เรื่องของเงินออม และการลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เรื่องของเงินออม และการลงทุน

ในอดีต การออมเงินนั้นมีทางเลือกจำกัดเพียงไม่กี่รูปแบบ เราก็แค่คิดว่าจะเก็บเงินไว้เอง ฝากเงินไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงิน หรือไปซื้อทองเก็บไว้ทีละนิด ทีละน้อย

ปัจจุบัน การออมไม่จำกัดแค่เพียงเงินฝาก รูปแบบการออมมีให้เลือกหลากหลาย แต่ละรูปแบบก็มีแรงจูงใจด้านผลตอบแทนที่แตกต่างกัน มีการแข่งขันระดมเงินฝาก เงินออมกัน โดยพยายามออกแบบให้ผู้ออมมีความรู้สึกว่าได้ผลตอบแทนดีกว่า โดยเวลาโฆษณาอาจจะไม่ได้กล่าวถึงความเสี่ยงว่าอยู่ในระดับใด การออมกับการลงทุน ถูกนำมาผูกโยงกันจนแทบจะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน จนแม้แต่การประกันชีวิตก็ถูกออกแบบให้กลืนเป็นส่วนหนึ่งของการออม (แต่บางคนกลับมองว่า การออมถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของการประกันชีวิต)

เมื่อรูปแบบการออมมีหลากหลายและมีโครงสร้างและรายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้น ก็คงเป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจรูปแบบการออมแบบต่างๆ เพื่อให้เราตัดสินใจว่าจะนำเงินไปเก็บออม หรือลงทุนในรูปแบบใดบ้าง

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารูปแบบการออม การลงทุน จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร อย่าลืมหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ

อย่าออมหรือลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้จัก หรือไม่เข้าใจ

อย่าออมหรือลงทุนไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว (ที่เขาพูดกันว่า “อย่าเก็บไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว”)

ผลตอบแทนยิ่งสูง ความเสี่ยงก็สูงตาม

หลักข้อแรก หากมีใครมาชักชวนให้เราออมในตราสาร ในหลักทรัพย์ ในเงินฝากที่มีชื่อแปลกๆ หากสอบถามพูดคุยดูแล้วพบว่า ฟังไม่เข้าใจ มองไม่ออกว่าเรากำลังฝากเงินไว้กับอะไร หรือรู้สึกว่ามีความซับซ้อน หรือมีรายละเอียดบางอย่างที่ทำให้เราเริ่มรู้สึกงงๆ แนะนำให้ถอยห่าง และขอตั้งหลักก่อน ไม่ต้องอายหรือรู้สึกเสียฟอร์มแล้วตอบรับ เพราะเทคนิคของพนักงานขายคือ การทำให้เราไม่มีโอกาสได้ไถ่ถามรายละเอียดให้เข้าใจจริงๆ และมักมีคำกระตุ้นหากถูกเราผัดผ่อนว่า ต้องยืนยันหรือตอบรับทางโทรศัพท์เท่านั้น หรือต้องยืนยันการทำรายการภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ ประกันชีวิตบางแห่งใช้วิธีบอกว่า เราได้รับการคัดเลือกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ก่อนผู้อื่น มีผู้ได้รับสิทธินี้เพียง 100 คน เท่านั้น ไม่ต้องตรวจร่างกาย ประกันประเภทนี้ได้ทั้งเงินออมและประกันอุบัติเหตุ บาดเจ็บ รักษาพยาบาลไปด้วย ฯลฯ และยิ่งหากพนักงานขายระบุว่าจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างอื่น เรายิ่งต้องตระหนักว่า ความเสี่ยงในเรื่องนั้นจะมากกว่าการออมรูปแบบธรรมดาที่เราคุ้นเคยอย่างแน่นอน

หลักข้อที่สอง การกระจายความเสี่ยง มนุษย์เรามักมีแนวโน้มจะมีความชอบ ความเชื่อมั่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บางคนเชื่อว่า การออมกับเงินฝากดีที่สุด บางคนคิดว่า ฝากเงินไม่มีทางรวย บางคนคิดว่า ต้องลงทุนในหุ้นเท่านั้น แต่บางคนกลับกลัวหุ้น บางคนรู้สึกว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมแปลว่าเราไม่เจ๋งจริง ฯลฯ

ความเชื่อเหล่านี้มักทำให้เราตัดสินใจออมหรือลงทุนผิด หรือเน้นลงทุนไปกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป หรือไม่ยอมลงทุนกับหลักทรัพย์บางอย่างที่น่าลงทุน หรือไม่ยอมลงทุนกับตราสารที่เหมาะสมสอดคล้องกับแผนทางการเงินของเราแต่เราไม่ชอบ การหาข้อมูลจึงเป็นทางออกสำหรับป้องกัน แก้ไขความคิด ความเชื่อเหล่านี้ให้เราคิดอย่างสมเหตุสมผล โดยหากเราเรียนรู้ที่จะจัดพอร์ตการออม การลงทุน ให้มีรูปแบบที่หลากหลาย แต่ละแบบจะให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เงินออม เงินลงทุนของเราก็จะได้รับการจัดสรรให้มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

หลักข้อที่สาม ผลตอบแทนยิ่งสูง ความเสี่ยงก็สูงตาม เป็นหลักธรรมดาที่หากเรามีความเสี่ยงมากขึ้น ถ้าได้ผลตอบแทนก็น่าจะสูงขึ้นด้วย หากเราเป็นคนอนุรักษ์นิยม เราอาจจะไม่อยากลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเกินจุดที่เรารับได้ ก็ไม่ต้องไปฝืน และคำนึงถึงหลักข้อแรกเสมอ คือ หากไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจเรื่องใดก็อย่าผลีผลามไปออม ไปลงทุน

แต่หากเรามีความสามารถในการรับความเสี่ยง เราอาจจะเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนของระดับราคา และสามารถรับมือกับการขึ้นลงของราคาได้ สิ่งเหล่านี้ยังเกี่ยวข้องกับลักษณะการลงทุนของเราอีกด้วยว่า เราลงทุนในระยะสั้น ซื้อเร็ว ขายเร็ว หรือตั้งใจเก็บไว้ในระยะยาว เพราะลักษณะการลงทุนทั้งสองแบบส่งผลแตกต่างกัน หากเราตั้งใจลงทุนระยะสั้น เราจะมีความอดทนต่อการขึ้นลงของระดับราคาน้อยลง และมักจะเผลอซื้อตอนราคาแพง และขายตอนราคาถูก (เพราะทนกับความรู้สึกขาดทุนไม่ไหว และกลัวจะขาดทุนมากกว่านั้นหากเก็บไว้ต่อไป) หากเราตั้งใจเก็บไว้ระยะยาว เรามักจะพิจารณาพื้นฐานเป็นเบื้องต้นว่า หลักทรัพย์ที่จะลงทุนนั้นในระยะยาวดีแน่ ในระหว่างทางหากแม้ว่าราคามันจะตกต่ำ เราก็ไม่หวาดหวั่น เสียขวัญ และใจนิ่งพอที่จะรอราคาขึ้นในระยะยาว เป็นต้น

ประเด็นอื่นๆ ในการออม การลงทุนที่ควรกล่าวถึง ได้แก่

1. วางแผนการออมว่า จะเก็บไว้ใช้ในอนาคต เผื่อเวลาฉุกเฉิน เพื่อเก็บไว้ใช้ในสิ่งที่อยากได้ หรือเก็บไว้เพื่อการลงทุนในสิ่งที่อยากทำ

2. แม้การออม การลงทุน จะกลืนเป็นเรื่องเดียวกัน แต่การออมนั้นมักมีรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินต้นต่ำ และได้รับผลตอบแทนไม่มากนักเมื่อเทียบกับการลงทุน รูปแบบจึงมักจะเป็นการฝากออมทรัพย์ การฝากประจำ การซื้อสลากออมทรัพย์

3. สัดส่วนการออมนั้น ว่ากันว่า ประมาณ 1 ใน 4 ของรายได้แต่ละเดือน เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ขึ้นอยู่กับกำลังและแผนทางการเงินของแต่ละบุคคล เช่น หากมีแผนการใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้ อาจจะต้องออมมากกว่า 1 ใน 4 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น

4. การออมนั้นต้องหักเงินออมออกจากรายได้ ก่อนนำเงินที่เหลือไปใช้จ่าย บางคนอธิบายโดยใช้สมการว่า รายได้ – เงินออม = เงินสำหรับใช้จ่าย ก็ยังเป็นสูตรที่ใช้ได้ผล และควรยึดถือจนเป็นนิสัย

5. เงินออมมักจะมาก่อนเงินลงทุน คือเริ่มจากการออม เมื่อมีจำนวนมากขึ้น มีส่วนเกินเพียงพอจนถึงระดับที่เราวางใจ และมีเงินสำรองในระดับหนึ่งแล้ว จึงค่อยแบ่งสัดส่วนเงินออมไปลงทุน ทั้งนี้ เพื่อให้ผลตอบแทนที่ได้สูงขึ้น เพิ่มความมั่งคั่งในอัตราที่เร็วขึ้น การคิดในลักษณะนี้ไม่ใช่คิดด้วยความโลภ แต่คิดเพื่อให้เงินออมของเราเพียงพอกับระดับเงินเฟ้อที่จะมีผลทำให้ “ค่าของเงิน” ของเราลดต่ำกว่าระดับที่เพียงพอสำหรับไว้ใช้ในยามเกษียณ

6. เราเริ่มออมเร็วเท่าใด เงินก็จะงอกเงยมากขึ้นเท่านั้น มีสูตรที่คำนวณเพื่อให้เรามองเห็นภาพง่ายๆ คือ หากเราต้องการเงิน 1 ล้านบาท เพื่อการเกษียณ หากผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี หากเริ่มออมตั้งแต่อายุ 31 ปี จะต้องออมเพียงปีละ 15,000 บาท เท่านั้น แต่หากเริ่มออมเมื่ออายุ 51 ปี จะต้องออมถึงปีละ 76,000 บาท

7. รัฐมีการคุ้มครองเงินฝากสำหรับเงินฝากธนาคาร เป็นหลักประกันว่าเงินต้นของเราจะไม่สูญหาย แต่หากเราลงทุนในหลักทรัพย์ เงินต้นอาจสูญหายได้ ก็ต้องแบ่งสรรปันส่วนเพื่อการออมและการลงทุนในอัตราส่วนที่เหมาะสม

การออมเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรใส่ใจ และเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย ในช่วงที่เริ่มต้นจำเป็นต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง และต้องพยายามตัดภาระและการใช้ของที่เกินฐานะออกไป เมื่อเริ่มต้นได้สักระยะหนึ่ง เงินออมก้อนแรกจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายการออมได้ง่ายขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากเราเผลอตกไปอยู่ในฝั่งที่ก่อหนี้ก่อสินแล้ว โอกาสวิ่งให้หลุดจากวงจรการเป็นหนี้เป็นเรื่องที่จะทวีความยากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน

อดีตร่วงโรย ที่โหยหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05125010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

วิถีชาวบ้าน

อาจินต์ ศิริวรรณ

อดีตร่วงโรย ที่โหยหา

คนเราเมื่อมีอายุมากขึ้น แทบจะทุกคนมักหวนย้อนนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ โหยหาหาอดีตที่อยู่ในความทรงจำ เมื่อครั้งวันวานของวัยเยาว์

ข้าพเจ้าก็เช่นกัน

เมื่อมาถึงวัยนี้ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเข้ามาในชีวิตมากมายทั้งสังคมและส่วนตัว

จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ความรู้สึกที่มีต่อเรื่องที่ผ่าน ยังดีกว่าความรู้สึก ณ ปัจจุบันกาลมากมายนัก

ความทรงจำในอดีต จะผุดพรายขึ้นมาทุกครั้งที่เจอกับความสับสนวุ่นวายทางความคิด

ภาพของวัยเยาว์ที่กำลังมีความสุข ความอบอุ่นกับครอบครัว เครือญาติ และกับชุมชนเล็กๆ ที่บ้านเกิด ที่มีความเอื้ออาทร การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน การช่วยเหลือซึ่งกัน ในสังคมชนบทเล็กๆ นั้น จะมีให้กันตลอดเวลา

คนในสังคมชนบทหรือแม้แต่ในเมือง เมื่ออดีตนั้น เป็นสังคมที่น่าอยู่น่าอาศัย ไม่แล้งน้ำใจเหมือนคนสมัยนี้ ที่วันๆ มองแต่เรื่องส่วนตัว

การอยู่ร่วมกันในชุมชนแต่เดิมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นญาติๆ มีกันไม่กี่ตระกูล อาจมีบ้างที่อพยพ ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ หรือสืบทอดบรรพบุรุษกันมา จนนับญาติกันได้ทั้งชุมชน

มีวัดเป็นที่พึ่งพิงพบพาของผู้คนในชุมชน มีคนเฒ่าคนแก่ที่ชาวบ้านเคารพนับถือเป็นผู้นำคอยให้คำแนะนำปรึกษา และมีความเคร่งครัดแม่นยำ ในวัฒนธรรมประเพณี ช่วยตัดสินไกล่เกลี่ย แก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชน

ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ยามเกิดอุบัติเหตุเภทภัย ยามที่โจรขโมยวัว ควาย ข้าวของ ชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจ ช่วยเหลือสืบหา ติดตาม จนได้วัวหรือควายที่ถูกขโมยกลับคืน

สมัยนี้อยู่อย่างตัวใครตัวมัน หรือพึ่งพาความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเท่านั้น

ประเพณีลงแขกคนใต้จะเรียกว่าการออกปาก คือ ไม่ว่าใครเดือดร้อน จะสร้างบ้านหรือลงนา เพียงบอกเพื่อนบ้านว่าจะสร้างวันนั้นจะทำวันนี้ ก็จะมีผู้คนมาร่วมแรงร่วมใจกันจนสำเร็จลุล่วง แล้วก็ร่วมกันกินข้าวพูดคุยกันอย่างอบอุ่น

ปัจจุบัน การลงแขกหรือการออกปาก ไม่มีให้เห็น ใครจะทำอะไร เดือดร้อนอย่างไร เงินเท่านั้นที่ช่วยได้ คือจ้างอย่างเดียว

ความอบอุ่นความสามัคคีในชุมชนจึงมีน้อยลง น้อยลงทุกวัน

ชุมชนในอดีต จะมีคนมีความรู้ความสามารถหลากหลาย บางคนเก่งทางการรักษาโรค บางคนเก่งทางการเพาะปลูก บางคนเก่งทางการเลี้ยงสัตว์ บางคนเก่งทางด้านดนตรีการละเล่นพื้นบ้าน บางคนเก่งทางด้านพิธีกรรมศาสนา

คนเหล่านี้ต่างก็ใช้ความสามารถเพื่อประโยชน์ของชุมชน สร้างความสุขให้ชุมชน โดยไม่ถือเป็นอาชีพที่มีค่าตอบแทน อย่างมากก็มี “ค่าครู” แต่เพียงเล็กน้อย ซึ่งเงินจำนวนนั้น ก็จะนำไปใช้สำหรับเครื่องมือในการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น

ศูนย์กลางของคนในชุมชนอยู่ที่วัด พระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตใจ กิจกรรมของส่วนรวมจะทำกันที่วัด งานบุญประเพณี ตลอดจนการละเล่น มหรสพต่างๆ

ยังจำได้ถึงความสุข ความอบอุ่น ที่ได้รับจากชุมชนเล็กๆ นั้น แม้ไม่อาจจะเรียกหาให้กลับคืนมา

ปัจจุบันกาล ความยุ่งยากสับสนในการใช้ชีวิต การแก่งแย่งเพื่อความอยู่รอดของคนในสังคม ความฟุ้งเฟ้อทางด้านวัตถุ ทำให้ต้องละทิ้งชุมชนแห่งอุดมคติแบบดั้งเดิม ละทิ้งธรรมชาติ เพียงหวังความสะดวก ความสุขสบาย ที่ยิ่งไล่มันก็ยิ่งหนี

กุฏิพระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ ศิลปสถาปัตยกรรมชั้นยอด ปลายกรุงศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

กุฏิพระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ ศิลปสถาปัตยกรรมชั้นยอด ปลายกรุงศรีอยุธยา

คุณทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีผู้คร่ำหวอดเมืองเพชร พาไปชมกุฏิพระอาจารย์แสง เล่าให้ฟังว่า สมเด็จพระเจ้าเสือ พระมหากษัตริย์ไทยองค์สำคัญในสมัยอยุธยา มีพระอาจารย์เป็นพระเมืองเพชร อยู่ 2 รูป ด้วยกัน

รูปแรก สมเด็จเจ้าแตงโม ซึ่งสมเด็จพระเจ้าเสือถวายพระตำหนักเจ้าพระขวัญ สร้างเป็นศาลาการเปรียญ วัดใหญ่สุวรรณารามในปัจจุบัน

รูปที่ 2 คือ พระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จประพาสถึงที่วัด พระองค์ถวายเรือประทุนให้พระอาจารย์แสง ยังปรากฏอยู่ภายในถ้ำ พร้อมกับทรงสร้างกุฏิถวายพระอาจารย์แสงอีกหลังหนึ่ง รูปทรงคล้ายวิหารและอุโบสถ แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก มีบัวเป็นชั้นโดยรอบ โค้งแอ่นแบบท้องเรือสำเภา เครื่องบนเป็นไม้ มุงด้วยกระเบื้อง กาบู เป็นลอนลูกฟูก ลักษณะเดียวกับหลังคาศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม วัดขนาดรูปทางจากภายนอก กว้าง 5.70 เมตร ยาว 13.50 เมตร มีช่องหน้าต่าง 4 ช่อง

ภายในกุฏิแบ่งออก 2 ห้อง เป็นห้องโถงยาวห้องหนึ่ง และห้องขนาดเล็กอยู่ชั้นในอีกห้องหนึ่ง ความวิจิตรพิสดารและคุณค่าของกุฏิพระอาจารย์แสง อยู่ที่ซุ้มประตูเข้าห้องชั้นใน เป็นซุ้มประตูปั้นยอดนพศูลสวมฉัตรทอง ย่อมุมไม้สิบสอง ปิดทองร่องชาด ประดับกระจกเกรียบ

ซุ้มประตูปูนปั้นยอดนพศูลย่อมุม ภายในกุฏิพระอาจารย์แสงนั้น คุณทวีโรจน์ได้หยิบยกข้อเขียนของ ครูเลิศ พ่วงพระเดช (2437-2512) ในหนังสือศิลปะไทย ตำราสถาปัตยกรรมและลายไทย พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2513 ครูเลิศ พ่วงพระเดช อธิบายคำเรียกชื่อยอดนพศูลว่า มาจากวิธีทำแปลนยอด “ต้องทำแผนผังเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่ากัน แล้วตัดมุมสำหรับย่อ 2 มุม แผนผังเป็น 8 มุม แล้วจุดที่มุมทั้ง 8 มุมก็ได้ 8 สูญ ขีดเส้นไปหากันทุกจุด เส้นตัดกันตรงกลางก็เป็นจุดสูญอีกจุดหนึ่งเรียก เส้นนพสูญ เพราะมีจุดสูญ 9 สูญ…”

นอกจากนี้ ยังอธิบายองค์ประกอบของเรือนยอดนพศูล และวิธีการเขียนแปลนยอดนพศูลไว้ด้วยว่า “…วิธีการเขียนแปลนยอดนพศูลถือเอารูปดอกบัวเป็นหลักการประดิษฐ์ ทรวดทรงยอดนพศูล และรูปหัวเม็ดทรงมัน การหาทรงยอดนพศูล ต้องเขียนเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า แล้วขีดเส้นมุมแหลมเรียก “เส้นจอมปราสาท” เป็นเส้นหลังลูกระฆัง แล้วจึงขีดเส้นมุมแหลมเป็นเส้นหลังระฆังใต้ลูกระฆังเป็นเชิงกลอน จะทำเป็น 3 ชั้น หรือ 4 ชั้น ก็คิดแบ่งเป็นชั้นๆ ชั้นล่างต้องเตี้ย ชั้นที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ต้องไขสูงกว่ากันทุกชั้น ถึงชั้นปากระฆัง ส่วนหน้าบันชั้นล่างมีบันใหญ่ 3 บาน มีหน้าบันแทรกข้าง ชั้นที่ 2 มีหน้าบันใหญ่ 2 บาน มีหน้าบันเล็กแทรกข้าง ชั้นที่ 3 มีหน้าบันใหญ่ 1 บาน มีหน้าบันเล็กแทรกข้าง ชั้นปากระฆังมี 1 บาน ส่วนยอดสูงตั้งแต่หลังลูกระฆัง คิดเอาเท่าเชิงกลอนยาว 4 ศอก เอายอดสูง 4 ศอก แบ่งเป็นเชิงบาตรและกลีบขนุน 3 ชั้น บัวกลุ่ม 3 ชั้น และปลี ยอดภายใน 4 ศอก…”

อย่างไรก็ดี ซุ้มประตูปูนปั้นยอดนพศูลสวมฉัตรทอง ย่อมุม ห้องชั้นในกุฏิพระอาจารย์แสงนั้น ช่างทองร่วง เอมโอษฐ ศิลปินแห่งชาติ และช่างเฉลิม พึ่งแตง ครูช่างปูนปั้นเพชรบุรี เรียกว่า “ยอดบุษบก” ทั้งนี้ ปูนปั้นบนซุ้มประตูกุฏิพระอาจารย์แสง มีมุขหน้าบันซ้อนกัน 2 ชั้น ช่อฟ้าใบระกา และนาคเบือน ย่อมุม แต่ละชั้นประดับกระจังเรียงและนาคปักษ์ ปลีประดับด้วยกลีบขนุนเป็นปล้องๆ ยอดปลีมีฉัตรทองสวมไว้ พร้อมทั้งปิดทองร่องชาด ประดับกระจกเกรียบสีเขียวไว้โดยรอบ ปัจจุบันเหลือเพียง 4 ชิ้น เป็นฝีมือสกุลช่างเพชรบุรีสมัยอยุธยา อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าทางศิลปกรรมประวัติศาสตร์ ที่สุดยอดอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี

ร.อ. ชาญ ชาญใช้จัก ร.น. อดีตข้าหลวงจังหวัดเพชรบุรี ปูชนียบุคคลเมืองเพชรบุรี กล่าวถึงพระอาจารย์แสง องค์สถาปนาวัดเขาบันไดอิฐไว้ในหนังสือสมุดเพชรบุรี 2525 มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี มีพระภิกษุได้สร้างสำนักสงฆ์ไว้บนยอดเขา ตกมาถึงสมัยอยุธยาจึงเลื่อนลงมาสร้างพระอารามขึ้นที่ไหล่เขา มีโบสถ์วิหารสร้างหันหน้าเข้ากัน พระสถูปเจดีย์ ตั้งอยู่กลางเพราะมีที่ราบจำกัดในการก่อสร้าง จึงอุปมาตามรูปเรียกกันว่า “โบสถ์เมียน้อยเมียหลวง” ที่มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา พระอาจารย์แสงผู้มีชื่อเสียงในทางกฤตยาคม เป็นผู้สร้างขึ้น อีกทั้งเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์ ซึ่งเคยเสด็จประพาสเขาบันไดอิฐ ทรงเยี่ยมพระอาจารย์แสง อันเป็นเหตุให้พระอาจารย์แสง ระบือนาม มีผู้คนนับถือลือชา วัดวาอารามก็พลอยได้อย่างมหาศาล ต่อนั้นมา ก็ได้สืบกฤตยาจารย์ตามลำดับ จนถึงยุค “หลวงพ่อแดง” มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือกันแพร่หลาย…”

อาจกล่าวได้ว่า กุฏิพระอาจารย์แสงอันมีหลักฐานทางศิลปสถาปัตยกรรมโบราณคดีและทางประวัติศาสตร์ แต่มิได้กล่าวถึงกันมากนัก ทั้งๆ ที่ “กุฏิพระอาจารย์แสง” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าร่วมสมัยเดียวกับศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม

ตลาดเพื่อนบ้าน CLMV เป้าหมายใหม่ส่งออกอาหารไทยปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ตลาดเพื่อนบ้าน CLMV เป้าหมายใหม่ส่งออกอาหารไทยปี 2559

“ในปี 2558 สินค้าอาหารแปรรูปในหมวดเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์นมของไทยมีกลุ่มประเทศ CLMV เป็นตลาดส่งออกหลัก ส่วนน้ำผักผลไม้ก็เป็นสินค้าที่มีการขยายตัวได้ดี คาดว่าในปี 2559 จะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง”

สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เผยข้อมูลตลาดส่งออกอาหารของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) อนาคตไกล ปี 2558 สัดส่วนพุ่งเป็นร้อยละ 53 ของตลาดอาเซียน เฉพาะในปี 2558 มีมูลค่าส่งออก 122,947.5 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 16.92 คาดปี 2559 อาหารแปรรูปหมวดเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์นม และน้ำผักผลไม้ ยังคงมีแนวโน้มเติบโตดี มั่นใจภาพลักษณ์คุณภาพมาตรฐานอาหารไทยตอบโจทย์ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ แนะเอสเอ็มอีส่งออกมือใหม่ควรเริ่มเจาะตลาดตามแนวชายแดนไทยก่อนค่อยขยายสู่เมืองหลักเพื่อลดความเสี่ยง หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์

ไทยส่งอาหารไปเมียนมาเยอะสุด

เศรษฐกิจ CLMV ยังรุ่ง

คุณยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เผยตลาดข้อมูลส่งออกอาหารของไทยไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 15.94 ต่อปี ขณะที่มูลค่าส่งออกอาหารไปอาเซียน เฉลี่ยมีอัตราขยายตัวเพียงร้อยละ 9.19 ต่อปี โดยปี 2558 ที่ผ่านมา มูลค่าส่งออกอาหารไปตลาดอาเซียนเท่ากับ 231,433.17 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.65 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ส่วนมูลค่าส่งออกอาหารไป CLMV ในปี 2558 เท่ากับ 122,947.5 ล้านบาท มีอัตราขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 16.92

ทั้งนี้ เมียนมาเป็นประเทศที่ไทยส่งออกในสัดส่วนมากที่สุดราวร้อยละ 32 รองลงมาคือ เวียดนาม ร้อยละ 31.5 กัมพูชา ร้อยละ 20.5 และสปป.ลาว ร้อยละ 16 โดยพบว่าสัดส่วนของมูลค่าส่งออกอาหารไปยัง CLMV มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับภาพรวมการส่งออกไปอาเซียน แสดงให้เห็นว่า CLMV คือตลาดอาเซียนใหม่ที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเอสเอ็มอีกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร

“ในปี 2558 สินค้าอาหารแปรรูปในหมวดเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์นมของไทยมีกลุ่มประเทศ CLMV เป็นตลาดส่งออกหลัก ส่วนน้ำผักผลไม้ก็เป็นสินค้าที่มีการขยายตัวได้ดี คาดว่าในปี 2559 จะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และมีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวจากการค้าและการลงทุน”

ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลของ IMF ที่ประเมินภาวะเศรษฐกิจของประเทศ CLMV พบว่าในปี 2559 นี้อัตราขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเบื้องต้นของทั้งกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศไทย โดยกัมพูชาและ สปป.ลาว เศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2558 อยู่ที่ร้อยละ 7.1 และ 7.9 ตามลำดับ

ส่วนเมียนมาอัตราเติบโตของเศรษฐกิจขยายตัวใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่ถือว่าอยู่ในระดับสูง คือร้อยละ 8.3 ขณะที่เวียดนามจะมีอัตราเติบโตร้อยละ 6.4 ส่วนไทยคาดว่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 3.2 และเมื่อพิจารณากำลังซื้อของผู้บริโภคก็พบว่า ทั้ง CLMV ผู้บริโภคมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามทิศทางเศรษฐกิจที่เติบโต ทำให้เกิดการจ้างงานและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภคกัมพูชามีอำนาจซื้อเฉลี่ยต่อคนต่ำที่สุด ขณะที่ผู้บริโภค สปป.ลาว และเมียนมามีกำลังซื้อเฉลี่ยต่อคนใกล้เคียงกัน ส่วนเวียดนามมีอำนาจซื้อเฉลี่ยต่อคนสูงที่สุดใน 4 ประเทศ

“นม” สินค้าดาวรุ่ง

อาหารแปรรูป อนาคตสดใส

สถาบันอาหารได้ทำการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคใน CLMV เกี่ยวกับการบริโภคอาหารแปรรูป พบว่า กัมพูชา ชาวกัมพูชามักจะทำอาหารด้วยตนเองเป็นประจำทุกวัน คิดเป็นร้อยละ 35.2 โดยในปัจจุบันพฤติกรรมการทานอาหารสำเร็จรูปประเภทต่างๆ ยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก เช่นเดียวกับ สปป.ลาว กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 97.0 มีพฤติกรรมการปรุงอาหารทานเองที่บ้าน มีความถี่ในการทานบะหมี่/ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป และอาหารสำเร็จรูปแช่เย็นแช่แข็ง 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ส่วนอาหารแปรรูปกระป๋องมีความถี่ในการทาน 1-2 ครั้ง ต่อเดือน มากที่สุด ร้อยละ 90 เลือกบริโภคเครื่องดื่มสำเร็จรูป ได้แก่ (1) เครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้พร้อมดื่ม (2) เครื่องดื่มจำพวก ชา กาแฟ น้ำปั่น (3) นมพร้อมดื่ม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต โดยมีความถี่ในการบริโภค 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เท่ากันทุกชนิดมากที่สุด

สำหรับเมียนมา กลุ่มตัวอย่างบริโภคอาหารแปรรูป (1) ขนมขบเคี้ยวประเภทถั่วและธัญพืช คิดเป็นร้อยละ 87.0 ด้วยความถี่ 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (2) ขนมขบเคี้ยวประเภทขนมปังกรอบ เคยทานคิดเป็นร้อยละ 78.7 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (3) ขนมหวานจำพวกวุ้น เยลลี่ เคยทานคิดเป็นร้อยละ 62.0 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (4) หมูยอ กุนเชียง หมูหย็อง แหนม เคยทานคิดเป็นร้อยละ 59.7 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อเดือน (5) ผักผลไม้แปรรูป ดอง แช่อิ่ม อบแห้ง เคยทานคิดเป็นร้อยละ 40.0 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อเดือน (6) อาหารแปรรูปไขมันและแป้งน้อย เคยทานคิดเป็นร้อยละ 34.3 ด้วยความถี่ประมาณ 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (7) อาหารแปรรูปแช่เย็นแช่แข็งนั้นผู้บริโภคชาวเมียนมาไม่เคยบริโภคมากถึงร้อยละ 95.0 และอาหารแปรรูปกระป๋องนั้น โดยรวมแล้วเคยทานอยู่ที่ร้อยละ 74.0 มีความถี่ 1 ครั้ง ต่อเดือน มากที่สุด

ด้านเวียดนาม ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการปรุงอาหารทานเองที่บ้านมากถึงร้อยละ 98.0 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีความถี่ในการทานบะหมี่/ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ส่วนอาหารแปรรูปแช่เย็นแช่แข็งและอาหารแปรรูปกระป๋องมีความถี่ในการทาน 1-2 ครั้ง ต่อเดือน มากที่สุด โดยชาวโฮจิมินห์ส่วนใหญ่นิยมทานบะหมี่/ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป อาหารแปรรูปแช่เย็นแช่แข็ง และอาหารกระป๋องมากกว่าชาวฮานอย กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 90 เลือกบริโภคเครื่องดื่มสำเร็จรูป ได้แก่ (1) เครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้พร้อมดื่ม (2) เครื่องดื่มจำพวก ชา กาแฟ น้ำปั่น (3) นมพร้อมดื่ม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต โดยมีความถี่ในการบริโภค 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์

คุณยงวุฒิ กล่าวว่า “จากสภาพเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา มีร้านค้าสมัยใหม่เกิดขึ้นมาก ศักยภาพของตลาดที่ขยายตัวเนื่องจากการลงทุนและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเมืองสำคัญ แนวโน้มตลาดอาหารแปรรูปยังมีโอกาสให้ขยายตัวได้อีกมาก ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของอาหารไทยที่แข็งแรงด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้า จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยยังมีอนาคตสดใสในตลาด CLMV สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยังไม่มีประสบการณ์ แต่มีความสนใจส่งออกสินค้าอาหารแปรรูปเข้าสู่ตลาด CLMV ควรเจาะตลาดตามแนวชายแดนก่อน เมื่อมีแนวโน้มดีจึงค่อยรุกเข้าสู่ตลาดในเมืองหลักตามลำดับ เพื่อลดความเสี่ยง หรืออาจเริ่มต้นจากการเข้าร่วมงานแสดงสินค้ากับหน่วยงานภาครัฐของไทย และรับคำแนะนำจากทูตพาณิชย์ของไทยประจำประเทศต่างๆ”

“สำรวจกิจการ SMEs ก่อนเป็น NPL”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07014010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

คลินิกค้ำประกัน

โดย มิสเตอร์ บสย.

“สำรวจกิจการ SMEs ก่อนเป็น NPL”

สวัสดีแฟนคลับ “เส้นทางเศรษฐี” และผู้ประกอบการ SMEs ทุกท่านครับ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมกริ๊งกร๊าง เซฮัลโหล กับผู้การสาขา ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองหอยใหญ่ ไข่แดง ถามสารทุกข์สุกดิบ เศรษฐกิจโซนนี้ และสุขภาพของผู้ประกอบการ SMEs เป็นอย่างไรบ้าง…ผมอยากรู้และอดเป็นห่วงไม่ได้

ผู้การสาขาที่ผมพูดถึงคือ คุณเทียบจิตต์ หรือ พี่เทียบ ของน้องๆ ท่านเป็นผู้ใหญ่ใจดีของ บสย. เป็นทัพหน้าที่คอยดูแล ห่วงใย และคอยให้คำปรึกษา เวลา SMEs มีปัญหา ต้องการขยายธุรกิจ เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน หรือแม้แต่เวลาที่ธุรกิจเริ่มไม่รื่นไหล เกิดอาการชักกระตุก สะดุด ชะงักงัน ท่านนี้คร่ำหวอดครับ ได้รับรู้ปัญหาของ SMEs มานับไม่ถ้วน เชื่อว่า หาก SMEs ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ชุมพร พังงา ภูเก็ต ระนอง และสุราษฎร์ธานี และเป็นผู้ประกอบการ ขอสินเชื่อจากธนาคาร และให้ บสย.ค้ำประกันแล้ว คงจะเห็นด้วยกับผม

พี่เทียบ เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้น่าเห็นใจชาวสวนยาง เพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคายางตกต่ำ แต่รัฐบาลไม่นิ่งเฉย ช่วยกันแก้กันไป ก็น่าจะดีขึ้นเป็นลำดับครับ แต่ธุรกิจที่ยังแรงดีไม่มีตก นาทีนี้คงไม่พ้น ธุรกิจท่องเที่ยวครับ…! ว้าวววว คุณเทียบ พูดแบบนี้ ผมเกิดรอยยิ้มตรงมุมปากเลยครับ ผมถามต่อว่า คำว่า แรงดีไม่มีตก เนี่ยเป็นยังงัยครับ

พี่เทียบ บอกว่า ปีที่แล้ว มีลูกค้า บสย. ที่ทำกิจการท่องเที่ยว 3 ราย โดย 2 รายแรกทำธุรกิจแพที่พัก ที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (กุ้ยหลินเมืองไทย) รายหนึ่งคือ “แพ 500 ไร่” ส่วนอีกแพหนึ่งชื่อ แพภูตะวัน ทั้ง 2 รายนี้ ขยายกิจการรองรับการเติบโตของตลาดท่องเที่ยว ส่วนอีกรายหนึ่ง ทำกิจการท่องเที่ยวอยู่ที่กระบี่ชื่อ ศรีสวัสดิ์ ทราเวล ได้วงเงินไปต่อยอดและขยายกิจการ นี่เป็นเพียงบางส่วนครับ

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ขยายกิจการกันอย่างคึกคักเลยครับ ผมว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยยังไปได้อีกไกลครับ จากปีที่แล้วมี SMEs ได้รับความช่วยเหลือด้านการค้ำประกันจาก บสย. ถึง 1,366 ราย ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอย่างอาหารและเครื่องดื่ม ได้ขยายธุรกิจสมดังความตั้งใจไปถึง 710 ราย

แต่ก็อย่าประมาทครับ ผมว่านาทีนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ต้องหมั่นเช็กสุขภาพตัวเองถี่หน่อยนะครับ ท่านกูรู พี่เทียบ บอกมาว่า วิธีการสำรวจตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมก่อนจะเป็น NPL ต้องไม่ประมาทกับ 3 เรื่องนี้คือ

1. สำรวจว่ากิจการได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้มีรายได้ลดลง กระทบกับเงินทุนหมุนเวียน ที่อาจทำให้เกิดการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ลดลง

2. สำรวจดูว่าในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้านี้ กิจการมีรายจ่ายอะไร ที่จำเป็นต้องเตรียมเงินไปจ่าย

3. ต้องประเมินคู่ค้า และกลับมาทบทวนเรื่องเครดิตเทอม เพื่อไม่ให้กระทบถึง Cash Flow ของกิจการ และมีผลกระทบต่อการผ่อนชำระหนี้กับทางธนาคาร

เตรียมความพร้อมป้องกันไว้ เพราะเศรษฐกิจในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าอาจจะพลิกผันได้ครับ สวัสดีครับ ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ http://www.tcg.or.th และที่ Facebook/บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม

กระเป๋าตังค์จะไม่ตุงอีกต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

กระเป๋าตังค์จะไม่ตุงอีกต่อไป

ใครที่เคยบ่นเรื่อง กระเป๋าตังค์ตุงจากการพกบัตรหลายๆ ใบในกระเป๋าสตางค์ ทั้งบัตรประชาชน บัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรสินเชื่อ บัตรรถไฟฟ้าใต้ดิน บนดิน นี่ยังไม่รวมบัตรส่วนลดต่างๆ นานาชนิด…

เรื่องนี้อาจจะเป็นข่าวดีสำหรับท่าน

ด้วยแผนยุทธศาสตร์ National E-Payment ที่จะผลักดันให้คนไทยหันมาใช้ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดปัญหาต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับภาคประชาชน เช่น เงินสวัสดิการจากหน่วยงานรัฐที่ล่าช้า ไม่ทั่วถึง ปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมที่สูงอย่างไม่เป็นธรรมในการโอนเงิน ปัญหาเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีของธุรกิจนอกระบบ เป็นต้น อีกทั้งน่าจะเป็นตัวช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในตลาดโลก

ดังนั้น ไม่ว่าจะในฐานะประชาชนคนธรรมดา หรือ เจ้าของกิจการ พ่อค้าแม่ขาย ไม่ว่ารายเล็ก รายใหญ่ คงต้องคอยติดตามข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับตัว ปรับใจ เพราะน่าจะกระทบกับทั้งชีวิตประจำวัน และธุรกิจของเราไม่มากก็น้อย

เห็นว่า National E-Payment จะเริ่มกันยายน ปีนี้แล้ว ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลลุงตู่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทุบโต๊ะสั่งเดินหน้า National E-Payment ให้แล้วเสร็จใน 1 ปีครึ่ง โดยยุทธศาสตร์หลักที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิตอล มี 5 ข้อดังนี้

1. Any ID : คือ เอา ID หรือชิปบนบัตรประชาชน มาใช้ในการโอนเงิน จ่ายเงิน ชำระบริการทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ โดยในตอนเริ่ม จะใช้กับ เลขบัตรประชาชนและเบอร์โทรศัพท์ โดยหลังจากนั้นก็จะมีการเปิดให้ประชาชนไปลงทะเบียนใช้ E-Payment กัน นั่นหมายความว่าต้องมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ เลขที่บัญชีธนาคาร หมายเลขกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ให้สามารถดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลได้

2. ติดตั้งเครื่องรับ E-Payment เมื่อทุกคนมีบัตร ก็ต้องมีการขยายการเข้าถึง โดยจะเพิ่มปริมาณเครื่องรูดบัตร (EDC) ให้เป็น 2 ล้านเครื่อง จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 100,000 เครื่อง ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ โดยมีการเปิดเผยเบื้องต้นว่า “มูลค่าการชำระเงินขั้นต่ำคือ 20 บาท”

3. ระบบภาษีของกรมสรรพากร การใช้ National E-Payment จะช่วยทำให้ระบบการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลดีขึ้น ทำให้ธุรกิจที่ไม่เสียภาษี หรือเศรษฐกิจนอกระบบ (Shadow Economy) อย่างขายของออนไลน์ ต้องเข้าสู่ระบบมากขึ้น และเมื่อรวมกับนโยบายหนึ่งเอสเอ็มอี หนึ่งบัญชี ก็น่าจะทำให้ E-Payment เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

4. นำ E-Payment มาใช้กับหน่วยงานภาครัฐ การทำงานของภาครัฐ มักโดนบ่นเพราะล่าช้า แต่การนำระบบ E-Payment มาใช้กับองค์กรภาครัฐ จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น และต่อไปสำเนาเอกสารคงไม่จำเป็นอีกต่อไป บัตรประชาชนใบเดียวจบ ปัญหาเงินสวัสดิการต่างๆ ที่เคยล่าช้า ไม่ทั่วถึง น่าจะหมดไป

5. ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจ ให้ได้เห็นประโยชน์และความสะดวกจาก E-Payment

นับเป็นอีกหนึ่งวาระแห่งชาติ ที่น่าจะทำให้คนไทยก้าวเข้าสู่ Digital Economy อย่างแท้จริง

ดังนั้นวินาทีนี้ ทุกวงการต้องตื่นตัว และเตรียมตัวกันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก รวมถึงวงการการตลาดที่ตอนนี้ต้องวางแผนเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงนี้

สำหรับผู้บริโภคก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วิถีชีวิตเราก็น่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เทคโนโลยีน่าจะเข้ามาช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกขึ้น เราจะพกเงินสดกันน้อยลง ปลอดภัยจากทำสูญหายหรือขโมยขโจรวิ่งราวบนท้องถนน อีกทั้งเราควรจะได้ประโยชน์จากการเสียค่าธรรมเนียมในการโอนเงินที่ถูกลงและเป็นธรรมมากขึ้น ดูแล้วก็น่าจะดี

แต่อย่าลืม กระเป๋าไม่ตุง แต่ก็ต้องมีตังค์นะ พี่น้อง

* ขอบคุณข้อมูลเบื้องต้นจาก ThaiGovGov

นัมเบอร์วัน…ตลาดปิ้งย่าง “บาร์บีคิวพลาซ่า” ยอดขายปีเดียว 3 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี, เมดาริน ภาพ : ธนศักดิ์

นัมเบอร์วัน…ตลาดปิ้งย่าง “บาร์บีคิวพลาซ่า” ยอดขายปีเดียว 3 พันล้าน

“มาหารือกัน ตลอดเวลา 29 ปี เราทำธุรกิจบนพื้นฐานของอะไร เพื่อจะได้รู้จักตัวเองจริงๆ เพราะการทำธุรกิจไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี บางทีอาจหลงลืมแก่นไป สุดท้ายจึงพบว่า ที่ผ่านมา บาร์บีคิวพลาซ่า เน้นสร้างความสุขให้ผู้คนโดยมีอาหารเป็นสื่อกลาง”

ย้อนไปราว 5-6 ปีที่แล้ว วงการอาหารปิ้งย่างสไตล์ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี มองโกล ทั้งหน้าใหม่-หน้าเก่า ต่างขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด

มีพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า เป็นดั่ง “สมรภูมิ-ติดแอร์” หากแต่ร้อนระอุใช่เล่น

เพราะจากการประเมินเม็ดเงินซื้อขายในช่วงดังกล่าว มีตัวเลขระบุถึงมูลค่าตลาดของอาหารปิ้งย่างไว้ว่า สูงถึง 3,600 ล้านบาท และจะเพิ่มแบบก้าวกระโดดไปแตะที่ 4,400 ล้านบาท เมื่อถึงสิ้นปี 2556

ทำให้ “เบอร์หนึ่ง” ในเวลานั้น อย่าง “บาร์บีคิวพลาซ่า” ธุรกิจของคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปิดมาแล้ว 25 ปี ต้องทุ่มงบการตลาดเป็นเงิน 500 ล้านบาท

เพื่อรั้งตำแหน่งแถวหน้าไว้…ให้ได้

โดยงบครึ่งหนึ่งถูกใช้ไปในการรีโนเวตร้านทุกสาขา เพื่อตกแต่งให้มีความทันสมัยขึ้น รวมถึงการรีแบรนดิ้ง และอีกครึ่งนำไปใช้ในการจัดรายการส่งเสริมการขาย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลในครั้งนั้น นับว่าได้ผลคุ้มค่า

นอกจากจะสร้าง “การรับรู้” ของแบรนด์ในหมู่ลูกค้าได้เป็นลำดับต้นๆ แล้ว

“ยอดขาย” โดยรวมยังขยับขึ้นอย่าง…งดงาม

จากเมื่อปี 2554 อยู่ที่ 1,700 ล้านบาท พอปี 2557 มียอดขาย 2,700 ล้านบาท

ล่าสุดในปี 2558 ทำยอดขายรวมได้กว่า 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 11 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2557

มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 58 เปอร์เซ็นต์ จากตลาดรวมปิ้งย่างที่มีมูลค่า 5,160 ล้านบาท

……………

“ในอดีต บาร์บีคิวพลาซ่า ทำมาค้าขายเหมือนทั่วไปคือ ขายอาหารที่มีการแข่งขันกันสูงมาก แข่งกันไป แข่งกันมา แข่งแย่งลูกค้า แข่งแย่งพนักงานด้วย กระทั่งกลายมาเป็นสงครามราคาเกิดขึ้น”

คุณชาตยา สุพรรณพงศ์ อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า จำกัด ปัจจุบันขยับขึ้นมารับตำแหน่ง CEO บริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ดูแลกิจการร้านอาหารแบรนด์ บาร์บีคิวพลาซ่า จุ่มแซบฮัท และ ไก่ทอดฮ็อทสตาร์ เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ เมื่อผลพวงจากการห้ำหั่นกันทางธุรกิจภายนอก มีแต่เสียกับเสีย บาร์บีคิวพลาซ่า “ยุคใหม่” ภายใต้การบริหารโดยทายาทรุ่นที่ 2 อย่างเธอ ในฐานะลูกสาวคนโต

จึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาแข่งขันกับธุรกิจภายนอก กลับหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ภายใน” มาเป็นอันดับ 1 แทน

เริ่มจากเรียกประชุมผู้บริหาร เพื่อค้นหาถึง “แก่น” ของตัวเอง

“มาหารือกัน ตลอดเวลา 29 ปี เราทำธุรกิจบนพื้นฐานของอะไร เพื่อจะได้รู้จักตัวเองจริงๆ เพราะการทำธุรกิจไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี บางทีอาจหลงลืมแก่นไป สุดท้ายจึงพบว่า ที่ผ่านมา บาร์บีคิวพลาซ่า เน้นสร้างความสุขให้ผู้คนโดยมีอาหารเป็นสื่อกลาง” ผู้บริหารสาวไฟแรง เผย

เมื่อค้นเจอ “แก่น” ในความเป็นตัวเองได้ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปคือ ต้องทำการ “เปลี่ยนแปลง” ครั้งสำคัญ แต่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

ตั้งต้นจากวิธีคิดของผู้บริหาร ที่ต้องเพิ่มความกระตือรือร้นในการทำงานทุกเช้า ก่อนส่งผ่านไปยังคนใกล้ตัว ไล่เรียงไปจนถึงทีมงานในทุกระดับ

สเต็ปต่อไปคือ เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่จับต้องได้ อย่าง ชุดยูนิฟอร์มของพนักงาน อุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร การจัดโปรโมชั่นใหม่เป็นระยะ เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงความไม่หยุดนิ่ง

“แต่ก่อนลูกค้าต้องขอให้พนักงานช่วยเติมน้ำจิ้มให้ ทุกวันนี้ปรับมาเป็น วางน้ำจิ้มและเครื่องเคียง พวก พริก กระเทียม มะนาว ไว้ที่โต๊ะเลย อยากใส่เยอะแค่ไหนก็ได้ ไม่หวงเครื่อง ไม่คิดตังค์เพิ่ม เพราะรู้ว่าตรงนี้คือ หัวใจหลัก ทำให้ลูกค้าเอนจอยแบบไม่สะดุด การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ มาจากการใส่ใจในทุกรายละเอียด” คุณชาตยา บอกอย่างนั้น

ก่อนว่าถึง นโยบาย “กะหล่ำปลี-ไม่มีอั้น” ซึ่งมาจากแนวคิดของผู้บริหารยุคใหม่ ที่อยากให้ลูกค้าได้รับสารอาหารครบถ้วน ทั้งเนื้อ-แป้ง-ผัก แต่ในอดีตกะหล่ำปลีฝอยเสิร์ฟมาในเซต บ้างเหลือทิ้ง บ้างไม่พอต้องสั่งเพิ่ม เลยคิดว่าจะดีมั้ย ถ้าให้ลูกค้าได้ทานกะหล่ำปลีแบบไม่อั้น อย่างสบายใจ เท่าไหร่ก็ได้

นอกจากจะใส่ใจความต้องการของลูกค้า เป็นสำคัญแล้ว “ความสุข” ของทีมงาน ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ใหญ่-เล็กขนาดไหน ทุกธุรกิจ ล้วนเกี่ยวข้องกับคน ไม่ว่าคุณจะมีผลิตภัณฑ์ที่ดีแค่ไหน มีแผนการตลาด มีกลยุทธ์ทางการตลาด เลิศหรูปานใด แต่ถ้าไม่มีคนพร้อมมาช่วยขายของ สินค้านั้นก็ขายไม่ได้

เธอจึงอยากเห็นคนค้าขายยุคใหม่เปลี่ยนความคิด คือนอกจากต้องให้ความสำคัญกับลูกค้าแล้ว อยากให้เปลี่ยนมามองคนรอบตัว อย่าง เพื่อนร่วมธุรกิจ พนักงาน ทีมงานด้วย เพราะเขาเหล่านั้น คือคนสำคัญที่สุด ที่จะช่วยขายของและช่วยสร้างธุรกิจ

“ทุกวันนี้ ธุรกิจอาหารมีเยอะมาก ในเมืองไทยคงมีเป็นล้านราย การจะทำยังไงถึงแตกต่างจากคนอื่นได้ ต้องเริ่มจากความเชื่อของตัวเอง ถ้าเชื่อในสิ่งที่ยิ่งใหญ่มีความหมาย ย่อมมีคนอยากมาเชื่อกับเรา พนักงานเองก็อยากมาร่วมงานด้วย

บาร์บีคิวพลาซ่า เป็นธุรกิจสร้างความสุข อยากดูแลความสุขให้กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คู่ค้า โดยมีอาหารเป็นสื่อกลาง เหล่านี้คือความเชื่อใหม่ ที่เปลี่ยนความคิดจากแค่ขายอะไร มาเป็นขายด้วยความเชื่ออะไร เปลี่ยนจากขายอาหารที่ใครก็ขายกัน มาเป็นการขายความสุข และถ้าสร้างความสุขได้มากพอ ผลลัพธ์ทางธุรกิจจะตามมาเอง” คุณชาตยา สรุป

ก่อนทิ้งท้ายน่าคิด

“ความสุข คือ สกุลเงินใหม่ ของชาวบาร์บีคิวพลาซ่า”

บาร์บีกอน “พ่นไฟ สยายปีก”

ตั้งบริษัทใหม่ “ฟู้ดแพชชั่น”

กุมบังเหียน “บาร์บีคิวพลาซ่า-จุ่มแซบฮัท-ไก่ฮ็อทสตาร์”

บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 โดย คุณชูพงศ์ ชูพจน์เจริญ นักธุรกิจหัวสมัยใหม่ ที่รักการกินทุกรูปแบบ ได้แรงบันดาลใจมาจากการได้ไปเห็นร้านอาหารปิ้งย่างของชาวมองโกล สไตล์ “เซลฟ์ คุกกิ้ง” หรือ ลูกค้าปรุงเอง

จึงนำมาผสมกับไอเดียส่วนตัว ปั้นกิจการนี้ขึ้นมากับมือ ด้วยความเชื่อจะต้องได้การตอบรับที่ดี

ก่อนตัดสินใจเปิดร้าน “บาร์บีคิวการ์เด้น” ตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าเมโทร ถนนเพชรบุรี

แต่ด้วย “ความใหม่” จนผู้บริโภคยังไม่เกต และทำเลที่ไม่ค่อยดีนัก ยอดขายจึงไม่เป็นอย่างคาด บาร์บีคิวการ์เด้น เปิดได้เพียงไม่นานมีอันต้องปิดตัวลง

แม้จะเสียหายไป 1 รอบ แต่เพราะความมั่นใจในแนวคิด กรรมวิธีในการกิน การปรุง ความสนุก รสชาติปรับเข้ากับความชอบของลูกค้าแต่ละคน

บวกกับความเชื่อร้านอาหารแนวนี้จะขยายสาขาได้ไม่ยาก เพราะไม่ต้องการพ่อครัว-แม่ครัว เป็นพิเศษ เพียงแค่เน้นการควบคุมวัตถุดิบที่ดี บวกกับน้ำจิ้มรสชาติพิเศษเป็นเอกลักษณ์ เป็นพอ

หัวหน้าครอบครัวชูพจน์เจริญ เลยขอ “แก้มือ” อีกครั้ง ด้วยการเปิด “บาร์บีคิวพลาซ่า” สาขาแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา สาขาลาดพร้าว เมื่อปี 2530

“ณ วันนั้น คนไม่รู้จักการกินปิ้งย่างแบบนี้เลย แม้กระทั่งตอนเปิดที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว คนก็ยังไม่รู้จัก ต้องมีการสาธิตหน้าร้านเลยว่ากินกันแบบนี้ ช่วงคุณพ่อ-คุณแม่ เอาลูกไปเลี้ยงที่ร้าน จะพาไปนั่งกินอยู่หน้าร้าน นั่งติดกระจกให้คนเดินผ่านไปผ่านมาเห็นว่าเด็กๆ ก็กินกันได้ สนุก ง่าย กินแบบนี้ เรียกว่าถูกเลี้ยงมาในร้านเลย” คุณเป้-ชาตยา สุพรรณพงศ์ ลูกสาวคนโต ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนแรก ย้อนความทรงจำ ด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

ก่อนบอกต่อว่า คุณพ่อ-คุณแม่ ของเธอ ต้องใช้ความอดทนและความเชื่อแน่วแน่ที่ว่าร้านนี้จะต้องไปได้ เป็นเวลาประมาณ 2-3 ปี ลูกค้าจึงตอบรับอย่างดีและต่อเนื่อง

ปัจจุบัน บาร์บีคิวพลาซ่า มีร้านสาขาในประเทศไทย 111 แห่ง ในมาเลเซีย 16 แห่ง และอินโดนีเซีย 2 แห่ง มีพนักงานทั้งในส่วนสำนักงานและร้านอาหารประมาณ 3,800 คน

และล่าสุดในโอกาสครบรอบ 29 ปี กิจการแห่งนี้ทำการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนชื่อจาก บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า จำกัด มาเป็น บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ทำหน้าที่ดูแลแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า จุ่มแซบฮัท และไก่ทอดฮ็อทสตาร์ และมีแผนจะเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในปีนี้อีก 1 แบรนด์

โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือ เติมเต็มความสุขและความต้องการในทุกมื้ออาหารให้กับคนไทย

“เชื่อว่าหลังปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ จะช่วยทำให้แต่ละแบรนด์สามารถขยายการเติบโตได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งให้มีการเติบโตในภาพรวมเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ หรือ 6,000 ล้านบาท ภานในปี 2561 และในปีนี้ได้เตรียมงบลงทุนในการขยายธุรกิจไว้ไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท” CEO บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เผย

แฟนคลับ…บาร์บีกอน

ตรึมมม! ขอบอก

“หลังจากเปิดกิจการมาได้เกือบ 10 ปี ราวปี 2539 บาร์บีกอน เจ้ามังกรตัวเขียวอารมณ์ดี ก็ถือกำเนิดขึ้น

เพราะช่วงนั้น ลูกค้าเริ่มสงสัยบาร์บีคิวพลาซ่าที่ เดอะมอลล์ ท่าพระ กับ เซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นสาขาเดียวกันหรือเปล่า เจ้าของเดียวกันหรือเปล่า เลยต้องสร้างมาสคอตขึ้นมาตัวหนึ่ง ทำให้เป็นเอกลักษณ์ ให้ลูกค้าจดจำได้และเกิดความมั่นใจว่าแต่ละร้านมีมาตรฐานเดียวกัน

เลยเกิดมาเป็นมังกรบาร์บีกอน เพราะครอบครัวเราเป็นคนไทยเชื้อสายจีน มีความเชื่อในสัตว์มงคล อย่างมังกร ที่มีความยิ่งใหญ่ บวกกับกิจการบาร์บีคิว เลยกลายมาเป็น บาร์บีกอน

หลังจากที่สร้างบาร์บีกอนขึ้นมา เราไม่ได้หยุดที่แค่ว่าเอาตัวนี้มาตั้งหน้าร้าน แต่ทำการตลาดควบคู่ไปด้วย บาร์บีกอน จึงมีส่วนร่วมในการสร้างแบรนด์มาตลอด ถือเป็นหนึ่งแอกเซสที่สำคัญ เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ สามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นได้จริงๆ

เห็นได้จากตัวเลขล่าสุดว่า บาร์บีคิวพลาซ่า มีฐานสมาชิกแล้วถึง 580,000 คน และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นให้ได้ถึง 780,000 คน ภายในปีนี้”

คุณชาตยา สุพรรณพงศ์

CEO บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด

ปั้นฝัน “ราย็อง” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ใจกลางระยอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ของดี…ทั่วไทย

สดุจตา

ปั้นฝัน “ราย็อง” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ใจกลางระยอง

“วันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องรอต่อคิวโต๊ะ ยอดขายอาจแตะถึง 30,000 บาท เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวเดินทางมามากขึ้น กลายเป็นว่าเขาได้เข้ามาชมเมืองโบราณ ชุมชนเก่าของระยอง มาทานอาหารที่ร้าน กลายเป็นเรื่องบอกต่อๆ กัน”

ถนนยมจินดา ตั้งอยู่อำเภอเมืองระยอง เมื่อครั้งอดีตถนนเส้นนี้คือถนนสายเศรษฐกิจที่มีการค้าขายอย่างคึกคัก แต่ทว่าหลายปีล่วงผ่าน ความเงียบเหงาแทนที่ แม้กระทั่งคนในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ยังแทบไม่รู้จักเรื่องราวของถนนเส้นนี้ ต่างจาก คุณธัชญา จวงสันทัด หญิงสาวชาวกรุงเทพฯ ที่เมื่อมีโอกาสเห็นถนนเส้นนี้ และบ้านเรือนไม้หัวมุม เลขที่ 001 เธอตัดสินใจลงหลักปักฐาน สร้างอาชีพให้ตัวเอง ภายใต้ชื่อร้าน “ราย็อง” ตามเสียงเรียกจังหวัดระยองเมื่อครั้งอดีต

จากความถูกชะตาในพื้นที่และบ้านไม้หลังงามอายุอานามกว่า 100 ปี จากการเริ่มต้นขายกาแฟบนรถเข็นที่มีชุดโต๊ะเก้าอี้ให้ลูกค้านั่ง 3 ชุด จากยอดขายวันละ 300 บาท ผ่านมา 14 ปี ในวันนี้ ร้านราย็อง ทำรายได้หลักหมื่นบาทต่อวัน และกลายเป็นร้านที่คนระยอง และนักท่องเที่ยวต่างต้องเดินทางมา จึงอาจเรียกได้ว่านี่คือ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ใจกลางเมืองระยอง

เปิดบ้านอายุกว่าร้อยปี

จากกาแฟรถเข็น สู่ร้านหรู

คุณธัชญา หรือ คุณยะห์ เล่าย้อนไปเมื่อ 14 ปีก่อนให้ฟังว่า หลังศึกษาจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา เธอก็เข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ว่าไม่นานก็ตัดสินใจลาออก ด้วยเพราะมาเห็นบ้านหลังเก่าบนถนนยมจินดา ภาพการค้าขายจึงเกิดขึ้นในใจทันที

“ตอนได้มาเห็นครั้งแรกถนนเส้นนี้เงียบมาก แต่เมื่อรู้ประวัติว่าเคยเป็นถนนเศรษฐกิจ และเพียงแค่เปิดประตูบ้านไม้หัวมุม ก็เกิดความรู้สึกชอบ จึงตัดสินใจขอเช่าในราคาเดือนละ 3,500 บาท เพื่อเปิดร้านขายกาแฟ”

ร้านค้าตั้งอยู่บางตา ส่วนร้านกาแฟก็แทบไม่ปรากฏให้เห็น แต่ทว่าคุณยะห์กลับมั่นใจว่า จะสามารถปลุกให้พื้นที่นี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

เงินลงทุนหลักหมื่นบาทกับการซื้อรถเข็นและอุปกรณ์ขายกาแฟ รวมชุดโต๊ะเก้าอี้ 3 ชุด ยอดขายวันแรก 300 บาท คุณยะห์ ว่า นี่คือความภูมิใจว่าได้เดินมาถูกทาง

“เริ่มต้นขายกาแฟแก้วละ 15 บาท ขายได้ 300 กว่าบาท ดีใจมาก เพราะเมนูก็มีแค่เครื่องดื่มไม่กี่รายการกับขนมปังปิ้ง ส่วนความรู้ด้านการชง อาศัยลองผิดลองถูกด้วยตัวเองหมด และเมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้เลยว่ามาถูกทาง การขยับขยายจึงค่อยๆ ตามมา”

จากพื้นที่นั่งตั้งโต๊ะได้ 3 ชุด ขยับขยายมาเป็น 20 ชุด ส่วนเมนูเพิ่มมากขึ้น ทั้งเครื่องดื่ม อาหารหวานคาว และจากพื้นที่เช่าเล็กๆ ก็ขอเช่าเพิ่ม จวบจนปัจจุบันซื้ออาคารด้วยเงิน 3 ล้านบาท เป็นเจ้าของร้านอย่างเต็มภาคภูมิ

สวย อร่อย คุ้มค่า

ทุกเมนูลงมือทำเอง

ความคิดสร้างสรรค์ บวกการตกแต่งจาน ส่วนหนึ่งอาจมาจากความเป็นอาร์ตของคุณยะห์เอง และสำคัญคือคุณยะห์จับตลาดถูกว่าจะขายใคร ยิ่งสมัยนี้โซเชียลมีผลต่อการโปรโมตร้าน ก็ยิ่งต้องสร้างจุดต่างให้กลายเป็นเรื่องราวที่คนคนหนึ่งจะสามารถเล่าผ่านไปยังคนอีกหลายๆ คนได้

“อย่างที่บอกเริ่มแรกขายเครื่องดื่มกับขนมปังปิ้ง จากนั้นก็เพิ่มเมนู และแต่ก่อนไม่มีอาหารจานหลัก ก็มองว่าลูกค้าอย่างถ้ามาเป็นกลุ่ม บางคนต้องการทานข้าว เขาก็พากันไปทานข้าวก่อน บางทีอิ่มแล้วก็ไม่กลับมาร้านเรา จึงว่าถ้าอย่างนั้นก็ทำอาหารจานหลักรองรับลูกค้าเลยแล้วกัน โดยปัจจุบันนี้มีเมนูเกือบ 100 รายการแล้ว แต่ที่ได้รับความนิยมถือเป็นซิกเนเจอร์ ก็อย่าง ข้าวมันไก่ โรตีพิซซ่า เมี่ยงคำร้อยปี สลัดเมล่อน หรืออย่างฤดูกาลมะม่วงก็มีไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง”

นอกจากความหลากหลายของเมนู บวกจัดจานสวยงาม ในส่วนของปริมาณ และราคา คุณยะห์ ว่า สำคัญไม่ยิ่งหย่อน เพราะขายอาหารถ้ารสไม่ดี มีหรือจะเกิดการทานซ้ำ ในขณะที่ถ้าปริมาณต่อจานทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ยิ่งไม่ได้ใจ

“เรื่องเมนูพยายามทำให้ครอบคลุมหวานคาว และทุกรายการทำเองทั้งหมด แม้กระทั่งน้ำจิ้ม หรืออย่างไอศกรีม แน่นอนว่าต้องเหนื่อยมากเพราะมีรายการอาหารเกือบ 100 เมนู แต่ว่าเราภูมิใจกับการจะได้ตอบลูกค้าว่า ทำเอง ส่วนรสชาติให้ความใส่ใจมาก ตั้งแต่คัดเลือกวัตถุดิบ อย่างข้าวมันไก่จานละ 45 บาท จัดลงจานโดยมีใบตองรองรับ หน้าตาดูดี รสอร่อย ปริมาณก็ต้องสมเหตุสมผลด้วย ซึ่งผ่านมา 14 ปี ลูกค้าบางคนทานตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน จนตอนนี้แต่งงานมีลูกแล้ว ก็ยังจูงลูกมาทานอยู่เลย”

คืนสู่ความคึกคัก

สร้างโอกาสท่องเที่ยว

จากความเงียบเหงาของถนนยมจินดา มาในวันนี้เริ่มคืนสู่ความคึกคัก และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าร้านราย็อง คือหนึ่งในการเรียกนักท่องเที่ยวและรวมไปถึงคนในพื้นที่จังหวัดระยองให้กลับมาเยือนอีกครั้ง ซึ่งในอนาคตข้างหน้า คุณยะห์ ตั้งใจว่าจะทำให้ร้านราย็อง กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่

“เมื่อก่อนตอนเปิดร้าน คนระยองยังไม่รู้จักร้าน ไม่รู้จักย่านชุมชนเก่าแห่งนี้ อย่างนักท่องเที่ยวเองก็มักจะเดินทางไปทะเล ไปเกาะเสม็ดกันหมด แต่มาในวันนี้กลับมาคึกคัก คนระยองเดินทางมาทานกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน และด้วยเป็นเมืองอุตสาหกรรม กำลังซื้อจึงสูงมาก ไม่เกี่ยงเรื่องราคา ส่วนในวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์ ก็จะได้กลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาทาน มาแชร์ภาพและเรื่องราว การบอกต่อจึงไปได้กว้างและเร็วมาก”

บวกกับราคาขายตั้งไว้ไม่สูง เริ่มต้น 15 บาท ไปจนถึง 220 บาท (สลัดเมล่อน ใช้เมล่อนสดจากสวน) ราย็อง จึงกลายเป็นร้านที่สามารถจับตลาดได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย

“วันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องรอต่อคิวโต๊ะ ยอดขายอาจแตะถึง 30,000 บาท เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวเดินทางมามากขึ้น กลายเป็นว่าเขาได้เข้ามาชมเมืองโบราณ ชุมชนเก่าของระยอง มาทานอาหารที่ร้าน กลายเป็นเรื่องบอกต่อๆ กัน”

จากจำนวนร้านกาแฟเมื่อวันเริ่มเปิดมีอยู่ราว 2 แห่ง จึงเรียกว่าโอกาสทางการตลาดสูง แต่มาวันนี้ระยะทางราว 1 กิโลเมตรบนถนนยมจินดา มีผู้ประกอบการค้าขายเครื่องดื่มประเภทกาแฟ และบางร้านเปิดจำหน่ายอาหารอื่นด้วย รวมแล้วราว 6 แห่ง แต่ทว่าคุณยะห์กลับไม่เห็นถึงปัญหา เพราะเชื่อว่าถ้าใช้ใจทำงาน โอกาสยืนอยู่บนถนนสายนี้ก็ยังอีกยาวไกล

เปิดเพิ่ม 2 สาขา

แฟรนไชส์จ่อรอคิว

ด้วยเพราะกำลังซื้อของคนในพื้นที่มีสูง จึงทำให้วันนี้มีผู้เปิดร้านกาแฟจำนวนมาก และก็จำนวนไม่น้อยต้องปิดตัวลง

คุณยะห์ให้ข้อคิดถึงผู้ที่ต้องการก้าวสู่เส้นทางสายนี้ว่า “ร้านกาแฟในตัวเมืองน่าจะร้อยกว่าร้าน ผุดขึ้นเยอะมาก บางคนเปิดร้าน ชงกาแฟไม่ถึง 20 แก้วเลิกแล้ว ซึ่งถ้ามองถึงปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะทำตามๆ กัน ไม่มีความแตกต่าง จริงๆ แล้ว ต้องหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอ ที่เราอยู่มาได้เพราะราย็องเป็นตัวของตัวเอง และขอย้ำเลยว่า ความอดทนเป็นเรื่องสำคัญมาก คิดจะเปิดร้านกาแฟต้องมองตัวเองให้ออกว่ารักอาชีพนี้หรือไม่ อย่าลืมว่างานนี้คืองานบริการ ลูกค้ามาร้อยคนก็ร้อยแบบ สามารถรองรับตรงนี้ได้หรือเปล่า”

คุณยะห์ยังกล่าวถึงองค์ความรู้ว่า แม้ไม่ได้จบด้านการตลาด หรือเรียนรู้การทำอาหารมาก่อน แต่อาศัยตนเองเป็นคนชอบปรุงและชอบค้าขาย บวกการสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปี ทำให้เข้าใจในอาชีพ และจากความสำเร็จในสาขาแรก มาวันนี้ ราย็องเปิดสาขาเพิ่มอีก 2 แห่งคือ สาขาทับมา และสาขาพัทยา

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีผู้สนใจต้องการติดต่อร่วมลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งคุณยะห์ ว่า ต้องขอเวลาศึกษารูปแบบ และโดยเฉพาะในด้านการควบคุมคุณภาพ รสชาติ ให้เสมือนต้นตำรับ

ส่วนผู้สนใจเดินทางไปร้านราย็อง สอบถามเส้นทางได้ที่ โทรศัพท์ (093) 320-0058

ขายไอติมวอลล์ปีละ 8 แสนกว่าแท่ง เปลี่ยนชีวิต ปลดหนี้ มีบ้าน สร้างธุรกิจของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ขายไอติมวอลล์ปีละ 8 แสนกว่าแท่ง เปลี่ยนชีวิต ปลดหนี้ มีบ้าน สร้างธุรกิจของตัวเอง

ขายไอศกรีมจนสามารถปลดหนี้ สร้างบ้าน มีที่ดินเป็นของตัวเองได้ หนำซ้ำยังสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้อีกด้วย

ได้เข้าร่วมฟังเรื่องราวส่งความสุขกับแคมเปญ “WALL”S man only” มากกว่าส่งไอติมคือส่งความสุข จาก บริษัท ยูนิลีเวอร์ และผลิตภัณฑ์วอลล์ ที่ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อหวังสร้างอาชีพให้คนไทยที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจไอศกรีมวอลล์ของตัวเอง ให้มีรายได้พร้อมสวัสดิการให้ครอบครัว

คุณปุณณิฏฐา พันธุ์ทวี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาตลาดไอศกรีมวอลล์ เผยว่า “ความจริงทางวอลล์จัดงานลักษณะคล้ายแคมเปญนี้มานานแล้ว เราทำเป็นเชิง CSR ร่วมกับโครงการอื่นๆ คู่ไปด้วย เพื่อให้ครอบครัววอลล์เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเอาไว้ว่าในปี 2560 จะมีรถขายไอศกรีมวอลล์เพิ่มเป็น 5,000 คัน

ไอศกรีมวอลล์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ไอศกรีมธรรมดา แต่คือนิยามของความสุข สำหรับคนไทยทุกคน และ WALL”S man ก็ไม่ใช่เป็นเพียงเซลส์แมน แต่เป็นเหมือนบุรุษที่คอยส่งความสุขให้กับลูกค้าของเราทั่วประเทศ”

ภายในงานมีการมอบรางวัล พี่ติมวอลล์อวอร์ด 2015 โดยมีการมอบ “เสื้อสามารถ” และรางวัลกว่า 20 รางวัล ถือเป็นงานรวมพลพรรครัก “พี่ติมวอลล์ วันนี้เพื่อพี่เท่านั้น” โดยเฉพาะอีกด้วย

สำหรับปีนี้ คุณบุญโฮม นุวรรโน วัย 53 ปี สุดยอดพี่ติมวอลล์ยอดขายสูงสุดประจำภาคกลาง รับรางวัลเสื้อสามารถระดับมงกุฎ และทองคำหนัก 2 บาท ซึ่งเป็นรางวัลการันตีความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เขาเล่าว่า พื้นเพเป็นคนโคราช เข้ามาเสี่ยงโชคทำงานในกรุงเทพฯ หลังจากนั้น จึงมาทำอาชีพเป็นคนขายไอศกรีมวอลล์ ทำมากว่า 7 ปีแล้ว จากการแนะนำของน้องชาย

โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกการให้รางวัลครั้งนี้คือ ผู้ที่มียอดขายไอศกรีมสูงสุดของเขตพื้นที่ภาคกลาง ในปี 2558 ซึ่งมียอดขายโดยรวมตลอดทั้งปีอยู่ที่ 874,000 แท่ง หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 72,800 แท่ง รวมไปถึงความขยันในการออกพื้นที่ขายด้วย จึงสามารถคว้ารางวัลนี้ไปครอง

คุณบุญโฮม เล่าว่า “หลังจากที่น้องชายแนะนำให้มาลองขายไอติมวอลล์ สิ่งที่ทำมาโดยตลอดคือ การแต่งกายต้องสะอาดสะอ้าน ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ทั้งต้องพูดจาให้ดี ขับรถช้าๆ และพยายามมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น เวลาเจอก็ทักทายและพยายามจำชื่อลูกค้าที่เป็นขาประจำเราให้ได้ มันจะเกิดความประทับใจในสิ่งที่เราทำ

เขายังเล่าต่อว่า เป็นคนขายไอติมวอลล์ ทำให้ชีวิตเปลี่ยน สามารถปลดหนี้สินที่ค้างไว้ได้หมด อีกทั้งยังมีเงินสร้างบ้าน และสามารถอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนอีกต่อไป เพียงยึดหลักในอาชีพที่ว่า “ออกขายแต่เช้า กลับมืด และเรียนรู้ที่จะทำความรู้จักคนให้เยอะขึ้น” ก็สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราทำได้

ปัจจุบัน คุณบุญโฮมขายไอศกรีมอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร อาทิ กองทัพอากาศ, สายไหม, ดอนเมือง, โรงพยาบาลภูมิพลและเขตรอบๆ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย และทุกอาชีพ

ทางด้าน คุณตนายุทธ เตียวประเสริฐ วัย 44 ปี ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับวอลล์มากว่า 10 ปี และเป็นพี่ติมวอลล์ตัวอย่าง เล่าว่า เขาเป็นทั้งคนขายไอติม และเป็นเจ้าของธุรกิจศูนย์กระจายไอติมให้กับสมาชิกท่านอื่น ที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

อีกทั้งปัจจุบัน ยังสามารถขยายกิจการเปิดศูนย์กระจายไอศกรีมไปสู่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เปิดเป็นแห่งที่ 2 ด้วย โดยให้ คุณยุวันดา เตียวประเสริฐ ภรรยา เป็นคนช่วยบริหาร เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคและอยากย่นระยะเวลาการขนส่งไอศกรีมให้แก่สมาชิก จึงตัดสินใจเปิดศูนย์กระจายขึ้นอีกแห่ง ซึ่งที่นี่เปิดมาได้ 1 ปีกว่า ผลตอบรับถือว่าดีมาก และยังคาดว่าจะดีไปอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสมาชิกในความดูแลของคุณตนายุทธมีทั้งหมด 10 ท่าน หลายคนเริ่มทำงานด้วยกันมานาน เขามัดใจสมาชิกด้วยการพูดคุยที่ตรงไปตรงมา และคอยช่วยเหลือซัพพอร์ตให้กับสมาชิกด้วย สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ขายไอศกรีมจนสามารถสร้างเนื้อตั้งตัวได้ ไม่เดือดร้อนอีกต่อไป เจ้าของศูนย์กระจายไอศกรีม เล่า

ส่วนการบริการจัดการศูนย์กระจายไอศกรีมและดูแลสมาชิกของคุณตนายุทธ คือ เริ่มแรกที่เข้ามาคือ ต้องอยากขายก่อน หลังจากนั้นต้องพูดคุยกันให้เข้าใจว่า ทางวอลล์มีรถที่แต่งองค์ให้ครบหมดแล้ว แต่คนขับหรือคนขาย ถ้าอยากทำจริง เราขอให้วางเงินมัดจำ 500 บาท เพราะป้องกันพวกสิบแปดมงกุฎ แต่หลังจากทำงานครบ 1 เดือน ก็จะคืนเงินที่มัดจำให้

ทั้งการขายไอศกรีม สามารถขายได้ทั่วจังหวัดเพชรบุรี ไม่ได้มีเขตกั้นอีกด้วย ทำให้คนขายสามารถสร้างโอกาสทางการขายได้เยอะ หากขยันเราก็จะได้รับรายได้ที่เยอะขึ้นไปตามลำดับ ทั้งยังมีโบนัส สวัสดิการ และประกันชีวิต

พี่ติมวอลล์ทั้ง 2 ท่าน ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทุกวันนี้กินอยู่สบายขึ้น ขายไอศกรีมจนสามารถปลดหนี้ สร้างบ้าน มีที่ดินเป็นของตัวเองได้ หนำซ้ำยังสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ด้วย”

สำหรับแคมเปญ WALL”S man only มากกว่าส่งไอติมคือส่งความสุข ครั้งนี้จะเดินทางจัดแคมเปญไปทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อส่งความสุขให้ครอบครัววอลล์ และผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดหรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/Wall”sThailand

มะดันลอยแก้ว-หมอนทองเม็ดมินต์ อีกทางเลือกของคนชอบผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

มะดันลอยแก้ว-หมอนทองเม็ดมินต์ อีกทางเลือกของคนชอบผลไม้

หากติดตามข่าวสารบ้านเมืองจะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเอสเอ็มอีในหลากหลายโครงการ อย่างเช่น “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” ภายใต้แผนส่งเสริมยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระยะเร่งด่วน โดยร่วมกันคัดเลือกคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพรวม 17 เครือข่าย อันเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทั้ง 2 หน่วยงานได้เปิดตัวโครงการดังกล่าว พร้อมคาดการณ์ว่าภายใน 1 ปีจะเกิดการขยายตัวในระบบเศรษฐกิจ 530 ล้านบาท และสามารถลดต้นทุนได้ 65 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอยู่ใน 17 คลัสเตอร์ จำนวนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เพิ่งผลิตสินค้าได้ไม่นาน บางรายเป็นสินค้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีวางขายในท้องตลาดมาก่อน ดังนั้น การเข้ารวมกลุ่มเครือข่ายนี้จึงเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การซื้อวัตถุดิบและการทำตลาดร่วมกัน

ประโยชน์ของมะดัน

ดังที่ “คุณนงนุช เทียมณรงค์” เจ้าของผลไม้แปรรูป แบรนด์ “งามลมัย” ในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลไม้ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก แจกแจงให้ฟังว่า มีสมาชิกทั้งหมด 33 คน ได้เข้าร่วมในกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกที่มี 6 จังหวัด ประกอบด้วย ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการรวมตัวกันในส่วนที่เป็นต้นน้ำ คือเกษตรกรผู้ผลิตภาคการเกษตร สามารถช่วยเหลือให้ความรู้ข่าวสารแก้ไขปัญหาให้ไปในทิศทางเดียวกัน กลางน้ำ คือการแปรรูปผลผลิตที่มีปริมาณมากก็จะเข้ามาช่วยต้นน้ำได้มากมาย ปลายน้ำ คือผู้ที่ทำการตลาด สามารถมาช่วยกลางน้ำ ทำให้สายน้ำยาวและใหญ่ ทำให้บ้านเราอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน

สำหรับกิจการแปรรูปผลไม้ของเธอนั้น มีมะดันเป็นตัวชูโรง ทั้งมะดันลอยแก้ว มะดันอบแห้ง น้ำมะดัน และมะม่วงกวน ในชื่อแบรนด์ “งามลมัย” ปัจจุบันขายมะดันลอยแก้วกระป๋องละ 50 บาท มะดันอบแห้งกิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนน้ำมะดันขวดละ 25 บาท มีวางขายที่กรุงเทพฯ ร้านค้าใกล้สถานีตำรวจสามเสน ซึ่งกลุ่มลูกค้ามีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า และพนักงานออฟฟิศ ผู้สนใจในกรุงเทพฯ สั่งซื้อได้ที่ คุณนงนุช โทรศัพท์ (081) 733-1745 ส่วนถ้าอยู่นครนายกสั่งได้ที่ คุณตู่ โทรศัพท์ (089) 001-4112

เธอเล่าถึงสาเหตุของการแปรรูปมะดันว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ เริ่มทำสวนที่จังหวัดนครนายก ครั้งแรกปี 2550 เมื่อก่อนบริเวณนั้นเป็นที่นาจึงต้องลงทุนถมที่ในเนื้อที่ 4 ไร่กว่าๆ เพื่อปลูกมะยงชิดและผลไม้ที่ตัวเองชอบ เช่น มังคุด มะม่วง กล้วย ละมุด ฯลฯ ส่วนมะดันเป็นต้นไม้ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ต่อมาเริ่มปลูกมะดันเพิ่มเติมเข้าไปด้วย แต่พอปี 2551 ราคามะดันตกต่ำมาก เลยเริ่มทำมะดันลอยแก้ว ตามด้วยมะดันอบแห้ง และน้ำมะดัน โดยมีการปรับปรุงพัฒนาสูตรตลอดมา ซึ่งการนำมะดันมาแปรรูปนั้นเพราะเป็นผลไม้พื้นบ้านที่มีวิตามินสูงมาก ช่วยในเรื่องภูมิแพ้หวัด ทำให้ผิวพรรณดีและช่วยระบบขับถ่ายด้วย

วางแผนปลูกแบบออร์แกนิก

ใครชิมมะดันอบแห้งหรือน้ำมะดันของคุณนงนุช ต่างชอบอกชอบใจในรสชาติที่ไม่เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดจนเกินไป ด้วยเหตุนี้ จึงมีลูกค้าประจำและมีออร์เดอร์ไม่ขาด เจ้าตัวเองก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปนี้ เพราะที่ผ่านมาผู้คนมักจะนำมะดันมาใส่ในต้มปลาทูและนำไปแช่อิ่มเท่านั้น แต่ของเธอได้นำมาทำน้ำ ทำอบแห้ง และทำลอยแก้ว ซึ่งในท้องตลาดยังไม่เห็นมีใครทำเป็นล่ำเป็นสัน หรือมีบ้างแต่คุณภาพและความอร่อยก็ต่างกัน

เธอย้ำว่า ทางกลุ่มเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้มาตรฐานสูงสุด สามารถเข้าตลาดระดับสูงได้ รวมถึงมองการส่งออกด้วย ซึ่งทางกลุ่มทำได้ไม่ยากเพราะทุกครัวเรือนในบริเวณนี้ปลูกมะดันกันอยู่แล้ว สามารถคัดเลือกลูกที่มีขนาดใหญ่และเนื้อแน่น ตอนนี้ราคามะดันดีกว่าปีก่อนๆ จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 3 บาท ขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 7-15 บาท แล้วแต่ช่วงว่ามีมากหรือน้อย

ในเรื่องการปลูกมะดัน เธอให้ข้อมูลว่า ไม่มีแมลงอะไรมารบกวน จะมีก็แต่กาฝาก จึงต้องทำการตกแต่งกิ่งให้ดี และในการเก็บจะต้องเลือกเก็บเฉพาะลูกที่มีขนาดใหญ่ ทั้งนี้ มะดันจะออกผลมากในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม แต่ออกผลตลอดทั้งปีถ้าให้น้ำตลอด ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะปลูกแบบออร์แกนิก

คุณนงนุช พูดถึงปัญหาของการแปรรูปมะดันว่า ปัญหาที่เห็นชัดคือ มีผลผลิตเป็นฤดูกาล การเก็บรักษาต้องใช้ความเย็นช่วยถนอมอาหาร ซึ่งการใช้ความเย็นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

ผู้ประกอบการอีกรายที่อยู่ในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ คุณเชิดพงษ์ เมธาวุฒินันท์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรับราชการ ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ เขาระบุถึงการเข้าร่วมในคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกว่า ในกลุ่มมีทั้งความแตกต่างและความเหมือนกัน จึงมีมุมมองในหลายๆ ด้านที่แลกเปลี่ยนและสามารถเสริมแนวทางธุรกิจซึ่งกันและกันได้

เชื่อมั่นตลาดนักท่องเที่ยวจีนชอบ

คุณเชิดพงษ์ อธิบายถึงธุรกิจแปรรูปผลไม้ที่ทำอยู่ว่า เริ่มจากจุดที่ว่าเมืองไทยมีผลไม้ตามฤดูกาลหลากหลายชนิด โดยเฉพาะทุเรียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ประกอบกับเทคโนโลยีการถนอมอาหารของไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงนำทุเรียนหมอนทองมาแปรรูปเป็นเม็ดๆ เหมือนทอฟฟี่ ในชื่อแบรนด์ “ชิวดี้” โดยจ้างโรงงานผลิตที่มีมาตรฐานและมีประสบการณ์ อยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี

ว่าไปแล้วคุณเชิดพงษ์ก็เหมือนกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ยุคนี้ที่เน้นจ้างผลิตแล้วมาทำการตลาดเอง ซึ่งหากจับตลาดได้ถูกกิจการก็จะไปได้ดี ไม่ต้องมายุ่งในส่วนการผลิต การตั้งโรงงาน หรือจ้างพนักงานแต่อย่างใด เป็นการลดขั้นตอนไปได้เยอะ อยู่ที่ว่าหากเป็นสินค้าใหม่จะทำให้ลูกค้ารู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน

คุณเชิดพงษ์ บอกว่า จุดเด่นของ “ชิวดี้” คือผลิตจากทุเรียนหมอนทองพันธุ์ดี ผ่านการคัดสรรจากสวนผลไม้ที่ปลูกด้วยระบบออร์แกนิก และผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัยได้มาตรฐาน ทำให้ได้ทุเรียนเม็ดมินต์ที่มีรสชาติอร่อย เพิ่มความสดชื่นเวลารับประทาน และเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ เคี้ยวเพลินได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งในท้องตลาดไม่มีใครผลิตแบบนี้ โดยผลิตภัณฑ์ขนาด 20 กรัม ราคาขายปลีกซองละ 25 บาท และบรรจุกล่อง กล่องละ 60 ซอง ราคาขายส่ง 1,200 บาท

“ความจริงผลิตภัณฑ์ของเราก็คล้ายๆ กับทอฟฟี่ แต่ไม่อยากให้เรียกแบบนั้น เนื่องจากมูลค่ามันต่างกัน เพราะทางเราเลือกใช้ทุเรียนหมอนทองเกรดดี”

ผู้ประกอบการหน้าใหม่รายนี้เล่าว่า เตรียมวางแผนที่จะจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ และจะวางขายเพิ่มเติมในร้านขายของฝากบริการนักท่องเที่ยวและร้านอาหาร ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของนักท่องเที่ยวจีนที่ชอบรับประทานทุเรียน รวมทั้งการเข้าถึงตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่มากทั้งจำนวนประชากรและรายได้ประชาชาติ หากสามารถมีผลิตภัณฑ์ที่สนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้จะสร้างยอดขายได้สูงมาก

เจ้าตัวพูดถึงปัญหาอุปสรรคของการเริ่มทำธุรกิจนี้ว่า อยู่ที่การเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป เพราะเป็นของใหม่ไม่มีในท้องตลาด แต่หากได้ลองชิมแล้วจะถูกปากและติดใจในรสชาติที่มีความแปลกใหม่อันผสมกลมกลืนระหว่างทุเรียนกับมินต์ได้อย่างลงตัว

ในงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” เมื่อไม่นานมานี้ คุณเชิดพงษ์ก็ได้นำผลิตภัณฑ์มาให้ชิมกัน หลายรายชื่นชอบรสชาติที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบรสมินต์ทั้งหลาย

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายหรืออยากลิ้มชิมรสทุเรียนหมอนทองรสมินต์แบรนด์ “ชิวดี้” ติดต่อคุณเชิดพงษ์ได้ที่ โทรศัพท์ (092) 419-6695