แนะนำหนังสือ สำนักพิมพ์มติชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07039010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

แนะนำหนังสือ สำนักพิมพ์มติชน

รู้งี้ผอมไปนานแล้ว!

สาธิก ธนะทักษ์ (โค้ชเป้ง) เขียน

ISBN : 978-974-02-1449-6

จำนวนหน้า 176 หน้า/ราคา 200 บาท

บอกลาความอ้วนด้วยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี ไขปัญหาข้องใจของใครหลายคนว่า ทำไมถึงไม่ผอมสักที ทั้งที่พยายามลดน้ำหนักแล้ว แถมบางคนแทนที่น้ำหนักจะลดลงกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

รู้งี้ผอมไปนานแล้ว! หนังสือที่จะอธิบายเกี่ยวกับการออกกำลังกายและการเลือกกินอาหารที่เหมาะสมพร้อมข้อมูลต่างๆ ซึ่งหลายคนเคยเข้าใจผิด เช่น ออกกำลังกายแล้วนั่ง ทำให้ก้นใหญ่จริงหรือ?, กินแต่ผลไม้ ลดน้ำหนักได้จริงหรือ?, การกินคลีนคืออะไร? และเรื่องของวิตามินและอาหารเสริมโปรตีน โดย โค้ชเป้ง (สาธิก ธนะทักษ์)

โค้ชเทรนเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ เจ้าของผลงาน “Easy to Fit ฟิตง่ายๆ ทำได้ที่บ้าน”

แล้วการลดน้ำหนักจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ขายงานให้ได้ใจ ขายยังไงให้ได้งาน

PresentationX เขียน

ISBN : 978-974-02-1441-0

จำนวน 144 หน้า/ราคา 180 บาท

หนังสือเล่มนี้คือตัวช่วยที่จะเปลี่ยนความประหม่า ตื่นเต้น หรือความกังวลของคุณให้เป็นความมั่นใจ และความพร้อมในทุกสนาม เปลี่ยนคุณเป็นมือโปรฯ Presentation Design ที่นำเสนอง่ายๆ ด้วยตัวเอง

เพราะแท้จริงแล้ว “ความสำเร็จ” ในทุกสนามไม่เคยมี “ทางลัด” มีแต่ทางเดินที่เราต้องฝึกฝนให้มากที่สุด เพื่อเราจะได้ “ขายงาน” ที่ดี ที่สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ฟังในทุกสนาม

ตัวอย่างเนื้อหาในเล่ม

– เทคนิคการ Brainstorm เพื่อทำ Presentation ให้ยอดเยี่ยม

– ทำอย่างไรให้ข้อมูลมากมายกลายเป็นลูกไก่ในกำมือ

– Presentation Design?แบบไหนเปรี้ยง แบบไหนแป้ก

– จัดการกระสุน Reaction จากผู้ฟัง

– ตัวช่วย Presentation ใหม่ๆ ไฉไลกว่าเดิม

พระยอดเมืองขวาง

ผู้ปลุกสยาม สู้ “เจ้าอาณานิคม”

พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก เขียน

ISBN : 978-974-02-1446-5

จำนวน 160 หน้า/ราคา 155 บาท

เรื่องราวของวีรบุรุษสยาม “พระยอดเมืองขวาง” ผู้ปกป้องด่านหน้าของไทย ซึ่งต้องพิพาทกับอินโดจีน ฝรั่งเศส ต้องเผชิญกับฝรั่งเศสที่จ้องจะครอบครองดินแดน เวียดนาม ลาว และกัมพูชา

เนื้อเรื่องเริ่มจาก มองซิเออร์ ปาวี รองกงศุลฝรั่งเศส คุมทหารเข้ายึดเมืองคำม่วน อดีตเคยเป็นของญวน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในเขตสยาม แต่ถูกพระยอดเมืองขวางปฏิเสธ ฝรั่งเศสเอากองกำลังทหาร (ญวน) ปิดล้อม และเกิดข้อพิพาทกันตลอด จนเป็นที่มาเหตุการณ์ ร.ศ. 112

ระหว่างนั้น ศาลตัดสินจำคุกพระยอดเมืองขวาง ข้อหาฆ่าคนตายเป็นเวลา 20 ปี ก่อนที่พระยอดเมืองขวางจะเสียชีวิตจากวัณโรค กระนั้นฝรั่งเศสก็ยังจองเวรไม่เลิก จนเกิดวิกฤตการณ์ที่ปากน้ำ สมุทรปราการ สยามใช้ปืนใหญ่ยิงเรือรบฝรั่งเศสที่บุกรุกเข้ามา แต่กลับถูกฝรั่งเศสเข้ายึดจันทบุรี และตราด

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยในเวลาต่อมา ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ให้กับกองทัพเวียดมินห์ก่อนจะถอนตัวออกจากความขัดแย้ง อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศในยุโรป นับแต่ ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ และชาติอื่นๆ ต่างเข้าหาสยาม เพื่อต้องการค้าขาย เผยแพร่ศาสนามากกว่าการล่าอาณานิคม จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2

แม้เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศสจะจบลงไปแล้ว แต่กรณีพระยอดเมืองขวางนั้นก็เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเทศชาติได้รับการปฏิรูปครั้งใหญ่ และเป็นวีรกรรมของข้าราชการระดับล่างที่มีความซื่อสัตย์ เสียสละ เป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้ยกย่องในฐานะวีรบุรุษของชาติสืบไป

ISIS เจาะลึกกองกำลังรัฐอิสลาม

ไมเคิล ไวสส์ และ ฮัซซาน ฮัซซาน เขียน

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ISBN : 978-974-02-1445-8

จำนวน 400 หน้า/ราคา 270 บาท

ศึกษาสถานการณ์ เบื้องหลัง และปัจจัยที่รายล้อมไอซิส กลุ่มก่อการร้ายที่อันตรายที่สุดในขณะนี้ ว่าเหตุใดจึงก้าวขึ้นมาเป็นกลุ่มติดอาวุธที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดจนทั้งโลกต้องหาทางหยุดยั้ง

ด้วยข้อมูลเชิงลึกจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประมวลออกมาเป็นบทวิเคราะห์เกี่ยวกับไอซิสอย่างเป็นกลางที่สุด เน้นข้อเท็จจริงและปัจจัยปัญหาทุกด้าน ตั้งแต่วัฒนธรรมการเมืองของคนท้องถิ่น ธุรกิจใต้ดินและยุทธศาสตร์กลุ่มติดอาวุธ ปัญหาการแข่งขันทางอำนาจระหว่างชาติในภูมิภาค ตลอดจนความพลั้งพลาดของสหรัฐกับปฏิบัติการในตะวันออกกลาง ออกมาเป็นงานศึกษาที่จะเผยให้เราได้รู้ว่า จริงๆ แล้ว ไอซิส คืออะไร และอะไรคือปัจจัยความสำเร็จของกลุ่มนี้

ส่องโอกาสค้า CLMV ไปกับนักธุรกิจหนุ่มสาว YEN-D Program

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศรีนวล

ส่องโอกาสค้า CLMV ไปกับนักธุรกิจหนุ่มสาว YEN-D Program

กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดโครงการสร้างโครงข่ายผู้ประกอบการไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Young Entrepreneur Network Development Program : YEN-D Program) ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมผลักดันผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเจาะจงไปที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ทั้งที่เป็นทายาทนักธุรกิจ หรือคนรุ่นใหม่ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง

คุณดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงที่มาของโครงการ YEN-D ว่า “เกิดจากได้พูดคุยกับนักธุรกิจรายใหญ่ ที่ปรับทุกข์ว่า ลูกๆ หลานๆ ไม่สนใจทำธุรกิจ อยากให้กรมเปิดคอร์สฝึกอบรมให้หน่อย อย่างนักธุรกิจค้าข้าว ก็ขอให้เปิดคอร์สสอน เรื่องการทำธุรกิจค้าข้าว ก็เลยมาคิดว่าจะทำอย่างไรดี หลังจากนั่งคุยกันแล้ว จึงเกิดโครงการ YEN-D จุดประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการสร้างนักรบใหม่ เจาะตลาดประเทศอาเซียน และเพิ่มการค้าชายแดน ที่ตอนนี้มีมูลค่าแล้ว 1.5 ล้านล้านบาท”

ขณะที่ คุณอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะที่รับผิดชอบโครงการ YEN-D เล่าว่า การอบรมและจัดพบปะนั้นจะทำไปพร้อมกันทั้ง ไทยกับเวียดนาม ไทยกับกัมพูชา ไทยกับลาว และไทยกับพม่า โดยเปิดโครงการมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 ซึ่งตอนนี้ก็ 4 รุ่นแล้ว โดยแต่ละรุ่นจะมี 30 คนที่เป็นนักธุรกิจไทย อีก 30 คนจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งได้ผ่านการคัดเลือกจากคณะทำงานของกระทรวง ถึงตอนนี้มีแล้ว 120 คน ปี 2559 จะขยายอีก 160 คน รวมเป็น 280 คน และทำต่อไปถึงปี 2560 ซึ่งทั้งโครงการจะมี 600 คน ซึ่งจะมีทั้งนักธุรกิจไทย นักธุรกิจจากซีแอลเอ็มวี และดึงข้าราชการรุ่นใหม่เข้ามาด้วย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อมกัน

“โครงการนี้ไม่แค่เป็นการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ของไทยไปต่างประเทศ กำหนดอายุไม่เกิน 45 ปี แต่ต้องการดึงนักลงทุนรุ่นใหม่ของต่างชาติด้วย ผลลัพธ์พบว่าดีเกินคาด ไม่แค่เกิดการเจรจาซื้อขายระหว่างกันเท่านั้น ประเมินมูลค่าความร่วมมือกันแล้วกว่า 500 ล้านบาท คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นคนที่มีไฟแรง มุ่งมั่น ตั้งใจ มีความคิดสร้างสรรค์ พวกนี้อยากทำธุรกิจ แต่ยังขาดคอนเน็กชั่น และความเข้าใจ รู้จริงในตลาดเพื่อนบ้าน ซึ่งจะมีผลต่อการทำธุรกิจในระยะยาว เมื่อดึงให้เขามาเจอกัน จากความเป็นเพื่อนก่อน แล้วค่อยคุยทางธุรกิจ จากที่ได้พบปะเห็นถึงความช่วยเหลือกัน เป็นโครงการแนบเนียนที่สุด ต่อการต่อยอด ขยายตัวทางธุรกิจ และผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางในอาเซียน ซึ่งประเทศในซีแอลเอ็มวีมีวิถีการใช้ชีวิตที่คล้ายคลึงไทย เราและเขาคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี”

คุณกิตติพงศ์ งามไพบูลย์สมบัติ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด งามไพบูลย์การยาง ผู้ผลิตยางรถยนต์ กล่าวว่า “ผมได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการ YEN-D มาก เพราะได้รู้จักนักธุรกิจของประเทศเพื่อนบ้านทีเดียว 30 คน เพียงระยะสั้น 7 วัน จากรุ่นก่อนๆ อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปี กว่าจะรู้จักหมด ทำให้เกิดแนวคิดและต่อยอดธุรกิจได้อีกมาก ซึ่งผมอยู่ในกลุ่มอบรมกับลาว เพื่อนนักธุรกิจที่มาอบรมด้วย ได้ช่วยแนะนำโอกาสทางธุรกิจ ทำให้เข้าลาวได้แล้ว และกำลังมองตลาดกัมพูชา เวียดนาม และพม่า ก็ขอเพื่อนบ้านช่วยแนะนำ โครงการแบบนี้อยากให้รัฐบาลทำให้มากขึ้นและต่อเนื่อง เพื่อให้รุ่นใหม่ได้มั่นใจว่าการไปต่างประเทศได้สะดวกและกล้ามากขึ้น”

คุณสุชาดา เจนพณิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เจ เพรส จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นในชาย กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ ธุรกิจอยู่แต่ภายในประเทศ แล้วรับจ้างผลิตให้แบรนด์ต่างประเทศ เช่น Levi”s, DKNY และ ARMANI เป็นต้น ไม่เคยทำธุรกิจส่งออก แต่เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกไปทำตลาดต่างประเทศ ก็คิดอยู่ว่าจะไปยังไง พอดีเจอโครงการ YEN-D ก็สมัครเข้ามาร่วม ไม่เสียใจเลย เพราะได้โอกาสพบปะกับนักธุรกิจของเพื่อนบ้าน ตรงตามที่อยากทำ ซึ่งซีแอลเอ็มวีเหมาะสม เพราะรูปร่าง ลักษณะ คล้ายกับคนไทย น่าจะทำตลาดได้ไม่ยาก ที่เราเล็งไว้คือ ส่งขายเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้านได้แล้ว คือ พม่า ลาว แต่ยังไม่มีกัมพูชา เวียดนาม พอมาสมัครเข้าอบรมในโครงการ YEN-D รู้จักนักธุรกิจจากกัมพูชาหลายคน เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ตอนนี้ก็เริ่มที่จะเจาะธุรกิจเข้าไปในตลาดกัมพูชาแล้ว กำลังมีตัวแทนขายที่เสียมเรียบ เริ่มที่ทำตลาดออนไลน์ ซึ่งมั่นใจว่าจะขยายสู่ตลาดอาเซียนได้ทั้งหมด แต่ขอเริ่มที่ซีแอลเอ็มวีให้ดีก่อนใน 1-2 ปี” คุณสุชาดา กล่าว

อีกราย คุณนิษฐา แสงสุริยะฉัตร ผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท ฉัตรชัยแพทย์แผนโบราณ จำกัด ทายาทโดยตรงของผู้ผลิตยาสมุนไพรไทยยี่ห้อหมอเส็ง กล่าวว่า “บริษัทกำลังต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ เริ่มเจาะเข้าตลาดเพื่อนบ้าน ได้เข้าลาวแล้ว กำลังหาลู่ทางขยายเข้าสู่ตลาดกัมพูชา โดยจะเน้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความงามของผู้หญิงและการรักษาสุขภาพ มองว่ามีโอกาสขยายตัวได้สูง ก็เลยมาอบรมรุ่นกัมพูชา เข้าร่วมโครงการ YEN-D ทำให้เกิดการต่อยอดกับสิ่งที่บริษัทกำลังจะดำเนินการเจาะตลาดเพื่อนบ้าน พอดีกับกำลังหาผู้แทนจำหน่ายในกัมพูชา ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งได้จากเพื่อนนักธุรกิจที่มาอบรมด้วยกัน และยังช่วยสกรีนคน สกรีนธุรกิจให้กับเราได้เบื้องต้น เพราะข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถหาจากอินเตอร์เน็ตได้”

อีกแง่มุมหนึ่งจากปาก คุณญาดา โคระทัต ผู้จัดการการตลาด บริษัท อินซ์เทค เมโทรโลจิคอล เซ็นเตอร์ จำกัด ทำธุรกิจให้บริการตรวจสอบเครื่องมือในอุตสาหกรรม บริการเป็นที่ปรึกษาการเข้าสู่ระบบ ISO และจำหน่ายเครื่องมือที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และห้องปฏิบัติการ กล่าวว่า เดิมธุรกิจของบริษัท มีลูกค้าแล้วในลาว กัมพูชา และเวียดนาม แค่คิดว่ามีโอกาสขยายตลาดเพิ่มขึ้น ผ่านเมืองอื่นๆ กับตัวแทนใหม่ในตลาดเป้าหมายซีแอลเอ็มวี จังหวะดีกับที่ไปเห็นโครงการ YEN-D ในเฟซบุ๊กที่เพื่อนโพสต์มา ก็เลยสมัคร พอได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในกลุ่มลาว พออบรมเสร็จ ก็ได้เพื่อนเป็นคนลาว ก็ขอให้เขาช่วยเช็ก พบว่า ตัวแทนที่ติดต่อนั้น ทำธุรกิจจริง ตอนนี้กำลังเจรจากันอยู่ ถ้าตั้งสำเร็จ ก็จะช่วยขยายธุรกิจของบริษัทได้แน่นอน ดีใจเพราะคิดว่าบริษัทเล็กๆ จะได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมกิจกรรม เดิมคิดว่าต้องมีเส้นสาย แต่ไม่ใช่เลย กรมเลือกจากผู้ประกอบการที่มีความตั้งใจในการทำธุรกิจและขยายธุรกิจออกไปในตลาดเพื่อนบ้าน

ขณะที่ คุณรัชยา เตชะปัญญารักษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท ย่งไทยการยาง จำกัด ผู้ผลิตยางอุตสาหกรรมทุกประเภท เสริมว่า การเข้าร่วมโครงการ YEN-D ได้สร้างโอกาสในการขยายธุรกิจของบริษัทเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้าน ปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านมีการขยายตัวด้านการก่อสร้างมาก เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจของบริษัท ที่ผลิตยางได้ทุกประเภท ทั้งชิ้นส่วนยานยนต์ ก่อสร้าง ยางกันซึม และยางที่ใช้ในภาคคมนาคม เมื่อได้มาดูก็เห็นว่า ต้องระวังคู่แข่งอย่างจีนและเวียดนาม ที่เน้นราคาถูกกว่า มาดูตลาดได้เห็นของจริง แต่มั่นใจว่าสินค้าของเรามีคุณภาพ แข่งขันได้ อยากให้ภาครัฐทำโครงการดีๆ แบบนี้ เพื่อช่วยส่งเสริมด้านการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทยต่อไป

อีกคนเล่าถึงการเข้าร่วมโครงการ คุณสุดสวาท จิรัปปภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ็กโกร (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้า ส่งออก และจัดจำหน่ายเคมีเกษตร (ยาต้นไม้) กล่าวว่า การเข้ามาร่วมโครงการ YEN-D สามารถต่อยอดธุรกิจจากการได้เพื่อนในการเข้ามาฝึกอบรมทั้งผู้ประกอบการไทยด้วยกันและผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้าน ช่วงแรกยังไม่เกิดธุรกิจ แต่เพื่อนธุรกิจที่เข้าอบรมร่วมกันได้ช่วยเหลือ แนะนำข้อมูล กฎระเบียบทางการค้าต่างๆ และลูกค้า ถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์และช่วยธุรกิจได้มาก

“เรามองเป้าหมายการทำตลาดซีแอลเอ็มวีคล้ายกับไทย คือมีการปลูกพืชเกษตรมาก ซึ่งสินค้าที่บริษัทขายอยู่ ครอบคลุมตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว เราทำธุรกิจมากว่า 40 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ ส่งออกสินค้าตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน แต่อนาคตจะหาตัวแทนจำหน่ายในซีแอลเอ็มวี เริ่มที่กัมพูชาก่อน กำลังคุยกันอยู่ และจะเป็นคู่ค้ารองรับหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ด้วย” คุณสุดสวาท กล่าว

เชื่อว่าอีกไม่เกิน 2-3 ปีข้างหน้า นักธุรกิจหนุ่มสาวเหล่านี้ อาจมีชื่อติดชาร์ตผู้นำทางธุรกิจในซีแอลเอ็มวี คงต้องติดตาม…

ว่าด้วย สี เลข สัญลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07049010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เรื่องแบรนด์ เรื่องกล้วยๆ

สมยศ ชัยรัตน์ ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ และอาจารย์พิเศษ BJM คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ว่าด้วย สี เลข สัญลักษณ์

เมื่อวันก่อน เพื่อนที่สิงคโปร์โทรมาเพื่อให้ช่วยเหลือทำวิจัยให้กับสินค้าใหม่จากสิงคโปร์ เพื่อเข้าให้ถึงประเทศต่างๆ ในเออีซี สิ่งที่เขาให้ทำก็เพื่อขอราคาจากประเทศต่างๆ เพื่อนำไปเสนอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสิงคโปร์ ที่สนับสนุนให้มีการขยายการค้าไปต่างประเทศ

หลายปีก่อน เมื่อออนไลน์เริ่มมีความสำคัญ มีแอพต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย สิงคโปร์ก็เตรียมเงินสนับสนุนให้บริษัทที่พร้อมจะปรับธุรกิจให้เข้ากับออนไลน์ สิ่งสำคัญเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีทันสมัย ที่มีส่วนในการพัฒนาธุรกิจ หรือพฤติกรรม และความคิดของผู้บริโภคที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ ซึ่งหลายๆ ครั้งก็ส่งผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ ที่มีผลต่อแบรนด์และการสร้างแบรนด์ทั้งหมด

สิ่งที่เราทุกคนรู้ดีเช่นเรื่องง่ายๆ เกี่ยวกับความโชคดี ตั้งแต่เรื่องความเชื่อเรื่องสี ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ต่างๆ สีแดงในประเทศจีนหรือเวียดนามเป็นสีที่บ่งถึงความโชคดี หรือสีดำในญี่ปุ่นเป็นสีที่หมายถึงความตาย แต่บางครั้งก็กลับกลายเป็นสีที่แสดงถึงความภูมิฐาน โค้กเป็นสินค้าที่ขายดีมากในช่วงตรุษเวียดนามหรือปีใหม่เวียดนามซึ่งตรงกับช่วงเวลาตรุษจีน กระป๋องสีแดงที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี มีการออกแบบโดยใช้ลวดลายโบราณต่างๆ เช่น มังกร หงส์ ดอกท้อ เพื่อกระตุ้นให้คนเวียดนามและคนจีนใช้มอบเป็นส่วนหนึ่งของของขวัญที่มอบให้แก่กันในช่วงตรุษ แต่พอบอกถึงชาวตะวันตก สีแดงกลับกลายเป็นสีของความรักซึ่งผสมกับสัญลักษณ์อย่างอื่นเช่นดอกกุหลาบ กุหลาบแดงจึงกลายเป็นสิ่งที่มอบให้คู่รักในวันวาเลนไทน์ หรือเทศกาลแห่งความรัก แต่เมืองไทยกลับไม่มีความหมายใดมาก นอกจากเป็นสีของวันอาทิตย์

สีมีส่วนที่สำคัญยิ่งในการสร้างแบรนด์ ตั้งแต่สีของสินค้า ภาชนะใส่สินค้า ตั้งแต่ขวด กระปุก กระป๋อง กล่องบรรจุ หรือกระทบไปถึง ชื่อสินค้า โลโก้ และแม้กระทั่งโฆษณา จะเห็นว่าน้ำแดง น้ำเขียว กลายเป็นสิ่งที่คนไทยใช้ในการไหว้เจ้าที่หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้โชคดี นอกจากนั้น สีต่างๆ ก็มีผลต่อเพศ เช่นสีม่วงมักใช้กับสินค้าผู้หญิง แต่กลับเป็นสีน้ำเงินซะมากกว่าในสินค้าผู้ชาย

นอกจากสี เลขก็กลายเป็นสิ่งที่ส่งอิทธิพลมหาศาลในวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โรงแรมต่างๆ ในตะวันตกทั้งอเมริกาหรืออังกฤษ ไม่มีห้องพักหมายเลข 13 หรือชั้นที่ 13 ในโรงแรมหรืออพาร์ตเมนต์เลย สายการบินบางสายในญี่ปุ่นไม่มีเลขที่นั่ง 4 หรือ 9 เพราะเลข 9 มีเสียงเหมือนคำว่าทรมานในภาษาญี่ปุ่น เลข 9 หรือ 8 เป็นเลขที่บ่งถึงความโชคดีในประเทศไทย แต่เลข 8 กลับเป็นเลขที่ทำให้โชคหายหรือลดลงในบางประเทศ เลข 4 กลับเป็นเลขที่บอกถึงความตายหรือโชคไม่ดีในประเทศจีน ถ้าใครไปประเทศจีนจะเห็นว่าในลิฟต์ ไม่มีชั้น 4

เลขคือสัญลักษณ์บางอย่างที่มาจากเรื่องราวในอดีต หรือเสียงที่โยงกลับมาที่ความเชื่อ เลข 13 ของตะวันตก คือจำนวนคนทั้งหมดในมื้ออาหารครั้งสุดท้ายกับพระเยซู ก่อนที่ท่านจะถูกลงทัณฑ์ แต่ตัวเลขในประเทศไทยกลับไม่มีความหมายอะไรมากนัก ความเชื่อถือของประเทศอื่นๆ นานๆ ไปก็ถูกส่งผ่านกลับเข้ามาในวัฒนธรรมไทย โดยผ่านภาพยนตร์บ้าง ผ่านคน หรือธุรกิจบ้าง จึงเห็นว่าบางโรงแรมในประเทศไทยก็ไม่มีหมายเลข 13 เช่นกัน การนำเสนอสินค้าหรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้เลขจึงต้องควรหลบเลี่ยงเลขที่มีความหมายไม่ดี

สัญลักษณ์หรือภาพก็มีอิทธิพลที่แตกต่างกันตามการยอมรับ ความเชื่อ ในวัฒนธรรมและประเทศที่แตกต่าง ที่ซาอุดีอาระเบีย ผู้หญิงทุกคนที่ออกมานอกบ้านต้องมากับญาติหรือสามี และคลุมหน้า ผมมองไปที่ร้านขายผ้าคลุมเตียง ที่มีกล่องผ้าคลุมวางโชว์อยู่ มีรูปเตียงพร้อมผ้าคลุมสวยงามและมีผู้หญิงใส่ชุดนอนบนกล่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองเป็นเรื่องปกติ แต่ที่โน่นเขากลับใช้สีดำทาบริเวณผิวที่โผล่ออกมา ตั้งแต่หน้า แขน และเท้า ที่ตะวันตก อย่าว่าแต่ชุดนอนเลย ใส่ชุดชั้นใน บิกีนี่ แล้วออกตามบิลบอร์ด ยังถือเป็นเรื่องปกติเลย โฆษณาในประเทศมุสลิมในแถบเออีซีของเราก็ต้องระวังให้ดี เพราะประชากรเกือบครึ่งเป็นมุสลิม ตั้งแต่ อินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย ซึ่งส่งผลให้เราต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง เช่นเสื้อไม่มีแขนของผู้หญิง ไม่ควรให้เห็นในหนังโฆษณาเลย อาหารต่างๆ ต้องมีตราฮาลาล เพื่ออนุญาตให้คนมุสลิมบริโภคได้

สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่บางครั้งเราคิดว่าไม่สำคัญ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ บางครั้งอะไรที่คนไทยไม่เห็นแปลกก็น่าจะใช้ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่จริงเลย วัฒนธรรมของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันเสมอ และเราต้องเข้าใจในความแตกต่างเหล่านี้อย่างจริงจังเพื่อความสำเร็จของแบรนด์เมื่อข้ามดินแดน

ชุดเครื่องนอน ลวดลาย “กับข้าว” น่ากิน-สุดแหวก โดนใจคนนอน…ไม่อิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ไอเดียแปลก

พารนี

ชุดเครื่องนอน ลวดลาย “กับข้าว” น่ากิน-สุดแหวก โดนใจคนนอน…ไม่อิ่ม

“อาจเพราะมีสีสันสดใส จัดจ้านเหมือนจริงมาก จนหลายคนบอกน่ารักดี แต่มีบ้างบางคน ที่บอกไม่กล้านอนเพราะกลัวแสบตัว”

ในยุคที่อะไรก็ขายไม่ค่อยดี บรรยากาศจับจ่ายไม่ค่อยจะคึกคัก

หากใครคิดทำสินค้าแบบธรรมดา ชนิดหาจุดที่แตกต่างไม่ได้ เห็นคงต้องมีอันม้วนเสื่อกลับบ้านไปก่อนเวลาอันควร

หลายวันที่แล้ว มีเพื่อนทางไลน์ ส่งภาพถ่ายผ้าปูที่นอนลายแปลกตามาให้ ก่อนใส่ข้อความตามมาว่า ผ้าปูเตียง สำหรับคนที่ชอบบอกว่า…นอนไม่อิ่ม

พอเพ่งดูชัดๆ ถึงกับต้องหัวเราะลั่น เพราะนั่น มันผ้าปูที่นอนลายข้าวราดกะเพรา-ไข่ดาว ชัดๆ

แถมมีหมอนอิงใบใหญ่ เป็นรูปไข่ดาวที่สุดแสนจะน่ารับประทาน โปะอยู่ข้างๆ อีกต่างหาก

ชอบใจในไอเดีย เลยเสาะหาจนทราบ ผู้ประกอบการรายนี้ มีเพจบนเฟซบุ๊ก ใช้ชื่อว่า KABKAO PILLOW (กับข้าว พิลโลว์)

มีเจ้าของอยู่ 2 ท่าน คือ คุณบอส-ฐิติรัตน์ ทำนุโรจน์ทวี อายุ 43 ปี และ คุณเอ็กซ์-สุพัชชา มิตรวารีสัมพันธุ์ อายุ 36 ปี

คุณเอ็กซ์อาสาเป็นคนให้ข้อมูลว่า เจ้าของไอเดียสินค้าผ้าปูที่นอน-หมอน-ผ้าห่ม ลวดลาย เป็นอาหารนานาชนิด อาทิ กุ้งแม่น้ำเผา ผัดไทย ปูนึ่ง ต้มยำทะเล ฯลฯ นี้ เป็นของคุณบอส ฐิติรัตน์ หุ้นส่วนคนสำคัญ ซึ่งร่วมกันทำธุรกิจ ทำโรงงานรับผลิตสายคล้องคอบัตร และผ้าพันคอเชียร์กีฬา ให้กับหน่วยงานต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2549

โดยก่อนหน้านี้ เคยลงทุนซื้อเครื่องซับลิเมชั่น ซึ่งเป็นเครื่องจักรมูลค่าหลักล้านบาท เพื่อนำมาใช้งานในการแยกสีสายคล้องและผ้าพันคอให้เป็น 4 สี เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น

ทำอยู่พักใหญ่ เกิดความคิดแตกไลน์สินค้า แบบไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แต่ใช้เครื่องจักรเดิมที่มีอยู่แล้ว พิมพ์ภาพสี่สีที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก่อนนำไปเย็บเป็นหมอนสามมิติ ออกมาทดลองตลาดเมื่อช่วงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

จากนั้นจึงผลิตผ้าปูที่นอนลาย “หอยเชลล์อบเนย” ขนาด 3.5 ฟุต แบบรัดมุม ออกมาลองตลาดเมื่อเดือนกันยายนปีเดียวกัน เริ่มต้นด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์ และเพจในเฟซบุ๊ก

ใช้เวลาไม่ถึงเดือน ได้ออร์เดอร์เข้ามาเป็นรายแรก แต่เป็นแบบเข้ามาเรื่อยๆ ไม่หวือหวาอะไร

แต่พอช่วงเข้าใกล้เทศกาล ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เกิดจุดเปลี่ยนทางธุรกิจ เพราะมียอดสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก ผลิตแทบไม่ทัน

โดยลวดลายที่ลูกค้าถามหากันนั้น ได้แก่ ข้าวราดกะเพราไก่-ไข่ดาว และ ต้มยำทะเลหม้อไฟ

“ช่วงนั้นในโลกโซเชียล พูดถึงสินค้าในแบบของเรากันมาก กระทั่งมีคนมาเลเซีย ซึ่งเป็นบล็อกเกอร์ชื่อดัง เขียนบทความถึง ทำนองว่าถ้ามีผ้าปูที่นอนลวดลายแบบนี้ จะกล้านอนมั้ย ปรากฏวันเดียวมีคนเข้ามากดไลก์ให้เขาถึง 4,000 คน

ต่อมาไม่นาน มีชาวมาเลเซียซึ่งเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย ติดต่อว่าจะซื้อสินค้าของเราได้ที่ไหน” คุณเอ็กซ์ เล่าน้ำเสียงภูมิใจ

เคยตั้งข้อสังเกตหรือไม่ ทำไมสินค้าในแบบของเธอถึงเป็นที่ถูกใจของลูกค้า คุณเอ็กซ์ ว่า อาจเพราะมีสีสันสดใส จัดจ้านเหมือนจริงมาก จนหลายคนบอกน่ารักดี แต่มีบ้างบางคน ที่บอกไม่กล้านอนเพราะกลัวแสบตัว

ถามถึงสินค้ายอดฮิต คุณเอ็กซ์ บอก กลุ่มลูกค้าคนไทย มีทุกเพศ-วัย ส่วนใหญ่ชอบผ้าปูที่นอนลายข้าวกะเพราไก่-ไข่ดาว ส่วนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวมาเลเซีย นิยมสั่งซื้อผ้าปูที่นอนลายต้มยำทะเลหม้อไฟ

เกี่ยวกับที่มาแต่ละลวดลาย คุณเอ็กซ์ เผยว่า คุณบอส หุ้นส่วนคนสำคัญ เป็นเจ้าของไอเดียทั้งหมด ยกตัวอย่าง กะเพราไก่-ไข่ดาว เริ่มจากซื้อมาจากร้านอาหารตามสั่ง ก่อนนำมาจัดวางให้ดูน่ารับประทานที่สุด จากนั้นจึงบันทึกภาพไว้และส่งต่อให้กับกระบวนการผลิตต่อไป

หรืออย่าง กุ้งเผา ต้องขับรถไปถึงแหล่งจำหน่ายชื่อดัง อย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มองหากุ้งตัวที่ดูดีที่สุด ก่อนเลือกมาถ่ายรูปไว้ แต่กว่าจะได้ตัวที่คิดว่าเหมาะ ใช้เงินลงทุนไปเยอะเหมือนกัน

แล้วทำไมต้องเน้นลวดลายเป็นของกินประเภทต่างๆ คุณเอ็กซ์ ไขข้อข้องใจ ตรงไปตรงมา

“เครื่องนอนลายทั่วไป อย่างลายการ์ตูน ลายกราฟิก มีอยู่ในตลาดแล้วหลายยี่ห้อ ขณะที่เราไม่ได้ทำธุรกิจนี้มาก่อน ถ้าจะเสนอตัวเข้ามาเป็นรายใหม่ คงต้องทำให้แหวกแนว เพื่อที่คนเห็นแล้วจะได้พูดถึง มีการแชร์ มีการเมนต์ ขยายวงกว้างให้ได้เร็วที่สุด”

เมื่อถามว่าความกังวลในเรื่องคู่แข่งมากน้อยแค่ไหน คุณเอ็กซ์ บอก หากคนที่ทำธุรกิจด้านนี้อยู่แล้ว มาเห็นยอดไลก์ในเพจของเธอ คงอาจอยากจะทำบ้าง เพราะถ้ามีเครื่องไม้เครื่องมืออยู่แล้ว การลงทุนจะใช้เงินไม่มากนัก

เธอและหุ้นส่วน จึงพยายามใช้ทักษะในการออกแบบให้สินค้ามีลวดลายที่แตกต่างเพื่อให้คู่แข่งตามไม่ทัน โดยปัจจุบันมีสต๊อกแบบลายใหม่ๆ จำนวนหนึ่งแล้ว

……………

สนใจชุดเครื่องนอนลวดลายอาหารสุดน่ารับประทาน By “กับข้าว” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเอ็กซ์ โทรศัพท์ (096) 289-4424 เว็บไซต์ http://www.kabkao.com หรือ Facebook/kabkaopillow

เสริมอาชีพ…ต่อยอดธุรกิจ “ผ้าม่าน” ในหลักสูตร ตัดเย็บผ้าม่านอย่างมืออาชีพ (ม่านตาไก่)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07067010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เปรี้ยวปาก

มติชน อคาเดมี

เสริมอาชีพ…ต่อยอดธุรกิจ “ผ้าม่าน” ในหลักสูตร ตัดเย็บผ้าม่านอย่างมืออาชีพ (ม่านตาไก่)

เพราะอาชีพนี้…ยังไม่มีสถาบันใดที่เปิดสอนอย่างเป็นทางการ และโดยส่วนใหญ่แล้วคนที่ทำอาชีพนี้จะถ่ายทอดกิจการกันภายในครอบครัวแบบ “รุ่นต่อรุ่น” หรือแบบ “ครูพักลักจำ” เท่านั้น ทำให้โอกาสที่บุคคลภายนอกจะก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจนี้ หมดโอกาสไปโดยปริยาย…และถึงแม้จะมีเม็ดเงินจำนวนมากที่หมุนเวียนอยู่ในธุรกิจนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณจะก้าวเข้าสู่วงการนี้ได้ง่ายเท่าไรนัก ใช่ครับ…ผมกำลังพูดถึง “ธุรกิจการตัดเย็บผ้าม่าน”

หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างดียิ่งในหลักสูตร ผ้าม่านและการเปิดร้าน และ ตัดเย็บผ้าม่านอย่างมืออาชีพ (ม่านจีบ) ของอาจารย์สิรวิชญ์ เพ็ญภัทระเรืองกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจผ้าม่าน ที่ได้รับกระแสการตอบรับเป็นอย่างดี เนื่องจากการทำผ้าม่านในประเทศไทย ยังไม่มีโรงเรียนเปิดสอนอย่างเป็นทางการ และน่าจะมี มติชน อคาเดมี ที่ได้เปิดอบรมวิชาชีพนี้เป็นที่แรกๆ ของเมืองไทย ซึ่งตรงจุดนี้เองก็มีผู้เรียนส่วนหนึ่งที่มาฝึกอบรมได้นำวิชาความรู้ไปต่อยอดธุรกิจจนประสบความสำเร็จอย่างมากมาย แต่หลังจากที่ผู้ผ่านการอบรม หลักสูตรผ้าม่านและการเปิดร้าน ออกไปทำธุรกิจ ก็พบว่า ปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ไม่มีช่างเย็บผ้าม่าน และในการส่งเย็บผ้าม่านต้องรอนาน ทำให้ไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้า ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องส่งชิ้นงานไปให้ช่างต่างจังหวัดเย็บให้ ทำให้ไม่สะดวกต่อการทำงาน และควบคุมคุณภาพงานไม่ได้ อีกทั้งยังทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีกด้วย

มติชน อคาเดมี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการต่อยอดความสำเร็จทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องของผู้เรียน และศิษย์เก่าที่ต้องการต่อยอดทางธุรกิจ “ผ้าม่าน” แบบครบวงจร จึงได้เปิดหลักสูตรใหม่ล่าสุดอย่าง ตัดเย็บผ้าม่านอย่างมืออาชีพ (ม่านตาไก่) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในชนิดผ้าม่านที่กำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มลูกค้า ทั้งในกลุ่มของลูกค้าบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม ที่มักจะต้องมีการใช้ผ้าม่านประเภทนี้ในการตกแต่งภายในห้องอยู่ในหลายๆ จุด จึงทำให้เกิดปริมาณความต้องการค่อนข้างสูง กอปรกับปริมาณการผลิตที่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงทำให้โอกาสของคนทำธุรกิจในกลุ่มนี้ ยังคงเปิดกว้างและสามารถสร้างรายได้ในอนาคตไม่ยากอีกด้วย

“จุดประสงค์หลักของการเปิดคอร์สเรียนนี้ เราต้องการสร้างช่างเย็บผ้าเข้าสู่ธุรกิจผ้าม่านให้ได้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการในอนาคต และเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างครบวงจร ส่วนคนที่ยังไม่มีอาชีพ เราก็สามารถผลักดันให้เกิดอาชีพใหม่ๆ และเป็นแหล่งจ้างงานที่มีคุณภาพได้ในอนาคต ซึ่งตรงจุดนี้เองผมมองว่า ธุรกิจที่เกี่ยวกับผ้าม่าน ยังคงเปิดกว้างสำหรับกลุ่มคนที่ต้องการทำธุรกิจรุ่นใหม่ๆ และแรงงานช่างฝีมือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าอีกด้วยครับ” อาจารย์สิรวิชญ์ กล่าว

สำหรับในหลักสูตรนี้ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ตั้งแต่ภาคปฏิบัติและภาคทฤษฎี โดยในการเรียนการสอนวันแรกจะแนะนำภาพรวมของอาชีพ และโอกาสทางการตลาด, แนะนำวิธีการใช้ และดูแลรักษาจักรเย็บผ้า, สาธิตและฝึกปฏิบัติ คำนวณผ้า, สาธิตและฝึกปฏิบัติ สร้างแพตเทิร์นผ้าม่าน (ม่านตาไก่), แนะนำเทคนิคการตัดผ้า และสาธิต-ฝึกปฏิบัติตัดเย็บผ้าม่าน ในท้ายชั่วโมงเรียนวันแรกอีกด้วย

ส่วนวันที่ 2 จะเน้นการเรียนภาคปฏิบัติเป็นหลัก เริ่มกันตั้งแต่ สาธิตและฝึกปฏิบัติ “กุ๊นผ้า”, ฝึกปฏิบัติ ตัดผ้า-เย็บผ้า, สาธิตและฝึกปฏิบัติ เจาะตาไก่-การรีดผ้าม่าน, สาธิตและฝึกปฏิบัติ การใส่-การติดตั้งอุปกรณ์ผ้าม่าน ก่อนที่จะปิดท้ายด้วยการสรุปความรู้ทั้งหมดในชั่วโมงเรียน พร้อมตอบปัญหาข้อสงสัยของผู้เรียน และแนะนำแนวทางการต่อยอดธุรกิจให้กับทุกท่านอีกด้วย

อาจารย์สิรวิชญ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราคาดหวังว่าผู้เรียนจากคอร์สเรียนนี้จะสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการตัดเย็บผ้าม่านได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของ “ม่านตาไก่” ที่ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผ้าม่านที่กำลังเป็นที่ต้องการ และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภค ผมเชื่อว่า ลูกศิษย์ที่เข้ามาเรียนคอร์สนี้จะสามารถวัดพื้นที่ คำนวณผ้า และสร้างแพตเทิร์นในการทำผ้าม่าน รวมไปถึงตัดเย็บและติดตั้งผ้าม่าน และสามารถแก้ปัญหาหน้างานได้แบบมืออาชีพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสามารถคิดราคาต้นทุน กำไร และทำการตลาดต่อยอดจนกลายเป็นธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคตอีกด้วยครับ”

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตร “ตัดเย็บผ้าม่านอย่างมืออาชีพ : ม่านตาไก่” ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 นี้ อาจารย์สิรวิชญ์ เพ็ญภัทระเรืองกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจผ้าม่าน จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับผ้าม่าน พร้อมเปิดเผยเทคนิค-เคล็ดลับการก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างมืออาชีพ สำหรับท่านที่สนใจก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

“แพนเค้ก เขมนิจ” ต่อยอดธุรกิจ เปิด “ชอลิ้วเฮียง” ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดสูตรโบราณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“แพนเค้ก เขมนิจ” ต่อยอดธุรกิจ เปิด “ชอลิ้วเฮียง” ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดสูตรโบราณ

เป็นที่ลงตัวแล้วว่า ด้านการแสดงนั้น นางเอกเนื้อหอม “แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์” จรดปากกาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัดช่องทรู เป็นระยะเวลา 3 ปี ประเดิมงานละคร “เจ้าเวหา” ทางช่อง ทรูโฟร์ยู สร้างความฮือฮาในวงการบันเทิงไม่น้อย นางเอกสาวแพนเค้กนั้น แจ้งเกิดจากเวทีประกวดไทยซุปเปอร์โมเดล 2004 จนกลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของช่อง 7 สี มีผลงานละครล่าสุดเรื่อง “รักเร่” นอกจากนี้ เธอยังเป็นเจ้าแม่พรีเซ็นเตอร์ และยังทุ่มเททำงานการกุศลต่างๆ มากมาย และอีกหนึ่งบทบาทที่เธอทุ่มเทไม่น้อยนั่นคือ การทำธุรกิจ ทั้งแบรนด์เสื้อผ้า Baby Rose by Pancake, ยาสตรี, ร้านขนมสมหมาย, ร้าน Teddy House และล่าสุด ผุดธุรกิจใหม่ ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดตุ๋นหม้อดิน “ชอลิ้วเฮียง by Pancake” ย่านสุขาภิบาล 3 โดยให้น้องชายหัวแก้วหัวแหวน “พัตเตอร์-ปองภพ จามิกรณ์” เป็นหลักในการดูแล

ต่อยอดธุรกิจครอบครัว

ในวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการ มีสื่อมวลชนมาร่วมทำข่าวอย่างคึกคัก รวมไปถึงเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง ทางด้านนางเอกสาวได้เปิดใจถึงการหันมาเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวนั้นเป็นเพราะเดิมทีครอบครัวของเธอทำมาก่อนหน้านี้แล้ว และมีถึง 10 สาขาด้วยกัน

“จริงๆ เป็นจังหวะมากกว่าค่ะ ต้องบอกก่อนว่าก๋วยเตี๋ยวเป็ดชอลิ้วเฮียงนี่มีมาหลายสาขาแล้ว สาขานี้เป็นสาขาที่ 10 ซึ่งเป็นธุรกิจของทางตระกูลคุณแม่ของแพน ที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือ เป็นสูตรที่เรามีกันมายาวนาน ได้เชฟมือหนึ่งมาจากประเทศจีน ที่เขาทำงานกับน้องชายคุณแม่อยู่แล้ว เขามีสูตรเฉพาะที่เข้มข้นมาก ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจครอบครัวค่ะ แต่จะให้พัตเตอร์เป็นคนรับผิดชอบโดยตรง แม้ธุรกิจนี้จะไม่ถือว่าเป็นธุรกิจใหม่เสียทีเดียวเพราะก็เคยมีคนทำมาแล้ว แต่มันก็ใหม่สำหรับแพนและครอบครัวเรา เหมือนเราได้ต่อยอดการทำธุรกิจไปอีกขั้นจากการทำร้านขนมสมหมาย ซึ่งตอนแรกคิดว่าง่ายนะคะ เอาเข้าจริงๆ ก็หืดขึ้นคอเหมือนกัน พอเราเริ่มอยู่ตัวเราก็เลยอยากจะลองทำอย่างอื่นที่ขยับขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกันกว่าจะมาลงตัวที่ก๋วยเตี๋ยวเป็ดชอลิ้วเฮียง”

ใส่ใจทุกรายละเอียด

แพนเค้ก บอกกล่าวว่า แม้เธอจะเคยผ่านธุรกิจการทำร้าน “ขนมสมหมาย” มาแล้วแต่พอต้องมาจับธุรกิจอาหารอย่างเต็มตัวกลับมีรายละเอียดมากกว่าที่คิดไว้เยอะ และรายละเอียดเหล่านั้น เป็นสิ่งที่เจ้าของร้านจะต้องใส่ใจ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประทานของดี และถูกปาก

“ตอนแรกคิดว่าการทำธุรกิจอาหารคงไม่ยากเท่าไหร่ อย่างน้อยๆ แพนก็เคยผ่านร้านขนมมาแล้ว แล้วการทำอาหารมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทาน เราเองก็เป็นคนชอบทาน การได้ทำอะไรที่ชอบมันก็น่าจะดี มันจะมีแรงฮึด แต่ที่ไหนได้พอทำเข้าจริงๆ ดีเทลเยอะมาก มันมีเรื่องที่จะต้องคอยดู คอยเช็ก และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากร้านอาหารมันต้องมีความหลากหลาย แล้วหนึ่งในนั้นจะต้องมีเมนูเฉพาะที่เป็นตัวขายสำหรับร้านเราด้วย ซึ่งก่อนจะเปิดร้านได้ต้องไปสรรหาชิมอาหารที่เราจะเปิดตามร้านอร่อยจากหลายๆ ร้าน เพื่อให้รู้ว่าอ๋อ…แบบนี้เรียกว่าอร่อย แล้วไม่ใช่ว่าไปชิมธรรมดา มันต้องลึกกว่าชิม เราต้องรู้ด้วยว่ารสชาติแต่ละร้านนี่ทำไมมันถึงแตกต่างกัน ร้านที่อร่อยนี่มันแตกต่างจากร้านอื่นตรงไหน เราต้องเข้าถึงกรรมวิธีให้ได้ ต้องไปลองแอบดูว่าเอ๊ะเขามีวิธีขั้นตอนในการทำยังไง ทุกคนก็ช่วยกันไปสอดส่อง นอกจากชิมแล้ว เราต้องทำให้เป็นทุกขั้นตอน ต้องมาหัดทุกกระบวนการ ไม่ใช่อยากจะเปิดก็เปิด เราเป็นเจ้าของธุรกิจ เราต้องทำทุกอย่างในธุรกิจนั้นให้เป็นทุกขั้นตอนด้วย รวมไปถึงดีเทลเล็กๆ อย่างถ้วยชาม โลโก้ การตกแต่งร้านที่ดูแล้วมันเหมาะสมกับเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดแบบที่เราชอบ”

จุดเด่นไม่ใส่ผงชูรส

สำหรับการคิดค้นความพิเศษของร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดชอลิ้วเฮียง เจ้าของร้านคนสวยเล่าให้ฟังอย่างมีความสุขว่า กว่าจะออกมาได้แต่ละเมนูนั้นเธอและครอบครัวต้องคิดค้นกันใหม่หมดทุกอย่าง เพื่อให้รสชาติถูกใจคนกรุงเทพฯ โดยสิ่งแรกที่ใส่ใจมากที่สุดคือการปรุงอาหารที่ไม่ใส่ผงชูรส

“ความพิเศษของก๋วยเตี๋ยวที่ร้าน คือไม่ใส่ผงชูรสเลย ใช้เครื่องตุ๋นยาจีนล้วนๆ ซึ่งทานแล้วจะรู้เลยเพราะได้กลิ่นของสมุนไพรจริงๆ ด้วย แพนอยากให้ลูกค้ามาทานแล้วเหมือนการทานอาหารเองที่บ้าน ที่บ้านเราจะทานอาหารที่ไม่ใส่ผงชูรสกันอยู่แล้ว เราเลยมีความตั้งใจมากว่าจะทำร้านอาหารที่เป็นอย่างนั้น เราก็ลองมาทำจนเข้ามือ ซึ่งก่อนหน้านี้เราเองใช้เวลาในการค้นคว้าสูตรด้วยนะคะไม่ใช่ว่าเราจะเอาสูตรเขามาเลย ด้วยเรามองว่าผู้บริโภคภาคเหนือกับกรุงเทพฯ น่าจะมีรสชาติในการทานที่แตกต่างกัน ภาคเหนืออาจจะต้องการความเข้มข้นมากกว่า มาถึงที่กรุงเทพฯ อาจจะลดความเข้มข้นลงมาหน่อย เราก็ต้องมาทดลองกัน ทำอยู่หลายสูตรค่ะ จนได้ความคิดเห็นที่ลงตัวที่สูตรนี้ เราจึงเลือกมา ซึ่งสูตรนี้เราเน้นที่ความกลมกล่อม เราชอบความเข้มข้น มีเห็ดที่ชุ่มๆ อยู่ในน้ำก๋วยเตี๋ยวเป็ดเข้าไปเลย เราถูกใจตรงนี้มาก”

เมนูเป็ด คือพระเอกของชอลิ้วเฮียง

และเมนูที่เป็นพระเอกของร้านชอลิ้วเฮียง นั่นคือ เมนู “เป็ด” ที่เจ้าของร้านพูดด้วยความภาคภูมิใจ เพราะเป็นเป็ดที่เป็นสูตรพิเศษของร้าน และสำหรับคนไม่รับประทานเป็ด ถ้าได้ลองรับประทานแล้วยังติดใจ นอกจากนี้ ยังมีเมนูของหวาน นั่นคือ กล้วยปิ้ง ที่น้ำราดอร่อยจนต้องกลับมารับประทานอีก

“ในทุกเมนูของร้านผ่านการทดลองมาแล้วหมดว่าอันนี้จืดไปไหม อันนี้เข้มข้นไป ต้องมาตวงกันน้ำกี่ส่วนดี เราช่วยกันดูทุกขั้นตอนว่าแค่ไหนถึงจะพอดีที่สุด อย่างเมนูเด็ดของร้านเราจะเป็นเมนูเป็ด ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเป็ด ข้าวหน้าเป็ด เป็ดสับ เป็นพระเอกของเราเลย อย่างบางคนที่ไม่ทานเป็ดเลย พอมาทานเป็ดที่เราแล้วก็จะบอกว่าชอบกันมาก ไม่มีกลิ่น ทานแล้วเขารู้สึกโอเคกับรสชาตินี้ ใครที่ไม่ชอบทานเป็ดแล้วมาทานร้านเราเข้าก็ติดใจกันทุกคน ซึ่งเป็ดที่เราคัดเลือกมา คัดมาอย่างพิเศษเลย เป็นสูตรเฉพาะของทางร้านเรา ที่จะไม่มีกลิ่น เราคัดสรรมาอย่างดี

พอเปิดแล้วก็อยากจะเปิดให้ครบวงจร เผื่อว่าทานอาหารคาวแล้วอยากจะทานอาหารหวาน คือกล้วยปิ้ง จริงๆ ที่ทางภาคเหนือก็จะมีเมนูนี้เป็นอาหารหวาน ซึ่งพอมาเป็นของแพนก็คิดค้นความพิเศษใหม่ที่น้ำราดสาขาเราจะไม่เหมือนใคร ต้องมาทดลองกันอีกแหละ ว่ารสชาติไหนเหมาะ เรียกว่ากว่าจะลงตัวนี่ก็เอาเรื่องนะ เราต้องมาคิดสูตรกันว่าน้ำตาลกี่ส่วน กะทิกี่ส่วน ความข้นพอไหม เคี่ยวออกมาแล้วใสไปรึเปล่า แล้วกล้วยอีก ต้องพันธุ์ไหน ต้องปิ้งนานเท่าไหร่ที่จะอร่อยกำลังดี แล้วพอมาผสมกับน้ำจิ้มแล้วมันลงตัวกันไหม ซึ่งกล้วยปิ้งร้านชอลิ้วเฮียงจะเป็นสูตรเฉพาะของเราเลยค่ะ เราก็จะเคี่ยวกันทุกวัน ทำกันใหม่ทุกวัน แล้วก็ยังมีร้านขนมสมหมายที่ย้ายมาอยู่ตรงนี้ด้วยกันอีก ลูกค้าที่มาทานก็จะได้เลือกเมนูของหวานเพิ่มมากขึ้นไม่ใช่เฉพาะแต่กล้วยปิ้ง ก็จะมีน้ำหวาน ชา กาแฟ ขนมปังปิ้ง ขนมเปี๊ยะให้ได้เลือกกัน”

บริการมาที่หนึ่ง

จากประสบการณ์การทำร้านอาหาร คือเรื่องการบริการ จากการทำร้านขนมสมหมายมาก่อนทำให้เธอรู้ว่า ธุรกิจร้านจะต้องเจอลูกค้าที่หลากหลาย และมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน หลักของงานบริการคือ การรับมือกับลูกค้าให้ดีที่สุด รวมไปถึงรสชาติอาหารที่ต้องใส่ใจเพื่อเกิดการบอกต่อปากต่อปาก

“ตอนที่ทำร้านขนมสมหมาย เราได้บทเรียนเรื่องของการให้บริการ ด้วยธุรกิจแบบนี้ต้องเจอคนเยอะ คนหลากหลาย อยากได้นั่นได้นี่ เราจะต้องรับมือกับลูกค้าให้ได้ ยิ่งพอมาเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวนั่งทานที่เราจะต้องทำเสิร์ฟด้วยแล้ว ดีเทลเยอะกว่าแน่นอน เราเลยค่อนข้างซีเรียสและให้น้ำหนักไปในเรื่องของการให้บริการอยู่พอสมควรพอๆ กับรสชาติอาหาร เราไม่อยากให้คนไปพูดว่าร้านเราไม่ดีเลย เราก็พยายามจะทำทุกอย่างให้ออกมาถูกใจลูกค้ามากที่สุด

นอกเหนือจากธุรกิจร้านแล้ว สิ่งที่ได้คือความสนุก เพราะเราทำเป็นธุรกิจครอบครัว แม้มันจะมีเรื่องจุกจิก แต่มันก็เหมือนเป็นการทำกิจกรรมภายในครอบครัว เราได้ช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันค้นคว้าลงมือ ซึ่งตัดปัญหาหลายๆ อย่างไปได้เพราะเราไว้ใจกันได้อยู่แล้ว อย่างครอบครัวแพนจะแบ่งว่าน้องๆ ของแพน คือ “มิกิ” จะทำอะไร “พัตเตอร์” จะทำอะไร แพนจะทำอะไร หลักๆ จะเป็นคุณแม่เพราะจะดูแลเรื่องเงิน ที่เหลือเราจะมากระจายงานกัน ทุกคนที่ทำเป็นคนกันเองทั้งนั้น แม่บ้านในบ้านนี่ก็มาช่วยกันทำ ช่วยกันคิดค้นสูตรอาหารต่างๆ การประชุมงานกันก็จะเป็นที่โต๊ะอาหารภายในบ้านของเรา ก็จะคุยกันว่าจะยังไงดี ทำอะไรมากน้อยแค่ไหน แพนเองจะทำหน้าที่ คอยสั่งการดูภาพรวมทั้งหมดของเรา เป็นบอสค่ะ พัตเตอร์เขาก็เปรียบเหมือนเป็นผู้จัดการร้าน จะดูแลทั้งหมดของร้านเลย”

นักแสดงมาทำธุรกิจ ใช่ว่าจะขายดีเสมอไป

ส่วนมุมมองของการเป็นนักแสดงและหันมาทำธุรกิจนั้น เธอบอกว่าโดยส่วนตัวการเป็นนักแสดง และหันมาทำธุรกิจไม่ได้ขายดีเสมอไป เพราะครั้งแรกที่ลูกค้าเข้าร้านอาจมาเพราะเป็นร้านของดารา แต่ต้องอร่อยจริง ถึงจะเกิดการบอกต่อ และกลับมารับประทานอีก

“แพนว่าการเป็นนักแสดงไม่ใช่ว่าจะขายของแล้วขายดีเสมอไปนะคะ เรายังต้องทำอะไรให้มันมีความเคลื่อนไหวตลอด แรกๆ ยอมรับค่ะคนอาจจะมาเพราะเห็นว่าเป็นดารา เป็นแพนเค้กนะเลยอยากมาลอง แต่มันต้องอร่อยจริงๆ มันดีจริงๆ คนถึงจะกลับมาทานอีก แล้วมันเกิดการบอกต่อไป ไม่ใช่แค่แฟนๆ ของเราแล้ว แต่จะมีคนอื่นเดินเข้ามาด้วย แพนมองว่าในมุมแบบนี้มันเป็นมุมที่สำคัญกว่าการมีชื่อเสียงของเรา เราทิ้งรายละเอียดของร้านไม่ได้เลย ยิ่งเราเป็นคนมีชื่อเสียงเรายิ่งต้องทำดีกว่าร้านอื่นๆ ด้วยซ้ำ เพราะถ้าเจ็บแล้วจะเจ็บเป็นอีกเท่าของคนอื่น เรายิ่งต้องใส่ใจ จะขายเมนูซ้ำๆ เดิมๆ มาก็ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนไม่ให้มันจำเจ เรียกว่าต้องพัฒนาอยู่ตลอด”

แพลนอนาคตขยายสาขาเปิดแฟรนไชส์

สำหรับแพลนในอนาคตของร้านชอลิ้วเฮียง การขยายสาขา และเปิดขายแฟรนไชส์ โดยเฉพาะการขายแฟรนไชส์นั้นเธอให้ความใส่ใจดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะคงไว้ซึ่งความเป็นสไตล์ของชอลิ้วเฮียง รวมไปถึงการควบคุมคุณภาพของร้านด้วย

“การทำธุรกิจมันยากมากจริงๆ มันเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา นักแสดงเราก็ทำหน้าที่ในส่วนของเรา แต่ธุรกิจเราต้องดูแลทั้งหมด ยิ่งมาทำงานกับคน กับงานให้บริการแล้วมันค่อนข้างยากพอสมควรเหมือนกัน ดีที่ทำธุรกิจครอบครัว เราก็ช่วยซัพพอร์ตกัน ได้ทีมงานน่ารัก ทุกคนช่วยกันลุยช่วยกันทำ ตอนนี้นอกจากที่ขายที่นี่แล้ว เราก็มีบริการเสริมคือ การจัดงานนอกสถานที่ ซึ่งก็ได้ผลตอบรับมาดีเรื่อยๆ ค่ะ อนาคตเราก็อยากจะขยายงานจากการขายแฟรนไชส์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราตั้งใจและมุ่งหวังในอนาคต แพนมองว่าการขายแฟรนไชส์ของแพนนั้น นอกจากรสชาติอาหารที่ต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิดแล้ว เราก็อยากจะให้คงความเป็นสไตล์ร้านเราไว้ทั้งหมดเลย เหมือนที่เราชอบร้านของเราเอง พอเป็นสาขาอื่นเราก็อยากจะให้เราเข้าไปแล้วชอบเหมือนที่เข้าร้านเราเองเหมือนกัน มันเป็นเรื่องของการควบคุมคุณภาพ ยังคงคอนเซ็ปต์ของเราอยู่ อย่างสไตล์การแต่งร้านก็ต้องเป็นลายดอก สีสันสดใส ถ้วยชามเองก็เหมือนกัน อย่างสาขาที่เหนือเขาเป็นแค่ถ้วยชามดินเผา พอมาเป็นแบบสาขาของเรา แฟรนไชส์ของเราก็อยากจะให้เป็นดินเผาที่มีสีสันสดใสด้วย เพราะมันมีชื่อของแพนกำกับอยู่ด้วย แพนก็อยากจะให้ชื่อของเรานั้นคงคุณภาพเอาไว้”

ใครสนใจอยากลองชิมรสชาติ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ชอลิ้วเฮียง by Pancake ตั้งอยู่ตรง สุขาภิบาล 3 ซอยมิสทิน เข้ามา 1.4 กิโลเมตร หน้าหมู่บ้านระเบียงสวน โทรศัพท์ (092) 553-5566 และ (096) 857-0084

ฝีมือคนบนดอย กาแฟ “ชะมด” แม่ฟ้าหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ฝีมือคนบนดอย กาแฟ “ชะมด” แม่ฟ้าหลวง

ได้ยินได้ฟังมานานแล้วเรื่องกาแฟชะมด แต่ด้วยความที่ไม่ใช่คอกาแฟ เลยไม่ได้เสาะหาที่จะดื่ม อีกอย่างรู้กันอยู่ว่าแพง

วันก่อน “คุณกลิ่นศักดิ์ ปิติวงษ์” หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ชวนให้ไปดูขั้นตอนการทำกาแฟชะมด ทำให้ได้รู้ได้เข้าใจกาแฟดังกล่าวมากขึ้น อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าอีเห็นกับชะมดเป็นสัตว์ในวงศ์เดียวกัน และกาแฟชะมดที่พูดๆ กันในเมืองไทยนั้น หากจะเรียกให้ถูกต้องน่าจะเป็นกาแฟอีเห็นเสียมากกว่า

คุยอร่อยกว่าของเวียดนาม

คุณกลิ่นศักดิ์ บรรยายสรรพคุณของกาแฟชะมดแม่ฟ้าหลวงว่า แม้กาแฟชะมดที่แม่ฟ้าหลวงอยู่ในช่วงเริ่มต้นได้เพียง 3 ปี แต่เป็นที่ยอมรับของลูกค้าที่นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ จุดเด่นของกาแฟชะมดบนดอยตุงจะมีรสชาตินุ่มหอมหวาน มีลักษณะกลิ่นเฉพาะตัว หวานที่ปลายลิ้น ชุ่มที่คอ กาเฟอีนลดลง

พูดถึงกาแฟชะมด เชื่อว่ายังมีบางคนสงสัยอยู่ว่ากาแฟชะมดหรือกาแฟอีเห็น เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

คุณกลิ่นศักดิ์ อธิบายว่า ในสภาพความเป็นจริงชะมดกับอีเห็นธรรมดาหรืออีเห็นข้างลาย เป็นสัตว์ในวงศ์ชะมดและอีเห็น มีสถานภาพไม่จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งสัตว์ที่กินกาแฟจริงๆ แล้ว 80-90 เปอร์เซ็นต์ คืออีเห็น แต่คนไทยรู้จักกันในชื่อกาแฟชะมดเสียมากกว่า ความจริงอยากจะใช้คำว่ากาแฟอีเห็น แต่ผู้รู้ด้านการตลาดแนะนำว่าให้ใช้คำว่ากาแฟชะมดจะดีกว่าเพราะตลาดรู้จักกาแฟชะมดดีอยู่แล้ว

เขาพูดที่มาที่ไปของการทำกาแฟชะมดนี้ว่า เป็นการต่อยอดเพิ่มรายได้ให้พนักงานสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง ซึ่งต่างมีความรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์อย่างดี และเห็นถึงศักยภาพของตัวอีเห็นที่ไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครอง แต่สามารถส่งเสริมให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกัน พนักงานก็มีสวนกาแฟปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้ากันอยู่แล้ว และหากให้ตัวอีเห็นกินกาแฟจะเป็นการเพิ่มมูลค่ากาแฟอีกหลายเท่าตัว

ได้เครื่องหมาย GI

กาแฟชะมดบนดอยตุงในอำเภอแม่ฟ้าหลวงที่มีความสูงกว่า 1,000 เมตร และเป็นกาแฟที่สหภาพยุโรป หรือ อียู ขึ้นทะเบียน GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เช่นเดียวกับกาแฟดอยช้าง เท่ากับเป็นเครื่องการันตีว่ากาแฟของที่นี่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกาแฟธรรมดาที่คั่วแล้วราคาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 1,000 บาท ในขณะที่กาแฟชะมดราคาอยู่ที่ 20,000 บาท ราคาขึ้นมาเป็น 20 เท่าตัว

คุณกลิ่นศักดิ์ ย้อนให้ฟังถึงช่วงแรกของกิจการนี้ว่า เริ่มเมื่อปี 2555 โดยทดลองจากอีเห็น 2 ตัวแรกให้พนักงานเก็บกาแฟที่ปลูกมาให้กิน และดูผลผลิตดูคุณภาพ ปรากฏว่าได้รับการรับรองว่าคุณภาพดี จึงเพิ่มผลผลิตจาก 2 ตัวเป็น 5 ตัว และมีการเพาะขยายพันธุ์ขึ้นมา โดยใช้สัตว์ที่ได้มา 2 ครอก มาขยาย จากนั้นเลี้ยงเป็นลูกป้อน (หมายถึงสัตว์ที่คนคอยดูแลป้อนนมป้อนน้ำมาตั้งแต่เกิด) มีความเชื่องจนสามารถจับเล่นสัมผัสได้

ปัจจุบันในกระบวนการผลิตสามารถจับคู่และออกแบบกรงเลี้ยงให้สะดวกต่อการจัดการได้ด้วย ตอนนี้มีอีเห็นเกือบ 20 ตัว มีพนักงานเข้าร่วมโครงการ 5 คน บางคนมี 3 ตัวบ้าง 2 ตัวบ้าง 6 ตัวบ้าง ส่วนพนักงานบางคนที่ไม่ได้ร่วมโครงการก็เข้ามาเป็นเครือข่ายเป็นผู้แทนจำหน่าย

สำหรับการเลี้ยงอีเห็นนั้น คุณกลิ่นศักดิ์ ระบุว่า เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายมาก โดยจะให้อาหาร 2 มื้อคือ มื้อเช้ากับเย็น มื้อเช้าจะให้กล้วย ผลไม้ พร้อมไข่ดิบ ส่วนมื้อเย็นที่เป็นมื้อหลักให้กาแฟ ในฤดูกาแฟที่มี 3 เดือน เริ่มตั้งแต่พฤศจิกายนถึงมกราคม ส่วนนอกฤดูกาแฟให้อาหารพวกผลไม้และไข่ อาจจะเสริมด้วยอาหารสุนัขหรืออาหารแมว ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ให้ข้าวผสมโปรตีนเข้าไป

อีเห็นเป็นสัตว์ที่โตเต็มวัยได้ภายใน 2 ปี มีฤดูการผสมพันธุ์คล้ายๆ กับสุนัขและแมว ออกลูกครั้งละ 3-5 ตัว ใช้เวลาตั้งท้องอยู่ที่ 60 วัน และใช้เวลาเป็นสัดภายในปีประมาณครั้งหรือ 2 ครั้ง ซึ่งจริงๆ แล้วการผลิตอีเห็นง่ายถ้าสนใจรอบการเป็นสัดและมีการจัดการที่ดี ง่ายเหมือนเลี้ยงสุนัขและแมว

“กาแฟที่อีเห็นกินเราคัดสรรโดยมือคน เก็บกาแฟที่สุกงอมที่สุด มีรสชาติหวาน เหมือนมีน้ำตาลในตัวเป็นเมล็ดกาแฟที่เรียกว่า เชอร์รี่ โดยจะเก็บประมาณบ่าย 3 หรือ 4 โมงเย็น แล้วให้อีเห็นกินตอน 5 โมงเย็น ซึ่งจะไม่เกิดการบูดของตัวน้ำตาลในตัวกาแฟ เมื่อเก็บมาจะให้กินทันทีไม่เกิน 2 ชั่วโมง เพื่อควบคุมคุณภาพเมล็ดกาแฟ” คุณกลิ่นศักดิ์ กล่าวและว่า อีเห็นจะกินเมล็ดกาแฟโดยกินตรงที่เป็นวุ้นระหว่างตัวเชอร์รี่กับเมล็ดกะลาของกาแฟ ซึ่งเป็นกลูโคสมีรสหวาน เป็นการเพิ่มพลังงาน กินด้วยการกลืนตัวเมล็ดกะลาเข้าไปและจะขี้ออกเป็นผลผลิตของกาแฟชะมด

วางขายในแหล่งท่องเที่ยว

อีเห็นแต่ละตัวกินเมล็ดกาแฟในปริมาณที่แตกต่างกัน และไม่ได้กินทุกตัว บางตัวกินอยู่ประมาณวันละ 100 กรัม บางตัวกิน 500 กรัม บางตัวไม่กินเลย แล้วแต่ความชอบของแต่ละตัว และบางตัวที่กิน 500 กรัม ถ้าวันไหนหนาวจะกินน้อย อุณหภูมิมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ถ้าหนาวบางตัวอาจจะไม่กินเลยก็ได้

คุณกลิ่นศักดิ์ ให้ข้อมูลอีกว่า จริงๆ แล้วในสภาพกรงเลี้ยงควบคุมได้ง่ายกว่าในสภาพธรรมชาติ ในธรรมชาติอีเห็นกินหอย กินปู กินแมลง และมากินกาแฟ ซึ่งผลผลิตในธรรมชาติมีขี้ดิน มีโคลนผสม ถ้าเจอเร็ว สาร เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรายังไม่เข้าไปทำลายตัวผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าเจอช้าตัวเชื้อราจะไปทำลายผลิตภัณฑ์ทำให้มีสารที่เป็นพิษตกค้างได้

แตกต่างจากในสภาพกรงเลี้ยง ผลผลิตที่ได้จะนำมาตาก หรือถ้าไม่มีแสงแดดก็อบ เพื่อให้แห้งไวที่สุด ปกติตากประมาณ 5 แดด จากนั้นจะบ่มเหมือนกับกาแฟทั่วไป ใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนเพื่อให้รสชาติดี แล้วถึงค่อยนำไปสีและเก็บ

“ตอนนี้ผลผลิตของเราผลิตได้ปีละ 50 กิโลกรัม แต่ยังต้องการตลาดอยู่ ซึ่งต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เรามีศักยภาพที่จะเพิ่มผลผลิตได้ สนใจโทรสอบถามได้ที่ (081) 764-5127 ตอนนี้ก็มีวางขายอยู่แถวร้านกาแฟในเชียงราย ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ร้านค้าแถวจังหวัดพังงา และสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งในเชียงราย”

คุณกลิ่นศักดิ์ ยืนยันว่า กาแฟชะมดบนดอยที่แม่ฟ้าหลวงนี้คัดสรรคุณภาพทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การให้อีเห็นกินกาแฟที่มีคุณภาพ กระบวนการผลิตก็ควบคุมคุณภาพ ไม่ให้เกิดเชื้อรา มีกระบวนการบ่ม และกระบวนการเก็บที่มีคุณภาพ แบบสุญญากาศ ในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 18 องศา ในห้องมืด ซึ่งกาแฟชะมดไม่ได้ทำได้ทั้งปี ได้แค่ช่วง 3 เดือนเท่านั้น เพราะตัวเมล็ดกาแฟมีเป็นฤดูแค่ 3 เดือน

ชี้อีเห็นเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

ในเรื่องราคาขายนั้น แม้ขายปลีกตกแก้วละ 299 บาท แต่คุณกลิ่นศักดิ์ บอกว่า เป็นราคาที่ทุกคนสามารถดื่มได้ เพราะถูกกว่าเจ้าอื่น น่าจะถูกที่สุดในประเทศไทยด้วยซ้ำไป เพราะตามท้องตลาดขายกันอยู่ที่กิโลกรัมละ 50,000-100,000 บาท หรือ 150,000 บาท ตามกระบวนการหมักของแต่ละร้าน แต่ละสถานที่

สำหรับราคาขายตัวอีเห็นนั้น คุณกลิ่นศักดิ์ แจกแจงว่า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่จริงๆ แล้วถ้าตัวไหนที่กินกาแฟแล้วอยู่ในมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท แต่ตัวไหนที่เป็นลูกป้อนจับเล่นได้ด้วย ตัวละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท อีเห็นถ้ามาสัมผัสแล้วจะรู้ว่าน่ารักเหมือนสุนัขเหมือนแมว เจอแล้วจะหลงรัก โดยเฉพาะพวกลูกป้อนทั้งหลาย อีกอย่างอีเห็นเป็นสัตว์สะอาด ขนสวย

“ตัวอีเห็นไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครอง จริงๆ แล้วเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าส่งเสริม มีคุณภาพ และถ้ามีการจัดการที่ดี เห็นควรส่งเสริมให้มีการผลิตและสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ด้วย” คุณกลิ่นศักดิ์ กล่าวและว่า ในอนาคตอาจมีการเลี้ยงอีเห็นไว้ให้เช่าเพื่อผลิตกาแฟ โดยแบ่งผลประโยชน์กันระหว่างเจ้าของอีเห็นกับเจ้าของสวนกาแฟ

ใครอยากชิมกาแฟชะมดแม่ฟ้าหลวง หรืออยากจะเป็นตัวแทนจำหน่าย ติดต่อได้ที่ คุณกลิ่นศักดิ์ ปิติวงษ์ ซึ่งเจ้าตัวรับประกันว่าคุณภาพคับแก้วจริงๆ

ถึงเวลาของ “โฮเวอร์ คาร์” รถเหาะได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

Big Idea

สุมิตรา จันทร์เงา

ถึงเวลาของ “โฮเวอร์ คาร์” รถเหาะได้

ใครที่ดูหนังแนววิทยาศาสตร์-ไซไฟ แล้วเห็นรถยนต์เหาะได้นั้น บัดนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไปแล้ว

เพราะอย่างน้อย ตอนนี้มีผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก 2 รายแล้วที่เปิดเผยยานยนต์ต้นแบบรถเหาะได้หรือบินได้ให้ประจักษ์เป็นขวัญตา

รายแรกคือ บริษัทโฟล์กสวาเก้นของเยอรมนี กำลังพยายามสร้างรถยนต์เหาะต้นแบบที่เรียกว่า “โฮเวอร์ คาร์” อีกราย เป็นรถยนต์ไฮบริดกึ่งเครื่องบินเล็กของบริษัทแอโรโมบิล สัญชาติสโลวะเกีย เพิ่งเปิดตัว “แอโรโมบิล 3.0” ออกมาให้ชมได้อย่างอลังการงานสร้าง

แต่ด้วยข้อจำกัดของเนื้อที่คอลัมน์ จึงไม่อาจเล่าเรื่องรถยนต์เหาะทั้ง 2 ชนิดพร้อมกันได้ ประกอบกับเทคโนโลยีที่นำมาใช้นั้นแตกต่างกันมาก จึงต้องขอแยกเรื่องเป็นคนละตอนไปเลยจะเข้าใจได้ง่ายกว่า และลงรายละเอียดได้ลึกกว่า

ฉบับนี้ขอพูดถึง “โฮเวอร์ คาร์” (Hover Car) ก่อนก็แล้วกัน

อันว่าวิวัฒนาการมนุษย์กับความเจริญก้าวหน้าทางอารยธรรมและเทคโนโลยีนั้น มันยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่จริงๆ เมื่อ 5,000 ปีก่อน ไม่มีใครเชื่อหรอกว่าจะมีชีวิตอยู่รอดได้ถ้านอนอยู่นอกถ้ำยามกลางคืน 1,000 ปีที่แล้วไม่มีใครเชื่อว่าเหล็กสามารถลอยน้ำได้หรือมีเรือที่ไหนสามารถดำน้ำได้ 200 ปีก่อนไม่มีใครเชื่อว่าจะเก็บอาหารได้นานเป็นปีๆ โดยไม่บูดเน่า 100 ปีที่แล้วใครจะเชื่อว่ามนุษย์สามารถบินได้ 80 ปีที่ผ่านมาไม่มีใครคิดว่าคนจะออกไปนอกโลกได้ ฯลฯ

นาทีนี้โลกยังหมุนรอบดวงอาทิตย์และรอบตัวเองในอัตราคงที่ แต่ความสามารถในการพัฒนาตนเองของมนุษย์นั้นล้ำหน้าไปเร็วจนน่าตกใจจริงๆ ภายในเวลาไม่กี่ปีเราสามารถทำสิ่งเหลือเชื่อได้ราวกับใช้เวทมนตร์คาถาเสกเอา ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ไร้สาย หรือบรรดาร้านค้าที่ลอยอยู่ในอากาศจับต้องไม่ได้แต่ซื้อหาข้าวของมาใช้ได้จริง (ร้านค้าออนไลน์)

โลกไร้พรมแดนไปแล้วโดยสิ้นเชิง ใครอยู่ที่ไหนไกลกันสุดฟ้าก็สามารถคุยกันได้แบบเห็นหน้าตา ความเคลื่อนไหวเรียลไทม์ทุกเวลา ใครจะเชื่อว่าเครื่องมือสื่อสารเล็กๆ อย่างโทรศัพท์จะมาแทนที่กล้องถ่ายรูป วิทยุ เครื่องเล่นแผ่นเสียง หรือโทรทัศน์ได้

มนุษย์มีความคิดฝัน มีจินตนาการพัฒนาความเป็นไปได้สารพัดอย่าง นี่คือศักยภาพอันน่าอัศจรรย์ของเผ่าพันธุ์นี้ ดังนั้น ถ้าวันนี้เราจะมีรถยนต์เหาะได้จริงๆ ขึ้นมาก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

เมื่อปี 2555 บริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดังจากเยอรมนี “โฟล์กสวาเก้น” (Volkswagen) ได้เผยโฉมให้ผู้คนเห็นต้นแบบยานยนต์แห่งอนาคต คือ “รถเหาะได้” หรือ โฮเวอร์ คาร์ (Hover Car) นวัตกรรมยานยนต์ไร้ล้อ ที่ขับเคลื่อนด้วยการลอยตัวเหนือพื้นดินในลักษณะ “รถยนต์ลอยฟ้าพลังงานแม่เหล็ก”

โฮเวอร์ คาร์ เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของชาวจีนในแผนงาน “People”s Car Project” ในจีน ที่ทางโฟล์กสวาเก้นได้เปิดโอกาสให้กลุ่มคนทางบ้านส่งไอเดียการออกแบบรถในฝันเข้ามาทางเว็บไซต์ของบริษัท ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากประชาชนชาวจีน โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้ามาเยี่ยมชมโปรเจ็กต์ดังกล่าวมากถึง 33 ล้านคน นอกจากนี้ ยังมีผู้ส่งไอเดียเข้ามาร่วมออกแบบรถอีกมากกว่า 119,000 คน

ประชากรจีนจำนวนมหาศาลขนาดไหนก็เป็นที่รู้กันอยู่ ถ้าหากโฟล์กสวาเก้น เปิดตลาดนี้เจาะหัวใจคนจีนได้ รับรองว่าคู่แข่งกระเจิงไปคนละทางแน่

ในที่สุด ทางโฟล์กสวาเก้นก็เกิดถูกใจไอเดียเกี่ยวกับรถเหาะได้ จึงให้ทีมงานช่วยกันระดมความคิด และร่วมกันพัฒนารถยนต์เหาะได้ในฝันขึ้นมา และสามารถปล่อยตัวต้นแบบรถดังกล่าวออกมาให้ชมกันเป็นคลิปวิดีโอผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบไปเรียบร้อยแล้วในงาน Auto China 2012 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

คลิปวิดีโอที่อัพโหลดลงเว็บไซต์ยูทูบ แสดงการเคลื่อนที่ของรถโฮเวอร์ คาร์ ที่สามารถบังคับยานให้ลอยตัวจากพื้นและหมุนได้รอบทิศทาง ไม่ว่าจะเดินทางไปทางไหนก็สามารถเลี้ยวได้อย่างคล่องแคล่วโดยมีระบบเซ็นเซอร์ช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร พร้อมกับระบบลดความเร็วโดยอัตโนมัติ

โฮเวอร์ คาร์ ของโฟล์กสวาเก้น เป็นยานยนต์ขนาดเล็ก ตั้งใจออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ที่แออัดโดยเฉพาะ มีรูปทรงกลมคล้ายแผ่นดิสก์อ้วนๆ หนาๆ ภายในรถมีห้องโดยสารเพียงห้องเดียว แต่นั่งได้ 2 ที่บริเวณหน้ารถ รวมทั้งประตูทั้ง 2 ข้างออกแบบให้เป็นกระจกใสขนาดใหญ่ ผู้โดยสารสามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง

ยานยนต์บังคับง่ายมากด้วยคันโยกแบบจอยสติ๊กคล้ายกับที่ใช้ในเครื่องเล่นเกม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขับขี่บังคับรถได้คล่องแคล่วอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งเดินหน้า ถอยหลัง หันซ้าย หันขวา เมื่อผู้ขับขี่กดปุ่มทำงาน ตัวรถก็จะค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้นราว 1-2 ฟุต โดยที่คนขับสามารถควบคุมรถได้เองอย่างง่ายดาย

การออกแบบตัวรถมีระบบรักษาความปลอดภัยด้วยตัวเซ็นเซอร์คอยตรวจจับสิ่งกีดขวางต่างๆ รอบทิศทาง นอกจากนั้น ระบบคอมพิวเตอร์ยังจะช่วยลดความเร็วให้โดยอัตโนมัติ หากเห็นว่ารถกำลังจะพุ่งชนกับวัตถุที่อยู่ด้านหน้า

โฮเวอร์ คาร์ สามารถยกตัวลอยขึ้นจากพื้น และเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่ว ไร้มลพิษทั้งทางเสียง และอากาศ ซึ่งการที่จะทำเช่นนี้ได้ ทีมออกแบบ กล่าวว่า ถนนที่ใช้วิ่งจะต้องมีการปล่อยสนามแม่เหล็กออกมาแบบเดียวกับเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงแม็กเลฟที่ทำกันอยู่ เนื่องจากโฮเวอร์ คาร์ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแม่เหล็ก หรือ อิเล็คโทรแมกเนติก เลวิเทชั่น อันเป็นนวัตกรรมในโลกขนส่ง และสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไปได้ทั่วทุกหนแห่ง โดยไม่สัมผัสกับผิวถนน พร้อมระบบเซ็นเซอร์ ทำให้หลีกเลี่ยงจากการเฉี่ยวชนกับยานพาหนะอื่นๆ ได้ดี

ดังนั้น โฮเวอร์ คาร์ จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ไม่มีควันพิษ เพราะไม่ใช้น้ำมัน จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกแต่อย่างใด นอกจากนั้น ยังไม่มีปัญหาเรื่องยางแบน ไร้การกระแทกบนถนนขรุขระ เพราะไม่ต้องใช้ล้อ จึงขับขี่ได้นุ่มนวลอย่างยิ่ง

ลูซ่า เด เมียว ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของโฟล์กสวาเก้น บอกว่า แนวคิดนวัตกรรมล้ำยุคนี้ คือการเริ่มต้นยุคใหม่ที่ทางโฟล์กสวาเก้นจะไม่เป็นฝ่ายสร้างรถยนต์เพื่อลูกค้าอีกต่อไปแล้ว แต่จะให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการออกแบบยานยนต์ที่พวกเขาต้องการเองด้วย ถือเป็นการยกระดับการออกแบบรถยนต์ขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถมองลึกเข้าไปถึงรูปแบบของการดีไซน์ ความจำเป็น และความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง

ส่วนทางบริษัทจะดำเนินการพัฒนารถเหาะออกมาจำหน่ายให้คนได้จับจองกันเมื่อไหร่นั้น คงต้องรอติดตามข่าวกันต่อไป

และใครที่อยากดูการลอยตัวของรถคันนี้ สามารถเข้าไปชมคลิปตัวอย่างได้จากเว็บไซต์ยูทูบในชื่อวิดีโอ “Volkswagen”s The People”s Car Project : Hover Car PART 1”

จับตา “ดิจิตอล แบงกิ้ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

จับตา “ดิจิตอล แบงกิ้ง”

ก้าวเข้าสู่ปีวอก 2559 ได้ไม่เท่าไหร่ ได้เห็นการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจการเงินที่เปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นการเงินยุคดิจิตอลอย่างคึกคัก สอดรับกับการมาของธุรกิจคนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่เรียกขานกันว่า สตาร์ตอัพ (Startup)

เป็นการขับเคลื่อนที่ประกาศตัวอย่างเป็นทางการของ 2 แบงก์ใหญ่ นั่นคือ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งถือว่า เป็นแบงก์ระดับชั้นนำที่มีหัวคิดทันสมัยแบบคนรุ่นใหม่ ที่ตอบรับต่อยุคดิจิตอลได้อย่างรวดเร็ว น่าประทับใจ

เริ่มจากธนาคารกสิกรไทย ภายใต้การนำของ “คุณปั้น-บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดแถลงข่าวที่จังหวัดน่าน เมืองที่คุณปั้น ปวารณาตัวรับหน้าที่เป็นเสมือนเจ้าเมืองน่าน ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการฟื้นฟู พัฒนาเมืองน่าน ให้กลับมาเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้อันเป็นต้นน้ำสำคัญของลำน้ำน่าน

แบงก์กสิกรไทยประกาศจัดตั้งกลุ่มธุรกิจขึ้นใหม่ เรียกว่า กสิกร บิสซิเนส เทคโนโลยี กรุ๊ป รองรับยุทธศาสตร์ทางธุรกิจเทคโนโลยี นัยว่า โลกการเงินกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ อันเป็นผลพวงจากโลกดิจิตอล ทำให้การให้บริการทางการเงินต้องปรับไปตามเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ผูกติดกับการสื่อสารผ่านโลกออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ธุรกิจการเงินมองเห็นความจำเป็นที่ต้องเร่งพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นธุรกิจการเงินยุคดิจิตอล หรือดิจิตอล แบงกิ้ง

ในการนี้ แบงก์กสิกรไทย ประกาศจัดตั้งบริษัทในเครือขึ้นรวดเดียว 5 บริษัท หลักๆ ก็คือ บริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่ค้นคว้ารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อระบบดิจิตอล แบงกิ้ง สนับสนุนด้านบุคลากร ออกแบบและสร้างระบบไอทีเพื่อรองรับความต้องการของแบงก์ และนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่คิดค้นได้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจธนาคาร เป็นต้น

เช่นเดียวกับ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่แถลงในสัปดาห์ถัดมา ในงานสังสรรค์ขอบคุณสื่อมวลชนที่ศูนย์ฝึกอบรมของแบงก์ ณ หาดตะวันรอน อำเภอสัตหีบ โดย คุณอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และรองประธานกรรมการบริหาร เผยว่า แบงก์จะตั้งบริษัทใหม่ เพื่อรองรับการรุกเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน หรือเรียกสั้นๆ ว่า ฟินเทค (Financial Technology หรือ FinTech)

ใจความสำคัญของการจัดตั้งบริษัทใหม่ของทั้ง 2 แบงก์ดังกล่าว คงไม่แตกต่างกันมากนัก โดยเน้นไปที่การคิดค้นรูปแบบบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่เชื่อมต่อกับโลกออนไลน์ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การสร้างสตาร์ตอัพ ธุรกิจพันธุ์ใหม่ เพื่อนำมาให้บริการกับผู้บริโภคในยุคดิจิตอล ขณะเดียวกัน การจัดตั้งบริษัทขึ้นแยกต่างหากจากธนาคาร ก็เพื่อเพิ่มช่องทางในการให้การสนับสนุนทางการเงิน ทั้งในแง่ของการร่วมทุน ช่วยคิดค้นสตาร์ตอัพให้ไอเดียที่เกิดขึ้น เป็นไปได้ในแง่ธุรกิจ และมีโอกาสเติบโตเป็นองค์กรที่แข็งแรง มีอนาคตไกล

ลักษณะการทำงานเหมือนบริษัท ล้มยักษ์ จำกัด ของ คุณปพนธ์ มังคละธนะกุล และกองทุน ๕๐๐ TUKTUKS ที่ คุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์สนับสนุนและร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ ซึ่งนิตยสารเส้นทางเศรษฐี เพิ่งลงบทสัมภาษณ์ไปเมื่อฉบับปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม 2559 ที่ผ่านมานี่เอง

เชื่อว่า การเข้ามาของแบงก์ใหญ่ทั้งสอง จะช่วยให้บรรยากาศการสร้างสตาร์ตอัพของเมืองไทย เป็นไปอย่างคึกคัก น่าตื่นเต้น เพราะถือเป็นทุนสนับสนุนก้อนมหึมา เป็นแรงขับดันที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลเป็นที่สุด เราอาจได้เห็นธุรกิจสตาร์ตอัพคนไทยที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติตะวันตก คิดค้นสร้างนวัตกรรมทางการเงินที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก

เปลี่ยนโฉมหน้าธุรกิจการเงินไปสู่ยุคดิจิตอลอย่างแท้จริง!!

อ่านอะไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05006010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

อ่านอะไรดี

ปีที่ 28 ฉบับที่ 616 : 1 กุมภาพันธ์ 2559 ราคา 50 บาท

คอลัมน์ประจำ

4 หมายเหตุเทคโนฯ

8 จอดป้ายเทคโนฯ

26 บันทึกไว้เป็นเกียรติ/ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนที่ 1)

68 คนรักผัก/ของกินพื้นถิ่น หลวงพระบาง

71 หมอเกษตร ทองกวาว/การช่วยผสมเกสรสะละ ไม่จำเป็นต้องใช้พันธุ์เดียวกัน

129 เรื่องเล่าจากสองข้างทาง/ขับเคลื่อน “สหกรณ์ชุมชน” จังหวัดละแห่ง สานนโยบายรัฐ-ดันชุมชนเข้มแข็ง ยั่งยืน

ไม้ดอกไม้ประดับ

32 พฤกษากับเสียงเพลง/พฤกษานาม…แทนนารี (ห่วง) กุลสตรี Valentine

37 กุหลาบ สื่อรักแทนใจ ปลูกแบบมีความสุข ที่ชลบุรี

40 นักวิจัย ม. มหิดล ค้นพบพืชวงศ์ส้มกุ้ง ชนิดใหม่ของโลก 6 ชนิด

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

42 พลับพลึงธาร ของดี ของเด่น จังหวัดพังงา

เทคโนโลยีการเกษตร

45 เกษตรกรดอกคำใต้ ทำไร่นาสวนผสม ประสบผลสำเร็จ

47 สวนเกษตรอินทรีย์ “ภูคำหอม”

49 “ส้มเขียวดำเนิน” ไม้ผลดาวรุ่ง ในอำเภอหนองเสือ

51 “ชัยนาท 2” ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่ ขายได้ทั้งฝักสดและเข้าโรงงาน

55 ชาวตำบลบ้านสิงห์ ราชบุรี ปลูกมะระเขียวหยก 16 ของศรแดง ทนโรค ผลผลิตมีคุณภาพ ราคาดี

57 แค่…ง่าย ง่าย เพียงใจรัก เปลี่ยนระเบียงบ้าน เป็นสวนผักไฮโดรโปนิก กลางกรุง

59 ผลไข่เน่า-นามขานไม่ไพเราะ แต่สรรพคุณนั้นเป็นเลิศ

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

52 “ต้นมะขาม (เปรี้ยว)” หมั่นตัดแต่ง “ยอดอ่อน” ใส่ต้ม แซบหล้ายหลาย

เกษตรในเมือง

53 ผักสวนครัว ในรั้วเขตบางเขน

เก็บมาเล่า

60 ตัวอย่างสินค้าเกษตร ที่ขาดดุลการค้า

62 “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้”

63 “คนไทยใจเกษตร” งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

64 ปลูกงาแดง…พืชเศรษฐกิจใช้น้ำน้อย ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ วิถีมั่นคง

Miracle Thai Agriculture

66 Sour Soup with Papaya

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

73 อเมริกัน ชอร์ตแฮร์-เบงกอล แมวมิตรภาพ สวย ได้ราคา

เทคโนโลยีการประมง

76 สู้ภัยแล้ง เลี้ยงกบในกระชังบก ของ จุฑามาศ เบญจวรรณ ที่สุพรรณบุรี

เทคโนโลยีปศุสัตว์

78 รู้กันหรือยัง TMR ช่วยชาวบ้านผู้เลี้ยงวัวได้อย่างไร

80 ก้าวอีกขั้น เครือข่ายผู้เลี้ยงแพะฯ เซ็น เอ็มโอยู บุกตลาดแพะแกะในลาว

81 โสภาฟาร์มแพะ ก้าวที่เริ่มต้น ของ นิกร ภูชนะศรี

83 เปิดใจ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์อยุทธ์ หรินทรานนท์ กับก้าวการพัฒนาปศุสัตว์ไทย ปี” 59

คิดเป็นเทคโนฯ

85 สุดยอด กับผลงานนักวิจัยไทย ดูแล้วต้องทึ่ง ในงาน “วันนักประดิษฐ์ 2559”

เยาวชนเกษตร

88 สมาชิกยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ เผยเคล็ดลับเด็ด คว้ารางวัล

กศน. ทั่วไทย

91 “สุชล สุขเกษม” ศิษย์เก่า คนเก่ง ของ “กศน. บางคนที”

93 กศน. ทั่วไทย

เกษตรท่องเที่ยว

97 อย่าพึ่งหมดลมหายใจ…หากยังไม่ได้สัมผัสอากาศหนาว บนภูลังกา

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

99 แบแอ ช่างกรงนก ยอดฝีมือ แห่งนราธิวาส

101 ไปอร่อยกับ กาแฟ “ชะมด” แม่ฟ้าหลวง

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

106 นับจากนี้…การรับประทานมะพร้าวสด ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

108 สรุปราคาสินค้าเกษตร

109 ตลาดกลางสินค้าเกษตร

มติชนอคาเดมี

110 ตามรอยการเดินทาง ของ “โกษาปาน” ราชทูตผู้กู้แผ่นดิน ในทัวร์ “ข้ามสมุทร” กับ ศ.กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม

วิถีชาวบ้าน

113 วิถีท้องถิ่น/Fisherfolk”s journey โลกสีคราม ของ “คนจับปลา”

115 ฎีกาชาวบ้าน/ให้เช่าที่ดินรัฐ

116 เดินห่าง…จากความจน/สุดยอดเมนูชะอม…ร้านกุ้งเพื่อนแพรว ที่ พระนครศรีอยุธยา

118 ครัวชาวบ้าน/บุก…โรงงานบุก ที่สังขละบุรี

120 ของใช้ชาวบ้าน/ช้อนหางกระรอก

121 บัญชีชาวบ้าน/เปลี่ยนเงินหวย เป็นเงินออม

122 เขียว สวย หอม กินได้/ตามหาของดีของชุมชน ตอน…กาดวัว ทุ่งฟ้าบด

124 อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ/พระยาเลี้ยง หรือจะสู้พ่อค้า (ตลาดนัดอาเซียน)

126 ภูมิปัญญาท้องถิ่น/เสียม หรือ สยาม พระธาตุนารายณ์เจงเวง ในตำนานอุรังคธาตุ (ตำนานพระธาตุพนม)

128 ธรรมะจากวัด/บันทึกไว้ เมื่อวัย 57 ปี