วัดปากจั่น ความงามที่เมืองชายแดน ระนอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ท่องเที่ยวเกษตร

วันชัย วชิรศศิธร

วัดปากจั่น ความงามที่เมืองชายแดน ระนอง

…จากถนนสายเพชรเกษม ทางหลวงสู่ภาคใต้ ในช่วงจังหวัดชุมพรสู่จังหวัดระนองเลาะชายแดนไทย-เมียนมา

มาถึงตำบลปากจั่น อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ด้านซ้ายมือถึงทางเข้าวัดสุวรรณคีรี หรือวัดปากจั่น เยื้องกับโรงพักปากจั่น ตรงหลัก กม. 524 ที่กำลังก่อสร้างเป็นถนน 4 เลน เพิ่มความสะดวกในการเดินทางอยู่ด้วย

พุทธสุวรรณคีรีเจดีย์ หรือชเวดากองจำลอง โดยท่านพระครูสุวรรณวิมลกิจ เจ้าอาวาสวัดได้กำหนดสร้างพุทธสุวรรณคีรีเจดีย์ ได้นำศิลปะเมียนมามาสร้างองค์เจดีย์คล้ายเจดีย์ชเวดากองอันยิ่งใหญ่ของประเทศเมียนมามาดำเนินการ

มีพระอาจารย์ปัญญา ปัญญาธโร เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาบริเวณเนินพุทธสุวรรณคีรีเจดีย์หลังสร้างเจดีย์สูง 180 ฟุต แล้วเสร็จจากแรงศรัทธาของชาวเมียนมาถึงกลุ่มแรงงานย่านมหาชัยก็ไปร่วมทำบุญด้วย

พระอาจารย์ปัญญา ปัญญาธโร เผยว่า ตนเองมีความสามารถในการปั้นลวดลาย โดยนำลายไทยมาผสมผสานกับศิลปะเมียนมา ทำให้เกิดลวดลายใหม่มาประดับการสร้างและปรับปรุงบริเวณเนินพุทธสุวรรณคีรีเจดีย์ ที่หลังสร้างเจดีย์เสร็จ ก็อยู่ระหว่างปรับปรุงภูมิทัศน์และจะปูหินอ่อนเป็นทางเดินรอบองค์เจดีย์ด้วย

แต่ก็มีการสร้างเพิ่ม อย่าง ศาลาองค์เทพทันใจ ซึ่งเป็นเทวดารักษาองค์เจดีย์ตามคติความเชื่อของเมียนมา และพอดีข้างองค์เจดีย์มีต้นตะเคียนคู่อยู่ ซึ่งถือเป็นไม้มงคลของคติความเชื่อไทยก็สร้างเป็นศาลเจ้าแม่ตะเคียนคู่ตามมติของคณะกรรมการ อีกทั้งยังสร้าง หอชมวิว 5 ชั้นฟ้า หลังได้รับการสนับสนุนจาก อบจ. ระนอง สร้างถนน คสล. ทางขึ้นให้แล้ว โดยรอบศาลาชมวิว 5 ชั้นฟ้า บริเวณจะคงผสมผสานศิลปะไทย-เมียนมา เป็นหลักด้วย

จากการผสมผสานด้านศิลปะการก่อสร้างสู่การผสมคติความเชื่อไทย-เมียนมา อาทิ องค์รูปเหมือนหลวงปู่ทวด หน้าตักกว้าง 109 นิ้ว ของชาวพุทธไทย ซึ่งชาวเมียนมาก็รู้จัก หรือองค์พุทธสุวรรณคีรีเจดีย์ ที่สร้างขึ้นในปีสิริมงคลแห่งการก่อตั้งพระพุทธศาสนาครบ 2,000 ปี เมื่อปี 2553

ซึ่งนำเอาศิลปะจำลองแบบจากเจดีย์ชเวดากองของเมียนมามาทำให้ชาวไทยพุทธกับชาวเมียนมาได้กราบสักการบูชาองค์เจดีย์ รวมทั้งสื่อความสัมพันธไมตรีอันดีต่อไปได้อย่างสนิทใจ และจากคติความเชื่อของชาวเมียนมาที่จะต้องสร้างองค์เทพทันใจไว้ดูแลเจดีย์ และเป็นเทพที่ให้พร 1 อย่าง ตามคำขอ

มาถึงศาลเจ้าแม่ตะเคียนคู่ ก็เป็นคติความเชื่อของชาวพุทธไทยในฐานะเทพประจำไม้มงคลต้นตะเคียนนั้นเอง ซึ่งรวมถึงคอหวยบางกลุ่มมาขอเลขไปซื้อล็อตเตอรี่เสี่ยงโชคลาภ โดยชาวพุทธเมียนมาก็มีกลุ่มคอหวยเหมือนกัน ทำให้มีของกราบไหว้บูชาแก้บนเต็มศาลแห่งนี้มากเหมือนกัน อีกทั้งเวลาจัดกิจกรรมทำบุญฉลององค์เจดีย์ และงานยกฉัตรเจดีย์ก็มีการแสดงศิลปะการรำของชาวเมียนมาและชาวไทยอยู่เป็นประจำ ทำให้มีคนไทย-เมียนมา แวะเวียนเข้ามาทำบุญอยู่เสมอ

มาถึงส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายู “คอคอดกระ” เป็นผืนแผ่นดินระยะทางยาวประมาณ 50 กิโลเมตร จากฝั่งทะเลอ่าวไทยมาจรดฝั่งอันดามันด้านตะวันตก ซึ่งตรงเขตอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง และยังมีแม่น้ำกระบุรีขวางกั้นเขตแดนไทย-เมียนมา ตรงจุดนี้มีระยะกว้างของลำน้ำ ประมาณ 100 เมตร ทั้งนี้แสดงให้เห็นถึงบริบทของพื้นที่อำเภอกระบุรีในบริบทของเมือง

คอคอดกระ อำเภอกระบุรี ชายแดนเขตติดต่อจังหวัดเกาะสองของเมียนมากับจังหวัดระนองของไทย มีการเดินทางข้ามฝั่งแม่น้ำตลอดแนวทุกวัน ทำให้เห็นชาวเมียนมาอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมากทั้งที่อยู่ประจำขายแรงงานในสวนยาง สวนปาล์มน้ำมัน หรือร้านค้า โดยมีสิ่งที่เหมือนกันระหว่างชนชาวไทย-เมียนมา ก็คือ ศาสนาพุทธ นั้นเอง

ทั้งหมดนี้คือ ความลงตัวทางศาสนาเมืองชายแดนที่ วัดปากจั่น ระนอง

ชาวประโคนชัย บุรีรัมย์ ฟื้น…ภูมิปัญญาทำข้าวฮาง ส่งขายห้างดัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวประโคนชัย บุรีรัมย์ ฟื้น…ภูมิปัญญาทำข้าวฮาง ส่งขายห้างดัง

ตอนนี้ถ้าเอ่ยถึงจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ความฮ็อตร้อนแรงน่าจะโฟกัสไปที่ทีมปราสาทสายฟ้า หรือสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัด รวมถึงประเทศไทยด้วย จึงทำให้บรรดาเหล่าสาวกกองเชียร์ที่เป็นแฟนคลับ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลมายังบุรีรัมย์กันอย่างคึกคัก ถือเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่น

ความจริงแล้วบุรีรัมย์เป็นจังหวัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์หลายด้านที่น่าสนใจ มีสถานที่เที่ยวสำคัญหลายแห่ง แต่สถานที่สำคัญซึ่งเมื่อเดินทางมาแล้วจะต้องไม่พลาดนั่นคือ ปราสาทเขาพนมรุ้ง

อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรกรรมของชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์อาจได้เปรียบทางโครงสร้างธรรมชาติ โดยเฉพาะบางแห่งมีประวัติเคยเกิดภูเขาไฟขึ้น แล้วผลพวงของการสะสมโดยอินทรียวัตถุที่ยาวนานมานับพันปี จึงทำให้ดินมีคุณภาพ เพาะปลูกพืชชนิดใดก็สมบูรณ์ดี

“ข้าวฮาง” เป็นกรรมวิธีการผลิตข้าวสารแปรรูป ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวไทยอีสาน ด้วยการนำข้าวเปลือกมาแช่น้ำไว้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอกของข้าว จะทำให้ผลิตสารชนิดหนึ่งขึ้นมาคือ สาร GABA (กาบา) จากเปลือกข้าวซึมเข้าไปในเมล็ด แล้วจึงนำมานึ่ง เพื่อจัดเก็บสารอาหารที่มีประโยชน์ให้คงไว้ จากนั้นจึงนำข้าวเปลือกไปตากให้แห้ง และนำไปสีโดยเครื่องสีข้าวกะเทาะเปลือก

ภายหลังจากมีการนำเทคโนโลยีเครื่องสีข้าวมาใช้ แล้วยังรวมถึงการผลิตข้าวเข้าสู่รูปแบบธุรกิจมากขึ้นจึงทำให้ชาวบ้านจำนวนมากละเลยที่จะนำกรรมวิธีการทำข้าวฮางแบบโบราณมาใช้

คุณอำนวย สลับเพชร อยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ที่ 7 บ้านหนองบัวลาย ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ” และนับเป็นกลุ่มแรกที่รื้อฟื้นการทำข้าวฮางที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านขึ้น

การนำวิธีแปรรูปข้าวฮางของคุณอำนวยกลับมาทำอีกครั้ง เกิดขึ้นเมื่อคราวที่เธอประสบปัญหานำข้าวสารใส่ถุงไปขายบนเขาพนมรุ้งร่วมกับของที่ระลึกอื่น แต่เนื่องจากการแพ็กถุงยังขาดมาตรฐานดีพอจึงทำให้ข้าวเกิดความชื้นเป็นขุยขึ้นรา ดังนั้น เธอจึงได้นำวิธีทำข้าวฮางจากในสมัยเด็กมาทดลองทำในครอบครัว

ในบางคราวหากพอมีเหลือจะแบ่งไปขายที่ร้านโดยใช้เครื่องซีลขนาดเล็ก ใช้ซีลถุงข้าวให้เป็นสุญญากาศเพื่อป้องกันเชื้อรา วางขายถุงละ 1 กิโลกรัม ราคา 100 บาท ถ้าซื้อ 3 ถุง ขาย 280 บาท ก็ขายได้ดีเหมือนกัน แล้วค่อยๆ ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

“เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมองเห็นลู่ทางสร้างรายได้ แล้วได้รวบรวมญาติพี่น้องในละแวกนั้น จำนวน 17 คน เพื่อไปจดเป็นวิสาหกิจชุมชน แล้วทยอยนำความรู้มาถ่ายทอดให้กับเพื่อนบ้านคนอื่นอีกหลายคน จนกระทั่งในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 36 คน มีพื้นที่ปลูกข้าวร่วมพันไร่”

คุณอำนวยพร้อมสมาชิกรุ่นแรกเริ่มทำข้าวฮางครั้งแรก ปี 2552 ตอนที่ทำครั้งแรกยังไม่มีความชำนาญและทักษะเท่าไร จึงทำให้ต้องใช้ข้าวเพื่อลองผิด-ถูกไปกว่า 7 ตัน เพื่อปรับปรุงแก้ไข จนกระทั่งเข้าที่ ส่วนข้าวที่ใช้ไม่ได้นั้นได้นำไปทำปุ๋ยหมักแทน ทั้งนี้ เพิ่งมาปรับสูตรและวิธีทำให้เข้าที่ได้เมื่อราว 2 ปี ที่ผ่านมา

ประธานกลุ่มให้รายละเอียดการทำข้าวฮางว่า ต้องเริ่มจากการนำข้าวเปลือกพันธุ์หอมมะลิ 105 เป็นข้าวนาปีที่ชาวบ้านปลูกกันเป็นประจำ มาร่อนแล้วทำความสะอาดด้วยการล้าง แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน ทั้งนี้ เหตุผลของการแช่ค้างคืนเพื่อปล่อยให้มีกระบวนการงอกเป็นการให้สารอาหารจากเปลือกส่งผ่านเข้าสู่เมล็ดข้าวได้เต็มที่ พอรุ่งเช้ามาให้สะเด็ดน้ำก่อนแล้วล้างออกอีกครั้ง

จากนั้นปล่อยให้สะเด็ดน้ำอีกครั้งแล้วจึงนำไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง จากนั้นให้นำมาผึ่งแดดไว้ 1 แดด เพื่อให้เปลือกแห้ง แล้วนำไปผึ่งในร่มอีก 10 วัน ขณะนั้นต้องหมั่นเกลี่ยไป-มา เพื่อให้เมล็ดแห้งทั่วถึง แล้วจึงนำมากะเทาะเปลือก เก็บกาก ใส่ตะแกรงตากแดดอีก 2 ชั่วโมง เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อ แล้วพักทิ้งไว้สัก 1 คืน เพื่อให้เย็น จึงจัดการแพ็กสุญญากาศ และทั้งหมดทุกขั้นตอนถือว่าเป็นกรรมวิธีการทำข้าวฮางตามแบบฉบับภูมิปัญญาคนโบราณอย่างแท้จริง

ด้วยจำนวนสมาชิกในกลุ่มที่มีอยู่ 36 คน และมีหม้อนึ่งจำนวน 2 ใบ ดังนั้น ใน 1 วัน สมาชิกได้ตกลงจัดตารางทำข้าวฮางวันละ 2 คน แต่ละคนจะแช่ข้าว จำนวน 3 กระสอบ หรือ 240 กิโลกรัม และถ้าทำวันละ 2 คน จะได้จำนวนข้าวเกือบ 500 กิโลกรัม ต่อวัน จะนึ่งจากเช้าไปจนเที่ยง แล้วจัดการทำไปตามขั้นตอนจนเสร็จ

“พอวันรุ่งขึ้นสมาชิกอีก 2 คนต่อไป ก็จะทำเหมือนกัน แล้วทยอยทำทุกวันเช่นนี้ไปจนครบจำนวนสมาชิก 36 คน แล้วจึงวนกลับมารอบใหม่ ลักษณะการทำเช่นนี้จึงมีจำนวนและปริมาณข้าวฮางเพียงพอแก่การจำหน่าย เพราะจะต้องสต๊อกข้าวเปลือกไว้ทำข้าวฮาง ปีละไม่ต่ำกว่า 50 ตัน”

ในปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ ผลิตข้าวฮางภายใต้ชื่อ “Barai” ไว้จำหน่ายด้วยกันทั้งสิ้นที่ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวหอมแดง ข้าวหอมทอง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวหอมจันทร์ โดยกำหนดราคาขาย ถ้าหอมมะลิอินทรีย์ กิโลกรัมละ 90 บาท ข้าวไรซ์เบอร์รี่ กิโลกรัมละ 170 บาท ข้าวหอมทอง ข้าวหอมแดง และข้าวหอมจันทร์ ขายกิโลกรัมละ 150 บาท

สำหรับแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวฮางของกลุ่ม คุณอำนวย เผยว่า ตอนแรกวางจำหน่ายอยู่ที่กลุ่มเพียงแห่งเดียว ต่อมาได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมจากภาคราชการจนได้มีโอกาสนำไปวางขายที่ห้างโรบินสัน กระทั่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจึงขยายไปวางขายที่ห้างท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ในเวลาต่อมา

ส่วนแรงบันดาลใจที่ทำให้ชาวบ้านหันกลับมาใช้ภูมิปัญญาการแปรรูปเป็นข้าวฮางอีกครั้งนั้น ประธานกลุ่มชี้ว่า อาจเป็นเพราะพื้นที่บริเวณหมู่บ้านแห่งนี้ในอดีตนับพันปีเคยเป็นภูเขาไฟ จึงทำให้ดินมีคุณภาพสูง เหมาะกับการปลูกข้าวอินทรีย์ และความได้เปรียบทางธรรมชาติเช่นนี้จึงเป็นจุดเด่นของข้าวฮาง ที่เป็นแหล่งสะสมของคุณค่าทางโภชนาการสูง แล้วได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น

“อยากให้ท่านผู้อ่านช่วยกันอุดหนุนผลิตภัณฑ์ข้าวฮาง เพราะไม่เพียงจะมีประโยชน์มากมายกับสุขภาพของท่านแล้ว ยังสามารถช่วยให้สมาชิกในกลุ่มและชาวบ้านที่อื่นได้มีงานทำกันมากขึ้น ทำให้มีรายได้กระจายสู่ชนบทมากขึ้นอีกด้วย” คุณอำนวย กล่าวทิ้งท้าย

สนใจสั่งซื้อหรือเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวฮาง ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวหอมมะลิข้าวฮางภูเขาไฟ ติดต่อโดยตรงได้ที่ คุณอำนวย สลับเพชร โทรศัพท์ (082) 145-8737

เรื่อง…จากคำบอกเล่า อ็องรี มูโอต์ ในทัวร์…เที่ยวเมืองลาว จาก “คำบอก” ฝรั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

มติชนอคาเดมี

พิมพ์กานต์ สุวรรณ

เรื่อง…จากคำบอกเล่า อ็องรี มูโอต์ ในทัวร์…เที่ยวเมืองลาว จาก “คำบอก” ฝรั่ง

อ่าน “ตะวันออก” จาก “คำบอก” ฝรั่ง

เห็นเกริ่นนำมาแบบนี้…แน่นอนว่า เรากำลังจะพูดถึงหนังสือที่เป็นงานเขียนเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าติดตามอีกหนึ่งเล่มค่ะ บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ว่าด้วยเรื่องบันทึกส่วนตัวที่กลายมาเป็นงานเขียนชวนติดตาม ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวในยุคอาณานิคมจากมุมมองของเจ้าอาณานิคม ผสมผสานแง่มุมของคนหนุ่มที่มีความโรแมนติกอยู่ในตัว มองโลกลึกซึ้งคมคาย แต่ก็ช่างติไม่แพ้กัน และถือเป็นหนึ่งในหนังสือชวนอ่านอีกเล่มที่คุณไม่ควรพลาด

อ็องรี มูโอต์ นักสำรวจและนักธรรมชาติวิทยา ชาวฝรั่งเศส มีชื่อเสียงในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ได้เล่าเรื่องผ่านบันทึกการเดินทางของเขา ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ โดยหนังสือเล่มนี้เป็นทั้งบันทึกส่วนตัว ว่าด้วยการผจญภัยและประสบการณ์แปลกใหม่ยามอยู่ไกลบ้านไกลเมือง ซึ่งก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจหลากหลายแง่มุม อาทิ สยามสมัยรัชกาลที่ 4 ที่สะท้อนความเป็นจริงของบ้านเมืองเราในหลายๆ ภูมิภาคเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ตลอดจนวิถีชีวิตท้องถิ่น และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐในสมัยนั้น หรืออย่างที่ “ปราสาทนครวัด” ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาในโลกตะวันตก จากการเล่าเรื่องการมีอยู่ของซากปรักหักพังในดินแดนกัมพูชา และพรรณนาความยิ่งใหญ่อลังการของศาสนสถานแห่งนี้ออกมาด้วยตัวอักษรและภาพสเกตช์รายละเอียดตระการตา

แต่ที่น่าสนใจและชวนติดตามจริงๆ เราต้องนึกถึง เมืองลาว ดินแดนสุขสงบงดงามสุดปลายเส้นทางมรณะ ที่เรียกขานกันว่า “ป่าดงพญาไฟ” เมืองลาว คือจุดหมายในการเดินทางเที่ยวหลังซึ่งเต็มไปด้วยความลำบากแสนสาหัสของมูโอต์ แต่เขาก็ไปถึงเมืองหลวงพระบาง ได้ในที่สุด แม้จะเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้ายที่ต้องจบชีวิตลงในวัย 35 ปี ด้วยก็ตาม

และที่ “เมืองหลวงพระบาง” นี้เอง เป็นจุดหมายปลายทางที่เราอยากพาทุกคนไปทำความรู้จักกับที่นี่ให้มากยิ่งขึ้น…ผ่านคำบอกเล่าจาก บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ซึ่งถ้าไม่เห็นกับตา ก็อาจพูดได้ไม่เต็มปากว่า…คุณมาถึงหลวงพระบางแล้วจริงๆ

มติชนอคาเดมี เอาใจคนที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ จัดกิจกรรมทัวร์ศิลปวัฒนธรรม…เที่ยวเมืองลาว จาก “คำบอก” ฝรั่ง พร้อมเชิญ อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย พิธีกรและนักวิชาการอิสระด้านอุษาคเนย์ศึกษา (Southeast Asian studies) มาเป็นวิทยากร นำพาทุกคนไปเจาะลึกเรื่องราวของ “เมืองหลวงพระบาง” จากเรื่องเล่าในหนังสือ บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ สู่การเดินทางในสถานที่จริงอีกด้วย พร้อมสัมผัส เล่าและแง่มุมต่างๆ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน !!

และก่อนที่จะเดินทางไปทัวร์กับเราในครั้งนี้…เราก็มี 5 เรื่องราวไฮไลต์ชวนติดตามมาเกริ่นนำ เรียกน้ำย่อยก่อนไปทัวร์จริงกับเราด้วยค่ะ…

หากมาหลวงพระบางแล้วไม่ได้ขึ้นภูสี ถือว่ายังมาไม่ถึง

พระธาตุภูสี เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองหลวงพระบาง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นทรงดอกบัวสี่เหลี่ยมทาสีทอง ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมยอดประดับด้วยเศวตฉัตรทองสำริด ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุด ไม่ว่าจะอยู่มุมใดของหลวงพระบางยังสามารถมองเห็นพระธาตุภูสีได้เสมอ โดยเฉพาะช่วงเวลาบ่ายแก่ๆ เป็นช่วงเวลาที่แสงแดดจะส่องกระทบกับองค์พระธาตุเป็นสีทอง หากเดินขึ้นไปยังยอดเขาสามารถชมทิวทัศน์เมืองหลวงพระบางได้ทั้งเมืองเลยทีเดียว

วัดเชียงทอง “อัญมณี แห่งศิลปะลาว”

วัดเชียงทอง ได้รับการยกย่องว่าเป็นวัดที่สวยงามที่สุดในหลวงพระบาง และเป็นสุดยอดแห่งสถาปัตยกรรมล้านช้าง สร้างขึ้นตั้งแต่ราวพระพุทธศตวรรษที่ 22 โดยมีลักษณะเด่น ด้วยหลังคาพระอุโบสถที่แอ่นโค้งซ้อนกันอยู่ 3 ชั้น ลดหลั่นเกือบจรดฐานจนแลดูค่อนข้างเตี้ย ส่วนกลางของหลังคามีเครื่องยอดสีทอง ซึ่งชาวลาวจะเรียกว่า “ช่อฟ้า” ประกอบด้วย 17 ช่อ อันมีความหมายว่าเป็น “สิม” คนลาวเปรียบสิมหลังคาโค้งต่ำ อย่าง สิมวัดเชียงทอง เป็นสิมสุภาพสตรี ส่วนสิมทรงสูงอย่างวัดในไทยเป็นสิมสุภาพบุรุษ นอกจากนี้ ยังเป็นวัดเดียวที่ไม่ถูกเผาทำลายในศึกฮ่อธงดำบุกปล้นเมืองหลวงพระบาง ใน พ.ศ. 2428

พระบาง พระคู่บ้านคู่เมือง ของชาวหลวงพระบาง

พระบาง เป็นพระพุทธรูปปางห้ามญาติ หล่อขึ้นโดย พระอรหันต์ นาม จุลนาคเถระ หล่อจาก ทองคำ ผสมทองแดง ทองเหลือง เป็นทองกว่า 90% ในการหล่อ ได้มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 6 ตำแหน่ง อันเป็นที่มาของชื่อเมือง “หลวงพระบาง” ซึ่งหมายถึงศูนย์กลางของอาณาจักรที่มีพระบางประดิษฐานอยู่ ทุกวันขึ้นปีใหม่จะมีพิธีสรงน้ำพระบาง โดยอัญเชิญขึ้นวอ มีพระสงฆ์เดินนำขบวน ตามด้วยประชาชนชาวหลวงพระบางที่แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองที่เข้าร่วมในขบวน พร้อมพานดอกไม้บูชาพระ ซึ่งถือว่าเป็นงานประจำปีที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี

ตักบาตรข้าวเหนียว มนต์เสน่ห์แห่งหลวงพระบาง กับสิ่งที่น่าสัมผัส

การตักบาตรข้าวเหนียว ในทุกๆ เช้า นับเป็นหนึ่งสิ่งที่แสดงถึงความผูกพันแนบแน่นกับพุทธศาสนามาช้านานของคนหลวงพระบาง โดยชาวบ้านนำกระติบข้าวเหนียวใส่ข้าวร้อนๆ มาปูเสื่อเพื่อนั่งรอตักบาตรข้าวเหนียว พร้อมพาดสไบเฉียงที่ทุกคนต้องคาด ไม่ว่าหญิงหรือชาย ซึ่งพระสงฆ์และสามเณรจากวัดต่างๆ ทั่วเมืองหลวงพระบางจะออกบิณฑบาตเป็นแถว

“ลาว” จากคำบอกเล่า “ฝรั่ง”

อ็องรี มูโอต์ เป็นนักสำรวจชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาสำรวจประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ในภูมิภาคอินโดจีน (สยาม ลาว กัมพูชา เวียดนาม) ในสมัยรัชกาลที่ 4 มูโอต์ได้เสียชีวิตลงในวัย 35 ปี ด้วยโรคไข้ป่าที่หลวงพระบาง ข้ารับใช้จึงนำหนังสือที่มูโอต์บันทึกไว้ไปให้กับภรรยาของเขาที่อังกฤษ เพื่อแจ้งข่าว จากนั้นบันทึกของมูโอต์ได้รับการทำบรรณาธิการตีพิมพ์ทั้งภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษ ภายในหนังสือได้พรรณนาให้อารมณ์ถึงความเสียดายที่อารยธรรมถูกทำลาย โดยใช้สำนวนที่ตื่นเต้น มีสีสัน ชวนให้จินตนาการตาม เช่น คำพูดที่ว่า “น่าสลดสังเวชกับสภาวะป่าเถื่อนที่ดำรงอยู่ในวิถีชีวิตบรรพชนรุ่นหลังของประชาชาติผู้ยิ่งใหญ่” ทำให้ชาวตะวันตกรับรู้ถึงอารยธรรมตะวันออกที่หายสาบสูญไป อีกทั้งยังเป็นหนังสือเล่มแรกที่มีภาพของนครวัดอยู่ด้วย

และนี่คือ 5 ประเด็นชวนติดตามของเราในทัวร์ครั้งนี้…และยังอีกหลากหลายเรื่องราวชวนติดตาม ที่คุณไม่ควรพลาดในทัวร์ เที่ยวเมืองลาว จาก “คำบอก” ฝรั่ง ของเราค่ะ…

ใน วันที่ 26-28 กุมภาพันธ์ 2559 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม…เที่ยวเมืองลาว จาก “คำบอก” ฝรั่ง ที่มติชนอคาเดมีจะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรชั้นนำ อย่าง อาจารย์สมฤทธิ์ ลือชัย พิธีกรและนักวิชาการอิสระด้านอุษาคเนย์ศึกษา (Southeast Asian studies)

สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก

สถานการณ์ไข้หวัดนกกำลังระบาดหนักในพื้นที่หลายจังหวัด ข้าวมันไก่ ข้าวหน้าเป็ด ขายไม่ได้

แม้แต่หลักสูตรสอนทำอาหาร ประเภท ก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด และอื่นๆ ที่ต้องใช้เป็ด ห่าน ไก่ นก เป็นส่วนประกอบ ล้วนกระเทือนไปหมด

ในร้านอาหาร ร้านข้าวแกง อาหารประเภทนกพิราบน้ำแดง ไก่ตุ๋น เป็ดย่าง ข้าวหมกไก่ ไก่แช่เหล้า ปีกไก่ทอดน้ำปลา ลาบเป็ด ลาบไก่ ฯลฯ หาผู้สั่งเมนูเหล่านี้ยากมาก

ผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศกำหนดเขตให้ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ/กิ่งอำเภอ ในจังหวัด เป็นเขตสงสัยว่ามีโรคระบาดในสัตว์ปีกจำพวก นก เป็ด ไก่ ห่าน และสัตว์ปีกอื่นๆ หรือไข่ที่ใช้ทำพันธุ์

ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกดังกล่าวออกนอกเขตที่ประกาศ!!!

กลางคืนคืนหนึ่ง คุณโผงขับรถบรรทุกพร้อมเป็ดไล่ทุ่ง 4,000 ตัว จากอำเภอหนึ่ง จังหวัดนี้ มุ่งไปจะไปอีกอำเภอหนึ่ง ของอีกจังหวัด

ปรากฏว่าเมื่อรถบรรทุกเป็ดไล่ทุ่งแล่นมาถึงอำเภอหนึ่ง ในจังหวัดแรก รถถูกเรียกให้หยุด คุณโผงถูกจับกุมข้อหาว่า ขนย้ายเป็ดไล่ทุ่งออกนอกเขตที่ประกาศ

จับได้คาเป็ดคารถ คุณโผงรับสารภาพแต่โดยดี

พนักงานอัยการฟ้องคุณโผง ขอให้ศาลลงโทษตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 มาตรา 15, 17 และ 42 ชั้นศาลคุณโผงรับสารภาพอีก

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณโผงมีความผิดตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ มาตรา 17, 42 ให้จำคุก 30 วัน แต่รับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง

คุณโผงอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณโผงฎีกา โดยเฉพาะในประเด็นว่า การกระทำความผิดยังไม่สำเร็จ เพราะยังไม่ได้ขนเป็ดข้ามจังหวัดสักหน่อย น่าจะเป็นความผิดเพียงพยายามกระทำความผิด คือพยายามเคลื่อนย้ายเท่านั้นเอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 มาตรา 17 บัญญัติว่า

“เมื่อได้มีประกาศกำหนดเขตโรคระบาด หรือเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด ตามมาตรา 15 หรือประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราว ตามมาตรา 16 แล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ภายในเขตนั้น หรือเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ เข้าในหรือออกนอกเขตนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์”

เมื่อปรากฏว่าทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล และทุกอำเภอ/กิ่งอำเภอ ในจังหวัด ถูกประกาศเป็นเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด การที่คุณโผงเคลื่อนย้ายเป็ดไล่ทุ่งออกจากอำเภอหนึ่งในจังหวัด แล้วไปถูกจับที่อีกอำเภอหนึ่ง แม้จะยังอยู่ในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จฐานเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเข้าหรือออกนอกเขตประกาศกำหนดโดยมิได้รับอนุญาตแล้ว หาจำต้องเคลื่อนย้ายให้พ้นเขตจังหวัดนั้นดังที่คุณโผงฎีกาไม่

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณโผงหงอยไปละสิทีนี้

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1208/2557)

———————————————-

พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499

มาตรา 15 ในเขตท้องที่จังหวัดใด มี หรือสงสัยว่ามีโรคระบาด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น มีอำนาจประกาศกำหนดเขตท้องที่จังหวัดนั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน เป็นเขตโรคระบาด หรือเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด แล้วแต่กรณี ประกาศนี้ให้ระบุชนิดของสัตว์และโรคระบาดไว้ด้วย และให้ปิดไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ บ้านกำนัน บ้านผู้ใหญ่บ้าน และที่ชุมนุมชนภายในเขตนั้น

มาตรา 17 เมื่อได้มีประกาศกำหนดเขตโรคระบาด หรือเขตสงสัยว่ามีโรคระบาด ตามมาตรา 15 หรือประกาศกำหนดเขตโรคระบาดชั่วคราว ตามมาตรา 16 แล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ภายในเขตนั้น หรือเคลื่อนย้ายสัตว์ หรือซากสัตว์ เข้าในหรือออกนอกเขตนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์

มาตรา 42 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 12 มาตรา 17 มาตรา 21 หรือมาตรา 28 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เรื่อง – ลิ้นมังกร : ไม้เล็ก ประโยชน์ใหญ่

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

ปลายเดือนมกราคม 2559 ประเทศไทย ต้องสูญเสียพระคุณเจ้าอริยสงฆ์ ถึง 2 รูป

หนึ่งคือ หลวงพ่อจรัญ หรือ พระธรรมสิงหบุราจารย์ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

สองคือ พระพรหมสุธี หรือ เจ้าคุณเสนาะ แห่งวัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร

พระคุณเจ้ารูปแรก ท่านเป็นพระสายวิปัสสนากรรมฐาน ที่เป็นที่รู้จักของชาวบ้าน มีลูกศิษย์ทั่วประเทศ

ส่วนรูปหลัง ท่านเป็นหนึ่งในคณะกรรมการมหาเถรสมาคม ภายหลังถูกปลดออกจากตำแหน่ง

พระคุณเจ้ารูปแรก เคยไปนมัสการท่านครั้งหนึ่ง เมื่อนานปีมาแล้ว

พระคุณเจ้ารูปหลัง ได้ยินชื่อของท่านเมื่อไม่กี่ปีมานี้

ต้องขอสารภาพว่า พักหลังหลัง เป็นคนที่ค่อนข้างจะห่างวัดอยู่สักหน่อย

ถึงจะห่างวัดทางกาย แต่ทางใจนั้นติดตามและกระทำรำลึกอยู่สม่ำเสมอ

ยิ่งหากมีหนังสือหนังหาที่เกี่ยวข้องทางธรรม ก็ซื้อหามาอ่านอยู่เป็นประจำ

แต่เท่าที่ติดตามทางซองผ้าป่า หรือว่ากฐินทาน ก็พอจะรู้ว่า เวลานี้วัดวาอารามเอาแต่สร้างวัตถุ

บางวัดถึงกับตัดต้นไม้ต้นไร่ เพื่อสร้างตึกด้วยข้ออ้างเพื่อเป็นการพัฒนา

ปักษ์นี้จึงเชิญชวนให้แฟนานุแฟนเทคโนโลยีชาวบ้าน มาช่วยกันพัฒนาด้วยการปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติ เพื่อลูกหลานจะได้มีอากาศดีดีหายใจ

ต้นไม้ที่จะชวนปลูก คือต้น “ลิ้นมังกร”

นักเลงต้นไม้มืออาชีพ จัดลิ้นมังกรเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ลำต้นตรง มีขนปกคลุม ความสูงโดยเฉลี่ย 3 ฟุต

ลักษณะของใบ ออกเป็นใบเดี่ยว ออกสลับไปตามข้อลำต้น รูปมนรี โคนใบสอบเข้าหาก้านใบ ปลายใบมน ท้องใบสีเขียวนวล หน้าใบเขียวเข้ม

เมื่อถึงเวลาให้ดอก จะออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ แต่ละดอกเรียงติดกันเป็นแถว แยกเป็นดอกเพศผู้เพศเมีย มีสีแดงอมม่วง

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลนั้นจะถูกกลีบเลี้ยงหุ้มเอาไว้ รูปผลคล้ายกับเม็ดถั่ว มีก้านสั้นสั้น

จากการศึกษาลองผิดลองถูกของคนโบราณจนรู้ว่า ต้นลิ้นมังกร ส่วนที่เป็นประโยชน์คือ ดอก และใบ

ใบ มีสรรพคุณแก้เจ็บคอ ไอแห้งแห้ง แก้หอบหืด แก้ไอเป็นเลือด รักษาโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ บำรุงปอดให้แข็งแรง

ดอก มีสรรพคุณแก้ไอเป็นเลือด

นี่คือประโยชน์ทางยาสมุนไพร ที่ได้จากการปลูกต้นลิ้นมังกร

ใครที่คิดว่าปลูกต้นไม้แล้วรกรุงรัง ก็อยากให้ใคร่ครวญเสียใหม่ ระหว่าง

รกคน หรือ รกต้นไม้ อะไรดีกว่ากัน

ข้าวจี่?ของกินประจำท้องถิ่น?จากตำนานโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต Phitchayada7@hotmail.com

ข้าวจี่?ของกินประจำท้องถิ่น?จากตำนานโบราณ

เมื่อย่างเข้าหน้าหนาว ลมหนาวพัดกระหน่ำ วิถีชีวิตชาวชนบทอีสานเราจะพบเห็นคนเฒ่า คนแก่และลูกหลาน นั่งล้อมรอบกองไฟ ผิงไฟ พร้อมปิ้งข้าวเหนียวทาเกลือ ที่ชาวอีสานเรียกกันว่า ข้าวจี่ อาหารอีสานยอดนิยมที่มาพร้อมกับอากาศหนาวๆ เย็นๆ

“ข้าวจี่” อาหารพื้นบ้านของชาวอีสานที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทางภาคอีสานจะเห็นว่าตามตลาดเช้ามีแม่ค้าปิ้งข้าวจี่ขายในหลายๆ จังหวัด อาหารอีสานแบบง่ายๆ อย่าง ข้าวจี่ จะได้รับความนิยมกันมากในช่วงหน้าหนาว เพราะทางอีสานพอเข้าหน้าหนาวอากาศจะหนาวมาก ซึ่งถ้าปีไหนที่หนาวมากๆ ชาวบ้านจะต้องมานั่งรวมกันผิงไฟ แล้วกิจกรรมการจี่ข้าวพร้อมๆ กับการสนทนา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นรอบกองไฟก็เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนั้น

เป็นภาพความสุขของคนชนบทอันเรียบง่ายที่แฝงด้วยความงดงาม ซึ่งบางครั้งคนเมืองยังต้องอิจฉา จริงไหมคะ

“ข้าวจี่” อาหารโปรดของหลายๆ คนชาวอีสาน จากความทรงจำในอดีตที่พอจะจำมั่งพอถึงหน้าหนาว อากาศหนาวๆ เช้าๆ แม่จะก่อกองไฟให้ผิง พร้อมกันนั้นจะมีข้าวเหนียวนึ่งจากข้าวใหม่ส่งกลิ่นหอมๆ ปั้นข้าวเหนียว โรยเกลือ แล้วย่างไฟกรอบๆ ถ้าได้ชุบไข่สักนิดยิ่งอร่อยสุดๆ กินไปด้วย ผิงไฟไปด้วย จะกินป่าวๆ หรือหากมี เนื้อ หรือหมูตากแห้งย่าง และปลาแดกบอง (ปลาร้าบอง) ด้วย วันนั้นถือว่าฟินสุดๆ

ข้าวจี่ ถูกจัดให้เป็นของกินเล่นอย่างหนึ่ง จัดอยู่ในประเภทอาหารที่มีวิธีการทำแบบปิ้งหรือ ย่าง สมัยก่อนนิยมใช้ข้าวเย็น หรือข้าวที่เหลือจากการกินมื้อเย็นวันก่อนมาปั้น เอาไม้เสียบตรงกลาง และนำไปปิ้งกับถ่านไฟแดง เมื่อผิวของก้อนข้าวเกรียมเล็กน้อย ก็ถือว่าข้าวจี่นั้นใช้ได้แล้ว ปกติใช้เป็นอาหารสำหรับเด็กๆ ที่ตื่นแต่เช้าพร้อมแม่ ช่วยแก้หิวในขณะที่นึ่งข้าวยังไม่สุก หากจะให้มีรสชาติดีขึ้น บางคนนำกะทิผสมเกลือ คลุกกับข้าว แล้วปั้นข้าวและเสียบไม้ นำไปปิ้งให้เกรียมนิดหน่อย จึงนำมาชุบไข่แล้วนำไปปิ้งอีกที

ปัจจุบัน ข้าวจี่ เป็นที่นิยมและได้กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะคนอีสานได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่เกือบทุกที่ของประเทศไทย พร้อมกับการนำเมนูข้าวจี่ติดตัวไปด้วย

หลายๆ คนคงจะไม่รู้จักข้าวจี่ แต่เด็กอีสานหลายคนหรือจะแทบทุกคนเลยคงต้องรู้จักข้าวจี่ นี้ (อย่างน้อยก็น่าจะรู้จักน่ะ!) ข้าวจี่ เป็นอาหารว่างที่กินง่ายและทำให้อิ่มท้องนาน เมื่อสมัยเด็กๆ พอจะจำได้ว่าเราเป็นคนหนึ่งแหล่ะ ที่ชอบกินข้าวจี่มากๆ แต่ด้วยเพราะหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ จึงทำให้ไม่ค่อยได้สัมผัสรสชาติข้าวจี่ทาไข่หอมๆ บ่อยนัก แต่ทุกครั้ง หากมีโอกาสกลับไปเยือนถิ่นอีสานคราใดแล้วล่ะก็ จะไม่พลาดกับข้าวจี่หอมๆ อร่อยๆ ที่ยังพอจะหากินได้บ้างตามตลาดเช้า-เย็น

จากความทรงจำในอดีต พอจะนึกออกว่า ในสมัยก่อนจะเห็นแม่ค้าปิ้งข้าวจี่ขายตามงานวัด หรือตามตลาดยามเช้าๆ หรือแม้แต่หน้าโรงเรียน ที่มีคุณป้า คุณยาย มาตั้งหาบขายให้เด็กๆ หลังเลิกเรียน กินแล้วแก้หิวได้เป็นอย่างดี ยิ่งพอเข้าหน้าหนาว จะเห็นเด็กๆ นักเรียนยืนล้อมเตาปิ้งข้าวจี่ของคุณป้า คุณยาย เป็นภาพน่ารักที่คนปัจจุบันไม่มีโอกาสได้เห็นแล้ว ช่างแตกต่างจากอาหารหน้าโรงเรียนในสมัยนี้ ที่ส่วนมากเป็นเมนูแก้หิว แต่ไร้คุณภาพซะมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภท ทอด ปิ้ง ย่าง รวมทั้งขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมหลายรูปแบบที่มีไว้หลอกล่อเด็กๆ จนถูกจัดอันดับให้เป็นเมนูอันตรายยอดฮิตหน้าโรงเรียนไปแล้ว!

ข้าวจี่ ใช่ว่าจะได้รับความนิยมเฉพาะคนไทยทางภาคอีสาน จะเห็นว่าประเทศลาวเองก็มีข้าวจี่เหมือนกัน ที่หลวงพระบาง ข้าวจี่ คือ ขนมปังแท่งยาวๆ แบบฝรั่งเศส นำมาผ่าซีก เสร็จแล้วนำไปใส่เครื่องเคียงต่างๆ เช่น แตงกวา ไข่เจียวตัดเป็นเส้นๆ หมูยอ หมูหยอง (คนลาวเรียกหมูฝอย) และปรุงรสด้วยซอสมะเขือเทศ (เนื่องจากเมื่อครั้งอดีต ลาวเคยตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส จึงได้รับเอาวัฒนธรรมเรื่องอาหารมาบ้างบางส่วน)

การทำข้าวจี่นั้นทำได้ไม่ยาก เพียงนึ่งข้าวเหนียวเตรียมไว้ มี ไข่ เกลือ และผงชูรสนิดหน่อย จะทำให้ข้าวจี่ไม่จืดชืด ส่วนข้าวเหนียวนึ่งที่นำมาทำข้าวจี่นั้น ควรใช้ข้าวที่นึ่งแล้วนิ่มหน่อย อย่างข้าวค้างคืนแล้วนำมาอุ่นอีกจะได้ข้าวเหนียวนิ่มๆ เอามาปั้นเป็นก้อนตามใจชอบ แล้วโรยเกลือให้ทั่ว นำไปปิ้งในเตาถ่าน ก่อนปิ้งอาจจะเสียบด้วยไม้ไผ่ เวลากินจะได้ไม่ร้อนมือ

กรรมวิธีการปิ้งข้าวจี่ ต้องให้ข้าวส่วนนอกแข็ง จนได้กลิ่นข้าวไหม้ ปิ้งไปจนกระทั่งข้าวจับตัวกันดี ก็เอาข้าวไปชุบกับไข่ให้ทั่ว ไข่ที่ใช้ชุบอาจจะปรุงรสด้วยเกลือ หรือน้ำปลา แล้วใช้แปรงนุ่มๆ ชุบไข่มาทาข้าว หรือจะเอาข้าวชุบลงในชามก็ได้ จากนั้นนำไปย่าง ปิ้งไฟจนไข่เหลืองสวย เราก็จะได้ข้าวจี่นุ่มๆ หอม อร่อย จากนั้นก็ลงมือกินได้เลย เพราะหากปล่อยไว้นานข้าวจี่จะแข็งไม่อร่อย

เครื่องปรุง

– ข้าวเหนียวนึ่งสุก

– ไข่ไก่ ไข่เป็ด

– เกลือป่น

– น้ำกะทิ (ถ้าทำแบบทางเหนือ)

วิธีทำ

1. ปั้นข้าวเหนียว (นึ่งสุกแล้ว) เป็นก้อน ทำแบนเล็กน้อยพองาม โรยเกลือ

2. นำไฟจี่ (ปิ้ง หรือ ย่างเตาถ่าน ไฟปานกลางถึงอ่อน) กลับด้านให้เกรียมเป็นสีเหลือง

3. นำข้าวจี่ที่ย่างแล้วมาชุบไข่ไก่ที่ตีไว้ในชาม (ใส่ซอสปรุงรสเล็กน้อย ถ้าไม่ชอบไม่ใส่ก็ได้)

4. นำขึ้นย่างอีกครั้ง ถ้าอยากได้ไข่หนาๆ ก็ชุบหลายครั้ง

ตำนานของ ข้าวจี่

ข้าวจี่ เป็นอาหารชนิดหนึ่งของคนอีสาน ถือกำเนิดขึ้นในขณะนั่งผิงไฟในหน้าหนาว ช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้วเสร็จใหม่ๆ ปกติข้าวเหนียวนึ่งใหม่จะมีกลิ่นหอมมาก เมื่อนั่งผิงไฟ คนอีสานเขาก็เอาข้าวเหนียวนึ่งมาปั้น แล้วโรยเกลือ ทาไข่สักหน่อย นำมาย่างไฟให้เกรียมก็ถือว่าสุกพร้อมกินได้เลย บางคนจะเอาข้าวจี่ไปถวายพระ จนต่อมากลายมาเป็นประเพณีงาน “บุญข้าวจี่” นิยมทำกันในช่วงเดือน 3 ข้างแรม จนมาถึงทุกวันนี้

ในพระธรรมบท ได้ระบุถึงหญิงคนหนึ่งชื่อ นางปุณณทาสี เป็นคนยากจน ต้องไปเป็นทาสี (ทาสหญิง) รับใช้ของเศรษฐีคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ นางได้ทำขนมแป้งจี่ (ข้าวจี่) จากรำข้าวละเอียด ถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระอานนท์ และนางคิดว่าเมื่อพระพุทธองค์กับพระอานนท์รับแล้วคงจะไม่ฉัน เพราะอาหารที่นางถวายไม่ใช่อาหารดีหรือประณีตอะไร คงจะโยนให้ กา และสุนัขกินเสีย ครั้นเมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบถึงวาระจิตของนาง และเข้าใจในเรื่องที่นางปุณณทาสีคิด พระองค์และพระอานนท์จึงได้ฉันขนมแป้งจี่ของนางจนหมด พร้อมได้แสดงธรรมให้ฟังจนกระทั่งนางปุณณทาสีได้บรรลุโสดาบันเป็นอริยอุบาสิกา เพราะมีข้าวจี่เป็นมูลเหตุนั่นเอง และด้วยความเชื่อในอานิสงส์ของการทานดังกล่าวนี้เอง จึงทำให้คนอีสานโบราณได้จัดงานประเพณีบุญข้าวจี่ขึ้นทุกๆ ปี สืบต่อกันมามิได้ขาด

งานประเพณี บุญข้าวจี่ เป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของคนพื้นถิ่นทางอีสาน มีการจัดขึ้นในหลายๆ จังหวัด เพราะการทำข้าวจี่ให้อร่อยต้องใช้ข้าวเหนียวเท่านั้น และคนอีสานทำนาปลูกข้าวเหนียวกันเยอะ การจัดงานบุญข้าวจี่ประจำปี จึงเป็นประเพณีอีสานที่สืบสานกันมายาวนาน

ข้าวจี่ เป็นของกินประจำท้องถิ่นโบราณ กินกันได้ตั้งแต่เด็กๆ ไปจนถึงผู้เฒ่า ผู้แก่ มีการจารึกไว้ในวัฒนธรรมของคนอีสานที่ชาวบ้านจะทำข้าวจี่มาถวายพระ จนบางจังหวัดมีการจัดงานบุญข้าวจี่ยักษ์ ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้น สร้างความตื่นตาตื่นใจ และสนุกสนานให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน เป็นการเชิญชวนให้คนไทยเที่ยวเมืองไทย กินของไทย เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศแน่นอนค่ะ และยังตอบสนองนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ของ ททท. ภายใต้สโลแกน เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปไม่รู้ จริงๆ นะ

เงินสด กับ นวัตกรรมการชำระเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เงินสด กับ นวัตกรรมการชำระเงิน

เราเคยคุ้นกับการชำระเงินโดยใช้เงินสดเวลาซื้อสินค้าบริการต่างๆ มานานหลายปี จนเมื่อเริ่มมีการใช้บัตรเครดิต ความรู้สึกและพฤติกรรมในการจับจ่ายใช้สอยของเราก็เริ่มเปลี่ยนไป เราเริ่มรู้สึกว่ามีพลังอำนาจในการซื้อมากขึ้น ความรู้สึกกังวลต่อรายได้ที่จะมารองรับค่าใช้จ่ายเริ่มลดลง เรารู้ว่ายอดเงินที่เราจ่ายจะยังไม่หลุดออกจากกระเป๋าสตางค์ในทันที เรายังมีเวลาอีกสักพักก่อนที่เราต้องจ่ายเงินออกไปจริงๆ

การชำระเงินด้วยวิธีที่เรียบง่ายธรรมดา เริ่มมีการพัฒนารูปแบบและปรับเปลี่ยนวิธีการในรายละเอียด แรกๆ เราชำระยอดบัตรเครดิตตามยอดเงินที่เราจ่ายออกไปทั้งจำนวน หากหมุนเงินมาจ่ายยอดตามบัตรไม่ทัน ธนาคารก็ยังยอมให้เราติดค้างได้โดยเราจะถูกคิดดอกเบี้ย แม้จะในอัตราสูงสักหน่อย แต่ก็ดูเหมือนยังมีเวลาให้เราหายใจหายคอได้อยู่

ความนิยมใช้บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือในการชำระเงินนั้น นอกจากสะดวกสบายกว่าการพกเงินสดแล้ว ในปัจจุบัน การชำระเงินโดยใช้บัตรเครดิตยังเป็นเครื่องมือเพิ่มกำลังซื้อให้กับเราอีกด้วย ทุกวันนี้เวลาเราซื้อของที่ราคาค่อนข้างสูง เราสามารถผ่อนยอดชำระเป็น 10 งวด แถมยังสร้างรูปแบบให้เรารู้สึกว่าไม่เสียดอกเบี้ยอีกต่างหาก

ต้องยอมรับว่า วิธีการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตในรูปแบบ 0% 10 เดือน จูงใจให้เราตัดสินใจซื้อของง่ายขึ้น ลดภาระและทอดเวลาในการหาเงินมาชำระออกไปนานพอสมควร ทำให้แม้เราจะมีเงินเดือนไม่มากนักก็พอจะมีกำลังซื้อของราคาแพงกว่าความสามารถที่เรามีได้ ทำให้เรามีโอกาสได้ของที่เราต้องการแต่ซื้อด้วยเงินสดไม่ไหว และยังให้ความรู้สึกที่ไม่เป็นภาระมากเกินไปให้กับเรา

ในปัจจุบัน ว่ากันว่า ประเทศเศรษฐกิจใหม่ต่างตอบรับการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากยิ่งขึ้น รัฐบาลในประเทศเหล่านี้มองว่าการใช้จ่ายผ่านเงินสดทำให้รัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการกับเงินสด ตั้งแต่การพิมพ์เงิน การนำเงินไปแจกจ่าย การจัดเก็บ และการนำเข้าคลัง การทำความสะอาดเงิน ภารกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับเงินสดทำให้รัฐบาลมีภาระค่าใช้จ่ายสูง ตามตัวเลขระบุว่า ภาระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ไม่น้อยกว่า 1.5% ของ จีดีพี ของประเทศเลยทีเดียว

นอกจากนี้ การใช้จ่ายด้วยเงินสด ยังทำให้การตรวจสอบติดตามธุรกรรมต่างๆ เป็นไปได้ยากอีกด้วย การติดตามเส้นทางเดินของเงินที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายก็ทำได้ยากมาก ไปจนถึงไม่สามารถทำได้เลย

การเลี่ยงภาษี ตลาดเงินเถื่อน และการฟอกเงิน ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเงินสด เพื่อหลีกเลี่ยงการติดตามจากเจ้าหน้าที่ รัฐบาลในประเทศเหล่านี้จึงมองว่า การใช้บัตรเครดิตเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถติดตามความเคลื่อนไหว การใช้จ่าย การเคลื่อนย้ายเงินได้

กิจการหรือธุรกิจที่ทำบัญชี 2 ชุด ก็นิยมเดินรายการธุรกิจผ่านเงินสด แม้จะตกเป็นที่สังเกตและจับตาของเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร แต่สุดท้ายการใช้จ่ายผ่านเงินสด หรือแม้แต่การรับเงินจากการขายผ่านเงินสด ก็ทำให้การตรวจสอบภาษีเป็นไปอย่างยากลำบาก จนถึงกับทำให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรใช้วิธีประเมินภาษี กรณีที่กิจการไม่สามารถหาหลักฐานที่ชัดเจนมาพิสูจน์รายการใช้จ่ายผ่านเงินสดเหล่านั้นได้

บริษัท Master Card ระบุว่า แม้ว่าจะมีการใช้บัตรเครดิตกันอย่างแพร่หลาย แต่การจ่ายเงินราว 85% ของการจ่ายเงินทั้งหมดทั่วโลก ยังอยู่ในรูปของเงินสด และมีแค่ 15% เท่านั้นที่ใช้จ่ายในรูปบัตรเครดิต

บริษัทบัตรเครดิตในต่างประเทศต่างแข่งขันแย่งตลาดกันในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ ไม่ว่าจะในทวีปแอฟริกา อินเดีย และบราซิล ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทบัตรเครดิตมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เพราะคนจำนวนมากในประเทศเหล่านี้ยังไม่มีบัญชีธนาคาร และชนชั้นกลางกำลังเพิ่มจำนวนขึ้น

บริษัทบัตรเครดิตในปัจจุบัน ไม่จำเป็นจะต้องใช้เพียงแค่บัตรเครดิตเหมือนในอดีตอีกต่อไป ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน มีการออกแบบโปรแกรมและซอฟต์แวร์เพื่อการจ่ายเงินออกมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่การชำระเงินผ่านออนไลน์โดยอิงกับบัตรเครดิต เช่น ระบบเพย์สบาย (PaysBuy) ไปจนถึงเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าแบบมือถือที่ผู้ใช้สามารถจ่ายเงินค่าสินค้าได้ด้วยภาพใบหน้าเป็นตัวยืนยันความถูกต้อง

ในบางประเทศมีการออกบัตรประชาชนแบบใหม่ ที่มีข้อมูลส่วนตัวที่ช่วยยืนยันตัวบุคคลได้ บริษัท Master Card ได้ร่วมมือกับรัฐบาลไนจีเรีย ช่วยให้ทางการออกบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-d-I (Enhanced driver license) ที่บรรจุข้อมูลคล้ายกับข้อมูลส่วนตัวที่อยู่ในใบขับขี่รถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกา

หรืออย่างที่ปัจจุบัน ธนาคารไทยพาณิชย์เริ่มมีการเปิดบัญชีแบบไร้สมุด โดยจะมีการถ่ายภาพหน้าบุคคลเก็บไว้ในระบบฐานข้อมูลเงินฝาก และฝากถอนโดยใช้บัตรประชาชน และการยืนยันภาพใบหน้าบุคคล ก็เป็นตัวอย่างให้เรามองเห็นว่า อนาคตคงมีการคิดค้นวิธีการต่างๆ ออกมาอีกมากมาย โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย

มีคนจำนวนมากเชื่อกันว่า ในอนาคต ธนาคารพาณิชย์อาจจะต้องลดจำนวนสาขาและพนักงานของธนาคารลงเป็นจำนวนมาก เพราะการทำรายการโอนเงิน ชำระเงิน จะผ่านระบบมือถือสมาร์ทโฟน และระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น ความจำเป็นที่ผู้คนจะต้องเดินทางไปธนาคารเพื่อทำรายการจึงมีน้อยลง อีกทั้งช่องทางการชำระเงินในปัจจุบันก็ยังสามารถทำรายการผ่านที่ทำการไปรษณีย์ ร้านค้าสะดวกซื้อ เคาน์เตอร์เซอร์วิสต่างๆ บริษัทที่ทำธุรกิจโทรคมนาคมเองก็พัฒนาระบบการชำระบิลค่าโทรศัพท์ผ่านบัตร หรือระบบการชำระเงินของตนเอง พร้อมจูงใจด้วยส่วนลด โปรโมชั่นต่างๆ หากทำรายการผ่านระบบเหล่านี้ แม้แต่ร้านกาแฟชื่อดังที่เดี๋ยวนี้เราไม่จำเป็นต้องพกเงินสด แค่สแกนคิวอาร์โค้ด (ของบัตรที่เราเติมเงินไว้ก่อน) ผ่านสมาร์ทโฟนก็สามารถชำระเงินได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องพกเงินสด แม้แต่ iPhone ก็พัฒนาระบบการชำระเงินที่เรียกว่า Apple Pay ที่ใช้ระบบการอ่านข้อมูลที่ไม่ต้องมีการสัมผัสแถบแม่เหล็ก หรือชิปในบัตร ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยที่ไม่สามารถคัดลอกข้อมูลส่วนตัวในบัตรไปใช้ได้

เทคโนโลยีและนวัตกรรม เกิดขึ้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกวัน การทำงาน การทำธุรกิจ การดำเนินชีวิต การจับจ่ายใช้สอย การพักผ่อนหย่อนใจ และการใช้ชีวิต ล้วนแล้วแต่มีรูปแบบที่แตกต่างไปจากในอดีต สังคมในอนาคตผู้คนน่าจะมีความจำเป็นต้องถือเงินสดน้อยลง หรืออาจจะไม่ต้องถือเงินสดอีกต่อไป รูปแบบการชำระเงินคงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้สมาร์ทโฟนเท่านั้น การใช้ลายนิ้วมือ หรือ เอกลักษณ์ โดยใช้เทคโนโลยีในการจดจำก็คงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะถูกนำมาใช้

ความเชื่อ พลังหิน และกำลังใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เขียว สวย หอม กินได้

ความเชื่อ พลังหิน และกำลังใจ

ฉันมีเพื่อนที่ศึกษาเรื่องหินจนถึงขั้นระดับที่รู้ว่าหินแบบไหนมีคุณอย่างไร หรือควรใช้ในโอกาสไหน เธอเขียนเรื่องหินจนมีหนังสือเกี่ยวกับหินมาแล้วหลายเล่ม และต่อมาก็ซื้อหินมาขาย เธอเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เพื่อไปดูหิน

ฉันสนใจแค่มันสวยดี สวยทุกชิ้น ไม่ว่าหยิบชิ้นไหน แต่ฉันเห็นแค่ความงามและเป็นเครื่องประดับเท่านั้น เมื่อฉันไม่ใช้เครื่องประดับ ฉันจึงไม่สนใจที่จะเอามาเป็นเจ้าของ แค่ชื่นชมแล้วก็ผ่านเลยไป จำได้ว่าเพื่อนเคยถามว่าชอบไหม ฉันยังส่ายหน้าแทนพยักหน้า เพราะกลัวเพื่อนจะให้ เกรงใจเธอ และคิดว่าเอาไว้ให้คนที่จำเป็นต้องใช้ดีกว่า

ต่อมา เธอเปิดร้านเล็กๆ ในบ้าน ขายหิน มีหินเพิ่มขึ้น ช่วงนี้เป็นปีที่ 10 เธอมีร้านขายหินเป็นเรื่องเป็นราวถึง 2 สาขา มีสารพัดหิน มีให้ซื้อหลากหลาย

เดือนก่อนแวะไปดู บางชิ้นมันงามจริงๆ บอกเธอว่า เมื่อไหร่ที่เลิกอาชีพนี้ หินเหลือก็ทำเป็นพิพิธภัณฑ์หินเลย

เธอพูดว่า หินมันจะดึงดูดเราเข้าหามันเอง

ฟังเฉยๆ สำหรับคนที่มองเห็นหินแค่ความงาม ซึ่งฉันคิดว่าแค่ชื่นชมความงามฉันก็เพียงพอแล้ว แล้ววันหนึ่งในขณะที่เดินเล่นอยู่ในร้านหินของเพื่อน ฉันก็สนใจหินลูกหนึ่ง ไปหยิบขึ้นมา เป็นลูกกลมๆ เพราะคิดถึงช่วงที่เล่นทุ่มน้ำหนัก ทำท่าจะทุ่มเหมือนเมื่อครั้งเล่นทุ่มน้ำหนักกีฬาที่ฉันชอบ ลูกเหล็กจะหนักแต่อยู่ในอุ้มมือ พักไว้ที่คอ โยกตัวนิดหนึ่งก่อนที่จะทุ่มออกไปให้ไกลเท่าที่จะไกลได้ ใครทุ่มได้ไกลก็จะชนะ ฉันทำท่าจะทุ่มแบบเหมือนเป็นลูกเหล็กทุ่มน้ำหนัก พนักงานรีบเข้ามา

ฉันวางมันลงเพราะรู้ว่าแพงมาก พนักงานในร้านพูดอย่างสุภาพ

“หนูเก็บให้นะคะ”

“ค่ะ เก็บเลยค่ะ ไม่ได้คิดจะทุ่มจริงแค่ทำท่าเท่านั้น”

ฉันไปหยิบหินก้อนเล็กมาถือเอาไว้ รู้สึกเย็นมือดี มือเย็นทำให้รู้สึกสบายขึ้น ในช่วงที่อากาศที่กรุงเทพฯ ร้อนมาก

เธอบอกว่า ให้ฉันเพราะเป็นหินบำบัดความเศร้า ฉันจำชื่อไม่ได้แล้วมีสีเขียว เธออธิบายต่อว่า นี่แหละที่เรียกว่า หินมันดึงดูดเรา มีหินมากมายแต่พี่เลือกที่จะเอาชิ้นนี้มากำไว้นานมาก เพราะรู้สึกดีใช่ไหม

“พี่มีความเศร้าอยู่มาก” เธอว่า

“ใช่ ฉันมีความเศร้าอยู่มาก และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุดความเศร้านี้ ความจริงฉันเป็นคนป่วย และพยายามที่จะหายจากอาการป่วย”

ฉันไม่รู้ว่าเพราะหินหรือเพราะเพื่อน แต่ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นจริงๆ และเอาหินติดตัวไปด้วยตลอดเวลาที่อยู่กรุงเทพฯ

แล้ววันหนึ่งฉันก็พบว่า ฉันมีเพื่อนที่ควรจะได้หินนั้นมากกว่าฉัน ในวันที่ฉันไปเยี่ยมเพื่อนที่เราไม่ได้พบกันมานานกว่า 10 ปี เพื่อนที่เคยสนิทสนมกันในวัยเยาว์ เขาคล้ายคนสูงวัย ซึ่งฉันก็เช่นกัน และเขาป่วยมาก เราคุยเรื่องความทุกข์กันอยู่พักหนึ่ง ฉันหยิบหินขึ้นมาส่งให้เขา และบอกเขาว่า เป็นหินที่คลายความทุกข์ เศร้า เพื่อนที่มีความรู้เรื่องหินมากคนหนึ่งของประเทศนี้ให้มา

เขาบอกว่า พี่ก็เก็บไว้ซิ

“ไม่เป็นไรอยากให้ เราค่อยไปหาเพื่อนแล้วขอใหม่อีกก้อนได้”

ฉันรู้สึกดีที่เห็นเพื่อนยิ้มและพูดตลกๆ ว่า

“ถ้าเหงา เศร้า เอามือวางบนหัวและจะพบว่า พี่ยังมีผมอยู่เสมอ”

ฉันหัวเราะ เราหัวเราะด้วยกัน

“ยังมีขำได้ แสดงว่าหินนี้ทำให้อารมณ์ดี”

เขาคงไม่รู้ว่าหลังจากที่กลับมา ฉันเอามือไปวางบนหัวบ่อยๆ เพื่อพบว่า “พี่ยังมีผมอยู่เสมอจริงๆ”

หลายวันมานี้ฉันรู้สึกทุกข์ เศร้า จึงเขียนไปหาเพื่อนผู้ชำนาญด้านหินบำบัด ฉันคิดว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว มนุษย์ต้องหาวิธีการที่จะอยู่ให้ได้

ก่อนหน้านี้เพื่อนรุ่นน้อง เธอขอให้ฉันติดต่อเพื่อนให้ เพราะต้องการหินปลดหนี้ ฉันยังรู้สึกขำในใจ เพราะการเอาเงินไปซื้อหินนั้นจะเป็นการเป็นหนี้เพิ่ม เพราะเธอขอให้ผ่อนเป็นงวดๆ แต่โชคดีเพื่อนของฉันบอกว่าจะยกหินให้เธอเฉยๆ

และเธอก็ค่อยๆ ผ่อนหนี้ได้จริงๆ ด้วยพลังและกำลังใจของเธอ เธอบอกว่าเธอมีกำลังใจ และพยายามคิดว่าจะหารายได้จากไหนเพื่อใช้หนี้…การหยุดคิด ตั้งหลัก และกำลังใจนี่แหละที่ช่วยได้

เพื่อนบอกว่า “หินปลดหนี้ ชื่อ คยาไนต์ Kyanite และ หิน 3 ประสาน คือ นำ 3 ชนิด มาร้อยรวมกัน มีคุณสมบัติปลดหนี้ พิทักษ์ทรัพย์ ชื่อ kyanite+Iolite+Hessonite”

ส่วนหินบำบัดนั้น เธอว่า “หินบำบัดอาการเจ็บป่วยมีเยอะ ส่วนใหญ่จะแนะนำหิน 7 จักระ คือมีสีตามจักระ หรือจุดลำเลียงพลังของร่างกาย แต่ถ้าเจ็บปวด อย่าง ปวดขา เข่า กระดูก เราจะแนะนำหินฟลูออไรด์ บำรุงกระดูกและฟัน บำบัดอาการปวดขา ปวดเข่า ปวดเส้นเอ็นกล้ามเนื้อได้ดีมาก หินส่วนใหญ่ไม่มีในเมืองไทย เมืองไทยมีบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ได้ใช้ เพราะเราสั่งหินนำเข้ามา”

ฉันยังไม่ได้หินความเศร้า บอกเพื่อนว่าจะไปเอาเอง ไม่อยากรบกวนให้เขาส่งมา ความทุกข์ เศร้า ห่อหุ้มตัวฉันจนหนา และฉันคิดว่ายากที่จะสลัดมันออกไปได้ ในระหว่างรอไปเอาหิน เพื่อนๆ บอกให้ฉันไปพบจิตแพทย์ หรือไปสำนักปฏิบัติธรรม ทั้ง 2 อย่างคือทางออกที่ดี เป็นเทคนิคการมีชีวิตอยู่แต่ฉันยังไม่ไป ฉันคงนอนกอดความทุกข์ เศร้า ของฉันต่อไป เพื่อนบอกว่า ฉันเสพความเศร้าไปแล้ว

ฉันปกปิดความเศร้าไว้อย่างดีมาก ฉันยิ้ม หัวเราะกับผู้คน ฉันไปทำงานได้ ร่วมกิจกรรมต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งคือ ฉันร้องไห้ได้ตลอดเวลาเมื่ออยู่คนเดียว น้ำตาไหลไม่หยุด

เพื่อนที่อยู่ฝ่ายสมาธิ บอกว่า ให้ฝึกใจเรา ถ้าเริ่มรู้ตัวว่าไม่ค่อยดี ใช้วิธีที่ครูอาจารย์ทางธรรมท่านสอน คิดอะไร รู้สึกอะไร ให้สักแต่ว่ารู้ ไม่ได้ห้ามไม่ให้คิด แต่อย่าปรุงแต่ง มันจะไปกันใหญ่ พอเครียด ไม่ถูกใจ ไม่พอใจ ตามดูลมหายใจตัวเอง แบบสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่เพ่งดู หรือคลึงปลายนิ้วมือกับนิ้วโป้งช้าๆ หรือพลิกคว่ำหงายมือข้างใดข้างที่ถนัดช้าๆ ไม่ต้องเพ่งมองการกระทำ แต่ให้ใจรู้ว่ากระทำอยู่ ทำไปเรื่อยๆ เป็นสมาธิแบบง่าย แนวหลวงพ่อเทียน ลองดู

เมื่อคืนฉันลองขยับมือทำดูรู้สึกว่าดีขึ้น หลับไปตอนไหนไม่รู้

ยามเช้า เพื่อนผู้หวังดีบอกว่า

ฉันควรจะท่องบทแผ่เมตตา การแผ่เมตตาคือการให้อภัย ทั้งให้อภัยตัวเองและให้อภัยผู้อื่น บางทีเราเจ็บปวดกับการไม่ให้อภัยตัวเองด้วย

เช้านี้ฉันลองท่องบทแผ่เมตตาแล้วรู้สึกดีขึ้นจริงๆ

สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อเวราโหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย

อัพยา ปัจฌา โหนตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

อะนีฆา โหตุ จงเป็นสุข เป็นสุขเถิด อย่าได้ทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย

สุขขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

เป็นเทคนิคการมีชีวิตที่ดีขึ้นได้บ้าง ซึ่งบางทีเราไม่อาจจะพึ่งสิ่งเดียวได้ ต้องพึ่งหลายๆ สิ่ง เพราะความทุกข์ของเราก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากสิ่งเดียวเท่านั้น

แต่สำหรับคนที่จะใช้หินบำบัด หรือสนใจเรื่องหินได้ที่นี่ค่ะ ถือว่าแบ่งปันและโฆษณาให้เพื่อนด้วยค่ะ https://web.facebook.com/jnasongkhla?fref=ts จุฑามาศ ณ สงขลา

พระพุทธศาสนา ในประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

พระพุทธศาสนา ในประเทศไทย

ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา ข่าวคราวเรื่องพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์มีมาอย่างต่อเนื่อง ข่าวเด่นที่ได้มีโอกาสออกสื่อหรือเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนอย่างมากคือ ข่าวความเคลื่อนไหวของชาวพุทธระดับแนวหน้าของเมืองไทยที่มีความรู้ด้านพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี หลายท่านเคยบวชเรียนมาก่อน แม้ท่านที่ไม่เคยบวชเรียนมาก็เป็นผู้สนใจพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง เป็นอุบาสกอุบาสิการะดับแนวหน้า ที่ออกมาเรียกร้องให้บรรจุพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

น่าชื่นชมความพยายามของอุบาสกอุบาสิกาเหล่านี้ที่มีความปรารถนาดีที่จะยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาให้โดดเด่นเป็นหลักเป็นแกนของประเทศตามองค์ประกอบแห่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างครบถ้วน

เรื่องของชาติและพระมหากษัตริย์ได้บัญญัติไว้แล้วในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ โดยใช้ข้อความเดิมจากรัฐธรรมนูญเก่าๆ ได้เลย ไม่ต้องมีใครต้องเรียกร้อง

เรื่องการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีการเรียกร้องเคลื่อนไหวทุกครั้งที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากการแต่งตั้ง ไม่เคยยอมรับที่จะเขียนบทบัญญัตินี้ไว้ในรัฐธรรมนูญเลย

ข้ออ้างข้างๆ คูๆ ของท่านกรรมการร่างหรือประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแต่ละท่านล้วนฟังไม่ขึ้น แต่ต้องยอมรับฟังเพราะประชาชนไม่มีอำนาจใดที่จะทัดทานท่านผู้มีอำนาจ นอกจากฟังๆๆๆ

สมัยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยก็อ้างว่า หากบรรจุ คำว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ คนในชาติจะขัดแย้งกัน จะรบราฆ่าฟันกัน จนเลือดท่วมท้องช้าง ท่านพูดเสียน่ากลัว

หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับนั้นประกาศใช้ เลือดไม่ท่วมท้องช้าง แต่ผู้ก่อการร้ายก็ยังฆ่าประชาชน พระสงฆ์ ครู ทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา เลือดนองท่วมท้องถนน คงจะได้เห็นในข่าวไปแล้ว

ความจริงก็คือว่า แม้ไม่ได้มีบทบัญญัติว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ การรบราฆ่าฟันก็มิได้ลดลงกลับเพิ่มมากขึ้นทุกปี น่าจะลองบัญญัติไว้ดูสักครั้งเผื่อการรบราฆ่าฟันจะได้เบาบางลง เพราะคนที่ฆ่าพระสงฆ์หรือพุทธบริษัทนอกจากจะผิดกฎหมายอาญาแล้ว ยังต้องผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย ก็จะทำให้คนที่ชอบฆ่าคนอื่นง่ายๆ ได้ยับยั้งชั่งใจบ้าง

แต่น่าเสียดายว่า การบัญญัติ คำว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติจะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ เพราะท่านประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแถลงได้อย่างน่าขนพองสยองเกล้าว่า หากบัญญัติพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติแล้วจะเป็นอันตรายในระยะยาว

เป็นเรื่องแปลกเหมือนกันว่า ท่านประธานและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต่างล้วนเป็นพุทธศาสนิกชนเหมือนกัน แต่กลับมองว่าพระพุทธศาสนาเป็นอันตรายระยะยาว ไม่ทราบเหตุผลกลใดว่า จะเป็นอันตรายอย่างไร เพราะคำสอนของพระพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานที่สอนว่า

…ตั้งใจงดเว้นจากการฆ่าสัตว์

ตั้งใจแผ่เมตตาให้สัตว์ทั้งหลายได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

ตั้งใจงดเว้นจากการลักทรัพย์

ตั้งใจที่จะประกอบอาชีพที่สุจริต

ตั้งใจงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

ตั้งใจที่จะรักและซื่อสัตย์ต่อกันระหว่างสามีและภรรยา

ตั้งใจงดเว้นจากการพูดเท็จ

ตั้งใจพูดแต่ความซื่อสัตย์

ตั้งใจงดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัย

ตั้งใจภาวนาให้สติสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป

คำสอนแบบนี้หรือ ที่จะทำให้ศาสนิกรบราฆ่าฟันกันจนเลือดท่วมท้องช้าง

คำสอนแบบนี้หรือ ที่จะเป็นอันตรายระยะยาว…

เมื่อท่านคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ที่เป็นพุทธศาสนิกชนไม่เห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา แต่กลับเห็นไปว่า ถ้าบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญจะก่อให้เกิดอันตรายในระยะยาว

ความเห็นของท่านผู้มีเกียรติเหล่านั้น เป็นความเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เมื่อท่านเหล่านี้เป็นผู้มาร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นกติกาสูงสุดในการปกครองประเทศ ร่างอยู่บนพื้นฐานแห่งภยาคติ คือลำเอียงเพราะกลัว และบวกโมหาคติลำเอียงเพราะไม่รู้ รัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้ก็ไม่สมประกอบ บูดๆ เบี้ยวๆๆ ไม่นานก็มีคณะผู้ฉีกรัฐธรรมนูญคณะต่อไปมาฉีกทิ้งออก และร่างกันใหม่ วนไปเวียนมาในวัฏสงสารอย่างยาวนาน

น่าจะลองบัญญัติว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญดูสักครั้ง เพื่อเป็นสิ่งปกป้องคุ้มครองการฉีก ก็อาจจะเป็นได้ ไหนๆ จะมโนกันทั้งที ก็ควรจะมโนให้สวยงามหน่อย ไม่ควรจะมโนเห็นเลือด หรืออันตรายใดๆๆ เพราะในประวัติศาสตร์โลกชาวพุทธไม่เคยไปรุกรานใครเลย ไม่ได้แสดงอาการโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ใดๆ ให้ปรากฏ หากบัญญัติไว้ก็จะเป็นการจารึกความดีงามลงในรัฐธรรมนูญของชาติและประวัติอันสวยงามของผู้ร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น ท่านอุบาสกอุบาสิกาที่เคลื่อนไหวก็ไม่ได้อะไร นอกจากความภูมิใจที่ร่วมกันทำความดีฝากไว้ในแผ่นดินเท่านั้น

หากมองจากสายตาพระสงฆ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ก็มองว่า มาถึงจุดนี้พระสงฆ์ไม่ควรเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องการบัญญัติพระพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญอีก เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเปรียบเหมือนคนตักบาตร

การบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ เปรียบเหมือนสังฆทานหรือของตักบาตร

เมื่อพระสงฆ์ไปยืนขอแล้วเขาไม่ให้ พระสงฆ์ควรต้องถอยออกมา ตามวิธีการบิณฑบาตทั่วๆ ไป นั่นเอง

ส่วนว่าถ้าอุบาสกอุบาสิกาคนใดยังมีศรัทธาที่จะบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ก็เคลื่อนไหวในฐานะพลเมืองตามสิทธิ์ที่จะพึงกระทำได้ ไม่กดดันรัฐบาลหรือไม่ใช้ความรุนแรงแต่ประการใด หากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคิดเห็นคล้อยตาม อาจจะใส่ข้อความดังกล่าวให้ได้

การเคลื่อนไหวของอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายเป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ที่สำคัญต้องเคลื่อนไหวด้วยความสงบและสุภาพตามวิถีพุทธ

เรื่องในวงการพุทธศาสนาอีกเรื่องหนึ่ง ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนอยู่ในประเทศไทยคือ เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช รูปที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อันส่งสัญญาณว่าจะไม่ราบรื่นเหมือนที่เคยเป็นมา

สิ่งที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่รักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องตระหนักคือ เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะก็ตาม การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชก็ตาม เป็นเรื่องพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง

กฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตามในเรื่องนี้ ก็ปฏิบัติได้ง่าย ไม่สลับซับซ้อนอะไร เป็นความสัมพันธ์อันสวยงามระหว่างสถาบันพระพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีมาช้านานตราบเท่าวันนี้

ขอให้พุทธบริษัทใช้วิจารณญาณอย่างลึกล้ำ ไม่ควรเคลื่อนไหวใดๆ ที่อาจจะเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ควรให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองแห่งกฎหมายที่ถวายพระราชอำนาจไว้แล้ว

ท่านนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอว่า ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย เรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช รูปที่ 20 นี้ก็เช่นกัน หากเดินตามครรลองแห่งกฎหมาย ทุกอย่างสามารถยุติได้อย่างสวยงาม

ดูเหมือนว่า กุญแจดอกสำคัญที่จะไขสู่ความสงบสวยงามมี 2 ดอก คือ

1. ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

2.ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาล ที่จะต้องประสานกันใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพ ถูกต้องดีงามโดยเร็ว

ต้องตั้งสติกันดีๆ งานนี้ไม่มีความขัดแย้งในวงการคณะสงฆ์ ไม่มีความขัดแย้งของพุทธบริษัทใดๆ มีแต่ชาวพุทธบางท่านที่เห็นต่างตามความเชื่อถือของตนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่จะมีปรากฏการณ์เหล่านี้ในสังคมประชาธิปไตยทั่วไป

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความเคลื่อนไหวต่างๆ อันเป็นเหตุให้วงการคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาไทยกระเพื่อมจะสงบลงโดยเร็ววัน ขอเพียงทุกท่านใช้สติดำริไตร่ตรองให้ลึกซึ้งก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ ที่เห็นว่า ถูกต้องชอบธรรมเป็นประโยชน์ตนและผู้อื่น ทั้งระยะสั้นและระยะยาวสืบไป

Dairy Asia อีกก้าวการพัฒนา ในงานโคนมแห่งชาติ ปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

Dairy Asia อีกก้าวการพัฒนา ในงานโคนมแห่งชาติ ปี 59

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทย และแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนมและอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ได้จัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2559 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ บริเวณเชิงเขาตาแป้น อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ระหว่าง วันที่ 27 มกราคม-2 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน พร้อมทั้งเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่างๆ ภายในบริเวณงานด้วย

ดร. ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมนมไทยได้ก้าวหน้าไปมาก ในส่วนของ อ.ส.ค. ได้มีนโยบายยกระดับความสามารถของบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่ระดับผู้บริหารและพนักงานให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ (Brand) และการสื่อสารแบรนด์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถสร้างแบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค ให้เป็นที่ยอมรับและครองใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

ล่าสุด อ.ส.ค. ได้ระดมทีมจัดทำแผนการตลาดและการขาย ปี 2559 มุ่งขยายตลาดและเพิ่มยอดขายนมไทย-เดนมาร์ค สูงขึ้นทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหม่อย่างประเทศพม่าซึ่งกำลังไปได้สวย และได้รับการตอบรับดี พร้อมวางแผนขยายตลาดในเวียดนามและมาเลเซีย โดยตั้งเป้ายอดขายรวมอยู่ที่ 8,482 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังได้วางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาแบรนด์ ปี 2560-2564 เพื่อผลักดันให้แบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค เป็นแบรนด์นมแห่งชาติให้ได้ภายใน 6 ปี ข้างหน้าอีกด้วย

“ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ยอดขายกลุ่มสินค้านม ของ อ.ส.ค. เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2558 นี้ ยอดขายก็เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 7,900 ล้านบาท โดยอัตราการเติบโตของตลาดในประเทศอยู่ที่ 10% ส่วนยอดขายในต่างประเทศโตขึ้น ประมาณ 20% ซึ่งมีบางประเทศที่โตขึ้นเกือบ 30% มีตลาดส่งออกหลักคือ ประเทศกัมพูชา และ สปป. ลาว อย่างไรก็ตาม การที่ อ.ส.ค. ได้เร่งพัฒนาบุคลากรและระดมทีมตลาดและฝ่ายขายร่วมพัฒนากลยุทธ์การสร้างแบรนด์ คาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับ อ.ส.ค. สามารถชิงส่วนแบ่งและครองตลาดนมพร้อมดื่มในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดนมพร้อมดื่มของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้” ดร. ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ขณะเดียวกันในงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2559 ยังได้มีการจัดกิจกรรมคู่ขนานที่น่าสนใจและเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ร่วมกับกรมปศุสัตว์เป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านพัฒนาโคนมภูมิภาคเอเชีย หรือ Dairy Asia Launch Meeting ขึ้น ภายใต้การสนับสนุนขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (FAORAP)

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีจาก 15 ประเทศ และมีอธิบดี รองอธิบดี ประธานชุมนุมสหกรณ์ สมาพันธ์ สมาคม ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศจาก 8 ประเทศ เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 70 คน นอกจากนั้น ยังมีตัวแทนกรมปศุสัตว์ เจ้าหน้าที่ อ.ส.ค. มหาวิทยาลัย และผู้แทนสหกรณ์โคนมต่างๆ เข้าร่วมประชุมด้วย

ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดตัวศูนย์ประสานความร่วมมือการพัฒนาโคนมภูมิภาคเอเชีย Dairy Asia : For Health and Prosperity และเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิชาการด้านการปรับปรุงพันธุ์โคนมในเขตร้อน การพัฒนาสถาบันเกษตรกร และการพัฒนานโยบายและเศรษฐศาสตร์ เป็นต้น พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติงาน ระดมการมีส่วนร่วมของประเทศสมาชิกและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาเครือข่ายขับเคลื่อนการพัฒนาโคนมระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบความร่วมมือพัฒนาโคนมในภูมิภาคเอเชีย

นายสัตวแพทย์ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า ในการประชุมวิชาการ Dairy Asia Launch Meeting ประเทศไทยได้มีการรายงานด้านการปรับปรุงพันธุ์โคนมในพื้นที่เขตร้อนในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ประวัติการเลี้ยงโคนม ความก้าวหน้าการพัฒนาอุตสาหกรรมนม ประชากรโคนม ยุทธศาสตร์การปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงคุณลักษณะทางเศรษฐกิจของโคนม

นอกจากนี้ ยังได้รายงานการปรับปรุงพันธุ์โคนมระดับฟาร์ม การวิจัยและพัฒนาโคนม ความท้าทายและโอกาสในการปรับปรุงพันธุ์โคนมในเขตร้อน เป็นต้น

“การจัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านพัฒนาโคนมภูมิภาคเอเชียครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้ต่างประเทศเห็นความก้าวหน้าของการปรับปรุงพันธุ์โคนมเขตร้อน และศักยภาพของอุตสาหกรรมนมไทย ซึ่งมีแนวโน้มที่จะพัฒนาสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมนมในอาเซียนได้ เนื่องจากมีความพร้อมสูงทั้งด้านเทคโนโลยีการเลี้ยงโคนม การผลิต และการบริหารจัดการนมทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพด้วย” รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

อนึ่ง สำหรับ Dairy Asia เป็นการร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อรับการขับเคลื่อนและเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาโคนมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างยั่งยืน ตั้งขึ้นสืบเนื่องจากผลผลิตและการบริโภคน้ำนมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เอเชียจึงเป็นภูมิภาคที่การผลิตและการบริโภคน้ำนมมีความเข้มแข็งที่สุดในช่วง 3 ทศวรรษ ที่ผ่านมา แต่การผลิตยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคที่มีอัตราการขยายตัวสูงกว่า ซึ่งทำให้อัตราการนำเข้าน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ในช่วงเวลาเดียวกัน FAO และองค์การความร่วมมือพัฒนาทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (OECD) จึงเห็นว่าความต้องการน้ำนมและผลิตภัณฑ์นมของภูมิภาคเอเชียจะสูงขึ้น 320 ล้านตัน ในปี 2564 ซึ่งจะทำให้เอเชียต้องผลิตน้ำนมเพิ่มขึ้นอีกปีละไม่น้อยกว่า 50 ตัน ดังนั้น จึงนับว่าเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศกำลังพัฒนาในการเร่งดำเนินการเพิ่มผลผลิตคุณภาพ ปลอดภัยด้านอาหารและการเข้าถึงตลาดที่มีอนาคตสดใสดังกล่าว

“ขายภาพ” อาชีพอิสระ แนวใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0720150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

รายงานพิเศษ

วัชรี ภูรักษา

“ขายภาพ” อาชีพอิสระ แนวใหม่

อาจไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไร ว่าแค่โพสต์รูปขายบนเว็บไซต์จะสามารถสร้างรายได้และทำเงินได้ และกลายเป็นอาชีพอิสระอีกอาชีพหนึ่ง ด้วยเพราะยุคที่อะไรๆ อินเตอร์เน็ตก็เข้าถึงแบบนี้ ความรวดเร็วและไร้ซึ่งกรอบ กฎเกณฑ์ใดๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ

อาชีพ “คนขายภาพ” ก็เช่นกัน เพราะนอกจากจะสามารถสะท้อนตัวตนในการดำเนินชีวิตและสามารถสร้างคาแร็กเตอร์ใหม่ให้กับไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตของคนสมัยใหม่แล้ว ยังสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดีอีกด้วย

เมื่อเข้าสู่สังเวียนและสมรภูมิที่ว่าด้วยความงามของภาพถ่าย ศิลปะและรสนิยมแล้วนั้น การขายภาพบนเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการต่างๆ จึงมีขั้นตอนและวิธีการหลายขั้นไม่น้อย ซึ่งแต่ละเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการทั้งหลายต่างก็มีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกันอีกด้วย

โดยปัจจุบันมีเว็บไซต์จำนวนมากที่เป็นตัวกลางหรือนายหน้า ระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ โดยกำหนดให้มีหลักเกณฑ์การขายและการซื้อที่แตกต่างกันไปในแต่ละเว็บไซต์ ทั้งการเข้าใช้งานก็แตกต่างกันต่างรูปแบบของเว็บไซต์ด้วย

ยกตัวอย่าง เว็บไซต์ต่างประเทศที่หลายคนรู้จักกันดี อย่าง http://www.123rf.com ที่เปิดให้บริการซื้อ-ขายภาพ มีการแบ่งหมวดหมู่ของภาพเอาไว้อย่างชัดเจนบนหน้าเว็บ

สำหรับคนขายภาพ ที่ต้องการสมัครสมาชิกเพื่อขายภาพถ่ายของตัวเอง ทางเว็บไซต์ได้กำหนดให้มีการลงทะเบียน ดังนี้

1. เข้าไปยัง หน้าสมัครสมาชิก (sign up) ของเว็บไซต์ 123rf.com จากนั้นให้กรอกข้อมูลตามความเป็นจริง ตามแบบฟอร์มที่ปรากฏ อย่าลืมติ๊กถูกที่ช่อง Sign-up as 123rf photogragper/contributor ซึ่งหมายความว่าต้องการสมัครในฐานะช่างภาพหรือผู้ขายภาพ จากนั้นจะมีแบบฟอร์มปรากฏขึ้นมาด้านล่าง เพื่อให้กรอกข้อมูลเพิ่มเติม กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน เสร็จแล้วคลิกที่ปุ่ม Register Now

2. หลังจากคลิก Register Now จะมีข้อความปรากฏในหน้าถัดไป รออีเมลตอบกลับ

3. ทำการเปิดการใช้งาน โดยเข้าไปคลิก Verification Link ในอีเมลที่ได้รับ ไปใส่ในช่องสี่เหลี่ยมของหน้าในขั้นตอนที่ 2 ทำอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น เพื่อเปิดใช้งาน เสร็จแล้วสามารถ Log in เข้าไปใช้งานและเริ่มอัพโหลดรูปได้ทันทีครับ

หรือแม้กระทั่ง http://www.shutterstock.com ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเว็บไซต์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีไม่น้อย ซึ่งเว็บไซต์นี้ได้กำหนดเกณฑ์การเข้าใช้งานระบบและการสมัครเข้าใช้งานเพื่อเป็นคนขายภาพ ไว้ดังนี้

1. กดสมัคร Sign-up Now แล้ว ใส่ชื่อจริง นามสกุลจริง เป็นภาษาอังกฤษ ให้ตรงกับ Passport ของเราทุกตัวอักษรนะครับ ถ้าไม่ตรง อาจจะยุ่งยากทีหลังได้

2. ใส่ชื่อที่เราต้องการให้แสดงอยู่ในหน้าแกลลอรี่ของเราครับ จะใส่ชื่อจริง ชื่อเล่น นามแฝงต่างๆ ได้ทั้งหมด บางคนไม่อยากให้ใครเห็นชื่อจริงในการขายภาพออนไลน์ ด้วยเหตุผลส่วนตัว ก็สามารถใส่ชื่อที่ต้องการแสดงในช่องนี้ได้ครับ (ชื่อนี้สามารถแก้ไขใหม่ภายหลังได้ครับ)

3. ใส่อีเมลที่เราจะใช้ติดต่อกับทาง Shutterstock

4. ใส่พาสเวิร์ดที่ใช้ ซึ่งจะต้องมี 8 ตัว หรือมากกว่าก็ได้ (แต่น้อยกว่า 8 ตัวไม่ได้) และมีตัวเลขกับตัวอักษรผสมกัน และตัวอักษรต้องมีตัวเล็กตัวใหญ่ผสมกันด้วย เช่น 1234Abcd หรือ 1234abcD หรือ 1234aBcd หรือ Abcd1234 หรือ ABcd1234 เป็นต้น

ระบบก็จะแจ้งให้เราไปตรวจสอบอีเมลที่เราลงทะเบียนไว้ ก่อนจะไปเปิดอีเมล ในอีเมลดังกล่าวก็จะมีลิงก์สำหรับให้เราคลิกเพื่อทำการยืนยันการสมัคร ถ้าคอยนานแล้วไม่มีอีเมลไป ก็คลิกเข้าไปดูในกล่องอีเมลขยะก่อนนะครับ ถ้ายังไม่มีอีก ก็ลองมาคลิกที่คำว่า Send E-mail อีกครั้ง

เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้ง 2 เว็บไซต์มีความเหมือนกันที่ การส่งหลักฐานยืนยันตัวตน หลังจากสมัครเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจำเป็นจะต้องส่งเอกสาร เพื่อยืนยันความมีตัวตนของเรา เช่น พาสปอร์ต บัตรประชาชน ใบขับขี่ หรือเอกสารที่ทางราชการออกให้โดยจะต้องมี ชื่อ และวันเดือนปีเกิด เป็นภาษาอังกฤษ เราสามารถถ่ายรูปหรือสแกนเอกสารดังกล่าว โดยที่ไฟล์จะต้องเป็นแบบ JPEG ซึ่งคาดได้ว่าอีกหลายเว็บไซต์ก็มีลักษณะการเข้าใช้งานหรือการสมัครคล้ายๆ กันนี้เช่นเดียวกัน

หลังจากที่ยืนยันการสมัครตามขั้นตอนต่างๆ แล้ว ก็สามารถเข้าไปอัพโหลดรูป เพื่อรอผลการพิจารณาจากเว็บไซต์ หากผ่านการพิจารณาก็สามารถนำภาพที่มี หรือเตรียมเอาไว้ นำโพสต์ขายบนเว็บไซต์ได้ หากไม่ผ่านเงื่อนไข ก็ต้องรอการตอบกลับ เพื่อทำตามขั้นตอนต่อไป

อย่างไรก็ตาม แต่ละเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการนั้น ต่างก็มีข้อกำหนดและเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป ควรศึกษาถึงข้อกำหนดและกฎระเบียบให้ละเอียด เพื่อความรวดเร็วในการเข้าใช้งานระบบโดยไร้ปัญหาใด ส่วนราคาขายภาพของแต่ละเว็บไซต์นั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของภาพ เช่น S M L, รายละเอียดของภาพ เช่น 72dpi หรือ 300dpi จำนวนภาพที่ต้องการซื้อ

ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานของผู้ซื้อและการใช้งานด้วยเป็นสำคัญ ซึ่งบางเว็บอาจมีสนนราคาขายเริ่มที่ 25 เหรียญสหรัฐ หรือสนนราคาขายด้วยจำนวนเครดิต หรือขายแบบแพ็กเกจรวมรูปก็มี

สำหรับใครที่สนใจ สามารถค้นหาด้วยคำว่า “ขายภาพ” จาก Google แล้วเข้าไปอ่านรายละเอียด หรือเข้าไปดูรูปภาพต่างๆ ได้ทางเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการ เช่น http://www.istockphoto.com, http://www.fotolia.com, http://www.kaypap.com รวมไปถึงเว็บไซต์ขายภาพอื่นๆ ด้วยก็ได้