ชาวตำบลบ้านสิงห์ ราชบุรี ปลูกมะระเขียวหยก 16 ของศรแดง ทนโรค ผลผลิตมีคุณภาพ ราคาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวตำบลบ้านสิงห์ ราชบุรี ปลูกมะระเขียวหยก 16 ของศรแดง ทนโรค ผลผลิตมีคุณภาพ ราคาดี

สิ่งที่เป็นปัญหาสร้างความปวดหัวให้แก่เกษตรกรมาตลอดคือ โรคพืชและแมลงศัตรู แล้วยิ่งนับวันจะทวีความร้ายกาจมากขึ้น อันเป็นอุปสรรค ความยากลำบากต่อการทำเกษตรกรรม ทั้งนี้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างทุ่มเท หาทางแก้ไขและรับมือ

การพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช ถือเป็นอีกหนึ่งทางรอดเพื่อเอาชนะกับโรค/แมลง กระนั้นก็ตามมีหลายกลุ่มธุรกิจที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ พยายามระดมสรรพกำลังจากสติปัญญาของผู้เชี่ยวชาญในวงการเกษตรเพื่อพัฒนาเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดเพื่อให้สามารถต้านทานความร้ายแรงของโรค/แมลงศัตรู

บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด เป็นอีกหนึ่งธุรกิจผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ต่อการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชทางการเกษตรหลายชนิดอย่างมีคุณภาพ เชื่อถือได้ ภายใต้เครื่องหมายการค้าและชื่อที่ชาวไร่ ชาวสวน ต่างรู้จักกันดีคือ “ศรแดง” มาเป็นเวลายาวนาน

ได้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่จังหวัดราชบุรีพร้อมกับ คุณขจรศักดิ์ โพธะการ หรือ คุณตี๋ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการตลาดของศรแดง เพื่อไปพบกับชาวบ้านที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั้น โดยใช้เมล็ดพันธุ์ตราศรแดง จนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ทั้งรูปลักษณะและขนาด จึงเป็นที่ต้องการของตลาดจนนำมาสู่รายได้ที่ดี

คุณตี๋ พาไป บ้านเลขที่ 136 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นสวนผักของ คุณทุเรียน ก่ำหิน หรือ คุณติ๋ม และ คุณประคอง (สามี) ทั้ง 2 คน ช่วยกันปลูกพืชอายุสั้นหลายชนิด อาทิ ถั่วฝักยาว แตงกวา มะระ ผักชี ผักรองจาน สลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมานานกว่า 20 ปี

หลายปีที่ผ่านมา สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงมาก การทำเกษตรกรรมต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของธรรมชาติ จนทำให้ชาวสวนทั้ง 2 คน ต่างประสบปัญหาเรื่องโรค/แมลง ศัตรูพืชเช่นเดียวกับชาวสวนคนอื่น สร้างความเสียหายต่อผลผลิตเป็นจำนวนมาก

แต่เมื่อ คุณติ๋ม พบว่า เพื่อนชาวสวนร่วมอาชีพได้นำเมล็ดพันธุ์มะระของศรแดงมาปลูก สามารถต้านทานโรคได้ ทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกมากมาย ทั้งยังมีรูปลักษณะผลเหมาะสมตรงตามความต้องการของตลาด

ด้วยเหตุนี้การปลูกพืชรอบใหม่จึงทำให้คุณประคองตัดสินใจนำเมล็ดพันธุ์มะระศรแดง ที่มีชื่อว่า เขียวหยก 16 มาปลูกทันที

คุณตี๋ ให้รายละเอียดคุณสมบัติเมล็ดพันธุ์มะระเขียวหยก 16 ว่ามีจุดเด่นที่สามารถทนทานต่อโรคยอดมะระบ้า ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้ยอดหยิกเน่า นอกจากนั้นแล้ว ยังทำให้มะระมีรูปร่างลักษณะผลสวย มีลายน้ำสวย บ่าตั้งตรง ก้นมน มีน้ำหนักพอดี จนเป็นที่ต้องการของตลาด

สภาพพื้นที่การปลูกมะระในสวนของคุณติ๋มและคุณประคองมีลักษณะเป็นการยกร่อง ความยาวร่องปลูกกว่า 40 วา ปลูก 2 แถว ต่อร่อง และห่างกัน 2 ศอก ใช้ระยะปักเสาห่างกัน ต้นละประมาณ 1 วา

สำหรับขั้นตอนการปลูกมะระพันธุ์เขียวหยก 16 คุณติ๋ม แจงว่าเริ่มจากการเพาะต้นกล้าในถาด ที่มีจำนวนกว่า 100 ช่องปลูก โดยใช้เวลาประมาณกว่า 1 สัปดาห์ ต้นกล้าจะสูงราวคืบ แล้วจึงย้ายลงแปลงปลูก ขณะเดียวกันได้หว่านเมล็ดผักชีลงในแปลงเดียวกันด้วย

ในระหว่างที่ต้นมีขนาดเล็ก จะใช้ปุ๋ย สูตร 25-7-7 ใส่สัปดาห์ละครั้ง เพื่อต้องการเร่งการเจริญเติบโตของต้นก่อน จากนั้นเมื่อมีแขนงแตกออกมาจึงเริ่มใส่ฮอร์โมนทางใบเสริมเข้าไปเพื่อบำรุงดอก พอติดผลจะใส่ปุ๋ย สูตรเสมอ 16-16-16 เพราะเป็นการบำรุงผล ระยะเวลาปลูกนับจากวันที่นำต้นกล้าลงแปลงจนเก็บผลผลิต ประมาณ 2 เดือน

ปัจจุบัน มะระที่คุณติ๋มปลูกอยู่มีอายุ 2 เดือน และอยู่ระหว่างการเก็บผลผลิต เธอชี้ว่าช่วงที่เริ่มให้ผลผลิตในระยะแรกอาจได้เพียงต้นละ 2-3 ผล และจะค่อยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเมื่อขนาดผลเท่านิ้วโป้งบ้าง หรือบางสวนดูว่าขนาดแขนบ้างจึงห่อผล

ทั้งนี้ ช่วงเวลาการห่อผลภายในสวนเดียวกันอาจไม่พร้อมกัน เพราะการเจริญเติบโตของผลต่างเวลากัน โดยจะพิจารณาดูความเหมาะสมของขนาด ทั้งนี้ แปลงปลูกมะระของคุณติ๋มมีจำนวนหลายพันต้น แล้วผลผลิตจะค่อยทยอยออก

คุณตี๋ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การห่อผลนอกจากเพื่อป้องกันแมลงวันทองเข้ามาทำลายแล้ว ยังมีความสัมพันธ์และความสำคัญกับตลาดขายส่ง เนื่องจากการขายมะระมีลูกค้า 2 ตลาด ถ้าเป็นตลาดทางภาคใต้ไปจนถึงประเทศมาเลเซีย จะชอบมะระผิวสีเข้ม เพราะต้องเผื่อเวลาสำหรับการขนส่งเดินทางจะไม่ทำให้ผิวมีสีเหลืองแล้วสุกเร็วเกินไป

ส่วนอีกตลาดอยู่แถวภาคกลาง ตลาดนี้ลูกค้านิยมเปลือกผิวสีเขียวอ่อน ดังนั้น จึงต้องห่อเพื่อจะทำให้ผิวเปลือกมีสีเขียวอ่อน ดูสวย ไม่มีตำหนิ ทำให้ราคาสูง เพราะถ้าไม่ห่อผิวเปลือกจะมีสีคล้ำ

“คราวนี้มาดูที่ขนาดหรือไซซ์ที่นิยมของตลาด เป็นขนาดผลที่ชาวสวนเรียกกันว่าหน้าสี่ หมายถึง การวางเรียงผลที่มีจำนวน 4 แถว ถ้าใหญ่กว่านี้ตลาดไม่นิยม อีกอย่างลูกค้ามักรับซื้อขนาดผลไม่ต้องใหญ่ เพื่อให้ได้จำนวนมาก

ถ้าผลขนาดหน้าสาม เวลาไปชั่งน้ำหนัก ถ้าสัก 5 กิโลกรัม จะได้จำนวนผลน้อย แต่ถ้าเป็นหน้าสี่ ขนาดน้ำหนัก 5 กิโลกรัมเช่นกัน จะได้จำนวนผลมาก แม่ค้าจะชอบมากกว่า อีกทั้งขนาดผลหน้าสี่ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก เป็นขนาดที่พอเหมาะ”

แล้วให้รายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า มะระหลังจากให้ผลผลิตแล้วจะทยอยห่อผล แล้วทยอยเก็บได้ทุกวัน ไปนานถึง 2 เดือน จึงหมดรอบ หรือถ้านับเป็นจำนวนครั้งที่เก็บ จะเก็บได้ 40-45 คราว (ครั้ง) ต่อรอบการผลิต ทั้งนี้ อาจจะเก็บทุกวัน หรือเว้นวันบ้าง แล้วแต่ชาวสวนจะดูว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เก็บขายจะดูลักษณะผิวเปลือก ถ้ามองดูว่าลายน้ำมีความเปล่ง และมีขนาดผลเหมาะจึงเก็บได้ และจะไม่ปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจทำให้ผิวปริแตกเสียหาย ราคาขายส่งมะระจากสวน กิโลกรัมละ 20 บาท (30 ตุลาคม 2558)

ช่วงเวลาที่ปลูกมะระในแต่ละรอบปีของเกษตรกรชาวสวนในแต่ละพื้นที่ไม่ตรงกัน ผู้ปลูกแต่ละสวนจะดูความเหมาะสมเองเป็นหลัก แต่สำหรับคุณติ๋มจะเลือกปลูกในช่วงที่เริ่มเข้าสู่หน้าหนาว เพราะเธอเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่การปลูกพืชจะเจริญเติบโตมีความสมบูรณ์ดี ถึงแม้จะได้ผลผลิตลดลงไปบ้าง เพราะไปกระทบกับอากาศเย็น

ระหว่างรอเก็บมะระ คุณติ๋มและคุณประคองมีรายได้อีกทางจากการเก็บผักชีขาย โดยใช้เวลาปลูกเพียง 45 วัน การเก็บแต่ละครั้งถ้ามีแรงงานมาช่วย สามารถเก็บได้ครั้งละ 20-30 กิโลกรัม ผักชีขายส่ง ราคากิโลกรัมละ 100 บาท (30 ตุลาคม 2558) ราคาผักชีไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณที่มีในท้องตลาด เพราะถ้าชาวสวนตัดพร้อมกันเมื่อไร ราคาจะลดลงทันที

นอกจากนั้น ในร่องน้ำยังได้เลี้ยงปลาเบญจพันธุ์ไว้เพื่อขายด้วย โดยใช้เศษพืชเป็นอาหาร ปลาที่จับได้ครั้งละเป็นตัน สร้างรายได้ที่ดีอีกทางหนึ่งด้วย

คุณติ๋ม เผยว่า สมัยก่อนเวลาจะปลูกพืชผักมักไปซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ตลาดศรีเมือง เพราะเป็นแหล่งใหญ่ ขณะนี้กำลังใช้เมล็ดพันธุ์ของศรแดงและถือเป็นครั้งแรก ซึ่งจากการปลูกมะระพบว่า ดีมากทั้งคุณภาพและปริมาณ อีกทั้งยังไม่พบการติดเชื้อหรือเป็นโรคอย่างที่เคยพบมาในอดีตเลย นอกจากนั้น ยังมีลักษณะรูปร่างสีผิวและความทนทานดี เป็นที่ต้องการของตลาด และจากประสบการณ์ที่ปลูกมะระมายาวนานจะเห็นว่าคุณภาพเมล็ดพันธุ์ของศรแดงดีกว่า ทำให้ขายได้ราคาดีกว่า

คุณตี๋ บอกว่า ศรแดง มีเมล็ดพันธุ์พืชผักเศรษฐกิจหลายชนิดที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก สำหรับในพื้นที่ราชบุรีได้มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกมะระ แตงกวา แตงร้าน และถั่วฝักยาว ซึ่งเป็นพืชหลัก ทั้งนี้ เนื่องจากจังหวัดราชบุรีโดยเฉพาะที่อำเภอโพธารามถือเป็นแหล่งที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั้นขนาดใหญ่ของประเทศอีกแห่งเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นภาคใด

“ที่ผ่านมา พบว่า หลายพื้นที่ในราชบุรีภายหลังที่ได้ส่งเสริมให้ชาวสวนนำเมล็ดพันธุ์พืชหลายชนิดไปใช้ต่างประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ดังนั้น ถ้าเกษตรกรชาวไร่ ชาวสวน ท่านใดสนใจ และเปิดใจที่จะลองใช้เมล็ดพันธุ์ศรแดงดูบ้าง สามารถติดต่อเข้าไปได้ที่ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด หมายเลขโทรศัพท์ (02) 831-7777 เพื่อที่ทางบริษัทจะได้ส่งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในเขตนั้นเข้าไปพูดคุย”

แค่…ง่าย ง่าย เพียงใจรัก เปลี่ยนระเบียงบ้าน เป็นสวนผักไฮโดรโปนิก กลางกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

แค่…ง่าย ง่าย เพียงใจรัก เปลี่ยนระเบียงบ้าน เป็นสวนผักไฮโดรโปนิก กลางกรุง

กระแส “สวนผักคนเมือง” ดูจะได้รับการตอบรับจากสังคมเป็นอย่างดี เหตุผลหนึ่งน่าจะเกิดมาจากความเป็นพิษของพืชผักที่ใช้บริโภค และยิ่งนับวันจะทวีคูณรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น จึงไม่แปลกที่สวนผักคนเมืองเป็นแนวคิดคู่ขนานกับเกษตรอินทรีย์

หลักคิดของสวนผักคนเมือง ต้องการตอบโจทย์ข้อจำกัดบางอย่างของวิถีชีวิตคนเมือง ไม่ว่าคุณจะอยู่บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ หรือแม้แต่อาคารชุด ถ้ามีใจรักการปลูกพืชผักเป็นทุนเต็มร้อยแล้ว ก็สามารถใช้พื้นที่ตามความเหมาะสมของที่พักอาศัยสร้างเป็นสวนผักของตัวเองได้ไม่ยาก แถมยังช่วยลดความเครียด ได้ออกกำลังกายตามอิริยาบถต่างๆ หรือบางรายถึงกับสร้างรายได้เลยก็มี

อีกตัวอย่างของความสำเร็จในการแปลงบ้านเป็นสวนผัก ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงแถวเขตลาดพร้าว บ้านหลังนี้หากมองจากภายนอกคงดูไม่ต่างจากบ้านพักอาศัยทั่วไป แต่เมื่อมองผ่านรั้วกำแพงกลับพบการสร้างโรงเรือนปลูกผัก อีกทั้งเมื่อแหงนหน้าขึ้นไป พบว่าที่ระเบียงชั้น 2 มีโรงเรือนปลูกผักอีกแห่ง แล้วความน่าสนใจอยู่ตรงเป็นตระกูลผักเมืองหนาวหลายชนิด??

แต่ว่าไม่ได้ปลูกไว้รับประทานกันภายในครอบครัวอย่างเดียว ยังปลูกส่งขายตามร้านอาหารด้วย เลยสงสัยว่าสภาพแวดล้อมอย่างในกรุงเทพฯ นี้ เขาปลูกผักเมืองหนาวสำเร็จได้อย่างไร…ลองไปฟังคำตอบจาก คุณสิทธิเลิศ วงศ์ธนะเอนก หรือ คุณสิทธิ์ ว่าอะไรคือที่มาของผลสำเร็จเช่นนี้

บ้านคุณสิทธิ์ ตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนสตรีวิทยา 2 ซอย 10 ลาดพร้าว กรุงเทพฯ หากใครมีโอกาสเดินทางมาแถวถนนโชคชัย 4 พอจะรู้บ้างว่าตรอกซอกซอยในย่านนี้มีอยู่มาก เพราะถนน/ซอยทุกเส้นสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้หมด ฉะนั้น บ้านคุณสิทธิ์จึงตั้งตระหง่านอยู่ตรงหัวมุมปากซอย 10 ที่มีทั้งถนนทางตรงและทางลัดสำหรับผู้สัญจรผ่านไป-มา

คุณสิทธิ์ เผยถึงประวัติตัวเองว่า ปัจจุบัน มีอายุ 56 ปี เดิมเป็นพนักงานบริษัทที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ดูแลทางด้านไอที ลาออกมาได้สัก 4 ปี และมีเหตุผลที่ตัดสินใจลาออกในครั้งนี้คือ เรื่องความเครียดจากภาวะการแข่งขันสูง ต่อมาคือ วัยอายุที่เกือบจะ 60 ปี

ประการสุดท้าย เพราะมีใจรักด้านปลูกต้นไม้ จึงอยากจะอยู่กับต้นไม้ในช่วงท้ายของชีวิตดีกว่า และคิดว่าถ้าได้อยู่กับต้นไม้ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบมากแล้วจะส่งผลให้สุขภาพแข็งแรง

ระหว่างทำงานในวันหยุดคุณสิทธิ์มักใช้เวลาทั้งหมดไปกับการปลูกต้นไม้อยู่กับบ้าน ซึ่งมีทั้งไม้ดอก ไม้ใบ พืชผักสวนครัว เขาบอกว่าชอบและมีความสุข เพราะรู้สึกถึงความผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่กดดันต่อสิ่งรอบข้าง ขณะเดียวกันถือเป็นการได้ออกกำลังกายไปพร้อมกันด้วย

ด้วยเหตุผลนี้ ก่อนจะลาออกจากงานได้คิดและวางแผนไว้ล่วงหน้าว่า จะหากิจกรรมอะไรเกี่ยวกับต้นไม้ทำ ทั้งนี้อาจทำแล้วเกิดมีรายได้บ้าง เพื่อสร้างความภูมิใจ ดังนั้น จึงมองไปที่ผักสลัด เป็นผักเมืองหนาว เป็นผักสลัดในต่างประเทศ เพราะดูเป็นความท้าทายเล็กน้อย และต้องการปลูกแบบไม่ใช้ดินหรือเป็นการปลูกแบบไฮโดรฯ

จากนั้น จึงไปหาซื้อชุดปลูกขนาดเล็กที่สามารถปลูกได้ จำนวน 25 ต้น มาทดลองก่อน แล้วพบว่าไม่ยากอย่างที่คิด เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงตัดสินใจไปหาความรู้จากการอบรมหลักสูตรระยะสั้นเพื่อให้รู้ลึกมากยิ่งขึ้น

ภายหลังที่อบรมมาแล้ว จึงไปหาซื้อชุดโต๊ะปลูกอีก 1 ชุด เพื่อนำมาขยายจำนวนปลูก พร้อมไปกับการหารายละเอียดว่าจะพบปัญหาอย่างใดตามมา แล้วก็ไม่พบปัญหาอีกเช่นกัน แต่ดูเหมือนจะหยุดความสนุกของคุณสิทธิ์ไม่อยู่ เพราะเขาต่อยอดการปลูกผักเพิ่มขึ้นด้วยการใช้โต๊ะปลูกสำเร็จที่ซื้อมาเป็นต้นแบบ แล้วว่าจ้างให้ช่างมาก่อสร้างให้ โดยใช้บริเวณระเบียงชั้น 2 ของบ้าน ขนาด 5 คูณ 10 เมตร เป็นโรงเรือนสวนผักไฮโดรโปนิกทันที ต่อมาอีกไม่นานจึงขยายพื้นที่มาสร้างโรงเรือน ขนาด 4 คูณ 6 เมตร อีกแห่ง บริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน

ในขั้นตอนการปลูก เจ้าของบ้านให้รายละเอียดว่าก่อนอื่นไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์จากแหล่งจำหน่ายที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มีคุณภาพจริง แล้วให้นำเมล็ดพันธุ์มาเพาะเพื่อให้เป็นต้นกล้าในถ้วยปลูกขนาดเล็ก ที่ภายในถ้วยมีวัสดุปลูกสำคัญคือหินภูเขาไฟ สัก 2 วัน จะมีต้นกล้าขนาดเล็กงอกขึ้นมา แล้วปล่อยต่อไปอีกสัก 10 วัน จนแตกใบเลี้ยง จำนวน 3 ใบ จึงย้ายลงโต๊ะปลูกขนาดใหญ่ พร้อมไปกับการให้ปุ๋ย ดูแลรดน้ำ และตกแต่งใบ

ลักษณะการปลูกผักจะแบ่งเป็นรุ่น จำนวน 5 รุ่น รุ่นละ 300 ต้น จำนวนต้นผักที่ปลูกทั้ง 2 แห่ง รวมกันประมาณ 1,500 ต้น โดยจะปลูกสัปดาห์ละรุ่นหมุนเวียน จำนวนวันนับจากเมื่อเริ่มเพาะเมล็ดต้นกล้า จนเก็บได้ ใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์

“การให้น้ำต้องเป็นระบบน้ำหมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง แล้วห้ามขาด เพราะถ้ารากแห้งจะเฉาและตาย การให้ปุ๋ยจะใส่ลงในถังที่ใช้เป็นระบบน้ำหมุนเวียน โดยเป็นถังขนาด 200 ลิตร ใช้ปุ๋ยเคมี จำนวน 2 ชนิด อย่างละประมาณ 400 ซีซี สำหรับสูตรการใส่ปุ๋ยผู้ปลูกแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน เพราะต้องดูความเหมาะสมของปัจจัยอื่น เช่น สถานที่ปลูก ความสมบูรณ์ของผัก”

ความถี่ในการใส่ปุ๋ยนั้น เขาบอกว่าต้องให้สังเกตระดับน้ำเป็นหลัก เพราะถ้าระดับน้ำพร่องลง ก็จะดูว่าต้องเติมน้ำให้ถึงระดับมาตรฐานเท่าไร แล้วค่อยคำนวณ ว่าต้องเติมปุ๋ยลงไปอีกเท่าไร

ผักที่คุณสิทธิ์ปลูกไว้ เน้นผักสลัดเมืองหนาว จำนวน 5 ชนิด ได้แก่ กรีนโอ๊ค (Green Oak) เรดโอ๊ค (Red Oak) บัตเตอร์เฮด (Butter Head) คอส (Cos) และผักเรดคอร์รอล (Red Corral) ความจริงผักประเภทนี้ปลูกได้ดีในเมืองหนาว จึงไม่ชอบอุณหภูมิร้อน แต่กลับชอบแดด ดังนั้น การปลูกให้มีคุณภาพจึงต้องหาวิธีแนวทางปรับ ดัดแปลง ลักษณะการปลูกเพื่อให้เกิดความเหมาะสมเท่าที่สภาพพื้นที่จะเอื้ออำนวย

“ฉะนั้น น้ำหนักต่อต้นถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวต้นมีความสมบูรณ์ สวยงาม มีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักประมาณ ต้นละ 1 ขีด ซึ่งถือว่าเป็นขนาดปานกลาง แต่ถ้าหน้าร้อนคงจะด้อยลงมาบ้าง แต่จะใช้วิธีควบคุมอากาศให้มีความเหมาะสมเพื่อป้องกันความเสียหาย”

ด้านปัญหาโรค/แมลงที่เจอ อย่างโรคที่พบคือ รากเน่า สามารถป้องกันได้ด้วยการหมั่นใส่ใจดูแลรักษาสภาพแวดล้อมให้มีความสมดุล อย่าให้น้ำมีอุณหภูมิสูง ควรหมั่นตัดแต่งใบ ติดตั้งระบบสเปรย์น้ำแบบตั้งเวลา เพื่อควบคุมอุณหภูมิแวดล้อมให้มีความชื้นที่เหมาะสม ส่วนแมลงศัตรูที่มารบกวนจะไม่ใช้สารเคมีกำจัด แต่จะใช้น้ำฉีดไล่

การจำหน่าย จะมีลูกค้ามารับซื้อที่บ้าน จำนวนที่ขายครั้งละ 300 ต้น หรือคิดเป็นน้ำหนัก 20-30 กิโลกรัม ขายปลีก กิโลกรัมละ 120 บาท ผักทุกชนิดมีราคาเดียวกัน จะซื้อชนิดเดียวหรือคละชนิดผักได้ แต่ถ้าซื้อจำนวน 5 กิโลกรัม ขึ้นไป คิดกิโลกรัมละ 100 บาท

ปัจจุบัน การปลูกผักสลัดไฮโดรโปนิกของคุณสิทธิ์ได้รับความสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นขาประจำหรือขาจร และมักรู้จักกันในชื่อ “Hydro Terrace” ทั้งนี้ เขามีกลุ่มลูกค้าประจำ 2 ลักษณะ คือ กลุ่มหนึ่งเป็นร้านอาหารที่ทำสลัด แล้วใช้ผักตกแต่ง กับอีกกลุ่มเป็นผู้ผลิตสลัดกล่องส่งขาย และการพิจารณาว่าจะปลูกผักชนิดใด จำนวนเท่าไร จะดูจากความต้องการของลูกค้าขาประจำเป็นหลัก แล้วยังบอกว่าผักที่ขายดีคือ เรดโอ๊ค และกรีนโอ๊ค

คุณสิทธิ์ บอกว่า การปลูกผักไฮโดรโปนิก ถ้าใส่ใจก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทุกคนทำได้ ทุกเพศทำได้ ผู้สูงอายุก็ทำได้ เพียงแต่ควบคุมปัจจัย 3 อย่าง ให้ดี คือการควบคุมอุณหภูมิน้ำและสภาพแวดล้อม ดูความเข้มของปุ๋ยที่ใส่ในน้ำ และสุดท้ายคือ การปรับความสมดุลของสภาพน้ำ หรือ ค่า pH เท่านั้น ก็สามารถปลูกได้อย่างมีคุณภาพ

นอกจากนั้น ยังเผยถึงงบฯ ลงทุน สำหรับผู้สนใจด้วยว่า สมมติถ้าท่านมีพื้นที่สักขนาด 3 เมตร คูณ 5 เมตร ก็สามารถปลูกได้สัก 150 ต้น ก็จะมีค่าลงทุนซื้ออุปกรณ์ชุดปลูกทั้งหมดประมาณหมื่นบาท

ถามว่าในอนาคตจะคิดขยายการปลูกเพิ่มขึ้นไหม?? เจ้าของบ้านเผยว่า คงไม่แล้ว เพราะความตั้งใจแรกจะทำเป็นงานอดิเรกมากกว่า เนื่องจากชอบต้นไม้ ต้องการหาความสุข พักผ่อน เพื่อทำให้อายุและสุขภาพแข็งแรงยืนยาวนั่นคือ ความตั้งใจหลัก แต่การมีรายได้เข้ามาบ้าง ถือเป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะได้มาก/น้อย ก็ไม่กระทบ ถือว่าการมีกิจกรรมทำในแต่ละวัน สร้างความสุขกาย สบายใจ เท่านั้น

“การที่พวกเราเป็นคนเมือง สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ความเครียด ฉะนั้น ทางออกที่ดีคือ การหากิจกรรมอะไรก็ได้ทำ และยิ่งดีถ้ากิจกรรมนั้นมีพัฒนาการของผลสำเร็จ ดั่งการปลูกผักที่ผมทำอยู่ เพราะช่วยลดความเครียดลงได้อย่างเห็นชัด เนื่องจากความเครียดถือเป็นภัยร้ายแรงต่อตัวเองโดยตรง อย่างไรก็ตาม ผลจากกิจกรรมที่ทำแล้วจะก่อให้เกิดรายได้เป็นตัวเงินหรือไม่อย่าไปสนใจ เพราะผลโดยตรงที่แท้จริงจากที่คุณได้รับคือ ความสุข” คุณสิทธิ์ฝากทิ้งท้าย

สนใจ ปลูกผักไฮโดรโปนิก หรือหากต้องการผักสลัด สอบถามรายละเอียดกับ คุณสิทธิเลิศ วงศ์ธนะเอนก (คุณสิทธิ์) ทางโทรศัพท์ได้ ที่ (089) 137-5335

ผลไข่เน่า-นามขานไม่ไพเราะ แต่สรรพคุณนั้นเป็นเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เทคโนโลยีเกษตร

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ผลไข่เน่า-นามขานไม่ไพเราะ แต่สรรพคุณนั้นเป็นเลิศ

ไข่เน่า หรือ คมขวาน หรือ ขี้เห็น ล้วนแต่เป็นชื่อเรียกขานในแต่ละภาคของประเทศไทย

ถือเป็นพรรณไม้ยืนต้นที่เก่าแก่หรือไม้โบราณ เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ขนาดวัยใกล้เกษียณอาจจะเคยได้ยินกันบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่ามีสรรพคุณประโยชน์อย่างไร แค่ได้ยินชื่อว่า ไข่เน่า กลิ่นก็มาแล้ว

แต่มีบุคคลหนึ่งทำงานกับชุมชนในพื้นที่ป่าต่างๆ ของเมืองไทย อย่างเช่น คุณยุทธนา เพชรนิล ผู้จัดการส่วนพัฒนาวิสาหกิจชุมชนพื้นป่าตะวันตกจังหวัดกาญจนบุรี เห็นคุณค่าของ ไข่เน่า ที่ขึ้นตามหัวไร่ปลายนาอยู่มาก ขณะนั้นชาวบ้านในพื้นที่มักจะโค่นล้ม จึงคิดว่าจะมีวิธีทำอย่างไร ที่ชุมชนไม่ต้องโค่นต้นไข่เน่าทิ้ง เพราะเป็นไม้ยืนต้น อีกทั้งสารพัดประโยชน์

คุณยุทธนา เล่าอีกว่า จากที่คลุกคลีเกี่ยวกับสมุนไพรอินทรีย์ในผืนป่าตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางจังหวัดตาก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อุทยานแห่งชาติลำคลองงู และอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี รวมทั้งที่ตำบลแก่นมะกรูด ขอบป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ซึมซับภูมิปัญญาเก่าๆ ที่บรรพบุรุษถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น แต่การที่จะทำให้ชุมชนไม่โค่นต้นไข่เน่าก็ยากพอๆ กับการณรงค์ให้เลิกใช้สารเคมี หันมาให้ใช้เกษตรอินทรีย์ สิ่งแรกคือ ต้องให้ชุมชนเห็นสิ่งที่มีประโยชน์ก่อน

“ก่อนอื่นนั้น ผมก็คิดถึงภูมิปัญญาชาวบ้านถึงสรรพคุณของไข่เน่า ในเรื่องของการบำรุงสมอง บำรุงกระดูก เปลือกใช้รักษาตานขโมย ท้องร่วง เจริญอาหาร ผลสุกใช้รับประทานกับเกลือ รักษาโรคเบาหวาน นั้นคือสิ่งที่ได้บอกกล่าวกับชุมชน แต่กว่าชาวบ้านจะยอมรับเห็นดีด้วย ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน อย่างแรกที่ทำคือ ให้เห็นว่าเราสามารถนำผลของต้นไข่เน่าไปแปรรูปและขายได้ ให้เห็นว่าชาวบ้านจะมีรายได้จากการเก็บไข่เน่ามาขาย หรือนำมาแปรรูป”

“ผมเริ่มทำโครงการไข่เน่าแปรรูปมา ประมาณ ปี 2555 เริ่มจากการซื้อผลไข่เน่าจากชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ชาวบ้านไม่ต้องลงทุนอะไร? เพียงแต่ให้ขยันเก็บเท่านั้น แต่ต้นไข่เน่าจะออกผลผลิตได้ประมาณเดือนสิงหาฯ กันยาฯ เท่านั้น ต้องเก็บสต๊อกเอาไว้เพื่อแปรรูป ครั้งหนึ่งๆ ก็ประมาณ 1,000 กิโลกรัม” คุณยุทธนา กล่าว

แต่สิ่งหนึ่งที่คุณยุทธนาภูมิใจอย่างมาก เพราะตอนนี้ต้นไข่เน่าตามหัวไร่ปลายนายังคงอยู่เหมือนเดิม และตอนนี้เริ่มมีการปลูกเพิ่มกันมากขึ้น จากที่เคยโค่นล้มเห็นว่าเป็นไม้ไร้ประโยชน์ ต้นไข่เน่าต้นหนึ่งกว่าจะให้ลูก ต้นหนึ่งๆ ใช้เวลาในการเจริญเติบโตก็ประมาณ 7-8 ปีทีเดียว เป็นไม้ที่ไม่ค่อยชอบอากาศหนาว เคยคิดจะเปลี่ยนชื่อไข่เน่าเหมือนกัน เพราะฟังดูแล้วไม่ไพเราะ แต่ต้องล้างความคิดนี้ออกไป เพราะโบร่ำโบราณเขาตั้งชื่อกันมาอย่างนี้ก็คงมีเหตุผล

การทำน้ำไข่เน่า

ส่วนประกอบ

1. ผลไข่เน่า 75 กรัม

2. มะขามเปียก 30 กรัม

3. ใบเตย 15 กรัม

4. น้ำเปล่า 2 ลิตร

5. น้ำตาลกรวด 400 กรัม

6. เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีการทำ

1. เติมน้ำ 2 ลิตร ในหม้อ แล้วต้มให้เดือด ใส่ผลไข่เน่า 75 กรัม ต้มเคี่ยวประมาณ 30 นาที

2. ใส่มะขามเปียก 30 กรัม ใบเตยสด 15 กรัม เติมน้ำตาลกรวด 400 กรัม ต้มต่อไปอีก 20 นาที ทิ้งไว้พออุ่นๆ

3. กรองด้วยผ้าขาวบาง รินใส่แก้วดื่มอุ่นๆ หรือเก็บใส่ตู้เย็น

นอกจากจะทำน้ำไข่เน่าแล้ว คุณยุทธนายังมีไข่เน่าแช่อิ่มด้วย สำหรับไข่เน่าแปรรูปที่ทำนี้อยู่ได้นานถึง 6 เดือน

สำหรับผลไข่เน่าที่ยังไม่สุกจะมีสีเขียวและแข็ง ผลสุกแก่เต็มที่สีจะเปลี่ยนเป็นสีดำเทาอ่อนนิ่ม ผลโตประมาณ 1-1.5เซนติเมตร

การขยายพันธุ์ ใช้เมล็ด

สรรพคุณ ผลมีรสหวาน มีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยบำรุงสมอง บำรุงไต ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ผู้สูงวัยช่วยรักษาอาการอัลไซเมอร์ เนื้อไม้ของต้นไข่เน่ามีความแข็งแรงนำมาทำเครื่องเฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือนได้

ในปัจจุบันนี้ ไข่เน่า ไม่ใช่ต้นไม้หัวไร่ปลายนากันอีกแล้ว หลายคนเริ่มนิยมรับประทานผลไข่เน่ากันมากขึ้น ตามตลาดนัดหรือตามละแวกขายอาหารสมุนไพร ร้านอาหารสุขภาพ จะมีผลไข่เน่ามาวางขาย ทั้งผลสุกและเป็นน้ำแปรรูป รวมไปถึงร้านขายพรรณไม้ จะมีต้นไข่เน่า ไว้จำหน่ายเช่นกัน

ต่อไปถ้าเห็น ผลไข่เน่า วางจำหน่ายที่ไหน ท่านใดที่รักษาสุขภาพก็ลองซื้อหามาลองชิมได้

ตลาดสินค้าไหมในอินโดนีเซีย

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเป็นทางการ ดังนั้น ในส่วนของกรมหม่อนไหมก็มีการศึกษาข้อมูลด้านหม่อนไหมเพื่อเตรียมพร้อมผลักดันไหมไทยเข้าสู่ตลาดอาเซียน

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้ส่ง นางสาวศิริพร บุญชู ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และตรวจสอบมาตรฐานหม่อนไหม เดินทางไปศึกษาสถานภาพการตลาดสินค้าไหมในประเทศอินโดนีเซีย ภายใต้โครงการศึกษาสถานภาพการตลาดสินค้าไหมในอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างการผลิตและการตลาดสินค้าไหมของประเทศอินโดนีเซีย ศึกษาค่านิยมและพฤติกรรมการซื้อสินค้าไหมของประเทศอินโดนีเซีย และแนวทางในการตรวจสอบมาตรฐานและกฎระเบียบด้านสินค้าไหมประเทศอินโดนีเซีย

โดยจากการศึกษาสถานภาพการตลาดและเก็บข้อมูลสิ่งทอ ณ ตลาดสิ่งทอที่สำคัญ ได้แก่ Sarinah Thamrin Plaza, Jakarta พบว่า การค้าสินค้าไหมในจาการ์ตา ส่วนใหญ่ไม่นิยมนำผ้าไหมหรือสินค้าจากไหมวางขายมากนัก เนื่องจากราคาสูง แต่จะวางจำหน่ายในร้านที่ได้รับความนิยม และเป็นกลุ่มลูกค้าผู้มีฐานะสูง ดังนั้น ตลาดสินค้าไหมจึงค่อนข้างแคบไม่เป็นที่นิยม และที่สำคัญคือ สินค้าที่ผลิตจากไหมหากนำมาวางจำหน่าย ส่วนใหญ่เป็นไหมที่นำเข้าจากจีน เวียดนาม และอินเดีย ส่วนมากเป็นไหมที่มีการผสมกับวัตถุดิบชนิดอื่นปนเข้าไป จึงทำให้สินค้าไม่มีคุณภาพ ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่น

“แต่หากเป็นสินค้าไหมที่ผลิตจากไทย ติดแบรนด์และป้ายว่า ไหมแท้จากไทย จะเป็นสินค้าที่ได้รับความเชื่อมั่นและเป็นที่นิยม ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะรุกการผลิตที่ทำเป็นแบรนด์จากไทยและระบุชัดว่า เป็นไหมแท้จากไทย เพื่อรักษาฐานลูกค้าตลาด Hi End นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาข้อมูลสถิติการนำเข้าส่งออกสินค้าไหม และกฎระเบียบในการนำเข้าส่งออกที่สำคัญของประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย” นายอภัย สุทธิสังข์ กล่าว

ตัวอย่างสินค้าเกษตร ที่ขาดดุลการค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เก็บมาเล่า

สุขสันต์ สุทธิผลไพบูลย์

ตัวอย่างสินค้าเกษตร ที่ขาดดุลการค้า

ในอดีตกาล คนไทยส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อผลิตข้าว ยางพารา ไม้สัก ดีบุก และอื่นๆ เหลือจากการบริโภคและใช้ในประเทศ ก็ส่งออกเป็นรายได้นำมาพัฒนาประเทศ

เช่นเดียวกัน หลายทศวรรษที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุ นักลงทุนไทยและต่างชาติใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งโรงงานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเพื่อใช้และบริโภค เมื่อเหลือก็ส่งออก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีรายได้จากการส่งออก ดังนั้น จึงมองแต่เฉพาะการส่งออกด้านเดียว นักบริหารระดับสูงต่างพูดกันแต่รายได้ส่งออกเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ในช่วงเศรษฐกิจดี หรือลดลงเท่านั้นเปอร์เซ็นต์ช่วงชะลอตัว หาคิดเฉลียวใจว่า ยังมีการซื้อสินค้าที่ผลิตไม่ได้หรือไม่เพียงพอ ต้องนำเข้าเป็นรายจ่ายอีกด้านหนึ่ง เหมือนกระเป๋าอีกข้างหนึ่งมีรูรั่ว เงินไหลออก การทำบัญชีก็เช่นกัน เมื่อมีรายรับก็ต้องมีรายจ่าย หรือเหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ ตามธรรมดาการค้าของชาติต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งมีทั้งการขายและการซื้อสินค้าผสมผสานกันไป ถ้ามูลค่าส่งออกมากกว่ามูลค่านำเข้า เรียกว่าได้เปรียบการค้าหรือเกินดุล ในทางตรงกันข้าม มูลค่าส่งออกน้อยกว่ามูลค่านำเข้า ซึ่งเป็นการเสียเปรียบการค้าหรือขาดดุล กรณีติดลบนี้อาจชดเชยได้จากการท่องเที่ยว หรือเข้าขั้นต้องนำเงินตราต่างประเทศที่สำรองไว้มาใช้ ซึ่งเป็นสภาวการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ของนักบริหารและวิชาการ

จากหนังสือสถิติการค้าสินค้าเกษตรไทยกับต่างประเทศ ปี 2557 ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่ง คุณจิตราภรณ์ ทองประดิษฐ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ที่ดำเนินการหนังสือเล่มนี้ รวมทั้งให้ข้อมูลปริมาณและมูลค่านำเข้าส่งออก สินค้านอกการเกษตร และสินค้าเกษตร โดยภาพรวมประเทศไทยต้องเสียเปรียบดุลการค้า ตั้งแต่ปี 2554 สำหรับปี 2557 สินค้านำเข้ามูลค่า 7,425,834 ล้านล้านบาท ส่วนสินค้าส่งออกมีเพียง 7,314,700 ล้านล้านบาท จึงขาดดุล 111,134 ล้านบาท แต่มูลค่าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ส่งออก 1,309,291 ล้านล้านบาท ขณะที่มูลค่านำเข้ามีเพียง 447,167 ล้านบาท ซึ่งเกินดุล 862,124 ล้านบาท ถ้าวิเคราะห์เจาะลึกถึงสินค้าบางชนิดจะเห็นว่า ทั้งปริมาณและมูลค่าการนำเข้ามากกว่าการส่งออก ในที่นี้ขอยกตัวอย่างสินค้าดังกล่าว ปี 2557 จากศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ด้วยความร่วมมือจากกรมศุลกากร และที่ผลิตได้ ปี 2556/57 และ 2557/58 จาก คุณมณฑาทิพย์ ชีไธสง นักสถิติ ฝ่ายวิเคราะห์และวางระบบข้อมูล ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร แสดงว่าการผลิตไม่เพียงพอ ดังต่อไปนี้

ถั่วเขียวผิวดำ หรือเกษตรกรและพ่อค้าเรียกกันว่า ถั่วแขก เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง บางพันธุ์เลื้อยคลุมดิน บางพันธุ์ต้นตั้งตรงเหมือนถั่วเขียว ฝักป้อม สั้น ยาว 5 เซนติเมตร เป็นรูปทรงกระบอกตรงๆ ไม่โค้งเหมือนฝักถั่วเขียว เมล็ดเหมือนเมล็ดถั่วเขียว แต่สีดำด้าน ตาเมล็ดใหญ่สีขาว อุดมด้วยกรดฟอลิก ด้วงถั่วเขียวไม่กัดกินทำลายเหมือนถั่วเขียว ชาวญี่ปุ่นนิยมใช้เพาะถั่วงอกบริโภคแทนผัก ซึ่งนำมาส่งเสริมให้ปลูกเมื่อ 45 ปี ที่ผ่านมา แหล่งปลูกอยู่ทางจังหวัดเพชรบูรณ์ สุโขทัย พิจิตร ลำปาง ลพบุรี นครสวรรค์ อุตรดิตถ์ นอกนั้นปลูกกันประปรายทั่วไป โดยใช้ปลูกหลังเก็บข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตอนปลายฤดูฝน ปัจจุบัน พ่อค้าเพาะถั่วงอกใช้ถั่วนี้กันแพร่หลาย เพราะราคาถูกกว่าถั่วเขียวผิวมัน ผลิตผลที่ได้ในปี 2557 ปริมาณ 15,146 ตัน ส่งออก 6,027 ตัน แต่นำเข้า 8,382 ตัน มูลค่า 226 ล้านบาท จากประเทศเมียนมา แสดงว่าผลิตไม่พอกับความต้องการ ทางราชการน่าจะแนะนำส่งเสริมขยายพื้นที่ปลูกในแหล่งดังกล่าว

ถั่วเขียวผิวมัน เป็นพืชตระกูลถั่ว ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น อายุสั้นประมาณ 75 วัน เกษตรกรปลูก 3 รูปแบบด้วยกัน คือ อาศัยน้ำฝนก่อนทำนาปี ปลายฤดูฝนในที่ไร่ และหลังนาปี โดยให้น้ำ 1 ครั้ง ก่อนไถหว่านคราดกลบ ถ้าหว่านในชุดดินที่อุ้มน้ำความชื้นได้ดีก็ได้ แต่ให้ผลผลิตน้อย พอมีรายได้ตอบแทนบ้าง แหล่งปลูกที่สำคัญลดหลั่นลงมา ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตาก นครสวรรค์ พะเยา สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร สระบุรี แพร่ อุตรดิตถ์ ลพบุรี อุทัยธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น ผลิตผลที่ได้ทั้งประเทศ ปี 2557 ปริมาณ 73,576 ตัน ใช้บริโภคและแปรรูปเป็นวุ้นเส้น แป้งถั่วเขียว ส่งออก 8,697 ตัน แต่นำเข้า 22,359 ตัน มูลค่า 700 ล้านบาท จากประเทศเมียนมา ออสเตรเลีย จีน อินโดนีเซีย ซึ่งผลิตไม่พอกับความต้องการ น่าจะหาทางส่งเสริมให้ปลูกกันมากขึ้น โดยไม่ต้องนำเข้าเสียเงินตราต่างประเทศ

ถั่วลิสง เป็นพืชปรับปรุงบำรุงดินเหมือนถั่วอื่นๆ เกษตรกรส่วนมากปลูกเพื่อขายฝักสดรายได้ดี ประชาชนนิยมบริโภคเป็นของว่างกินเล่น ส่วนที่ปลูกขายเมล็ดแห้งมีน้อย ประกอบกับต้องลงทุนมาก ดูแลรักษามากกว่าถั่วเขียว ปลูกกันประปรายทุกภาค การปลูกมี 2 ลักษณะ คือ ปลูกช่วงฤดูแล้งเดือนพฤศจิกายน-เมษายน และฤดูฝนช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ทั้งในนาและที่ไร่ ปลูกกันมาก ได้แก่ จังหวัดลำปาง เชียงใหม่ พะเยา ขอนแก่น อุตรดิตถ์ แม่ฮ่องสอน น่าน ลพบุรี ปริมาณการผลิตทั้งประเทศ 20,396 ตัน ส่งออก 290 ตัน แต่นำเข้า 60,270 ตัน มูลค่า 1,502 ล้านบาท จากประเทศจีน เมียนมา อินเดีย สปป. ลาว เวียดนาม การแนะนำส่งเสริมให้เป็นถั่วฝักแห้งคงยาก เพราะเกษตรกรไม่ยอมรับ ปลูกพืชอื่นง่าย มีรายได้ดีกว่า

ถั่วเหลือง นอกจากเป็นพืชปรับปรุงบำรุงดินเหมือนถั่วอื่นๆ แล้ว ยังมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีน้ำมันในเมล็ดมาก จึงบีบอัดได้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง ซึ่งประชาชนนิยมใช้ปรุงอาหาร นอกจากนี้ ยังนิยมกินเล่นในรูปถั่วแระเหมือนถั่วลิสง ส่วนกากใช้เป็นส่วนผสมแทนปลาป่นในอาหารสัตว์บก สัตว์น้ำ เกษตรกรปลูก 4 ลักษณะ คือ ปลูกอาศัยน้ำฝนก่อนทำนาปี ในที่ไร่ปลายฤดูฝน และฤดูแล้งหลังนาปี ทั้งใช้น้ำกับไม่ใช้น้ำ จังหวัดที่ปลูกกันมาก ได้แก่ ลำปาง เชียงใหม่ พะเยา อุตรดิตถ์ น่าน แม่ฮ่องสอน แพร่ ตาก ลพบุรี ขอนแก่น นอกนั้นปลูกกันทั่วไป ผลิตผลที่ได้ทั้งประเทศ ปี 2557 รวม 59,204 ตัน ส่งออก 11,596 ตัน แต่นำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองตัดแต่งพันธุกรรม (GMOs) จากสหรัฐอเมริกา บราซิล อาร์เจนตินา 1,898,295 ตัน มูลค่า 34,996 ล้านบาท และกากถั่วเหลืองจาก 3 ประเทศข้างต้นอีก 2,889,223 ตัน มูลค่า 54,403 ล้านบาท รวมมูลค่า 89,399 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินมหาศาล ที่เคยเสนอแนวทางลดการนำเข้าได้ แต่นักบริหารทุกระดับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่สนใจ จึงต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกปีตลอดไป

งา เป็นพืชน้ำมันที่มีสารอาหารมากคือ แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมงกานีส แมกนีเซียม กับสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยกำจัดหญ้าได้อีกด้วย แบ่งเป็น 3 ชนิด ตามสีเปลือกเมล็ด คือ งาดำ งาขาว งาแดง เกษตรกรนิยมปลูกงาแดง เพราะทนทานต่อสิ่งแวดล้อมดีกว่างาชนิดอื่น เกษตรกรปลูกงาดำมากที่จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี แม่ฮ่องสอน และอื่นๆ ได้ผลิตผล 1,796 ตั้น งาขาวปลูกที่นครสวรรค์ ลพบุรี แม่ฮ่องสอน ตาก พะเยา นอกนั้นปลูกทั่วไป ได้ผลผลิต 350 ตัน ส่วนมากนิยมใช้งาดำ งาขาว ทำขนม และงาแดงปลูกที่นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ ลพบุรี เชียงใหม่ สุโขทัย ใช้บีบน้ำมันมีผลิตผล 4,834 ตัน รวม 3 ชนิด ปี 2557 ปริมาณ 6,980 ตัน ส่งออก 5,749 ตัน แต่นำเข้า 14,073 ตัน มูลค่า 388 ล้านบาท การแก้ไขปัญหานี้คือ การขยายพื้นที่ปลูกในแหล่งเดิม และพื้นที่ใหม่ใกล้เคียงเพื่อให้เกษตรกรมั่นใจมีตลาดแน่นอน

จากเอกสารการปลูกมันฝรั่งของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งได้รับข้อมูลกล่าวคือ เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกันกับพริก มะเขือ มะเขือเทศ ยาสูบ ฯลฯ ชอบอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิ 15-18 องศาเซลเซียส ช่วงเวลากลางวันสั้น กลางคืนยาว ทำให้เจริญเติบโตมีผลผลิตสูง ฤดูปลูกในที่ราบช่วงเดือนพฤศจิกายน-กลางธันวาคม เก็บเกี่ยวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ส่วนที่ปลูกในฤดูฝนเขตที่สูง ตั้งแต่ 800 เมตร ขึ้นไป ไม่ควรแนะนำ เพราะเป็นการทำลายป่าอนุรักษ์ต้นน้ำลำธาร พันธุ์มันฝรั่ง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ พันธุ์บริโภคสด อายุ 100-120 วัน และพันธุ์ส่งโรงงาน แปรรูปเป็นมันทอดแผ่นบางๆ อายุเท่ากับพันธุ์บริโภคสด ฝ่ายวิเคราะห์และวางระบบข้อมูล ศูนย์สารสนเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร ให้ข้อมูลพื้นที่ปลูกรวมกันไป ไม่ได้ระบุเป็นพันธุ์ชนิดไหน ปี 2557 พื้นที่ปลูกมันฝรั่งทางภาคเหนือ จังหวัดที่ปลูกมากลดหลั่นจากจังหวัดตาก 17,270 ไร่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน เพชรบูรณ์ ลำปาง จนถึงแม่ฮ่องสอน 285 ไร่ รวม 42,368 ไร่ ได้ผลิตผลประมาณ 95,840 ตัน ภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดสกลนคร 1,136 ไร่ นครพนม 680 ไร่ ได้ผลิตผลรวม 3,429 ตัน รวมทั้งหมด 99,269 ตัน ส่งออก 172 ตัน แต่นำเข้า 53,350 ตัน มูลค่าประมาณ 787 ล้านบาท การเพิ่มปริมาณการผลิต กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีเจ้าหน้าที่ระดับจังหวัด อำเภอ ที่กำกับดูแลชุมนุมสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์เฉพาะทางในพื้นที่อยู่แล้ว น่าจะสำรวจตรวจดูไม่กี่จังหวัดว่า มีมันฝรั่งชนิดไหนปลูกมากน้อยเท่าไร โดยเพิ่มพื้นที่ปลูกชนิดที่ยังขาดอยู่ ส่วนที่ปลูกเกินจะต้องให้ปรับเปลี่ยนมาปลูกที่ยังขาดอยู่แทน มิฉะนั้นราคาตกต่ำขาดทุน

ข้าวโพดคั่ว เท่าที่ทราบยังไม่มีคุณภาพดีเหมือนต่างประเทศ แต่มีบางพันธุ์อยู่ในธนาคารเชื้อพันธุ์ ซึ่งเป็นงานยาก ใช้เวลานาน ท้าทายอาจารย์นักวิจัย เกษตรกรจึงไม่ได้ปลูกกัน และกรมส่งเสริมการเกษตรไม่มีข้อมูลนี้ มีแต่เฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดฝักสด ข้าวโพดฝักอ่อน ปี 2557 มีปริมาณนำเข้า 7,762 ตัน มูลค่า 182 ล้านบาท แต่มีข้อมูลส่งออก 112 ตัน มูลค่า 5.6 ล้านบาท คงใช้ปริมาณนำเข้าส่งกลับไปประเทศเพื่อนบ้าน ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ ก็ได้ อนึ่ง วิธีการที่ง่ายในอดีตคือ มีหลายพืชที่นำพันธุ์เข้ามาปลูก จนได้สายพันธุ์ที่ปรับตัวดีกับสภาพดินฟ้าอากาศของเรา เช่น ถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9 จากไต้หวัน มาใช้เป็นพันธุ์พ่อแม่ผสมกับพันธุ์อื่น ที่มีคุณสมบัติดีบางประการ จนได้สายพันธุ์ใหม่ตามที่ต้องการ

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอื่นที่ผลิตไม่พอกับความต้องการ อาทิ ฝ้ายปลูกไม่ได้ผล เพราะสภาพภูมิอากาศเหมาะกับการเจริญเติบโตขยายพันธุ์ของแมลงศัตรูฝ้ายในฤดูฝน อาทิ หนอนเจาะสมอฝ้าย เพลี้ย จักจั่น เพลี้ยไฟ อื่นๆ จึงต้องนำเข้าในปี 2557 ปริมาณ 322,280 ตัน มูลค่าประมาณ 21,987 ล้านบาท แต่ทว่ามีโรงงานปั่นเส้นด้าย ย้อมสี ทอผ้า และสิ่งทอผลิตเสื้อผ้าอยู่ก่อนแล้ว สินค้านมและผลิตภัณฑ์นับหมื่นล้านบาท พันธุ์ไก่เลี้ยง และอื่นๆ อนึ่ง การที่จะทราบสินค้าเกษตรวัตถุดิบตัวใด ผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการ ก็ให้เอาปริมาณการผลิตในประเทศ รวมกับปริมาณนำเข้า แล้วหักด้วยปริมาณส่งออก ผลลัพธ์คือปริมาณการผลิตที่ไม่เพียงพอกับความต้องการ

เท่าที่ทราบมานานกว่า 10 ปีแล้วว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีส่วนราชการในสังกัด กระทรวงพาณิชย์ และส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องรวมอยู่ด้วย ในรูปแบบบูรณาการ แต่ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง การบริหารงานใหม่ ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นลักษณะปิด มีเฉพาะกรมสำนักงานในสังกัด โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ ส่วนราชการที่ไม่อยู่ภายใต้กลุ่มภารกิจ กลุ่มภารกิจด้านพัฒนาการผลิต กลุ่มภารกิจบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิต และกลุ่มภารกิจด้านส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรและระบบสหกรณ์ ในที่นี้มีข้อคิดเห็นในกลุ่มที่ 4 คือ น่าจะได้พิจารณาประกาศว่า พ่อค้านักธุรกิจทุกรายที่มาซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร จะต้องจดทะเบียนกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ กับทำพันธสัญญากับกลุ่มเกษตรกรสหกรณ์ ในแต่ละพื้นที่ ตำบล อำเภอ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ในขณะเดียวกันสำนักงานสหกรณ์จังหวัด จะต้องให้เกษตรกรทุกรายเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรสหกรณ์ด้วย โดยให้มีระเบียบวินัย รู้รักสามัคคีจากใจจริง รวมตัวกันผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในระดับท้องถิ่น จังหวัด ประเทศ เพื่อเสริมสร้างความก้าวหน้าในอาชีพที่มั่นคงเป็นปึกแผ่น ไม่ใช่ต่างคนต่างกลุ่มปลูกกันไปไร้ทิศทางเหมือนปัจจุบัน

“สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เก็บมาเล่า

“สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้”

เอสซีจี รวมพลังชุมชน ขยายผลโครงการเอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต จากฝายชะลอน้ำที่สร้างความสมดุลทางธรรมชาติ สู่การปรับกระบวนการคิด ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและต่อยอดไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็ง พร้อมเปิดตัว “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้” จังหวัดลำปาง แบ่งปันความรู้ให้ชุมชนอื่นนำไปปรับใช้ ให้แก้ปัญหาและพึ่งพาตนเองได้เพื่อความสุขที่ยั่งยืน

คุณอาสา สารสิน กรรมการ และประธานคณะกรรมการกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวในโอกาสเปิด “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้” อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง ว่าชุมชนบ้านแป้นใต้ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านการอนุรักษ์น้ำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยเข้าร่วมโครงการ “เอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต” ด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้ผืนป่า และคืนความสมดุลสู่ระบบนิเวศตามธรรมชาติอย่างยั่งยืน นำไปสู่การปรับกระบวนการคิด ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนวิถีชิวิตจนสามารถพัฒนาชุมชนให้กลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคง พึ่งพาตนเองบนวิถีแห่งความพอเพียง จากผลสำเร็จดังกล่าวจึงร่วมกับเอสซีจี จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้” เพื่อถ่ายทอดแนวทางให้ชุมชนอื่นนำไปปรับใช้ ให้สามารถแก้ปัญหาและพึ่งพาตนเองได้เพื่อความสุขที่ยั่งยืน

“ผลจากการสร้างฝายชะลอน้ำ พบความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือป่าฟื้นคืนกลับมาสมบูรณ์ เกิดซูเปอร์มาร์เก็ตในป่า ทำให้ป่าของบ้านแป้นใต้กลับมาเป็นอู่ข้าวอู่น้ำให้กับชุมชนอีกครั้ง แต่ผลการวิจัยพบว่าชุมชนมีสารพิษตกค้างในร่างกาย เอสซีจีจึงส่งเสริมชุมชนบ้านแป้นใต้ ใช้เครื่องมือ “กระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” โดยร่วมเก็บข้อมูลและจัดทำ “งานวิจัยฟื้นฟูและอนุรักษ์วิถีการบริโภคอย่างยั่งยืน บ้านแป้นใต้” และสามารถนำแนวทางดังกล่าวไปเผยแพร่สู่ชุมชนที่ต้องการพัฒนาตนเองสู่ความยั่งยืนในอนาคต” คุณอาสา กล่าว

คุณวริษา จิตใหญ่ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านแป้นใต้ กล่าวว่า วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนในชุมชนบ้านแป้นใต้ประกอบอาชีพทำไร่เลื่อนลอย ต้องพึ่งพิงธรรมชาติเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีการดูแลรักษา แต่หลังจากชุมชนเข้าร่วมโครงการ “เอสซีจี รักษ์น้ำเพื่ออนาคต” มากว่า 5 ปี โดยเริ่มจากการสร้างฝายชะลอน้ำ จนป่าฟื้นกลับมาสมบูรณ์กว่าเดิม มีอาหารจากป่ากลับคืนมามากกว่า 100 ชนิด และช่วงนั้นชุมชนมีปัญหาสุขภาพจากสารพิษ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะแก้ปัญหาให้ชุมชน และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ เอสซีจี ลำปาง ได้แนะนำเครื่องมือการวิจัยเพื่อท้องถิ่นมาใช้แก้ปัญหา ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตและอาชีพอย่างจริงจัง สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

“จากการทำงานวิจัยท้องถิ่น ทำให้เกิดการเรียนรู้และหาคำตอบได้ว่า สร้างฝายชะลอน้ำแล้วได้อะไร เพราะนำไปสู่การบริหารจัดการดิน น้ำ และป่า ทำให้ป่าของบ้านแป้นใต้มีพืชผักและสมุนไพรเกิดขึ้นมากมาย ผลการเก็บข้อมูลพบว่า นอกจากจำนวนชนิดของสมุนไพรเพิ่มขึ้นแล้ว ชาวบ้านแป้นใต้ยังมีความรู้ในการใช้สมุนไพรมากมาย จึงเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตและการบริโภค นำสมุนไพรพื้นบ้านมาล้างสารพิษ ทำให้ผลการตรวจสารพิษในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว และยังนำสมุนไพรไปใช้ทำลูกประคบ น้ำมันเหลือง การอบสมุนไพร และนวดแผนไทย ช่วยรักษาโรคและรับใช้ดูแลสุขภาพของคนในชุมชน” คุณวริษา กล่าว

สถานีปลูกคิดปันสุข คือ ชุมชนที่เปิดต้อนรับผู้สนใจให้แวะมาศึกษาเยี่ยมเยือน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเรียนรู้การพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ด้วยการปลูกคิด ให้มีกระบวนการคิดที่ทันสมัย เป็นเหตุเป็นผล คิดนอกกรอบ ใช้ปัญญาแก้ปัญหา เพื่อให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ รู้เท่าทันสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมปันสุข เมื่อชุมชนพึ่งพาตนเองได้ ก็พร้อมที่จะแบ่งปันประสบการณ์ ทั้งที่เป็นอุปสรรคและผลสำเร็จให้กับทุกคนได้นำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่นชุมชน เพื่อเป้าหมายคือ ความสุขอย่างยั่งยืน

เอสซีจี ได้ร่วมกับชุมชนเปิด “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านเตย” เป็นแห่งแรก ที่ชุมชนบ้านเตย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2557 เพื่อส่งเสริมชุมชนถอดบทเรียนจากโครงการนวัตกรรมเพื่อการฟื้นฟูดินเค็ม และเปิด “สถานีปลูกคิดปันสุข ฮอมผะหญา สาสบหก” เป็นแห่งที่ 2 ที่ชุมชนบ้านสาสบหก อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2557 เพื่อถอดบทเรียนการทำงานร่วมกับชุมชน และตัวอย่างผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงจากการสร้างฝายชะลอน้ำ และล่าสุดได้เปิด “สถานีปลูกคิดปันสุข บ้านแป้นใต้” ที่ชุมชนบ้านแป้นใต้ อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ และกระบวนการดำเนินงานที่ทำให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและต่อยอดไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็ง ทั้งนี้ เอสซีจี มุ่งหวังว่าสถานีปลูกคิดปันสุขจะขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็งและช่วยขับเคลื่อนชุมชนให้สามารถพัฒนาความคิดและพึ่งพาตนเองเพื่อความสุขที่ยั่งยืนต่อไป

“คนไทยใจเกษตร” งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เก็บมาเล่า

“คนไทยใจเกษตร” งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดงาน วันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จำเนียร ยศราช อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า “ในปี 2559 มหาวิทยาลัยได้รับเกียรติจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นเจ้าภาพจัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ในปี พ.ศ. 2559 เป็นการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการและเทคโนโลยีด้านการเกษตร การเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้ทางการเกษตรและเทคโนโลยี ส่งเสริมกิจกรรมของนักศึกษาให้โอกาสแสดงออกเชิงวิชาการและทักษะด้านต่างๆ กระตุ้นและส่งเสริมการขยายตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเกษตร และให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของอาชีพเกษตรในฐานะผู้ผลิตอาหารและเป็นครัวของโลกในอนาคต และเพื่อประกาศเจตนารมณ์ของการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเกษตรอินทรีย์ มหาวิทยาลัยสีเขียว และมหาวิทยาลัยที่เป็นสังคมเชิงนิเวศ ซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายส่วน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้มีการพูดคุยหารือในการร่วมสนับสนุนให้การจัดงานในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเพื่อคนไทยทั้งประเทศ งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ในครั้งนี้นับเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศที่รวบรวมหลากหลายกิจกรรม รวมเอาทุกเรื่องราวเกี่ยวกับการเกษตร ยกมาไว้ด้วยกันที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Organic Land ดินแดนแห่งการมีสุขภาพที่ดี ที่ได้จัดเตรียมไว้ให้พี่น้องประชาชนได้มีความสุขในการมาเที่ยวชมงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่”

สำหรับรูปแบบการจัดงานภายใต้แนวคิด “คนไทยใจเกษตร” ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อรวบรวมเอาองค์ความรู้ทางด้านการเกษตรในทุกรูปแบบมาเผยแพร่ส่งต่อสู่เกษตรกรและพี่น้องชาวไทย และได้นำ “ควาย” สัตว์ที่เป็นตัวแทนของภาคการเกษตรไทย มีบทบาทสำคัญเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่อดีต เป็นรากเหง้าเป็นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร มาเป็นสัตว์นำโชค “มาสคอต” ในการจัดงาน มีชื่อว่า “คุณบัฟ” เพื่อสื่อให้ทุกคนได้ทราบว่า งานนี้จัดขึ้นเพื่อคนไทยโดยแท้จริง…

สัญลักษณ์ (LOGO) การจัดงานใช้ตัวย่อ NAF@MJU (National Agricultral Fair 2016@Maejo University) Happy Agriculture 2016 เพื่อให้ทุกๆ คนมีความสุข คนเรียนเกษตรมีความสุข คนทำเกษตรมีความสุข และคนมาเที่ยวงานเกษตรก็มีความสุข

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและเครือข่าย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการดำเนินงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 ครั้งนี้ เราจัดยิ่งใหญ่จริงๆ ซึ่งภายในงานมีกิจกรรมมากมาย เช่น นิทรรศการโครงการพระราชดำริฯ ทั้งภาครัฐและเอกชน, การประชุม เสวนาวิชาการระดับชาติ นานาชาติ เช่น การเสวนา International Organic Agriculture in Asia Symposium, การเสวนาเกษตรอินทรีย์พุทธเกษตร โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี, การประกวดโครงงานนวัตกรรมการเกษตร, การจัดแสดงและประกวดพืช สัตว์ ประมง, เทคโนโลยีการเกษตรและนวัตกรรมด้านพลังงานทดแทน, แปลงสาธิตและอบรมหลักสูตรระยะสั้นด้าน พืช ผัก สมุนไพร ปุ๋ยอินทรีย์ เห็ด ข้าว ฯลฯ, การออกร้านจำหน่ายสินค้า ชม ช็อป ชิมผลผลิตเมนูอาหารอินทรีย์แม่โจ้ และพบกับกิจกรรม Wheel A Dish – The Gourmet Series “Only at NAF 2016″, MJU Organic Farm การท่องเที่ยวแบบ Agro Tourism, ศิลปวัฒนธรรม อาทิ การแสดงโชว์การต่อสู้ว่าวไทย จุฬา-ปักเป้า การแข่งขันหมากรุกไทย การแข่งขันหมากรุกคน ซึ่งหาชมได้ยากมาก, กิจกรรมความบันเทิง คอนเสิร์ตศิลปินดัง อาทิ พี สะเดิด, หงา คาราวาน, เอกชัย ศรีวิชัย และศิลปินอื่นๆ ตลอดทุกวัน ทุกค่ำคืน ซึ่งตอนนี้ทุกส่วนฝ่ายได้จัดเตรียมงานกันอย่างเต็มที่ เราจะเนรมิตความมหัศจรรย์ต้อนรับคนไทยทั้งประเทศ ตลอด 9 วัน ให้เป็นความมหัศจรรย์แห่งความสุข”

อย่าลืม…วันที่ 27 กุมภาพันธ์ – 6 มีนาคม 2559 มาเที่ยวงานวันเกษตรแห่งชาติ 2559 มาเติมเต็มความสุขกันอย่างเต็มที่ มาเติมสุขภาพดีกัน ถ้วนหน้า Happy Agriculture 2016 “คนไทย ใจเกษตร” ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่

สมาชิกยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ เผยเคล็ดลับเด็ด คว้ารางวัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

สมาชิกยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ เผยเคล็ดลับเด็ด คว้ารางวัล

เปิดคอลัมน์เยาวชนเกษตร ของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ในปี 2559 ด้วยการนำแนวคิดของสมาชิกยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ ของปี 2558 มาเปิดให้ได้เห็นในทุกแง่มุม

อันที่จริง เด็กชายพีรพงษ์ หลงศิริ ปัจจุบัน กำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดพลอยกระจ่างศรี (บุญยังราษฎร์นาวีอุปถัมภ์) ตำบลบางสมบูรณ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ภูมิลำเนาเป็นชาวอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะบ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน ตั้งอยู่ หมู่ที่ 8 ตำบลดอนเกาะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ห่างจากโรงเรียนไปเพียง 1 กิโลเมตร เรียกได้ว่าเป็นเด็กชาย 2 จังหวัด และรางวัลที่เด็กชายพีรพงษ์ได้รับไปนั้น ถือว่าเด็กชายพีรพงษ์เป็นเด็กเก่งที่มีความรู้ ความสามารถ ในเชิงเกษตรกรรมของทั้งจังหวัดนครนายก และ จังหวัดฉะเชิงเทรา

ด้วยวัยเพียง 12 ปี ซึ่งอาจจะดูยังเด็กนัก แต่เพราะเด็กชายพีรพงษ์เติบโตมาในชนบท แวดล้อมไปด้วยเกษตรกรรมและธรรมชาติ ทำให้เด็กชายพีรพงษ์ฉายแววแต่เด็ก เริ่มหยิบจับงานเกษตรภายในครอบครัวเท่าที่ทำได้ เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียน วิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ซึ่งมีวิชาชีพเกษตรเป็นส่วนหนึ่งในวิชาเรียน ทำให้เด็กชายพีรพงษ์ เข้าใจตัวเองได้ทันทีว่า ชอบการเกษตรกรรม

“ตอนผมอยู่ประถมศึกษา ครูยังไม่ได้ให้หยิบจับอะไรอย่างเต็มที่นัก เพราะยังเล็ก แต่ผมก็ช่วยพี่มัธยมทำทุกอย่างที่พอจะทำได้ ถึงแม้ว่ายังเด็ก ทำไปเล่นไป แต่ก็ถือว่าได้ความรู้จากการลงมือทำ ผมเริ่มจากรดน้ำต้นไม้ และที่ทำบ่อยคือ ล้างคอกหมู เป็นงานที่สนุก แม้จะเลอะเทอะไปบ้าง แต่ผมก็ชอบ”

ตลอดการศึกษาในระดับประถมศึกษาตอนปลาย เด็กชายพีรพงษ์ บอกว่า การเรียนในวิชาอื่นเขาไม่ทิ้ง คงหมั่นฝึกฝนตลอด แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งงานเกษตร เพราะถือเป็นงานที่รักและสนุกมาก สำหรับเด็กวัยประถมศึกษาคนนึง เมื่อโรงเรียนจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรขึ้น เด็กชายพีรพงษ์ก็ไม่พลาดที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม กระทั่งมีการคัดเลือกสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรภายในจังหวัดเพื่อเป็นตัวแทนระดับจังหวัด ไปแข่งระดับประเทศ เด็กชายพีรพงษ์ ก็ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งคัดเลือกเป็นตัวแทนจังหวัด

ปัจจัยที่ทำให้เด็กชายพีรพงษ์บอกว่า เป็นปัจจัยที่ทำให้เขาได้มีโอกาสเป็นตัวแทนโรงเรียน ก้าวไปสู่ตัวแทนในระดับจังหวัดไปแข่งในระดับประเทศ และท้ายที่สุดคือการคว้ารางวัลสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรระดับประเทศมาครอง คือ ประสบการณ์ที่เขาได้หยิบจับด้านการเกษตรมาโดยตลอด

ประสบการณ์จริงที่เด็กชายพีรพงษ์เล่า จับใจความได้ว่า ตลอดการศึกษาชั้นประถมศึกษาตอนปลาย เขารับหน้าที่ล้างคอกหมู รดน้ำผัก ช่วยเหลือกิจกรรมเกษตรทุกชนิด กระทั่งเลื่อนระดับการศึกษาขึ้นเป็นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ก้าวเข้าสู่กิจกรรมเกษตรภายในโรงเรียนเต็มตัว โดยเป็นประธานกลุ่มโรงสีข้าว และ ประธานกลุ่มปศุสัตว์ ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

กิจกรรมการเกษตรภายในโรงเรียน เป็นสิ่งที่เด็กชายพีรพงษ์ปฏิบัติในทุกวันอย่างไม่บกพร่อง เมื่อรู้ตัวว่ารักเกษตรกรรม ก็หันกลับไปมองที่บ้าน ซึ่งมีพื้นฐานอาชีพเกษตรอยู่แล้ว โดยเด็กชายพีรพงษ์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มคิดอยากทำเกษตรด้วยตนเองที่บ้าน เมื่อครั้งศึกษาอยู่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเริ่มต้นจากการปลูกผักสวนครัว เช่น พริก กะเพรา โหระพา ผักบุ้ง เท่าที่พอจะทำได้

เด็กชายพีรพงษ์ อาศัยอยู่กับพ่อเพียง 2 คน พี่ชายไปเรียนอยู่ต่างจังหวัด ส่วนแม่ทำงานในตัวอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จึงกลับบ้านไม่บ่อยนัก เมื่ออยู่กับพ่อเพียง 2 คน ภาระงานบ้านในครัวเรือนจึงตกเป็นของเด็กชายพีรพงษ์ เพราะพ่อต้องทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัว ด้วยการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ทำอยู่อย่างเต็มที่ เด็กชายพีรพงษ์ มีแนวคิดทำการเกษตรที่บ้าน เพราะเห็นว่าน่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยลดค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน หรือหากจะได้มากกว่านั้น ก็คือนำไปใช้เป็นทุนในการศึกษา เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวในการเรียนของตนเอง

“ผมปลูกผักสวนครัวก็เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการทำกับข้าว เช่น ตะไคร้ พริก กะเพรา ยี่หร่า ข่า มะกรูด มะนาว ผมเรียนรู้การทำการเกษตรบางส่วนจากพ่อ เช่น การปรับสภาพน้ำในบ่อกุ้ง เพราะที่บ้านทำบ่อกุ้ง พื้นที่ 2 ไร่ นอกจากนี้ยังต้องจ่ายตลาดและทำกับข้าวด้วยตนเอง โดยเรียนรู้จากแม่ครัวในโรงเรียน เพื่อประกอบอาหารกินในครัวเรือน ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่นำมาปลูกที่บ้านก็ขอแบ่งจากโรงเรียนบ้าง”

“การปลูกผักสวนครัว เป็นเพียงการเริ่มต้นที่ไปได้ดี” เด็กชายพีรพงษ์ บอก และเล่าต่อว่า ผักสวนครัวทำมาได้ประมาณ 1 ปี เริ่มอยากเลี้ยงสัตว์ จึงเริ่มเลี้ยงเป็ดไข่ เพราะไข่เป็ดเก็บมากิน ขาย ทั้งยังขายเนื้อเป็ดหลังจากหมดไข่ได้อีก ซึ่งเป็ดที่เลี้ยงมีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์นครปฐม พันธุ์ปากน้ำ และพันธุ์กากี แคมพ์เบลล์ เริ่มจากการทำเล้าให้เป็ดไข่ ขนาด 4×4 เมตร ให้อาหารเช้าและเย็น ตอนกลางวันปล่อยให้หาอาหารกินเองในบ่อเล็กๆ ที่มีน้ำไหลเข้ามาจากแม่น้ำใกล้ๆ เหมือนการเลี้ยงปล่อย ระยะแรกที่เป็ดไข่ก็เก็บไข่มากิน เหลือก็ขายให้ในชุมชน หากยังเหลืออีกก็นำมาทำไข่เค็ม ที่ผ่านมาขายไข่เป็ดในราคา 90-100 บาท ต่อ 30 ฟอง ไข่เป็ดที่เหลือแล้วนำไปทำไข่เค็ม การฝึกทำไข่เค็มหลังจากที่ได้เรียนรู้จากโรงเรียน เมื่อทำไข่เค็มล็อตแรกแล้วเสร็จ ก็นำไปให้เพื่อนบ้านใกล้เคียงชิม ซึ่งก่อนหน้าเลี้ยงเป็ดไข่ เด็กชายพีรพงษ์ ยังทดลองเลี้ยงไก่ไข่ 10 ตัว ทำโรงเรือนให้ หลังจากไก่ไข่ให้ไข่ ก็เก็บไข่กิน เหลือเก็บขายเช่นเดียวกัน

ปัจจุบัน บริเวณที่พักอาศัยยังมีพื้นที่ว่างบริเวณขอบบ่อกุ้ง แต่ดินยังคงเป็นดินเปรี้ยวเช่นเดียวกับบริเวณโรงเรียน เด็กชายพีรพงษ์จึงฟื้นฟูสภาพดินด้วยการรดน้ำหมักชีวภาพ ใส่ปุ๋ยคอก และพรวนดิน อย่างสม่ำเสมอ ทำให้บริเวณขอบบ่อบางจุดสภาพดินเริ่มดี เด็กชายพีรพงษ์จึงหาพืชที่ดูแลง่ายมาลงปลูก และได้กล้วยหอมทองต้นเตี้ยมาลงตามแนวขอบบ่อ 30 ต้น และปลูกพืชอื่นเสริม เช่น ฟักทอง น้ำเต้า ผักบุ้งจีน ทั้งยังแยกหน่อกล้วยหอมทองต้นเตี้ยไว้ หากมีใครติดต่อขอซื้อก็แบ่งขาย เป็นรายได้อีกทาง

กบบูลฟร็อก ก็เป็นประมงอีกชนิดที่เด็กชายพีรพงษ์เลือกทำ เขาซื้อลูกกบมาในราคา ตัวละ 2 บาท ค่อยๆ เลี้ยงจนกระทั่งกบเจริญเติบโต ได้น้ำหนักที่สามารถจับขายได้ และสามารถขายได้ในราคา กิโลกรัมละ 70 บาท

ประสบการณ์ที่เด็กชายพีรพงษ์เล่า เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่เด็กชายพีรพงษ์นำไปเป็นพื้นฐานในการแข่งขันสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรระดับประเทศ เมื่อถามเด็กชายพีรพงษ์ถึงประสบการณ์ที่นำไปแข่ง เด็กชายพีรพงษ์ บอกว่า เรียบเรียงมาจากประสบการณ์จริงและสิ่งที่สนใจ โดยเริ่มจากครูที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรของโรงเรียนเป็นคนวางกรอบการนำเสนอให้ แต่เนื้อหาการนำเสนอระหว่างที่แข่งขัน เป็นสิ่งที่เด็กชายพีรพงษ์คิดขึ้นมาในขณะนั้นแล้วพูดสดออกไปทันที ไม่ได้ตระเตรียมเนื้อหาการพูดไว้ล่วงหน้า โดยประเด็นหลักที่เด็กชายพีรพงษ์เห็นว่า ควรมีในทุกสถานการณ์ เพราะเป็นแนวคิดและหลักของการทำการเกษตร คือ การใช้ศาสตร์ 3 ศาสตร์ เข้ามาจัดการ ได้แก่ 1. ศาสตร์ชาวบ้าน คือการนำภูมิปัญญาชาวบ้านหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ ศาสตร์สากล คือ การนำงานวิจัยที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ และศาสตร์พระราชา คือ การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาดำเนินการ

“การกำจัดศัตรูพืช มองอย่างง่ายก็ใช้แมลงกำจัดแมลงด้วยกันเอง เช่น การปล่อยให้แมลงหางหนีบ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของตัวห้ำ ช่วยกำจัดเพลี้ยที่มาลงแปลงผัก นำน้ำหมักชีวภาพ (EM) ผสมกับปุ๋ยคอก ทำเป็นแก๊สชีวภาพ ใช้ลดต้นทุนภายในครัวเรือน เป็นต้น”

เด็กชายพีรพงษ์ ยกตัวอย่างการแก้ปัญหาในพื้นที่อำเภอองครักษ์ โดยยกตัวอย่างพื้นที่ภายในโรงเรียน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินเปรี้ยว การแก้ปัญหาเพื่อให้ปลูกพืชได้ คือ การนำน้ำหมักชีวภาพ (EM) มารด พรวนดินบ่อยๆ ใส่ปุ๋ยคอก ดินที่สภาพเป็นดินเปรี้ยวจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนสภาพเป็นดินเค็ม ซึ่งการนำน้ำหมักชีวภาพ (EM) พรวนดินและใส่ปุ๋ยคอก จะช่วยฟื้นฟูแร่ธาตุในดิน แต่ต้องทำเป็นประจำจึงจะช่วยฟื้นสภาพดินได้

ปัญหาที่สำคัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอองครักษ์ คือ พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ละครั้งจะท่วมนาน 2-3 เดือน การแก้ปัญหาส่วนนี้ เด็กชายพีรพงษ์ บอกว่า จำเป็นต้องปลูกพืชหนีน้ำ โดยการปลูกพืชใส่กระสอบหรือกระถาง เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมก็ย้ายกระสอบหรือกระถางปลูกไปไว้ในที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วม ก็จะช่วยต่อชีวิตพืชได้

แม้เด็กชายพีรพงษ์จะได้รับรางวัลระดับประเทศ แต่ฐานะความเป็นอยู่ของเด็กชายตัวเล็กๆ คนนี้ก็ไม่ได้ดีขึ้น โดยเด็กชายพีรพงษ์ ตั้งความหวังไว้ว่า อยากปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ แต่ที่ยังไม่ได้ทำ เพราะต้องใช้ทุนค่อนข้างสูง และอนาคตอยากเรียนทางด้านวิศวกลการเกษตร แต่ยังขาดทุนทรัพย์ทางการศึกษา หากท่านใดยินดีสนับสนุนก็ขอน้อมรับ

ในท้ายที่สุดของการพูดคุย เด็กชายพีรพงษ์ฝากถึงพี่น้องเยาวชนด้วยกัน ให้มองเห็นคุณค่าของการเกษตรกรรม เพราะเป็นรากฐานที่สำคัญของการดำรงชีวิต หากคิดจะทำการเกษตรไม่ต้องกลัวขาดทุน เพราะก่อนลงมือทำสิ่งใด ควรศึกษาหาความรู้ให้แน่นและแม่นยำ หากยังไม่แน่ใจ ไม่ควรเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้ตลอด ดังนั้น หากพบกับปัญหาก็ควรแก้ไข เพราะปัญหามีไว้ให้แก้ เพียงแต่อย่าท้อเท่านั้นเป็นพอ

สนใจแนวคิดของ เด็กชายพีรพงษ์ หลงศิริ ติดต่อได้ที่ บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 8 ตำบลดอนเกาะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ (094) 851-7247 หรือโรงเรียนวัดพลอยกระจ่างศรี (บุญยังราษฎร์นาวีอุปถัมภ์) ตำบลบางสมบูรณ์ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก

“สุชล สุขเกษม” ศิษย์เก่าคนเก่ง ของ “กศน. บางคนที” จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

กศน. ทั่วไทย

“สุชล สุขเกษม” ศิษย์เก่าคนเก่ง ของ “กศน. บางคนที” จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

จังหวัดสมุทรสงคราม หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “เมืองแม่กลอง” อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถูกเรียกว่า เป็นเมืองแห่งวิถีชีวิต 3 น้ำ เพราะโดดเด่นด้วยระบบนิเวศ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย กำลังถูกพัฒนาเป็นศูนย์กลางการพักผ่อนและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมสมุทรสงครามมีความเข้มแข็งและดำรงชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

กศน. อำเภอบางคนที

กศน. อำเภอบางคนที มุ่งมั่นทำงานตามกรอบวิสัยทัศน์ ของ สำนักงาน กศน. จังหวัดสมุทรสงคราม ในการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตและการศึกษาอาชีพเพื่อการมีงานทำ รองรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรมอันดีงามและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการศึกษาตลอดชีวิตอย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน ในทุกที่ทุกเวลา พร้อมจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถ และทักษะในการประกอบอาชีพของบุคคลและกลุ่มบุคคล เป็นการแก้ปัญหาการว่างงาน และส่งเสริมความเข็มแข็งให้กับเศรษฐกิจชุมชน

เพื่อให้การอ่านเป็นเรื่องใกล้ตัว กศน. อำเภอบางคนที จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่อง เช่น จัดหาอาสาสมัครส่งเสริมการอ่านประจำตำบลเป็นสื่อกลางในการอำนวยความสะดวก ทำหน้าที่สอบถามความต้องการและนำหนังสือจากห้องสมุดประชาชนในพื้นที่มาให้อ่านถึงบ้าน ให้ชาวบ้านมีโอกาสได้อ่านหนังสือมากขึ้น

นอกจากนี้ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอบางคนที ยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน “เล่าข่าวให้เพื่อนฟัง” โดยบรรณารักษ์ได้นำหนังสือพิมพ์หลากหลายฉบับมาให้กับเด็กๆ ได้เลือกหนังสือพิมพ์ที่จะนำมาอ่านแข่งขันกัน และเด็กๆ ก็เลือกคอลัมน์พาดหัวข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์อ่าน เด็กคนไหนอ่านได้ถูกต้องรับรางวัลไปเลย ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นการฝึกสมอง ฝึกการใช้สมาธิ และใช้สติในการอ่านข่าว ทำให้เด็กๆ ได้รู้เหตุบ้านการเมืองในปัจจุบันอีกด้วย

“สุชล สุขเกษม” ศิษย์เก่า คนเก่ง

คุณสุชล เป็นหนึ่งในศิษย์เก่า คนเก่ง ที่ กศน. อำเภอบางคนที ภาคภูมิใจ เขาสมัครเรียนกับ กศน. ตั้งแต่วัยเยาว์ เริ่มจากการศึกษาระดับประถมจนจบระดับมัธยมปลาย เมื่อจบการศึกษา คุณสุชล ตัดสินใจช่วยพ่อแม่ทำอาชีพเกษตรกรรมมาตลอด จนกระทั่ง ปี 2532 จึงเดินทางไปขายแรงงานที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย นานถึง 8 ปี ทำให้เขาได้เรียนรู้การทำเกษตรของซาอุดีอาระเบีย และตั้งใจกลับบ้านมาทำเกษตรแบบพอเพียงพึ่งตนเองได้ คุณสุชลศึกษาเรียนรู้เรื่องการเกษตรในหลายพื้นที่ มาใช้พัฒนาที่ดินเกษตรกรรมของตัวเอง และสร้างแนวคิดใหม่ๆ ตามวิถีชีวิตเกษตรพอเพียง จนประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ กลายเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ชาวบ้านในท้องถิ่นได้ศึกษาเรียนรู้

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้มอบรางวัลศิษย์เก่าด้านภูมิปัญญาดีเด่น ประจำปี 2555 แก่ คุณสุชล ในปีเดียวกันนี้ คุณสุชล ยังได้รับการคัดเลือกจากสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ให้ได้รับปริญญา สาขาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการจัดการอุตสาหกรรมอีกด้วย

ปัจจุบัน คุณสุชล เปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง (เกษตรผสมผสาน) เช่น การทำน้ำตาลมะพร้าว การทำปุ๋ยหมัก การเลี้ยงกุ้งขังเดี่ยว การเลี้ยงไก่ไข่หลุม การปลูกผักปลอดสาร การเลี้ยงไก่ไข่ขังเดี่ยว การทำแก๊สชีวภาพจากมูลไก่ไข่ การเลี้ยงชันโรงผสมเกสรผลไม้ ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ จักรยานสูบน้ำ สาธิตพลังงานโซลาร์เซลล์ การกรองน้ำมันเก่าเป็นไบโอดีเซล ภายใต้การสนับสนุน จาก กศน. รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสิ้น 20 แห่ง ในแต่ละวันมีคนไทยและต่างชาติแวะเข้ามาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

การเลี้ยงไก่หลุม

คุณสุชล ได้นำแนวคิดการเลี้ยงหมูหลุม มาประยุกต์เป็นการเลี้ยงไก่ไข่หลุม โดยก่ออิฐฉาบปูนเป็นคอกสี่เหลี่ยม ขนาด 1.5×3 เมตร ลึก 1 เมตร รองก้นบ่อด้วยแกลบดิบ หรือขุยมะพร้าวแห้งเทรองก้นบ่อ หนาประมาณ 2 นิ้ว อิฐที่ก่อก้อนบนสุดของคอกจะมีช่องช่วยระบายอากาศให้ไก่ไข่ เมื่อนำพันธุ์ไก่ไข่ที่เลี้ยงไว้ 2-3 เดือน

เมื่อลูกไก่โตก็จะปล่อยลงเลี้ยงคอกละ 10-15 ตัว มีตาข่ายอวนเก่าปิดด้านบนคอกไม่ให้ไก่บินออกได้ มีถังให้อาหาร ถังน้ำ แขวนไว้ให้ไก่กินอาหารได้สะดวก ทุก 1 เดือน จะใส่แกลบดิบหรือขุยมะพร้าวแห้งใส่ลงไปในคอกหนา ประมาณ 2-3 นิ้ว ไก่ไข่ที่เลี้ยงมีสุขภาพที่ดี ไม่เครียด เพราะดูแลเก็บมูลไก่ทุกวัน เพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ยหมักใส่แปลงพืชผัก ผลไม้ ที่สำคัญมีไข่ไก่รับประทานทุกวัน ที่เหลือก็จำหน่าย พอไก่หมดไข่ก็จะได้ปุ๋ยหมักจากขี้ไก่อีก 100-200 กิโลกรัม ต่อคอก

การเลี้ยงไก่ไข่ขังเดี่ยว

กับต้นมะพร้าว

คุณสุชล ได้ทดลองเลี้ยงไก่ไข่ขังเดี่ยวกับต้นมะพร้าว ปรากฏว่าได้ผลดี เพราะต้นมะพร้าวได้มูลไก่เป็นปุ๋ยคอกทุกวัน ต่อมาได้พัฒนา สร้างคอกเลี้ยงไก่ไข่ไว้บนต้นมะพร้าว ต้นละ 2 คอก คอกละ 1 ตัว ไก่ไข่ก็อยู่อย่างสบายพอควร เจริญเติบโตได้ดีออกไข่ แถมต้นมะพร้าวก็ได้ปุ๋ยคอกทุกวัน ทำให้ต้นมะพร้าวเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตได้ดี

หากใครสนใจวิธีนี้ ก็สามารถลงมือทำตามคุณสุชลได้ไม่ยาก เริ่มจากใช้ไม้ต้นมะพร้าวเลื่อยเป็นไม้หน้า 3 นิ้ว ยาวประมาณ 80 เซนติเมตร จำนวน 2 อัน แล้วใช้ตะปูตอกไม้หน้า 3 นิ้ว สูงจากโคนมะพร้าว ประมาณ 1.5 เมตร แล้ววางตะกร้าคอกไก่ทั้ง 2 ข้าง ของไม้หน้า 3 นิ้ว เลี้ยงไก่ไข่คอกละ 1 ตัว โดยใช้ตะกร้าพลาสติก 2 ใบ คว่ำเข้าหากัน เลี้ยงไก่ 1 ตัว ก็จะอยู่สบาย เพราะอากาศถ่ายเทดี ด้านบนของตะกร้าเลี้ยงไก่ คลุมด้วยถุงพลาสติกป้องกันแดด กันฝน ให้ไก่ นำกระบอกใส่อาหารและใส่น้ำให้ไก่ เก็บไข่ไก่พร้อมกับให้อาหารให้น้ำไปพร้อมๆ กัน

เลี้ยง กุ้งก้ามกราม

ในร่องสวนมะพร้าว

โดยทั่วไป เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามนิยมปลูกมะพร้าว เนื่องจากสภาพดินเป็นดินเหนียว การระบายน้ำไม่ดี จึงนิยมยกร่องปลูกมะพร้าว มีน้ำไหลผ่านตลอดเวลา คุณสุชล สังเกตเห็นว่า มีกุ้งใหญ่เข้ามาเจริญเติบโตตามร่องน้ำในสวนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ค่อยได้ผลดี เพราะเวลากุ้งโตมักลอกคราบแล้วกินกันเอง ทำให้เกิดความสูญเสีย

คุณสุชล จึงจับลูกกุ้งก้ามกรามในร่องสวน ช่วงเวลากลางคืน เพราะเป็นช่วงเวลาที่น้ำแห้ง ใช้ไฟฉายส่องดู จะเห็นลูกกุ้งมีตาแดง ตัวสีเหลืองก็จับได้ง่าย นำลูกกุ้งมาเลี้ยงในกระชังหรือตะกร้าพลาสติกตาถี่ หาซื้อได้จากร้านค้าทั่วไป นำตะกร้า 2 ใบ คว่ำเข้าหากัน และใช้ขวดน้ำเปล่า ขนาด 1 ลิตร ทำเป็นทุ่นลอย ให้ตะกร้าจุ่มน้ำ 1 ลูก และอยู่บนน้ำ 1 ลูก เจาะรูด้านบนตะกร้าลูกที่อยู่บนน้ำ ขนาดกว้าง 3X3 นิ้ว แล้วปล่อยกุ้งลงไป ชุดละ 1 ตัว ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

เทคนิคการเลี้ยงกุ้งแบบนี้ กุ้งจะเจริญเติบโตได้ดีและไม่กินกันเองในเวลาที่กุ้งลอกคราบ เพราะมีตัวเดียว เป็นการสร้างรายได้ที่ดีสำหรับเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว เพราะได้กุ้งก้ามกรามที่มีคุณภาพดีแบบกุ้งแม่น้ำไว้บริโภคหรือจำหน่าย สำหรับร่องน้ำ 1 ร่อง สามารถเลี้ยงกุ้งขังเดี่ยวได้ 20-50 กระชัง แล้วแต่ความยาวของร่องน้ำในสวนมะพร้าว เลี้ยงไว้ประมาณ 6-7 เดือน ก็จับขายได้ กุ้งใหญ่ ขนาดประมาณ 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม ขายได้ในราคากิโลกรัมละ 500-800 บาท ทีเดียว

ไข่เค็ม รสต้มยำ

คุณสุชล ได้คิดค้นวิธีทำไข่เค็มรสต้มยำ ที่มีรสชาติอร่อยโดนใจผู้บริโภค วิธีทำก็แสนง่าย เริ่มจากเตรียมไข่เป็ดดิบประมาณ 20 ฟอง ล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้งก่อนเรียงใส่ในภาชนะดอง เช่น ถังพลาสติกหรือโหลแก้วที่มีฝาปิด ทำน้ำดองโดยเทน้ำสะอาด 4 ถ้วย ลงในหม้อ ตามด้วยเกลือเม็ด 1 ถ้วย ซอสปรุงรส 1 ขวดใหญ่ และข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มะนาว กระเทียม ที่หั่นพอแหลก ประมาณ 1 จาน นำมาต้มรวมกัน หลังจากเดือดให้รอสัก 5 นาที ยกลง ระวังอย่าต้มน้ำนาน เพราะน้ำสมุนไพรจะเหนียวหนืด ซึมเข้าไปในเปลือกไข่ได้ยากขึ้น น้ำต้มเครื่องปรุงเย็นแล้วให้เทลงจนท่วมไข่ ถ้าไข่ลอยให้นำใบเตยกดทับไว้ ดองนาน 12 วัน เมื่อครบกำหนดให้นำไข่มาล้าง ก่อนลงต้มพอน้ำเริ่มเดือด รอ 5 นาที ยกลง ก็จะได้ไข่เค็มรสต้มยำ รอสัก 8 วัน ก็นำไข่เค็มมาทอดเป็นไข่ดาว รับประทานได้ ไข่เค็มสูตรนี้สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานถึง 3 เดือน ถ้าเก็บแช่ในตู้เย็น หากวางในอุณหภูมิปกติจะใช้งานได้ไม่เกิน 1 เดือน

หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของ คุณสุชล สุขเกษม สามารถแวะเข้าชมได้ทุกวัน ที่ บ้านเลขที่ 56 หมู่ที่ 7 ตำบลจอมปลวก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม เบอร์โทรศัพท์ (086) 178-4157

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

กศน. ทั่วไทย ภาคเหนือ

สุจิต เมืองสุข cheetahmom6@gmail.com

กศน. พิจิตร จัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล

เมื่อเร็วๆ นี้ นายไพฑูรย์ บัวสนิท รองผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วย ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. อำเภอ ข้าราชการ บุคลากร และนักศึกษา กศน. อำเภอเมืองพิจิตร เข้าร่วมพิธีวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ประเทศไทยโปร่งใส Transparent Thailand รัฐบาลไทยร่วมกับประชาชนและภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม สนับสนุนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

แสดงความยินดี ผู้บังคับบัญชาลูกเสือดีเด่น

คณะลูกเสือ สำนักงาน กศน. จังหวัดแพร่ เข้าร่วมงาน “วันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 โรงเรียนเทพนารี อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ และแสดงความยินดีกับ นางเสาวนีย์ ชาพัฒิพงศ์ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอลอง จังหวัดแพร่ ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้บังคับบัญชาลูกเสือดีเด่น ประจำปี 2557 ประเภทผู้บริหาร

เปิดนิทรรศการ โครงการ กศน. พะเยา สร้างอาชีพ

สำนักงาน กศน. จังหวัดพะเยา นำโดย นายถนอม โยวัง ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา นำบุคลากร กศน. อำเภอดอกคำใต้ ร่วมจัดนิทรรศการโครงการ “กศน. พะเยา สร้างอาชีพ สู้ภัยแล้ง” ในงานฤดูหนาว สืบสานประเพณี และของดีจังหวัดพะเยา ภายในงานมีการสาธิตอาชีพการทำวุ้นแฟนซี ขนมไทย การสานกระเป๋าพลาสติก และกิจกรรมตอบคำถาม วาดรูป ระบายสี บริเวณข่วงวัฒนธรรมกว๊านพะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยมีประชาชนเข้าชมนิทรรศการของ กศน. พะเยา จำนวนมาก

กศน. ธานี พาเด็กเรียนรู้ “ทำดีแบบในหลวง”

นายพนม วันจันทร์ ครู กศน. ตำบลธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย นำนักศึกษา กศน. ตำบลธานี เข้าศึกษาเรียนรู้นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ทำดีแบบในหลวง” ณ ศาลาอเนกประสงค์ ศาลากลางจังหวัดสุโขทัย

มอบกระเช้าอวยพร รอง ผอ. กศน. เพชรบูรณ์

เมื่อเร็วๆ นี้ คณะบุคลากรและเจ้าหน้าที่สำนักงาน กศน. จังหวัดเพชรบูรณ์ นำกระเช้าของขวัญและขอพร เนื่องในวันปีใหม่ 2559 แด่ ว่าที่พันตรีดำริห์ ติยะวัฒน์ รองผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดเพชรบูรณ์

กศน. ทั่วไทย ภาคกลาง + ตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

กศน. ทั่วไทย ภาคกลาง + ตะวันออก

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ jirawan073@yahoo.com

สมุทรปราการ มอบกระเช้าของขวัญปีใหม่ ( NN1)

นางธัชชนก พละศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัดสมุทรปราการ ได้นำคณะผู้บริหาร เข้ามอบกระเช้าของขวัญปีใหม่ แก่ รศ.นพ. กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ และ นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พร้อมทั้งขอพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่

กศน. นนทบุรี จัดงานวันเด็กแห่งชาติ ( NN2)

สำนักงาน กศน. จังหวัดนนทบุรี โดย ผู้อำนวยการวิบูลผล พร้อมมูล ได้นำบุคลากรสำนักงาน กศน. จังหวัดนนทบุรี จัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2559 ณ สำนักงาน กศน. จังหวัดนนทบุรี

สระบุรี อบรมเกษตรธรรมชาติ ( NN3)

นางภัทรมน เยี่ยงไธสงค์ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี และคณะ เข้าร่วมโครงการอบรมแกนนำเพื่อขยายผลเกษตรธรรมชาติตามโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กศน. มูลนิธิเอ็มโอเอไทย และ MOA International

เพชรบุรี จัดงานวันเด็ก ( NN4)

กศน. ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับ อบต. ตำบลห้วยแม่เพรียง จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2559

งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ ( NN5)

กศน. อำเภอเมืองลพบุรี เชิญผู้สนใจร่วมสัมผัสความเป็นไทย เยือนงานใหญ่เมืองละโว้ “งานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 13-21 กุมภาพันธ์ 2559 ณ พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จังหวัดลพบุรี ข้อมูลเพิ่มเติมที่ http://www.facebook.com/kingnaraiLopburi

จันทบุรี ถวายราชสักการะพระเจ้าตาก ( NN6)

คณะ ครู กศน. อำเภอเมืองจันทบุรี ร่วมวางพานพุ่มดอกไม้สด ถวายราชสักการะต่อพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เนื่องในวันคล้ายวันปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ ณ ค่ายตากสินจันทบุรี