ปลาเวียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เกร็ดประมง

ช. อรรถโกวิท

ปลาเวียน

เมื่อประมาณเกือบสามสิบปีมาแล้วเห็นจะได้ ผมมีโอกาสกลับไปควบคุมงานก่อสร้างอาคารเรียนหลังหนึ่ง ของโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดเพชรบุรี ก็เท่ากับว่า ผมมีโอกาสกลับไปอาศัยอยู่กับครอบครัวของผมอีกครั้งหนึ่ง เมื่อคุณพ่อโยกย้ายไปรับราชการทหารที่จังหวัดทหารบกเพชรบุรี

ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ ครูหมึก ซึ่งชอบตกปลาน้ำจืดพอๆ กับผม จนถูกคอกันอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย แกจะพาผมนั่งซ้อนท้ายรถซูซูกิคันเก่าคร่ำคร่า แต่กำลังวิ่งไม่มีตก พอผมนั่งซ้อนท้ายไปตกปลาในแม่น้ำเพชรบุรีแถวๆ บ้านสองพี่น้อง อำเภอท่ายาง

ครูหมึก บอกผมว่า แม่น้ำสายนี้ ยอดเกิดจากหุบเขาเยกเยกอง ในทิวเขาตะนาวศรี เป็นเขาปันแดน ไทย-พม่า กับทิวเขาพะเนินทุ่ง ไหลขึ้นไปทางเหนือผ่านแก่งกระจาน บ้านลาด เพชรบุรี บ้านแหลม บางจาก ไปออกอ่าวไทยที่บางตะบูน

บริเวณใกล้ๆ กับที่ผมกับครูหมึกกำลังนั่งตกปลาริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีอยู่อย่างเงียบๆ อีกฝั่งหนึ่ง พี่ดำ ประมงน้ำจืดมือดีแถวหน้าคนหนึ่งของเมืองเพชร ก็กำลังเหวี่ยงแหลากปลาขึ้นมาเป็นพรวน ส่วนครูหมึกก็ตวัดสายเบ็ดขึ้นมาแทบมือไม่ว่าง ผิดกับผม นานๆ ครั้งปลาจะมาตอดกินเหยื่อ

ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ในบริเวณใกล้ๆ กัน จนตะวันค่อยๆ ลับเหลี่ยมเขาตะนาวศรีลงไปจนเย็นย่ำ ผม ครูหมึก พี่ดำ ก็มานั่งล้อมวงจิบกระแช่คุยกัน แก้ความเมื่อยล้าตลอดวัน พอผมลุกออกไปเดินดูปลาในถังไม้ของพี่ดำ ผมก็เห็นปลาสามสี่ตัว ซึ่งผมไม่เคยพบพวกมันมาก่อน เมื่อผมจับมันดูก็เห็นลำตัวมันยาวเกือบศอก รูปร่างคล้ายปลาตะเพียนขาว แต่ตัวโตสะดุดตากว่า ลำตัวมีสีฟ้าอมเขียวจางๆ บริเวณส่วนกลางหลังมีสีเขียวเข้ม แต่ละเกล็ดจะโตและมีสีน้ำเงินเล็กๆ เรียงกันเป็นวง ดูคล้ายกับร่างแหอยู่ทั่วตัว ตรงครีบจะมีสีน้ำเงินเข้ม หัวมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ตรงจงอยปากและมุมปาก มีหนวดยาว 4 เส้น ริมฝีปากหนา นัยน์ตาค่อนข้างเล็ก

เมื่อพี่ดำเห็นผมสนใจปลาพวกนี้ จึงบอกว่าปลานี้คือ ปลาเวียน ปัจจุบัน ในแม่น้ำเพชรฯ แถวๆ ตัวเมืองไม่ปรากฏตัวให้พบเห็น และจับได้อีกแล้ว เพราะในแม่น้ำมีแต่สิ่งปฏิกูลที่คนมักง่ายชอบทิ้งขว้างลงแม่น้ำ ซึ่งเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัย่ของปลาเวียน จนกลายเป็นแหล่งน้ำเสีย ปลาเวียนจึงทนอยู่ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าเศร้าเสียดายมาก

ก่อนจะลาจากกันกลับบ้าน ผมได้ขอซื้อปลาเวียนจากพี่ดำมาตัวหนึ่ง ตั้งใจว่าจะเอากลับไปไว้ศึกษาเป็นตัวอย่าง

สิบปีผ่านไป ผมมีโอกาสขึ้นเหนือไปควบคุมงานก่อสร้างสะพานลำเลียงแร่ จากแหล่งขุดเขาโรงงานไฟฟ้าในเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ผมได้มีโอกาสเจอกับพี่เอก รุ่นพี่จากมงฟอร์ต เชียงใหม่ ซึ่งแกมาดำรงตำแหน่งนายช่างใหญ่ตรวจรับงานของผม ทุกๆ เย็นหลังเลิกงาน เราจะมานั่งสังสรรค์กันเป็นประจำที่ร้านอาหารพี่พจน์ ซึ่งตั้งร้านอยู่ริมถนนพหลโยธิน สายลำปาง-เชียงราย

ยามแดดร่มลมตกวันนี้ ผมได้นั่งล้อมวงกับพี่เอกอีกครั้งหนึ่งง มื้อนี้มีกับแกล้มพิเศษ ซึ่งไม่รู้ว่ากี่ปีจะมีสักครั้ง คือ ต้มยำปลาเวียน ผมสะดุดใจชื่อปลานี้ จึงขอเดินเข้าไปดูถึงก้นครัว พี่พจน์ก็ไม่ขัดข้อง เพียงแว่บเดียวที่ผมเห็นตัวปลาก็นึกถึงปลาเวียนแห่งแม่น้ำเพชรฯ พอดีพี่พจน์เล่าว่า ปลานี้ลุงเป็งจับได้จากอ่างเก็บน้ำแม่วัง ซึ่งเกิดจากเทือกเขาทางตอนเหนือสุดของทุ่งฮั้ว อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ไหลลงไปทางใต้ผ่านแจ้ห่ม เกาะคา สบปราบ เถิน แม่พริก ไปรวมกับแม่น้ำปิงที่บ้านตาก จังหวัดตาก

ปกติปลาเวียนชอบอาศัยอยู่บริเวณต้นน้ำ แต่ในฤดูฝนจะอพยพย้ายถิ่นลงมาทางปากน้ำ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ปลาเหลิงน้ำ” และจะวนเวียนอยู่ในบริเวณใกล้ปากแม่น้ำนานประมาณเดือนสองเดือน ก่อนจะหวนกลับไปยังต้นน้ำและจะหาสถานที่เหมาะสม เพื่อผสมพันธุ์วางไข่ในช่วงเดือนแปด เดือนเก้า

เป็นอันว่าเกือบสามสิบปี ที่ผมได้มีโอกาสเดินทางกว่าพันกิโลเมตร มาลองลิ้มชิมรสอันแสนเอร็ดอร่อยของปลาเวียน ที่จังหวัดลำปางเป็นครั้งที่ 2 แล้วอีกกี่เดือน กี่ปี ผมจะมีโอกาสพบปลาเวียนที่ไหนอีก

ชุดกรองน้ำดื่ม จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อชุมชนชนบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์

ชุดกรองน้ำดื่ม จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อชุมชนชนบท

การนำน้ำมาใช้ในการบริโภค สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องของสารปนเปื้อนหรือสารตกค้างและเชื้อโรค ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ประสบปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและน้ำสะอาด อาจไม่ปลอดภัยหากนำมาใช้อุปโภคและบริโภค ทำให้ประสบปัญหาโรคท้องร่วงหรือโรคทางเดินอาหารได้

ผศ.ดร. ธิดารัตน์ บุญศรี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า เนื่องจากในชุมชนห่างไกลที่อยู่ต้นน้ำ หรือพื้นที่ที่ระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา หรือไฟฟ้า ยังเข้าไม่ถึง เช่น บ้านโป่งลึก-บางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นชุมชนชาวปกากะญอที่อาศัยอยู่ต้นลำน้ำเพชรบุรี ชุมชนแห่งนี้จะบริโภคน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี โดยทั่วไปน้ำจะใส ยกเว้นในฤดูฝนที่น้ำจะขุ่น เนื่องจากการพัดพาตะกอนจากภูเขา แม้ว่าน้ำที่ใช้จะดูใส แต่อาจไม่ปลอดภัยหากนำมาบริโภค

ทางคณะฯ ได้เก็บตัวอย่างน้ำ ผลการวิเคราะห์บ่งชี้ว่า แหล่งน้ำอาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูล เนื่องจากตรวจพบจุลินทรีย์ที่บ่งชี้ว่าอาจก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหาร เช่น อี.โคไล สูงกว่า 2,000 โคโลนี ต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร (โคโลนี เป็นจำนวนของ อีโคไล) ที่ผ่านมายังไม่พบว่าชาวบ้านประสบปัญหาจากการอุปโภค-บริโภคน้ำโดยตรง เช่น ท้องร่วง หรือโรคทางเดินอาหาร แต่เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการรับสารปนเปื้อนในน้ำ และสะสมเป็นเวลานาน

ด้วยเหตุนี้ ทางคณะฯ จึงได้จัดทำ “ชุดกรองน้ำ โดยนำวัสดุจากธรรมชาติ” ที่สามารถหาได้ในท้องถิ่นมาผลิต และคู่มือวิธีสำหรับการผลิตน้ำสะอาดจากลำธารเพื่อการบริโภคขึ้น เพื่อนำไปเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้พื้นฐานเบื้องต้นแก่ชาวปกากะญอในพื้นที่ เนื่องจากชุมชนดังกล่าวมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านมีทักษะพื้นฐานในการผลิตเครื่องกรองน้ำใช้เองในระดับครัวเรือน โดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำดื่มบรรจุขวด ซึ่งก่อให้เกิดขยะจากบรรจุภัณฑ์ และทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

สำหรับชุดกรองน้ำดื่มจากวัสดุธรรมชาตินี้ ประกอบด้วย ตัวกรอง 4 ชั้น ได้แก่ ชั้นกรวด ทราย ถ่าน และเซรามิก หรือกระถาง โดยกรวดจะเป็นตัวกรองชั้นบนสุด สามารถหาได้ทั่วไปจากบริเวณริมแม่น้ำลำธาร กรวดจะสามารถกำจัดอนุภาคที่มีขนาดใหญ่ เช่น เศษใบไม้ และตะกอนขนาดใหญ่ ถัดลงมาเป็นชั้นทรายละเอียด จะช่วยกำจัดอนุภาคที่มีขนาดเล็ก

ขณะที่ตัวกรองถ่าน ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษหรือสารตกค้าง ช่วยกำจัดสีและกลิ่น โดยน้ำที่ผ่านตัวกรองทั้ง 3 ชั้น ดังกล่าว แม้จะสามารถนำไปใช้อุปโภคหรือชำระล้างต่างๆ ได้ แต่หากต้องการนำน้ำไปบริโภคหรือดื่ม จะต้องผ่านตัวกรองชั้นที่ 4 คือ ไส้กรองเซรามิก หรือกระถาง ทำหน้าที่ในการกักเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ที่มีขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี ดังนั้น มั่นใจได้ว่า น้ำที่ผ่านการกรองทั้ง 4 ชั้น ดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ดื่มหรือบริโภคได้อย่างปลอดภัยปราศจากเชื้อโรค

ผศ.ดร. ธิดารัตน์ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญสำหรับการนำน้ำมาใช้ในการบริโภคนั้นคือ เรื่องของสารเคมีตกค้าง และเชื้อโรค ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อผลิตน้ำเพื่อใช้อุปโภคต้องกำจัดสารเคมีตกค้าง จึงต้องกรองด้วยถ่าน แต่น้ำยังมีจุลินทรีย์หลงเหลืออยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย แต่สำหรับน้ำบริโภคจะต้องปราศจากจุลินทรีย์ โดยเฉพาะ E.coli จึงจำเป็นต้องกรองด้วยไส้กรองเซรามิกหรือกระถางดินเผาที่หาได้จากธรรมชาติ

ตัวอย่างน้ำที่เก็บจากในพื้นที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย เมื่อผ่านตัวกรอง 3 ชนิด ข้างต้นแล้ว เราพบว่า อาจยังมีการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ และ อี.โคไล ในระดับที่ไม่อันตราย เพียง 3 โคโลนี ต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร แต่เมื่อน้ำผ่านไส้กรองเซรามิก ซึ่งภายในเนื้อเซรามิกมีรูพรุนขนาดเล็กมากระดับไมโครมิเตอร์ จะสามารถกรองจุลินทรีย์ได้ทั้งหมด จึงค่อนข้างมั่นใจว่าน้ำนั้นสามารถดื่มได้อย่างปลอดภัย”

สำหรับกำลังการผลิตน้ำของชุดกรองน้ำจากวัสดุธรรมชาติขนาดเล็ก เหมาะสำหรับครัวเรือนต้นแบบชุดนี้สามารถผลิตน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคหรือใช้ชำระล้างได้ในอัตราความเร็วที่ 60 ลิตร ต่อชั่วโมง และ 1 ลิตร ต่อชั่วโมง สำหรับน้ำดื่ม

อย่างไรก็ตาม ชุดกรองน้ำด้วยวิธีการแบบง่ายๆ และไม่ยุ่งยากนี้ สามารถนำไปขยายขนาดเพื่อให้มีกำลังผลิตมากขึ้นได้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกพื้นที่ที่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่ม หรือในพื้นที่ที่มีปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าใช้ เพราะเป็นวิธีการกรองและผลิตน้ำสะอาดตามหลักวิชาการโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและสามารถใช้วัสดุที่หาได้ในพื้นที่

แผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ จากเส้นใยผลตาลโตนด

โดย : วศินี จิตภูษา

เส้นใยผลตาลโตนด เป็นวัสดุเหลือทิ้งที่เกิดขึ้นจากการนำผลตาลไปใช้ทำขนมตาล ซึ่งเส้นใยนี้สามารถนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับผลิตแผ่นใยไม้อัดได้ เช่นเดียวกัน ขี้เลื่อยไม้ยางพารา เป็นเศษวัสดุเหลือใช้ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราในภาคใต้ และเป็นวัสดุที่มีมูลค่ามาก ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่นำวัสดุที่มีมูลค่าต่างๆ เหล่านี้มาผสมกับแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาถูกมาก ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น หรือใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการนำมาเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตเป็น “แผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ”

อาจารย์ชาตรี หอมเขียว และทีมวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย ผลิตแผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษจากเส้นใยผลตาลโตนด สามารถนำไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้วัสดุปลอดสารพิษ เช่น อุตสาหกรรมผลิตของเล่นไม้สำหรับเด็ก ของเล่นไม้สำหรับเด็กปกติและเด็กพิการทางสายตา เป็นต้น

สำหรับวิธีการผลิตแผ่นใยไม้อัดปลอดสารพิษ นำเส้นใยผลตาลโตนดที่ได้รับจากการแปรรูปขนมตาลในท้องถิ่นคาบสมุทรสทิงพระมาย่อยให้เส้นใยมีขนาดสั้น จากนั้นนำไปผสมกับขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่ได้รับจากโรงงานแปรรูปไม้ยางพารา ต่อจากนั้นผสมแป้งมันสำปะหลังกับน้ำเปล่าและคนให้เข้ากัน เมื่อเตรียมวัตถุดิบเสร็จ นำน้ำแป้งมันสำปะหลังที่ได้เทใส่ในส่วนผสมของเส้นใยผลตาลโตนดและขี้เลื่อยไม้ยางพาราที่เตรียมไว้ กวนผสมให้วัตถุดิบต่างๆ คลุกเคล้ากัน นำส่วนผสมต่างๆ เทใส่ในเบ้าหรือแม่พิมพ์ และนำแม่พิมพ์ใส่ในเครื่องอัดร้อน โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 190 องศาเซลเซียส และอัดด้วยแรงดัน ประมาณ 2,000 psi เป็นเวลาประมาณ 20-30 นาที เมื่อครบเวลาที่กำหนดนำแม่พิมพ์ออกจากเครื่องอัดร้อน และนำไปเข้าเครื่องอัดเย็น เพื่อระบายความร้อนออกจากชิ้นงาน เมื่อชิ้นงานเย็นจึงนำตัวแผ่นใยไม้อัดออกจากแม่พิมพ์

ลักษณะเด่นของแผ่นใยไม้อัดนี้ผลิตมาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เส้นใยผลตาลโตนดและขี้เลื่อยไม้ยางพารา ตลอดจนใช้แป้งมันสำปะหลังเป็นตัวประสาน ทำให้แผ่นใยไม้อัดที่ได้นี้ปลอดสารพิษ ซึ่งไม่มีสารเคมีเจือปนเป็นส่วนผสม เมื่อเปรียบเทียบกับแผ่นใยไม้อัดที่จำหน่ายในท้องตลาด ความหนาของไม้อัด ประมาณ 4 มิลลิเมตร, 6 มิลลิเมตร, 9 มิลลิเมตร และ 12 มิลลิเมตร

ผู้ที่สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์ชาตรี หอมเขียว คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โทรศัพท์ (081) 599-8927

เครื่องอบข้าวเกรียบฟักทอง ผลงาน มทร. ล้านนา ตาก

โดย : ธงชัย พุ่มพวง

กลุ่มแม่บ้านบ้านหนองกระโห้ หมู่ที่ 7 ตำบลไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดตาก เป็นหมู่บ้านหนึ่งที่มีผลผลิตทางการเกษตรจำนวนมาก ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้มีการผลิตสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวเกรียบฟักทอง หลังจากผ่านกระบวนการทำเป็นแท่งแล้ว จะต้องฝานให้เป็นแผ่นชิ้นบางๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้งสนิท

จากจุดนี้เอง อาจมีปัญหาการตากแดดที่มีแสงแดดไม่แน่นอน โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนที่สมาชิกไม่สามารถนำผลผลิตมาตากแดดได้ ทำให้เกิดเชื้อราเข้าทำลาย ส่งผลถึงการผลิตเสียหาย ผลิตได้ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ดังนั้น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายการผลิตบัณฑิตที่เป็นนักปฏิบัติ เพื่อนำความรู้สู่ชุมชน จึงได้ให้นักศึกษาเข้าไปสำรวจข้อมูลพื้นฐานในชุมชน และหาทางสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ หรือคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่มีความจำเป็นต่อการประกอบอาชีพของชุมชน นักศึกษาสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ ประกอบด้วย นายคมกฤษณ์ หอมชื่น นายชัยยัน อิ่นแก้ว นายอนุวัฒน์ พลธีระ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กานต์ วิรุณพันธ์ อาจารย์ธนารักษ์ สายเปลี่ยน ได้ร่วมกันสร้างตู้อบข้าวเกรียบฟักทอง พร้อมคู่มือการใช้งานให้แก่กลุ่มแม่บ้าน จำนวน 1 เครื่อง ตู้อบ ขนาด 889x640x1,015 มิลลิเมตร ใช้ความร้อนจากแท่งความร้อนที่มีลักษณะเป็นครีบ จำนวน 2 แท่ง ขดเป็นรูปตัวยู ใช้พัดลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว สำหรับดูดความร้อนให้หมุนเวียนกระจายทั่วห้องอบ มีอุปกรณ์ในการตรวจวัดและปรับอุณหภูมิ ภายในตู้อบมีตะแกรงเป็นถาดเพื่อวางแผ่นข้าวเกรียบฟักทอง จำนวน 3 ถาด ขนาด 450×500 มิลลิเมตร ทำจากเหล็กกล้าคาร์บอนสำหรับตู้อบตามมาตรฐานของประเทศเยอรมนี

จากการทดสอบ พบว่า ในการอบข้าวเกรียบฟักทอง เพื่อให้ความชื้นหลังการอบแล้ว ไม่เกินร้อยละ 12 โดยน้ำหนักตามมาตรฐาน มก.-ธ.ก.ส. เมื่อใช้เวลาการอบที่ 5.30 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส จะได้ความชื้น ร้อยละ 11.76 ช่วงที่เหมาะสมคือ ใช้เวลาอบ 5.0 ชั่วโมง อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ก็จะได้ความชื้นเท่ากัน

ปัจจุบันนี้ กลุ่มแม่บ้านหนองกระโห้ สามารถผลิตข้าวเกรียบฟักทองเพิ่มปริมาณได้มากขึ้น ผลิตได้ทันกับความต้องการของตลาด ได้รับการคัดสรรให้เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์

ปลื้ม กระเช้าสินค้าสหกรณ์ ช่วยคืนความสุขให้สมาชิก

“กระเช้าสินค้ามาตรฐานกรมส่งเสริมสหกรณ์” เป็นกิจกรรมที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำขึ้น โดยคัดสรรสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและมีความสวยงาม เพื่อให้สมาชิกและผู้บริโภคที่สนใจสินค้าของสหกรณ์นำไปเป็นของขวัญมอบให้กับคนสำคัญ หรือผู้ใหญ่ที่เคารพ

ดร. วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กระเช้าสินค้ามาตรฐานกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อให้ผู้บริโภคที่สนใจได้นำสินค้าที่ดี มีคุณภาพจากสหกรณ์ต่างๆ ทั่วประเทศ จัดเป็นกระเช้าเพื่อส่งมอบความสุขเพื่อเป็นของขวัญมอบให้คนสำคัญหรือผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

โดยได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปสำรวจข้อมูลของสินค้าสหกรณ์ที่ได้มาตรฐาน หรือสินค้าเด่นของแต่ละสหกรณ์ ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่เข้าไปส่งเสริมให้สหกรณ์ผู้ผลิตได้ผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานเร็วที่สุด และคำนึงถึงมาตรฐานและคุณภาพเป็นสำคัญ โดยข้อมูลสินค้าที่เจ้าหน้าที่ได้สำรวจมานั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดทำ “โบชัวร์สินค้า” เพื่อจะเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่สนใจได้ทราบอีกด้วย

ดร. วิณะโรจน์ กล่าวด้วยว่า ในเมื่อเราซื้อข้าวของที่เกษตรกรรวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นสหกรณ์ นำผลผลิตทางการเกษตรเอามาแปรรูป เพิ่มมูลค่า บรรจุหีบห่ออย่างสวยงาม มองแล้วน่าหยิบจับซื้อหาไปฝาก คนกินถูกปาก คนขายถูกใจ สินค้าไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางที่มุ่งแต่กดราคาซื้อให้ถูก แล้วเอามาขายแพง ตัดวงจรให้สั้นลง ดังนั้น วันปีใหม่เลยใช้โอกาส ส่งเสริมขยายช่องทางการตลาดให้กับสมาชิก เชื่อมโยงผู้ผลิต ไปยังกลุ่มผู้บริโภค ให้ประชาชนได้เลือกซื้อสินค้าจัดลงตะกร้า ส่งมอบเป็นของขวัญของฝากไปยังผู้ที่รักนับถือ นี่แหละถึงจะเป็นการคืนความสุขอย่างแท้จริง

“กระเช้าของขวัญปีใหม่ คืนความสุขให้ประชาด้วยสินค้าสหกรณ์ จัดมาตั้งแต่ ปี 2546-2559 แต่ละปีสามารถสร้างรายได้กลับคืนสมาชิกสหกรณ์ 1,200,000-1,300,000 บาท เพื่อขยายช่องทางการขายผลผลิตให้กับชาวบ้าน ปีนี้สหกรณ์ได้ชวนกรมหม่อนไหมเข้าร่วมด้วย เพื่อนำผ้าไหม น้ำหม่อน แยมหม่อน มาร่วมโครงการ” ดร. วิณะโรจน์ กล่าว

ดร. วิณะโรจน์ กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดจำหน่ายด้วยว่า ล้วนคัดสรรจากหลายๆ แหล่ง ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยจะคัดสรรเอาเฉพาะสินค้าคุณภาพ ทั้งอุปโภค บริโภค ซึ่งปีนี้มุ่งเน้นสินค้าสุขภาพ ของกินเล่น อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวอินทรีย์ หมูเค็ม ปลาหย็อง ข้าวพอง ลูกหยี บร็อกโคลี่ หมี่กรอบ อีกมากมายสารพัด รวมทั้งของใช้เครื่องเบญจรงค์ กล่องทิชชู หมอนรองคอ ผ้าไหม มารวมไว้ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ หรือถ้าไม่สะดวกเดินทางมาเลือกด้วยตัวเอง สามารถเข้ามาเลือกชมได้ ที่ http://www.cpd.go.th

ราคามีตั้งแต่หลักร้อย ถึงหลักพันบาท ส่วนสินค้าที่นำมาจัดกระเช้า ยังสามารถเช็กได้อีกว่า มาจากไหน มีสถานที่ติดต่อ เรียกว่าเอาไปฝากช่วงปีใหม่แล้ว ผู้หลักผู้ใหญ่ติดอกติดใจขึ้นมา สั่งซื้อกันใหม่ได้ตามแหล่งผลิตที่แจ้งไว้ ยิ่งไปกว่านั้น หากสั่งซื้อสินค้ามูลค่า ตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไป ส่งฟรีในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ไม่เพียงแค่นี้ องค์การสะพานปลา นำอาหารทะเลแปรรูป มาจัดชุดผลิตภัณฑ์ ใส่กล่องผ้าไหม บรรจุด้วย น้ำพริกแบรนด์ FMO จำนวน 4 กระปุก เมี่ยงสายไหม ปลาสายไหมอบกรอบ กับชุดลังไม้สน ที่บรรจุด้วย น้ำพริกแบรนด์ FMO จำนวน 2 กระปุก กะปิ 1 กระปุก ปลาสายไหมอบกรอบ ปลาจิ้งจัง สนใจเข้าไปดูได้ที่ http://www.facebook.com/FMOProduct หรือโทรศัพท์ (02) 211-7300 ต่อ 850 ผลิตภัณฑ์ดีๆ ราคาย่อมเยา มีให้เลือกจนถึง วันที่ 15 มกราคม 2559 นี้ จะรับเป็นชิ้น หรือจัดเป็นชุดได้ทั้งนั้น

นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว สาธิตจุฬาฯ สุดเจ๋ง คว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ เกาหลีสนใจสั่งซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เยาวชนนักประดิษฐ์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

นักประดิษฐ์รุ่นจิ๋ว สาธิตจุฬาฯ สุดเจ๋ง คว้ารางวัลสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ เกาหลีสนใจสั่งซื้อ

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เผยความสำเร็จของวงการนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ไทย เมื่อนักประดิษฐ์ไทย ที่เข้าร่วมแสดงนิทรรศการและประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์และผลงานวิจัย ในงาน Seoul International Invention Fair (SIIF 2015) จัดโดย องค์กรส่งเสริมด้านการประดิษฐ์คิดค้นของสาธารณรัฐเกาหลี (Korea Invention Promotion Association : KIPA) จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยมีผลงานสิ่งประดิษฐ์และผลงานวิจัย จำนวนมากกว่า 1,000 ผลงาน จาก 33 ประเทศ เข้าร่วม

ทั้งนี้ วช. ส่งผลงานของนักประดิษฐ์ นักวิจัยไทย จำนวน 32 ผลงาน จาก 13 หน่วยงาน เข้าร่วมประกวดและนำเสนอ และได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย แต่ที่น่าภูมิใจมากไปกว่านั้น เมื่อสิ่งประดิษฐ์ผลงานของนักประดิษฐ์รุ่นจิ๋วจาก โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม จำนวน 6 ผลงาน ซึ่งเข้าร่วมเป็นครั้งแรก สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศและได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจประเทศเกาหลีใต้ทาบทามสั่งซื้อสิ่งประดิษฐ์ฝีมือเด็กนักเรียนไทย

โดย 6 ผลงาน สิ่งประดิษฐ์ฝีมือเด็กไทยระดับประถมศึกษา จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ที่ได้รับการสนับสนุน จาก วช. ให้เข้าร่วมแสดงนิทรรศการและประกวดสิ่งประดิษฐ์ในงาน SIIF 2015 ครั้งนี้ ซึ่งทั้งหมดได้รับรางวัลต่างๆ ได้แก่ แปรงลบกระดานไร้ฝุ่นเพื่อสุขภาพ ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ Special Prize จากประเทศไต้หวัน, อุปกรณ์เสริมการนอนหลับแสนสบายเป่าลมได้แบบพกพา ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ Special Prize (Gold) จากสาธารณรัฐโปแลนด์, ตะขอช่วยเกี่ยวราวรถเพื่อพยุงตัวขณะยืนสำหรับเด็ก ได้รับรางวัลเหรียญทอง และ Special Prize จากประเทศรัสเซีย, ถังขยะสำหรับแก้วพลาสติกใช้แล้วแยกน้ำได้ ได้รับรางวัลเหรียญเงิน, รองเท้า ทู อิน วัน : ปรับส้นได้ ได้รับรางวัลเหรียญเงิน และ Special Prize จากสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ และเครื่องขัดเท้ากึ่งอัตโนมัติ รับรางวัลเหรียญทองแดง

อุปกรณ์เสริมการนอนหลับแสนสบายเป่าลมได้แบบพกพา หรือ HAPPY PILLOW เป็นผลงานของ เด็กหญิงชนิดาภา เหลืองเลิศไพบูลย์ เด็กหญิงจิณห์จุฑา เหลืองเลิศไพบูลย์ เด็กหญิงอาจรีย์ รัตนแสงเสถียร เล่าถึงแรงบันดาลใจในการคิดสิ่งประดิษฐ์สุดฮิปนี้ว่า หมอนรองคอที่ใช้ในการเดินทางที่เห็นอยู่ทั่วไป จะมีลักษณะเป็นรูป ตัว U ความหนาไม่มาก ทำให้เวลาสวมคอแล้วเวลาหลับคอจะเอียง ทำให้เกิดอาการปวดคอได้ หรือบางครั้งคอตกก้มหน้าโดยไม่รู้ตัว แทนที่จะหลับสบายระหว่างการเดินทาง ทำให้ต้องขยับตัวตลอดเวลา

จึงนำมาปรับให้มีขนาดที่รองรับกับศีรษะได้พอดี มีรูปแบบคล้ายหมอนประคองศีรษะกู้ชีพ ที่เมื่อเป่าลมเข้าเต็มที่ จะประคองศีรษะได้ทั้งหมด มีความหนานุ่มมากพอ ทำให้ศีรษะไม่เอียงซ้ายหรือขวา และมีสายรัดใต้คางป้องกันการก้มหน้า แถมด้วยฟังก์ชั่นพิเศษคือ ผ้าปิดตา ซึ่งทั้งหมดเมื่อปล่อยลมออก สามารถพับให้มีขนาดเล็กพกพาสะดวก

โดยผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน นับตั้งแต่การออกแบบ การพัฒนาชิ้นงานต้นแบบ จนได้รูปลักษณ์ที่เห็นในปัจจุบัน แต่ก็จะมีการพัฒนาต่อสำหรับคนที่ชอบฟังเพลง โดยจะมีช่องเสียบอุปกรณ์เชื่อมต่อและหูฟังในตัว

ส่วน ตะขอช่วยเกี่ยวราวรถเพื่อพยุงตัวขณะยืนสำหรับเด็ก เป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่เด็กๆ จะต้องเจอเวลาโดยสารรถสาธารณะและไม่มีที่นั่ง อย่าง เด็กหญิงปติญธร คุ้มเมธา เด็กชายเอกชล ประสพผล เด็กหญิงอภิสรา แซ่ฉั่ว โดยเด็กๆ บอกว่า ในเวลาที่รถโดยสารสาธารณะทั้งหลายมีผู้ใช้บริการแน่นหนา จะหาที่ยึดเกาะได้ยาก ยิ่งการโหนราวด้านบนยิ่งทำได้ยาก พวกเขาจึงมองหาอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เขาโหนรถเมล์หรือรถไฟฟ้าได้สะดวก

โดยมีอุปกรณ์สำคัญ ได้แก่ ส่วนที่เป็นตะขอเกี่ยว และด้ามจับสามารถยืดหดได้ และห่วงคล้องมือ ซึ่งตะขอเกี่ยวนั้นได้พัฒนาจากรูปแบบ ตัวอักษร A มาเป็น C ส่วนโค้งด้านในติดแผ่นยางกันลื่นเพื่อเพิ่มการยึดเกาะ โดยเปลี่ยนวัสดุจากไม้มาเป็นพลาสติกที่มีความหนา แต่มีน้ำหนักเบา ด้ามจับยืดหดที่ได้มาจากไม้เซลฟี่ปลายด้ามสวมปลอกยางและมีห่วงไม้คล้องมือกันลื่น ง่ายต่อการพกพา และทำให้พวกเขาสามารถโดยสารรถสาธารณะได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจ รองเท้า ทู อิน วัน : ปรับส้นได้ ผลงานของ เด็กหญิงมินท์มันตา ล้อวิชช์วรวัชร เด็กหญิงปาลิดา รงคพิชญ์ เด็กหญิงจิดาภา ซื่อดำรง เกิดจากความใส่ใจสุขภาพเท้าของคุณแม่ที่ชอบใส่ส้นสูง และยังช่วยให้คนที่อยากสูงสามารถเพิ่มความสูงได้ง่ายๆ เพียงแค่ทำให้ส้นสามารถพับเก็บได้ โดยต้นแบบของส้นเริ่มแรกใช้วิธียืดหดเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีความคงทนและปลอดภัย เมื่อลงน้ำหนักมากๆ ส้นก็หดกลับเอง จึงได้เปลี่ยนมาใช้วิธีการพับเก็บเมื่อต้องการให้เป็นรองเท้าส้นเตี้ย และดึงออกมาเมื่อต้องการให้เป็นส้นสูง

แต่ยังต้องมีการพัฒนาต่อไป เพราะขณะนี้รองรับน้ำหนักได้เพียง 30 กิโลกรัม ซึ่งถ้าต้องการให้คุณแม่หรือพี่ๆ ที่เป็นผู้ใหญ่ใส่ได้ จะต้องพัฒนารูปทรง รวมถึงวัสดุที่ใช้เพื่อให้รองรับน้ำหนักตัวได้มากกว่านี้

อาจารย์จีระศักดิ์ จิตรโรจนรักษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายหลักสูตรและการสอน โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม กล่าวว่า ผลงานสิ่งประดิษฐ์ทั้ง 6 ชิ้น เป็นผลงานของเด็กนักเรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เข้าร่วมโครงการสร้างสรรค์นวัตกรรมสู่เวทีประกวดนานาชาติ ของโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นปีแรก ด้วยเล็งเห็นว่าเด็กไทยมีศักยภาพในด้านความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม เพียงแต่ขาดการสนับสนุน ขาดโอกาสที่เขาจะแสดงออก เราจึงจัดโครงการนี้ขึ้นและเปิดรับนักเรียน ชั้น ป. 4 – ป. 5 เข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ โดยให้เขารวมกลุ่มกันนำเสนอผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นตัวหนังสือ ให้เขาสร้างผลงานต้นแบบจากวัสดุใกล้ตัว และมีอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการคอยให้คำชี้แนะ ผ่านกระบวนการคิด แก้ไขปัญหา พัฒนา จนสามารถนำเสนอสิ่งประดิษฐ์ตัวจริงได้

“ต้องขอขอบคุณ วช. ที่เปิดโอกาสและสนับสนุนเด็กๆ กลุ่มนี้ให้มีโอกาสได้ไปแสดงผลงานในเวทีนานาชาติ จนได้รับรางวัลและเสียงชื่นชมกลับมา โดยเฉพาะ 2 ผลงานเด่น HAPPY PILLOW มีบริษัททัวร์ต่างประเทศที่เข้าชมงานสนใจจะสั่งทำเพื่อแจกให้ลูกค้าใช้ขณะเดินทางท่องเที่ยว และตะขอช่วยพยุงขณะยืนในรถโดยสาร ได้รับความสนใจจากภาคธุรกิจของเกาหลีใต้ ที่ต้องการให้เราผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศของเขา เพราะบ้านเขาใช้บริการรถสาธารณะกันมาก และไม่ใช่ใช้ได้แต่เด็ก ยังรวมถึงผู้ใหญ่ก็สามารถใช้ได้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาในข้อตกลง แต่ทั้งนี้สิ่งที่เราต้องเร่งทำคือ การจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ให้กับเด็กๆ ก่อน และพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ให้มีความสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น และจากความสำเร็จครั้งนี้ ทำให้โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ยังจะดำเนินโครงการนี้ต่อไป เพื่อช่วยสร้างนักประดิษฐ์นวัตกรรมรุ่นใหม่ให้กับประเทศ” อาจารย์จีระศักดิ์ กล่าว

ด้าน นางสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ รองเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า จากผลงานของเด็กๆ โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ทำให้เราเชื่อมั่นว่า วช. เดินมาถูกทางแล้วสำหรับการวางรากฐานในการสร้างบุคลากรที่จะมาเป็นนักประดิษฐ์ ที่เราจะต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีพื้นที่แสดงออกถึงจินตนาการ ซึ่งบางครั้งผู้ใหญ่อาจมองข้ามว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เด็กๆ กลุ่มนี้ทำให้เห็นแล้วว่า จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ จะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติได้อย่างไร ไม่เพียงแค่ได้คำชื่นชมจากนักประดิษฐ์นานาชาติ พวกเขายังได้รับรางวัล ที่สำคัญเป็นการก้าวกระโดดอย่างมากที่สิ่งประดิษฐ์ของพวกเขาได้รับความสนใจจากนานาชาติที่จะนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์อีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่า ทำไม วช. จึงต้องทำให้เกิดการลงนามบันทึกความร่วมมือ โครงการ “Research for Community วิจัยเพื่อชุมชนสังคม” กับสถาบันการศึกษา

เมื่อเด็กไทยมีความสามารถมากขนาดนี้ เราต้องร่วมชื่นชม สนับสนุน และส่งเสริมให้พวกเขาก้าวต่อไป ไปชมผลงานของจริง ของเด็กไทยคนเก่งเหล่านี้ได้ ในงาน “วันนักประดิษฐ์ ประจำปี 2559” ระหว่าง วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2559 ณ อีเว้นท์ ฮอลล์ 102-103 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ซึ่ง วช. ได้คัดสรรผลงานสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม เทคโนโลยี และผลงานวิจัย โดยฝีมือคนไทย ที่ตอบสนองความต้องการต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งไม่เฉพาะแต่ผู้ใหญ่ นักวิจัย นักการศึกษา แม้แต่เด็กนักเรียนชั้นประถมก็ไปชมกันได้ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองในการก้าวสู่เป็น “นักประดิษฐ์” ที่แท้จริง

ผู้สนใจเข้าชมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://inventors.nrct.go.th และ/หรือ http://rrm.nrct.go.th

ปลุกวัยใส ตื่นรู้ ที่มาอาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เยาวชนเกษตร

ธนสิทธิ์

ปลุกวัยใส ตื่นรู้ ที่มาอาหารปลอดภัย

เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง วิถีการดำเนินชีวิตคนก็เปลี่ยนไป ความเร่งรีบเพื่อให้ก้าวทันตามเข็มนาฬิกาที่หมุนผ่านไปในแต่ละวัน ทำให้หลงลืมรายละเอียดสำคัญบางอย่างของชีวิต โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ความสะดวกสบายทำให้ลืมคำนึงความปลอดภัยต่อสุขภาพ เปิดช่องว่างให้สารเคมีที่ปนเปื้อนมากับอาหารเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย ส่งผลให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ตามมามากมาย ซึ่งไม่เฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น แต่เด็กที่ภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงพอ เมื่อร่างกายได้รับสารพิษ โอกาสเสี่ยงเป็นโรคสูงกว่าคนทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิสังคมสุขใจ หนึ่งในองค์กรที่ตระหนักและเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดโครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียนขึ้น ภายใต้โครงการสามพรานโมเดล โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้คัดเลือกโรงเรียนในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จำนวน 10 โรงเรียน เข้าร่วมกิจกรรมนำร่อง สร้างองค์ความรู้การทำเกษตรอินทรีย์ครบวงจร เพื่อปลุกจิตสำนึกและกระตุ้นให้เยาวชนตื่นรู้เท่าทันพิษภัยของสารเคมี ใส่ใจเรื่องสุขภาพ และรู้จักเลือกอาหารปลอดภัยได้ด้วยตัวเอง

คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและขับเคลื่อนโครงการ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียน เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้โครงการสามพรานโมเดล จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างเกราะคุ้มกันภัยด้านสุขภาพ โดยการสร้างองค์ความรู้เรื่องการผลิตห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ สอนให้เด็กรู้จักเลือกอาหารปลอดภัย และตระหนักถึงพิษภัยของสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับอาหาร

“เราต้องปลุกพลังคนรุ่นใหม่ ให้หันมาเอาใจใส่สุขภาพของตนเองตั้งแต่ร่างกายยังแข็งแรง สอนให้เห็นถึงพิษภัยของสารเคมีที่แฝงมากับอาหาร แนะให้เขารู้จักเลือกอาหารปลอดภัย และเรียนรู้ที่จะผลิตห่วงโซ่อาหารอินทรีย์ได้เอง เพราะการที่สุขภาพจะสมบูรณ์ แข็งแรง นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การออกกำลังกาย หากแต่อาหารที่รับประทานเข้าไปมีส่วนสำคัญยิ่ง เมื่อร่างกายได้รับอาหารที่ดี สุขภาพก็จะแข็งแรง สติปัญญาดี ผลการเรียนก็ย่อมดีตามมาด้วย” คุณอรุษ ให้เหตุผลที่ต้องปลุกเยาวชนให้ตื่นรู้ และรู้จักเลือกอาหารปลอดภัยให้กับตัวเอง

ด้าน อาจารย์เกษมสันต์ มีจันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดงเกตุ หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ บอกว่า โรงเรียนให้ความสำคัญกับสุขภาพเด็กอยู่แล้ว โดยดำเนินกิจกรรมตามปรัชญาหลักทฤษฎีเกษตรพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ปลูกผักไว้กินเอง แต่พอโครงการนี้เข้ามา มันช่วยเติมเต็มในเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่มูลนิธิให้ความสำคัญเรื่องอาหารปลอดภัย เพราะการที่เด็กๆ ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ทำให้เขาได้ซึมซับวิธีการผลิตอาหารอินทรีย์ตั้งแต่วัยเยาว์ และที่สำคัญนอกจากช่วยโรงเรียนประหยัดงบประมาณในการซื้ออาหารกลางวันได้อีกส่วนแล้ว เด็กยังได้กินอาหารที่ปลอดสารเคมี อย่างน้อย 1 มื้อ ต่อวัน

“เด็กที่นี่ส่วนใหญ่พ่อแม่มีอาชีพรับจ้าง ฐานะค่อนข้างยากจน และกว่า 40% เป็นเด็กนอกพื้นที่ ส่วนหนึ่งเป็นเด็กชาวเขา ซึ่งเด็กเหล่านี้โอกาสในการเลือกกินอาหารมีน้อย แม้จะได้รับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย เพราะบางช่วงที่ไม่มีผลผลิต เราต้องสั่งซื้อวัตถุดิบที่ใช้ปรุงอาหารมาจากตลาด โอกาสเสี่ยงต่อสารเคมีปนเปื้อนสูงมาก หากเด็กได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายสะสมเป็นเวลานานๆ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยไข้เจ็บมากกว่าเด็กทั่วๆ ไป เราจึงต้องสร้างเกราะคุ้มกันให้พวกเขา ฝึกสุขนิสัยการกินตั้งแต่วัยเยาว์ เพื่ออนาคตพวกเขาจะได้เติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ทั้งด้านร่างกายและสติปัญญา”

การทำเกษตรอินทรีย์นั้น ใครๆ ก็ทำได้ แต่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ ต้องอาศัยองค์ความรู้ที่หลากหลาย มาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ และชนิดของพืชผักที่ปลูก

อาจารย์เกษมสันต์ บอกว่า ทางโรงเรียนไม่มีความรู้ในเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ รู้เพียงแต่ไม่ใช้สารเคมี ซึ่งจริงๆ แล้ว ทุกขั้นตอนต้องสัมพันธ์กัน ทั้งเรื่องน้ำ ดิน ปุ๋ย การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรบหลักสูตรการทำเกษตรอินทรีย์กับโครงการ ได้ความรู้กลับมาถ่ายทอดให้กับเด็กๆ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ สอนให้ทำปุ๋ยหมัก ทำสารสกัดไล่แมลงสูตรต่างๆ เด็กๆ เริ่มสนุกกับการเรียนรู้ในห้องเรียนธรรมชาติที่ได้ลงมือทำจริงด้วยตัวเอง เพราะบางคนไม่เคยจับจอบ จับเสียม เลย

“ยิ่งช่วงเวลาที่ผักกำลังเติบโตงอกงาม ทั้ง ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง และผักอื่นๆ มองดูเขียวขจีเต็มแปลง เด็กๆ เขาจะภูมิใจและเฝ้ารอวันเก็บเกี่ยว เพื่ออวดผลงานของตัวเอง ยิ่งมื้อที่ได้รับประทานเมนูอาหารที่ปลูกเอง เด็กจะเกิดความภูมิใจ และเห็นคุณค่าของอาหาร เพราะกว่าผักชุดหนึ่งจะออกมา เขาต้องใช้เวลา ต้องดูแลประคบประหงม นาน 2-3 เดือน ขณะเดียวกันเด็กได้เรียนรู้ทักษะการทำงาน และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์” อาจารย์เกษมสันต์ กล่าว

เสียงใสๆ สะท้อนจากใจเกษตรกรตัวน้อยๆ อย่าง เด็กชายภารดร แซ่โง้ว น้องนัท เด็กนักเรียน ชั้น ป.6 บอกว่า ที่บ้านไม่มีพื้นที่ ไม่เคยทำเกษตรมาก่อน แต่พอได้ทำรู้สึกชอบ และสนุกกับมัน เพราะได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ได้ผลผลิตมานำเข้าห้องครัวของโรงเรียน ปรุงอาหารให้กับเพื่อนนักเรียนได้กินกัน รู้สึกมีความสุขที่เห็นอาหารที่ไม่มีสารพิษ และกิจกรรมนี้มีประโยชน์มาก เราเคยแต่ซื้อผักกิน พอมาทำเองทำให้เรารู้ขั้นตอนการผลิตอาหาร รู้ว่ากว่าเกษตรกรได้ผักมาขายให้เรา เขาต้องใช้เวลาดูแลนานพอสมควรและต้องมีความอดทน ถ้าเลือกได้ หนูอยากเลือกอาหารที่ปลอดภัยให้กับตัวเอง

ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน 1 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ทุกๆ วัน เด็กหญิงเกศินี ตั้งธรรมกร น้องก้อย นักเรียน ชั้น ป.5 จะต้องไปที่แปลงเพื่อเฝ้าดูการเจริญเติบโตของผักที่เขาปลูกไว้ คอยรดน้ำ พรวนดิน ถอนหญ้า เขาบอกว่า มีความสุขกับการได้ทำสิ่งนี้ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เด็กๆ ควรจะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะพ่อแม่ต้องทำงาน เราต้องกินอาหารทุกวัน ถ้าเราไม่รู้จักเลือกหรือไม่รู้การผลิตอาหารด้วยตัวเอง จะทำให้เกิดโรคภัยต่างๆ ได้ง่าย ส่งผลเสียต่อการเรียน และความรู้เหล่านี้เราสามารถนำไปทำได้เองที่บ้าน ปลูกผักสวนครัวในกระถางไว้กินเอง ไม่ต้องซื้อที่ตลาด เสี่ยงต่อสารเคมี

ดัชนีบ่งชี้ความสุข ความแข็งแรงของร่างกาย ไม่ใช่เพียงแค่การออกกำลังกายเท่านั้น หากแต่การได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และปลอดภัยจากสารเคมีก็มีส่วนสำคัญยิ่ง แม้เกษตรกรตัวน้อยๆ เหล่านี้ยังเล็กนัก แต่อย่างน้อยวันนี้พวกเขาก็ได้ซึบซับในสิ่งที่ครูได้บ่มเพาะเกี่ยวกับการผลิตห่วงโซ่อาหารแบบไม่พึ่งพาสารเคมี ทั้งปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ทำให้เขาเกิดจิตสำนึก และเห็นคุณค่ารู้จักเลือกอาหารปลอดภัยให้กับตัวเอง

กศน. อำเภอสัตหีบ ปลื้มรับรางวัลสถานศึกษาดีเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์…เรื่อง

กศน. อำเภอสัตหีบ ปลื้มรับรางวัลสถานศึกษาดีเด่น

ปลายปี 2558 ที่ผ่านมา คุณสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ปลาบปลื้มกับผลงานความสำเร็จ ของ กศน. อำเภอ จำนวน 14 แห่ง ที่ผ่านประเมินภายนอกระดับดีมากถึง 3 ปีซ้อน จากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.)

ตลอด 14 ปี ที่ผ่านมา สมศ. ได้จัดประเมินคุณภาพภายนอก ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จำนวน 3 รอบ โดยรอบแรก ระหว่างปีงบประมาณ 2544-2548 รอบสอง ปีงบประมาณ 2549-2553 และรอบสาม ปีงบประมาณ 2554-2558 ปรากฏว่า สถานศึกษา สังกัด กศน. ต้นแบบจำนวน 14 แห่ง ที่มีผลงานคุณภาพดีมาก ทั้ง 3 รอบ มีรายชื่อดังต่อไปนี้

กลุ่ม กศน. ภาคใต้ คือ กศน. อำเภอนาทวี กศน. อำเภอระโนด กศน. อำเภอบางกล่ำ และ กศน. เมืองสงขลา จังหวัดสงขลา กศน. อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา กศน. อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง กศน. อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

กลุ่ม กศน. ภาคกลางและภาคตะวันออก ได้แก่ กศน. อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี กศน. อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา กศน. อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ส่วน กลุ่ม กศน. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ กศน. อำเภอสุวรรณภูมิ กศน. อำเภอศรีสมเด็จ กศน. อำเภออาจสามารถ และ กศน. อำเภอหนองฮี จังหวัดร้อยเอ็ด

กศน. อำเภอสัตหีบ

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดชลบุรี ได้รับสนองนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการและขยายผลสู่สถานศึกษาในสังกัด กศน. อำเภอ ทุกแห่ง รวมทั้ง กศน. สัตหีบ เดินหน้าจัดการศึกษาตลอดชีวิต กระจายความรู้สู่ชุมชน ได้มีงานอาชีพและแข่งขันในประชาคมอาเซียนอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน กศน. อำเภอสัตหีบ อยู่ภายใต้การบริหารงานของ คุณไพรัตน์ เนื่องเกตุ ผู้อำนวยการ กศน. สัตหีบ ดูแลสถานศึกษาในสังกัด กศน. ตำบล จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย กศน. ตำบลบางเสร่ (ตั้งอยู่ที่ ศูนย์ฝึกทหารใหม่, เทศบาลตำบลบางเสร่) กศน. ตำบลนาจอมเทียน (ตั้งอยู่ที่บริเวณวัดหนองจับเต่า) กศน. ตำบลพลูตาหลวง (ตั้งอยู่ที่ อบต. พลูตาหลวงเดิม) กศน. ตำบลแสมสาร (ตั้งอยู่ที่บริเวณวัดช่องแสมสาร) และ กศน. ตำบลสัตหีบ (อยู่ติดเทศบาลเมืองสัตหีบ)

การทำงานปิดทองหลังพระของ ครู กศน. อำเภอสัตหีบ ทุกท่าน ตลอดระยะเวลา 14 ปี ที่ผ่านมา นับเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ กศน. อำเภอสัตหีบ ประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คงไม่สามารถบรรยายได้ครบถ้วนบนหน้ากระดาษเพียงไม่กี่แผ่น จึงขอรวบรวมผลงาน กศน. อำเภอสัตหีบ ที่เผยแพร่สู่สาธารณชนมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

ที่ผ่านมา กศน. สัตหีบ ระดมภาคีเครือข่ายให้มีส่วนร่วมในการจัดและส่งเสริมกิจกรรม กศน. ไม่น้อยกว่า 75% พัฒนาบุคลากรของ กศน. เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการปฏิบัติงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างทั่วถึง ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ไม่น้อยกว่า 75% ก่อนหน้านี้ กศน. สัตหีบ ตั้งเป้าหมายว่า ประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-59 ปี) ได้รับการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับที่สูงขึ้น ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 10%

พร้อมกันนี้ กศน. อำเภอสัตหีบ ตั้งเป้าหมายผ่านเกณฑ์การประกันคุณภาพภายในไม่น้อยกว่า 80% ของตัวชี้วัดตามเกณฑ์การประเมิน พยายามจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการประจำปี จัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชนเป้าหมาย โดยจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ชุมชน ร่วมกับภูมิปัญญาและผู้รู้ในชุมชน แต่งตั้งครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ตำบลละ 2 ราย

กศน. สัตหีบ แสดงจุดยืน

ผู้ใฝ่รู้ ต้องไม่พึ่งยา

ปัญหายาเสพติด สร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และบ่อนทำลายเยาวชนที่เป็นกำลังของชาติในอนาคต ดังนั้น กศน. สัตหีบ จึงประกาศเจตนารมณ์ ทำหน้าที่แก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดให้สิ้นซากหมดไปจากสถานศึกษา สังคม และประเทศไทย เนื่องจากนักศึกษาส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนที่อยากรู้ อยากลอง ต้องการเรียกร้องความสนใจจากสังคม จนขาดสติยั้งคิด ทำให้เสี่ยงตกเป็นเหยื่อยาเสพติดได้ง่าย

กศน. สัตหีบ ประกาศจุดยืน ให้ “ผู้ใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา จะต้องไม่พึ่งพายาเสพติด” โดยปีที่ผ่านมาได้จัดโครงการ “นักศึกษา กศน. รุ่นใหม่ห่างไกลยาเสพติด” เพื่อสร้างภูมิความรู้ ใช้ในการเป็นเกราะกำบังไม่ให้ยาเสพติดเข้ามาครอบงำทำลายชีวิต โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง นำนักศึกษา กศน. จำนวน 400 คน เข้าตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด พบว่า นักศึกษาทุกคนปลอดจากสารเสพติด และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการร่วมแก้ปัญหายาเสพติด

จัดวันวิชาการ

เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

เพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หลากหลายในด้านวิชาการ พร้อมเปิดโอกาส ให้นักศึกษาได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของตัวเอง กศน. อำเภอสัตหีบ ได้จัดโครงการวันวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประจำทุกปี

“โครงการวันวิชาการ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้” ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ให้กับนักศึกษา กศน. ที่เข้าร่วมกิจกรรมประกวดโครงงาน และประกวดซุ้มกิจกรรมในเชิงสร้างสรรค์ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หลากหลายในด้านวิชาการ ทำให้พวกเขาคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น จากประสบการณ์ตรงได้อย่างสมบูรณ์ และเกิดความกระตือรือร้นที่จะเรียนต่อระดับสูงในอนาคต

ทำงานเชิงรุก

ที่ผ่านมา กศน. อำเภอสัตหีบ ได้เซ็นบันทึกข้อตกลง (MOU) กับโรงละครไทยอลังการ เพื่อสนับสนุนให้พนักงานได้เรียนในระดับที่สูงขึ้น โดย กศน. ได้จัดการเรียนการสอน กศน. พื้นฐาน ให้กับพนักงาน และชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง ทำให้พนักงานส่วนมากจบการศึกษาระดับมัธยมปลายเป็นส่วนใหญ่

กศน. สัตหีบ มุ่งทำงานช่วยเหลือชุมชนที่มีฐานอาชีพที่หลากหลาย สามารถยกระดับไปสู่วิสาหกิจชุมชนอันนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับประเทศได้ เช่น กลุ่มชุมชนบางเสร่เพาะเห็ดเป็นอาชีพ กศน. สัตหีบ ได้เข้ามาสนับสนุนความรู้เรื่องการแปรรูปเห็ด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปวิสาหกิจชุมชนเห็ดโคนญี่ปุ่นในน้ำซอสและน้ำเกลือพร้อมบริโภค และจัดตั้งให้วิสาหกิจแห่งนี้เป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนเกี่ยวกับเรื่องการแปรรูปเห็ด กลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานและสาธิตการทำเห็ดให้แก่กลุ่มแม่บ้านจากทั่วประเทศที่ต้องการศึกษาเรื่องแปรรูปเห็ด และเป็นสถานที่ฝึกอาชีพให้กับทหารเกณฑ์ที่เตรียมปลดประจำการ ปัจจุบัน สินค้าจากชุมชนแห่งนี้กลายเป็นสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการคัดสรร ได้ 5 ดาว เมื่อปี พ.ศ. 2553

ส่วนกลุ่มผู้ไม่รู้หนังสือ กศน. สัตหีบ ได้มอบหมายให้ครู กศน. ทุกคนเฉลี่ยกันสอน สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับประชาชน และนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้บริหารจัดการอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์งาน กศน. ในรูปแบบที่หลากหลาย และทั่วถึง มอบหมายให้ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสัตหีบ จัดทำเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ความรู้ และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับห้องสมุด รวมไปถึงประชาสัมพันธ์สถานที่สำคัญในอำเภอสัตหีบ เช่น เขาชีจรรย์ แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของอำเภอสัตหีบ

กศน. สัตหีบ มุ่งหวังให้นักศึกษา กศน. มีความรู้เกี่ยวกับการศึกษาที่หลากหลาย ตามหลักสูตรที่กำหนด โดยจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เช่น กศน. ตำบลนาจอมเทียน จัดกิจกรรม โครงการ นักศึกษา กศน. พบผู้รู้ซันเซ็ทฟาร์มหอยหวาน ตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี คุณภานุรักษ์ ตริยางกูรศรี เจ้าของฟาร์มเป็นวิทยากร

ย่ำเมืองกัมปอต…แหล่งผลไม้อุดม ดูเกาหลีทำนาเกลือแบบพัฒนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เกษตรต่างแดน

กาญจนา จินตกานนท์

ย่ำเมืองกัมปอต…แหล่งผลไม้อุดม ดูเกาหลีทำนาเกลือแบบพัฒนา

มีโอกาสได้ร่วมขบวนคาราวานสินค้าไปงานระดับชาติของกัมพูชา ที่ เมืองกัมปอต ชื่อว่า “งานบุญสมุทร” หรือ “Cambodia Sea Festival 2015” เมื่อ วันที่ 11-13 ธันวาคมนี้ จังหวัดตราด ได้รับเชิญจากจังหวัดกัมปอต ให้นำบู๊ธสินค้าไทยไปแสดง จริงๆ คือจำหน่าย ก่อนเดินทางเตรียมหาข้อมูลไว้ก่อน เห็นว่ากัมปอตมีความน่าสนใจ 4-5 ประเด็น คือ

1. เป็นเมืองท่องเที่ยวติดทะเลของกัมพูชา 1 ใน 4 เมือง (คือ กัมปอต แกป สีหนุวิลล์ เกาะกง) ที่รัฐบาลให้ความสำคัญพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวสวยงาม ว่า “The most Beautiful BAYS in the Word” ทุกปีได้จัดงานบุญสมุทรเวียนกันไปทั้ง 4 เมือง ปัจจุบัน แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง คือ พนมโบโก

2. เป็นเมืองผลไม้ เห็นได้จากรูปปั้นผลไม้ อยู่ที่วงเวียนกลางเมือง มีรูปทุเรียนโดดเด่น และผลไม้หลายชนิด เช่น มังคุด ส้มโอ ส้มจุก ขนุน มะละกอ รวมทั้ง พริกไทย เป็นต้น ที่นี่ผลไม้อินทรีย์ธรรมชาติมีรสชาติอร่อยมากคือ ทุเรียน ที่ลักษณะคล้ายทุเรียนพันธุ์ชะนี แต่เนื้อเหนียว อร่อยกว่า

3. เมืองผลิตเกลือสมุทรใหญ่ที่สุด

4. บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) และ (Asia fund) ได้ระบุให้เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกัมพูชา และ

5. เป็นเมืองทางผ่านไปเวียดนาม ตามเส้นทางสาย R 10 โดยผ่านแกปและไปเข้าทางเมืองฮาเตียน

งานบุญสมุทร หรือ

Cambodia Sea Festival 2015

โชว์…แหล่งท่องเที่ยว สินค้า

การเดินทางมาเมืองกัมปอตจากจังหวัดตราดไม่ไกลมากนัก ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตรเศษ ออกจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก มาตามถนนหมายเลข R 10 ระยะทาง 200 กิโลเมตร ถึงทางแยกสะแรอัมปึล เลี้ยวขวาไปทางเมืองสีหนุวิลล์ ประมาณ 50 กิโลเมตร และเลี้ยวซ้ายไป 48 กิโลเมตร จะถึงเมืองกัมปอต

เส้นทางลาดยางตลอด สะดวก แต่ยังมีการจำกัดความเร็วไว้ที่ไม่เกิน 60-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง งานบุญสมุทร เขาจัดยิ่งใหญ่มาก เพราะถือว่าเป็นงานระดับชาติ ใช้บริเวณอ่าวแม่น้ำกำปง (Kampong Bay river) กว้างยาวมากๆ เป็นฉากหลังพิธีเปิดงาน เมื่อจุดพลุจะสวยงามตระการตามาก และปิดถนนเลียบแม่น้ำยาว 2 กิโลเมตร ให้ตั้งบู๊ธจำหน่ายสินค้าจากเวียดนาม จันทบุรี ตราด และสินค้าของเจ้าภาพ จับจ่ายซื้อของกันได้ตั้งแต่ก่อนวันงาน งานนี้ประมาณว่าจะมีผู้คนมาเดินเที่ยวและจับจ่ายซื้อสินค้า 100,000-150,000 คน เพราะเมืองกัมปอตเองมีประชากรมากถึง 690,000 คน และยังได้ผู้คนจากจังหวัดแกป ที่อยู่ห่างออกไปเพียง 25 กิโลเมตร รวมทั้งที่พนมเปญห่างออกไปเพียง 148 กิโลเมตร ด้วย

การออกบู๊ธเมืองท่องเที่ยวของกัมพูชา เช่น เกาะกง แกป สีหนุวิลล์ รวมทั้งกัมปอตมาตรฐานมาก ทั้งรูปแบบ โบรชัวร์โรงแรม สินค้าท้องถิ่นที่แนะนำ เพราะการบริหารโรงแรมเป็นมืออาชีพต่างประเทศ บู๊ธท่องเที่ยวของกัมปอต ไฮต์ไลต์คือ แหล่งท่องเที่ยวบนเขาที่ชื่อ พนมโบโก มีทั้งโรงแรมและกาสิโนระดับมาตรฐานสากล อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 42 กิโลเมตร กัมปอตมีสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากในระยะ 3 ปี เปรียบเทียบ ปี 2555 กับ ปี 2557 เพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 23 น่าสังเกตว่าชาวต่างประเทศเพิ่มสูงถึงร้อยละ 81 ข้อมูล ปี 2555 มีจำนวนนักท่องเที่ยว 978,619 (ชาวต่างประเทศ 24,972 คน) และเพิ่มสูงมาก ปี 2556 จำนวน 1,231,887 คน (ชาวต่างประเทศ 117,280 คน) และ 2557, มีจำนวน 1,271,401 คน (ชาวต่างประเทศ 131,468 คน) ในบู๊ธแนะนำผลิตภัณฑ์และผลไม้พื้นเมืองส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น ทุเรียน ส้มจุก ขนุน กล้วย มะม่วง น้ำตาลโตนด รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ทำรายได้หลักๆ ให้ อย่างเกลือ พริกไทย ในแพกเกจจิ้งที่พัฒนาแล้ว

ส่วนบู๊ธสินค้าไทย คุณวิยะดา ซวง ผู้ประสานงานการนำสินค้าไทยไปงานครั้งนี้ เล่าว่า ไทยมีออร์แกไนซ์รับจัดคาราวานแบบตลาดนัดในเมืองต่างๆ ของกัมพูชาบ่อยๆ ระยะหลังมีปัญหาสินค้าคุณภาพไม่ดี ทางกัมพูชาจึงย้ำเตือนมา ให้นำสินค้าคุณภาพเข้าจำหน่าย หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงต้องคัดสินค้าคุณภาพเป็นพิเศษในครั้งนี้ จังหวัดตราด จัดไป 31 บู๊ธ โดยเสียค่าใช้จ่าย รายละ 11,000-12,000 บาท เป็นค่าบู๊ธให้ทางกัมพูชาและการให้บริการรถบรรทุกสินค้า ส่วนใหญ่เป็นรายใหม่ๆ เข้ามาหาประสบการณ์ถึง 80% บางรายมีสินค้าจำหน่ายในตลาดกัมพูชาอยู่แล้ว จึงมาทำประชาสัมพันธ์ตอกย้ำสินค้า

มีสินค้าหลายประเภท เช่น สินค้าโอท็อป อาหารทะเลแห้ง ทุเรียนทอด เครื่องดื่ม น้ำส้ม น้ำมะขาม น้ำซอส ยาเหลือง ยาหม่องสมุนไพร สบู่สกัดจากมะขาม สีทาบ้าน ที่นอน และอาหารไทยๆ ส้มตำ ไก่ย่าง ไก่อบโอ่ง ไข่เค็ม ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หมูแผ่น กุนเชียง ข้าวหลาม พร้อมทั้งการบริการ นวดไทย และบริการข้อมูลจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด

“จริงๆ ชาวกัมพูชามีกำลังซื้อ อยากได้ของดีๆ และซื้อครั้งละจำนวนมาก เช่น ที่นอนยางพารา ร้านค้าเคยนำเข้ามาขายที่นอนราคาแพง ขายดีกว่าราคาถูก เพราะผู้ประกอบการซื้อไปใช้ในโรงแรม ครั้งนั้น ผู้ประกอบการเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ต้องการที่นอน ขนาด 3 ฟุตครึ่ง จำนวนมาก แต่ไซซ์ใหญ่ไป ผู้ซื้อจึงลองตัดให้ไซซ์พอดี ผ่าออกเจอมีการยัดไส้กระดาษมาตรงกลาง ข่าวแพร่ออกไปเป็นเรื่องใหญ่ ชาวกัมพูชาไม่พอใจมาก ครั้งนี้จึงมีการย้ำเตือนเป็นพิเศษ ให้เอาสินค้าพรีเมี่ยม สินค้าคุณภาพ” ออร์แกไนซ์รายหนึ่งของจังหวัดตราดกล่าว

เที่ยว พซา ซาม มกีตีรวม :

ตลาดสดสามัคคี…

อาหารผลไม้อุดม ดูทำทอง

พซา ซาม มกีตีรวม หรือ ตลาดสดสามัคคี ในตัวเมืองเมืองกัมปอต ส่วนใหญ่รสนิยมอย่างหนึ่งของการไปเที่ยวทั่วๆ ไป ต้องการไปเยือนตลาดสดยามเช้า เพื่อดูวิถีชาวบ้าน ว่าอาหารการกิน สินค้าท้องถิ่นเขาขายอะไรกัน ตลาดสดสามัคคียามเช้าคึกคักมาก เปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้า ปิด 2 ทุ่ม มีขายทุกอย่าง รวมๆ กัน รูปแบบเหมือนตลาดสดในกัมพูชาทั่วๆ ไป คือขายของสดที่เป็นอาหาร เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ อาหารพื้นเมือง ขนมจีน น้ำตาลโตนด ขนมหวาน มีร้านก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารเช้าอยู่มาก ผลไม้เหมือนๆ ไทย ส้มโอ มะละกอ ขนุน ทุเรียน กล้วย ฝรั่ง แก้วมังกร เสาวรส ตลาดเสื้อผ้าสินค้าจากไทยและเวียดนาม ที่ขาดไม่ได้คือ ตลาดทำและขายทอง ที่เป็นเอกลักษณ์ของตลาดสดในกัมพูชา นอกจากมีทองขายจำนวนมากแล้ว มีช่างทองมานั่งทำให้เห็นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง เป็นเสน่ห์และสีสันกับผู้มาเยือน

อาหารเช้ายอดนิยมตามวัฒนธรรมชาวจีนคือ ก๋วยเตี๋ยวหมูใส่น้ำซุปหมู ชามละ 40 บาท รสชาติอร่อยดี อีกอย่างอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ทดลองรับประทานแล้วติดใจ “ซ็อมลอ หรือ สัมลอร์” เป็นซุปเนื้อที่ใส่กะทิ มันเทศ หัวหอม ปรุงรสเค็ม หวาน เผ็ด เห็นคนข้างๆ ฉีกขนมปังบาแกตของฝรั่งเศสจิ้มลงในน้ำซุป ผู้เขียนลองทำตามบ้าง รสชาติน้ำซุปเข้ากับขนมปัง อร่อยมาก ชุดละ 40 บาท เช่นกัน กัมปอตต้องใช้เงินเรียลหรือดอลลาร์เท่านั้น เหมือนกับการพูด ใช้ภาษากัมพูชาหรือภาษาอังกฤษเท่านั้น ภาษาไทย เงินไทย ใช้ไม่ได้ ร้านแลกเปลี่ยนเงินมีมาก หาง่าย สะดวกมาก เพราะเขาเก็บค่าธรรมเนียม ตอนไป เงินไทย 36.07 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์ 4,050 เรียล ต่อ 1 ดอลลาร์ หรือเงินไทย 100 บาท ต่อ 11,200 เรียล ราคาโรงแรมที่พักอย่างโรงแรมที่ดีที่สุดอย่างไดมอนด์ กัมปอต ห้องละ 1,000 บาท ไม่มีอาหาร กาแฟตอนเช้า ใช้เงินเรียลจ่ายแบบเศรษฐี ราคาคืนละ 123,200 เรียล ค่าก๋วยเตี๋ยว ซ็อมลอ ชามละ 4,000-5,000 เรียล สิ่งจำเป็นพูดกัมพูชา อังกฤษ ไม่ได้ การซื้อขายควรพกเครื่องคิดเลขไว้กดตัวเลขเป็นสกุลเงินไว้สื่อสารกันด้วย

เกาหลี ทำนาเกลือ

ที่กัมปอต…ใหญ่สุดในกัมพูชา

กัมปอต เป็นแหล่งผลิตเกลือเลี้ยงชาวกัมพูชาทั้งหมด มีโอกาสได้คุยกับ คุณบุน บารัง (Bun Bariang) ประธานสมาคมผู้ผลิตเกลือในกัมปอตและแกป Salt Association Producer Kompot & Kep และลูกชาย คุณบุน จันดารา (Bun Chandara) ตำแหน่งบัญชีในสมาคม คุณบารัง เล่าให้ฟังว่า ทำนาเกลือมากว่า 20 ปีเศษแล้ว เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ได้รวมกลุ่มเกษตรกร 20 กว่ากลุ่ม ลงหุ้นประมาณ 200 หุ้น ก่อตั้งสมาคมผู้ผลิตเกลือในกัมปอตและแกป ทำนาเกลือในกัมปอตและแกป มีหมุนเวียน ประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือสมาชิกทำนาเกลือ และรวบรวมผลผลิตขาย สมาคมจะปันผลให้สมาชิกทุกๆ 5 ปี และทำสัญญาต่อใหม่ ที่ผ่านมาเกลือที่ผลิตได้รัฐบาลจะให้ขายในประเทศอย่างเดียว ห้ามส่งออกเพราะกัมพูชาใช้เกลือมาก แต่เมื่อ ปี 2557 บริษัทเกาหลี ได้เช่าที่ดินส่วนตัวทำนาเกลือ มีการใช้เทคโนโลยี ทำให้ผลิตเกลือได้มาก รัฐบาลจึงอนุญาตให้บริษัทเกาหลีที่เข้ามาทำนาเกลือส่งออกได้เป็นครั้งแรก

คุณบุน จันดารา ลูกชาย คุณบุน บารัง จบปริญญาตรี สาขาบัญชี ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พูดไทยได้ดี อธิบายเพิ่มเติมว่า การทำนาเกลือของเกาหลีเป็นแบบพัฒนา มีการบริหารจัดการที่ดี และใช้เทคโนโลยี จึงได้เกลือที่มีคุณภาพขาวกว่า เป็นเกลือเกรดดี ราคาสูง และได้ปริมาณที่รวดเร็วกว่า เพราะเขาใช้พลาสติกอย่างดีที่เหนียว ทนทาน ไม่แข็ง ปูก้นบ่อ เกลือไม่มีดินเลนติด ทำให้เกลือสะอาดเป็นสีขาว นอกจากนั้น ยังตากเกลือให้แห้งได้ภายใน 2-3 โมง ขณะที่ตามธรรมชาติต้องใช้เวลาตากนาน 2-3 วัน ส่วนการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ มีบ่อใหญ่ ขนาด 8-10 ไร่ เก็บกักน้ำเค็ม วางท่อระบบส่งน้ำมาในนาเกลือที่ทำไว้ ขนาด 4 ไร่ มีระบบขนส่งทางรางขนเกลือมาที่โกดัง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว เสียดายที่ช่วงเดือนธันวาคมปีนี้ยังมีฝนตกอยู่ จึงไม่เห็นการทำนาเกลือปกติเดือนพฤศจิกายนทุกๆ ปีจะเริ่มทำและหยุดทำช่วงฤดูฝน

“ปี 2557 รัฐบาลเพิ่งอนุญาติให้ส่งเกลือไปขายต่างประเทศได้ เพราะผลิตเกลือได้เพียงพอและเจอปัญหาเกลือที่นำเข้ามาจากเวียดนามและไทยที่ราคาถูกกว่า ราคาเกลือของกัมพูชา ตันละ 52 เหรียญดอลลาร์ ของไทย 45 ดอลลาร์ เวียดนาม 50 ดอลลาร์ ด้วยความสำคัญที่กัมพูชาทั้งประเทศต้องใช้เกลือปริมาณมากและไปจากกัมปอตทั้งหมด และเริ่มมีปัญหาขาดแรงงาน ซึ่งมักจะออกไปหางานอื่นทำ เพราะกัมปอตกำลังเติบโตทางด้านการท่องเที่ยว ในขณะที่ตลาดเกลือต้องแข่งขันกับเกลือที่นำเข้ามา รัฐบาลจึงมีกฎหมายห้ามเจ้าของที่ดินที่ทำนาเกลือขายที่ดินเมื่อปีที่แล้วนี่เอง” คุณบุน บารัง กล่าวทิ้งทาย

การเยือนกัมปอตเมืองน่ารักๆ ครั้งนี้ เป็นเพียงผิวเผิน โอกาสหน้าจะกลับมากับทัวร์ทุเรียนเมืองกัมปอต ที่รอท้าทายรสชาติ…ข่าวดีจากสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดตราด ได้มีการเชื่อมโยงด้านท่องเที่ยว 4 เมือง ในรูท กัมปอต แกป สีหนุวิลล์ เกาะกง กับจังหวัดตราดแล้ว สนใจสอบถามรายละเอียดที่ คุณวิยะดา ซวง กรรมการสมาคม โทร. (081) 808-5880

ตามรอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แห่งเมืองกรุงเก่า ในทัวร์ “อยุธยามหามงคล” ที่พระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

มติชนอคาเดมี

มติชนอคาเดมี

ตามรอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แห่งเมืองกรุงเก่า ในทัวร์ “อยุธยามหามงคล” ที่พระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง

ย่างเข้าสู่เดือนมกราคม 2559 อย่างเป็นทางการแล้ว หลายคนอาจจะยังไม่ได้มีโอกาสไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระขอพร เอาฤกษ์เอาชัยที่ไหน ทีมงานของเราจึงขอขันอาสานำเสนอโปรแกรมทัวร์สุดพิเศษ ซึ่งครั้งนี้ “มติชนอคาเดมี” จะพาทุกท่านไปพบกับมิติการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะต้นปีที่จะถึงนี้ กับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “อยุธยามหามงคล” ตามรอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แห่งเมืองกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง

งานนี้ เรียกได้ว่า จัดกันอย่างพิเศษเพื่อผู้ที่อยากไปไหว้พระ-ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ขึ้นชื่อของ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง พร้อมตามรอยเรื่องเล่าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ กับวิทยากรชั้นนำอย่าง อาจารย์สุรินทร์ ศรีสังข์งาม ที่พร้อมจะนำพาทุกท่านไปสัมผัสกับ 5 สิ่งมหัศจรรย์ในทริปครั้งนี้…

แต่แล้วทำไม…คุณถึงต้องไม่พลาดการเที่ยวครั้งนี้ เรามี 5 เรื่องราวที่น่าสนใจ…มาบอกให้คุณได้รู้กัน !!

พระพุทธไตรรัตนนายก (หลวงพ่อโต) แห่งวัดพนัญเชิงวรวิหาร

ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย-คนจีน

ถ้าพูดถึงวัดแห่งนี้หลายคนต้องนึกถึงหลวงพ่อโต หรือ “ซำ ปอ กง” พระประธานของวัดเป็นอย่างแรก แต่ความเชื่อแบบจีนที่เข้ามาคงเป็นเพราะในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่บริเวณคลองสวนพลูและใกล้เคียงกับวัดพนัญเชิงนั้น เป็นย่านที่คนจีนอาศัยอยู่มาก เปรียบเสมือนกับเยาวราชในปัจจุบัน จึงไม่น่าแปลกใจที่บริเวณนี้จะมีคติที่เกี่ยวข้องกับจีนเข้ามา โดยเฉพาะเรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้ง กับพระนางสร้อยดอกหมาก ซึ่งเป็นตำนานการกำเนิดชื่อวัดแห่งนี้อีกด้วย

พระมงคลบพิตร สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองกรุงเก่า

ถ้าไม่มาขอพร…ก็เหมือนมาไม่ถึง “อยุธยา”

อาจเพราะเป็นวัดที่สวยแห่งหนึ่งของอยุธยาและมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ด้านในพระวิหาร และคงด้วยทำเลที่ตั้งของที่นี่ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวและโบราณสถานต่างๆ เช่น วังช้างอโยธยา วัดพระราม และวัดพระศรีสรรเพชญ์ ส่วนด้านหลังก็มีตลาดขายของที่ระลึกขึ้นชื่อของเมืองกรุงเก่า อย่างเช่น โรตีสายไหม นี่แหละคือเสน่ห์ของที่นี่ ที่หากใครได้มาอยุธยาแล้วก็มักไม่พลาดเสมอ

หลวงทองสุขสัมฤทธิ์

มนต์ขลังศักดิ์สิทธิ์ แห่งศาสตราวุธ

พระพุทธรูปทรงเครื่องที่มีความแปลกไม่เหมือนกับพระพุทธรูปองค์อื่นคือ ที่พระเศียรจะมีน้ำอยู่ด้านในไม่มีแห้ง นี่คือความอัศจรรย์และความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปองค์นี้ ส่วนเรื่องประวัติของวัดแห่งนี้ยังมีเรื่องเล่ากันมาของชาวบ้านว่า ในสมัยอยุธยาการออกรบทำศึกแต่ละครั้งจะต้องปลุกเสกศาสตราวุธทุกชนิด และที่วัดแห่งนี้ก็เป็นสถานที่ปลุกทำพิธีนั่นเอง

ร่วมสักการะ หลวงพ่อทวด

กับตำนานพระสังฆราชแห่งอยุธยา

สมเด็จเจ้าพะโคะ หรือหลวงพ่อทวด เป็นที่รู้จักของชาวไทยทุกภูมิภาคในฐานะพระเถระศักดิ์สิทธิ์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์และอภิญญาแก่กล้า จนได้สมญาว่า “หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด” ประวัติอันพิสดารของท่านมีเล่าสืบกันมาไม่รู้จบ ยิ่งนานวันยิ่งซับซ้อนและขยายวงกว้างออกไป ทั้งยังมีตำนานกล่าวไว้เพิ่มเติมว่า ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากสมเด็จพระเอกาทศรถในราชทินนามที่ สมเด็จเจ้าพระราชมุนีสามีรามคุณูปรมาจารย์

หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ

สุดยอดพระสายวิปัสสนากรรมฐานชื่อดังของเมืองไทย

พระมงคลเทพมุนี หรือหลวงพ่อสด จนฺทสโร หลวงพ่อเป็นพระที่ชอบปฏิบัติธรรมและนั่งวิปัสสนากรรมฐาน โดยหลวงพ่อมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และวัดแห่งนี้ก็สร้างรูปเหมือนของหลวงปู่ขึ้นมาเป็นที่เคารพสักการะของชาวบ้านและผู้ศรัทธามาจนถึงปัจจุบัน

และแน่นอนว่า เราจะได้ร่วมสักการะขอพร พร้อมฟังเรื่องราวที่น่าสนใจของ 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สุดมหัศจรรย์เหล่านี้ ในทัวร์ของเราอย่างแน่นอน?

ในวันที่ 23 มกราคม 2559 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “อยุธยามหามงคล” ตามรอยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แห่งเมืองกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา-อ่างทอง ที่มติชนอคาเดมีจะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรพิเศษ อาจารย์สุรินทร์ ศรีสังข์งาม สำหรับท่านที่สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แก้ปีชง “59

ในทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “เสริมบารมี 12 ปีนักษัตร”

ย่างเข้าสู่ ปี 2559 ซึ่งตรงกับปีนักษัตร อย่าง “ปีวอก” หลายคนอาจกำลังอยากรู้วิธีการรับมือกับ “ปีชง” แต่นั้นคงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพียงประเด็นเดียวสำหรับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “เสริมบารมี 12 ปีนักษัตร” ที่ “มติชนอคาเดมี” กำลังจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2559 นี้ เพราะยังมีประเด็นสำคัญ และเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย สำหรับคนที่กำลังอยากจะไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเสริมบารมีให้กับทั้ง 12 ปีนักษัตร การร่วมเดินทางไปกับเราในครั้งนี้ตอบโจทย์อย่างแน่นอน…

แต่แล้วทำไม…คุณถึงต้องไม่พลาดทริปนี้ เรามี 5 เหตุผลที่น่าสนใจ…มาบอกให้คุณได้รู้กัน !!

แก้วแหวน เงินทองไหลมาเทมาตลอดปี ที่ “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม”

“วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” หรือ “วัดพระแก้ว” เป็นวัดที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ตามแบบอย่างพระราชวังของกรุงศรีอยุธยา ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร” หรือ “พระแก้วมรกต” พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย โดยเชื่อกันว่า หากได้มาสักการะพระแก้วมรกต ชีวิตจะมีแต่ความสุขสบาย และมากด้วยทรัพย์สินเงินทองไม่ขาดมือนั่นเอง

ไหว้พระวัดโพธิ์แล้ว ชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุข

“พระพุทธเทวปฏิมากร” เป็นพระพุทธไสยาสน์ก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ ที่ฝ่าพระบาทมีการประดับมุกที่สวยงามที่สุดประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ โดยมีความเชื่อว่าในปีนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข แคล้วคลาดปลอดภัย และไร้อุปสรรคไปตลอดทั้งปีเลยทีเดียว

ตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนา บารมี ที่ “ศาลหลักเมือง”

ศาลหลักเมือง ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ภายในประดิษฐานหลักเมืองเดิมและหลักเมืองใหม่ นอกจากนี้ ยังมีหอเทพารักษ์ทั้ง 5 องค์ ได้แก่ พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, พระกาฬไชยศรี, เจ้าพ่อเจตคุปต์ และเจ้าพ่อหอกลอง ซึ่งเชื่อกันว่า การมาไหว้ศาลหลักเมืองจะช่วยตัดเคราะห์ ต่อชะตา เสริมวาสนาบารมี เป็นเหมือนการมาฝากดวงชะตาถวายกับเจ้าพ่อหลักเมืองนั่นเอง

ไหว้พระวัดสุทัศน์ฯ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป

“วัดสุทัศนเทพวราราม” เป็นวัดที่รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้น ภายในพระวิหารขนาดใหญ่ประดิษฐาน “พระศรีศากยมุนี” ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย เชื่อกันว่า หากได้มาสักการะหลวงพ่อโตที่วัดสุทัศน์แล้ว จะมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและมีเสน่ห์ต่อบุคคลอื่น

เสริมอำนาจบารมี แคล้วคลาดปลอดภัย ที่ศาลเจ้าพ่อเสือ

ศาลแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 โดยคนจีนเรียกว่า “ตั่วเหล่าเอี้ย” เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพของเทพเจ้าตามความเชื่อของชาวจีน ได้แก่ เอี่ยนเถี้ยนส่งเต้, เจ้าพ่อเสือ, เจ้าพ่อกวนอู และเจ้าแม่ทับทิม โดยเชื่อกันว่าหากใครได้ไปกราบไหว้จะช่วยเสริมอำนาจบารมี แคล้วคลาดปลอดภัย โดยเฉพาะคนที่กำลังมีคดีความ ต้องขึ้นศาล

และนี่ คือ 5 สถานที่สำคัญ ที่เราจะพาทุกท่านไปร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์-เสริมบารมี-แก้ปีชงให้กับทุกท่านที่ได้ร่วมทริปในครั้งนี้

ใน วันที่ 30 มกราคม 2559 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “เสริมบารมี 12 ปีนักษัตร” ที่มติชนอคาเดมีจะนำพาทุกท่านได้ร่วมทริปสุดศักดิ์สิทธิ์ พร้อมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด กับวิทยากรพิเศษ อาจารย์ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

กิน “ข้าวใหม่ปลามัน” กัน ที่หนองหญ้าปล้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย

กิน “ข้าวใหม่ปลามัน” กัน ที่หนองหญ้าปล้อง

ต้นฤดูหนาวคือการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ชาวนาได้ “ข้าวใหม่” มียางมาก จะขัดจะตำจะสีแบบไหนก็หุงกินนึ่งกินนุ่มปากนุ่มคอไปทั้งนั้น ไหนจะปลานาปลาหนองที่สะสมอาหารมาจนอ้วนพีตลอดฤดูฝน จนมันย่องทั้งยามปิ้งยามต้ม คำโบราณที่เปรียบเปรยถึงห้วงความสุขในชีวิต เป็นช่วง “ข้าวใหม่ปลามัน” จึงไม่ได้เกินจริงไปแต่อย่างใด

แต่ข้าวก็ไม่ได้มีแค่สองสามพันธุ์อย่างที่คนส่วนใหญ่รับรู้ ไม่ได้มีแค่เสาไห้ หอมมะลิ ไรซ์เบอร์รี่ ในถุงพลาสติกบรรจุสำเร็จตามซุปเปอร์มาร์เก็ต

หลักฐานการปลูกข้าวครั้งแรกๆ ในดินแดนแถบนี้ที่ย้อนหลังไปได้กว่า 4,000 ปี บอกเราว่า จากข้าวป่าที่พัฒนามาเป็นข้าวปลูก ด้วยวิธีทั้งหว่าน ดำ หยอด หรือนาทาม ส่วนใหญ่ในเขตอีสานนั้น ประกอบด้วยพันธุ์ข้าวนับร้อยๆ ชนิด ที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ต่างๆ กันไป ตลอดจนได้รับการผสมคัดเลือกสายพันธุ์โดยชาวนาสมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ผมเองยังจำได้ ถึงค่ำคืนหนึ่งที่ทุ่งกุลาร้องไห้ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หลังอิ่มข้าวแลงมื้อค่ำ ก็ได้ล้อมวงนั่งฟัง ซักถาม และอัศจรรย์ใจไปกับเรื่องเล่าของข้าวบองกษัตริย์ หวิดหนี้ อีเตี้ย นางร้อยแดง ข้าวพื้นเมืองที่คนเขมรร้อยเอ็ดปลูกแยกเป็นแปลงต่างหาก ไว้กินเฉพาะในครอบครัว

“…คนแก่ๆ ไม่กินหรอก ข้าวหอมมะลิน่ะ เขากินที่เขาชอบแบบนี้แหละ เราก็ต้องปลูกไว้บ้าง แปลงสองแปลง บางคนพอไม่ได้กินนี่ถึงกับล้มป่วยเลยนะ…” ผมยังจำที่พ่อเพื่อนเล่าได้ดี

ครั้งนั้น ผมได้ “นางร้อยแดง” ใหม่ๆ กลับบ้านราว 3 กิโลกรัม มันทำให้ผมเริ่มพบว่า ตัวเองเป็นคนที่ชอบกินข้าวพันธุ์แปลกๆ มาตั้งแต่นั้น

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา ผมพบตัวเองยืนจดชื่อพันธุ์ข้าวที่ติดกำกับช่อรวงห้อยแขวนบนราวไม้ไผ่ กลางเนินขนาดย่อมในเขตทุ่งนาบ้านหนองหญ้าปล้อง ตำบลบ้านกู่ อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม สถานที่จัดงาน “กินข้าวใหม่ปลามัน” ที่เครือข่ายชาวนาอินทรีย์ 32 ราย จาก 6 หมู่บ้าน ช่วยกันจัดขึ้นเป็นปีแรก

พันธุ์ข้าวเจ้า มี เจ้าเหลือง ธัญญสิริน ปลาเข็ง โสมาลี นางหก หอมนิล มะลิแดง อีเตี้ย และหอมใบเตย

ส่วนข้าวเหนียว มี เหลืองบุญมา เหนียวแดง ก่ำใบเขียว ขาวพวงใหญ่ แก่นดู่ และก่ำลืมผัว

ไพรัชช์ แดนกะไสย์ หรือ เก่ง อดีตคณะทำงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ผู้ผันตัวเอง “กลับบ้าน” มาช่วยประสานงานกลุ่มชาวนาอินทรีย์บ้านหนองหญ้าปล้องเล่าว่า ที่นี่ รวมทั้งบ้านของเขาเอง มีคนทำเกษตรอินทรีย์กันอยู่แล้ว แต่เดิมก็เป็นต่างคนต่างทำ มาปีที่แล้วนี้เองจึงเริ่มพูดคุยกันมากขึ้นว่า จะต้องมีแผนงานร่วมกันมากกว่านี้ เช่น ซื้อเครื่องสีข้าวใช้เองโดยไม่ต้องพึ่งโรงสี ตั้งกองทุนสะสมเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่ม ตลอดจนหาคนมาช่วยประสานงานเพิ่ม

จากรายงานของ ลุงบุญมา สุวรรณศรี ประธานกลุ่มฯ ระบุว่า คนหนองหญ้าปล้อง ที่ทำนาอินทรีย์จริงๆ มี 11 ราย ได้ผลผลิตต่อปีสำคัญๆ อย่าง ข้าวมะลิ 105 ราว 2,300 กิโลกรัม มะลิแดง 1,300 กิโลกรัม ก่ำตาดำ 180 กิโลกรัม และหอมใบเตย 3,060 กิโลกรัม

“…หอมใบเตย เป็นข้าวเด่นของบ้านเราครับ เหมาะกับดินที่นี่ ให้ผลผลิตถึงไร่ละ 400-500 กิโลกรัม ถือว่ามากนะครับสำหรับนาอีสาน” ไพรัชช์ อธิบายถึงข้าวที่ปลูกกันมาก “ที่สำคัญคือช่วงปีแรกๆ ที่เปลี่ยนวิธีจากนาเคมีมาเป็นนาอินทรีย์ ข้าวส่วนใหญ่ผลผลิตจะลด แต่หอมใบเตยนี้ไม่ลดเลยครับ…”

การคุยกันนอกรอบก่อนวันงาน ไพรัชช์ ได้ข้อเสนอที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น กลุ่มควรทำโรงสีเล็กๆ เพื่อควบคุมขั้นตอนการสีได้ตามต้องการ และยังใช้ประโยชน์จากแกลบ รำ ได้เต็มที่ มีการเสนอให้ลองแปรรูปข้าว เป็น “แป้งอินทรีย์” สำหรับทำขนม เส้นแป้งแบบต่างๆ รวมทั้งควรเสาะหาตลาดใหม่ๆ เพื่อระบายสินค้า เช่น โรงพยาบาลที่สนับสนุนด้านนี้ และควรเสนอบางโครงการเข้าไปที่ อบต. บ้านกู่ ซึ่งนักวิชาการเกษตรของที่นั่นรับปากแล้วว่า จะหางบประมาณสนับสนุนบางส่วนให้ได้แน่นอน

ตอนแรก ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมพวกเขาจึงภูมิใจและดูตื่นเต้นกับการที่ทางกลุ่มสามารถจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ “ข้าวปลูก” ได้ เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าการทำพันธุ์ข้าวอินทรีย์นี้ยากมาก ต้องคอยคัดพันธุ์ ตัดรวงที่ไม่ใช่พันธุ์แท้ในแปลงทิ้ง จนกระทั่งได้เมล็ดพันธุ์ที่จำหน่ายได้มูลค่ามากพอๆ กัน หรือบางครั้งอาจมากกว่าการทำผลผลิตโดยรวมในปีนั้นๆ ด้วยซ้ำ

ช่วงก่อนเที่ยงวัน มีวงเสวนาเล็กๆ เรื่องเกษตรอินทรีย์กับความมั่นคงทางอาหารของชุมชน มีตัวแทนจากส่วนต่างๆ รวมทั้งชาวนาเจ้าของพื้นที่ร่วมพูดคุย ผมคิดว่าข้อมูลจากคุณหมอประจำศูนย์สาธารณสุขตำบลนับว่าน่าสนใจ ท่านบอกว่า เท่าที่เคยตรวจ จะพบสารเคมีปนเปื้อนในผู้ป่วย 40-50 คน ใน 100 คน เรียกว่าครึ่งต่อครึ่งทีเดียว ยิ่งผู้ป่วยที่เป็นเกษตรกรเจ้าของนาเคมียิ่งพบอาการบกพร่องของระบบทางเดินหายใจ และระบบผิวหนังค่อนข้างสูง นอกจากนี้ การตรวจผักสดในตลาดพบว่า หากเป็นผักที่ปลูกในพื้นที่ จะพบสารเคมีตกค้างราว 30% แต่หากเป็นผักมาจากตลาดส่วนกลาง ตัวเลขจะอยู่ที่ 80% ขึ้นไป

แน่นอนว่า การสะสมสารพิษเหล่านี้ในร่างกาย ย่อมก่อให้เกิดโรคร้ายอย่าง มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ ดังนั้น หนทางที่จะห่างไกลจากสารเคมีเกษตรตัวอันตราย ที่นานาชาติขึ้นบัญชีดำเฝ้าระวังอย่างถาวร เช่น คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส หรือ อีพีเอ็น ก็คงไม่มีทางอื่น นอกจากสมาทานทางเลือกสายเกษตรอินทรีย์เท่านั้น

และเท่าที่ฟังชาวบ้านคุยกัน ผมคิดว่า ความเชื่อเดิมของนักสังคมวิทยาที่ว่า เกษตรอินทรีย์เกิดจากดีมานด์ (demand) ของคนกรุงที่เห่อการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมนั้น คงจะไม่จริงเสียแล้วล่ะครับ…

งานเล็กๆ ที่น่ารักมากๆ นี้ นอกจากมีออกร้านขายพืชผักพื้นบ้าน ขนมที่แปรรูปจากแป้งข้าว และการสาธิตเพาะเห็ด เลี้ยงไส้เดือน ทำน้ำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงแล้ว คงจะขาดสีสันไปมาก ถ้าปราศจากพระเอกของงานไป

“ข้าว” นั่นเองครับ

มีข้าวอินทรีย์หลากหลายพันธุ์ให้ชิมลิ้มลองและจำหน่ายในราคาถูก ดังนั้น ผมก็เลยได้ลองข้าวเจ้าเหลือง ไรซ์เบอร์รี่ มะลิแดง โสมาลีเสียจนอิ่มแปล้ โดยเฉพาะที่ฮือฮามาก คือ “ก่ำลืมผัว” ที่ว่ากันว่ากินอร่อยจนสาวๆ ถึงกับลืมผัว โดยเฉพาะเมื่อจ้ำลาบปลา หมกเครื่องในปลา ตำปลาร้ามะกอกสุก และปลาดุกนาตัวเล็ก ย่างพอนุ่มๆ

ผมยังจำความนิ่มนวล หนึบนุ่ม ของโสมาลีที่เพิ่งหุงสุกใหม่ๆ ได้ดี และคิดว่าต้องอร่อยมากๆ เลย ถ้าลองกินกับของทอดอื่นๆ เช่น เนื้อเค็ม ปลาส้ม ไม่งั้นก็หมกกุ้งฝอยหรือเครื่องในไก่…มันน่าจะมีชาวบ้านสักหลายๆ คนที่รู้จักผลผลิตของเขาดีอยู่แล้ว ลอง “จับคู่” ให้เห็นกันจะจะไปเลย เช่น ข้าวพันธุ์นี้กินกับแกงแบบนี้อร่อย พันธุ์นี้ทำขนมจีนถึงจะดี ส่วนพันธุ์นี้ต้องผสมพันธุ์นี้ในอัตราส่วนเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ จึงจะหุงออกมาแล้วกินดีกว่าพันธุ์อื่นๆ ฯลฯ

การได้กินข้าวพันธุ์ที่ไม่คุ้นหูคุ้นลิ้น ซึ่งหุงอย่างดีด้วยฝีมือเจ้าของผลผลิต แถมยังได้กินในบริบท ท่ามกลางบทสนทนาที่อึงอลไปด้วยปัญหา ทางแก้ ความภูมิใจ และความหวังของคนพื้นที่เอง นับเป็นโอชะอันหาได้ยากยิ่งโดยแท้

ความหมายของข้าวใหม่ ปลามัน ในสายตาของคนนอกอย่างผม ก็คงจะด้วยเหตุประการฉะนี้เองกระมังครับ…

เจตนาลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เจตนาลวง

คุณโวล์ฟกัง สัญชาติเยอรมัน อยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยากับคุณสมสวยที่ภูเก็ต

คุณโวล์ฟกังทำสัญญาซื้อที่ดิน 2.9 ล้านบาท จดทะเบียนในนามของคุณสมสวย

จากนั้น คุณโวล์ฟกังได้ทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินนั้นจากคุณสมสวย ระยะเวลา 30 ปี นับแต่วันจดทะเบียนการเช่า และให้สิทธิแก่คุณโวล์ฟกังต่ออายุการเช่าอีก 30 ปี

ในสัญญาระบุว่า สิ่งก่อสร้างที่คุณโวล์ฟกังสร้างขึ้นบนที่ดินแปลงนี้ เมื่อสิ้นอายุการเช่าให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของคุณสมสวย

ทั้งนี้ สัญญาเขียนไว้ชัดเจนว่า คุณโวล์ฟกังได้ชำระค่าเช่าครั้งเดียวล่วงหน้า 2.9 ล้านบาท ให้แก่คุณสมสวยรับไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญานี้

คุณโวล์ฟกังจ่ายเงินตกแต่งบ้านอย่างงดงาม จากนั้นคุณสมสวยเข้าพักอาศัยในบ้านนั้น โดยคุณโวล์ฟกังไม่เคยเข้าพักอาศัยเลย

เวลาผ่านมาได้ 2 ปีเศษ สองคนเกิดแตกคอกัน ประกาศเลิกร้างกัน

คุณโวล์ฟกังไล่คุณสมสวยออกจากบ้าน ให้ขนข้าวของออกไปด้วย และส่งมอบการครอบครองบ้านนั้นแก่คุณโวล์ฟกัง

คุณสมสวยต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คุณสมสวยขนข้าวของออกไป แล้วส่งมอบการครอบครองบ้านแก่คุณโวล์ฟกัง

คุณสมสวยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณสมสวยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า คุณโวล์ฟกังเป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อบ้านและที่ดินนั้นร่วมกับคุณสมสวยเพื่อให้มีหลักฐานมั่นคง แต่คุณโวล์ฟกังเป็นบุคคลต่างด้าว ไม่อาจถือกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ จึงจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นแก่คุณสมสวย แล้วทำสัญญาเช่าบ้านพร้อมที่ดิน 30 ปี และคำมั่นให้เช่าอีก 30 ปี เพื่อป้องกันมิให้คุณสมสวยโอนขายแก่บุคคลภายนอก เพราะคุณโวล์ฟกังเกรงว่าคุณสมสวยอาจขายบ้านและที่ดินไปเมื่อตนเดินทางกลับต่างประเทศ จึงทำสัญญาเช่าบ้านและที่ดินไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คุณสมสวยขายบ้าน

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ทั้งสองสมรู้กันทำหนังสือสัญญาเช่าที่ดินพร้อมบ้านและหนังสือสัญญาเช่าที่ดิน เพื่อแสดงเจตนาลวงในการหวงกัน และถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมบ้านของคุณโวล์ฟกัง โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันบังคับกันตามข้อตกลงในสัญญาเช่า

ดังนั้น หนังสือสัญญาเช่าที่ดินพร้อมบ้านและหนังสือสัญญาเช่าที่ดินย่อมตกเป็นโมฆะ ตามมาตรา 155 วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คุณโวล์ฟกังย่อมไม่อาจขอให้ขับไล่และบังคับคุณสมสวยส่งมอบการครอบครองที่ดินพร้อมบ้านแก่ตนได้

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

ศาลฎีกาพิพากษา ยกฟ้อง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3866/2556)

————————————————

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 155 การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ แต่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต และต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวงนั้นมิได้

ถ้าการแสดงเจตนาลวงตามวรรคหนึ่งทำขึ้นเพื่ออำพรางนิติกรรมอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพรางมาใช้บังคับ

มาตรา 538 เช่าอสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ ถ้าเช่ามีกำหนดกว่าสามปีขึ้นไป หรือกำหนดตลอดอายุของผู้เช่าหรือผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่าการเช่านั้นจะฟ้องร้องให้บังคับคดีได้แต่เพียงสามปี

เรื่อง : พุดซ้อน : ไม้พุ่มสมุนไพร

คอลัมน์ : ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย : สุวรรณ พันธุ์ศรี

ก็เป็นอันรู้กันแล้วว่า ปีนี้ฉลองปีใหม่กันไปกี่ศพ ไม่ว่าจะเป็นถนนหลัก ถนนรอง หรือในตรอก ซอก ซอย

หลังจากเทศกาลปีใหม่ ต่อไปก็เทศกาลสงกรานต์

เวลานี้มิใช่แต่ช่วงเทศกาลเท่านั้น ที่การสูญเสียจากอุบัติเหตุ

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็เกิดอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น จะเรียกว่าความเจริญที่ไร้จิตสำนึก ก่อให้เกิดการสูญเสียก็ไม่น่าจะผิดนัก

ความอยากได้อยากมีของผู้คน ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง

เมื่อเกิดความอยากได้ใคร่มี ก็มักจะเกิดความประมาท

ถ้าหากเป็นคนช่างสังเกต ก็จะรู้ว่าเทคโนโลยีก็มีส่วนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ

ที่เห็นด้วยตาคือผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ขับขี่ไป โทรศัพท์ไป แล้วก็เกิดเฉี่ยวชนกับรถอีกคัน

ผลลัพธ์ก็คือส่งโรงพยาบาล ยังไม่ถึงกับส่งวัด

แต่ก็เห็น 2 หรือ 3 ราย ที่ต้องส่งวัด เพราะมือถือเป็นสาเหตุ

อย่าลืมว่าการขับขี่ต้องมีสมาธิ

เมื่อขาดสมาธิก็ขาดใจเป็นของธรรมดา

ปีใหม่แล้วมาปลูกต้นไม้กันดีกว่า เพื่อให้โลกรื่นรมย์น่าอยู่

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “พุดซ้อน”

ต้นพุดซ้อน จัดเป็นไม้พุ่ม เตี้ย ไม่สูงนัก มีลักษณะคล้ายต้นพุดจีบ จะต่างกันหน่อยก็ตรงที่พุดซ้อนไม่มีลายขาวที่ต้นและใบ

การขยายพันธุ์ นิยมตอนกิ่ง

พุดซ้อนเป็นไม้พุ่มที่มีใบหนาแน่น ลักษณะใบรูปมนรี ปลายใบแหลม สีเขียวเข้ม

ดอกของพุดซ้อน จะออกเป็นดอกเดี่ยวตามง่ามกิ่งใกล้กับส่วนยอด

ลักษณะดอกก็คล้ายกับดอกพุดจีบ ออกสีขาว มีกลีบซ้อนซ้อนกันหลายชั้น และมีกลิ่นหอมอ่อนอ่อน

ต้นพุดซ้อนนี้ นิยมปลูกเป็นดอกไม้ประดับ

และนอกจากปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับแล้ว คนแต่โบราณยังรู้ว่ามีสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย

ส่วนที่นำมาใช้เข้ายาสมุนไพร ก็มี ยางจากต้น เนื้อไม้ ยางจากดอก และเนื้อหุ้มเมล็ด

น้ำยางจากต้น มีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิ

เนื้อไม้ มีสรรพคุณเป็นยาเย็น ใช้ลดไข้ และที่พิเศษคือ นำมาทำเป็นหัวน้ำหอม

น้ำยางจากดอก มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคผิวหนัง

เนื้อหุ้มเมล็ด นิยมนำมาเป็นสีย้อมผ้า

เหล่านี้คือประโยชน์ที่ได้จากการปลูกต้นพุดซ้อนหนึ่งต้น

คนที่มีที่ทาง ก็ขอให้ปลูกไว้เถอะ ส่วนคนเมืองปลูกลงกระถางยิ่งดี

ปีใหม่แล้วก็ขอให้แฟนเทคโนโลยีชาวบ้านมีความสุข

สวัสดีปีวอก 2559

รอบเวลา…อุบายอันชาญฉลาดของมนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

รอบเวลา…อุบายอันชาญฉลาดของมนุษย์

เราเพิ่งผ่านวันขึ้นปีใหม่มาไม่กี่วัน ในช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่เรามีเวลาพักผ่อนจากงานที่เร่งรัดเรามาตลอดทั้งปี ทำให้เรามีเวลาหยุดคิดทบทวนชีวิตที่เพิ่งผ่านพ้นไปในปีก่อน เราคิดว่าปีใหม่เราอยากทำอะไรใหม่ เราอยากปรับเปลี่ยนตัวเอง เราอยากปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม

แนวคิดการแบ่งเวลาออกเป็นรอบๆ เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาลที่มนุษย์ยังมีวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ มีเวลานั่งสังเกตธรรมชาติรอบๆ ตัวเรา นั่งสังเกตท้องฟ้าและดวงดาว มนุษย์พบเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่ดำเนินไปล้วนแล้วแต่มีรูปแบบแน่นอนและวนกลับมาเป็นรอบๆ ทำให้เกิดการกำหนด “รอบเวลา” ชาวตะวันออกกำหนดโดยสังเกตดูดวงจันทร์ ในขณะที่ชาวตะวันตกกำหนดโดยใช้ดวงอาทิตย์ เกิดเป็นระบบปฏิทินแบบจันทรคติ และ สุริยคติ ซึ่งมีจุดร่วมที่เหมือนกัน คือ คำว่า “หนึ่งปี”

รอบเวลาที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมานั้น ช่วยบริหารจัดการชีวิตของมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ เรารู้ว่าสภาพภูมิอากาศจะหมุนเวียนเป็นฤดู ตั้งแต่ ร้อน ฝน เย็น หนาว แตกต่างกันไปตามเขตต่างๆ บนโลก มนุษย์นำ “รอบเวลา” ดังกล่าวมาใช้บริหารจัดการทั้งการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การหาอาหาร การเตรียมการ การหลบภัย และสิ่งต่างอีกมากมาย รวมทั้ง การหยุดพักผ่อน ฯลฯ รอบเวลายังมีส่วนช่วยให้มนุษย์สามารถจดบันทึกและลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างชัดเจน

แม้ในทุกวันนี้โลกจะเจริญก้าวหน้าจนเกินล้ำไปจากวิถีชีวิตแบบโบราณ อย่างที่คนรุ่นใหม่แทบจะไม่เคยย้อนกลับไปนึกถึงที่มาของมันอีก แต่ “รอบเวลา” ก็ยังคงถูกนำมาใช้กับกิจกรรมแทบจะทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย

ในการวัดผลกิจการ รอบเวลามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการแบ่งรอบการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจออกเป็นช่วง และนำผลแต่ละช่วงนั้นมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นความก้าวหน้าหรือตกต่ำของกิจการ มองเห็นความเติบโตหรือถดถอยทางเศรษฐกิจ เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมรอบบัญชีในบางประเทศไม่นิยมใช้ปีปฏิทินเดือนมกราคม ถึง ธันวาคม เหมือนประเทศอื่นๆ

ตัวอย่างในประเทศญี่ปุ่น รอบบัญชีมักจะเริ่มต้นในเดือนเมษายน ถึง มีนาคม การปิดรอบบัญชีในลักษณะนั้นสอดคล้องกับฤดูเก็บเกี่ยวซึ่งสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคม ส่วนกิจการในประเทศตะวันตกทั้งหลายก็คงนิยมให้เป็นไปตามปีปฏิทินระบบสุริยคติ คือต่างเลือก “รอบเวลา” ไปตามเกณฑ์ที่แต่ละภูมิภาคเห็นว่าสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของตน

การบันทึกผลการดำเนินงานของกิจการ เมื่อถูกแบ่งออกเป็นรอบๆ หากนำตัวเลขแต่ละรอบมาวางเปรียบเทียบกันจะช่วยให้เรามองเห็นภาพความเปลี่ยนแปลง และทำให้ตัวเลขแต่ละรอบมีความหมายอย่างมาก ตัวเลขในรอบใดรอบหนึ่งโดดๆ อาจให้ภาพบางอย่างแก่เรา แต่จะแทบไม่มีความหมายหากตัวเลขเหล่านั้นไม่ถูกนำมาเปรียบเทียบในเชิงปริมาณ เหตุการณ์ และกิจกรรมที่นำมาประกอบจะช่วยอธิบายตัวเลขเหล่านั้นได้อย่างมีความหมาย และส่งผลต่อการประเมินผลต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนและพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

หลักการบัญชีกำหนดเรื่องรอบระยะเวลาบัญชีไว้ และกำกับด้วยหลักเกณฑ์การบันทึกบัญชีที่มี “ความสม่ำเสมอ” ในการจดบันทึก ก็ด้วยความต้องการให้ตัวเลขของแต่ละรอบเวลาสามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ ภายใต้หลักเกณฑ์การจดบันทึกแบบเดียวกันเมื่อนำผลของตัวเลขแต่ละปีมาเปรียบเทียบ ผู้ใช้งบการเงินย่อมมองเห็นความแตกต่างบนพื้นฐานเดียวกัน และใช้วิเคราะห์ปรับปรุงการดำเนินงานของตนได้อย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม

รอบเวลาไม่จำเป็นต้องเป็นระยะเวลาหนึ่งปีเท่านั้น ในกิจการที่เน้นการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ รัดกุม จะปิดบัญชีทุกเดือน ในกิจการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะต้องนำเสนองบการเงินทุกไตรมาส (3 เดือน) ปีละ 4 ไตรมาส และไตรมาสที่ 4 จะเป็นการสรุปตัวเลขประจำปี

การจดบันทึกไดอารี่ ก็เป็นการจดบันทึกเหตุการณ์ในรอบเวลาหนึ่งวัน การจดบันทึกทุกวันอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เรามองเห็นพัฒนาการทางความคิด และบันทึกเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเรา หากจดบันทึกต่อเนื่องกันไปทุกปีๆ เมื่อเราย้อนกลับมาอ่านก็ย่อมทำให้เรามองเห็นอดีตของเราเอง นึกทบทวนและย้อนรำลึกถึงวันเวลาที่ผ่านมาทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีของเราได้

การจัดทำบัญชีส่วนบุคคล หรือครัวเรือน ก็คล้ายคลึงกับการจดบันทึกไดอารี่ ที่เมื่อเราจดบันทึกด้วยวิธีการสม่ำเสมอ เราก็จะได้ตัวเลขบางอย่างที่เมื่อนำมาเปรียบเทียบ จัดกลุ่มประเภทค่าใช้จ่าย รายได้ เราก็จะทราบถึงผลการประกอบอาชีพ การใช้จ่ายเงินของเรา เราจะทราบว่าเราให้น้ำหนักการใช้จ่ายไปกับเรื่องอะไรบ้าง ในช่วงปีใหม่เราก็จะมีเครื่องมือที่ใช้ทบทวนพฤติกรรมการใช้เงินของเราอย่างจับต้องได้ ไม่ใช้ “การบัญชีแบบคิดในใจ” ซึ่งมักจะมี “ภาพลวงตา” ที่ข้อมูลในใจเรามักจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเสมอ ในลักษณะ “ไม่น่าเชื่อว่าเราใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งฟุ่มเฟือยมากกว่าที่เราคิด” หากเรามีการจัดทำบัญชีส่วนบุคคล

การที่เรารับรู้ว่า “รอบเวลา” อยู่กับเราเสมอ จะทำให้เราใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการนึกคิดทบทวนชีวิตในแต่ละช่วงเวลา การรู้ว่าช่วงเวลาไหนของปีเราควรจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง (ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ) การเลือกกิน เลือกใช้ พืชผักตามฤดูกาล การดูแลรักษาสุขภาพ การวางแผนกิจกรรมในชีวิตทั้งการทำงานและการพักผ่อน นักวิทยาศาสตร์ก็ใช้รอบเวลาในการศึกษาติดตามความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปของสภาวะอากาศของโลก การใช้รอบเวลาในหลายลักษณะ คือ รอบหนึ่งเดือน รอบหนึ่งปี รอบสามปี รอบห้าปี รอบสิบปี และรอบร้อยปี ทำให้มนุษย์ได้ข้อมูลหรือภาพบางอย่างที่น่าสนใจเสมอ