กศน. ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

กศน. ใต้

พัฒนาระบบ

นายอรัญ คงนวลใย ผู้อำนวยการ สถาบัน กศน. ภาคใต้ เชิญ ผู้อำนวยการ สำนักงานจังหวัด/ตัวแทน, ผอ.ศว., ผอ. ศฝช ในเขตพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลการพัฒนาระบบและการเขียนโปรแกรมสารสนเทศ เพื่อใช้ในหน่วยงานสถานศึกษา สังกัด กศน. ในภาคใต้ ซึ่งมอบหมายให้นักวิชาการคอมพิวเตอร์หรือตัวแทนของแต่ละจังหวัด เข้าร่วมเขียนและพัฒนาโปรแกรมต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 ณ ห้องประชุมสวนตูล สถาบัน กศน. ภาคใต้ ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

ประชุมรายไตรมาส

นางเกษร ธานีรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดนครศรีธรรมราช มอบหมายให้ นายวีระพงศ์ ล่องลอย นักวิเคราะห์นโยบายและแผน เข้าร่วมประชุมรายไตรมาสที่ 1 กลุ่มโซนภูผา@วาริน ประกอบด้วย กศน. อำเภอทุ่งใหญ่ กศน. อำเภอบางขัน กศน. อำเภอจุฬาภรณ์ และ กศน. อำเภอทุ่งสง โดยในการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมรายงานผลการดำเนินงานในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ของปีงบประมาณ 2559 ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2558

วันเด็ก ที่ชุมพร

กศน. อำเภอเมืองชุมพร จัดกิจกรรมวันเด็ก 2559 ณ ลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองชุมพร ภายใต้การนำของ นายธนสัก ชัยขวัญ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเมืองชุมพร และบุคลากรของ กศน. เมืองชุมพร โดยมีกิจกรรมให้น้องๆ ได้เข้าร่วมภายในงาน เช่น วาดภาพระบายสี เกมตอบคำถาม การพับดอกไม้ใบเตย และขนมหวาน น้ำแข็งไส พร้อมรับของรางวัลมากมาย

พัฒนาหลักสูตร

สำนักงาน กศน. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประชุมพัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้ไม่รู้หนังสือ เมื่อเร็วๆ นี้

สู่การปฏิบัติ

นายสุรชัย จันทร์สถาพร ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดตรัง มอบนโยบายสู่การปฏิบัติ และติดตามผลการดำเนินงาน กศน. อำเภอนาโยง โดยมี นายธัญญา พงศ์ภราดร ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอนาโยง และบุคลากรในสังกัด ให้การต้อนรับและรายงานผลการดำเนินงาน ณ ห้องประชุม กศน. อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง

ยะลา แข่งกีฬา

สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา โดย นายอุดร สิทธิพาที ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ได้มอบหมายให้ นางขนิษฐา มะลิสุวรรณ รองผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬา “สพป. ยะลา 1 เกมส์” ครั้งที่ 2 ประจำปี 2559 เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคลากรด้วยกัน และส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นายวีระกุล อรัณยะนาค เป็นประธานในพิธี ณ สนามกีฬากลางจังหวัดยะลา

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมือง ประจำวันที่ 20 มกราคม 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมือง

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมือง ประจำวันที่ 20 มกราคม 2559

ผัก

กระเจี๊ยบเขียว กิโลกรัมละ 11

ข้าวโพดฝักอ่อน กิโลกรัมละ 16

ขึ้นฉ่าย กิโลกรัมละ 45

ต้นคะน้า กิโลกรัมละ 10

ยอดคะน้า กิโลกรัมละ 14

แตงกวาทั่วไป กิโลกรัมละ 8

แตงกวาเล็กอ่อน กิโลกรัมละ 11

แตงไทยอ่อน กิโลกรัมละ 10

แตงร้าน กิโลกรัมละ 6

ถั่วงอก กิโลกรัมละ 21

ถั่วฝักยาวด้วง กิโลกรัมละ 20

ถั่วฝักยาวเส้น กิโลกรัมละ 20

ถั่วพู กิโลกรัมละ 20

ถั่วแขก กิโลกรัมละ 20

บวบงู กิโลกรัมละ 12

บวบเหลี่ยม กิโลกรัมละ 12

บวบหอม กิโลกรัมละ 12

ผักกาดหอม กิโลกรัมละ 30

ผักบุ้งจีน กิโลกรัมละ 9

ผักบุ้งไทย มัดละ 60

ฟักเขียวแก่ กิโลกรัมละ 4

ฟักเขียวอ่อน กิโลกรัมละ 4

มะเขือเปราะ กิโลกรัมละ 8

มะเขือม่วง กิโลกรัมละ 8

มะเขือลาย กิโลกรัมละ 8

มะเขือลิง กิโลกรัมละ 10

มะเขือยาวขาว กิโลกรัมละ 8

มะเขือพวง กิโลกรัมละ 40

มะระจีน กิโลกรัมละ 6

มะละกอดิบ กิโลกรัมละ 7.50

ลูกน้ำเต้า กิโลกรัมละ 4

กะหล่ำปลีขาว (แกะเปลือก)กิโลกรัมละ 17.50

กะหล่ำปลีม่วง กิโลกรัมละ 35

คะน้าฮ่องกง กิโลกรัมละ 80

แครอตนอก กิโลกรัมละ 24

กระเทียมต้น กิโลกรัมละ 110

ตั้งโอ๋ กิโลกรัมละ 45

ผักกวางตุ้งดอก กิโลกรัมละ 10

ผักกวางตุ้งไต้หวัน กิโลกรัมละ 25

ผักกวางตุ้งธรรมดา กิโลกรัมละ 5

ผักกาดแก้ว กิโลกรัมละ 45

ผักกาดขาวปลี กิโลกรัมละ 8

ผักกาดขาว (ลุ้ย) กิโลกรัมละ 7.50

ผักกาดเขียว กิโลกรัมละ 5

พริกยอดสน กิโลกรัมละ 28

พริกยำเขียว กิโลกรัมละ 20

พริกยำแดง กิโลกรัมละ 36

มะเขือเทศเชอร์รี่ กิโลกรัมละ 50

มะเขือเทศผลใหญ่ กิโลกรัมละ 25

มะเขือเทศสีดา กิโลกรัมละ 25

มันฝรั่ง กิโลกรัมละ 28

ยอดฟักแม้ว กิโลกรัมละ 35

ลูกฟักแม้ว กิโลกรัมละ 20

ผลไม้

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์ใหญ่ หวีละ 30

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์กลาง หวีละ 15

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์เล็ก หวีละ 8

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์ใหญ่ หวีละ 30

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์กลาง หวีละ 17.50

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์เล็ก หวีละ 9.50

ขนุนทองประเสริฐ กิโลกรัมละ 17

ขนุนมาเลย์ กิโลกรัมละ 17

ฝรั่งกิมจู ใหญ่ กิโลกรัมละ 28

ฝรั่งกิมจู กลาง กิโลกรัมละ 25

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม ใหญ่ ลูกละ 17

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม กลาง ลูกละ 16

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม เล็ก ลูกละ 15

ส้มเขียวหวาน 00 กิโลกรัมละ 40

ส้มเขียวหวาน 0 กิโลกรัมละ 38

ส้มเขียวหวาน 1 กิโลกรัมละ 28

ส้มเขียวหวาน 2 กิโลกรัมละ 25

ส้มเขียวหวาน 3 กิโลกรัมละ 20

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 00 กิโลกรัมละ 50

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 0 กิโลกรัมละ 47

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 35

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 28

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 22

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 7 กิโลกรัมละ 65

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 6 กิโลกรัมละ 60

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 5 กิโลกรัมละ 50

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 4 กิโลกรัมละ 40

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 30

ส้มโชกุน เบอร์ 00 กิโลกรัมละ 50

ส้มโชกุน เบอร์ 0 กิโลกรัมละ 45

ส้มโชกุน เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 38

ส้มโชกุน เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 30

ส้มโชกุน เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 20

เนื้อหมู

กระเพาะหมู กิโลกรัมละ 90

ไข่ดันหมู กิโลกรัมละ 65

ซี่โครงหมู กิโลกรัมละ 119.50

ตับหมู กิโลกรัมละ 110

ขาหมู กิโลกรัมละ 59

เนื้อแดงหมู กิโลกรัมละ 126

เนื้อสันใน-นอกหมู กิโลกรัมละ 127

เนื้อสามชั้นหมู กิโลกรัมละ 130

ปอดหมู กิโลกรัมละ 25

ไส้ตันหมู กิโลกรัมละ 160

ไส้อ่อนหมู กิโลกรัมละ 140

หัวใจหมู กิโลกรัมละ 90

หัวหมูสด กิโลกรัมละ 75

หัวหมูพะโล้ กิโลกรัมละ 100

เนื้อวัว

ขอบกระด้งเนื้อ กิโลกรัมละ 230

ขี้ริ้วเนื้อ กิโลกรัมละ 230

เครื่องในเนื้อ กิโลกรัมละ 140

ดอกจอกเนื้อ กิโลกรัมละ 230

ตับเนื้อ กิโลกรัมละ 230

น่องเนื้อ กิโลกรัมละ 220

ซี่โครงเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เนื้อแดง กิโลกรัมละ 230

เนื้อปลีกเนื้อ กิโลกรัมละ 230

สันคอเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เศษเนื้อ กิโลกรัมละ 140

หัวใจเนื้อ กิโลกรัมละ 215

เนื้อวัวบด กิโลกรัมละ 230

ลิ้นเนื้อ กิโลกรัมละ 230

เนื้อไก่

ไก่แก่ กิโลกรัมละ 68

ไก่ผ่าซีก กิโลกรัมละ 70

ข้อไก่ กิโลกรัมละ 40

เครื่องในไก่ กิโลกรัมละ 74

ซี่โครงไก่ กิโลกรัมละ 22

ตีนไก่ กิโลกรัมละ 70

ปีกเต็ม-น่องไก่ กิโลกรัมละ 76.50

ปีกบนไก่ กิโลกรัมละ 70

สะโพกไก่ กิโลกรัมละ 75

อกไก่ กิโลกรัมละ 70

ไข่ไก่ เบอร์ 0 ฟองละ 4.50

ไข่ไก่ เบอร์ 1 ฟองละ 4.00

ไข่ไก่ เบอร์ 2 ฟองละ 3.60

ไข่ไก่ เบอร์ 3 ฟองละ 3.40

ไข่เป็ด เบอร์ 0 ฟองละ 5

ไข่เป็ด เบอร์ 1 ฟองละ 5

ไข่เป็ด เบอร์ 2 ฟองละ 4.80

ไข่เป็ด เบอร์ 3 ฟองละ 3.60

ปลาน้ำจืด

กบ กิโลกรัมละ 87.50

ปลากด กิโลกรัมละ 102.50

ปลาเค้า กิโลกรัมละ 97.50

ปลาช่อนเล็ก กิโลกรัมละ 120

ปลาช่อนใหญ่ กิโลกรัมละ 125

ปลาดุกนา กิโลกรัมละ 100

ปลาทับทิม กิโลกรัมละ 125

ปลานิล กิโลกรัมละ 75

ปลาเนื้ออ่อน กิโลกรัมละ 150

ปลารากกล้วย กิโลกรัมละ 145

ปลาแรด กิโลกรัมละ 97.50

ปลาสร้อย กิโลกรัมละ 47.50

ปลาสลิด กิโลกรัมละ 132.50

ปลาสวายหั่น กิโลกรัมละ 56.50

อาหารทะเล

ปลากระบอก กิโลกรัมละ 107.50

ปลากะพงขาว กิโลกรัมละ 185

ปลาเก๋า กิโลกรัมละ 120

ปลาซาบะ กิโลกรัมละ 90

ปลาอินทรี กิโลกรัมละ 220

หมึกไข่ ใหญ่ กิโลกรัมละ 220

หมึกไข่ กลาง กิโลกรัมละ 185

หมึกไข่ เล็ก กิโลกรัมละ 160

หมึกกล้วย กิโลกรัมละ 195

หอยแครง กิโลกรัมละ 130

หอยลาย กิโลกรัมละ 85

ปูม้า (ตัว) กิโลกรัมละ 242.50

ปูม้า (แกะ) กิโลกรัมละ 295

ดอกไม้

ดอกรัก ลิตรละ 40

ดาวเรือง ตัดดอก ร้อยละ 25

ดาวเรือง ตัดกิ่ง ร้อยละ 45

บานไม่รู้โรย กิโลกรัมละ 50

บัวหลวงขาว กำละ 20

บัวหลวงแดง กำละ 20

กุหลาบตาก กิ่งใหญ่ ร้อยละ 500

กุหลาบตาก กิ่งรอง ร้อยละ 400

มะลิดิบ ลิตรละ 600

มะลิแช่ ลิตรละ 300

ดอกพุด ลิตรละ 150

ดาหลา ดอกละ 40

จำปี ร้อยละ 70

ตามรอยการเดินทาง ของ “โกษาปาน” ราชทูตผู้กู้แผ่นดิน ในทัวร์ “ข้ามสมุทร” กับ ศ. กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

มติชนอคาเดมี

เบญจรัตน์ ภูมิภาค

ตามรอยการเดินทาง ของ “โกษาปาน” ราชทูตผู้กู้แผ่นดิน ในทัวร์ “ข้ามสมุทร” กับ ศ. กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม

หากจะให้พูดถึงพ็อกเก็ตบุ๊กที่กำลังมาแรง และได้รับการกล่าวขานเป็นอย่างมากในฐานะนวนิยายเชิงประวัติศาสตร์ชิ้นเอกที่ทุกบททุกตอนสอดประสานเรื่องราวของอดีตมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างลงตัว โดยใช้จินตนาการที่เกิดขึ้นจากผู้เขียนบางส่วน ผ่านตัวละครชื่อ “พจน์” และ “แสน” จนกลายมาเป็นเรื่องราวผ่านตัวหนังสืออย่างน่าติดตาม…

…ใช่แล้วค่ะ เรากำลังพูดถึง “ข้ามสมุทร” นวนิยายชิ้นเอก จาก ศ. กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม นักกฎหมายมือฉมังของไทย ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอย่างรอบด้าน จนกลั่นออกมาเป็นงานเขียนเล่มแรก ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุก สาระ และสามารถเสริมเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ได้อย่างครบถ้วน ในคำนำตอนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ “วิษณุ” เขียนเล่าว่า…นวนิยายเรื่องนี้ นำเอาเหตุการณ์ในรัชสมัยและช่วงเวลาดังกล่าวมาผูกเป็นเรื่อง โดยอาศัยฉาก เหตุการณ์และตัวละครที่มีอยู่จริงเป็นบางส่วนมาสมมุติขึ้น เพื่ออุดรอยช่องว่างที่สูญหายไป จากการบันทึก โดยเพิ่มเติมให้มีความสนุกสนานขึ้นมา…เป็นการบอกเล่า งานวรรณกรรมที่กล่าวถึงความเจริญในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในสายตาคนยุคใหม่นั่นเอง…

สำหรับคนที่ชอบอ่านผ่านการบอกเล่าของ “หนังสือ” ถือว่า…ตอบโจทย์ แล้วถ้าคุณได้เข้าไปสัมผัสเรื่องราวประวัติศาสตร์แบบลงลึก พร้อมสัมผัสบรรยากาศในสถานที่จริงๆ พร้อมกับผู้เขียนอย่าง วิษณุ เครืองาม จะฟินขนาดไหน !!

ด้วยความฮิตติดกระแสขนาดนี้…มติชนอคาเดมี จึงไม่พลาดที่จะจัดกิจกรรมท่องเที่ยวสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อย่าง ทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “โกษาปานราชทูตกู้แผ่นดิน” ที่จังหวัดลพบุรี

โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศ. กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม ผู้แต่งหนังสือ “ข้ามสมุทร” และ รศ.ดร. ปรีดี พิศภูมิวิถี ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยา

ที่จะนำพาทุกท่านไปตามรอย-เจาะลึกเรื่องราวที่ชวนติดตามของ “โกษาปาน” ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครเอกจากหนังสือเล่มนี้ และเรื่องราวความสัมพันธ์ของ ไทย-ฝรั่งเศส ที่เกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมกับผู้เขียนตัวจริงแบบใกล้ชิด และนักประวัติศาสตร์ตัวจริง…เสียงจริง ชนิดที่แฟนพันธุ์แท้ไม่ควรพลาดโดยประการทั้งปวง !!!

และเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อย…เราจึงขอนำเสนอเรื่องราว 5 ประเด็นสุดเอ็กซ์คลูซีฟของที่คุณจะไปสัมผัสกับทัวร์ของเราในครั้งนี้ค่ะ…

– เหตุใดกรุงศรีอยุธยา จึงต้องเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส?

ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้มีการค้าขายกับนานาชาติ ทั้งเอเชียและตะวันตก เมื่อฝรั่งเศสเริ่มเข้ามาในสยาม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงใคร่อยากรู้ในสิ่งที่พระองค์ได้ยินมาจากคำร่ำลือ “เงินทองก็มีมากมาย ในวังพระเจ้าฝรั่งเศสให้หลอมเงินเป็นท่อน 8 เหลี่ยม ใหญ่ประมาณ 3 กำ โดยยาวประมาณ 7 ศอก กองอยู่ริมถนนเป็นอันมาก เหมือนดุจเสาอันกองไว้ กำลังคนแต่ 13 คน 14 คน จะยกท่อนเงินมิได้ไหว” จึงส่งราชทูตไปเพื่อจุดประสงค์ 3 ประการ ดังนี้

1. ประการแรก เพื่อสืบให้รู้แน่จริงดั่งที่ได้ยินคำร่ำลือกันมา

2. ประการที่สอง เพื่อจัดหาของที่พระราชประสงค์ เช่น แว่นทองคำ เครื่องมือดาราศาสตร์ นาฬิกาพก เป็นต้น

3. ประการที่สาม นโยบายในการเพิ่มพูนมิตรภาพเพื่อประโยชน์ทางการค้า

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมองเห็นถึงความสามารถของโกษาปาน จึงส่งให้เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีที่ฝรั่งเศส เป็นเวลา 6 เดือน และได้นำความรู้ต่างๆ มาปรับใช้ในสยามด้วย เช่น การตั้งโรงพิมพ์ ตั้งหอดูดาว การค้าขาย และกลายเป็นความดีความชอบที่นำเทคโนโลยีตะวันตกเข้ามาในสยามในเวลาต่อมา

– เพราะเหตุใด พระนารายณ์ราชนิเวศน์ จึงได้ถูกขนานนามว่าเป็นพระราชวังแวร์ซายแห่งสยาม?

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช โปรดให้สร้างพระราชวังขึ้นที่ลพบุรี เพื่อเป็นที่พำนักสำหรับแปรพระราชฐาน ลพบุรีจึงมีการค้าที่รุ่งเรือง ราชนิเวศน์แห่งนี้จึงมีสถานที่รองรับคณะทูตจากต่างประเทศ ได้รับอิทธิพลหรือเครื่องราชบรรณาการจากต่างประเทศ และการก่อสร้างพระนารายณ์ราชนิเวศน์นั้นได้รับความร่วมมือจากฝรั่งเศสและอิตาเลียน จึงมีศิลปะแบบตะวันตกผสมเปอร์เซีย ล้อมรอบไปด้วยคูน้ำที่มีการจุดไฟและน้ำพุเรียงราย ประตู หน้าต่าง ช่องระบายลมใต้หลังคาเป็นทรงโค้งแหลม

– เหตุใดถึงต้องไปชม ประตูชัย ที่ลพบุรีแห่งนี้?

ประตูชัยแห่งนี้สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สร้างขึ้นเพื่อเป็นสิริมงคลแก่เหล่าทหารและบ้านเมืองในยามมีศึกสงคราม เป็นประตูชัยที่สุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ เป็นศิลปะที่ผสมผสานระหว่างเปอร์เซียและตะวันตก มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดในตอนนี้

วัดสันเปาโล หนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ดาราศาสตร์ ของประเทศไทย เหตุใดจึงต้องไปชม?

“สันเปาโล” คำนี้เพี้ยนมาจาก “เซนต์ปอล หรือแซงต์เปาโล” เป็นหอดูดาวที่ใช้ในทางวิชาดาราศาสตร์แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมอบที่ดินให้แก่คณะเยซูอิตบาทหลวง ที่เดินทางมาจากฝรั่งเศส และไปปฏิบัติงานในประเทศจีน จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างหอคอยแห่งนี้และมีความเก่าแก่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากหอดูดาวกรุงปารีสและหอดูดาวปักกิ่งที่แสดงถึงการติดต่อกับสังคมโลกตะวันตกเพื่อนำเอาวิทยาการความก้าวหน้าเข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ในยุคนั้น นอกจากนี้ บริเวณโดยรอบเป็นโบสถ์ในศาสนาคริสต์และสุสาน ที่มีสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด

– บ้านหลวงรับราชทูต (บ้านวิชาเยนทร์) กับความสำคัญที่น่าค้นหา?

บ้านวิชาเยนทร์ ที่รับรองราชทูตครั้นเมื่อเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ได้นำคณะทูตชุดแรกกลับมาจากฝรั่งศส และเข้ามารับราชการอยู่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นอกจากนี้ ยังเป็นที่พำนักของข้าราชการคนสำคัญ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ หรือชื่อเดิมว่า คอนสแตนติน ฟอลคอน นักผจญภัยชาวกรีก มีความสามารถพูดได้หลายภาษา เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทำให้การค้าในสมัยนั้นรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก จนได้รับการแต่งตั้งเป็นสมุหนายกที่เป็นชาวตะวันตกคนแรกของสยาม เป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อการเมืองในสมัยนั้น ทั้งในทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ โดยสถาปัตยกรรมของตัวอาคาร ที่แสดงให้เห็นลักษณะศิลปะตะวันตกผสมผสานกับศิลปะแบบไทย โดยเฉพาะการจัดสวนหน้าบ้านซึ่งมีลานน้ำพุแบบฝรั่งเศส และที่สำคัญคือ อาคารที่เป็นโบสถ์คริสต์ศาสนาที่มีผังแบบยุโรป แต่มีการตกแต่งซุ้มบานประตู หน้าต่างรูปกลีบบัว ถือว่าเป็นโบสถ์คริสต์ศาสนาหลังแรกในโลก ที่ตกแต่งตามแบบของโบสถ์ทางพระพุทธศาสนา

และนี้คือ…5 ประเด็นน้ำจิ้ม ที่เรานำมาให้แฟนๆ ทุกท่านได้รู้เรื่อง ยังมีอีกหลากเรื่องราวที่คุณพลาดไม่ได้…ในกิจกรรมทัวร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งนี้ค่ะ…ถ้าคุณคือ คนอ่านหนังสือ…และเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ “ข้ามสมุทร” ห้ามพลาดโดยประการทั้งปวง

ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “โกษาปานราชทูตกู้แผ่นดิน” จังหวัดลพบุรี ที่มติชนอคาเดมี จะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรกิตติมศักดิ์ ศ. กิตติคุณ ดร. วิษณุ เครืองาม ผู้แต่งหนังสือ “ข้ามสมุทร” และ รศ.ดร. ปรีดี พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาฝรั่งเศส มหาวิทยาลัยมหิดล และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

Fisherfolk”s journey โลกสีคราม ของ “คนจับปลา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

Fisherfolk”s journey โลกสีคราม ของ “คนจับปลา”

ช่วงปลายปี 2558 มีงานเล็กๆ สนุกๆ แถมได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง “ปลาๆ” มากมาย ที่ รูท การ์เดน ปากซอยทองหล่อ 3 สุขุมวิท กรุงเทพฯ งาน Fisherfolk”s journey มี 2 วัน คือ วันที่ 14-15 พฤศจิกายน ครับ จัดขึ้นโดยองค์การ Oxfam เครือข่ายประมงพื้นบ้าน ประจวบคีรีขันธ์ สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย สมาคมรักษ์ทะเลไทย และนิตยสาร WAY

นอกจาก ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการทำประมงพื้นบ้าน การตรวจหาสารพิษในสัตว์น้ำ วงจรการจับ รักษาสภาพ และส่งขายสัตว์ทะเล ผ่านบอร์ดข้อมูลสีสันเร้าใจ เวทีเสวนา การสาธิตโดยชาวประมงตัวจริงแล้ว ยังมีของทะเลสดๆ จากร้าน “คนจับปลา” จำหน่าย กับทั้งมีโชว์ประชันการปรุงอาหารทะเลหลากสไตล์กัน ชนิดที่ว่าน้ำย่อยน้ำลายไหลกันไปทั้งงานทีเดียว

มีหลักฐานว่า คนไทยที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในผืนแผ่นดินต่างก็ได้กินผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทะเล อย่าง กะปิ น้ำปลา ปูเค็ม และปลาเค็ม มาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้วนะครับ ยิ่งนับวันการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วก็ยิ่งเปิดโอกาสให้เราได้กินปลา ปู กุ้ง หอย สดๆ อร่อยๆ จากทั้งทะเลไทย ทะเลพม่า ทะเลจีน ทะเลเวียดนาม กระทั่งทะเลแถบยุโรปตอนเหนือ…โลกเรานี้บางทีก็น่าประหลาด ทุกขณะที่มันกว้างขึ้น มันก็แคบลง บางวัน เราอาจโชคดีได้ลิ้มรสปลาแซลมอนสดจากนอร์เวย์ บางวันก็กุ้งล็อบสเตอร์จากสวีเดน ทว่าเกือบทุกวัน เรากินปลาทู ปลาน้ำดอกไม้ ปลาเก๋า ปลาทราย โดยลืมสงสัยไปว่า ปลาพื้นๆ พวกนี้มาจากไหน จับด้วยวิธีอะไร โดยเรือประมงแบบไหน

อาจบางที มันเป็นความคับแคบของโลกในใจเราเอง ที่ไม่เคยแคลงใจสงสัยว่า เราเสียอะไรไปบ้าง เพื่อแลกกับการได้กินปู ปลา หอย เหล่านี้

คำบอกเล่าของ พี่จิรศักดิ์ มีฤทธิ์ ชาวประมงพื้นบ้านชุมชนคั่นกระได ประจวบคีรีขันธ์ ในวงเสวนาช่วงเย็นวันแรกของงาน ฉายภาพสงครามชายฝั่งขนาดย่อมๆ แถบทะเลประจวบคีรีขันธ์ ที่มองไม่เห็นความสมดุลของกำลังรบระหว่างกองเรือทั้ง 2 ฝ่าย เอาเลย

ผมหลับตาเห็นภาพเรือประมงพื้นบ้านขนาดย่อม ใช้อวนลอยตระเวนจับปลาในเขตรัศมีไม่เกิน 3 ไมล์ทะเล จากชายฝั่ง อันเป็นระยะที่ตกลงกันว่าเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้เรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ใช้อวนรุนลากล่วงล้ำเข้ามา บางครั้งพวกเขาทำ “ซั้งกอ” ต้นไม้น้ำจำลองจากไม้ไผ่ ทางมะพร้าว แท่งปูน ทิ้งไว้ในทะเลเป็นระยะ เพื่ออภิบาลฝูงปลา ทั้งช่วยยืดระยะไม่ให้ฝูงปลาทูว่ายย้ายถิ่นขึ้นน่านน้ำด้านเหนือเร็วเกินไปจนจับไม่ทัน

แต่หน้าที่อีกอย่างของซั้งกอคือ คอยกันไม่ให้เรืออวนลากรุกล้ำเข้ามาในเขตหวงห้ามด้วย เนื่องจากแม้ที่ประจวบคีรีขันธ์จะมีการขอร้องเรือใหญ่ที่ข้ามเขตมา ให้เปลี่ยนมาใช้เครื่องมือแบบเดียวกับเรือพื้นบ้าน แต่ไม่ใช่ทุกลำที่จะทำตาม

อวนรุนของเรือประมงพาณิชย์ที่ดักกวาดเอาปลาทุกชนิด ทุกขนาด นับเป็นการจับปลาที่ทำลายความหลากหลายและปริมาณสัตว์น้ำอย่างรุนแรง

พี่จิรศักดิ์ เล่าเรื่องหอยลายอีกว่า การจับหอยลายส่วนใหญ่จะใช้เรือที่มีกำลังสูง ลากตะแกรงถี่ที่ตะกุยพื้นทะเลลงไปกว่า 1 ฟุต นานนับชั่วโมง จากนั้นคัดเลือกเอาแต่หอยลาย ส่วนหอยหนามหรือหอยอื่นๆ โยนทิ้งไป การลากที่ว่านี้จะพลิกเอาปฏิกูลใต้ดินเลนขึ้นมา ทำให้ไข่หมึกและไข่ปลาเสียหายมาก ปู ปลา ก็จะไม่เข้ามาในบริเวณนั้น

กรณีของ หอยจอบ ยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก เรือประมงหอยจอบซึ่งปัจจุบันมีกว่า 100 ลำ จะใช้คน 6-7 คน ต่อลำ ผูกตะกั่วถ่วงน้ำหนักที่เอว เดินลงใต้น้ำ ถือปั๊มฉีดน้ำให้ผิวพื้นทรายเปิด เพื่อเอาเพียง “เอ็น” หอยจอบ ที่ยาวราว 3 เซนติเมตร ส่วนเนื้อและเปลือกโยนทิ้ง วิธีนี้ทำให้เกิดการฟุ้งกระจาย สัตว์น้ำขนาดเล็กส่วนใหญ่จะตาย ดังเคยมีการประท้วงของชาวประมงพื้นบ้านจากสามร้อยยอดเมื่อไม่นานมานี้

ในเมื่อพวกเขาใช้ “ทะเลหน้าบ้าน” เป็นแหล่งยังชีพ จึงย่อมต้องครุ่นคำนึงเป็นพิเศษถึงวิธี เวลา และผลของการจับแต่ละครั้ง

ประเมินกันว่า ระบบนิเวศที่เสียไปแล้วนี้ จะต้องใช้เวลาฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี ทีเดียว

ทว่า ท่ามกลางจักรวาลแห่งท้องสมุทรอันไพศาล ยังมีโลกสีครามใบเล็กๆ ใบหนึ่งหมุนรอบตัวเองอย่างแช่มช้าอยู่รอบๆ ชายฝั่งอ่าวไทยแถบท่าศาลา นครศรีธรรมราช มาจนถึงบ่อนอก ประจวบคีรีขันธ์

ร้าน “คนจับปลา” เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันในนามเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ประจวบคีรีขันธ์ ถือหุ้น 20% สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยถือหุ้น 20% ที่เหลือ 60% เป็นของสมาคมรักษ์ทะเลไทย ดำเนินกิจการแบบวิสาหกิจชุมชนมาเป็นเวลาปีเศษๆ มีหน้าร้านอยู่ที่สี่แยกบ่อนอก ประจวบคีรีขันธ์ และท่าศาลา นครศรีธรรมราช จำหน่ายของทะเลสดที่ชาวประมงพื้นบ้านจับด้วยเครื่องมือที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีการอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเลคู่ไปกับการทำประมง ส่งสินค้าวันต่อวัน ไม่ใช้ฟอร์มาลินยืดอายุ

“เป้าหมายของเราต้องการให้ชาวประมงเป็นเจ้าของกิจการ 100 เปอร์เซ็นต์ ต่อไปเมื่อกิจการร้านคล่องตัวขึ้น สมาคมรักษ์ทะเลไทยก็จะคืนหุ้นทั้งหมดให้ชาวประมง” เสาวลักษณ์ ประทุมทอง ตัวแทนสมาคมรักษ์ทะเลไทย หัวเรี่ยวหัวแรงหลักของร้านคนจับปลาบอกไว้เช่นนั้น

ร้านคนจับปลา จะรับซื้อของทะเลจากชาวประมงในราคาสูงกว่าตลาดราว 20% ซึ่งถือเป็นราคาที่คำนวณแล้วว่ายุติธรรม ขณะที่ผลกำไรอย่างน้อย 30% มีการคืนให้ชุมชน ที่เหลือ 10% บริจาคให้วัดสี่แยกบ่อนอก ซึ่งเป็นที่ตั้งร้าน ที่เหลือเป็นทุนสนับสนุนงานฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเล ดังเช่น โครงการธนาคารปูม้า เพาะบ่มปูไข่สุกในพื้นที่ปลอดภัยที่ทำให้สามารถให้ไข่ต่อตัวได้ 200,000-400,000 ฟอง หรือแผนการระยะยาว คือการพยายามตั้งระบบ Bluebrand standard ออกฉลากรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์สินค้าชาวประมงพื้นบ้าน ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสมาคม เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนในที่สุด

ผมได้ปลาทูสดจาก ร้านคนจับปลา ในงาน Fisherfolk”s journey มา 2 ถุง เป็นปลาที่สดจริงๆ ครับ ควักไส้ทำความสะอาดอย่างดี บรรจุถุงพลาสติกแน่นหนา ผมเคยเอาเข้าช่องแช่แข็งในตู้เย็น ก็พบว่าอยู่ได้นานเป็นเดือน และสดกิ๊กเหมือนใหม่พร้อมปรุงทันทีที่ละลายน้ำแข็งแล้ว

พวกชาวประมงมักพูดกันว่า ถ้าจับอย่างถูกวิธี ปลาทูจะไม่มีวันหมดจากทะเลไทย เขาเล่าว่า หลังการปิดอ่าวเพียง 2 สัปดาห์ รุ่งขึ้น เรือประมงสามารถจับปลาทูขึ้นท่าได้นับแสนๆ ตัวทีเดียว

ปลาทูชอบเล่นแสงไฟ ดังนั้น เมื่อมีเรือลักลอบจับปลากะตักในตอนกลางคืน ลูกปลาทูก็จะติดขึ้นมาด้วย การพยายามออกกฎห้ามจับปลากะตักตอนกลางคืนก็ยังไม่ประสบผล

“กินลูกปลาทู ก็เหมือนฆ่าเด็ก” คำพูดของชาวประมงคนหนึ่งแว่วขึ้นมาอีกครั้ง มันทำให้ผมคิดว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ เรายังคงต้องต่อสู้กันต่อไป ตั้งแต่เรื่องเรือหอยจอบ เรื่องการกินลูกปลาทู ฯลฯ

เรื่องฆ่าเด็กก็เช่นกัน…

ให้เช่าที่ดินรัฐ / ปลูกต้นไม้จากหนังสือ ยี่โถ : ไม้ให้คุณและโทษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ให้เช่าที่ดินรัฐ/ปลูกต้นไม้จากหนังสือ ยี่โถ : ไม้ให้คุณและโทษ

คุณโผง เข้าหักร้างถางพง และครอบครองที่ดินในเขตทหารไว้ ราว 200 ไร่

คุณโผงปรับแต่งที่ดินไว้สวยเชียว ต่อมาคุณจำนูญมาเจอเข้า จึงมาเจรจา ว่าจะขอเช่าทำไร่สับปะรด

คุณโผงเสนอค่าเช่า ปีละ 40,000 บาท ระยะเวลา 4 ปี

เมื่อตกลงกันได้ คุณโผงจึงให้คุณจำนูญเช่าที่ดินนั้น ได้เงินมา 120,000 บาท

คุณโผงยิ้ม

ตามสัญญาเขียนกันไว้ว่า ระยะเวลาเช่า 4 ปี ตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน 2550 ถึงวันที่ 1 เมษายน 2554

คุณจำนูญเช่ามาจึงลงทุนปลูกสับปะรด งอกงามได้ผลผลิตดีส่งเข้าโรงงาน จนครบกำหนด แต่ยังไม่ออกจากที่ดินผืนนั้น ด้วยเห็นว่าตนน่าจะได้ทำกินต่อไป และเห็นว่าที่ดินนั้นเป็นที่ดินของรัฐจึงออกอาการว่าไม่เห็นจะต้องไปเช่าจากคุณโผงเลย

คุณโผงเห็นว่าหมดสัญญาเช่าแล้ว ขอให้คุณจำนูญออกไปจากที่ดินแปลงนั้น

แต่คุณจำนูญยังอยู่ต่อ

คุณโผงว่า “ถ้ายังไม่ออก เราจะฟ้องขับไล่ละนะ”

คุณจำนูญว่า “กลัวเสียเมื่อไร ฟ้องมาก็สู้กันสิ”

คุณโผงยื่นฟ้องคุณจำนูญต่อศาล ขอให้พิพากษาบังคับคุณจำนูญออกไปจากที่ดินผืนนั้น

คุณจำนูญต่อสู้คดีว่า ที่ดินผืนนั้นเป็นที่ดินในเขตทหาร เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เป็นของรัฐ คุณโผงไม่มีอำนาจนำที่ดินของรัฐให้ตนเช่า ทั้งรัฐก็ไม่ยินยอม เมื่อตนทำสัญญาเช่าที่ดินและคุณโผงมอบการครอบครองให้แล้ว คุณโผงจึงไม่ใช่ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินอีกต่อไป จึงไม่มีอำนาจมาฟ้องคุณจำนูญได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ด้วยเห็นว่าคุณโผงไม่มีอำนาจฟ้อง

คุณโผงอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นว่า คุณจำนูญมีสิทธิอยู่ในที่ดินนั้นหรือไม่ และคุณจำนูญต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่คุณโผงหรือไม่เพียงใด

คุณจำนูญฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตปลอดภัยในราชการทหารของที่ทหารในท้องที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเภททรัพย์สินใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ

การเข้ายึดถือครอบครองย่อมไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ ใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกัน ย่อมยกการยึดถือครอบครองขึ้นยันผู้อื่นที่เข้ามารบกวนได้ในขณะเวลาที่ตนยังยึดถือครอบครองอยู่เท่านั้น

ดังนั้น การที่คุณโผงให้คุณจำนูญเช่าที่ดินนี้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิ เพราะเท่ากับนำที่ดินของรัฐไปให้บุคคลอื่นเช่าโดยรัฐไม่ยินยอม และมีผลเป็นการมอบการยึดถือครอบครองให้แก่คุณจำนูญ

คุณโผงจึงไม่ใช่ผู้ยึดถือครอบครองที่ดินนั้นอีกต่อไป จึงไม่มีอำนาจฟ้องคุณจำนูญผู้ครอบครองที่ดินนั้นได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของคุณโผง

คุณจำนูญยิ้ม

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12149/2557)

ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

ยี่โถ : ไม้ให้คุณและโทษ

สุวรรณ พันธุ์ศรี

มาตรการ 7 วันอันตราย ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ถือบรรลุเป้าจนทะลักทีเดียว

เรียกได้ว่า หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แดงไปด้วยเลือด

หน้าจอทีวี เลือดก็กระจายเต็มจอ

เมื่อได้สนทนาธรรมกับพระคุณเจ้า วัดย่านสะพานพุทธ ท่านก็วิสัชนาว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เป็นเรื่องของความประมาท และเป็นเรื่องของกิเลส

และที่เป็นปัญหาใหญ่คือ คนไทยไม่มีจิตสำนึกที่ดีเพื่อส่วนรวม มีแต่สำนึกดีเข้าตัว

พระคุณเจ้ายังวิสัชนาอีกว่า ความเจริญทางวัตถุ เป็นตัวก่อให้เกิดกิเลส อยากได้ใคร่มี ก่อให้เกิดอาชญากรรมฉกชิง วิ่งราว จนสังคมวุ่นวาย

ใครขัดขืนอาจถึงแก่ชีวิต หรือบาดเจ็บสาหัส

ตู้รับบริจาคที่ตั้งอยู่บนศาลาก็ยังถูกงัด ถูกขโมย เรียกได้ว่า ชีวิตและทรัพย์สินสมัยนี้ไม่ค่อยจะปลอดภัย

พระคุณเจ้าท่านทิ้งท้ายการสนทนาว่า กรรมที่ก่อก็มักจะมากับจรวด คือเห็นผลเร็ว ขอให้ทำดีไว้เถิด

สาธุ

หน้าแล้งนี้ มาช่วยกันปลูกต้นไม้คืนความเป็นธรรมชาติให้ชุ่มชื้น และมีอากาศดีดีไว้หายใจกันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ยี่โถ” ไม้พุ่มที่ไม่โตนัก

ต้นยี่โถ เป็นพันธุ์ไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขาไม่มาก ลำต้นเมื่อกะเทาะดู จะมีน้ำยางสีขาวคล้ายกับน้ำนม

ลักษณะของใบยี่โถ จะออกเป็นใบเดี่ยวรูปหอก โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ สีเขียวเข้ม

เมื่อมีดอก จะออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของต้น ลักษณะของดอกมีรูปทรงเป็นกรวย มีหลายสี เช่น ชมพู หรือขาว มีกลิ่นหอม

พอดอกเริ่มจะโรยก็จะติดผล ลักษณะผลเป็นฝักคู่ ฝักที่แก่จัดจะแตกและมีเมล็ดอยู่ภายใน

เมล็ดยี่โถ จะมีขนคล้ายไหม หากมีลมพัดก็จะลอยไปตามลม

ต้นยี่โถ คนโบราณท่านได้เรียนรู้และศึกษาจนรู้ว่า ยี่โถ เป็นไม้ที่มีทั้งคุณและโทษ โดยเฉพาะใบ

ตามตำรับยาพื้นบ้านบอกว่า ถ้าใช้ใบยี่โถเข้ายาแต่พอเหมาะพอควร จะมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ

แต่ถ้าหากใช้มากเกินไป เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

โดยทั่วไปแล้วคนโบราณนิยมนำมาทำเป็นยาฆ่าแมลง และเป็นยาเบื่อหนู

เพราะฉะนั้น ท่านที่คิดจะใช้ประโยชน์จากใบยี่โถ ก็ขอให้ศึกษาและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยเฉพาะ

อย่าได้ประมาท คิดว่าตัวเองฉลาดรอบรู้

แทนที่จะได้อยู่จนเห็นรถไฟความเร็วสูง จีน-ญี่ปุ่น

ชีวิตมันจะล่องจุ๊นไปเสียก่อน

สุดยอดเมนูชะอม… ร้านกุ้งเพื่อนแพรว ที่ พระนครศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05116010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เดินห่าง…จากความจน

สมยศ ศรีสุโร

สุดยอดเมนูชะอม… ร้านกุ้งเพื่อนแพรว ที่ พระนครศรีอยุธยา

เนื่องจากเราต้องลืมตาตื่นพร้อมนำชีวิตที่เหลืออยู่ออกก้าวเดินในทุกวัน ข้อหนึ่งให้พึงคิดเสมอว่า ชีวิตในวันนี้ต้องให้มีความสุขตอบแทนกับชีวิตให้ได้มากที่สุด อย่าพยายามมีอาการอ่อนล้า ท้อแท้กับทุกย่างก้าว เมื่อเรายังใช้ความขยันและอดทนให้เกิดกับตัวเองได้อย่างไม่เต็มที่ ขอให้มีความมั่นใจในทุกย่างก้าว เพราะทุกช่วงจังหวะของการก้าวเดินนั้นล้วนมีความสำคัญกับชีวิตที่เท่ากันทั้งสิ้น หากในบางครั้งพบปัญหาที่เกิดขึ้น ขอให้คิดเสียว่านั่นคือบาดแผลเพียงเล็กน้อยแห่งความสำเร็จที่ทำให้มีเกิดขึ้น หากเป็นเช่นนี้ในทุกๆ วัน ย่อมมีแต่ความสุขเกิดขึ้นกับชีวิตอย่างแน่นอน

ก่อนอื่น ขอต้อนรับด้วยคำว่า สวัสดี และขอบพระคุณอย่างมากจากเทคโนโลยีชาวบ้านและผู้เขียน คอลัมน์นี้ถือว่าได้รับแรงใจเป็นอย่างมากจากแฟนๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องราวชะอมไม้เค็ด 2009 ทุกเรื่องราวจากการส่งเสียงไปหาผู้เขียน โทร. (081) 846-0652 หรือทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ นายสมยศ ศรีสุโร ผมจะเก็บบันทึกทุกคำถามไว้เสมอ เพื่อนำมาเขียนตอบนำเสนอกับแฟนๆ

สำหรับปักษ์นี้ ผมเว้นเรื่องราวที่เกี่ยวกับชะอมไม้เค็ด 2009 ขอนำเสนอเรื่องราวที่มีแฟนๆ จำนวนหนึ่งส่งเสียงไปว่าหยุดนานไปแล้วนะสำหรับเรื่องราวของเมนูชะอม อ่านแล้วชมรมคนรักษ์ชะอมชอบกันมาก เนื่องจากผมมีแฟนเยอะทั่วทุกภาคของประเทศ จึงได้รับเรื่องราวเกี่ยวกับเมนูชะอมพร้อมรายละเอียดการปรุง หรือร้านที่แฟนๆ ได้ไปเยี่ยมชิมมาแล้วก่อนหน้านี้มีเมนูที่เกี่ยวกับชะอมที่น่าสนใจ หากสนใจให้ผมไปเยี่ยมหาพร้อมกับไปชิมดู เพื่อจะได้มานำเสนอในคอลัมน์นี้ได้บ้าง

ทันทีครับแฟนๆ ข่าวว่ามีร้านอาหารไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แถวๆ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชื่อร้าน กุ้งเพื่อนแพรว ตั้งอยู่ เลขที่ 98/8 หมู่ที่ 3 ตลาดกลางเพื่อการเกษตร ถนนเอเชีย ตำบลหันตรา ไป-มา สะดวก ที่ชอบมากกว่านั้นคือ บอกต่อไปว่าอย่าเพิ่งตกใจจากชื่อร้านที่เขียนไว้เช่นนั้น เพราะไม่ใช่มีแค่เมนูกุ้งเท่านั้น มีอีกหลากหลายเมนูมากมายไว้บริการ กว่า 100 เมนู ไม่ว่าจะทุกเมนูที่สามารถนำกุ้ง พระเอกของร้านไปปรุงแต่งในหลายเมนู หรือเมนูอื่น ไม่ว่าจะเป็นประเภท ยำ ผัด ต้มยำ หรือประเภททางเลือกที่ลูกค้าต้องการอีกด้วย

สรุปว่า ทางร้านมีเมนูอาหารมากมายหลากหลายรสชาติจริงๆ หากมัวแต่เพลินไปกับอ่านชื่อเมนูอาหารที่ทางร้านมีไว้ทั้งหมดคงอิ่มพอดีครับ แต่ที่ทำให้ผมสนใจอย่างมากเพื่อต้องการไปเยี่ยมชิมอย่างมาก เนื่องจากแฟนท่านนั้นบอกไปชัดเจนว่ามีเมนูจากชะอมอีกด้วย ที่ให้ความประเทืองลิ้นได้รสชาติประทับใจไม่น้อยแบบชนิดรสชาติไทยๆ ที่แสดงความเป็นไทยแบบกลมกลืนกับคุณชะอมที่มีสัญชาติไทยแท้เช่นกัน แถมมีเมนูที่ผมสนใจเป็นพิเศษที่ต้องไปเยี่ยมหาในทันทีทันใด คืออะไรนั้นแฟนๆ ติดตามต่อไปนะครับ ว่าคือเมนูอะไร?

ไม่รอช้า เนื่องจากมีความต้องการจะนำมาเสนอตามที่แฟนๆ เรียกร้องพอดี จากนั้นได้ชวนเพื่อนสนิทอีก 2 ท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่มีรสนิยมในการบริโภคทุกชนิดของเมนูอาหาร มีความสามารถสำหรับช่วยเป็นกรรมการตัดสินเรื่องรสชาติของอาหารได้ทุกประเภท ที่ยืนยันได้อย่างนี้ เพราะว่าเพื่อนผมทั้ง 2 ท่าน ล้วนมีน้ำหนักคนละ กว่า 85 กิโลกรัม และอายุรวมกัน กว่า 100 ปี อีกต่างหาก จึงทำให้มั่นใจได้ในประสบการณ์ของเรื่องราวสำหรับการกินอยู่ แบบว่าหากเป็นกรรมการตัดสินในการแข่งขันกติกาชกมวย ผมคือกรรมการตัดสินบนเวที ส่วนเพื่อนทั้ง 2 ของผม คือกรรมการให้คะแนนข้างเวทีครับแฟนๆ

ผลคะแนนทุกเมนูที่มีชะอมมาเกี่ยวข้อง สรุปได้ทั้งสิ้นจากทั้งหมด 4 เมนู เมนูแรกที่สั่งมาชื่อ เต้าหู้เพื่อนซี้ชะอม เมนูนี้น่าจะมีเกือบทุกร้านที่มีเมนูที่เกี่ยวข้องกับชะอม เพียงแค่แตกต่างกันกับตัวเต้าหู้ที่นำมาใช้ ที่นี่ใช้เต้าหู้ไข่หลอดมาผัดพร้อมมีหมูสับผสมลงไปด้วย ช่วยให้เมื่อเวลาเข้าปากเคี้ยวจะได้มีหลายความรู้สึกเมื่อมีการรวมตัว ทั้ง ชะอม เต้าหู้ และ หมูสับ พร้อมรสชาติที่ไม่รุนแรงจนเกินไป ชนิดกินไปยิ้มไปได้สบายใจ เป็นเมนูที่เหมาะกับผู้เยาว์และผู้สูงวัยหากมีติดตามไปด้วย เพราะคุณค่าของอาหารครบ 5 หมู่ ตามความต้องการของร่างกาย

เมนูต่อมาคือ แกงคั่วหอยขมผสมชะอม นี่ก็ถือว่าเป็นเมนูทั่วไปที่มีเกือบทุกแห่งเช่นกัน แต่สำหรับที่นี่เครื่องแกงที่นำมาผสมลงไปนั้นเป็นสูตรเฉพาะของร้าน มีความรู้สึกไปอีกแบบ เป็นเฉพาะร้านที่พยายามคิดค้นขึ้นมา ไม่ถึงกับเข้มข้นชนิดว่าซดน้ำแกงแล้วทำให้เหงื่อออกเต็มหน้า แล้วบอกว่า เผ็ดฉิบ! แต่คงมีรสชาติเรียบง่ายแบบไทยแท้ ที่ยังนุ่งผ้าถุงพร้อมกินหมากอยู่ครับ แถมมียอดมะพร้าวที่อ่อน นุ่ม มาร่วมเป็นเพื่อนชะอมไม่ให้เหงาอีกต่างหาก เวลาตักใส่ปากจะได้มีความรู้สึกที่ดีๆ ได้หลายรสชาติ

ต่อมา เมนูนี้จะขาดจากร้านนี้ไม่ได้เด็ดขาด และถือว่าเป็นเมนูพื้นๆ ที่ต้องคู่กับคุณชะอมคนสวยของผมที่ต้องมีเพื่อนชื่อกุ้งเสมอ มีเยอะไปหมดทุกร้านทั่วประเทศ ดังที่บอกไว้แล้วว่า ร้านนี้มีชื่อกุ้งนำหน้า กุ้งจึงสดมากๆ แกงส้มชะอมกุ้งครับแฟนๆ และอีกเช่นกัน สำหรับเครื่องแกงส้มที่ใช้นั้น รสชาติและสีสันเฉพาะของร้านนี้เท่านั้น รสชาติเยี่ยมมาก คือไม่เผ็ดมาก แบบว่าพอดีกับเมื่อถึงเวลาต้องการซดน้ำแกง แบบว่าไม่ต้องกลัวสำลักให้คนที่อยู่ใกล้รังเกียจ หรือสะอึกให้เสียความรู้สึกในการกิน สำหรับตัวชะอมนั้นเป็นแบบไข่ทอดชะอม หั่นเป็นชิ้นๆ พอคำ ใส่ผสมลงไปในหม้อไฟที่ยกมา ตัวกุ้งจะผ่าออก แบ่งออกเป็น 2 ซีก ปรุงแบบต้มยำชนิดน้ำข้นและมียอดมะพร้าวมาเป็นเพื่อนชะอมอีกเมนูเช่นกัน

เมนูต่อไปนี้สิครับที่ทำให้ผมจำต้องเดินทางไปเยี่ยมชิม เนื่องจากเป็นเมนูที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากแฟนคนเดิมที่แนะนำร้านนี้บอกไปว่า ร้านนี้ใช้น้ำพริกเผาสูตรเฉพาะของร้าน ที่คนกินเช่นผมไม่ต้องไปสอบถามว่ามีส่วนผสมของอะไร หรือใช้ปริมาณสัดส่วนเท่าไหร่บ้างให้ปวดหัว เป็นว่ารสชาติที่ได้รับช่างประเทืองลิ้นจริงๆ เนื่องจากลงตัวไปทุกชนิดสำหรับส่วนผสม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ ตลอดไปจนถึงความหอมของตัวน้ำพริกเผา

ที่สุดยอดกว่านั้นคือ ทางร้านได้นำน้ำพริกเผานี้มากินแกล้มกับชะอมไข่ทอดที่ตัดมาให้พอดีคำ แถมในน้ำพริกเผามีส่วนผสมของแมงดานาลงไปเล็กน้อยให้พอมีกลิ่นได้อารมณ์ เปรียบได้เช่นเวลาเดินผ่านผู้หญิงที่ใส่น้ำหอมแค่พอหอม ไม่ถึงขนาดบี้จมูก หรือฉุนจนต้องกลั้นหายใจอะไรปาน จึงทำให้เวลาเคี้ยวชะอมที่มีน้ำพริกเผาจากร้านกุ้งเพื่อนแพรวรวมอยู่ด้วยลงตัวแบบสุดๆ ไปเลย แฟนๆ ครับ ลองหลับตานึกภาพดูนะครับว่า เมื่อกลิ่นของแมงดานากับกลิ่นชะอมมาผสมรวมกัน จะบังเกิดอะไรขึ้นเมื่อเวลาเคี้ยว ทำให้เกิดความสุนทรีแก่ชีวิตแค่ไหน ความสุขก็บังเกิดกับชีวิตของเราในวันนี้ทันที

สรุป ผลจากคะแนนกรรมการที่ได้ไปร่วมกับผมเพื่อการตัดสินในครั้งนี้ จากคะแนนเต็ม 10 นั้น 3 เมนูแรก ได้เมนูละ 9 คะแนน แต่สำหรับเมนูสุดท้ายที่ชื่อชะอมไข่ทอดกับน้ำพริกเผากุ้งเพื่อนแพรว ได้คะแนนเต็ม 10 เลยครับ เรียกตามภาษาเซียนมวย บอกว่า ชนะคะแนนแบบเอกฉันท์ แถมระหว่างยกที่ชกกันนั้น ได้นับ 8 อีกครั้งด้วยครับ หรือพูดแบบเซียนมวย หมายถึงว่าชนะขาดลอยทุกยก ชนิดสู้กันไม่ได้ ฝีมือคนละชั้น

เนื่องจากได้รสชาติใหม่ที่แปลกไปกว่าชะอมกินกับน้ำพริกกะปิที่เคยกินกันทั่วไป หากแฟนๆ ไปแล้วต้องถามหาเมนูนี้เป็นอันดับแรกก่อนนะครับ ลองดูว่าจะให้คะแนนเต็มเหมือนคณะกรรมการของผมไหม เพราะสุดท้าย ผมและกรรมการต้องหิ้วกลับไปฝากคนที่บ้านคนละกระปุกอีกต่างหาก สำหรับผมนั้นคิดว่าว่างๆ จะลงมือปฏิบัติ การลงมือปรุงชะอมไข่ทอดกินกับน้ำพริกเผาสูตรร้านกุ้งเพื่อนแพรวอีกสักมื้อ ซึ่งมีความคิดว่าน่าจะประเทืองลิ้นมากยิ่งขึ้นหากมากินกับชะอมไม้เค็ด 2009

ผมได้พบกับ คุณจิรพันธ์ เจริญไชย หรือ เจ๊ติ๋ม เจ้าของร้านที่มีรอยยิ้มชนิดประทับใจพร้อมมีอัธยาศัยมิตรไมตรีกับลูกค้าที่ดีมาก บอกว่า ร้านเปิดมานานกว่า 20 ปีแล้ว ลูกค้าเยอะทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเวลาเที่ยงยาวไปจนปิดร้าน ร้านจะเปิดตั้งแต่ 9 โมง ไปจนถึง 3 ทุ่ม ทุกวัน ที่นี่มีมากมายหลายเมนู จึงมีลูกค้าที่สามารถจะเลือกได้ตามที่ต้องการชนิดไม่ผิดหวัง เพราะทุกเมนู ราคาไม่แพง และต้อนรับลูกค้าทุกระดับแบบให้ประทับใจสุดๆ แต่ที่เน้นมากๆ คือเรื่องราวของกุ้ง เหมือนชื่อของร้าน

นอกจากนี้ รายการอาหารที่ร้านนี้มีเยอะมากจริงๆ ครับ แม้ว่าจะเน้นเรื่องกุ้งแม่น้ำก็ตาม ไม่ว่าจะนำมาเป็นเมนูอบวุ้นเส้น ฉู่ฉี่ แกงเลียง แกงป่า ผัดพริกไทยดำ ทอดกระเทียม ชุบแป้งทอด แกงเขียวหวาน กุ้งกระเบื้อง กุ้งสามรส และอีกหลายๆ เมนูที่เขียนไว้ นอกจากนี้ เป็นจำพวกปลาก็มีให้เลือกอีกด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นปลาช่อน ปลาทับทิม ปลาคัง ปลาม้า ปลารากกล้วย ปลากะพง หรือปลาเนื้ออ่อน เป็นต้น สามารถให้ร้านนำไปปรุงได้ทุกเมนูที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็น เผา น้ำตก พล่า แกงป่า ทอดน้ำปลา ได้ทั้งนั้นตามต้องการ ขอแค่ระบุชัดเจน

หรือมีอีกหลากหลายเมนู เช่น เมนูยำ ที่ร้านเขียนว่า ยำรสเด็ด จะเด็ดแค่ไหนแฟนๆ ที่สนใจลองได้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นยำมะเขือยาว ยำสามกรอบ ยำถั่วพูหน้ากุ้งหรือไก่ ยำปลาหมึก ยำเห็ดหอมใส่กุ้ง เป็นต้น หรือแฟนๆ ต้องการเมนูผัดก็มีบริการพร้อมครับท่าน กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา ทะเลผัดฉ่า ผัดต้นอ่อนทานตะวัน ผัดกระเฉดไฟแดง ผัดโป๊ยเซียน เป็นต้น หรือเมนูประเภทต้มยำ ต้มยำปลาม้า ปลาช่อน ปลาคัง ปลาเนื้ออ่อน แกงส้มหน่อไม้ดองกุ้งหรือปลา แกงเลียงปลากรอบ แกงจืดเต้าหู้สาหร่าย เป็นต้น

หรือต้องการเมนูที่ทางร้านบอกไว้ว่าเป็นทางเลือก เช่น สลัดกุ้ง ไก่บ้านรวนตะไคร้ เนื้อปูม้าหลนพร้อมผัก อกไก่เหล้าแดง กระเพาะปลาน้ำแดง ทอดมันปลา เห็ดภูฎานชุบแป้งทอด ไข่เจียวกุ้ง-ปู หอยนางรม เป็นต้น ตลอดจนถึงข้าวผัดกุ้ง ปู มีมากมายจริงๆ ครับ และมีเขียนได้อีกเยอะมากจากเมนูของร้านกุ้งเพื่อนแพรว อ่านดูได้เลยครับแฟนๆ ชอบเมนูไหนสั่งไปเลยเมนูนั้น เพราะนี่เป็นความสุขสำหรับความต้องการของตัวเรา อย่าให้คนอื่นสั่งให้นะครับ เรานั้นต้องไม่เหมือนใครและใครก็ย่อมไม่เหมือนเรา แต่ขอย้ำอีกครั้งว่าอย่าอ่านเมนูเพลินจนลืมสั่งอาหารนะครับ ผมขอเตือน

หากสนใจไปเยี่ยมชิม ก่อนออกเดินทางเพื่อรับประกันความผิดหวัง กรุณาติดต่อ โทร. (086) 393-0127 และ (035) 345-490 หรือ Fax (035) 213-617 จองไปก่อนจะแน่นอนที่สุด ขอบอกว่าร้านนี้ผู้ใช้บริการเยอะจริงๆ เรียนเชิญนะครับแฟนๆ หากเดินทางผ่านไปเส้นทางนั้น เจ๊ติ๋ม บอกว่ายินดีต้อนรับมาก

สุดท้าย แฟนๆ ครับ หลายคนบอกผมว่าโลกเราเดี๋ยวนี้นับวันช่างสับสนวุ่นวายมากขึ้นเหลือเกิน หรือนับวันจะยิ่งทำให้อยู่ยากเพิ่มขึ้นอีกด้วย เวลาแห่งความสุขนั้นก็ช่างสั้น ผิดกับเวลามีความทุกข์ช่างแสนยาวนานเหลือเกิน แต่สำหรับผมนั้นคิดตรงข้ามไปเลยครับ คิดเสมอว่าโลกนี้ช่างน่าอยู่กว่าโลกไหนๆ ทั้งสิ้น มีอะไรอีกเยอะแยะให้ได้เรียนรู้ แถมสิ่งต่างๆ ที่อยู่ใกล้ตัวแค่เอื้อมมือไปถึง หากคิดแต่ในทางบวกล้วนสามารถให้ความสุขแก่เราได้ทั้งสิ้น อยู่ที่ว่าเราจะสามารถไขว่คว้ามาได้หรือเปล่าเท่านั้น

ลองเปลี่ยนชีวิตเสียใหม่ หันมาใช้เวลาที่เหลืออยู่ตามวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ตามที่เราเลือกแล้วว่านี่คือเส้นทางเดินของเรา อย่าพยายามนำไปเปรียบเทียบกับเส้นทางของคนอื่น หากเป็นเช่นนั้นจะทำให้เรายิ่งเสียความสุขทั้งหมดและทั้งชีวิตของเรา พยายามมาเป็นมิตรที่ดีกับตัวเองชนิดเพื่อนแท้จริง เติมกำลังใจให้ตัวเองบ่อยๆ หาความสุขที่มีอยู่แบบที่เป็นของเรา หาที่มันอยู่ใกล้ๆ ตัวเรา แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอเป็นความสุขเฉพาะได้อย่างล้นเหลือแล้ว

แฟนๆ มองเห็นว่าโลกนี้เป็นไงบ้าง น่าอยู่ใช่ไหม ลองพยายามหาดูสิ ว่าความสุขที่อยู่ใกล้ตัวนั้นมีอะไรที่ต้องการบ้างไหม อย่าพยายามไปตามหาให้ไกลตัวไปเลย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ลืมคือ เราต้องอยู่กับวันนี้ให้มีความสุขที่สุด เพราะเราจะเห็นคุณค่าของวันนี้อย่างมหาศาล หากเรารู้ว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีกแล้วสำหรับเรา หรือคิดเป็นอย่างอื่น? สวัสดี

บุก?โรงงานบุก ที่สังขละบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ครัวชาวบ้าน

บุก?โรงงานบุก ที่สังขละบุรี

เมื่อเขาเล่าลือกันว่า “บุก” เป็นพืชอาหารมหัศจรรย์ที่ดีต่อสุขภาพ ทางคณะทีมงาน จากสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งนำทีมโดย ท่าน ผอ. บุญเลี้ยง ข่ายม่าน จึงได้เดินทางไปบุก?โรงงานบุก ที่สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ที่ซึ่งเชื่อว่าบุกที่ปลูกในพื้นที่นี้เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของโรงงานแปรรูป และขายได้ในราคาที่ดี และที่นี่นี้เองที่ทำให้ทีมงาน สสข. 8 สฎ. ได้มีโอกาสเรียนรู้ เรื่อง “บุก” พร้อมเยี่ยมชมขั้นตอนการผลิตหัวบุก ทำให้รู้ว่า “บุก” สมุนไพรพื้นบ้านไทยๆ ที่พบเห็นตามชายป่านั้นมีคุณค่า แถมมีราคาอีกด้วย จนทำให้นึกอยากจะปลูกบุกแล้วล่ะซิ

เรื่องของ “บุก” ในเมืองไทย เมื่อก่อนไม่ได้แพร่หลายหรือได้รับความนิยมเหมือนทุกวันนี้ เพราะยังไงก็เห็นว่าเป็นพืชพื้นบ้านอยู่ดี คนในพื้นถิ่นโบราณมีการนำบุกมาประกอบอาหารเหมือนหัวเผือก หัวมัน ทั่วๆ ไป แต่พอเริ่มมีงานวิจัยหลายๆ เรื่องเข้ามารับรองสรรพคุณต่างๆ เท่านั้นแหละ! “บุก” เลยกลายเป็นพืชสมุนไพรไทยยอดนิยมขึ้นมาซะงั้น! ปัจจุบัน มีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ตั้งแต่สารสกัด บุกผง วุ้นบุก และอื่นๆ อีกมากมาย

การบุกโรงงานบุก ที่สังขละบุรี ครั้งนี้ แม้เส้นทางค่อนข้างที่จะคดเคี้ยวและสูงชัน แต่ก็ไม่ทำให้ทางคณะทีมงาน สสข. 8 สฎ. ผิดหวังแม้แต่น้อย ด้วยการต้อนรับจาก พี่พร คณิตสานนท์ ผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการปลูกบุกจนประสบความสำเร็จ และยังมีตำแหน่งเป็นเลขากลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกบุกอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน พี่พรมีแปลงบุกและผลิตบุกป้อนโรงงานอยู่ประมาณ 200 ไร่

เมื่อบุกจากป่าธรรมชาติเริ่มลดน้อยลง และผลผลิตบุกก็มีคุณภาพต่ำ โดยดูได้จากขนาดของหัวบุกจะเล็กลงเรื่อยๆ พี่พรจึงได้ชักชวนเกษตรกรในชุมชนให้หันมาปลูกบุกกันมากขึ้น เพราะบุกที่ได้จากธรรมชาตินั้น ไม่เพียงพอกับความต้องการของโรงงาน

อำเภอสังขละบุรี และทองผาภูมิ เป็นแหล่งที่ขึ้นชื่อว่า ผลผลิตบุกมีคุณภาพดีที่สุด และเป็นที่ยอมรับของโรงงานแปรรูป หัวบุกที่ส่งโรงงานนั้น มีทั้งเก็บหามาจากป่าธรรมชาติและจากแปลงปลูกของเกษตรกร ทำให้เกิดเป็นช่องทางในการประกอบอาชีพการ “ปลูกบุก” และได้มีการรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกบุกขึ้นมา เพื่อผลิตและขายบุกส่งโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างรายได้ในครัวเรือนแล้ว ยังช่วยอนุรักษ์ สงวน ฟื้นฟู พัฒนา และรักษาสายพันธุ์บุกในพื้นถิ่นให้คงอยู่ นอกจากนั้นยังมีการต่อยอดพัฒนาสายพันธุ์บุกใหม่ๆ ทดแทนบุกพื้นเมืองที่นับวันจะสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นให้ดำรงคงอยู่ต่อไปในอนาคต

จากข้อมูลที่ได้ ทราบว่าโรงงานผลิตหัวบุกแห่งนี้ รับซื้อหัวบุกจากเกษตรกรในพื้นที่ เฉลี่ยขนาดหัวเล็ก/ใหญ่ ในราคาเดียวกัน คือ กิโลกรัมละ 7 บาท แล้วแปรรูปจากหัวบุกสด ได้เป็นผลิตภัณฑ์ “แผ่นบุกแห้ง” สำหรับขั้นตอนการแปรรูปหัวบุก จนกลายเป็นแผ่นบุกแห้งนั้นค่อนข้างไม่ยุ่งยากซับซ้อนเท่าไหร่นัก แต่สำคัญที่สุดคือต้องมีแรงงาน ซึ่งที่นี่เขาจะใช้แรงงานเป็นชาวต่างประเทศทั้งหมดค่ะ ต้องขอบอกว่า พูดคุยสื่อสารกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย เพราะตัวเองก็รู้จักแต่คำว่า มิงกาละบา เท่านั้นแหล่ะ!

ขั้นตอน การผลิตบุกแห้ง

แรงงานจะช่วยปอกเอาเปลือกนอกบุกออกก่อน แล้วนำหัวบุกที่ปอกเปลือกนอกออกแล้วไปล้างน้ำ (คงจะเป็นขั้นตอนหนึ่งในการลดพิษหัวบุกลงค่ะ) ต่อจากนั้นนำหัวบุกที่ล้างสะอาดแล้วไปเข้าเครื่องหั่น เพื่อสไลด์ให้เป็นแผ่นบางๆ

นำบุกที่สไลด์แล้วไปเข้าเตาอบ (ดูๆ ก็เหมือนการย่างบุกบนเตาถ่านนั่นเอง)

ใช้เวลาอบประมาณ 2 วัน เมื่อแห้งได้ที่แล้วก็นำไปคัดแยกเพื่อบรรจุกระสอบ กระสอบละ 20 กิโลกรัม โดยจะส่งบุกอบแห้งให้โรงงานแปรรูป จังหวัดปทุมธานี ในราคากิโลกรัมละ 100-120 บาท

มารู้จัก “บุก” กัน

ทั่วโลกมีพืชสกุลบุก อยู่ประมาณ 170 ชนิด แต่มีเพียงไม่กี่ชนิดที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ประเทศไทยมีบุกทั้งชนิดหัวกลมและหัวยาว อยู่ประมาณ 45 ชนิด ขึ้นอยู่ในสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน

บุก หรือ กระบุก เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีลำต้นใต้ดิน หรือที่เราเรียกแบบง่ายๆ ก็คือ หัวบุก แบบเดียวกับเรียก หัวเผือก หัวมัน นั่นเอง พอถึงฤดูแล้งส่วนต้นจะตายเหลือหัวใต้ดิน หัวบุก คือที่สะสมอาหารของบุก ดังนั้น เราจึงนำส่วนของหัวบุกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์บุกในรูปแบบต่างๆ

ชนิดของบุกที่ใช้ประโยชน์ได้แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มใหญ่ คือ

1. บุกเพื่ออุตสาหกรรม ใช้ในการผลิตผงวุ้นบุก ได้แก่ บุกเนื้อทราย (บุกไข่)

2. บุกอุตสาหกรรมแป้ง ได้แก่ เท้ายายม่อม

3. บุกที่หัวสดมาทำเป็นอาหารแป้ง ได้แก่ บุกโคราช บุกด่าง

4. บุกที่ใช้ต้นอ่อนเป็นอาหาร ได้แก่ บุกอยุธยา บุกคางคกเขียวขาว

5. บุกที่ใช้ต้นอ่อนและช่อดอกเป็นอาหาร ได้แก่ บุกเตียง (อีลอก) บุกคางคก บุกสายน้ำผึ้ง

บุกที่นิยมนำมาแปรรูปและนิยมปลูกเชิงการค้า คือ บุกเนื้อทราย หรือบุกไข่ (มีไข่อยู่ตามลำต้น ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่สายพันธุ์อื่นของบุกไม่มี) ต้นบุกไข่ มีหัวกลม แป้น เนื้อในหัวแน่นละเอียด คล้ายเม็ดทราย เนื้อมีหลายสี เช่น ขาวอมชมพู ขาวเหลือง เหลือง มักพบได้ในป่าเขาหลายจังหวัดตามแนวชายแดนตะวันตก ตั้งแต่ตอนใต้จังหวัดแม่ฮ่องสอนจนถึงภาคใต้ และพบมากที่กาญจนบุรี นี่เองค่ะ

บุก กับการนำมาประกอบอาหาร

ต้นบุก พบได้โดยทั่วไป คนที่ไม่รู้จักคิดว่าเป็นวัชพืชก็ทำลายทิ้งไป คนไทยรุ่นเก่าๆ แถบอีสาน เหนือ และใต้ จะรู้จักบุกเป็นพืชอาหารพื้นบ้านซึ่งคนไทยนำเอาก้านใบมาแกงส้ม หรือลวก เผา เพื่อจิ้มน้ำพริก ส่วนหัวบุกก็นำไปดัดแปลงเป็นอาหารเมนูต่างๆ ตามภูมิปัญญาของแต่ละภูมิภาค

บุกมีหลายชนิด หลายพันธุ์ ขอบอกว่ามีพิษทุกชนิดค่ะ พืชบุกมีพิษ ไม่ว่าจะเป็นที่ก้านใบ และหัว ด้วย เพราะในบุกมีผลึกแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate) ซึ่งถ้าไม่รู้กรรมวิธีและขั้นตอนการทำก่อนนำมาปรุงอาหารแล้วล่ะก็ รับรองว่าคันไม่มีที่จะอยู่จริงๆ ขอบอก!

สรรพคุณของหัวบุก

หัวบุก มีสารสำคัญที่เรียกว่า “กลูโคแมนแนน” ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นน้ำตาล “กลูโคส” และ “แมนโนส” เมื่อสกัดแยกออกมาจะได้เป็น “ผงแห้ง” หากนำผงแห้งที่ว่านี้ไปละลายน้ำ จะได้ “วุ้นใยอาหารธรรมชาติ” หรือที่รู้จักกันในนาม “วุ้นบุก” ซึ่งสามารถพองตัวและดูดน้ำได้มากถึง 200 เท่า และเพราะวุ้นบุกให้พลังงานต่ำ หรือไม่ให้พลังงาน จึงนิยมใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับผู้ป่วยบางประเภท เช่น ผู้ป่วยโรคอ้วน โรคเบาหวาน

จากการวิจัยพบว่า สารกลูโคแมนแนนในหัวบุกช่วยลดน้ำตาลได้ดีมาก เช่น ลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ ด้วยความเหนียวที่ยับยั้งการดูดซึมกลูโคสจากทางเดินอาหาร ซึ่งยิ่งหนืดมากก็ยิ่งมีผล ลดการดูดซึมกลูโคส ดังนั้น กลูโคแมนแนน ปัจจุบัน จึงใช้แป้งวุ้นเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และไขมันในเลือด

เส้นใยอาหารของบุกจะทำปฏิกิริยากับคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และไขมันบางส่วนที่มากเกินไป จนมีโมเลกุลใหญ่ขึ้นไม่สามารถย่อยได้ง่าย ทำให้ไม่ดูดซึมเข้าไปเก็บสะสม จึงช่วยในการดูดซึมไขมันและคอเลสเตอรอลให้น้อยลง ทำให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจาก “บุก” กลายเป็นสินค้าที่ขายดี ติดอันดับ อยู่ในกระแสนิยมสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ และดูแลรักษารูปร่างในปัจจุบัน

แป้งบุกเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งดูดน้ำได้มาก แต่ร่างกายย่อยสลายได้ยาก ดูดซึมได้ช้า จึงให้พลังงานและสารอาหารน้อย เหลือกากมาก ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดี ผู้ที่ต้องการลดความอ้วน จึงหันมานิยมกินอาหารจากแป้งบุก เช่น วุ้นเส้นบุก เส้นหมี่แป้งหัวบุก เป็นต้น เพราะทำให้อิ่มเร็ว และอิ่มนาน แถมช่วยระบายท้อง และสำคัญคือ สามารถควบคุมน้ำหนักได้ดี เขาบอกว่ากินบุกแล้วไม่อ้วนว่างั้น

นี่แหละคือประโยชน์จากบุก เมื่อรู้อย่างนี้ ก็ลองไปหามารับประทานกันนะคะ สมัยนี้หาไม่ยากแล้ว แค่เดินไปห้างสรรพสินค้าทั่วไป ก็ได้ผลิตภัณฑ์จากบุกแล้ว ไม่ว่าจะเป็น บุกเส้น บุกแผ่น บุกรสปลาหมึก กุ้ง และเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพจากบุก เป็นผลิตภัณฑ์ธัญพืชพร้อมรับประทาน ที่ขอรับรองว่าของเขาอร่อยแท้แน่นอนค่ะ

หากสนใจ ต้องการเรียนรู้การปลูกบุกเพื่อการค้า พร้อมเยี่ยมชมโรงงานผลิตบุกแห้ง หรือสนใจอยากซื้อผลิตภัณฑ์บุกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบุก ติดต่อ คุณพร คณิตสานนท์ ได้โดยตรง ที่เบอร์ (080) 819-2494 ซึ่งพี่พร บอกว่า ยินดีพูดคุยกับทุกท่านด้วยความเต็มใจ

ช้อนหางกระรอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

ของใช้ชาวบ้าน

สัจภูมิ ละออ

ช้อนหางกระรอก

ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นสมบัติของแผ่นดิน

เครื่องมือของใช้ชาวบ้าน ถ้าจะถามว่า ใครคิดค้นได้ก่อนคงตอบยาก เพราะบางคนคิดได้ บางคนนำมาพัฒนาต่อยอด บางคนนำมาเผยแพร่ กระบวนการเหล่านี้ ทำให้ยากสรุปว่า ผู้ใดเป็นคนคิดค้นได้ก่อน ยิ่งสมัยเก่าก่อนไม่ได้มีกฎหมายลิขสิทธิ์ ใครคิดได้ก่อนก็มักสอนกับลูกๆ หลานๆ ต่อๆ กันมา ทำให้ภูมิปัญญาบางอย่าง ยากที่จะจดลิขสิทธิ์เป็นของตัวเอง

ในปัจจุบัน มีการจดลิขสิทธิ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นกันมาก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า คนที่จดลิขสิทธิ์ภูมิปัญญาชาวบ้านเหล่านั้น มีชาวบ้านที่เป็นคนต้นคิดจริงๆ สักกี่เปอร์เซ็นต์ และมีคำถามตามมาด้วยว่า คนที่จดลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ บางคนเพียงไปพบภูมิปัญญาของชาวบ้าน แล้วนำไปจดลิขสิทธิ์เป็นของตัวเองด้วยหรือไม่

ผู้จดลิขสิทธิ์ทางปัญญา คงมีหลายประเภท หลายกรณี

การทำเครื่องมือของใช้ชาวบ้าน หากเป็นของแท้ดั่งเดิม วัสดุที่ใช้มักนำมาจากท้องถิ่นของผู้คิดค้นเอง อย่างชาวบ้านอยู่ใกล้ป่าดง เครื่องมือของใช้ก็มักนำมาจากป่าดง อยู่ใกล้ทะเล ข้าวของเครื่องใช้ส่วนหนึ่งก็มักนำวัสดุมาจากทะเล ถ้าอยู่ในทุ่งนาก็มักนำเอาวัสดุมาจากทุ่งนา

เครื่องมือแต่ละอย่าง เราชาวบ้านทำเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ช้อนหางกระรอก ที่ทำมาจากลำไผ่ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ป่าไผ่ หรือหาไผ่ได้ง่าย ย่อมเป็นผู้คิดทำขึ้นมาใช้สอย

อย่างไรก็ตาม ป่าไผ่มีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย เอื้อให้ชาวบ้านนำมาทำเครื่องมือของใช้ได้หลากหลายอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือของใช้ในบ้าน นอกบ้าน และยังนำมาทำอาคารบ้านเรือนได้อีกด้วย อย่างบ้านเมืองยุคเก่าก่อน บางเมืองแทบไม่เหลือซากให้เห็น เพราะบ้านเรือนทำด้วยไผ่และไม้ ถึงเวลาก็ผุพังไปตามกาล

ช้อนหางกระรอก เราชาวบ้านนำเอาไผ่ลำเล็กๆ ตัดให้แขนงติดมาด้วย ไผ่ที่ตัดมาจะเป็นไผ่แก่หรืออ่อนก็ได้ เพราะช้อนหางกระรอกไม่ได้ใช้งานหนักอะไร จุดประสงค์มีอย่างเดียวคือ ต้องการใช้ตักอาหารที่เป็นน้ำ

วิธีทำ ตัดลำไผ่ขนาดข้อมือเด็ก นำมาตัดแต่งบริเวณเหนือข้อขึ้นไปให้เป็นรูปปากเป็ด ใต้ข้อตัดออกและให้เหลือแขนงไว้ แขนงนั้นเราใช้ทำด้าม ต้องการด้ามยาว-สั้นอย่างไร ก็ตัดแขนงให้เหลือเพียงนั้น แล้วขัดเกลาเสี้ยนให้เรียบร้อย ปาดขอบด้านในที่เป็นรูปปากเป็ด ลบเหลี่ยมให้หมด เราก็จะได้ ช้อนหางกระรอก 1 อัน

ช้อนหางกระรอก เหมาะสำหรับตักน้ำแกง น้ำต้ม และอาหารที่เป็นน้ำๆ ทั้งหลาย แต่ไม่เหมาะกับการตักข้าวกิน เพราะรูปทรงไม่เอื้อ

เข้าใจว่า ช้อนหางกระรอก ชาวบ้านคงใช้กันมานาน คนไทยสมัยก่อนกินข้าวใช้มือเปิบ คงใช้ช้อนหางกระรอกตักน้ำต้ม น้ำแกง และอาหารที่เป็นน้ำใส่จานหรือภาชนะใส่ข้าวกิน

สมัยผู้เขียนยังเด็กๆ ผืนป่ารอยต่อระหว่างอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี กับ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ยังเหลืออีกมาก ประมาณ พ.ศ. 2510 นั้น เราชาวบ้านมีช้อนสังกะสีตักข้าว แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังใช้มือเปิบข้าวอยู่ เราชาวบ้านมักใช้ช้อนตักแต่น้ำแกงเท่านั้น

คราวหนึ่ง ผู้เขียนตามพ่อและแม่เข้าไปหาหน่อไม้ในป่า เมื่อถึงเวลากินข้าวปรากฏว่าเราลืมช้อน ถ้าไม่มีแกงไก่เผ็ดๆ มา เราก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เมื่อมีแกงเราก็ดูเหมือนจะเกิดปัญหา แต่ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะผู้ชำนาญในการเข้าป่ามาตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว

พ่อตัดลำไผ่เล็กๆ มา ใช้มีดเหน็บปาดปล้องบนเป็นรูปปากเป็ด ใต้ข้อใช้มีดเหน็บ ค่อยๆ ปาดออกไป ให้เหลือแต่ข้อ แน่นอนมีแขนงเล็กๆ ติดมาด้วย พ่อตัดให้เหลือ ประมาณ 1 คืบ หลังจากนั้น เราก็กินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยกลางป่าไผ่

เสียดายที่ภาพป่าเหล่านั้น ประมาณ พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา มีอันต้องหายไปอย่างว่องไว เพราะมีนายทุนเข้ามาพร้อมกับรถแทร็กเตอร์ จัดการปรับผืนป่าเพื่อปลูกอ้อยส่งเข้าโรงงานผลิตน้ำตาล

ปัจจุบัน ช้อนหางกระรอก แทบไม่มีคนใช้แล้ว เนื่องจากในตลาดมีช้อนหลากรูปทรงวางขาย ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อหาได้ตามความพอใจ ทำให้ช้อนหางกระรอกแทบจะเหลือไว้เพียงแต่คำเล่าขาน และในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านบางแห่งเท่านั้น

ความเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็ทำให้คนห่วงหาอาวรณ์ อย่างภูมิปัญญาของแผ่นดินบางอย่างที่สูญหายไป เป็นต้น

เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม

เคยมีความคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเลิกเล่นหวย แล้วนำเงินที่เสียไปกับการซื้อหวยมาเก็บออมแทน คิดอยากทำโมเดลเปรียบเทียบว่า หากนำเงินซื้อหวยไปเก็บออมหรือนำไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน ผลลัพธ์ที่ได้จะแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อชี้ให้ผู้คนเห็นว่า การเลิกเล่นหวยมีผลดีกับการบริหารเงินส่วนบุคคลอย่างไร

แต่มาพบงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เขาเสนอให้เปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม วิธีการที่เสนอคือ ให้รัฐจัดตั้ง “โครงการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม” โดยนำเงินซื้อหวยบางส่วนไปลงทุนในตราสารการเงินที่อยู่ในรูปกองทุนรวม และคืนผลตอบแทนพร้อมเงินต้นให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการในวัยเกษียณอายุ แทนที่จะปล่อยให้เงินออมของประชาชนที่มีฐานะยากจนต้องสูญเปล่าไปกับการซื้อหวย โดยผลการศึกษายืนยันว่า กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนมากพอที่จะนำเงินหวยมาก่อตั้งกองทุนเพื่อเก็บไว้เป็นเงินออมระยะยาวได้จริง

ผมว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง การเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อหวยของประชาชนเป็นเรื่องซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ หากมุ่งแก้ที่จุดนั้นคงไม่ประสบผลสำเร็จ หากแต่ทำอย่างไรให้ลดผลกระทบและความสูญเสียจากเงินที่ต้องเสียไปเพื่อเสี่ยงโชคนั้นให้กลับคืนมาให้กับประชาชน เป็นลักษณะการเบี่ยงพฤติกรรมโดยมีเครื่องมือควบคุมและปกป้องประชาชนแทน คงคล้ายๆ กับวิธีการของธนาคารออมสินที่ออกสลากออมสินในรูปเงินฝาก ที่ได้ผลตอบแทนคล้ายๆ ดอกเบี้ย ในขณะเดียวกันก็ยังมีโอกาสได้ลุ้นเงินรางวัลจากการออกเลขสลากที่หากตรงกับเลขหมวดของผู้ฝากเงินแล้ว ก็จะได้รางวัลที่หนึ่ง สอง สาม ลดหลั่นกันไป เหมือนสลากกินแบ่งรัฐบาล

การศึกษากลุ่มตัวอย่าง เขาเลือกศึกษาประชากรที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี, อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป, ประกอบอาชีพอิสระ, สถานที่ทำงานอาจเป็นหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ ธุรกิจเอกชน เน้นเฉพาะผู้ที่พักอาศัยนอกเขตกรุงเทพมหานคร

โดยเก็บข้อมูลเรื่องรายได้ พฤติกรรมการออม การลงทุนในตราสารทางการเงิน และการซื้อสลากกินแบ่ง/หวย, การวางแผนการออมเพื่อใช้จ่ายในวัยชรา ลักษณะของตราสารทางการเงินที่จะสามารถใช้ทดแทนการซื้อหวย และความพร้อมในการยอมรับตราสารทางการเงินอื่นที่ไม่ใช่สลากกินแบ่ง/หวย กลุ่มคนที่เล่นหวยกลุ่มใหญ่ที่สุดนั้นเป็นชาวบ้านที่มีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง มีผลการศึกษาที่ระบุว่า ผู้เล่นหวยบนดินเป็นผู้มีรายได้ตั้งแต่ 10,000 บาท ลงไป

นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเชื่อว่า ล็อตเตอรี่เป็นเรื่องของการเสี่ยงโชคที่ถือเป็นการพนัน และมักใช้ทฤษฎีเกมในการอธิบายและพยากรณ์ความชอบเสี่ยงโชค (เราอาจจะเคยได้ยินทฤษฎีเกมจากเรื่องของ “จอห์น แนช” ผู้ซึ่งถูกนำชีวประวัติไปสร้างภาพยนตร์ A Beautiful Mind และได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์จากการศึกษาและพัฒนาเรื่องทฤษฎีเกมดังกล่าว)

ตามทฤษฎีแล้ว ล็อตเตอรี่ถือเป็นตราสารที่ใช้ระดมเงินชนิดหนึ่ง และใช้ระดมเงินได้ดีกว่าการจัดเก็บภาษี แต่มีข้อเสียในด้านความยุติธรรมต่อสังคม เป็นรูปแบบการเก็บภาษีทางอ้อม ทำให้ผู้ซื้อที่มีรายได้ต่างกันต้องจ่ายเงินเสียภาษีเท่ากัน

ตัวอย่าง การเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออมในต่างประเทศ

ในประเทศอังกฤษ มีการออกพรีเมี่ยมบอนด์ (Premium Bonds) โดยมีกติกาว่า รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยบนพันธบัตร 1.5% เข้ากองทุนรางวัลแทนการจ่ายให้ผู้ถือพันธบัตร ในแต่ละเดือนมีการแจกรางวัลซึ่งไม่ต้องเสียภาษี ใช้วิธีจับหมายเลขพันธบัตรด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Electronic Random Number Indicator Equipment มีรางวัลตั้งแต่ 25 ปอนด์ ถึง 1 ล้านปอนด์ รัฐบาลจะซื้อคืนพันธบัตรตามราคาหน้าตั๋วทุกเวลาที่ผู้ถือพันธบัตรต้องการ พันธบัตรมีมูลค่าใบละ 1 ปอนด์ ขายเป็นจำนวนทวีคูณของ 10 ต้องซื้ออย่างต่ำ 100 ปอนด์ ซื้อได้สูงสุด 30,000 ปอนด์ ในปัจจุบัน คาดว่ามีคนอังกฤษถือพันธบัตรประเภทนี้อยู่ 1 ใน 3 ของประชากรอังกฤษ

ตราสารทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเงินรางวัลของสหรัฐอเมริกา เรียกว่า “Save to win” ก็เป็นอีกตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า การเชื่อมโยงการออมกับการเล่นล็อตเตอรี่สามารถไปด้วยกันได้ มีลักษณะคือ ทุกๆ เงินฝาก 25 เหรียญ จะได้รับสลากล็อตเตอรี่ 1 ใบ แต่จำกัดให้ผู้ฝากถือสูงสุดได้ไม่เกิน 10 ใบ ต่อเดือน และจำกัดผู้มีภูมิลำเนาในรัฐมิชิแกน เงินฝากมีดอกเบี้ยให้แต่จะต่ำกว่าอัตราปกติเล็กน้อย โดยมี National Credit Union Administration ค้ำประกันเงินฝากให้ รางวัลใหญ่มีมูลค่า 100,000 เหรียญ แต่ละเดือนมีการจับรางวัลมูลค่าตั้งแต่ 15-400 เหรียญ ทุกเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน และธันวาคม จะมีเพิ่มอีก 2 รางวัล รางวัลละ 400 เหรียญ และ 15 เหรียญ

ทำไม คนไม่สนใจซื้อสลากออมทรัพย์

สลากออมทรัพย์ที่ออกโดยธนาคารออมสิน และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นั้น มีลักษณะเชื่อมโยงระหว่างการเสี่ยงโชคและส่งเสริมการออม ซึ่งตรงกับแนวทางการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม แต่ผลการสำรวจพบว่า สลากออมทรัพย์ไม่เป็นที่แพร่หลายในกลุ่มผู้มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี เพราะส่วนใหญ่ยังซื้อหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งรัฐบาล

เหตุผลที่สลากออมทรัพย์ไม่เป็นที่นิยมนั้น กลุ่มตัวอย่างให้เหตุผลว่า มีโอกาสถูกรางวัลยาก ซื้อแล้วเงินจม ใช้เวลาหลายปีกว่าจะได้คืน และไม่มีเงินก้อนไปซื้อ บางคนเห็นว่าการซื้อสลากออมทรัพย์แล้วรวยนั้นมีโอกาสน้อยกว่าการซื้อหวย ทั้งที่ปัจจุบัน สลากออมทรัพย์ได้จัดตั้งเงินรางวัลที่ 1 มากถึง 4 รางวัล รางวัลละ 5 ล้านบาท สลากออมทรัพย์ยังมีลักษณะที่เข้าถึงยาก และประชาชนไม่เข้าใจรูปแบบเงินฝากประเภทนี้

ทางเลือกของประเทศไทย ในการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม

ในรายงานเสนอว่า ลักษณะของตราสารที่จะนำมาใช้ในการเปลี่ยนเงินหวยให้เป็นเงินออม ควรจะมีส่วนผสมระหว่างหวยใต้ดินกับสลากออมทรัพย์ และควรมีชื่อที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสนใจ เช่น “ล็อตเตอรี่คืนเงินต้น” หรือ “สลากเพื่อวัยเกษียณ” มีลักษณะเสี่ยงโชค ราคาขั้นต่ำ 10 บาท สามารถซื้อเมื่อไหร่ก็ได้โดยสมัครใจ ความถี่ในการออกรางวัลคล้ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ซื้อสามารถเลือกเลขหวยเองได้ มีช่องทางจำหน่ายที่หาซื้อได้ง่าย อาจมีตู้จำหน่ายไว้หน้าสาขาธนาคารใกล้กับตู้ ATM อาจมีลักษณะนำบัตรเครดิตเกษตรกรมาเชื่อมโยงได้ หรือทำเป็นแอพลิเคชั่นในลักษณะ “ออมออนไลน์” ผลตอบแทนควรใกล้เคียงกับสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลอาจจะไม่ต้องสูงมากแต่มีโอกาสถูกสูงกว่าสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นต้น

ในรายงานระบุว่า ไม่มีความตั้งใจจะให้รัฐยกเลิกการออกสลากกินแบ่งรัฐบาลเพราะการออกล็อตเตอรี่ เป็นวิธีการระดมทุนที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง แต่การออกล็อตเตอรี่ไม่เหมาะกับสังคมที่มีคนจนจำนวนมากเช่นประเทศไทย

การเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออมนี้ ให้ประโยชน์จากการที่ประเทศจะมีเงินออมเพิ่มขึ้น และยังรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ทำให้มีเงินออมเพื่อการเกษียณอายุ นอกเหนือจากการที่รัฐช่วยไม่ให้คนที่นิยมซื้อหวยสูญเงินต้นไปทั้งก้อนเหมือนในปัจจุบัน

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก โครงการศึกษาความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออมของประชาชนในต่างจังหวัด จัดทำโดย รศ.ดร. พรเพ็ญ วรสิทธา คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

ตามหาของดีของชุมชน ตอน…กาดวัว ทุ่งฟ้าบด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 616

เขียว สวย หอม กินได้

ตามหาของดีของชุมชน ตอน…กาดวัว ทุ่งฟ้าบด

ทุ่งฟ้าบด ชื่อเพราะมาก ฉันชอบชื่อนี้ หวังว่าจะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นอื่น อีกชื่อหนึ่งที่ชอบคือ ร้อยจันทร์ ตอนมาอยู่เชียงใหม่แรกๆ อยากไปหาบ้านเช่าที่หมู่บ้านร้อยจันทร์ ชื่อหมู่บ้านเพราะ แต่หาไม่ได้ก็เลยไม่ได้อยู่หมู่บ้านร้อยจันทร์ ไปเช่าอยู่ที่บ้านหนองงู ชื่อมีความหมายว่าที่นั่นเป็นทุ่งนา มีหนองน้ำและมีงู แสดงถึงการเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ และเป็นหมู่บ้านงานช่าง ทำจักสาน ทำร่ม ทำงานไม้ ทำกระดาษสา และมีการเพาะเห็ดด้วย อยู่นั้น 3 ปี ทั้งที่ตอนแรกจะอยู่แค่ 3 เดือน แสดงว่าเป็นพื้นที่มีความสุขและปลอดภัยระดับหนึ่ง

ไม่ได้อยู่หมู่บ้านชื่อเพราะ ทั้ง ร้อยจันทร์ ทุ่งฟ้าบด แต่ได้มาอยู่บ้านทุ่งเสี้ยว แสดงว่ามีเสี้ยวเยอะที่หมู่บ้านนี้ ดอกเสี้ยวเป็นทุ่ง และปลูกข้าวเหนียวมีชื่อ “ข้าวเหนียวสันป่าตอง” บ้านทุ่งเสี้ยวหมู่บ้านใหญ่ที่เราอยู่นั้นเป็นหมู่บ้านแห้งแล้งมาก เขาเรียกว่าป่าแพะ ซึ่งหมายความว่าแห้งแล้วมีแต่ไม้ไผ่ และพืชเฉพาะถิ่นที่ทนแล้งได้เท่านั้นที่ขึ้นได้ ทำบ้านเล็กๆ บนที่ดินของบรรพบุรุษของสามี ไม่ต้องไปหาซื้อที่ใหม่ ต้องขอบคุณบรรพบุรุษของตระกูลนี้ที่ดูแลที่ดินไว้ให้ลูกหลานอยู่อาศัยต่อไป

บ้านทุ่งเสี้ยว อันดับแรกต้องปลูกเสี้ยวเพิ่มเพราะว่าเสี้ยวไม่มีเลย ที่บ้านมีแต่ไผ่กับมะขาม ซึ่ง 2 อย่างนี้ก็ดี ช่วยกันลม มะขามเหนียว กิ่งไม่เปราะ ส่วนไผ่ก็ลู่ลม ปลูกเสี้ยวเพิ่มผ่านมาหลายปีเริ่มออกดอกให้ชื่นใจแล้ว

ฉันเชื่อว่าที่ดินที่แห้งแล้งบนดินเหนียว บนทรายนั้น เราจะปรับปรุงให้มันดีขึ้นได้ การปรับปรุงดินแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เช่น ปลูกอัญชัน ปลูกถั่ว เอาหญ้ามาสุมไว้ เอาฟางมาปู ปลูกไปเรื่อยๆ บางทีให้รก บางทีอยากสวยก็ให้สะอาดเกลี้ยงเกลาบ้างสลับกันไป เลี้ยงไส้เดือน เอาน้ำ เอาขี้มาใส่ไป เก็บขี้วัวข้างบ้านมาผสมกับใบไผ่ จนในที่สุดดินก็ดีขึ้นได้จริงๆ สามารถปลูกอะไรๆ ได้มากมาย

ฉันฝันถึงทุ่งเสี้ยวในเชิงบวกนั้นคือป่าที่มีดอกเสี้ยวเต็มไปหมด ซึ่งพบว่ามีอยู่ไม่กี่แห่ง ที่โรงเรียนบ้านทุ่งเสี้ยว มี 2 ต้น ออกดอกสวยทีเดียว ฉันไปถ่ายรูปบ่อยๆ อยู่ไปนานๆ พบว่าที่นี่ยังมีการทำกระดาษสาได้เอง มีการตีมีด และที่ตื่นตาตื่นใจคือตลาดใหญ่ริมถนน ซึ่งเป็นตลาดเก่าแก่มากๆ มีข่าวว่าจะถูกซื้อเป็นห้างสรรพสินค้าแล้ว แต่เจ้าของกาดไม่ขาย (นี่แค่ได้ข่าวมาไม่ได้ไปถามใคร นับว่าโชคดีมากที่ยังคงอยู่)

กาดวัว หรือ กาดทุ่งฟ้าบด เป็นตลาดสำหรับซื้อ-ขาย วัว-ควาย จริงๆ ในสมัยก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว มีขายทุกอย่าง กาดอยู่บนถนนสายหลัก ถนนเชียงใหม่-ฮอด ถ้ามาจากในเมือง ล่องมาเรื่อยๆ ก็จะเจอหางดง ผ่านหางดง มาถึงสันป่าตอง พบว่ามีตลาดอยู่ข้างถนน ตลาดที่ใหญ่มากๆ และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งมีทุกวันเสาร์ จ่ายกันตั้งแต่ก่อนสว่าง แม่ค้าบางส่วนมากันตั้งแต่วันศุกร์ ตอนมาอยู่ใหม่ๆ ฉันไปทำเวิร์กช็อปอ่านเขียนในเยาวชนแกนนำเอดส์เน็ท เด็กๆ บอกว่า วันเสาร์พวกเขาไม่ว่างต้องไปกาดวัว โอ!…วัยรุ่นไม่ว่างต้องไปกาดวัว แสดงว่าไม่ใช่แค่กาดขายของธรรมดา ต้องมีอะไรมากกว่านั้น เพราะเป็นที่วัยรุ่นแถวนี้ไปด้วย

เพื่อให้รู้ก็ลองตามเด็กไปดู

พบตลาดใหญ่จริงๆ สองฟากถนนเลย คนเดินข้ามถนนไปมา และมีวัยรุ่นด้วยจริงๆ ตลาดมี 2 ฝั่ง เขาเรียกฝั่งเก่ากับฝั่งใหม่ ฝั่งใหม่เพิ่งเปิด มีของสมัยใหม่ มีเสื้อผ้า ทั้งเสื้อผ้ามือสอง เสื้อผ้าใหม่ และร้านหนังสือเก่า

คนรักของฉันชอบไปที่ร้านหนังสือเก่า เขาเลือกหนังสือเก่าที่น่าสนใจได้ทุกครั้ง ฉันชอบไปดูต้นไม้แต่ไม่ค่อยได้ซื้อ ดูไปเรื่อยๆ เหมือนไปชมมากกว่า เรามีกิจกรรมทุกเช้าวันเสาร์คือ ไปดูหนังสือ ไปดูต้นไม้ แต่หลังจากที่เขาตายจากไป ฉันไปที่ร้านหนังสือเจ้าประจำอีกครั้งหนึ่งเพื่อบอกว่าลูกค้าคนสำคัญได้จากไปแล้ว แต่ยังไม่ทันจะได้กล่าวคำใด เขาก็ถามว่า ทำไมมาคนเดียวพี่เขาไปไหน “เขาเดินทางไกลไปซื้อที่ร้านอื่นแล้ว…ก็ไม่รู้นะว่าที่นั่นจะมีร้านหนังสือไหม”

ฉันยังคงไปดูต้นไม้อยู่ทุกวันเสาร์ ไปหาของกินมื้อเช้าที่นั่น มีอยู่ร้านหนึ่งที่ชอบคือ ขนนจีนน้ำยาอีสาน เจ้านี้เขามาจากอีสานแท้ๆ มีปลาร้ามาขายเป็นถุงๆ มองให้เห็นปลาร้าเป็นตัวๆ เขาไม่ใช้น้ำปลาร้าแบบเป็นขวด ที่มีข่าวว่าเป็นของปลอม ทุกครั้งได้รู้ว่าอะไรเป็นของปลอมแล้วฉันรู้สึกเป็นห่วงคนทำอาหารดีๆ เช่น ข่าวว่าน้ำผึ้งปลอม โดยเฉพาะพวกที่หาบน้ำผึ้งขาย ที่แท้เป็นแค่น้ำตาล และของที่ทำให้เกิดความเหนียว และการแต่งกลิ่น แต่งสี ฉันคิดถึงคนขายน้ำผึ้งแท้ๆ ที่อุตส่าห์ไปตีมาจากป่าจริงๆ หรือคนเลี้ยงผึ้งจะพลอยขายน้ำผึ้งไม่ได้ไปด้วย เช่นเดียวกับเรื่องปลาร้าที่ผ่านมา มีข่าวปลาร้าปลอม คือเอาอย่างอื่นมาหมักแทนปลา มีการปรุงแต่งรส กลิ่น ที่น่ากลัวเกินกว่าคนจะกินได้ ฉันเคยซื้อน้ำปลาร้าเป็นขวดๆ มากินเหมือนกัน แต่ไปซื้อที่ร้านอาหารอีสานที่มีชื่อ จำไม่ได้แล้วว่าเป็นปลาร้าจากไหน แต่เมื่ออ่านข่าวก็รู้สึกทันทีว่า เราเคยกินไหมนะ มันกลายเป็นว่าต้องคอยดูคอยระวังเอาเอง

แต่เชื่อว่าของปลอมก็ต้องหายไป ของจริงยังคงอยู่

ขณะที่นั่งกินขนมจีน และลูกค้ามีน้อย ทำให้ได้รู้เรื่องราวชีวิตของคนขาย เขาบอกว่า เขาย้ายมาอยู่ที่นี่นานแล้ว มีลูกเรียนมหาวิทยาลัยใกล้จะจบ ดูเขามีความสุขยามที่เล่าถึงลูกอย่างชื่นชม ต่างจากแม่ของลูก เธอกับเขาแยกทางกันนานแล้ว เธอทิ้งลูกไปให้เขาเลี้ยง และเขาก็สู้ชีวิตเลี้ยงลูก เร่ขายขนมจีนวันเสาร์อยู่ที่กาดวัว วันอาทิตย์อยู่อีกที่หนึ่ง ปลาร้าส่งมาจากบ้านเขาที่อีสานเป็นของแท้ๆ

ฉันชอบขนมจีนและฟังเรื่องเล่าของเขา ใบหน้าภาคภูมิใจในของที่ขาย เสาร์ที่ผ่านมาฉันชวนเพื่อนเดินผ่านไปที่ร้านขนมจีนของเขา เขาฟุบหน้าอยู่ใกล้ๆ หม้อน้ำยา

“ปลาร้าน่ากิน” เสียงเพื่อนดังพอที่จะทำให้เขาเงยหน้าขึ้นมา “ปลาร้าก็มียี่ห้อด้วยนะ” เธอพูดต่อ

“วันนี้ผมไม่สบาย กินยาไป 2 เม็ดแล้ว ไม่ตักขาย แต่ถ้าคุณจะกินก็ตักให้”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“เอาไปทำกินเองที่บ้านก็ได้” เขาเสนอให้ซื้อปลาร้า

เช้านี้ฉันไม่ได้กินขนมจีนน้ำยาอีสานของเขาเพราะดูเขาป่วย และเขาคงไม่อยากแกะถุงใส่น้ำยาขนมจีนที่เขามัดปากถุงไว้แล้ว อีกทั้งตลาดก็ใกล้วาย และการกินขนมจีนน้ำยา ต้องน้ำยาร้อนๆ เดือดอยู่บนเตาไฟยิ่งดี กินแบบร้อนๆ ไว้ก่อนดีกว่า

ชวนเพื่อนข้ามถนนกลับไปที่ฝั่งเก่า ตลาดฝั่งเก่ายังมีของขายแบบเดิมๆ ที่นี่มีร้านเตี้ยๆ ไม่ได้ตกแต่งร้านให้ดูสวยงาม และบางส่วนยังมีวางขายแบบแบกับดิน และมีทุกอย่างจริงๆ เดินเล่นดูของเก่าๆ ถ้าเพื่อนมาจากที่อื่นนานๆ มาเยี่ยมที ฉันก็จะพาไปดูที่ขายวัวซึ่งอยู่ด้านหลังสุด มีวัวมากมาย เสียงร้องมอๆ เราแค่ผ่านไปดูเท่านั้น เห็นคนนั่งออกตั๋ววัวอยู่ เคยคุยกับเขาเหมือนกัน เขาบอกว่า ออกตั๋วกำกับไว้ว่าออกไปจากกาดวัว

บ้านเจ้าของกาดวัวอยู่ใกล้ๆ เดินผ่านกาดทะลุไปบ้านเขาได้เลย ฉันเคยเข้าไปครั้งกับเพื่อนที่ไปทำสารคดี ซึ่งนานมาแล้ว เธอบอกว่า เธอเป็นรุ่นหลานแล้วที่ดูแลกิจการ ส่วนที่ขยายออกไปก็เป็นของญาติๆ เมื่อก่อนตลาดมีอยู่นิดเดียว แต่เดี๋ยวนี้ขยายไปมาก

จากที่ซื้อ-ขาย วัว ตอนนี้มีทุกอย่าง ใกล้ๆ ที่ขายวัวก็มีไก่ชน เลยผ่านมาโซนนั้นมีเครื่องมือการเกษตรทุกอย่าง ทั้งแบบเก่า แบบใหม่ และมีโซนขายมอเตอร์ไชค์ จักรยานด้วย โซนขายเครื่องเทศ มีพริกขี้หนูเป็นกองๆ แดงไปเป็นแถบๆ ฉันคนชอบกินพริก ต้องไปซื้อที่นี่ซึ่งถูกกว่าที่อื่น มีให้เลือกจะเอาแบบพริกขี้หนูเม็ดเล็กๆ เม็ดกลาง เม็ดใหญ่ เรียกว่าสารพัดชนิดของพริกทีเดียว อีกที่หนึ่งที่ฉันไปเสมอ หรือเรียกว่าไปทุกครั้งคือที่ขายผักอินทรีย์ เข้าใจว่ามีอยู่หลายเจ้า แต่ฉันซื้ออยู่ประจำเจ้าหนึ่งเพราะเดินเข้าไปไม่ไกล เป็นพ่อกับลูกสาวมาขาย ผักสลัดกับข้าวกล้อง ถั่วงอกที่เพาะแบบธรรมชาติ อยู่ใกล้ๆ กับร้านขายเครื่องจักสาน ฉันวนเวียนอยู่แถวๆ นี้

ก่อนกลับ เสาร์นี้พาเพื่อนจากเมืองหลวงไปกินปิ้ง ย่าง และอาหารเมืองๆ ร้านนี้มีทุกอย่างและขายดีมากๆ มี ไส้ปิ้ง ตับย่าง เนื้อย่าง หมูย่าง เรียกว่าสารพัดย่าง แกงอ่อมเนื้อที่น้ำข้นและเดือดอยู่บนเตาไฟ ลาบคั่ว ลาบดิบ พร้อม

เพื่อนสาวกินทุกอย่าง โดยเฉพาะแกงอ่อม เธอกินถึง 2 ถ้วย แกงออมที่อร่อยต้องเนื้อเปื่อย นุ่ม (อ่อม หมายถึงเอาไปต้มจนเปื่อย เรียกว่าอ่อมเอาไว้ คือเปิดไฟอ่อนๆ ไปเรื่อยๆ)

กินแกงอ่อม ปิ้ง ย่าง กับข้าวเหนียวแล้ว ก็ไปเดินชื่นชมดอกไม้อีกครั้งก่อนกลับบ้าน มุมหนึ่งของกาดเดิมเป็นที่ขายต้นไม้ เพาะมาเป็นกระถางให้เอาไปปลูกต่อ มีพวกสมุนไพร ผักคาวตอง ผักไผ่ สะระแหน่ใส่กระถางห้อย สวยงาม เป็นไม้ประดับและเก็บกินได้เลย มีที่เป็นมัดๆ พร้อมลงดิน พวกพริก มะเขือ ผักกาด แบบขายต้นกล้า แต่ดูแล้วปลูกยาก แบบที่ใส่ถุงดำหรือกระถางห้อยอยู่นั้นปลูกง่ายกว่า

ช่วงนี้ฉันชอบกุหลาบต้นเตี้ยๆ พวกกุหลาบหนู กุหลาบหนูเดี๋ยวนี้มีหลายพันธุ์มาก ดูเหมือนว่าพันธุ์พื้นเมืองจะหายไปแล้ว พันธุ์ที่มีกลีบบาง ดอกตูมคล้ายดอกบัว ยามเมื่อบานก็ไม่บานแฉ่ง ฉันพยายามหาดอกกุหลาบหนูแบบเดิมๆ ที่เคยปลูกสมัยเด็กแต่ยังหาไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นการผสมใหม่ จนพันธุ์เดิมหายไป แต่มีกุหลาบหลากหลายมากให้ชื่นชม เสาร์นี้ได้ของมาพอสมควร ได้เปลมาผูกไว้ต้อนรับเพื่อนที่มาเยือน ได้เมล็ดพันธุ์ดาวเรืองที่ใส่ถุงเล็กๆ คนขายบอกว่า เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เก็บมาจากต้นพันธุ์บ้านๆ นี่แหละ

อะไรที่มันเป็นเดิมๆ ฉันว่ามันดีนะ และที่ดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนบ้างก็ได้