สุข บ้านใหม่ ชายวัย 73 ปี ทำไร่นาสวนผสม ที่ นครนายก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สุข บ้านใหม่ ชายวัย 73 ปี ทำไร่นาสวนผสม ที่ นครนายก

ด้วยลักษณะทางกายภาพของประเทศไทยเอื้อประโยชน์กับการทำเกษตรกรรมทุกรูปแบบ จึงทำให้ชาวบ้านประสบความสำเร็จได้ผลผลิตตามความตั้งใจ ถึงแม้จะพบปัญหาบ้าง แต่ไม่ได้สร้างความยุ่งยากอย่างใด

กระทั่งในปัจจุบันสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนไป ฟ้าฝนไม่ตกตามฤดูกาล จึงทำให้การวางแผนเพาะปลูกพืชในแต่ละชนิดไม่ตรงตามเวลาที่เคยปฏิบัติ จนสร้างปัญหาตามมาหลายอย่าง โดยเฉพาะรายได้ที่ไม่แน่นอน

แนวทางการทำไร่นาสวนผสมจึงเข้ามาเป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกรที่จะลดความเสี่ยง ที่เกิดจากภัยธรรมชาติและความไม่แน่นอนของราคาผลผลิต เพราะเมื่อจับแนวทางทำเกษตรแต่ละชนิดมาทำร่วมกันแล้ว สามารถสร้างมูลค่า เพิ่มระดับรายได้จากพืชผลในแต่ละชนิดหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี

อย่างกรณีของ คุณลุงสุข บ้านใหม่ ชาวนครนายกที่ผิดหวังรายได้จากการทำนา จึงเปลี่ยนมาทำสวนผสมจากไม้ผลหลายชนิด ประกอบกับบุคลิกของความเป็นคนที่มีแนวคิดกว้างไกล ผนวกกับประสบการณ์มากมาย ผสมกับความใส่ใจอย่างจริงจัง จึงทำให้ประสบความสำเร็จ มีรายได้งดงามตลอดทั้งปี ดังนั้น จึงแวะไปพบกับชาวบ้านท่านนี้ ยังบ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 7 ตำบลโคกกรวด อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก

คุณลุงสุข เล่าว่า เคยมีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง พออายุ 60 ปี จึงเกษียณอาชีพตัวเอง แล้วกลับมาทำเกษตรอยู่กับบ้าน แรกเริ่มลงมือทำนา จำนวน 10 กว่าไร่ แต่ปรากฏว่าในระยะหลังราคาข้าวตกต่ำแล้วไม่ตรงตามที่ต้องการจึงหยุดทำ แล้วปล่อยให้เช่า

จากความคิดของตัวเองที่ชอบทำอะไรที่คนอื่นไม่ทำ จึงทำให้คุณลุงสุขมองไปถึงการปลูกพืชไม้ผลแบบผสมผสาน แต่ด้วยวัยสูงอายุจึงเลือกไม้ผลที่มีลักษณะลำต้นไม่สูง ดูแลง่าย ไม่ยุ่งยาก แล้วต้องเก็บผลผลิตได้อย่างสะดวกด้วย

พื้นที่ทำสวนผสมผสานของคุณลุงสุขมีลักษณะกระจัดกระจายเป็นแห่ง แต่ละแห่งมีเนื้อที่ตั้งแต่ 2-5 ไร่ ทั้งนี้แต่ละแห่งไม่ได้ปลูกพืชไม้ผลพร้อมกัน

ไม้ผลที่คุณลุงสุขปลูกได้เริ่มจากมะยงชิดก่อน จำนวน 40 ต้น ต่อมาลองปลูกมะนาวพันธุ์เพชรบุรี ฝรั่งกิมจู แล้วตามด้วยกระท้อน ส่วนสวนอีกแปลงที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้าน มีเนื้อที่เกือบ 2 ไร่ ปลูกมะนาวเพชรบุรี มะยงชิด และมะม่วงเขียวเสวยอยู่อีก จำนวน 40 ต้น

“มะยงชิด เริ่มให้ผลผลิตประมาณปีที่ 6-7 จากนั้นผลจะสุกราวเดือนมีนาคม ผลผลิต 1 ต้น มีประมาณ 50 กิโลกรัม ราคาขายตั้งแต่ 90-150 บาท ต่อกิโลกรัม สำหรับสวนมะยงชิดนี้ปลูกมา 8 ปีแล้ว” คุณลุงสุข บอก

ส่วนกล้วยถือว่าเป็นไม้ผลที่สร้างรายได้อย่างดีให้กับคุณลุงสุข กล้วยที่คุณลุงสุขปลูกไว้มีด้วยกัน 2 ชนิด ในพื้นที่ 4 ไร่ คือกล้วยหอมทอง มีจำนวน 600 กว่าต้น และกล้วยน้ำว้าพันธุ์ขาวนวล เพิ่งซื้อมาจากอำเภอหนองเสือ ปลูกอยู่จำนวน 200 กว่าต้น จึงยังไม่มีผลผลิต

“กล้วยหอมทอง ปลูกมา 4 ปีแล้ว มีระยะห่างระหว่างต้นกล้วย 1.50 คูณ 1.50 เมตร การดูแลใส่ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยยูเรียผสมปุ๋ยชีวภาพ ให้ทุก 2 เดือน ต่อมาใช้ยูเรียผสมกับปุ๋ย สูตร 25-7-7 พอตกเครือเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ย สูตรเสมอ 16-16-16”

คุณลุงสุข ชี้ว่า กล้วยหอมทอง ให้ผลผลิตได้ดีและเร็ว โดยใช้เวลา 8 เดือน สามารถเก็บผลิตผลได้ ส่วนกล้วยน้ำว้าให้ผลผลิตช้า กว่าจะขายได้ร่วมปี สำหรับไม้ไผ่ที่ใช้ค้ำต้นกล้วย 1 ลำ ต่อต้น ไม่ต้องซื้อ เพราะปลูกต้นไผ่ไว้ใช้เอง

ด้านแหล่งน้ำที่ใช้ เจ้าของสวนบอกว่าไม่เคยขาดหรือเดือดร้อน เพราะอยู่ใกล้คลอง เป็นน้ำที่มาจากเขื่อนขุนด่านปราการชล แล้วไหลไปลงที่แม่น้ำบางปะกง ทั้งนี้ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้ริมคลอง จะรดน้ำทุกวัน แต่ถ้าอากาศไม่ร้อนจะเว้นวัน

คุณลุงสุข เผยว่า การปลูกกล้วยหอมทองใช้เงินลงทุนไม่มาก ผลผลิตขายให้กับแม่ค้าเป็นลักษณะเหมา แล้วถูกนำไปขายที่ตลาดไท โดยผู้ซื้อจะมาตัดและขนเอง ราคาขาย เครือละ 150 บาท ขายเหมาราคานี้มานานแล้ว ดังนั้นเมื่อขายแล้วหักต้นทุนออก ยังเหลือเงินอีกเครือละ 100 กว่าบาท ทั้งนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม มีรายได้จากกล้วยในราว 50,000-60,000 บาท แล้วยังเผยว่าผลผลิตกล้วยมีเท่าไรขายได้หมด ดังนั้น ปีหน้าตั้งใจจะปลูกกล้วยหอมทองเพิ่มอีกสัก 5 ไร่

นอกจากรายได้จากกล้วยหอมทองแล้ว คุณลุงสุขยังมีรายได้จากไม้ผลชนิดอื่นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ยิ่งถ้าเป็นช่วงฤดูจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากมะยงชิดอีกกว่า 20,000 บาท กระท้อนปุยฝ้าย ปลูกไว้ 3 ต้น ขายได้หมื่นกว่าบาทในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม แล้วยังปลูกส้มโอพันธุ์ทองดีไว้บริเวณบ้าน แต่ไม่ค่อยดีนัก เพราะไม่ได้ดูแลอย่างเต็มที่ ผลผลิตที่ได้มักนำไปแจกจ่ายหรือรับประทานกันภายในครอบครัว

ทุกวันนี้ คุณลุงสุขมีความสุขกับการได้ปลูกไม้ผลเหล่านั้น แม้วัยจะล่วงมาถึง 73 ปี แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคกับงานที่ต้องดูแล แถมยังเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง คล่องแคล่ว อันมาจากการได้มีเวลาออกแรงทำกิจกรรมในสวนผลไม้ทุกวัน และบอกว่าลักษณะการทำสวนผสมจะดูแลทุกอย่างเท่าที่ทำได้ ค่อยๆ ทำ ไม่เร่งรีบหรือหักโหม หากจะจ้างแรงงานก็เฉพาะที่จำเป็นบางครั้งคราวเท่านั้น เช่น ถ้าต้องการให้ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ค้ำต้นกล้วย ตัดหญ้าวัชพืช แต่การให้น้ำจะดูแลจัดการเอง

คุณลุงสุข นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของชาวบ้านที่ยึดอาชีพการทำเกษตรกรรมแบบมืออาชีพ ที่ต้องมีความคิดประยุกต์ปรับวิถีชีวิตไปตามการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ยึดติดกับแนวทางเดิม และถ้ามีโอกาสเดินทางไปจังหวัดนครนายก อย่าลืมแวะไปเที่ยวสวนไม้ผลผสมของ คุณลุงสุข บ้านใหม่ โดยต้องนัดหมายก่อนล่วงหน้า ที่เบอร์โทรศัพท์ (089) 514-9478

ลำปาง องุ่น อร่อยมาก…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

นัย บำรุงเวช

ลำปาง องุ่น อร่อยมาก…

ต้นองุ่น จำนวน 57 ต้น ที่ยืนต้นติดผลภายในโรงเรือนพลาสติก ขนาด 24×24 เมตร ของพื้นที่หมู่บ้านจ๋ง ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เป็นเจ้าของ คุณวรินทร และ คุณศิริพร รณหงษา สองสามีภรรยา จนได้ผลผลิตคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือน

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ทั้งสองตัดสินใจสร้างสวนองุ่น ภายใต้ชื่อ บ้านไร่ใบตอง คุณวรินทร รณหงษา เล่าให้ฟังว่า ในช่วงระหว่างที่ทำงานในบริษัทตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยและสารเคมีอยู่ที่กรุงเทพฯ หัวหน้างานท่านหนึ่งของบริษัทได้ถามว่า เป้าหมายสูงสุดในชีวิตที่ต้องการคืออะไร เขาตอบว่า ต้องเป็นเกษตรกรเต็มตัวเหมือนกับตัวอย่างที่เจ้าของสวนผลไม้รายใหญ่ อย่างเช่น ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

จากคำถาม กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาคิดถึงความใฝ่ฝันต้องการเป็นเกษตรกร

ทั้งนี้ สำหรับ คุณวรินทร นั้นสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ส่วน คุณศิริพร รณหงษา จบจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครลำปาง และประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเมืองปาน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง จนถึงปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของการเป็นเกษตรกร เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2556 โดยคุณวรินทรได้ลงมือปลูกอ้อยด้วยระบบน้ำหยดที่บ้านเกิด อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 30 ไร่ บนที่ดินของพ่อแม่ควบคู่ไปกับการทำงานที่บริษัท

ส่วนการปลูกองุ่นนั้นเริ่มต้นประมาณกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 เมื่อคุณวรินทรได้นำต้นพันธุ์องุ่นไร้เมล็ดพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส จากสถานีเกษตรหลวงปางดะ จำนวน 8 ต้น มาปลูกที่บ้านเกิดของคุณศิริพร ที่บ้านป่าเวียง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ว่าองุ่นพันธุ์นี้จะเหมาะกับสภาพพื้นที่แห่งนี้หรือไม่

ครึ่งปีผ่านไป ต้นองุ่นทั้ง 8 ต้น งอกงามเจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่ ไม่ต่างจากที่ปลูกบนดอยตามสถานีทดลองเกษตรที่สูง เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคุณศิริพร ผู้เป็นภรรยากับพ่อตาแม่ยาย

ทั้งภรรยากับพ่อตาแม่ยายเริ่มคล้อยตาม เห็นดีเห็นงามกับความคิดของลูกเขยที่จะทำสวนองุ่นที่นี่ แต่ติดขัดที่ไม่มีพื้นที่ปลูก พื้นที่ที่มีเป็นที่นาไว้ปลูกข้าวกิน จึงต้องหาที่เป็นที่ดอน การหาพื้นที่ปลูกกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะจะหาเงินจำนวนมากจากไหนมาซื้อที่ดิน ทั้งคู่ปรึกษากันในเรื่องนี้นาน และได้ขยายต้นพันธุ์ส่วนหนึ่งเตรียมไว้

ขยายผล

เริ่มต้นสร้างสวน

ในที่สุด คุณศิริพรตัดสินใจใช้สิทธิ์เป็นข้าราชการขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โครงการสินเชื่อสวัสดิการบุคลากรภาครัฐและพนักงานองค์กร ใช้ตัวเองค้ำประกัน ได้เงินกู้มา ประมาณ 800,000 บาท ได้ซื้อที่ดินที่บ้านจ๋ง ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง จำนวน 6 ไร่ 2 งาน ในราคา 500,000 บาท

เมื่อเริ่มแรกการก่อสร้างโรงเรือน ชาวบ้านต่างเกิดความสงสัยว่าสองผัวเมียคู่นี้จะทำอะไรกัน โรงเรือนเป็นแบบมาตรฐานที่ใช้ตามสถานีทดลองเกษตรต่างๆ โดยได้ทีมงานก่อสร้างที่เคยก่อสร้างโรงเรือนให้กับสถานีทดลองเกษตร เสียค่าใช้จ่ายไปกับโรงเรือนพลาสติก ขนาด 250,000 บาท

หลังจากโรงเรือนพลาสติกเสร็จแล้ว ได้ลงมือปลูกองุ่น เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เป็นองุ่นรับประทานผลสดไร้เมล็ด 3 พันธุ์ ได้แก่ บิวตี้ ซีดเลส (Beauty Seedless) เฟลม ซีดเลส (Flame Seedless) และคริมสัน ซีดเลส (Crimson Seedless) ต้นพันธุ์มาจากสถานีเกษตรหลวงปางดะ ต้นองุ่น จำนวน 57 ต้น

ปลูกให้มีระยะห่างระหว่างแถว 8 เมตร และระยะห่างระหว่างต้น 1.50 เมตร ความสูงจากพื้นดินถึงลวดขึงเป็นราว ให้ยอดองุ่นเกาะสูง 1.90 เมตร หลังจากแตกยอดจะจัดเรียงกิ่งเป็นแบบก้างปลา

บนพื้นที่ 6 ไร่ มีพื้นที่เหลือได้ปลูกฝรั่งพันธุ์หวานพิรุณไว้ 19 แถว แถวละ 9 ต้น โดยได้พันธุ์ฝรั่งจากสวนฝรั่งหวานพิรุณของคุณวรินทร จำนวน 2 ไร่ ที่อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ มีพ่อและแม่ของคุณวรินทรคอยดูแล

คุณวรินทร จึงต้องดูแลทั้งสวนฝรั่งที่นครสวรรค์และสวนองุ่นกับสวนฝรั่งที่ลำปาง จะมีเวลามาลำปางในวันหยุด เวลาส่วนใหญ่จึงอยู่ที่นครสวรรค์

องุ่นเด่นของสวน

พันธุ์องุ่นไร้เมล็ดที่ปลูกมากและเป็นจุดขายของสวนคือ พันธุ์บิวตี้ ซีดเลส (Beauty Seedless) เป็นองุ่นผลเล็ก ผลกลมสีดำ ขนาดผลเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร เปลือกผลค่อนข้างเหนียว รสชาติหวาน ความหวานที่ทางสวนนี้วัดได้ 15-16 บริกซ์ เหมาะรับประทานสด ไม่เหมาะกับการเก็บไว้หลายวัน ผลจะเริ่มนิ่มและเหี่ยวในวันสองวัน

ต่อมา ได้แก่ พันธุ์เฟลม ซีดเลส (Flame Seedless) เป็นองุ่นผลเล็ก ผลกลม มีสีน้ำตาลแดง ขนาดผลเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร หวานกว่าพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส ความหวานที่ทางสวนวัดได้ 18 บริกซ์ เหมาะรับประทานสดๆ เก็บไว้ไม่ได้นานเช่นกัน

สุดท้าย พันธุ์คริมสัน ซีดเลส (Crimson Seedless) ปลูกไว้น้อย เป็นองุ่นผลยาว ผลมีสีน้ำตาลแดง ผลยาว 1.5-2 เซนติเมตร เนื้อกรอบ รสชาติหวาน ความหวานที่ทางสวนวัดได้ 20 บริกซ์

ส่วนการดูแลรักษานั้น มีในด้านต่างๆ ประกอบด้วย

การให้น้ำ ให้น้ำด้วยระบบพ่นฝอยหัวสปริงเกลอร์ห้อยไว้เป็นจุดทั่วโรงเรือน ให้น้ำทุกวัน วันละ 20 นาที ปั๊มน้ำไฟฟ้าสูบน้ำขึ้นมาจากบ่อข้างๆ ฉีดพ่นจนทั่ว จะหยุดให้น้ำประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนจะตัดแต่งกิ่ง

การให้ปุ๋ย ทุกๆ 2 สัปดาห์ ให้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่องตลอด ใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมี สูตร 3-5-5 ต้นละ 2 กิโลกรัม ตามด้วยปุ๋ยคอกผสมกับแกลบ บางครั้งจะสลับสูตรปุ๋ยบ้าง

การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขให้องุ่นออกดอกติดผล ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ต้นองุ่นให้ผลและสร้างกิ่ง ดังนั้น การตัดแต่งกิ่งเป็นการบังคับให้แตกตาและเกิดเป็นกิ่งใหม่มีดอกและติดผล การสังเกตว่าองุ่นพร้อมที่จะได้รับการตัดแต่งกิ่งหรือยัง ด้วยการเด็ดใบแก่มากำแล้วบีบดู ถ้าใบกรอบมีเสียงดัง แสดงว่าต้นองุ่นสะสมธาตุอาหารไว้มากพอแล้ว จึงลงมือตัดแต่งกิ่งได้ การตัดแต่งกิ่งทำได้ 2 ครั้ง ต่อปี และ 1 กิ่ง จะตัดแต่งได้ 2 ครั้ง ดังนี้

การตัดแต่งกิ่ง ครั้งที่ 1 ตัดยาว 2 ตา ตัดในเดือนมกราคม เพราะเหมาะต่อการสร้างกิ่งใหม่ให้สมบูรณ์ ด้วยวิธีการตัดสั้น จากนั้นใช้ดอร์เม็กซ์ (ไฮโดรเจนไซยานาไมด์) ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ใช้ 300 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทาที่ตาจากปลายกิ่งเพื่อช่วยให้แตกตา และให้ผลผลิต อายุตั้งแต่ตัดแต่งกิ่งจนถึงเก็บเกี่ยวได้ ประมาณ 5-6 เดือน จะให้ผลในเดือนพฤษภาคม

การตัดแต่งกิ่ง ครั้งที่ 2 ตัดยาว 6 ตา ตัดในเดือนสิงหาคม โดยจะทำได้ตั้งแต่เดือนที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น จากนั้นทาด้วยดอร์เม็กซ์ (ไฮโดรเจนไซยานาไมด์) ความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ใช้ 300 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นฮอร์โมนกระตุ้นการแตกตาดอก ยอดอ่อน และใบอ่อน ซึ่งการตัดแต่งแบบตัดแต่งยาว จะทำให้กิ่งยืดยาว จะให้ผลในเดือนธันวาคม

แมลงศัตรูพืชที่พบ

ศัตรูที่แพร่ระบาดในสวนองุ่น ตัวที่ทำความเสียหายอย่างมากคือ

เพลี้ยไฟ เป็นแมลงขนาดเล็ก ลักษณะการทำลายจะใช้ปากเขี่ยดูดจนมีน้ำเลี้ยงซึมออกมา จากนั้นจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดใบอ่อนของต้นองุ่น ทำให้ยอดใบอ่อนหักงอ ใบแห้งกรอบ คล้ายใบไหม้หงิกงอแกร็น ไม่เจริญเติบโตและตายไป ถ้าทำลายระยะดอก ทำให้ดอกร่วง ไม่เกิดผลหรือทำให้ผลมีตำหนิ พบการระบาดตั้งแต่หลังจากตัดกิ่งจนถึงผลโตเต็มที่ เนื่องจากองุ่นมีการแตกยอดตลอดทั้งปี การป้องกันและกำจัดใช้ยาอิมิดาคลอพริด 10% (คอนฟิดอร์) ฉีดพ่นเมื่อเริ่มแตกตาอ่อน ประมาณ 1 สัปดาห์ สลับกับยาแอคทารา 25 ดับบลิวจี (ไทอะมีโทแซม) และยาแอสเซนด์ (ฟิโพรนิล)

หนอนใยผัก ชอบแทะกินผิวใบด้านล่างขององุ่น และปล่อยเหลือผิวใบด้านบนไว้เป็นเยื่อใยโปร่งแสงทั่วใบ ถ้าระบาดมากจะกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบหรือใบแหว่งเหี่ยวตายได้ง่าย เมื่อมีสิ่งรบกวนจากภายนอกมันจะดิ้นและสร้างใยทิ้งตัวห้อยลงบนพื้น การกำจัดได้ใช้เชื้อไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ฉีดพ่นเมื่อพบตัวหนอนบนใบองุ่น หนอนจะได้รับเชื้อไวรัสทำให้เป็นโรค Grassarie one และจะตายภายใน 1-2 วัน

ด้วงกุหลาบ แมลงศัตรูพืชอีกชนิดหนึ่งที่พบ แต่ทำความเสียหายไม่มาก ใช้ยาเซฟวิน 85 ฉีดพ่น

การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงให้เป็นหน้าที่ของคุณวรินทร ที่จะมาลำปางในวันหยุด ส่วนคุณศิริพรทำในส่วนที่ทำได้ เช่น การให้น้ำ การให้ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง และการเก็บผลผลิต ไม่มีการใช้ยาฆ่าหญ้า เพราะไม่มีหญ้าขึ้นภายในโรงเรือน เป็นพื้นที่คลุมด้วยแกลบจึงเดินภายในโรงเรือนได้สะดวก

โรคที่พบในองุ่น

โรคที่ทำความเสียหายให้กับองุ่นอย่างหนัก ได้แก่ โรคแอนแทรกโนส และโรคราน้ำค้าง

โรคแอนแทรกโนส เกิดจากเชื้อรา แม้จะระบาดช้าแต่รุนแรงและรักษาได้ยาก ทำความเสียหายได้กับทุกส่วนขององุ่น โดยเฉพาะส่วนที่ยังอ่อน เช่น ยอดอ่อน กิ่งอ่อน ใบอ่อน ที่ผลเป็นได้ทั้งในระยะผลอ่อนจนถึงระยะผลโต ในฤดูฝนอากาศมีความชื้นมากจะเห็นเป็นจุดเล็กๆ สีชมพูอยู่ตรงกลางแผล หากเป็นแผลมากยอดจะแคระแกร็น มีการแตกยอดอ่อนมา แต่แตกออกมาแบบแคระแกร็น

โรคราน้ำค้าง จะทำให้ใบองุ่นระยะใบอ่อนปรากฏจุดเหลืองด้านบนใบ ด้านใต้ใบตรงข้ามจุดเหลืองจะพบปุยสีขาวของเชื้อรา ช่อดอกที่มีราสีขาวจับช่อดอกจะแห้งและร่วงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผลอ่อนฝ่อแฟบผลร่วงหล่นและทำให้เนื้อเยื่อผลแข็งเป็นแอ่งบุ๋มลงบนผลที่โต เชื้อราแพร่ระบาดได้ดีโดยลมและฝน

แต่การปลูกองุ่นในโรงเรือนพลาสติกจึงช่วยป้องกันไม่ให้โรคแอนแทรกโนสและราน้ำค้างระบาดได้

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ตอบได้ว่า ทำไม จึงต้องลงทุนสร้างโรงเรือนเพื่อปลูกองุ่นในโรงเรือน องุ่นที่ปลูกกลางแจ้งจะพบการแพร่ระบาดของโรคทั้ง 2 โรคนี้ได้มาก ดังนั้น ที่สวนแห่งนี้จึงไม่ค่อยพบกับโรคแอนแทรกโนสและโรคราน้ำค้างแพร่ระบาด การปลูกองุ่นในโรงเรือนจะได้องุ่นที่มีคุณภาพ ช่วยป้องกันโรคที่มากับน้ำฝน สามารถควบคุมปริมาณน้ำฝนได้

รายได้จากการทุ่มเท

องุ่น ให้ผลผลิตครั้งแรกเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 และได้นำเสนอข้อมูลผลผลิตผ่านสังคมออนไลน์ที่เผยแพร่ออกไป ทำให้คนพากันมาซื้อถึงสวนหมดภายในเวลาไม่ถึงเดือน สร้างกำลังใจให้กับทั้งคู่อย่างมาก

แม้ว่าองุ่นที่ออกมาได้รับการตอบรับจากชาวลำปางและนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดอย่างมาก ผลผลิตไม่พอตอบสนองความต้องการได้ แต่ทั้งสองก็ไม่คิดจะขยายพื้นที่ปลูกหรือปลูกโรงเรือนเพิ่ม ขอยึดหลักการทำเกษตรแบบพอเพียง แรงงานที่ใช้เป็นแรงงานในครอบครัว

ชาวลำปางและนักท่องเที่ยวจะมาซื้อและเดินตัดช่อองุ่นกันเองอย่างพึงพอใจ มากันวันละประมาณ 100 คน ราคาองุ่นที่จำหน่าย บิวตี้ ซีดเลส กิโลกรัมละ 199 บาท เฟลม ซีดเลส กิโลกรัมละ 500 บาท และคริมสัน ซีดเลส กิโลกรัมละ 500 บาท มีน้อยมาก

ส่วนใหญ่จะซื้อบิวตี้ ซีดเลสกัน เพราะมีมาก

ทั้งนี้ คุณศิริพรจะชั่งองุ่นที่นักท่องเที่ยวตัดเก็บมาให้ได้ 1 กิโลกรัม ใส่ในจานเซรามิกและห่อด้วยพลาสติกใส ติดสติ๊กเกอร์โลโก้ของสวน โดยเหตุผลที่ขายองุ่นทั้งจานเซรามิกก็เพื่อต้องการให้เป็นสัญลักษณ์เมืองลำปางที่เป็นเมืองแห่งเซรามิก

องุ่นให้ผลผลิตครั้งละประมาณ 800 กิโลกรัม รายได้ประมาณ 300,000 บาท ต่อปี ยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้าหักค่าใช้จ่ายแล้วก็ยังเหลือสำหรับการลงทุนในครั้งต่อไป

การเดินทางไปสวนองุ่น

จากตัวเมืองลำปางบนเส้นทางไปอำเภอเมืองปานตามถนนจามเทวี สายลำปาง-ห้างฉัตร (สายเก่า) ผ่านหน้าสนามกีฬาจังหวัดหนองกระทิง เลยสนามกีฬา ประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นทางแยกให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงจังหวัด หมายเลข 1157 (ลำปาง-ห้วยเป้ง-เมืองปาน) ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร

เมื่อผ่านโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านทุ่งจี้ ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน ไปหน่อยเดียว หรือจะแวะเข้าชมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริบ้านทุ่งจี้ อยู่ทางขวามือก่อนก็ได้ จากนั้นเดินต่อไปบ้านจ๋งถึงโรงเรียนบ้านจ๋งขวามือให้เลี้ยวเข้าไปตามถนนหมู่บ้านข้างโรงเรียน ประมาณ 1 กิโลเมตร จะเห็นแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าเต็มไปหมด จุดนี้เป็นที่ตั้งของสวนองุ่นบ้านไร่ใบตอง ซึ่งตั้งอยู่ เลขที่ 264 หมู่ที่ 4 หมู่บ้านจ๋ง ตำบลทุ่งกว๋าว อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง โทร.สอบถามได้ที่ (081) 991-9069

หาทางออกทุเรียนอ่อน…@งานพืชสวนมั่งคั่งฯ จังหวัดตราด 21-24 มกราคม 2559 นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการเกษตร

กาญจนา จินตกานนท์

หาทางออกทุเรียนอ่อน…@งานพืชสวนมั่งคั่งฯ จังหวัดตราด 21-24 มกราคม 2559 นี้

“ปัญหาทุเรียนอ่อน”

…ปัญหาระดับชาติ

“ปัญหาทุเรียนอ่อน” เป็นการทำลายตลาดทุเรียนไทยอย่างย่อยยับ ผู้ซื้อเสียทัศนคติทุเรียนไทย ทั้งราคาตกต่ำและทำให้สูญเสียตลาดใหญ่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ปัญหาทุเรียนอ่อนจึงเป็นปัญหาระดับชาติ

ทุเรียน คือพืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย ทำรายได้ให้อย่างมหาศาล มีตลาดรองรับทั้งภายในและต่างประเทศ แต่เมื่อประสบปัญหาทุเรียนอ่อน หากไม่หาแนวทางแก้ไขอาจจะทำให้สูญเสียตลาดในอนาคต รัฐบาลจึงประกาศใช้กฎหมายอาญา มาตรา 271 และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ชนิดที่ไม่รอลงอาญามาเป็นบทลงโทษ เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังทั้ง 3 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ เกษตรกรเจ้าของสวน พ่อค้าที่รับซื้อ

สถานการณ์ทุเรียน

ปี 2559?สดใส

ตลาดจีนโตรองรับ

ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ปี 2557 ไทยส่งทุเรียนออก มูลค่าถึง 14,500 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2556 ถึง 100% และ ปี 2558 มีทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นแน่นอน เพียงแต่ตัวเลขทางการยังไม่สรุปออกมา สำหรับ ปี 2559 เชื่อว่าตลาดความต้องการทุเรียนยังสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างจีนที่รับซื้อทุเรียนจากไทย ถึงร้อยละ 80-85 โอกาสของไทยคือ จีนได้อนุญาตให้ไทยนำเข้าทุเรียนสดได้ตามกฎระเบียบ วงการผลิตทุเรียนเชื่อว่า ปี 2559 ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและราคาไม่น่าจะต่ำลงจาก ปี 2558 จังหวัดตราด ผลิตทุเรียนได้ทั้งหมด 31,942 ตันเศษ เป็นทุเรียนหมอนทอง 26,896 ตัน หรือ ร้อยละ 84.19 ในขณะนี้ทุเรียนหมอนทองเป็นทุเรียนที่ตลาดทั้งภายในและภายนอกให้ความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะจีนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทย รับซื้อทั้งผลสุกและระยะหลังซื้อเป็นเนื้อทุเรียนแช่แข็งฟรีซดราย (Freeze Dried) เพิ่มขึ้นอีกด้วย สรุปได้ว่า ทุเรียน เป็นผลไม้ที่มีอนาคตของไทย…เพียงแต่ ณ วันนี้ เกษตรกรและผู้รับซื้อร่วมมือกันอย่าตัดทุเรียนอ่อน

สหกรณ์การเกษตรฯ

แก้ทาง ทุเรียนอ่อน…

รับซื้อ หมอนทอง ไม่อั้น

ส่งตลาดหลักจีน ทำแปรรูปแช่แข็ง

คุณวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์ฯ ได้ดำเนินการรับซื้อผลไม้ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด จากเกษตรกรและกระจายผลผลิตทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมการแปรรูปผลผลิตผลไม้ ล่าสุดคือ รับซื้อทุเรียนหมอนทองตกไซซ์ เพื่อผลิตทุเรียนแกะเนื้อแช่แข็ง หรือฟรีซดราย (Freeze and Dry) เพื่อส่งออกตลาดจีน ซึ่งเป็นทางเลือกกับเกษตรกร ไม่ต้องตัดทุเรียนอ่อน และมีช่องทางตลาดจำหน่ายให้กับสหกรณ์ได้

สหกรณ์ฯ ทำการค้าทุเรียนแปรรูปแช่แข็งอบแห้ง กับ บริษัท เทียนชาน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับซื้อรายใหญ่มา 2-3 ปีแล้ว ปี 2559 บริษัท เทียนชานฯ ต้องการปริมาณเพิ่มมากขึ้น ปริมาณ 3,000 ตัน และทำสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้ากับสหกรณ์ฯ ไปแล้ว 2,680 ตัน และจะมีการรับซื้อจากจังหวัดระยอง จันทบุรี รวมทั้งเครือข่ายมาจากทางภาคใต้อีกด้วย ราคารับซื้อเป็นราคาท้องตลาด เฉพาะพันธุ์หมอนทองตกไซซ์ ต่อไปเกษตรกรไม่ต้องกังวลว่าจะขายทุเรียนไม่ได้ ไม่จำเป็นที่ต้องเร่งรัดตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งปริมาณทุเรียนผลสุกหมอนทองที่ใช้เป็นวัตถุดิบภายในจังหวัดตราด 30,000 กว่าตัน นั้นไม่เพียงพออยู่แล้ว

“ที่ผ่านมา ยังไม่ได้แก้ปัญหาทุเรียนอ่อนจริงจัง ทั้งๆ ที่รู้สาเหตุ ทางออกการตัดทุเรียนอ่อนแก้ไขได้ ต้องร่วมมือกันใน 3 องค์ประกอบ คือ เกษตรกร และผู้รับซื้อ ร่วมมือกันไม่ตัดทุเรียนอ่อน ส่วนภาครัฐ ต้องเข้ามาควบคุมอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะช่วงต้นๆ ฤดู ทุเรียนมีราคาสูงมาก มีพ่อค้ามารับซื้อเพื่อส่งออกโดยเหมาซื้อทั้งสวน มักจะเป็นสวนใหญ่ๆ เกษตรกรเจ้าของสวนต้องมีข้อตกลงกับผู้ซื้อที่เหมาสวน แยกทุเรียนหมอนทองตกไซซ์ออก และไม่ให้ตัดทุเรียนอ่อนขายหรือไม่ก็แยกออกไม่เหมารวม เพื่อขายเองต่างหากภายหลัง เพราะขายไปผู้ซื้อจะตีราคาเหมารวมไปราคาต่ำๆ อย่างปีที่แล้ว ราคาทุเรียนได้ไซซ์ ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60-70 บาท ตกไซซ์จะเหลือเพียง 20 บาท หากปล่อยให้ทุเรียนแก่ขายให้กับสหกรณ์ฯ เพื่อทำแปรรูปจะได้ราคาเพิ่มอีกเท่าตัว ปีที่แล้วเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 40 บาท” คุณวุฒิพงศ์ กล่าว

มาตรการปราบปราม

ตัดทุเรียนอ่อน ปี 2559…เข้มข้น

คุณนุวัตร แพงเรือน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราด กล่าวว่า ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนเป็นการทำลายชื่อเสียงทุเรียนไทย และทำให้ราคาผลผลิตตกต่ำ ปี 2559 3 จังหวัด ในภาคตะวันออก แหล่งผลิตทุเรียนใหญ่ที่สุดของไทยคือ ระยอง จันทบุรี และตราด ได้ร่วมมือกันหาทางออกแก้ไขการตัดทุเรียนอ่อน เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้ ได้ประชุมตัวแทนเกษตรกรและภาครัฐ 3 จังหวัด มีข้อตกลงร่วมกันให้ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด รับซื้อทุเรียนหมอนทองตกไซซ์ เพื่อการแปรรูปแช่แข็งแล้ว ยังมีมาตรการแก้ไขปัญหาการตัดทุเรียนอ่อน ทั้งป้องกันและปราบปรามทุเรียนอ่อนอย่างเข้มข้น โดยใช้กฎหมายอาญา มาตรา 271 และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47

“ข้อกำหนดร่วมกัน 3 จังหวัด ที่ได้เสนอให้เกษตรกรทุกสวนร่วมมือกันบางมาตรการ ภาครัฐได้ดำเนินการไปแล้ว แต่กำชับเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติให้จริงจังขึ้น อาทิ กำหนดเปอร์เซ็นต์แป้งของทุเรียนแต่ละสายพันธุ์ที่ตัดได้ เช่น หมอนทอง 32% ชะนี 32% การจดบันทึกวันดอกทุเรียนบาน เพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยวที่แน่นอน การสร้างจิตสำนึกไม่ตัดทุเรียนอ่อนให้พ่อค้าที่มารับเหมาและตัดทุเรียนเอง ภาครัฐมีการบังคับใช้กฎหมายอาญา มาตรา 271 และ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 เสนอให้ลงโทษโดยไม่รอลงอาญา มีทีมชุดป้องปรามตรวจทุเรียนค้าส่งและตลาดภายในประเทศ โดยการตั้งด่านตรวจจับผู้ตัดทุเรียนออกจำหน่าย ขณะเดียวกันมาตรการระยะยาวได้เตรียมหาทางป้องกันแก้ไขตลาดจีนที่เป็นตลาดหลัก ป้องกันปัญหาการกดราคาเข้ามาควบคุมเรื่องการซื้อขายทุเรียนไทย” เกษตรและสหกรณ์จังหวัดตราดกล่าวทิ้งท้าย

ท้ายสุด คุณสว่าง ชื่นอารมณ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดตราด กล่าวว่า ปัจจุบัน ปริมาณทุเรียนไทยยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด แต่อนาคตทุเรียนไทยต้องวางแผนระยะยาว สร้างมาตรฐานทุเรียนไทย “แก้ปัญหาทุเรียนอ่อน” ให้ได้ เพราะประมาณว่าอีก 5 ปีข้างหน้า ผลผลิตทุเรียนไทยจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เฉพาะจังหวัดตราดเพิ่มมากขึ้นถึง 5 เท่า คือ ถึง 150,000 ตัน เพราะยางพาราราคาถูกเกษตรกรส่วนหนึ่งได้ตัดยางพารา หันมาปลูกทุเรียนกัน ถึงเวลาแล้วที่ผู้ผลิตทุเรียนไทยต้องตระหนักถึงคู่แข่งขันอย่างเวียดนามและมาเลเซียที่ทุเรียนราคาถูกกว่าไทย…ด้วยเหตุดังกล่าว ปัญหาทุเรียนอ่อนจึงเป็นปัญหาระดับชาติ

พบกัน วันที่ 21-24 มกราคม 2559 งาน “พืชสวนมั่งคั่งการค้าสองฝั่งชายแดน ครั้งที่ 1” ที่ จังหวัดตราด วันที่ 23 มกราคม 2559 เวลา 13.30-16.00น. มีรายการเสวนา “หาทางออกทุเรียนอ่อน…ให้ได้เงิน” โดย คุณวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานกรรมการ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด

ฤดูแล้งนี้มาปลูก ถั่วเหลืองหลังนา เพิ่มรายได้บำรุงดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05055150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

กุลดิลก แก้วประพาฬ

ฤดูแล้งนี้มาปลูก ถั่วเหลืองหลังนา เพิ่มรายได้บำรุงดิน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คาดการณ์ไว้ ในฤดูแล้ง ปี 2558/2559 ที่จะถึงนี้ มีปริมาณน้ำต้นทุนจากแหล่งกักเก็บน้อย ขอความร่วมมือเกษตรกรงดทำนาปรัง เพราะอาจเสี่ยงต่อผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และสะแกกรัง 9 จังหวัด ภาคเหนือตอนล่าง คือ อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก ขอแนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย แทนการปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งใช้น้ำในปริมาณที่มาก

การปลูกถั่วเหลืองหลังนา หลังเก็บเกี่ยวข้าวฤดูนาปีเป็นพืชเศรษฐกิจอายุสั้นชนิดหนึ่งที่ขอแนะนำ เนื่องจากใช้น้ำน้อย เพียง 480-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ อายุเก็บเกี่ยวสั้น 80-100 วัน และยังเป็นพืชบำรุงดิน มีผลการวิจัยที่ยืนยันว่าพื้นที่ปลูกพืชตระกูลถั่วสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวในฤดูนาปีได้

สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร (2547) มีคำแนะนำไว้ ดังนี้

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ถั่วเหลืองเจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิด ตั้งแต่ดินร่วนปนทรายจนถึงดินเหนียว แต่ไม่ทนทานต่อสภาพน้ำท่วมถึง ดินเค็ม และกรดจัด ถั่วเหลืองจะงอกภายใน 4-5 วัน หลังหยอดเมล็ด แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส เมล็ดจะงอกช้าลง อาจใช้เวลานาน 8-10 วัน

พันธุ์ พันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร มีหลายพันธุ์ในเขตภาคเหนือตอนล่าง มีพันธุ์ถั่วเหลืองที่แนะนำ คือ

พันธุ์นครสวรรค์ 1 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 78 วัน ฝักมีขนาดใหญ่ ฝักแห้งมีสีน้ำตาล ฝักแตกง่าย เมล็ดสีเหลืองนวล ขนาดใหญ่ค่อนข้างแบน ขั้วเล็กแก่สีน้ำตาลอ่อน น้ำหนัก 100 เมล็ด 18-20 กรัม ไม่ต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง และโรคราสนิม ผลผลิต 220 กิโลกรัม ต่อไร่

พันธุ์เชียงใหม่ 2 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง อายุเก็บเกี่ยว เมื่อปลูกต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน เฉลี่ย 80 และ 72 วัน ถ้าปลูกฤดูแล้งมีอายุเก็บเกี่ยว 78 วัน น้ำหนัก 100 เมล็ด 15.6 กรัม หัวเมล็ดแก่ มีสีน้ำตาล ผลผลิต 235 กิโลกรัม ต่อไร่

พันธุ์ สจ. 5 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 105 วัน น้ำหนัก 100 เมล็ด 14-15 กรัม เมล็ดกลมผิวสีเหลืองมัน ขั้วเมล็ดแก่ค่อนข้างเล็ก มีสีน้ำตาลอ่อน ฝักค่อนข้างเหนียว ไม่แตกง่าย เหมาะสำหรับใช้ปลูกในฤดูฝน

พันธุ์เชียงใหม่ 60 ลักษณะลำต้นไม่ทอดยอด ดอกสีขาว อายุเก็บเกี่ยว ประมาณ 100 วัน น้ำหนัก 100 เมล็ด 16-18 กรัม เมล็ดกลมสีเหลือง ขั้วเมล็ดแก่มีสีน้ำตาล ถ้าปลูกในดินเหนียวน้ำขังแฉะเมล็ดจะไม่งอก ผลผลิต 300-320 กิโลกรัม ต่อไร่

พันธุ์เชียงใหม่ 6 ลักษณะโคนต้นอ่อนมีสีม่วง ลักษณะต้นไม่ทอดยอด ดอกสีม่วง ฝักแก่สีน้ำตาลเข้ม น้ำหนัก 100 เมล็ด เฉลี่ย 13.5-14.8 กรัม รูปร่างเมล็ดค่อนข้างกลม ขั้วเมล็ดมีสีน้ำตาล ฝักแก่สีน้ำตาลเข้ม ทนทานต่อโรคราสนิม และต้านทานต่อโรคราน้ำค้าง สูงกว่าพันธุ์ สจ. 5 และเชียงใหม่ 60 อายุเก็บเกี่ยว 90-99 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 322 กิโลกรัม ต่อไร่

การเตรียมดิน การปลูกถั่วเหลืองในนาที่มีชลประทานหลังการเก็บเกี่ยวข้าวไม่จำเป็นต้องไถพรวนดิน แต่ต้องขุดร่องรอบและผ่านกลางนา เพื่อใช้เป็นร่องให้น้ำและระบายน้ำออกจากแปลง ทำให้เกิดเป็นแนวปลูก กว้าง 3-5 เมตร

ฤดูปลูก ฤดูที่เหมาะสมคือ ฤดูแล้ง เดือนธันวาคม ต้นฤดูฝน พฤษภาคม-กลางมิถุนายน ปลายฤดูฝน กลางเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม

อัตราปลูก การปลูกแบบโรยเป็นแถว ควรมีประชากร 80,000-96,000 ต้น ต่อไร่ โดยใช้ระยะระหว่างแถว 40-50 เซนติเมตร หรืออาจปลูกเป็นหลุม ระยะ 50×20 เซนติเมตร จำนวน 4 ต้น ต่อหลุม จะมีจำนวนต้น 64,000 ต้น ต่อไร่ โดยใช้เมล็ดพันธุ์ 12-15 กิโลกรัม ต่อไร่ ถ้าปลูกโดยวิธีหว่าน จะใช้เมล็ดพันธุ์ 15-20 กิโลกรัม ต่อไร่

ไรโซเบียม ควรคลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียมก่อนหยอดเมล็ด

การกำจัดวัชพืช

1. กำจัดวัชพืช 1-2 ครั้ง เมื่ออายุถั่วเหลือง ประมาณ 20 และ 35 วัน หลังงอก โดยใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมในท้องถิ่น

2. ใช้ฟางคลุมพื้นดิน หลังปลูกถั่วเหลืองแทนการเผาฟาง ช่วยให้ไม่ต้องกำจัดวัชพืช

3. การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช (เลือกใช้ชนิดเดียว หรือเป็นสารผสมตามคำแนะนำ)

ในการปลูกถั่วเหลืองที่มีการเตรียมดิน อาจใช้สารอะลาคลอร์ หรือเมโทลาคลอร์ อัตรา 500-625 ซีซี ต่อไร่ พ่นทันทีหลังปลูก กำจัดวัชพืชใบแคบและใบกว้างที่เกิดจากเมล็ด

ในการปลูกที่มีและไม่มีการไถเตรียมดิน ใช้สารฟลูอะซิฟอป-พี-บิวทิล 160 ซีซี ต่อไร่ หรือสารควิซาโลฟอป-พี-เทฟูริล 200 ซีซี ต่อไร่ พ่นระยะวัชพืช 4-5 ใบ กำจัดวัชพืชใบแคบ หรือใช้ผสมกับสารฟอเมซาเฟน 160 ซีซี ต่อไร่ กำจัดวัชพืชได้ทั้งใบแคบและใบกว้าง

การใช้ปุ๋ย ในสภาพข้าวโดยการปลูกถั่วเหลืองหลังนา

ระบบที่ 1 ปีที่ 1 หว่านหินฟอสเฟต 200 กิโลกรัม ต่อไร่ ก่อนไถพรวนดินและปุ๋ยยูเรีย 20 กิโลกรัม ต่อไร่ (แบ่งใส่เท่ากันขณะปักดำและเมื่อข้าวตั้งท้อง) คลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียมก่อนปลูก

ระบบที่ 2 ใส่ปุ๋ยนา 16-20-0 ทุกปี และปุ๋ยยูเรีย 10 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อข้าวตั้งท้องคลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียมก่อนปลูก หรือใส่ปุ๋ยนา 16-20-0 บางปี และปุ๋ยยูเรีย 10 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อข้าวตั้งท้อง โดยคลุกเมล็ดด้วยไรโซเบียม และหว่านปุ๋ย สูตร 0-46-0 อัตรา 5-10 กิโลกรัม ต่อไร่ ให้ถั่วเหลือง

ระบบที่ 3 ไม่ใส่ปุ๋ยนาข้าว ให้คลุกเมล็ดถั่วเหลืองด้วยไรโซเบียม แล้วหว่านปุ๋ย สูตร 0-46-0 อัตรา 10-20 กิโลกรัม ต่อไร่

ในสภาพดินไร่ ใช้ปุ๋ย สูตร 12-4-12 อัตรา 25 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือ สูตร 15-15-15 อัตรา 40 กิโลกรัม ต่อไร่

การป้องกันกำจัดแมลง ป้องกันกำจัดหนอนแมลงวันเจาะลำต้น โดยใช้สารฆ่าแมลงคาร์โบฟู-ราน ใส่ลงดินก่อนปลูก หรือพ่นสารฆ่าแมลงไตรอะโซฟอส (ออสตราธีออน 40% อีซี 50 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร) เมื่อถั่วเริ่มงอก ไม่เกิน 7-10 วัน ถ้าพบแมลงหวี่ขาว ควรพ่นสารอิมิดาโคลพริด อัตรา 10 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นในระยะก่อนที่ถั่วจะออกดอก 2-3 ครั้ง และพ่นระยะติดฝักอ่อน และฝักยาวเต็มที่อีก 2 ครั้ง

การป้องกันกำจัดโรค ถั่วเหลืองที่ปลูกช่วงปลายฤดูฝนและฤดูแล้ง จะพบการระบาดของโรคราน้ำค้าง สังเกตอาการได้จากการที่ปรากฏเป็นจุดสีเหลืองแกมเขียวที่ด้านบนใบ และต่อมาแผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง และพบเส้นใยของเชื้อราสีเทา หรือเทาอมม่วง ลักษณะฟูที่ใต้ใบ สามารถป้องกันได้โดยใช้พันธุ์ต้านทาน หรือคลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยเมทาแลกซิล อัตรา 7 กรัม ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือพ่นด้วยสารป้องกันเชื้อรา เช่น แอนทราโคล หรือ ไดเทนเอ็ม 45 หรือ แมนโคเซบ อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ประมาณ 5-7 ครั้ง เมื่อถั่วเหลืองอายุ 30 วัน และทุก 10 วัน เมื่อพบว่ามีการระบาดมากขึ้นในปลายฤดูฝน มักพบโรคราสนิมระบาด ควรพ่นสารไตรอะดิมิฟอน อัตรา 10 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร หลังปลูก 30 และ 45 วัน เพื่อป้องกันโรค

การเก็บเกี่ยว ควรรีบเก็บเกี่ยวเมื่อใบร่วงและฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ร้อยละ 95 ของจำนวนฝักทั้งหมด แล้วผึ่งแดด 2-4 วัน จนเมล็ดเหลือความชื้นประมาณ 14% จึงนำไปนวดด้วยเครื่องนวดถั่วเหลือง ที่มีความเร็วรอบ 350 รอบ ต่อนาที

ต้นทุนและรายได้ต่อไร่ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้เก็บข้อมูลต้นทุนการผลิตและรายได้จากการปลูกถั่วเหลืองของเกษตรกรศูนย์ถั่วเหลืองชุมชนเขตพื้นที่รับผิดชอบ ซึ่งปลูกในฤดูแล้ง ปี 2557/2558 จำนวน 5 ศูนย์ถั่วเหลืองชุมชน ในพื้นที่ 4 จังหวัด พบว่า การผลิตถั่วเหลือง มีต้นทุนเฉลี่ย 3,804 บาท ต่อไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ย 332 กิโลกรัม ต่อไร่ จำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ย 14.90 บาท ต่อกิโลกรัม มีรายได้ที่ยังไม่หักต้นทุน ไร่ละ 4,947 บาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว มีกำไร เฉลี่ยไร่ละ 1,893 บาท

เพิ่มผลผลิตข้าวในฤดูนาปี มีผลการวิจัยของศูนย์วิจัยพืชไร่ เชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร รายงานไว้ ปี 2558 การวิจัยพบว่า การปลูกถั่วเหลืองหลังฤดูทำนา จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 35-82 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำให้รายได้ของเกษตรกร เพิ่ม 943-1,381 บาท ต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการปลูกเดิมของเกษตรกร

การปลูกถั่วเหลืองในฤดูแล้ง หลังเก็บเกี่ยวข้าวฤดูนาปี จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ ที่สามารถทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง และยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกด้วย

100 เดียว อิ่มทั่วสวน บุฟเฟ่ต์ผลไม้ แห่งเดียวในอุทัยฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

รายงานพิเศษ เกษตรดี…เมืองอุทัยฯ

สุจิต เมืองสุข

100 เดียว อิ่มทั่วสวน บุฟเฟ่ต์ผลไม้ แห่งเดียวในอุทัยฯ

เพิ่งจะไม่กี่ปีหลังนี้เองที่เริ่มได้ยินว่า จังหวัดอุทัยธานี มีสวนสตรอเบอรี่ สวนผลไม้ รีสอร์ตน่ารัก บรรยากาศดี ที่ๆ เป็นที่รู้จักส่วนใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นอำเภอที่อยู่ติดกับจังหวัดกาญจนบุรี และเป็นพื้นที่ที่มีลมมรสุมตะวันตกพัดผ่าน ทำให้สภาพอากาศแตกต่างและสามารถทำการเกษตรได้ผลดีกว่า แต่ถึงวันนี้ก็มีเรื่องให้น่าตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อพื้นที่อำเภอลานสัก ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้งมากที่สุดอำเภอหนึ่งของจังหวัด กลับมีสวนผลไม้หลายชนิดปลูกผสมผสาน และได้ผลดีออกสู่ตลาด กระทั่งเปิดเป็นสวนผลไม้บุฟเฟ่ต์ได้อย่างไม่อายใคร

คำว่า บุฟเฟ่ต์ หมายถึงว่า สินค้าหรือของที่ให้ดำเนินการบุฟเฟ่ต์ได้ต้องมีจำนวนมาก เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า นั่นหมายถึง สวนผลไม้จะต้องมีผลไม้ที่หลากหลายและมีจำนวนมากพอสำหรับจัดบุฟเฟ่ต์ได้

คุณธวัช พลฉกรรจ์ ชาวอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี โดยกำเนิด เกิดและเติบโตมาท่ามกลางความยากจน และสิ่งที่เห็นมาตลอดคือ ภาวะเป็นหนี้ของเกษตรกรทุกครัวเรือน คุณธวัชเองไม่ได้โชคดีในการเรียนเท่าไหร่นัก จบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หลังจากนั้น ก็ช่วยพ่อแม่ทำนามาโดยตลอด กระทั่งถึงวัยต้องสร้างครอบครัวของตนเอง จึงแต่งงาน หลังแต่งงานคุณธวัชเปลี่ยนการทำนาเป็นทำไร่ข้าวโพด ระหว่างนั้นคิดหาวิธีการทำการเกษตรโดยไม่เป็นหนี้ ความคิดทำสวนผลไม้ผุดขึ้นมา และความคิดนี้เองที่ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงมองว่า คุณธวัชสติไม่ใคร่ดี

“เป็นเพราะชาวบ้านแถบนี้ ทำไร่มันสำปะหลัง ไร่ข้าวโพด และทำนา มาโดยตลอด แทบจะไม่ทำพืชอื่นกันเลย เพราะความแห้งแล้งทำให้การเกษตรที่ทำไม่ได้ผลเท่าที่ควร ชาวบ้านที่นี่ไม่มีใครกล้าลงทุนหรือเปลี่ยนไปทำการเกษตรอย่างอื่น พอผมคิดจะปลูกผลไม้ขึ้นมา ก็กลายเป็นความแตกต่าง”

ถามถึงความมั่นใจ คุณธวัช บอกว่า ที่อื่นปลูกได้ ที่นี่ก็ต้องปลูกได้ เพียงแค่ปรับสภาพดินให้เหมาะสมกับพืชที่ต้องการปลูก ไม้ผลต้องการน้ำก็ขุดบ่อเก็บน้ำไว้ให้น้ำยามแล้ง และคิดง่ายๆ ถึงหลักการเจริญเติบโตของคน ที่กินอาหารวันละ 3 มื้อ ดื่มน้ำบ่อยครั้งเท่าที่ร่างกายต้องการ ก็ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ดี ต้นไม้ก็เช่นเดียวกัน หากได้รับธาตุอาหารตรงกับความต้องการก็จะเจริญเติบโตได้ดีเช่นเดียวกัน และไม้ผลเป็นไม้ยืนต้น หากปลูกให้เจริญเติบโตไปจนให้ผลผลิต ก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ยาวนาน

คุณธวัช เริ่มต้นด้วยการปลูกน้อยหน่า ขนุน ส้มโอ และกระท้อน เมื่อปลูกจนเก็บผลผลิตขายได้ คุณธวัชก็นำไปขายตลาดชุมชนละแวกบ้าน ขายได้แต่ไม่ดี ทำให้คุณธวัชจำเป็นต้องกลับมามองเรื่องการตลาดควบคู่ไปกับการปลูกให้ได้ผลดี เพื่อให้ผลผลิตที่ออกมาสู่ท้องตลาด และมีรายได้กลับมาดูแลสวนผลไม้อย่างเพียงพอ

“ปี 2536 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรจังหวัด ชวนไปดูการปลูกมะขามหวาน ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จากนั้นไม่นานก็เดินทางไปดูการปลูกเงาะ ทุเรียน มังคุด ที่จังหวัดจันทบุรี ทุกครั้งที่ไปศึกษาดูงาน ก็ซื้อกิ่งพันธุ์ติดมือกลับมาด้วย ยิ่งทุกครั้งที่นำผลผลิตไปขายยังตลาดชุมชน ชาวบ้านส่วนใหญ่มักถามหา เงาะ ทุเรียน เพราะเป็นผลไม้ตลาดที่ใครๆ ก็ชอบกิน”

แม้ดินจะไม่สมบูรณ์ ความแห้งแล้งมาเยือนเกือบทุกฤดู คุณธวัชจึงมองเรื่องการบำรุงดินให้มีคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญพื้นฐานก่อนปลูกไม้ผล

“กล้วย” เป็นพืชชนิดแรกที่ลงปลูกไปทั่วพื้นที่ที่ยังว่าง จากนั้นวางระบบท่อน้ำหยด ลงปลูกเงาะ ทุเรียน มังคุด และมะขามหวาน ปลูกไปได้เพียง 5 เดือน ไม้ผลที่ลงปลูกไปตายเกือบหมด เหลือไม่มาก แต่คุณธวัชก็ไม่ท้อ เพราะไม่ต้องการกลับไปทำนา ทำไร่ เพื่อกลับสู่วัฏจักรเดิมที่ต้องเป็นหนี้เหมือนที่ผ่านมา จึงมุ่งมั่นตั้งใจปลูกเพิ่ม และดูแลอย่างใกล้ชิด ผลที่ได้จึงเป็นสวนผลไม้ผสมผสานอย่างที่เห็น

พื้นที่ทั้งหมด 24 ไร่ คุณธวัช แบ่งเป็นบ่อน้ำสำหรับกักเก็บน้ำ 1 ไร่ มีพื้นที่ชันลาดเอียง คุณธวัช เลือกปลูกมะขามหวาน เพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ลาดลงมาพื้นราบใกล้มะขามหวาน เลือกปลูกทุเรียน มีทับทิมแซมระหว่างต้นทุเรียน พื้นที่ที่เหลือปลูกเงาะ ทุเรียน มังคุด มะไฟ มะปราง ลองกอง

เทคนิคการดูแลไม้ผลให้ได้ผลดี คุณธวัช บอกว่า เก็บสะสมจากประสบการณ์การไปศึกษาดูงานที่ต่างๆ นำมาปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ของตน ซึ่งสิ่งที่ทำให้เราสามารถอยู่ได้คือ การปลูกพืชผสมผสาน เพราะเชื่อว่าหากปลูกพืชเชิงเดี่ยว เมื่อประสบปัญหาขาดทุนก็จะย่ำแย่ แต่การปลูกพืชผสมผสานเช่นนี้ไม่มีวันขาดทุน

สวนผลไม้ของคุณธวัช เรียกได้ว่าเป็นสวนผลไม้ปลอดยาฆ่าแมลง หากพบปัญหาแมลงศัตรูพืช ก็ใช้น้ำส้มควันไม้ ซึ่งทำขึ้นเอง ระยะแรกเมื่อเกิดการระบาดน้อยกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ จะปล่อยให้ธรรมชาติจัดการเอง แต่ถ้ามากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ จึงใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่น และนับเป็นความโชคดี พื้นที่ของคุณธวัชมีไก่ป่าเข้ามาอาศัยอยู่หลายร้อยตัว เมื่อถึงตอนเย็นคุณธวัชจะโปรยข้าวให้ ซึ่งไก่ป่าเหล่านี้ เป็นธรรมชาติที่ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชภายในสวนได้เป็นอย่างดี

เทคนิคหนึ่งในการกำจัดหนอนเจาะลำต้นทุเรียน คุณธวัช ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน ในการทำเครื่องมือกำจัดหนอนเจาะลำต้นทุเรียน ลักษณะคล้ายลิ่มแต่ปลายแหลม ใช้เจาะลำต้นทุเรียนเพื่อแซะหาตัวหนอนที่ฝังที่ลำต้นทุเรียนให้เจอ จากนั้นปักที่ตัวหนอน แล้ววางไว้โคนต้นทุเรียน ไก่ป่าจะมากำจัดหนอนเอง ซึ่งทุกเช้าคุณธวัชจะเดินสำรวจลำต้นทุเรียน หากมียางลำต้นไหล ให้สังเกตว่า น่าจะมีหนอนเจาะลำต้นฝังตัวอยู่ ให้ค่อยๆ แซะจากจุดที่มียางลำต้นไหลไปเรื่อยๆ จะเจอตัวหนอนในที่สุด

ในอดีตคุณธวัชเคยทำปุ๋ยคอกจากมูลหมูเอง โดยเลี้ยงหมูเพื่อนำมูลมาทำปุ๋ย แต่มูลหมูส่งกลิ่น ทำให้ต้องเลิกเลี้ยง และซื้อมูลหมูมาหมักเพื่อทำปุ๋ยคอก ซึ่งปุ๋ยคอกจากมูลหมูจะช่วยให้ต้นไม้ในสวนสมบูรณ์

“หลังเก็บผลผลิตแล้วต้องให้ปุ๋ย รอบทรงพุ่มใหญ่ให้มาก รอบทรงพุ่มเล็กให้น้อย เช่น วัดรอบทรงพุ่ม 1.50 เมตร ใส่ปุ๋ยคอก 3 กิโลกรัม หรือทรงพุ่ม 1 เมตร ใส่ปุ๋ยคอก 1 กิโลกรัม ความจริงปุ๋ยคอกสามารถทำขึ้นได้จากมูลสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นต้นทุเรียน ที่ไม่ควรใส่ปุ๋ยมูลขี้ไก่ เพราะมีกรด-ด่าง เยอะ ทำให้เป็นแก๊ส เกิดปัญหารากเน่าตาย สิ่งสำคัญคือ ควรแต่งกิ่ง ตัดกิ่งข้างล่างลำต้นทิ้ง ไม่ให้เป็นภาระของต้น”

คุณธวัช กล่าวว่า ผลผลิตที่เก็บได้ นำออกไปขายยังตลาดชุมชน บอกกับลูกค้าว่า เป็นผลผลิตจากสวนที่ปลูกเอง แรกๆ ลูกค้าไม่เชื่อ เพราะไม่มีใครคิดว่าพื้นที่อำเภอลานสักจะปลูกผลไม้ได้ จึงใช้วิธีตัดกิ่งติดใบไปให้ดู และให้เบอร์โทรศัพท์ไว้ หากใครต้องการสั่งผลไม้ สามารถโทรศัพท์สั่งล่วงหน้าได้ ต่อมาลูกค้าก็เชื่อและติดใจในรสชาติผลไม้ ซึ่งตนเองคิดว่า รสชาติของผลไม้ดีไม่น้อยหน้าจังหวัดใด

คุณธวัช ทำเช่นนี้ทุกๆ ฤดูกาลเก็บผลผลิต ทำให้เริ่มมีคนรู้จัก ติดต่อเข้ามาขอเข้ามาชมสวน ทั้งขอศึกษาดูงานและขอซื้อผลผลิต เมื่อเริ่มมีคนเข้ามาชมสวนจำนวนมากขึ้น คุณธวัช จึงเปลี่ยนวิธีขายเป็นขายตรงให้กับผู้บริโภค โดยไม่นำใส่รถไปขายที่ตลาดชุมชน หากใครสนใจสามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ถึงสวน มีบางส่วนที่แม่ค้าเข้ามาขอซื้อถึงสวน โดยให้ราคาที่ไม่ต่ำจนเกินไป

ถามถึงรายได้ ไม่น้อยหน้าสวนไหนเลยทีเดียว คุณธวัช ยิ้มรับก่อนบอกว่า พื้นที่ 24 ไร่ ปลูกพืชแบบผสมผสานเช่นนี้ สามารถสร้างรายได้ให้เกือบล้านบาทต่อปี แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่มีพื้นที่เช่นนี้แล้วจะสามารถทำรายได้เหมือนกัน สิ่งที่จำเป็นต้องมี คือ ความมุ่งมั่น ความพอเพียง เพราะพื้นที่ 24 ไร่ ของคุณธวัช ไม่เพียงปลูกผลไม้ผสมผสานเท่านั้น แต่ยังเลี้ยงปลาดุก เลี้ยงกบ ทำโรงเรือนเพาะเห็ด ทำน้ำส้มควันไม้ ปลูกพืชผักสวนครัว ไม่ปล่อยให้พื้นที่ว่าง ทำให้ภาระค่าใช้จ่ายจากการกินอยู่ไม่มาก

หลังจากมีคนเข้ามาขอศึกษาดูงานถึงสวน ทำให้คุณธวัชมีเวลาออกไปขายยังตลาดชุมชนน้อยลง และทุกครั้งที่มีคนเข้ามาชมสวน จะต้องชิมและขอซื้อกลับทุกราย คุณธวัชจึงมีไอเดียทางการตลาด ด้วยการเปิดให้กินผลไม้จนกว่าจะอิ่ม โดยไม่กำหนดระยะเวลา เพียงอิ่มละ 100 บาท ต่อคน เท่านั้น

ตลอดปี คุณธวัช มีรายได้ในทุกเดือน เดือนที่ได้ผลผลิตจะมีรายได้จากลูกค้าที่มาชิมผลไม้บุฟเฟ่ต์ และลูกค้าที่ต้องการซื้อกลับบ้าน ส่วนเดือนที่ไม่มีผลผลิต อยู่ในช่วงบำรุงต้น ตกแต่งกิ่ง จะมีรายได้จากการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ และรายได้จากการศึกษาดูงานเป็นกลุ่มของคนในหลายจังหวัด

สนใจศึกษาดูงานการปลูกผลไม้แบบผสมผสานให้ได้ผลดี ในพื้นที่แห้งแล้ง ติดต่อได้ที่ คุณธวัช พลฉกรรจ์ โทรศัพท์ (085) 731-5484 และ ว่าที่ร้อยตรีเจริญ ปิ่นทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอลานสัก โทรศัพท์ (091) 380-1268

กระชังปลา ริมน้ำสะแกกรัง กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำดีเด่น ระดับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05065150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

รายงานพิเศษ เกษตรดี…เมืองอุทัยฯ

สุจิต เมืองสุข

กระชังปลา ริมน้ำสะแกกรัง กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำดีเด่น ระดับประเทศ

ปี 2538 เป็นปีที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของชาวตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง รวมถึงชุมชนที่อาศัยอยู่บนเกาะเทโพ ซึ่งถือเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอเมือง และมีลักษณะพื้นที่เป็นเกาะ ก่อนปี 2538 ชาวบ้านแถบนี้ทำเกษตรกรรม ทำไร่และทำนา มีส่วนน้อยที่ประกอบอาชีพประมง

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากภาวะน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2538 ความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนั้นส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมถูกทำลาย ไม่สามารถทำการเกษตรต่อไปได้ อีกทั้งชาวบ้านไม่กล้าเสี่ยง ทุนที่มีหายไป เป็นผลจากอุทกภัยที่เกิดขึ้น เกิดหนี้สิน มีน้อยรายที่กล้าลงทุนเพราะยังพอมีทุนทรัพย์สำรองบ้าง แต่ส่วนใหญ่ยอมที่จะอยู่นิ่ง เพราะไม่กล้าก้าวเดิน ไม่ว่าจะเป็นทางใด

คุณวันเพ็ญ นาทอง จากเดิมที่เคยทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านมาก่อน ทำให้คนส่วนใหญ่รู้จักเธอดีในนามของ ผู้ใหญ่วันเพ็ญ มากกว่า

ผู้ใหญ่วันเพ็ญ เป็นผู้หญิงที่มีความมุ่งมั่น กล้าเสี่ยงและริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ให้กับชุมชนที่อยู่อาศัย เมื่อเกิดภาวะหยุดนิ่งไม่มีใครเป็นผู้นำ ผู้ใหญ่วันเพ็ญ จึงก้าวออกมาเป็นผู้นำ เมื่อมีการประชาคมหมู่บ้าน มีข้าราชการในหลายภาคส่วนมาพูดคุย เพื่อหาทางออกในการประกอบอาชีพให้กับชุมชน ในท้ายที่สุดก็สรุปตรงที่ การเลี้ยงปลากระชัง เพราะเป็นอาชีพดั้งเดิมของชาวตำบลท่าซุง มีการสร้างบ้านอยู่บนกระชังปลา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการเลี้ยงปลากระชัง ก็ทำให้ชุมชนมีชีวิตและสามารถดำรงอยู่มาได้ก่อนที่จะหันมาทำเกษตรกรรมบนพื้นดินเสียอีก

“เมื่อสรุปกันได้ว่าจะเลี้ยงปลากระชังแทนการทำไร่ ทำนา ฉันจึงขออาสาสมัครที่พร้อมจะลงทุน จำนวน 10 คนแรก ก้าวไปพร้อมๆ กับฉัน เราเริ่มกันด้วยการลงหุ้นเท่าๆ กัน จัดตั้งเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม ซึ่งการก่อตั้งกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีขึ้น เพื่อแสดงให้หน่วยงานภายนอกเห็นถึงความเข้มแข็ง และพร้อมเข้ามาให้ความช่วยเหลือกลุ่ม เมื่อจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือใดๆ”

ผู้ใหญ่วันเพ็ญ เล่าว่า ทุกคนที่ลงหุ้นร่วมกัน มีเงินไม่มากนัก พันธุ์ปลาก็ใช้วิธีช้อนจากแม่น้ำสะแกกรัง ส่วนใหญ่ที่ช้อนได้ เป็นลูกปลาแรด ลูกปลาเทโพ ลูกปลาสวาย มีปลาชนิดอื่นบ้างไม่มากนัก แต่ก็เลี้ยงทุกชนิดที่ช้อนได้จากแม่น้ำสะแกกรัง เป็นการลดต้นทุนในการซื้อพันธุ์ปลา ยกเว้นสมาชิกบางคนที่พอมีงบประมาณบ้าง ก็ซื้อพันธุ์ปลามาเลี้ยง เพื่อให้มีพันธุ์ปลาแตกต่างจากแหล่งน้ำที่ช้อนได้ ส่วนกระชังเริ่มต้นจากสิ่งที่หาได้ในชุมชนคือ ไม้ไผ่ ทำให้การลงทุนไม่สิ้นเปลืองนัก

กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง เป็นชื่อกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้น มีผู้ใหญ่วันเพ็ญเป็นประธาน มีสมาชิกเริ่มแรกเพียง 10 คน เมื่อสมาชิกมีความเห็นพ้องและช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกด้วยกันไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้กลุ่มมีความเข้มแข็ง แต่ในช่วงแรกเมื่อปลากระชังสามารถจับขายได้ ก็ประสบปัญหาทางการตลาด ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงกระชัง ผู้ใหญ่วันเพ็ญ บอกว่า หากไม่ขายก็จะทำให้ราคาปลาตกลงไปอีก เพราะจะกลายเป็นปลาเกินไซซ์ ตลาดไม่ต้องการ จึงจำเป็นต้องขาย แม้ว่าราคารับซื้อจะไม่ได้อย่างที่ทุกคนต้องการ

เมื่อเล็งเห็นแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ปัญหาด้านการตลาด การผลักดันกลุ่มให้เข้มแข็งเป็นหน้าที่ที่ละทิ้งไม่ได้ ผู้ใหญ่วันเพ็ญจึงหารือกับสมาชิกในกลุ่ม ขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการให้จัดสรรงบประมาณพากลุ่มไปศึกษาวิธีการบริหารจัดการ การตลาด เพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับกลุ่มของตน ระหว่างนั้น ยังได้เสนอขอสนับสนุนงบประมาณไปยังองค์กรเอกชนที่เห็นความสำคัญของการทำเกษตรกรรม ซึ่งความเข้มแข็งของกลุ่มทำให้ได้รับงบประมาณในการสร้างกระชังปลาที่ได้มาตรฐาน จำนวน 10 ลูก ครัวเรือนละ 1 ลูก ทั้งยังมีงบประมาณเหลือพอสำหรับการเดินทางไปศึกษาดูงานอื่นๆ อีก

ความโชคดีของกลุ่ม เมื่อศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดอุทัยธานี เข้ามาสอนเรื่องการเพาะพันธุ์ปลา โดยเฉพาะปลาแรด ซึ่งเป็นปลาในลุ่มน้ำสะแกกรัง เพื่อลดต้นทุนในการซื้อพันธุ์ปลา ซึ่งสมาชิกทุกคนเรียนรู้และนำมาปรับใช้ได้เป็นอย่างดี สร้างบ่อดินเพื่อการเพาะพันธุ์ ทั้งยังสามารถเพาะพันธุ์ปลาชนิดอื่นได้อีกด้วย

ปัญหาด้านการตลาด ได้รับการแก้ไขด้วยการเดินหน้าเข้าหาผู้บริโภค ผู้ใหญ่วันเพ็ญพาลูกกลุ่มนำปลาเดินเข้าไปขายยังตลาดเช้า ย่านอำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท จับจองแผง ระยะแรกขายไม่หมดเสียทีเดียว แต่เพราะความสดของปลา ไร้กลิ่นคาว และความหลากหลายของปลาบนแผง ทำให้ลูกค้าเริ่มติดใจ สั่งออเดอร์ล่วงหน้า ลูกค้าต้องการปลาอะไร ไซซ์ไหน ก็สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งหมด ทำให้ปัจจุบันกลุ่มสามารถขายปลาได้วันละ 500-600 กิโลกรัม

“จากสมาชิกเพียง 10 คน เพิ่มเป็น 179 คนในปัจจุบัน ไม่เพียงแค่ชาวบ้านตำบลท่าซุง แต่มีชาวบ้านจากตำบลอื่นขอเข้าร่วมกลุ่ม เป็นกลุ่มเครือข่ายที่สามารถส่งปลาให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ ได้แก่ ตำบลท่าซุง น้ำซึม อุทัยใหม่ น้ำตก เกาะเทโพ สะแกกรัง สมาชิกจะประชุมร่วมกันเดือนละครั้ง เพื่อจดบันทึกเป็นตารางไซซ์ปลาและชนิดของปลา เมื่อลูกค้าต้องการปลาชนิดใด ไซซ์ใด ก็จะติดต่อเครือข่ายตามตารางที่จดบันทึกไว้ เพื่อนำส่งปลาให้กับลูกค้า ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี”

เมื่อถามถึงปัญหาอุปสรรค ผู้ใหญ่วันเพ็ญ บอกว่า ปัญหาที่ประสบคือ ปัญหาน้ำเสีย ทำให้ปลาตาย ขายไม่ได้ราคา จึงของบประมาณไปดูงานในแหล่งประมงอื่น จากนั้นนำมาประยุกต์เพื่อแก้ปัญหาของกลุ่ม พบว่า การติดสปริงเกลอร์ปรับสภาพน้ำ ช่วยลดจำนวนปลาตายได้มาก รวมทั้งการนำจุลินทรีย์มาใช้ปรับสภาพน้ำ

การพัฒนาของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง ไม่หยุดเพียงเท่านี้ เศษไส้ปลา หัวปลา กระดูกปลา ซึ่งปกติเหลือทิ้ง ผู้ใหญ่วันเพ็ญนำกลับมาบดรวมผสมกับรำและข้าว เป็นอาหารให้ปลา ลดต้นทุนไปได้อีกมาก

การปล่อยปลาลงกระชังของกลุ่ม ใช้วิธีปล่อยไม่พร้อมกัน เว้นระยะห่างกันประมาณ 1-2 เดือน แล้วแต่ชนิดของปลา เพื่อให้มีปลาจับขายได้ตลอดปี ปัจจุบันมีปลาหลากหลายชนิด อาทิ ปลาแรด ปลาเทโพ ปลาดุก ปลาสวาย ปลานิล ปลาทับทิม ปลาสังกะวาด ซึ่งเฉพาะปลาสังกะวาด เป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาเนื้ออ่อน เนื้อเป็นสีขาว ไม่มีก้างอ่อน มีแม่ค้าจากจังหวัดนครนายกและจังหวัดในภาคอีสาน ติดต่อมาขอซื้อเป็นเจ้าประจำ

การพัฒนาล่าสุดของกลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง ผู้ใหญ่วันเพ็ญ ยังคงต่อยอดจากการเลี้ยงปลากระชังขายสด โดยมองเห็นโอกาสในการขายสินค้า และผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วในชุมชนคือ ปลาตกไซซ์ จะนำปลาเหล่านั้นมาหมักเป็นปลาร้า ปลาส้ม แหนมปลา เมื่อมีหน่วยงานราชการเปิดโอกาสให้นำสินค้าไปขาย สินค้าแปรรูปของกลุ่มก็จะได้รับเลือกให้นำไปจำหน่ายและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ไม่เคยเหลือกลับมาสักครั้ง

“สำหรับปลาร้าของเรา เรียกว่า ปลาร้าด่วน เราจะทำจากปลาสวาย หมักเพียง 7 วัน ก็สามารถนำไปทอดรับประทานได้ เป็นปลาร้าที่นำไปทอดรับประทาน ไม่ใช่ปลาร้าที่นำไปหลนรับประทาน จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 80 บาท จึงเรียกว่า ปลาร้าด่วน ซึ่งความพิเศษของปลาร้าด่วนของเราคือ ไม่มีกลิ่น และใช้เวลาหมักเพียง 7 วัน ก็รับประทานได้แล้ว”

มุมมองของผู้ใหญ่วันเพ็ญ ยังเห็นอีกว่า ในแต่ละวัน ลำน้ำสะแกกรังมีเรือนักท่องเที่ยวล่องไปกลับวันละไม่ต่ำกว่า 30 เที่ยว จึงน่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะทำแพรองรับนักท่องเที่ยว สำหรับจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ของจังหวัด พ่วงด้วยสินค้าแปรรูปพื้นบ้านของชุมชน เป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ ก่อให้เกิดรายได้ให้กับชุมชนอีกทางด้วย แต่โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเสนอของกลุ่ม ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชน

กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์น้ำตำบลท่าซุง ยังเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับผู้สนใจลงทุนเลี้ยงปลากระชัง และการเพาะพันธุ์ปลา สนใจติดต่อศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดอุทัยธานี โทรศัพท์ (056) 980-587 หรือสายตรงถึง ผู้ใหญ่วันเพ็ญ นาทอง โทรศัพท์ (081) 953-9866

การเลี้ยงปลาแรดในบ่อดิน

อัตราการปล่อย 1-3 ตัว/ตารางเมตร ขนาดลูกปลา 2-5 เซนติเมตร อาหารที่ให้แบ่งเป็นช่วงๆ ลูกปลาขนาดเล็ก 2-3 เซนติเมตร ให้อาหารลูกกบ ประมาณ 1-2 เดือน หลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปลอยน้ำโปรตีน ไม่ต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ และให้อาหารเสริมจำพวกพืช ผัก ผลไม้สุกต่างๆ ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 10-12 เดือน น้ำหนักเฉลี่ย 800-1,200 กรัม

การเลี้ยงปลาแรดในกระชัง

อัตราการปล่อย 20-50 ตัว/ตารางเมตร ขนาดลูกปลา 5-10 เซนติเมตร อาหารที่ใช้เลี้ยงอาหารเม็ดสำเร็จรูปลอยน้ำ โปรตีนไม่ต่ำกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ และให้อาหารเสริมจำพวกพืช ผัก ผลไม้สุกต่างๆ ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 18-24 เดือน น้ำหนักเฉลี่ย 800-1,200 กรัม ต้นทุนการเลี้ยงประมาณ 70 บาท

เลี้ยงควายให้รวย แบบ “เสี่ยเฮง” อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

รายงานพิเศษเกษตรดี…เมืองอุทัยธานี

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เลี้ยงควายให้รวย แบบ “เสี่ยเฮง” อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร

“ผมมองว่าในต่างประเทศนั้น สายพันธุ์ควายเนื้อดีๆ ตัวหนึ่งมีราคาเป็นล้านบาท แล้วทำไมเราจะมาสร้างสายพันธุ์ควายของเราให้มีราคาตัวหนึ่งเป็นล้านบาทบ้างไม่ได้ และที่สำคัญเรื่องควายนี่ประเทศอื่นไม่มีเหมือนกับที่ประเทศไทยเรามี สู้ของเราไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเรามาสร้างฟาร์มตรงนี้แล้วให้เกษตรกรดูเป็นแบบอย่าง แล้วนำหลักการไปใช้ แบบไม่ต้องลงทุนสูง เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงนิดหนึ่ง ย่อมนำไปสู่เป้าหมายของการสร้างอาชีพการเลี้ยงควายที่จำหน่ายได้ทั้งในส่วนของตลาดเนื้อและตลาดสายพันธุ์ ที่มีมูลค่าสูง”

“เสี่ยเฮง” อภิรัตน์ ชินพีระเสถียร บอกกล่าวถึงเป้าหมายสำคัญในการสร้าง เฮง ฟาร์มควายไทย ที่วันนี้ถือแหล่งรวมสายพันธุ์ควายไทยพันธุ์ดีแหล่งใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานี รวมถึงการเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเลี้ยงควายแบบพัฒนาที่น่าสนใจ และเปิดให้เกษตรกรที่สนใจเดินทางมาเยี่ยมและศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลา

เฮง ฟาร์มควายไทย ตั้งอยู่เลขที่ 55 หมู่ที่ 1 ตำบลหนองแก อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โทร. (084) 811-1777, (081) 379-7660 ปัจจุบันมีควายพันธุ์ดี ทั้งแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์มากกว่า 50 ตัว

“ฟาร์มแห่งนี้ ผมมีจุดประสงค์ให้เป็นฟาร์มมาตรฐานเพื่อการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อให้ได้สายพันธุ์ควายที่สูง ใหญ่ ยาว เนื้อเยอะ ลำตัวหนา”

“ผมเลี้ยงควายครั้งแรกเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ผมเริ่มต้นจากใจรักอยากเลี้ยง จึงหาซื้อควายเข้ามาเลี้ยง และใช้ระบบการเลี้ยงแบบไล่ทุ่งเหมือนกับเกษตรกรทั่วไป”

“แต่พอได้มีโอกาสเดินทางไปที่ต่างๆ ไปดูการประกวดควายที่ภาคอีสาน ทำให้เราได้เห็นการเลี้ยงควายพันธุ์ดี ได้เห็นควายตัวใหญ่มากๆ ทำให้ตกใจเลยว่าควายพันธุ์อะไรทำไมใหญ่จัง ไม่เหมือนกับควายที่เราเห็นทั่วไปซึ่งสูงไม่เกินเอว และการซื้อขายสายพันธุ์ควายที่ชนะประกวดนั้น ตัวละเป็น 300,000-500,000 บาท ยิ่งทำให้เราสนใจและเกิดแนวคิดที่จะพัฒนาด้านสายพันธุ์ควายให้มีขนาดใหญ่แบบที่เห็น” เสี่ยเฮง กล่าว

จุดเริ่มต้นของเสี่ยเฮง เริ่มจากแม่พันธุ์ควายที่ซื้อมาจากงานประกวด จำนวน 3 ตัว

ควาย ตัวเป็นแสน ไม่พอขาย

“วันนี้ราคาสายพันธุ์ควายของที่ฟาร์มที่จำหน่ายอยู่ เริ่มที่อายุหย่านมแล้ว ตัวหนึ่งจะจำหน่ายที่ราคาตัวละ 150,000-200,000 บาท ซึ่งราคานี้ใช่ว่าจะขายไม่ได้นะครับ แต่ตรงกันข้าม ฟาร์มมีปัญหา ว่ามีควายไม่พอขายให้กับผู้สนใจ” เสี่ยเฮง กล่าว

“ยิ่งตอนนี้ราคาจำหน่ายควายมีแต่เพิ่มตลอด เพราะตลาดมีความต้องการมาก จะเห็นได้ว่าในอุทัยธานีมีเกษตรกรที่หันมาเลี้ยงควายกันเพิ่มมากขึ้น และจัดตั้งเป็นกลุ่มต่างๆ ขึ้นเพื่อเน้นการผลิตควายที่เน้นการผลิตสายพันธุ์ดีจำหน่ายกันเพิ่มมากขึ้น”

เสี่ยเฮงได้ให้มุมมองว่า อาชีพการเลี้ยงควายนั้นเป็นอาชีพด้านการเกษตรที่สามารถให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรได้เป็นอย่างดีกว่าอาชีพอื่นๆ

“เปรียบเทียบง่ายๆ ถ้าเกษตรกรเลี้ยงแม่ควาย 5 ตัว มีพื้นที่ปลูกหญ้า 5 ไร่ ในขณะที่เกษตรกรอีกคนทำนาในพื้นที่ 5 ไร่ เท่ากัน แต่เมื่อเปรียบเทียบรายได้ที่ได้รับแล้ว จะแตกต่างกันมาก โดยถ้าได้ลูกควายจากแม่ละตัวต่อปี จะมีลูกควาย 5 ตัว และเมื่อเลี้ยงไปจนได้อายุ 1 ปี จะสามารถจำหน่ายได้ตัวละไม่ต่ำกว่า 30,000-40,000 บาท ปีหนึ่งเกษตรกรที่เลี้ยงควายจะมีรายได้หลักแสน แต่เกษตรกรที่ทำนา 5 ไร่ ปีหนึ่งรายได้จะไม่เกิน 50,000 บาท เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเลี้ยงควายนั้นสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้หันมาให้ความสนใจและเริ่มเลี้ยงควายกันมากขึ้น โดย คุณสะอาด ชาญกิจกรรณ ปศุสัตว์อำเภอเมืองอุทัยธานี ได้กล่าวเสริมว่า ขณะนี้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการเลี้ยงกันอย่างคึกคัก ด้วยเป็นอาชีพทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

“เรียกว่าสู้ภัยได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะภัยแล้งอย่างตอนนี้ อาชีพเลี้ยงควายก็สู้ได้ ไม่เดือดร้อน ขอให้มีหญ้าอย่างเดียวสามารถอยู่ได้ และราคาดี ตลาดไม่มีเต็ม มีแต่ต้องการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และข้อสำคัญที่สุดจังหวัดอุทัยธานี เป็นแหล่งพันธุกรรมควายที่ดีที่สุด และเกษตรกรมีฝีมือในการเลี้ยงควายแบบเก่งมาก อย่างควายจากภาคอีสาน มีเกษตรกรที่จังหวัดอุทัยธานี ซื้อมาเลี้ยงเพียง 2 เดือน เท่านั้น จำไม่ได้เลย เพราะอ้วนสมบูรณ์มาก”

“ตอนนี้ถ้าเกษตรกรไม่หันมาเลี้ยงควาย ต่อไปอาชีพนี้จะไม่อยู่ในมือของเกษตรกร เพราะราคาแม่ควายสวยๆ นั้นซื้อกันหลักแสนบาทแล้ว ทั้งที่ก่อนนี้ซื้อขายกันที่ตัวละ 30,000-40,000 บาท เท่านั้น หากสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ต่อไป ผมคาดว่า ต่อไปคนรวยที่มีเงินเท่านั้นที่จะสามารถซื้อควายสวยๆ ของอุทัยธานีไปเลี้ยงได้” ปศุสัตว์อำเภอเมือง กล่าว

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ราคาซื้อขายควายในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เสี่ยเฮง บอกว่า นอกจากการจำหน่ายในลักษณะของสายพันธุ์แล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาช่วยกระตุ้นของตลาด คือ การสั่งซื้อควายไทยจากประเทศจีน

เสี่ยเฮง กล่าวต่อไปว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2558 เป็นต้นมา ทางประเทศจีนได้มีการสั่งซื้อควายจากเมืองไทยไปเป็นจำนวนมาก แม้ว่าขณะนี้จะมีปริมาณที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี

“ทางจีนเขาซื้อไปบริโภค โดยราคาเนื้อควายในประเทศจีน ชำแหละแล้วอยู่ที่กิโลกรัมละ 150 หยวน หรือ 750 บาท ดังนั้น เพื่อให้คุ้มกับค่าขนส่ง ทางจีนจึงต้องการควายขนาดใหญ่ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมคาดว่า ควายตัวใหญ่ๆ ของอุทัยธานีหายไปกว่าร้อยละ 50”

“แต่ตอนนี้ทางจีนได้ลดปริมาณการนำเข้าไม่มากเหมือนตอนช่วงต้นปี 2558 แต่ยังมีการสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นเฉพาะควายตัวผู้” เสี่ยเฮง กล่าว

“ดังนั้น ถ้าสามารถทำความเข้าใจกับเกษตรกรให้มีการส่งออกเฉพาะควายตัวผู้ได้ ย่อมเป็นสิ่งดี ส่วนแม่พันธุ์ห้ามไม่ให้มีการส่งออก เก็บเพื่อไว้เป็นโรงงานผลิตควายของประเทศ แบบนี้ละดีแน่นอน” หมออาด กล่าวเสริม

เลี้ยงแบบเสี่ยเฮง

“ในการทำฟาร์มของผมนั้นจะมีการวางแผนไว้ทุกอย่างให้เป็นระบบ ไม่ว่าการเลี้ยง การจัดการ การป้องกันโรค เราวางไว้หมด จึงทำให้ไม่มีปัญหา และที่ผ่านมาผมใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการทดสอบระบบเลี้ยงแบบแนวใหม่ อาทิ มีการเลี้ยงควายแยกเป็นคอกเดี่ยว มีการให้อาหารเสริมในช่วงตอนเย็น เป็นต้น พบว่า มีผลดีอย่างมาก ไม่มีผลเสียอะไรเลย เช่น สามารถควบคุมเรื่องโรคระบาดได้ง่าย มีลูกโอกาสเสี่ยงที่จะตายน้อย รวมถึงเรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สมบูรณ์พันธุ์ของแม่พันธุ์ได้ง่าย อย่างการไม่เป็นสัด หรือผสมไม่ติดได้ดีและง่ายมากขึ้น”

แปลงหญ้าอาหารสัตว์เป็นความสำคัญอันดับแรกที่เสี่ยเฮงบอกว่า เกษตรกรมีการปลูกสร้างไว้ เพื่อใช้เป็นอาหารหยาบ ซึ่งสายพันธุ์หญ้าที่ฟาร์มแห่งนี้ปลูก ได้แก่ หญ้าแพงโกล่า

“หญ้าธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากหญ้าเมื่อสมัย 50 ปี เพราะอะไร มาจากที่ดิน ได้โดนสารเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง สารต่างๆ ทุกอย่าง ทำให้ธาตุอาหารต่างๆ ที่สำคัญในดินหมดไป ต้นหญ้าจึงมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อควายน้อยลง จากที่ 50 ปีที่แล้ว เคยกล่าวกันว่า กินหญ้าอย่างเดียวก็อยู่ได้ แต่ทุกวันนี้ต่างกัน ดังนั้น จึงต้องมีการปลูกหญ้าหรือมีการให้อาหารเสริมที่จำเป็น”

พร้อมกันนี้ เสี่ยเฮงยังกล่าวถึงการเลี้ยงควายในลักษณะคอกเดี่ยวว่า

“การเลี้ยงแบบคอกเดี่ยวทำให้สามารถจัดการด้านความสมบูรณ์ของควายตัวนั้นๆ ได้ง่าย อย่างตัวไหนผอมไปเราก็สามารถให้อาหารเสริมเพิ่มขึ้น ตัวนี้เป็นโรคนะก็สามารถเลี้ยงขังไว้ในคอกเดี่ยว ทำให้ป้องกันการเกิดโรคระบาดได้ง่าย เป็นต้น”

“แต่ถ้าถามว่าจะเลี้ยงควายให้เหมือนกับการเลี้ยงวัวเนื้อได้ไหม ที่มีการเลี้ยงแบบยืนโรง มีการนำหญ้านำอาหารมาให้กิน จากผลที่ผมทดลองพบว่า ควายจะอ้วนแต่ไม่แข็งแรง ลักษณะเนื้อที่ได้ก็ไม่ดี ดังนั้น จึงต้องมีการปรับให้ควายได้ออกกำลังด้วยการปล่อยลงทุ่ง โดยทุกวันตั้งแต่ 6 โมงเช้า จะปล่อยควายให้ลงทุ่งหากิน นานประมาณ 3-4 ชั่วโมง”

“ควายนั้นด้วยลักษณะทางกายภาพของร่างกาย จะไม่ทนร้อน พอแดดออกร้อนจัดๆ ควายจะต้องหาร่มอยู่ เล่นปลัก เพื่อให้ตัวเย็น พอตัวเย็นเท่าที่ผมสังเกตจะพบว่า ควายจะเดินขึ้นมากินอีก เหมือนเป็นการกระตุ้น พอผิวเริ่มแห้ง ก็จะเดินลงโคลนลงน้ำใหม่อีกรอบ”

“พอสัก 11 โมงเช้า จะพาควายกลับมาอยู่ในที่ร่มในพื้นที่ใกล้คอกเลี้ยง โดยจะมีการเสริมหญ้าสดและหญ้าแพงโกล่าแห้ง และเมื่อถึงเวลาประมาณ บ่าย 3 โมง หรือ 4 โมง แดดเริ่มร่ม จะปล่อยลงทุ่งอีกครั้งหนึ่ง และจะกลับมาเข้าคอกในช่วง 6 โมงเย็น เสริมด้วยหญ้าสดและหญ้าแห้งอีกรอบ ซึ่งระหว่างที่กลับมาคอก ผมจะแยกควายออกเป็น ควายแม่ลูกอ่อน แม่เดี่ยว เข้าคอกแล้วดูว่าแต่ละตัวควรให้อะไรเสริม อย่างตัวไหนแก่ หรือมีลูก จะให้แร่ธาตุ ให้อาหารข้นเสริม หรือให้รำเสริมตัวละ 2 กิโลกรัม ผมจะให้อาหารเสริมในช่วงเย็นมื้อเดียวเท่านั้น เพราะถ้าให้กินในช่วงมื้อเช้าแล้ว ควายออกทุ่งจะไม่กินหญ้าเพราะอิ่มไปแล้ว”

สำหรับอาหารเสริมที่ให้นั้น เสี่ยเฮง บอกว่า จะให้เฉพาะแม่ควายท้องเท่านั้น สาเหตุที่ให้เพราะช่วยทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ดีมากขึ้น เมื่อคลอดออกมาจะช่วยทำให้สามารถเติบโตได้ดี สมบูรณ์แข็งแรง มีโครงการสร้างลำตัวใหญ่ โดยอาหารเสริมที่ให้จะใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับแม่โค

ที่น่าสนใจอีกประการในการติดตามพฤติกรรมของควายที่เลี้ยงแต่ละตัวของเสี่ยเฮงคือ จะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในคอกเลี้ยง เพื่อดูว่าควายแต่ละตัวมีสภาพเป็นอย่างไร หากเกิดปัญหาอะไรจะทำให้สามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

“ส่วนในเรื่องของปลักโคลนสำหรับควาย สมัยก่อนชาวบ้านเลี้ยงกันจะต้องมีปลักไว้ให้ควายลงเล่น ซึ่งช่วยทั้งในเรื่องของการลดความร้อนในตัวควายและช่วยป้องกันเรื่องแมลง เพราะโคลนจะเคลือบผิว ทำให้แมลงกัดไม่ถึงเนื้อ แต่ก็มีข้อเสีย ซึ่งจากที่ผมศึกษาพบว่า ปลักโคลนทำให้เกิดการติดเชื้อโรคง่าย ควายท้องแก่ออกลูกมาบางตัวจมน้ำตาย เพราะปลักเป็นโคลนเป็นน้ำลึก และไม่สะดวกในการดูแลเพราะเคยทำปลักให้ ปรากฏว่าเละ คนดูแลเข้าไปเจอสะบัดโคลนใส่เลอะไปหมด จึงปรับให้เป็นสระน้ำใส ซึ่งใช้ทดแทนกันได้ เพียงแต่ว่า ควายจะต้องลงเล่นน้ำบ่อยมากกว่า เพราะการคลุกโคลนในปลักนั้นจะอยู่ได้นาน บ่ายหนึ่งจะลงเล่นปลักแค่รอบเดียว แต่การลงเล่นน้ำในสระน้ำใส ควายจะต้องลงน้ำอย่างน้อย 3 รอบ”

สำหรับสระน้ำที่ทางฟาร์มจัดทำขึ้น จะมีระดับความลึกของน้ำอยู่ที่ประมาณ 3 เมตร

ในส่วนของการผสมพันธุ์นั้น ที่ฟาร์มจะมีพ่อพันธุ์คุมฝูง โดยพ่อพันธุ์เด่นของฟาร์ม ได้แก่ เจ้าเงินอุทัย ซึ่งเป็นควายที่มีความสวยงามโดดเด่น ให้ลูกดี

“เราต้องการพัฒนาเรื่องพันธุกรรมของควายในฟาร์มให้ยอดเยี่ยมมากขึ้น จึงคัดสรรพ่อพันธุ์ชั้นดีเข้ามา อย่างเจ้าเงินอุทัย เคยให้ลูกสวยมาก ไปประกวดที่ไหนก็ได้รางวัลมากที่สุด และที่สำคัญเคยมีคนมาตั้งราคาซื้อลูกของเจ้าเงินอุทัย ถึงตัวละ 1.5 ล้านบาท” เสี่ยเฮง กล่าว

ด้วยลักษณะที่โดดเด่นของเจ้าเงินอุทัย เสี่ยเฮงจึงซื้อเข้ามาคุมฝูง พร้อมทั้งรีดน้ำเชื้อจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจ ในราคาโด๊สละ 500 บาท

เมื่อถามถึงต้นทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นกับการใช้รูปแบบนี้ เสี่ยเฮง บอกว่า เพิ่มขึ้นไม่มากเท่าไร แต่ผลที่ออกมานั้นคุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะเมื่อแม่พันธุ์สมบูรณ์ ลูกที่ออกมาจะดี และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกอย่างมากมาย

“ถ้าเกษตรกรสนใจ การลงทุนนั้นจะมีเฉพาะค่าสายพันธุ์ ส่วนอย่างอื่นนั้นจะน้อยมาก แต่ขอให้ปรับระบบการเลี้ยง มีการทำแปลงหญ้า มีการจัดการที่ดี เข้าใจควายว่าต้องการอะไรอย่างไร แล้วความสำเร็จต้องเกิดขึ้นแน่นอน” เสี่ยเฮง กล่าวทิ้งท้าย

คุมเข้มนำเข้า “ส้มมีใบ” จากจีน

คุณสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากที่ปัจจุบันส้มแมนดาริน เป็นหนึ่งในชนิดสินค้าที่ประเทศไทยได้มีการนำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นปริมาณมาก เนื่องจากผู้บริโภคและตลาดภายในประเทศมีความต้องการสูงและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ปีที่ผ่านมา มีปริมาณการนำเข้าสูงถึง 37,500 ตัน มูลค่ากว่า 1,260 ล้านบาท และในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2558-มกราคม 2559 มีการนำเข้าส้มจากจีนผ่านด่านตรวจพืชดังกล่าวแล้วกว่า 44,823.45 ตัน คิดเป็นมูลค่า 1,553.59 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้กำชับให้ด่านตรวจพืชทุกแห่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าส้มจากจีนมากขึ้น โดยเฉพาะจุดที่มีการนำเข้ามาก ได้แก่ ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง และด่านตรวจพืชเชียงของ จังหวัดเชียงราย ขณะเดียวกัน ยังกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าส้มจากจีนอย่างรัดกุมด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้มีส้มที่มีกิ่งก้านและใบหลุดลอดเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจมีแมลงศัตรูพืชกักกันติดมาด้วย

“ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้หารือกับผู้ประกอบการนำเข้าส้มจากจีน เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติในการตรวจปล่อยสินค้า อาทิ การแจ้งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (NSW) การสุ่มตรวจและการปล่อยสินค้า โดยเบื้องต้นผู้นำเข้าต้องแจ้งการนำเข้าส้มทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ จากนั้นผู้นำเข้าหรือตัวแทนต้องนำใบแจ้งนำเข้าพร้อมเอกสารประกอบมายื่นต่อเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช เมื่อสินค้ามาถึงด่าน เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชจะตรวจส้ม 100% หรือตรวจทุกชิปเม้นต์และทุกตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งใช้วิธีการเปิดตรวจแบบทีเชป (T Shape) โดยเปิดเป็นช่องถึงหน้าตู้และเจาะลงถึงพื้น เพื่อป้องกันการซุกซ่อนสินค้าส้มมีใบปะปนมา ซึ่งจำเป็นต้องใช้คนงานมากกว่าปกติ ผู้ประกอบการนำเข้าต้องจัดเตรียมคนงาน อุปกรณ์และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการสุ่มตรวจส้มเองทั้งหมด หากตรวจพบส้มมีใบติดมาต้องจ่ายค่าแรงงานในการตัดใบส้มออกด้วย ทางกรมวิชาการเกษตรจะอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่และอุปกรณ์ในการตรวจสอบเท่านั้น จะไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการใดๆ ทั้งสิ้น” คุณสมชาย กล่าว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวอีกว่า กรณีที่ตรวจพบแมลงศัตรูพืชติดมากับผลส้มจะให้ผู้ประกอบการกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีการรมเมทิลโบรไมด์ก่อนอนุญาตนำเข้าและกระจายสินค้าสู่ตลาด กรณีที่ตรวจพบแมลงศัตรูพืชกักกัน เจ้าหน้าที่จะปฏิเสธการนำเข้าและสั่งตีกลับสินค้าคืนสู่ประเทศต้นทางหรือสั่งทำลายสินค้าทันที ส่วนกรณีที่พบเฉพาะใบและกิ่งส้มติดมา เจ้าหน้าที่จะให้ผู้นำเข้าคัดแยกใบและกิ่งออกให้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน และเผาทำลายใบส้มทิ้ง พร้อมบันทึกข้อมูลในการนำเข้าและแจ้งตักเตือนผู้ประกอบการให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง และเก็บตัวอย่างใบส้มเพื่อตรวจสอบศัตรูพืชขั้นละเอียด ณ ห้องปฏิบัติการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชด้วย

ที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตรได้ตรวจพบการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขข้อตกลงพิธีสารการนำเข้าผลไม้สดจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมายังประเทศไทย โดยตรวจพบการนำเข้าผลส้มสดที่มีกิ่งก้านและใบติดมา จากผู้นำเข้า 6 ราย รวม 26 ชิปเม้นต์ จำนวน 44 ตู้คอนเทนเนอร์ โดยมีผู้ส่งออกสินค้าจากจีน จำนวน 7 ราย กรมวิชาการเกษตรจึงได้ทำหนังสือแจ้งเตือนให้หน่วยงานกระทรวงควบคุมคุณภาพและกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (AQSIQ) ทราบ และให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ประเทศต้นทาง เพื่อให้เป็นตามเงื่อนไขข้อตกลงตามพิธีสารฯ

“จากการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าส้มจากจีนอย่างเข้มงวด พบว่า มีผู้ประกอบการนำเข้าบางรายหลีกเลี่ยงการแจ้งผ่านด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบัง และใช้วิธีปลอมแปลงเอกสารการตรวจปล่อยสินค้า ได้แก่ การปลอมตราตรวจปล่อยของด่านตรวจพืช และปลอมแปลงลายมือชื่อนายตรวจพืช เพื่อแสดงผลการตรวจปล่อยสินค้าต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ด่านตรวจพืชท่าเรือแหลมฉบังจึงร่วมมือกับสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการตั้งไลน์กลุ่มเป็นช่องทางสื่อสารการตรวจปล่อยสินค้าและป้องกันการปลอมแปลงเอกสารอย่างรัดกุม สามารถอุดช่องโหว่และสกัดกั้นผู้กระทำผิด และทำให้การนำเข้าส้มจากจีนเป็นไปตามระเบียบ และ พ.ร.บ. กักพืช หากยังตรวจพบผู้กระทำผิดในลักษณะนี้อีก จะแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในที่สุด

เครือมติชน จัดงาน Matichon Moving Forward ประกาศความพร้อมสู่ผู้นำข่าวออนไลน์ อันดับ 1 ของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

จอดป้ายเทคโนฯ

เครือมติชน จัดงาน Matichon Moving Forward ประกาศความพร้อมสู่ผู้นำข่าวออนไลน์ อันดับ 1 ของประเทศ

บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้จัดงานเพื่อประกาศความสำเร็จ ที่เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ข่าวสด คว้าอันดับ 1 เว็บไซต์ข่าวที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด ปี 2558 “รางวัลทรูฮิตส์ อวอร์ด 2015” ขณะที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์ก็ติดอันดับท็อปไฟว์ และเป็นเว็บไซต์ข่าวการเมือง อันดับ 1 ของประเทศ นอกจากนี้ ประชาชาติออนไลน์ เว็บไซต์ข่าวธุรกิจก็ก้าวขึ้นเป็นผู้นำอันดับ 1 ของประเทศเช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น เฟซบุ๊กในเครือมติชน ยังทุบสถิติด้วยยอดแฟนเพจกว่า 8 ล้านคน นับได้ว่าเป็นเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศอยู่ในขณะนี้

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว บมจ. มติชน จึงได้จัดงาน “Matichon Moving Forward” ผู้นำข่าวออนไลน์อันดับ 1 ของประเทศ เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ 8 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอาคารข่าวสด พร้อมประกาศรุกตลาดนิวมีเดียสนองตอบความต้องการข้อมูลข่าวสารยุคใหม่ที่ฉับไว เปิดทศวรรษใหม่ของเครือมติชน ที่พร้อมจะก้าวไปสู่ความเป็นผู้นำข่าวสารดิจิตอลแบบครบวงจร

งานนี้ได้รับความสนใจจากแขกผู้มีเกียรติ และเอเยนซี่โฆษณา รวมทั้งพันธมิตรทางธุรกิจจำนวนมากที่มาร่วมจับมือเสริมศักยภาพความแข็งแกร่งแห่งโลกข่าวสารออนไลน์ให้แก่เครือมติชน อาทิ AIS, MSNThailand, SpokeDark และ Yaklai,Spring News, Voice TV, Youtube Thailand, Starving Time และหนังสือพิมพ์ธานเนียนรายวัน ของเวียดนาม เป็นต้น

สำหรับการครองแชมป์ยอดผู้เข้าชมสูงสุดของเว็บไซต์ข่าวสดนั้น เป็นผลมาจากการเป็นเว็บข่าวที่เติบโตและได้รับความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ นับแต่เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์www.khaosod.co.th เริ่มปรับขยายเข้าสู่การรายงานสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ตั้งแต่ปี 2550 โดยเฉพาะในปี 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้อ่านต้องการข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำในช่วงเกิดวิกฤตทางการเมือง เว็บไซต์ข่าวสดก็ทำลายสถิติด้วยอัตราการเติบโตที่สูง ถึงร้อยละ 98 จากนั้นในปี 2556 ข่าวสด ได้นำเสนอข่าวผ่านเฟซบุ๊ก จนทำให้เติบโตแบบก้าวกระโดดอีกครั้ง และขยับขึ้นสู่การเป็นเว็บไซต์ที่มีผู้อ่านมากที่สุด เป็น อันดับ 2 ในปี 2557 การเติบโตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดได้ขึ้นสู่ อันดับ 1 ในปี 2558 พร้อมกับยอดไลก์ในเฟซบุ๊กที่เข้าใกล้ 7 ล้านไลก์ ในช่วงเวลานี้ ขณะที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์และประชาชาติออนไลน์ก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

จากสถิติที่เว็บไซต์ทรูฮิตส์ผู้บริการเก็บสถิติผู้ใช้งานในเว็บไซต์ไทย ยังชี้ให้เห็นว่าในประเภทรวมทุกหมวดหมู่เว็บไซต์ข่าวสดอยู่ใน อันดับ 3 รองจากเว็บไซต์สนุกดอทคอมและกระปุกดอทคอม ซึ่งเป็นเว็บไซต์ประเภทบันเทิง กล่าวได้ว่าการทยอยปรับตัวเข้าสู่สื่อดิจิตอลของเครือมติชนเป็นการขยับปรับเปลี่ยนทิศทาง โดยขยายการนำเสนอข่าวสารไปสู่การใช้เฟซบุ๊กเป็นตัวเชื่อมกับผู้อ่านเป็นไปอย่างถูกจังหวะเวลา ทำให้ได้รับความนิยมและเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดจนประสบความสำเร็จดังกล่าว

อนึ่ง เครือมติชน ซึ่งประกอบด้วย มติชนรายวัน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ เทคโนโลยีชาวบ้าน เส้นทางเศรษฐี ศิลปวัฒนธรรม สำนักพิมพ์มติชน มติชนทีวี มติชนอคาเดมี พร้อมขยายการสื่อสารสู่โซเชียลมีเดียอื่นๆ ได้แก่ อินสตาแกรม ยูทูบ ทวิตเตอร์ และกูเกิ้ลพลัส โดยเป้าหมายสำคัญในปี 2559 นี้ เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ จะนำเสนอข่าวตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ความพร้อมสู่ความเป็นผู้นำข่าวสารดิจิตอลแบบครบวงจร โดยจะมีการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางในทุกแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม ที่สำคัญ ได้แก่ Facebook Instant Articles, สถานีข่าวมติชน บน AIS Live TV, ข่าวสดบน MSN, รายการข่าวเสาร์/อาทิตย์ กับ Voice TV, แลกเปลี่ยนความร่วมมือกับหนังสือพิมพ์ธานเนียนรายวัน ทางด้านข่าวสาร โฆษณา และการจัดกิจกรรม, เปิดเซ็กชั่นใหม่ “ข่าวสด Starving Time” ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง ไอจี ด้านอาหารอันดับ 1 กับเว็บไซต์ข่าวสาร อันดับ 1 เพื่อสร้างปรากฏการณ์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารและร้านอาหารที่ดีที่สุดในประเทศ

ในฐานะผู้นำเสนอข้อมูลข่าวสารสำคัญ ไม่ว่าโลกจะขยับการสื่อสารไปในช่องทางใด เครือมติชนก็พร้อมที่จะก้าวไป เพื่อให้เนื้อหาที่นำเสนอนั้นเข้าถึงผู้อ่านให้มากที่สุด

หมอเกษตร ทองกวาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

หมอเกษตร ทองกวาว

เทคนิค ปลูกสับปะรดสีให้งาม

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีปัญหากับการปลูกสับปะรดสี ตอนซื้อมาจากร้านจำหน่ายต้นไม้ใหม่ๆ ก็สวยงามดี แต่เมื่อนำมาปลูกที่บ้านไม่นาน ต้นสับปะรดสีกลับไม่งาม ใบเปลี่ยนเป็นสีเขียวเกือบทั้งหมด เหมือนใบไม้ทั่วไป แม้จะรดน้ำ ใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอก็ตาม ผมจะต้องทำอย่างไรจึงจะปลูกให้งามเหมือนตอนที่ซื้อมาจากร้าน แล้วผมจะคอยติดตามอ่านคำตอบในคอลัมน์หมอเกษตร นะครับ

ขอแสดงความนับถือ

กมล จันทร์โกมุต

เลขที่ 62/12 ซอยบ้านช่างหล่อ ถนนพรานนก แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

ตอบ คุณกมล จันทร์โกมุต

การปลูกสับปะรดสี หัวใจสำคัญอยู่ที่ วัสดุปลูก กาบมะพร้าวสับ นับว่าดีที่สุดสำหรับสับปะรดสี บางแห่งผสมเปลือกหอยนางรม ทุบให้แตกเป็นชิ้นเข้าไปด้วย เปลือกหอยช่วยทำให้วัสดุโปร่งมากขึ้น ขณะเดียวกันยังปลดปล่อยธาตุแคลเซียมให้กับสับปะรดสี ช่วยให้ผนังเซลล์ของสับปะรดสีแข็งแรง ไม่ปริแตกง่าย อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ แสงแดด การปลูกสับปะรดสีต้องพลางแสง 30-50 เปอร์เซ็นต์ การได้รับแสงเต็มที่ นอกจากจะทำให้ใบสับปะรดสีไหม้เกรียม และเปลี่ยนเป็นสีเขียว ปุ๋ย มีความสำคัญน้อยกว่า 2 ปัจจัยข้างต้น การให้ปุ๋ย แนะนำให้ใช้ปุ๋ยละลายช้า สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ใส่แต่น้อย แต่ต้องระวังอย่าให้ปุ๋ยไปสัมผัสกับใบหรือราก น้ำ ไม่ควรรดจนเปียกแฉะ หากเห็นว่าวัสดุปลูกยังชื้นอยู่ก็เว้นไปบ้าง

หมั่นดูแลอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำ คุณจะได้สับปะรดสีสวยงาม ไม่แพ้กับตอนที่มาจากร้านใหม่ๆ ครับ

มะรุมอินเดีย ต้นสูง ผลดก

แต่กิ่งก้านเปราะ หักง่าย มีวิธีแก้

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมได้รับเมล็ดพันธุ์มะรุมอินเดีย จากคุณหมอเกษตร ผมนำไปเพาะเมล็ดและปลูกในสวนใกล้บ้าน มะรุมพันธุ์นี้ให้ผลดกมาก แต่มีข้อเสีย คือมีต้นสูง กิ่งก้านเปราะ หักและฉีกง่าย ผมควรตัดแต่งอย่างไรจึงจะเก็บฝักได้สะดวก และกิ่งไม่ฉีกขาด หรือหักบ่อยๆ ผมขอคำแนะนำจากคุณหมอเกษตรด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

ทรงวุฒิ ธรรมวิโรจน์

เลขที่ 18/3 หมู่ที่ 8 ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก 65150

ตอบ คุณทรงวุฒิ ธรรมวิโรจน์

มะรุมพันธุ์อินเดีย เป็นพืชที่เจริญเติบโตเร็วมาก หากไม่มีการตัดแต่งจะเกิดปัญหาอย่างที่คุณเล่ามา แต่ยังมีวิธีบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ด้วยวิธีตัดแต่งเริ่มจากระยะต้นกล้า ตัดต้นให้เตี้ยลงขณะลำต้นมีขนาดใกล้เคียงกับแท่งดินสอดำ หรือสูงประมาณ 70-100 เซนติเมตร เหลือความสูงไว้เพียง 25 เซนติเมตร ทาบริเวณรอยแผลด้วยปูนขาว หรือปูนแดงกินหมาก ป้องกันการคายน้ำและโรคศัตรูเข้าทำลาย อีกประมาณ 1 สัปดาห์ ต้นตอจะแตกกิ่งหรือแขนงใหม่ออกมา 1-2 กิ่ง ดูแลจนครบ อายุ 3 เดือน นำปลูกลงดิน หรือปลูกลงในกระถาง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร ได้ กรณีปลูกลงดิน ขุดหลุมกว้าง และลึก 30-50 เซนติเมตร ผสมดินที่ขุดขึ้นมาด้วยแกลบดิบ ใบไม้แห้ง หรือกาบมะพร้าวสับอย่างใดอย่างหนึ่ง และปุ๋ยคอกเก่า อัตราเท่ากัน คลุกเคล้าจนเข้ากันดี เกลี่ยดินผสมกลับลงหลุม แต่งหน้าหลุมให้นูนเป็นหลังเต่า ปลูกต้นกล้าลงกลางหลุม กลบดินพอแน่น ผูกกับหลักไม้ป้องกันต้นล้ม แล้วรดน้ำตาม ระวังอย่าให้แฉะ กรณีปลูกลงในกระถาง ใช้ดินผสมสูตรเดียวกับปลูกลงดิน ปลูกต้นกล้าลงกลางกระถาง กลบพอแน่น ผูกกับหลักไม้ไม่ให้ต้นล้มหรือเอียงเวลาลมพัด หมั่นรดน้ำและใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราครึ่งช้อนโต๊ะ เดือนละครั้งก็พอ เมื่อต้นมีอายุมากขึ้นให้ใส่ปุ๋ยเพิ่มขึ้นเป็น 1 ช้อนโต๊ะ ต่อครั้ง เห็นว่าต้นสูงขึ้นมาก ต้นเริ่มโอนเอน ตัดอีกครั้งให้เหลือความสูงไว้เพียง 80-100 เซนติเมตร อย่าลืมทารอยแผลด้วยปูนแดง หรือปูนขาว อีกไม่นานต้นจะแตกแขนงขึ้นมาใหม่ หากบำรุงให้ดี อีก 3-4 เดือน ต้นมะรุมจะแตกกิ่งออกมาใหม่และเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมให้ออกผล รวมเวลาแล้วมีอายุเพียง 7-8 เดือน ก็ให้ผลแล้ว

ท่านที่เคยเดินทางไปประเทศอินเดีย จะพบเห็นต้นมะรุมที่ปลูกไว้สองข้างทาง เหมือนกับบ้านเรานิยมต้นสะเดา หรือต้นหางนกยูงที่มีสีสันสดใสสวยงาม ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงเดือนมีนาคมของทุกปี มะรุมที่อินเดียจะออกดอกบานสะพรั่ง ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นร่องรอยการตัดแต่งกิ่งและต้น เช่นเดียวกับที่ผมเคยทดลอง แทบจะไม่ต่างกันเลยครับ

มะนาวพันธุ์พิจิตร 2 ยังไม่มีการรับรองพันธุ์

อยู่ระหว่างการวิจัย

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกมะนาวไว้ในบริเวณบ้านหลายต้น และมีหลายพันธุ์ ผมมีความสนใจ และอยากทราบประวัติของมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 เพราะให้ผลดกและทนต่อโรคแคงเกอร์ได้ดีมาก อีกหนึ่งคำถาม มีคนบอกว่า ปัจจุบันนี้ มีพันธุ์พิจิตร 2 ออกมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแล้ว จริงหรือไม่ประการใด ขอคำตอบด้วยครับ ผมขอขอบคุณมาในโอกาสนี้เป็นอย่างสูง

ขอแสดงความนับถือ

นิวัฒน์ วงศ์พานิชการ

เลขที่ 25/11 หมู่ที่ 9 ตำบลต้นโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี 16000

ตอบ คุณนิวัฒน์ วงศ์พานิชการ

มะนาวพันธุ์พิจิตร 2 ยังไม่มีการรับรองพันธุ์แต่อย่างใด มะนาวพันธุ์ดีจากหลายคู่ผสม ของศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร ที่มีลักษณะเด่นยังอยู่ระหว่างการวิจัย จึงสรุปว่า มะนาวพันธุ์พิจิตร 2 ของแท้ยังไม่มีครับ

ประวัติความเป็นมา ของมะนาวพันธุ์พิจิตร 1 เป็นพันธุ์ลูกผสม ระหว่าง แม่แป้นรำไพ กับพ่อมะนาวน้ำหอม เริ่มทำการวิจัยเมื่อ ปี พ.ศ. 2536 ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนพิจิตร กรมวิชาการเกษตร และได้ผ่านการรับรองให้เป็นพันธุ์แนะนำ เมื่อปี พ.ศ. 2548 ที่ผ่านมา ลักษณะประจำพันธุ์ การเจริญเติบโตทางลำต้นแผ่ออกด้านข้าง ใบรูปไข่ สีเขียวเข้ม กว้าง 0.3 เซนติเมตร และยาว 0.9 เซนติเมตร ผลเมื่อแก่เต็มที่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.0 เซนติเมตร รูปทรงแป้นเล็กน้อย เปลือกสีเขียว เนื้อผลสีเขียวอมเหลือง อายุเก็บเกี่ยว 5-6 เดือน หลังดอกบาน ใน 1 ผล ให้น้ำมะนาวได้ 20.50 ซีซี ลักษณะเด่นของพันธุ์ ต้านทานโรคแคงเกอร์ หรือโรคขี้กลากได้ดี ต้นที่มีอายุ 4 ปี มีความสูง 219.00 เซนติเมตร เตี้ยกว่าพันธุ์แป้นรำไพเล็กน้อย ให้ผลผลิต เฉลี่ย 794 กิโลกรัม ต่อไร่ เหนือกว่าแป้นรำไพที่ให้ผลผลิตเพียง 104 กิโลกรัม ต่อไร่ น้ำหนักผล เฉลี่ย 67.20 กรัม ต่อ 1 ผล เป็นมะนาวที่ปลูกได้ดีทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ แต่ทั้งนี้ ต้องมีปริมาณอย่างพอเพียงตลอดฤดูปลูก นอกจากนี้ ยังเป็นพันธุ์ที่มีระบบรากแข็งแรง ทำให้ขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนได้ดี

ถ้าจะให้ผลผลิตได้คุณภาพ ต้องเก็บเกี่ยวเมื่อผลมีอายุ 6 เดือน หลังออกดอก จะได้ผลขนาดใหญ่ เปลือกบางลง และมีน้ำมาก และที่สำคัญสามารถบังคับให้ออกผลนอกฤดูได้ง่าย สำหรับพันธุ์พิจิตร 2 ต้องคอย อีกไม่นานครับ

คนเดิมบางนางบวช เลี้ยงกบ เป็นอาชีพเสริม แปรรูปสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

คนเดิมบางนางบวช เลี้ยงกบ เป็นอาชีพเสริม แปรรูปสร้างรายได้

เศรษฐกิจทุกวันนี้ อาจเรียกว่าเป็นยุคข้าวยากหมากแพง การทำมาหากินของคนในสังคมเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะรายรับอาจไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งปัญหานี้มิได้เป็นแต่เพียงประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตไม่ดีเท่าที่ควร จนเกิดสภาวะเครียดทางจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของคนในยุคนี้

ประเทศไทย นอกจากต้องเจอปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องประสบกับวิกฤตเรื่องน้ำ ซึ่งกรมชลประทานได้รายงานสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ว่ายังมีน้ำเกณฑ์ที่น่าเป็นห่วง แม้จะมีปริมาณน้ำฝนที่ตกลงภายในเขื่อนแล้วก็ตาม ทำให้ชาวนาที่เคยทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง คือ นาปี และนาปรัง ต้องหยุดทำนาปรังลงพร้อมทั้งการเกษตรอื่นๆ ด้วย เพื่อให้ปริมาณน้ำมีใช้ถึงฤดูฝนใหม่ที่จะมาถึง

เกษตรกรทำนาเช่น คุณเกษร ป้องฉิม อยู่บ้านเลขที่ 65/2 หมู่ที่ 1 ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ต้องเจอกับปัญหานี้เช่นกัน ซึ่งเธอมีอาชีพทำนาเป็นรายได้หลักของครอบครัว ในช่วงที่ไม่ได้ทำนาเช่นนี้ เธอยังมุ่งมั่นหาอาชีพเสริม ด้วยการเลี้ยงกบและเลี้ยงปลาดุก และนำกบที่เลี้ยงมาเพิ่มมูลค่า ด้วยการประกอบอาหารขาย เป็นการสร้างรายได้เป็นอย่างดี

เลี้ยงกบ หลังจากว่างทำนา

คุณเกษร เล่าว่า ครอบครัวของเธอทำนามากว่า 20 ปี แต่ระยะหลังๆ ราคาข้าวไม่แน่นอน ทำให้ต้องเริ่มมองหาอาชีพเสริม เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น

“ทำนามานานมาก บางทีรายได้มันไม่เพียงพอ เมื่อประมาณ ปี 54 ก็เลยลองหากบมาเลี้ยงดู ก็เลยเริ่มเลี้ยง ตอนนั้นไปซื้อที่อื่นมาก่อน 200 ตัว พอมันโต ก็จับมายำทำเป็นกับข้าวขาย ก็คิดว่ามันน่าจะไปได้ ก็เลยอยากเลี้ยงจริงจังเลยทีนี้” คุณเกษร เล่าถึงความเป็นมา

จากการซื้อลูกกบตัวเล็กๆ มาเลี้ยงในคราวนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของการหารายได้เสริม คุณเกษร บอกว่า ตัดสินใจเป็นที่แน่นอนแล้วว่า จะเลี้ยงกบ จึงได้ไปหาคนที่ขายกบให้กับเธอในทันที

“เราก็ไปเลย ไปหาคนที่เขาขายให้ คือไหนๆ จะทำแล้ว ต้องลองผิดลองถูกดู ก็นานเหมือนกันกว่าจะทำได้ เรียกง่ายๆ ไปบ้านเขานี่ ไม่รู้เขาจะเบื่อไหม ต้องทำให้ได้ เพราะเราต้องเพาะพันธุ์เองให้ได้ ต้องถามให้หมด ดีนะเขาไม่หวงความรู้เลย เขาสอนบอกหมด เราก็เลยทำได้” คุณเกษร กล่าวพร้อมหัวเราะ เมื่อนึกถึงตัวเธอเองในสมัยนั้น

เลี้ยงให้โต ขายได้ทำอย่างไร

ในขั้นตอนแรก คุณเกษร เล่าว่า เตรียมรองซีเมนต์ ขนาดกว้าง 80 เซนติเมตร มาวางซ้อนกัน จำนวน 2-3 วง เพื่อให้มีความสูงเล็กน้อย จากนั้นนำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาเลี้ยง เธอบอกว่า เลี้ยงในช่วงนี้นานพอสมควรประมาณเกือบ 1 ปี

เมื่อเข้าช่วงฤดูฝน จึงนำมาผสมพันธุ์ตามที่เธอได้เรียนรู้มา โดยดูความพร้อมของพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่เลี้ยงไว้ว่า มีความพร้อมในการผสมพันธุ์มากน้อยเพียงใด

การให้กบผสมพันธุ์นั้น ปล่อยกบให้มีตัวผู้และตัวเมียในอัตราส่วนที่เท่ากัน คือ 5 ต่อ 5 ทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน กบจะออกไข่ ซึ่งเตรียมสถานที่ไว้เป็นที่สำหรับเพาะพันธุ์โดยเฉพาะ จากนั้นแยกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กลับสู่รองซีเมนต์เดิมที่เลี้ยงแยกไว้ดังเดิม ไข่ที่ออกมาใช้เวลาประมาณ 1 คืน ลูกกบ (ลูกอ๊อด) จะออกจากไข่

หลังจากที่ลูกกบออกจากไข่ คุณเกษร บอกว่า ปล่อยไว้อย่างนั้น ประมาณ 3-5 วัน จึงให้อาหารที่เป็นไข่ต้มหรือไข่ตุ๋นให้ลูกกบกิน เช้าและเย็น กินแบบนี้ประมาณ 1 เดือน ในระยะนี้ต้องถ่ายน้ำทุก 3 วัน จนกว่าได้ระยะที่หางของลูกกบหายไป

เมื่อครบกำหนด ก็ย้ายลูกกบลงไปเลี้ยงในกระชัง ขนาด 4×4 เมตร สูง 150 เซนติเมตร ที่อยู่ในบ่อดิน พื้นของกระชังจะใช้แผ่นโฟมลองข้างใต้ไว้ เนื่องจากกบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ บางครั้งจะไม่ได้อยู่ในน้ำตลอดเวลา การเตรียมแผ่นโฟมก็เพื่อให้กบได้มีที่สำหรับอยู่บนบก

“พอเราใส่ในกระชังนี่ อาหารก็เปลี่ยนเป็นอาหารเม็ด ที่มีโปรตีน 25 หรือ 30 เปอร์เซ็นต์ ก็ได้ ให้กินแบบนี้ไปตลอดเลย ก็เลี้ยงไปประมาณ 3 เดือน ตัวใหญ่ได้ขนาด เดี๋ยวก็ขายได้” คุณเกษร กล่าว

ด้านการดูแล คุณเกษร บอกว่า บางครั้งเรื่องโรคก็มีเกิดขึ้นบ้าง เช่น กบจะเป็นโรคตาแดง ตาขาว อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษา โดยดูตามอาการว่าเป็นมากหรือน้อย อาการที่เกิดโรคจะเป็นช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ส่วนสัตว์อื่น เช่น นก งู ก็ขึงตาข่ายไว้

บ่อดินที่ใช้เลี้ยงกบนั้น ภายในบ่อยังมีการเลี้ยงปลาดุกไว้ เมื่ออาหารที่เหลือจากการให้กบ หรือบางครั้งมีกบตายก็สามารถให้เป็นอาหารของปลาดุกได้ ถือว่าเป็นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์เลยทีเดียว

ควรหา พ่อพันธุ์

แม่พันธุ์ ใหม่ๆ เสมอ

ด้านการผสมพันธุ์ คุณเกษร อธิบายให้ฟังว่า หลังจากที่นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาผสมกันแล้ว ต้องย้ายไปขังแยก โดยตัวผู้ก็อยู่ในรองซีเมนต์ตัวผู้ ตัวเมียก็อยู่ในรองซีเมนต์ตัวเมีย ห้ามนำมาขังรวมกัน

การคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นั้นดูตัวที่สวย ตัวโตใหญ่มีลักษณะที่ดี หากต้องการให้ลูกกบที่ได้จากการผสมพันธุ์ดี มีคุณภาพ คุณเกษร บอกว่า จำเป็นต้องหาพันธุ์ดีจากฟาร์มอื่นมาผสม เช่น ถ้าใช้แม่พันธุ์จากฟาร์มคุณเกษร ก็จะหาพ่อพันธุ์จากฟาร์มอื่นมาช่วยผสมด้วย

“หากเราเอากบจากคอกเดียวกันมาผสม มันก็เหมือนเอาพี่น้องกันมาผสม มันเป็นเลือดชิด อันนี้มันไม่ดี เพราะลูกออกมาไม่ดีด้วย จะคอเอียง พิกลพิการไปหมด อันนี้ก็หลักการง่ายๆ บางคนที่เลี้ยงใหม่อาจไม่ทันคิด” คุณเกษร อธิบาย

ช่วงที่เหมาะจะผสมพันธุ์กบมากที่สุด โดยคุณเกษรทำมาตลอดคือ ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนตุลาคม

ยำกบ รสเด็ด

อาหารที่หลายๆ คนชอบ

คุณเกษร เล่าว่า กบที่เจริญเติบโตได้ขนาด ก็สามารถขายได้ทันทีไม่ต้องรอส่งขายที่ไหน เนื่องจากก่อนหน้านั้น ตอนที่เธอเริ่มเลี้ยงใหม่ๆ ก็ทำยำขายเป็นกับข้าวอยู่แล้ว ทำให้ไม่กังวลในเรื่องนี้

“กบที่เลี้ยงโตนี่ ไม่ได้เอาไปขายที่อื่นเลย เราก็ยำขายเอง เพิ่มมูลค่าเราเอง เพราะยำกบขายตามตลาดนัด ที่หลักๆ ก็ร้านน้องสาว เพราะช่วงเย็นจะทำกับข้าวขายกันอยู่แล้ว ทำให้เรามีกำไรมากขึ้น เพราะไม่ต้องไปรับจากที่อื่นมา เราก็มาเลี้ยงเองทำเอง ต้นทุนเราก็ต่ำลง เรียกง่ายๆ กำไรเราก็ได้มากขึ้น” คุณเกษร อธิบาย

ราคากบที่คุณเกษรขายมีราคาที่แตกต่างกัน กบที่ทำเสร็จเรียบร้อยคือ ตัดหัว ตัดขา เอาไส้ออกจากตัวแล้ว พร้อมนำไปประกอบอาหาร ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 120-125 บาท แต่ถ้าเป็นกบที่ยังไม่ได้ทำ ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนยำกบที่ทำขาย อยู่ที่ตัวละ 30 บาท ซึ่งทางคุณเกษรจะทำยำให้กับลูกค้าเอง พร้อมกินกับข้าวสวยร้อนๆ ได้ทันที

นอกจากจะเป็นที่ถูกใจของหลายๆ คนแล้ว คุณเกษร เล่าว่า มีลูกค้าจากจังหวัดอื่น มารับซื้อกบถึงที่บ้าน เป็นผลจากการที่เธอไปขายตามตลาดนัด ทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เลี้ยงอย่างอื่นมาก็เยอะ

แต่ กบ ทำรายได้ดี

“ก่อนหน้านี้ เลี้ยงอย่างอื่นมาก็ไม่สำเร็จ เลี้ยงหมูด้วยนะช่วงนั้น ก็ไม่ได้อะไร แต่กบนี้เลี้ยงไป มันดีกว่าอย่างอื่น ได้ไวแป๊บเดียวโต บางทีนะเอากำไรเสริมตรงนี้แหละ ไปช่วยเป็นทุนในการทำนาด้วย เพราะว่านาที่ทำก็เช่าเขา ทุนเราเลยสูง การหาอาชีพเสริมนี่แหละดีที่สุด เพราะนาเราก็ต้องหยุดทำช่วงนี้ ช่วงรอข้าวโตเราก็ต้องหาเงินด้วย แต่ทำตัวนี้มันยังช่วยเสริมให้เราได้ เงินเราก็จะพอเหลือเก็บเหลือใช้” คุณเกษร กล่าว

สำหรับท่านที่สนใจหรืออยากเลี้ยง คุณเกษร ให้คำแนะนำว่า “สำหรับคนที่สนใจ ก็อยากให้ดูเรื่องตลาดไว้ก่อน เพราะการเลี้ยงนี่มันไม่ยาก เราเองก็ทำได้ ลองผิดลองถูกมา ยังทำได้ ส่วนการขายนี่คุณต้องแปรรูปให้ได้ เพราะว่าถ้าจะรอขายส่งอย่างเดียวมันจะไม่ได้ ควรหาช่องทางอื่นไว้ด้วย” คุณเกษร กล่าวแนะนำ

จะเห็นได้ว่าการหารายได้เสริมนั้น เราไม่ควรทำอาชีพหลักเพียงอย่างเดียว รายรับที่ได้อาจไม่เพียงพอต่อรายจ่าย เหมือนเช่น คุณเกษร ที่การดำเนินชีวิตของเธอไม่ขอรอเวลา แต่กลับเดินอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ทำให้การเลี้ยงกบ ณ ปัจจุบัน เป็นการสร้างรายได้เสริมที่ดี เพียงแค่เปิดใจเรียนรู้ ลองทำ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณเกษร ป้องฉิม หมายเลขโทรศัพท์ (087) 764-5921