างไรก็ตาม แนวกอไผ่เมืองละแวกยังมีอยู่ คล้ายท้าทายให้คนสยามไปดู

ไผ่ ชาวบ้านนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง อย่างชาวไทยภาคเหนือนำมาทำที่ตั้งหรือวางสิ่งของ เรียกว่า พญาลืมงาย แปลว่า พญาลืมเช้า

ทำไมถึงเรียกว่า พญาลืมงาย หรือ พญาลืมเช้า ผู้เขียนได้รับคำตอบจากเจ้าของว่า เนื่องจากการทำพญาลืมงายยากมาก ต้องเอาไม้ไผ่ที่เหลาไว้มาประกอบกันทำให้สิ้นเปลืองเวลา และที่สำคัญถ้าไม่เก่งจริงก็ไม่สามารถประกอบได้ ทำเอาพญาทำเพลินไปจนลืมไปว่าเช้าแล้ว

พญาลืมงาย จึงเป็นภูมิปัญญาที่ท้าทายความสามารถอย่างแท้จริง

หน้าตาของ พญาลืมงาย ถ้าจะเปรียบเทียบกับสิ่งของที่คนทั่วๆ ไปเห็นกันก็คล้ายพวงที่ใส่เครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว พวงที่มีช่องใส่แก้วน้ำตาล น้ำส้ม พริกป่น และน้ำปลา นั่นเอง จะผิดกันบ้างก็ตรงพญาลืมงายทำด้วยไม้ไผ่ และใหญ่กว่ามาก

การทำ เราชาวบ้านตัดไผ่ลำแก่ๆ มาตัดเป็นท่อนๆ ผ่าซีก ตัดออกเป็นคู่ๆ เหลาเอาเสี้ยนออก จากนั้นประกอบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงที่เป็นกระโดงขึ้นไป หรือตัวพญาลืมงาย ล้วนเป็นคู่ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้ว รูปร่างก็จะออกมาเหมือนพวงใส่เครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรก

ชาวบ้านใช้ประโยชน์อะไรจาก พญาลืมงาย คำตอบก็คือ ใส่ปิ่นโตก็ได้ เอาใส่ของถือไปก็ดี ดูจากรูปทรงแล้วจะเห็นว่า ใส่ปิ่นโตไปทำบุญเหมาะงามที่สุด ใส่ได้ถึง 4 เถา เลยทีเดียว

สมัยผู้เขียนเป็นเด็กวัด เสียดายที่ “สุพรรณบ้านเรา” ไม่มี พญาลืมงาย การถือปิ่นโตตามพระเมื่อออกบิณฑบาต ทำได้แต่เอาไม้มาผูกขาปิ่นโตเข้าด้วยกัน ข้างละ 2 เถา เวลาพระออกบิณฑบาตตอนเช้า เด็กๆ ที่แข็งแรงก็ถือปิ่นโตได้ 4 เถา

ถ้าทำพญาลืมงายเป็น เด็กโตๆ ก็หิ้วไปคนละ 8 เถา ได้อย่างสบายๆ

แต่ละท้องถิ่น ย่อมมีภูมิปัญญาแตกต่างกันไป อย่างการทำพญาลืมงาย ผู้เขียนพบที่ภาคเหนือ คือ จังหวัดเชียงราย ส่วนจังหวัดในภาคเหนืออื่นๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่ามีเหมือนกันหรือไม่ ถึงอย่างไรก็ตาม เครื่องมือของใช้ชนิดนี้ แสดงถึงความสามารถและภูมิปัญญาของบรรพชนอย่างล้ำลึก

กว่าจะคิดและทำได้ เชื่อว่าต้องผ่านขั้นตอนลองผิดลองถูกมานาน เมื่อทำเสร็จแล้วก็งดงามทั้งรูปทรง และพลังแห่งภูมิปัญญาที่แฝงฝากอยู่ในรูปลักษณ์

เจ้าของพญาลืมงายบอกว่า ปัจจุบันหาคนทำได้ยากแล้ว เพราะชิ้นส่วนแต่ละอย่างมีความซับซ้อนมาก ที่ได้มาก็เก็บมาจากบรรพบุรุษที่ทำไว้ สำหรับคนรุ่นใหม่ อย่าว่าแต่ทำเป็นเลย แม้แต่ชื่อบางคนก็ไม่รู้จัก แม้จะเป็นความจริงอันเจ็บปวด แต่ก็ต้องยอมรับ

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป