มันทองเอก บทพิสูจน์ศักดิ์ศรี สุดยอดมะม่วงมัน อัมพวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เทคโนโลยีการเกษตร

นัย บำรุงเวช

มันทองเอก บทพิสูจน์ศักดิ์ศรี สุดยอดมะม่วงมัน อัมพวา

“บางช้างสวนนอก บางกอกสวนใน” เป็นคำกล่าวที่มีมานานตั้งแต่โบราณ เนื่องจากเจ้านายเชื้อพระวงศ์บางพระองค์มีพระตำหนักเรือกสวนอยู่ที่แขวงบางช้าง จึงเรียกสวนที่บ้านนอกในแขวงบางช้างว่า “บางช้างสวนนอก” ส่วนบางกอกนั้นก็ทรงมีเรือกสวนอยู่ชั้นในใกล้กับวังของเจ้านาย ท่านจึงเรียกว่า “บางกอกสวนใน” จากคำกล่าวเปรียบเปรยดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพรรณของทั้งสองสวน บางช้างสวนนอกอยู่ที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ดินแดนที่รุ่มรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมหลากหลาย

อัมพวา มีผลไม้รสชาติดีมีชื่อเสียงมาแต่โบราณ ในอดีตเมื่อฟังข่าวการประกาศราคาพืชผักจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ มักได้ยิน คำว่า “พริก หอม กระเทียม บางช้าง” อยู่ด้วยเสมอ นอกจากนี้ อัมพวา ยังมีผลไม้ดีมีชื่อเสียงอีกหลายอย่าง เช่น มะพร้าว มะม่วง ส้มโอ ส้มแก้ว ลิ้นจี่ และอัมพวา (มะเปรียง) เป็นต้น มะม่วงเขียวเสวย เชื่อว่ามีแหล่งกำเนิดที่อัมพวา เช่นเดียวกับ “มะม่วงมันทองเอก” และ “เหนียงนกกระทุง” ก็น่าจะเชื่อกันได้ว่ามีต้นกำเนิดอยู่ที่อัมพวา โดยเฉพาะ “มะม่วงอกร่องบางช้าง” แล้วคงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นมะม่วงจากอัมพวา มะม่วงอกร่องบางช้างไม่เป็นรองในการทำเป็น ข้าวเหนียวมะม่วง แม้ว่าปัจจุบันแม่ค้าขายข้าวเหนียวมะม่วงต่างหันมาใช้มะม่วงน้ำดอกไม้กันเป็นส่วนมากก็ตาม แต่ “มะม่วงอกร่องบางช้าง” ยังคู่ควรกับข้าวเหนียวมะม่วงมากกว่า เพราะความหวาน ความหอม ที่ไม่มีมะม่วงไหนมาเทียบได้ สาเหตุที่ มะม่วงอกร่องบางช้าง มีจำนวนน้อยลง เนื่องมาจากต้นเก่ามีอายุมากให้ผลผลิตน้อย ล้มตายไปก็มาก การปลูกทดแทนชาวสวนมะม่วงรุ่นใหม่ในพื้นที่บางช้าง ดำเนินสะดวก เลือกที่จะปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้ตามๆ กัน แต่ก็ยังมี มะม่วงอกร่องบางช้าง หลงเหลืออยู่ ดังนั้น ดินแดนอัมพวาจึงมีสายพันธุ์มะม่วงโบราณดีๆ ที่ไม่คุ้นหูและแปลกหลายพันธุ์ที่น่าจะเชื่อว่ามีต้นกำเนิดอยู่ที่นี่จริง ซึ่งยังมีมะม่วงอีกหลายสายพันธุ์แต่ยังหาไม่พบหรือเจ้าของหวงพันธุ์คงปิดบังไว้ไม่ยอมเปิดเผย

มันทองเอก ของดียังมีอยู่

มะม่วงมันที่ได้รับการยอมรับกันว่ามีรสชาติดีหวานมันก็คือ มันขุนศรี เมื่อเอ่ยถึงมะม่วงมันหรือมะม่วงที่รับประทานดิบก็จะนึกถึง เขียวเสวย หนองแซง ฟ้าลั่น แรด ทะวายเดือนเก้า เพชรบ้านลาด และ มันขุนศรี จากนั้นความนิยมในบางสายพันธุ์ก็ลดลงไปบ้าง โดยเฉพาะ หนองแซง แรด ไม่ค่อยได้รับการกล่าวถึงกัน มันขุนศรีรับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก เปลือกหนาเหนียวมีปริมาณเนื้อมาก ผลดิบเป็นสีเขียวมีรสเปรี้ยว นิยมรับประทานตอนผลแก่จัด เนื้อละเอียด กรอบ ฉ่ำน้ำ หวานมัน ส่วนผลสุกมีเนื้อสีเหลือง เนื้อค่อนข้างเหนียวนุ่ม แต่ไม่เละ รสหวานแหลมอมเปรี้ยวบ้างนิดหน่อย วัดความหวานได้ถึง 25 องศาบริกซ์ มีกลิ่นหอม ไม่มีเสี้ยน มันขุนศรีมีผลคล้ายเขียวเสวย รูปทรงกลมยาวรี ส่วนหัวมน ส่วนท้องอ่อนโค้งไม่มาก ปลายผลเรียวงอนและมน น้ำหนักของผลเมื่อโตเต็มที่ เฉลี่ยต่อผล 350-450 กรัม เมล็ดแบนลีบ มะม่วงมันขุนศรีขายได้ราคาดี สร้างรายได้งามให้กับผู้ปลูกแม้จะมีพื้นที่ปลูกไม่มากก็ตาม ใช้ปลูกเป็นการค้าได้พันธุ์หนึ่ง

ส่วน มะม่วงเหนียงนกกระทุง นั้นหายากจริงๆ แต่ชาวสวนอัมพวาบอกว่ายังพอมีอยู่ในพื้นที่อัมพวา แถบตำบลสวนหลวง แควอ้อม เหมืองใหม่ ปลายโพงพาง วัดประดู่ มะม่วงเหนียงนกกระทุง มีผลค่อนข้างใหญ่ เป็นมะม่วงใหญ่พันธุ์หนึ่ง แปลกตรงที่ผลมีรูปทรงส่วนท้องยื่นออกมามากหรือส่วนกลางอกกว้างหนา ส่วนหัวและก้นแหลม แต่บางคนก็มองผลของมันคล้ายกับกระจับ ที่มาของชื่อมาจากรูปลักษณะคล้ายเหนียงใต้ปากล่างของนกกระทุงที่ห้อยยานลงมา เมื่อจับมะม่วงขึ้นในแนวนอนให้ส่วนท้องที่ยื่นออกมาลงอยู่ด้านล่าง จะมองคล้ายปากของนกกระทุง รสชาติพอรับได้ ผลดิบรสเปรี้ยวจัด จึงเหมาะที่จะรับประทานผลสุกเสียมากกว่า โดยผลที่สุกยังมีสีเขียวแกมสีเหลืองช่วงนี้จะให้รสชาติดี เนื้อสีเหลืองอ่อนๆ หวานอมเปรี้ยว มีเสี้ยนบ้าง เมล็ดลีบ มีกลิ่นหอมคล้ายๆ มะม่วงอกร่อง หากปล่อยให้ผลสุกจัดจนงอมเป็นสีเหลืองจัด รสชาติจะไม่ค่อยอร่อยเท่าไร เหนียงนกกระทุงเป็นมะม่วงที่ออกล่ากว่าอีกพันธุ์หนึ่ง และเป็นพันธุ์ที่ผู้ที่ชอบสะสมพันธุ์มะม่วงไทยโบราณต่างแสวงหากัน

มะม่วงมันทองเอก หรือ มะม่วงทองเอก เป็นมะม่วงที่มีอยู่ติดในสวนผลไม้แซมกับไม้ผลอื่น เช่น อยู่ตามสวนมะม่วง สวนมะพร้าว สวนลิ้นจี่ ของชาวสวนอัมพวาในบางพื้นที่ พบมากที่ตำบลเหมืองใหม่ ส่วนใหญ่เป็นมะม่วงต้นแก่มีอายุมาก มีมาแต่เดิม ต้นปลูกใหม่ไม่ค่อยมี ยังพบมะม่วงมันทองเอกในเขตติดต่อกับอำเภออัมพวาที่อำเภอเมืองกับอำเภอบางคนที และที่จังหวัดราชบุรีในอำเภอมีเขตติดต่อกับอำเภออัมพวาที่อำเภอวัดเพลง อำเภอปากท่อ และอำเภอดำเนินสะดวก มะม่วงมันทองเอกมะม่วงคู่อำเภออัมพวามาแต่ดั้งเดิม เป็นส่วนหนึ่งของตำนานมะม่วงอัมพวา

มะม่วงมันทองเอกจัดอยู่ในกลุ่มมะม่วงอกร่อง ใบป้อมปานกลาง หรือรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบแหลม ลักษณะทรงผลรี (Elliptical) รูปทรงของผลมีส่วนคล้ายกับมะม่วงยายกล่ำ ส่วนหัวนูนใหญ่ ส่วนท้องกว้างหนา ส่วนก้นป้านเรียวลง น้ำหนักของผลแก่ อยู่ระหว่าง 3-4 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ผลโตจะได้ 2 ผล 1 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 50-60 บาท เมล็ดไม่ใหญ่มาก ผลเมื่อยังอ่อนมีรสเปรี้ยว เหมาะที่จะรับประทานขณะยังแก่พอห่ามๆ ใกล้จะแก่จัด ไม่ถึงกับสุก เนื้อสีเหลืองเข้มหรือสีเหลืองทอง เป็นมะม่วงมันไม่กี่ชนิดที่มีเนื้อสีเหลือง จึงเป็นที่มาของชื่อทองเอกที่มีเนื้อเหลืองดั่งสีทองเพียงชนิดเดียว

ทองเอกยังเป็นชื่อของขนมไทยโบราณชนิดหนึ่ง มะม่วงมันส่วนมากเมื่อผลแก่ (รับประทานผลดิบ) มักมีเนื้อสีขาว มะม่วงมันทองเอกมีรสชาติหวานมัน มีเปรี้ยวปนบ้าง เนื้อกรอบแน่น รสชาติอร่อยมาก เมื่อได้รับประทานกันแล้วจะติดใจ รับประทานกันจนเพลินไม่อยากวางมือ สามารถรับประทานได้เรื่อยๆ ถ้ายังไม่เบื่อ ความหวานของมันบางคนเปรียบเปรยว่า น้ำตาลยังอาย ควรรับประทานหลังจากเก็บไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้ลืมต้น 2-3 วัน เพราะรสชาติจะไม่อร่อยเหมือนตอนสดๆ มีกลิ่นหอมของยางบ่งบอกถึงความมันต่างจากมะม่วงมันพันธุ์อื่น กระตุ้นให้อยากรับประทาน ผลสุกมีกลิ่นบ้างแต่ไม่หอมเหมือนพวกมะม่วงอกร่อง และไม่นิยมรับประทานผลสุกกัน มะม่วงมันทองเอกจึงมีครบทุกรส มีความสมบูรณ์ในรสชาติที่มะม่วงมันน้อยพันธุ์จะเหมือนได้ พบมีวางขายน้อยมาก

ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมจะพบมะม่วงมันทองเอกได้บ้างที่ตลาดอัมพวา ตลาดน้ำท่าคา ตลาดแม่กลอง และบริเวณหน้าวัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดหลวงพ่อบ้านแหลม) อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม แต่เป็นมะม่วงที่ไปจากสวนตำบลเหมืองใหม่ ที่กรุงเทพฯ มีผู้นำไปจำหน่ายบ้างแต่เป็นส่วนน้อย มีขายแถวสะพานพุทธ

คล้อยต้นปี 2559 มาได้ช่วงหนึ่ง ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมสวนของ คุณสถาพร อร่ามดี หนุ่มใหญ่ในวัยต้นๆ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 9 ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม คุณสถาพรมีสวนผลไม้อยู่เยื้องๆ กับวัดแว่นจันทร์ (วัดตาด้วง) คนละฝั่งใกล้สวนลิ้นจี่ครูอี๊ด เพื่อไปติดต่อขอแบ่งกิ่งพันธุ์มะม่วงมันทองเอกแท้ การเดินทางไปสวนค่อนข้างลำบากสำหรับผู้ที่ไม่เคยไปและเคยชินกับถนนกว้างๆ เพราะเส้นทางวกวน เลี้ยวไปเลี้ยวมาตามถนนคับแคบในสวนมะพร้าว สวนลิ้นจี่ สวนส้มโอ สวนกล้วย และผ่านรีสอร์ตที่รุกล้ำคืบคลานเข้ามาอยู่ในสวนผลไม้หลายแห่ง จึงต้องโทร.ถามตลอดทางกว่าจะถึงสวนของเขา แม้ไปลำบากแต่บรรยากาศร่มรื่นตลอดเส้นทางด้วยร่มเงาของไม้ผลต่างๆ

คุณสถาพร ไม่มีพื้นฐานทางด้านการเกษตรมาก่อน เขาจบ ชั้น ปวช. อีเล็กทรอนิกส์ ที่วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม จบชั้น ปวส. อีเล็กทรอนิกส์ จากวิทยาลัยเอกชนที่กรุงเทพฯ และไปจบปริญญาตรี วิชาเอกการจัดการการผลิตพืช จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช โดยใช้เวลาว่างเรียนระหว่างทำงานที่บริษัทเกี่ยวกับการส่งสินค้าออกในกรุงเทพฯ เขาใช้เวลาเรียนนานกว่าเพื่อน เพราะต้องเก็บวิชาพื้นฐานเกี่ยวกับเกษตรหลายวิชา จากนั้นอยากศึกษาต่อระดับปริญญาโท จึงสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันในวิชาเอกการจัดการทรัพยากรการเกษตร แต่เรียนไม่จบ เนื่องจากเส้นเลือดสมองตีบจึงหยุดพักการเรียนและต้องลาออกจากงานมารักษาตัว เมื่ออายุได้ 40 ปี หลังจากรักษาตัวจนดีขึ้นแล้วจึงกลับมาบ้านอัมพวาอยากทำสวน

คุณสถาพร ล้มมะพร้าวในสวนของปู่ลง เป็นมะพร้าวที่ปลูกมาเนิ่นนาน เพื่อจะปลูกลิ้นจี่และทุเรียนแทน ประมาณ 10 ไร่ เนื่องจากตัวเองเป็นหลานคนโตของปู่และอยู่กับปู่ย่ามาตลอด จึงเป็นที่รักของปู่และย่า การโค่นมะพร้าวลงจึงไม่ค่อยมีใครกล้าขัด หลังจากปู่เสียชีวิตแบ่งที่ดินกันแล้ว เขาเหลือสวนลิ้นจี่และทุเรียน 5 ไร่ เขาให้ความสนใจกับทุเรียนพันธุ์โบราณที่เคยมีแต่ดั้งเดิมในพื้นที่อัมพวามากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะทุเรียนพันธุ์ พวงมณี และ บาตรทองคำ เขาสืบจนพบว่า ทุเรียนบาตรทองคำ อายุประมาณ 100 ปี มีอยู่ที่อัมพวา ทุเรียนบาตรทองคำ (อีบาตร) เป็น 1 ใน 3 พันธุ์ (ทองสุข และการะเกด) ของทุเรียนโบราณที่เคยกล่าวถึงในช่วงตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาช่วงคาบเกี่ยวกับสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

โดยเขาไปเจอ ทุเรียนบาตรทองคำ ที่สวนของ หมอเคลือบ พูลสวัสดิ์ (เป็นหมอยาพื้นบ้าน) สวนอยู่หลังโรงเรียนวัดบางนางลี่ใหญ่ (โรงเรียนประถมที่ผู้เขียนเคยเรียน) อยู่ตำบลสวนหลวง เขาได้ติดต่อกับทายาทคือ ครูอุบล และ ครูอุทุมพร พูลสวัสดิ์ สองพี่น้อง เพื่อขอพันธุ์ไปขยาย โดยบอกจุดประสงค์เพื่อจะอนุรักษ์ทุเรียนเก่าแก่ของอัมพวาไว้ เขาได้ไปทาบกิ่งไว้หลายขนาดโดยที่ทายาทไม่คิดค่าพันธุ์แต่อย่างใด

จากนั้นได้นำกิ่ง ทุเรียนบาตรทองคำ รวมกับทุเรียนอื่นมาปลูก 200 ต้น จนบางต้นสูงถึง 6 เมตร ใช้ไม้ค้ำต้นกำลังตกลูก แต่เกิดเหตุการณ์เอลนินโย่ติดต่อกัน ในปี พ.ศ. 2558 ทุเรียนบาตรทองคำ ที่ประคบประหงมตายไปเกือบหมด เหลือแค่ 4 ต้น และจนมาเหลือต้นเดียว เป็นต้นที่เกิดจากการเพาะด้วยเมล็ด สูงประมาณฟุตกว่า แต่ยอดด้วน เพราะเขาตัดยอดไปให้หน่วยงานราชการแห่งหนึ่งช่วยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ แต่หน่วยงานนั้นไม่สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ได้ เขารู้สึกผิดหวังอย่างมากแทบหมดกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป

ทุเรียนบาตรทองคำ ได้ถูกรวบรวมพันธุ์ไว้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี เป็นทุเรียนขนาดใหญ่ไล่เลี่ยกับทุเรียนหมอนทอง น้ำหนักได้ 6-7 กิโลกรัม ผลสุกเนื้อมีสีเหลืองทอง หวานอร่อย ผิดปกติต่างจากทุเรียนอื่น กลิ่นไม่ฉุนหรือแทบไม่มีกลิ่นเลย แต่จะมีกลิ่นหอมคล้ายน้ำอ้อย เนื้อบางมาก เมล็ดใหญ่ รสชาติใกล้เคียงกับทุเรียนหลงลับแล

ในสวนลิ้นจี่และทุเรียนของเขามีต้นมะม่วงมันทองเอกอยู่ต้นเดียว ปลูกมาตั้งแต่สมัยปู่ ต้นอยู่หน้าบ้านพักของเขา เป็นบ้านหลังเล็กๆ เขาอาศัยอยู่เพียงคนเดียว ใช้ชีวิตอย่างสมถะ ส่วนภรรยาทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ การล้มต้นมะพร้าว ทำให้ชาวสวนหลายคนที่เห็นคิดว่า เขากำลังทำสิ่งที่ผิดปกติที่ไม่มีใครเขาทำกัน

การโค่นต้นมะพร้าวไม่ต่างกับการทิ้งรายได้ก้อนใหญ่ที่จะได้จากมัน แต่เขาตั้งใจจะทำมัน เพราะเชื่อว่าลิ้นจี่และทุเรียนให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แม้จะเสี่ยงดวงกับการติดดอกออกผลในแต่ละปีก็ตาม ส่วนมะม่วงมันทองเอกนั้น เขาบอกว่ามะม่วงมันทองเอกต้นนี้รสชาติดีมาก อร่อย หวาน มัน กรอบ แน่น จะต้องอนุรักษ์มันไว้และขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนมันต่อไป เขาบอกว่าชาวอัมพวาสามารถประกันความอร่อยได้ว่าอร่อยกว่ามะม่วงเขียวเสวย ที่สวนของเขาปลูกต้นทองหลางตามริมร่องสวน เพื่อจะใช้ประโยชน์จากใบของมัน แม้มีมะม่วงมันทองเอกประจำสวนเหลืออยู่เพียงต้นเดียว แต่มันก็ทำเงินให้เขาพอสมควร

เมื่อมะม่วงมันทองเอกขึ้นห้าง

คุณสถาพร ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2557 คุณสถาพร ได้นำลิ้นจี่พันธุ์ค่อมลำเจียกและสำเภาแก้ว ขึ้นไปขายที่ห้างดังในกรุงเทพฯ ในราคาค่อนข้างสูงมาก ลิ้นจี่สำเภาแก้ว กิโลกรัมละ 400 บาท (399 บาท) ขณะเดียวกันก็นำมะม่วงมันทองเอกติดไปด้วย 3 ลัง เนื่องจากเป็นช่วงที่มะม่วงมันทองเอกแก่พอดี ได้คัดเอาแต่ผลใหญ่เต็มมือ ขนาด 3 ผล ต่อ 1 กิโลกรัม ระหว่างที่ประชาชนรุมซื้อลิ้นจี่กันอยู่นั้น เขาได้นำมะม่วงมันทองเอกขึ้นมาขายคู่กัน พร้อมกับปอกให้ได้ชิม ส่วนมากเมื่อได้ชิมแล้วต่างติดใจในรสชาติ ยืนเรียงเข้าคิวเพื่อรอซื้อมะม่วงมันทองเอก มันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับการขายมะม่วง เขาขึ้นป้ายขายมะม่วงมันทองเอก ในราคากิโลกรัมละ 159 บาท เมื่อผู้จัดการฝ่ายการตลาดเห็นประชาชนยืนเข้าแถวยาวเช่นนั้น จึงคิดว่าประชาชนรุมซื้อลิ้นจี่กัน ได้เข้ามาสอบถามเห็นเป็นมะม่วง ก็สงสัยถามว่า มะม่วงอะไร ราคาสูงเกินความจริง ในเมื่อมะม่วงที่อื่นขายกันในราคา กิโลกรัมละ 35 บาท พูดทำนองจะให้ลดราคา

คุณสถาพร คิดในใจเอาไว้ว่าเขาจะไม่ยอมลดราคามันและจะไม่ยอมลดศักดิ์ศรีความเป็นสุดยอดมะม่วงของอัมพวาลงอย่างเด็ดขาด ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบอกต่อไปว่า เขาทำผิดเงื่อนไข ตอนที่ลงทะเบียนไว้ว่า จะจำหน่ายลิ้นจี่ แต่นำมะม่วงมาขายด้วยจึงผิดสัญญา ขอให้เลิกขายมะม่วงเสีย เขายอมรับผิดแต่โดยดี มะม่วงมันทองเอกเพิ่งขายไปได้ 2 ลัง เหลืออีก 1 ลัง จากนั้นคุณสถาพรได้แจกจ่ายมะม่วงมันทองเอกให้กับประชาชนที่ยืนเข้าคิวที่เหลือจนหมด

สร้างความงุนงงให้กับประชาชนอย่างมาก ว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น จึงแจกมะม่วงราคาแพงกันง่ายๆ เช่นนี้ เขาทราบดีว่ามีมะม่วงจากจังหวัดอื่นมาขายที่ห้างนี้เช่นกัน แต่ไม่มีมะม่วงมันทองเอกอย่างแน่นอน การกระทำของเขาอาจเป็นการขัดผลประโยชน์คนอื่นก็ได้ เนื่องจากมีประชาชนแห่มาซื้อมะม่วงมันทองเอกจากเขาเป็นจำนวนมาก แทนที่จะไปซื้อมะม่วงจากจังหวัดนั้น

เขาใช้เวลาขายมะม่วงมันทองเอกไม่ถึง 1 ชั่วโมง หมดไป 2 ลัง ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่คนอัมพวาแล้ว ด้วยการกอบกู้ศักดิ์ศรีของมะม่วงอัมพวาไว้ไม่ให้ต่ำลง มะม่วงรสชาติดี จะขายราคาถูกๆ มันคู่ควรกันหรือไม่ คุณค่าของมันพลอยลดต่ำลงไปด้วย เขามีส่วนช่วยยกระดับมะม่วงมันทองเอกขึ้นมา

แม้ว่าแม่ค้ารายอื่นๆ ที่อัมพวาจะขายราคาต่ำก็ตาม แต่ถ้าหากพวกแม่ค้าเหล่านั้นได้ทราบการยกระดับราคามะม่วงรสชาติดีหายาก ก็คงจะต้องขยับราคาให้สูงขึ้นตามอย่างแน่นอน ใครได้ชิมมะม่วงมันทองเอกจากห้างในครั้งนั้น คงซาบซึ้งในรสชาติของมันดี หลังจากนั้น ก็ไม่มีมะม่วงมันทองเอกปรากฏในห้างนั้นอีกเลย

ก่อนจะจากสวนของคุณสถาพร ผู้เขียนขอแบ่งกิ่งมะม่วงมันทองเอกพันธุ์แท้ 1 กิ่ง กับยอดอีกหลายยอด ผู้เขียนได้นำกิ่งทาบให้กับสวนลุงเล็ก (เสน่ห์ ลมสถิตย์) อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ให้แกขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนกิ่งพันธุ์เพื่อให้มันได้แพร่กระจายออกไปทั่วประเทศ ในอนาคตคนไทยจะได้รู้จัก ได้ลิ้มรสชาติของมัน ในนาม มะม่วงมันทองเอกจากอัมพวา

มะม่วงมันทองเอก ที่ภาคเหนือ

พบ มะม่วงมันทองเอก ที่จังหวัดแพร่ ในอำเภอเด่นชัย อำเภอสูงเม่น ที่สวนไผ่หวานเพชรน้ำผึ้ง เลขที่ 91 หมู่ที่ 4 ตำบลแม่จั๊วะ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ได้ปลูกมะม่วงมันทองเอกพร้อมกับมะม่วงอื่นไว้หลายปีแล้ว จนให้ผลผลิต โดยได้กิ่งมาจากสถานีอบใบยาสูบเด่นชัย ซึ่งไม่ทราบว่าทางสถานีอบใบยาสูบได้พันธุ์มะม่วงมันทองเอกมาจากไหน น่าจะได้มาจากภาคกลาง ทุกปีทางสวนจะเก็บผลผลิตมาขายหน้าสวนในราคาย่อมเยา

มะม่วงมันทองเอก มะม่วงมีเอกลักษณ์ในตัวต่างจากมะม่วงอื่น มันได้พิสูจน์ตัวมันเองแล้วว่า มันควรจะโดดเด่นกว่ามะม่วงมันด้วยกัน จะกดราคาให้มันต่ำเหมือนกับมะม่วงมันทั่วไปคงไม่สมควร ศักดิ์ศรีของสุดยอดมะม่วงมันทองเอกต้องคงไว้ ถ้าหากท่านต้องการหามะม่วงมันทองเอกแท้ดั้งเดิมเป็นต้นตำนาน ต้องมาที่อัมพวาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น อยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ ทุเรียนบาตรทองคำ และ มะม่วงมันทองเอก ให้เข้าไปหาที่เฟซบุ๊ก Nawan Tropical Garden หรือ โทร.ไปสอบถามกับ คุณสถาพร อร่ามดี โดยตรงที่เบอร์โทร.(081) 697-8763

ชาวไร่รุ่นใหม่ ปลูกอ้อยอินทรีย์ ต้นทุนต่ำ ตลาดกว้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

รายงานพิเศษ เจาะลึก “พืชไร่” ทำเงิน

สุจิต เมืองสุข

ชาวไร่รุ่นใหม่ ปลูกอ้อยอินทรีย์ ต้นทุนต่ำ ตลาดกว้าง

การปลูกอ้อยโดยทั่วไปของเกษตรกรพืชไร่ ยังคงดำเนินไปตามกระบวนการและขั้นตอนการปลูก เก็บเกี่ยว และซื้อขาย หากไม่ทำการเกษตรให้ต่าง ก็ยังคงดำรงอาชีพเกษตรกรรมอยู่ได้ แต่เมื่อเกิดความคิดทำเกษตรที่แตกต่าง โอกาสที่จะพบเทคนิค กลยุทธ์ และต่อยอดการเกษตรที่ดำรงอยู่ให้ได้รับการพัฒนาก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน

เช่น คุณวงศกร ชนะภัย เกษตรกรหนุ่มไฟแรง ชาวหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ที่บ่มเพาะการเป็นเกษตรกรมาตั้งแต่เล็ก ด้วยพื้นเพเดิมของครอบครัวทำไร่อ้อย เมื่อว่างเว้นจากการเรียน คุณวงศกร ก็โดดเข้าไร่ เรียนรู้ทุกขั้นตอนและกระบวนการมาด้วยตนเอง หลังจบการศึกษาจึงเปิดกิจการเล็กๆ และทำไร่อ้อยกับครอบครัวพ่วงกันไปด้วย

การทำไร่อ้อย ของครอบครัวชนะภัย ยังคงดำเนินมาลักษณะเดียวกับเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วไป กระทั่ง 5 ปีก่อน คุณวงศกร มีแนวคิดการทำไร่อ้อยอินทรีย์ เขาเริ่มศึกษาแนวทาง และเริ่มทดลองในไร่อ้อยเดิมที่มีอยู่ 60 ไร่

“ผมชอบเกษตรอินทรีย์มานานแล้ว เมื่อตัวเองทำไร่อ้อยก็อยากทำไร่อ้อยอินทรีย์บ้าง ตอนที่เริ่มทำ ก็ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านหนังสือ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เริ่มสะสมมาเรื่อยๆ จะคิดจะทำจริงจัง ครอบครัวก็ไม่ว่าอะไร จึงแบ่งพื้นที่เริ่มทำอินทรีย์ 60 ไร่ ตามความรู้เท่าที่มี ทั้งที่ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงตลาดอ้อยอินทรีย์เลย ว่ามีโรงงานรับซื้อหรือไม่ แต่สิ่งที่มั่นใจว่าต้องได้จากการทำอินทรีย์คือ การลดต้นทุนที่ถาวร”

คุณวงศกร บอกว่า ตลอดระยะเวลาการปรับเปลี่ยนจากการปลูกอ้อยปกติเป็นอ้อยอินทรีย์ นานถึง 3 ปี ซึ่งระหว่างนี้การปลูก การดูแล การให้น้ำ การใส่ปุ๋ย ทุกอย่างจะถูกปรับเปลี่ยนเป็นอินทรีย์ทั้งหมด ซึ่งเป็นผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง ปริมาณผลผลิตต่อไร่ก็ไม่ได้ลดน้อยลงกว่าเดิม แต่สิ่งที่เห็นเด่นชัดคือ ลดการจัดการภายในไร่ลงหลายขั้นตอน

แปลงอ้อยอินทรีย์ของคุณวงศกร ปัจจุบันขยายเพิ่มเป็น 140 ไร่ แต่ยังคงทำไร่อ้อยปกติอีกเกือบ 100 ไร่ เหตุที่ไม่ทำแปลงอ้อยให้เป็นอินทรีย์ในทุกแปลง คุณวงศกร บอกว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะแปลงไม่ได้อยู่ติดกัน อีกทั้งแต่ละแปลงอยู่ติดกับแปลงของเพื่อนบ้าน ซึ่งการทำอินทรีย์จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างจากพื้นที่ปลูกที่ใช้สารเคมีอย่างน้อย 4-5 เมตร โดยรอบแปลง หรือปลูกไม้อื่นเป็นแนวกันชน จึงจะเป็นอินทรีย์อย่างแท้จริง แต่การที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนแปลงอ้อยทั้งหมดเป็นอินทรีย์ถือเป็นเรื่องดี เพราะปัจจุบันคุณวงศกรทำไร่อ้อยทั้ง 2 แบบ เพื่อการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิต และเพื่อเป็นแปลงสำหรับผู้สนใจเข้ามาศึกษา โดยไม่หวงความรู้แต่อย่างใด

การเปลี่ยนจากไร่อ้อยทั่วไปมาเป็นแปลงอ้อยอินทรีย์ คุณวงศกร บอกว่า เพราะเขาไม่มีเวลามาก การเริ่มต้นด้วยการปลูกพืชปรับปรุงดิน เช่น ปอเทือง หรือพืชตระกูลถั่ว จึงเลือกวิธีการปลูกอ้อยปกติไปก่อน แต่ไม่ใช้สารเคมีทุกขั้นตอน ไม่เผาใบ ค่อยๆ เติมปุ๋ยอินทรีย์ และปั่นใบอ้อยป่นคลุกหมักในไร่ไปพร้อมกันแทน แต่ถ้าเกษตรกรท่านใดต้องการทำแปลงอินทรีย์ คุณวงศกร แนะนำว่า หากมีเวลาควรปลูกพืชปรับปรุงดินก่อน จะเป็นการดี

“ต้นทุนอ้อยอินทรีย์มีเพียงค่าปลูก ค่าอ้อยตอ ปุ๋ยอินทรีย์ ทำรุ่น บำรุงดิน ค่าแรงงานคน ค่าน้ำมันรถขนส่ง รวมทั้งสิ้นแล้ว พื้นที่ 140 ไร่ ต้นทุนไม่เกิน 150,000 บาท”

ต้นทุนของการทำอ้อยอินทรีย์สูงสุดคือ ค่าแรงงานคนที่ใช้ในการตัดอ้อยสด ดายหญ้า ถอนหญ้า ค่าตัดอ้อยสดเป็นค่าใช้จ่ายส่วนที่สูงที่สุด เพราะแต่ละครั้งของการตัดอ้อยสด ใช้แรงงานคนประมาณ 30 คน ค่าตัด ต่อมัด 2.50 บาท มัดละ 15 ลำ ในการตัดอ้อยสดต่อวัน แรงงาน 1 คน สามารถตัดอ้อยสดได้มากถึง 400 มัด ซึ่งการจ้างแรงงานในปัจจุบันถือเป็นปัญหามากที่สุด ผู้จ้างจำเป็นต้องมีเงินทุนสำรองจ่ายให้กับแรงงานก่อนถึงเวลาทำงาน มิฉะนั้น จะไม่มีแรงงานมารับจ้าง

ราคาซื้อขายอ้อย ผันผวนตามราคาตลาดโลก เช่น ปี 2558 ที่ผ่านมา ราคารับซื้ออ้อย ตันละ 808 บาท สำหรับอ้อยอินทรีย์ ราคารับซื้อแม้จะเป็นราคาเดียวกับการรับซื้ออ้อยทั่วไป แต่อ้อยอินทรีย์ยังมีรายได้จากส่วนต่างเพิ่มให้ (100 บาท ต่อตัน) โดยไม่นับรวมจากต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า จึงแน่นอนว่า ทุกรอบการผลิตของการปลูกอ้อยอินทรีย์ มีรายได้ที่สูงกว่าการปลูกอ้อยทั่วไปแน่นอน

คุณวงศกร ยอมรับว่า การทำไร่อ้อยไม่ว่าจะเป็นอ้อยปกติทั่วไปหรือแปลงอ้อยอินทรีย์ เกษตรกรจำเป็นต้องมีเครื่องจักรกลการเกษตรผ่อนแรง เพราะหลายขั้นตอนหากมีเครื่องจักรกลการเกษตรเข้ามาช่วย จะลดค่าใช้จ่ายไปได้มากกว่าการจ้างแรงงานคน อีกทั้ง ยังได้ความสะดวกรวดเร็วอีกด้วย

ปัจจุบัน ผลผลิตจากแปลงอ้อยอินทรีย์ทั้ง 140 ไร่ ส่งตรงเข้าโรงงานอุตสาหกรรมน้ำตาล ที. เอ็น. โรงงานในกลุ่มวังขนาย ซึ่งตั้งอยู่อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ระยะห่างจากไร่ของคุณวงศกรเกือบ 100 กิโลเมตร แต่เพราะเป็นโรงงานเดียวที่อยู่ใกล้ และคุณวงศกร เห็นว่ามีข้อตกลงร่วมกันเมื่อเกษตรกรเข้าโครงการอ้อยอินทรีย์ตรงไปตรงมา ไม่เอาเปรียบเกษตรกรมากที่สุด

แต่ขณะเดียวกัน การคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการอ้อยอินทรีย์ของกลุ่มวังขนาย ก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมีระบบระเบียบและวิธีพิจารณาที่เข้มงวด หากเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอินทรีย์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้เช่นกัน

ขั้นตอนการปลูกอ้อยอินทรีย์ คุณวงศกร แสดงความเห็นว่า ไม่ได้แตกต่างจากการปลูกอ้อยโดยทั่วไป โดยมีวิธีปลูกและปฏิบัติ ซึ่งได้รับคำแนะนำมาจากศูนย์พัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม กลุ่มวังขนาย ดังนี้

การวางแผนการจัดการ

ทำแนวป้องกันการปนเปื้อนทั้งทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศ ได้แก่ การปลูกพืชในกลุ่มของไม้ยืนต้น โตเร็ว เป็นแนวกันชนรอบแปลง หรือพืชอื่นที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อป้องกันลมพัดสารพิษเข้ามาสู่แปลง การทำคันดินหรือร่องน้ำกั้นระหว่างแปลง ป้องกันการไหลบ่าของน้ำข้างนอกเข้ามาในแปลง รวมถึงการกันพื้นที่รอบแปลง ระยะห่าง 4-5 เมตร จากแปลงปลูกอื่น

ควรมีการเก็บตัวอย่างดินส่งวิเคราะห์คุณสมบัติต่างๆ เพื่อการปรับปรุงดิน ในการปรับปรุงดินควรทำก่อนปลูกพืชปุ๋ยสด หากพบว่าดินเป็นกรด ค่า PH ต่ำกว่า 5.5 ให้ใส่ปูนโดโลไมท์ ตามอัตราที่แนะนำจากผลการวิเคราะห์ดิน หลังจากใส่ปูนแล้ว ประมาณ 10 วัน จึงปลูกพืชปุ๋ยสด เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารไนโตรเจน และอินทรียวัตถุในดิน เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า โสน หรือพืชตระกูลถั่วอื่นๆ แล้วไถกลบในช่วงที่พืชปุ๋ยสดเริ่มออกดอก หรืออายุประมาณ 50-60 วัน หลังการไถกลบพืชปุ๋ยสดแล้ว ประมาณ 15 วัน จึงปลูกอ้อย แต่ถ้าต้องการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารโพแทสเซียม ให้ใส่ขี้เถ้าจากโรงงานน้ำตาล ไถคลุกเคล้ากับดิน อย่างน้อย 2 ตัน ต่อไร่ ไถคลุกเคล้ากับดินพร้อมกันในช่วงที่ใส่ขี้เถ้า

การปลูกอ้อย

1. หลังจากไถยกร่องแล้ว รองพื้นด้วยปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ สูตรอ้อยออร์แกนิก ตรามดเขียว อัตรา 50-100 กิโลกรัม ต่อไร่ โรยใต้แถวท่อนพันธุ์อ้อย

2. สับท่อนพันธุ์ให้มีความยาวสม่ำเสมอ ประมาณ 30 เซนติเมตร หรือประมาณ 3-4 ข้อตา

3. ในการปลูกอ้อยปลายฝน ควรกลบท่อนพันธุ์ให้แน่นและหนา ประมาณ 15-20 เซนติเมตร ถ้าปลูกอ้อยต้นฝนหรืออ้อยน้ำราด ควรกลบดินให้สม่ำเสมอ หนาประมาณ 3-5 เซนติเมตร

การดูแลรักษา

ควรปลูกพืชคลุมดินระหว่างแถวอ้อย เช่น ถั่วพร้า เพื่อป้องกันและควบคุมการงอกของวัชพืช และช่วยคลุมดินเพื่อรักษาความชื้น โดยหว่านเมล็ดถั่วพร้าระหว่างร่องอ้อย หลังจากปลูกอ้อยเสร็จ จากนั้นฉีดพ่นด้วยสารสกัดชีวภาพ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตเสริมความแข็งแรงและเพิ่มความหวานของอ้อย ทุกๆ 15-20 วัน นอกจากนี้ จำเป็นต้องกำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน หรือเครื่องทุ่นแรงตามความเหมาะสม

ในการกำจัดแมลงศัตรูอ้อย ให้ใช้ชีววิธี เช่น ปล่อยแตนเบียนไข่ไตรโครแกรมม่า ในการควบคุมหนอนเจาะลำต้นและยอดอ้อย ปล่อยแมลงหางหนีบกำจัดหนอนกออ้อย เพลี้ยอ่อน ตัวอ่อนเพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว เพิ่มเชื้อราเมตาไรเซียม เพราะมีประสิทธิภาพในการควบคุมด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นอ้อย

หากมีปุ๋ยคอก เช่น ขี้ไก่ ขี้เป็ด ขี้วัว ขี้ควาย ที่เลี้ยงแบบปล่อย ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ สามารถนำมาใส่ในแปลงอ้อยอินทรีย์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของอ้อยได้

เมื่อเข้าฤดูฝน ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ โรยข้างแถวอ้อยเป็นปุ๋ยแต่งหน้า แต่หากใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือสารปรับปรุงดินที่ใช้ในแปลงอ้อยอินทรีย์ ต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานก่อน

ในการเก็บเกี่ยว เมื่อถึงเวลาตัดอ้อย เจ้าหน้าที่ส่งเสริมจะแจ้งเวลาการตัดอ้อยอินทรีย์เข้าหีบ โดยเกษตรกรต้องเก็บเกี่ยวอ้อยสด ตัดโคนให้ชิดดิน สางใบอ้อยให้สะอาด ไม่เป็นอ้อยยอดยาว หลังจากตัดแล้วให้ส่งเข้าหีบ ไม่เกิน 48 ชั่วโมง

สำหรับจำนวนเกษตรกรที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ของกลุ่มวังขนาย มีจำนวน 800 ราย คิดเป็นพื้นที่ได้รับการรับรองออร์แกนิกแล้ว 30,000 ไร่ ซึ่งแปลงอ้อยอินทรีย์ของคุณวงศกร เป็นหนึ่งในเกษตรกรปลูกอ้อยอินทรีย์นั้น อีกทั้งยังเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้รับรางวัลปีล่าสุด (2559) จากรางวัลชาวไร่อ้อยดีเด่น ผลิตอ้อยอินทรีย์ ขอคำแนะนำปรึกษาจาก คุณวงศกร ชนะภัย เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงได้ ที่ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี หรือโทรศัพท์ (086) 130-6888

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกง่าย ตลาดต้องการมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

รายงานพิเศษ เจาะลึก “พืชไร่” ทำเงิน

สาวบางแค 22

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกง่าย ตลาดต้องการมาก

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ประมาณ 94 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตข้าวโพดใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทย ทุกวันนี้ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ผลิตได้น้อย บางปีจึงต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามาใช้ในประเทศ

ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ลูกผสมที่มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ ได้แก่ ขนาดฝัก ความสูงฝัก ความสูงต้น อายุถึงวันออกไหม และเก็บเกี่ยว ที่สำคัญให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิด จึงเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้

สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ลูกผสมที่จำหน่ายในท้องตลาด มักให้ผลผลิตสูง มีอายุเก็บเกี่ยว 100-120 วัน พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กระจายอยู่ทั่วประเทศ อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ สระบุรี ลพบุรี นครราชสีมา เลย เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร เป็นต้น

ในแต่ละปีการผลิต เกษตรกรจะทำการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 2 ครั้ง ข้าวโพดรุ่นแรก เริ่มปลูกในช่วงฤดูฝน ประมาณช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่ยังคงมีฝนตกมาก ทำให้ผลผลิตข้าวโพดมีความชื้นสูง อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเชื้อราและสารอะฟลาท็อกซิน การเพาะปลูกข้าวโพดรุ่น 2 ประมาณช่วงฤดูแล้ง แต่ข้าวโพดรุ่นนี้จะมีปริมาณผลผลิตไม่มาก การเพาะปลูกจะเริ่มในเดือนธันวาคม และเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของปีถัดไป

คุยกับคนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

คุณกัณฑิมา อยู่เพ็ชร อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 10/1 หมู่ที่ 7 ตำบลช่องสาริกา อำเภอช่องสาริกา จังหวัดลพบุรี เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวเธอปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จนถึงปัจจุบันยาวนานนับ 20 ปี สาเหตุที่เลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว เพราะแหล่งที่ดินทำกินในพื้นที่ตำบลช่องสาริกา มีสภาพเป็นที่ดอน ไม่เอื้อต่อการทำนา แต่เหมาะต่อการปลูกพืชไร่มากกว่า เธอจึงตัดสินใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะพืชไร่ชนิดนี้ปลูกดูแลง่าย

ทุกวันนี้เธอมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 260 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินของเธอเองและที่ดินเช่า สำหรับสถานการณ์ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในปีนี้ เธอยอมรับว่า ราคาไม่สู้ดีนัก จากเดิมที่เคยขายผลผลิตได้ในราคา 90 บาท ต่อถัง (1 ถัง น้ำหนักประมาณ 15 กิโลกรัม) ปีนี้ราคาลดลงเหลือแค่ 70 บาท ต่อถัง เท่านั้น

ในท้องถิ่นแห่งนี้ สามารถปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ปีละ 2 รุ่น ผลผลิตรุ่นแรกจะเริ่มปลูกประมาณช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ของทุกปี เกษตรกรจะคอยสังเกตว่า หากฝนตกลงมาเมื่อไรก็จะลงมือปลูกทันที ส่วนผลผลิตรุ่น 2 จะลงมือปลูกอีกครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมเท่านั้น หากฝนมาล่าช้ากว่าปกติ เกษตรกรก็จะหันไปปลูกทานตะวันแทน

ปัจจุบันคุณกัณฑิมาเลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พันธุ์ ซี.พี.801 เพราะมีขนาดฝักใหญ่ ยืนต้นดี ปลูกถี่ได้ อายุเก็บเกี่ยวฝักสดประมาณ 110 วัน หากเก็บฝักแห้งจะใช้เวลาปลูกประมาณ 120 วัน นอกจากนี้ ยังมีลักษณะเด่นคือ ความสูงต้นปานกลาง ตำแหน่งฝักต่ำ ลำต้นแข็งแรง ระบบรากและการยืนต้นดี ให้ผลผลิตฝักเดี่ยว ขนาดใหญ่แต่แกนเล็ก เมล็ดลึก เปอร์เซ็นต์การกะเทาะสูง เปลือกหุ้มฝักมิด ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,500-2,000 กิโลกรัม ต่อไร่

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พันธุ์ ซี.พี.801 เจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่ราบ ที่เนิน สภาพดินสมบูรณ์ ปริมาณน้ำฝนปานกลาง เมื่อปลูกในระยะห่าง 70×20 เซนติเมตร หลุมละ 1 ต้น ไม่ควรเกิน 12,000 ต้น ต่อไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวโพดต่อไร่ให้สูงขึ้นได้ เมื่อดูแลจัดการแปลงอย่างเหมาะสม เริ่มจากช่วงรองพื้น ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เคมีหมอดิน สูตร 10-10-5 พร้อมหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ในอัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อบำรุงให้ธาตุอาหารหลัก รอง และเสริม สำหรับช่วยบำรุงระบบราก บำรุงลำต้นให้เติบโตเร็ว ใบเขียวนาน

ช่วงที่ทำรุ่น ใส่ปุ๋ยเคมีหมอดิน สูตร 27-12-6 ในอัตรา 30-35 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อช่วยบำรุงลำต้น ใบ ให้ต้นข้าวโพดมีฝักใหญ่ น้ำหนักดี เมล็ดติดเต็มฝัก สำหรับช่วงออกดอกหัว หากพบว่า ต้นข้าวโพดไม่สมบูรณ์ หรือกระทบแล้ง เกษตรกรจะได้รับคำแนะนำให้ใส่ปุ๋ยหมอดิน สูตร 46-0-0 ในอัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อช่วยให้ดอกสมบูรณ์ ติดเมล็ดดี และให้ผลผลิตสูง

ด้าน คุณนงคราญ บุญอยู่ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 1 ตำบลชอนสารเดช อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ผลตอบแทนดีกว่าพืชไร่ชนิดอื่น ครอบครัวเธอจึงตัดสินใจปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาอย่างต่อเนื่อง เธอเลือกปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ ซี.พี.301 ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ต้นเตี้ย เก็บเกี่ยวไว ความชื้นต่ำ เมล็ดสีสวย ขายผลผลิตได้ราคาดี ขายฝักสดได้ในระยะ 90-95 วัน

ข้อดีของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สายพันธุ์ ซี.พี.301 ที่โดนใจเกษตรกร นั่นก็คือ ต้นเตี้ย ปลูกถี่ได้ ลำต้นและระบบรากแข็งแรง ฝักเดี่ยว เมล็ดลึก ขนาดฝักสม่ำเสมอทั้งแปลง เปลือกหุ้มมิด ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,200-1,900 กิโลกรัม ต่อไร่ เติบโตได้ดีในสภาพที่ราบ ที่ต่ำ สภาพดินสมบูรณ์ปานกลาง ปริมาณน้ำฝนดี ปลูกในระยะห่าง 70×20 เซนติเมตร หลุมละ 1 ต้น ไม่ควรเกิน 12,000 ต้น ต่อไร่

ภาพรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทย

ทุกวันนี้ปัญหาสำคัญของการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์คือ ผลผลิตประมาณร้อยละ 85 ของผลผลิตทั้งหมด ออกสู่ตลาดกระจุกตัวในช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม และเนื้อที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่าร้อยละ 50 ปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสมและพื้นที่เขตป่าไม้

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เคยรายงานสถานการณ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ช่วงปี 2557/2558 ว่า ประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประมาณ 7.40 ล้านไร่ ผลผลิต 5.01 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่ 676 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเพาะปลูกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง เพราะราคาปรับตัวลดลง เกษตรกรจำนวนมากจึงปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เช่น มันสำปะหลัง และอ้อยโรงงาน ทำให้ภาครัฐต้องใช้มาตรการแทรกแซงตลาดเพื่อยกระดับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ขณะที่ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 6.84 โดยเฉพาะค่าเช่าที่ดินและค่าดูแลรักษา ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในอัตราเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 13.91 และร้อยละ 13.68 ตามลำดับ นอกจากนี้ แนวโน้มความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของภาคปศุสัตว์ เฉลี่ยต่อปีร้อยละ 3.55 แต่มีผลผลิตเพิ่มขึ้นอัตราเฉลี่ยต่อปีร้อยละ 1.50

ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่าร้อยละ 90 ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ ภายในประเทศเดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก แต่ผลผลิตรุ่นนี้มักเจอปัญหาฝนตกชุกและต่อเนื่องในช่วงระยะเก็บเกี่ยว ทำให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่นนี้มักเกิดปัญหาด้านคุณภาพ เพราะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสูง มีโอกาสเกิดอะฟลาท็อกซินได้ง่าย ผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรมอาหารสัตว์จึงไม่นิยมซื้อเก็บสต๊อกไว้ ทำให้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวมากในช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม มีราคาอ่อนตัวลงแต่ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าต้นทุนการผลิต จึงขอให้เกษตรกรระมัดระวังเรื่องคุณภาพและการใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยว เพราะหากเมล็ดมีความชื้นสูงจะทำให้แตกหักง่ายและโอกาสเกิดอะฟลาท็อกซินง่ายยิ่งขึ้น

จากการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พบว่า ต้นทุนการผลิตส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับค่าปุ๋ยเคมี สารเคมีศัตรูพืชและวัชพืช เนื่องจากเกษตรกรจำนวนมากนิยมใช้ปุ๋ยเคมีในการบำรุงดิน ในช่วงที่ราคาปุ๋ยเคมีปรับเพิ่มขึ้นจะทำให้เกษตรกรแบกรับภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“หญ้าเนเปียร์” พืชไร่ตัวใหม่ ที่น่าจับตามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

รายงานพิเศษ เจาะลึก “พืชไร่” ทำเงิน

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“หญ้าเนเปียร์” พืชไร่ตัวใหม่ ที่น่าจับตามอง

ที่ผ่านมา เกษตรกรส่วนใหญ่รู้จักและคุ้นเคยกับการปลูกพืชไร่ทางเลือกหลักเพียง 3 ชนิด คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ ส่วนมันสำปะหลัง นำไปผลิตเป็นแป้งมัน เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และส่งออกเป็นบางส่วน สำหรับอ้อยนำไปผลิตเป็นน้ำตาลสูงได้ถึง 11.3 ล้านตัน และใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ประมาณ 2.5 ล้านตัน ส่วนที่เหลือถูกส่งออกไปขายต่างประเทศ

ปัจจุบัน เมืองไทยมีพืชไร่ตัวเลือกใหม่ คือ “หญ้าเนเปียร์” ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายว่า หญ้าเนเปียร์ น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สร้างความร่ำรวยให้แก่เกษตรกรไทยได้ในอนาคต เพราะเกษตรกรสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้ถึง 2 ช่องทาง คือเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ในกลุ่มสัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์น้ำ ได้แล้ว ยังใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมพลังงานได้อีก โดยใช้หญ้าเนเปียร์หมักร่วมกับมูลสัตว์ ทำให้เกิด “พลังงานชีวภาพ” นำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้ม และผลิตกระแสไฟฟ้า

โอกาสทางการตลาด

ของ “หญ้าเนเปียร์”

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และอิมแพค เมืองทองธานี จัดเสวนาเกี่ยวกับศักยภาพการตลาดของหญ้าเนเปียร์ โดยเชิญตัวแทนเกษตรกร ได้แก่ คุณสันติ เรืองทวีผล คุณอนันต์ พานิชสมัย และกลุ่มนักวิชาการ ได้แก่ คุณสรยุทธ วินิจฉัย และ ดร. ไกรลาศ เขียวทอง นักวิชาการกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นผู้วิจัยหญ้าสายพันธุ์เนเปียร์ ปากช่อง 1 มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับหญ้าเนเปียร์หลากหลายแง่มุม เพื่อให้เกษตรกรไทยได้รู้จักกับพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่นี้มากขึ้น

คุณสันติ เรืองทวีผล เจ้าของกิจการ “สันติฟาร์ม” ฟาร์มบราห์มันมาตรฐานของเมืองโคราช ตั้งอยู่ เลขที่ 197/1 หมู่ที่ 3 ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา 30340 โทร. (081) 955-3549 การันตีว่า หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ปลูกดูแลง่าย เพราะเป็นหญ้าลูกผสมที่เกิดจากการคัดเลือก ปรับปรุงพันธุ์จากสถาบันวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง จนได้สายพันธุ์หญ้าลูกผสม ที่มีอัตราการเจริญเติบโตเร็ว ให้ผลผลิตสูง ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ย เหมาะสำหรับการปลูกเพื่อตัดสดเลี้ยงโค กระบือ

คุณอนันต์ พานิชสมัย เกษตรกรที่ร่ำรวยจากการปลูก “หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1” ในพื้นที่อำเภอปากช่อง กล่าวว่า ผมได้สายพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มาจาก ดร. ไกรลาศ ผมเชื่อว่า หญ้าเนเปียร์ มีคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะหญ้าชนิดนี้ไม่ได้เป็นแค่อาหารเลี้ยงโคเท่านั้น สามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ได้หลายชนิด เช่น โคนม โคเนื้อ ประมง ไก่ สุกร ฯลฯ ที่ผ่านมา ซีพี เลี้ยงห่าน ในอำเภอโชคชัย 4,000 ตัว ก็ใช้หญ้าเนเปียร์เป็นอาหารเลี้ยงห่าน โดยนำหญ้าเนเปียร์บดผสมกับรำข้าว เมนูนี้ห่านชอบมาก แถมเติบโตเร็วอีกต่างหาก เพราะหญ้าเนเปียร์มีวิตามินที่เป็นประโยชน์หลายชนิด

โดยทั่วไป หญ้าเนเปียร์ ขายในราคากิโลกรัมละ 1.60 บาท แต่ฤดูแล้งปีนี้ รัฐบาลห้ามปลูกข้าวนาปรัง ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนฟางก้อนสำหรับใช้เลี้ยงสัตว์ ผมสามารถขายหญ้าเนเปียร์ได้ราคาสูงกว่า 2 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนช่วงฤดูฝน ฟาร์มปศุสัตว์ส่วนใหญ่นิยมใช้หญ้าสดตามธรรมชาติเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์แทน ทำให้ตลาดมีความต้องการใช้หญ้าเนเปียร์น้อยลง ผมก็หันมาผลิตหญ้าเนเปียร์ส่งขายโรงไฟฟ้าชีวมวล ในเครือกิจการดับเบิ้ลเอ ที่ตั้งอยู่ในอำเภอโชคชัย ในราคา ตันละ 700 บาท

คุณอนันต์ แนะนำว่า หากใครมีทำเลที่ตั้งแปลงปลูกหญ้าอยู่ใกล้กับแหล่งเลี้ยงโคนม สหกรณ์โคเนื้อ ฯลฯ ควรปลูกหญ้าเนเปียร์ต้นอ่อน ส่งขายให้กับฟาร์มปศุสัตว์ในท้องถิ่น นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถปลูกหญ้าเนเปียร์ป้อนโรงไฟฟ้าชีวภาพ โรงไฟฟ้าชีวมวล ได้ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ควรเน้นตัดหญ้าต้นแก่ เพื่อป้อนขายโรงงาน ในราคาเฉลี่ยขั้นต้น ไม่ต่ำกว่า ตันละ 700 บาท

“หญ้าเนเปียร์” ปลูกดูแลง่าย

ที่ผ่านมา บริษัท คอร์นโปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครราชสีมา ตั้งอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้ร่วมกันศึกษา วิจัย และพัฒนาการผลิตและใช้ประโยชน์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 พบว่า การใช้น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลัง มาผลิตหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง ในการผลิตพืชอาหารสัตว์ และการลดมลภาวะ

ลักษณะทั่วไปของหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 เป็นพันธุ์หญ้าอาหารสัตว์ที่มีอายุหลายปี ทรงต้นเป็นกอตั้งตรง สูงประมาณ 2-4 เมตร แตกกอดี มีระบบรากแข็งแรง ชอบดินที่มีการน้ำระบายน้ำดี มีความอุดมสมบูรณ์ ผลผลิตสูง สัตว์ชอบกิน มีคุณค่าทางอาหารสูง โปรตีนหยาบ ประมาณ 10-12% ที่อายุการตัด 60 วัน และทำหญ้าหมักได้ดี ขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์ เป็นหญ้าที่ไม่ติดเมล็ด จึงไม่เสี่ยงต่อการเป็นวัชพืช

ในแง่การปลูกและจัดการ ดร. ไกรลาศ กล่าวว่า ในเขตชลประทาน หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สามารถปลูกได้ตลอดปี ส่วนพื้นที่ปลูกที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก ควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม การปลูกให้เตรียมดินโดยการไถกำจัดวัชพืช 2 ครั้ง ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2,000 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ รองพื้น จากนั้นไถกลบอีก 1 ครั้ง

การเตรียมท่อนพันธุ์จากต้นพันธุ์หญ้าที่มีอายุ ประมาณ 90 วัน นำต้นพันธุ์มาตัดเป็นท่อนๆ ให้มีข้อติดอยู่ไม่น้อยกว่าท่อนละ 2 ข้อ ต้นพันธุ์ 1 ต้น ตัดเป็นท่อนพันธุ์ได้ ประมาณ 3 ท่อน นำไปขยายพันธุ์ โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 120 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 80 เซนติเมตร ใช้ท่อนพันธุ์ ประมาณ 400 กิโลกรัม ต่อไร่

หลังการปลูก 2-3 สัปดาห์ ให้กำจัดวัชพืชครั้งแรก จากนั้นควรกำจัดวัชพืชหลังการตัดทุกครั้ง พร้อมกับการใส่ปุ๋ยปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 อัตรา 20 กิโลกรัม ต่อไร่ หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ตอบสนองต่อการให้น้ำได้ดี หากให้น้ำแบบระบบพ่นฝอยทุก 3-5 วัน หรือปล่อยน้ำเข้าแปลง ทุกๆ 7-10 วัน จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดทั้งปี

เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวหญ้าครั้งแรกเมื่ออายุ 75 วัน จากนั้นตัดใช้ประโยชน์ได้ทุกๆ 60 วัน การปลูกหญ้าในพื้นที่ชลประทาน หรือให้น้ำโดยใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงงานอุตสาหกรรม จะสามารถผลิตหญ้าสดได้ตลอดปี ตัดเกี่ยวหญ้าได้ 5-6 ครั้ง ต่อปี มีผลผลิตน้ำหนักสด ประมาณ 70-80 ตัน ต่อไร่ หรือคิดเป็นน้ำหนักแห้ง ประมาณ 10-12 ตัน ต่อไร่ ต่อปี เพียงพอสำหรับการเลี้ยงโค 5-6 ตัว สามารถลดพื้นที่เลี้ยงสัตว์ เหมาะสำหรับผู้มีพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์น้อย แต่มีจำนวนสัตว์มาก

คุณภาพทางอาหารสัตว์ หญ้าอายุ 60 วัน มีวัตถุแห้งเฉลี่ย 17.3 เปอร์เซ็นต์ มีโปรตีนเฉลี่ย 10.6 เปอร์เซ็นต์ เยื่อใยรวม 42.6 เปอร์เซ็นต์ และมีคาร์โบไฮเดรตละลายได้ 33.3 เปอร์เซ็นต์ จึงถือว่าเป็นพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี มีคุณค่าอาหารสัตว์สูง เหมาะสำหรับการใช้เลี้ยงสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูง เช่น โคนม และสามารถนำไปผลิตเป็นพืชหมักได้ดี เนื่องจากมีคาร์โบไฮเดรตที่ละลายได้สูง

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ เล็งเห็นว่า การส่งเสริมปลูกหญ้าเนเปียร์ เป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมพัฒนาการใช้พันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่มีสมรรถนะการผลิตสูงในระบบการผลิตปศุสัตว์ของประเทศไทย แค่ปลูกหญ้าเนเปียร์ พื้นที่ 1 ไร่ จะเป็นอาหารเลี้ยงโคได้ไม่น้อยกว่า 5 ตัว ตั้งแต่ ปี 2554 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์จึงเร่งรัดกระจายท่อนพันธุ์หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศ เน้นส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร และฟาร์มปศุสัตว์ ร่วมกันผลิตหญ้าเชิงบูรณาการ โดยนำน้ำเสียจากอุตสาหกรรมมาปลูกหญ้า ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง 5 ด้าน คือ ลดมลภาวะ ลดโลกร้อน ผลิตพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี เพิ่มผลผลิตเนื้อและนม และเพิ่มความมั่นคงด้านอาหาร

ดร. ไกรลาศ กล่าวว่า ตอนนี้การเลี้ยงโคในประเทศเวียดนามกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายผลิตโคเนื้อส่งขายตลาดจีน เกษตรกรจะไปซื้อโครุ่นราคาถูกจากออสเตรเลียมาเลี้ยงขุน กินหญ้าเนเปียร์เป็นอาหารหลัก เพื่อช่วยให้โคเติบโตเร็วภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน อุตสาหกรรมโคขุนของเวียดนามกำลังเติบโตอย่างเต็มที่ เพราะฟันกำไรจากการขายโคได้ ตัวละ 20,000 บาท แค่เลี้ยงโคขุนสัก 500,000 ตัว ส่งขายจีน โกยกำไร แค่ตัวละ 20,000 จะสร้างผลกำไรได้มากมายมหาศาล

หญ้าเนเปียร์ เป็นพืชที่ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ย หากวันนี้เกษตรกรตัดหญ้าเนเปียร์ออกขาย พรุ่งนี้ ต้นหญ้าที่ถูกตัดจะงอกขึ้นมาใหม่ทันที เกษตรกรสามารถตัดต้นหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ทุกๆ 2 เดือน แค่ลงทุนปลูกหญ้าเนเปียร์เพียงครั้งเดียว หากเกษตรกรดูแลจัดการแปลงปลูกอย่างดี สามารถเก็บเกี่ยวหญ้าเนเปียร์ออกขายได้ยาวนานถึง 10 ปี เรียกว่าให้ผลตอบแทนนานกว่าการทำไร่อ้อยเสียอีก เพราะอ้อยปลูกแค่ 3 ปี ก็ต้องรื้อแปลงทิ้งเพื่อปลูกใหม่ จึงอยากให้เกษตรกรหันมาสนใจปลูกหญ้าเนเปียร์เป็นพืชเศรษฐกิจตัวเลือกใหม่ในอนาคต

นิตยสารในเครือมติชน ก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์เต็มตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เก็บมาเล่า

พัฒนา นรมาศ

นิตยสารในเครือมติชน ก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์เต็มตัว

สภาวะวิกฤติเศรษฐกิจแปรปรวน ทุกคนต้องมีอาหารบริโภค ปัญหาการว่างงาน รายได้ไม่มั่นคง สินค้าราคาแพงที่ต้องจ่ายมากขึ้น หรืออื่นๆ จึงต้องดิ้นรนทำงานมากขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ให้พอเพียงต่อการดำรงชีพ

ก้าวไม่ทันเพื่อน มนุษย์ที่ดำรงชีพด้วยวิธีการผลิตแบบเดิม จำเจๆ ไม่กล้าลงทุน ไม่กล้าเสี่ยง ขาดความรู้ความเข้าใจ ขาดความรวดเร็ว แล้วยังไม่ยอมรับการใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ วิถีก็นิ่งอยู่กับที่ก้าวไม่ทันเพื่อน

การเปิดประตูให้เข้าสู่โลกออนไลน์ 4 นิตยสารดังในเครือมติชน เป็นโอกาสดีของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย

ที่จะได้ใช้ข้อมูลข่าวสารมาเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตที่ได้คุณภาพ ข้อมูลข่าวสารเป็นข้อเท็จจริงหรือเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่สามารถสืบค้นได้จากตำรา ผลงานวิจัย นักวิชาการ ผู้ชำนาญการ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ การมีข้อมูลที่ดีจะช่วยให้ทำงานได้รวดเร็ว พัฒนาการผลิตให้ได้สินค้าดีมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม

ในยุคออนไลน์เปิดกว้าง สารสนเทศ เป็นการแสดงหรือชี้แจงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบออนไลน์ ที่นำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการข้อมูลข่าวสารเพื่อนำเสนอไปสู่ประชาชนในเวลาอันรวดเร็ว เป็นช่องทางใหม่ที่เปิดกว้างให้ประชาชนใช้เพื่อสืบค้นหาข้อมูลข่าวสารที่เป็นองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

คุณฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) เล่าให้ฟังว่า การเปิดตัวนิตยสารในเครือมติชน เป็นการเปิดหน้าต่างหรือช่องทางใหม่เพื่อสื่อสารให้ถึงประชาชนหรือกลุ่มบุคคลเป้าหมายได้มีโอกาสเลือกใช้ 4 เว็บไซต์ (Website) เพื่อสืบค้นหาข้อมูลข่าวสาร เป็นสิ่งที่มติชนก้าวเคลื่อนไปข้างหน้า (Matichon Moving Forward) เข้าสู่โลกออนไลน์แบบเต็มตัวของ 4 นิตยสารดัง ได้แก่ มติชนสุดสัปดาห์ (WWW.MATICHON WEEKLY.COM) ศิลปวัฒนธรรม (SILPA-MAG.COM) เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ (WWW.SENTANG SEDTEE.COM) และเทคโนโลยีชาวบ้าน (WWW.TECHNOLOGY CHAOBAN.COM) และจากนี้ไปมติชนได้พร้อมเปลี่ยนแปลงและนำสิ่งดีมีคุณค่าที่เป็นองค์ความรู้ส่งผ่านทางสื่อออนไลน์ให้ประชาชนค้นคว้าหาเรื่องราวใหม่เพื่อนำไปใช้ในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาความก้าวหน้าการผลิตในอาชีพให้มีความมั่นคง

อีกมุมหนึ่งเมื่อเข้าสู่โลกออนไลน์ มนุษย์ทองคำหรือ 4 บรรณาธิการนิตยสารในเครือมติชน แกนนำในการเสนอข้อมูลข่าวสารสู่กลุ่มเป้าหมายได้บอกเล่าว่า วันนี้เปิด 4 เว็บไซต์ (Website) ได้นำเสนอเนื้อหาเต็มไปด้วยสาระ กระชับความ หรือชัดเจนในทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนเลือกนำไปใช้ประโยชน์ในการผลิตและก้าวไปสู่ความสำเร็จ

คุณสุวพงศ์ จั่นฝังเพชร บรรณาธิการนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ เล่าให้ฟังว่า นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์เปิดตัวมาบริการประชาชนกว่า 36 ปี ในรอบปีที่ผ่านมายังคงเป็นนิตยสารที่มียอดขายและได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งของนิตยสารในแนวเดียวกันอย่างเหนียวแน่น นิตยสารมีเนื้อหาสาระโดดเด่นรอบด้านที่ตอบสนองกลุ่มผู้อ่านได้อย่างกว้างขวางทุกระดับ และยังคงมุ่งมั่นในการให้ข้อมูลข่าวสารผ่านเว็บไซต์ (Website) เพื่อประชาชนได้สืบค้นข้อมูลหรือเรียนรู้เพิ่มเติมได้ทาง WWW.MATICHON WEEKLY.COM

คุณสุพจน์ แจ้งเร็ว บรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เล่าให้ฟังว่า นิตยสารได้ทำหน้าที่สื่อกลางในการเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และสารประโยชน์ด้านศิลปะ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ บุคคลสำคัญ โบราณคดีหรืออื่นๆ ทั้งที่ได้จากการศึกษาข้อมูลใหม่ในและนอกประเทศ เพื่อจัดให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้แล้วนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีพ และจะยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพงานอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ พร้อมกันนี้ก็ได้เปิดช่องทางใหม่ให้ทุกท่านสืบค้นหาข้อมูลได้แล้วในเว็บไซต์ (Website) ทาง WWW.SILPA-MAG.COM

คุณวิมล ตัน บรรณาธิการนิตยสารเส้นทางเศรษฐี เล่าให้ฟังว่า งานอาชีพอิสระหรือการมีกิจการเป็นของตนเองคือ หนทางหนึ่งที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต นิตยสารเส้นทางเศรษฐีได้เล็งเห็นว่าเส้นทางสายนี้ได้เป็นเส้นทางที่จะนำพาผู้ประกอบการไปสู่ความสำเร็จในชีวิตและความมั่นคงได้อีกสายหนึ่ง ซึ่งความรู้ข้อมูลข่าวสารเป็นปัจจัยทางเลือกต้นๆ ที่จำเป็นต้องนำไปใช้เพื่อพัฒนาการผลิตในทุกมิติ และเส้นทางเศรษฐีได้เปิดประตูเปิดโอกาสให้ทุกท่านค้นหาข้อมูลได้แล้วในเว็บไซต์ (Website) ทาง WWW.SENTANG SEDTEE.COM

คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน เล่าให้ฟังว่า ประเทศไทยเราเป็นเมืองเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง กระจายอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ เทคโนโลยีชาวบ้านเป็นหนังสือรายปักษ์ที่นำเสนอเรื่องราวของชาวบ้านที่ประสบความสำเร็จในการเกษตร เพื่อนำไปสู่การรับรู้ของผู้อ่านที่เป็นชาวบ้านและสนใจในอาชีพการเกษตร การเกษตรเป็นอาชีพที่มั่นคง และสามารถประกอบการได้ด้วยกระบวนการที่ไม่ยุ่งยาก ใช้ต้นทุนไม่สูงมากนัก ซึ่งเทคโนโลยีชาวบ้านได้พิสูจน์ความจริงที่ว่านี้มาตลอดระยะเวลากว่า 28 ปี และในโลกออนไลน์เทคโนโลยีชาวบ้านเราได้เพิ่มเนื้อหาที่กระชับในทุกมิติเพื่อบริการความสะดวกรวดเร็วให้ทุกท่านค้นหาข้อมูลได้แล้วในเว็บไซต์ (Website) ทาง WWW.TECHNOLOGY CHAOBAN.COM

จากเรื่องราว นิตยสารดังเครือมติชน ก้าวเข้าสู่โลกออนไลน์เต็มตัว ได้กล่าวถึงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นองค์ความรู้ให้แก่ประชาชนผ่านช่องทาง 4 เว็บไซต์ (Website) ในเครือมติชน เป็นการเพิ่มแพลตฟอร์มหรือต่อยอดใหม่ในการนำเสนอเนื้อหาของนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ศิลปวัฒนธรรม เส้นทางเศรษฐี และเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นก้าวเคลื่อนไปข้างหน้า (Matichon Moving Forward) เข้าสู่โลกออนไลน์แบบเต็มตัว เพื่อตอกย้ำความเป็นที่ 1 ด้านสื่อออนไลน์ และวันนี้พร้อมให้ทุกท่านเปิดเว็บไซต์ (Website) เข้าใช้ประโยชน์ได้แล้วนะครับ

นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาว แลนด์มาร์กใหม่ จันทบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

ท่องเที่ยวเกษตร

ธัญวรัตน์ คงถาวร

นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาว แลนด์มาร์กใหม่ จันทบุรี

อาชีพเกษตรกรรม เป็นหนึ่งในอาชีพของคนรักที่จะอยู่กับบ้าน และสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นจากการจัดสรรพื้นที่บ้านของตนเองทำการเกษตร โดยยึดหลักการวิถีชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผัก ไม้ดอก ไม้ผล

องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผส.) เป็นหนึ่งหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเหล่าทหารผ่านศึกและทหารนอกประจำการ ในด้านต่างๆ รวมถึงการส่งเสริมให้ครอบครัวทหารผ่านศึกทำอาชีพ และสร้างรายได้จากการเกษตร โดยการสงเคราะห์ในด้านเกษตรกรรมนี้ นำมาสู่โครงการศูนย์การเรียนรู้วิถีชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึก ซึ่งให้การสงเคราะห์ด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ทำให้เกิดอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารนอกประจำการ

ปัจจุบัน โครงการศูนย์การเรียนรู้วิถีชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึก โดยความดูแลของ อผส. มีทั้งหมด 8 แห่ง กระจายอยู่แทบทุกภาคของประเทศ อาทิ นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกคลองน้ำใส จังหวัดสระแก้ว นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกเชียงราย และนิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

และเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา พลเอกรณชัย มัญชุสุนทรกุล ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผส.) ได้ให้เกียรติเป็นประธานในงานแถลงข่าว แนะนำ “โครงการศูนย์การเรียนรู้วิถีชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาว” ในพื้นที่อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับ คุณปรีดา ปราบประชา ผู้อำนวยการฝ่ายอาชีวสงเคราะห์ และ ร้อยโทสมาน กระโจมพล หัวหน้าสมาชิกโครงการ

“นิคมฯ แห่งนี้ จัดตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์หลักของ อผส. คือ ช่วยเหลือทหารผ่านศึกและครอบครัว อีกทั้งทหารนอกประจำการ โดยภารกิจแรกหลังจากก่อตั้งนิคมฯ คือส่งเสริมให้สมาชิกเลี้ยงสุกร ต่อมาได้ส่งเสริมให้ประกอบอาชีพแบบผสมผสาน ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และมีการส่งเสริมการประกอบอาชีพอื่นๆ เสมอมา ปัจจุบัน มีการพัฒนาจนเรียกได้ว่าเป็นนิคมเกษตรกรรมที่มีศักยภาพสูง เพราะมีการประกอบอาชีพทางด้านเกษตรที่หลากหลาย ทำให้นิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาวแห่งนี้ เหมาะที่จะเป็นต้นแบบวิถีชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจันทบุรี” พลเอกรณชัย กล่าว

ทั้งนี้ ด้วยพื้นที่ของนิคมฯ ทรายขาว ตั้งอยู่ในบริเวณที่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดจันทบุรี เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว น้ำตกเขาสอยดาว รวมทั้งทะเลอ่าวไทย จะส่งผลให้นิคมฯ แห่งนี้สามารถเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งในจังหวัดจันทบุรี ในการศึกษาเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงและการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม โดยสืบเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลด้านการท่องเที่ยว โดยนำวาระแห่งชาติ “วิถีไทย” มากระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน เน้นพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนและสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในท้องถิ่น

นิคมฯ ทรายขาวแห่งนี้ จัดตั้งขึ้น ในปี 2535 โดย อผส. จัดซื้อที่ดินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด ทั้งสิ้น 1,036 ไร่ มีสมาชิกแรกเริ่มทั้งหมด 101 ครอบครัว และในปี 2560 จะบรรจุสมาชิกเพิ่มอีก 80 ครอบครัว มีพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรร ครอบครัวละ 4-12 ไร่ และมีพื้นที่ส่วนกลางของนิคมฯ กว่า 312 ไร่

คุณเกียง มาดี อายุ 72 ปี เกษตรกรที่อาศัยอยู่ในนิคมเกษตรกรรมทหารผ่านศึกทรายขาว ผู้ประสบความสำเร็จจากการประกอบอาชีพเกษตรแบบผสมผสาน คุณเกียง เล่าว่า “ก่อนหน้านี้เป็นเกษตรกรทำนา ทำไร่ อยู่ที่บุรีรัมย์ เข้ามาอยู่ที่นิคมฯ แห่งนี้ ตั้งแต่ ปี 2535 เพราะเป็นภรรยาของ สิบโทสมบูรณ์ มาดี ซึ่งเป็นทหารผ่านศึกปฏิบัติภารกิจในการช่วยรบกับพันธมิตรที่ประเทศเวียดนาม เป็นเหตุให้พิการทุพพลภาพ ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว เมื่อย้ายเข้ามา ทาง อผส. ได้สนับสนุนให้สมาชิกเลี้ยงสุกร ได้มีการออกเงินทุนให้ ร่วมกับฟาร์มสุกรไทยเดนมาร์คในการสนับสนุนพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สุกร ซึ่งนอกจากจะขายเนื้อสุกรแล้ว ยังมีการสนับสนุนให้ทำบ่อหมักก๊าซจากมูลสุกร เพื่อนำมาใช้หุงต้มภายในครัวเรือนด้วย แต่ในปี 2550 เศรษฐกิจไม่ค่อยดี จึงได้ยกเลิกไป แต่ยังมีบางครอบครัวที่สู้ไหว และเลี้ยงสุกรมาจนถึงปัจจุบัน” คุณเกียง กล่าวถึงที่มาของการเข้ามาเป็นสมาชิกในนิคมฯ

ต่อมา ในปี 2552 ได้ปรับเปลี่ยนมาเพาะเห็ดฟางขาย จากความสนใจของตนเองและลูกชาย (คุณกล้า) ซึ่งเป็นพนักงานเครื่องมือทุ่นแรง ในนิคมฯ ทรายขาว สังกัดหน่วยงาน ของ อผส. โดยได้ดัดแปลงโรงเรือนเลี้ยงสุกร มาเป็นโรงเพาะเห็ด ได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูลและจัดหาตลาด จาก อผส. แต่ก็พบปัญหา ทำให้ต้องเลิกทำ เนื่องจากภรรยาของคุณกล้าป่วยหนักในช่วงนั้น

จนกระทั่ง ในปี 2554 คุณกล้า ลูกชาย มีความสนใจที่จะเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดขาย เนื่องจากเห็นเพื่อนบ้านทำ แล้วประสบความสำเร็จ และตนได้ศึกษาข้อมูลการเลี้ยงจากอินเทอร์เน็ตเพิ่มเติม อีกทั้งได้รับการสนับสนุนของ อผส. ในเรื่องของอุปกรณ์ในการเลี้ยง อย่าง ถาดไข่ไก่ จึงตัดสินใจซื้อไข่จิ้งหรีดจากเพื่อนบ้านมาเพาะเลี้ยง ซื้อมาทั้งหมด 200 ขัน ราคาขันละ 10 บาท พื้นที่โรงเพาะเลี้ยงคือพื้นที่โรงเลี้ยงสุกร และโรงเพาะเห็ดเดิม คิดรวมต้นทุนทั้งไข่จิ้งหรีดและอุปกรณ์ในการเลี้ยง เช่น ถาดไข่ไก่ ถาดน้ำ และถาดอาหารแล้ว ต้นทุนตกอยู่ที่บ่อละ 7,000 บาท

สำหรับอาหารในการเลี้ยง แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ G1 และ G5 โดยอาหารจิ้งหรีด G1 จะใช้เลี้ยงจิ้งหรีดที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง 21 วัน ราคาถุงละ 520 บาท และอาหาร G5 ใช้เลี้ยงจิ้งหรีด อายุตั้งแต่ 21-45 วัน ราคาถุงละ 420 บาท โดยจะให้อาหารทุกเช้า-เย็น ในถาดที่เตรียมไว้แต่ละบ่อ นอกจากนี้แล้ว ยังสามารถนำพืชผักที่ปลูกไว้ในบริเวณบ้านให้จิ้งหรีดแทะกินได้ โดยคุณกล้าได้นำใบตองกล้วยและฟักทองให้จิ้งหรีดแทะกิน นอกจากจะเป็นอาหารเสริมให้กับจิ้งหรีดแล้ว ยังเป็นการลดการกัดกันของจิ้งหรีดด้วย ใช้เวลาหลังจากเพาะไข่ ประมาณ 45 วัน จะสามารถจับจิ้งหรีดขายได้

“การดูแลจิ้งหรีดไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่มีอาหารและน้ำเตรียมไว้ในบ่อ อุปกรณ์ในการเลี้ยงหาไม่ยากซื้อได้ทั่วไป ที่สำคัญต้องคลุมมุ้งเขียวให้จิ้งหรีดด้วย ไม่ได้ป้องกันจิ้งหรีดกระโดดหนี แต่ป้องกันไม่ให้จิ้งจกหรือตุ๊กแก แอบกินจิ้งหรีด” คุณสิน มาดี ภรรยาคุณกล้า กล่าว

นอกจากครอบครัวของคุณเกียง จะเพาะจิ้งหรีดเพื่อขายตัวกันแล้ว ยังนำมูลของจิ้งหรีดมาหมักเพื่อทำเป็นก๊าซหุงต้มไว้ใช้ในครัวเรือน เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่เลี้ยงสุกร โดยใช้บ่อหมักเดิม ซึ่งมีต้นทุนค่าอุปกรณ์ในการผลิตก๊าซอยู่ที่ 30,000 บาท ซึ่งจะประกอบไปด้วย บ่อทิ้งมูลสัตว์ บ่อหมัก และบ่อล้น ซึ่งกากมูลจิ้งหรีดยังสามารถนำมาเป็นปุ๋ยใส่พืชผักที่ปลูกไว้ได้อีกด้วย

นอกจากจิ้งหรีดแล้ว ภายในบริเวณบ้านคุณเกียงยังมีบ่อสำหรับเลี้ยงกบและปลา มีพื้นที่เพาะปลูกพืชผักสวนครัว รวมถึงไม้ผล อย่าง ลำไย อีกด้วย เรียกได้ว่า เป็นหนึ่งครอบครัวต้นแบบในการจัดสรรพื้นที่บริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถสร้างรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน

นอกจากครอบครัวของคุณเกียงแล้ว ภายในนิคมเกษตรกรรมทรายขาวแห่งนี้ ยังมีครอบครัวทหารผ่านศึกและทหารนอกประจำการที่ประสบความสำเร็จ ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการเลี้ยงสุกร ทำให้ผู้เลี้ยงมีรายได้จากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสุกร เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงของนิคมฯ ในปัจจุบัน เช่น ไส้อั่วกระวาน กุนเชียง ไส้กรอกอีสาน แหนมหมู เนื้อแดดเดียว นอกจากนี้ ยังมีการรวมกลุ่มแม่บ้าน รับจ้างจัดโต๊ะจีนตามงานเลี้ยงต่างๆ โดยใช้วัตถุดิบจากชุมชน เป็นอีกหนึ่งวิธีในการระบายผลผลิตจากชุมชนเป็นที่รู้จักนิคมฯ แห่งนี้อีกด้วย

สอบถามข้อมูลการเลี้ยงจิ้งหรีดได้ที่ คุณกล้า มาดี เบอร์โทรศัพท์ (061) 403-9258

เสียดาย ภูทับเบิก ที่เปลี่ยนไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

หมอเกษตร ทองกวาว

เสียดาย ภูทับเบิก ที่เปลี่ยนไป

การจัดระเบียบพื้นที่ภูทับเบิก เป็นข่าวใหญ่เกรียวกราวที่สุดข่าวหนึ่งของไทยในรอบปี ภูทับเบิกในอดีตเคยเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าแม้ว แต่เขาเหล่านั้นพอใจที่จะให้เรียกว่า ม้ง มากกว่า ภูทับเบิก ขึ้นอยู่กับตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า ดินแดนเหนือสุดของจังหวัดเพชรบูรณ์

หล่มเก่า เป็นอำเภอเล็กๆ อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร เพียง 450 กิโลเมตร แต่กลับมีเอกลักษณ์ในทางภาษาและวัฒนธรรมไม่เหมือนกับหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเกือบทุกประการ ผมเองในฐานะที่เติบโตอยู่ในดินแดนดังกล่าว ได้พบเห็นม้งเดินลงจากดอยมาที่ตลาดหล่มเก่าเป็นกลุ่มเล็กๆ คราวละ 4-5 คน เป็นประจำ มีทั้งบุรุษและสตรี ที่ล้วนแต่งกายอย่างหยดย้อยและสวยงาม ในกลุ่มของสตรีจะนุ่งกระโปรงบาน ถักทอจากผ้าฝ้าย สั้นระดับเข่าพอดี พันหน้าแข้งด้วยผ้าสีดำ เหมือนการแต่งกายของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 การเดินเหินจะโยกย้ายส่ายตะโพกมากกว่าคนพื้นราบ อาจเป็นเพราะว่าความเคยชินที่เดิมอยู่บนภูเขาก็ไม่น่าจะผิด ส่วนบุรุษ มีจุดเด่นอยู่ที่เสื้อกั๊ก ทำเป็นเอี๊ยม ประดับด้วยกระดุมเงิน กลม กลวง คล้ายกระดิ่ง ติดเป็นแถวจากอกซ้ายทะแยงลงไปเกือบถึงชายเสื้อ แถมยังแขวนแปรงสีฟันตรามือไว้บนอกเสื้อ เพื่อแสดงว่าฉันก็พัฒนาแล้วนะ รองเท้ายอดนิยมของชาวม้ง เรียกว่า รองเท้ายาง พื้นรองเท้าทำจากยางนอกรถยนต์ที่หมดสภาพแล้ว วัดและตัดให้เข้ากับรูปเท้าของแต่ละคน ส่วนที่หุ้มหลังเท้าและส้นเท้า ทำจากยางในรถยนต์ที่หมดสภาพแล้วเช่นเดียวกัน ตอกยึดติดด้วยตะปู ขนาด 1 นิ้ว จนแน่นหนา ใช้ใส่ขึ้นลงดอยได้เป็นอย่างสบายๆ มีคุณสมบัติทั้งให้ความยืดหยุ่น เกาะพื้นถนนดี การระบายอากาศเยี่ยม เปียกน้ำแล้วนำมาผึ่งสักพักก็แห้ง ที่ตลาดหล่มเก่ามีร้านรองเท้ายางอยู่ 2 ร้าน หากมีวัสดุพร้อม การตัดเย็บแต่ละคู่ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง เสียดายที่ทุกวันนี้ไม่มีให้เห็นอีกเลย กู้ดบายรองเท้ายาง

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ในปี พ.ศ. 2505 เป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ประจำปี ขณะนั้นผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ได้นัดเพื่อนอีก 2 คน เดินทางไปหมู่บ้านม้งที่ภูทับเบิก ปั่นจักรยานจากบ้านตอนเช้า มีแดดอ่อนๆ บรรยากาศกำลังดี ระยะทางถึงตีนเขา 7 กิโลเมตรเศษ ฝากจักรยานไว้กับผู้ใหญ่บ้าน จากนั้นเริ่มเดินขึ้นเขาสูงชันตลอดเส้นทาง ที่ม้งใช้เดินขึ้นลงอยู่เป็นประจำ บางช่วงมีที่หยุดพักเหนื่อย ด้วยมีธารน้ำสายเล็กๆ น้ำใสสะอาด มีไว้ให้ดื่มแก้กระหาย และล้างหน้าล้างตา ช่วยลดความเหนื่อยล้าลงได้ บางช่วงมีทางเดินบนสันเขาแคบๆ เดินสวนกันไม่ได้ มองไปทางซ้ายและขวาเป็นเหวลึก โชคดีที่ม้งรักษาต้นไม้สองข้างทางเอาไว้ ช่วยพลางตาไม่ให้เกิดอาการหวาดเสียวเกินไป อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นรั้วกั้นไม่ให้ผู้สัญจรไปมาพลัดตกลงไปยังก้นเหว ด้วยวัยหนุ่มฉกรรจ์ เดินคุยกันไปในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทางที่หมู่บ้านม้ง ที่ภูทับเบิก เมื่อเวลาบ่ายคล้อย แม้จะเป็นกลางเดือนเมษายนก็ตาม แต่ที่นั่นกลับมีอากาศเย็นสบาย เหมือนนั่งอยู่ในห้องแอร์เลยทีเดียว แต่อากาศสดชื่นกว่ากันเป็นไหนๆ พักผ่อนพอหายเหนื่อยก่อนไปพบผู้ใหญ่บ้าน และขออนุญาตเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้าน ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง ก็เดินทั่วทั้งหมด เสร็จภารกิจเรียบร้อย จึงเดินทางกลับ ขากลับเดินลงมาตามถนนลำลอง ที่กรมพัฒนาชุมชนทำไว้ เส้นทางลัดและคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าขาขึ้น ถึงตีนเขาก็เลยเวลา 3 ทุ่มไปแล้ว โชคดีที่คืนนั้นมีพระจันทร์ส่องทางให้ ขอบคุณพระจันทร์ที่เป็นใจ

ม้ง หรือ แม้ว คุณขจัดภัย บุรุษพัฒน์ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2518 ทำการวิจัยเรื่องภูมิหลังของเผ่าม้งไว้อย่างน่าติดตาม แม้ว หรือ ม้ง มีถิ่นฐานอยู่แถบลุ่มแม่น้ำหวงเหอ หรือแม่น้ำเหลือง มาเป็นเวลาหลายพันปี แต่เกิดความขัดแย้งกับจีนฮั่นอยู่เสมอ จึงถูกจีนฮั่นขับไล่ลงมาทางใต้ ม้งบางส่วนอพยพแยกย้ายกันไป บางส่วนยังปักหลักอยู่ในจีนตอนใต้ อีกส่วนหนึ่งเคลื่อนย้ายมายังเวียดนาม แต่เวียดนามอากาศชื้นเกินไป จึงเข้ามายังลาว บางส่วนอพยพต่อมาจนเข้าสู่ประเทศไทย แยกย้ายกันไปทำมาหากินบนดอยสูง

อากาศเย็นในระดับ 1,000-1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของฝิ่นที่เป็นอาชีพสำคัญของม้ง ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน พิษณุโลก และทางตอนเหนือของเพชรบูรณ์ ในประเทศไทยมีประชากรม้งในขณะนั้น ประมาณ 50,000 คน

การเลือกทำเลสำหรับเป็นที่อยู่อาศัย เลือกพื้นที่อยู่ระหว่างขุนเขาสูง 3-4 ลูก ที่มีธารน้ำไหลผ่านมาหล่อเลี้ยงชุมชนของตนอย่างแน่นอน อีกทั้งภูเขายังเป็นปราการป้องกันลมพายุพัดกระหน่ำทำความเสียหายให้เกิดขึ้น และไม่เคยมีผู้คนตั้งถิ่นฐานมาก่อนในบริเวณใกล้เคียง ต้องมีที่ราบ หรือที่ลาดชันไม่มาก เพื่อใช้ในการเพาะปลูกและทำการเกษตรอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยประเพณีที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ม้งมักมีการอพยพย้ายถิ่นในทุกๆ 10-15 ปี สาเหตุพื้นดินที่ใช้ปลูกฝิ่นขาดความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งความเป็นอยู่ของม้งขาดหลักสุขอนามัย ทำให้มีการเจ็บไข้ได้ป่วยรุนแรงขึ้น ในที่สุดจำเป็นต้องย้ายถิ่นออกไป

อาชีพสำคัญของม้ง คือการปลูกฝิ่น (อดีต) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวไร่ พืชผัก เช่น ผักกาดขาว และกะหล่ำปลี นอกจากนี้ ยังมีอาชีพล่าสัตว์และเก็บของป่าไปพร้อมกัน ของกินของใช้ที่ม้งต้องการ มี เกลือทะเล ถ่านไฟฉาย ไม้ขีดไฟ น้ำมันก๊าด เสื้อผ้า และรองเท้า จากสถิติพบว่า สตรีสูงอายุเกือบทุกคนเป็นโรคคอหอยพอก เกลือทะเลที่อุดมไปด้วยธาตุไอโอดีน จึงเป็นที่ต้องการของม้งเป็นอันดับต้นๆ โดยประเพณีของม้งจะคัดเลือกผู้อาวุโสที่มีประวัติที่ดี ให้เป็นผู้นำหมู่บ้าน ทำหน้าที่ดูแลความสงบสุขของลูกบ้าน ในระยะหลังเปลี่ยนเป็นการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านจากทางราชการ ม้งเป็นชนเผ่าที่ไม่มีศาสนา จึงนับถือผีมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2505 ต่อเนื่อง พ.ศ. 2506 มีนักศึกษาปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของสหรัฐอเมริกา เดินทางมาทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับชาวเขาเผ่าม้งที่บ้านภูทับเบิก โดยเช่าห้องพักอยู่ที่อำเภอหล่มเก่า ใช้รถสีเขียวแบบทหารขึ้นลงเขาอยู่ด้วยตนเอง ผมยังจำได้ว่า นักศึกษาคนนั้นชื่อ มร. เอิร์นเนส เขาใช้เวลาอยู่ที่นั่นไม่น้อยกว่า 6 เดือน จึงเดินทางกลับประเทศ ไม่ทราบแน่ว่า มร. เอิร์นเนส ทำงานให้ ซีไอเอ หรือเปล่า ก็ไม่มีใครตอบได้ อยู่มาไม่นาน คะเนว่าน่าจะ 3-4 ปีต่อมา ม้งที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์ไทย เริ่มก่อหวอด ด้วยการเผาทำลายรถแทรกเตอร์ตีนตะขาบของทางราชการจนเสียหาย ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เข้าควบคุมสถานการณ์ ในที่สุดจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายม้งทั้งหมดลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เข็กน้อย พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดเพชรบูรณ์กับพิษณุโลกตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านภูทับเบิกได้กลายเป็นพื้นที่หอมหวานของคนท้องถิ่นและต่างถิ่นเข้ามาหาผลประโยชน์อย่างไม่มีขอบเขต

ดินแดนอันมีประวัติศาสตร์น่าบันทึกไว้ ผมเคยปรารภกับผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาแล้ว เมื่อ 30 ปีก่อน ว่า พื้นที่ดังกล่าวเหมาะสำหรับนำมาพัฒนาเป็นศูนย์วิจัยพืชเมืองหนาว เป็นแหล่งให้ความรู้กับคนท้องถิ่นและของประเทศโดยรวม แต่แล้วเรื่องก็หายเงียบไปเหมือนคลื่นกระทบฝั่งฉันใด ขอเรียนท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน ช่วยกรุณากันต่อๆ ไปด้วยว่า รัฐควรนำพื้นที่ดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ามากกว่าในอดีตที่ผ่านมาจะดีไหม?

ด้วยความรัก เคารพ

หมอเกษตร ทองกวาว

เครื่องสูบน้ำบาดาลแบบชักดึง คุณภาพเจ๋ง…ฝีมือคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

คิดเป็นเทคโนฯ

เครื่องสูบน้ำบาดาลแบบชักดึง คุณภาพเจ๋ง…ฝีมือคนไทย

การประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น เพื่อขอรับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2560 เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ด้วยการประดิษฐ์คิดค้นนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการส่งเสริมการประดิษฐ์คิดค้นอย่างจริงจัง เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และผลักดันผลงานประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยให้สามารถนำไปพัฒนาหรือต่อยอดให้สามารถเข้าสู่เชิงพาณิชย์ได้ เกิดประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม เป็นการยกระดับผลงานและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการประดิษฐ์คิดค้นของคนไทย

ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานการประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น เพื่อขอรับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2560 ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชั้น 2 อาคาร วช. 1 ว่า วช. ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้แก่นักวิจัยและนักประดิษฐ์ ในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่มีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และสนับสนุนนักวิจัย นักประดิษฐ์ ในการพัฒนางานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจและเชิดชูเกียรติให้แก่นักวิจัยและนักประดิษฐ์

ในงานการประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้น เพื่อขอรับรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2560 ที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีผลงานที่เข้าร่วมการประกวดทั้งสิ้น 113 ผลงาน ใน 7 สาขา โดยผลงานที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ารับรางวัล สำนักงาน วช. จะจัดให้มีพิธีมอบรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ : รางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2560 ร่วมกับพิธีมอบรางวัลสภาวิจัยแห่งชาติ ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

จากผลงานต่างๆ ที่ส่งเข้าประกวด “เครื่องสูบน้ำบาดาลแบบชักดึงอย่างมีประสิทธิภาพ” เป็นหนึ่งในตัวอย่างผลงานของนักประดิษฐ์ไทยที่เป็นเกษตรกรเจ้าของสวนมะม่วงที่ได้สร้างสรรค์และนำผลงานเข้าร่วมการประกวดในกลุ่มสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา

นายศิชล ถนอมสวย อยู่บ้านเลขที่ 114/340 หมู่บ้านนีโอซิตี้ ถนนนาวงประชาพัฒนา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โทร. (089) 034-7977 นักประดิษฐ์เจ้าของผลงานเครื่องสูบน้ำบาดาลแบบชักดึงอย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวถึงสิ่งที่เป็นแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานว่า สืบเนื่องจากมีความต้องการเครื่องสูบน้ำที่สามารถใช้ได้กับมอเตอร์พลังงานต่ำ และที่สำคัญต้องประหยัดพลังงาน เพื่อนำมาใช้งานในสวนมะม่วงบนพื้นที่ 25 ไร่ ของครอบครัว ซึ่งอยู่ที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

“แต่เครื่องสูบน้ำที่มีจำหน่ายในท้องตลาดนั้น ไม่สามารถตอบสนองได้ตรงกับความต้องการของผม” นายศิชลกล่าว

ด้วยมูลเหตุดังกล่าว จึงทำให้เป็นที่มาของการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ โดยเครื่องสูบน้ำที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ เป็นการใช้แนวคิดในการสร้างเครื่องสูบน้ำแบบชักดึง ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าเครื่องสูบน้ำแบบใช้แรงเหวี่ยง เพราะมีกำลังในการดึงสูง ซึ่งเหมาะสมกับการดึงน้ำที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูง เช่น จากบ่อน้ำที่มีความลึกมากๆ

หลักการคือ การเปลี่ยนจานหมุนจากการเคลื่อนที่เป็นวงกลมมาเป็นการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง ซึ่งทำให้ประหยัดพลังงาน และสูญเสียพลังงานน้อยกว่า

ทั้งนี้ นายศิชล กล่าวว่า เครื่องสูบน้ำแบบชักดึงจะใช้พลังงานต่ำจากมอเตอร์ขนาด 1/4 แรงม้า โดยให้ความดันที่ 25 บาร์ และสามารถดึงน้ำได้ถึงปริมาณ 1,380 ลิตร ต่อชั่วโมง

“ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการใช้กลไกการทำงานแบบดึงขึ้นช้า แต่ลงเร็ว กล่าวคือ ขณะดึงน้ำขึ้นจะใช้การเคลื่อนที่อย่างช้าๆ เพื่อประหยัดพลังงาน แต่ตอนลงจะเคลื่อนที่ลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสามารถเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้นโดยการปรับขนาดมอเตอร์ที่อยู่ด้านบน”

“เครื่องนี้เป็นเครื่องแรกที่ผมประดิษฐ์ขึ้นมา และตอนนี้ได้ใช้งานในสวน โดยสูบน้ำจากบ่อบาดาลที่มีความลึกประมาณ 25 เมตร ขึ้นมาได้อย่างสบาย โดยผมใช้ไฟที่หม้อไฟ ประมาณ 25 แอมป์ สำหรับต้นทุนในการสร้างเครื่องสูบน้ำดังกล่าวนี้ ใช้เงินเบื้องต้นไป ประมาณ 7,000 บาท” นายศิชล กล่าวทิ้งท้าย

เพาะพันธุ์ปลากราย เป็นงานสร้างเงิน ของ วิทยา สาเพิ่มทรัพย์ ที่สุพรรณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เพาะพันธุ์ปลากราย เป็นงานสร้างเงิน ของ วิทยา สาเพิ่มทรัพย์ ที่สุพรรณบุรี

หากเอ่ยถึงเมนูอาหารที่ทำจากเนื้อปลากราย สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้น ทอดมันปลากราย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเนื้อปลากรายนั้นสามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นแกงป่า หรือแม้แต่แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากราย ฯลฯ

การที่จะได้เนื้อปลากรายมาประกอบอาหารก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ผู้เขียนเคยเห็นในสมัยก่อนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ภาพของหญิงชราที่ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ก็คือย่าของผู้เขียนเอง ท่านกำลังนั่งใช้ช้อนค่อยๆ ขูดเนื้อปลากรายออกจากหนังทีละแผ่น ซึ่งใช้เวลาเอาเรื่องเหมือนกัน

เนื่องจาก ปลากราย เป็นปลาที่มีเนื้อค่อนข้างน้อย ต้องผ่านการชำแหละให้ออกมาเป็นแผ่นทั้งแถบพร้อมหนัง เมื่อได้เนื้อมาแล้วความอร่อยที่เหนียวหนึบนุ่มละมุนในลิ้น ต้องผ่านการนำเนื้อปลาไปโขลกลงในครกหินเสียก่อน พร้อมทั้งดูก้างปลาออกไปด้วยพร้อมๆ กัน ใช้เวลาสักพักเนื้อปลาจะเริ่มเหนียวมีความหนึบ เมื่อนำไปแกงตามเมนูต่างๆ รสชาติของเนื้อปลาที่ได้ลิ้มรสนั้น แหม่! ?พูดแล้วน้ำลายสอเลยทีเดียว

ปัจจุบัน ปลากราย เริ่มหาได้น้อยลงเต็มทีจากแหล่งน้ำธรรมชาติ การที่จะได้ปลากรายมาขูดทำลูกชิ้นปลากรายหากินได้ยาก และที่สำคัญยิ่งมีราคาที่แพงขึ้นอีกด้วย ทำให้การกินลูกชิ้นปลากรายอาจกินได้ไม่บ่อยนัก

แต่ ณ เวลานี้ การหาเนื้อปลากรายที่ว่ายากไม่เป็นอุปสรรคเสียแล้ว เพราะได้มีการเลี้ยงเพื่อเป็นปลาเนื้อ และที่สำคัญสามารถเพาะพันธุ์ได้อีกด้วย จนทำให้จำนวนของปลากรายมีมากพอต่อความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบ

คุณวิทยา สาเพิ่มทรัพย์ อยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่ชื่นชอบปลากรายมาตั้งแต่เด็ก จนทำให้สัตว์น้ำจืดชนิดนี้เป็นเหมือนแรงบันดาลใจ ที่อยากทดลองเพาะพันธุ์ด้วยสองมือของเขาเอง ซึ่งจากความพยายามไม่ได้นำมาแต่ความสำเร็จ แต่สามารถเป็นงานที่สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวให้กับเขาได้อีกด้วย

ทำอาชีพนี้

เพราะความชอบ

คุณวิทยา เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีตนมีอาชีพทำงานเกี่ยวกับเครื่องกลอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมา ปี 2543 มีเหตุต้องย้ายมาอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงยึดอาชีพเพาะพันธุ์ปลาเพื่อเป็นอาชีพในขณะนั้นด้วย

“เหตุที่ต้องย้ายมาที่นี่ พอดีแม่ของภรรยาเสียชีวิต ก็เลยได้ย้ายมาอยู่ที่สุพรรณฯ ซึ่งเราเป็นคนที่ชอบปลากรายอยู่แล้วสมัยยังเด็ก ช่วงนั้นก็เลยลองเพาะพันธุ์ดู ก็ทดลองเพาะกับธรรมชาติก่อน คือใช้บ่อใช้คลองแบบธรรมชาติ เพราะช่วงนั้นเราไม่มีที่ ต่อมาเมื่ออะไรเข้าที่เข้าทางก็ขยับขยาย มาทำบ่อของตัวเอง ปรากฏว่าที่เพาะพันธุ์ทั้งหมดมันขายได้ เราก็เลยเริ่มมาทำบ่อเพาะอย่างจริงจัง เพราะว่าจะทำแบบธรรมชาติไม่ได้แล้ว ลูกปลามันได้จำนวนที่น้อยลง” คุณวิทยา เล่าถึงความเป็นมา

วิทยาการความรู้ของการเพาะพันธุ์ปลากรายนั้น คุณวิทยา เล่าว่า ได้ไปศึกษาที่สำนักงานประมงในจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นเอกสารเกี่ยวกับเรื่องการเพาะพันธุ์ปลากรายโดยเฉพาะ จึงเป็นผลทำให้เขาประสบผลสำเร็จเป็นที่ภาคภูมิใจมาจนทุกวันนี้

เน้นพ่อแม่พันธุ์ธรรมชาติ

และจากเกษตรกรที่เลี้ยงเป็นอาชีพ

ช่วงที่ปลากรายวางไข่เพื่อการขยายพันธุ์จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม-เดือนตุลาคม ซึ่งการผสมพันธุ์ปลากรายให้ลูกปลามีความแข็งแรง คุณวิทยา บอกว่า ต้องหาสายพันธุ์จากแหล่งอื่นมาผสมด้วย ลูกปลาจึงจะมีความแข็งแรง เพื่อให้ภายในบ่อมีพ่อแม่พันธุ์มีความหลากหลาย

“ปลากรายที่มีก็จะซื้อจากคนที่เขาไปหามาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ มาครั้งละ 20-30 กิโลกรัม ช่วงหลังก็จะขอซื้อจากคนที่รู้จัก ที่เขาเลี้ยงสำหรับขาย ก็จะขอซื้อเขามาบ้างเพื่อไขว้สายพันธุ์ เพื่อให้ลูกปลากรายที่ได้แข็งแรงมากขึ้น ซึ่งการนำปลามาเลี้ยงภายในบ่อก็ต้องทำเลียนแบบธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ให้เหมือนเขาอยู่ตามธรรมชาติ” คุณวิทยา เล่าถึงการได้มาของพ่อแม่พันธุ์

นำพ่อแม่พันธุ์ปลากรายมาใส่บ่อดิน ที่มีขนาดประมาณ 1-2 ไร่ ที่มีความลึก ตั้งแต่ 120-170 เซนติเมตร โดยให้พื้นบ่อมีตื้นลึกสลับกัน

“ปลากราย ที่สามารถวางไข่ได้ต้องมีอายุอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป ประมาณต้นเดือนมีนาคม ปลากรายก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงวางไข่ ซึ่งช่วงนั้นจะนำไม้ที่เป็นแผ่นๆ มีความยาว 80-90 เซนติเมตร ใช้ประมาณ 100 แผ่น ปักลงภายในพื้นบ่อ หมั่นลงไปเช็กทุก 5 วัน ว่าปลามาไข่ติดไว้ที่แผ่นไม้ไหม ถ้ามีก็เอาขึ้นมาฟักต่อ แต่ถ้าไม่มีก็ปักลงไปเหมือนเดิม” คุณวิทยา บอก

อาหารสำหรับใช้เลี้ยงปลากราย จะเป็นอาหารเม็ดที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ โดยให้สลับกับเหยื่อสด วันละ 1 ครั้ง เนื่องจากปลากรายไม่ได้ส่งจำหน่ายเป็นปลาเนื้อ แต่เลี้ยงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ ดังนั้น จะไม่เน้นให้ปลามีลักษณะที่อ้วนมากเกินไป

เมื่อถึงเวลาที่ต้องเช็กแผ่นไม้ที่ปักในบ่อ ว่ามีปลามาวางไข่หรือไม่ คุณวิทยา บอกว่า จะปล่อยน้ำให้มีระดับลดลงประมาณ 50 เซนติเมตร เสียก่อน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ปลากรายวางไข่อีกด้วย

“ช่วงแรกปลาจะให้ไข่ได้น้อยหน่อย ซึ่งช่วงที่เราไปงมดูแผ่นไม้ เราก็จะเอาน้ำในบ่อออกบ้าง พอเรางมไข่ขึ้นมาได้ ช่วงเย็นๆ จะปล่อยน้ำเข้ามาในบ่อให้เพิ่มขึ้นเท่าเดิม เพราะการทำแบบให้น้ำขึ้นน้ำลง มันก็เป็นการกระตุ้นให้ปลาไข่ได้ดีด้วย” คุณวิทยา อธิบาย

จากนั้นนำแผ่นไม้ที่มีไข่ปลากรายติดอยู่มาใส่ลงในบ่อปูน ขนาด 1.20×1.50 เมตร ความลึก 80 เซนติเมตร หรือถ้าใครมีภาชนะ เช่น โอ่งใหญ่ ก็สามารถนำมาใช้ได้ โดยต้องมีเครื่องทำออกซิเจนอยู่ภายในบ่อตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน ลูกปลาจะออกจากไข่ ซึ่งระยะนี้ยังไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกปลากรายยังมีถุงไข่แดงติดอยู่ที่หน้าท้อง อยู่ได้ประมาณ 3 วัน เรียกปลาขนาดไซซ์นี้ว่า ไซซ์ตุ้ม ก็สามารถจำหน่ายได้

การเพาะพันธุ์ปลากรายให้ได้ผลดี พ่อแม่พันธุ์ถือว่ามีความสำคัญมาก ต้องมีความสมบูรณ์ ยิ่งมีแม่พันธุ์ที่มีน้ำหนัก 2-3 กิโลกรัม ต่อตัว อัตราการให้ไข่ก็ยิ่งดีตามไปด้วย และที่สำคัญมากไม่แพ้กันคือ สภาพแวดล้อมที่เลี้ยง ซึ่งหลังจากเก็บไข่ขึ้นมาแล้ว จำเป็นต้องจำลองภายในบ่อให้ปลาเหมือนอยู่กับธรรมชาติ เช่น การเปิดสปริงเกลอร์ช่วยให้คล้ายเหมือนฝนตกก็จะทำให้ปลายกรายวางไข่ได้เร็วขึ้น

คุณวิทยา ยังเล่าต่อไปถึงเรื่องอุปสรรคในการเพาะพันธุ์ปลากรายว่า น้ำถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะหากได้น้ำที่ไม่สะอาด เมื่อนำมาใส่ลงในบ่อจะทำให้เวลาที่ปลาวางไข่ ไข่ของปลากรายจะเสียและไม่มีความแข็งแรง

จำหน่ายไซซ์ตุ้ม

เพื่อส่งต่อไปอนุบาล

จากความสำเร็จของการเพาะพันธุ์ปลากรายด้วยสองมือของคุณวิทยา เขาเล่าว่าเรื่องที่ท้าทายไม่แพ้กันก็คือ เรื่องการตลาด เพราะเขาเป็นเจ้าใหม่ๆ ในสมัยก่อน ที่เข้าสู่วงการนี้จึงต้องสู้รบปรบมือกับคู่แข่งค่อนข้างมาก

“ช่วงแรกที่เรามีลูกปลาพร้อมจำหน่ายแล้ว บอกเลยว่าตลาดนี่ยังไม่แน่นอน โดนกดราคาบ้าง อย่างสมมุติตกลงราคากันอยู่ที่ 30 สตางค์ พอเขามาซื้อเราจริงๆ ก็บอกปลาตอนนี้เหลือตัวละ 10 สตางค์นะ เขาขายไม่ค่อยได้ เราก็เลยต้องจำยอม เพราะตลาดเรายังไม่กว้างพอ” คุณวิทยา เล่าถึงอุปสรรคของตลาด

ต่อมาเมื่อเป็นที่รู้จักของคนที่สนใจอยากเลี้ยงปลากรายเป็นอาชีพมากขึ้น เรื่องตลาดจึงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเขาอีกต่อไป จึงผลิตลูกปลากรายไซซ์ตุ้มเพื่อให้ลูกค้านำไปอนุบาลต่อ โดยจำหน่ายลูกปลากรายไซซ์ตุ้ม อยู่ที่ตัวละ 20-30 สตางค์ ซึ่งราคาขึ้นลงตามกลไกตลาด ซึ่งต่อไปในอนาคตจะไม่ได้จำหน่ายแต่ปลาไซซ์ตุ้มอย่างเดียว แต่จะทำเป็นปลาไซซ์นิ้วอีกด้วย เพื่อตอบโจทย์กับลูกค้ามากขึ้น

สำหรับผู้ที่อยากเพาะพันธุ์ปลากรายเป็นอาชีพหรือเลี้ยง คุณวิทยา ให้คำแนะนำว่า

“ใครที่อยากทำเป็นอาชีพ มันมี 2 แบบ คืออย่างแรกเพาะพันธุ์แบบผม คือทำเป็นปลาไซซ์ตุ้ม ต้องบอกก่อนว่ามันทำไม่ยาก แต่ต้องมีตลาดที่แน่นอน อย่างช่วงที่ปลาขาดตลาด ถ้าเรามีปลายังไงก็ขายได้ ใครๆ ก็ซื้อ อีกอย่างการจะสำเร็จต้องมีใจรักที่จะทำด้วย เพราะไข่เราจะได้จากปลานี่ 7-8 เดือน ซึ่งช่วงที่ไม่ได้ให้ไข่เราก็ต้องดูแลเขาด้วย ก็ให้อาหารปกติเหมือนเดิม อย่าให้เขาอด”

“ส่วนคนที่อยากเลี้ยงเป็นปลาเนื้อ ปัจจัยที่สำคัญต้องมีทุนที่ดี และที่สำคัญใจต้องหนักแน่น เพราะว่าใช้เวลาเลี้ยงนานหน่อยกว่าจะได้ขาย ซึ่งตอนนี้การเลี้ยงก็ง่ายใช้อาหารเม็ด ไม่มีขั้นตอนยุ่งยากเหมือนสมัยก่อน ที่เป็นเหยื่อสด ทุกอย่างขอให้มีใจรักพอ และก็ชอบทำจริงๆ ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินความพยายาม ใครที่สนใจก็สอบถามที่ผมได้ ยินดีให้คำปรึกษา” คุณวิทยา กล่าว

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวิทยา สาเพิ่มทรัพย์ หรือที่ลูกค้ารู้จักกันในชื่อ เอ๋ ปลากราย ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 166-7873

คำพันธ์ เหล่าวงษี ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 633

เกษตรกรดีเด่น

อำพน ศิริคำ

คำพันธ์ เหล่าวงษี ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน

ท่านที่เคารพครับ ปี 2559 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แต่งตั้งปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา ได้แก่ 1. คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง 2. คุณอัคระ ธิติถาวร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น 3. คุณอดิศร เหล่าสะพาน อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ซึ่งได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัญแรกนาขวัญ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา

คุณคำพันธ์ เหล่าวงษี เกิดวันที่ 30 พฤษภาคม 2501 มีพี่น้องร่วมกัน 3 คน เป็นชายทั้ง 3 คน คุณคำพันธ์ เป็นคนที่ 3 จบการศึกษาชั้น ปวช. และ ปวส. วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม

ปัจจุบัน อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 บ้านดอนแดง ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม สมรสกับ คุณบรรจง เหล่าวงษี (อี้ด) มีบุตร 3 คน หญิง 2 คน ชาย 1 คน อาชีพเกษตรกรรม

วิสัยทัศน์ คือ พัฒนาตน พัฒนาคน ขยายผล พัฒนาสังคม ระดมแนวคิดสู่เศรษฐกิจพอเพียง

ปรัชญา คือ รู้ชาติตระกูลพงศ์เผ่า รู้เหล่าจักรวาลสรรค์สร้าง รู้คิดรู้ทำนำทาง รู้วางตนแต่พอดี ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง คู่เคียงภูมิปัญญาท้องที่ นำสู่ชีวิตสุขขี เกษตรกรเรานี้พึ่งตนได้เอย…

คติ คือ ทำให้ดีวันนี้ ดีกว่าทำวันข้างหน้า ทำวันละนิด ละนิด ดีกว่าคิด คิดว่าจะทำ ผลิตอาหารเพื่อกินให้เป็นยาในวันนี้ ดีกว่าจะกินยาเป็นอาหารในวันข้างหน้า เศรษฐกิจพอเพียง คือ “แนวทางสร้างอนาคตให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน

แรงบันดาลใจ จากการสรุปบทเรียนของตน ได้ศึกษาดูงานเกษตรกรรมยั่งยืน และศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จุดเด่น ใช้ทรัพยากร ดิน น้ำ ที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด (เกษตรผสมผสาน 1 งาน 1 แสน)

สู้งานไม่เคยท้อ

ด้วยบรรพบุรุษเป็นเกษตรกร อาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน หนทางที่จะร่ำรวยหรือทำให้การดำรงชีพอย่างสุขสบายนั้นแทบไม่มีเลย จึงมีแนวคิดที่อยากจะเปลี่ยนอาชีพให้ดีกว่านี้ จึงดิ้นรนใฝ่หาความรู้ใส่ตัว

หลังเรียนจบ ป.4 ได้บวชเรียนธรรมวินัยพร้อมกับเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ แล้วสิกขาเรียนต่อ พอเรียนอยู่ ม.ศ.1 พ่อเสียชีวิตจึงต้องช่วยตนเองหาเงินเรียนโดยการปลูกผักขายพอได้เงินใช้จ่ายในการเรียน (5-10 บาท/วัน)

จบ ม.ศ.3 ได้ไปอาศัยอยู่กับพี่ชายคนโตเพื่อช่วยในการเรียน และเลือกเรียนสายอาชีพจะได้หางานทำง่าย

ได้เข้าเรียนที่ วิทยาลัยเทคนิคมหาสารคาม (ยังปลูกผักขายเหมือนเดิม) จบ ปวส. แผนกช่างกลโลหะ แล้วไม่มีโอกาสได้เรียนต่อเนื่องจากแม่ก็แก่ชรา พี่ก็ป่วย และอีกต่อมาไม่นานก็เสียชีวิตทั้งแม่และพี่ชาย จึงหางานทำที่กรุงเทพฯ (2525-2538) เป็นผู้ช่วยช่างอยู่ 2 ปี ได้ค่าแรง วันละ 90-120 บาท ปีที่ 3-5 ได้ตำแหน่งช่าง ได้ค่าแรง วันละ 150-180 บาท ปีที่ 5-7 ได้เป็นหัวหน้าช่างได้ค่าแรง วันละ 200-300 บาท ปีที่ 7-13 เป็นผู้จัดการ ได้ค่าแรงเดือนละ 12,000-15,000 บาท แต่อยู่กรุงเทพฯ ภาระและเศรษฐกิจรัดตัว ค่าครองชีพสูง ลูกเรียน บ้านเช่า ข้าวซื้อ เงินที่ได้จากการทำงานไม่พอกับรายจ่าย จากปีแรกถึงปีที่ 4 เงินที่ได้กับรายจ่ายก็พอบ้างไม่พอบ้าง แต่ต่อมาเข้าปีที่ 5 เริ่มไม่พอจ่าย ภาระมากขึ้น ยิ่งลูกเรียน วันหนึ่งๆ ค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 500 บาท ค่าอาหาร ค่าขนมลูก เฉลี่ยวันละ 200 บาท ค่าน้ำ-ค่าไฟ เฉลี่ยเดือนละ 1,500 บาท ค่ารถรับ-ส่งลูกเรียน เดือนละ 1,800 บาท ค่าเทอมลูก เทอมละ 6,000 บาท/คน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เฉลี่ยวันละ 100 บาท เป็นทุกข์มาก จึงได้ปรึกษากับภรรยา ลำพังอยู่ไปวันๆ ก็ไม่หนักใจเท่าไร แต่เรามองอนาคตไม่มีเลย ตัดสินใจกลับบ้านทำธุรกิจของตัวเอง เปิดโรงกลึง (ปี 2538-2540)

เห็นเขารวย “อยากจะรวย เหมือนเขา”

ด้วยเหตุที่ทำงานเงินไม่เหลือเก็บ จึงหาเงินลงทุน โดยเอาที่นาที่พ่อแม่แบ่งให้ทำกินไปจำนองกับนายทุน เพื่อนำเงินมาลงทุนเปิดโรงกลึง 3 ปีผ่านไป กลับยิ่งซ้ำเติมเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 งานไม่ค่อย มีเงินไม่เหลือใช้ เลิกกิจการหันมารับเหมาก่อสร้างทั่วไปอยู่ 4 ปี ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีสิทธิ์ส่งเงินคืนเจ้าหนี้ รวมเป็นหนี้ 200,000 บาท

การพัฒนาตนเอง และแรงบันดาลใจ

จากการสรุปบทเรียน การดำรงชีพที่ล้มเหลวที่ผ่านมา จากการศึกษาดูงานการทำเกษตรในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและจากการศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาสรุปบทเรียน/วิเคราะห์ตัวเอง เพื่อหาแนวทางการดำเนินชีวิต

อดีต ที่บรรพบุรุษได้ดำเนินชีวิตมา ท่านไม่เคยมีหนี้ ท่านมีข้าวมีผักมีปลา-กบ เป็นอาหารกินอย่างพอเพียง มีบ้านอยู่มีเสื้อผ้าใส่ รู้จักหาพืชสมุนไพรใช้รักษาโรคเมื่อเจ็บป่วย ใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ยใส่พืชผัก และผลิตอาหารเองแทบจะไม่ต้องซื้อ ครอบครัวก็มีความสุขมีความอบอุ่นมีความเอื้ออาทรต่อเพื่อนบ้าน มีความสามัคคีเข้าใจกับทุกคน ถึงไม่รวยดูเหมือนว่าท่านไม่มีทุกข์ใดๆ ส่วนตัวเองพยายามจะเปลี่ยนอาชีพ เปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ แต่กลับจน เป็นหนี้ ไม่มีบ้านอยู่อาศัย ลูกไม่มีอนาคต หมดหนทางที่จะก้าวต่อไป “ตัดสินใจเลิกกิจการมาทำตามรอยของท่าน”

ในช่วงรับเหมา ปี 2541 กลับมาทำเกษตรตามรอยของท่านโดยได้เช่าที่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ทำกินและได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งได้ส่งเสริมให้สมาชิกทำเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งตนเอง จึงมีโอกาสได้อบรมเรียนรู้ ศึกษาดูงานในการทำเกษตรในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ได้ทั้งแนวคิด/ประสบการณ์และได้รับรู้จากการศึกษาแนวพระราชดำริ “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”จากโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทางสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัยได้คัดเลือกโครงการให้เกษตรกรในเขตตำบลศรีสุข จำนวน 2 แห่ง พร้อมกับจากหน่วยงานรัฐ ที่ได้ร่วมสนับสนุนส่งเสริมในการพัฒนาการเกษตรด้านวิชาการหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ นับว่าเป็นจุดหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจพร้อมที่จะนำพระราชดำริมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง

ปี 2544 เจ้าหนี้กดดัน ให้หาเงินคืน ถ้าไม่คืนจะยึดที่ ตัดสินใจขายที่นาใช้หนี้ให้หมด มีเงินคงเหลืออยู่ 30,000 บาท ขอเช่าซื้อที่แปลงนี้ มีเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน ราคา 200,000 บาท โดยวางเงินที่มีก่อนและขอผ่อนรายปี ไม่เกิน 10 ปี ปี 2545 จึงได้เริ่มดำเนินกิจกรรมทำการเกษตร โดยยึดตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่

พื้นที่น้อยแต่ย่อตามส่วน

ดังนี้ 1. จัดเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ 2. ขุดสระ 3 บ่อ ไว้เก็บน้ำใช้ในการเกษตร 2.5 ไร่ 3. ปลูกไม้ผล/ไม้ยืนต้นตามคันคูและคันแดนรอบ 1.5 ไร่ 4. ผัก 2 งาน และ 5. นาข้าว 1 ไร่

เริ่มต้นที่ดำเนินการ ไม่มีทุนดำเนินการต้องกู้ ยอมเป็นหนี้อีก (50,000 บาท) ดินไม่ดี สภาพดินเค็ม เป็นที่ดอนไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือระบบชลประทานผ่าน ไม่มีไฟฟ้า-ประปาใช้ ไม่มีรายได้อื่นที่จะมาจุนเจือครอบครัว แนวทางสู่การพัฒนา จากที่ได้ศึกษาดูงาน อบรม ฝึกปฏิบัติจริง ค้นคว้า ลองผิดลองถูก จึงได้พยายามขยันหมั่นเพียร ไม่ท้อต่ออุปสรรค สร้างเงื่อนไขสู่ความสำเร็จ และสร้างการมีส่วนร่วมในครอบครัวประชุมครอบครัวเพื่อสร้างความเข้าใจ สร้างความสามัคคี เสนอความคิดเห็น แก้ปัญหาร่วมกันสรุปบทเรียน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงการดำเนินชีวิตที่ผ่านมาจากอดีต-ปัจจุบันว่าอะไรเป็นอย่างไรวิเคราะห์ตนเอง/ครอบครัว เพื่อให้รู้ว่าแต่ละคนมีอะไรดี อะไรไม่ดี สิ่งที่ไม่ดีแก้ไขอย่างไร สิ่งที่ดีจะนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

สร้างโอกาส เพื่อหาช่องทางสร้างประโยชน์ให้กับครอบครัว (เช่น ประชาชนส่วนใหญ่ซื้ออาหารกิน ก็ผลิตอาหารขายให้ประชาชน เกษตรกรส่วนมากซื้อพันธุ์พืช/พันธุ์ผักปลูก เป็นต้น) วางแผนชีวิต วางแผนการผลิต วางแผนการตลาด จะต้องทันเหตุการณ์ จัดหาแหล่งจำหน่าย และสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภค สร้างเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิต เปิดตลาดของกลุ่มเอง

ผลที่ได้จากการตัดสินใจสู่ความพอเพียง

จากปีแรก-ปีที่ 3 ครอบครัวพออยู่ พอกิน ยังไม่มีเงินเก็บใช้หนี้ (มีอาหารพอเพียง มีผู้เอาเงินมาให้ทุกวันจากการขายผลผลิต 50-200 บาท) หลังจากนั้น ก็เริ่มมีเหลือเก็บออม ถึงปีที่ 6 ก็นำเงินที่เก็บได้ใช้หนี้หมด พร้อมกับสร้างบ้านอยู่อาศัย อีกต่อมา 3 ปี ได้ซื้อที่นาอีกแปลง เนื้อที่ 7 ไร่ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ลูกได้มีโอกาสเรียนทุกคน มีงานทำ รายได้เฉลี่ยของครอบครัว 300,000 บาท/ปี และเป็นแบบอย่างเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานกับเกษตรกร/นักเรียน/นิสิต/นักศึกษาและผู้สนใจในการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และได้รับเลือกเป็นศูนย์เรียนรู้อบรมถ่ายทอดองค์ความรู้จากนั้นเป็นต้นมา (2549-2550 ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน 2551, ปัจจุบัน ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน)

ปัจจุบันทำการเกษตรหลายอย่าง อาทิ การทำนาด้วยกล้ากลีบเดียว การปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ผลิตพืชปลอดสารพิษ เพาะเห็ด เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด ไก่ สุกร การเกษตร 1 งาน 1 แสน (การเพาะกล้าผักขายโดยกรอกถุงดินเวลากลางคืน 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถทำเงิน 1,000-2,000 บาท) เป็นต้น

ท่านที่เคารพครับ นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของประวัติของปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน หากท่านใดสนใจอยากจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ติดต่อได้ที่ โทร. (089) 618-4075, (061) 582-2235 และ E-mail : Khamphan1@hotmail.com