เลือกโภชนาการ เป็นอาหารธาตุเจ้าเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07092010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

แท็กซี่กูรู

TAXI MASTER

เลือกโภชนาการ เป็นอาหารธาตุเจ้าเรือน

ถ้าจะย้อนหลังสัก 30 กว่าปี รถยนต์แท็กซี่สมัยนั้น รวมทั้งรถยนต์ส่วนตัวทั่วไปก็ไม่ได้ติดตั้งแอร์คอนดิชั่นในรถทุกคัน ดังนั้น เวลาขับรถไปตามเส้นทางการจราจร รถยนต์ส่วนใหญ่ก็จะเปิดกระจก หรืออย่างน้อยก็จะผลักกระจกหูช้างที่ประตูด้านคนขับ หรือประตูหน้าปรับทำมุมรับลมให้เข้าในรถ มีมือหมุนกระจกประตูหน้าหลังขึ้นลง ไม่ใช่เหมือนปัจจุบันที่เป็นกระจกประตูบานเดียวกดสวิตช์ไฟฟ้าบังคับขึ้นลงอัตโนมัติ ดังนั้น สำหรับรถแท็กซี่เมื่อมีผู้โดยสารโบกมือเรียก ทุกคนมักจะก้มตัวเข้าในหน้าต่างรถเพื่อบอกจุดหมายปลายทาง โดยการต่อรองราคา หรือเส้นทางที่คิดว่าสะดวกที่สุด ถ้าจะปฏิเสธผู้โดยสารก็น่าจะหมายถึงตกลงค่าโดยสารไม่ลงตัว

ปัจจุบัน บรรยากาศที่ผู้โดยสารต้องก้มตัวเข้าในรถก็ยังคงมีอยู่ เพราะคนขับเพียงกดสวิตช์ลดกระจกลง หรือผู้โดยสารบางคนก็ถนัดที่จะเปิดประตูรถเพื่อบอกว่าจะไปไหน โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการต่อรองค่าโดยสาร แต่การปฏิเสธผู้โดยสารก็จะหมายถึงผู้ขับแท็กซี่พิจารณาแล้วว่า “ไม่อยากไป” โดยที่มีเหตุผลในใจหลายประการประกอบการปฏิเสธที่ไม่ต้องชี้แจงรายละเอียด คำที่ถูกยกมาใช้มากที่สุดคือ “ส่งรถไม่ทัน หรือก๊าซไม่พอ” ดังนั้น สถิติที่ถูกร้องเรียนจากผู้ใช้บริการก็ยังเป็นข่าวเด่นดังตลอดมาว่าอันดับ 1 คือ แท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร ทั้งๆ ที่ตามข้อตกลงเดิมที่ปรับอัตราค่าโดยสารแล้วสิ่งที่อยากได้เห็นการใช้บริการรถแท็กซี่ก็คือ สามารถเปิดประตูเข้านั่งในรถแล้วบอกปลายทางได้เลยโดยไม่ต้องต่อรองใดๆ แต่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็ยังคุ้นชินกับพฤติกรรมเดิมๆ จนกลายเป็นประเพณีตกลงก่อนเข้านั่ง เพราะไม่อยากเข้าไปนั่งในรถแล้วต้องเปิดประตูลงจากรถเสียบรรยากาศ เสียอารมณ์ และเสียเวลาเปล่าๆ

ผมถูกเพื่อนร่วมอาชีพบางคนต่อว่าเสียดสีที่ยอมไปส่งผู้โดยสารทุกครั้งทั้งๆ ที่รู้ว่าไปแล้วรถติด ปลายทางไกลเกินอาจจะต้องกลับโดยไม่มีผู้โดยสาร แน่นอนว่าจะไม่คุ้มค่า หรือขาดทุนแน่ๆ แต่พวกเราในกลุ่มชมรมที่ตั้งปณิธานตกลงกันแล้วว่าจะปฏิบัติดีตามกฎกติกาสังคม ก็มีความภูมิใจที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดตามที่สังคมหรือสื่อออนไลน์กล่าวประณามพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ และพวกเราก็จะไม่ร้อนตัวหรือกังวลเมื่อมีข่าวกฎหมายจะลงโทษตัดแต้ม

ตั้งใจว่าจะออกรถเช้ามากๆ แต่มีพรรคพวกโทรศัพท์มาขอความช่วยเหลือบอกว่าไฟแบตเตอรี่ในรถหมด ขอพ่วงจากรถข้างบ้านแล้วก็สตาร์ตไม่ติด คือไม่ได้ยินเสียงเครื่องหมุนเลย ทั้งๆ ที่ไฟแบตเตอรี่รถอีกคันเต็มแน่นอน ยังติดต่อช่างไม่ได้ ถ้าผมผ่านทางนั้นช่วยแวะดูหน่อย รู้สึกภูมิใจวิญญาณช่างผุดขึ้นแวะไปดู ปรากฏว่า สายพ่วงไฟแบตเตอรี่พ่วงโยงถูกต้องตามขั้วบวกขั้วลบ แต่เขาลืมสังเกตว่า ตำแหน่งคันโยกเกียร์ไม่ได้ลงล็อกในตำแหน่ง N หรือ P เนื่องจากเป็นรถเกียร์ออโตเมติก ดังนั้น จึงสตาร์ตไม่ได้เพราะสะพานไฟไม่เชื่อมกัน เพื่อนสารภาพว่าก็เพิ่งจะรู้ว่ารถเกียร์ออโต้จัมป์ไฟสตาร์ตที่ N หรือ P เท่านั้น

สมาพันธ์ระหว่างประเทศประกาศเป็นยุคเออีซีสมบูรณ์แบบ พวกเราต้องเตรียมคำศัพท์ภาษาต่างๆ แต่ช่วงหลังๆ นี้ไม่ค่อยได้เข้าไปชมรมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์เนื่องจากภารกิจส่วนตัว เมื่อถูกพรรคพวกถามถึงและเรียกร้องว่า ขอให้ไปแลกเปลี่ยนคำศัพท์จากเพลงสากลเหมือนแต่ก่อน วันนี้จงต้องเตรียมตัวหาบทเพลงถูกใจไว้อวดเพื่อนๆ คิดถึงหนังรักโรแมนติกเรื่อง โรมิโอจูเลียต ฉายที่โรงหนังพาราเมาท์แถวๆ ประตูน้ำ เมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว ชอบเพลงหวานเพลงหนึ่งชื่อ A Time For Us แต่ซึ้งกับเสียงปัจจุบันที่ Andy Williams ขับร้อง “A time for us some day there”ll be. When chains are torn by courage born of a love that”s free. A time when dreams so long denied, Can flourish as we unveil the love we now must hide. A time for us at last to see, A life worthwhile for you and me” พรรคพวกชอบเสียงเพลงแต่ไม่รู้จักโรงหนัง

ออกจากชมรมตั้งใจจะไปแวะหาน้ำผลไม้ผสมสมุนไพรเจ้าประจำดื่มให้ชื่นใจ มีผู้โดยสารชายหญิงโบกมือเรียก จอดรถยังไม่หยุดสนิทคุณผู้ชายเปิดประตูขึ้นนั่งเบาะหน้า แล้วบอกคุณผู้หญิงว่าไปไกลรถติดเธอนั่งหลับคนเดียวเบาะหลังก็แล้วกันนะ เสร็จแล้วจึงหันมาบอกผมว่า ไปส่งที่ตลาดนัดต้นไม้แถวๆ ปทุมธานี นัดเจ้าของต้นไม้หาสมุนไพรไว้อยากให้รอขนกลับมาที่ตลาดนัดจตุจักร ผมตอบรับยินดีครับ รอได้ แต่ในใจก็อยากจะถามข้อตกลงขากลับกดมิเตอร์เริ่มค่าโดยสารใหม่ได้ไหม ไม่ทันถามคุณผู้ชายก็พูดเองว่า ถ้ารอได้คุณแท็กซี่ก็ไม่ต้องวิ่งรถเปล่ากลับไม่ต้องเริ่มมิเตอร์ใหม่หรอกนะ ผมพยักหน้า ได้ครับ คุณผู้ชายบอกขอบคุณ เรียกมา 2 คันแล้วไม่ยอมจึงไม่ใช้บริการ

ดูเหมือนทั้งคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงจะชอบใจที่ผมไม่ปฏิเสธ เขาจึงมีไมตรีที่จะคุยต่อว่า สมุนไพรที่เขาจะไปรับเป็นสมุนไพรธาตุเจ้าเรือน เพราะมีคนจองติดต่อไว้มากไปใช้ประกอบเป็นยาแผนโบราณ ผมได้จังหวะจึงขอให้เขาอธิบายคำว่า สมุนไพรธาตุเจ้าเรือน คุณผู้หญิงจึงแหย่ผมว่า อธิบายให้คุณแท็กซี่ฟังซิ เผื่อจะได้จองเพิ่มอีกเจ้า ผมเพิ่งสะกิดใจว่าเขาก็ต้องการพูดเชิงการค้าด้วยจึงเต็มใจอธิบายให้ฟัง

คุณผู้ชายเริ่มเองว่า ผัก ผลไม้ สมุนไพร เป็นพืชอาหารที่เรานำมาบริโภคเพื่อการเจริญของร่างกาย และบำรุงรักษาสุขภาพป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ตามภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษเราถ่ายทอดไว้ ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทยกล่าวว่าคนเราเกิดมาในร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม และไฟ โดยแต่ละคนมีธาตุหลักเป็นธาตุประจำตัวเรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน” และมี 2 ลักษณะคือ ธาตุเจ้าเรือนเกิดซึ่งจะเป็นไปตามวัน เดือน ปีเกิด และธาตุเจ้าเรือนปัจจุบัน ที่พิจารณาจากบุคลิกลักษณะ อุปนิสัย และสภาวะด้านสุขภาพ กาย และใจ ว่าสอดคล้องกับลักษณะของบุคคลธาตุเจ้าเรือนอะไร เมื่อธาตุทั้ง 4 ในร่างกายสมดุล บุคคลก็ไม่เจ็บป่วย เพื่อป้องกันปัญหา สิ่งที่จะช่วยได้ระดับหนึ่งคือ “พฤติกรรมการบริโภคอาหารของแต่ละคน” ในชีวิตประจำวัน โดยใช้รสของอาหารคุณลักษณะที่เป็นยามาปรับสมดุลของร่างกายเพื่อป้องกันความเจ็บป่วย ผมได้จังหวะถามข้อสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นคนธาตุอะไร สุขภาพอย่างไร รับประทานอาหารอย่างไรให้ตรงกับธาตุเจ้าเรือน คุณผู้ชายหันไปทางคุณผู้หญิงแล้วบ่นว่า อ้าว หลับเสียแล้วจะให้อธิบายสักหน่อย

เขาหันมาคุยกับผมต่อว่า ธาตุทั้ง 4 นั้น ถ้าเป็นธาตุดินคือ คนที่เกิดเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม ส่วนใหญ่มีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำ กระดูกใหญ่ ผมดกดำ ล่ำสัน ควรรับประทานอาหารรสฝาด หวาน มัน และเค็ม ว่ากันว่าธาตุนี้ไม่ค่อยเจ็บป่วยเพราะเป็นที่ตั้งกองธาตุ ธาตุน้ำคือ ผู้เกิดเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน รูปร่างสมบูรณ์ สมส่วน ผิวสดใส ความรู้เรื่องเพศดี แต่ไม่ค่อยกระฉับกระเฉง ควรรับประทานอาหารรสเปรี้ยวและขม ผู้เป็นธาตุน้ำช่วงแรกเกิดจะเจ็บป่วยเพราะธาตุน้ำกำเริบ ผู้ที่มีธาตุลม คือผู้เกิดเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน ส่วนใหญ่รูปร่างโปร่ง ช่างพูด ควรรับประทานอาหารรสเผ็ดร้อน และผักพื้นบ้าน ผู้อยู่ในเจ้าเรือนธาตุลม ในช่วงอายุ 32 ปีขึ้นไป ต้องระวังการเจ็บป่วยในฤดูฝน เพราะธาตุลมกำเริบ สำหรับธาตุไฟ ส่วนใหญ่เกิดเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม เป็นคนทนร้อนไม่ได้ หิวบ่อย ใจร้อน ควรรับประทานอาหารรสขม เย็น จืด ในช่วงอายุ 16-32 ปี มักจะหงุดหงิด อารมณ์เสียบ่อย เจ้าอารมณ์ เพราะธาตุไฟกำเริบ

คุณผู้ชายบ่นว่า เสียดายที่ไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของพืช ผัก ผลไม้ รวมทั้งอาหาร และเครื่องดื่ม พร้อมทั้งผลิตภัณฑ์สำหรับผิวกาย โดยระบุชนิดต่างๆ ให้ชัดเจนของแต่ละธาตุเจ้าเรือนของแต่ละคน เพราะพูดแบบสรุปให้ฟัง แต่ถ้าสนใจจริงๆ จะฟังเขาบรรยายรวมกลุ่มติดต่อได้ หรือถ้าจะสอบถามรายละเอียดเป็นทางการ ก็ติดต่อโดยตรงที่หน่วยงานคือ “งานพืชสมุนไพร สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร” ก็จะเป็นประโยชน์ที่สุด แม้ว่าเทคโนโลยีทันสมัยวิทยาการการแพทย์ก้าวหน้า โรคภัยก็วิวัฒนาการตามไปด้วย จำเป็นต้องกลับมองอดีตสนใจธรรมชาติฟื้นภูมิปัญญาบรรพบุรุษมาใช้ประโยชน์บ้าง

จอดที่ล็อกถัดไปนั่นแหละ รอด้วยนะครับ

สรุปจาก “พืชอาหารธาตุเจ้าเรือน” โดยกองบรรณาธิการ นสพ.กสิกร ฉบับที่ 5 กันยายน-ตุลาคม 2552

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07094010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

งานระวังจะมีเหตุให้ทะเลาะขัดแย้งกับคนในที่ทำงาน มีคนดึงเรื่อง ทำให้การติดต่อยุ่งยากมากขึ้น แต่สุดท้ายก็จะหาทางแก้ทางออกได้ สั่งงานสิ่งใดควรตามเป็นระยะไม่ควรปล่อยทิ้งจนงานเสร็จแล้วค่อยตรวจทีเดียว จะเกิดการผิดพลาดและเวลาใกล้กำหนดส่ง ทำให้ปรับแก้งานไม่ทัน งานติดขัดแต่ลูกน้องบริวารคนใกล้ชิดยังให้ความร่วมมือช่วยเหลือเป็นอย่างดี การค้าขายจะมีช่องทางทำการตลาดแบบใหม่ๆ มีลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น เป็นโอกาสทำเงิน ทำรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่ยังต้องระวังเรื่องของเอกสารสัญญา ข้อตกลงต่างๆ ที่จะมารูปแบบใหม่ๆ เช่นกัน เป็นการทำสัญญา ทำข้อตกลงที่คุณเองไม่เคยเจอ ควรปรึกษาผู้รู้ รายได้เข้าตามระบบ แต่มีส่วนพิเศษจากลูกค้ารายใหม่ ลูกค้าที่ซื้อจำนวนมากขึ้น ทำให้เงินในระบบคล่องตัวขึ้น เรื่องของการเงินควรเช็กระบบเอกสาร รับจ่าย เข้าออก ให้รัดกุมจะเป็นการดีกับเจ้าของกิจการ คนรักไม่ควรสร้างเงื่อนไขระหว่างกันมากเกิน ควรให้ทุกคนมีเวลาหรือพื้นที่ส่วนตัวบ้างจะทำให้บรรยากาศดีขึ้นได้ สุขภาพอาการเหนื่อยง่าย ง่วงบ่อย อ่อนเพลีย จะเป็นมากยิ่งขึ้นควรรีบดูแลด่วน เรื่องของการกิน การนอนให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาด้วยครับ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

งานระวังเรื่องของเอกสารสัญญา ข้อตกลงในเรื่องของผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นในส่วนขององค์กรหรือส่วนตัว การเป็นคนกลาง เป็นนายหน้าการติดต่อเจรจา ระวังเรื่องของผลประโยชน์หรือรายละเอียดต่างๆ ไม่เป็นไปตามข้อตกลงตามสัญญาเดิมมีการพลิกลิ้นเกิดขึ้น ระวังเรื่องการรับปากจะทำให้เกิดความเสียหาย ผู้ใหญ่หรือคนมีสีมีบารมียังพูดกันไม่ค่อยจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ต้องหาผู้ใหญ่ที่ทั้ง 2 ฝ่ายเคารพเป็นคนกลาง เป็นคนไกล่เกลี่ย การเงินยังมีเข้าจากงานเก่า งานแก้ ยังมีงานใหม่เข้ามาเสริมเพิ่มเติมทำให้ตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่จะหมดไปกับบริวาร ลูกน้องคนที่คุณรับผิดชอบดูแลส่วนตัว แต่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อความสบายใจ ยังรวมถึงค่าเดินทางใกล้ไกล การซื้อของฝากของเพื่อนร่วมงาน ของคนในครอบครัว ยังไม่ควรจ่ายของใช้ที่มีค่า มีราคาแพง ระวังจะได้ของมีตำหนิ ของที่ไม่ได้มาตรฐาน ครอบครัวความรักบุตรบริวารสร้างความชื่นใจ ภูมิใจ มีเรื่องน่ายินดีให้กับคนในครอบครัว และเป็นกำลังใจให้คุณสู้ต่อเพื่อเขาเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี สุขภาพระวังความเครียดส่วนตัวทำให้เจ็บป่วยได้ครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

งานระวังในเรื่องของการจัดสรรเวลาที่ไม่ลงตัว ทำงานไม่ทัน ส่งงานไม่ทันกำหนด เหตุด้วยงานที่รับผิดชอบขยายหน้างานมากขึ้น แต่ลูกน้องบริวาร คนที่สามารถใช้งานและเข้าใจระบบการทำงานของคุณมีจำนวนจำกัดเท่าเดิม ทำให้เวลาบางส่วนต้องลงมาที่การสอน อธิบาย ควบคุมการทำงานมากขึ้น ไม่สามารถที่จะปล่อยผ่านได้ทันทีเมื่อมีการประชุมจบ แต่จะเป็นเช่นนี้ไม่นานนัก ระบบทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่ จะได้คนดีมีฝีมือเข้ามาช่วยงานเพิ่มเติม คนที่ไม่ใช่จะถูกกำจัดออกไปด้วยระบบเอง คุณต้องเตรียมแผนสำรองพร้อมกับลูกน้อง บริวาร ในการเปลี่ยนแปลงหน้างานไว้จะทำให้งานลงตัวประสบความสำเร็จ การเงินมีเข้าจากงานเก่า ลูกค้าเก่าและมีรายได้ฟลุกๆ แต่ให้ระวังการเสี่ยงในเรื่องของการลงทุนที่เป็นตัวเงิน สิ่งใดที่ไม่มีความถนัด หรือข้อมูลที่มีอยู่ในมือไม่มากพอ ไม่ควรเสี่ยงในการลงทุน ครอบครัวคนรัก เวลาไม่ลงกันเป็นสาเหตุของการไม่เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น ควรใช้เครื่องมือสื่อสารเป็นตัวช่วยสื่อสารทำความเข้าใจ แต่ละช่วงเวลาของกันและกัน อีกทั้งไม่ควรจับผิดในเรื่องเล็กน้อย จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ สุขภาพระวังเรื่องของลมในเส้น ทำให้ปวดเมื่อย จุกเสียดท้อง แน่นหน้าอกได้ครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

งานจะมีการเดินทางแบบที่ตัวคุณไม่ทันตั้งตัว มีงานด่วน งานเร่ง งานที่เข้าไปทำแทนหรือแก้ไขแทนคนอื่นแล้วถูกบีบด้วยเรื่องของเวลา ตัวช่วยของคุณคือผู้ใหญ่ หัวหน้าที่ส่งคุณไปทำงาน ให้คุณรายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ เป็นช่วงที่สามารถสร้างชื่อ สร้างเป็นผลงานในอนาคตของตัวคุณ และได้รับการไว้วางใจจากผู้ใหญ่มากขึ้น ควรวางแผนในเรื่องของเวลา คน และวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ รวมถึงแผนสำรองในแต่ละช่วงของการทำงาน ด้วยเหตุหน้างานจะไม่ตายตัว มีการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงในทุกเรื่อง จนคุณตั้งตัวไม่ทัน การเงินมีเงินบางส่วนที่คิดว่าจะได้ แต่ได้ช้ากว่ากำหนด ทำให้คุณต้องหมุนเงินมากกว่าที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มมากขึ้น รวมถึงของฝาก ของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องซื้อเพิ่มมากขึ้น ความรักคือการให้ ช่วงเดือนนี้มีสิ่งใดขัดข้องหมองใจต้องให้อภัยกัน อย่าขุดคุ้ยหาเรื่องราวในอดีตมาพูดคุยจะยิ่งไม่จบง่ายๆ อีกประการ ควรให้เกียรติเพื่อมีเวลาส่วนตัวของกันและกันบ้าง รวมถึงจะมีญาติพี่น้องเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สบายต้องถามไถ่ดูแล ช่วยเหลือตามกำลัง สุขภาพระวังความเครียด การนอนไม่พอ ทำให้ความดัน เบาหวาน แสดงอาการมากขึ้นครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

งานให้ระวังเรื่องของคำพูดแรงขึ้น อารมณ์ขึ้นเร็วกว่าที่ผ่านมา ทำให้คนใกล้ชิด คนที่ต้องร่วมงานด้วยไม่เข้าใจสิ่งที่คุณต้องการสื่อสาร ทำให้เกิดปัญหาระหว่างการทำงานได้ ทั้งในส่วนของเพื่อนร่วมงาน คู่ค้า คู่สัญญา ทางแก้คือถ้าเมื่อไหร่รู้ว่าตัวเองกำลังจะหงุดหงิดให้ยิ้ม แล้วหลายอย่างจะค่อยๆ เริ่มดีขึ้น อีกทั้งระวังการสั่งการ การสื่อสารเกิดความผิดพลาด ช่วงนี้เป็นช่วงที่พูดด้วยวาจา และต้องตามด้วยเอกสารหลักฐาน กันการเข้าใจที่ไม่ตรงกัน ชื่อเสียงจะมีคนพูดให้เกิดความเสียหายทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน จะมีคนนำไปโยงกัน ไม่ควรนำมาใส่ใจ ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เสร็จงานก่อนกำหนดเวลา ผลงานเป็นตัวชี้วัด อีกทั้งเจ้านายคุณเข้าใจ ทุกอย่างผ่านฉลุย การเงินคุณต้องออกวิ่งหาเงิน ติดต่อลูกค้ารายใหม่ๆ ให้มากขึ้น เดินทางออกนอกสถานที่ นั่งอยู่กับโต๊ะทำงานรายได้ไม่เกิด การติดต่อเจรจาเป็นรายได้เข้ากระเป๋า ครอบครัวความรักมีโอกาสได้ร่วมงาน ทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น สิ่งใดที่ทำให้เกิดความทุกข์ระหว่างกันไม่ควรนำมาคิด หรือพูดจาให้ร้ายกัน สุขภาพระวังการปวดท้อง ท้องเสีย อันเนื่องมาจากความเครียด และอาหารเป็นพิษครับ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานในความรับผิดชอบหลายเรื่องที่ไม่ชัดเจนก่อนหน้า เริ่มมีทางออกทางแก้ มีคนเข้ามาให้ความร่วมมือช่วยเหลืออย่างจริงจังกว่าที่ผ่านมา ผู้ใหญ่เข้าใจในสิ่งที่คุณทำและต้องการสื่อสาร ท่านสนับสนุนคุณมากขึ้นแต่ไม่สามารถเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ ท่านจะให้คำชี้แนะหรือแนวทางในการทำงานกับคุณ ไม่ว่าช่วงนี้คุณจะจับงานทางด้านไหนควรเตรียมแผนสองแผนสามไว้ประกันความผิดพลาดหน้างาน เช่น คนไม่พอ ของไม่ครบ อุปกรณ์ที่ต้องการใช้หลักเกิดความเสียหาย เป็นต้น เป็นอีกเดือนที่คุณจะวิ่งหางาน หาเงิน มีการเดินทางในระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง มีทั้งส่วนของงานเก่า งานใหม่ นัดเจรจาการค้าธุรกิจ ควรเดินทางก่อนเวลา แต่เข้าพบตามเวลานัดหมาย ควรมีบทสรุปของแต่ละงานที่คุณรับผิดชอบ การเงินมีส่วนของการขยับขยายหน้างานเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีเงินไหลเวียนเข้ากระเป๋าต่อเนื่อง มีเงินพิเศษเพิ่มขึ้นกว่าที่ผ่านๆ มา ทำให้สภาพคล่องดีขึ้น ควรงดใช้จ่ายของที่ไม่จำเป็น ครอบครัวระวังคำพูดและการตัดสินใจที่ผิดพลาด ผู้ใหญ่ที่คุณเคารพสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ สุขภาพระวังโรคออฟฟิศ ปวดบ่า คอ ไหล่ หลัง มากขึ้นครับ

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

งานเป็นช่วงที่คุณมีไอเดียความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง เมื่อคุณลงมือปฏิบัติจริงตามที่คิดและตั้งใจ ความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง อีกทั้งผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนเต็มที่ อย่างเดียวคือคุณต้องขยันและลงมือทำอย่างจริงจัง สิ่งที่คุณคิดฝันเป็นจริงอย่างแน่นอน อีกทั้งได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่ๆ เพิ่มเติม เนื่องจากมีคนเข้าออก มีการขยับเรื่องตำแหน่งความรับผิดชอบกันทั่วทั้งองค์กร ทำให้ระบบรวมถึงเอกสารต่างๆ ที่ต้องถึงมือแต่ละฝ่าย แต่ละบุคคล ยังไม่เข้าที่เข้าทางเท่าที่ควร ก่อนรับมอบงานส่งงานสิ่งใดควรเตรียมเรื่องของเอกสาร หลักฐานให้พร้อม ประการสำคัญควรรายงานเจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่ดูแลคุณให้ท่านทราบเป็นระยะ การเงินเช่นกัน เป็นช่วงโอกาสเปิดให้คุณแสดงศักยภาพส่วนตัว ทำให้งานที่เป็นรายได้ไหลเข้าต่อเนื่อง อีกทั้งการเจรจา การเปิดตัวหาลูกค้ารายใหม่ สำเร็จตามเป้าที่คุณวางไว้ ครอบครัวความรักหลายเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน จะชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น พูดจาปรึกษากับคนรักไปในทิศทางเดียวกัน มีความหวาน ความเข้าใจให้แก่กันมากขึ้น สุขภาพระวังโรคส่วนตัวที่เคยเป็นมานานจะกลับมาทำให้คุณไม่สบายตัวได้ครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานเป็นช่วงที่คุณต้องรีบดำเนินการทั้งงานเก่าและงานใหม่ให้เสร็จสมบูรณ์ พร้อมส่งต่องานได้ทันทีเมื่อถูกถามถึง หรือดำเนินการให้เสร็จก่อนกำหนดเวลาส่ง ควรรายงานหรือแจ้งเจ้านายคุณเป็นระยะเกี่ยวกับงานที่คุณได้รับมอบหมาย ถึงบางทีเจ้านายคุณทำท่าทางไม่สนใจ แต่ให้รู้ไว้ว่าท่านอยากให้คุณเข้าหา เข้ามาบอกถึงสถานการณ์ต่างๆ ให้ท่านทราบ ส่วนด้านเอกสาร สัญญา รวมถึงการรับปากทั้งในส่วนของตัวคุณและคู่สัญญาเริ่มชัดเจนเห็นผลสำเร็จมากกว่าที่ผ่านมา แต่ให้ระวังการพูดลับหลัง การนินทาว่าร้ายทำให้คุณเสียชื่อ สิ่งที่ควรทำคือไม่ต้องแก้ข่าวให้อยู่ปกติ เวลาจะค่อยๆ ทำให้ทุกอย่างเงียบหายไป อีกประการ เรื่องของลายเซ็นควรตรวจเช็กให้รอบคอบก่อน การเงินยังต้องวิ่งหมุนจากงานใหม่ งานเก่าสลับกันยังมีให้คุณกินใช้ปกติ แต่การใช้จ่ายส่วนตัวที่ฟุ่มเฟือยควรงดเว้น อีกทั้งผู้ใหญ่จะมอบหมายงานที่เป็นรายได้มาให้ แต่เป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือมากกว่าปกติสักหน่อยกว่าจะได้เงิน แต่จะเป็นการสร้างชื่อให้กับคุณในกาลอนาคต ครอบครัวความรักระวังในส่วนของรักซ้อนซ่อนกันไม่มิด จะสร้างปัญหาให้ตัวคุณและครอบครัวได้ สุขภาพระวังการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ด้วยครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

เรื่องที่ต้องระวังในช่วงนี้ คือการถูกหลอก ถูกโกงในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับปากทั้งตัวคุณเองและคู่สัญญายังไม่สามารถทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ รวมถึงเรื่องของสัญญา เอกสาร ข้อตกลงในเรื่องของผลประโยชน์ ก่อนทำการเซ็นเอกสารสิ่งใด ควรอ่านข้อมูลและทำความเข้าใจให้ชัดเจน ควรหาผู้รู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นที่ปรึกษาที่เข้าใจในตัวคุณและในรายละเอียดที่คุณทำ ลูกน้องบริวารคนใกล้ตัวยังมีฝีมือสามารถช่วยงานคุณให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างไม่ยาก แต่คุณต้องมีเวลาเข้าไปคลุกคลี ให้ข้อมูล ทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ให้ชัดเจน จะมีเหตุที่เข้าใจไม่ตรงกันเมื่อลงมือทำจะทำให้เกิดความเสียหายตามมาจนแก้ไขได้ยากกว่าการเคลียร์หน้างานตั้งแต่แรก รายได้เข้าจากคู่ค้าคู่สัญญา ลูกค้าใหม่ๆ การขายของชิ้นที่คุณคาดหวังไว้นำมาเป็นทุนก้อนสำคัญได้ในช่วงนี้ ความรักระวังเรื่องของการมีรักต้องห้ามหรือการคบกับคนที่มีเจ้าของอยู่แล้วทำให้ปัญหาจะเกิดได้ง่ายขึ้น เจอกันน้อยลง ปัญหาก็จะน้อยลงเช่นกัน สุขภาพระวังระบบทางเดินหายใจ การอยู่ในที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ทำให้ไม่สบายง่ายขึ้นครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานมีโอกาสได้เริ่มงานใหม่ เปิดจ๊อบใหม่ ใครที่รองานสิ่งใดอยู่จะเริ่มมีข่าวดีเกี่ยวกับงานที่คุณรอคอยและต้องการ เป็นอีกเดือนที่คุณมีความเปลี่ยนแปลงจากจุดเดิมๆ ไม่หยุดนิ่ง มีการปรับเปลี่ยน โยกย้ายหน้าที่การงาน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น หน้าที่ความรับผิดชอบสูงขึ้น กว้างขึ้น ลูกน้องบริวารคนที่คุณต้องดูแล ติดต่อหน้างานเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่สำคัญควรรีบเรียนรู้งานใหม่ๆ ให้เร็วที่สุด อีกไม่นานจะมีคนเข้ามาลองวิชากับคุณ แต่ถ้าความรู้ความสามารถส่วนตัวคุณมากพอ ต่อไปจะไม่มีใครกล้าเข้ามาคิดจะต่อกรกับคุณอีก ส่วนท่านที่ติดต่อเจรจาค้าขายประสบความสำเร็จ ระวังการตัดสินใจที่เร็วเกิน จะทำให้เกิดความเสียหายตามมาในอนาคตได้ ควรหาผู้มีความรู้หรือบุคคลที่มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นเป็นที่ปรึกษาให้ดีกว่าการคิดและตัดสินใจเพียงลำพัง ฝีมือในการทำงานดีขึ้นทำให้มีผลงานโดดเด่นนำมาของการจ้างงานหรือให้ทำงานเพิ่มขึ้น เป็นผลทำให้รายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ครอบครัวความรักเวลาที่จะอยู่เจอหน้ากันอย่างเป็นทางการน้อยลง ระวังคนที่มีเจ้าของอยู่แล้วทำให้ทุกข์ใจมากขึ้น สุขภาพระวังระบบเลือด ความดัน ไมเกรน ครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

งานในความรับผิดชอบยังมีความวุ่นวายไม่หยุดนิ่ง อีกทั้งมีการเปิดตัวงานชิ้นใหม่ และความรับผิดชอบนอกเหนือจากปกติ เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ทำให้เรื่องของเวลาในการทำงานและเวลาส่วนตัวดูน้อยลงไปทันที เป็นช่วงที่ลูกน้องบริวารคนใกล้ตัว มีฝีมือทำให้งานลุล่วงไปได้ด้วยดีแต่ต้องกระตุ้นเป็นระยะๆ ควรหาเวลาใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา จะมีเหตุที่หน้างานต้องแก้ไขด่วน แต่ถ้าคุณไม่อยู่ให้ลูกน้องได้เรียกหา จะสร้างปัญหาใหญ่ตามมาอย่างแน่นอน นอกเสียจากคุณจะวางระบบงานอย่างชัดเจน และให้ทำงานตามระบบที่คุณวางไว้ในช่วงนี้ ห้ามใครแหกคอกจะช่วยให้ปัญหาใหญ่ๆ ไม่เกิด ระวังเรื่องของลายเซ็นเพิ่มมากขึ้น และคนที่ไม่หวังดีปล่อยข่าวทำให้คุณเสียหาย กระเทือนถึงชื่อเสียงได้ ไม่ต้องแก้ตัวใดๆ ให้ใช้ผลงานเข้าชนอย่างเดียว จะทำให้เรื่องต่างๆ เงียบไปเอง การเงินมีงานพิเศษส่วนตัว การได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเก่า นำลูกค้ารายใหม่ๆ มาให้ ทำให้มีรายได้มากขึ้น ความรักปัจจัยที่ทำให้ทะเลาะกันง่ายขึ้นคือการเงินและความเป็นอยู่ อดทนแล้วทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น สุขภาพระวังพักผ่อนไม่เพียงพอทำให้มึน งง วูบได้ง่ายๆ ครับ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

งานเรื่องที่ต้องระวังคือเอกสาร หลักฐาน ข้อมูลสำคัญ ทั้งข้อมูลในส่วนขององค์กร และข้อมูลส่วนตัว เกิดการรั่วไหล ทำให้เสียหาย ความลับบางอย่างถูกเปิดเผย ดังนั้น เรื่องใดที่ต้องเป็นความลับ คนที่ควรรู้ ควรเห็น ก็ต้องมีจำนวนที่น้อยที่สุด และไว้วางใจได้มากที่สุด ควรรู้เฉพาะกลุ่มคน อีกทั้งควรมีแผนสำรองส่วนตัวที่เตรียมการไว้ โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ จะช่วยให้หลายเหตุการณ์สามารถผ่านไปได้ด้วยดี อีกทั้งในเรื่องของผลประโยชน์มีทั้งการเจรจาปกติ และการเจรจานอกรอบ ทำให้งานไหลรื่นได้ง่ายมากขึ้น มีโอกาสที่จะเดินทางใกล้ไกล ได้พบบุคคลใหม่ๆ ในสังคม แวดวงอื่นเพิ่มมากขึ้น เป็นโอกาสที่ควรเปิดตัว และสานสัมพันธ์ต่อเนื่องในอนาคตได้ การเงินจะหมดไปกับการจับจ่ายกับของที่อยากได้มานาน ระมัดระวังเสียเงินเกี่ยวกับเรื่องของลูกน้องบริวารและเพื่อนสนิท เป็นเรื่องที่ยากจะปฏิเสธ แต่ถ้าออกจากกระเป๋าก็ควรตัดใจที่จะได้คืนนั้นยากถึงยากมาก ควรช่วยเหลือเท่าที่ความสามารถคุณทำได้และไม่เดือดร้อนตัวคุณและครอบครัว ครอบครัวคนที่คุณสนิทระวังเจ็บไข้ ไม่สบาย กับคนรักมีความสนิท มีความเข้าใจระหว่างกันมากขึ้น สุขภาพระวังความดัน ไมเกรน ปวดกระบอกตา มากขึ้นครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 7 เลข 9 และเลข 8 ควรเว้น เลข 1

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ เจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร และ หลวงปู่สรวง

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ เรื่องงานจะมีพลิกล็อก มีคนตัดหน้า สิ่งใดที่ยังไม่ชัวร์ยังไม่แน่นอนอย่าประมาท อย่าเชื่อวาจาใครง่ายๆ

รู้ก่อนขายออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

รู้ก่อนขายออนไลน์

เมื่อไม่นานมานี้ บริษัท วีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบชำระเงินระดับโลก หรือที่เรารู้จักกันดีว่า บัตรเครดิตวีซ่า นั่นเอง ได้มีการเปิดเผยผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภค ประจำปี 2015 ซึ่งน่าสนใจที่วีซ่า ระบุชัดว่า กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง และมีการใช้จ่ายเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด ก็คือ คนเจนเอ็กซ์ (Gen X) หรือกลุ่มคนวัยทำงานที่มีอายุระหว่าง 35-60 ปี ไม่ใช่คนเจนวาย (Gen Y) หรือกลุ่มคนอายุระหว่าง 18-34 ปี อย่างที่เราเข้าใจกัน

เข้าใจได้ว่า คนเจนเอ็กซ์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานมาแล้วระยะหนึ่ง นอกจากมีเงิน มีกำลังซื้อ มีความพร้อมที่จะใช้จ่ายแล้ว ยังเป็นกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือผ่านระบบชำระเงินออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นโมบาย แบงกิ้ง หรืออินเตอร์เน็ต แบงกิ้ง จึงไม่นิยมซื้อสินค้าด้วยเงินสด จึงไม่น่าแปลกใจที่คนเจนเอ็กซ์ จะให้ความสนใจการซื้อขายผ่านโลกออนไลน์ที่กำลังมาแรง และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

เป็นข้อมูลที่สำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตและผู้ขายสินค้าได้นำไปใช้ประโยชน์ในการทำธุรกิจให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย หรือการมุ่งเน้นการขายไปยังลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งน่าจะได้ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลต่อการทำธุรกิจสูงสุด

ส่วนในแง่ของช่องทางการขายผ่านออนไลน์ก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันผู้ผลิต ผู้ขาย ต่างก็เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มช่องทางขายผ่านโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม นอกเหนือจากช่องทางปกติทั่วไปที่ผ่านหน้าร้านหรือโมเดิร์นเทรด

ในเมื่อทุกคนต่างก็ให้ความสำคัญ ต่างมุ่งเข้าไปขายในออนไลน์จนเต็ม ละลานตาไปหมด ถามว่า แล้วจะทำอย่างไรให้สินค้าของเราโดดเด่น เตะตา ทำให้ผู้ซื้อมองเห็น?

คำตอบมีอยู่ในอินเตอร์เน็ตเยอะไปหมด แค่เพียงคลิกถามกูเกิ้ล เราจะได้วิธีการ กลยุทธ์ในการทำให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จัก ถูกมองเห็นบ่อยๆ ในโลกโซเชียล ยกตัวอย่างเช่น กลยุทธ์การตั้งชื่อร้าน ออกแบบโลโก้ ตั้งเว็บเพจร้านค้าให้สะดุดตา ชื่อไม่ยุ่งยาก เข้าถึงง่าย รวมถึงวิธีการสร้างแฟนเพจ การลงทุนซื้อยอดไลก์ เป็นต้น

ใครชื่นชอบวิธีการ กลยุทธ์แบบไหน ศึกษา เรียนรู้กันเอง!!

นอกเหนือจากช่องทางเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมแล้ว ยังมีอีกหนึ่งช่องทางที่ถือว่า ได้รับความนิยมสูงทีเดียวในบ้านเรา นั่นคือ การค้าขายผ่านไลน์ (LINE) ซึ่งจากข้อมูลของไลน์ ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยมีการใช้งานไลน์ถึง 33 ล้านคน ถือว่าสูงสุดเป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น ประเทศแม่ของไลน์เสียด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน คนไทยใช้เวลาแชตผ่านไลน์ถึง 83 นาที ต่อวัน

ในระบบการให้บริการของไลน์ มีช่องทางที่ให้บริการเอสเอ็มอีด้วย ซึ่งเป็นบริการ LINE@ สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี มีรูปแบบการสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายคล้ายๆ Official Account ซึ่งไลน์ระบุว่า ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีใช้บริการช่องทางนี้กว่าแสนราย จากจำนวนเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่มีอยู่ 2.8-2.9 ล้านราย ซึ่งปัจจุบัน ช่องทางนี้ยังให้บริการฟรี แต่มีแนวโน้มว่า ไลน์จะมีการเรียกเก็บค่าบริการในเร็วๆ นี้

รีบไปใช้บริการฟรีๆ กันก่อนดีมั้ย เผื่อฮิตในอนาคต เราจะได้ไม่ตกเทรนด์!!

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนจบ)

คุณบุญเรือง เพชรนา บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบางไผ่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โทร.

(089) 641-0466, (085) 400-0571 เกษตรกรมือใหม่ที่ปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอก อธิบายว่า หลังย้ายกล้าปลูกลงแปลง เมื่อเห็นว่าต้นดาวเรืองมีใบจริง 4 คู่ ก็จะเด็ดยอดต้นดาวเรืองเพื่อสร้างทรงพุ่ม เหตุผลของการเด็ดยอด เนื่องมาจากความต้องการดอกในปริมาณที่มากกว่า

ดังนั้น การเด็ดยอดจะเป็นการกระตุ้นการเกิดตาข้าง เพื่อเจริญเติบโตเป็นกิ่งและดอกต่อไป นอกจากนี้ ยังจะได้ทรงพุ่มที่สวย ต้นไม่ล้มง่ายอีกด้วย สำหรับระยะที่เหมาะสมสำหรับการเด็ดยอดคือช่วงประมาณหลังย้ายปลูก 10-15 วัน หรือดูจากจำนวนใบและควรเด็ดให้ชิดกับส่วนของปล้อง (เนื่องจากจุดเจริญ หรือตาข้างอยู่ที่ส่วนของปล้อง) แนะนำให้ใช้มีด หรือกรรไกรในการตัด เพื่อความสะอาด และปลอดภัยของต้น หลังจากนั้น ก็ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราพวกไอโพรไดโอน (เช่น รอฟรัล) ไว้ด้วย หากต้นที่ไม่ได้รับการเด็ดยอดจะทำให้ออกดอกเร็วกว่าปกติ 10-15 วัน แต่จะได้ดอกปริมาณน้อย ขนาดไม่สม่ำเสมอ และลำต้นสูง ล้มง่าย หลังจากปลูกลงแปลงได้ประมาณ 10-15 วัน ควรเด็ดยอดดาวเรือง โดยให้ดาวเรืองเหลือใบจริงไว้ 3 คู่ (6 ใบ) เด็ดคู่ที่ 4 ทิ้งไป เพื่อให้ต้นดาวเรืองแตกกิ่งเป็นพุ่ม จะสามารถให้ดอกได้เป็นจำนวนมาก โดยในช่วงฤดูกาลปกติ การปลูกดาวเรืองที่ไม่ได้เด็ดยอดจะทำให้ดาวเรืองออกดอกได้เร็วกว่าต้นที่เด็ดยอด ประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้น ในช่วงฤดูหนาวที่เป็นช่วงวันสั้น หากไม่เด็ดยอด ก็จะทำให้ดาวเรืองออกดอกเร็วยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่ลำต้นและกิ่งก้านยังไม่มีความสมบูรณ์เท่าที่ควร เป็นสาเหตุให้ผลผลิตที่ได้ มีปริมาณไม่มากเท่าที่ควร ช่วงนี้ให้ระวังแมลงศัตรูดาวเรือง จำพวกเพลี้ยไฟ ไรแดง โดยจะทำลายยอดอ่อนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้ดาวเรืองชะงักการเจริญเติบโตได้ ดังนั้น หลังจากเด็ดยอดแล้ว จึงปล่อยให้ทั้งดอกยอดและดอกข้างเจริญเติบโตต่อไป ซึ่งดอกยอดจะตัดขายได้ก่อนเป็นชุดแรก และดอกข้างๆ จะตามมาเป็นชุดๆ ตัดได้อย่างต่อเนื่อง ไปนาน 45-50 วัน จึงต้องมีการใส่ปุ๋ยให้ทุกๆ 10 วัน และถ้าดูแลได้ถูกต้องเหมาะสมจะได้ทั้งคุณภาพ และปริมาณต่อเนื่องกันยาวนาน

การใส่ปุ๋ยทางดิน

ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 1 ให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 ผสมกับ 15-0-0 อัตราส่วน 1 : 1 (เลือกใช้สูตรใดก็ได้ โดยยึด 15-0-0 เป็นหลัก) อัตรา 30-35 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วกลบโคนต้น จะให้ปุ๋ยสักราวๆ 32-35 วัน หลังปลูก ช่วงเจริญเติบโตทางต้น เป็นช่วง 30 วันแรก นับจากเพาะเมล็ด ในช่วงนี้ควรใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อเร่งให้ดาวเรืองเจริญเติบโตทางต้นและแตกกิ่งข้างให้เร็วที่สุด อาจใช้ปุ๋ยแคลเซียมไนเตรต อัตรา 3 ช้อนแกง หรือ ยูเรีย 1 ช้อนแกง ผสมกับธาตุอาหารเสริมรดหรือพ่นต้นและใบ ขณะอายุได้ประมาณ 14-15 วัน และอีก 1-2 ครั้ง ทันทีหลังจากเด็ดยอดและย้ายปลูกแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเร่งให้ดาวเรืองแตกกิ่งข้างพร้อมๆ กัน

ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 2 สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ผสมกับ 15-0-0 อัตราส่วน 2 : 1 (เลือกใช้สูตรใดก็ได้ โดยยึด 15-0-0 เป็นหลัก) อัตรา 35-40 กิโลกรัม ต่อไร่ จะให้ปุ๋ยสักราวๆ 52-55 วัน หลังปลูก ซึ่งการใส่ปุ๋ยทางดินสามารถใส่ได้ตามความเหมาะสมหรือความสมบูรณ์ของต้นดาวเรือง ปรับเปลี่ยนสูตรปุ๋ยตามที่หาซื้อได้ในพื้นที่นั้นๆ แต่คงสูตรปุ๋ยให้ใกล้เคียง ในกรณีที่ปลูกเพื่อเด็ดดอกใส่ถุงสำหรับร้อยพวงมาลัย หลังจากอายุครบ 50 วัน จะใส่ปุ๋ยเม็ด สูตร 16-16-16 หรือใกล้เคียง ครั้งละ 1 ช้อนชา ต่อเนื่องกันไป ทุกๆ 10 วัน อีก 3-4 ครั้ง จนกว่าต้นจะโทรม ทั้งนี้ เพราะยังสามารถตัดดอกขายได้อีกเรื่อยๆ ประมาณ 45-50 วัน ช่วงออกดอก ดาวเรืองจะเริ่มเกิดตาดอกขณะอายุประมาณ 30 วัน ถ้าปลูกในช่วงฤดูหนาว ดังนั้น ในช่วงอายุ 30-45 วันนี้ ควรเปลี่ยนใช้ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูง เช่น 15-30-15 หรือใกล้เคียง หากหาซื้อไม่ได้ อาจใช้ 20-20-20 ฝังลงไปในดิน ห่างจากต้นประมาณ 1 คืบ อัตรา 1 ช้อนชา ต่อต้น ขณะอายุประมาณ 30-35 วัน 1 ครั้ง และเสริมด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 หรือใกล้เคียง อัตรา 2 ช้อนแกง พ่นต้นและใบในตอนเย็นๆ อีก 2-3 ครั้ง (ทุก 3-5 วัน)

ส่วนการให้ธาตุอาหารเสริมโดยการฉีดพ่น การให้ธาตุอาหารเสริมแก่ดาวเรืองจะเน้นการให้แคลเซียม และโบรอน เป็นหลัก เพื่อเสริมความแข็งแรงของต้น จะฉีดพ่น 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ฉีดพ่นร่วมกับปุ๋ยทางใบ ให้เลือกสูตรตามระยะของการเจริญเติบโต เช่น ช่วงต้นเล็กๆ เร่งการเจริญเติบโตทางใบ เลือกใช้สูตร 25-7-7, 18-6-6 เป็นต้น ช่วงที่เริ่มออกดอก ก็เลือกใช้สูตร 5-20-25 เป็นต้น ช่วงบำรุงรักษาดอกให้มีคุณภาพ เลือกใช้ปุ๋ยทางใบ สูตร เช่น 12-12-12, 20-20-20, 21-21-21 เป็นต้น โดยเลือกใช้ตามความสะดวก ความสมบูรณ์ และระยะของการเจริญเติบโต

การเก็บเกี่ยวดอกดาวเรือง หลังจากดาวเรืองอายุได้ประมาณ 45 วัน จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญมาก ควรให้ปุ๋ยดาวเรืองอย่างสม่ำเสมอ หรือทุก 7-10 วัน เพื่อให้อายุการเก็บเกี่ยวยาวนานและต้นไม่โทรมเร็ว โดยแปลงต้องมีความชื้นอยู่เสมอ เพื่อเลี้ยงดอกและต้น การเก็บดอกดาวเรืองก็ใช้กรรไกรหรือมีดตัดดอกที่สมบูรณ์ใส่ตะกร้า ก่อนนำมาคัดแยกเกรดและขนาดในที่ร่ม โดยเราจะมีช่องเพื่อวัดขนาด เพื่อให้ดอกมีความสม่ำเสมอเวลาคัด หากใช้ตาเปล่าคัดขนาด มักจะไม่เที่ยงตรงนัก โดยช่องวัดขนาดก็ทำแบบง่ายๆ คือใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดมาตัดเป็นวงกลม ให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ผู้รับซื้อกำหนด ตั้งแต่ 3-12 เซนติเมตร โดยมากจะได้ขนาดดอก 7-10 เซนติเมตร เมื่อคัดขนาดดอกเสร็จ ก็จะเตรียมบรรจุถุง อย่างไซซ์ A ขนาดดอก 6-10 เซนติเมตร จะบรรจุใส่ถุงละ 50 ดอก แล้วจะต้องมัดเข้าคู่กัน 2 ถุง เพื่อให้ได้ 100 ดอก ให้ง่ายในการนับ ขนาดไซซ์ C-B คือ ขนาดดอก 3-5 เซนติเมตร จะบรรจุถุงละ 100 ดอก แล้วมัดถุงคู่กัน ให้ได้ 200 ดอก สำหรับดอก เกรด B และ C โดยที่ถุงจะต้องระบุเกรดขนาดดอก คือไซซ์ A, B, C ให้ชัดเจน รอทางกองบิน 64 มารับ ราคารับซื้อก็จะขึ้นลงตามตลาด แต่ถ้าราคาในตลาดสูงขึ้น ผู้ซื้อก็จะเพิ่มราคาให้แก่เกษตรกร แต่อย่างราคาช่วงนี้อาจจะถูกไปบ้าง เพราะมีการปลูกดาวเรืองกันมากขึ้น ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก อย่างดอกไซซ์ A ราคาราวๆ 20-30 บาท ส่วนไซซ์ B ราคา 10-25 บาท ส่วนการจ่ายเงิน จะตัดส่ง 3 ครั้ง (3 มีด) จะจ่าย 2 ยอดเงิน 2 ครั้ง อย่างการตัดดอกดาวเรือง เกษตรกรจะเก็บหรือตัดดอกได้ราวๆ 20-25 มีด โดย 1 มีด จะเว้นเก็บทุกๆ 3 วัน (หลังตัดดอก ต้องฉีดยาป้องกันโรคเชื้อราและแมลงทุกครั้ง) คุณบุญเรือง เล่าว่า ปลูกดอกเรือง 4,000 ต้น หรือราวๆ 1 ไร่ ใช้เวลาปลูกจนเก็บดอกจนหมดแค่ 2 เดือนครึ่ง ต้นทุนราวๆ 10,000 บาท จะมีผลกำไรราว 30,000-40,000 บาท ต่อรุ่น ซึ่งถ้าเทียบกับการปลูกพืชอื่น หรือการทำนา ถือว่ารายได้จากดาวเรืองตัดดอกดีกว่า ใช้ระยะเวลาสั้น ใช้แรงงานในครอบครัว ไม่ได้จ้างแรงงาน

การกำจัดวัชพืช บางท่านที่ไม่ได้ใช้พลาสติกคลุมแปลงปลูก หรือไม่สะดวกในการดายหญ้าหรือถอนหญ้าเอง ก็จะมีการใช้ยากำจัดวัชพืชเข้ามาช่วย สำหรับพืชที่เริ่มปลูกใหม่ ให้กำจัดวัชพืชโดยใช้สารกำจัดวัชพืชก่อน โดยอาจใช้สารในกลุ่มของไกลโฟเสท หรือกลุ่มพาราควอท ก่อนไถแปลง การเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชในกลุ่มใดนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณ และขนาดของวัชพืช หากเป็นวัชพืชที่เป็นกอขนาดใหญ่ มีไหลจำนวนมาก เช่น หญ้าคา หรือพืชตระกูลกกที่มีหัว เช่น หญ้าแห้วหมู วัชพืชพวกนี้จำเป็นที่จะต้องใช้สารกลุ่มไกลโฟเสท เพราะสารนี้จะเข้าสู่ท่อลำเลียงอาหาร และลงไปสู่ส่วนราก จึงทำให้พืชไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ได้ และสารนี้ต้องใช้เวลานาน กว่าที่พืชจะแสดงอาการไหม้ตาย ในขณะที่สารกลุ่ม พาราควอท นิยมใช้กับพืชที่มีขนาดเล็ก หรือกำลังเจริญ เติบโต เพราะสารนี้จะเข้าทำลายเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียวเท่านั้น จึงทำให้พืชตายอย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นพืชมีหัว หรือไหล เมื่อพืชได้รับสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็จะเจริญเติบโตกลับคืนมาใหม่ได้ สามารถเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชตามความเหมาะสม เช่น พ่นสารกำจัดเมื่อพบวัชพืชในแปลง เช่น สารพาราควอท พ่นระหว่างร่องแปลงและช่องทางเดิน กรณีคลุมแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง หรือใช้สารฮาโลซิฟอป-อาร์-เมทิล พ่นลงในแปลงปลูกเพื่อกำจัดวัชพืชใบแคบ (กรณีไม่คลุมแปลงด้วยพลาสติก) และควรใช้ช่วงที่วัชพืชมีใบจริง 2-3 ใบ จะมีผลดีที่สุด หรือจะเป็นการใช้สารควบคุมวัชพืชในกลุ่มอลาคลอร์ และกลุ่มเพนดิเมธาริน สามารถนำมาใช้ได้ (แนะนำว่า ควรใช้สำหรับต้นกล้าที่ย้ายกล้าจากการใช้ถาดหลุมเท่านั้น) ซึ่งสารเหล่านี้สามารถควบคุมวัชพืชได้นานกว่า 2 เดือน

วิธีการใช้ ก่อนใช้สารเหล่านี้ แปลงปลูกควรจะรดน้ำให้ชุ่ม สังเกตว่าน้ำซึมลงไปในชั้นดิน ประมาณ 30-40 เซนติเมตร จากนั้นพ่นสารเคมีดังกล่าว อัตรา 12.5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร และผสมกับสารกำจัดวัชพืชกลุ่มไกลโฟเสท อัตรา 1 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร เพื่อกำจัดเศษวัชพืช หรือต้นอ่อนที่อยู่หน้าผิวดิน แล้วย้ายปลูก 2 วัน หลังจากพ่นสารควบคุม

คุณบุญเรือง เพชรนา ฝากทิ้งท้ายว่า การปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกจำหน่ายนั้น การดูแลรักษาเกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้ แต่หัวใจสำคัญของที่สุดคือ ตลาดรับซื้อ ควรจะต้องมีก่อนการปลูก

โกสน เพียงปลูกแบบมีใจรัก ก็สำเร็จ สร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

โกสน เพียงปลูกแบบมีใจรัก ก็สำเร็จ สร้างรายได้

โกสน (Croton) เป็นไม้ประดับชนิดหนึ่ง ที่มีรูปทรงลักษณะของใบเป็นจุดเด่นคือ มีทรงและสีที่สวยงามแตกต่างไปกับพรรณไม้อื่นๆ จัดเป็นไม้พุ่ม มักนิยมนำมาปลูกในกระถางเพื่อให้มีลักษณะทรงพุ่มเล็กๆ แต่ถ้าหากต้องการให้เป็นทรงพุ่มใหญ่ นำมาปลูกลงดิน ใช้ระยะเวลาหลายปี

ลำต้นของโกสนมีความสูงประมาณ 2-5 เมตร ลำต้นตั้งตรง มีผิวเรียบปนเทา ใบแตกออกจากต้นและปลายกิ่ง ลักษณะรูปร่างของใบมีสีสันและขนาดแตกต่างกันออกไปตามชนิดของสายพันธุ์ ดอกออกเป็นพวงห้อยลงมาด้านล่าง เมื่อดอกบานเต็มที่จะเห็นเกสรตัวผู้เป็นเส้นฝอย ดอกเมื่อบานเป็นรูปทรงกลม

โกสนจึงนับว่าเป็นพรรณไม้ที่มีการผสมเกสรมากที่สุด เพราะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบ จะพยายามหาสายพันธุ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา จึงทำให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์ต้องช่วยผสมเกสรเพื่อให้ได้มาซึ่งโกสนสายพันธุ์ใหม่ๆ เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของผู้ซื้อ

เมื่อมีการผสมพันธุ์โกสนมากขึ้น จำนวนของลูกผสมเหล่านั้นก็แสดงลักษณะเด่นออกมา จึงทำให้มีการตั้งชื่อให้มีความไพเราะ ตามความต้องการของผู้ผสมพันธุ์ ซึ่งการตั้งชื่อของพันธุ์ใหม่ๆ มีสมาคมรับจดทะเบียน

คติด้านความเชื่อ โกสนจัดเป็นไม้มงคล ที่มีความเชื่อกันว่า ชื่อมีความพ้องกับคำว่า กุศล คือ การสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข

คนไทยสมัยก่อนจึงเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นโกสนไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีบุญบารมี สามารถคุ้มครองให้มีความร่มเย็นเป็นสุข เพราะคนโบราณเชื่อกันว่าเป็นไม้เก่าแก่ ที่ปลูกกันมาครั้งสมัยรัชกาลที่ 5

เคล็ดการปฏิบัติของการปลูกโกสนที่บอกต่อกันมาคือ ต้องลงมือปลูกไม้ชนิดนี้ในวันอังคาร จึงจะช่วยเพิ่มสิริมงคลให้แก่ครอบครัว และควรปลูกไว้ทางทิศตะวันออกของบ้าน เพราะต้นโกสนที่ได้รับแสงแดดยามเช้าอย่างเต็มที่ จะเจริญงอกงามดี

ณ ปัจจุบัน โกสน นับว่ายังเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบ อาจจะด้วยความสวยของใบและสีสันที่อาจเรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้ที่ปลูกเลี้ยงก็สามารถทดลองผสมพันธุ์ นับวันรอ เพื่อชื่นชมสิ่งที่ผสม จะมีลักษณะอย่างไร เหมือนเช่น คุณบัญญัติ จันทสาร อยู่บ้านเลขที่ 21/2 หมู่ที่ 3 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี หนึ่งเกษตรกรที่ปลูกโกสนและผสมพันธุ์ ทำให้มีสายพันธุ์ใหม่ เพื่อจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

พิษเศรษฐกิจ ผันชีวิตสู่เกษตรกร

คุณบัญญัติ เล่าว่า ก่อนที่จะมาปลูกเลี้ยงโกสน เดิมเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจปี 40 ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการประกอบสัมมาอาชีพ

“เริ่มแรกเดิมที ผมทำงานรับเหมา ตกแต่งต่อเติมทั่วไป พอฟองสบู่แตกช่วงนั้น ที่ผมทำก็เลยต้องล้มเลิกไป ก็มาค้าขายระยะหนึ่ง แต่จริงๆ โกสนนี่ เรียกได้ว่า ผมเห็นตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นตาผม เขาก็ปลูกเลี้ยงกันมานานแล้ว ก็เลยมาทำโกสนควบคู่มากับการค้าขาย” คุณบัญญัติ เล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต

เมื่อเริ่มทำโกสน ทดลองปลูกเลี้ยงมาได้ประมาณ 2 ปี คุณบัญญัติ จึงเข้าร่วมกับสมาคมโกสนบางกรวย นนทบุรี ช่วยงานต่างๆ ตลอดจนการจัดงานประกวด

คุณบัญญัติ เล่าว่า สายพันธุ์ที่มีในช่วงเริ่มแรกนั้น เป็นสายพันธุ์ที่ได้มาแต่เดิมจากคุณปู่ด้วยบางส่วน

“สายพันธุ์ของโกสน ส่วนหนึ่งก็เป็นของเดิมที่ได้จากรุ่นก่อนๆ มา ช่วงปี 38 น้ำท่วมเยอะก็หายๆ ไปบ้าง อีกส่วนก็ไปหาซื้อจากคนที่เขาพอมีเหลือจากน้ำท่วม เพื่อเอามาเป็นแม่พันธุ์ เพราะเราต้องผสมใหม่ เพาะพันธุ์ขึ้นมาใหม่ ทุกวันนี้สายพันธุ์เก่าๆ ไม่ค่อยมีแล้วหมด อย่างปี 54 ที่ผ่านมา น้ำมาท่วมอีกครั้ง ก็ทำให้สายพันธุ์เก่าๆ หายไปด้วย เราเลยมีแต่สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ผสมขึ้นมาเรื่อยๆ พัฒนาขึ้นมา” คุณบัญญัติ เล่าถึงความเป็นมาของสายพันธุ์ที่มีภายในสวน

จากการที่ต้องมาปลูกเลี้ยงโกสนอย่างเต็มตัว คุณบัญญัติ บอกว่า ไม่เป็นอุปสรรค เพราะเห็นคุณปู่ปลูกและผสมพันธุ์มาตั้งแต่เขาเป็นเด็ก เรียกง่ายๆ ว่า สิ่งที่กำลังทำในขณะนี้อยู่ในสายเลือดเลยก็ว่าได้

ปลูกโกสนให้สวย มีหลักปฏิบัติอย่างไร

คุณบัญญัติ เล่าว่า ในตอนแรกต้องนำต้นโกสนที่มีพันธุ์ดี มาทำการปลูกให้ต้นสมบูรณ์ เพื่อให้มีดอก พร้อมสำหรับการผสมพันธุ์

“เราคัดพ่อแม่พันธุ์มา เราก็เอามาเลี้ยงให้สมบูรณ์ ทำให้ออกดอก เลี้ยงให้ดี จากนั้นเราก็มาผสมสายพันธุ์ รอจนกว่าจะมีเมล็ด พอได้เมล็ด เราก็เอาไปเพาะเพื่อให้เป็นต้นใหม่ขึ้นมา” คุณบัญญัติ กล่าว

จากเมล็ดที่งอกเจริญเติบโตเป็นต้นที่สมบูรณ์ คุณบัญญัติ บอกว่า ต้องนำมาดูก่อนว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่ เพราะโกสนต้องมีการพัฒนาพันธุ์ตลอดเวลา เพื่อให้มีความแปลกใหม่เสมอ

“จุดมุ่งหมายของการพัฒนา ก็เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่แปลกคือ แปลกสี แปลกใบ มีใบที่ใหญ่สวย เพื่อให้สายพันธุ์ใหม่ที่ได้ เด่นกว่าต้นเดิม กว่าจะรู้นี่ก็ต้องรอให้โต มีอายุประมาณ 1 ปี กว่าจะได้แม่พันธุ์ที่นิ่ง” คุณบัญญัติ อธิบาย

เมล็ดที่ผ่านการผสม เมื่องอกแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ จะนำมาปลูกลงในวัสดุปลูกจำพวกใบไม้ มะพร้าวสับ และดินดิบ ในอัตราส่วน 1 : 3 : 1 ทำการเลี้ยงดูจนกว่าต้นโกสนนั้นๆ จะแสดงศักยภาพออกมา

เมื่อได้โกสนที่มีลักษณะดี ตรงตามลักษณะที่ต้องการ คุณบัญญัติ จะนำกิ่งพันธุ์ดีเหล่านั้น มาขยายพันธุ์ต่อด้วยการเสียบกิ่ง

“พอเรารู้ว่าต้นไหนดี เราก็คัดเตรียมมาขยายพันธุ์ต่อ ส่วนที่ไม่ต้องการก็คัดออกไป ในวิธีนี้เราจะเสียบกิ่ง คือเอายอดของกิ่งพันธุ์ดีมาเสียบตอของต้นอื่น โดยต้นตออันนี้เราจะใช้ของโกสนที่ชื่อ ขุนช้างถวายฎีกา ต้นตอหาอาหารได้เก่ง เพราะเมื่อยอดพันธุ์ดีมาเสียบแล้ว มันจะติดง่าย” คุณบัญญัติ กล่าว

จากนั้นนำต้นโกสนที่เสียบยอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว มาไว้ภายในตู้อบเป็นเวลาประมาณ 18-25 วัน กิ่งพันธุ์ดีจะติดสนิทกับต้นตอ จากนั้นย้ายออกมาไว้ที่ร่มรำไรเพื่ออนุบาลใต้ตาข่ายพรางแสง 70 เปอร์เซ็นต์ ไว้จนกว่าจะแตกยอดใหม่ ใช้เวลาดูแลในช่วงนี้ประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี แต่ถ้าบางต้นมีความสมบูรณ์ ก็สามารถจำหน่ายได้

การรดน้ำ จะรดทุกวันในช่วงเช้า แต่ก็จะดูตามสภาพอากาศด้วย ถ้าหากเป็นช่วงที่มีฝนตกทุกวัน ที่สวนของคุณบัญญัติจะเว้นช่วงการรดน้ำ

ด้านการป้องกันโรคและแมลง คุณบัญญัติ บอกว่า แมลงที่น่าเป็นห่วงคือ เพลี้ยไฟ ไรแดง จะมีระบาดในช่วงฤดูร้อน ทำการพ่นยาทุก 15 วันครั้ง เพื่อป้องกัน ถ้าหากมีการระบาดมากต้องทำการป้องกัน ฉีดพ่นยาทุก 7 วัน

ลักษณะของโกสนที่มีความนิยมนั้น จะจำแนกตามลักษณะของใบมีด้วยกัน 4 แบบ คือ ใบกลม ใบกลาง ใบยาว และใบตรี คุณบัญญัติ บอกว่า โกสนแต่ละรุ่นก็จะมีใบที่วนเวียนอยู่ใน 4 แบบนี้ แต่ที่แปลกใหม่ขึ้นมาอาจจะเป็นสีสันและความต้านทานโรค

เมืองนอกนิยมปลูกเลี้ยงโกสน เน้นลักษณะใบ

ในไทย เน้นสีสันสวยงาม

คุณบัญญัติ เล่าว่า โกสนที่จำหน่ายให้ลูกค้าจะต้องเน้นที่สายพันธุ์ใหม่ๆ เพราะฉะนั้น ต้องมีไม้ใหม่ๆ เสมอ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ตลาดหลักๆ ที่คุณบัญญัติส่งจำหน่ายส่วนใหญ่คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และแถบยุโรป

“คนที่ซื้อไม่ได้เน้นใบว่าจะเอาแบบไหน แต่จะเน้นว่าขอเป็นไม้ใหม่ๆ สวยๆ อันนี้ในตลาดบ้านเรานะ ส่วนตลาดนอก เช่น มาเลเซีย เอาหมด แต่จะเน้นใบกลมปนกลาง มีสีอะไรส่งขายได้หมด ส่วนฟิลิปปินส์ ไม่จำกัดชื่อพันธุ์ สีอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นใบกลาง ใบตรี อันนี้คือความนิยมของตลาดนอก ส่วนในบ้านเรา เน้นความสวยงาม สีสัน และขอเป็นไม้ใหม่ๆ” คุณบัญญัติ อธิบายถึงความนิยมของตลาด

ราคาของต้นโกสนที่สวนของคุณบัญญัติ ไซซ์ขนาดประมาณ 6 นิ้ว จำหน่ายอยู่ที่ต้นละ 50-60 บาท ส่วนต้นที่เลี้ยงนานมีขนาดใหญ่ใช้เวลามากกว่า 1 ปี ต้นไซซ์ขนาด 11 นิ้วขึ้นไป จำหน่ายอยู่ที่ราคาตั้งแต่ต้นละ 500 บาท หรือมากกว่านี้

ปลูกไม่โต ต้องทำอย่างไร

สำหรับผู้ที่ปลูกเลี้ยงที่บ้าน ต้นโกสนเจริญเติบโตไม่ดี คุณบัญญัติให้คำแนะนำว่า

“ต้นไม้ทุกชนิด หัวใจหลักก็คือ การรดน้ำ คนที่ปลูกบางทีไม่ค่อยว่าง ก็จะรดเอามืดค่ำ แต่จริงๆ ควรรดก่อน 4 โมงเย็น คือรดได้หมดทั้งแต่เช้าถึง 4 โมงเย็น เพราะเกิดไปรดช่วงเย็นหลังหกโมง มันก็จะตาย เป็นเชื้อราได้ง่าย แล้วก็ให้ปุ๋ยบ้าง จะได้มีอาหารตลอด ต้นก็จะไม่ค่อยโทรม ใส่ทุก 3 เดือนครั้งก็ได้ โกสนเขาก็จะสวยตลอด ตามที่เราต้องการ” คุณบัญญัติ กล่าว

ทิศทางโกสน ยังไปได้ไกล

คุณบัญญัติ บอกว่า ตลาดของโกสนยังถือว่าไปได้เรื่อยๆ เมื่อเทียบกับพรรณไม้อื่น และสำหรับคนที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพ ต้องทำด้วยใจรัก

“โกสนผู้เล่นยังไม่มากนัก ราคาก็จึงไม่ตกลงไปมาก ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ราคาก็จะประมาณนี้ เมื่อเทียบกับไม้อื่นๆ ไม้อื่นพอผลิตหรือว่าทำได้มากๆ ราคาก็ไม่นิ่ง ต้นละ 3 บาท 8 บาทก็มี มันก็จะจบเร็ว อีกอย่างโกสนนี่มันเหมือนทำด้วยมือ คนทำก็ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับตลาดอย่างอื่น ก็เลยคงทนอยู่นาน ราคานิ่ง”

“สำหรับคนที่อยากปลูกเป็นอาชีพเสริม หรือว่าหลัก ไม่ยากครับ ขั้นแรกเลยเราต้องมีใจให้เขาก่อน เรียกง่ายๆ มีใจรักโกสนก่อน เราจะได้ดูแลเขาได้อย่างดี ถามว่าโกสนดูแลยากไหม ก็ระดับหนึ่ง เขาไม่เหมือนพืชอื่นที่อดน้ำได้นานๆ เรื่องโรคบางทีเราก็ต้องควบคุม อีกอย่างเราต้องมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อตอบสนองตลาด ก็ต้องหัดผสม หัดทำดู หัดทดลอง การเรียนรู้ก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จเอง” คุณบัญญัติ กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณบัญญัติ จันทสาร หมายเลขโทรศัพท์ (087) 691-2460, (085) 169-9363

เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิง อิงแอบธรรมชาติ ที่ตะกั่วป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิง อิงแอบธรรมชาติ ที่ตะกั่วป่า

หม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นพืชที่เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า ดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติที่ไม่มีสารเคมีอื่นใดเข้าไปรบกวน แหล่งกำเนิดในธรรมชาติถูกทำลายไปมาก แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญพันธุ์ เนื่องจากมีการปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายและมีการผสมพันธุ์ข้ามชนิดกันมากมายจนได้พันธุ์แปลกๆ น่าสะสมและน่าปลูกเลี้ยงกันเป็นงานอดิเรก

คุณณรงค์ ครองชนม์ หรือ คุณเล็ก เดิมเป็นนักวิชาการเกษตรของศูนย์ส่งเสริม (พืชสวน) จังหวัดสมุทรสาคร กรมส่งเสริมการเกษตร รับหน้าที่ดูแลกล้วยไม้สกุลหวาย และไม้ตัดใบเฮลิโคเนีย อยู่หลายปี ต่อมาได้ลาออกกลับมาทำสวนยางพาราที่บ้านเดิมที่จังหวัดพังงา เนื่องจากสวนยางนี้ติดกับเขา มีสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและมีความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้จึงมาปลูกกล้วยไม้พันธุ์แท้จำหน่ายอยู่หลายปี ต่อมามีปัญหาเรื่องโรคแมลงรบกวน วันหนึ่งเข้าไปในป่าใกล้ๆ สวน เห็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงซึ่งเป็นพืชกินแมลงและเห็นแมลงถูกกำจัดในหม้อ จึงมีความคิดว่ามีพืชอีกชนิดคือหม้อข้าวหม้อแกงลิงไม่ถูกแมลงรบกวน แต่กลับกำจัดแมลงเสียด้วยซ้ำ จึงนำหม้อข้าวแกงลิงมาเลี้ยงบนโต๊ะกล้วยไม้ เพื่อแก้ปัญหาแมลง ต่อมาได้เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงจนเป็นอาชีพ ส่วนกล้วยไม้ได้ปลูกเลี้ยงน้อยลง

หม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่พบในจังหวัดพังงา

หม้อข้าวหม้อแกงลิงที่พบในจังหวัดพังงามี 3 ชนิด จากจำนวน 14 ชนิดที่พบในประเทศไทย คือ มิราบิลิส (Mirabilis) หม้อมีสีเขียวและเอวคอด ซึ่งพบบริเวณเชิงเขาในที่ชุ่มชื้นบริเวณนี้ และอีก 2 ชนิด คือ อันดามันน่า (Andamana) หม้อมีจุดสีแดงลาย และ ไวกิ้ง (Viking) หม้อมีรูปทรงเหมือนเรือไวกิ้ง มีแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติบนเกาะพระทอง เกาะคอเขา ในจังหวัดพังงา และได้นำเมล็ดมาเพาะเลี้ยงไว้ในสวนของคุณเล็ก ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีเหมือนกับในถิ่นกำเนิดบนเกาะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ เป็นไม้เลื้อยที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลักษณะของเหง้าจะคล้ายโสม มีระบบรากที่ตื้น บางชนิด เช่น มิราบิลิส ที่คุณเล็กเคยพบในป่า ยาวถึง 30 เมตร เนื่องจากเป็นไม้เถาที่อายุยืน ในบางช่วงที่ขาดน้ำ ต้นจะยุบ ต่อเมื่อมีฝนตกก็จะแตกใบออกมาอีก แต่ถ้าต้นอยู่ในสภาพปกติที่ปลูกเลี้ยงจะไม่ยุบต้นลง เนื่องจากสภาพความชื้นและปริมาณน้ำเพียงพอ ในสภาพธรรมชาติหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิดมีถิ่นกำเนิดที่สภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งและดินที่เสื่อมโทรม ทำให้ต้นต้องพัฒนาใบมาเป็นหม้อเพื่อจับกินแมลงเพื่อดูดซับธาตุอาหารช่วยเสริม นอกเหนือจากรากและใบที่ทำหน้าที่หาอาหาร

ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง จะสร้างหม้อขึ้น 2 ชนิด หม้อล่างจะอยู่ด้านล่างบริเวณโคน จะสังเกตเห็นสายดิ่งจะอยู่ด้านหน้า หม้อจะมีขนาดใหญ่และสีสันสวยงาม หม้อล่างจะผลิตน้ำตาลเพื่อล่อแมลง ซึ่งมักจะเป็นมดที่คลานอยู่ด้านล่าง ส่วนหม้อบนจะอยู่ด้านบนสังเกตที่สายดิ่งจะอยู่ด้านหลัง หม้อจะมีขนาดเล็กลงและสีสันไม่สดใสเท่าหม้อล่าง แต่จะทำหน้าที่ผลิตน้ำตาลและกลิ่น ซึ่งหม้อล่างจะไม่มีหน้าที่ผลิตกลิ่น และแมลงส่วนใหญ่ที่ติดกับ มักจะเป็นแมลงที่มีปีก เมื่อต้นในธรรมชาติมีความยาวเพิ่มขึ้น ใบที่มีหม้อบนอยู่จะลดบทบาทการสร้างหม้อเพื่อจับเหยื่อ กลายเป็นหนวดที่จะยึดเกี่ยวกิ่งไม้เพื่อให้สภาพต้นมีการดำรงอยู่ของต้นที่มั่นคงขึ้น

ในหม้อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะมีน้ำเหนียวที่มีเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนจากแมลงและหม้อจะดูดซึมเข้าไปเพื่อใช้เป็นธาตุอาหารของพืช ด้านบนของหม้อจะมีฝาปิดเพื่อทำหน้าที่ไม่ให้น้ำฝนเข้าไปอยู่ในหม้อมากเกินไป เพราะจะทำให้สารเหนียวที่อยู่ในหม้อไม่สามารถทำหน้าที่ย่อยสลายซากสัตว์ได้เมื่อมีน้ำเข้ามาปนมากเกินไป แต่ในช่วงที่ฝนตกหนัก น้ำก็สามารถเข้าไปในหม้อได้เหมือนกัน แต่ธรรมชาติได้สร้างความสมดุลไว้ คือเมื่อน้ำเข้าไปจนเต็ม หม้อจะรับน้ำหนักไม่ไหวก็จะพลิกลงเพื่อเทน้ำ และก็จะพลิกกลับไปสู่สภาพเดิม

โดยปกติเมื่อแรกผลิใบ ต้นจะเริ่มสร้างหม้อจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง ถึง 4 เดือน หม้อจะสมบูรณ์และเปิดฝาครั้งแรก และหลังจากเปิดฝาครั้งแรกแล้วหม้อจะมีอายุอยู่ประมาณ 4 เดือน แล้วแต่ความสมบูรณ์และการกัดกินของหม้อจากด้านนอกของแมลง ในสภาพธรรมชาติช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงฤดูที่ต้นสามารถผลิตหม้อได้มากกว่าฤดูอื่น

การผสมเกสร และขยายพันธุ์

หม้อที่มีความสวยงามของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงไม่ใช่ดอกแต่เป็นวิวัฒนาการของใบ ต้นของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะแยกเป็นเพศผู้และเพศเมีย คุณเล็กบอกว่า “ต้นตัวผู้ ตัวเมียของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะมีหม้อที่ไม่แตกต่างกัน แต่ดอกจะเกิดจากกาบใบ ถ้าเป็นดอกของต้นตัวผู้จะสังเกตว่าจะเป็นติ่งกลม ส่วนดอกของต้นตัวเมียจะเป็นตุ่มรีมีขนาดใหญ่กว่า และเกสรตัวผู้จะมีกลิ่นหอมเพื่อล่อแมลงให้มาเคล้าคลึงและนำเกสรไปติดต้นตัวเมียตามวิถีทางธรรมชาติ กลิ่นหอมของเกสรตัวผู้แต่ละต้นแต่ละชนิดจะมีกลิ่นหอมไม่เหมือนกัน”

ส่วนการผสมเกสร คุณเล็กเล่าว่า “เมื่อเกสรของตัวผู้มีกลิ่นจะพบว่าสีของเกสรจะเหลืองเข้มขึ้น จากดอกด้านล่างขึ้นไปด้านบน ค่อยๆ ทยอยแก่ จะใช้พู่กันค่อยๆ ปัดเกสรตัวผู้ลงในจานแก้วอย่างระมัดระวังเนื่องจากละอองเกสรเล็กมาก ถ้าเป็นไปได้ควรจะผสมทันที เนื่องจากการเก็บไว้จะทำให้เปอร์เซ็นต์การติดฝักลดลงแม้ว่าจะเก็บไว้ในตู้เย็นก็ตาม ดอกช่อหนึ่งๆ จะใช้เวลาบาน 5-7 วัน เราก็จะทยอยผสมทุกวัน เขียนป้ายวันผสมติดไว้ จะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน แล้วแต่ชนิดและความสมบูรณ์พันธุ์ เมื่อฝักล่างที่ผสมก่อนจะมีอายุมากกว่าฝักอื่นนั้นแตก เราจะตัดเก็บทั้งช่อใส่ถุงพสาติกใสทันที นำไปตากให้แห้งประมาณ 1 แดด ก็จะนำไปเพาะซึ่งการงอกจะได้เปอร์เซ็นต์ที่ดีกว่า การเก็บรักษาไว้แม้ในตู้เย็นก็จะทำให้อัตราการงอกเสื่อมลง”

วิธีเพาะเมล็ด

การเพาะเมล็ดของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง จะต้องนำขุยมะพร้าวอย่างเดียวหรือปนมะพร้าวสับก็ได้ในอัตรา 1 ต่อ 1 แช่น้ำจนชุ่ม นำมาใส่ตะกร้าโปร่ง หลังจากโรยเมล็ดลงไปก็จะใช้สเปก นำมอสส์ที่แช่น้ำจนชุ่ม โรยปิดไว้ข้างบน นำตะกร้าไว้ในร่มไม่ให้โดนแดด ใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน ต้นก็จะเริ่มงอก และจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ให้ปุ๋ยละลายช้า 3 เดือน สูตรเสมอ เมื่อต้นมีขนาดสูงประมาณ 1-3 เซนติเมตร จึงสามารถแยกออกมาปลูกในกระถางเดี่ยว ขนาด 3-4 นิ้วได้ จากนั้นใช้เวลาเลี้ยงต่ออีก 1 ปี ต้นจึงจะมีขนาดพร้อมจำหน่าย ฟังดูรู้สึกเหนื่อยเพราะใช้เวลานานมาก

การปลูกเลี้ยง

ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นต้นไม้ที่ชอบแดดจัดและความชื้นสูง ขาดน้ำไม่ได้ แสงที่ได้รับสามารถรับแสงได้ 50-100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในสภาพแสง 100 เปอร์เซ็นต์ จะต้องใช้จานรองที่หล่อน้ำไว้ให้ตลอดเพื่อรักษาความชื้น แต่ในสภาพแสง 50 เปอร์เซ็นต์ อาจไม่ต้องใช้จานรองก็ได้แต่ต้องหมั่นให้น้ำอยู่เสมอ ต้นที่ปลูกในสภาพแสงแดดจัด ใบจะเล็กแต่หม้อจะใหญ่ ส่วนต้นที่ปลูกในสภาพแสงแดดรำไร ใบจะใหญ่ส่วนหม้อจะเล็ก ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยละลายช้า ใส่ 3 เดือนครั้ง ในปริมาณไม่มากนัก แมลงศัตรูของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะเป็นเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย ส่วนตั๊กแตนจะเป็นแมลงที่กัดกินหม้อและใบ

การปลูกเลี้ยงในธรรมชาติ

เดิมบริเวณสวนเป็นแหล่งกำเนิดของหม้อข้าวหม้อแกงลิงพันธุ์พื้นเมือง คุณเล็กจึงทดลองนำหม้อข้าวหม้อแกงลิงพันธุ์ต่างประเทศชื่อ ซาราซีเนียร์ ของอเมริกานำมาปลูก ในสภาพที่ลุ่มชื้น ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ไม่แพ้ในธรรมชาติของแหล่งกำเนิด มีการแตกกอและเจริญเติบโตได้ดี โดยมีสีสันที่สดใส ในสภาพธรรมชาติอย่างนี้ไม่ต้องรดน้ำตลอดทั้งปี

ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่ที่หัดเลี้ยง ให้หาเลี้ยงต้นที่มีราคาไม่แพงก่อน หลังจากที่ปลูกเลี้ยงได้สำเร็จ ค่อยเสาะหาพันธุ์ต่างประเทศหรือลูกผสมที่มีสีสดใส และความแปลกใหม่มาเลี้ยงเพิ่มเติม คุณเล็กแนะนำว่า การปลูกต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้ใช้ขุยมะพร้าวและมะพร้าวสับ ห้ามใช้ดินเด็ดขาดเพราะจะเน่าตาย มิน่าตอนนั้นซื้อมาเลี้ยง ด้วยความหวังดีไปเอาดินสำหรับปลูกบัวที่เป็นโคลนมาปลูก ปรากฏว่าตายเรียบ สวนของคุณเล็กที่ตะกั่วป่า คนที่สนใจเลี้ยงมักแวะเวียนเข้ามาซื้อต้นลูกผสมใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ การเข้ามาในสวนจะทำให้เราเรียนรู้ในการปลูกเลี้ยงที่ถูกต้อง โดยปกติสวนส่วนใหญ่มักไม่ให้คนเข้าไปดู แต่สวนนี้เปิดให้เข้าชมได้ตามสบาย นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดวิธีการปลูกเลี้ยงอย่างไม่ปิดบัง

สนใจเรื่องหม้อข้าวหม้อแกงลิง ติดต่อ คุณณรงค์ ครองชนม์ หรือ คุณเล็ก บ้านเลขที่ 57/16 ถนนเพชรเกษม ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เบอร์โทรศัพท์ (084) 101-1385 และ (087) 476-4522

ชี้ช่องรวย ในสวนยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

รายงานพิเศษ “บึงกาฬโมเดล” ยุทธวิธีแก้ปัญหายางครบวงจรอย่างยั่งยืน

สาวบางแค 22

ชี้ช่องรวย ในสวนยางพารา

“งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2559” ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้ มุ่งสร้างต้นเเบบเเนวคิดเเก้วิกฤตยางพารา โดยนำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่หลากหลายมิติแล้ว จังหวัดบึงกาฬ และ อบจ. บึงกาฬ ยังได้จัดเวทีเสวนาเพื่อระดมสมองจากนักวิชาการ เกษตรกรคนเก่งเข้ามาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับเทคนิคลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้เพิ่มในสวนยางพารา เพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาชีพและรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

“กยท. หนุนปลูกยาง

แบบผสมผสาน เพิ่มรายได้”

คณะผู้จัดงานเปิดประเดิมเสวนาเวทีแรก โดยเชิญ คุณไกรสร นนทเกษม หัวหน้าสำนักผู้อำนวยการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหายางพารา ในหัวข้อ “สถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน เกษตรกรจะอยู่รอดได้อย่างไร”

คุณไกรสร กล่าวว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้ กยท. ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ใน 2 รูปแบบ คือ

1. โครงการสร้างความเข้มแข็งให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง โดยจ่ายเงินชดเชยสนับสนุนให้เกษตรกร 1,500 บาท ต่อไร่ แต่ไม่เกิน 15 ไร่ ต่อครัวเรือน (1 ครัวเรือน 1 สิทธิ์)

2. โครงการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ ผ่าน 8 หน่วยงาน โดย กยท. เป็นผู้รับซื้อยาง จำนวน 100,000 ตัน จากเกษตรกร โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยรับซื้อยางแผ่น ชั้น 3 ในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนยางประเภทอื่น ราคาจะลดหลั่นกันลงไป โดยมีกติกาว่า จะรับซื้อยางจากเกษตรกร รายละไม่เกิน 15 ไร่ เฉลี่ยไร่ละ 10 กิโลกรัม หากปลูกยาง 15 ไร่ จะขายยางได้ 150 กิโลกรัม หากใครมีพื้นที่ปลูกยางน้อย ก็มีโอกาสขายยางได้หลายครั้ง จนครบจำนวน 150 กิโลกรัม เชื่อว่าทั้ง 2 โครงการ จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ในช่วงฤดูปิดกรีดยาง

เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรชาวสวนยางต้องเร่งลดต้นทุนการผลิตยาง อย่าปลูกยางเป็นพืชเชิงเดี่ยว ต้องกระจายความเสี่ยงปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ เช่น ปลูกพืชเสริม พืชแซมในสวนยาง รวมทั้งเลี้ยงสัตว์เพื่อให้มีรายได้เข้ากระเป๋าหลายทาง โดยภาครัฐสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการลงทุนแก่เกษตรกร ครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่เกิน 1 ล้านครัวเรือน ขณะนี้เกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการยังไม่ครบจำนวนที่กำหนด ยังมีช่องว่างให้เกษตรกรที่สนใจอาชีพเสริมในครัวเรือนสามารถยื่นใบสมัครได้

ขอแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมาแปรรูปใบยางหรือดอกไม้จากใบยางออกขาย เพราะเป็นสินค้าที่ต้องการสูงในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งกระบวนการแปรรูปใบยางไม่ยุ่งยาก ใช้เงินลงทุนน้อย สร้างบ่อหมักใบยาง นอกจากนี้ ใบยางยังสามารถมาแปรรูปในลักษณะดอกไม้จันทน์ ก็เป็นสินค้าที่ขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดเช่นกัน

ยุคปลาเร็วกินปลาช้า…

เร่งปรับตัวให้อยู่รอด

คุณบัณฑิต หลิมสกุล เลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเซีย (ACD) พูดคุยในเวทีเสวนา หัวข้อ “ยางพารา การพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของโลกไร้พรมเเดน” โดยกล่าวว่า สถานการณ์ยางในขณะนี้ มีกำลังผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด ทั้งไทยและเพื่อนบ้านปลูกยางกันเยอะ แต่ว่าหลังปี 2560 ปริมาณความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้น ในอดีตเราคิดว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เเต่ยุคนี้ปลาเร็วกินปลาที่ช้ากว่า ปลาตัวใหญ่ที่ช้าอุ้ยอ้าย อาจจะถูกปลาตัวเล็กกว่ากินได้ ดังนั้น ไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนเเปลงของตลาดโลก

ที่ผ่านมา ไทยเน้นส่งออกยางถึง 86 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเจอปัญหาราคายางผันผวนก็จะได้รับผลกระทบทันที ควรเร่งปรับปรุงตัวเอง โดยมองมาเลเซียเป็นตัวอย่าง จากเดิมเป็นผู้ผลิตยาง วันนี้เขายกฐานะเป็นผู้แปรรูปยาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น ไม่ว่ายางโลกจะตกลงหรือผันผวนเเค่ไหน ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศมาเลเซีย หากจะแข่งขันกับมาเลเซีย ควรผลิตสินค้าที่แตกต่างจากเขา เช่น หมอนยางพารา ที่นอนยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ คนจีนที่มาเที่ยวไทยซื้อหมอนยาง ที่นอนยางพารากลับบ้านไปเยอะมาก เพราะมีคุณภาพดีกว่าเเละราคาถูก นโยบายจีนเปลี่ยนแล้ว จากเดิมมีลูกคนเดียว ก็เปิดโอกาสให้มีลูกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ตลาดจีนจะมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น

เช่นเดียวกับ ประเทศอินเดีย ที่เศรษฐกิจดีขึ้น นโยบายรถทำให้อินเดียมีปริมาณความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มมากขึ้น เป็นตลาดใหม่ที่มีลู่ทางเติบโตสดใส ในอนาคตคาดว่า เวียดนาม จะเป็นคู่แข่งขันสำคัญบนเวทีตลาดโลกเพราะเวียดนามเร่งปรับตัวเรียนรู้ผลิตเทคโนโลยีด้านยางจากฝรั่งเศสและนำเข้าเทคโนโลยีการผลิตยางแท่งจากมาเลเซีย ทำให้ยางเวียดนามมีคุณภาพดี

“เทคนิคการปลูกสับปะรดในสวนยาง”

เกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬได้มีโอกาสเรียนรู้ “เทคนิคการปลูกสับปะรดในสวนยาง” จาก คุณเสถียร ซื่อตรง เกษตรกรจังหวัดนครพนม โดยก่อนหน้านี้คุณเสถียรเคยปลูกมะม่วง มะขามหวาน มาก่อน แต่มีรายได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย วันหนึ่งเขามีโอกาสไปเรียนรู้เรื่องการปลูกสับปะรดในสวนยางจากเพื่อนเกษตรกรในท้องถิ่น

คุณเสถียร เริ่มต้นปลูกสับปะรด ตั้งแต่ 2551 โดยส่งตัวอย่างดินให้สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดนครพนมตรวจสอบว่า มีสภาพดินเหมาะสมกับการปลูกสับปะรดหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ดินนครพนมมีสภาพเหมาะสมสำหรับปลูกสับปะรด เพราะมีดินร่วนปนทราย 30% ดินร่วน 20% เมื่อปลูกแล้ว จะได้เนื้อสับปะรดที่มีรสหวาน ซึ่งจังหวัดบึงกาฬ อุบลราชธานี มีชุดดินคุณภาพเดียวกับจังหวัดนครพนม สามารถปลูกสับปะรดได้อย่างสบาย

หากใครสนใจปลูกสับปะรด ควรเลือกทำเลพื้นที่ที่มีสภาพลาดเอียง ระบายน้ำได้ดี เพราะสับปะรดเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ ประการต่อมา ต้องคัดเลือกสับปะรดพันธุ์ดีมาปลูก หลังไถพรวนดินเสร็จ คุณเสถียรได้นำหน่อพันธุ์สับปะรดปัตตาเวียมาปลูกแซมในสวนยาง โดยปลูกในระยะห่าง ประมาณ 30 เซนติเมตร บำรุงด้วยปุ๋ย สูตร 15-15-15 ใส่ปีละ 1 ครั้ง เติมปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ใส่ทุกๆ 2 เดือน หากใช้หน่อ ปลูกดูแล 8-9 เดือน ก็มีผลผลิตออกขาย แต่หากนำจุกสับปะรดมาปลูก ต้องใช้เวลานานกว่าประมาณ 11 เดือน จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้

การผลิตสับปะรดนอกฤดู เกษตรกรโดยทั่วไปนิยมใช้วิธีหยอดฮอร์โมน ซึ่งมีราคาแพง แต่คุณเสถียรมีเทคนิคส่วนตัวที่ได้ผลดีคือ ใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) และปุ๋ย สูตร 25-5-5 ผสมน้ำ 200 ลิตร ใช้กระป๋องปลากระป๋องเปล่าตักส่วนผสมที่เตรียมไว้หยอดข้างต้นสับปะรด รอไปอีกประมาณ 45-60 วัน ก็จะได้ผลผลิตสับปะรดตามที่ต้องการ การเก็บเกี่ยวผลผลิตทำได้ง่าย หากพบว่าผลสับปะรดเริ่มมีสีเหลือง ประมาณ 3 แถว ก็แสดงว่าเนื้อสุกแล้ว พร้อมเก็บเกี่ยวได้

การปลูกสับปะรดในสวนยาง นอกจากเกษตรกรมีผลสับปะรดสด น้ำหนักเฉลี่ย ลูกละ 1.5-4 กิโลกรัม ออกขายแล้ว ยังสามารถขายหน่อพันธุ์สับปะรดให้ผู้สนใจนำไปปลูกขยายพันธุ์ต่อได้อีก หากช่วงไหนมีผลผลิตเหลือจากการจำหน่าย ก็นำไปแปรรูปเป็นสับปะรดกวนได้อีก หากสามารถรวมกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดในท้องถิ่นได้ ก็จะมีโอกาสกำหนดราคาขายได้สูงขึ้น

โค่นยางเก่า

แก้วิกฤตราคายาง

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทำให้เกษตรกรต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า รัฐบาลพยายามเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง โดยลดพื้นที่ปลูกยาง เพื่อสงเคราะห์ปลูกแทน โดยทั่วไปการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะสนับสนุนให้มีการโค่นต้นยางเก่าที่ให้ผลผลิตต่ำ ปีละ 200,000 ไร่ ก็ปรับจำนวนสงเคราะห์ปลูกใหม่เป็น 400,000 ไร่ ทำให้มีไม้ยางป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมไม้ยางพาราเพิ่มมากขึ้นในปี 2559

ไม้ยางพารา ถือว่าเป็นโบนัสก้อนพิเศษที่เกษตรกรจะได้รับหลังจากหยุดกรีดน้ำยางแล้ว ในช่วงที่น้ำยางมีราคาดีเกษตรกรยังไม่อยากขาย ทำให้ไม้ยางพาราค่อนข้างขาดแคลนและมีราคาสูง ขณะนี้ไม้ยางพาราเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมทำไม้แปรรูปมาก เนื่องจากไม้อย่างอื่นไม่สามารถตัดนำมาใช้ได้เพราะฉะนั้นไม้ยางพารามีมากเท่าไร โรงงานก็รับซื้อทั้งหมด ซึ่งเป็นผลดีแก่ชาวสวนยาง

คุณเกษตร แนบสนิท ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย ศูนย์วิจัยยางหนองคาย สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาร่วมพูดคุย ในหัวข้อ “เทคนิคการตัดไม้ยางพาราเพื่อการค้าและการแปรรูป” โดยกล่าวว่า เกษตรกรควรเรียนรู้ประมาณราคาไม้ยางได้ด้วยตนเอง เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงป้องกันการกดราคาซื้อจากพ่อค้าหรือนายหน้าที่มาซื้อไม้ยาง ก่อนอื่นเกษตรกรควรรู้ว่า ไม้ยางพาราแต่ละสวนมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และเชิงการบริหารจัดการ ทำให้ราคาไม้ยางในสวนยางพาราแต่ละสวนมีราคาแตกต่างกัน

โดยทั่วไป พ่อค้าจะตีราคาไม้ยาง โดยคำนวณจากจำนวนไม้ยางที่ปลูก เฉลี่ย 70 ต้น ต่อไร่ หากต้นยางตายมาก เหลือไม่ถึง 50 ต้น ต่อไร่ การตีราคาต่อไร่ก็จะต่ำลง นอกจากนี้ น้ำหนักไม้ยาง ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เกษตรกรขายไม้ได้ราคาสูงหรือต่ำ โดยอาศัยการคำนวณน้ำหนักไม้ยางจากพันธุ์ยาง ลักษณะดินและขนาดต้นยาง เช่น ต้นยางขนาดเดียวกันแต่คนละพันธุ์ มีน้ำหนักไม่เท่ากัน เช่น ยางพื้นเมือง (ยางบ้าน) พันธุ์ GT1 มีน้ำหนักมากที่สุด รองลงมาคือ ยางพันธุ์ GT1 และ RRIM600 เบาที่สุด เพราะพันธุ์ยางที่ให้ปริมาณน้ำยางยิ่งมาก จะทำให้น้ำหนักไม้ยิ่งเบา

ขณะเดียวกัน ไม้ยางที่ปลูกในดินเหนียวจะมีน้ำหนักสูงกว่าไม้ยางในดินทราย (ขนาดต้นเท่ากัน) ซึ่งพ่อค้าส่วนใหญ่นิยมคิดคำนวณราคาไม้ยางจากขนาดต้นยางเป็นหลัก เพราะเห็นเด่นชัดที่สุดและบ่งบอกถึงน้ำหนักไม้ยาง หากเจ้าของสวนยางรายใดใส่ใจดูแลรักษาสวนยางให้ถูกต้องตั้งแต่ปลูกจนถึงโค่น เช่น ปลูกในระยะที่เหมาะสม ตัดแต่งกิ่งถูกต้อง มีการกำจัดวัชพืชที่ดี ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางอย่างเพียงพอ เปิดกรีดยางอย่างถูกต้อง และแรงงานกรีดมีฝีมือ ก็จะช่วยให้ไม้ยางมีคุณภาพสูง ขายได้ราคาดี

การซื้อขายไม้ยาง เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาพ่อค้ายางทำสัญญาจ่ายเงินมัดจำไว้ แล้วไม่ยอมมาโค่น ยื้อเวลาจนเจ้าของสวนเดือดร้อน เลยระยะเวลาปลูกใหม่ เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันปัญหา ในสัญญาต้องระบุให้ชัดว่า จ่ายเงินมัดจำเท่าไหร่ และกำหนดวันโค่นให้ชัดเจน หากไม่โค่นภายในเวลาที่กำหนด จะทำอย่างไร เช่น ยกเลิกสัญญา เป็นต้น

ไม้ยางที่ได้ขนาด หรือ “ไม้เกรด” ปัจจุบันขายได้ตันละประมาณ 2,000-3,000 บาท ส่วนไม้ตกเกรด หรือไม้ฟืน มีราคาต่ำ เฉลี่ยตันละประมาณ 500-700 บาท พ่อค้าจะไม่เพิ่มราคารับซื้อสำหรับไม้ตกเกรด ส่วนไม้เกรดของโรงงาน คือไม้ยางที่ตัดเป็นท่อนแล้ว วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ตั้งแต่ 6 นิ้ว ขึ้นไป ซึ่งสามารถนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ได้ ส่วนไม้ตกเกรด ที่ขนาดไม่ถึง 6 นิ้ว จะนำไปทำไม้ลัง พาเลต และไม้อัด ฯลฯ

หากวิสาหกิจชุมชนหรือกลุ่มเกษตรกรแห่งใดประสงค์จัดตั้งโรงเลื่อยชุมชน เพื่อแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มไม้ยางพาราในท้องถิ่น จะต้องยื่นขอใบอนุญาตจากกรมป่าไม้เสียก่อน เนื่องจากโรงเลื่อยชุมชนจำเป็นต้องใช้ใบเลื่อยที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 12 นิ้ว การลงทุนทำโรงเลื่อยชุมชน ต้องคำนวณปริมาณวัตถุดิบไม้ยางพาราในท้องถิ่นว่า มีปริมาณมากเพียงพอสำหรับป้อนโรงเลื่อยแห่งนี้ได้ทุกวันหรือไม่ หากยังมีปริมาณไม้ยางไม่มากพอ ก็ต้องทำข้อตกลงกับพื้นที่ข้างเคียงให้จัดหาไม้ยางส่งขายโรงเลื่อยชุมชน

สำหรับพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) มีสวนป่า จำนวน 3 แห่ง คือ สวนป่าบึงกาฬ สวนป่าเซกา สวนป่าโซ่พิสัย ปัจจุบัน ออป. มีกิจการโรงเลื่อยเป็นของตัวเอง เกษตรกรสามารถขอคำแนะนำความรู้เรื่องโรงเลื่อย จาก ออป. ได้โดยตรง เช่น การจัดตั้งโรงเลื่อย เทคนิคการเลื่อยไม้ การบริหารจัดการตลาด การแสวงหาวัตถุดิบป้อนโรงงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงเลื่อยไม้ การดูแลจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

เทคนิคการปลูก

ลิ้นจี่ ในสวนยาง

คุณสวัสดิ์ ภาษา ผู้บุกเบิกปลูกลิ้นจี่ นพ.1 อันเลื่องชื่อของจังหวัดนครพนม มาแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมาปลูกลิ้นจี่ นพ.1 ในสวนยาง เนื่องจากลิ้นจี่ชนิดนี้เป็นสายพันธุ์เบา ให้ผลผลิตช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี นับว่าให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดเร็วกว่าพันธุ์ฮงฮวยและพันธุ์จักรพรรดิ ที่นิยมปลูกในภาคเหนือ ที่สำคัญลิ้นจี่พันธุ์นี้ติดผลง่าย ไม่ต้องรอให้อากาศหนาวจัด มีรสชาติหวานอร่อย เนื้อแห้ง ขายได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 100 บาท เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ยังมีความต้องการเพิ่มอีกจำนวนมาก

ต้นลิ้นจี่ นพ. 1 ปลูกดูแลง่าย โดยให้น้ำต้นลิ้นจี่สัปดาห์ละครั้ง เมื่อต้นลิ้นจี่ติดดอกได้ 40-50 เปอร์เซ็นต์ จึงเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น หลังให้น้ำครั้งแรก ควรพักการให้น้ำระยะหนึ่งก่อน รอจนกิ่งที่ติดผลคล้อยลงต่ำ จึงเริ่มให้น้ำอีกครั้ง และให้ปุ๋ยบำรุงต้น สูตร 8-24-24 หรือ 13-21-21 ประมาณ 1 กำมือ หว่านรอบต้นลิ้นจี่ ห่างจากโคนต้นประมาณ 1 เมตร

ปัจจุบัน ต้นลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนคุณสวัสดิ์มีอายุ 18 ปี แต่ยังให้ผลผลิตดี เพราะหลังเก็บเกี่ยวทุกครั้ง จะตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มให้ได้ขนาด เรียกว่าเป็นขั้นตอน “การทำสาวต้นลิ้นจี่” ทุกครั้งเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี จำนวนมากตามที่ต้องการ

ปัจจุบัน สวนลิ้นจี่ของคุณสวัสดิ์มีคุณภาพดี จึงขายส่งเข้าตลาดห้างสรรพสินค้าท็อปส์ แม็คโคร และป้อนตลาดส่งออก ส่วนสินค้าตกเกรดจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีรายได้ก้อนโตจากการจำหน่ายกิ่งตอนให้แก่เกษตรกรที่สนใจนำไปปลูกขยายพันธุ์ ในราคา ต้นละ 100-200 บาท ตามขนาดของลำต้น หากใครสนใจอยากได้กิ่งพันธุ์ลิ้นจี่ นพ. 1 ไปทดลองปลูก สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่ คุณสวัสดิ์ ภาษา โทร. (081) 320-6447 หรือบุตรสาว (081) 058-9664 (คุณต่าย)

เลี้ยง ไก่ดำ หมูดำ

วัวดำ รายได้ดี

น.สพ. วิศุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาโครงการตามพระราชดำริ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร มาชวนเกษตรกรชาวสวนยางให้ทดลองเลี้ยงไก่ดำ หมูดำ วัวดำ สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เลี้ยงง่าย กินอาหารท้องถิ่นได้ เลี้ยงแล้วไม่ขาดทุน ขายได้กำไร

ทุกวันนี้เกษตรกรหันมาเลี้ยงไก่ดำกันมาก เพราะสร้างรายได้ดีกว่าการเลี้ยงวัว ไข่ไก่ดำภูพาน ฟักขายในราคาฟองละ 50 บาท แล้ว ใช้เวลาเลี้ยง 4-5 เดือน ก็ขายได้ หากเลี้ยงเป็นไก่ใหญ่ ขายได้ราคาตัวละ 250 บาท ราคาเนื้อไก่ดำซื้อขายที่กิโลกรัมละ 180 บาท สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก ตั้งแต่ ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ตอนนี้มีผู้ซื้อจากเวียดนามติดต่อขอซื้อไก่ดำจำนวนมากจากไทย เพราะคนเวียดนามมีความเชื่อเรื่องการบริโภคไก่ดำเป็นยาบำรุงร่างกายเช่นกัน

ไก่ดำภูพาน มีต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำมาก เลี้ยงง่ายเหมือนกับไก่บ้านทั่วไป ใช้เวลาเลี้ยงไม่นาน การเลี้ยงไก่ดำ ใครๆ ก็เลี้ยงได้ แค่ดูแลให้น้ำสะอาด ให้อาหาร คือปลายข้าวหรือข้าวเปลือก และให้อาหารผสมทุกเช้า-เย็น เช่น ปลายข้าว รำข้าว ปลาป่น ข้าวโพดป่น ข้าวเปลือก กากถั่ว กากมะพร้าว หัวอาหารไก่สำเร็จรูปชนิดเม็ด พร้อมคอยเปลี่ยนน้ำทุกวัน ช่วยให้ไก่เจริญเติบโตเร็ว

ไก่ดำภูพาน มีความเสี่ยงในเรื่องโรคเช่นเดียวกับพันธุ์ไก่ทั่วไป เช่น โรคนิวคาสเซิล โรคหลอดลมอักเสบ ฯลฯ จึงต้องดูแลฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะนำเรื่องการใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจรในทุกช่วงของการเลี้ยงไก่ดำ โดยผสมกับอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ดำ จะช่วยป้องกันโรคหวัดและโรคท้องเสียได้เป็นอย่างดี

หมูดำ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “สุกรภูพาน 1” ที่มีลักษณะเลี้ยงง่าย โตเร็ว ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทนทานต่อโรค ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หากินเก่ง แข็งแรง เนื้อมันมีน้อย ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและตลาด

น.สพ. วิศุทธิ์ แนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางนำหมูดำมาเลี้ยงแบบปล่อยอิสระในสวนยาง เพื่อเป็นรายได้เสริม โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการเลี้ยงอะไรมาก เพราะหมูดำสามารถกินต้นหญ้าและลูกยางในสวนยางเป็นอาหารได้ เนื่องจากมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า ลูกยางพารา มีคุณประโยชน์สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ และได้ผลพลอยได้คือ มูลหมู เป็นปุ๋ยคอกช่วยบำรุงต้นยาง นอกจากนี้ หมูดำยังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาถูกสำหรับบริโภคในครัวเรือนเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

วัวดำ (ทาจิมะภูพาน) ถูกเลี้ยงในสไตล์อีสาน ใช้เหล้าสาโทเลี้ยงวัวดำแทนการใช้เบียร์ เพื่อพัฒนาระบบกล้ามเนื้อและโลหิต พร้อมเปิดเพลงหมอลำกล่อมแทนเพลงคลาสสิกแบบญี่ปุ่นที่ใช้เลี้ยงวัวดำ ส่วนอาหารใช้ฟางข้าวและสูตรอาหารข้นที่กรมปศุสัตว์คิดค้นขึ้นมาแทน ปรากฏว่า การเลี้ยงวัวดำสไตล์อีสานประยุกต์ ได้คุณภาพเนื้อ ทัดเทียมกับวัวดำของญี่ปุ่น เมื่อส่งวัวดำไปสหกรณ์โคเนื้อโพนยางคำชำแหละ ปรากฏว่า เนื้อวัวสไตล์อีสานของเรามีคุณภาพเนื้อสูงกว่าวัวเนื้อทุกสายพันธุ์ที่เลี้ยงในไทย

น.สพ. วิศุทธิ์ บอกว่า ทุกวันนี้ ต้นทุนการเลี้ยงวัวดำไม่สูง คนที่เคยเลี้ยงวัวขุน สามารถใช้ความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เลี้ยงวัวดำพันธุ์นี้ได้เลย ดูแลฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์เป็นระยะ ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นแนะนำเคล็ดลับการเลี้ยงวัวดำวากิว มี 2 ประการ คือ อาหารและสายพันธุ์ ซึ่งทางกรมปศุสัตว์ได้พัฒนามาครบแล้วทุกด้าน

ตอนนี้ เกษตรกรคนไทยทุกรายสามารถยื่นขอน้ำเชื้อวัวดำภูพานได้ฟรี ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ น้ำเชื้อวัวดำภูพานสามารถนำไปผสมกับวัวได้ทุกสายพันธุ์ หากนำน้ำเชื้อวัวดำภูพานไปผสมกับวัวพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ จะสามารถพัฒนาคุณภาพเนื้อได้เพิ่มขึ้น 0.5-1 เกรด จะได้มัดกล้ามเนื้อก้อนใหญ่ ซึ่งตลาดยุโรป ที่นิยมบริโภคสเต๊กเนื้อวัวลักษณะนี้มาก ปัจจุบัน เนื้อวัวดำภูพานเป็นที่ต้องของร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลี ที่ต้องการใช้เนื้อสำหรับเมนูอาหารประเภทปิ้ง ย่าง

หากใครมีสวนยางอยู่แล้ว ก็สามารถนำวัวมาเลี้ยงได้ในสวนยาง หากประสงค์เลี้ยงแบบง่ายๆ ใช้เวลา 8 เดือน เลี้ยงวัวออกขายได้ก็มีกำไรแน่ๆ หากใครมีสายป่านทางการเงินยาว ใช้เวลาเลี้ยงอีก 18 เดือน เพื่อผลิตเป็นวัวขุนคุณภาพดีทัดเทียมของญี่ปุ่น ก็จะได้ผลกำไรอีกทวีคูณ

ด้านตลาด ไม่ต้องกลัวว่าเลี้ยงวัวดำแล้วจะขายไม่ได้ เพราะสหกรณ์โคเนื้อโพนยางคำ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนนางแก จังหวัดนครพนม สหกรณ์หนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ประกาศรับซื้อเนื้อวัวดำภูพานไม่อั้น เพราะขายดีมาก จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โทร. (042) 477-470 ในวันและเวลาราชการ

ไก่งวง เลี้ยงง่าย ขายดี

คุณเชษฐา กัญญะพงศ์ โทร. (085) 014-9679 ประธานชมรมไก่งวงจังหวัดนครพนม และผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบการเลี้ยงไก่งวงแบบครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงไก่งวงให้ประสบความสำเร็จ

ไก่งวง กินหญ้าเป็นอาหารถึงร้อยละ 70 ในแต่ละวัน หากนำไก่งวงไปปล่อยเลี้ยงในสวนยางพารา นับเป็นความคิดที่ดี เพราะจะช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางประหยัดต้นทุนค่าสารเคมีกำจัดวัชพืช แถมสารเคมียังสร้างปัญหาทำให้ดินเสีย ดินแน่น ขณะเดียวกันมูลไก่งวงยังเป็นปุ๋ยคอกช่วยบำรุงดินในสวนยางอีกต่างหาก ช่วยปรับสภาพดินในสวนยางได้อย่างยั่งยืน แถมช่วยกำจัดวัชพืชโดยใช้ต้นทุนต่ำอีกด้วย

หากมีพื้นที่ปลูกยาง 10 ไร่ ควรเลี้ยงไก่งวง สัก 50 ตัว ตอนแรกก็ใช้ตาข่ายตีวงกินหญ้าของไก่งวงเสียก่อน เมื่อหญ้าถูกกินเรียบ ก็ค่อยๆ ย้ายพื้นที่เลี้ยงไก่งวงออกไป กลางวันก็ปล่อยให้ไก่งวงหากินในแปลงสวนยาง ตอนกลางคืน ก็ให้พักในโรงเรือนยกพื้นสูง มีฉากบังลม มีรั้วรอบขอบชิด เพื่อป้องกันสุนัข งู และพังพอน

หากแปลงไหนมีต้นหญ้าสูงใหญ่เต็มแปลง ไก่งวงจะค่อยๆ กัดกินใบหญ้าทีละใบ จนเหี้ยนเตียนหมดภายใน 3 เดือน หลังจากถอนหญ้าให้หมด ไก่งวงก็จะใส่ปุ๋ยให้กลับคืนสู่ผืนดิน สุดท้าย เกษตรกรจะขายเนื้อไก่งวงได้ในราคาที่ดี หากไม่มีแหล่งหญ้าให้ไก่งวงกิน ก็จำเป็นต้องปลูกหญ้าเนเปียร์ เพราะมีสารอาหารสูงมาก ช่วยให้ไก่งวงมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี การปลูกหญ้าเนเปียร์ทำได้ไม่ยาก แค่เรียงเป็นแถว ไม่ต้องกลบดินก็ได้ หญ้าเนเปียร์ก็สามารถเติบโตได้ดี ไก่งวงแต่ละรุ่นจะมีลักษณะการกินอยู่ไม่เหมือนกัน ผู้เลี้ยงต้องคอยศึกษาพฤติกรรมการกินอยู่ของไก่งวงอย่างใกล้ชิด

หากใครสนใจอยากเลี้ยงไก่งวง ให้เริ่มจากวางแผนก่อนว่า อยากจะเลี้ยงในช่วงไหน คุณเชษฐา แนะนำให้เริ่มจากการเลี้ยงไก่งวงพ่อแม่พันธุ์ก่อน เพื่อศึกษาธรรมชาติการกินอยู่ของไก่งวงเสียก่อน วิธีนี้จะเรียนรู้ชีวิตไก่งวงได้ดีกว่าการซื้อลูกไก่งวงมาเลี้ยง แค่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไม่ถึงเดือน ก็ออกไข่แล้ว สมมติว่าอยากได้ลูกไก่งวงเดือนธันวาคม ช่วงเดือนตุลาคม ก็เริ่มซื้อพ่อแม่พันธุ์ไก่งวงมาเลี้ยงรอล่วงหน้า 3 เดือน เพราะหลังจากออกไข่ ต้องใช้เวลาฟักไข่อีก 1 เดือน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้มมีบทบาทเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ราคาไก่งวงที่ทางกลุ่มรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ในราคา 140 บาท ต่อกิโลกรัม และจำหน่ายสินค้าเข้าสู่ตลาด ในราคาขายที่กิโลกรัมละ 140 บาท ส่วนราคาขายปลีกไก่งวงของทางกลุ่มมีหลายระดับราคา ตั้งแต่กิโลกรัมละ 150 -200 บาท โดยทั่วไป ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลคริสต์มาส ขอบคุณพระเจ้า ราคาซื้อขายไก่งวงจะค่อนข้างสูง ประมาณกิโลกรัมละ 250 บาท

ทำสวนผลไม้ในสวนยาง

ไม่ยาก อย่างที่คิด

คุณวาสนา บุญคำ เกษตรกรตัวอย่างในพื้นที่อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ มาร่วมพูดคุยถึงความสำเร็จจากการทำสวนผลไม้ในสวนยางของเขาว่า เกิดวิกฤตยางราคาถูก ก็พยายามปรับตัวสู้ปัญหา โดยหยุดลงทุนทำสวนยาง นำพื้นที่ว่าง 30 ไร่ มาทดลองปลูกไม้ผล เช่น เงาะ จำนวน 300 ต้น ทุเรียน 30 ต้น ลองกอง 35 ต้น มังคุด 40 ต้น สะตอ 10 ต้น

ก่อนปลูกไม้ผล ควรสำรวจทำเลที่ตั้งว่า พร้อมสำหรับทำสวนผลไม้หรือไม่ พื้นที่ที่ไม่เหมาะสมคือ มีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงและมีหินดานมาก หากเป็นดินลูกรังขนาดเล็กๆ ยังพอสู้ไหว เช็กแหล่งน้ำว่าเพียงพอสำหรับเพาะปลูกหรือไม่ หากเก็บกักน้ำไม่อยู่ ก็คงปลูกไม้ผลไม่ได้ ปัจจุบัน กรมพัฒนาที่ดิน ให้งบฯ สนับสนุนขุดบ่อ ขนาด 1 ไร่ ประจำไร่นา สามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเรื่องการขุดบ่อได้ โดยประสานงานกับหมอดินอาสาในท้องถิ่นของท่าน เมื่อขุดบ่อเสร็จ ให้ทดลองปลูกไม้ผลสัก 2-3 ไร่ ก่อน ปลูกจากน้อยไปหามาก ค่อยๆ เรียนรู้ไป เพื่อลดอัตราเสี่ยงในการลงทุน

เมื่อวางแผนปลูกไม้ผล ต้องเริ่มจากไถพรวน และตากดินให้แห้ง หว่านปูนโดโลไมท์ เพื่อเพิ่มแคลเซียมและฆ่าเชื้อราในเนื้อดิน หว่านเสร็จก็ไถกลบอีกครั้งหนึ่ง และใส่ปุ๋ยรองพื้น ได้แก่ ปูนขาว 1 กำมือ ปุ๋ยร็อกฟอสเฟต 1 กำมือ ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 และปุ๋ยยูเรีย ในอัตรา 3 : 1 คลุกเคล้าผสมกันจนได้ที่ จนค่อยนำไม้ผลที่เตรียมไว้มาปลูก สำหรับ ต้นเงาะ ปลูกในระยะห่าง 8×8 เมตร มังคุด ปลูกในระยะห่าง 50×50 เมตร เมื่อนำต้นไม้ลงหลุมเอาหน้าดินที่ขุดไว้ตอนแรกกลบลงหลุมให้มีความหนาสัก 2 นิ้ว ตามด้วยดินชั้นใน (ที่ขุดขึ้นมา) กลบตามอีกครั้ง เหยียบดินให้แน่นเพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปได้

เนื่องจากธรรมชาติของต้นสะตอ เป็นไม้ใหญ่ อาจบังแสงแดดในสวนผลไม้ได้ จึงนำมาปลูกแยก ปลูกห่างจากไม้ผล ประมาณ 20 เมตร เพราะต้นเงาะเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดมาก โดยทั่วไปต้นเงาะและมังคุดเป็นพืชที่พึ่งพาอาศัยกัน สามารถปลูกแซมกันไปได้ ต้นเงาะที่ปลูกได้ 5 ปี จะเริ่มผลิดอก ก็เริ่มขึ้นน้ำให้ต้นเงาะทันที โดยใช้เครื่องคูโบต้า ปั่นน้ำขึ้นมาตามท่อ พีวีซี พื้นที่ 30 ไร่ โดยปล่อยการให้น้ำเป็นโซน เริ่มขึ้นน้ำตั้งแต่เวลา 07.00-15.00 น. ก็เสร็จแล้ว จะใช้วิธีการขึ้นน้ำทุกๆ 7 วัน

เงาะ อำเภอปากคาด มีรสชาติอร่อยกว่าเงาะที่ปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออก เพราะเนื้อเงาะแห้ง ลูกใหญ่ สดกว่าเงาะจันทบุรี ที่สำคัญมีรสหวาน กรอบ ผลดกมาก ขนาดต้องใช้ไม้ไผ่ค้ำต้นเงาะทุกกิ่ง เวลาผลผลิตออก แทบจะไม่เห็นใบเงาะเลย เห็นแต่ลูกเงาะเต็มต้นไปหมด เงาะปากคาดส่งไปขายในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง เช่น อุดรธานี ทั้งนี้ เงาะปากคาด ขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท เงาะจันทบุรี ขายได้แค่กิโลกรัมละ 12-15 บาท

เมื่อถึงหน้าผลไม้ ทุเรียนจะให้ผลผลิตก่อน ที่นี่ปลูกทุเรียน 2 สายพันธุ์ คือ หมอนทอง และพันธุ์ชะนี มีจุดเด่นในเรื่องรสหวาน อร่อย ที่นี่เน้นใช้สมุนไพร เช่น ต้นสาบเสือ บอระเพ็ด ตะไคร้ ขิง ข่า ฯลฯ และกากน้ำตาล นำมาหมัก 7 วัน ตามสูตรของกรมพัฒนาที่ดิน จนได้ปุ๋ยน้ำหมักสารชีวภาพ โดยนำมาผสมเจือจางกับน้ำ ในอัตรา 1 : 5 ฉีดพ่นเพื่อเพิ่มความหวานและป้องกันแมลงในสวนผลไม้

หมดฤดูทุเรียน ก็จะเจอกับเงาะ ทุกวันนี้สามารถฉีดพ่นฮอร์โมนเพื่อบังคับให้ต้นเงาะมีผลผลิตพร้อมกันทั้ง 30 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้วันละ 5-6 คันรถ หมดหน้าเงาะก็เจอมังคุดกับลำไยสุกในระยะเวลาใกล้เคียงกัน สามารถเก็บมังคุดได้วันละ 2 ตะกร้า ประมาณ 24-25 กิโลกรัม ต่อวัน หลังจากนั้น ก็เก็บหวาย จำนวน 3 ไร่ ที่ปลูกแซมตามร่องเงาะและมังคุดออกขาย โดยทั่วไป หน่อหวาย จำนวน 4-5 หน่อ ขายได้ในราคา 20 บาท

นอกจากนี้ ยังมีต้นผักหวานป่าให้เก็บขาย ผักหวานป่า เป็นพืชที่ใจเสาะมาก หากใส่ปุ๋ย ต้นผักหวานก็จะตาย ผักหวานต้องปลูกตามธรรมชาติ เก็บเมล็ดผักหวานมาตากแดดตามธรรมชาติ ช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน -พฤษภาคม นำเมล็ดผักหวานมาปลูกในบริเวณที่ต้องการ

อีกด้านหนึ่งของสวนก็ปลูก ต้นแก้วมังกร ปลูกไม่ยาก เลือกปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดรำไร โดยเลือกปลูกแก้วมังกรพันธุ์เวียดนามที่มีเนื้อสีชมพู รสหวาน ลูกโต หมดฤดูแก้วมังกร ก็ขายกล้วยน้ำว้าที่ปลูกอยู่ริมขอบบ่อน้ำ เนื้อที่ 9 ไร่ และในบ่อก็เลี้ยงปลาที่กินพืช เพื่อประหยัดค่าหัวอาหาร โดยปลาที่เลี้ยง ได้แก่ ปลานิล ปลาหมอ ปลาจีน ปลายี่สก ฯลฯ ปลาที่จับออกขายได้มีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย เพราะไม่ใช้หัวอาหารเลี้ยงปลา ข้อควรระวังคือ เวลาหน้าฝน จะต้องมีระบบป้องกันน้ำที่ดี ระวังอย่าให้น้ำจากแหล่งอื่นที่ปะปนสารเคมีฆ่าหญ้าไหลเข้าบ่อ เพราะจะทำให้ปลาตาย

นอกจากนี้ ยังปลูกไผ่เลี้ยง เนื้อที่ 2 ไร่ ขายหน่อที่ต้มแล้ว จำนวน 4 หน่อ ในราคา 20 บาท นอกจากขายหน่อแล้ว ยังอาศัยต้นไผ่นำมาใช้ค้ำต้นเงาะ ประหยัด ไม่ต้องซื้อหากิ่งไม้ไผ่จากภายนอก ทุกวันนี้ ยังเปิดกรีดยาง จำนวน 200 ไร่ ทุกวัน และมีรายได้เสริมจากการปลูกไม้ผลผสมผสาน 30 ไร่ โดยนำผลผลิตที่มีอยู่วางขายหน้าบ้าน ก็มีรายได้เข้ากระเป๋าทุกวัน หากเงาะขายได้ ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท หลังหักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว จะมีรายได้เหลือเก็บ ประมาณ 300,000-400,000 บาท ต่อปี

หากยางราคาดี ก็สามารถปลูกต้นยางพันธุ์ 251 แซมในสวนผลไม้ได้ เนื่องจากยางเป็นพืชที่โตเร็ว หากินเก่ง เมื่อเก็บผลผลิตเงาะ ตัดแต่งกิ่งเงาะเสร็จ ก็นำต้นยางมาปลูกแซมในสวนได้เลย ต้นยางส่วนใหญ่มักหากินปุ๋ยใต้ต้นเงาะ ซึ่งต้นเงาะก็ขึ้นน้ำทุกๆ 7 วัน อยู่แล้ว จะช่วยต้นยางแทบจะไม่มีอาการใบร่วงเลย เพราะดินมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ต้นยางเติบโตเร็วมาก ลำต้นใหญ่ 30-40 เซนติเมตร เมื่อปลูกแซมร่วมแปลงไม้ผล

ปลูกสตรอเบอรี่

เพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง

คุณสมพิศ ชูสังฆ์ เกษตรกรชาวสวนยาง วัย 48 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ได้ผันอาชีพ ไปปลูกสตรอเบอรี่ทดแทน ทำรายได้เดือนละกว่าแสนบาทในช่วงหน้าหนาว ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา คุณสมพิศ ยึดอาชีพทำสวนยางพารา ประมาณ 20 ไร่ เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่ระยะหลังเจอวิกฤตราคายางพาราตกต่ำกว่า 2 ปี ทำให้ครอบครัวเขาประสบปัญหาขาดแคลนรายได้และแบกภาระหนี้สินก้อนโตจากการทำสวนยาง คุณสมพิศ จึงมองหาอาชีพใหม่เพื่อเสริมรายได้ช่วงราคายางตกต่ำ

คุณสมพิศ สนใจปลูกสตรอเบอรี่ ผลไม้เมืองหนาว เพราะมองว่า สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้ที่หายากและมีราคาแพง เนื่องจากสตรอเบอรี่เป็นพืชใหม่ ทำให้เขาต้องเดินทางไปศึกษาดูงานแหล่งปลูกสตรอเบอรี่ จนมั่นใจจึงเริ่มทดลองปลูกสตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทาน 80 ที่นำมาจากทางภาคเหนือ เมื่อ ปี 2556 ลองผิดลองถูกนานข้ามปี จนถึงปัจจุบัน สวนสตรอเบอรี่ของเขาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจในด้านผลผลิตและรายได้ กลายเป็นที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป

ระยะแรก สวนสตรอเบอรี่แห่งนี้ เน้นขายผลสตรอเบอรี่ แต่หลังจากกิจการของเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากมาติดต่อขอซื้อต้นสตรอเบอรี่บรรจุกระถาง จำนวนมากกว่า 10,000 ต้น เพื่อนำไปปลูกในท้องถิ่นของตัวเอง ทุกวันนี้เขาจึงเน้นจำหน่ายต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ ในราคากระถางละ ประมาณ 120-150 บาท สามารถทำให้มีรายได้เดือนละเป็นแสน

โดยทั่วไป ต้นสตรอเบอรี่ มักจะให้ผลผลิตปีละครั้งในช่วงฤดูหนาว ใช้เวลาปลูกดูแลไม่ยาก เพียงแค่ดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ย ประมาณ 3-4 เดือน ต้นสตรอเบอรี่ก็จะผลิดอกออกผลให้เก็บผลออกขายได้ เรียกว่า เป็นไม้ผลที่ทำเงินได้เร็ว หากมีต้นทุนต่ำ แต่ขายได้กำไรสูงทีเดียว

เทคนิคการขยายพันธุ์สตรอเบอรี่เป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้ เริ่มจากเพาะชำต้นกล้าสตรอเบอรี่ใส่กระถาง ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน กิ่งลำต้นของสตรอเบอรี่จะออกรากติดกับกระถางเพาะชำขนาดเล็ก ก่อนนำมาลงดินบรรจุในกระถางใหญ่ ดูแลใส่ปุ๋ยรดน้ำประมาณ 1 เดือน รวมระยะเวลา ประมาณ 2 เดือน จนกล้าพันธุ์มีความแข็งแรง สามารถขายกล้าเพาะชำ ต้นสตรอเบอรี่ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทดลองนำไปปลูก

คุณสมพิศ บอกว่า สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้เมืองหนาวที่มีอนาคตสดใส เพราะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำนวนมากในพื้นที่ภาคอีสาน เกษตรกรสามารถขายผลสตรอเบอรี่สดได้ในราคาสูง ถึงกิโลกรัมละ 300-350 บาท การปลูกดูแลสตรอเบอรี่ไม่ใช่เรื่องยาก พื้นที่ราบสูงในภาคอีสานสามารถปลูกสตรอเบอรี่ได้อย่างสบาย หากใครอยากเรียนรู้เทคนิคการปลูกดูแลอย่างถูกวิธี สามารถแวะชมได้ที่สวนของ คุณสมพิศ ชูสังฆ์ หรือขอคำแนะนำได้ที่เบอร์โทร. (088) 533-5337 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

สัมภาษณ์พิเศษ “พินิจ จารุสมบัติ” ผู้นำยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” แก้ปัญหายางครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

รายงานพิเศษ “บึงกาฬโมเดล” ยุทธวิธีแก้ปัญหายางครบวงจรอย่างยั่งยืน

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

สัมภาษณ์พิเศษ “พินิจ จารุสมบัติ” ผู้นำยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” แก้ปัญหายางครบวงจร

คนไทยหลายล้านคนต่างรู้จักและคุ้นเคยกับชื่อเสียงของ “คุณพินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้มีบารมีทางการเมืองที่มากล้น ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง ขอทำหน้าที่เป็นแค่กุนซือให้คำแนะนำแก่นักการเมืองรุ่นหลังเท่านั้น คุณพินิจมุ่งมั่นบุกเบิกปลูกยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ จนมีพื้นที่ปลูกยางมากเป็นอันดับ 1 ของภาคอีสาน

คุณพินิจ ทำงานช่วยเหลือสังคมในฐานะนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และใช้ช่องทางดังกล่าวดึงนักลงทุนจากจีนเข้ามาตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬดีวันดีคืน และใช้ยางพาราเป็นจุดขายจัดงานประจำปี ภายใต้ชื่อ “งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ” อย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ในครั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับเกียรติจากคุณพินิจมาพูดคุยเกี่ยวกับทิศทางตลาด การลงทุนในอุตสาหกรรมยางพารา และยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” ต้นแบบของวงการอุตสาหกรรมยางพาราสำหรับแก้ปัญหายางครบวงจร

ปลื้ม รัฐบาลยกย่อง “บึงกาฬโมเดล” แก้ไขปัญหายางได้ยั่งยืน

ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด วันยางพารา และกาชาดบึงกาฬ 2559 ได้กล่าวยกย่องชาวบึงกาฬว่า เป็นผู้มีความพากเพียรที่จะช่วยตัวเองและร่วมมือกับรัฐ ตามหลักประชารัฐ สำหรับแก้ปัญหาตัวเองและชาติบ้านเมือง ถือเป็นแบบอย่างที่น่าสนใจ เรียกว่า บึงกาฬโมเดล เป็นแบบอย่างที่จังหวัดอื่นๆ พึงมาเรียนรู้และดัดแปลงเอาอย่าง

ที่ผ่านมา จังหวัดบึงกาฬเน้นผลิตวัตถุดิบต้นน้ำคือ ยางพารา และวัตถุดิบกลางน้ำคือ ยางเเท่ง ปัจจุบัน ผมได้ร่วมทุนกับจีน จัดตั้งโรงงานผลิตยางแท่ง มูลค่า 200 ล้านบาท ที่บ้านโนนไพศาล อำเภอบุ่งคล้า คาดว่า การก่อสร้างโรงงานจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนสิ้นปี 2559 เมื่อโรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินงาน จะรับซื้อน้ำยางสดไม่ต่ำกว่าวันละ 60 ตัน ซึ่งยางแท่งดังกล่าวจะเน้นผลิตส่งออกป้อนตลาดจีน เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตยางล้อรถยนต์ในอนาคต

ต่อไปจังหวัดบึงกาฬจะมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าจะขายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การเเปรรูปยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ต้องศึกษาเรื่องการพัฒนาตลาดควบคู่กันไปด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ไหนเป็นที่ต้องการของตลาด ไม่ใช่ส่งเสริมแปรรูปหมอนอย่างเดียวหมดทั้งประเทศ มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยางอีกเยอะ

“บึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป” ประชารัฐร่วมแก้วิกฤตยาง

หนึ่งในตัวอย่างนำร่อง “บึงกาฬโมเดล” ที่เกิดจากความร่วมมือประชารัฐที่ดี คือ “โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป” ของชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬ จำกัด ภายใต้การดำเนินการของจังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ที่ร่วมลงทุนก่อสร้างโรงงานแปรรูปยางพาราสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยโรงงานแห่งนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ เมื่อเปิดดำเนินงานคาดว่า โรงงานแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตหมอน-ที่นอนยางพาราใหญ่สุดในไทย พร้อมผลิตยางแผ่นรมควัน สนามเด็กเล่น กรวยแปดเหลี่ยมยางพารา ในอนาคตจะพัฒนาเป็นล้อรถยนต์ ล้อรถแทรกเตอร์ รถไถนาด้วย โดยคาดหวังว่า จะเป็นทางออกของวิกฤตยางพาราที่ยั่งยืนที่สุด ช่วยแก้ไขปัญหาราคายางให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายของรัฐบาล

โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป เป็นการบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบครบทุกมิติ สร้างทางเลือกและเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางพารา สร้างโอกาสให้กับเกษตรกรทั้งภาคผลิตและการตลาด สร้างโอกาสการแข่งขันในทุกระดับ เมื่อโรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินงาน จะมีความต้องการใช้น้ำยางสดจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากเดิมที่เคยผลิตยางก้อนถ้วย ต้องหันมาผลิตน้ำยางสดแทน ซึ่งเกษตรกรจะทำงานได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญได้น้ำยางบริสุทธิ์ ที่สะอาด ปลอดภัยมากขึ้นเพราะไม่ต้องใช้สารเคมีคือ น้ำกรดหยดในถ้วยยางเหมือนในอดีต นอกจากนี้ ชุมนุมสหกรณ์ฯ ประกาศรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าท้องตลาด 1.50-2 บาท/กิโลกรัม อีกต่างหาก แถมสิ้นปีจะได้รับเงินปันผลจากค่าหุ้นสมาชิกอีกก้อนหนึ่ง เรียกว่า โครงการนี้เกษตรกรมีแต่ได้กับได้

โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป หมดห่วงเรื่องการหาตลาด เพราะ “คุณบัณฑิต หลิมสกุล” เลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) ยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์หมอนยาง เป็นสินค้าที่มีอนาคตสดใสมาก เพราะเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพที่ราคาไม่สูง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในตลาดจีน และกลุ่มสมาชิกอาเซียน เช่น พม่า เวียดนาม ลาว เป็นต้น

นอกจากนี้ ท่านรองนายกฯ วิษณุ รับปากว่าจะสนับสนุนเรื่องผลิตภัณฑ์กรวยยางแปดเหลี่ยม ท่านอยากเห็น อบต. จัดซื้อสินค้าตัวนี้ไปใช้ และติดชื่อ อบต. บนผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ตัวนี้สามารถช่วยสร้างความปลอดภัยทางชีวิตและทรัพย์สินแก่ผู้ใช้เส้นทางในระบบจราจร แถมสินค้าชนิดนี้ยังมีโอกาสพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกป้อนตลาดอาเซียนหลายล้านชิ้น ยังไม่นับรวมตลาดจีน ในระยะยาวผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จะมีโอกาสส่งออกได้อีกมหาศาล โดยทั่วไป การผลิตสินค้ากรวยยางแปดเหลี่ยม จำนวน 1 ชิ้น จะใช้วัตถุดิบน้ำยางสดหรือยางก้อนถ้วยในกระบวนการผลิต ประมาณ 2 กิโลกรัม หากผลักให้เกิดแรงซื้อภายในประเทศและผลักดันเป็นสินค้าส่งออก 100 ล้านชิ้น ก็เท่ากับใช้ปริมาณยาง 200 ล้าน กิโลกรัมแล้ว ช่วยกระตุ้นการแปรรูปยางภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น มั่นใจรัฐบาลแก้ไขปัญหายางพาราได้ถูกทาง

นโยบายรัฐบาลที่มุ่งเเก้ปัญหาราคายางตกต่ำ โดยส่งเสริมเรื่องการแปรรูปและให้หน่วยงานของรัฐเป็นตัวนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ให้กระทรวงคมนาคมใช้ยางพาราผสมในการทำถนน เเละสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น รวมถึงการผลักดันราคายางกิโลกรัมละ 45 บาท นับเป็นการแก้ไขปัญหายางพาราที่ดี และเเก้ปัญหายางพาราได้ถูกทางเเล้ว

ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหายางพารา ต้องเน้นเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เพราะเป็นทางออกที่ชัดเจนและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่สุด ขณะเดียวกัน เกษตรกรเรียนรู้พึ่งพาตนเองโดยการรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็ง เช่น ชุมชนสหกรณ์ยางพาราจังหวัดบึงกาฬ ทำอยู่ในขณะนี้ เมื่อส่งเสริมการแปรรูปแล้วก็ให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล เช่น กระทรวงพาณิชย์ไปดูในเรื่องช่องทางการตลาด กระทรวงอุตสาหกรรมไปดูในเรื่องบรรจุภัณฑ์ เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มมูลค่ายาง

สถานการณ์สวนยางจังหวัดบึงกาฬ

แม้วิกฤตราคายางพาราในตอนนี้ จะค่อนข้างหนักมากในรอบ 10 กว่าปี แต่ชาวสวนยางส่วนใหญ่ในจังหวัดบึงกาฬ ยังคงรักษาพื้นที่ทำสวนยางพารา เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่กรีดยางเอง ไม่เจอขาดทุนมากจนถึงขั้นโค่นสวนยางทิ้ง เพราะมีรายได้เข้ามาอยู่เเล้วเเต่อาจจะน้อยลงบ้าง

ภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวลง ทำให้เงินฝืด คนไม่มีกำลังซื้อรถยนต์ ทำให้ราคายางชะลอตัวลง เเต่ความต้องการยางพารายังไม่ลดลง ตลาดยังมีความต้องการจะใช้ยางพาราอยู่ต่อเนื่อง ในอนาคตยางสังเคราะห์ที่ผลิตจากน้ำมันดิบจะมีแนวโน้มลดลงเพราะโรงกลั่นหลายแห่งปิดตัวลงจากภาวะราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดโลกหันมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น เชื่อว่าสถานการณ์ราคาพาราภายในปี 2560 จะขยับตัวดีขึ้นอย่างแน่นอน

ในอนาคตจังหวัดบึงกาฬ มีเส้นทางการค้าที่สำคัญคือ สะพานมิตรภาพเเห่งที่ 5 เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ตอกย้ำบทบาทบึงกาฬ เมืองหลวงยางพารา เพราะทันทีที่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 สร้างเสร็จ จะช่วยอำนวยความสะดวกทำให้การขนส่งสินค้าจากบึงกาฬ ไปถึงท่าเรือ จังหวัดฮาติงห์ ประเทศเวียดนาม และส่งต่อวัตถุดิบทางเรือไปประเทศจีน ญี่ปุ่น เเละไต้หวัน ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมาก ที่จะเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญในอนาคต

พัฒนา “งานยางบึงกาฬ” เป็นงานอินเตอร์ระดับภูมิภาค

การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “บึงกาฬเมืองแห่งยางพารา การค้า และการท่องเที่ยว” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้จังหวัดบึงกาฬเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยางพาราของภาคอีสาน และตอกย้ำภาพลักษณ์ เมืองแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย บรรยากาศงานวันยางพาราบึงกาฬในปีนี้จัดอย่างเข้มข้น มุ่งเน้นสู่การยกระดับเกษตรกร สู่การแปรรูปและการยกระดับนวัตกรรมการเเปรรูปยางพารา โดยกลุ่มชุมชนสหกรณ์ผลักดันให้เกิดการตั้งโรงงานผลิตหมอน ผลิตที่นอนยางพารา สนามเด็กเล่นจากยางพารา ผลิตกรวยจราจรแปดเหลี่ยมจากยางพารา และเปิดตัวนวัตกรรมพิเศษ คือเครื่องกรีดยางอัตโนมัติ มีชาวสวนยางหลายภูมิภาค เช่น ตรัง พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี หนองคาย สกลนคร และอุดรธานี ฯลฯ อยากเรียนรู้กลไกการทำงานของเครื่องกรีดยางอัตโนมัติที่นำมาเปิดตัวในงานวันยางพาราบึงกาฬ

งานวันยางพาราบึงกาฬถูกพัฒนาเป็นงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ รูปเเบบการจัดงานเป็นระบบ 2 ภาษา คือภาษาไทยเเละอังกฤษ เน้นให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยาง นำเสนอนวัตกรรมใหม่สำหรับลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ในสวนยาง ทำให้มีเกษตรกรชาวสวนยางจากภาคใต้ มีตัวเเทนชาวสวนยางพาราจากเเขวงบอลิคำไซ แขวงคำม่วน แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว กลุ่มรับเบอร์ วัลเล่ย์ จากประเทศจีน กัมพูชา เเละมาเลเซียเข้าร่วม เเละมีเลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเชีย ACD มาร่วมงานเป็นปีเเรกด้วย

ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นยุทธปัจจัยที่มีความสำคัญต่อโลก ต่อความมั่นคงทางการทหาร เนื่องจากยางเป็นยุทธปัจจัยในการรบด้วย ในปีหน้าวางแผนยกระดับงานแสดงสินค้ายางพาราอย่างยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียน โดยเชิญประเทศผู้ผลิตยางรายอื่น เช่น ศรีลังกา อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย ฯลฯ เข้ามาร่วมงานในอนาคต

ฝากการบ้านถึงภาครัฐ

ผมอยากให้รัฐบาลต้องเป็นผู้นำด้านการแปรรูปยาง โดยสนับสนุน เงินทุนปลอดดอกเบี้ย หรือจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านยางพาราเข้ามาช่วยสอนเรื่องการแปรรูปยางให้แก่กลุ่มสหกรณ์ เพราะในต่างประเทศ เช่น เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น แม้ไม่มีสวนยางเป็นของตัวเอง แต่ละประเทศล้วนมีสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ล้อรถยนต์ ขอบกระจกรถ เครื่องบิน รั้ว สายพานลำเลียง ฯลฯ ภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐ ที่ผ่านมา จีนก็ต้องส่งคนไปเรียนรู้เรื่องการแปรรูปในกลุ่มประเทศยุโรป เช่น ผู้ผลิตยางมิชลินของฝรั่งเศล และเยอรมนี ฯลฯ หากไทยมีการพัฒนาต่อยอดความรู้เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะกลุ่มเกษตรกรไทยจะผลิตล้อยางรถยนต์ ล้อรถมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ออกขายได้เช่นเดียวกับไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น

ทำนาแบบลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า ในสไตล์ “ชาวนาขาร็อก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนฯ การเกษตร

พิงค์บุ๊ก…เรื่อง นิติพงษ์ เจาะจง…ภาพ

ทำนาแบบลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า ในสไตล์ “ชาวนาขาร็อก”

“ข้าว” เป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีมีมูลค่ากว่าแสนล้านบาท แต่ปัจจุบันชาวนาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงวัย ที่นับวันเรี่ยวแรงกำลังจะถดถอยลงทุกที ลูกหลานชาวนาส่วนใหญ่ก็ออกไปทำงานในเมือง ทำให้หลายฝ่ายเกิดความเป็นห่วงว่า อนาคตข้าวไทยจะขาดแคลน เพราะขาดทายาทที่จะมาสืบทอดอาชีพการทำนา

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงประกาศนโยบายเร่งด่วนที่จะพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer โดยมุ่งส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เกิดการยอมรับการสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมให้ก้าวหน้า สร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ เป็นกำลังหลักในการผลิตอาหารที่มีคุณภาพป้อนครัวไทย และครัวโลกในอนาคต

กรมส่งเสริมการเกษตร มุ่งพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ใน 2 กลุ่ม ได้แก่

1. เกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) คือเกษตรกรคนดี คนเก่ง ที่เป็นต้นแบบของเกษตรกรรายอื่นได้ และมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 180,000 บาท ต่อปี

2. เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer : YSF) มีอายุระหว่าง 17-45 ปี ที่เป็นบุตรหลานของเกษตรกร หรือบุคคลที่ผ่านสถาบันการศึกษามา แต่มีความรักในอาชีพเกษตรกรรม ให้เป็นผู้สืบทอดอาชีพเกษตรกรรมในอนาคต

เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่

จังหวัดร้อยเอ็ด (YSF 101)

จังหวัดร้อยเอ็ด มีพื้นที่ปลูกข้าวเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง โดยเฉพาะ “ข้าวหอมมะลิ” ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของจังหวัด มีแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในพื้นที่อำเภอเกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ โพนทราย และปทุมรัตต์ สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาเกษตรกร ทั้งกลุ่มเกษตรกรปราดเปรื่อง และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ เข้มข้นไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ

สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เน้นวิเคราะห์ข้อมูลวางแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เริ่มจากปรับกระบวนทัศน์เกษตรกรพร้อมสร้างแรงจูงใจ สร้างเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่จังหวัดร้อยเอ็ด (YSF 101) เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารกลุ่มเกษตรกรเครือข่าย และจัดหาช่องทางการเรียนรู้และการสื่อสาร จัดเวทีเรียนรู้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิชาการและปราชญ์ชาวบ้าน สร้างเครือข่ายองค์ความรู้ สานสัมพันธ์เชื่อมโยงเครือข่าย สนับสนุนให้เกษตรกรเยี่ยมเยียนไปมาหาสู่กัน และนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในไร่นาของตัวเอง หากกลุ่มเกษตรกรอยากรู้เรื่องอะไร ขาดตรงไหน อยากไปดูงานที่ไหน ฯลฯ จะมีทีมเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรคอยดูแลประสานงานให้ตลอด

“ชาวนาขาร็อก”

คุณต้น หรือ คุณนิติพงษ์ เจาะจง วัย 39 ปี เกษตรกรเจ้าของกิจการ “ธัญทิพย์ฟาร์ม” คือหนึ่งในกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ “YSF 101” ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ดภาคภูมิใจ และยกย่องให้เป็นเกษตรกรต้นแบบด้านการทำนาแบบลดต้นทุน ควบคู่กับการเพิ่มมูลค่าในแปลงนา และเขายังเป็นชาวนานักประดิษฐ์ สร้างเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับนาน้ำตม ที่ช่วยให้การทำนาเป็นเรื่องง่าย ประหยัดแรงงาน ลดเวลาการทำงาน

คุณต้น มีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ “YSF 101” เพราะการไปศึกษาดูงานแต่ละแห่ง เป็นการเปิดโลกทรรศน์ ที่เขารู้สึกว่าเสมือนได้มุดหัวออกจากกะลา โลกกว้างใบนี้มีอะไรให้เราเรียนรู้มากมาย เขาฝากขอขอบคุณเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรและปราชญ์ชาวบ้านทุกท่าน ที่ร่วมแบ่งปันความรู้แบบเต็มๆ ทุกที่ที่ได้ไป และการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเขามาก เป้าหมายแนวทางการปฏิบัติในพื้นที่ของเขาและกลุ่มเครือข่ายได้นำมาซึ่งความสามัคคี การแบ่งปันความรู้และรายได้อย่างยั่งยืน

คุณต้น เรียนจบการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต สาขาดนตรีศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี หลังจบการศึกษาก็ทำงานในอาชีพนักดนตรีที่เขาชื่นชอบ แต่ทุกวันนี้เขาทิ้งไมค์หันกลับมาทำอาชีพเกษตรกรรมตามรอยบรรพบุรุษ โดยให้เหตุผลว่า “ผมรักในเสียงดนตรี เพราะดนตรีคือธรรมชาติ ผมหลงใหลในเกษตรวิถีอินทรีย์ เพราะเป็นวิถีเกษตรที่เคารพธรรมชาติ” ทำให้เขาถูกเรียกขานว่า “ชาวนาขาร็อก”

จุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณต้นหลงใหลเกษตรวิถีอินทรีย์ เกิดขึ้นเมื่อเขามีโอกาสทดลองทำนาเคมีเหมือนกับเกษตรกรชาวนาทั่วไป เขาพบว่าการทำนาเคมีมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง แต่ได้ผลผลิตต่ำ ข้าวไม่มีคุณภาพ เพราะใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีเยอะมาก ทำให้สุขภาพไม่ดี คุณภาพชีวิตแย่ลงทุกวัน แถมมีหนี้สินก้อนโต เขาจึงหันมาศึกษาวิธีการทำนาลดต้นทุนจากแหล่งความรู้ต่างๆ และนำมาปรับใช้กับแปลงนาของตัวเอง จึงพบว่าเกษตรวิถีอินทรีย์เป็นหนทางแห่งความสุขยั่งยืนอย่างแท้จริง ใช้ต้นทุนต่ำ ข้าวมีคุณภาพดี ขายได้ราคาดี แถมสุขภาพคนปลูกคนกินก็ดี ทำให้เขามีความสุขมากกับการทำเกษตรวิถีอินทรีย์

“การทำนาเคมี ใช้ปุ๋ย ใช้ยา เต็มที่ ได้ผลผลิตเยอะในช่วงแรก ข้าวอุดมไปด้วยสารพิษ คนทำกับคนกิน สุขภาพไม่ดี สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ แต่การทำนาอินทรีย์ ปลอดสารพิษ ผลผลิตน้อยในช่วงแรกแต่จะดีขึ้นตามลำดับ คนทำกับคนกินสุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี นี่คือ คำตอบที่ทำให้ผมเลือกที่จะทำนาอินทรีย์ครับ” คุณต้น กล่าว

ทำนาแบบ

ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า

คุณต้น มองว่า การทำเกษตรเชิงเดี่ยว มีความเสี่ยงสูงในด้านผลผลิตและรายได้ จึงมุ่งทำเกษตรแบบผสมผสาน โดยทำนาตามแบบปู่ ย่า ตา ยาย คือ “ในน้ำมีปลา” มีบ่อน้ำในไร่นาเพื่อใช้ปลูกข้าวและใช้ บ่อน้ำเลี้ยงปลาสำหรับเป็นอาหารและจับปลาออกขายเป็นรายได้เสริมเลี้ยงดูครอบครัว “ในนามีข้าว” เขาปลูกทั้งพันธุ์ข้าวหอมมะลิ และข้าวไรซ์เบอร์รี่ แถมปลูกกระเจี๊ยบแดงบนคันนา เพื่อเป็นรายได้เสริม โดยขายในรูปแบบกระเจี๊ยบตากแห้ง และน้ำกระเจี๊ยบพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ โดยใช้ชื่อการค้าว่า “เจี๊ยบ เตย ทรา”

คุณต้น ปลูกข้าวแบบลดต้นทุนด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ โดยใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวนาน้ำตมที่เขาประดิษฐ์ขึ้นใช้เอง เรียกว่า โมเดล “นางาม 1” นับเป็นเครื่องหยอดข้าวแนวใหม่ ใช้งานง่ายมาก สิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์น้อยกว่า แต่ได้ผลผลิตมากกว่าเดิม ต้นข้าวขึ้นเป็นระเบียบ ทำให้ดูแลจัดการในแปลงนาได้ง่าย ผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ไม่ธรรมดา จิ๋วแต่แจ๋วจริงๆ เพราะติด 1 ใน 30 ชิ้นงานเด่น จากโครงการประกวดผลงานเกษตรกรทั่วประเทศในโครงการเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ปี 2558

การปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ของคุณต้น เริ่มต้นจากใส่ใจเรื่องการเตรียมดินที่ดี เพิ่มจุลินทรีย์และอินทรียวัตถุให้กับดินด้วยการไม่เผาตอซังข้าว ปลดปล่อยธาตุอาหารที่หลงเหลืออยู่ในตอซังออกมาให้พืชได้ใช้ และปรับปรุงดิน การเตรียมดินที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง คุณต้นไม่เผาตอซัง แต่ใช้วิธีการไถกลบตอซัง และหมักด้วยน้ำจุลินทรีย์จาวปลวก รองพื้นปุ๋ยอินทรีย์ พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า แช่เมล็ดข้าวด้วยเชื้อไตรโคเดอร์ม่า 1 คืน และหุ้ม 1 คืน หยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยเครื่องหยอด โมเดล “นางาม 1” ช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าว เพราะใช้แค่ 8 กิโลกรัม ต่อไร่ ประหยัดเวลาในการเพาะปลูก เพราะแปลงนา 1 ไร่ ใช้เวลาเพียง 45 นาที ข้าวอายุ 14 วัน จะขึ้นเป็นแนวคล้ายการปักดำ เรียกว่าผลงานชิ้นนี้ช่วยลดขั้นตอนการหว่านกล้า ถอนกล้า ขนย้ายกล้า และปักดำ ดูแลจัดการง่ายกว่าการปลูกข้าวทั่วไป

หากคุณเป็นชาวนาจะเลือกปลูกข้าวด้วยวิธีไหนถึงคุ้มค่ากับการลงทุน หากเปรียบเทียบ จากการทำนาใน 3 รูปแบบ ได้แก่

1. เครื่องหยอด แปลง 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 8 กิโลกรัม ใช้เวลาหว่านแค่ 45 นาที ต้นข้าวจะขึ้นเป็นระเบียบ แสงส่องถึง ต้นข้าวแข็งแรง

2. นาดำ ใช้เมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัม ทำงาน 1 วัน ใช้แรงงาน 3 คน ต้นทุนผลิตอยู่ที่ ไร่ละ 1,000 บาท

3. นาหว่าน ใช้เมล็ดพันธุ์ 6 กิโลกรัม ใช้เวลาปลูก 10 นาที แต่ข้าวหนามาก ในมุมมองของคุณต้น เขามองว่าการทำนาหว่านเจ๋งสุด ในตอนนี้ อันดับ 2 คือ นาหยอด ตามด้วยปลูกข้าวด้วยวิธีนาดำ

ปัจจุบัน แปลงนาของคุณต้นมีจุดเด่นในเรื่องต้นทุนต่ำ เพราะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวน้อย ใช้ปุ๋ยน้อย แต่ได้ผลผลิตที่ดี เพราะคุณต้นมีตัวช่วยคือ ใช้จุลินทรีย์จาวปลวก ฮอร์โมนนม ช่วยบำรุงต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวแตกกอได้ดี ใช้ฮอร์โมนไข่ เพื่อให้เมล็ดข้าวเต็มรวง รวมทั้งใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ป้องกันโรคไหม้คอรวงและเชื้อรา รวมทั้งใช้น้ำหมักหอยเชอรี่และน้ำหมักสมุนไพรรวม เพื่อบำรุงต้นข้าวและป้องกันแมลงศัตรูพืช

ทุกวันนี้ คุณต้น เปิดบ้านเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำนาแบบลดต้นทุน ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้สนใจ นอกจากนี้ยังได้รวมกลุ่มกับเพื่อนเกษตรกรในท้องถิ่น จัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรอินทรีย์” มีการรวมตัวทำกิจกรรมการเกษตรอย่างครบวงจร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกันพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ คุณต้นเชื่อว่าถ้ามีคนหนุ่มรุ่นใหม่คิดได้และทำแบบนี้เยอะๆ จะทำให้ชุมชนชาวนาเข้มแข็งขึ้นอย่างยั่งยืน

หากใครสนใจอยากอุดหนุนข้าวหอมมะลิและข้าวไรซ์เบอร์รี่ ที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ หรืออยากแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำนาต้นทุนต่ำ สไตล์ “ชาวนาขาร็อก” สามารถติดต่อ คุณต้น-นิติพงษ์ เจาะจง ได้ที่ บ้านเลขที่ 129 หมู่ที่ 1 บ้านโนนโพธิ์ ตำบลนางาม อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด 45120 โทร. (084) 663-3327 หรือติดต่อทางเฟซบุ๊ก “นิติพงษ์ เจาะจง” หรือ Line : tanyatip101

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตรวจสอบการใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มหมู

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจการลักลอบใช้สารเร่งเนื้อแดงในฟาร์มหมูและในโรงฆ่า อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ภายใต้ยุทธการ “สินค้าเกษตรปลอดภัย” หวังให้อุตสาหกรรมเลี้ยงหมูของไทยปลอดสารเร่งเนื้อแดง 100% เพื่อผู้บริโภคได้รับอาหารปลอดภัย ตรุษจีนปีนี้เลือกซื้อเนื้อสัตว์จากสถานที่จำหน่าย ตราสัญลักษณ์ปศุสัตว์ OK เมื่อเร็วๆ นี้

อาชีพปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน ขายหน่อสด…ทำเงินแสน ที่พะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

อาชีพปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน ขายหน่อสด…ทำเงินแสน ที่พะเยา

คุณประยูร ใจการ มีอาชีพเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ของบริษัทแห่งหนึ่งในตัวจังหวัดพะเยา ตั้งแต่ ปี 2534 จนถึง ปี 2552

คุณประยูร ใจการ อยู่บ้านเลขที่ 12 บ้านผาช้างมูบ หมู่ที่ 1 ตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โทรศัพท์ (086) 185-5079 ระหว่างที่ทำงาน ได้เพาะไผ่ไปด้วย โดยปลูกไผ่ตั้งแต่ปี 2549

ปลูกครั้งแรก จำนวน 100 ต้น คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 1 ไร่ 2 งาน สาเหตุจูงใจในการปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน เนื่องจากช่วงนั้นไผ่มีราคาดี และเป็นอาชีพอิสระ ทำแล้วสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้รวดเร็ว และมีใจรักในการทำเกษตรอยู่เป็นทุนเดิม

เนื่องจากพ่อแม่มีอาชีพเกษตรกรรมอยู่แล้ว จึงได้ลาออกจากการเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์มาปลูกไผ่เพิ่มเติม โดยขยายพื้นที่จากเดิม 1 ไร่ 2 งาน มาปลูกเพิ่มขึ้น เป็นพื้นที่ทั้งหมดในปัจจุบัน จำนวน 7 ไร่ และมีจำนวนต้น 4,000 ต้น ซึ่งขณะนี้ให้ผลผลิตทั้งหมด โดยใช้ทุนเริ่มต้นจากโครงการแก้ไขปัญหาความยากจน (กขคจ.)

คุณประยูร เล่าให้ฟังว่า ไผ่เป๊าะ และไผ่ไต้หวัน ที่ปลูกจะเริ่มให้ผลผลิตตั้งแต่เดือนมกราคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตจนถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งรายได้เฉลี่ยจากการจำหน่ายผลผลิตของแปลง จะได้วันละ 1,000 บาท โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมผลผลิตจะยังมีปริมาณไม่มากนัก แต่ราคาแพง และเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ผลผลิตจะมีจำนวนมาก แต่ราคาจะถูกลง เนื่องจากหน่อไม้ตามฤดูกาลจะออกสู่ตลาด รวมทั้งจะมีผลผลิตไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวันจากต่างจังหวัดมาแย่งลูกค้า โดยเฉลี่ยแล้วจะจำหน่ายได้ในราคา ประมาณ 40 บาท ต่อกิโลกรัม

เทคนิคที่ทำให้ประสบผลสำเร็จ

ในการปลูกไผ่เป๊าะและไผ่ไต้หวัน

การเตรียมดิน…มีการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่ เพื่อเตรียมความอุดมสมบูรณ์ให้กับลำต้นของไผ่ในช่วงเดือนธันวาคม พร้อมให้น้ำกับไผ่อย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3 วันครั้ง และกำจัดวัชพืชภายในแปลงให้สะอาด พร้อมนำฟางข้าวมาคลุมโคนต้นไผ่ เพื่อให้เก็บความชื้นได้ดีและคลุมไม่ให้วัชพืชเกิดขึ้นด้วย

การให้ปุ๋ย…มีการให้ปุ๋ยเคมีเล็กน้อย โดยผสมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ให้กับไผ่ ปุ๋ยที่ใช้คือ สูตร 15-15-15 อัตรา 2 ขีด ต่อต้น

การตัดแต่งกิ่ง…มีการตัดแต่งกิ่งและลำต้น โดยตัดลำต้นที่ขึ้นกลางกอออกให้หมด เพื่อให้หน่อไม้บริเวณริมกอและเก็บเกี่ยวผลผลิตง่าย ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ หน่อมีขนาดใหญ่ น้ำหนักดี สะดวกในการดูแลรักษา โรคแมลงไม่รบกวน โดยตัดแต่งกิ่งและลำต้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนก่อนใส่ปุ๋ย

การกำจัดวัชพืช…จะใช้การตัดโดยใช้แรงงานคน ไม่ใช้วิธีการใช้สารเคมีในการกำจัด วัชพืชที่ตัดแล้วจะนำไปเลี้ยงสัตว์ และทำปุ๋ยหมักภายในแปลง

การตลาด…จะจำหน่ายโดยส่งให้ลูกค้าขาประจำในตลาดสดของจังหวัดพะเยาทุกวัน จะเริ่มส่ง ตั้งแต่ ตี 3 โดยลูกค้าจะมารับและนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภค โดยหน่อไม้ที่จะจำหน่าย คุณประยูรจะนำมาทำความสะอาด ตัดแต่งให้สวยงาม บรรจุถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม บางส่วนพ่อค้าก็มารับซื้อถึงแปลง เพื่อนำไปจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภคในหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง รายได้เฉลี่ยหักต้นทุนแล้ว ประมาณ 1,000 บาท ต่อวัน หรือเดือนละ 30,000 บาท รวม 5 เดือน มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท เลยทีเดียว

คุณมนัส สะพานแก้ว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลสันป่าม่วง อำเภอเมืองพะเยา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับไผ่เป๊าะว่า ไผ่เป็นพืชที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลายด้าน ทั้งใช้อุปโภคและบริโภค ซึ่งขึ้นได้ในธรรมชาติทั่วไป เมื่อศึกษาข้อดีในด้านต่างๆ ของการนำมาใช้ เช่น การบริโภคหน่อ การนำมาใช้ในเครื่องอุปกรณ์จักสาน หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน สำหรับไผ่บริโภคหน่อที่เราพบเห็นและรู้จักกันดี เช่น ไผ่ตง ไผ่รวก ไผ่ซาง ไผ่หก ไผ่สีสุก ไผ่หวาน แต่สำหรับคนภาคเหนือจะรู้จักไผ่อีกชนิดหนึ่ง ในชื่อ ไผ่เป๊าะ หรือ หน่อเป๊าะ ที่มีคุณสมบัติดีเด่นในการให้หน่อ ซึ่งผลผลิตสูงในช่วงฤดูแล้ง หรือจะเรียกอีกอย่างคือ หน่อไม้นอกฤดูกาล ช่วงฤดูแล้งให้น้ำต้นหน่อเป๊าะ จะให้หน่อได้เร็ว (พันธุ์เบา) และมีหน่อจำนวนมาก ประกอบกับคนเหนือนิยมแกงหน่อไม้ใส่น้ำปูกันอย่างมาก ถือเป็นอาหารสุดยอดของคนเหนือ จึงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคสูงยิ่ง หน่อเป๊าะ จึงได้นำไปขยายปลูกในหลายพื้นที่ เป็นที่สนใจของเกษตรกรมาก เนื่องจากรายได้จากการขายหน่อ ค่อนข้างทำรายได้ดี เพราะโดยเฉลี่ยในระยะปีที่ 3 ขึ้นไป จะเฉลี่ยรายได้ถึงไร่ละ 30,000-50,000 บาท ต่อปี (จำหน่ายในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม กิโลกรัมละ 30-40 บาท) ราคาสูงเพราะเป็นการผลิตหน่อไม้นอกฤดูกาล

พันธุ์ไผ่เป๊าะ เท่าที่ทราบ ดูจากลักษณะของกาบหุ้มลำต้น มีกาบสีน้ำตาล กาบน้ำตาลชมพู และกาบน้ำตาลแดง และ ถ้าสังเกตลักษณะของลำ จะมีขนาดลำเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ลำขนาดเล็กจะให้หน่อดก ข้อเสียคือหน่อจะมีขนาดเล็กด้วย

การปลูกไผ่เป๊าะ ทำได้ไม่ยาก วิธีขยายพันธุ์ และนำไปปลูกนิยมขุดลำต้นและนำไปปลูกได้เลย ฤดูกาลและช่วงที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม อยู่ในช่วงปลายฤดูฝน ระยะปลูก 5×5 เมตร ไร่ละประมาณ 75 ต้น

การดูแลรักษา

หน่อไผ่เป๊าะ จะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 เป็นต้นไป การให้น้ำ การให้ปุ๋ย และการตัดแต่งกอ และการกลบโคนต้น เป็นเรื่องสำคัญ ผลผลิตจะดีหรือไม่ขึ้นกับการบริหารจัดการในการดูแลรักษาเป็นหลัก เมื่อไผ่เป๊าะให้ผลผลิตแล้ว การใช้ปุ๋ย มีทั้งการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (ขี้วัว) และปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือปุ๋ย 46-0-0 (ยูเรีย) ซึ่งหน่อไผ่เป๊าะที่สมบูรณ์หน่อยจะดกและมีขนาดใหญ่ การใช้ยูเรียสูงหน่อจะโต แต่มีข้อเสียในการขนส่งไปไกลๆ จะเน่าเสียง่าย ถ้าเป็นตลาดท้องถิ่นไม่มีผลกระทบ หลังฤดูการเก็บเกี่ยวในราวเดือนพฤศจิกายน เกษตรกรจะเริ่มตัดแต่งกอ โดยตัดต้นที่แก่ออก เหลือส่วนโคนไว้ไม่เกิน 5 เซนติเมตร แล้วใช้ไม้ล้อมเป็นคอก ใช้ปุ๋ยคอกกลบโคนต้น พร้อมใช้ปุ๋ยเคมีหว่านบริเวณกอ ใช้ฟางคลุม และให้น้ำบริเวณกอให้ชุ่มอยู่ตลอด ประมาณเดือนมกราคมของทุกปี เมื่ออากาศเริ่มอุ่นไผ่เป๊าะจะเริ่มแทงหน่อ สามารถขุดจำหน่ายได้

วิถีการตลาดของหน่อไผ่เป๊าะ มีจำหน่ายในพื้นที่หลายจังหวัด เช่น จังหวัดแพร่ ลำปาง พะเยา เชียงราย น่าน และ อุตรดิตถ์ และขณะนี้ในพื้นที่ต่างๆ ที่มีหน่อไม้เป๊าะจำหน่าย เกษตรกรมีความสนใจในการขยายพื้นที่ปลูกเป็นจำนวนมาก เพราะหน่อไผ่เป๊าะเป็นอาหารหลักยอดนิยมของคนเหนือ จุดเด่นเป็นไผ่พันธุ์เบา และรายได้ต่อไร่ค่อนข้างสูงไม่มีปัญหาด้านการตลาด

………………………………….

ค่าต้นทุนการผลิตหน่อไผ่เปาะ

ต่อ 1 กอ ต่อ 1 ไร่ ต่อ (75 กอ)

(กอ) (1 ไร่)

– ค่าเตรียมหลุม/แปลงปลูก = 50 บาท 3,750 บาท

– ค่าต้นกล้า = 25 บาท 1,875 บาท

– ค่าดูแลรักษา (ตัดหญ้า,ใส่ปุ๋ย,ให้น้ำ)

ช่วงอายุ 1-2 ปี = 150 บาท 11,250 บาท

– ค่าต้นทุนการผลิต ในปีที่ 3 (ระยะเวลาการผลิต 2 เดือน ถึง 2 เดือนครึ่ง)

– ค่าตัดแต่งกิ่ง = 20 บาท 1,500 บาท

– ค่าปุ๋ยคอก = 20 บาท 1,500 บาท

– ค่าปุ๋ยเคมี (15-15-15) = 30 บาท 2,250 บาท

– ค่าวัสดุคลุม (ฟาง) = 20 บาท 1,500 บาท

– ค่าให้น้ำ = 30 บาท 2,250 บาท

345 บาท 25,875 บาท

การผลิตช่วงฤดูการผลิต เดือน (ม.ค.-พ.ค.)

– เก็บเกี่ยวผลผลิต 5-7 วัน/1ครั้ง

– ผลผลิต 2-5 กิโลกรัม/ครั้ง

– เฉลี่ยจำนวนครั้งในการเก็บเกี่ยว 15 ครั้ง/กอ/ฤดูการผลิต

– ผลผลิตรวมเฉลี่ย = 20-25 กิโลกรัม/กอ

– ผลผลิตรวมเฉลี่ย = 1,500-1,875 กิโลกรัม/ไร่

– ราคาเฉลี่ยตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. = 25 บาท/กิโลกรัม (75 กอ)

– รายได้เฉลี่ย 1 ไร่/ปี = 37,500 ถึง 46,875 บาท

– เฉลี่ยไร่ = 42,187.50 บาท/ปี