ผักไผ่…พืชรสเผ็ดร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนโลยีการเกษตร

อดุลศักดิ์ ไชยราช

ผักไผ่…พืชรสเผ็ดร้อน

ในช่วงฤดูหนาว ผลกระทบที่ร่างกายได้รับจากความหนาวเย็น บางครั้งถึงกับเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะความหนาวจะส่งอิทธิพลต่อธาตุน้ำในกาย ทำให้เจ็บป่วยมากกว่าธาตุอื่น ผิวหนังจะแห้ง มึนศีรษะ น้ำมูกไหล ขัดยอกร่างกายขยับเขยือนเคลื่อนตัวไม่สะดวก ท้องอืดเฟ้อ อาหารที่เหมาะสมกับหน้าหนาว ควรเป็นอาหารที่มีรสขมร้อน รสร้อน และรสเปรี้ยว ผักพื้นบ้านที่เหมาะสมต่อการกินในช่วงหนาว ได้แก่ ข่าอ่อน กระชาย ขมิ้น พริกไทย ยอดพริก ผักไผ่ และผักที่มีรสเผ็ดร้อนต่างๆ

ผักไผ่ เป็นผักที่ชาวบ้านนิยมปลูกกันมาก ใช้เป็นผักแกล้มหรือปรุงรสอาหาร นิยมกันทั่วทุกภาคของไทย และหลายประเทศในอาเซียน เป็นพืชที่พบในป่าบริเวณริมลำธารน้ำที่มีความชื้นสูง ชาวบ้านเข้าป่าพบว่า เป็นผักที่มีรสหอมเผ็ด นำมาปลูกไว้ที่ในสวนครัวหลังบ้าน บ้างปลูกลงดินเป็นแปลงใกล้ๆ โอ่งน้ำ บ้างปลูกลงกระบะกระถางอ่างโอ่งกะละมังรั่ว ปลูกติดง่าย แพร่ขยายเร็ว กินยอดใบอร่อย จึงนิยมแพร่หลายกันทั่วไป

“ผักไผ่” (POLYGONACEAE) มีชื่อเรียกกันตามท้องถิ่นต่างๆ ทางภาคเหนือ เรียก ผักไผ่ ภาคอีสาน เรียก ผักแพว พริกม้า โคราช เรียก จันทน์โฉม อยุธยา เรียก หอมจันทน์ ผักไผ่เป็นพืชล้มลุกที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็วมาก และมีอายุอยู่ให้เก็บกินเป็นปี ยิ่งหมั่นเด็ดยอด ยิ่งแตกยอดเป็นกิ่งก้านบานขยายพุ่ม ตามแนวราบไปกับผิวดิน และชูยอดขึ้นมาสวยงามมาก ถ้าปลูกในที่ร่มจะชูยอดตั้งขึ้นมายาว แต่ถ้าปลูกที่กลางแจ้ง ยอดจะแผ่เรี่ยดิน และออกรากตามข้อแตกยอดให้เก็บกินได้หลายยอด ยิ่งถ้าดินปลูกเป็นดินดีอุดมสมบูรณ์ด้วยอินทรียวัตถุ จะยิ่งอวบอ้วนสวยงามจนไม่อยากเด็ดกินเลยเชียว

พันธุ์ผักไผ่ที่จะนำมาปลูก หาได้จากเพื่อนบ้าน แต่ถ้าเขาหวงที่จะให้เด็ดกิ่งยาวๆ ที่มีรากติดด้วย ก็มีวิธีที่จะหาจากตลาด เมื่อเรารู้จักว่า นี่คือ ผักไผ่ แน่แล้ว ก็ซื้อมาสักกำที่เขาตัดยาวๆ ราวๆ 5-7 บาท เด็ดเอาใบล่างมาปรุงอาหาร เหลือก้านยาวๆ ตามที่เขาตัดมาขาย พร้อมยอดอ่อนใบอ่อนเล็กๆ จะห่อใบตอง หรือใส่ลงในแก้วน้ำ หรือกระป๋องน้ำ ใส่น้ำเปล่าลงไปให้เล็กน้อย ให้โคนก้านจุ่มแช่น้ำสัก 1-2 นิ้ว เก็บไว้ในที่ร่ม ภายใน 5-7 วัน จะแตกรากสีขาวออกมาเต็มก้นกระป๋อง รอให้รากแก่อีกสักนิด เอาไปปลูกในกระถาง กะละมัง ที่เตรียมดินไว้แล้ว ใช้ดินถุงที่ร้านต้นไม้ขายก็ดี แต่ขอให้เอาเศษใบไม้แห้งรองก้นกระบะกระถางด้วย ดินจะได้โปร่งร่วนซุยและเป็นประโยชน์นาน ถ้าดินยุบตัวลงจะได้เติมดินใหม่ได้ ผักไผ่ไม่ชอบดินเหนียวจัด จะแคระแกร็น แต่ถ้าต้องการความแข็งแกร่ง สีก้านแดงมั่ง ก็ใช้ดินเหนียวได้ แต่ขอร้องอย่าให้ปุ๋ยเคมีเด็ดขาด ผักไผ่ไม่ชอบ ชอบที่ความชื้นสูง เช่น ข้างโอ่งน้ำ มีแสงแดดส่องถึง มีบางรายเอากระถางผักไผ่ไปแช่ไว้ในอ่างปลาสวยงามหน้าบ้าน แทนพืชประดับ สวยงาม เก๋ และมีประโยชน์ แต่ให้ระวังใบล่างที่แช่น้ำอยู่ตลอดเวลาเน่า จะทำให้อ่างปลาน้ำเน่าไปด้วย

ชาวเหนือ ชาวอีสาน นิยมใช้ผักไผ่เป็นผักปรุงอาหารและแกล้มกับอาหารพวกลาบ ก้อย ส้า พล่า ยำ อาหารที่ขาดผักไผ่แล้วเสียรสเลย เช่น ทางเหนือมียำไก่บ้าน ลาบปลาเพี้ย (ปลากาดำ) อีสานต้อง ก้อยกุ้ง แหนมเนือง ปักษ์ใต้ก็ใช้ใบยอดสด หรือลวก หั่นใส่ข้าวยำก็สุดบรรยาย ผักไผ่เป็นผักเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอมฉุน ใช้ดับคาวเนื้อสัตว์ คาวปลา จะช่วยเจริญอาหาร ขับลมในกระเพาะ ผักไผ่ 1 ขีด หรือ 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 54 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย (Fiber) 1.9 กรัม แคลเซียม 79 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 272 มิลลิกรัม เหล็ก 2.9 มิลลิกรัม วิตามินเอ 8112 iu. วิตามินบี 1 0.05 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.59 มิลลิกรัม วิตามินซี 77 มิลลิกรัม ไนอะซิน 1.7 มิลลิกรัม

ผักไผ่ นับวันจะเป็นผักเพื่อการค้ามากขึ้น ด้วยเหตุจากความนิยมของผู้คนที่รู้ถึงคุณค่า คุณประโยชน์ทางโภชนาการ สรรพคุณทางยา และความปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างแน่นอน ในด้านการที่จะมีพัฒนา แปรรูปเป็นสินค้าประเภทอาหารสุขภาพและสมุนไพร มีการศึกษาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เชื่อว่าด้วยคุณสมบัติที่เป็นบวกของผักไผ่ จะมีผลงานการวิจัยของนักวิชาการไทยมากขึ้น คาดว่าเร็วๆ นี้ คงมีผลงานวิจัยพัฒนาผักไผ่เพื่อเป็นยา หรือสารเกี่ยวกับสุขภาพอนามัย เช่นเดียวกับพืชหลายชนิด เช่น ยาระบายขับลม ยาลดกรดในกระเพาะลำไส้ หรือยารักษาโรคผิวหนัง ยาปลูกผมสำหรับคนผมบางผมน้อย สมุนไพรพร้อมชงดื่มแก้หนาว แก้หวัด ยาลดความอ้วน ยาถ่ายพยาธิ หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ

ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นของผักไผ่ ที่มีความหอมฉุนของใบและยอด เป็นพืชที่ให้สารเยื่อใยหรือไฟเบอร์สูงมากกว่าพืชอื่น ทำให้ผักไผ่เป็นพืชผักอีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรหลายคนไม่ควรมองข้าม วันนี้อาจจะยังไม่แพร่หลายนัก แต่เชื่อไหมว่า วันข้างหน้าจะรู้จักและเรียกร้องหากันมากขึ้น ผักไผ่สามารถปลูกเป็นพืชสวนครัวก็ได้ เป็นผักการค้าก็ได้ เป็นไม้ประดับก็ดีมีประโยชน์มากกว่า ปลูกได้ทุกสภาพพื้นที่ พื้นดิน กระถาง กระบะ เรือรั่ว กะละมังรั่ว กระป๋อง สารพัดที่หาได้เหลือใช้จากครัวเรือน ดูแลให้น้ำก็ไม่มาก น้ำเหลือจากการอาบ ล้างหน้า ล้างเนื้อ ล้างปลา เศษมูลนก มูลสัตว์เลี้ยงที่เป็นปัญหาของชาวเมืองขณะนี้ ทำเป็นปุ๋ยผักไผ่ได้อย่างดี สารเคมีไม่ได้กล้ำกลายปลอดภัย เพราะเป็นพืชที่ไม่มีศัตรูรบกวน หรือมีบ้างเล็กน้อย ก็จะมีพวกมด แตน ช่วยขจัดให้ ผักไผ่ปลูกง่าย ขยายพันธุ์เร็ว เพียงแต่ชาวบ้านเราต้องรู้จักวิธีการ “ต่ออายุผักไผ่” คือ หมั่นเด็ดยอด อย่าปล่อยให้ออกดอก แยกขยายกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ไปปลูกเปลี่ยนกระถาง เปลี่ยนดิน เปลี่ยนที่ ปีละครั้ง สองครั้ง เป็นการต่ออายุให้ใช้ประโยชน์ได้หลายชั่วอายุพืช มีให้เก็บกินตลอดปี ไม่ขาดหายไปจากครัวเรือน มีมากเด็ดยอดมัดกำขายตลาด กำหนึ่ง 10 ยอด 5 บาท เป็นเงินเล็กๆ น้อยๆ ค่าขนมลูกหลานได้ดีทีเดียว

หลากหลายการจัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง ที่ร้อยเอ็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

หลากหลายการจัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง ที่ร้อยเอ็ด

เรื่องของความแห้งแล้ง แผ่ขยายไปในหลายจังหวัดของประเทศไทย

จังหวัดร้อยเอ็ด ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดนี้ ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด โดยมีกิจกรรมหลากหลาย

ลองมาติดตามดูครับ

ส่งเสริมใช้น้ำน้อย

ปลูกพริกซุปเปอร์ฮอต

อำเภอจังหาร

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณทรงพล ใจกริ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงานโครงการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกพริกซุปเปอร์ฮอต ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง ตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชน เพื่อบรรเทาภัยแล้ง ปี 2558/2559 มี พ.อ. วินัย เจริญศิลป์ เสนาธิการทหาร มณฑลทหารบกที่ 27 จังหวัดร้อยเอ็ด คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด คุณโกวิทย์ ศีลพัฒน์ เกษตรอำเภอจังหาร เข้าร่วมงาน

คุณวัฒนชัย จันตะเสน นายอำเภอจังหาร กล่าวรายงาน ที่แปลงปลูกพริก ของ คุณสงัด รักความซื่อ บ้านเหล่ากล้วย หมู่ที่ 5 ตำบลปลาฝา อำเภอจังหาร จังหวัดร้อยเอ็ด ว่าโครงการนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ประเมินสถานการณ์ ปี 2559 ของกรมชลประทาน น้ำต้นทุนที่กักเก็บในเขื่อนหลักมีเพียง ร้อยละ 33 รัฐบาลมีความเป็นห่วงเกษตรกรและประชาชนที่จะมีผลกระทบต่อปัญหาภัยแล้ง จึงมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถดำรงชีวิตผ่านวิกฤตภัยแล้งไปได้ จึงมีมติเห็นชอบโครงการบูรณาการตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบภัยแล้ง และโครงการจัดทำแผนชุมชนเพื่อแก้ไขวิกฤตภัยแล้ง ปี 2558/2559 ใน 8 มาตรการ โดยในมาตรการที่ 4 ให้ดำเนินการตามแผนพัฒนาอาชีพเกษตรกรตามความต้องการของชุมชน

โครงการปลูกพริกนี้ คาดว่าจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรไม่น้อย โดยใช้ปัจจัยการผลิต อย่างน้ำที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์

อำเภอเมืองสรวง

ปลูกหอมพืชใช้น้ำน้อย

ที่แปลงปลูกหอม พื้นที่ 400 ตารางวา ของเกษตรกรอำเภอเมืองสรวง มีการจัดรูปแปลงโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ขนาด กว้าง 1.5 เมตร ยาวตามรูปแปลง เตรียมดินปลูกโดยย่อยดิน ผสมแกลบ ปูนขาว ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ทิ้งดินผึ่งแดดไว้ 7 วัน อย่างน้อย นำกล้าหอมที่เตรียมไว้เกิดรากแล้วอย่างพอเหมาะ ปักลงไปในดิน ขนาด 3×3 เซนติเมตร จำนวน 5 แถว

อายุ 30-45 วัน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกจำหน่ายได้ พืชอายุสั้นโตไว

ปุ๋ยน้ำชีวภาพ ทำให้หอมเจริญเติบโตไวมาก

การให้น้ำ ใช้ระบบฉีดฝอย

การป้องกันกำจัดศัตรูพืช…โรคแมลงมีรากเน่า โคนเน่า แมลงหรือหนอนชอนใบ ใช้สารสมุนไพร ป้องกันกำจัดได้ ตลาดมีความต้องการสูงมาก เกษตรกรที่อำเภอเมืองสรวง มีความชำนาญในการปลูกหอม และสามารถส่งตลาดภายในจังหวัดร้อยเอ็ดได้วันละ 1,000-2,000 กิโลกรัม

เกษตรกรปลูกหมุนเวียนเป็นแปลงพี่ แปลงน้อง เก็บผลผลิตแปลงพี่หมด แปลงน้องสามารถเก็บผลผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

อำเภอธวัชบุรีดูงาน

ระบบน้ำหยดแตงร้าน

อำเภอเมืองสรวง

มีใบรับรอง GAP

กรมวิชาการเกษตร

ที่อำเภอเมืองสรวง เกษตรกรปลูกแตงร้านระบบน้ำหยด ช่วยประหยัดน้ำได้อย่างดี

เกษตรกรเล่าถึงวิธีการทำว่า ไถดินลึก 30-35 เซนติเมตร ตากแดดทิ้งไว้ 7-10 วัน ใส่ปุ๋ยคอก ในอัตรา 1-2 ตัน ต่อไร่ และปุ๋ยสูตร 15-15-15 รองก้นหลุมก่อนปลูก คลุมแปลงด้วยพลาสติก เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น และลดการระบาดของแมลง

การปลูกแบบขึ้นค้าง ระหว่างต้น 40-50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 80-100 เซนติเมตร เว้นร่องน้ำระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร หยอดเมล็ดหลุมละ 1-2 เมล็ด เมื่อมีใบจริง 2-3 ใบ ถอนแยกให้เหลือ 1 ต้น ต่อหลุม จัดการง่าย ผลผลิตมีคุณภาพและผลผลิตสูงกว่าวิธีปลูกแบบเลื้อยตามดิน

การใส่ปุ๋ย…ระยะต้นกล้า (อายุ 15 วัน) ใช้สูตร 15-15-15 ระยะดอกบาน (อายุ 30 วัน) ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 ระยะบำรุงผล (อายุ 35 วัน) ใช้สูตร 15-15-15 หรือ 8-24-24/15-15-15

ใช้ตาข่ายไนล่อน ทำค้าง อายุ 35-40 วัน เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิต เก็บไปเรื่อยๆ ผลผลิต 5,000 กิโลกรัม ต่อไร่ เกษตรกรปลูกแบบแปลงพี่ แปลงน้อง หมดแปลงพี่ เก็บแปลงน้องต่อ ผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี หากปลูกหมุนเวียนกับแปลงหอม ผลผลิตจะดีมากๆ ไม่เชื่อลงทำดูนะครับ แปลงปลูกแตงร้านอยู่อำเภอเมืองสรวง หมู่ที่ 2 บ้านเมืองสรวง ตำบลเมืองสรวง

ฟักทอง เงินล้าน

คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า การส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย หรือพืชหลังนา ในพื้นที่ตำบลหนองไผ่ อำเภอธวัชบุรี ตำบลขี้เหล็ก ตำบลโพนเมือง อำเภออาจสามารถ และพื้นที่ทั่วไปในเขตอำเภอเมืองร้อยเอ็ด เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันปลูกฟักทอง ระยะเวลา 75-90 วัน สามารถเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้ กิโลกรัมละ 5-20 บาท โดยเฉพาะเกษตรกรบ้านดงบัง-สนามชัย ตำบลโพนเมือง มีการปลูกแบบเหลื่อมฤดูกาล คือ ปลูกในพื้นที่ไร่ ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม ผลผลิตออกสู่ตลาด เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เป็นช่วงตลาดมีความต้องการสูง ราคา กิโลกรัมละ 15-20 บาท 1 ไร่ 4,000-5,000 กิโลกรัม สร้างเงินงาม ไร่ละ 80,000-100,000 บาท และราคาจะลดลงในช่วงผลผลิตออกมามาก พื้นที่ปลูกกว่า 250 ไร่ ขณะที่เกษตรกรปลูกฟักทองหลังนา ผลผลิตออกมาตั้งแต่เดือนมกราคม-เดือนพฤษภาคม

ฟักทอง เริ่มออกมาจำนวนมาก เกษตรกรขายฟักทอง เกรด เอ กิโลกรัมละ 10 บาท ฟักทองตกเกรด หรือฟักทองคละ กิโลกรัมละ 5 บาท เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย เกษตรกรมีรายได้ ในฤดูแล้งนี้หากท่านผ่านเส้นทางสายร้อยเอ็ด- อำเภออาจสามารถ เข้าเขตตำบลหนองไผ่ บ้านก้างปลา ไปจนถึงเขตตำบลขี้เหล็ก อำเภออาจสามารถ แวะซื้อผลผลิต ฟักทอง จากเกษตรกรได้

ปลูกข่า แซมยางพารา

งานทางเลือก

ก่อนการเปิดกรีดมีรายได้

งานปลูกข่าในป่ายางพาราระบบน้ำหยดส่งโรงงานพริกแกงรายได้ดี ช่วงยางพารา 1-5 ปี รอการกรีดยางอีก 7 ปี เกษตรกรทำได้ เพราะนักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ เรารักเกษตรกร เกษตรกรรักเรา “นักส่งเสริมการเกษตร มิตรแท้เกษตรกร”

โดยใช้พื้นที่ร่องปลูกข่าเป็นแถวยาว ตามร่องแปลง ใช้ระบบน้ำหยด ได้ประโยชน์ 2 ทาง คือ ยางพาราได้น้ำ เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตข่าขายส่งตลาด และขายข่าแก่ส่งโรงงาน เป็นรายได้หมุนเวียนก่อนการเปิดกรีดยางพารา ใน 7 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ในพื้นที่ว่างร่องแปลงปลูก หอม ฟัก แฟง ฟักทอง แตงร้าน เป็นพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี

พืชผักสวนครัว

คนอำเภอเมืองสรวงเราทำได้ดีมาก

เมื่อเร็วๆ นี้ คุณสำราญ เห็มวิพัฒน์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 บ้านเมืองสรวง ตำบลเมือง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด พา คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง ลงตรวจเยี่ยมแปลงปลูกพืชผักสวนครัวของเกษตรกร มี มะเขือเทศ หอม ถั่วฝักยาว พริก ตะไคร้ แบบพอเพียงคู่ครัว เป็นการบริหารจัดการพืชอาหารภายในครัวเรือนเกษตรกรอย่างพอเพียง เป็นพืชผักปลอดภัยจากสารพิษ พืชอินทรีย์

เกษตรกร หมู่ที่ 2 บ้านเมืองสรวง ผลิตเอง กินเอง ชีวิตมีความปลอดภัยสูง เป็นการปลูกเพื่อกิน แลก แจก ขาย

เป็นแหล่งอาหารของชุมชน ของคนเมือง เกษตรกรมีรายได้อย่างน้อยครัวเรือนละ 300-500 บาท ต่อวัน หรือมากกว่า สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสรวง เป็นศูนย์กลางการประสานงานด้านการเกษตรอินทรีย์ การเกษตร GAP หรือการเกษตรดีที่เหมาะสม อำเภอเมืองสรวง เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก เป็นเมืองผลิตพืชอาหารสู่ชุมชนเมืองได้อย่างปลอดภัย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. (043) 597-350

???????????????.

พืชผักแม่โจ้ จัดเต็ม พร้อมโชว์ Organic Farm ในงานเกษตรแห่งชาติ “59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05065150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เก็บมาเล่า

พืชผักแม่โจ้ จัดเต็ม พร้อมโชว์ Organic Farm ในงานเกษตรแห่งชาติ “59

สาขาพืชผัก คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมโชว์ Organic Farm และจัดเต็มหลากหลายกิจกรรมด้านพืชผัก คอยต้อนรับผู้มาร่วมงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ระหว่าง วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึง 6 มีนาคม 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฉันทนา วิชรัตน์ คณะผลิตกรรมการเกษตร ผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวว่า “สำหรับงานวันเกษตรแห่งชาติปีนี้ พวกเราชาวพืชผักแม่โจ้ ขอบคุณผู้บริหารที่ทำให้เกิดโอกาสแห่งการเรียนรู้ของทั้งครู ศิษย์ และเกษตรกร เราต่างทุ่มเทเพื่องานนี้ เราได้จัดเตรียมเนรมิตพื้นที่ในส่วนงานด้านพืชผักหลากหลายกิจกรรม โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ชื่อดังของเมืองไทย มาร่วมจัดแสดงพันธุ์พืชและเทคโนโลยีการดูแลรักษา ชมพันธุ์พืชนามพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นงานการปรับปรุงพันธุ์โดยทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ชมแปลงสาธิตด้านการผลิตผัก การฝึกอบรมระยะสั้นหลายหลักสูตร และไฮไลต์สำคัญที่เราจัดเตรียมไว้เพื่อทุกท่าน คือชมตัวอย่างการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ทุกขั้นตอนกระบวนการ ที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่รักสุขภาพและอยากทำเกษตรอินทรีย์ได้ลงมือทำ ซึ่งตอนนี้เราได้เดินหน้าจัดเตรียมงานกันอย่างเต็มที่ อย่าลืมนะคะ…มางานเกษตรแห่งชาติครั้งนี้ ถ้ามาไม่ถึงสาขาพืชผัก ถือว่ายังมาไม่ถึงงานค่ะ…”

สำหรับกิจกรรมด้านพืชผักที่ทุกท่านจะได้พบในงานวันเกษตรแห่งชาติ “59 อาทิ การจัดแสดงแปลงสาธิตพืชผักและเทคโนโลยีจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ชั้นนำระดับประเทศ 12 บริษัท ชมแปลงสาธิตวิธีเกษตร วิถียั่งยืน Organic farm บนพื้นที่ 1 ไร่ พื้นที่สาธิตให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ โดยผู้มาเข้าชมอุทยานเกษตรอินทรีย์จะได้รับความรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์ การบริหารจัดการดิน/น้ำ โรค แมลง ในระบบเกษตรอินทรีย์อย่างครบถ้วน, เทคโนโลยีการผลิตผักในโรงเรือน อาทิ สตรอเบอรี่ แคนตาลูป, พืชผักและจินตนาการ, มหัศจรรย์พืชผัก ผู้ชมจะได้พบกับพันธุ์ผักนามพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่ ถั่วฝักยาวสีม่วง “สิรินธร เบอร์1”, ถั่วฝักยาวลายเสือ “จักรพันธ์ เบอร์ 1”, “พริกขี้หนูปู่เมธ เบอร์ 1” ชมอุโมงค์ผักนานาชนิด กิจกรรมตัดผักจากแปลง (Pick your own) ให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมแปลงผักสามารถเลือกซื้อผักในราคาพิเศษโดยการลงไปตัดผักจากแปลงด้วยตัวเองได้ทุกวัน และพิเศษในวันสุดท้ายของการจัดงาน จะเปิดพื้นที่ทั้ง 9 ไร่ ให้ลงไปเลือกตัดเก็บด้วยตัวเอง นอกจากนั้น ยังจัดให้มีการอบรมระยะสั้นให้กับเกษตรกร ดังนี้

หลักสูตรที่ 1 การเพาะเห็ดเศรษฐกิจสู้ภัยแล้ง

วัน/เดือน/ปี เวลา เรื่อง

28 ก.พ. 2559 10.00-12.00 น. การเพาะเห็ดฟางในตะกร้าจากวัสดุหาง่ายในท้องถิ่น

29 ก.พ. 2559 10.00-12.00 น. การเพาะเห็ดสกุลนางรมอย่างง่าย ได้ผลดี ด้วยฟางหมัก

1 มี.ค. 2559 10.00-12.00 น. โอกาสทองของการเพาะเห็ดเมืองร้อน อายุสั้น ด้วยเห็ดขอนขาว

2 มี.ค. 2559 10.00-12.00 น. เพาะเห็ดแบบเลียนธรรมชาติ ต้นทุนต่ำ ด้วยขอนไม้หาง่ายในชุมชน

3 มี.ค. 2559 10.00-12.00 น. เห็ดเมืองหนาวศักยภาพสูง โอกาสของคนภาคเหนือ ด้วยเห็ดหอม

4 มี.ค. 2559 10.00-12.00 น. การเพิ่มมูลค่าจากฟางเปลี่ยนเป็นเงิน เสริมเศรษฐกิจครอบครัว ด้วยเห็ดฟาง

5 มี.ค. 2559 10.00-12.00 น. ยุคดูแลสุขภาพด้วยเห็ดหลินจือ ให้คุณค่าเวชโอสถ ลดการพบหมอ

รับหลักสูตรละ 50 คน ณ ฐานเรียนรู้การผลิตเห็ดเศรษฐกิจ สาขาพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สำรองการเข้าอบรมได้ที่ โทรศัพท์ (053) 873-670, (053) 878-596

หลักสูตรที่ 2 การอบรมปลูกผัก

วัน/เดือน/ปี เวลา เรื่อง

28 ก.พ. 2559 09.00-12.00 น. ปลูกผักสามัญประจำบ้าน

1 มี.ค. 2559 09.00-12.00 น. การเพาะต้นกล้างอก

3 มี.ค. 2559 09.00-12.00 น. ปลูกผักสามัญประจำบ้าน

5 มี.ค. 2559 09.00-12.00 น. การเพาะต้นกล้างอก

รับหลักสูตรละ 50 คน ณ สาขาพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สำรองการเข้าอบรมได้ที่ โทรศัพท์ (053) 873-670, (053) 878-596

อย่าลืม…27 กุมภาพันธ์ ถึง 6 มีนาคม 2559 ตลอดระยะเวลา 9 วัน ในงานวันเกษตรแห่งชาติ “59 ที่ทุกท่านจะได้พบกับมหัศจรรย์แห่งพืชผัก อย่าลืมนะคะ…มางานเกษตรแห่งชาติครั้งนี้ ถ้ามาไม่ถึงสาขาพืชผัก ถือว่ายังมาไม่ถึงงาน?

ผัดไทย ไม่ลองไม่รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

ผัดไทย ไม่ลองไม่รู้

พูดถึง “ผัดไทย” ใครๆ ก็รู้จักไปทั่วโลก ไม่ว่าฝรั่ง แขก จีน ลาว เขมร พม่า ล้วนแต่รู้จักอาหารจานนี้เป็นอย่างดี

จนเดี๋ยวนี้ผัดไทยได้กลายมาเป็นอาหารประจำชาติเคียงคู่กับต้มยำกุ้งและแกงเขียวหวาน แบบแยกไม่ออกไปเสียแล้ว ทั้งๆ ที่คนไทยกินข้าวเป็นหลักมาแต่ไหนแต่ไร และอาหารจำพวกเส้นนั้นไม่ได้เป็นวัฒนธรรมประจำชาติไทยแต่อย่างใดเลย

มองย้อนไปในประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมไทย อาหารจานเส้นอันโด่งดังนี้ไม่ได้มีความเป็นมาเก่าแก่ยาวนานย้อนยุคไปไกลหลายร้อยปีเหมือนอาหารไทยชาววังอื่นๆ หรอกนะ ผัดไทยเพิ่งจะเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในยุคต้นปี 2500 นี่เอง

อาหารจำพวกเส้นทุกชนิดในบ้านเราได้รับอิทธิพลมาจากอาหารจีน โดยเข้ามาแพร่หลายมากในช่วงที่คนจีนโพ้นทะเลหลั่งไหลอพยพออกมาตั้งรกรากทำมาหากินในเมืองไทยยุคผลัดแผ่นดินตั้งแต่การปฏิวัติครั้งแรกของจีนเมื่อปี พ.ศ. 2454 ซึ่งเป็นการโค่นล้มอำนาจการปกครองของราชวงศ์ชิง โดยการนำของ ดร. ชุน ยัตเซน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง และมีเจียง ไคเช็ก เป็นผู้นำคนแรกหลังการยึดอำนาจจากจักรพรรดิแมนจูจนกระทั่งมีการปฏิวัติประเทศต่อเนื่องเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ในปัจจุบัน

เดิมการเอาเส้นก๋วยเตี๋ยวมาผัดแห้งใส่เครื่องเคราลงไปแบบนี้ เรียกว่า “ก๋วยเตี๋ยวผัด” แรกๆ นั้นรสชาติเป็นผัดแบบจีน ไม่ได้เข้มข้นครบรสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม แบบคุ้นลิ้นคนไทยในปัจจุบัน แต่มีการปรับเปลี่ยนรสชาติใหม่ให้ถูกปากคนไทยจนกลายเป็นผัดไทยแบบทุกวันนี้

เล่ากันว่า ผัดไทยกลายเป็นที่รู้จักของคนต่างชาติยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งได้รณรงค์ให้ประชาชนหันมานิยมกินก๋วยเตี๋ยวกันเพื่อลดการบริโภคข้าวภายในประเทศ เนื่องจากในเวลานั้นเศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ในภาวะข้าวยากหมากแพง ข้าวสารไม่เพียงพอต่อการบริโภค การโฆษณาให้คนกินเส้นถือว่าเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนข้าวอย่างหนึ่ง

แต่ในเมื่อจอมพล ป. เป็นเจ้าพ่อในเรื่องชาตินิยม เมื่อเส้นก๋วยเตี๋ยวบ่งบอกความเป็นจีนชัดเจน ก็เลยต้องมีลูกเล่นนิยมไทยบวกเข้ามานิดหน่อย ด้วยการเปลี่ยนชื่อ “ก๋วยเตี๋ยวผัด” เป็น “ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย” และไม่ให้มีหมูเป็นส่วนประกอบ เพราะมองว่าหมูเป็นอาหารของคนจีน

ดังนั้น “ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย” จึงนิยมใส่กุ้งสดหรือกุ้งแห้งเป็นหลัก และคำเรียกได้กร่อนสั้นลงเหลือแค่ “ผัดไทย” ในที่สุด และปัจจุบันผัดไทยได้กลายเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติไทยไปแล้ว

ก๋วยเตี๋ยวผัดในลักษณะผัดไทยนั้น โดยทั่วไปจะนำเส้นเล็กมาผัดด้วยไฟแรงจัดกับไข่ ใบกุยช่ายสับ ถั่วงอก หัวไชโป๊วสับ เต้าหู้เหลือง ถั่วลิสงคั่ว และกุ้งแห้ง ปรุงรสด้วยพริกป่น น้ำปลา และน้ำตาล เสิร์ฟพร้อมกับมะนาว ใบกุยช่าย ถั่วงอกสด และหัวปลีเป็นเครื่องเคียง บางทีก็มีใบบัวบกแนมมาบ้าง

ปัจจุบันร้านผัดไทยบางแห่งจะใช้เนื้อหมูหรือไก่แทนกุ้งสดซึ่งมีราคาแพง แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ไข่ กุ้งแห้ง หัวไชโป๊ว เต้าหู้ ถั่วงอก ใบกุยช่าย และถั่วลิสง ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้เมื่อผสมผสานเข้าด้วยกันในสัดส่วนที่เหมาะเจาะพอดีแล้วจะทำให้ได้รสชาติก๋วยเตี๋ยวผัดเลอเลิศไม่เหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยวผัดของที่ไหนในโลกจริงๆ

ส่วนเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้นั้นก็ได้พัฒนามาเป็นลำดับ เดิมใช้ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กแบบทั่วไปซึ่งมีลักษณะเหนียวนุ่ม ไม่ขาดง่าย ตอนนี้หลายบ้านนิยมใช้ก๋วยเตี๋ยวเส้นจันท์ซึ่งทำออกมาได้เหนียวกว่าเส้นเล็ก เรียกว่า “ผัดไทยเส้นจันท์” หรือบางทีก็ใช้วุ้นเส้นแทน เรียกว่า “วุ้นเส้นผัดไทย” รวมทั้งมีเส้นหมี่โคราชที่ใช้ทำผัดหมี่โคราชซึ่งมีลักษณะคล้ายกับผัดไทยและนิยมกินกับส้มตำ

นอกจากนี้ ยังมีผัดไทยประยุกต์ให้ดูดีมีราคามากขึ้นตามลักษณะและมูลค่าของวัตถุดิบที่มาใช้ เช่น “ผัดไทยห่อไข่” ที่นำไข่เจียวมาห่อผัดไทยทีหลัง หรือ “ผัดไทยกุ้งสด” ซึ่งบางร้าน เช่น ผัดไทยประตูผี เจ้าดังที่แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร ใส่กุ้งสดตัวใหญ่เบิ้ม ใช้เส้นจันท์ และห่อไข่ ขายในราคาแพงลิบ

และถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าการปรุงผัดไทยในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันในรายละเอียดพอสมควร เป็นต้นว่า ผัดไทยแถวจังหวัดเพชรบุรี นิยมปรุงรสด้วยน้ำตาลโตนดเท่านั้น ส่วนผัดไทยอ่างทอง จะมีรสหวานนำหน้า นิยมกินคู่กับมะม่วงหรือมะเฟืองเปรี้ยวแทนมะนาว ผัดไทยอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ใส่ถั่วฝักยาวซอยและหมูแดงด้วย ส่วนที่อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ใส่ถั่วเหลืองต้มและหมูสามชั้น ขณะที่จังหวัดชุมพร ใส่น้ำพริกแกงส้ม ผัดกับกะทิและใส่ปูม้าแทนกุ้งสด

อีกอย่างที่น่าสนใจคือ ร้านขายผัดไทยส่วนใหญ่มักจะขายหอยทอดหรือขนมผักกาดควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากเครื่องปรุงที่ใช้มีหลายอย่างใช้ร่วมกัน โดยเฉพาะร้านรถเข็นที่ขายผัดไทย-หอยทอดด้วยกระทะเหล็กแบนขนาดใหญ่ ซึ่งมักจะขายอาหาร 2 ชนิดนี้คู่กันเสมอ

รสอร่อยของผัดไทยนั้นอยู่ที่ความกลมกล่อมของการผสมผสานเครื่องปรุงหลากหลายเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาดของคนคิดค้นตำรับอาหารจานนี้ จนได้กลิ่นรสหอมหวาน มัน เค็ม เผ็ดนิด เปรี้ยวหน่อย อย่างลงตัว ซึ่งเมื่อวางเทียบกับอาหารจานเส้นของชาติอื่นๆ แล้ว ต้องยอมรับว่าผัดไทยของเรามีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนอย่างมาก ไม่ได้น้อยหน้าสปาเกตตี้ของฝรั่งเลย

เสน่ห์และความสนุกของการปรุงผัดไทยอยู่ที่กระบวนการเตรียมเครื่องปรุงต่างๆ ซึ่งนอกจากการสรรหาเส้นก๋วยเตี๋ยวอย่างพิถีพิถันถูกจริตแต่ละคนแล้ว การทำ “น้ำผัดไทย” เตรียมไว้ล่วงหน้าก็จะช่วยควบคุมรสชาติของก๋วยเตี๋ยวผัดให้อร่อยเด็ดตามที่ต้องการได้ทุกจานเหมือนเดิม

น้ำผัดไทยที่ว่านี้ หรือซอสผัดไทย (ปัจจุบันมีคนปรุงสำเร็จบรรจุถุงส่งไปขายทั่วโลกแล้ว) มีลักษณะใกล้เคียงกับน้ำผัดไทยของทางภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี ที่เรียกว่า “น้ำโล้” ซึ่งเป็นน้ำพริกที่ปรุงจากพริกแห้ง หอม กระเทียม เคี่ยวกับน้ำปลา น้ำตาล และน้ำมะขามเปียก

ร้านผัดไทยเจ้าดังๆ จะนิยมปรุงน้ำผัดไทยแบบสำเร็จใส่ขวดโหลรอไว้เลย ส่วนผสมแบบเดียวกับน้ำโล้ คือมีน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปีบหรือน้ำตาลมะพร้าว เกลือ น้ำปลา หอมแดงสับละเอียดเคี่ยว วิธีการทำก็ไม่ยากเลย แค่ใส่เครื่องปรุงทุกอย่างเคี่ยวรวมกันจนข้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม โดยเจียวหอมแดงให้หอมก่อนแล้วค่อยใส่เครื่องปรุงอื่นๆ เมื่อทำเสร็จแล้วซอสผัดไทยจะมี 3 รส คือ เปรี้ยว หวาน เค็ม ตามแต่ชอบ และน้ำผัดไทยนี้สามารถทำคราวเดียวใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้หลายครั้งเลยทีเดียว

ผัดไทยที่อร่อยจะต้องมีรสชาติที่กลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ ประกอบด้วยรสหวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ดเล็กน้อย รสรวมๆ ควรจะออกเปรี้ยวอมหวาน ตามด้วยเค็ม (ผัดไทยบางเจ้ามีรสเปรี้ยวแหลมเพราะใช้น้ำส้มสายชูแทนน้ำมะขามเปียก) และตอนผัดก็มีกรรมวิธีหลายอย่าง เช่น ใส่เส้นแล้วค่อยใส่น้ำซุปลงในกระทะ ผัดให้เส้นนุ่มไปเรื่อยๆ หรือแช่ให้เส้นนุ่มก่อนเอาลงผัด เวลาผัดค่อยเติมน้ำอีกนิดหน่อย เส้นก๋วยเตี๋ยวก็จะได้ที่เร็วขึ้น หรือไม่ก็อาจจะนำเส้นไปลวกน้ำร้อนก่อนให้เส้นสุกนุ่มแล้วจึงตักขึ้นใส่ในกระทะผัดทันที วิธีนี้ไม่ต้องเติมน้ำ ผัดเร็วกว่าวิธีอื่น แถมยังเป็นการล้างเส้นอีกด้วย

เอาล่ะ ถึงเวลาตั้งกระทะ เราจะปรุงผัดไทยสูตรสำหรับ 2 คน ด้วยส่วนผสม ดังนี้

น้ำมันพืช 4 ช้อนโต๊ะ หอมแดงสับ 2 หัว ก๋วยเตี๋ยวเส้นจันท์ 150 กรัม กุ้งกุลาดำหรือแชบ๊วย 10 ตัว ไข่ไก่ 2 ฟอง น้ำซุปหมู 1/2 ถ้วย กุ้งแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ ถั่วลิสงคั่วป่น 2 ช้อนโต๊ะ หัวไชโป๊วสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ เต้าหู้หั่นสี่เหลี่ยมเต๋าเล็กๆ 2 ช้อนโต๊ะ มะนาว 1 ผล กุยช่ายหั่นท่อน 2 ต้น ถั่วงอกเด็ดหาง 1 ถ้วย ซอสผัดไทย 1 ถ้วยตวง พริกป่นเล็กน้อย

วิธีทำง่ายนิดเดียว พอน้ำมันในกระทะร้อนเอากุ้งสดลงไปผัดน้ำมันให้สะดุ้งไฟจนเนื้อกุ้งรัดตัวพอสุก ให้ตักขึ้นมาพักไว้ เสร็จแล้วก็ใส่หอมแดงซอยลงไปเจียวก่อน ตามด้วยเต้าหู้ ไชโป๊วและกุ้งแห้ง ผัดให้เข้ากันพอสุก ปิดท้ายด้วยเส้นก๋วยเตี๋ยว ผัดให้เข้ากันจนทั่ว เติมน้ำซุปให้เส้นพอนิ่มแล้วจึงปรุงรสด้วยซอสผัดไทย ชิมรสชาติให้พอใจ

พอเส้นสุกนิ่มดีแล้วให้เขี่ยเส้นไว้มุมกะทะ เติมน้ำมันลงไปอีกเล็กน้อยจากนั้นตอกไข่ใส่ลงไป ตีให้ไข่แดงให้แตกแล้วนำเส้นกลบไข่ ใส่กุ้งสดที่ผัดรอไว้แล้วลงไป เมื่อไข่สุกค่อยกลับด้าน เสร็จแล้วใส่ใบกุยช่าย ตามด้วยถั่วงอกผัดให้เข้ากันและปิดไฟ

เวลาเสิร์ฟโรยด้วยถั่วลิสงป่นที่คั่วใหม่ๆ พริกป่น บีบมะนาว และมีผักสดเป็นเครื่องเคียงไว้กินคู่กัน ได้แก่ ใบกุยช่ายสด หัวปลี ถั่วงอก และใบบัวบก แค่นี้ก็ฟินอย่างแรงแล้วนะ

คอผัดไทยเขาบอกว่ารสชาติดั้งเดิมของผัดไทยจริงๆ นั้น ควรจะมีรสอมเปรี้ยวที่คลุกเคล้ารวมอยู่ในเส้น รสหวานจากหัวไชโป๊ว รสเค็มของกุ้งแห้ง และรสเผ็ดพริกป่นปิดท้าย

สำหรับคนที่ไม่ชอบกินเส้น หรือห่วงเรื่องการดูแลสุขภาพ ไม่อยากกินเส้นแต่อยากกินผัดไทย แนะนำได้เลยว่าให้ใช้เส้นผักแทนได้ มี 2 อย่าง ให้เลือกคือ เส้นแครอตกับเส้นมะละกอ หรือผักอื่นๆ ที่มีเนื้อผักใกล้เคียงกันคือ เนื้อแน่น กรุบกรอบ แต่ไม่ฉ่ำน้ำ มิฉะนั้นแล้วผัดไทยจะแฉะเกินไปและไม่อร่อย

สำหรับเนื้อแครอตกับมะละกอดิบนั้นสามารถใช้ทดแทนกันได้ หรืออาจผสมกันให้ได้สีสันสวยงามยิ่งขึ้น หรือใครสามารถไปสรรหาผักอื่นที่ฉีกเป็นเส้นใยยาวได้ก็ลองเอามาปรุงดู ไม่ว่ากัน

การหั่นแครอตให้เป็นเส้นมีหลายวิธี สะดวกที่สุดก็คือ ใช้เครื่องทุ่นแรงจำพวกอุปกรณ์ฝานผักสำเร็จรูปจะง่ายกว่าวิธีการสับแบบมะละกอหรือการหั่นด้วยมืออื่นๆ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้มีขายทั่วไป

ที่ต้องใช้เครื่องทุ่นแรงก็เนื่องจากว่าเราต้องการเส้นผักที่มีขนาดสม่ำเสมอทั้งความหนาและความยาว ให้มองดูเป็นเส้นคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยวจริงๆ เมื่อจัดจานก็จะสวยงามขึ้น

สำหรับผัดไทยที่ใช้เส้นผักนั้น เมื่อผัดไข่กับหอมแดงและไชโป๊วเข้ากันดีแล้วก็ถึงเวลาใส่เส้นแครอตลงไป ช่วงนี้ใช้ไฟแรงผัดอย่างเร็วจะทำให้เส้นกรอบ ตามด้วยน้ำผัดไทยที่เตรียมไว้ลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมรสชาติเป็นที่พอใจแล้วค่อยใส่กุ้งแห้ง กุยช่ายและถั่วงอกลงไปในขั้นตอนสุดท้าย

เห็นไหมว่าแค่เราเปลี่ยนจากเส้นก๋วยเตี๋ยวมาเป็นเส้นผักแทน ขั้นตอนการใส่เครื่องปรุงก่อนหลังก็จะเปลี่ยนไปด้วย

นี่แหละคือเสน่ห์ของการปรุงอาหาร

สำหรับภาพที่นำมาประกอบเป็นผัดไทยโบราณร้านป้านงค์ (ข้างพระตำหนัก) เจ้าดังประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปเจอในงานออกร้านเลี้ยงรับรองแขกในบ้านผู้ใหญ่คนหนึ่ง

เห็นตอนที่ผัดแล้วน่ากินมากๆ แต่พอมาทำกินเองที่บ้าน กว่าจะได้รสชาติที่ “ใช่” ขอบอกก่อนเลยว่า ไม่ง่าย ต้องผ่านการลองผิดลองถูกหลายครั้งมาก

ถึงได้บอกว่า “ผัดไทยไม่ลองไม่รู้” ไงคะ

ไปภูเรือ สัมผัสอากาศหนาว ชมดอกไม้สวย ชิมผลไม้แปลก ไวน์รสดี แล้วแวะไปกราบพระธาตุศรีสองรัก ที่ด่านซ้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

หมอเกษตร ทองกวาว

ไปภูเรือ สัมผัสอากาศหนาว ชมดอกไม้สวย ชิมผลไม้แปลก ไวน์รสดี แล้วแวะไปกราบพระธาตุศรีสองรัก ที่ด่านซ้าย

เมื่อตอนวัยเด็ก ผมมีโอกาสติดตามญาติผู้ใหญ่ไปขายพลูที่ใช้กิน หรือเคี้ยวกับหมากที่ฝั่งลาว เนื่องจาก ปี พ.ศ. 2502 ประเทศลาว ประสบปัญหาอากาศหนาวจัด ทำให้ต้นพลูที่ปลูกไว้ได้รับความเสียหายเกือบทั้งประเทศ พลูจากฝั่งไทยจึงขายดิบขายดีต่อเนื่องกันมาอีกหลายปี

การเดินทางจาก เมืองหล่ม หมายถึง อำเภอหล่มเก่า กับ อำเภอหล่มสัก ไปยังจังหวัดเลย ระยะทางเพียง 130 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาทั้งวัน และต้องผ่านบ้านภูเรือ การเดินทางแสนลำบาก ถนนหนทางยังไม่มี มีเพียงทางเกวียนกับทางลำคลองของรถลากซุงเท่านั้น ยิ่งการเดินทางในช่วงฤดูฝน รถทุกคันต้องใช้โซ่เหล็กขนาดใหญ่ผูกติดกับล้อรถ แปลงโฉมเป็นรถตีนตะขาบในทันที

มาจนถึงช่วงการสู้รบ ระหว่าง ตำรวจและทหารไทย กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในขั้นรุนแรง ในปี พ.ศ. 2511-2518 รัฐบาลไทยจึงสร้างถนนที่ได้มาตรฐาน เชื่อมต่อถนนสายสระบุรี-หล่มสัก ไปยังจังหวัดเลย เพื่อส่งกำลังบำรุง หลังเหตุสู้รบสงบลง ภูเรือได้กลายเป็นแดนสวรรค์ของผู้คนเพียงชั่วไม่กี่ปี

ภูเรือ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเลย มีระยะทางห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 520 กิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีความสูง ตั้งแต่ 600 เมตร ไปจน 1,000 เมตรเศษ จากระดับน้ำทะเลปานกลาง สถิติ ปี พ.ศ. 2517 ภูเรือมีอุณหภูมิต่ำสุดของประเทศ ที่ -0.3 องศาเซลเซียส จนทำให้มีเกร็ดน้ำแข็งจับตัวกันเป็นแผ่นบางๆ ตามยอดหญ้าในตอนเช้า แหล่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งคือ ที่อุทยานแห่งชาติภูเรือ บริเวณโดยรอบเป็นลานหินปูนธรรมชาติ แซมด้วยทุ่งหญ้าสลับกับป่าสน สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้รอบทิศทาง ยิ่งในฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ มาเฝ้าติดตามชมความสวยงามของพระอาทิตย์โผล่ขึ้นจากขอบฟ้าในตอนเช้ามืดอย่างเนืองแน่นเกือบตลอดฤดู

อาซาเลีย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 2 เมตร ให้ดอกสีแดงและขาวสดใส อาซาเลียเป็นไม้ในสกุลเดียวกับกุหลาบพันปี แต่อาซาเลียออกดอกเป็นดอกเดี่ยว ชอบอากาศเย็นและความชื้นสูง ถ้าอยู่ในร่มรำไรจะให้ดอกสีสวยงาม ส่วนกุหลาบพันปี เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 4-12 เมตร ออกดอกเป็นช่ออัดกันแน่น ต้นที่ขึ้นอยู่ระดับสูง 1,500 เมตร ส่วนใหญ่เป็นชนิดให้ดอกสีแดงสดใส แต่ชนิดที่ขึ้นอยู่ระดับสูง 3,500 เมตร ขึ้นไป จะให้ดอกสีขาวและชมพู ในประเทศไทยพบชนิดดอกสีแดง แหล่งใหญ่อยู่ที่ดอยอินทนนท์ ปัจจุบัน อาซาเลียมีการนำพันธุ์มาจากเนเธอร์แลนด์ ข้อดี ปลูกง่าย ออกดอกเก่ง

มะคาเดเมีย หรือ มะคาเดเมียนัท เป็นพันธุ์ไม้มีถิ่นกำเนิดในออสเตรเลีย แต่นำไปพัฒนาที่ฮาวาย สหรัฐอเมริกา นำเข้ามาทดลองที่ประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 ชื่อจริงๆ เขาออกเสียง แม็คคาเดเมียนัท แต่เนื่องจากเมืองไทยเรียกชื่อผลไม้ ต้องมีคำว่า มะ นำหน้า อาจารย์ดำเกิง ชาลีจันทร์ นักวิชาการไม้ผล กรมวิชาการเกษตร จึงเสนอให้เรียก มะคาเดเมีย แทน ปัจจุบัน อาจารย์ดำเกิง ชาลีจันทร์ ท่านได้สละทางโลก เดินทางเข้าสู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์มานานกว่า 20 ปีแล้ว ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาพันธุ์มะคาเดเมียที่ปรับตัวได้ดีในประเทศไทย และรับรองเป็นพันธุ์แนะนำให้เกษตรกรปลูกไปแล้ว 3 พันธุ์ คือ พันธุ์เชียงใหม่ 400 พันธุ์เชียงใหม่ 700 และ พันธุ์เชียงใหม่ 1000 ทั้งนี้ ตัวเลขของแต่ละพันธุ์นั้นหมายถึงมีความเหมาะสมที่จะปลูกในระดับสูง จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ตามตัวเลขกำกับมา มีหน่วยเป็นเมตร

ภูเรือ เป็นแหล่งปลูกมะคาเดเมียได้ผลดีอีกแห่งหนึ่ง เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศเป็นที่ต้องการของต้นมะคาเดเมีย คือมีหน้าดินลึก ระบายน้ำได้ดี มีปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,000 มิลลิเมตร ต่อปี ในฤดูหนาวมีอุณหภูมิต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส อย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างตาดอก ส่วนในช่วงอากาศร้อนไม่ควรมีอุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส เพราะจะทำให้กะลาแข็งเร็ว ส่งผลให้ผลมีขนาดเล็ก และที่สำคัญในช่วงออกดอกควรมีความชื้นสัมพัทธ์ในบรรยากาศไม่น้อยกว่า 75 เปอร์เซ็นต์

ไวน์ เป็นนวัตกรรมที่พบโดยบังเอิญ เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งในยุโรป น่าจะเป็นฝรั่งเศสเจ้าตำรับ มีกระทาชายนายหนึ่ง นอนเล่นเพลินๆ อยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนจะเคลิ้มหลับไป กลับได้ยินเสียงนกส่งเสียงร้องจ๊อกจ๊อก จอแจเป็นจ้าละหวั่น ผิดกว่าทุกวัน ชายหนุ่มเกิดความสงสัย จึงปีนขึ้นไปดูบนคบไม้ ทันใดนั้นเหลือบไปเห็นโพรงไม้ และพบว่าในนั้นมีน้ำสีเข้ม พร้อมกับมีผลไม้นอนสงบนิ่งอยู่ก้นโพรงไม้นั้น ชายหนุ่มอดไม่ได้จึงใช้นิ้วมือจุ่มลงในน้ำ แล้วนำมาแตะที่ลิ้น ทำซ้ำอยู่หลายครั้ง รู้สึกว่ามีกลิ่นและรสชาติดี เพื่อให้สะใจจึงม้วนใบไม้ตักขึ้นมาดื่มไปหลายอึก ผลปรากฏว่าร้อนวูบวาบขึ้นที่ใบหน้า จึงนำข่าวไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง ไวน์จึงกำเนิดตั้งครั้งนั้นเป็นต้นมา หลัก ไวน์ ไม่ซับซ้อน นำน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ เติมยีสต์ลงไปให้ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ หมักจนได้ที่ไม่ต้องนำไปกลั่นแต่อย่างใด ก็นำไปดื่มได้ แต่รสชาติและกลิ่นจะดีหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับเทคนิคของผู้ผลิตแต่ละรายไป

ก่อนเดินทางกลับ แวะนมัสการ พระธาตุศรีสองรัก ที่อำเภอด่านซ้าย อยู่ไม่ไกลจากอำเภอภูเรือ พระธาตุศรีสองรักเป็นอนุสรณ์สถาน ทำขึ้นระหว่าง พระมหาจักรพรรดิ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา กับพระเจ้าไชยเชษฐา แห่งล้านช้าง ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นสักขีพยานว่า 2 อาณาจักรจะร่วมมือกันป้องกันการบุกรุกของพม่า ที่มีกองทัพที่แข็งแกร่ง โดยมี บุเรงนอง เป็นผู้นำในขณะนั้น พระธาตุนี้สร้างขึ้น ณ จุดกึ่งกลาง ระหว่าง แม่น่านกับแม่น้ำโขง เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2103 และไปเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2106 เป็นเจดีย์ชนิดก่ออิฐถือปูน สูง 19.19 เมตร กว้าง 10.89 เมตร รูปทรงคล้ายพระธาตุพนม พระธาตุศรีสองรักยังเป็นที่เคารพบูชาของประชาชนทั้ง 2 อาณาจักร มาจนถึงปัจจุบัน สิ่งสำคัญที่ควรทราบ มีข้อห้ามไม่ให้สวมเสื้อผ้าสีแดงขึ้นไปกราบไหว้องค์พระธาตุ เพราะสีแดงหมายถึงเลือด เป็นการแสดงออกถึงความรุนแรง

ประเทศไทยเรา แม้มีพื้นที่ไม่กว้างใหญ่ไพศาล แต่เรามีความหลากหลายของภูมิประเทศ ตั้งแต่ทะเลไปจนถึงภูเขาสูง โปรดให้ความรักกับแผ่นดินผืนนี้เถิดครับ อย่าอยากได้สมบัติของชาติมาเป็นของส่วนตัวเลย อย่าให้ลูกหลานออกมาด่าไล่หลังเลยครับ

สวัสดี

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดพระนครศรีอยุธยา เพาะพันธุ์ปลาบึก มีลูกปลาพันธุ์แท้ แข็งแรง เผยแพร่สู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดพระนครศรีอยุธยา เพาะพันธุ์ปลาบึก มีลูกปลาพันธุ์แท้ แข็งแรง เผยแพร่สู่เกษตรกร

ปลาบึก (Mekong giant catfish) เป็นปลาน้ำจืด ที่ไม่มีเกล็ด ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก จัดเป็นปลาที่อยู่ในกลุ่มสัตว์หายาก และใกล้สุญพันธุ์ แหล่งที่อยู่อาศัยของปลาบึกตามธรรมชาติ พบได้ในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา เช่น แม่น้ำสงคราม แม่น้ำงึม การกระจายตัวของปลาบึก พบตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีน จนถึงสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

เมื่อประมาณ ปี 2526 ประเทศไทยได้เพาะพันธุ์ปลาบึก โดยใช้พ่อแม่พันธุ์จากแม่น้ำโขงได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยกรมประมง แต่จำนวนลูกปลายังมีปริมาณไม่มากพอ จากนั้นจึงดำเนินการเพาะพันธุ์อีกครั้งในปีถัดมา ทำให้ได้ลูกปลาบึกเป็นจำนวนมาก จึงส่งไปทดลองเลี้ยงในบ่อดิน เพื่อใช้สำหรับเป็นพ่อแม่พันธุ์ในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด และสถานีประมงน้ำจืดของกรมประมงทั่วประเทศ

ต่อมาในปี 2544 กรมประมง สามารถผสมเทียมโดยการใช้พ่อแม่พันธุ์ปลาบึกในบ่อดินสำเร็จเป็นครั้งแรก ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ซึ่งเป็นปลาบึกรุ่นลูก (F1) ทำให้ได้ลูกปลารุ่นหลาน (F2) เป็นครั้งแรก จากนั้น กรมประมง ได้กระจายลูกปลาบึกไปทั่วทั้ง 4 ภาค ทำให้สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เลขที่ 32 หมู่ที่ 2 ตำบลโพแดง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้นำมาเพาะเลี้ยงเช่นกัน

บทบาท

และความรับผิดชอบของศูนย์

คุณวินัย จั่นทับทิม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เล่าให้ฟังว่า ที่ศูนย์แห่งนี้เริ่มมีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาบึกในบ่อดิน เมื่อ ปี 2541 ปลาบึกที่เลี้ยงมีความยาวต่อตัว เฉลี่ย 1.40 เมตร น้ำหนักตัวเฉลี่ย 20 กิโลกรัม ต่อมาจึงนำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์

“ปลาบึก ที่เราได้มาคือ ได้มาจากภาคเหนือ ผสมพันธุ์ใกล้แม่น้ำโขง ก็แจกกันมาทั่วทั้งหมด ก็มีส่วนหนึ่งที่มาศูนย์แห่งนี้ และก็มาทำการเลี้ยง ซึ่งปลาที่ส่งมาที่นี่ ก็ได้มาจากชาวบ้านที่ได้จากการพระราชทานนำไปเลี้ยง พอตัวใหญ่เขาก็ไม่อยากเลี้ยง ก็ส่งคืนมา ทางกรมประมงก็เก็บคืนมา เราก็มาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ดู” คุณวินัย เล่าถึงความเป็นมา

การนำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ คุณวินัย บอกว่า มีความสะดวกในการจัดการ เมื่อปลาบึกถึงระยะผสมพันธุ์ และที่สำคัญประหยัดพื้นที่ในการเลี้ยง เมื่อเทียบกับการเลี้ยงในบ่อดิน

“เราก็ทำการศึกษานำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ แทนที่จะเลี้ยงในบ่อดินใหญ่ๆ เราก็มาปรับหลายเรื่อง ไม่ว่าจะการให้อาหาร คุณสมบัติน้ำให้เหมาะสมเราดูหมด เพื่อให้การเลี้ยงในบ่อซีเมนต์เป็นธรรมชาติมากที่สุด เหมือนเขาได้อยู่ที่บ้านเขา คือแม่น้ำ มันก็จะทำให้เขาสามารถเจริญเติบโต และพร้อมมีไข่ได้” คุณวินัย กล่าว

อาหารที่ให้พ่อแม่พันธุ์ จะเป็นอาหารที่ทางศูนย์ผสมเอง ประกอบไปด้วยอาหารเม็ดสำเร็จรูป โปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ บดละเอียด 875 กรัม วิตามินซี 5 กรัม วิตามินรวม 5 กรัม น้ำมันปลา 5 กรัม สไปรูไลน่า 10 กรัม แป้งสาลี 100 กรัม สารเหนียว 50 กรัม นำมาผสมกับน้ำสะอาด ปั้นเป็นก้อนให้มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร โยนให้กินวันละ 1 ครั้ง เวลาประมาณ 15.00 น.

เพาะพันธุ์ได้ง่าย

ไม่แตกต่างจากปลาชนิดอื่นๆ

คุณวินัย บอกว่า การเพาะพันธุ์ปลาบึกในบ่อซีเมนต์นั้น ทำด้วยวิธีเดียวกันกับปลาที่เลี้ยงในบ่อดิน

“วิธีที่เพาะ ก็เป็นเหมือนวิธีทั่วๆ ไป ของการเพาะพันธุ์ปลา คือการฉีดฮอร์โมน ขั้นแรกเราต้องเลือกก่อน โดยเลือกแม่ปลาที่มีไข่แล้ว แต่ไข่ยังไม่ตกมา เราก็จะฉีดฮอร์โมนไปเร่งอีกหน่อยหนึ่ง พอเสร็จแล้วเราก็รอเวลา เพื่อให้ไข่มันแก่เต็มที่ ไข่ก็จะไหลออกมา จากนั้นเราก็บีบน้ำเชื้อผสม คนให้เข้ากัน เรียกแบบนี้ว่าการผสมเทียม” คุณวินัย อธิบายวิธีการเพาะพันธุ์

พอประมาณ 24 ชั่วโมง ไข่จะฟักออกเป็นตัว หลังจากไข่ฟักออกเป็นตัว ใช้เวลาอนุบาลในบ่อฟักไข่ ประมาณ 5 วัน โดยในวันแรกให้โรติเฟอร์เป็นอาหาร ต่อมาจึงให้ไรแดง

จากนั้น นำลูกปลาที่ได้ทั้งหมดมาอนุบาลในบ่อดิน ขนาด 2 ไร่ อาหารในระยะนี้เป็นรำและปลาป่น ในอัตราส่วน 2 ต่อ 1 เมื่อลูกปลาอายุได้ประมาณ 15 วัน จึงเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดลอยน้ำที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ในระยะอนุบาลใช้เวลาประมาณ 30 วัน ปลาบึกจะมีไซซ์ขนาด 1-2 นิ้ว

ลูกปลาบึกที่เพาะพันธุ์มา เรื่องอาการของการเกิดโรคไม่มี ค่อนข้างจะเป็นปลาที่มีความแข็งแรง เมื่อเทียบกับปลาอื่นๆ

ปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

และจำหน่ายให้เกษตรกร

“พอลูกปลาบึกเรามีความแข็งแรง เราก็จะทำตามนโยบายของกรมประมง นำปลาบางส่วนปล่อยลงตามแหล่งน้ำธรรมชาติ และอีกส่วนหนึ่งก็จำหน่ายให้กับเกษตรกร หรือผู้ที่สนใจ อยากจะเลี้ยงดูเล่นๆ ที่บ้าน” คุณวินัย เล่าถึงจุดประสงค์ของการเพาะพันธุ์

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดแห่งนี้ จำหน่ายลูกปลาบึกไซซ์มาตรฐาน ราคาอยู่ที่ตัวละ 40-100 บาท โดยราคาขึ้นอยู่กับขนาดไซซ์ของลูกปลาบึก

คุณวินัย ยังบอกอีกด้วยว่า ปลาบึกที่ศูนย์แห่งนี้ เป็นปลาพันธุ์แท้แน่นอน ผู้ที่ซื้อไปเลี้ยงไม่ต้องกลัวเรื่องของปลอม ซึ่งหากไปซื้อจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ อาจได้ปลาที่ได้รับการผสมมากมายหลายสายพันธุ์ เพราะลูกปลาขนาดเล็กบางครั้งผู้ที่ไม่มีความชำนาญมากพอ อาจดูลักษณะไม่ออก ว่าเป็นลูกปลาบึกหรือปลาสวาย

ปลาบึกเลี้ยงเองตามบ้าน

ขนาดตัวอาจสู้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติไม่ได้

คุณวินัย บอกว่า ปลาบึกที่เลี้ยงเองที่บ้าน ผู้ที่เลี้ยงต้องทำใจยอมรับเรื่องขนาดของปลาบึก ว่าไม่สามารถเติบโตได้ดีเหมือนในแม่น้ำ

“คนที่สนใจเลี้ยงปลาบึกนี่มีหลายแบบ บางคนอยากมีไว้ประดับบารมี บางคนก็เลี้ยงไว้เยอะๆ เพื่อจะเอาไว้กิน แต่ปลาบึกที่คนนิยมกินจะเป็นปลาบึกใหญ่ ตัวละ 100 กิโลกรัมขึ้น มันที่ติดกับเนื้อจะหนา อย่างที่เรามาเลี้ยงกันเองนี่ บางทีมันจะไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ตัวจะคล้ายๆ ปลาสวาย เพราะอาหารเราเป็นคนกำหนดให้ ปลาบึกเขาจะชอบหรือเปล่าไม่รู้ ซึ่งถ้าคนที่เลี้ยงเอามาขาย บางทีราคาอาจจะสู้ปลาที่จับมาจากธรรมชาติไม่ได้” คุณวินัย อธิบาย

บ่อน้ำภายในบ้าน

เหมาะที่จะปล่อยปลาบึกทิ้งไว้

คุณวินัย ได้กล่าวแนะนำ สำหรับคนที่สนใจ พร้อมทั้งแนะนำเพื่อสร้างรายได้ว่า

“ปลาบึก ถ้าเลี้ยงก็ควรเป็นอาชีพเสริม หรือว่าปล่อยไว้ในบ่อเพื่อเพิ่มผลผลิต เพราะปลาบึกอาจต้องใช้เวลาเลี้ยงที่นาน กว่าจะได้ตัวใหญ่ตามที่ตลาดต้องการ หากเลี้ยงเป็นการค้า มันจะไม่ค่อยได้อะไร เพราะเรารอนาน ทุนอาจเสียได้ อีกอย่างผลผลิตของมันอาจจะโตไม่เท่าปลาจากแหล่งธรรมชาติ”

“วิธีการเลี้ยงปลาบึกนี่ เลี้ยงได้ง่ายมาก จะเห็นได้ว่าไม่มีข่าวด้านลบเกี่ยวกับปลาบึก เช่น เลี้ยงแล้วไม่โต เลี้ยงแล้วเป็นโรค ข่าวในทำนองนี้จะไม่ค่อยมี อีกอย่างปลาบึกเป็นปลาที่ปรับตัวง่าย กินอาหารผสม กินอาหารเม็ด ได้เหมือนแบบปลาอื่นเลย ก็เอาไปปล่อยเล่นๆ ดูครับ”

สำหรับท่านใดที่สนใจ อยากมีปลาบึกไว้ดูเล่นๆ ที่บ่อหรือสระน้ำภายในบ้าน ก็สามารถติดต่อได้ที่ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด หมายเลขโทรศัพท์ (035) 704-171

 

อากาศเปลี่ยนแปลง ต้องดูแลสุขภาพสัตว์อย่างไรดี ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เทคโนโลยีปศุสัตว์

สุรเดช สดคมขำ

อากาศเปลี่ยนแปลง ต้องดูแลสุขภาพสัตว์อย่างไรดี ?

ช่วงฤดูกาลที่อากาศแปรปรวนเช่นนี้ อาจส่งผลให้สัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยง เกิดความเครียด และภูมิคุ้มกันต่อโรคลดลง ทำให้เจ็บป่วยง่ายขึ้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น ทาง ซีพีเอฟ ได้มีข้อแนะนำที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก สุกร และสัตว์น้ำ

สัตว์ปีก ต้องดูแลเป็นพิเศษ

โดย น.สพ. นรินทร์ ร่มลำดวน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักเทคนิคและวิชาการสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกต้องใส่ใจดูแลสัตว์เป็นพิเศษ ด้วยการปรับสภาพในโรงเรือนให้ดี และต้องเน้นการให้ความอบอุ่นแก่ตัวสัตว์ โดยเฉพาะลูกสัตว์ อาทิ การใช้ผ้าม่านหรือกระสอบสำหรับบังลมรอบโรงเรือน โดยต้องมีการระบายอากาศ

ส่วนในโรงเรือนปิดแบบอีแว้ปก็ควรกั้นผ้าหรือกระสอบเป็นระยะๆ เพื่อไม่ให้มีลมโกรก และอาจเพิ่มไฟกกให้กับสัตว์ที่อายุยังน้อยเพื่อไม่ให้นอนสุมที่จะเสี่ยงต่อความเสียหายได้ ทั้งนี้ ย้ำว่าไม่ควรสุมไฟให้ไก่เพราะอาจเกิดอันตรายได้

สำหรับการเลี้ยงไก่เนื้อหรือไก่กระทงที่ใช้แกลบรองพื้นในการเลี้ยง ต้องหมั่นกลับแกลบอย่างน้อย 1-2 วัน ต่อครั้ง เพื่อป้องกันการเก็บความชื้น

ส่วนไก่ไข่ต้องจัดการกับมูลไก่ใต้กรงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดผลกระทบจากแก๊สแอมโมเนีย

พร้อมกันนี้ แนะนำให้เพิ่มการให้อาหารมากขึ้น เพราะไก่จะนำพลังงานจากอาหารไปต่อสู้กับความหนาวเย็น

นอกจากนี้ ต้องเข้มงวดกับการทำวัคซีนป้องกันโรคตามระยะเวลาที่สัตวแพทย์กำหนด และสามารถเพิ่มให้วิตามินละลายน้ำให้ไก่กินได้ตามสมควร

น.สพ. นรินทร์ กล่าวอีกว่า ช่วงเดือนธันวาคม-มีนาคมของทุกปี เป็นช่วงการอพยพย้ายถิ่นของฝูงนกจากฤดูกาลของเขตหนาวในซีกโลกเหนือมายังประเทศในเขตอบอุ่น เช่น ประเทศไทย ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโรคในสัตว์ปีก จึงแนะนำให้เกษตรกรใช้มาตรการ การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง และการเลี้ยงด้วยวิธีที่ถูกต้อง

โดยข้อควรปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกแบบปล่อย เช่น เป็ดไร่ทุ่ง และไก่บ้าน ในช่วงนี้ว่า ควรนำสัตว์ปีกเข้าไปเลี้ยงภายในโรงเรือนที่มีตาข่ายปิดมิดชิดและมีหลังคาคลุม เพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกจากฝูงนกอพยพ ควบคู่กับการให้น้ำของสัตว์ปีกจะต้องผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนออกฤทธิ์ประมาณ 2-3 ppm หรือปริมาณน้ำ 1,000 ลิตร ใช้คลอรีนออกฤทธิ์ประมาณ 2-3 กรัม รวมไปถึงการพ่นยาฆ่าเชื้อในกลุ่มกลูตาราลดีไฮด์เป็นประจำทุกวัน ที่สำคัญควรมีรองเท้าบู๊ตสำหรับใส่ภายในโรงเรือนโดยเฉพาะ

“สำหรับเกษตรกรที่สงสัยว่าสัตว์ของตนเองเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค โดยสังเกตจากการตายผิดปกติเกินร้อยละ 1 ของสัตว์ทั้งฟาร์ม ต่อวัน สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ของ ซีพีเอฟ เพื่อลงพื้นที่เก็บตัวอย่างสัตว์ และนำมาส่งตรวจที่สำนักเทคนิคและวิชาการสัตว์บก โดยจะทราบผลภายใน 1-2 วัน” น.สพ. นรินทร์ กล่าว

การจัดการในสุกร

ด้าน น.สพ. ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายธุรกิจสุกร ให้คำแนะนำด้านการจัดการสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรว่า ต้องควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนเลี้ยงสุกรให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่หนาวจนเกินไป โดยสังเกตง่ายๆ จากการนอนของสุกร ถ้าอุณหภูมิเหมาะสม สุกรจะนอนสบาย ใช้ด้านข้างตัวนอนราบกับพื้น หากอุณหภูมิต่ำเกินไปสุกรมักจะนอนบนขาตัวเอง มีอาการหนาวสั่น หรือนอนสุมกันเป็นกอง

นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมอย่าให้ภายในโรงเรือนเปียกชื้นหรือแฉะมากเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้อุณหภูมิภายในลดต่ำลง ในกรณีที่อุณหภูมิในโรงเรือนต่ำลงมาก อาจใช้ผ้าม่านกั้นแนวลมที่จะเข้าโรงเรือนเพื่อไม่ให้ลมหนาวพัดผ่านตัวสุกรโดยตรง กรณีลูกสุกรอายุน้อยอาจทำกล่องกกและเพิ่มหลอดไฟกก หรือใช้วัสดุรองพื้น เช่น ไม้รองนอน แกลบ ขี้กก เป็นต้น แต่ต้องมั่นใจว่าวัสดุรองนอนเหล่านั้นปลอดจากเชื้อโรค นอกจากนี้ ยังต้องควบคุมการให้อาหารให้เหมาะสม ด้วยการแบ่งมื้ออาหารให้มากขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นการกินอาหารของสุกร

สำหรับสัตว์กีบคู่ อาทิ โค กระบือ สุกร ช่วงนี้ต้องเฝ้าระวังเรื่องโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) การป้องกันโรคนี้ทำได้โดยการทำวัคซีนตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์แนะนำ และต้องป้องกันสัตว์พาหะจากภายนอกที่อาจนำเชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม รวมถึงไม่อนุญาตให้คนภายนอกที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคจากฟาร์มอื่นเข้าฟาร์ม ที่สำคัญต้องไม่อนุญาตให้รถขนส่งสัตว์กีบคู่จากฟาร์มอื่นๆ ที่มีสัตว์อยู่บนรถขนส่งเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด และในสุกรควรระวัง โรคพีอาร์อาร์เอส (PRRS) เป็นพิเศษ

สำหรับการป้องกันโรคควรมุ่งเน้นการควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือนที่เหมาะสม กรณีเกิดโรคขึ้นในฟาร์มให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของสัตวแพทย์

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถสอบถามข้อมูลด้านสุขภาพสัตว์และขอคำแนะนำอย่างครบวงจรได้ที่ สำนักเทคนิคและวิชาการสัตว์บก ถนนสุวินทวงศ์ แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร โทร. (02) 988-0670 ในเวลาทำการตั้งแต่ 08.30-18.00 น.

เลี้ยงปลา ควรทำอย่างไรดี?

ในส่วนของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลา ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงนี้ คุณอดิศร์ กฤษณวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาธุรกิจสัตว์น้ำของ ซีพีเอฟ ได้ให้ข้อแนะนำว่า ปัจจุบันที่หลายพื้นที่มีสภาพอากาศแปรปรวนโดยอุณหภูมิลดต่ำลงในช่วงเช้าและค่ำ สลับกับร้อนขึ้นในช่วงกลางวัน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของปลา เนื่องจากปลาเป็นสัตว์เลือดเย็นจึงมีอุณหภูมิร่างกายเท่ากับสภาพแวดล้อม

โดยปกติอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมอยู่ที่ประมาณ 26-30 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลงจะทำให้ระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายของปลาผิดปกติ รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันก็จะลดต่ำลงด้วย ที่สำคัญแหล่งน้ำสำหรับเลี้ยงปลาบางแห่งปริมาณน้ำก็ลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัญหาภาวะแล้ง ทำให้ปลากระชังที่เลี้ยงในแม่น้ำสายต่างๆ ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คุณอดิศร์ แนะนำวิธีการเลี้ยงปลาแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังว่า ควรวางแผนการเลี้ยงอย่างรอบคอบ ไม่เลี้ยงปลาหนาแน่นจนเกินไป และควรปล่อยลูกปลาที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยอนุบาลลูกปลาก่อนปล่อยเลี้ยงประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ปลาโตขึ้น แข็งแรงขึ้น และมีภูมิต้านทานที่เหมาะสม

ที่สำคัญควรสังเกตการกินอาหารที่อาจลดลงเนื่องจากอุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ซึ่งควรยึดหลักการ การให้อาหารทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ด้วยการแบ่งจำนวนมื้ออาหารมากขึ้นเป็นวันละ 5-6 มื้อ และในแต่ละครั้งจะต้องให้ทีละน้อยเท่าที่ปลากินหมดเพื่อกระตุ้นการกิน และต้องหมั่นสังเกตปริมาณอาหารที่เหลือลอยบนผิวน้ำ หากเหลือมากควรปรับลดอาหารให้พอเหมาะ โดยหลีกเลี่ยงการให้อาหารในช่วงเช้าที่มีอุณหภูมิต่ำ เพราะปลาจะกินอาหารได้น้อย

ทั้งนี้ ในช่วงอากาศหนาวจัดเกษตรกรควรผสมวิตามินซีและสารกระตุ้นภูมิต้านทานในอาหารให้ปลากินสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ต้องหมั่นตรวจสอบสุขภาพปลาด้วยการสุ่มตรวจพาราไซต์ทุกๆ สัปดาห์ และควรวัดคุณภาพน้ำเป็นประจำ โดยค่าของแอมโมเนียรวมที่ละลายน้ำไม่ควรเกิน 0.5 ppm นอกจากนี้ แนะนำให้ติดตั้งเครื่องให้อากาศและในช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงขึ้นควรเปิดตลอดเวลา เพื่อให้น้ำมีการผสมกันตลอดตามแนวลึกของบ่อ ไม่เกิดการแบ่งชั้นของน้ำ และเกิดการผสมของอากาศกับน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ควรมีปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำอยู่ไม่น้อยกว่า 4 ppm

สำหรับการเลี้ยงในรูปแบบบ่อดิน ซึ่งถือว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการเลี้ยงปลาเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันเนื่องจากสามารถควบคุมคุณภาพน้ำและอุณหภูมิน้ำได้ง่ายกว่าการเลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติ และแนะนำให้เกษตรกรนำนวัตกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบ “โปร-ไบโอติก” (Pro-Biotic Farming) เข้ามาใช้ร่วมด้วย โดยการใช้แบคทีเรียที่เป็นมิตรกับปลาและสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยปรับสมดุลสิ่งแวดล้อมในบ่อ จึงไม่มีการใช้ยาหรือสารปฏิชีวนะใดๆ ขณะเดียวกัน ยังเป็นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและควบคุมคุณภาพน้ำ ทำให้ปลาที่เลี้ยงมีสุขภาพดี แข็งแรง ได้ผลผลิตปลาเนื้อคุณภาพสูง

“นอกจากนี้ หากอากาศเย็นลงก็สามารถทำแนวบังลมในทิศทางที่ลมหนาวพัดมาคือ ทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อลดผลกระทบของลมเย็นที่กระทำต่อพื้นผิวน้ำในบ่อ” คุณอดิศร์ กล่าวในที่สุด

ยืนยัน หมู-ไก่ ผลิตได้มาตรฐาน ปราศจากเชื้อดื้อยา

น.สพ. ปราโมทย์ ตาฬวัฒน์ นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย ยืนยันว่า กระบวนการผลิตเนื้อหมูของประเทศไทยตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสุกรจนถึงกระบวนการแปรรูป โดยเฉพาะการควบคุมการใช้ยาและเวชภัณฑ์จะอยู่ภายใต้ข้อกำหนดและมาตรฐานกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด ได้มาตรฐานสากล สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

ปัจจุบัน ผู้ผลิตเนื้อสุกรมุ่งเน้นการผลิตตามหลักอาหารปลอดภัย (food safety) โดยพัฒนาระบบป้องกันโรค เพื่อป้องกันสัตว์ป่วย และการจัดการโรงเรือนตามมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) เพื่อให้สัตว์อยู่สบาย เมื่อไม่ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

กรณีที่มีปัญหาสุขภาพ การใช้ยาเพื่อรักษาจะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบสารตกค้างก่อนชำแหละ ณ โรงชำแหละมาตรฐาน ตลอดจนป้องกันการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียระหว่างการขนส่งชิ้นเนื้อและผลิตภัณฑ์อีกด้วย

ด้าน น.สพ. สุเมธ ทรัพย์ชูกุล นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทย มีการพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตตามหลักอาหารปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล ตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นที่ยอมรับในเวทีระดับโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทย ที่สามารถส่งออกเนื้อไก่ไปยังต่างประเทศ โดยมีคู่ค้าที่สำคัญ ทั้งสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง ซึ่งยอมรับในมาตรฐานการผลิตของไทยที่สะอาดปลอดภัย ตั้งแต่การเลี้ยงในระบบโรงเรือนที่ดี ทำให้สัตว์อยู่สบาย จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยง สามารถตรวจสอบถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้ ตลอดจนมีกระบวนการและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ปัจจุบันมีฟาร์มสุกรและฟาร์มสัตว์ปีกเข้าสู่ระบบมาตรฐานฟาร์ม ที่ได้รับการรับรองโดยกรมปศุสัตว์ เพื่อให้ผลิตปศุสัตว์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากขึ้น ดังนั้น ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เนื้อไก่และหมูที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรมมีความปลอดภัย ปราศจากเชื้อดื้อยาเป็นสำคัญ

ภาคปศุสัตว์มีความชัดเจนสูงมากต่อการรณรงค์เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เนื่องจากภาคปศุสัตว์มีเงื่อนไขทางต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ รวมถึงข้อกำหนดและมาตรฐานของประเทศคู่ค้าของไทยที่มีความเข้มงวดสูง และมีข้อตกลงร่วมกันในประเด็นสารตกค้างจากยาปฏิชีวนะอย่างมาก ทั้งสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ทั้งนี้ อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ของไทยได้ร่วมมือกับภาครัฐดำเนินการผลิตเนื้อสัตว์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะระบบป้องกันยาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อสัตว์ของไทยได้มีประสิทธิภาพสูง ดำเนินการตามข้อกำหนดต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งมาตรฐาน Food Safety สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต และตอบสนองความต้องการของประเทศคู่ค้าได้

“ไก่แจ้พานทอง” เพชรน้ำหนึ่ง สร้างมาตรฐาน ฟาร์มปลอดโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

“ไก่แจ้พานทอง” เพชรน้ำหนึ่ง สร้างมาตรฐาน ฟาร์มปลอดโรค

สมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย นับเป็นการรวมตัวของกลุ่มผู้เลี้ยงไก่แจ้ในยุคต้นๆ ของการเลี้ยงไก่แจ้ แม้ว่าจะมีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมาก่อนหน้านั้น แต่ก็ไม่จัดเป็นกลุ่มที่ก่อตั้งเป็นสมาคมหรือชมรมใดๆ อย่างเป็นทางการ และสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ยังถือเป็นสมาคมที่มีเป้าหมายในการรวมกลุ่มอย่างชัดเจนคือ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ตามชื่อการก่อตั้งสมาคม

ผู้ก่อตั้งสมาคม คือ คุณพานทอง สมานวิจิตร ที่อดีตเป็นข้าราชการครู แต่สนใจเลี้ยงไก่แจ้มาตั้งแต่ 30 ปีก่อน คู่ชีวิตของคุณพานทอง คือ คุณสุมน สมานวิจิตร ผู้ที่คุณพานทอง บอกว่า เป็นผู้ที่สนใจและบอกกับคุณพานทองว่า จะซื้อไก่แจ้มาเลี้ยง เลี้ยงเพื่อความสวยงาม เลี้ยงเพราะชอบ เลี้ยงสำหรับเป็นเพื่อนในขณะนั้น

ไก่แจ้คู่แรก ราคาคู่ละ 600 บาท การซื้อขายไก่แจ้ในอดีต คุณพานทอง เล่าว่า เป็นเรื่องปกปิดมาก คนซื้อไม่มีโอกาสได้รู้ว่าไก่แจ้ที่ไปซื้อจะได้สีอะไร รูปร่างลักษณะแบบไหน ทำได้แค่แจ้งให้ผู้ขายรู้ว่า เราต้องการซื้อไก่แจ้ จากนั้นนั่งรอจนกว่าผู้ขายจะนำไก่แจ้มาให้ เมื่อได้ไก่แจ้มาแล้ว การเลี้ยง การดูลักษณะพันธุ์ หรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับไก่แจ้ทุกอย่าง ไม่มีใครถ่ายทอดให้ เป็นการเลี้ยงไก่แจ้แบบหวง และมีคนเลี้ยงจริงจังไม่มากนัก ทำให้การเลี้ยงไก่แจ้ในลักษณะของฟาร์มและการประกวด เป็นเรื่องห่างไกลสำหรับผู้สนใจ

“คู่แรกได้มา ก็ต่อกรงเลี้ยงบริเวณมุมของบ้าน เลี้ยงไปได้สักพักรู้สึกว่าคู่เดียวน้อยไป จึงไปซื้อมาเพิ่มรวมเป็น 3 คู่ เลี้ยงไปเรื่อยๆ ไก่แจ้ก็เริ่มให้ไข่และกกไข่ออกมาเป็นตัว เมื่อปริมาณมากขึ้น ก็ต้องต่อกรงขยายออกไป”

ด้านข้างของบ้านเป็นบ่อ เมื่อคิดจะขยายกรงเลี้ยงให้เป็นโรงเรือนสำหรับไก่แจ้ จึงคิดทำโรงเรือนบริเวณบ่อ แต่ทุนน้อย คุณสุมน จึงขอขี้เลนที่เรือขุดดูดขึ้นมานำมาถมจนเต็มบ่อ จากนั้นก็นำไม้เก่าและมุ้งเก่าที่พอมี นำมาประกอบ สร้างเป็นโรงเรือนขนาดพอเหมาะ แม้ว่าไก่แจ้ขณะนั้นยังไม่เป็นที่นิยม แต่คุณสุมนและคุณพานทอง ก็พร้อมจะให้ไก่แจ้ขยายพันธุ์ตามปกติ อีกทั้งคุณสุมนยังใช้ความรู้เท่าที่มี บวกกับการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ทำตู้ฟักด้วยตัวเอง

ตู้ฟัก เป็นผลงานหนึ่งที่คุณสุมนภาคภูมิใจ เพราะคิดค้นขึ้นเอง และมีคนมาติดต่อขอซื้อ รวมถึงถาดให้อาหารไก่แจ้ คุณสุมนคิดรูปแบบขึ้นเอง เพื่อลดการสูญเสียอาหารที่เกิดจากไก่เขี่ยหล่นออกนอกกรง ซึ่งถือเป็นต้นทุนชนิดหนึ่ง และไม่หวงหากมีผู้มาพบแล้วจำรูปแบบไปทำบ้าง

คุณพานทอง บอกว่า วิชาความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่แจ้ในอดีตไม่แพร่หลาย ไม่มีใครอยากให้ข้อมูลเสมือนเป็นความลับ ทำให้เกิดผู้เลี้ยงรายใหม่ขึ้นน้อย แต่สำหรับคุณสุมนและคุณพานทอง เห็นว่า เมื่อมีประสบการณ์ก็ควรแบ่งปัน ถ่ายทอด และส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่แจ้ สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการเลี้ยง จึงติดต่อและรวมกลุ่มคนเลี้ยงไก่แจ้ที่อยู่ใกล้เคียงและมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ก่อตั้งเป็นชมรมส่งเสริมผู้เลี้ยงไก่แจ้กรุงเทพ ขึ้น เมื่อปี 2531 และเปลี่ยนเป็นสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ในภายหลัง

“พอเราได้ลูกไก่แจ้จำนวนมากขึ้น ต้นทุนการเลี้ยงก็สูงขึ้น จึงตัดสินใจนำลูกไก่แจ้ใส่กล่องตั้งใจไปขายตลาดนัดจตุจักร พอไปถึงพ่อค้าบอกไม่รับซื้อ จนญาติที่รู้จักขอร้องให้พ่อค้ารับซื้อจากเราไป ทำให้พ่อค้าซื้ออย่างเสียไม่ได้ เราก็ต้องขายเหมาในราคาที่ไม่ดีนัก ทั้งที่รู้ว่าของเราเป็นของดี แต่ก็ต้องง้อพ่อค้า ต้องยอมให้กดราคา”

ครั้งนั้น ทำให้คุณพานทอง กลับมาคิดว่า ไก่แจ้พันธุ์ดี ไม่ควรถูกกดราคาด้วยการรับซื้อเช่นนี้ จึงควรให้ผู้ซื้อหรือคนที่ต้องการเลี้ยงไก่แจ้จริงๆ เดินมาหามากกว่า วิธีหนึ่งที่คิดได้และมั่นใจว่า เป็นการส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ตามวัตถุประสงค์ของสมาคมคือ การประกวดไก่แจ้ ซึ่งขณะนั้นมีการจัดการประกวดบ้าง ไม่บ่อยนัก ยิ่งเมื่อได้สัมผัสงานประกวดไก่แจ้ โดยคุณสุมนอุ้มไก่แจ้ 2 ตัวที่เลี้ยงไว้ ไปสมัครประกวดที่จังหวัดลพบุรี และครั้งนั้นเองที่คุณสุมนและคุณพานทองมั่นใจได้ว่า ไก่แจ้ที่มีอยู่ เป็นไก่แจ้ที่มีรูปร่างลักษณะได้มาตรฐานไก่แจ้ไทยที่ดี เพราะคว้าถ้วยรางวัลยอดเยี่ยมถึง 3 ถ้วย กลับมา

การจัดงานประกวดไก่แจ้ โดยสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย จึงมีขึ้นหลังจากนั้น โดยจัดขึ้นที่สุเหร่า มีผู้สนใจนำไก่แจ้เข้าร่วมประกวดกว่า 100 ตัว รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้กับสุเหร่าทั้งหมด ซึ่งหลังงานประกวดทำให้ทราบว่า มีผู้สนใจเลี้ยงไก่แจ้จำนวนมาก และควรได้รับการส่งเสริมให้ไก่แจ้เป็นสัตว์เลี้ยงระดับแถวหน้าเช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงชนิดอื่น โดยเฉพาะความรู้และประสบการณ์การเลี้ยงไก่แจ้ ควรมีการถ่ายทอดให้แก่ผู้สนใจ เพื่อให้ไก่แจ้ไทยได้มีพื้นที่ดีๆ ในสังคม

หลังงานประกวดที่จัดขึ้นโดยสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทยครั้งแรกผ่านไป ความสำเร็จที่ได้รับ ทำให้การจัดงานประกวดครั้งต่อมามีขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง 2-3 เดือน ต่อครั้ง

“แรกๆ เราจัดงานประกวดที่สุเหร่า บ่อยครั้งเราเปลี่ยนสถานที่จัดเป็นโรงเรียนบ้าง เพราะหลังงานประกวดจบลง รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายก็มอบให้กับสุเหร่าหรือโรงเรียน สิ่งหนึ่งที่คนนำไก่แจ้มาประกวด เพราะหลังการประกวดจบ เงินค่าสมัครที่จ่ายไปก็เหมือนเป็นการทำบุญมอบให้กับสุเหร่าหรือโรงเรียนด้วย”

คุณพานทอง แบ่งปันเทคนิคการเลี้ยงไก่แจ้ให้ได้ดี โดยให้ข้อมูลว่า ไก่แจ้ยังคงเป็นอาชีพหนึ่งที่ยังไปได้ดีในปัจจุบัน ผู้เลี้ยงควรรักที่จะเลี้ยง เพราะการเลี้ยงไก่แจ้ต้องใส่ใจในทุกเรื่อง การเลี้ยงไม่ยาก แต่การใส่ใจในการเลี้ยงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ถ้าต้องการเลี้ยงเล่นก็ต้องเริ่มจากรักและชอบมาก่อนเช่นเดียวกัน ส่วนจำนวนเลี้ยงจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้เลี้ยง เพราะไก่แจ้สามารถเลี้ยงรวมกันได้เมื่อไก่ยังเล็ก แต่ถ้าไก่เริ่มโตจำเป็นต้องแยกกรงเลี้ยงเป็นคู่ ต้องใช้พื้นที่ รวมถึงต้องเข้าใจธรรมชาติของสัตว์ เช่น การเลี้ยงรวมกันเพื่อหาไก่เก่ง ไก่เก่งจะออกฟอร์มเมื่อเลี้ยงรวมหลายตัว เมื่อรู้ว่าตัวไหนเก่งก็ให้แยกออกมา เพราะหากปล่อยไว้ไก่ที่เลี้ยงรวมกัน หงอนจะเล็กและหางตก

กรงสำหรับไก่แจ้ 2 ตัว ควรมีขนาดกว้างพอให้ไก่ได้วิ่งเล่น คือ 80×100 เซนติเมตร หรือกว้างกว่านี้สำหรับกรงผสม แต่ขนาดกรงที่ให้ไว้เป็นขนาดที่ผู้เลี้ยงต้องพิจารณาพฤติกรรมไก่ร่วมด้วยว่าเหมาะหรือไม่ อาจต้องกว้างกว่านี้หรือเล็กกว่านี้ก็ได้ เช่น ไก่แจ้ตัวผู้ที่ชอบไล่ไก่แจ้ตัวเมีย ก็ควรมีพื้นที่กว้างมากพอให้ตัวเมียได้วิ่งหนีหรือหลบเพื่อกินอาหารและพักผ่อนบ้าง แต่ถ้าไก่แจ้เป็นตัวที่คัดไว้เพื่อประกวด ก็จะไม่ให้ผสม เพราะอาจทำให้ฟอร์มไก่เสียรูป จำเป็นต้องเลี้ยงกรงเดี่ยว เพื่อให้ไก่ออกฟอร์ม

คุณพานทอง ย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการเลี้ยงไก่แจ้คือ ความสะอาด ซึ่งหมายถึงความสะอาดของกรง โรงเรือน และตัวไก่แจ้เอง

กรง และโรงเรือน ทำความสะอาดได้ทุกวัน เก็บขี้ไก่ เก็บขนไก่ เพราะไก่กินทุกวัน ถ่ายทุกวัน หากไม่ทำความสะอาดวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องทำ หากไม่ทำ ขี้ไก่จะหมักหมมและกลายเป็นความสกปรก สุดท้ายอาจทำให้ไก่ป่วย

ส่วนตัวไก่แจ้ โดยธรรมชาติของไก่ถ้ามีไรจะไซ้ขนตัวเอง หรือให้คู่อีกตัวที่อยู่ด้วยกันไซ้ หากไรทำให้ไก่คันมาก ไก่อาจจะจิกตัวเองหรือให้คู่อีกตัวจิกจนขนหลุดก็มี ดังนั้น ควรอาบน้ำให้ไก่อยู่เสมอ เหมือนการอาบน้ำในสัตว์ทุกชนิดโดยการราดน้ำ ฟอกสบู่ จากนั้นล้างน้ำสบู่ออกให้หมด นำไปเป่าขนด้วยไดร์ให้แห้ง หรือกรณีที่อากาศร้อน ควรเช็ดตัวให้หมาดแล้วปล่อยเข้ากรงให้ขนแห้งเอง ทั้งนี้ ทุกขั้นตอนควรทำด้วยความรวดเร็ว หากปล่อยไว้นานโอกาสไก่ป่วยก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

“ที่ฟาร์มจะอาบน้ำไก่อยู่เสมอ แชมพูที่ใช้จะเป็นกลุ่มสมุนไพร เพื่อป้องกันหากไก่จิกหรือไซ้ขนตัวเอง จะปลอดจากสารเคมี เราต้องคิดว่า เราเลี้ยงไก่ เราอุ้มไก่ ถ้าไก่มีไรก็จะไต่ตัวคนอุ้ม แต่ถ้าอาบน้ำนอกจากไม่มีไรแล้ว ขนก็สวย เรียบ นุ่ม น่าจับ”

ปัจจุบันเรามีไก่แจ้ประมาณ 80 คู่ และจะจัดการฟาร์มให้มีจำนวนไก่ไม่มากกว่านี้ เพื่อความสะดวกในการดูแลให้ทั่วถึง เมื่อได้ลูกไก่ในแต่ละล็อตก็ต้องเลี้ยงไว้แล้วคัดลูกไก่ที่ลักษณะไม่ค่อยดี (อยู่ที่การพิจารณาของผู้เลี้ยง) นำไปขาย คัดไว้เฉพาะลูกไก่ที่มีลักษณะดี เก็บไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ หรือจะขายเองที่ฟาร์มก็ได้ ซึ่งลูกไก่ที่คัดออกจะนำไปขาย ได้ราคาตัวละ 20-50 บาท ก็พอใจในราคานี้แล้ว เพราะหากเขาไม่รับซื้อไว้ ลูกไก่เหล่านี้ก็จะตกเป็นภาระของฟาร์ม ซึ่งลูกไก่ที่ขายไปในราคา 20-50 บาท ต่อตัวนั้น พ่อค้าที่ซื้อไปอาจจะนำไปคัดต่ออีกครั้งแล้วนำไปขายในราคาที่แพงขึ้น ทำกำไรในการซื้อขายต่ออีกทอดหนึ่ง

คุณพานทอง กล่าวว่า พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่แจ้ที่มีประมาณ 80 คู่ ไม่ได้มีครบทุกสี มีเฉพาะสีตลาด คือสีที่ได้รับความนิยม เช่น ขาวหางดำ กระ เบญจรงค์ สามสี เป็นต้น และราคาขายไก่ของฟาร์มพานทอง จะขายราคาเริ่มต้นที่ตัวละ 500 บาท และไก่แจ้ทุกตัวก่อนรับออกจากฟาร์ม ต้องได้รับวัคซีนพื้นฐานครบก่อน ผู้ซื้อจึงรับไปได้ และถ้าผู้ซื้อถูกใจไก่ตัวไหนในฟาร์ม เมื่อเราบอกราคาแล้วจะไม่คืนคำ ต้องขายตามราคาหากผู้ซื้อตอบตกลง แม้จะเป็นพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ที่อยากเก็บไว้เองก็ตาม และการซื้อขายตกลงราคา มีคุณสุมนทำหน้าที่ตรงนี้ ส่วนการทำหน้าที่ในสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย ยังคงเป็นหน้าที่ของคุณพานทองเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกที่ให้ความไว้วางใจหลายร้อยคน คุณพานทอง บอกว่า ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ และพร้อมจะส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย

ขอคำแนะนำหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณพานทอง สมานวิจิตร นายกสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย โทรศัพท์ (081) 823-7306 หรือ คุณสุมน สมานวิจิตร โทรศัพท์ (089) 205-6455 ติดตามความเคลื่อนไหวทางเฟซบุ๊กได้ที่ “ไก่แจ้สวยงาม นกฟิ้นเจ็ดสี” หรือเว็บไซต์ของสมาคมส่งเสริมและพัฒนาไก่แจ้ไทย http://www.bantamthai.org

ไปอร่อยกับ น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ฝีมือเทคนิคประจวบฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ไปอร่อยกับ น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ฝีมือเทคนิคประจวบฯ

ปลานวลจันทร์ทะเล หรือ ปลานวลจันทร์ หรือ ปลาดอกไม้ หรือ ปลาทูน้ำจืด อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำกร่อยหรือน้ำจืด ด้วยที่เกล็ดเล็กละเอียดสีเงินแวววาว ยามต้องแสงจันทร์หรือแสงไฟสวยงามมาก มักจะอยู่รวมกันเป็นฝูง

ปลานวลจันทร์ทะเล พบมากในท้องทะเลของเขตจังหวัดเพชรบุรี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์

สำหรับที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์นั้น สำรวจพบ ปลานวลจันทร์ทะเล ครั้งแรกที่ บ้านคลองวาฬ อำเภอเมือง

ในเมื่อปลานวลจันทร์ทะเล พบมากที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ดังนั้น ทางกลุ่ม คุณรจนา อาจสยาม คุณนิศารัตน์ เรืองวงษ์ คุณสุทิตา เอี่ยมสวัสดิ์ และ คุณรวิสุต ศรีสงวน นักเรียนแผนกช่างก่อสร้าง วิทยาลัยเทคนิคประจวบฯ จึงได้ทำโครงงานวิจัย เรื่อง น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง

โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นแหล่งที่ค้นพบปลานวลจันทร์ทะเล และได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทรงส่งเสริมประชาชนนำปลานวลจันทร์ทะเลมาบริโภคและแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ

นักเรียนทางกลุ่มจึงมีแนวคิดทำน้ำพริกขึ้น โดยมี ว่าที่ ร.ต. ศักดิ์ชัย ทราบรัมย์ พร้อมคณะครู เป็นครูที่ปรึกษาให้กับนักเรียน น้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ที่นำมาประกอบทำน้ำพริกนำมาจากคลองวาฬ แหล่งแรกที่พบ

วัตถุประสงค์ของการทำน้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง ครั้งนี้อย่างหนึ่งก็เพื่อศึกษาวิธีการที่เหมาะสมในการผลิตน้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผง และที่สำคัญคือ เพื่อเป็นการส่งเสริมการบริโภคปลานวลจันทร์ทะเล

วัตถุดิบที่ใช้ ประกอบด้วย

– ใช้ปลานวลจันทร์ทะเล 4 กิโลกรัม เนื่องจากปลานวลจันทร์ทะเลเป็นปลาที่มีก้างเล็กก้างน้อยเยอะมาก ดังนั้น จะต้องถอดก้างให้หมด

– พริกแห้ง 2 กิโลกรัม

– หอมแดงแห้ง 2 กิโลกรัม

– กระเทียมแห้ง 2 กิโลกรัม

วิธีการรับประทาน นำน้ำพริกปลานวลจันทร์ทะเลผงไปละลายกับน้ำร้อนต้มสุก ปรุงแต่งรสชาติตามต้องการ (เติมน้ำปลา น้ำมะนาว) รับประทานคู่กับผักต้ม หรือผักสด ตามความชอบ

อนึ่ง สำหรับปลานวลจันทร์ทะเลนั้น เป็นที่นิยมบริโภคกันมากในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความชำนาญและเทคนิคในการถอดก้างปลา อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ก้างปลานวลจันทร์ทะเลจะเยอะมาก จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่หลายคนไม่อยากจะบริโภคปลาชนิดนี้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง ศูนย์ศึกษาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี จัดอบรมถอดก้างปลานวลจันทร์ทะเล การถอดก้างปลานวลจันทร์ทะเล จะเป็นการเพิ่มมูลค่าของปลาได้ เพราะนำไปจำหน่ายในรูปแบบต้มเค็มปลานวลจันทร์ ปลารมควัน ปลาแดดเดียว

ถ้าต้องการดูบ่อเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล ก็ให้มาที่สถานีประมงคลองวาฬ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ เป็นศูนย์รวบรวม ทดลองส่งเสริมเพาะเลี้ยงให้เป็นอาชีพกับเกษตรกร ทั้งนี้ ทางศูนย์เพาะพันธุ์ปลานวลจันทร์ทะเล เพื่อปล่อยลงสู่ทะเลจำนวนหลายหมื่นตัวต่อปี

แต่หากต้องการซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปให้มาที่กลุ่มแปรรูปปลานวลจันทร์ทะเลบ้านคลองวาฬ รับรองมาที่นี่จะไม่เจอก้างปลาให้รำคาญ เพราะที่นี่ล้วนชำนาญเลาะก้างปลานวลจันทร์ทะเลกันทั้งสิ้น ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยพัฒนาประมงชายฝั่งทะเลประจวบคีรีขันธ์ สนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้แปรรูปปลานวลจันทร์ทะเล

โรงเรียนอนุบาลห้วยคต พัฒนาทักษะเกษตร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชุมชน-โรงเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

โรงเรียนอนุบาลห้วยคต พัฒนาทักษะเกษตร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ชุมชน-โรงเรียน

โรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) ตำบลห้วยคต อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี เป็นโรงเรียนที่พิจารณาจากชื่อแล้ว ประเมินว่าน่าจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีนักเรียน บุคลากรทางการศึกษาไม่มากนัก ทั้งกิจกรรมใดๆ ที่ดำเนินอยู่ก็น่าจะเล็กๆ กะทัดรัด เช่นเดียวกับชื่อ แต่เมื่อได้สัมผัส สิ่งที่คาดคะเนไว้ไม่ได้เป็นไปตามที่คิด โดยเฉพาะกิจกรรมทางการเกษตรที่ใหญ่เกินกว่าสันนิษฐานจากชื่อโรงเรียนได้

อาจารย์สกล แถบพยัคฆ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) และ อาจารย์นริศรา คำภาพัก ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) ให้การต้อนรับผู้มาเยือน ที่สนใจนำข้อมูลการส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมภาคเกษตรของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) ไปเผยแพร่ ผ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

อาจารย์นริศรา ให้ข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) ว่า เป็นโรงเรียนที่เปิดการเรียนการสอนระดับอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อตั้งมาเมื่อ พ.ศ. 2526 บนพื้นที่ 15 ไร่ มีนักเรียน เกือบ 300 คน และมีบุคลากรทางการศึกษา 12 คน ซึ่งกิจกรรมในภาคเกษตรของโรงเรียน มีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงเรียน เพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดหาอาหารกลางวันให้กับเด็กนักเรียนรับประทาน ประกอบกับแหล่งซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารในอดีตอยู่ห่างไกล รวมถึงต้องการให้เด็กได้รับประทานอาหารที่ปลอดสาร ความคิดริเริ่มทำการเกษตร นำผลผลิตที่ได้มาประกอบอาหารรับประทานเองจึงมีขึ้น

โชคไม่ดีเท่าไหร่นักที่เราไปในช่วงฤดูแล้ง ทำให้กิจกรรมหลายกิจกรรมไม่ค่อยสมบูรณ์ และบางกิจกรรมยกเลิกไป เพราะบุคลากรไม่เพียงพอ แม้ว่าจะมีอาจารย์สกล เป็นผู้ดูแลในปัจจุบัน ก็ยังถือว่าไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก ด้วยสุขภาพของอาจารย์สกลไม่สู้ดี ทำให้บุคลากรที่เหลือต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ รวมถึงเด็กนักเรียนที่ต้องรับบทหนัก รับผิดชอบกิจกรรมให้ได้ด้วยตนเอง

แต่ก็ไม่ถือเป็นความโชคร้ายของเด็กนักเรียนที่นี่ เพราะการให้รับผิดชอบกิจกรรมทางการเกษตรด้วยตนเองอย่างเต็มที่ ทำให้เด็กนักเรียนได้รับความรู้ทั้งในเชิงข้อมูลและภาคปฏิบัติ จนสามารถนำไปสานต่อกิจกรรมที่บ้าน เป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัวมาแล้วหลายครอบครัว

พื้นที่ทางการเกษตรของโรงเรียน มีประมาณ 5 ไร่ ประกอบไปด้วย บ่อเลี้ยงปลา การเลี้ยงหมูหลุม การเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงไก่ไข่ การทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ แปลงผักสวนครัว และไม้ผล ซึ่งนักเรียนในทุกระดับชั้นจะมีโอกาสได้เข้าพื้นที่เกษตร แต่ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ยกเว้นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ที่ได้ลงมือปฏิบัติจริงไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ในภาคทฤษฎี

อาจารย์สกล กล่าวว่า กิจกรรมทางการเกษตรตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน ในระยะแรกเป็นเพียงแปลงผักง่ายๆ การขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง เลี้ยงปลาตามธรรมชาติในบ่อ และปลูกไม้ผลไม่มากนัก แต่ทั้งหมดก็ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นรูปธรรม ด้วยการพัฒนาของบุคลากรภายในโรงเรียน เพื่อให้ได้ผลผลิตตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ว่า ต้องการให้แปลงเกษตรที่ดำเนินอยู่ เป็นวัตถุดิบนำมาประกอบอาหารกลางวันให้กับเด็ก ซึ่งเป้าหมายที่วางไว้ต้องการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครอง และต้องการให้เด็กได้เรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันและอนาคต

เด็กนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 จะแบ่งกลุ่มตามกิจกรรมที่มีอยู่ จากนั้นจัดเวรดูแลกิจกรรมนั้นๆ ให้ครบทุกวัน ในวันเสาร์และอาทิตย์ นักเรียนจะตกลงกันเองตามความสะดวกของนักเรียนด้วยกันในกลุ่ม เพื่อให้กิจกรรมดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง และได้ผลผลิตที่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งการแบ่งกลุ่มนั้น เด็กนักเรียนจะแบ่งกลุ่มตามความชอบในกิจกรรมนั้นๆ แต่ถึงอย่างไรก็จะหมุนเวียนกิจกรรมให้ได้ปฏิบัติเหมือนกันทั้งหมด เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ครบทุกกิจกรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ปัจจุบัน กิจกรรมที่พักไว้ชั่วคราวรอบุคลากรพร้อมแล้วจะสานต่อ คือ การเลี้ยงหมูหลุม การทำก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ และการเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ ซึ่งทั้ง 3 สิ่ง เป็นกิจกรรมที่ช่วยปูพื้นฐานให้กับเด็กนักเรียนได้เป็นอย่างดี แต่เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอ อีกทั้งยังประสบปัญหาพายุฤดูร้อนที่รุนแรง ส่งผลให้หลังคาบ่อซีเมนต์ที่ใช้เลี้ยงกบพังทลาย จึงต้องวางโครงการให้ดีและคำนวณระยะเวลาการเลี้ยงกบให้หลีกเลี่ยงช่วงที่อาจเกิดพายุฤดูร้อนไว้ด้วย

สำหรับแปลงผัก เป็นกิจกรรมที่สามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นกิจกรรมที่ง่ายต่อความเข้าใจและการปฏิบัติของเด็กนักเรียน ในทุกเช้าและเย็น เด็กนักเรียนที่รับผิดชอบจะลงแปลงผัก เพื่อรดน้ำ สังเกต และเก็บถอนวัชพืช มีให้ปุ๋ยบ้างตามระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งปุ๋ยที่ใช้นำมาจากศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอห้วยคต ที่ตั้งอยู่ไกลจากโรงเรียนไม่เท่าไหร่นัก

ไม้ผล มีไม่กี่ชนิด แต่ที่เห็นเป็นแปลงใหญ่ที่สุด คือ กล้วย อาจารย์สกล บอกว่า การปลูกกล้วยไว้จำนวนมาก เพราะพื้นที่บริเวณโรงเรียนมีลักษณะเป็นดินดาน ยากต่อการปลูกพืชให้ได้ผลผลิตดี เพราะดินขาดแร่ธาตุหลายชนิด ไม้ผลที่สามารถใช้ประโยชน์ได้หลายชนิด และเจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพ ทั้งยังช่วยบำรุงดินให้มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาอีก คือ กล้วย จึงปลูกกล้วยไว้เต็มแปลงหลายสิบต้น ซึ่งนอกจากกล้วยแล้ว บริเวณขอบบ่อเลี้ยงปลา โรงเรียนได้ปลูกส้มโอ มะขามเทศ มะม่วง สับปะรด ไว้อีกจำนวนหนึ่ง

ไก่ไข่ เป็นอีกกิจกรรมที่สร้างโรงเรือนไว้อย่างแน่นหนา เด็กนักเรียนจะเก็บไข่ไก่ วันละ 2 ครั้ง เช้าและบ่าย การให้อาหารและน้ำจะให้วันละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกัน ส่วนการทำความสะอาด ในทุกวันเด็กนักเรียนที่เป็นเวรดูแลจะต้องเก็บกวาดขี้ไก่ไม่ให้หมักหมม และนำขี้ไก่ไปหมักรวมเป็นปุ๋ยชีวภาพ ปัจจุบัน มีไก่ไข่ ประมาณ 70 ตัว เก็บไข่ได้วันละไม่ต่ำกว่า 50 ฟอง ไข่ไก่ที่เก็บได้จะนำไปประกอบอาหารกลางวัน หากเหลือจะขายให้กับผู้ปกครองและครู

การเลี้ยงปลา ทำในบ่อ พื้นที่ 2 งาน เลี้ยงปลากินพืชและปลาที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งนักเรียนที่รับผิดชอบจะต้องนำเศษอาหารที่เหลือทิ้งในทุกวัน นำมาเป็นอาหารให้กับปลา ยกเว้นช่วงปิดเทอม หรือไม่มีเศษอาหารเหลือทิ้งจากโรงอาหาร ก็จะใช้อาหารสำเร็จรูปที่เตรียมไว้แทน อย่างไรก็ตาม การนำเศษอาหารเหลือทิ้งจากโรงอาหารในทุกวันมาเป็นอาหารปลา ก็เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงปลาลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การจับปลามาเป็นอาหารจะหมุนเวียนกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น และจะจับปลาในปริมาณที่ต้องการนำมาประกอบอาหารเท่านั้น เพื่อให้ปลาที่เหลืออยู่ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนปลาในบ่อเลี้ยงต่อไป

ส่วนการเลี้ยงกบในบ่อซีเมนต์ จะลงกบในช่วงที่มั่นใจว่ามีบุคลากรช่วยดูแลเพียงพอ ครั้งละ 5,000 ตัว เมื่อกบเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมขาย จะจับมาทำอาหาร ส่วนที่เหลือขายให้กับผู้สนใจในราคา กิโลกรัมละ 80 บาท

นอกเหนือจากการส่งเสริมการเกษตรภายในโรงเรียน อาจารย์นริศรา บอกด้วยว่า พื้นที่ภายในโรงเรียนมีจำกัด ดินไม่อุดมสมบูรณ์ ทำให้การเรียนรู้ไม่ครบถ้วนในทุกมุม จึงประสานกับศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอห้วยคต จัดพื้นที่ให้เด็กนักเรียนไปเรียนรู้ในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ มีเจ้าหน้าที่ของศูนย์การเรียนรู้ฯ ถ่ายทอดการดูแลแปลงผัก การปลูกพืช การทำปุ๋ย นอกจากนี้ ยังให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงเป็ดไข่ ซึ่งโรงเรียนไม่มีพื้นที่เลี้ยง แต่นักเรียนจะใช้พื้นที่ภายในศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งนี้เป็นที่ทดลองปฏิบัติ ซึ่งไข่เป็ดที่ได้จากศูนย์การเรียนรู้ฯ บางส่วน โรงเรียนจะนำไปประกอบอาหารให้กับนักเรียนด้วย

“การปลูกฝังเรื่องเกษตรให้เด็กเป็นสิ่งจำเป็น เพราะอนาคตเด็กจะทำไว้รับประทานเองที่บ้านได้ ประหยัดค่าใช้จ่าย บางรายอาจทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเลยก็มี ซึ่งโรงเรียนก็เป็นเพียงสถานที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็ก แต่อีกมุมหนึ่ง เด็กนักเรียนก็สามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับครูและเพื่อนๆ ได้เช่นกัน เพราะพื้นฐานเด็กนักเรียนที่นี่ทำการเกษตรเกือบทุกครัวเรือน สิ่งที่นักเรียนเห็นผู้ปกครองทำ หรือเคยช่วยผู้ปกครองทำมาก่อน ก็จะนำมาสอนเพื่อนนักเรียนด้วยกัน เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบ้านและชุมชน” อาจารย์นริศรา กล่าว

อาจารย์นริศรา กล่าวอีกว่า นักเรียนของโรงเรียนอนุบาลห้วยคตทุกคน จะได้กินข้าวและอาหารกลางวันฟรีทุกคน ปกติโรงเรียนที่ได้รับงบประมาณอุดหนุนจากรัฐบาลจะได้เป็นค่าอาหารกลางวันเท่านั้น แต่สำหรับโรงเรียนอนุบาลห้วยคต มีข้าวให้ด้วย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครอง แม้ว่าจะไม่มาก แต่ก็เป็นการช่วยเหลือเด็กนักเรียน ซึ่งที่ผ่านมาโรงเรียนเคยได้รับรางวัลโครงการอาหารกลางวันยั่งยืนระดับประเทศ รางวัลโรงเรียนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของโรงเรียนในการพัฒนาการเรียนและเด็กนักเรียน

เด็กหญิงพรทิพย์ จันทศรี หรือ น้องกรุ๊ป นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่าว่า ชอบกิจกรรมปลูกผักสวนครัวในโรงเรียนมากที่สุด เพราะผักที่ได้นำไปประกอบอาหาร ถ้าทำเป็นอาชีพก็สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้ ครอบครัวทำไร่อ้อย เมื่อมีเวลาว่างก็ช่วยพ่อและแม่ทำไร่อ้อย แต่การทำไร่อ้อยยากกว่าการทำแปลงผัก เพราะต้องมีเงินทุนสูง ต้องวางระบบการปลูกให้ดี เพื่อให้ได้ผลผลิตสูง ขายได้ราคา

ส่วน เด็กหญิงปรางทิพย์ ไขประภาย หรือ น้องบิวตี้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า ชอบการปลูกผักสวนครัวที่สุด เพราะปลูกง่าย การดูแลไม่ยาก ผลผลิตที่ได้นำไปประกอบอาหาร เหลือนำไปจำหน่าย และเป็นทางเลือกของเยาวชนในยุคนี้ที่ควรปลูกผักไว้รับประทานเอง เพื่อได้กินอาหารที่ปลอดสาร และลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนลง

ด้าน เด็กหญิงศุคณฑา สมสุด หรือ น้องแพร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า ชอบทำการเกษตรมาก ความรู้ที่ได้จากโรงเรียนในการทำการเกษตรได้นำไปปรับใช้ที่บ้าน โดยเลี้ยงไก่ไข่ 15 ตัว และปลูกผักสวนครัว สิ่งที่อยากให้โรงเรียนเพิ่มเติมในแปลงเกษตร คือ การปลูกไม้ผล โดยเฉพาะมะขามเทศ เพราะมีวิตามินซีสูง และนำมารับประทานเล่นได้อีกด้วย

เด็กหญิงพลอยชมพู หมู่มาก หรือ น้องพลอย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวทิ้งท้ายว่า ชอบการเลี้ยงปลาและปลูกผัก การให้อาหารปลาโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย คือ การนำเศษอาหารเหลือทิ้งจากโรงอาหารมาให้ และควรสังเกตการกินของปลา หากปลาโผล่ขึ้นมากินอาหารน้อย แสดงว่าปลาเริ่มอิ่ม ควรให้อาหารโดยสังเกตการกินด้วย เพื่อไม่ให้อาหารเกินความต้องการมากเกินไป ถ้าอาหารมีมากเกินความต้องการจะทำให้น้ำเน่า ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลัง เพิ่มต้นทุนการผลิตอีกด้วย

แม้ว่าโรงเรียนอนุบาลห้วยคต (บ้านชุมทหารพัฒนา) จะเป็นโรงเรียนที่ได้รับรางวัลหลากหลายรางวัลมาแล้ว แต่การส่งเสริมและสนับสนุนในมุมของภาคเกษตร ก็ยังคงไม่เพียงพอ หากเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้รับความรู้ในเชิงเกษตรอย่างจริงจัง หน่วยงานใดต้องการสนับสนุน หรือเข้าศึกษาดูงาน ติดต่อได้ที่ อาจารย์นริศรา คำภาพัก โทรศัพท์ (095) 634-3179 หรือ อาจารย์สกล แถบพยัคฆ์ โทรศัพท์ (081) 284-0299