ศิลปินชาวนาอุษาคเนย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ศิลปินชาวนาอุษาคเนย์

ฤดูกาลเวียนผ่านไปปีแล้วปีเล่า สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวินาที ก็ใครเล่าจะจมอยู่กับที่กับสิ่งเก่าเดิมไปตลอดกาล เฉกชีวิตก็ต้องมีเกิดมีดับยากที่ใครจะฝืน เช่นเดียวกับเรื่องราวของศิลปะศิลปินในแถบถิ่นบ้านเรา ที่ฉันคิดว่าปีหน้าฟ้าใหม่นี้การจัดนิทรรศการศิลปะอาจมีโฉมหน้าเปลี่ยนไป จากการจัดนิทรรศการในหอศิลป์แบบเดิมๆ มาเป็นการจัดนิทรรศการตามพื้นที่ชุมชนต่างๆ มากขึ้น เรียกว่าใครอยากชมผลงานของศิลปินก็ด้นดั้นกันไปเองเถิดหนา

“เยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปิน” คือชื่องานที่กลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตกจัดขึ้น หลังจากรวมตัวกันทำงานอนุรักษ์และรณรงค์ให้ผู้คนช่วยกันดูแลผืนป่าแถบนี้มานานกว่า 20 ปี โดยใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นหลักในการขับเคลื่อน นอกจากพากันเข้าป่าเพื่อเขียนภาพป่าออกมาให้คนทั่วไปได้ชมกัน งานที่ผู้คนทั่วไปรู้จักกันดีคือ คอนเสิร์ตเพื่อผืนป่าตะวันตก ซึ่งจัดติดต่อกันมาร่วม 20 ปี ในพื้นที่อำเภอพยุหะคีรี ซึ่งนอกจากดนตรียังมีนิทรรศการและเสวนาในหัวข้อต่างๆ ตามสถานการณ์ในช่วงนั้น

อย่างหนึ่งที่ทำให้งานคอนเสิร์ตของกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกเป็นที่รู้จักในวงกว้าง น่าจะเป็นวงดนตรีของ สุรชัย จันทิมาธร ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปินกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตก

นอกจากสุรชัย กลุ่มนี้ยังมีนักดนตรีและศิลปินที่มีชื่อเสียง อย่าง มงคล อุทก ศักดิ์ศิริ มีสมสืบ วสันต์ สิทธิเขตต์ ตุ๊ แครี่ออน ที่ล่วงลับไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ และ มานะ ภู่พิชิต ศิลปินสีน้ำมากฝีมือ ที่แม้จะไม่โด่งดังในวงกว้างอย่างคนอื่น ทว่าเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ศิลปินด้วยกัน

การจัดคอนเสิร์ตในพื้นที่เดิมเป็นกิจกรรมรณรงค์ต่อเนื่องมายาวนาน สมาชิกกลุ่มจึงคิดจะจัดกิจกรรมอื่นๆ ขึ้นมาบ้าง ประกอบกับศิลปินในกลุ่มหลายคนมีผลงานศิลปะมากมายที่คนภายนอกรู้จัก ทว่าคนในชุมชนกลับไม่รู้จัก อีกอย่างนั้นที่ฉันคิดเองเออเอง คือการจัดงานศิลปะในชุมชนทางหนึ่งก็เป็นการรณรงค์ให้ชุมชนร่วมรักษาป่าและสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเปิดพื้นที่แก่คนภายนอกได้เข้ามารู้จักชุมชนมากขึ้นอีกด้วย

ทางกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกเลือกเยือนบ้าน มานะ ภู่พิชิต เป็นปฐมฤกษ์ของโครงการ “เยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปิน” ด้วยความเหมาะสมของพื้นที่ตั้งในอำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร การเดินทางไม่ยาก ตัวบ้านและอาณาบริเวณกว้างขวางก็พร้อมสำหรับการจัดงาน นอกเหนือจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคงอยู่ที่ผลงานอันมากหลายของมานะนั่นเอง

มานะ ภู่พิชิต แนะนำตัวเองไว้พอประมาณว่า เขาเป็นชาวบุรีรัมย์ โดยกำเนิด ร่ำเรียนจบปริญญาตรีด้านศิลปะ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร จากนั้นสมัครเป็นบัณฑิตอาสาสมัครของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงพื้นที่เป็นครูดอยอยู่ในเขตออำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้น เข้ากรุงเทพฯ ทำงานในบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง อยู่ประมาณปีกว่าๆ รู้สึกว่างานที่ทำไม่ได้ตอบสนองความรู้สึกภายในของตัวเอง จึงแสวงหาทางเลือกใหม่ โดยเดินทางลงใต้ไปอยู่ที่ภูเก็ตและเกาะสมุย

มานะ ลงใต้ครั้งนั้นหวังจะได้ทำงานศิลปะเต็มที่ แต่ด้วยความจำเป็นต้องหาเลี้ยงชีพไปด้วย เขาจึงจำใจทำงานเป็นผู้จัดการบังกะโลบ้าง ขายเสื้อยืดให้นักท่องเที่ยวบ้าง ทำไป ทำมา ก็จมอยู่กับการหาเงินเลี้ยงชีพตัวเองเป็นเวลา 10 ปี จนแทบจะลืมสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรก ปี 2538 จึงตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง หวังที่จะสร้างงานศิลปะ โดยทิ้งธุรกิจร้านค้าไว้ที่เกาะสมุยอย่างไม่มีอะไรติดตัวมา

ช่วงปีนั้นเองที่มีการก่อตั้งกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มศิลปินหลากหลายสาขา ทั้งนักดนตรี นักเขียน กวี จิตรกร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ยอมรับในวงการ วสันต์ สิทธิเขตต์ เพื่อนสนิทซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตก ได้ชักชวนให้เข้ากลุ่ม มานะเห็นว่าจุดประสงค์ของกลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตกเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับสังคมให้มาสนใจธรรมชาติและช่วยกันอนุรักษ์ จึงไม่ลังเลที่จะเข้าร่วม

นับจากนั้นมาจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลาร่วม 20 ปี

ทุกวันนี้เพื่อนๆ มักจะเรียกขานมานะว่าเป็นศิลปินชาวนา เพราะเขาได้พบรักและสมรสกับพยาบาลสาวชาวพิจิตรที่เข้ามาร่วมกิจกรรมของกลุ่มรักษ์ผืนป่าตะวันตกอยู่เนืองๆ พื้นเพครอบครัวภรรยามานะเป็นชาวนา นอกจากการทำหน้าที่พยาบาลตามที่ร่ำเรียนมา ยังประกอบอาชีพทำนาไปด้วยพร้อมกัน มานะซึ่งเป็นศิลปินไม่ต้องเข้างานเป็นเวลาอย่างข้าราชการพยาบาล เขาจึงมีหน้าที่ดูแลบ้านและทุ่งนา

จึงได้สมญานาม ศิลปินชาวนา

ด้วยบุคลิกที่แตกต่างไปจากชาวบ้านแถวนี้ ทำให้ชาวบ้านงุนงงไม่น้อยว่า มานะมีอาชีพอะไรกันแน่ บ้างถึงแก่กระซิบกันว่า ชายคนนี้ท่าจะสติไม่ค่อยสมประดีนักหรอกนะ เมื่อผ่านงานเยี่ยมบ้านเยือนถิ่นศิลปินครั้งนี้แล้วชาวบ้านน่าจะเข้าใจเขามากขึ้น เพราะนอกจากผลงานศิลปะที่ติดเต็มบ้านให้ได้ยล ในตอนเช้ายังมีกิจกรรมที่ครูนำเด็กนักเรียนมาเรียนรู้งานศิลปะกับศิลปินอีกด้วย เป็นบรรยากาศที่งดงามเปี่ยมด้วยความรู้

ฉันเชื่อว่าปีหน้าการจัดแสดงงานศิลปะลักษณะนี้จะมีมากขึ้น แทนที่ศิลปินจะต้องออกไปงอนง้อขอใช้สถานที่แสดงงานศิลปะ หนำซ้ำอาจต้องเสียค่าสถานที่และหักเปอร์เซ็นต์จากการขายผลงานอีกไม่น้อย สู้จัดที่บ้านตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ ใครอยากเสพชมผลงานศิลปะก็มาที่บ้าน

และที่สำคัญ ผู้ชมจะได้รู้จักตัวตนของศิลปินมากขึ้น คนในชุมชนก็จะได้รู้จักเรียนรู้ศิลปะศิลปินที่อยู่ใกล้ตัว อีกทั้งยังเป็นการเปิดโลกชุมชนออกสู่คนภายนอกอีกด้วย ทั้งยังสามารถต่อยอดจากงานศิลปะออกไปได้อีกหลายเรื่อง ถ้ารู้จักที่จะทำ

บางทีความมั่นคงยั่งยืนของชุมชนแท้จริงแล้วอาจเริ่มง่ายๆ ได้จากศิลปะนี่เอง

แต่เขาก็ถือว่างานศิลปะนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่บนผืนผ้าใบหรือในแผ่นกระดาษเพียงอย่างเดียว แท้จริงแล้วศิลปะแทรกอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิต นับแต่เราลืมตาขึ้นจนถึงสิ้นลม ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กๆ ที่เหมือนจะไร้คุณค่า การกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ซักเสื้อผ้า ขัดถู ดูแลต้นไม้ใบหญ้า ความสัมพันธ์ในครอบครัวญาติ พี่-น้อง พ่อ-แม่ ลุง-ป้า น้า-อา เพื่อนฝูง สังคม ประเทศ จนถึงโลกและจักรวาล ล้วนแต่ต้องการศิลปะทั้งนั้น เป็นทั้งการศึกษาและให้เราได้สัมผัสและเรียนรู้

ข้าแต่ศาลที่เคารพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ข้าแต่ศาลที่เคารพ

ปี พ.ศ. 2559 แล้ว ก็ขอให้แฟนานุแฟนของเทคโนโลยีชาวบ้าน มีความสุขตลอดปีนี้

พูดถึงความสุข หรือความไม่สุข อันที่จริงก็อยู่ที่ตัวเราเป็นผู้กระทำ

อยากได้ความสุข ก็เลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เดือดร้อน

อยากได้ความไม่สุข ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องเดือดร้อน บางทีคนอื่นก็เดือดร้อนไปด้วย

แต่อันที่จริง ความสุขของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

บางคนมีความสุขจากการเป็นผู้ให้ บางคนมีความสุขจากการได้อ่านหนังสือ บางคนมีความสุขจากการได้วัตถุสิ่งของ

ทุกความสุขที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงความสุขทางโลก ไม่ได้เป็นความสุขทางธรรม

ความสุขของปุถุชนคนธรรมดาสามัญ ขอแค่เป็นความสุขที่ตัวเองและคนรอบข้างไม่เดือดร้อนก็น่าจะพอ

และความสุขที่ว่าคือ สิ่งที่จะต้องทำเอาเอง เช่นเดียวกันกับอยากมีสุขภาพที่ดีก็ต้องทำเอง ไม่มีวางขายตามท้องตลาด

เอาเป็นว่าอยากมีความสุขแบบไหนก็ทำเอา

ส่วนใครชอบความสุขจากการอ่าน ปักษ์นี้มีความรู้มาบอกให้ค้นหาความสุข

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ” คือความรู้ ความสุขที่ท่านผู้พิพากษา สมลักษณ์ จัดกระบวนพล ชี้ขุมความสุขให้

ก็อย่างที่รู้กันว่า ช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย เกิดความขัดแย้งกันทางความคิด

“กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม” ก็ยังเป็นกลไกในการระงับความขัดแย้งมิให้บานปลาย

เช่นเดียวกับจุดยืนของ ท่านสมลักษณ์ จัดกระบวนผล ในฐานะอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา และกรรมการ ปปช.

ที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกติกาบ้านเมือง

แต่ขณะเดียวกัน เมื่อพบว่ากลไกของตราชั่งเปลี่ยนแปลงไป

นักกฎหมายมือฉมังผู้นี้ก็พร้อมจะติเพื่อก่อ ต่อเพื่อแก้ไข สมกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งเป็นที่พึ่งของทุกฝ่าย”

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน วางจำหน่าย ราคาเล่มละ 180 บาท

ช่วงนี้อากาศค่อนข้างจะแห้ง มาพร้อมกับลมที่แรง ก็ขอให้ระวังเรื่องฟืนไฟ

ทุกปีจะเห็นอัคคีภัยอุบัติอยู่เสมอ สร้างความเสียหายทั้งที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมเกิดมลพิษ

ภาคใต้ก็เจอหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว ตอนนี้ก็จะถึงคราวทางภาคเหนือ

อย่าลืมว่า เมื่อเกิดหมอกควัน สุขภาพของผู้คนก็ได้รับพิษภัยไปด้วย

อยากสุขภาพดีต้องช่วยกัน เพราะไม่มีขายตามท้องตลาด

ป้องกันวันนี้ สุขภาพดีทั่วหน้า

เรื่อง : อดีตใจใต้นีออน

คอลัมน์ : กวีชาวบ้าน

โดย : พ. ประเทืองไทย

“ดื่อดือ ดื่อดือ” รื้อความหลัง

เสียงธนูว่าวดังประดังเสียง

ความหลัง ครั้งอดีต กรีดสำเนียง

มารายเรียงในสำนึก-ระลึกกาล

หวีดหวิว วาบไหว หัวใจหวิว

ว่าวน้อยลอยละลิ่วผิวเพลงหวาน

ดึงอดีตครั้งเก่ามาร้าวราน

หวนความสุข วันวาร-ในทรงจำ

ธนูว่าวบนฟ้า ราตรีนี้

ดึงฤดี ย้อนเวลา มาตอกย้ำ

คลอเป็นเสียงเพลงเศร้า เคล้าลำนำ

ในทรงจำครั้งก่อนมาหลอนใจ

แทรกซึมเสียงใส-ไหวอดีต

มาคอยกรีดดวงมานให้หม่นไหม้

จ้องตะเกียงดวงเก่าเคล้าแสงไฟ

เปิดนีออนดวงใหม่ร่ายบทกลอน

“ดื่อดือ ดื่อดือ” ยื้อหัวใจ

แลตะเกียง เคยใช้ ใจสะท้อน

กระท่อมร้าง ฤดีร้าว-อดีตจร

มองตะเกียงระลึกย้อนอดีตใจ

การฝึกจิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

ธรรมะจากวัด

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

การฝึกจิต

พระพุทธเจ้าตรัสว่า การฝึกจิตเป็นความดี ตามปกติเมื่อไม่มีการกระทบระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอก จิตจะปกติและสงบเย็นอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อมีการกระทบระหว่างอายตนะภายนอกและอายตนะภายใน จิตที่ยังไม่ได้ฝึกดีแล้วย่อมหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่มากระทบเสมอ จึงจำเป็นต้องฝึกจิตไว้ตั้งรับอารมณ์ที่มากระทบเพื่อจะได้รักษาความเป็นปกติแห่งจิตไว้ได้

อารมณ์ที่มากระทบแล้วจิตไหวตามได้คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ อาการไหวของจิตจะไหวไปสองทางคือ ทางพอใจและไม่พอใจชอบหรือชัง เมื่อจิตไหวไปแล้วจะเสียความปกติและความสงบที่เคยมีมา พระพุทธเจ้าตรัสว่า เธอจงตามรักษาจิตเถิด

การฝึกจิตคือ การตามรักษาจิตให้ปกติและสงบอยู่เสมอ หรือรักษาจิตมิให้ไหวในเวลาที่อารมณ์มากระทบ แต่ปล่อยให้ทำหน้าที่ไปตามธรรมชาติ

สิ่งที่ช่วยให้การรักษาจิตดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพคือ การสำรวมหรือระวัง ดั่งพระพุทธพจน์ว่า ผู้ใดจักระวังจิตผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร บ่วงมารคือ ความยินดีหรือยินร้ายที่เกิดจากการกระทบอารมณ์ด้วยความเผลอ ถ้าไม่เผลอกระทบแล้วผ่านไป บ่วงมารก็หลุดไปด้วย

ธรรมะสำคัญที่เป็นพื้นฐานแห่งการฝึกจิตคือ สติ ได้แก่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและไม่เผอเรอ หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงเรื่องการฝึกจิตต้องมีสติประกอบเสมอขาดมิได้เลย เช่น อานาปานสติ และสติปัฏฐาน ล้วนต้องการสติคอยรักษาจิตทุกเวลานาที หรือทุกลมหายใจ

ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

สติคอยบอก ว่ารู้ตื่นเบิกบาน

ฝึกแล้วฝึกอีก ฝึกจนชำนาญ

รู้ตื่นเบิกบาน ทุกลมหายใจ

การฝึกสมาธิ โดยการเฝ้าตามดู ตามรู้ และตามเห็น ลมหายใจออกเข้า จึงเป็นการฝึกสมาธิ ที่เป็นสากล เป็นธรรมชาติ ทุกคนไม่จำกัด ชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม สามารถปฏิบัติได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะทุกคนมีลมหายใจเหมือนๆ กัน

วิธีปฏิบัติ ก็ไม่สลับซับซ้อนแต่ประการใด เพียงหาที่นั่งที่สงบจากความพลุกพล่าน ที่ใดที่หนึ่ง จากนั้นก็นั่งให้สบาย แล้ววางสติกำหนดรู้ที่ลมหายใจออกเข้า หรือพูดง่ายๆ ว่า หยุดคิดเรื่องอื่นชั่วคราว คิดอยู่เฉพาะลมหายใจออกเข้า ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า เวลาหายใจเข้าก็รู้ ว่ากำลังหายใจเข้า เวลาหายใจออกก็รู้อยู่ว่ากำลังหายใจออก เวลาหายใจออกยาวก็รู้ว่า กำลังหายใจออกยาว เวลาหายใจเข้ายาวก็รู้สึกตัวว่าหายใจเข้ายาว

คำว่า รู้สึกตัว คงจะเข้าใจได้ง่าย ถ้ายังไม่หลับก็ยังรู้สึกตัวทั่วพร้อม แต่ถ้าหลับจะไม่รู้สึกตัว การนั่งสมาธิจึงมิใช่การนั่งหลับ แต่การนั่งสมาธิ เป็นการนั่งรู้สึกตัวทั่วพร้อม

หัวใจสำคัญของการนั่งสมาธิอยู่ที่ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

การวางความคิดที่ลมหายใจ คือรู้ถึงลมหายใจตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม ลีลาแห่งลมหายใจแต่ละขณะเป็นเช่นไร ย่อมรู้เช่นนั้น การรู้นี้ไม่ต้องจดจำมาจากที่ไหน รู้ด้วยประสบการณ์ตรงเลย จะพบลีลา ความเคลื่อนไหว หยาบบ้างละเอียดบ้างไปตามลำดับ

แต่ที่ผู้ฝึกสมาธิพบคล้ายๆ กัน ยิ่งฝึกนานลมหายใจยิ่งละเอียด เวลาที่ลมหายใจละเอียด รู้สึกได้ถึงความสงบเยือกเย็นทั้งในส่วนกายและใจได้อย่างชัดเจน การทำสมาธิทำให้ใจสงบและกายก็จะสงบตามด้วยเพราะลมหายใจเกี่ยวเนื่องด้วยกายมีอิทธิพลต่อความสงบหรือความวุ่นวายฝ่ายกายด้วย

การฝึกสมาธิจนลมหายใจสงบและละเอียดอย่างรวดเร็ว นับเป็นวิธีพักผ่อนอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นฟื้นพลังงานต่างๆ ที่สูญเสียไปจากการตรากตรำทำงานหนักให้คืนมาอย่างรวดเร็ว

ความสดชื่นที่ได้จากการทำสมาธิจะได้ทั้งกายและใจพร้อมๆ กันไป ในขณะนั้นกล่าวได้ว่าเป็นขณะที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี

การฝึกจิต เป็นการทำความดีชนิดหนึ่งที่ลงทุนเงินทองทรัพย์สินน้อย แต่ได้ประโยชน์มากมายมหาศาล ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า การฝึกจิตเป็นความดีนั่นแล

คลอดมาตรฐานบังคับฉบับแรก คุมเข้ม รมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 615

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

คลอดมาตรฐานบังคับฉบับแรก คุมเข้ม รมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกกฎกระทรวงเพื่อกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องหลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นมาตรฐานบังคับฉบับแรกของประเทศไทย ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศบังคับใช้ เพื่อควบคุมกระบวนการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์สำหรับผลไม้ เช่น ลำไย ลิ้นจี่” พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกาศออกกฎกระทรวงดังกล่าว

โดยหลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จะเริ่มมีผลบังคับ ตั้งแต่ วันที่ 4 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้กระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างแพร่หลาย เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ให้คงความสดและสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้นานขึ้น

“ก่อนที่มาตรฐานบังคับฉบับแรกนี้จะมีผลบังคับใช้ ผู้ประกอบการโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ทุกขนาดทั่วประเทศกว่า 110 แห่ง จำเป็นต้องเร่งปรับตัวและเตรียมพร้อมรองรับการบังคับใช้มาตรฐานฯ โดยผู้ประกอบการ โรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ผู้นำเข้า และผู้ส่งออกผลไม้ดังกล่าวที่มีการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะต้องยื่นขออนุญาตกับทาง มกอช. ในขณะเดียวกันโรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ต้องขอการตรวจรับรองจากกรมวิชาการเกษตร หรือผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานที่ มกอช. กำหนดภายใน วันที่ 4 พฤษภาคม 2559” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ด้าน นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวย้ำว่า ผู้นำเข้าและผู้ส่งออกผลไม้ดังกล่าว โดยเฉพาะลำไย ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานฯ โดยเร่งปรับปรุงโรงรม ห้องรม ระบบบำบัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ รวมถึงเครื่องมือและอุปกรณ์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดและหลักปฏิบัติ ในมาตรฐานฯ ที่สำคัญต้องมีกระบวนการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างถูกต้องและถูกวิธี โดยเฉพาะโรงรมลำไยสด ที่ต้องดำเนินการให้เสร็จตามกฎหมาย เพื่อรองรับผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดในรอบกลางปี 2559 ซึ่งจะทำให้การส่งออกลำไยสดเกิดความคล่องตัว และไม่มีปัญหาตรวจพบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินค่ามาตรฐานที่ประเทศผู้นำเข้าปลายทางกำหนด

การรมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในผลไม้สด มีโอกาสที่สารชนิดดังกล่าวจะตกค้างเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภค จึงจำเป็นต้องเร่งควบคุมกระบวนการรมเพื่อไม่ให้มีปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างเกินกว่าข้อกำหนดตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของผลไม้ไทย และช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าผลไม้ไทยในตลาดโลกด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการใช้กระบวนการรมผลไม้สด ด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์อย่างแพร่หลาย เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้ให้คงความสดและสามารถวางจำหน่ายในตลาดได้นานขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลำไย

“ขณะนี้ ผู้ส่งออกลำไย ยังมีการรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยสด เพื่อการส่งออก ทั้งลำไยในฤดูและนอกฤดู ซึ่งตลาดต่างประเทศมีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม จากตัวเลขตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2558 ไทยมีการส่งออกลำไยสดแล้วกว่า 251,042.54 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 5,697.48 ล้านบาท คาดการณ์ว่า ปีนี้ปริมาณและมูลค่าการส่งออกลำไยสดจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น เมื่อมีมาตรฐานกำหนดออกมาบังคับใช้ จึงคาดว่าการส่งออกผลผลิตลำไยจากประเทศไทยจะมีมาตรฐานมากขึ้น ทำให้ไม่เสียตลาดการส่งออก รวมถึงจะปลอดภัยกับผู้บริโภคอีกด้วย” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตออนไลน์ (online) ได้ที่ tas.acfs.go.th หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองควบคุมมาตรฐาน สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. (02) 579-4140, (02) 561-2277 ต่อ 1710 หรือ 1712

“เฮียใหญ่” แห่ง “นิ่มซี่เส็ง” ยักษ์ขนส่งแห่งภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

สัมภาษณ์พิเศษ

กรรณิกา เพชรแก้ว

“เฮียใหญ่” แห่ง “นิ่มซี่เส็ง” ยักษ์ขนส่งแห่งภาคเหนือ

ความสำเร็จนั้นอยู่ที่ผู้อื่นกล่าวถึง มิใช่ยกย่องสรรเสริญตนเอง

จะรู้จัก อุทัต สุวิทย์ศักดานนท์ มากไปกว่าชื่อ “เฮียใหญ่” ของคนเชียงใหม่ เจ้าของธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง สิงห์เหนือที่ประสบผลสำเร็จมากมายหลายอย่าง เป็นยักษ์ในวงการขนส่งที่สร้างขึ้นมาด้วยมือและได้เห็นผลสำเร็จนั้นด้วยตาตนเอง

ย่อมต้องให้ความสนใจสายตาที่สังคมมองเขาอยู่

ดร.อุทัต สุวิทย์ศักดานนท์ เป็น 1 ในเพียง 4 คนไทยเชื้อสายจีนที่ได้รับเชิญจากรัฐบาลจีนเข้าร่วมประชุมสุดยอด 100 นักธุรกิจเชื้อสายจีนจากทั่วโลก นอกจากเขาแล้วมีเพียง เจริญ สิริวัฒนภักดี เจ้าสัวใหญ่ค่ายช้าง, ธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าสัวซีพี และ ไกรสร จันศิริ เจ้าสัวซีเล็ค ทูน่า

“มีผมคนเดียวที่ไม่ใช่เจ้าสัว แถมบ้านนอกด้วย” เจ้าตัวบอก พร้อมยิ้มสว่าง

เขาได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมกับผู้ประสบผลสำเร็จในหลากหลายสาขาวิชา

นั่นยืนยันว่าคนอื่น สังคมอื่น ยอมรับในความสำเร็จของเขา

ขณะที่เจ้าตัว ยกให้เพียง 2 สิ่งที่นำพาตนเอง ครอบครัว และธุรกิจมาถึงวันนี้ได้

“ขยันและอดทน ผมมีเท่านั้นจริงๆ ทำๆๆๆ เก็บๆๆๆ ถังคุณก้นไม่รั่ว วันหนึ่งน้ำมันก็เต็ม”

เฮียใหญ่เกิดในครอบครัวคนจีน ทำงานช่วยครอบครัวตั้งแต่จำความได้ แต่เป็นตอนอายุ 17 ที่เขาต้องเปลี่ยนบทบาทจากลูกมาเป็นหัวหน้าครอบครัว “คุณพ่อเสียชีวิตตอนท่านอายุแค่ 48 ก่อนเสียชีวิตเราก็ใช้เงินในการรักษามากมาย หลังท่านเสียก็ต้องแบ่งสมบัติกันไป ผมได้ร้านที่ตลาดวโรรสกลางเมืองเชียงใหม่ แต่ก็ต้องใช้หนี้หลายหมื่น กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”

เอกสารของธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง ซึ่งเขาเป็นผู้ก่อตั้ง กล่าวถึงการเริ่มต้นนั้นว่า

“นิ่มซี่เส็ง เป็นธุรกิจของตระกูลสุวิทย์ศักดานนท์ เริ่มก่อตั้งโดย 3 พี่น้องคือ อุทัต สุวิทย์ศักดานนท์ อุทาน สุวิทย์ศักดานนท์ และ อุดม สุวิทย์ศักดานนท์ เริ่มจากธุรกิจค้าผลไม้ในตลาดวโรรส ต่อมาได้รับจ้างขนส่งผลไม้และสินค้าระหว่างเชียงใหม่และภูมิภาคต่างๆ”

ต้องออกจากโรงเรียน เพื่อรับภาระหนัก เพื่อให้น้องได้เรียน แต่นั่นยังไม่ใช่จุดที่ท้าทายความอดทนที่สุดของเขา

“ไฟไหม้ตลาดวโรรสปี พ.ศ. 2511 หมดเลยทุกอย่าง สิ้นเนื้อประดาตัว บ้านช่อง สินค้าที่ใช้เงินเชื่อหามา หมดเลย ลูกก็ยังเล็ก มันไม่ใช่แค่เหลือศูนย์ มันติดลบ เพราะผมยังมีแม่ มีครอบครัว มีลูกต้องดูแล”

หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ครั้งนั้น คนจึงเห็น “ตี๋ใหญ่” ปั่นสามล้อคันเดียวที่เหลืออยู่ ตระเวนรับจ้างไปทั่วเมือง รับขนส่งทุกอย่าง รับทำงานทุกอย่าง

“ได้วันละ 8 บาท เก็บ 4 บาท กิน 4 บาท ลูกผมนี่ก็กินข้าวต้มเป็นหลัก กับข้าวก็ปลาทูเป็นหลัก ล้อมวงกินกัน โอ๊ย สนุก” เขาเล่ากลั้วหัวเราะ แต่พอถามว่า มันสนุกจริงหรือ ไม่เหน็ดเหนื่อยท้อบ้างหรือ

“ก็ท้อนะ แต่ทุกคนที่บ้านต้องกินข้าวน่ะ” เขาบอกสั้นๆ แบบนี้

สิ่งหนึ่งที่เจ้าตัวไม่เคยเอ่ยถึง แต่มันซ่อนอยู่ในตัวคือ ความคิดจะไปให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่

“ตอนนั้นเขายังขนส่งผักผลไม้จากกรุงเทพฯ มาทางรถไฟ ใช้เวลา 2 วัน สินค้าเน่าเสียมาก เราไปรับสินค้าที่สถานีรถไฟ ก็เห็นโอกาส จะซื้อรถปิกอัพมารับจ้างขนส่ง ขอซื้อเงินผ่อนเขาไม่ขาย ต้องเก็บเงิน 40,000 กว่าบาทไปซื้อรถคันแรก” หลังจากนั้น ตำนานสู้ของนิ่มซี่เส็งก็เกิดขึ้นอย่างที่เรารู้กันดี

เอกสารของธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง กล่าวถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นว่า “ปี 2514 สามพี่น้องได้จดทะเบียน ตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้น แต่ด้วยความบกพร่องของงานเอกสารในช่วงจดทะเบียน ชื่อห้างหุ้นส่วนจึงเปลี่ยนจาก “นิ้มซี่เส็ง” ซึ่งเป็นชื่อร้านโชห่วยเดิมของเตี่ย กลายเป็น “นิ่มซี่เส็ง” แต่ทั้งสามก็ได้ใช้ชื่อนี้มาตลอด”

ดร.อุทัตใช้รถคันนั้นวิ่งรับจ้างขนผักผลไม้ระหว่างกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และได้รู้ว่าต้นทุนกับราคาสินค้าที่ปลายทางต่างกันเพียงไร

“องุ่นที่กรุงเทพฯ โลละ 2.50 บาท มาส่งให้พ่อค้าที่เชียงใหม่ 5 บาท เอาละสิ สนุกละสิ”

เขาจึงไม่รับจ้างขนสินค้าเป็นหลักอีกต่อไป หากแต่เป็นผู้ค้าด้วยตนเอง ขับรถตะลุยขนส่งผักผลไม้ไม่หยุดหย่อน ไม่ยอมเสียเวลาพัก เปิดศักราชใหม่ของการขนส่ง และการค้าผักผลไม้ของเชียงใหม่เวลานั้น พ่อค้าแม่ค้าที่เหนื่อยหน่ายต่อการรอสินค้าทางรถไฟ หันมาใช้บริการของ “ตี๋ใหญ่” ที่พร้อมจะนำสินค้ามาถึงภายในเวลาไม่ถึง 10 ชั่วโมง สดกว่า ถูกกว่า

“คนอื่นเขานอนหลับ ผมยังขับรถตะลุยไปทั่ว ตี 2 สินค้าผมมาถึงแล้ว”

แรงกายที่ทุ่มลงไปสร้างผลกำไรให้น่าตื่นตาตื่นใจ ทุกคนในครอบครัวลงแรง ภายใต้หลักการที่เขายึดมั่น “ขยันและอดทน”

“ผมขนผักผลไม้มาส่งพ่อค้าแม่ค้าในเชียงใหม่ทั้งจังหวัด ไม่ว่าอำเภอไหนส่งถึงที่ น้องนุ่งลูกเมียก็เปิดร้านขายผลไม้ไป ตอนเย็นมารวมตัวกัน นับเงิน” เขายิ้ม

แล้วตำนานของนิ่มซี่เส็งก็ดำเนินไป ง่ายๆ แบบนั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ทุกก้าวปูไปด้วยความอดทนและประหยัดอย่างที่เจ้าตัวยืนยัน เสริมด้วยบริบททางสังคมและการมองการณ์ไกลอย่างที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว

ปัจจุบัน ธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็ง ประกอบด้วย บริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งเอ็กซ์เพรส จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งโลจิสติกส์ จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งรถยก จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งคลังสินค้า จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งพาเซล จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งห้องเย็น จำกัด, บริษัท นิ่มซี่เส็งมูฟวิ่ง จำกัด และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกจำนวนมาก

นิ่มซี่เส็งขนส่งเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการ มีรถบรรทุกในเครือรวมทั้งรถร่วมประมาณ 500 คัน พนักงานขนสินค้า และคนขับประมาณ 1,000 คน ขณะนิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการการเงินท้องถิ่น ด้วยสาขา 326 สาขาทั่วภาคเหนือ และลูกค้ากว่า 1 ล้านราย

ปัจจุบัน ทุกธุรกิจในเครือนิ่มซี่เส็งเนื้อหอมกรุ่นท่ามกลางกลุ่มธุรกิจในและต่างประเทศที่ต้องการร่วมทุน มูลค่าของธุรกิจทั้งหมด จากการประเมินของกลุ่มทุนที่จะเข้ามาร่วมทุน มากกว่า 1 หมื่นล้านบาท

เป็น 1 หมื่นล้านบาทที่สร้างขึ้นจากมือคนปั่นสามล้อค่าตัววันละ 8 บาทเมื่อไม่กี่สิบปีก่อน

“พ่อเป็นตัวอย่างของการทำงานหนัก และพุ่งสู่จุดหมายโดยไม่ให้สิ่งใดมาบั่นทอนแรงทะยานนั้นได้” คุณชัยวัฒน์ สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายที่รับไม้ต่อในการบริหารจัดการธุรกิจลิสซิ่งซึ่งถือเป็นเส้นเลือดหลักของนิ่มซี่เส็งยุคใหม่ บอก

ดร.อุทัตใช้ตำราพ่อมาสอนลูก ลูกของเขาจึงไม่ได้ใช้ชีวิตวัยเด็กสบายเหมือนลูกคนมีเงินทั่วไป หากแต่ต้องแบกขนในสถานีขนส่งมาแต่เด็ก

“ผมบอก พวกเอ็งอย่าเป็นอาเสี่ย เอ็งต้องเป็นเถ้าแก่ เถ้าแก่ทำได้ทุกอย่าง อาเสี่ยนี่ชี้นิ้วอย่างเดียว”

ดร.อุทัตใช้ความเข้มงวด บางครั้งเข้มงวดอย่างเหลือเชื่อในการปกครองลูก แต่วันนี้มันส่งผลให้เขายิ้ม ดีใจที่ลูก “ได้ดั่งใจทุกคน”

ดร.อุทัตมีภรรยาที่อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ยังยากจนข้นแค้น ภรรยาที่เขาบอกว่าประเสริฐสุด เพราะมีแต่แรงเสริมให้สามีและลูก “ผมเสียผี 12.50 บาท ไม่ได้แต่ง ไม่ได้ซื้อข้าวของอะไรให้ เพราะไม่มีเงิน เขาก็ยอมมาอยู่ด้วย มาดูแลครอบครัว ดูแลแม่เรา ช่วยเหลือและอดทนสารพัด หาอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว” ภรรยาของเขาคือ คุณอุษา สุวิทย์ศักดานนท์ ที่ทุกวันนี้เป็น “แม่” เปี่ยมเมตตาของพนักงานในเครือนิ่มซี่เส็งหลายพันคน

ลูกๆ ของเขา เดินตามรอยพ่อทุกคน ลูกสาวคนแรก ดร.ปราณี สุวิทย์ศักดานนท์ จบการศึกษาจากอเมริกา ปัจจุบันบริหารธุรกิจในเครือ, คุณชวลิต สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนที่ 2 ดูแลธุรกิจขนส่ง, คุณชัยวัฒน์ สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนที่ 3 ดูแลธุรกิจลิสซิ่ง, คุณชาติชาย สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนเล็ก ที่เขาบอกว่านิสัยใจคอเหมือนแม่มากที่สุด ดูแลธุรกิจในกรุงเทพฯ ลูกหลานอื่นๆ ร่วมดูแลธุรกิจอีกมากมาย

ทุกวันนี้ ดร.อุทัตยังดำรงตนบนความประหยัดที่เขาถือเป็นหลักสำคัญที่สุดในชีวิต “ผมไม่ซื้อเสื้อผ้า ใส่เสื้อบริษัท ใส่เสื้อแจก บางตัวลูกซื้อให้ บางตัวคนซื้อมาฝาก ผมมีเสื้อผ้าไม่ถึง 10 ชุด รองเท้ามีไม่กี่คู่ ผมยังกินข้าวแกง ใช้เงินวันละไม่ถึงร้อย มันก็อร่อยและอิ่มได้เหมือนกัน”

รถที่เขาขับประจำเป็นรถญี่ปุ่นคันเล็ก ซึ่งสร้างภาระในการตอบคำถามว่าทำไมไม่ขับเบนซ์หรือรถยุโรปให้สมฐานะ “ก็ผมชอบของผมอย่างนี้น่ะ ขับก็ง่าย จอดก็ง่าย จะไปขับรถใหญ่ให้เหนื่อยทำไม?”

ถามเขาว่า ในชีวิตเขาซื้อข้าวของฟุ่มเฟือยบ้างหรือไม่ เขาใช้เวลาคิดนาน ก่อนจะถูมือตื่นเต้นเมื่อนึกออก

“มีสิ ผมซื้อรถคันละหกเจ็ดล้านเลยนะคุณ”

“รถสิบล้อไง ซื้อวันนี้ พรุ่งนี้มันหาเงินได้เลย” เขาหัวเราะตบท้ายสบายใจ

ชื่อนั้นสำคัญไฉน

นิ่มซี่เส็ง มาจากคำว่า นิ่ม ซึ่งมาจาก แซ่ลิ้ม ที่จริงออกเสียงถูกต้องจะต้องเป็น “นิ้ม” ส่วน ซี่เส็ง คือพระอาทิตย์ขึ้น ให้ความหมายว่า มีแสงสว่างตลอดเวลา “นิ้มซี่เส็ง” เป็นชื่อร้านโชห่วยดั้งเดิมของรุ่นพ่อ แต่เมื่อสามพี่น้องไปจดทะเบียนตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขึ้นในปี พ.ศ. 2514 ความบกพร่องของงานเอกสารทำให้ชื่อถูกเปลี่ยนจาก “นิ้มซี่เส็ง” เป็น “นิ่มซี่เส็ง” สามพี่น้องมุ่งมั่นในการค้าเกินกว่าจะสนใจกลับไปแก้ไขชื่อนั้น จนบัดนี้ 40 กว่าปีแล้ว ชื่อสะกดผิดไม่มีผลกระทบต่อความสำเร็จแม้แต่น้อย

เส้นเลือดนิ่มซี่เส็ง

บริษัท นิ่มซี่เส็งขนส่ง 1988 จำกัด

มีรถบรรทุกในเครือรวมทั้งรถร่วมประมาณ 500 คัน พนักงานขนสินค้า และคนขับกว่า 1,000 คน สำนักงานใหญ่อยู่บนที่ดินแปลงใหญ่กว่า 80 ไร่ บนถนนเชียงใหม่-ลำปาง เฉพาะมูลค่าที่ดินก็เกินกว่าพันล้านบาท ดร.อุทัตมอบให้ คุณชวลิต สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนโต คนที่เขาบอกว่า “สู้งานหนัก ลุย ไม่กลัวงานสกปรก” ดูแล คุณชวลิตจบการศึกษาจากต่างประเทศ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในเสาหลักของนิ่มซี่เส็งรุ่นใหม่ ดูแลธุรกิจขนส่งซึ่งมีบริษัทลูกกว่า 10 บริษัท

บริษัท นิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง จำกัด

ดร.อุทัต บอกว่า นิ่มซี่เส็งมีกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งคือ ธุรกิจขนส่ง แต่มีเส้นเลือดใหญ่คือ ธุรกิจลิสซิ่ง ธุรกิจที่ทำให้นิ่มซี่เส็งเติบโตก้าวกระโดดในระยะ 10 กว่าปีที่ผ่านมา กลายเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ชิ้นใหญ่ในหลายจังหวัดภาคเหนือตอนบน นิ่มซี่เส็งลิสซิ่ง ก่อตั้งเมื่อปี 2528 และเติบใหญ่ก้าวกระโดดสวนทางกับเศรษฐกิจที่ซบเซาหนักในปี พ.ศ. 2540 เพราะนโยบายการบริหารแบบมองการณ์ไกลและกล้าได้กล้าเสียของคุณชัยวัฒน์ สุวิทย์ศักดานนท์ ลูกชายคนกลาง ที่ดร.อุทัต บอกว่า “ไม่ค่อยชอบงานหนัก แต่ชอบคิด ชอบวางแผน” ดร.อุทัตรู้ว่าเขายกภาระงานให้ลูกไม่ผิดคน ปัจจุบันนิ่มซี่เส็งลิสซิ่งเป็นสถาบันการเงินในท้องถิ่นที่มีสาขามากที่สุดในภาคเหนือตอนบน มีลูกค้ากว่า 1 ล้านบัญชี กำไรเฉลี่ยปีละ 300 ล้านบาท

“biOrb air” ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ 360 องศา นวัตกรรมจัดสวนสวย ดูแลง่าย เหมาะกับคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

“biOrb air” ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ 360 องศา นวัตกรรมจัดสวนสวย ดูแลง่าย เหมาะกับคนเมือง

ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ biOrb air (ไบออบ แอร์) นวัตกรรมการจัดสวนในตู้ กำลังเป็นที่สนใจสำหรับกลุ่มคนรักต้นไม้และการจัดสวนในตู้ เพราะถือเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งเป็นที่รู้จักและยังตอบโจทย์สำหรับคนอยากเลี้ยงต้นไม้ แต่มีข้อจำกัดหลายด้าน สามารถเลี้ยงต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับพื้นที่ที่ต้องการได้

biOrb air ตู้เลี้ยงต้นไม้

มองเห็น 360 องศา

คุณปฐมะ ตั้งประดิษฐ์ ที่ปรึกษาบริษัท biOrb Store Thailand เผยว่า biOrb Store เป็นบริษัทนำเข้าตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมในการจัดสวนในตู้ ที่ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีมาจากประเทศอังกฤษ เพื่อตอบโจทย์คนที่อยากเลี้ยงต้นไม้แต่ไม่มีเวลาดูแลและมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ในการปลูก

“ส่วนตัว เริ่มคลุกคลีกับธุรกิจขายต้นไม้มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย โจทย์ที่เจอบ่อยมากจากลูกค้าที่มาซื้อต้นไม้ จนกลายเป็นปัญหาให้คิดคือ ความต้องการต้นไม้ที่เลี้ยงง่าย สามารถเลี้ยงในบ้าน คอนโดฯ ในห้องน้ำ หรือห้องที่มีแสงน้อยหรือลืมรดน้ำก็ไม่ตาย ที่สำคัญต้องเป็นต้นไม้จริง ฉะนั้น ต้นไม้ปลอม จึงไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ แต่จะเลี้ยงต้นไม้ในลักษณะที่มีข้อจำกัดเช่นนี้ได้อย่างไร จึงกลายมาเป็นโจทย์ให้เรามองหาสิ่งที่จะมาช่วยตอบโจทย์ให้กับคนที่อยากเลี้ยงต้นไม้ได้โดยที่มีข้อจำกัดทั้งหมดที่กล่าวมา

ส่วนข้อดีของตู้ชนิดนี้ คือสามารถมองเห็นได้ 360 องศา เนื่องจากรูปร่างของตู้เป็นทรงกลม ทั้งยังตอบโจทย์คนอยากเลี้ยงต้นไม้ได้แทบทุกกลุ่มที่ติดปัญหาเรื่องพื้นที่หรือการดูแลรักษา เพราะตู้ต้นไม้นี้สามารถนำไปเลี้ยงที่คอนโดฯ ภายในบ้าน หรือห้องที่มีแสงน้อยได้ เนื่องจากมีระบบแอลอีดีให้แสงสว่างทดแทนแสงแดด ทั้งยังมีระบบหมุนเวียนอากาศภายในตู้ ไม่ทำให้เกิดละอองน้ำภายใน และสามารถคำนวณระบบการให้น้ำภายในตู้เพื่อรักษาระดับความชื้นของต้นไม้ได้ด้วย”

นวัตกรรมสวนสวย

ตอบโจทย์คนเมือง

ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ biOrb air จึงตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าแทบทุกกลุ่มที่อยากเลี้ยงต้นไม้แต่มีพื้นที่จำกัด ระยะเวลา 1 ปีที่ดำเนินธุรกิจมาได้รับผลตอบรับจากกลุ่มลูกค้าในเกณฑ์ดี อีกทั้งธุรกิจนี้ยังสามารถเติบโตได้อีกในอนาคต นี่จึงเป็นโอกาสในการประกอบธุรกิจ

คุณปฐมะ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ด้วยคุณสมบัติพิเศษของตู้ที่ทำมาจากเนื้ออะครีลิก จึงสามารถป้องกันการแตก หากเกิดอุบัติเหตุจากการล่วงกระแทกพื้น การชนต่างๆ”

สำหรับตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ biOrb air ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 3 อันดับคือ ตู้ต้นไม้กินแมลง, ตู้กระบองเพชร แค็กตัส และตู้เฟิร์นชนิดต่างๆ ส่วนตู้ต้นไม้ที่ลูกค้าให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันคือ ตู้ต้นไม้มงคล เนื่องจากสามารถนำเอาตู้ที่จัดสวนในลักษณะนี้ นำไปตั้งโชว์ตามส่วนต่างๆ ของบ้าน คอนโดฯ หรืออาคารสำนักงาน เพราะสามารถเสริมสิริมงคลอีกนัยหนึ่งได้

อย่างไรก็ตาม เจ้าของกิจการให้คำแนะนำวิธีการเลือกต้นไม้ว่า ควรเลือกต้นไม้เลี้ยงง่าย โตช้า สีสันสวยงาม มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว และหากเป็นไม้มงคล ก็จะช่วยในเรื่องการเสริมความเป็นมงคลให้กับสถานที่ด้วย

สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ facebook : Biorbstore Thailand หรือที่ ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ โซน C ชั้น B โทรศัพท์ (02) 108-6187, (082) 844-2468

“RENTAJACKET” เปิดกรุตู้เสื้อผ้า เป็นธุรกิจให้เช่ากันหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0737150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

“RENTAJACKET” เปิดกรุตู้เสื้อผ้า เป็นธุรกิจให้เช่ากันหนาว

“ที่นี่เราเน้นความสะอาด เสื้อผ้า ถุงมือ หมวก ซักชิ้นต่อชิ้น แยกซักทีละชิ้น อบแห้งด้วยระบบพัดลมเย็น ตากแดดกลางแจ้ง บริเวณบ้านกว้างขวาง ผ้าไม่เหม็นอับ เสื้อผ้าที่ให้เช่าทุกชิ้นดูแลเองหมดและเน้นความสะอาดอย่างมาก เพราะเรานึกถึงว่า เสื้อผ้าที่ให้เช่าไปสวมใส่กันนั้น ครอบครัวของเราก็ต้องสวมใส่ได้จริงๆ เหมือนกัน”

เดี๋ยวนี้ หยิบจับอะไรก็สามารถทำเป็นธุรกิจได้ ถ้าหากรู้จักต่อยอดและหาช่องทางในการดำเนินธุรกิจ คุณรุ่งนภา เตชวัชรา หรือ คุณอ้อ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่หันมาจับธุรกิจให้บริการ “เช่าชุดกันหนาว” โดยใช้ชื่อว่า “RENTAJACKET” (เร้นท์อะแจ๊กเก็ต) ที่เปิดให้บริการเช่าเสื้อกันหนาว หมวก และถุงมือ มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

ธุรกิจเช่าเสื้อกันหนาว

เริ่มต้นเพราะกลับไทย

คุณอ้อ เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ต้องตามสามีไปทำงานและอาศัยอยู่ที่ประเทศจีนเป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะกลับมาอยู่เมืองไทยนั้น ที่นั่นอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ครอบครัวจึงมีเสื้อกันหนาวค่อนข้างเยอะ ประกอบช่วงปีที่ผ่านมา ครอบครัวได้ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย เสื้อกันหนาวครั้งที่อยู่จีนจึงมีเยอะพอควร

แม้บางส่วนขายให้กับเพื่อนบ้านแถวนั้น บางส่วนก็ขนกลับมาเมืองไทย เนื่องจากเสียดายเสื้อที่ยังสวย คุณภาพยังดีอยู่ พอนำเสื้อผ้าทั้งหมดขนกลับมากองที่บ้านจึงรู้ว่ามันมีเยอะมาก จนหาที่เก็บในตู้เสื้อผ้าแทบไม่หมด หากจะปล่อยไว้เสียเฉยๆ ก็เสียดายเนื้อผ้า เพราะอาจทำให้เนื้อผ้าเสื่อมคุณภาพ”

เกิดเป็นไอเดีย เปิดให้เช่าชุดกันหนาว เริ่มต้นเปิดร้านให้เช่าตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา

“ตั้งเป้าเอาไว้ว่า ในช่วงปีแรกของการเปิดให้เช่าชุดกันหนาว คืออยากเรียนรู้และทำความเข้าใจกับตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภค ถึงทิศทางต่างๆ ว่ามีความต้องการสูงมากน้อยเพียงใด แต่เท่าที่ผ่านมา ถือว่ากระแสตอบรับดี เพราะลูกค้าที่มาเช่า 100 เปอร์เซ็นต์ แฮปปี้กับการเช่าชุดกันหนาวของเราไป” คุณอ้อ บอก

จากกระแสตอบรับที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เจ้าของกิจการมองหาช่องทางในการต่อยอดธุรกิจดังกล่าว โดยการวางแผนไว้ว่าจะเริ่มหาพาร์ตเนอร์อย่างเช่นบริษัททัวร์ กระทรวงต่างๆ หรือตามออฟฟิศ เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และถือเป็นการทำความเข้าใจกับผู้บริโภคด้วย

โดยตอนนี้กลุ่มลูกค้าหลักที่เข้ามาใช้บริการ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศ คนวัยทำงาน สัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 70 เป็นคนในกรุงเทพฯ และรอบๆ ปริมณฑล ส่วนอีกร้อยละ 30 เป็นคนต่างจังหวัด

คุณอ้อ เล่าต่อว่า ปัจจุบัน ทำการตลาดบนออนไลน์เป็นหลัก ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาสอบถามและเช่าส่วนใหญ่มาจากโลกออนไลน์ โดยเน้นทำให้คนรู้จัก RENTAJACKET ผ่านเฟซบุ๊กเป็นหลัก ซึ่งลูกค้าที่มาเช่าส่วนใหญ่เดินทางในเอเชียอย่างเช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน เสื้อกันหนาวที่ร้านสามารถรองรับอุณหภูมิตั้งแต่ 10 องศาขึ้นไปจนถึงติดลบประมาณ 10 องศาได้สบายๆ

เลือกชุดกันหนาวให้เช่ามาจากประสบการณ์

เจ้าของกิจการ เล่าต่อว่า “ไม่ได้มีเพียงเสื้อเท่านั้นที่มีให้เช่า แต่ทางร้านมีถุงมือและหมวกไว้ให้บริการด้วย สำหรับใครที่ต้องการเช่า จะเช่าครบทั้งถุงมือ เสื้อ หมวกก็ได้ หรือต้องการเช่าแค่อย่างเดียวก็ไม่ว่ากัน

สำหรับวิธีการเช่า คือใช้วิธีการเหมาจ่ายกำหนดระยะเวลาคือ 7 วัน โดยเก็บเงิน 3 ส่วนหลักคือ 1. ค่าเช่า 2. เงินประกันสินค้า (เท่ากับราคาเช่า) 3. ค่าจัดส่งคิดตามจริง (รวมราคากล่อง)

โดยจะเริ่มนับวันที่ลูกค้าเดินทางเป็นวันที่ 1 ทางร้านจะส่งสิ่งที่ลูกค้าเช่าให้ถึงก่อนวันที่ลูกค้าจะออกเดินทางอย่างน้อย 3 วัน และการส่งของกลับคืนของลูกค้า ทางร้านนับวันจากการปั๊มตราของไปรษณีย์

กรณีชำรุดที่จำเป็นต้องซ่อมแซมและส่งซ่อม จะหักจากเงินประกันของลูกค้าจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากร้านซ่อม”

ที่นี่เราเน้นความสะอาด เสื้อผ้า ถุงมือ หมวก ซักชิ้นต่อชิ้น แยกซักทีละชิ้น อบแห้งด้วยระบบพัดลมเย็น ตากแดดกลางแจ้ง บริเวณบ้านกว้างขวาง ผ้าไม่เหม็นอับ เสื้อผ้าที่ให้เช่าทุกชิ้น ดูแลเองหมดและเน้นความสะอาดอย่างมาก เพราะเรานึกถึงว่า เสื้อผ้าที่ให้เช่าไปสวมใส่กันนั้น ครอบครัวของเราก็ต้องสวมใส่ได้จริงๆ เหมือนกัน คุณอ้อยืนยันหนักแน่น

พร้อมกันนั้น คุณอ้อยังเล่าต่อว่า เสื้อผ้าที่เลือกมาให้เช่า เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวและคนในครอบครัวเป็นหลัก เนื่องจากครอบครัวเราเดินทางกันบ่อย อยู่ต่างประเทศหลายปี พอกลับมาเมืองไทยและต้องเดินทางบ่อยครั้ง เราจึงรู้ว่าเสื้อผ้าแบบไหนสวมใส่แล้วอุ่น แบบไหนซักยาก ง่าย หรือต้องดูแลรักษาแบบไหน รวมไปถึงควรเลือกเสื้อผ้ายังไงให้เหมาะกับประเทศที่จะเดินทางไป เราสามารถแนะนำได้หมด

คุณอ้อ บอกว่า เธอย้ำกับหลายคนที่มาสอบถามเกี่ยวกับการเช่าชุดกันหนาวตลอดว่า ถ้าไม่ได้เดินทางบ่อย ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ เพราะเสียดายเงินและการดูแลรักษาไม่ง่าย ทำไม่ดีก็เสียดายของ มาเช่าไปใช้เถิด มันคุ้มกว่า

อาจดูเหมือนว่า ต้องการทำธุรกิจอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ว หากลองคำนวณดู จะทราบว่า ที่ลงทุนซื้อไปหลายพันจนถึงเป็นหมื่นนั้น แท้จริงอาจจะใช้ไม่คุ้มกันเท่าไหร่ อีกทั้งดูแลรักษายากเสียด้วยซ้ำไป

ที่สำคัญ เธอบอกว่า ส่วนตัวเธอทราบดีว่าเสื้อกันหนาวที่เอามาขายนั้น ราคาที่รับมาขายไม่ได้แพงเท่าที่มาขายให้คนซื้อด้วยซ้ำ อีกทั้งเธอทราบแหล่งนำเข้าเสื้อกันหนาวคุณภาพดี ราคาเหมาะสมและใส่กันหนาวได้จริง

สำหรับใครที่มีแผนการเดินทางและกำลังมองหาเสื้อผ้ากันหนาว สามารถเข้าไปสอบถามและดูรายละเอียดได้ที่ http://www.rantajacket.com, Facebook : rantajacket, LINE ID : rantajacket หรือโทรศัพท์ (099) 584-1385

เสื้อกันหนาวแบบที่ได้รับความนิยมมาก คือเสื้อขนเป็ดและเสื้อใยสังเคราะห์หนาๆ เหตุผลคือเสื้อพวกนี้ลูกค้าจะตัดสินใจลำบากในการซื้อมาเป็นของตัวเอง เพราะแน่นอนว่าถ้าลูกค้าไม่ใช่ผู้ที่เดินทางบ่อย เมื่อซื้อมาใช้เพียงครั้งเดียวจะแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้านิ่ง การเช่าแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้

– ถุงมือ หมวก กลุ่มนี้ เริ่มต้นที่ 90 บาท ไปจนถึงสูงสุดที่ 200 บาท ต่อ 7 วัน

– กางเกง ราคา 300-400 บาท ต่อ 7 วัน

– เสื้อเด็ก ราคาเริ่มต้นที่ 500 บาท ไปจนถึงสูงสุดที่ 900 บาท ต่อ 7 วัน

– เสื้อผู้ใหญ่ ราคาเริ่มต้นที่ 500 บาท ไปจนถึงสูงสุดที่ 1,500 บาท ต่อ 7 วัน

Dogdays โรงแรม “น้องหมา” 5 ดาว เขาไม่ได้มา…เล่น-เล่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0742150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

Pet”s Business

PARANEE

Dogdays โรงแรม “น้องหมา” 5 ดาว เขาไม่ได้มา…เล่น-เล่น

“เมื่อก่อนผู้ประกอบการอาจคิดว่าขายแค่คน ทำโรงแรมขึ้นมาให้ดูน่ารัก คนพอใจจบแล้ว เพราะว่าคนจ่ายเงินคือคน แต่มาถึงวันนี้แค่นั้นคงไม่พอ…”

เพิ่งเปิดตัวเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา

สำหรับ Dogdays (ด๊อกเดย์) โรงแรมของ “น้องหมา” สไตล์โมเดิร์นอาร์ต แห่งแรกของไทย

แม้จะเป็น “น้องใหม่” ของแวดวงงานบริการด้านที่พัก

แต่เจ้าของกิจการ อาจไม่ใช่หน้าใหม่ในธุรกิจสัตว์เลี้ยง เพราะเป็นผู้ให้บริการรถรับ-ส่งสุนัข แบรนด์ Petxi Limo (เพ็ทซี่ ลีโม่) มาได้กว่า 2 ปีแล้ว

……………

ช่วงสายๆ ของวันทำงาน คุณแอน-ฐิติพร น้อยพานิช และ คุณเพอรี่-สุทิศา ปาติยเสวี สองสาวเจ้าของกิจการที่เกริ่นไว้ กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม กันเอง…เหมือนเคย

เริ่มต้นให้ฟัง กิจการเพ็ทซี่ฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว ผลตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ลูกค้ามีการบอกต่อว่าสะดวกและไว้ใจได้ และใช้บริการเป็นประจำอยู่กลุ่มหนึ่ง

แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้มีการ “ต่อยอด” มาทำธุรกิจโรงแรมน้องหมา

เพราะความจริง โครงการสร้างโรงแรมนี้มีมาตั้งแต่ 4 ปีที่แล้ว ก่อนเพ็ทซี่ฯ เสียอีก แต่เพราะยังติดขัดในหลายเรื่องจึงเลือกทำเพ็ทซี่ฯ ก่อน

ซึ่งนับเป็นข้อได้เปรียบ เพราะมีโอกาสเรียนรู้นิสัยของสุนัขแต่ละสายพันธุ์ รวมถึงนิสัยของเจ้าของแต่ละคนมากขึ้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาปรับใช้กับกิจการล่าสุดนี้ได้เป็นอย่างดี

เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่าง 2 ธุรกิจ สองสาว ช่วยกันเล่า ลูกค้าของเพ็ทซี่ฯ ส่วนใหญ่มีความต้องการด้านความช่วยเหลือ เช่น พาไปหาหมอ พาไปส่งบ้าน ฯลฯ ซึ่งความยากจะอยู่ที่การเข้าถึงลูกค้าได้ทันเวลา

หากสำหรับโรงแรม “น้องหมา” ลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการพาสุนัขมาพักผ่อน หาความสนุกสนาน

ฉะนั้น โจทย์ความยากของการทำธุรกิจนี้ จึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรให้ทั้งน้องหมาและเจ้าของมีความสุข

“การฝากหมา-แมว สมัยนี้พัฒนาขึ้น เมื่อก่อนอาจมีแค่คลินิกหรือโรงพยาบาล ที่พอไปฝากก็นำเข้ากรง ปล่อยให้นอนเหงาๆ ไป แต่โรงแรมของเรา อยากทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าแค่พาน้องหมา มาเปลี่ยนบ้านอยู่แค่นั้น” คุณแอน อธิบายแนวคิด

ก่อนบอกต่อถึงสภาวะการแข่งขันในปัจจุบัน ทุกวันนี้ผู้ประกอบการด้านนี้เริ่มมีมากขึ้น อาจเป็นเพราะหลายคนมองภาพรวมว่าน่าจะทำได้ไม่ยาก และมีกำไรดี แค่สร้างห้องให้สวย-น่ารัก สร้างสระว่ายน้ำ ก็ทำเป็นโรงแรมน้องหมาได้แล้ว

แต่แนวทางในการประกอบธุรกิจของแต่ละคนนั้นย่อมไม่เหมือนกัน เพราะสำหรับ Dogdays การสร้างความสุขให้น้องหมา จนเจ้าของสัมผัสและมองเห็นได้ นับเป็นความท้าทายที่จะต้องไปให้ถึงให้ได้

“ตลาดโรงแรมสุนัข มีดีมานด์ไม่มากแต่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ คนเลี้ยงสุนัขเริ่มมีความสนใจธุรกิจบริการแบบนี้กันมากขึ้น การแข่งขันจึงเพิ่มขึ้นไปตามกลไกของตลาด ซึ่งเมื่อก่อนผู้ประกอบการอาจคิดว่าขายแค่คน ทำโรงแรมขึ้นมาให้ดูน่ารัก คนพอใจจบแล้ว เพราะว่าคนจ่ายเงินคือคน แต่มาถึงวันนี้แค่นั้นคงไม่พอ ความยากจึงอยู่ที่ทำอย่างไรให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการแล้วสัมผัสได้ว่าของเรามีความแตกต่าง” คุณแอน เผย

ใช้เวลา 4 ปีกว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่างโรงแรมน้องหมาอย่างที่เห็น มีความยากง่าย มากน้อยแค่ไหน สองสาวหัวเราะร่วน ก่อนลากเสียงยาว บอกพร้อมกัน ยากกก…มากกก ค่ะ

พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง เริ่มจากรายละเอียดของวัสดุในการก่อสร้างนั้น เพราะถ้าจะทำโรงเรือนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สิ่งแรกที่จะต้องสื่อออกไปให้ได้ ความสะอาด นับตั้งแต่กลิ่นและมลภาวะทั้งหมด ขณะเดียวกัน วัสดุหรือโครงสร้างสิ่งปลูกสร้างที่จะใช้กับสัตว์เลี้ยง นอกจากจะสวยงามน่ารักแล้วยังต้องมีความคงทนเป็นพิเศษด้วย

เพราะโรงแรมสุนัข ต้องมีการทำความสะอาดมากกว่าโรงแรมคนร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีเรื่องของกลิ่นและขน เป็นปัญหาสำคัญ ฉะนั้น วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างจึงต้องแตกต่างออกไป ซึ่งแน่นอนราคาก็ต้องสูงขึ้นตามคุณภาพด้วย

นอกจากนี้ เรื่องของพื้นที่ใช้งาน มีความสำคัญไม่แพ้กัน ต้องออกแบบเป็นพิเศษให้ปลอดภัยสูงสุด น้องหมาไม่หลุด ไม่หาย ไประหว่างที่มาพัก

“ประสบการณ์ที่ได้มาจากการทำเพ็ทซี่ฯ ทำให้มีความรู้หลายเรื่อง โดยเฉพาะพฤติกรรมของน้องหมา อย่างตัวเล็กๆ หลายคนอาจไม่ทราบว่ากระโดดเก่งมาก ฉะนั้น ความสูงและระบบเปิด-ปิดของรั้ว จึงสำคัญอย่างยิ่ง กลอนประตู จะเลือกใช้แบบทั่วไปไม่ได้ ต้องเลือกระบบล็อกโดยอัตโนมัติกับทุกประตู เพราะแค่เสี้ยววินาทีเดียว น้องหมาอาจวิ่งเตลิดออกไปแล้ว” คุณแอน บอกจริงจัง

กระซิบถามถึงงบลงทุน เฉพาะสิ่งปลูกสร้างไม่รวมราคาที่ดิน สองสาวมองหน้ายิ้มกว้างให้กัน ก่อนบอกตรงๆ

“ตั้งเป้าไว้ที่ 3 ล้านบาท แต่เอาเข้าจริงบานปลายไป 2 เท่าแล้ว และคิดไว้น่าจะคืนทุนได้ใน 2-3 ปี แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วค่ะ”

ใกล้จบบทสนทนา ขอให้ฝากไปถึงผู้ที่กำลังสนใจอยากลงทุนทำโรงแรมสัตว์เลี้ยงบ้าง คุณแอนอาสาเป็นตัวแทน บอกว่า การเลี้ยงลูกคนอื่น ไม่ใช่งานง่าย ตอนแรกตัวเธอเองก็เข้าใจว่า เก็บเข้าห้อง พาลงสระ เจ้าของพอใจ

แต่พอเข้ามาทำจริงๆ ต้องดูแลน้องหมาทุกตัว เหมือนดูแลลูกคนอื่น ห่วงไปสารพัด กินหรือยัง อึสีอะไร ฉี่หรือเปล่า จนแทบไม่มีเวลาดูแลลูกตัวเอง

ฉะนั้น การจะเป็นนักลงทุนอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องมีทุนของการเป็นคนรักสัตว์อย่างมากด้วย

Dogdays (ด๊อกเดย์) by Petxi Limo (เพ็ทซี่ ลี่โม่) เป็นโรงแรมและสระว่ายน้ำเพื่อน้องหมา สไตล์โมเดิร์นอาร์ต แห่งแรกในประเทศไทย พื้นที่โดยรอบนำเสนอด้วยภาพวาดเก๋ๆ ของน้องหมาสายพันธุ์ต่างๆ ในรูปแบบ Graffiti ตั้งแต่ทางเข้าสู่ภายในโรงแรม เสริมบรรยากาศโดยรอบให้มีความน่ารัก-สนุกสนาน

พื้นที่ภายในโรงแรมประกอบด้วย

– ห้องพักส่วนตัว ไฮไลต์คือ ห้องสไตล์ พูลวิลล่า เพิ่มความพิเศษด้วย Connecting Room เพื่อให้น้องหมาที่มาด้วยกันสามารถเดินหากันได้

– สระว่ายน้ำ ขนาดใหญ่ 5×10 เมตร สามารถรองรับน้องหมาตัวใหญ่ ได้วิ่งเล่นรอบสระ และกระโดดน้ำได้อย่างสบาย

– สนามหญ้า และร้านกาแฟชิกๆ ที่ให้คุณจิบกาแฟ และนั่งมองน้องหมาของคุณวิ่งเล่นได้อย่างใกล้ชิด

สำหรับการบริการนั้น ประกอบด้วย สระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ ที่เจ้าของสามารถลงเล่นกับน้องหมาได้อย่างสบายใจ เพราะมีการตรวจสอบค่าน้ำและทำความสะอาดทุกสัปดาห์

ด๊อกโฮเทล มีทั้งฝากเลี้ยง แบบเช้าไปเย็นกลับ และพักค้างคืน น้องหมาจะไม่ต้องเหงาอีกต่อไป เพราะมีเจ้าหน้าที่พาไปขับถ่าย วิ่งเล่นในสนามหญ้า

ส่วนอัตราค่าบริการในส่วนของห้องพัก แบ่งออกตามขนาดห้องและน้ำหนักตัวของน้องหมา โดยห้องพักมี 3 ขนาด คือ มินิพูล, ควีนส์พูล และ คิงส์พูล

เริ่มต้นมินิพูล คืนละ 500 บาท สำหรับน้องหมาน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม ควีนส์พูล คืนละ 600-700 บาท และ คิงส์พูล เริ่มต้นที่ 800 บาท ทุกห้องมีเครื่องปรับอากาศเปิดบริการ 24 ชั่วโมง

ส่วนค่าบริการสระว่ายน้ำ คิดราคาตามน้ำหนักตัวและประเภทขน เริ่มต้นที่ 400 บาท

Dogdays ตั้งอยู่บนพื้นที่ 178 ตารางวา บนถนนรามอินทรา เข้าซอยรามอินทรา 62 แยก 1 แขวง-เขต รามอินทรา กรุงเทพฯ

สอบถามเส้นทางและรายละเอียดการขอใช้บริการได้ที่ โทรศัพท์ (088) 688-5444 อีเมล dogdaysbkk@gmail.com หรือ เฟซบุ๊ก/อินสตาแกรม/ไลน์ : dogdaysbkk

คาร่า พลสิทธิ์ หาตัวแทนจำหน่าย “KLARIS by Kara”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0768150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

อาชีพคนดัง

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

คาร่า พลสิทธิ์ หาตัวแทนจำหน่าย “KLARIS by Kara”

ช่วงหลายปีมานี้จะเห็นนักร้อง-นักแสดงจำนวนไม่น้อย ทั้งหญิงและชาย หันมาทำธุรกิจเครื่องสำอางกัน “คาร่า พลสิทธิ์” อดีตนางแบบและพิธีกรชื่อดังวัยเฉียด 50 ปี ก็ทำธุรกิจดังกล่าว ในชื่อแบรนด์ คลาริส บาย คาร่า (KLARIS by Kara) โดยขายผ่านทางออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ และไอจี มาตั้งแต่กลางปี 2557 นอกจากนี้ ยังมีคอนโดมิเนียมหลายแห่งในกรุงเทพฯ ให้เช่า สลับกับการเดินแบบกิตติมศักดิ์ และรับสอนเรื่องบุคลิกภาพเป็นครั้งคราว รวมทั้งเป็นนักแสดงรับเชิญ ล่าสุด มีผลงานในซีรีส์ “ฮอร์โมน 3” ในบทครูสอนภาษาอังกฤษ

เจ้าตัวเล่าถึงที่มาที่ไปของการมาทำธุรกิจเครื่องสำอางนี้ว่า เนื่องจากช่วง 9-10 ปีที่ผ่านมา งานเดินแบบและพิธีกรลดลง ทำให้ต้องคิดถึงอาชีพอื่นที่จะมารองรับ ซึ่งก็เห็นดาราขายเครื่องสำอางกันเยอะ ขณะที่ตัวเองเป็นคนที่สนใจและดูแลเรื่องผิวพรรณมาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น และเห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวจึงคิดขายบ้าง แต่กว่าจะหาโรงงานรับจ้างผลิตที่สามารถคุยกันรู้เรื่องต้องใช้เวลาหลายเดือน

มีทั้งหมด 11 ผลิตภัณฑ์

“คลาริส บาย คาร่า คือผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมาตรฐานสากล วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยมและเทคโนโลยีที่คัดสรรและนำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส สามารถปรับเม็ดสีเมลานินให้สว่างขึ้น ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยในเวลาอันสั้น เพื่อผิวขาวใสเรียบเนียน แลดูอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ และจะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นภายใน 28 วัน ตามวงจรการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติของคนเรา ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และได้รับเลขที่ใบรับแจ้งถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ” นี่คือข้อความโฆษณาที่เธอเขียนไว้ใน http://www.klarisbykara.com

ช่วงแรกนั้นเธอเริ่มจากผลิตภัณฑ์ 3 ตัวที่คิดว่าผู้หญิงทุกคนต้องใช้คือ ผลิตภัณฑ์รอบดวงตา ซีรั่ม และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ต่อมาสักระยะเมื่อลูกค้ามีมากขึ้น จึงเพิ่มโฟมล้างหน้า โทนเนอร์ เจลอาบน้ำ แชมพู และครีมทาตัว ฯลฯ รวมแล้ว 11 อย่าง

ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวนั้น คุณคาร่า บอกว่า ก่อนผลิตขายจะทดลองใช้เองก่อนแล้ว ปัจจุบันก็ใช้อยู่เป็นประจำ

“ใช้เองทุกตัว ทำให้ประหยัดค่าเครื่องสำอางเยอะมาก ไม่น่าเชื่อ เมื่อก่อนใช้แบรนด์เนม ไม่ปฏิเสธว่าแบรนด์เนมดี แต่แพงมาก อย่าง Eye Cream ของเรา 1,900 บาท เมื่อก่อนใช้ของสวิส 5,000 กว่า แต่ให้เพื่อนซื้อที่สนามบิน 4,000 กว่า พอมาใช้ของเราก็ไม่แพ้ ใช้ได้เหมือนกัน ริ้วรอยของเราก็ไม่ได้เยอะ”

ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของ คลาริส บาย คาร่า เช่น ซีรั่มทองคำนาโน 15 ml. ราคา 1,990 บาท ซึ่งเจ้าของแบรนด์ระบุว่า คุณภาพสูง เนื้อละเอียด ด้วยเทคโนโลยีนาโนอันทันสมัย สามารถซึมซาบสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่อ่อนแอ และมีริ้วรอยเหี่ยวย่นให้ฟื้นคืนสู่สภาพที่แข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด กักเก็บความชื้นใต้ผิว ป้องกันการเกิดริ้วรอยใหม่ ช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใส เรียบเนียน จุดด่างดำและริ้วรอยหมองคล้ำจางลง แลดูอ่อนวัย พบกับการเปลี่ยนแปลงอันน่าอัศจรรย์นี้ภายใน 1 สัปดาห์ หลังใช้ซีรั่มนี้ทุกเช้าและก่อนนอน

สำหรับราคาสูงสุดคือ Day & Night Cream 2,750 บาท ต่อ 30 ml. ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดตั้งแต่ช่วงแรกที่ขายจนถึงปัจจุบัน ส่วนราคาต่ำสุดเป็นโฟมล้างหน้า 330 บาท ขนาด 50 ml.

แม้จะเป็นเครื่องสำอางน้องใหม่และเมดอินไทยแลนด์ แต่คุณคาร่ายืนยันว่า คุณภาพสู้ได้กับแบรนด์ดังๆ เพราะคัดสรรวัตถุดิบและส่วนผสมต่างๆ อย่างดี ซึ่งหลายอย่างต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ด้วยคุณภาพเด่นเช่นนี้เอง ทำให้แฟนคลับและลูกค้าต่างติดอกติดใจและเป็นลูกค้าประจำกัน

“วัตถุดิบที่ใช้ โรงงานต้องนำเข้า เพราะฉะนั้นจึงแพง ในเครื่องสำอางที่ทำมี Alpha Arbutin กับ Gigawhite Complex เป็นสารสกัดจากพืชที่ทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างปลอดภัย ไม่มีอะไรที่อันตรายเลย สินค้าเรานี้ผ่าน อย. หมดทุกตัว เทียบได้กับสินค้าแบรนด์เนมหลายๆ ยี่ห้อ แต่คงไม่ทุกยี่ห้อ เพราะว่าแบรนด์เนมจะมีรุ่นของเขา คงไม่ถึงกับไฮเอนด์ แต่ว่าส่วนผสมมาจากฝรั่งเศสหมดเลย ยกเว้นสมุนไพรจีนที่มีในประเทศไทย”

ชี้ลูกค้ากลุ่ม B+

ถามถึงกลุ่มลูกค้า คลาริส บาย คาร่า นั้น เจ้าตัวอธิบายว่า “กลุ่ม B+ เพราะด้วยราคาของ อย่างถ้าโฟมล้างหน้าทั่วไปในซุปเปอร์มาร์เก็ตไปซื้อ 100 บาทก็ได้ ขณะที่ของเรา 330 บาท แต่ว่าส่วนผสมดีกว่า ใช้แล้วผิวไม่แห้ง ไม่ตึง”

อย่างที่เกริ่นแต่แรก เธอขายผ่านทางออนไลน์อย่างเดียว

“ได้ทำเฟซบุ๊กของยี่ห้อชื่อ KLARIS by Kara เรียกว่าแฟนเพจ เฟซบุ๊กขายของ แต่ไม่ได้ไปจดทะเบียนในรูปบริษัท เพราะว่าถ้าเป็นบริษัทต้องมีหุ้นส่วนอย่างน้อย 3 คน ไม่ต้องการไปดึงเพื่อนฝูงอะไรมาเกี่ยวข้อง อยากทำของเราเอง เลยไปจดทะเบียนพาณิชย์ หมายถึงเป็นร้านค้าร้านหนึ่ง ถึงเวลาเสียภาษีเราก็เสียเป็นแบบบุคคลธรรมดา”

เธอแจกแจงรายละเอียดในการขายผ่านออนไลน์ว่า

“ที่ผ่านมาจะโพสต์ในเฟซบุ๊ก ในไอจี ในไลน์ ในไทม์ไลน์ของไลน์ แต่เวลาคนสั่งซื้อส่วนมากจะมาแอดไลน์ของ KLARIS by Kara แล้วสั่งซื้อทางไลน์ เช่น อยากได้ครีม Day & Night 2 กระปุก อะไรแบบนี้ แล้วเขาโอนเงินมาเราก็แพ็กใส่กล่องแล้วส่งไปรษณีย์ EMS ทำเองหมดเลย ตอนช่วงแรกๆ ขายได้เยอะมากเลย รู้สึกว่าเหนื่อยแต่มันไหว ทำแล้วเราชอบ ตอนนี้มีความสุข”

หลังจากขายมาได้ปีกว่า กระแสตอบรับจากลูกค้าดี โดยเฉพาะช่วงปีแรก 2557 ขณะที่ปี 2558 ยอดขายลดลงไปบ้าง เนื่องจากผู้คนระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น จากเดิมเคยซื้อไว้ล่วงหน้า แต่กลับลดจำนวนลง และรอจังหวะที่จะซื้อตอนช่วงจัดโปรโมชั่นเสียมากกว่า

“ลูกค้าหลายคนบอกผิวหน้าเขาเปลี่ยนไป เพื่อนทักว่าเขาดูดีขึ้น อย่างโน้นอย่างนี้ แล้วก็กลับมาซื้อซ้ำ เราก็รู้แล้วว่า เขาชอบ ของมันดี ทำให้เรามีรายได้ คือจริงๆ อยากให้อันนี้เป็นรายได้ประจำของเราว่าสามารถอยู่ได้ไปจนแก่จนเฒ่า แต่จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าไม่รู้ เพราะปีแรกขายดิบขายดีมาก แต่พอปีที่แล้วเหมือนแบบทุกคนระวังการใช้จ่าย”

เปรียบเหมือนเลี้ยงลูก

คุณคาร่า บอกด้วยว่า ตอนนี้ต้องการหาตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

“กำลังรับสมัครตัวแทนจำหน่าย ที่ผ่านมาก็มีแล้ว อย่างน้องเขาทำงานอยู่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย เขาก็ขายได้ทุกเดือน บางเดือนเยอะบางเดือนน้อย เขาเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊กก่อนแล้วด้วยความที่ ที่ทำงานเขาคนเยอะ 4,000-5,000 คน เขาก็ขายไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ ก็มีตัวแทนจำหน่ายที่ลาว แต่ยังขายได้ไม่มาก สำหรับตัวแทนจำหน่ายถ้าเอาของไปขาย จะให้ส่วนลดเขา 30 เปอร์เซ็นต์ เขาก็ไปทำกำไร 30 เปอร์เซ็นต์นั้นได้ จะไปขายรวมกับยี่ห้ออื่นก็ได้ หรือเขาจะเป็นตัวแทนจำหน่ายเรายี่ห้อเดียวก็ได้ อย่างน้องตัวแทนจำหน่ายที่ลาว เขาก็ขายอย่างอื่นของไทยด้วย”

จากประสบการณ์ในการขายผ่านออนไลน์ เธอพูดถึงปัญหาที่เจอะเจอว่า

“สำหรับตัวเองปัญหาคือ การตลาด การทำให้ได้ลูกค้า คือถ้าเรามีเงินมากมายอาจจะไม่ยาก ไปออกรายการทีวีให้หมดทุกรายการเลย อย่างน้องคนหนึ่งที่ขายผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน เขาออกทุกรายการ ทั้งเคเบิ้ล ทั้งฟรีทีวี อะไรทุกอย่าง”

อดีตนางเอกภาพยนตร์ชื่อดัง “ข้างหลังภาพ” ที่แสดงคู่กับพระเอก เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพัน เปรียบเทียบการทำธุรกิจเครื่องสำอาง กับอาชีพนางแบบ พิธีกรว่า

“อันนี้มันมีความสุขลึกๆ กว่า บอกไม่ถูก เหมือนว่ามันเป็นของเรา เหมือนเราปั้นมันขึ้นมา อย่างอาชีพนางแบบ พิธีกร หรือไปถ่ายโฆษณา เสร็จก็รับเงินมา ก็ดีงานสนุก แต่อันนี้เราปั้นมากับมือ เริ่มจาก 3 ชิ้น แล้วเพิ่มมาเป็น 11 ชิ้น แล้วเวลาลูกค้าเข้ามาบอกว่าชอบสินค้า หรือคนนี้มาแนะนำอะไรต่างๆ เจอแต่ลูกค้าน่ารักๆ เราก็มีความสุขกับการทำ เหนื่อยก็เหนื่อยหรอก แต่มันสนุกๆ เป็นอะไรที่น่ารักๆ เหมือนเลี้ยงลูกคนหนึ่งแล้วอยากให้เขาเติบโต”

สนใจอยากรู้รายละเอียดสรรพคุณต่างๆ ของเครื่องสำอาง คลาริส บาย คาร่า หรือสนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์ http://www.klarisbykara.com

Pet Mansion คฤหาสน์น้องหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0778150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

Pet Mansion คฤหาสน์น้องหมา

ไม่ได้เขียนเรื่องสัตว์เลี้ยงมานาน เกิดอาการคิดถึงบรรดาหมาแมวที่เคยเป็นสมาชิกครอบครัวในบ้าน แล้ว มีอันต้องล้มหายตายจากไปก็เลยใจหายนิดหน่อย

สุนัข เป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมของคนทั่วโลก ด้วยความที่มันฉลาด เรียนรู้ได้เร็ว สอนอะไรไปก็รับรู้ได้ง่าย ทำตามได้แทบทุกอย่าง แถมยังมีอารมณ์ความรู้สึกแบบเดียวกับมนุษย์อีก เราจึงอยู่กับพวกเขาราวกับเป็นพี่น้องลูกหลานในบ้าน

หลายบ้านเลี้ยงหมาและแมวแบบลูก กินนอนด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ด้วยความรักความผูกพันที่คนเกลียดสัตว์เลี้ยงยากจะเข้าใจ

มีแต่คนรักหมาแมวเท่านั้นที่จะเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนรักหมาแมวด้วยกัน

เรายอมให้บ้านรกไปด้วยของเล่นเจ้าสี่ขา เต็มไปด้วยเศษขยะ เศษเล็กเศษน้อยที่พวกหมาแทะกัดทำลายอย่างสนุกสนานโดยไม่ได้สนใจว่ามันจะเป็นกระเป๋าแบรนด์เนมหรือรองเท้าหรูหราราคาแพงคู่เก่งของใคร

บ้านคนรักแมวหลายหลังยอมปล่อยให้โซฟาพังพินาศด้วยรอยเล็บข่วน เปียโนราคาแพงถูกขูดขีดด้วยริ้วรอยลึกฝังแน่นเป็นลายพร้อย และต้องยินยอมให้เจ้าเหมียวใช้เป็นที่ปีนป่ายนอนเล่นเอกเขนกได้ทุกเวลาเท่าที่มันต้องการ

หลายคนเคยชินอยู่กับการนอนกอดหมาและแมวหลับไปด้วยกันบนเตียงทุกวันจนขาดไม่ได้ ถึงเวลาตื่นก็แสนจะเกรงอกเกรงใจพวกมัน ต้องค่อยๆ ขยับตัวออกเงียบๆ ด้วยกลัวว่าพวกสี่ขาที่นอนหลับอุตุอย่างแสนสุขอยู่ข้างๆ จะพลอยตื่นไปด้วย

เรายอมให้อภัยสัตว์เลี้ยงของเราได้เสมอทั้งที่เพิ่งเช็ดประตูกระจกไปเมื่อครู่ แล้วจู่ๆ มันก็เข้ามาเลียเพิ่มรอยเข้าไปใหม่ต่อหน้าต่อตา…ทั้งที่มันเพิ่งแอบฉี่แสดงอาณาจักรไว้ที่ชายผ้าม่านห้องรับแขกที่เพิ่งซักเสร็จใหม่ๆ แล้วเอามาแขวนอีกครั้ง…ทั้งที่มันเพิ่งกัดทึ้งหนังสือเล่มโปรดของคุณไปเมื่อวาน แล้ววันนี้มันก็ฉกเอาเล่มใหม่มาแทะอีก

หลายคนยอมรับว่าหมาของพวกเขาอยู่ดีกินดีกว่าตัวเองเสียอีก เพราะยอมจ่ายเงินค่าอาหารหมาแพงกว่าอาหารของตัวเองด้วยซ้ำไป แลกกับการมีขนหมาหล่นเกลื่อนอยู่เต็มบ้าน ทั้งบนพื้นโซฟาหรือแม้กระทั่งบนเตียงนอน และแม้จะรู้ว่าของบางอย่างที่พยายามซื้อให้มันเล่นอยู่เรื่อยๆ มันอาจไม่สนใจเลยก็ได้ แต่ก็ยังแอบซื้อไปล่อให้มาเล่นสนุกด้วยกัน

ถ้าเราเลี้ยงหมาและเพื่อนบ้านมีหมาเรามักจะคุยกันถูกคอกว่าบ้านอื่น ยิ่งถ้าหมาแมวของเราเป็นมิตรกันเราจะยิ่งรู้สึกสนิทสนมเป็นพิเศษ (แต่ในความเป็นจริง บ้านที่อยู่ติดกันหมาแมวของเรามักเป็นศัตรูกัน)

คนที่ชอบเลี้ยงสัตว์จะรู้สึกคล้ายๆ กันว่า เหมือนพระเจ้าสร้างสัตว์เหล่านี้มาให้เป็นของขวัญแก่มนุษย์ทำให้ได้รู้จักรักแท้ รักแบบไม่มีเงื่อนไขที่คนต่อคนนอกเหนือจากพ่อแม่ของเราแล้วยากจะมีให้กันได้ เพราะไม่ว่าเราหน้าตาขี้เหร่ยังไง แก่ หน้าเหี่ยวขนาดไหน ยากจนไม่มีกิน หรือนิสัยแย่ยังไง น้องหมาน้องแมวก็ยังรักเรา

เจ้าของสัตว์เลี้ยงจึงยอมรับได้ทุกสภาพตั้งแต่รับพวกเขาเข้ามาในบ้าน พาไปรักษายามเจ็บป่วยแม้จะต้องจ่ายเงินแพงๆ จนแทบหมดตัว ทนนั่งเป็นเพื่อนกอดปลอบขวัญกันกลมตอนมีประทัดเสียงดัง รวมทั้งเช็ดฉี่ อึ อาบน้ำ ตัดขน ฯลฯ และอีกร้อยแปดพันอย่าง

หลายท่านคงจะเคยได้ยินเรื่องเล่าที่ว่า มีคนเอาหมาไปปล่อยทิ้งเพราะไม่อยากเลี้ยงแล้ว ทิ้งเสร็จขับรถหนีไปเลย ปรากฏว่าหมาตัวนั้นมันวิ่งตามเจ้าของไปตลอดทางนับสิบยี่สิบกิโลเมตรจนขาดใจตาย…บางคนพาไปทิ้งไกลมากถึงต่างอำเภอ ปรากฏว่าอีก 2 เดือนต่อมา หมาตัวนั้นกลับมาถึงบ้านได้ในสภาพอิดโรยที่สุดและยังไม่ตาย

ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของความรักความผูกพันอันสั่นสะเทือนอารมณ์ ที่คนกับสัตว์เลี้ยงมีต่อกัน ยากจะอธิบาย…

ทำไมสัตว์เลี้ยงของคุณสามารถคลำทางกลับบ้านเองได้? และมันจะรู้ไหมว่ามันไม่ได้หลงทาง แต่คุณจงใจเอามันไปปล่อยทิ้งไว้เอง?

ดังนั้น…มันจริงที่สุดที่คนรักหมาแมวสามารถพูดคุยสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ และรู้ว่าแต่ละฝ่ายกำลังต้องการอะไร

ในโอกาสเริ่มต้นปีใหม่นี้ มาหาอะไรเป็นของขวัญให้กับน้องหมาน้องแมวแสนรักกันสักหน่อยไหม

ขอแนะนำ…คฤหาสน์น้องหมา Pet Mansion ที่สวยงาม น่ารัก น่าอยู่ เสียนี่กระไร

แน่นอน ของพวกนี้เป็นความหรูหราฟุ่มเฟือยที่ไม่ได้จำเป็นเลยสักนิดในการอยู่กับสัตว์เลี้ยงที่เรารัก แต่ท่านที่มีกำลังทรัพย์ อยากจัดหาที่ทางเป็นสัดส่วนให้กับสมาชิกสี่ขาในบ้าน ให้ตัวเองรู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนพิเศษสุดคนหนึ่งในชีวิต ก็เชิญจัดตามสบายกันไปได้เลย

ภาพที่นำมาให้ชมนี้เป็นบ้านแบบแมนชั่นหรูหราราคาแพงของน้องหมา ที่ไปค้นหามาจากเว็บไซต์ต่างๆ ของฝรั่งมังค่าจากหลายที่หลายประเทศ นำมาเพื่อเป็นต้นแบบให้คุณๆ ทั้งหลายเอาไอเดียไปใช้สั่งประกอบบ้านหลังงามให้ลูกๆ ค่ะ

แต่ถ้าไม่มีปัญญาหาช่างชำนาญงานมาทำให้ ขอแนะนำเว็บไซต์นี้เลย เป็นของคนไทยคือ Thai Dog House https://www.facebook.com/Thaidoghouse (โทรศัพท์ (093) 789-2353)

เป็นเฟซบุ๊กที่รับสร้างสรรค์ผลงานบ้านหมา-บ้านแมว ของบริษัท ไทยด็อกเฮ้าส์ จำกัด มีให้เลือกหลายแบบ หลายขนาด หลายราคา ซึ่งทำออกมาได้งามไม่น้อยหน้าไปกว่าของที่อื่นเลย

ไทยด็อกเฮ้าส์ บอกว่า บ้านที่จัดสร้างให้น้องหมาน้องแมวนั้นรับรองโครงสร้างแน่นหนา ได้มาตรฐาน โดยทีมงานออกแบบอย่างมืออาชีพ สามารถตั้งกลางแจ้ง ตากแดด ตากฝนได้ เพราะใช้วัสดุอย่างดีโดยเฉพาะหลังคาที่ไม่เหมือนใคร ไม่นำความร้อน

และบ้านน้องหมาพวกนี้ พื้นปูกระเบื้องนะคะ ประตูเป็นบานสวิงสำหรับเดินเข้าออกบ้านและรั้วได้ง่าย ติดตั้งพัดลม 8 นิ้ว หรือจะปรับเปลี่ยนเป็นแอร์ก็ได้ มีชุดโคมไฟในบ้าน นอกบ้าน แบบสวิตช์ธรรมดาก็ได้ ดีมเมอร์ก็ได้ บ้านมาพร้อมกับระเบียงก็มีแล้วแต่สั่งทำ แถมยังจัดป้ายชื่อเจ้าของบ้านให้ด้วย

บ้านทุกหลังทำเป็นบ้านแมวได้หมด เพียงแค่เพิ่มชั้นกระโดดภายในเข้าไป มีให้เลือกหลากหลายแบบทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ทั้งแบบคลาสสิก โมเดิร์น โมเดิร์นลอฟต์ คันทรี่ วินเทจ ให้เลือกได้เต็มที่เข้ากับไลฟ์สไตล์เจ้าของและสัตว์เลี้ยง ราคาเริ่มต้นที่ 8,500 บาท สินค้าจัดส่งทั่วประเทศ

และหากมีลูกค้าอยู่ในจังหวัดเดียวกัน สามารถจัดส่งพร้อมกัน แชร์ค่าส่งกันได้!