จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05008010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

น มิยฺยามานํ ธมฺมนฺเวติ กิญฺจิ ทรัพย์สักนิดก็ติดตามคนตายไปไม่ได้

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานแห่งเอเชีย ร่วมกับ สถาบัน Change Fusion องค์กรไม่แสวงหากำไร ภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดโครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” ปีที่ 6 หรือ “Banpu Champions for Change 6” เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 20-35 ปี ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในสังคม ชุมชน หรือสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันกิจการก็สามารถสร้างผลกำไรและดำเนินอยู่ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถส่งแผนธุรกิจเพื่อรับการพิจารณาได้ทั้งประเภทรายบุคคล หรือรวมกลุ่มกันไม่เกิน 4 คน สำหรับกิจการที่ผ่านการคัดเลือก เจ้าของกิจการจะได้รับการบ่มเพาะทักษะที่จำเป็นต่างๆ เพื่อต่อยอดแผนธุรกิจให้ตกผลึกเป็นกิจการเพื่อสังคมได้สำเร็จเป็นรูปธรรม โครงการพลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม ปีที่ 6 เปิดรับสมัครตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม – 29 กุมภาพันธ์ 2559 รายละเอียดเพิ่มเติม http://www.facebook.com/banpuchampions ดาวน์โหลดใบสมัคร ได้ที่ : https://drive.google.com/open?id=0BwxbLZtL2E5wNWZROWwyc2xlMEk สอบถามเพิ่มเติม โทร. (02) 938-2636 อี-เมล banpuchampions@gmail.com

ภัคพงษ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า จังหวัดพังงา จะจัดอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและจากปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และผู้แทนกระทรวงกลาโหมในจังหวัด ดำเนินการอบรม จำนวน อำเภอละ 5 รุ่น รวม 40 รุ่น รุ่นละ 50 คน อำเภอละ 250 คน รวมทั้งจังหวัด 2,000 คน ระยะเวลา 15 วัน/รุ่น ในระหว่าง วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 พฤษภาคม 2559 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือศูนย์เรียนรู้เครือข่ายฯ

อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม แจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของกรมหม่อนไหม คือ นางสาวศิริพร บุญชู ผู้อำนวยการ สำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม เดินทางไปศึกษาสถานภาพการตลาดสินค้าไหมในประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้โครงการศึกษาสถานภาพการตลาดสินค้าไหมในอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างการผลิตและการตลาดสินค้าไหมของประเทศอินโดนีเซีย ศึกษาค่านิยมและพฤติกรรมการซื้อสินค้าไหมของประเทศอินโดนีเซีย และแนวทางในการตรวจสอบมาตรฐานและกฎระเบียบด้านสินค้าไหมประเทศอินโดนีเซีย โดยจากการศึกษาสถานภาพการตลาดและเก็บข้อมูลสิ่งทอ ณ ตลาดสิ่งทอที่สำคัญ ได้แก่ Sarinah Thamrin Plaza, Jakarta พบว่า การค้าสินค้าไหมในจาการ์ตา ส่วนใหญ่ไม่นิยมนำผ้าไหมหรือสินค้าจากไหมวางขายมากนัก เนื่องจากราคาสูง แต่จะวางจำหน่ายในร้านที่ได้รับความนิยม และเป็นกลุ่มลูกค้าผู้มีฐานะสูง ดังนั้น ตลาดสินค้าไหมจึงค่อนข้างแคบ ไม่เป็นที่นิยม และที่สำคัญคือสินค้าที่ผลิตจากไหม หากนำมาวางจำหน่ายส่วนใหญ่เป็นไหมที่นำเข้าจากจีน เวียดนาม และอินเดีย ส่วนมากเป็นไหมที่มีการผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่นปนเข้าไป จึงทำให้สินค้าไม่มีคุณภาพ ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่น แต่หากเป็นสินค้าไหมที่ผลิตจากไทย ติดแบรนด์ และป้ายบอกว่าไหมแท้จากไทย จะเป็นสินค้าที่ได้รับความเชื่อมั่นและเป็นที่นิยม ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะรุกการผลิตที่ทำเป็นแบรนด์จากไทย และระบุชัดว่าเป็นไหมแท้จากไทยเพื่อรักษาฐานลูกค้าตลาด Hi End นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาข้อมูลสถิติการนำเข้าส่งออกสินค้าไหม และกฎระเบียบในการนำเข้าส่งออกที่สำคัญของประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย

พัฒนาไก่

มทส. (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี) และ สกว. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) ร่วมกันบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาไก่เนื้อโคราชเชิงบูรณาการ” โดยศูนย์วิจัยดังกล่าวจะมีหน้าที่วิจัยและพัฒนาไก่เนื้อโคราชในทุกมิติ ทั้งในเรื่องสายพันธุ์ เทคโนโลยีการเลี้ยง การจัดการ และการแปรรูป เพื่อให้ไก่เนื้อโคราช เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างความยั่งยืนให้กับกลุ่มเกษตรกร พร้อมเป็นต้นทางในการผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้านธุรกิจพันธุ์ไก่ในอาเซียน

ผู้นำเครือข่ายดีเด่น

นายยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ (ขวา) เจ้าของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุโขทัยการเกษตรภัณฑ์ รับรางวัล “ผู้นำเครือข่ายเกษตรกรก้าวหน้าดีเด่น” จากธนาคารกรุงเทพ นายยศวัฒน์ ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปัจจัยทางด้านการเกษตร พร้อมส่งเสริมปลูกแตงโม พริกซอสส่งโรงงานปีหนึ่งหลายพันไร่ รวมทั้งปลูกแตงแคนตาลูปในโรงเรือนอย่างได้ผล จากนั้นเผยแพร่สู่เกษตรกรข้างเคียง ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีปัญหาทางด้านการตลาด ที่จังหวัดสุโขทัย

กรมส่งเสริมฯ สวัสดีปีใหม่

นางรุจิพร จารุพงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร และทีมงาน แวะมาสวัสดีปีใหม่ กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

มีอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05012010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

มีอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่

กุมภาพันธ์

27 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ จังหวัดเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดงานเกษตรแห่งชาติ ที่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

มีนาคม

19-27 มีงาน ประชุมกล้วยไม้เอเชียแปซิฟิค ครั้งที่ 12 ณ ศูนย์ประชุมอิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานี

กระพงขาว เข้าครัวการบินไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องเทพารักษ์ โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเต็ล อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา กรมประมง จัดลงนามความร่วมมือข้อตกลงเพื่อซื้อ-ขาย ปลากะพงขาว ระหว่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว ลุ่มแม่น้ำบางปะกง เพื่อเสริมศักยภาพเกษตรกรไทยผลิตสินค้าประมงที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ดันขึ้นครัวการบินไทย พร้อมเสิร์ฟผู้โดยสารบนสายการบิน โดยมี นางอุษณีย์ แสงสิงแก้ว รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจบริการการบิน และ นายสุทธิ มะหะเลา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาว ลุ่มแม่น้ำบางปะกง ร่วมลงนามความร่วมมือข้อตกลงการซื้อ-ขาย ปลากะพง (MOU) พร้อมกันนี้ ดร. วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง นายเดชา ใจยะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา และ นางวรางคณา ลือโรจน์วงศ์ รักษาการกรรมการฝ่ายครัวการบินร่วมเป็นสักขีพยาน

ร่วมมือทางวิชาการ

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ) ร่วมกับสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพราะราชดำริ ในโครงการความร่วมมือทางวิชาการในการดำเนินงานทางวิชาการเพื่อการพัฒนาชนบท ในพื้นที่หมู่บ้านต้นแบบปิดทองหลังพระ โดยมี รศ.ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ นายการันย์ ศุภกิจวิเลขการ ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทเข้าใจถึงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถนำไปปรับใช้ในครัวเรือน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามแนวทางพระราชดำริ เริ่มดำเนินการนำร่องในพื้นที่หมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ก่อนขยายผลต่อไปยังหมู่บ้านต้นแบบปิดทองหลังพระในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

Dtac สวัสดีปีใหม่

อรอุมา ฤกษ์พัฒนาพิพัฒน์ จาก Dtac มาสวัสดีปีใหม่ กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

มก. สวัสดีปีใหม่

จุไร เกิดควน หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน สวัสดีปีใหม่ กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

สกว. สวัสดีปีใหม่

ธนชัย แสงจันทร์ และ วรรณสม สีสังข์ เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สวัสดีปีใหม่ กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

เยี่ยมชมผักปลอดสารพิษ

นายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เยี่ยมชมแปลงผักของกลุ่มปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษบ้านวังเค็มเก่า ตำบลเจดีย์คำ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยมี นายอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดพะเยา ให้การต้อนรับ และชี้แจงรายละเอียดการดำเนินงาน เมื่อเร็วๆ นี้

เพื่อนเกษตรไสใหญ่

กลุ่มเพื่อนเกษตรไสใหญ่ ปวช.15 ปวส.10 ถ่ายภาพร่วมกับ อาจารย์ตรีพล เจาะจิตต์ อดีตอาจารย์อาวุโส และผู้อำนวยการสถาบันด้านการเกษตรหลายแห่ง เนื่องในงาน 5 ยุค 5 สมัย ไสใหญ่ 80 ปี ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช

เยี่ยมชม แปลงเกษตรกรดีเด่น

นายทรงพล ใจกริ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เดินทางไปตรวจเยี่ยมแปลงไร่นาสวนผสม เกษตรกรดีเด่น ของ นายหนูทัศน์ คำแพง บ้านสำราญ หมู่ที่ 4 ตำบลอาจสามารถ อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด เกษตรกรรายนี้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นระดับภาคและระดับประเทศ เมื่อปี 2555

ฝึกอบรม

ผศ.ดร. เสาวณีย์ ชัยเพชร อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร จัดการฝึกอบรมการทำอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ แก่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรท่าประจะ ณ ศาลาประชาคม วัดศรีมาประสิทธิ์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีจากการรับประทานอาหารที่ทำมาจากพืชผักสมุนไพรพื้นบ้าน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการต่อยอดสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ยังมีการสาธิตการทำขนมจีบ ซาลาเปา ขนมกุยช่ายไส้ผักเขลียง ไส้ผักกูด เมี่ยงก๋วยเตี๋ยวปลาทู และก๋วยเตี๋ยวลุยสวน โดยทีมวิทยากรและนักศึกษาจากคณะ ร่วมถ่ายทอดความรู้และความสนุกสนานแก่ผู้เข้าร่วมตลอดการฝึกอบรม

ปอเทืองบำรุงดิน

นายณัฐธร ไชยศรี นายอำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงานหว่านเมล็ดพืชปุ๋ยสด “ปอเทือง” พื้นที่ 25 ไร่ บ้านสูงยาง ตำบลคูเมือง มี นายสุรีย์ ยางเงิน นายกเทศมนตรีตำบลคูเมือง นำ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ประชาชน นักเรียน ตำรวจ ทหาร เข้าร่วมหว่านเพื่อเป็นแปลงขยายพันธุ์ปอเทือง แปลงสาธิตการปรับปรุงบำรุงดินด้านพืชตระกูลถั่ว โดยการประสานงานขอรับเมล็ดพันธุ์ปอเทือง ของ นายวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอเมืองสรวง จากสถานีพัฒนาที่ดินร้อยเอ็ด ปลูกริมถนนสายอำเภอเมืองสรวง-สุวรรณภูมิ ช่วงตำบลหนองผือ ตำบลกกกุง ตำบลคูเมือง พื้นที่ประมาณ 400 ไร่ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนมีนาคม ในงานมีการหว่านปุ๋ยอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์ และไถกลบ

ผู้โดยสารโปรดทราบ

Heather Poole เขียน

ภัทรา หงษ์พร้อมญาติ แปล

สำนักพิมพ์มติชน

ISBN : 978-974-02-1457-1

จำนวน 296 หน้า/ราคา 225 บาท

“ผู้โดยสารโปรดทราบ” เรื่องจริงจากปลายปากกาของ เฮเธอร์ พูล พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินผู้ผ่านประสบการณ์มากว่า 15 ปี ตั้งแต่การสัมภาษณ์เข้าทำงาน การเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินโลว์คอสต์ จนขยับเป็นพนักงานของสายการบินใหญ่ แต่ก็ยังไม่วายมีเรื่องมันๆ จากชีวิตในบ้านพักของเหล่าพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และเรื่องวุ่นๆ จากเพื่อนร่วมงานและเหล่าผู้โดยสารสติแตก

เรื่องจริงที่ทั้งแสบสันต์ ดราม่า สุดประทับใจที่ผู้อ่านจะได้ทั้งความบันเทิงและเคล็ดลับการเป็นแอร์ มาออกบินไปด้วยกันเลย!

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

จอดป้ายเทคโนโลยีชาวบ้าน

ร่วมงาน 39 ปี มติชน

สุทัศน์ ตริยางกูรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สินทรัพย์ก้าวหน้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด วิลาวัณย์ ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดอุบลราชธานี และ นฤเบศ สมฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรม สถาพรบุ๊คส์ ร่วมแสดงความยินดี ในโอกาส มติชน 39 ปี ย่างสู่ปีที่ 40

ของขวัญปีใหม่

นักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย จิตอาสา ร่วมแรงพัฒนาลานออกกำลังกาย ซ่อมแซมเครื่องออกกำลังกาย เป็นของขวัญวันปีใหม่ให้แก่ผู้สูงอายุใช้ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง ณ ลานออกกำลังกาย มทร. ศรีวิชัย

พัฒนาองค์กร

นายอุดมศักดิ์ คำมูล เกษตรจังหวัดพะเยา มอบหมายให้ นายนฤมิตร สมัคร หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ เป็นประธานเปิดการอบรม การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาองค์กรเกษตรกร (3 ก) สู่สมาร์ทกรุ๊ป (smart group) ระยะที่ 1 ณ ศูนย์ข้อมูลและสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา บุคคลเป้าหมายเข้าประชุม มีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชีพ และกลุ่มยุวเกษตรกร จำนวน 180 ราย เมื่อเร็วๆ นี้

บำบัดทุกข์ บำรุงสุข

นายพศิน โกมลวิชญ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู มอบเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า และบิวเวอเรีย แก่เกษตรกรมาร่วมงาน โครงการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” ณ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัวใต้ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู เมื่อเร็วๆ นี้

สวัสดีปีใหม่

ศิริลักษณ์ เจนการวณิช ผู้จัดการทั่วไป ด้านบริหารภาพลักษณ์องค์กร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส์ จำกัด กลุ่มพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ และทีมงาน มาสวัสดีปีใหม่ กองบรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน

ราชสำนักจีนหันซ้าย โลกหันขวา

หวังหลง เขียน

เขมณัฏฐ์ ทรัพย์เกษมชัย และ

สุดารัตน์ วงศ์กระจ่าง แปล

สำนักพิมพ์มติชน

ISBN : 978-974-02-1456-4

จำนวน 552 หน้า/ราคา 450 บาท

“หากไม่อ่านประวัติศาสตร์จีน ก็จะไม่รู้ว่าเหตุใดจีนถึงยิ่งใหญ่

แต่หากไม่อ่านประวัติศาสตร์โลก ก็จะไม่รู้เลยว่าเหตุใดจีนถึงล้าหลัง”

ศตวรรษที่ 18 และ 19 “ตะวันตก” และ “ตะวันออก” โคจรมาเผชิญหน้า

แต่เหตุใดปัญญาชนหัวก้าวหน้า จึงไม่อาจพาประเทศจีนก้าวสู่สมัยใหม่ได้เร็วกว่านี้

ราชสำนักจีนหันซ้าย โลกหันขวา วิเคราะห์ประวัติศาสตร์จีน ยุคที่การเมืองภายในและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนเข้มข้นที่สุด สูญเสียมากที่สุด และน่าเสียดายที่สุด ผู้เขียนเลือกหยิบยกบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีนมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบกับบุคคลสำคัญของประวัติศาสตร์โลก อาทิ จักรพรรดิคังซี vs ซาร์ปีเตอร์ที่ 1 พระนางซูสีไทเฮา vs พระราชินีวิกตอเรีย จักรพรรดิกวังซวี่ vs จักรพรรดิเมจิ เฉาเสวี่ยฉิน vs เชกสเปียร์ ซุนยัตเซ็น vs จอร์จ วอชิงตัน เป็นต้น เพื่อใคร่ครวญถึงสถานการณ์ อุปสรรค และทางเลือกบนเส้นทางการก้าวสู่สมัยใหม่ของจีน

ราชสำนักจีนหันซ้าย โลกหันขวา จึงมิใช่เพียงตำราที่เล่าประวัติศาสตร์ให้จดจำ แต่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์วิจารณ์ที่ชวนให้ขบคิด วิเคราะห์ตาม เพื่อหาคำตอบให้อดีต และเลือกทางเดินให้อนาคต

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนที่ 1)

คุณบุญเรือง เพชรนา อยู่บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบางไผ่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โทร. (089) 641-0466, (085) 400-0571 เป็นเกษตรกรผู้สนใจและเริ่มปลูกดาวเรืองมาได้เพียง 1 ปี บอกเล่าถึงประสบการณ์และความรู้ในการปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกจำหน่ายว่า เริ่มจากตนเองปลูกพืชไร่ เช่น ข้าวโพด ถั่ว แต่มีเกษตรกรซึ่งเป็นญาติกันปลูกดอกดาวเรืองมาก่อน จึงเกิดความสนใจที่จะทดลองปลูก เพราะเห็นว่าพอขายได้และใช้เวลาปลูกไม่นานนัก เพียง 2 เดือน ก็สามารถตัดดอกจำหน่ายสร้างรายได้ ไร่ละ 2-3 หมื่นบาท

จึงตัดสินใจทดลองปลูกดาวเรือง ทั้งๆ ที่ไม่เคยปลูกมาก่อน ขาดประสบการณ์และความรู้ เพียงแค่สอบถามความรู้จากเพื่อนเกษตรกรที่ปลูกมาก่อนตนเอง ผลที่ออกมาก็พอมีดอกให้ได้เก็บ แต่ดอกมีขนาดเล็ก อาจจะด้วยการดูแลและสายพันธุ์ดาวเรืองที่นำมาปลูกประกอบกัน

แต่ที่สำคัญคือ ปัญหาเรื่องของตลาดรับซื้อ ซึ่งถ้าเราหาตลาดเอง มักจะเกิดปัญหาในการรับซื้อที่ไม่แน่นอน รับซื้อดอกไม่ต่อเนื่อง ให้ราคาที่ต่ำ ทำให้ผลผลิตคือดอกดาวเรืองไม่ได้เก็บขายตามเป้าหมายทำให้เสียโอกาสเสียเวลา

คุณบุญเรือง เพชรนา เล่าว่า จนมาเข้ากลุ่มกับ กองบิน 64 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เรืออากาศโทณัฐศิษย์ ทองบุญชู ผู้ดูแลโครงการปลูกดอกดาวเรือง ของกองบิน 64 โทร. (086) 929-5334 ที่ประสบผลสำเร็จจากการทำโครงการเกษตรในกองบิน 64 โดยเฉพาะการปลูกดอกดาวเรืองตัดดอก

ซึ่งปัจจุบันก็ขยายโอกาสเปิดรับสมาชิกที่เป็นเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ โดยรับซื้อดอกดาวเรืองจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง และยังดูแลให้ความรู้เรื่องการปลูกดูแลรักษาดาวเรืองให้กับเกษตรกรมือใหม่เป็นอย่างดี ทำให้ตนเองมั่นใจเรื่องการตลาดมากขึ้น มีการรับซื้อถึงที่ รับซื้อดอกดาวเรืองทุกเกรด ทุกขนาด จากเกษตรกร ตั้งแต่มีดแรกจนถึงมีดสุดท้าย เพียงแต่เกษตรกรทำดอกได้สวยไม่มีโรคแมลงทำลายก็จะรับซื้อทั้งหมด

ทำให้ คุณบุญเรือง จากที่ปลูกดาวเรืองไว้ 4,000 ต้น ก็เตรียมเพาะกล้าปลูกเพิ่มอีก 4,000 ต้น รวมเป็น 8,000 ต้น

คุณบุญเรือง อธิบายต่อว่า การปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกขายนั้น เมื่อมีตลาดรองรับแล้ว เกษตรกรต้องมีความละเอียด หมั่นสังเกตโรคและแมลงศัตรู และรู้วิธีแก้ไขโรค-แมลง หรือเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าตั้งแต่การเตรียมแปลงปลูกกันทีเดียว โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของโรคเชื้อราทั้งทางดินและทางใบ

การเพาะเมล็ดและดูแลต้นกล้าดาวเรือง

วัสดุเพาะเมล็ดที่แนะนำคือ “พีสมอสส์” ที่หาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์เกษตร หรือร้านจำหน่ายสารเคมี ซึ่งนิยมนำมาเพาะกล้าพืชต่างๆ เนื่องจากพีสมอสส์มีธาตุอาหารที่เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตในช่วงแรกของต้นกล้า และขุยมะพร้าวร่อนซึ่งมีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดี

โดยใช้พีสมอสส์ 2 ส่วน ผสมกับขุยมะพร้าวร่อน 1 ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากัน บรรจุลงถาดหลุมรดน้ำให้มีความชื้นพอประมาณ ให้มีความชื้นหมาดๆ คือใช้มือกำวัสดุเพาะ ถ้ากำแล้วเป็นก้อนเป็นอันใช้ได้ หรือจะใช้พีสมอสส์เดี่ยวๆ ก็ได้ เช่นเดียวกับคุณบุญเรือง ใช้พีสมอสส์ล้วนๆ ในการเพาะเมล็ดดาวเรือง เพราะได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ และประกอบกับไม่ได้เพาะเมล็ดจำนวนมากๆ เหมือนสวนใหญ่ๆ ที่ต้องใช้ขุยมะพร้าวมาเป็นส่วนผสมในการลดต้นทุนวัสดุปลูก

เมื่อนำวัสดุปลูกใส่ในถาดเพาะ จะเลือกใช้ถาดเพาะแบบ 200 หลุม ใส่วัสดุเพาะจนเต็มหลุม เกษตรกรบางท่านอาจจะใช้ไม้จิ้มทำหลุมแล้วนำเมล็ดดาวเรืองวางเรียงลงหลุมแนวนอน แต่วิธีการทำหลุมเพื่อหยอดเมล็ดของคุณบุญเรือง จะใช้วิธีการเรียงซ้อนกันของถาดเพาะ ซึ่งก้นแหลมๆ ของถาดเพาะจะกดวัสดุปลูกเป็นหลุมได้อย่างพอดี จากนั้นก็นำเอาเมล็ดมาหยอด วางเมล็ดแนวนอน หลุมละ 1 เมล็ด แล้วใช้พีสมอสส์กลบเมล็ด ปาดให้วัสดุเพาะเสมอ

จากนั้นก็จะรดน้ำ การรดน้ำจะใช้กระบอกฉีดน้ำพ่น เพราะมีหัวฝอยขนาดเล็ก ไม่ควรใช้น้ำจากสายยางหรือบัวรดน้ำที่มีรูขนาดใหญ่รดน้ำ

แต่เทคนิคเพิ่มเติมคือ การใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อคลุมถาดเพาะเอาไว้ เพื่อรักษาอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่ ซึ่งจะส่งผลให้การงอกของเมล็ดดอกดาวเรืองดีและขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

หลังจากนั้น 2-3 วัน เป็นช่วงที่เมล็ดพัฒนาการงอกให้ต้นกล้าได้รับการพรางแสง ประมาณ 80% เมื่อต้นกล้ามีใบเลี้ยงบานเต็มที่ ให้มีการพรางแสง ประมาณ 50% เป็นเวลา 2-3 วัน จากนั้นเมื่อต้นกล้าพัฒนาใบจริงขึ้นมา 1 คู่ จึงสามารถให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดปกติโดยไม่มีการพรางแสง

เมื่อต้นกล้าอายุได้ ประมาณ 13-15 วัน หลังจากวันเพาะ หรือให้สังเกตว่าต้นกล้ามีใบจริง ประมาณ 1-2 คู่ หรือรากเจริญเต็มหลุมหรือลำต้นมีสีแดง จึงสามารถย้ายปลูกลงแปลงได้

ในช่วงนี้เกษตรกรควรเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งหากต้นกล้าที่เพาะมีความสมบูรณ์แข็งแรงดี การเจริญเติบโตหลังจากลงแปลงก็จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

การย้ายกล้าในกรณีที่ต้นกล้ามีอายุมากเกินไป หรือเกิน 18-20 วัน จะทำให้ระบบรากแพร่กระจายได้ช้า การเจริญเติบโตก็ช้าไปด้วย และในบางที่การเพาะเมล็ดในช่วงฤดูหนาวเป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงฤดูหนาวเมล็ดดาวเรืองมักจะงอกช้ากว่าปกติ ซึ่งเป็นเหมือนกันทุกสายพันธุ์ สาเหตุอาจเนื่องมาจากว่าความหนาวเย็นไปทำให้การเจริญเติบโตของเมล็ดช้าลง ทำให้การงอกของเมล็ดช้ากว่าฤดูกาลปกติ 1-2 วัน

ดังนั้น เพื่อให้การงอกของเมล็ดเร็วขึ้น จึงแนะนำให้เกษตรกรใช้ผ้าคลุมแปลงเพาะ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่แปลงเพาะ หรือโดยการแช่เมล็ด ด้วยสารละลายโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) ก่อนที่จะเพาะ เนื่องจากสารละลายโพแทสเซียมไนเตรต มีคุณสมบัติในการแก้การฟักตัวของเมล็ดพืชได้

การเตรียมแปลง

วัสดุปรับปรุงดินมีดังนี้ โดโลไมท์ ใส่เพื่อปรับปรุงค่าความเป็นกรด-ด่าง ในดิน ซึ่งค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสมกับการปลูกดาวเรือง จะอยู่ในระดับ 6.5-6.8 อัตรา 0.5 ตัน ต่อไร่ แกลบดิบ ใส่เพื่อให้ดินร่วนซุย เหมาะสำหรับแหล่งที่เป็นดินเหนียวไม่ร่วนซุย ระบายน้ำไม่ดี อัตรา 2 ตัน ต่อไร่ และปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก อัตรา 2 ตัน ต่อไร่

การขึ้นแปลงปลูกดอกดาวเรือง ความสูงของแปลง 25-30 เซนติเมตร สำหรับแปลงปลูกที่ปลูกแบบยกแปลงและให้น้ำตามร่องน้ำ ส่วนการปลูกบนที่ดอน อาจไม่จำเป็นต้องขึ้นแปลง ขึ้นอยู่กับช่วงฤดู ลักษณะดิน ลักษณะพื้นที่

ความกว้างของแปลงปลูก 80-100 เซนติเมตร สำหรับหลังแปลงหากวัดจากฐานแปลง ประมาณ 110-120 เซนติเมตร ระยะระหว่างแปลง ประมาณ 40-50 เซนติเมตร หรือตามความเหมาะสม เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยว

ในบางพื้นที่หรือบางสวนมีการใช้พลาสติกคลุมแปลง เพื่อลดปัญหาวัชพืชในแปลงปลูก แล้วเจาะรูบนพลาสติก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15-20 เซนติเมตร หรือไม่ปูพลาสติกคลุมแปลง ก็จะต้องมีการฉีดยาคลุมหญ้าพ่นสารกำจัดวัชพืชแบบควบคุมก่อนงอกด้วยสารอะลาคลอร์ ในช่วงระหว่าง 2-3 วัน ก่อนการย้ายปลูก

ในช่วงพ่นสารกำจัดวัชพืชดินต้องมีความชื้นเพียงพอ เพื่อสารเคมีกระจายคลุมเมล็ดวัชพืชได้อย่างทั่วถึงโดยไม่ถูกดูดซับด้วยอนุภาคดิน

ส่วนปุ๋ยรองพื้น ให้ 15-15-15 และ 15-0-0 ผสมกัน ในอัตรา 1 : 1 ใช้ในปริมาณที่ 50 กิโลกรัม ต่อไร่ ผสมลงในแปลง หรือรองก้นหลุม

การย้ายกล้าดาวเรืองปลูก

ไม่ควรย้ายกล้าดาวเรืองไปปลูกในขณะที่ต้นกล้ามีอายุมากจนเกินไป เพราะการย้ายกล้าที่มีอายุมากทำให้ระบบรากของพืชแผ่กระจายได้ช้า เนื่องจากระบบรากแก่เกินไป

ดังนั้น การย้ายกล้าในขณะที่รากของพืชยังไม่แก่เกินไป จะทำให้ระบบรากของพืชมีการพัฒนาได้ดีกว่า การหาอาหารของรากพืชก็เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

โดยอายุของต้นกล้าไม่ควรเกิน 20 วัน แนะนำให้ย้ายปลูกในช่วงบ่ายหรือเย็นเป็นต้นไป เนื่องจากต้นกล้าสามารถตั้งตัวได้ดีกว่าการย้ายปลูกตั้งแต่ช่วงเช้า

อย่างปลูกช่วงเย็น คุณบุญเรือง จะให้น้ำไว้ก่อนช่วงเช้าเพื่อให้ดินพอมีความชื้น ระยะปลูกจะใช้ระยะห่างระหว่างต้นอยู่ที่ ประมาณ 30-50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 1-1.2 เมตร แล้วแต่ฤดูกาล ช่วงหน้าหนาวและหน้าร้อนแนะนำให้ปลูกแถวคู่ จะช่วยในการเก็บความชื้นในดิน ส่วนหน้าฝนแนะนำให้ปลูกแถวเดี่ยว ซึ่งสามารถช่วยลดการเกิดโรคได้ดี

แต่ถ้าระยะห่างในการปลูกดอกดาวเรืองในหน้าหนาว ควรอยู่ที่ 40 เซนติเมตร ซึ่งแตกต่างจากฤดูกาลอื่น และการปลูกเป็นแถวคู่จะให้ผลดีกว่าการปลูกแถวเดี่ยว เพราะในช่วงฤดูหนาวความชื้นในดินและอากาศมีน้อย

การปลูกเป็นแถวคู่จะสามารถเก็บความชื้นในดินได้ดีกว่าการปลูกแถวเดี่ยว

แต่ในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ปลูกแถวเดี่ยว เนื่องจากสามารถลดการเกิดโรคพืชได้ หรือบางท่านประยุกต์ใช้ระยะปลูกที่เหมาะสมให้เหมาะกับสายพันธุ์ดาวเรืองที่นำมาปลูก เช่น กลุ่มดาวเรืองต้นสูง ใช้ระยะปลูก 45×45 เซนติเมตร (55×55 เซนติเมตร สำหรับฤดูฝน) กลุ่มดาวเรืองต้นกึ่งสูง ใช้ระยะปลูก 45×45 เซนติเมตร (35×35 เซนติเมตร สำหรับฤดูหนาว) และกลุ่มดาวเรืองต้นเตี้ย ใช้ระยะปลูก 35×35 เซนติเมตร

ระบบน้ำดาวเรือง

การให้น้ำดาวเรืองตัดดอกมีหลากหลายวิธี ซึ่งมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกัน การเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับการปลูกดาวเรืองตัดดอก ก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่คือ คุณบุญเรือง อธิบายว่าตนเองยังเป็นมือใหม่ เลยเลือกใช้ระบบปล่อยน้ำเข้าร่องแปลงปลูก เนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์ให้น้ำ และถนัดการให้น้ำแบบนี้ เนื่องจากใช้กับการปลูกข้าวโพดมาก่อน

ซึ่งวิธีนี้จะทำให้น้ำไม่ค้างบนดอก เหมือนการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ และช่วยลดอุณหภูมิในดิน ทำให้ระบบรากเติบโตดี แต่จะมีปัญหากับการระบาดของโรคทางดินได้ง่าย และเป็นอุปสรรคในช่วงการเก็บเกี่ยวเนื่องจากต้องเดินบนร่องน้ำ

แต่สวนดาวเรืองใหญ่ๆ ที่เห็นจะใช้วิธีการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ และระบบน้ำหยด เนื่องจากมีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณน้ำ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะใช้น้ำน้อยกว่าการให้ตามร่อง

ข้อเด่นของการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ง่าย ช่วยลดอุณหภูมิช่วงอากาศร้อน และช่วยชะลอน้ำค้าง น้ำฝน จากดอกและใบ ลดปัญหาการเกิดโรคได้

ข้อด้อย จะมีน้ำค้างบนดอกและจะเกิดจากการระบาดโรคดอกลายหากเกษตรกรให้น้ำในช่วงเย็น

ส่วนการให้น้ำในระบบน้ำหยด ข้อเด่น สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ ประหยัดน้ำ น้ำไม่สัมผัสส่วนของใบและดอก ช่วยลดการเกิดโรคดอกลาย ใบจุด และสามารถให้ปุ๋ยพร้อมกับการให้น้ำได้ ทำให้จำนวนครั้งของการเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น

ข้อด้อย ระบบนี้ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง โดยเรื่องของระบบน้ำนั้นก็ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมและปัจจัยของแต่ละคนไป

การเด็ดยอด

หลังจากปลูกลงแปลงได้ประมาณ 10-15 วัน เด็ดยอดดาวเรือง โดยให้ดาวเรืองเหลือใบจริงไว้ 3 คู่ (6 ใบ) เด็ดคู่ที่ 4 ทิ้งไป เพื่อให้ต้นดาวเรืองแตกกิ่งเป็นพุ่ม จะได้สามารถให้ดอกได้เป็นจำนวนมาก

โดยในช่วงฤดูกาลปกติ การปลูกดาวเรืองที่ไม่ได้เด็ดยอด จะทำให้ดาวเรืองสามารถออกดอกได้เร็วกว่า ต้นที่เด็ดยอด ประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้น ในช่วงฤดูหนาวที่เป็นช่วงวันสั้น หากไม่เด็ดยอด ก็จะทำให้ดาวเรืองออกดอกเร็วยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่ลำต้นและกิ่งก้านยังไม่มีความสมบูรณ์เท่าที่ควร เป็นสาเหตุให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณไม่มากเท่าที่ควร

ช่วงนี้ให้ระวังแมลงศัตรูดาวเรืองจำพวกเพลี้ยไฟไรแดง โดยจะทำลายยอดอ่อนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้ดาวเรืองชะงักการเจริญเติบโตได้

พฤกษานาม…แทนนารี (ห่วง) กุลสตรี Valentine

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษานาม…แทนนารี (ห่วง) กุลสตรี Valentine

อันกุลสตรี เหมือนดวงมณีมีค่า

สวยเอยสวยกว่า หอมเอยหอมกว่าดอกไม้

ฉันรักบุปผา ฉันนำบุปผา มาร้อยมาลัย

ให้ทุกสตรี หอมคุณความดี มีสุขเอย

เป็นท่อนสุดท้ายจากบทเพลง ชื่อกุลสตรี ซึ่งขับร้องโดย คุณจินตนา สุขสถิตย์ ประพันธ์คำร้องโดย ครูชาลี อินทรวิจิตร ประพันธ์ทำนองโดย ครูสง่า อรัมภีร์ ถ้านับอายุเพลงแล้ว ก็เกือบจะเท่าสุภาพสตรีวัยกลางคน ซึ่งมีสิทธิ์เป็นคุณย่า คุณยายได้เลย

คำร้อง หรือเนื้อเพลงนี้ น่าจะนำมาเผยแพร่ แทรกแซงบทเพลงที่ชื่นชม “วันแห่งความรัก” หรือเทศกาลวันวาเลนไทน์ เพราะได้ให้สติแก่เหล่าสตรีทั้งหลายให้ยังคงรักษาความงามแห่งความเป็น “กุลสตรี” เหมือนกับตัวละครในหนังสือ “ผู้ดี” ซึ่งเขียนไว้โดยท่านผู้ใช้นามว่า “ดอกไม้สด” อันเป็นนามปากกาของ หม่อมหลวงบุปผา นิมมานเหมินทร์ ที่ได้ประพันธ์นวนิยายเรื่องนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2481

ความเป็น “กุลสตรี” ดูเหมือนจะมีความขัดแย้ง หรือสวนทางกับเทศกาลวันวาเลนไทน์ เนื่องจากวัยรุ่นปัจจุบันนี้ นำคำนี้มาตีความว่าเป็นวันของพวกเขาที่จะกล่าวถึง และแสดงออกเกี่ยวกับความรักอย่างอิสระ มีสิทธิ์ที่จะบอกความในใจ หรือจะบอกรักใครได้อย่างไม่มีกำแพงประเพณีใดๆ ขวางกั้น นี่แหละคือเหตุผลที่น่า “ห่วง” ว่าความเป็นกุลสตรีที่มีอยู่ในตัวหายไปไหน เมื่อวันวาเลนไทน์มาถึง อยากจะแปลงข้อคิดเตือนใจจากสโลแกนครั้งหนึ่งมาใช้ว่า “เอาวาเลนไทน์กลับไปดีๆ เอากุลสตรีคืนมา”

จากบทเพลงหลายๆ บทเพลงที่นำ “ภาษาดอกไม้” มาใช้แทนความรัก คุณค่าความงาม ความดี เปรียบเทียบเหล่ากุลสตรีทั้งหลายเป็นดอกไม้ที่รวยรินกลิ่นหอม แต่ก็…”แพ้ความหอมกรุ่น หอมคุณสมบัติสตรี” ทั้งยังมีคำยืนยันในบทเพลงอีกว่า “…ฉันมองบุปผา ฉันรักบุปผา รักมาลี รักเหมือนสตรี รักคุณความดีของตน” ก็แสดงว่าดอกไม้พฤกษานานาพันธุ์ก็เกิดมาเพื่อความดีเช่นกัน

ดอกไม้ในวันวาเลนไทน์ ถ้าไม่ติดยึดเพียง “ดอกกุหลาบ” ก็มีมวลมาลี มวลไม้ดอกที่ใช้เป็นตัวแทนแห่งความรักได้ทุกดอก เพราะคุณสมบัติของดอกไม้ตามแต่ละชนิดย่อมมีคุณสมบัติ ความดี และคุณค่าในตัวเองทุกพฤกษาพรรณ

ดังนั้น ถ้าหากว่าจะเปรียบเทียบมวลพฤกษามาลีแต่ละชนิดพรรณ ก็ย่อมจะอนุมานได้กับเหล่าสตรีแต่ละนางได้เช่นกัน ซึ่งแต่ละชนิดดอกก็บอกได้ว่า สีดอกสวย กลิ่นดอกหอม มีความคงทน นานๆ ออกดอก บานเช้าเหี่ยวเย็น กลิ่นดอกไม่พึงประสงค์ กลีบดอกร่วงเร็ว ซึ่งล้วนแล้วเปรียบกับสตรีได้ทุกๆ คุณสมบัติที่กล่าวมา และมีมากกว่าที่กล่าวไว้ด้วย

ลองหันมามองมวลเหล่าสตรี ทุกนารีก็มีคุณสมบัติ ความงาม คุณความดี วิถีแต่ละนาง แต่ละอนงค์ เป็นอัตลักษณ์เฉพาะนางได้เช่นกัน มีสิ่งหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับมวลดอกไม้ คือชื่อนามที่เรียกขานนั้น ที่จะระบุเอกลักษณ์ของความเป็นสุภาพสตรี กลายเป็น “พฤกษานารี” บ่งบอกความเป็น “ผู้หญิง” โดยเราลองมาร่วมค้นหาพฤกษาที่มีชื่อ ที่ผู้หญิงทั้งหลายใช้เป็นคำเรียกขานแทนตัว พอจะเป็นตัวอย่างที่เมื่อเอ่ยนามแล้ว ชวนให้จินตนาการถึงเจ้าของนามนั้นๆ ดั่งดอกไม้งาม

กระดังงา กฤษณา กรรณิการ์ ก้านทอง กาหลง กุหลาบ กุมารี กระถิน กาดหอม การะเกด

ไข่ดาว ขมิ้น ข้าวจี่ เขี้ยวกระแต

คัดเค้า แคทลียา คำฝอย แคแสด

จันทน์กะพ้อ จำปี จำปูน จามจุรี จันทน์แดง จันทนา

ชบา ชวนชม ช้องนาง ชมนาด ชงโค

ซ่อนกลิ่น

ตันหยง ตรุษจีน แตงไทย แตงโม

ดาวเรือง เดือนฉาย

เทียนกิ่ง

นมแมว นางแย้ม โนรา

บานเย็น บัวผัน บัวเผื่อน บัวคลี่ บานบุรี เบญจวรรณ บุหงา บุนนาค บัวนิล

ปาหนัน ปีบ

ผกากรอง ผกาแก้ว

พวงแสด พวงทอง พวงแก้ว พิกุล พุดจีบ พวงชมพู พวงหยก พุทธชาด พุดซ้อน

เฟื่องฟ้า

มะลุลี มะลิวัลย์ มณฑา มะลิซ้อน

ยี่หุบ ยี่สุ่น ยี่โถ

รำเพย รวงผึ้ง รสสุคนธ์ ราตรี

ลำดวน ลั่นทม ลดาวัลย์

สร้อยฟ้า สายน้ำผึ้ง สารภี สะแกวัลย์ สร้อยสุมาลี เสาวรส

หิรัญญิการ์ หอมนวล

อรพิม อัญชัน อรัญญิการ์ เอื้องคำ เอื้องผึ้ง อรคนธ์

ก็พอจะเป็นตัวอย่าง นามพฤกษา แทนชื่อนารี เหล่ากุลสตรีทั้งหลายได้

เมื่อได้กล่าวถึงนามพฤกษานารีแล้ว ขออนุญาตที่จะกล่าวถึงบทบาทของกุลสตรีที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากบทบาทของสังคมปัจจุบัน ให้โอกาสที่จะแสดงออกสำหรับสิทธิส่วนบุคคล จนอาจจะเกินเลย “บริบท” ของความพอดีแห่งคุณค่าของกุลสตรีที่จะพึงปฏิบัติ โดยเฉพาะวัยรุ่นปัจจุบัน ที่รับเอาพฤติกรรมต่างธรรมเนียมประเพณี หรือยึดถือ “ลัทธิเอาอย่าง” เห็นพฤติกรรมของชนต่างประเพณีนิยมเป็นแบบอย่าง

มีเนื้อร้องของบทเพลง “กุลสตรี” ตอนหนึ่ง ประพันธ์ไว้ว่า

นารีมีความสวยสามประการ

สวยน้ำคำร่ำกล่าวขานหวานหวานกับทุกคน

สวยน้ำใจใสเย็นเช่นหยาดฝน

สวยน้ำมือคือน้ำมนต์ รู้จักปรนนิบัติทั่วไปฯ

ได้เคยนำบทเพลงเพลงนี้ประกอบงานเขียน “พฤกษากับเสียงเพลง” มาแล้วไม่น้อยกว่า 7 ปี ดีใจมากที่ได้อ่านพบคำวิจารณ์ จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ถามหาบทเพลงนี้ว่า “กุลสตรี เพลงดีหายไปไหน” ในฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม 2553 เพราะกล่าวถึงงานฉลองวันสตรีสากล 8 มีนาคม 2553 โดยกล่าวถึงว่า

“วันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม นี้ ก็จะเป็นวันสตรีสากลอีกแล้ว มีเพลงไทยสากลที่เหมาะจะเป็นเพลงประกอบวันสตรีสากล ไม่เฉพาะปีนี้เท่านั้น แต่เหมาะกับวันสตรีสากลตลอดไป คือ เพลง “กุลสตรี”

เมื่อเอาคำร้องในเพลง กุลสตรี มาพินิจวิเคราะห์แล้ว เพลงนี้กระทรวงศึกษาธิการ น่าจะนำมาให้นักเรียนหญิง นักศึกษาหญิง ฝึกหัดขับร้องให้ได้ทุกคน เพราะทุกคำในเพลงนี้ เป็นคำสอนลูกผู้หญิงให้รู้จัก รักนวล สงวนตัว รู้ว่าความสวยที่แท้จริงของลูกผู้หญิงคืออะไร

มุมมองของลูกผู้หญิงที่เป็นกุลสตรี ที่ ครูชาลี อินทรวิจิตร บรรยายไว้ในบทเพลง คือความสวยสามประการ ที่ทำได้ไม่น่าจะยากเย็น คือ งามน้ำคำ งามน้ำใจ และ งามน้ำมือ ที่ปรนนิบัติ พ่อ แม่ หรือสามี ล้วนแต่ทำให้ลูกผู้หญิงเป็นสุภาพสตรีที่สูงค่า ซึ่งผู้หญิงควรมีไว้เป็นคาถาประจำใจ”

นักบุญ Valentine ถูกประหารชีวิตตั้งแต่ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ คริสตศักราช 270 ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิโรมันเคลาดิอุสที่ 2 เป็นเหตุการณ์บันทึกกี่ปีผ่านมาแล้ว แต่ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกคู่ของชาวตะวันตกที่จะทดลอง ทดสอบมิตรภาพความสัมพันธ์ เพื่อจะครองคู่อยู่รักกัน 1 ปี ว่าอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ โดยมีเทพเจ้าองค์หญิง เทพธิดา Juno Februata เป็นผู้ดูแลความรักให้ ตามตำนานที่กล่าวขานเชื่อกันมานี้ แต่เชื่อมโยงมาถึงเมืองไทยเราเมื่อไหร่มิทราบได้ ซึ่งทำให้เหล่ากุมาร กุมารีของเราตื่นเต้นที่รอให้ถึงวันวาเลนไทน์ เพื่อจะรอมอบดอกไม้และความรักซึ่งกันและกัน แทนความหมายที่ตราตรึงหัวใจทั้งผู้รับและผู้มอบให้ จนอาจจะมีใครบางคนลืมสะกดคำว่า “กุลสตรี”

มีบทเพลงที่กล่าวถึงดอกไม้ เชื่อมโยงกับวันวาเลนไทน์มากมาย ไม่เพียงแต่สมัยก่อนที่ได้กล่าวถึง เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้ เอกลักษณ์และสัญลักษณ์ที่วัยรุ่นใช้เป็นตัวแทน บ่งบอกความรู้สึก ความในใจ มักจะแสดงออกโดยวิธีมอบดอกไม้ ตามแบบที่เห็นสากลปฏิบัติ โดยซึมซับเข้ามาเป็นประเพณีของวัยรุ่นแล้ว ผ่านมาถึง ณ วันนี้ รู้สึกเป็นห่วงต่อพฤติกรรมแฟชั่นนิยมของวัยรุ่น ที่รู้จักเพียงว่า วันนี้เขาทำอะไรกัน โดยไม่เข้าใจว่าที่มาของกิจกรรมประเพณีนั้นมีความเป็นมาอย่างไร และถูกครอบงำด้วยระบบธุรกิจเข้ามาผสมผสานผลประโยชน์ มาเสริมเติมปรุงแต่ง จึงกลายเป็นวันธุรกิจแห่งความรักไปด้วยความเต็มใจของทุกฝ่ายอย่างกลมกลืน และด้วยโลกปัจจุบันที่ “ไร้พรมแดน” จึงไม่มีกำแพงใดๆ ที่จะหยุดยั้งวัยรุ่นปัจจุบันได้เลย

มวลดอกไม้ที่นำมาสื่อแทนความหมาย บอกความรู้สึกเป็นตัวแทนความในใจที่อาจจะเรียกว่าเป็น “พฤกษาสวาท” มักจะคิดถึงดอกกุหลาบเป็นอันดับแรก ซึ่งได้รับการล้อมกรอบ ตีความว่าเป็นดอกไม้วันแห่งความรัก วาเลนไทน์ ความเป็นจริงดอกไม้ทุกดอก ทุกชนิด น่าจะใช้สื่อความหมายว่าเป็นตัวแทนแห่งความรักได้โดยไม่จำกัดอายุ เพศ และสถานภาพแห่งความรักเลย ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นที่ปรารถนา เนื่องจากไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ก็ได้ เพราะเป็นการเอ่ยถึงความรักด้วยการกระทำ เช่น กุหลาบสีแดง แทนคำว่า “ฉันรักเธอ” กุหลาบสีขาว บอกถึงความรักที่บริสุทธิ์ จริงใจ กุหลาบสีชมพู ให้รู้ว่า หวาน โรแมนติกสู่ห้วงเสน่หา กุหลาบสีเหลือง มีแนวสดใสแบบเพื่อน แต่แปลกที่เมื่อกล่าวถึง กุหลาบสีดำ จะตีความหมายเป็นรักอมตะ รักนิรันดร์ ยั่งยืน ดังเนื้อเพลงบทหนึ่ง ที่กล่าวว่า “…กุหลาบดำ จำวาจาเจ้าฝากไว้ กุหลาบไซร้ คือรักแท้ที่เฝ้าฝัน สีดำหรือคือความรัก จักคงมั่น กุหลาบดำจึงแทนคำรักนิรันดร์”

มีความหมายอีกอย่างกับจำนวนดอกที่จะบอกความรู้สึก แทนความในใจได้เช่นกัน เนื่องจากมีมอบให้แก่ ตั้งแต่ 1 ดอก ถึง 101 ดอก โดยนิยามความหมายว่า 1 ดอก บอกความหมายว่ารักแรกพบ 3 ดอก บอกว่าฉันรักเธอ 9 ดอก บอกว่าจะรักเธอตลอดไป 12 ดอก บอกขอให้เธอเป็นคู่กับฉัน 13 ดอก บอกเธอเป็นเพื่อนแท้ของฉัน 40 ดอก บอกว่ารักแท้ 99 ดอก บอกรักเธอจนตาย ถ้าเป็น 101 ดอก บอกว่าฉันมีเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น จะสงสัยอยู่หน่อยเดียว ช่อมัดดอกกุหลาบ 101 ดอก จะใหญ่แค่ไหน หนามกุหลาบจะตำอกคนรักหรือไม่ แต่ก็หายสงสัย เมื่อได้ยินเพลง “กุหลาบแดง” ซึ่ง คุณไก่ พรรณนิภา ขับร้องไว้ตอนหนึ่งว่า “ปลูกกุหลาบแดงไว้เพื่อเธอ เก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าดอก บ่งบอกความจริงที่ยิ่งใหญ่ บ่งบอกว่าใจฉันยังคงมั่น พันปี หมื่นวันไม่เคยหน่าย ฟ้าดินสลาย หัวใจมั่นรักเธอ” ถ้าจะสงสัยก็เพียงว่า 9,999 ดอก หากมัดรวมช่อดอกไม้วันวาเลนไทน์ จะใหญ่สักปานใด

อย่างไรก็ตาม ยังมี “พฤกษาสวาท” อีกหลายชนิด ที่บ่งบอกความรู้สึกถึงความรัก เช่น ดอกทิวลิปสีแดง บอกว่า ประกาศรักอย่างเปิดเผย ลิลลี่สีขาว หมายถึงบอกรักอย่างบริสุทธิ์ใจ จริงใจ เทิดทูน ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู สื่อว่าถึงอย่างไรก็รักคุณ ดอกฟอร์เก็ตมีน็อต ความหมายตรงตัวว่า โปรดอย่าลืมฉัน หรือความรู้สึกที่ดีต่อกัน แม้แต่ดอกทานตะวัน ก็ยังใช้บอกความรู้สึกคลั่งไคล้ มั่นคง และฟันฝ่าอุปสรรคต่อกัน ก็แสดงให้เห็นว่า พฤกษาจะกี่ดอก สีอะไร ก็บ่งบอกถึงความรักที่จะตราตรึงใจทั้งผู้ให้และผู้รับ

หนุ่มสาววัยรุ่นปัจจุบัน คงจะตื่นเต้นกับวันวาเลนไทน์ เพราะพวกเขามีโอกาสได้แสดงออกเป็นตัวเองตามนัยแห่งวัยวุฒิ เข้าใจเชิงจิตวิทยากับเขาเหล่านั้นดี แต่ไม่อยากจะส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่พึงควรปฏิบัติของหนุ่มสาวที่จะยึดเอา “อย่าง” ที่ไม่ดีมาเป็น “เยี่ยง” ที่ไม่สมควร แต่ก็ดีใจมากๆ ที่มีการส่งเสริมให้ใช้ดอกไม้แทนใจบอกรักกันมากๆ เพราะอย่างน้อยที่สุด ชาวสวนดอกไม้ ชาวไร่พฤกษา ก็จะขายดอกไม้ได้ราคาดี มีคนซื้อแน่นอน

มีบทเพลงชื่อ 14 กุมภา วันวาเลนไทน์ หลายบทเพลง ที่ต่างคนขับร้อง และต่างเนื้อร้อง ทำนอง ของนักร้องแต่ละท่าน เช่น

สายัณห์ สัญญา (ขึ้นต้นว่า)

14 กุมภาวันวาเลนไทน์ ของขวัญจากใจฉันมอบแด่เธอ ฝากใจดวงนี้ที่มันละเมอ คิดถึงเธอไม่มีวันลืม

กุหลาบสีแดงที่มอบแด่คุณ เพื่อเป็นไออุ่นเมื่อยามคุณเหงา ฝากไปกระซิบหัวใจเบาเบา เมื่อยามคุณเศร้า มันคงผ่อนคลาย…ฯลฯ

คุณสดใส ร่มโพธิ์ทอง ขับร้อง ขึ้นต้นว่า

14 กุมภา เป็นวันที่ลาจากน้องไปไกล น้องคร่ำครวญอยู่ชิดแนบกาย พี่เฝ้าปลอบใจ จูบซับน้ำตา…ฯลฯ

คุณเพชร สหรัตน์ ขับร้อง ขึ้นต้นว่า

14 กุมภา วันวาเลนไทน์ ทุกปีดอกไม้เธอส่งมา ฉันได้รับข้อความเขียนว่า แด่…แก้วตาดวงใจ 14 กุมภา วันวาเลนไทน์ ดอกไม้ฉันส่งให้เธอ ข้อความส่งไปได้รับไหมเอ่อ คือฉันรักเธอมากมาก…ฯลฯ

สำหรับคนที่ไม่อยากให้มีวันวาเลนไทน์ ก็คงจะไม่อยากย้อนอดีตวันนั้น เช่น ฝน ธนสุนทร ขับร้อง เพลงชื่อ “แผลเป็นวันวาเลนไทน์” ขึ้นต้นว่า

ไม่อยากให้ถึงวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาคราใด หัวใจร้องไห้ทุกครั้ง วันแห่งความรัก ต้องกลายเป็นคนรักพัง เพราะคนเคยให้ความหวัง เขาพังรักกลางกุมภา หลอกให้ไปหาแล้วลาลืมกัน กุหลาบหลุดมือซีดสั่น เห็นเขากอดกันตำตา…ฯลฯ

เช่นเดียวกับ กัน ณ ภัทร (เดอะสตาร์) ขับร้อง เพลง Bad Valentine ตอนหนึ่งกล่าวว่า “ดอกไม้ละลานตาที่เขาให้กันวันนี้ แต่ฉันไม่เคยมี กี่ปีก็เป็นอยู่อย่างนั้น สุขสันต์วันแห่งความรักให้ใครต่อใครเขา แต่สุขสันต์วันแห่งความเหงา ให้เราที่ต้องเดียวดาย…ฯลฯ

จะเห็นว่า ไม่ว่า สุข หรือ โศก ก็มีดอกไม้มวลมาลีมาเป็นตัวเชื่อมประสาน เป็นทั้งผสานแห่งความรักสู่สวรรค์ หรืออาจจะมอบดอกไม้จันทน์แทนใจ

ก็อยากจะย้ำให้สติแก่กุลสตรีที่มีใจรักวันวาเลนไทน์ อย่าให้ดอกไม้นำสู่คำว่า “รักผิดทาง” จึงขอเสนอให้ฟังเพลงชื่อ “แสงทิวา” แล้วปฏิบัติตามท่อนสุดท้ายที่ขับร้องไว้ว่า “เป็นสาวคราวเดียวในชาติหนึ่งรู้เต็มทรวง สาวเจ้าควรจะหวง หวงซึ่งสิ่งสงวน รอวันคืนเมื่อถึงเวลาที่ควร ถึงคราวมอบกายใจนวล เมื่อควรนั้นคือสู่หอวิวาห์” ขับร้องโดย คุณสวลี ผกาพันธุ์ กว่า 40 ปีมาแล้ว!

“ส้มเขียวดำเนิน” ไม้ผลดาวรุ่ง ในอำเภอหนองเสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

“ส้มเขียวดำเนิน” ไม้ผลดาวรุ่ง ในอำเภอหนองเสือ

“ส้มเขียวหวาน” เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ลงทุนครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้นานถึง 20 ปี ส้มเขียวหวานปลูกง่าย ใช้เวลาแค่ 3 ปี ก็เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว ส้มเขียวหวานติดผลดก มีผลผลิตตลอดทั้งปี และให้ผลตอบแทนต่อไร่สูง เกษตรกรจึงหันมาปลูกส้มเขียวหวานอย่างเป็นล่ำเป็นสันทั่วประเทศ

ในอดีต “ทุ่งรังสิต” นับเป็นแผ่นดินทองที่มีการปลูกส้มเขียวหวานมากที่สุดในประเทศไทย ไม่ต่ำกว่า 150,000 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 80 ของผลผลิตทั้งประเทศ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากเกษตรกรสวนส้มในพื้นที่ตำบลบางมด เขตราษฎร์บูรณะและเขตตลิ่งชัน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตส้มบางมด (ส้มเปลือกล่อน รสหวานจัดอมเปรี้ยวเล็กน้อย) ประสบปัญหาน้ำเสีย จึงได้อพยพมาเพาะปลูกในอำเภอหนองเสือ อำเภอลำลูกกา อำเภอธัญบุรี และอำเภอคลองหลวง ซึ่งที่ดินมีราคาถูกและสภาพน้ำยังดีอยู่

เนื่องจากส้มเป็นพืชที่ต้องการน้ำในปริมาณมาก เกษตรกรทุ่งรังสิตส่วนใหญ่จึงนิยมทำสวนส้มแบบร่องน้ำ เพื่อให้มีปริมาณน้ำมากพอสำหรับหล่อเลี้ยงผลส้มตลอดทั้งปี ส้มเปลือกล่อนที่ปลูกแพร่หลายในทุ่งรังสิต แบ่งได้เป็น 4 ชนิด ได้แก่

1. ส้มผิวบางมด ที่มีลักษณะเด่นเหมือนส้มบางมด คือผิวเป็นกระ มีตำหนิดำ-น้ำตาลแดงเข้ม รสหวานจัด อมเปรี้ยวเล็กน้อย ซังอ่อนนุ่ม กากน้อย

2. ส้มรังสิต สีเหลืองอมเขียว ที่มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เปลือกบาง ซังอ่อนนุ่ม มีกากเล็กน้อย

3. ส้มเขียว ผิวสีเขียวอ่อน รสเปรี้ยวอมหวาน ซังอ่อนนุ่ม มีกากเล็กน้อย เมื่อสุกจัดจะเป็นสีเหลืองอมเขียว รสหวานจัดขึ้น

4. ส้มผิวเหลืองอมเขียว เปลือกล่อน ซังอ่อนนุ่ม และกากน้อย รสหวานจัดอมเปรี้ยวเล็กน้อย

ต่อมา ปี 2538 สวนส้มในทุ่งรังสิตประสบปัญหาเรื่องการระบาดของโรคและแมลง ประกอบกับสภาพแวดล้อมทั้งดิน น้ำ อากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาดินเป็นกรด การแพร่ระบาดของโรคกรีนนิ่ง ทำให้ผลส้มร่วง ต้นส้มล้มตายเป็นจำนวนมาก จนต้องเลิกปลูกส้มและหันไปปลูกพืชผัก ไม้ผล และสวนปาล์มน้ำมันแทน แต่หลายรายเลือกที่จะย้ายถิ่นไปลงทุนทำสวนส้มในแหล่งใหม่ เช่น จังหวัดเชียงราย แพร่ กำแพงเพชร ตาก พิจิตร ฯลฯ

“สวนส้ม” คืนถิ่นทุ่งรังสิต

สืบเนื่องจากราคาส้มที่ปรับตัวสูงกว่า กิโลกรัมละ 40 บาท จูงใจให้เกษตรกรในพื้นที่ทุ่งรังสิต ปทุมธานี-นครนายก ฯลฯ หันมาทำสวนส้มใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ตำบลนพรัตน์ และหนองสามวัง ในเขตอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เกษตรกรกว่า 200 ราย ได้เลิกทำนาและหันมาปลูกส้มเขียวหวานพันธุ์ “เขียวดำเนิน” กันอย่างคึกคัก เพราะพ่อค้าแผงผลไม้ที่ตลาดไท ประกาศรับซื้อส้มเขียวหวานไม่จำกัดจำนวน เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ที่ต้องการบริโภคส้มเขียวหวานเพิ่มมากขึ้น สำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ได้จัดส่งทีมนักวิชาการมาให้ความรู้ เรื่องการปลูก เตรียมดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอกมากขึ้น เพื่อลดปัญหาดินกรดในสวนส้ม

ปัจจุบัน แหล่งปลูกส้มในอำเภอหนองเสือ เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวส้มได้กว่า ร้อยละ 40 ของพื้นที่ มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดมากกว่าปีละ 17,000 ตัน สร้างรายได้สะพัดกว่า 50 ล้านบาท ในปี 2558 สวนส้มในท้องถิ่นแห่งนี้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เต็มพื้นที่ มีผลผลิตออกสู่ตลาดกว่า 4,000 ตัน

สาเหตุที่เกษตรกรนิยมปลูกส้มเขียวดำเนินกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นพันธุ์ส้มที่ต้านโรคได้ดี ลูกเขียวผิวมัน ผลดก เปลือกบาง น้ำมาก ปอกง่าย รสชาติอร่อย รสไม่เปรี้ยวจัดจนเกินไป ราคาขายส่งหน้าสวน ตั้งแต่ ราคา 14-40 บาท ตามขนาดผลส้มและช่วงฤดูกาล โดยทั่วไปราคาส้มจะถีบตัวสูงเมื่อมีผลผลิตออกตรงกับช่วงเทศกาล เช่น เทศกาลตรุษจีน (กลางเดือนกุมภาพันธ์) เทศกาลสารทจีน (กรกฎาคม-สิงหาคม) วันเช็งเม้ง (มีนาคม-เมษายน)

ตามไปดูสวนส้ม

ที่ อำเภอหนองเสือ

“พี่เมี้ยน เสมอใจ” หนุ่มใหญ่วัยฉกรรจ์ มองสวนส้มที่ปลูกบนพื้นที่ 10 ไร่ ด้วยความหวังว่า สวนส้มของเขาจะสร้างรายได้ก้อนโตเข้ากระเป๋า ก่อนหน้านี้เพื่อนบ้านขายส้มให้แม่ค้าได้ 25 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะนี้ต้นส้มที่ปลูกมีอายุ 20 เดือนแล้ว กำลังมีผลผลิตรุ่นแรกที่สามารถเก็บออกขายได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า พี่เมี้ยนตั้งใจเก็บผลส้มที่มีอายุครบ 9 เดือน ออกขาย เพื่อให้ส้มมีรสชาติหวานอร่อยถูกใจผู้ซื้อ โดยคาดหวังว่าผลผลิตของเขาน่าจะขายได้ราคาสูงกว่ากิโลกรัมละ 25 บาท

ครอบครัวพี่เมี้ยน อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 137 หมู่ที่ 2 ตำบลศาลาครุ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เบอร์โทร. (082) 726-1325 พี่เมี้ยนเป็นเกษตรกรรุ่นเก๋า ที่ทำสวนส้มมาตั้งแต่สมัยที่กิจการสวนส้มรุ่งเรืองเมื่อ 20 ปีก่อน เมื่อประสบปัญหาโรคส้ม พี่เมี้ยนก็ตัดสินใจเลิกทำสวนส้มและออกไปรับจ้างทำงานในเมืองอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะหวนกลับมาทำสวนผัก เมื่อราคาส้มปรับตัวสูงขึ้น พี่เมี้ยนมองว่าส้มเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้ เมื่อ 2 ปีก่อนเขาจึงหันกลับมาทำสวนส้มใหม่อีกครั้ง

สวนส้มแห่งนี้ได้ยกร่อง ขนาด 3.50 เมตร และนำดินจากท้องร่องตักขึ้นมาวางตามคันร่อง และขุดร่องน้ำลึกประมาณ 90 เซนติเมตร เขาลงทุนซื้อกิ่งตอนส้มเขียวหวานพันธุ์เขียวดำเนินมาปลูก รองพื้นด้วยปุ๋ยคอก ปลูกต้นส้มในระยะห่าง 3 เมตร พื้นที่ 10 ไร่ สามารถปลูกส้มได้ 420 ต้น 1 ร่อง ปลูกต้นส้มได้ประมาณ 70 กว่าต้น หลังปลูกคอยดูแลใส่ปุ๋ย ให้ยา ให้น้ำ สวนส้มตามปกติ

เมื่อต้นส้มเติบโตได้ระยะที่เหมาะสม จึงวางแผนผลิตส้มนอกฤดู โดยบำรุงให้ต้นส้มสะสมอาหารล่วงหน้ามาเป็นอย่างน้อย 45 วันก่อน จึงค่อยบังคับให้ต้นส้มออกดอกเดือนพฤษภาคม และใช้เทคนิคกักน้ำ โดยลดระดับน้ำในร่องสวน ตากดินให้แห้ง เพื่อให้ต้นส้มอดน้ำจนใบเหี่ยว หากจะให้มีผลผลิตมาก ก็ปล่อยให้ต้นส้มเหี่ยวเยอะหน่อย จึงค่อยให้น้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยาบำรุงอย่างเต็มที่ ต้นส้มก็จะผลิดอกออกลูกตามที่ต้องการ

พี่เมี้ยนไม่ปล่อยให้มีพื้นที่ว่างในร่องสวนส้ม พี่เมี้ยนตัดสินใจปลูกมะละกอขนาบ 2 ข้างต้นส้ม เพื่อเป็นรายได้เสริมรายวันระหว่างรอเก็บเกี่ยวส้ม มะละกอที่พี่เมี้ยนปลูก ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “มะละกอ จีเอ็มโอ” หาซื้อพันธุ์มาจากแม่ค้าในท้องถิ่น ปลูกแล้วทนทานต่อโรคได้ดี เป็นที่ต้องการของแม่ค้าในตลาดสี่มุมเมือง

เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างคุ้มค่าและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น พี่เมี้ยนตัดสินใจปักค้างไม้ระหว่างร่องสวนส้มเพื่อปลูกฟักเขียว ที่ปลูกใช้เวลาแค่ 2 เดือน ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ ปีหนึ่งก็ปลูกฟักเขียวได้หลายรุ่น สร้างรายได้เสริมหมุนเวียนเพียงพอสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของเขาได้ในระดับหนึ่ง น่าเสียดายที่พี่เมี้ยนเพิ่งรื้อแปลงปลูกฟักออกไปเมื่อวันก่อน ทำให้ไม่สามารถเก็บภาพแปลงปลูกฟักสวยๆ มาฝากกัน

“ดินกรด” ปัจจัยเสี่ยง

ของ สวนส้มรังสิต

ในอดีตสวนส้มรังสิตประสบปัญหาผลส้มร่วง เนื่องจากมีปริมาณทองแดงในดินสูง 110-1500 mg/kg ทำให้ผลผลิตลดลง เกิดจากความเป็นพิษของทองแดงต่อพืชตระกูลส้ม โดยจะทำลายระบบรากและนำไปสู่การขาดน้ำของต้นส้ม ทำให้ใบเล็ก ใบร่วง และรากส่วนที่นำอาหารไปเลี้ยงลำต้นหยุดการเจริญเติบโต นำไปสู่การทำให้ผลส้มร่วงได้

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ สวนส้มทุ่งรังสิตยังได้รับผลกระทบจากปัญหาผลส้มร่วง แต่ไม่รุนแรงมากเหมือนในอดีต ก่อนหน้านี้ สำนักวิทยาศาสตร์ เพื่อการพัฒนาที่ดิน สังกัดกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้วิเคราะห์สภาพดินสวนส้มในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พบว่า เป็นดินเปรี้ยวมีความเป็นกรดสูง เมื่อมีการปนเปื้อนด้วยโลหะหนัก ซึ่งมาจากการใช้ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคอก น้ำเสีย และกากตะกอนน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมและสารกำจัดศัตรูพืช ทำให้มีการสะสมและเคลื่อนที่ของโลหะหนักในดิน (แคดเมียม ทองแดง และสังกะสี) ที่เป็นกรดสามารถละลายและแตกตัวอยู่ในรูปอิออนมากกว่าดินที่มีสภาพเป็นกลาง

ในการศึกษาการสะสมของโลหะหนักในดินสวนส้ม อายุ 3 ปี 6 ปี และ 9 ปี ระดับความลึก 0-30 เซนติเมตร ซึ่งเป็นระดับที่มีรากพืชหนาแน่นที่สุด และรากพืชดูดซับธาตุต่างๆ จากดิน พบว่า ค่าเฉลี่ยความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ของดิน สวนส้มที่ระดับความลึก 0-30 เซนติเมตร อายุ 3 ปี และ 6 ปี มีค่าใกล้เคียงกัน คือ 4.9 และ 4.8 อายุ 9 ปี มีค่าสูงสุดคือ 5.5 และทุกช่วงอายุ มีค่า pH ลดลงตามระดับความลึกของดิน

ปริมาณทองแดงทั้งหมดในดินสวนส้ม อายุ 3 ปี 6 ปี และ 9 ปี มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการใช้สารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ ซึ่งมีทองแดงเป็นส่วนประกอบ ในการกำจัดเชื้อราโดยพ่นต้นส้ม ปริมาณแคดเมียมในดินสวนส้ม มีปริมาณสูงกว่าระดับเกณฑ์มาตรฐาน การใส่ปูนนอกจากเป็นการปรับปรุงดินกรดแล้วยังช่วยในการแก้ปัญหาการปนเปื้อนของแคดเมียมในดินได้ด้วย

ผลวิจัยสรุปว่า ปริมาณแคดเมียม ทองแดง และสังกะสี ในดินสวนส้มทุ่งรังสิต มีการสะสมโลหะหนักเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะแคดเมียมและทองแดงที่มีระดับสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การจัดการดินที่ดี มุ่งยกระดับ pH ของดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของต้นส้ม การเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ตลอดจนการให้ธาตุอาหารพืชที่เพียงพอแก่ต้นส้ม จะเป็นช่องทางสำคัญสำหรับช่วยลดค่าความเป็นพิษของโลหะหนัก แคดเมียม ทองแดง และสังกะสี ในสวนส้มให้ปรับตัวลดลงได้

“ชัยนาท 2” ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่ ขายได้ทั้งฝักสด และเข้าโรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนโลยีการเกษตร

“ชัยนาท 2” ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่ ขายได้ทั้งฝักสด และเข้าโรงงาน

ข้าวโพดหวาน เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมปลูกมาก เนื่องจากสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี และปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ประกอบกับตลาดมีความต้องการสูง

พันธุ์ข้าวโพดหวานที่เกษตรกรปลูกในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ลูกผสม ซึ่งให้ผลผลิตสูง รวมทั้งมีคุณภาพด้านการรับประทานดี และมีความสม่ำเสมอของพันธุ์

สำหรับพันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูง เป็นพันธุ์การค้าของภาคเอกชน อาทิ พันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ไฮบริกซ์ 53 ซูการ์ 75 หรือเอทีเอส 5 และพันธุ์ซูการ์สตาร์

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่เพิ่มอีก 1 พันธุ์ คือ “ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2”

“ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2” นับเป็นอีกหนึ่งพันธุ์ที่มีคุณลักษณะที่ดี และตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เหมาะสำหรับการผลิตเพื่อตลาดฝักสดและโรงงานอุตสาหกรรมด้วย

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับเกษตรกรที่จะใช้พืชพันธุ์ใหม่ไปปลูกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีพันธุ์ข้าวโพดฝักสดที่ได้รับการรับรองพันธุ์ พร้อมแนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อสร้างรายได้หลายพันธุ์ อาทิ ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์สงขลา 84-1 ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 86-1 และข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 84-1 เป็นต้น

ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาทได้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ใหม่สำเร็จอีก 1 พันธุ์ คือ “ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2” ซึ่งคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ได้ประกาศเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตรแล้ว

ข้าวโพดหวานพันธุ์ใหม่นี้ เดิมชื่อ CNSH 7566 เกิดจากการผสมระหว่างสายพันธุ์แท้เบอร์ 75 หรือสายพันธุ์แท้ไฮบริกซ์ 4 (S)-9-1-B-B-B-B กับสายพันธุ์แท้เบอร์ 66 หรือสายพันธุ์แท้ CN-SSW 59 (S)-11-1-B-B-B-B ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท ซึ่งผ่านการทดสอบการให้ผลผลิตในแปลงเปรียบเทียบเบื้องต้น แปลงเปรียบเทียบมาตรฐาน และเปรียบเทียบในท้องถิ่น ตลอดจนปลูกเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร ตั้งแต่ปี 2553-2556 และผ่านการศึกษาข้อมูลจำเพาะของพันธุ์ข้าวโพดหวานในช่วงปีดังกล่าวด้วย

ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 มีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือกสูงถึง 2,897 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตฝักสดปอกเปลือก 1,965 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่พันธุ์ชัยนาท 86-1 ซึ่งเป็นพันธุ์เปรียบเทียบให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,779 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตฝักสดปอกเปลือก 1,805 กิโลกรัม/ไร่ และพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 ให้ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,673 กิโลกรัม/ไร่ และผลผลิตฝักสดปอกเปลือก 1,751 กิโลกรัม/ไร่

นอกจากนั้น ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 ยังสามารถปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม มีความต้านทานปานกลางต่อโรคใบไหม้แผลใหญ่ โดยข้าวโพดพันธุ์นี้ มีอายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 70-73 วัน ขนาดฝัก 4.8×18 เซนติเมตร มีจำนวนแถว 16-18 แถว มีอัตราแลกเนื้ออยู่ที่ 46% มีความหวาน 13.4% บริกซ์ ทั้งยังมีคุณภาพด้านการรับประทานดีใกล้เคียงกับพันธุ์ไฮบริกซ์ 3 เหมาะสำหรับการบริโภคฝักสดและโรงงานอุตสาหกรรม

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 สามารถปลูกได้ทั่วไปทั้งเขตน้ำฝนในเขตภาคกลาง อาทิ จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี สุพรรณบุรี และสระบุรี และในเขตภาคตะวันตก เช่น จังหวัดกาญจนบุรี และสามารถปลูกได้ในพื้นที่ชลประทานเขตภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ และสุโขทัย รวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดขอนแก่น ซึ่งปลูกได้ทั้งก่อนฤดูทำนาและหลังฤดูทำนา

โดยพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา 1.5 กิโลกรัม และมีการจัดการดูแลง่ายเหมือนกับการปลูกข้าวโพดหวานทั่วไป

ทั้งนี้ ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 เป็นพันธุ์ที่ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่มีโรคดังกล่าวระบาด ควรป้องกันกำจัดตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธุ์ชัยนาท 2 เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรที่จะนำพันธุ์ไปปลูก โดยเฉพาะหลังเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อสร้างรายได้ทดแทนการทำนาปรังในช่วงหน้าแล้งปีนี้ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถฝ่าวิกฤติภัยแล้งไปได้ เพราะข้าวโพดหวานเป็นพืชไร่ที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้น้ำที่มีค่อนข้างจำกัดได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรยังมีพันธุ์พืชสวนพันธุ์ใหม่ที่อยู่ระหว่างการเสนอเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตรอีกหลายชนิด อาทิ ทุเรียนลูกผสม ส้มสายน้ำผึhง มันฝรั่ง พริกเหลือง พริกซอส พริกขี้หนูเผ็ด พริกขี้หนูหอม กระเจี๊ยบเขียว สะตอ และมะคาเดเมียนัท เป็นต้น

หากสนใจ “ข้าวโพดหวานลูกผสมพันธ์ชัยนาท 2” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท โทร. (056) 405-080-1

“ต้นมะขาม (เปรี้ยว)” หมั่นตัดแต่ง “ยอดอ่อน” ใส่ต้ม แซบหล้ายหลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“ต้นมะขาม (เปรี้ยว)” หมั่นตัดแต่ง “ยอดอ่อน” ใส่ต้ม แซบหล้ายหลาย

อาวุธติดมือของเด็กต่างจังหวัดที่ขาดเสียไม่ได้เวลาออกล่าสัตว์ นั่นคือ “หนังสติ๊ก”

อธิบายสักเล็กน้อยเผื่อคนเมืองไม่รู้จัก หนังสติ๊กเป็นอาวุธที่ทำจากง่ามไม้ มียาง 2 เส้น ยึดแต่ละง่ามไว้ที่ปลายด้านหนึ่ง ขณะอีกด้านหนึ่งจะใช้แผ่นหนังสัตว์รัดเชื่อมกันไว้ ใช้สำหรับเป็นฐานรองรับลูกกระสุน ที่โดยมากมักจะใช้ดินเหนียวปั้นตากแห้ง ก้อนกรวดดินลูกรัง หรือถ้ามีกระตังค์หน่อยก็ซื้อลูกแก้ว ซึ่งมีความแข็งแกร่งและมีอานุภาพในการทำลายล้างสูงมากๆ

วิธีใช้นั้น ให้มือข้างหนึ่งยึดด้าม มืออีกข้างออกแรงดึงบริเวณฐานหนังสัตว์ให้ยางยืดออก เล็งไปที่เป้าหมายแล้วปล่อย

เพียงลูกเดียว กิ้งก่า นก ก็มีอันต้องดิ้นกระแด่วๆ สิ้นใจตาย

ในวันที่โรงเรียนหยุด เรามักรวมตัวกันเพื่อออกผจญภัยประสาเด็กบ้านนอก กินข้าวที่บ้านแต่เช้า ห่อข้าวติดตัวไว้สำหรับไปกินกลางวัน กับข้าวไม่ต้องนำไปด้วย ก็หวังสัตว์จำพวก นก กิ้งก่า กบ ปลา ที่จะไปตามไล่ล่ากันนั่นแหละ

ต้องได้! ไม่อย่างนั้นมื้อกลางวันไม่มีกับข้าวกิน

ทุกคนจึงฮึกเหิม และสนุกสนานกับการล่าสัตว์มาเป็นอาหารมาก คิดไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับกองทัพพระเจ้าตากเพียงไม่กี่หยิบมือ ที่ฮึกเหิม มุ่งมั่น พร้อมแบบถวายหัว หลังจากทุบหม้อข้าวก่อนเข้าตีเมืองจันท์

ดินเหนียวที่ปั้นเป็นก้อนกลมๆ อัดแน่นอยู่เต็มกระเป๋า หนังสติ๊กเหน็บหลัง บางครั้งที่มืออีกข้างก็จะมีคันเบ็ดไม้ไผ่ยาวๆ สำหรับใช้ตกปลา

อาวุธอย่าง “หนังสติ๊ก” นี่เอง ที่ไม่มีใครยอมใคร

ของคนไหนสวย เพื่อนคนอื่นก็มักอิจฉา ต้องไปหาไม้มาทำใหม่เพื่อประชันกัน และแน่นอน ไม้ที่ดีที่สุดซึ่งเด็กอย่างเราพอจะหามาทำด้ามหนังสติ๊กได้ ก็คือ “มะขาม”

เรามักมีความสุขที่ได้ป่ายปีนต้นไม้ชนิดนี้เพื่อหากิ่งง่ามสวยๆ เหมาะๆ สำหรับตัดเอามาทำด้ามหนังสติ๊ก เพลิดเพลินกับการเก็บมะขามกินไป ร้องเพลงเล่นกันไป กระโดดจากกิ่งหนึ่งไปจับอีกกิ่งหนึ่งอย่างไม่กลัวว่ามันจะหัก เพราะประสบการณ์ชีวิตของทั้งคนรุ่นก่อนและรุ่นเราสอนให้รู้ว่า มะขาม เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรงและทนทานมาก กิ่งไม่เปราะหักง่ายเหมือนต้นไม้อื่นๆ

ดูเขียงหมูนั่นปะไร ส่วนใหญ่ก็ทำจากโคนมะขาม

สับหมูฉับ ฉับ ฉับ เป็นสิบๆ ปีก็ไม่มีวันเสียหาย

มะขามไม่ใช่ผัก อาจเรียกได้ว่าเป็น “ผลไม้” ก็คงจะไม่ผิด

ที่คนไทยคุ้นเคยเห็นจะมีอยู่ 2 ชนิด คือ มะขามเปรี้ยว กับ มะขามหวาน โดยที่มะขามหวานจะมีพันธุ์อื่นๆ อีกมากมายหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์หมื่นจง พันธุ์สีทอง พันธุ์น้ำผึ้ง ฯลฯ ซึ่งหากอยากรู้ว่าต่างกันอย่างไร ให้ไปเยือนจังหวัดเพชรบูรณ์ ดินแดนแห่งมะขามหวาน

หรือลองไปเดินเที่ยวงานเกษตรแฟร์ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จะมีมะขามหวานมากมายให้ได้เลือกลองชิมรส

แต่ที่ผมคุ้นเคยคือ มะขามเปรี้ยว

โดยมากมักจะเก็บกินตามหัวไร่ปลายนา เมื่อครั้งเป็นฝักอ่อนก็ทำพริกเกลือจิ้ม ที่เหลือติดต้นเมื่อเป็นฝักดิบบางครั้งจะเก็บมาให้แม่ดองหรือทำแช่อิ่ม สุดท้าย ที่ยังเหลือติดต้นกลายเป็นฝักแก่ ก็เอามาทำเป็นมะขามเปียกได้ด้วย

ลืมบอกอีกอย่าง เม็ดมะขามสุกสามารถกินได้โดยการนำมาคั่วไฟอ่อนๆ เคี้ยวกินกรุบกรอบมาก

ผมได้พันธุ์มะขามเปรี้ยวยักษ์มาต้นหนึ่ง ตัดสินใจจะนำไปปลูกไว้เป็นไม้ใหญ่เพื่อให้ร่มเงาที่บ้าน

ด้วยความที่บ้านหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หากต้องการได้ร่มเงาให้กับลานจอดรถก็ต้องปลูกต้นมะขามด้านทิศตะวันออก หากแต่เมื่อลองขุดดินลงไปได้เพียงจอบเดียว ก็พบว่าเป็นแนวท่อประปา คราแรกจะเปลี่ยนใจย้ายที่ปลูก แต่ด้วยความอยากได้ร่มเงาของมัน เพราะตั้งใจจะไม่ทำโรงรถ ที่สุดก็เลยขุดดินต่อและปลูกมะขามเปรี้ยวยักษ์ไว้ตรงตำแหน่งเดิม

มารู้อีกทีว่าดี ก็ตอนที่คนแก่คนเฒ่ามาเยี่ยมบ้าน

“ดีแล้ว ดีแล้ว…ตรงนี้แหละดีแล้ว บังแดดได้ด้วย อยู่หน้าบ้านด้วย”

ถามได้ความว่าชื่อมะขามก็พ้องเสียงกับ คำว่า “เกรงขาม” เป็นไม้มงคล ทำให้คนอื่นเกรงขาม

แต่สำหรับผมวิทยาศาสตร์อธิบายไว้ว่า มะขาม ก็เป็นไม้เนื้อแข็ง เหนียว ไม่เปราะหักง่าย การปลูกไว้บังแดดให้โรงรถจึงไม่ต้องห่วงเรื่องกิ่งที่จะหักลงมาทับรถสร้างความเสียหาย

สำหรับการปลูกมะขามเปรี้ยวยักษ์นั้นไม่ยาก แค่ขุดหลุมเตรียมดินโดยใส่ปุ๋ยคอก และดินผสมลงไป ฝังกลบดินเดิม รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน แค่นี้ต้นมะขามเปรี้ยวยักษ์ก็เติบโตงอกงามแล้ว เพราะเป็นต้นไม้ที่โรคและแมลงไม่ค่อยมี

ไม่เหมือนกับ มะขามหวาน ที่ค่อนข้างจะต้องดูแลอย่างพิถีพิถันกว่า

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา บ้านผมจัดงานปาร์ตี้เล็กๆ ในหมู่เพื่อนพ้องน้องพี่

ไม่มีอะไรมาก ก็แค่มาทำกับข้าวกินร่วมกันที่บ้าน มีจับสลากของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ตามความนิยม

เพื่อนคนหนึ่งเล็งยอดอ่อนของต้นมะขามเปรี้ยวยักษ์ที่ปลูกไว้หน้าบ้านนานแล้ว และเมื่อถึงวาระพิเศษอย่างนี้ เขาจึงคิดอยากที่จะทำ “ต้มไก่ใบมะขามอ่อน” ให้เพื่อนคนอื่นๆ ได้ลองลิ้มชิมรส แต่ติดอยู่ตรงที่ว่า ตลาดสดเล็กๆ ใกล้บ้านวันนั้นไม่มีไก่ขาย

จึงต้องเปลี่ยนเนื้อสัตว์ แล้วก็มาลงเอยกันที่หมู

สูตรของเขาเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่เท่าที่เลียบๆ เคียงๆ ดู ก็เห็นว่าไม่ต่างอะไรจากการทำต้มไก่ใบมะขามอ่อน คือมีเนื้อสัตว์เป็นหลัก ต้มพอสุกแล้วยกพักไว้ก่อน จากนั้นตั้งหม้อต้มน้ำ เติมหอมแดง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ต้มจนน้ำเดือดแล้วจึงใส่ไก่ลงไปเคี่ยวให้สุก

น้ำเดือดปุดๆ ตักฟองออกสัก 2-3 ครั้ง จึงปรุงรสด้วย เกลือ น้ำปลา แล้วก็ถึงคราเติมพระเอกของเรา นั่นก็คือ ใบมะขามอ่อน

ชิมรสจนเป็นที่พอใจแล้วค่อยตักลงชาม

สำหรับน้ำมะนาว กับพริกแห้งค่อยมาปรุงในชามตอนหลัง รสใคร รสมัน

ง่ายๆ แค่นี้ ข้าวเย็นมื้อนั้นก็แซบหล้ายหลายแล้วเด้อ

ผักสวนครัว ในรั้วเขตบางเขน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักสวนครัว ในรั้วเขตบางเขน

การปลูกผักในเมือง ปัจจุบันเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากแล้ว จากกระแสรักสุขภาพกำลังมาแรง โรคภัยที่เบียดเบียนเราอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากอาหารที่กินเข้าไป ซึ่งส่วนใหญ่มีสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่เกษตรกรกระหน่ำใส่อย่างไม่ยั้งมือ เพื่อรักษาไม่ยอมให้ผักถูกทำลาย แต่ยินยอมให้ผู้บริโภคผักถูกทำลายอย่างช้าๆ ด้วยสารเคมี ถามว่าเกษตรกรกินผักที่ปลูกหรือไม่ คำตอบคือ ไม่กิน

ผักที่เราปลูกเองเป็นคำตอบที่เด่นชัดที่สุด ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากเราเป็นผู้ปลูกเองกับมือ คนที่มีอายุเลย 35 ปี ขึ้นไป ต้องเริ่มต้นที่จะหัดกินผัก ผลไม้ ให้มากขึ้น จากข้อมูลของ กองทุนมะเร็งแห่งโรค (World Cancer Research Fund) และสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Research institute) บอกว่า การกินผักและผลไม้เป็นประจำสามารถป้องกันมะเร็งได้ 20% และการหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ สามารถป้องกันได้มากเป็น 40% ฟังหูไว้หูนะครับ เราโดนฝรั่งหลอกมาหลายเรื่องแล้ว ตั้งแต่เรื่องน้ำมันปาล์มที่หลอกให้เรากินกันทั้งประเทศ

ความเชื่อที่มีคือ ผักมีเยื่อใยทำให้เมื่อกินลงไปแล้วผ่านลำไส้จะช่วยครูดไขมันที่เกาะติดอยู่กับผนังลำไส้ให้ออกมาพร้อมกับการขับถ่าย เลยทำให้ต้องหันมากินผักให้มากกว่าเนื้อสัตว์ แต่เหมือนหนีเสือปะจระเข้ เพราะผักที่เราหมายมั่นปั้นมือว่าจะกินเป็นหลัก ดันใส่พิษภัยของสารเคมีไว้เพียบ คำตอบสุดท้ายคือ ปลูกกินเองตามจุดมุ่งหมายของคอลัมน์นี้

จุดเริ่มต้นของสวนผัก

สวนผักเขตบางเขนเกิดขึ้นจากความเป็นนักวิศวกรช่างคิดของท่านผู้อำนวยการเขตคนเก่า คุณกฤษณ์ เกียรติพนชาติ ปัจจุบัน เป็นรองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรมการท่องเที่ยวและกีฬา กทม. ที่เห็นพื้นที่ว่างหลังที่ทำการเขตไม่ได้ทำประโยชน์อะไร จึงมีความคิดว่าควรจะทำเป็นสวน ปลูกผักเพื่อให้คนเมืองได้เห็นว่าในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดก็สามารถปลูกผักได้ จากป่าละเมาะที่รกร้างมีเศษสิ่งของถูกทิ้งสะสมเหมือนกองขยะ จึงถูกทำให้กลายเป็นสวนผักในเมืองที่มีคุณค่า

คุณเจี๊ยบ หรือ คุณจันทรัศม์ จันทรศรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม ของเขตบางเขน เล่าให้ฟังว่า “จากความริเริ่มของ ท่าน ผอ. กฤษณ์ จัดทำสวนขึ้นมาโดยไม่ได้รบกวนงบประมาณ กทม. เลย ประมาณปลายปี 2556 เดิมสวนนี้มีสระน้ำด้วย พื้นดินก็ไม่สม่ำเสมอ ได้รับความร่วมมือจากผู้รับเหมาทำถนนที่จำเป็นจะต้องนำดินไปทิ้ง เอาดินเข้ามาทิ้งที่สวนนี้ ใช้รถไถของฝ่ายโยธาฯ ปรับดินให้เสมอ รับแผ่นปูนสำหรับรองตู้โทรศัพท์ที่ไม่ได้ใช้ขององค์การโทรศัพท์ฯ มาทำเป็นแผ่นปูทางเดิน และได้รับแท่งปูนจากสำนักการจราจร ของ กทม. เอง มาทำเป็นที่กั้นแปลงผัก ส่วนฝ่ายรักษาความสะอาดฯ อำนวยความสะดวกเรื่องรถรา ใช้เวลาปรับปรุงเป็นเวลาเกือบปี” ถึงบรรทัดนี้ ขอยกนิ้วให้สำหรับการเป็นนักสิ่งแวดล้อมของ ท่าน ผอ. กฤษณ์

บนพื้นที่ประมาณ 950 ตารางเมตร ถูกแบ่งเป็นสวนสาธารณะ 400 ตารางเมตร สวนผักมีเนื้อที่ใช้สอยสำหรับปลูกอยู่ 550 ตารางเมตร ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ของฝ่ายโยธาและฝ่ายรักษาความสะอาด มาช่วยกันทำแปลงผักและทางเดิน ส่วนฝ่ายพัฒนาชุมชนฯ ทำหน้าที่ปลูกผักและดูแล คุณเจี๊ยบได้เริ่มเข้าปรับปรุงดินในแปลงปลายปี 2557 เนื่องจากดินที่ถมไม่มีอินทรียวัตถุที่เหมาะสมกับการปลูกพืชผัก โดยการนำปุ๋ยใบไม้หมักจากสำนักสิ่งแวดล้อม ของ กทม. มาใส่ในแปลงเป็นหลัก และมีมูลวัวมาใส่อีกจำนวนหนึ่ง ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็ปลูกปอเทืองเพื่อทำปุ๋ยหมักสำหรับใช้ในแปลง

แปลงปลูกผักของเขตมีพื้นที่กว้าง 1.7 เมตร ยาว 6 เมตร สูงจากพื้น 30 เซนติเมตร มีขนาดเหมาะสมกับการจัดการที่สะดวก แปลงผักทั้งหมดของเขตมีทั้งหมด 18 แปลง พืชที่ปลูกจะเป็นผักที่นิยมกินของคนในเมือง เช่น คะน้า กวางตุ้ง คะน้าฮ่องเต้ ผักบุ้งจีน ผักสลัด มะเขือ ผักชีฝรั่ง โหระพา พริกขี้หนูสวน พริกยำ ที่ปลูกได้ทุกฤดู ส่วนผักเฉพาะฤดูหนาว ได้แก่ ขึ้นฉ่าย ปวยเล้ง มะเขือเทศ ผักกาดขาว หัวไชเท้า โดยจะหมุนเวียนปลูกไปเรื่อยๆ ไม่ซ้ำแปลงกัน ส่วนพืชผักที่ไม่ได้ปลูกในแปลงก็มี ชะอม ข้าวโพดหวาน บวบ ฟัก บางชนิดปลูกเป็นรั้ว บางชนิดก็ทำเป็นหลังคาให้เลื้อย

ทุกๆ ครั้งที่รื้อแปลงปลูกใหม่ จะต้องนำเศษผักทั้งหมดออกจากแปลงให้หมด เศษผักนั้นจะถูกนำไปหมักเป็นปุ๋ยเพื่อนำกลับมาใส่แปลงอีกที หลังจากนั้น ก็จะสับดินด้วยจอบทั้งแปลง และใส่มูลวัว 2 กระสอบ ทุกครั้งที่มีการปลูกผักใหม่ เพื่อให้ดินมีธาตุอาหารที่พอเพียงต่อพืช ตากดินไว้ประมาณ 4-5 วัน รดน้ำที่ผสม อีเอ็ม ที่หมักจาก พด. 2 ของกรมพัฒนาที่ดิน เตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนปลูก

การปลูกจะต้องเตรียมกล้าผัก โดยใช้ตะกร้าพลาสติก ปูด้วยกระสอบมูลวัวที่ซื้อมา ใส่ดินที่ผสมไว้สูงประมาณ 2 นิ้ว รดน้ำให้ชุ่ม ก่อนหว่านเมล็ด ส่วนเมล็ดผักใช้แช่น้ำอุ่น 6 ชั่วโมง นำมาใส่ผ้าขาวบาง ทิ้งไว้อีก 6 ชั่วโมง จึงนำมาปลูกในตะกร้า ใช้เวลาประมาณ 12 วัน ก็จะนำมาปลูกในแปลง วิธีการปลูกจะใช้นิ้วช้อนลงไปในดิน เพื่อประคองต้นขึ้นมาไม่ให้ต้นหักและรากขาด ใช้ไม้หรือนิ้วจิ้มลงไปในแปลง นำต้นปลูกลงไป กดให้แน่นพอดี และจะต้องขึงซาแรนเพื่อกันแดดให้ก่อน เนื่องจากแดดค่อนข้างแรง ประมาณ 7 วัน ก็จะนำซาแรนออก ส่วนการรดน้ำจะใช้วิธีฉีดด้วยสายยาง ปุ๋ยเคมีที่ใช้คือ ยูเรีย โดยการใส่บัวรดน้ำ ในอัตรา 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร ใช้ปุ๋ยยูเรีย 2 ครั้ง ตลอดอายุการเก็บเกี่ยว

สำหรับโรคและแมลง จะใช้น้ำหมักสะเดากับยาฉุน กากชาใช้ป้องกันหอยเจดีย์เล็ก สารป้องกันโรคพืชนี้ใช้ชีวภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ฉีดพ่นตอนช่วงเย็น บางครั้งโรคพืชที่ไม่สามารถรักษาได้ทันก็จะตัดต้นพืชนั้นทิ้งทั้งแปลงเพื่อตัดวงจรของโรคทิ้ง

ผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ในเขตบางเขน โรงพยาบาลแม่และเด็ก สถาบันโรคผิวหนัง สำนักงานป้องกันและควบคุมโรคที่ 1 โรงเรียนประชาภิบาล และชุมชนรอบๆ ข้างเขต ในราคาที่ทำเป็นถุง น้ำหนักครึ่งกิโลกรัม จำหน่ายถุงละ 20 บาท ทุกชนิด ผลผลิตของเขตมีจำหน่ายไม่เพียงพอแก่ความต้องการ เนื่องจากผู้ซื้อทราบว่า การผลิตผักของสวนผักฯ ไม่ได้ใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ทำให้ผักที่ได้มีความปลอดภัย และเป็นที่ไว้วางใจของผู้บริโภค ผักที่ยอดนิยมที่สุดของสวนคือ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง และผักบุ้ง เพราะผู้ที่ได้บริโภคจะทราบว่า รสชาติของผักจะแตกต่างกับผักที่ซื้อจากตลาด

ปัจจุบัน ท่านผู้อำนวยการเขตคนใหม่ ท่านวิสุทธิ์ ธรรมวิริยวงศ์ และ คุณวันดี สิงห์เพ็ชร นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคมของเขตบางเขนให้การสนับสนุนในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

โดยผู้อำนวยการเขตได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “เราจะเปิดตัวสวนผัก ในงานชมสวนครัวบางเขน อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 24 มกราคม 2559 (ที่ผ่านมา) เพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการในเขตบางเขนได้เห็นว่า การปลูกผักในเมืองที่มีพื้นที่จำกัดไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย เราจึงทำแปลงผักให้เป็นตัวอย่างสำหรับคนเมืองที่ต้องการเริ่มปลูกผัก สวนบางเขนจะเป็นแหล่งเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังตอบสนองนโยบายในการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพมหานคร ผู้สนใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุด ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ปัจจุบัน หน่วยงานราชการต่างๆ ตั้งใจที่จะทำต้นแบบการปลูกสวนผักคนเมืองในพื้นที่จำกัด บริเวณหน่วยงานของตัวเอง เพื่อกิจกรรมสันทนาการของเจ้าหน้าที่เองบ้าง หรือบางหน่วยงานทำเพื่อเป็นตัวอย่างให้ประชาชนที่พบเห็นนำไปทำเป็นกิจกรรมการปลูกผักที่บ้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพื้นที่จำกัดไม่เป็นอุปสรรคในการปลูกผัก เพราะเราสามารถดัดแปลงภาชนะต่างๆ มาปลูกผัก แทนที่จะต้องปลูกในดินอย่างเดียว และผักก็มีความต้องการแดดแตกต่างกัน สถานที่ร่มรำไรก็สามารถปลูกผักชนิดที่ชอบแสงแดดน้อยได้

สนใจเรื่องการปลูกผักในเมือง สามารถติดต่อได้ที่ คุณเจี๊ยบ หรือ คุณจันทรัศม์ จันทรศรี นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการของเขตบางเขนได้ ที่เบอร์โทรศัพท์ (092) 278-2577