ชาวสวนยางพารา หันมาปลูกกล้วย “หน่อ” มีเท่าไหร่หมด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เกล็ดเกษตร

อัสวิน รายงาน

ชาวสวนยางพารา หันมาปลูกกล้วย “หน่อ” มีเท่าไหร่หมด

คุณวาฮับ ช่วยพริก เกษตรกรชาวสวนยางพารา หมู่ที่ 3 บ้านด่านโลด ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนยางพารา ได้หันมาปลูกกล้วยเป็นอาชีพเสริมให้เพิ่มพูนรายได้ มีทั้ง กล้วยหอมทอง กล้วยไข่ กล้วยหิน และกล้วยน้ำว้า

การปลูกกล้วยหอมทอง ขุดหลุมลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ลึกก็ไม่มาก ระยะห่างระหว่างต้น 5 คูณ 5 เมตร ปุ๋ยที่ใส่คือ มูลวัว มูลไก่ ใส่เข้าไปบริเวณหลุมแล้วปลูก โดยไม่ต้องซื้อ สามารถหาเอาได้ภายในหมู่บ้าน เพราะมีการเลี้ยงวัว แพะ และเลี้ยงไก่ เพียงลงทุนซื้อหน่อพันธุ์เท่านั้น และจะให้ผลผลิตภายใน 12 เดือน จากนั้นก็จะให้ผลผลิตตลอดทั้งปี อีกทั้งสามารถขยายผลแตกหน่อได้ตลอด

“จะให้สวยต่อกอ ให้มีประมาณ 3 หน่อ หากเกินกว่านั้นควรจะตัดทิ้ง แล้วให้ผลปริมาณที่มากและลูกใหญ่สมบูรณ์”

คุณวาฮับ ยังบอกอีกว่า ตอนนี้หน่อกล้วยหอมทองเพื่อนำไปปลูกจะขายดีมาก และมีไม่พอเพียง บางรายขายหน่อกล้วยหอมทอง ได้ไม่ต่ำกว่า 100 หน่อ ต่อคราว โดยราคามีตั้งแต่ 20 บาท และ 30 บาท ส่วนกล้วยพันธุ์อื่นๆ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหิน กล้วยไข่ ราคาประมาณ 10 บาท ต่อหน่อ

“สำหรับราคากล้วยหอมทอง ประมาณ 400 บาท ต่อเครือ ราคาหน้าสวน ถ้าขายเป็นกิโลกรัม ประมาณ 25-30-40 บาท ส่วน กล้วยไข่ กล้วยหิน ประมาณ 10-20 บาท ต่อหวี กล้วยน้ำว้า 15-20 บาท ต่อหวี ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสวยงามและคุณภาพ โดยตลาดมีความต้องการ” คุณวาฮับ กล่าวในที่สุด

ชูมิตร เจริญชัย คนพรรณานิคม กับบทพิสูจน์…เกษตรเงินล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีการเกษตร

สุพจน์ สอนสมนึก

ชูมิตร เจริญชัย คนพรรณานิคม กับบทพิสูจน์…เกษตรเงินล้าน

มีหลายคนบอกว่า อาชีพทำการเกษตรนั้นรวยยาก คุณชูมิตร เจริญชัย มองว่าน่าจะลบคำสบประมาทนี้ได้ว่า “อาชีพหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” หรือที่ใครๆ บอกด้วยความภาคภูมิว่า เขาคือ เกษตรกร ผู้ผลิตอาหารเลี้ยงพลโลก แต่สุดโศกโชคไม่ช่วย ไม่รวยสักหน คำว่า “กระดูกสันหลังของชาติ” ต้องมีความภูมิใจ คิดว่าจะทำให้เป็นอาชีพ “หลังสู้ฟ้า หน้าดูทีวีสี”

คุณชูมิตร เจริญชัย วัย 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 8 บ้านโคกชุมพร ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เล่าให้ฟังว่า เดิมเป็นคนพื้นเพอำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร สืบเชื้อสายมาจากชาวภูไท พ่อแม่ยึดอาชีพทำนา เลี้ยงสัตว์ หลังจากเรียนจบภาคบังคับ ก็ออกมาเรียนต่อด้านการเกษตร และทำงานกับบริษัทเอกชนเรื่องเกษตรในหลายพื้นที่ ต่อมาสอบเข้าทำงานเป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่เกษตรสำนักงานเกษตรจังหวัดสกลนคร และมาเป็นเจ้าหน้าที่เกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอพรรณานิคม

หลังจากนั้น มองว่าอาชีพข้าราชการไม่เหมาะกับตนเอง ประกอบกับแนวคิดที่ได้ประสบการณ์จากการทำงานคลุกคลีกับเกษตรกร เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ซ้ำบางคนบอกว่า อาชีพเกษตรกรรมนั้นรวยยาก จึงมีความมุ่งมั่นทำการเกษตรเอง เขาเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง ไปซื้อที่ไว้จำนวน 37 ไร่ และอีกส่วนหนึ่ง จำนวน 5 ไร่ ติดริมทางสายสกลนคร-อุดรธานี ห่างจากตัวอำเภอพรรณานิคมราว 3 กิโลเมตร

จากเวลา 12 ปี ที่ลาออกจากการทำงาน ลงมาคลุกคลีทำการเกษตรเอง เขาประสบความสำเร็จไม่น้อย

อันดับแรก คุณชูมิตร เพาะพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาวจำหน่าย เนื่องจากคิดว่าพื้นที่อากาศในจังหวัดสกลนคร น้ำก็มีพร้อม น่าจะได้ผล ลองผิดลองถูกหลายครั้ง เดินทางไปมาระหว่างจังหวัดเลยและศูนย์เพาะกล้าไม้เกษตรที่สูง จนสามารถเพาะกล้าได้สำเร็จ เป็นการเพาะไม้ดอกฤดูหนาวได้ น่าจะเป็นรายแรกรายเดียวในสกลนคร พร้อมจำหน่ายให้กับผู้สนใจ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรและประชาชนผู้สนใจ

ในแต่ละปีสามารถจำหน่ายดอกไม้นี้ได้กว่า ปีละ 1 ล้านบาท พร้อมกับเพาะต้นกล้า ส่งจำหน่ายที่เมืองเลย ไม้ดอกที่เพาะจำหน่าย ได้แก่ พีทูเนีย แพงพวย ฯลฯ

ขณะนี้ได้ค้นพบวิธีเพาะกล้าไม้ดอกฤดูหนาวสำเร็จ ในสูตรของตนเอง และจะสามารถอยู่ได้นานกว่า 6 เดือนขึ้นไป

คุณชูมิตร บอกอีกว่า หลังจากที่เพาะพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาวสำเร็จ วางจำหน่ายให้กับผู้สนใจ จนสามารถส่งลูกชายคนโตเรียนจบระดับปริญญา (แม่โจ้) และลูกสาว 2 คน กำลังศึกษาเช่นกัน

ปัจจุบัน คุณชูมิตร ได้เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้พร้อมหาพันธุ์พืช ปุ๋ยอินทรีย์ มาจำหน่ายด้วย และได้เริ่มหันไปใช้พื้นที่ จำนวน 37 ไร่ ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ 10 ไร่ ปลูกกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมทอง 10 ไร่ ปรับปรุงสร้างโรงเรือนแคนตาลูป 7 หลัง พร้อมแบ่งแปลงเพาะกล้าพันธุ์ไม้ดอกฤดูหนาว ตลอดจนจำหน่ายเองส่วนหนึ่ง

ในส่วนของแคนตาลูปนั้น ได้มีการนำมาทดลอง จำนวน 12 สายพันธุ์ ที่มีอยู่ โดยใช้วิธีตามความเข้าใจของตนเองที่เรียนมา มี คุณอรุณี เจริญชัย ภรรยา ช่วยกันอีกแรง

การปลูกแคนตาลูปได้เริ่มขึ้น โดยลองผิดลองถูก เพราะไม่ได้ปลูกง่ายๆ ประกอบกับมีโรคมากด้วย

ครั้งแรกลงทุนไป 400,000 บาท ทำโรงเรือนปลูกแคนตาลูป มีขนาด 6 คูณ 20 เมตร ปลูกแคนตาลูปได้ไม่เกิน 400 ต้น โรงเรือนมีเสากลาง ให้เหมาะในการติดตั้งพัดลม และเพื่อรักษาอุณหภูมิ

ระยะห่างระหว่างโรงเรือน ประมาณ 1.50 เซนติเมตร เพื่อให้เดินได้ ไม่ควรสร้างโรงเรือนติดกัน

เจ้าของปลูกแคนตาลูป โดยเพาะจากเมล็ด ซึ่งซื้อมาเพาะเอง จะตกเมล็ดละ 2-7 บาท

ในที่สุดก็ได้พันธุ์ที่เหมาะสมในพื้นที่ จำนวน 4 สายพันธุ์

อดีตข้าราชการเกษตรบอกอีกว่า แคนตาลูปนั้น อุณหภูมิที่เขาชอบจะอยู่ที่ 18-35 องศา ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เดือนที่เสี่ยง ปลูกลำบาก ได้แก่ ช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์

สิ่งที่พบมากที่สุดหากไม่ชำนาญจริง จะพบกับปัญหาผสมไม่ติด ลายไม่สวย ผลเล็ก อ่อนแอต่อโรค โดยเฉพาะเพลี้ยไฟ หากนำสารเคมีมาใช้จะส่งผลถึงแคนตาลูป ลูกค้าไม่ชอบ ไม่ต้องการ

เจ้าของมีการทดลองใช้ทั้งสารเคมีและไม่ใช้สารเคมี ปัญหาคือ การใช้สารเคมี อาจสวย แต่ราคาไม่ดี จึงงดใช้สารเคมี

เนื่องจากต่อมาได้มีการทดลองแก้ปัญหาเรื่องเพลี้ยไฟ ได้นำพัดลมมาติดตั้งเพื่อดูดอากาศ โดยเฉพาะช่วงฝนตกชุก ปรากฏว่า การใช้พัดลม ทำให้ไม่มีโรคราน้ำค้างเข้ามารบกวนแต่อย่างใด

การปลูกแคนตาลูป ปัจจุบันปลูกไม่ยาก ปีหนึ่งปลูกได้หลายรอบ ที่สำคัญคนทำต้องมีเวลา ไม่เหมือนการทำเกษตรอย่างอื่น

ปัจจุบัน คุณชูมิตร นำแคนตาลูปมาวางจำหน่ายเอง พร้อมกับแปรรูปเป็นไอศกรีม เพื่อให้ลูกค้าที่แวะเข้ามาเรียนรู้ และซื้อไปกิน ก่อนซื้อแคนตาลูป จะทำไอศกรีมให้กินฟรีทุกคน

แคนตาลูป ที่จำหน่าย กิโลกรัมละ 120 บาท หรือจะอยู่ที่ ผลละ 100-150 บาท

สำหรับไม้ฤดูหนาวทุกชนิด จะจำหน่ายอยู่ที่ กระถางละ 100-150 บาท ยกเว้นต้นกล้าเพาะเพื่อส่ง จะอยู่ที่ ต้นละ 2.50-3.00 บาท

ส่วน มะละกอ ส่งจำหน่ายให้กับประเทศเพื่อนบ้าน มีออเดอร์ไม่อั้น ตันละ 21,000 บาท…กล้วยกำลังตัดส่งจำหน่าย มีผู้มารับซื้อถึงสวน

ในปีที่ผ่านมา เจ้าของทำบัญชีและพบว่า สร้างได้รายได้กว่า 3 ล้านบาท ต่อปี เฉพาะพืชหลักๆ เท่านั้น

คุณอรุณี ผู้เป็นภรรยาบอกว่า ตอนแรกก็ตกใจที่สามีลาออกจากราชการ เพราะหลายคนบอกว่า มั่นคงกว่า แต่เมื่อมาถึงวันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า อาชีพเกษตรกรรมก็สามารถมีอยู่มีกินได้อย่างสบาย หากรู้จักทำ และประหยัด

สำหรับผู้สนใจ อยากศึกษาและดูงาน ที่นี่เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ สามารถดูงานได้ฟรี…โทรศัพท์สอบถามก่อนที่ คุณชูมิตร เจริญชัย โทร. (081) 871-6358

ปลูกถั่ว สิครับ ได้รับผลดี ในปีที่น้ำน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

กุลดิลก แก้วประพาฬ

ปลูกถั่ว สิครับ ได้รับผลดี ในปีที่น้ำน้อย

ฤดูแล้ง ปี 2558/2559 ที่จะมาถึง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ ปริมาณน้ำต้นทุนของ 4 เขื่อนหลัก เขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2558 จะมีปริมาณน้ำต้นทุนเพียง 3,619 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยปริมาณน้ำต้นทุนของ 4 เขื่อนหลัก ที่กล่าวต่ำกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 3,158 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปริมาณน้ำต้นทุนที่คาดการณ์จำเป็นต้องจัดสรรเพื่อการต่างๆ ที่สำคัญให้ได้ถึงฤดูฝน ปี 2559 คือใช้เพื่อการอุปโภค บริโภค เพื่อการรักษาระบบนิเวศ และอื่นๆ เพื่อการเกษตรและสำรองไว้สำหรับอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศ โดยวางแผนจัดสรรปริมาณน้ำที่ใช้ไว้ วันละ 14 ล้านลูกบาศก์เมตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรให้งดทำนาปรัง เพราะอาจเสี่ยงต่อผลผลิตเสียหาย หากจะปลูกพืชเศรษฐกิจอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อยแทนการปลูกข้าวนาปรัง เช่น ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพืชผักต่างๆ ซึ่งใช้น้ำน้อย เพียง 300-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ ขณะที่การทำนาปรัง ใช้น้ำถึง 5 เท่า หรือประมาณ 1,500-2,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่

พืชตระกูลถั่ว เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ขอแนะนำ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงและมีแนวโน้มราคาดี ทั้งถั่วลิสง ถั่วเขียว และถั่วเหลือง เป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย โดยพื้นที่ปลูกถั่วเขียว 1 ไร่ ใช้น้ำประมาณ 320-400 ลูกบาศก์เมตร มีอายุเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ถั่วเหลือง ใช้น้ำ 480-500 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ อายุเก็บเกี่ยว 80-100 วัน และถั่วลิสง ใช้น้ำ 611 ลูกบาศก์เมตร ต่อไร่ มีอายุเก็บเกี่ยว 85-110 วัน

ในการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแต่ละพื้นที่ เกษตรกรไม่ควรปลูกพืชชนิดเดียวกันมากๆ เพราะอาจมีปัญหาด้านการตลาด ราคาตกต่ำ และเกิดปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชได้ ทั้งยังควรพิจารณาถึงสภาพพื้นที่และช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด เช่น สภาพดินเหนียว ไม่ควรปลูกถั่วลิสง สำหรับถั่วเขียวไม่ควรปลูกในช่วงอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส และเกษตรกรควรพิจารณาถึงภาวะตลาด ราคาผลผลิตและแหล่งรับซื้อด้วย

พืชตระกูลถั่ว ยังมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน มีตัวอย่างในพื้นที่ที่ปลูกถั่วติดต่อกันมาหลายปี ซึ่งสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้ไปเก็บข้อมูลเป็นกรณีศึกษา ศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองชุมชน บ้านหนองหมื่นชัย หมู่ที่ 5 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ศูนย์ถั่วเหลืองชุมชนแห่งนี้ ปลูกถั่วเหลืองเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์และจำหน่าย โดยฤดูฝนในเดือนสิงหาคม ปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่ดอนสภาพไร่ และไปเก็บเกี่ยวผลผลิตถั่วเหลืองเมื่อสิ้นสุดฤดูการทำนาปี นำเมล็ดพันธุ์ไปปลูกในพื้นที่นา หลังเก็บเกี่ยวข้าวฤดูนาปีตั้งแต่เดือนธันวาคม เตรียมดิน โดยใช้รถไถไถ 1-2 ครั้ง แล้วเอาน้ำเข้าแปลง ทิ้งแปลงไว้ ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงหว่านเมล็ดพันธุ์ แล้วใช้รถไถไถปั่นเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองคลุกเคล้ากับดิน

เป็นที่น่าสังเกตว่า การใช้ปุ๋ยเคมีทางดินของการปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่นี้ ส่วนใหญ่เกษตรกรไม่มีการใช้ และผลผลิตข้าวที่ปลูก ซึ่งเป็นสภาพนาน้ำฝน ผลผลิตข้าว เฉลี่ยต่อไร่ จะสูงกว่าพื้นที่ข้างเคียงในตำบลเดียวกัน คือเกษตรกรในพื้นที่แห่งนี้ปลูกถั่วเหลืองมาไม่ต่ำกว่า 20 ปี ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย 700-800 กิโลกรัม ต่อไร่ ขณะที่เกษตรกรที่ไม่มีการปลูกถั่วเหลือง จะได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ย เพียง 500-600 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น

กรณีศึกษาการปลูกถั่วเหลืองบ้านหนองหมื่นชัยข้างต้น สอดคล้องกับการศึกษาของศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร โดย ธีรชัย อารยากูร และคณะ รายงานไว้ในปี 2558 ว่า เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองในพื้นที่อำเภอวังเหนือ อำเภองาว จังหวัดลำปาง ปลูกถั่วเหลือง เป็นพืชเศรษฐกิจทั้งฤดูฝนและฤดูแล้ง ในฤดูแล้งปลูกเป็นรายได้เสริมหลังฤดูการทำนา เนื่องจากเป็นพืชใช้น้ำน้อย แล้วพืชตระกูลถั่วยังช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินได้อีกทางหนึ่ง ผลในทางอ้อมของการปลูกถั่ว สามารถเสริมผลผลิตให้กับข้าวได้ โดยจากผลงานวิจัยนี้พบว่า เมื่อใช้เทคโนโลยีตามคำแนะนำ จะช่วยเพิ่มผลผลิตข้าวได้ 35-82 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำให้รายได้รวมของเกษตรกรเพิ่มขึ้น 943-1,381 บาท ต่อไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีเพาะปลูกเดิมของเกษตรกร

การปลูกพืชตระกูลถั่ว จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมทางหนึ่งสำหรับเกษตรกรปลูกทดแทนข้าวนาปรังในฤดูแล้งหลังการทำนา โดยเฉพาะในปีที่มีน้ำต้นทุนน้อย เช่น ฤดูแล้งที่จะถึงปีนี้ มีคำแนะนำของการปลูกถั่ว 3 ชนิด ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วลิสง โดย นายธนันท์ หาญเกริกไกร กรมการข้าว ในเอกสารการผลิตพืชหลังนาภายใต้โครงการจัดระบบการปลูกข้าว ฉบับพิมพ์ ครั้งที่ 2 ปี 2556 ดังนี้

ถั่วเหลือง พันธุ์แนะนำ สจ. 4 สจ. 5 เชียงใหม่ 60 เชียงใหม่ 2 และสุโขทัย 2 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร), (40×50) x (10-20) จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 3-4 เมล็ด จำนวนประชากรต้น ต่อไร่ 32,000-48,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ 10-15 กิโลกรัม ต่อไร่ วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุม 3-4 เมล็ด ต่อหลุม ระยะเวลาเก็บเกี่ยว (วัน) ถั่วเหลือง 75-95 วัน ถั่วเหลืองฝักสด 65-68 วัน วิธีการเก็บเกี่ยว เกี่ยวทั้งต้น เก็บเฉพาะฝัก เมื่อฝักแก่เปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลเข้ม 95% การใส่ปุ๋ย ควรคลุกเมล็ดด้วยเชื้อไรโซเบียมทุกครั้ง และใส่ปุ๋ย สูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ การดูแลรักษา ใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นก่อนวัชพืชงอก หรือกำจัดวัชพืชด้วยมือ 1-2 ครั้ง ที่อายุ 15-20 วัน พ่นสารเคมีเพื่อป้องกันหนอนแมลงวันเจาะลำต้น 7-10 วัน หลังปลูก การให้น้ำ ทุกๆ 10-14 วัน และไม่ควรปล่อยให้ขาดน้ำในช่วงหลังออกดอกถึงสร้างเมล็ด

ถั่วเขียว พันธุ์แนะนำ ชัยนาท 72 ชัยนาท 36 กำแพงแสน 1 และกำแพงแสน 2 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร) 50×10 เซนติเมตร จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 2 เมล็ด จำนวนประชากรต้น ต่อไร่ 64,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ 5 กิโลกรัม ต่อไร่ วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุมหรือโรยเป็นแถว ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 65-75 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ วิธีเก็บเกี่ยว จะเก็บเกี่ยว 2 ครั้ง ฝักแก่ที่เปลี่ยนเป็นสีดำ การใส่ปุ๋ย ใส่ปุ๋ย สูตร 12-24-12 หรือ 15-15-15 อัตรา 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ การดูแลรักษา ใช้สารกำจัดวัชพืชก่อนวัชพืชงอก หรือกำจัดวัชพืชด้วยมือ 1-2 ครั้ง ที่อายุ 15-20 วัน หรือ 30-40 วัน หลังปลูก การให้น้ำ ควรให้น้ำทุกๆ 10-14 วัน และไม่ควรปล่อยให้ขาดน้ำในช่วงระยะออกดอกและติดฝัก และหยุดให้น้ำเมื่อฝักแรกเปลี่ยนเป็นสีดำ

ถั่วลิสง พันธุ์แนะนำ พื้นเมืองเมล็ดแดง สช. 38 ขอนแก่น 60-2 ขอนแก่น 4 ไทนาน 9 ขอนแก่น 60-1 และขอนแก่น 5 ระยะปลูก แถวxต้น (เซนติเมตร) จำนวนเมล็ด ต่อหลุม 2-3 เมล็ด จำนวนประชากร (ต้น ต่อไร่) 32,000-40,000 ต้น เมล็ดพันธุ์ กิโลกรัม ต่อไร่ 15-20 กิโลกรัม (ฝักแห้ง) วิธีการปลูก หยอดเป็นหลุม ระยะเวลาเก็บเกี่ยว (วัน) 90-110 วัน วิธีเก็บเกี่ยว ถอนต้น ปลิดฝักเมื่อเปลือกด้านในของฝักเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ 60-80% การดูแลรักษา การใส่ปุ๋ย หลังจากถั่วลิสงงอกแล้ว พรวนดินแล้วกำจัดวัชพืช 1-2 ครั้ง ในช่วงถั่วอายุ 30 วัน หลังจากนั้น ถั่วลิสงจะเริ่มลงเข็ม ไม่ควรพรวนดิน เพราะจะกระทบกระเทือนต่อการลงเข็มของถั่วลิสง การให้น้ำ ควรให้น้ำเมื่อความชื้นในดินลดลงหรือสังเกตต้นถั่วลิสง เมื่อใบเริ่มเหี่ยวในตอนกลางวัน ควรให้น้ำ มีช่วงระยะห่าง 10-15 วัน ต่อครั้ง

แหล่งเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากการผลิตเมล็ดพันธุ์ จากศูนย์ผลิตของทางราชการ ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่กรมส่งเสริมการเกษตร มีนโยบายให้จัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชน ซึ่งขณะนี้ทั้งประเทศจัดตั้งขึ้นแล้ว ตั้งแต่ ปี 2555 รวม 180 ศูนย์ถั่วชุมชน สำหรับในเขตส่งเสริมการเกษตร เขตที่ 9 จำนวน 9 จังหวัด คือ อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก จัดตั้งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชนขึ้นแล้ว จำนวน 40 ศูนย์ เป็นศูนย์ถั่วเหลือง จำนวน 11 ศูนย์ ศูนย์ถั่วเขียว จำนวน 25 ศูนย์ และศูนย์ถั่วลิสง จำนวน 4 ศูนย์ ซึ่งศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วชุมชนทั้งหมดนี้ เป็นเครือข่ายระหว่างกัน หากเกษตรกรหรือผู้ที่ต้องการปลูกถั่ว สนใจสามารถติดต่อไปยังศูนย์ถั่วชุมชนเหล่านี้ได้โดยตรง ตามจังหวัดและชื่อกรรมการศูนย์ เบอร์โทรศัพท์ได้โดยตรง ดังนี้

ถั่วเหลือง

อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ นายประภาส มีสี โทร. (090) 143-6786

อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ นายวิจิตร มีไทย โทร. (089) 611-3213

อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นางสาวรด ยังใจ โทร. (086) 207-3569

นางถนมอศรี แสนหาญ โทร. (089) 639-8989

อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ นางยุพดี ยั่งยืน โทร. (086) 217-4271

นายจเร เพิ่มปีก โทร. (081) 680-3350

อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย นายสมศักดิ์ มีสะติ หมู่ที่ 5 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม

จังหวัดสุโขทัย

ถั่วเขียว

อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นายกุญชาญ ตาลี โทร. (089) 906-6584

นายบวรนันท์ ทองพนา โทร. (081) 952-2250

อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี นางประสิทธิ์ สินประเสริฐ โทร. (086) 215-4307

อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี นายวฤทธิ์ แก้วมั่น โทร. (088) 422-5143

นายสมนึก พวงสมบัติ โทร. (089) 957-8584

นายบุญชู เลากสิกรรม โทร. (081) 283-6360

นายพงษ์ศักดิ์ จันทเกตุ โทร. (084) 820-9390

อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร นายนิทัศ แสงแก้ว โทร. (085) 606-2187

อำเภอนาราง จังหวัดพิจิตร นายวันชัย เนียรภาค โทร. (099) 270-8062

นายมณฑล เผือกฟัก โทร. (097) 926-3480

อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ นายบุญสือ วันเอก โทร. (086) 119-6573

นางวีณา มาเลี้ยง โทร. (096) 194-9417

อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร นายสายัน ภูมิเขตร โทร. (094) 841-4428

อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร นายเจต เดชมัด โทร. (086) 213-1566

จังหวัดอุตรดิตถ์ นายบัวโรย ดำมุ้ย โทร. (086) 644-8623

นายวิจิตร อินทร์ไทย โทร. (089) 611-3213

อำเภอพบพระ จังหวัดตาก นางสาวบุญธรรม จ้อมแดงธรรม โทร. (089) 276-8698

อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก นางสาวจิรัฌชา ยอดคำ โทร. (089) 566-9139

อำเภอบ้านด่านลานหอย จังหวัดสุโขทัย นางกอบกุล ทรัพย์เพชร โทร. (093) 161-9625

อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (087) 845-2460

ถั่วลิสง

อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก นางวันเพ็ญ ด่านแม่กลอง โทร. (089) 606-1711

นางวันดี คำวันนะ โทร. (087) 196-8521

คนราชบุรี ปลูกแตงกวาลูกผสม สร้างรายได้ดีมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05059010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีการเกษตร

ลูกสิบล้อ Suradej_agr@hotmail.com

คนราชบุรี ปลูกแตงกวาลูกผสม สร้างรายได้ดีมาก

คุณอำนวย จันทะดิษฐ์ อยู่บ้านเลขที่ 25/7 หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เกษตรกรผู้มีประสบการณ์การปลูกพืชผักมานานกว่า 20 ปี

คุณอำนวย เล่าว่า พืชที่เลือกปลูกส่วนใหญ่เป็นแตงกวา เพราะปลูกง่าย ผลผลิตได้ไว ซึ่งก่อนหน้านั้นได้เลือกพันธุ์แตงกวาจากหลากหลายบริษัทมาปลูก แต่ไม่ประทับใจ จึงได้มาลองใช้เมล็ดแตงกวาของ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด (ประเทศไทย) ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ที่รู้จักกันดีในยี่ห้อ “ศรแดง” เมื่อประมาณ ปี 2555 โดยเลือกเมล็ดพันธุ์แตงกวาลูกผสม ไมโครซี 306 เพราะผลผลิตที่ออกมาดี มีคุณภาพ

“ผมก็ว่าดีนะ ออกแขนงเยอะนะ ทำให้ลูกมันตามมาเยอะ ในส่วนตัว นี่ก็เตรียมที่จะปลูกอีก ที่เลือกพันธุ์ไมโครซี 306 เพราะยอดที่ออกมา มันอวบกว่าพันธุ์อื่น เพราะยอดอ้วน ทำให้ผลผลิตยิ่งออกมาดี” คุณอำนวย กล่าวถึงคุณภาพของเมล็ดที่เลือกใช้

วิธีการปลูก ดูแล ทำอย่างไร

คุณอำนวย เล่าว่า ขั้นตอนแรกใช้รถไถมาพรวนดินในแปลงที่เตรียมไว้ เมื่อดินร่วนสามารถระบายน้ำได้ดีตามที่ต้องการแล้ว จึงนำเมล็ดแตงกวาลูกผสม ไมโครซี 306 มาปลูกลงในแปลง ให้มีระยะห่างประมาณ 1 คืบนิ้วมือ จากนั้นนำฟางข้าวมาคลุมให้ทั่วแปลง รดน้ำให้ทั่วเพื่อให้มีความชุ่มชื้นตลอดเวลา

หลั”จากปลูกประมาณ 2 วัน เมล็ดแตงกวาจะเริ่มงอก แสดงใบเลี้ยง 2 ใบ ออกมา จากนั้นเตรียมปักไม้ไผ่เพื่อทำค้าง เลือกไม้ไผ่ลวกที่มีขนาดความยาวประมาณ 3 เมตร ปักห่างกันพอประมาณ นำตาข่ายมาขึงบนไม้ไผ่ เพื่อให้แตงกวามีพื้นที่สำหรับเลื้อยยอดขึ้นไป

เมื่อแตงกวาได้อายุประมาณ 12 วัน เตรียมใส่ปุ๋ย สูตร 25-7-7 เพื่อบำรุงต้นในระยะแรก จากนั้นประมาณอีก 13 วัน แตงกวาเริ่มมีดอก จะเปลี่ยนปุ๋ยเป็น สูตร 16-16-16 ดอกที่ออกจะผสมกันเองตามธรรมชาติ เมื่อดอกผสมติดสมบูรณ์ แตงกวาจะมีผลออกมา รอจนได้ขนาดจึงสามารถขายได้ อายุแตงกวาตั้งแต่ปลูกจนเก็บผลผลิตได้ จะใช้เวลาประมาณ 30-35 วัน

การรดน้ำ และป้องกันโรค

การรดน้ำ จะรดช่วงเช้าเพียงอย่างเดียว เพราะถ้ารดเวลาเย็นด้วย จะทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย ถ้าเป็นช่วงฝนตก อาจมีการพ่นยากันเชื้อราบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้แตงกวาเกิดโรค ช่วงที่พ่นยาจะเป็นช่วงก่อนที่แตงกวาจะออกผล คุณอำนวย บอกว่า การพ่นยาจะดูตามอาการที่เป็นมากกว่า เพราะสามารถคำนวณได้จากสภาพอากาศที่เปลี่ยน โดยอาศัยความชำนาญของคุณอำนวยเอง หากสภาพอากาศดีก็ไม่เกิดโรค ยากันเชื้อราก็ไม่จำเป็นต้องใช้

ด้านการตลาด

คุณอำนวย เล่าว่า ผลผลิตที่ได้จะนำไปขายเองที่ตลาดศรีเมือง ในอำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี แต่บางครั้งก็มีแม่ค้ามารับถึงที่สวน ราคาของแตงกวาที่ขาย มีราคาแตกต่างกันไป แล้วแต่ช่วงความต้องการของตลาด ถ้าช่วงที่ตลาดต้องการมาก แตงกวาจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 20 บาท แต่ถ้าช่วงความต้องการน้อย ราคาต่ำสุดที่คุณอำนวยเคยขาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท

หลังจากที่คุณอำนวยเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์แตงกวาของ ตราศรแดง คุณอำนวย เล่าว่า ผลผลิตดี มีคุณภาพ จนลูกค้าชม “ตอนที่เอาไปขายนี้ พวกคนปลูกด้วยกัน ก็จะบอกว่าผลสวย เขาก็จะทักเลยว่า ไมโครซี ใช่ไหมเนี่ย เราก็บอกว่าใช่ เพราะเขาจะดูรู้กันเองเลย โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้า เพราะของตราศรแดง มันแตกต่างกว่าของที่อื่น” คุณอำนวย พูดพร้อมทั้งหัวเราะ ถึงคำชมที่ได้รับเมื่อนำผลผลิตไปขายที่ตลาด

สำหรับท่านที่สนใจจะปลูกแตงกวาเพื่อสร้างรายได้ คุณอำนวย แนะนำว่า “สำหรับท่านที่สนใจนะครับ ก็จะแนะนำว่า ต้องดูว่า แตงกวาชอบอากาศแบบไหน ซึ่งพันธุ์ไมโครซี จะชอบหน้าหนาว เราก็จะปลูกช่วงหน้าหนาว โดยดูพันธุ์ที่ชอบอากาศแตกต่างกันไป เพราะจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดีตามมา อีกอย่างเมล็ดศรแดงนี่ ขึ้นค้างดีทำให้เราประหยัดเรื่องแรงงานคนไปมาก เพราะไม่ต้องมาคอยจับยอด อาจราคาแพงหน่อย แต่คุณภาพดี” คุณอำนวย กล่าวด้วยรอยยิ้ม แววตาเปี่ยมด้วยความยินดี ที่พร้อมมอบคำแนะนำให้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณอำนวย จันทะดิษฐ์ หมายเลขโทรศัพท์ (082) 471-4204

“ชะอม” ไม้เด็ดจริงๆ ยิ่งตัด ยิ่งแตกยอดอ่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“ชะอม” ไม้เด็ดจริงๆ ยิ่งตัด ยิ่งแตกยอดอ่อน

ยังขำไม่หาย คิดถึงแล้วก็ยังอมยิ้มและเผลอหลุดเสียง หึ หึ ออกมาอยู่ในบางครั้ง

ยิ่งถ้าได้เห็นภาพ บางทีก็อาจถึงขั้นระเบิดเสียงหัวเราะ “ก๊าก”

ถ้าใครยังพอจำได้ เมื่อไม่นานมานี้มีละครโทรทัศน์ เรื่อง “เพื่อนรักเพื่อนริษยา” ออกอากาศทาง ช่อง 3 ซึ่งตั้งแต่เริ่มเรื่องกระทั่งอวสานไป ปรากฏว่าโดนชาวโลกออนไลน์ และไม่ออนไลน์วิจารณ์กันสนั่นเมือง โดยเฉพาะเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตัวละคร “นางเอก”

หนึ่งในนั้นคือชุดที่ทำให้ผมขำ และพอคิดจะเขียนคอลัมน์นี้ พูดคุยถึงเรื่องราวของผัก อย่าง “ชะอม” ผมก็ดันหวนคิดไปถึงคำวิจารณ์นั้นเป็นสิ่งแรก

กับ “คอสตูม” ของนางเอกในเรื่อง นุ่น-วรนุช วงษ์สวรรค์ ในฉากหนึ่งที่ว่ากันว่าเหมือนเอายอด “ชะอม” มาห่มร่าง

โลกออนไลน์กระเซ้าเย้าแหย่ ทำนองว่า…

“เห็นแล้วอยากกินไข่ชะอมเลย”

“ตีไข่รอซิคะ รออะไรอยู่”

“ทอดกับไข่เจียวอร่อยอย่าบอกใคร”

หนังดังเพราะคำวิจารณ์ หลายต่อหลายคนไปติดตามชมย้อนหลังก็เพราะอยากเห็นชุดที่นางเอกแต่งองค์มาปรากฏกายในแต่ละตอนนั่นเอง

นี่ก็ “แปลกใหม่” เหมือนกัน

?

เอาล่ะ กลับเข้าเรื่องชุด เอ้ย! “ชะอม” ที่อยากชวนปลูกกินกันเองดีกว่า

แน่นอนกับคำแซวของหลายๆ คนนั้น จะเห็นได้ว่า ยอดชะอมเป็นที่นิยมอย่างยิ่งสำหรับการนำมาเจียวกับไข่ กินกับข้าวหรือจะกินกับน้ำพริกกะปิ มีเครื่องเคียงเป็นผักอื่นๆ ก็อร่อยอย่าบอกใครเชียว

ในวัยเด็ก ผมไม่นิยมชมชอบผักชนิดนี้เท่าไรนักหรอก

อาจเพราะกลิ่นที่ค่อนข้างฉุน (เด็กๆ ว่าเหม็น) อีกทั้งเวลาต้องเก็บชะอม แกะยอดทีไรก็มีอันต้องโดนหนามแทงมือให้บ่นแล้วบ่นอีก จนไม่คิดอยากจะช่วยแม่เก็บผักเลย

นี่อาจจะเป็นข้ออ้างเลี่ยงการช่วยงานบ้านก็ได้ (ฮา)

เมื่อก่อนเคยคิดว่ายอดชะอมคงนำมาทำอาหารได้เพียงแค่การนำมาเจียวร่วมกับไข่อย่างที่หลายคนคุ้นเคย

หากแต่ระยะหลัง มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนผู้เป็นพ่อครัวนักพลิกแพลงอาหาร ก็ได้พบว่า ไข่เจียวชะอมนั้น เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของการใช้ประโยชน์จากผักชนิดนี้

ยังมีอาหารอีกหลายอย่างที่อยากแนะนำ-ขอยกมาบางตัวอย่าง

แรกเลยคือ “วุ้นเส้นผัดชะอม”

ที่วิธีการทำก็ไม่ต่างอะไรจากผัดวุ้นเส้นทั่วไป คือ เตรียมหมูสับ กุ้ง ไข่ไก่ วุ้นเส้น และยอดชะอมให้พร้อม

เริ่มต้นโดยนำหมูสับลงกระทะคั่วไปคั่วมา ใส่กุ้ง แล้วตามด้วยไข่ไก่คนให้เข้ากัน จากนั้นก็ใส่วุ้นเส้นและยอดชะอมลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม น้ำปลา น้ำตาลทราย ชอบมากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่รสมือตนเอง

อีกสักรายการ ที่เห็นว่าแปลกดี

เป็นรายการอาหารที่ค้นเจอในอินเตอร์เน็ต-เพราะยังไม่เคยลองทำ หรือมีเพื่อนพ่อครัวคนไหนทำให้กิน (ถือโอกาสนี้เรียกร้อง)

นั่นคือ “โรตีไข่ชะอมทอด”

แรกเห็นแล้วก็ขมวดคิ้วงงอยู่พอสมควร ก็โรตีโดยมากจะกินในฐานะขนมหวาน มาเจอผักขมกลิ่นฉุนอย่างชะอมแล้วจะไปด้วยกันได้อย่างไรนั้น เป็นที่สงสัยยิ่ง

สูตรอาหารชนิดนี้คิดค้นโดยแขกขายโรตีจากประเทศอินเดีย ที่เข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย ได้แรงบันดาลใจมาจากการที่ลูกชายของเขาชอบกินชะอมมากๆ

จึงเริ่มคิดพัฒนาสูตรโรตีใหม่เพื่อเป็นจุดขาย

ขั้นตอนการทำโรตีไข่ชะอมทอดไม่ยาก

เริ่มต้นด้วยการลงแป้งโรตีทอดในกระทะ จากนั้นก็นำชะอมที่ตีผสมกับไข่ใส่ลงไป แล้วก็ห่อด้วยโรตี ทอดให้กรอบแล้วก็ตักขึ้นมาปรุงรส

ใช้ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก หรือมายองเนส แล้วแต่ชอบ

เจ้าของต้นตำรับบอกว่า ความพิเศษจะอยู่ตรงที่กลิ่นและรสชาติของชะอมจะไม่ฉุนมาก อร่อยตรงที่ได้มีแป้งโรตีกรอบๆ กินให้อิ่มได้เลย (ข้าวสวยไม่ต้อง)

ว่าแล้วก็อยากลองทำดู

ชะอม เป็นไม้พุ่ม ต้นไม่สูงใหญ่มาก ลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนามแหลม

ลักษณะของใบชะอม เป็นใบประกอบสีเขียวเล็กๆ มีก้านใบย่อยแตกออกจากแกนกลางใบ ลักษณะก็คล้ายๆ กับใบกระถินนั่นเอง

ใบอ่อนชะอมจะมีกลิ่นฉุน แต่กระนั้นก็คือส่วนนี้เองที่นำมากินกัน ขนาดที่ปลูกขายกันเป็นล่ำเป็นสัน

ผมปลูกชะอมด้วยกิ่งตอนที่ได้รับมาจาก งาน “เกษตรมหัศจรรย์” ที่จัดโดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านนี่แหละครับ ได้ติดไม้ติดมือมาปักอยู่ริมรั้ว ประมาณ 3-4 ต้น

จะว่าไป ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงเตรียมดินง่ายๆ ด้วยการขุดเป็นหลุม รองก้นด้วยปุ๋ยคอก ปลูกประชิดติดแนวรั้วบ้าน ให้ห่างกันประมาณ 1 เมตร ในทิศที่คาดคะเนแล้วว่าจะได้รับแดดตลอดทั้งวัน

ระยะแรกๆ ก็รดน้ำ เช้า-เย็น เพียงไม่กี่วันจากต้นเปล่าๆ เปลือยๆ (ไร้ใบ) ก็จะเห็นตุ่มตาสีเขียวอ่อนงอกออกมาให้ได้ติดตามลุ้น

ชะอม เป็นผักที่ไม่ค่อยมีโรคและแมลงมารบกวนครับ อาจเพราะกลิ่นฉุนของมันเองนี่แหละ ที่เหล่าศัตรูพืชทั้งหลายไม่นิยม แต่หากจะป้องกันไว้ก่อน มีผู้แนะนำให้โรยปูนขาวไว้รอบโคนต้น

ผู้ประสบความสำเร็จและร่ำรวยด้วยการปลูกชะอมจำหน่ายแนะนำด้วยว่า ไม่ควรปล่อยให้ต้นชะอมสูงใหญ่มาก คำนวณว่าได้ความสูงเฉลี่ยประมาณ 1 เมตร หมั่นตัดแต่งให้เป็นทรงพุ่มอยู่เรื่อยๆ ส่วนหนึ่งนอกจากจะทำให้ชะอมแตกยอดดีแล้ว ยังสะดวกต่อการเก็บอีกด้วย

ข้อควรระวังอย่างหนึ่งในการเก็บยอดชะอมคือ ควรใช้กรรไกรตัดแทนเด็ดด้วยมือ ซึ่งนอกจากจะสะดวกง่ายดายแล้ว ยังไม่ทำให้กิ่งชะอมเป็นแผลด้วย

งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ ที่ลำปาง การก้าวสู่ “มหานครไผ่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เก็บมาเล่า

นัย บำรุงเวช

งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ ที่ลำปาง การก้าวสู่ “มหานครไผ่”

ความต้องการไม้ไผ่เพื่อใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้นมีมาก รวมทั้งการทำเยื่อกระดาษ ทำกระดานอัด ทำไม้ปาร์เกต์ และอื่นๆ

ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไผ่ธรรมชาติประมาณ 28,000,000 ไร่ แต่มีพื้นที่ปลูกป่าไผ่ประมาณ 2,850,000 ไร่ (ข้อมูล ปี 2553) ปริมาณไม้ไผ่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่

ลำปางมีพื้นที่ป่าไผ่มากเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศ มีโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 8 โรง (ข้อมูล ปี 2558) ที่ไม่ขึ้นทะเบียนเป็นโรงงานขนาดเล็กหรือเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนจำนวนมาก ดำเนินธุรกิจแปรรูปผลิตผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ ได้แก่ ไม้เสียบอาหาร ตะเกียบ ไม้จิ้มฟัน ภาชนะใส่อาหาร และก้านธูป เป็นต้น

ไม้ไผ่สร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตปีละหลายร้อยล้านบาท ลำปางได้ชื่อว่าเป็นเมืองไม้ไผ่แห่งหนึ่งของภาคเหนือ ดังนั้น การจัดงาน “งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ” จึงเป็นเรื่องที่สอดรับกัน

“งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ” จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 20-21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ จังหวัดลำปาง นับเป็นงานระดับประเทศเกี่ยวกับเรื่องของไม้ไผ่

งานนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง สภาเกษตรกรแห่งชาติ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ลำปาง (ธ.ก.ส. ลำปาง)

จุดประสงค์ของงานเพื่อส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้เรื่องไผ่แก่เกษตรกร กลุ่มเครือข่ายอาชีพขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปางและประชาชนผู้สนใจให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปลูกไผ่ เพื่อเพิ่มมูลค่าแบบครบวงจร นำไปสู่การส่งเสริมหรือเพิ่มช่องทางการประกอบอาชีพ สร้างรายได้แก่ประชาชนภายในจังหวัดลำปาง และช่วยลดปัญหาการว่างงาน ตรงตามยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปางด้านการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนบนวิถีเศรษฐกิจพอเพียง

อีกทั้งเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีรายได้จุนเจือครอบครัว เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ส่งเสริมสนับสนุนการพาณิชย์การลงทุนเพื่อผลิตและจำหน่ายสินค้าบนพื้นฐานองค์ความรู้เชิงสร้างสรรค์ด้านการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพในภาพรวมของจังหวัด

แต่ที่สำคัญคือ การผลักดันให้จังหวัดลำปางเป็นมหานครไผ่ หรือ “Bamboo City”

ใน “งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ” มี พลเอกฉัตรชัย สาลิกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน โดยมี คุณสามารถ ลอยฟ้า ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง กล่าวต้อนรับ และ คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวรายงานจุดประสงค์การจัดงาน

พลเอกฉัตรชัย กล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงและควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบันคือ การปลูกป่า และการรักษาป่าอันเป็นต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ซึ่งไผ่ถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของป่า แม้ว่าทางจังหวัดได้มีนโยบายที่ชัดเจนในการสร้างป่าชุมชน โดยมีไผ่เป็นต้นไม้นำร่อง

“แต่ในประเทศไทยยังให้ความสนใจต่อการสนับสนุนการปลูก การแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากไผ่ยังไม่เป็นที่กว้างขวางนัก และมีการลงทุนเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการสร้างคุณค่าและมูลค่าของไผ่นั้นน้อยมาก จึงเป็นโอกาสที่ภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จะหันมาให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้ไผ่เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการตลาด ซึ่งจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมหาศาล”

พลเอกฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการส่งเสริมของภาครัฐในการเข้ามาดูแลเรื่องไผ่ มี 2 หน่วยงานหลัก คือ กระทรวงทรัพยากรฯ และกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องไผ่ มีนักส่งเสริมการเกษตรที่ลงพื้นที่ในระดับตำบล สามารถดำเนินการส่งเสริมเกษตรกรที่มีความสนใจและต้องการความรู้ในขั้นตอนการเพาะปลูก การดูแล การแปรรูป และการนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ โดยมีสภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถเรื่อง “ไผ่” จากทุกภาคส่วน ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ตั้งแต่การเพาะปลูก การแปรรูป การค้า

“การส่งเสริมและการลงทุนมาร่วมมือกันในวันนี้ จึงเป็นโอกาสให้ประเทศของเราได้พัฒนาให้ “ไผ่” มีคุณค่าและสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นพืชเพื่อเศรษฐกิจ พลังงาน สังคมและพืชเพื่อสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จะได้มีนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนศึกษาและร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาไผ่ของชาติอย่างครบวงจรต่อไป เมื่อดูจากหน่วยงานทุกภาคส่วน ที่เรียกว่าประชารัฐ เพื่อเรียนรู้การปลูกและพัฒนาไผ่ ซึ่งมีโอกาสสำเร็จได้ในเวลาอันใกล้” พลเอกฉัตรชัย กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานมีนิทรรศการและองค์ความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับไม้ไผ่ อาทิ บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติจากแป้งมันสำปะหลัง เช่น ถ้วย จาน ซึ่งจะย่อยสลายโดยการฝังกลบตามธรรมชาติภายใน 3 เดือน ใช้ได้เพียงครั้งเดียว สามารถรองรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -18 ถึง 98 องศา และบรรจุภัณฑ์ เป็นภาชนะใส่อาหารจากเยื่อชานอ้อยผสมเยื่อไผ่ ปลอดภัยกับผู้ใช้และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ส่วนนิทรรศการ ประกอบด้วย

ไผ่ใช้เป็นอาหาร ไผ่ใช้เป็นอาหารได้หลายอย่าง โดยเฉพาะหน่อไม้

ไผ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและใช้สอย สร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัย เป็นเครื่องจักสาน เครื่องใช้ในครัวเรือน เฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือน เครื่องมือการเกษตร เครื่องมือดักจับสัตว์ต่างๆ เครื่องดนตรี ฯลฯ

ไผ่ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม เส้นใยไผ่เป็นเส้นใยที่มีคุณภาพดี คุณสมบัติให้สัมผัสที่นุ่มสบาย ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง ดูดซับความชื้น ระบายอากาศได้ดี ป้องกันแบคทีเรีย ป้องกันแสงยูวี และไม่ต้องรีดก่อนใส่

ไผ่เป็นยารักษาโรค เป็นพืชสมุนไพรได้ ทั้ง ใบ ยอดอ่อน กาบใบ เนื้อเยื่อ รากและตาไม้

ไผ่ใช้เป็นพลังงาน ใช้เป็นเชื้อเพลิงให้พลังความร้อนสูง ถ่านไผ่มีคาร์บอนมาก มีน้ำมันมาก แต่เหลือเป็นเถ้าน้อย

ไผ่กับสิ่งแวดล้อม ป่าไผ่ที่มีความหนาแน่นมากจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยออกซิเจนสู่ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมได้สูงกว่าพืชอื่น ประมาณร้อยละ 30

ไผ่ในอุตสาหกรรม ในอุตสาหกรรมแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

ไผ่เป็นเวชสำอาง เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก น้ำแร่ธรรมชาติจากต้นไผ่ และอื่นๆ (จีนผลิตเป็น ยาย้อมผม สเปรย์น้ำยาดับกลิ่นเท้า แปรงสีฟัน ฯลฯ) ถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) ที่นำมาผ่านการสังเคราะห์ทางเคมี ในกระบวนการผลิต ต่างจากถ่านฟืนที่ใช้หุงต้มหรือให้ความร้อน ถ่านที่เผาแล้วเกิดรูพรุนจำนวนมาก ซึ่งรูพรุนมีคุณสมบัติในการดูซับสารต่างๆ ที่อยู่ในรูปของเหลวและก๊าซได้ดี

จึงมีการนำ Activated Carbon ผสมกับเครื่องสำอาง ใช้กรองกลิ่นและก๊าซอันไม่พึงประสงค์ในหน้ากากกรองสารพิษ ใช้ฟอกอากาศในเครื่องปรับอากาศ ใช้ในไส้กรองอากาศเครื่องยนต์และท่อไอเสีย Activated Carbon จากถ่านไม้ไผ่ที่เผาด้วยความร้อน 1,000 องศา เป็นถ่านบริสุทธิ์มีรูพรุนมากกว่าถ่านทั่วไปถึง 4 เท่า และดูดซับกลิ่นได้มากกว่าถ่านทั่วไป 6 เท่า

จุดสนใจของงานมาอยู่ที่ไผ่ใช้เป็นพลังงาน เป็นพืชพลังงานทดแทน ไผ่เมื่อถูกเผาจะเกิดควันและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ไม้ไผ่จะให้ค่าความร้อน 5,800- 6,400 กิโลแคลอรี ต่อกิโลกรัม (Kcal/Kg) ส่วนถ่านไผ่จะให้ค่าความร้อน 6,800-4,400 กิโลแคลอรี ต่อกิโลกรัม (Kcal/Kg)

มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง มี คุณรังสฤษฎ์ คุณชัยมัง เป็นประธานที่ปรึกษามูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ตั้งอยู่ที่ หมู่ที่ 3 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง ได้พัฒนาการใช้ถ่านไผ่เป็นเชื้อเพลิงต้นกำลัง ชุมชนตำบลผาปัง มีการปลูกต้นไผ่นำมาใช้ประโยชน์ ปีละ 1,095 ตัน นำมาทำตะเกียบ ถ่านอัดแท่ง เศษไม้ไผ่ใช้ผลิตเป็นปุ๋ยดินขุยไผ่ ธูปหอมไล่ยุง ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการอบอิฐบล็อก ทำเครื่องสำอางจากผงละอองไผ่ และวัสดุเครื่องใช้จากไม้ไผ่ สร้างรายได้เป็นจำนวนมาก

อีกจุดที่ดึงดูดผู้มาชมงานมากอยู่ที่รถจักรยานยนต์ เครื่องสูบน้ำ เครื่องปั่นไฟ และรถบรรทุกที่ใช้ถ่านไผ่เป็นเชื้อเพลิงต้นกำลัง มูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง ร่วมกับ Mr. Koen Van Looken วิศวกรอิสระชาวเบลเยียม ที่เชี่ยวชาญด้านระบบก๊าซซิไฟเออร์ (Gasifier)

เดิม Mr. Koen Van Looken เคยทำการวิจัยอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย เมื่อทราบว่ามูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปังทำเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับไผ่และทำเชื้อเพลิงถ่านไผ่ จึงสนใจเข้ามาร่วมงานกับมูลนิธิพัฒนาชุมชนผาปัง เกี่ยวกับการจัดทำระบบก๊าซซิไฟเออร์ (Gasifier)

ก๊าซซิไฟเออร์ เป็นกระบวนการที่นำเชื้อเพลิงแข็งประเภทต่างๆ มาทำให้อยู่ในสถานะก๊าซ ก๊าซที่ได้จากกระบวนการก๊าซซิไฟเออร์นำไปใช้แทนก๊าซเชื้อเพลิงและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ทุกประเภท แต่ค่าพลังงานต่อปริมาตรจะต่ำกว่าก๊าซธรรมชาติและก๊าซหุงต้ม การเผาถ่านไม้ไผ่เพื่อผลิตก๊าซสะอาดเป็นเชื้อเพลิงให้กับรถมอเตอร์ไซค์ เครื่องสูบน้ำ เครื่องปั่นไฟ และรถบรรทุกเล็ก

จากการทดลองกับรถบรรทุกเล็กไม่แตกต่างจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป บรรจุถ่านไม้ไผ่ลักษณะเป็นแท่งๆ ขนาดเท่าตะเกียบ จำนวน 5 กิโลกรัม รถยนต์จะวิ่งได้ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ถ้าบรรจุถ่านไผ่อัดแท่งจำนวน 25 กิโลกรัม รถยนต์จะขับไปได้ไกลถึง 500 กิโลเมตร ราคาถูกกว่าก๊าซรถยนต์ ใช้เป็นก๊าซในการหุงต้มอาหาร ถ่าน 1 กิโลกรัม ใช้ได้นาน 2 ชั่วโมง

หากผลิตเป็นน้ำมันเอทานอล ก๊าซโซฮอล์ 95 ใช้ไม้ไผ่จำนวน 1,000 กิโลกรัม ผลิตน้ำมันเอทานอล 200 ลิตร

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาจากวิทยากรและปราชญ์ในเรื่องไผ่จากทั่วประเทศ มีหลายหัวข้อด้วยกันล้วนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เช่น ไผ่นวัตกรรมแปรรูปไม้เพื่อการก่อสร้าง, ไผ่นวัตกรรมแปรรูปไม้เพื่อการผลิตเส้นใย, ไผ่นวัตกรรมแปรรูปไม้เพื่อการผลิตภาชนะไบโอ, ไผ่นวัตกรรมแปรรูปไม้เพื่อการผลิตตะเกียบ, ไผ่เพื่อการผลิตถ่านประสิทธิภาพสูง, ไผ่เพื่อการผลิตเวชสำอาง, ไผ่เพื่อสุขภาพและพลังงาน, ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดน่าน นำผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ พันธุ์ไผ่ มาจัดแสดงและได้แนะนำ ชาใบไผ่ ให้ลองชิมกัน

หลังจาก “งานนวัตกรรมไผ่แห่งชาติ” นี้ไปแล้ว ต้องรอดูกันว่า จังหวัดลำปางจะได้เป็นมหานครไผ่ หรือ “Bamboo City” ได้จริงหรือไม่…

เที่ยวตลาดเช้าวังเวียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

เที่ยวตลาดเช้าวังเวียง

ไปเมืองลาวหนนี้รู้สึกอิ่มเอมเปรมใจมากที่ได้เที่ยวท่องตลาดสดทั้งที่วังเวียงและหลวงพระบางแบบไม่มีออมแรง เรียกได้ว่าตื่นมาก็ไปเดินตลาดเช้ากันทุกวัน

ไม่ใช่อะไรหรอก…ต้องไปหาอาหารเช้าร้อนๆมากินกัน เพราะโรงแรมที่เราพักนั้นเป็นโรงแรมแบบเกสต์เฮาส์ที่ไม่มีบริการอาหารเช้า ซึ่งปรากฏว่าเป็นเรื่องที่ถูกใจเพื่อนร่วมทางทุกคนมาก เพราะต่างก็ชอบเดินตลาดและกินอาหารเช้าในตลาดเป็นประจำอยู่แล้ว

คนกรุงเทพฯผู้มีชีวิตเร่งรีบที่ไม่รู้จักการเดินตลาดสดหรือไปซื้อของตามตลาดตอนเช้าเหมือนชาวบ้านในต่างจังหวัดจะไม่มีทางรู้หรอกว่าสุดยอดอาหารอร่อยในพื้นถิ่นหรือย่านนั้นๆ ไม่มีแหล่งขายที่ไหนเกินตลาดเช้าไปได้

เช่น ที่ตลาดสดประชานิเวศน์ ๑ แถววัดเสมียนนารี นอกจากอาหารสดสารพัดชนิดแล้วก็ยังมีอาหารเช้าเลิศรสจำพวกข้าวแกงต่างๆ น้ำพริก ก๋วยเตี๋ยว หมูปิ้ง ขนมหวาน ฯลฯ ตั้งโต๊ะขายกันคึกคักแน่นตลาดตั้งแต่เช้ามืด มีคนไปคอยคิวซื้อกินกันตรงนั้นก่อนไปทำงานแน่นขนัด และแต่ละเจ้ารสมือเป็นเลิศ

ที่เมืองลาวก็เหมือนกัน ตลาดสดเป็นแหล่งของกินสุดอร่อยประจำถิ่นในราคาชาวบ้าน ปรุงใหม่ร้อนๆตอนนั้นเลย หรือไม่ก็เพิ่งทำเสร็จมาจากบ้านหิ้วมาขายตามตลาดในปริมาณที่ไม่มากนัก หมดแล้วหมดเลย พอสายหน่อยใครไปไม่ทันเพื่อนจึงมักจะอดกิน

เสน่ห์ของตลาดเช้าในทุกชุมชนคืออัตลักษณ์ความเป็นพื้นถิ่น สะท้อนให้เห็นความโดดเด่นของอาหารการกินพื้นเมืองในแถบนั้น ทั้งรสชาติ รูปแบบ หน้าตาและลักษณะการรับประทาน ซึ่งมีทั้งอาหารการกินที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นเมืองแท้ๆดั้งเดิมมีต้นกำเนิดขึ้นที่นั่น และที่รับอิทธิพลมาจากพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งมาจากความหลากหลายทางกลุ่มชาติพันธุ์ที่รวมกันอยู่ในท้องถิ่นนั้น

การเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองแล้วได้เห็นตลาดเช้าของที่นั่นจึงถือว่าเป็นการเดินทางที่เข้าถึงหัวใจของท้องถิ่นอย่างแท้จริง ดังนั้น ถ้ารายการท่องเที่ยวไหนจัดเดินเที่ยวตลาดไว้ให้อย่าได้ปฏิเสธเลยเชียวนะ เพราะนั่นจะเป็นการเดินชมวิถีชีวิตชาวบ้านชาวเมืองที่สนุกสนานมาก

ตลาดเช้าวังเวียงซึ่งเป็นจุดแรกที่เราไปแวะพักค้างคืนนั้นเป็นตลาดเล็กมากๆ แต่ขนาดของตลาดก็สอดคล้องกับวิถีชุมชนที่มีจำนวนประชากรจำนวนไม่มากนัก ซ่อนอยู่บนถนนเลียบน้ำซอง ลึกเข้าไปในย่านที่มีเกสต์เฮาส์ตั้งอยู่แน่นขนัด

ชาวบ้านที่ขนของมาขายส่วนใหญ่อาศัยอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆกระจายกันอยู่ตามตีนเขา บรรดาพ่อค้าแม่ขายจะออกจากบ้านตั้งแต่ยังมืดเอาของใส่กระบุงขึ้นหลังสะพายเดินข้ามน้ำซองเข้ามาตั้งวางกระจาด ปูเสื่อ ปูผ้ายาง วางสินค้าขายกันกับพื้น ไม่มีแผงลอยยกสูงให้เห็นหรอกนะ เวลาตลาดวายตอนสายก็หมายความว่าที่ตรงนั้นจะว่างเปล่ากลายเป็นริมทางธรรมดาเหมือนถนนเส้นอื่นๆ ไม่มีสิ่งใดบ่งบอกให้รู้เลยว่านี่คือ “ตลาด”

แต่รุ่งเช้าของอีกวันพร้อมเสียไก่ขัน ตลาดก็จะเปิดใหม่อีกรอบ เวียนวนไปมาแบบนี้ไม่มีจบ ข้าวของที่เอามาวางขายกันส่วนใหญ่เป็นของกินของป่าตามธรรมชาติที่หามาได้ในแต่ละวัน วางเรียงรายกันไปตามริมถนน บริเวณสามแยกที่เป็นชุมชนคนอยู่หนาแน่นกว่าแหล่งอื่น

ที่นี่…ป่าและน้ำยังเป็นแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ของชุมชนเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่มีของให้เลือกเก็บเลือกหาได้ตลอดเวลา บางคนหามาพอกินในครัวเรือนแต่ละวัน บางคนหาได้มากมีเหลือก็เอามาขาย เพื่อจะได้มีเงินมาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆที่เป็นเครื่องบำรุงบำเรอชีวิตจากกระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรม

ตลาดสดที่เมืองลาวจึงมีของแปลกตาสารพัดอย่างที่พวกเราคนไทยไม่เคยเห็น หรืออาจจะเคยเห็นมาตั้งแต่ครั้งอดีตเมื่อ ๔๐-๕๐ ปีก่อน ยุคที่การเข้าป่าล่าสัตว์เก็บของป่ามาขายยังทำกันได้ทั่วไปก่อนที่การตัดไม้ทำลายป่าอย่างเหี้ยนเตียนจะทำลายแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ให้หมดไปในเวลาอันรวดเร็ว

ปลาจากน้ำซองและลำห้วยสาขาที่ยังสดๆ ตาแดงก่ำ วางเรียงกันให้เลือก บางเจ้าจับมาร้อยตอกเป็นพวงสวยงาม ผักพื้นบ้านนานาจากป่าสารพัดชนิดที่ฉันไม่รู้จัก ไม่เคยกิน วางเป็นกองๆรอให้เลือก ของกินสำเร็จรูปก็ปิ้ง ย่าง ทอดกันให้เห็นตรงนั้น มีปลาซิวทอด จิ้นทอด ซาลาเปาทอด ขนมที่ทำจากข้าวเหนียว

พริกกับมะเขือเทศที่วังเวียงงามแบบไม่เคยเห็นในตลาดเมืองไทย เพราะเป็นของสดที่เพิ่งเก็บจากต้นมาเดี๋ยวนั้น ผิวจึงเป็นมันวาวเย้ายวนให้ซื้อยิ่งนัก

แต่ของกินที่นี่ไม่ถูก…ค่าครองชีพคนลาวสูงมากๆ ราคาอาหารและวัตถุดิบในตลาดสดเป็นราคาที่ชาวบ้านค้าขายกัน ไม่ใช่ราคาของนักท่องเที่ยว

ปัจจุบันค่าเงินกีบปรับตัวแข็งขึ้นมากและรัฐบาลก็รณรงค์ให้ชาวช้านใช้เงินกีบในชีวิตประจำวันกันเป็นหลักเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระบบเศรษฐกิจสปป.ลาว จากเดิมที่ชาวบ้านค่อนข้างอิสระในการใช้เงินบาทจับจ่ายข้าวของ

ในรอบไม่ถึงปีที่เราเพิ่งกลับมาเที่ยววังเวียงซ้ำพบว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินกีบในการซื้อขายข้างถนนเปลี่ยนไปเยอะมาก(ไม่ใช่อัตราทางการ)จากเดิมที่แม่ค้าคิดให้เรา ๑๐,๐๐๐ กีบต่อ ๔๐ บาทนั้น บัดนี้เพิ่มเป็น ๑๐,๐๐๐ กีบต่อ ๕๐ บาท เท่ากับว่าเราต้องจ่ายเงินมากขึ้นในการซื้อของปริมาณเท่าเดิมหรืออาจจะน้อยกว่า

สำหรับแลกเปลี่ยนอัตราทางการในปัจจุบัน หากเราไปแลกเงินตามธนาคาร ๒๐ บาทจะได้เงินลาวมา ๔,๕๐๐กีบ โดยประมาณ(๕๐ บาทแลกได้ ๑๑,๒๖๐ กีบ) แต่ด้วยความประมาท เราเคยชินแต่การใช้เงินบาทที่เป็นแบงก์ย่อยๆซื้อของกินเล็กๆน้อยๆตามตลาดในลาวมาตลอด พอเอาเงินบาทไปใช้คราวนี้แม่ค้าทุกรายไม่ยอมขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนแม้แต่กีบเดียว พวกเขาพร้อมใจกันปัดเศษทิ้งเลย กลายเป็นการตีมูลค่าเงินบาทไทยให้ด้อยลงจากที่เป็นจริง

เพื่อนหลายคนเจ็บกระดองใจจี๊ดๆ

แต่ในเมื่อเป็นความไม่รอบคอบของพวกเราเองก็ต้องยอมรับผลของมัน

ดัชนีราคาสินค้าในตลาดสดเมืองลาวที่วังเวียงซึ่งเรามีทัศนคติไปเองว่าบ้านเมืองยังไม่พัฒนามากนัก ข้าวของที่นำมาขายก็หาเอาได้ง่ายๆจากรอบตัว คุณภาพสินค้านอกจากความสดแล้วก็ไม่ได้สูงเลิศกว่าที่ไหนจึงไม่ควรจะมีราคาแพงนัก แต่ที่ไหนได้…

คนวังเวียงถ้าไม่มีเงินเป็นแสนกีบในมือ ออกไปซื้อของในตลาดแทบไม่ได้อะไรกลับบ้านเลยนะ

ของกินสำเร็จที่นี่ราคาถูกสุด ๑,๐๐๐ กีบ คือปาท่องโก๋ ๑ ชิ้น

โจ๊กชามละ ๑๐,๐๐๐ กีบ แต่ถ้าจ่ายเป็นเงินบาทบางร้านคิดที่ราคา ๖๐ บาท

โรตีใส่ไข่แผ่นละ ๑๐,๐๐๐ กีบ แต่ถ้าใส่แฮม ไส้กรอก เพิ่มเป็น ๒๐,๐๐๐ กีบ

ขนมปังบาแกตต์ปิ้งทาเนยเปล่าๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ข้าวจี่” ขายอยู่ที่ชุดละ ๑๐,๐๐๐ กีบ

ผักสดที่นี่สดจริงๆเพราะชาวบ้านปลูกกันเอง และเชื่อว่าคงยังไม่มีสารเคมีปนเปื้อนมาก ดูจากรูปลักษณ์ธรรมชาติที่ของบางอย่างมีหนอนชอนไชบ้าง บางอย่างก็เป็นผักตามฤดูกาลที่มาจากป่าได้รับการเลี้ยงดูจากเทวดา ถือว่าเป็นผักอินทรีย์แท้ๆ

ผักกาดต้นเล็กๆสดเขียว ดูก็รู้ว่าเพิ่งเก็บมาใหม่ๆ กำละ ๕,๐๐๐กีบ

พริกสดกองย่อมๆ ราคากองละ ๕,๐๐๐ กีบ(มากกว่า ๒๐ บาท) ขณะที่ราคาในบ้านเราอย่างมากไม่เกิน ๑๐ บาท

กล้วยหวีละ ๑๐,๐๐๐ กีบ ที่สวยๆบางเจ้า ๒๐,๐๐๐ กีบ!

ปลาซิวกองน้อยๆ นับตัวได้ สามกอง ๑๐,๐๐๐ กีบ

ปลาพวงตัวเล็กๆ ที่ร้อยตอกพวงละ ๑๐,๐๐๐ กีบ

ปลากดคังกิโลกรัมละ ๙๐,๐๐๐ กีบ!

ราคาปลาแต่ละชนิดแตกต่างกันมาก โดยที่คนต่างถิ่นอย่างเราไม่รู้ค่าการกำหนดมาตรฐานราคาว่ามาจากไหน แต่ส่วนหนึ่งต้องมาจากความนิยมในการรับประทานอย่างแน่นอน

ปลากดคังที่คิดเป็นเงินไทยราคาหลายร้อยบาทนั้น ไม่ใช่ปลาหายาก มีชุกชุมตามแหล่งน้ำสายใหญ่ๆทั่วไปในลาวและจับมาขายได้ทุกวันตัวโตๆทั้งนั้น แต่ที่แพงได้ขนาดนั้นเพราะเป็นปลาที่ร้านค้าภัตตาคารทั้งหลายนำขึ้นเสิร์ฟเป็นเมนูอาหารประจำร้านเพื่อขายนักท่องเที่ยวต่างชาติ

และพวกเราก็คือส่วนหนึ่งของนักท่องเที่ยว…การเดินทางเป็นการกระจายรายได้อย่างหนึ่ง ถ้ามัวแต่มานั่งคิดเล็กคิดน้อยจะเที่ยวสนุกได้อย่างไร

เราเดินชมตลาดเสร็จก็มานั่งกินโจ๊กแกล้มปาท่องโก๋ บางคนกินต้มเส้น “ข้าวเปียก” (ก๋วยจั๊บญวน) ราคาเฉลี่ยต่อคนประมาณชามละ ๖๐ บาท หนึ่งอิ่ม หนึ่งสนุก

และทุกคนรู้สึกแบบเดียวกันหลังกินอิ่ม…แพ้ผงชูรสค่ะ

ข้อคิดเห็นจากผู้อ่านทางบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

หมอเกษตรทองกวาว

ข้อคิดเห็นจากผู้อ่านทางบ้าน

ถึง กองบรรณาธิการ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ผมติดตามอ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านมานานแล้วครับ ทุกคอลัมน์เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ และความรู้ที่มีประโยชน์มาก ผมทำสวนอยู่ที่ บ้านธารชะอม หมู่ที่ 6 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย ปัจจุบัน ผมมีอายุ 57 ปีแล้ว อยากเรียนท่านว่า เกษตรกรที่นี่ใช้สารเคมีในการเกษตรกันมาก จะเห็นว่าทุกบ้านมีเครื่องฉีดพ่นสารเคมีกันทุกครัวเรือน เวลานี้ที่สวนของผม ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติ เพราะไม่เคยใช้สารเคมี ร่วม 10 ปี มาแล้ว เหมือนผมยกป่ามาไว้ในสวนนี่แหละครับ ผมปลูกทุกอย่างที่กินได้ มีทั้ง ไผ่ ลำไย และต้นสัก ปัจจุบัน เนื้อไม้สามารถนำมาปลูกบ้านได้แล้ว หากทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านผ่านมาที่จังหวัดสุโขทัย ผมขอเรียนเชิญมาเยือนสวนผมบ้าง ยินดีต้อนรับ ขอบคุณและสวัสดีครับ

สมบัติ วงค์ใจดำ

เลขที่ 102 หมู่ที่ 3 ตำบลไทยชนะศึก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย 64150 โทร. (098) 816-7880

ตอบ คุณสมบัติ วงค์ใจดำ

นี่เป็นมุมมองอีกมุมหนึ่ง จากผู้อ่านทางบ้านที่เป็นชาวสวน ประสบความสำเร็จในอาชีพ และมีความสุข ขอขอบคุณ คุณสมบัติ วงค์ใจดำ เป็นอย่างสูง หากมีโอกาส ทางกองบรรณาธิการ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน จะแวะมาเยี่ยมเยียนครับ

การไว้ผลขนุน

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมปลูกขนุนไว้หลายต้นในสวน การเจริญเติบโตดีพอสมควร ปัจจุบัน มีอายุ 3-4 ปี ให้ผลผลิตบ้างแล้ว ผมยังขาดความเข้าใจการดูแลรักษาเมื่อให้ผลผลิต ว่าจะต้องตัดแต่งกิ่งและการไว้ผล ควรปฏิบัติอย่างไร โดยจะไว้ผลกี่ผลต่อต้น จึงจะได้ผลที่สมบูรณ์เต็มที่ ขอขอบคุณมาในโอกาสนี้

ด้วยความนับถืออย่างสูง

วรพงษ์ เหล่าพงษ์พันธุ์

เลขที่ 89/2 หมู่ที่ 7 ซอยสมเด็จ 15 ถนนสมเด็จ ตำบลปทุม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 34000

ตอบ คุณวรพงษ์ เหล่าพงษ์พันธุ์

ขนุน เป็นไม้ผลที่ออกผลตามกิ่งก้านและลำต้นเช่นเดียวกับทุเรียน และลองกอง ซึ่งแตกต่างจากไม้ผลอื่น ไม่ว่าจะเป็น ลำไย เงาะ มังคุด และมะม่วง เป็นไม้ออกผลที่ปลายกิ่ง ดังนั้น การตัดแต่งกิ่งขนุน จึงมีความสำคัญมาก การตัดแต่งกิ่งเริ่มเมื่ออายุครบ 2 ปี โดยตัดแต่งให้เหลือกิ่งหลักไว้เพียง 3-4 กิ่ง ในลักษณะสมดุลของทรงพุ่ม อายุย่างเข้าปีที่ 4-6 ขนุนจะให้ผลผลิตได้เต็มที่ ควรตัดแต่งผลขณะผลเท่าขวดน้ำอัดลมขนาดเล็ก เหลือผลที่สมบูรณ์ไว้ ต้นละ 10 ผล ก็พอ

ต่อจากนั้น ห่อผลด้วยถุงปุ๋ยเก่า หากเป็นถุงตาข่ายไนล่อนที่ผลิตมาสำหรับป้องกันแมลงเจาะผลจะยิ่งดี ที่สำคัญแหล่งปลูกขนุน ต้องมีน้ำอย่างพอเพียงตลอดปี จึงจะปลูกขนุนได้ผลดี

แก้วมังกร มีหลากหลายสายพันธุ์

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ไม่นานมานี้ ผมอ่านหนังสือ เห็นภาพผลไม้ชนิดหนึ่ง ดูภายนอกคล้ายสับปะรด แต่ภายในผลที่ผ่าออกมา เหมือนกับแก้วมังกรไม่มีผิด ผมเกิดความสงสัย จึง จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตร ว่า ผลไม้ชนิดนี้ใช่แก้วมังกรหรือไม่ มีแหล่งปลูกและตลาดสำคัญอยู่ที่ไหน ขอคำอธิบายด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

วสันต์ พิพัฒนชัยกุล

เลขที่ 121 ซอยลาดพร้าว 72 แยก 5 ถนนลาดพร้าว แขวง/เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310

ตอบ คุณวสันต์ พิพัฒนชัยกุล

แก้วมังกร ที่เล่ามา มีแหล่งปลูกอยู่ที่ เม็กซิโก โคลัมเบีย และกัวเตมาลา แก้วมังกรในกลุ่มนี้ เรียกว่า พิทยา อมาริลลา (Pitaya amarilla) พิทยา ระบุว่าเป็นภาษาสเปน แต่ในหลายประเทศเรียกว่า ดรากอน ฟรุต (Dragon Fruit) ทั้งในที่ไต้หวัน ออสเตรเลีย และหมู่เกาะโอกินาวา ส่วนในอเมริกากลาง เรียกว่า มะเดื่อกระบองเพชร (Cactus figs) หรือ พิทยา ดรากอน ฟรุต (Pitaya Dragon Fruit) ก็เรียกกัน เมื่อสอบถามผู้ที่เคยรับประทานแก้วมังกรในกลุ่มนี้ หลายท่านบอกว่า รสชาติหวาน และมีกลิ่นหอมกว่ากลุ่มที่ปลูกในบ้านเรา คือมีรสชาติผสมกัน ระหว่าง แตงโม กับ กีวีฟรุต ในอีกมุมหนึ่งของโลก คือที่ประเทศอิสราเอล กำลังเร่งพัฒนาแก้วมังกรในท้องถิ่นอย่างเอาจริงเอาจัง คาดว่าอีกไม่นานคงจะมีพันธุ์ใหม่ๆ ออกมาชมและชิม

อย่างไรก็ตาม แก้วมังกรผลสีแดง เนื้อสีขาว ประกอบด้วยเมล็ดสีดำเล็กๆ ได้กลายเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพของบ้านเราไปแล้วครับ

ปลูกบัวในอ่าง ไม่งาม

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบปลูกบัว เพราะเห็นว่าสวยงาม แถมในกระถางมีน้ำ เมื่อตั้งไว้หน้าบ้าน ท่านบอกว่า จะให้ความชุ่มฉ่ำ ร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัยในบ้าน ผมซื้อบัวมาจากร้านขายต้นไม้ ระยะแรกก็งามดี แต่อีกไม่นาน กลับออกดอกน้อยลงและขนาดก็เล็กลงไปด้วย ผมขอเรียนถามว่า ผมควรบำรุงและต้องดูแลอย่างไร จึงจะให้สวยงามใกล้เคียงกับตอนที่มาใหม่ ขอคำแนะนำครับ

ขอแสดงความนับถือ

อนุชิต เพ็งสมาน

เลขที่ 172/8 หมู่ที่ 15 ตำบลพระนอน อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000

ตอบ คุณอนุชิต เพ็งสมาน

การปลูกบัวในอ่าง ต้องเริ่มตั้งแต่การเตรียมกระถาง หรืออ่าง ให้มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่บ้าน นำกะละมังพลาสติกสีเข้ม ใส่ดินเหนียวแล้วปลูกบัว วางลงในอ่างได้พอดี แล้วเติมน้ำให้ท่วมกะละมัง วัตถุประสงค์เพื่อสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำในอ่างปัจจัยสำคัญ ต้องให้บัวได้รับแสงแดดอย่างน้อย วันละ 4-6 ชั่วโมง ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ปลูกบัวในกะละมังที่ใส่ลงในอ่างมีขนาดเล็ก รากบัวไม่สามารถหยั่ง หรือแพร่กระจายออกไปหากินได้ไกล ทำให้อาหารในอ่างถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว เมื่อบัวแสดงออกให้เห็นว่าเริ่มโทรม

จำเป็นต้องให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือสูตรใกล้เคียง ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ขนาดเท่าหัวแม่มือ ม้วนหรือพับให้แน่น อัดลงดินใกล้โคนต้น หรือกอบัวพอประมาณ ปิดทับด้วยดินเหนียวที่ปลูกบัว ป้องกันไม่ให้ห่อปุ๋ยลอยขึ้นมาจากดิน ทำเช่นเดียวกันรอบกอ 3 จุด ก็พอ ใส่เดือนละครั้ง และควรเปลี่ยนน้ำทุกเดือน หากปฏิบัติตามคำแนะนำ บัวที่ปลูกจะออกดอกสวยงามให้ได้ชมครับ

การตัดแต่งกิ่งขนุน เริ่มทำเมื่อย่างเข้าปีที่ 2 ให้เข้ารูปทรงสวยงาม

ต้นขนุน อายุ 4 ปี มีการไว้ผลต้นละไม่เกิน 10 ลูก (ขอบคุณสวนขนุน กาญจนบุรี ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล)

การห่อผลป้องกันหนอนเจาะผล และช่วยให้ผิวเปลือกสวยงาม

ตลาดขายส่งผลไม้สดในยุโรป

ผลแก้วมังกรเปลือกสีเหลือง เป็นพันธุ์ท้องถิ่นในแถบเม็กซิโก โคลัมเบีย กัวเตมาลา

ผลแก้วมังกร หรือ พิทยา (Pitaya) ลูกผสมพันธุ์ใหม่ ที่วางจำหน่ายในตลาดยุโรป

ดอกบัวกำลังเบ่งบานในกระถาง

บัวมีหลากสายพันธุ์ บัวที่ปลูกในกระถางมีพื้นที่จำกัด การให้ปุ๋ยจึงยังมีความจำเป็น

ปศุสัตว์อุตรดิตถ์ จับมือ อบต. คอรุม หนุน…เลี้ยงไก่ “เขียวพาลี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ปศุสัตว์อุตรดิตถ์ จับมือ อบต. คอรุม หนุน…เลี้ยงไก่ “เขียวพาลี”

อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ สำหรับในทางประวัติศาสตร์แล้ว ถือเป็นเมืองสำคัญ เพราะเคยเป็นเมืองลูกหลวงของกรุงสุโขทัย ตลอดจนยังถูกกำหนดให้เป็นเมืองหน้าด่านในสมัยกรุงศรีอยุธยา และที่นี่จึงเป็นสมรภูมิทำศึกสงคราม กระทั่งเกิดวีรบุรุษหาญกล้าที่มีชื่อว่า “พระยาพิชัยดาบหัก”

ไก่เขียวพาลี หรือ ไก่เขียวหางดำ เป็นไก่ชนพื้นเมือง ถูกพัฒนามาจากไก่บ้านพันธุ์ “กะตังอู” หรือ ไก่อู สืบค้นไปได้ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เจ้าเขียวหางดำนี้เป็นไก่พันธุ์หนึ่งที่มีชั้นเชิงดี ลำหักลำโค่นดี มีลักษณะเด่นตรงลำตัวมีสีเขียว ขนพื้นทั้งตัวเป็นสีดำ ขนปีกทั้งนอกและในมีสีดำสนิท

ตลอดจนมีขนหางทั้งพุ่มคือ หางพัดกระรวยมีสีดำสนิท ไม่มีสีอื่นเจือปน แข้งสีเขียว ตาสีเขียว จึงถูกตั้งชื่อว่า “พาลี” ด้วยเหตุนี้จึงเป็นพันธุ์ไก่ที่พระยาพิชัยดาบหักชื่นชอบอย่างมาก เพราะลงสนามคราวใด แห่งไหน จะตีชนคู่ต่อสู้ทุกตัวได้อย่างราบคาบ

ถึงแม้จะจัดให้เขียวพาลีเป็นไก่ประจำถิ่น แต่ที่ผ่านมาชาวบ้านมักเลี้ยงกันไว้ทั่วไป และมักนำไปผสมกับไก่อื่น โดยเฉพาะชาวบ้านที่เน้นเรื่องกีฬาไก่ชน มักจะนำไก่เขียวพาลีไปผสมกับไก่ที่มีคุณสมบัติที่แข็งแกร่ง อดทน และตีเก่ง อย่าง ไก่พม่า ไก่ป่าก๋อย จึงทำให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้น และจะเหลือไก่พันธุ์เขียวพาลีแท้อยู่ไม่มาก

หลายปีที่ผ่านมา เกิดกระแสความต้องการอนุรักษ์ไก่เขียวพาลีจากหลายฝ่ายในจังหวัด เพราะทุกคนต่างมองตรงกันว่า ไก่พันธุ์นี้ถือเป็นเอกลักษณ์ที่นำความภาคภูมิใจมาสู่จังหวัดของตน

“คอรุม” เป็น 1 ใน 11 ตำบลของอำเภอพิชัย ชาวบ้านในตำบลคอรุมทุกครัวเรือนนิยมเลี้ยงไก่พันธุ์เขียวพาลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำท้องถิ่น อย่างนายกองค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม คือ คุณผจญ พูลด้วง ที่ได้ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเพื่อต้องการให้ชาวบ้านหันมาสนใจเลี้ยงไก่เขียวพาลีกันมากยิ่งขึ้น พร้อมไปกับความร่วมมือของทางปศุสัตว์จังหวัดอุตรดิตถ์เพื่อจัดทำแนวทางการพัฒนาสายพันธุ์เขียวพาลีให้กลับมามีลักษณะพันธุ์ดั้งเดิมอย่างเช่นในอดีต

นายก อบต. คอรุม เผยว่า ทางสำนักงานได้สร้างต้นแบบศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชื่อ “ศูนย์ถ่ายทอดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อบต. คอรุม” ขึ้นภายในบางส่วนของบริเวณสำนักงานที่ทำการขององค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม มีพื้นที่ทั้งหมด 17 ไร่ เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้ามาศึกษาดูงาน มีการจัดแบ่งไว้เป็นฐานการเรียนรู้ ในแต่ละฐานกำหนดเป็นเกษตรกรรมแต่ละด้าน เช่น การเลี้ยงหมูบ่อแก๊ส โรงสีข้าวชุมชน การเพาะพันธุ์ไก่หลายสายพันธุ์

แต่ที่ดูจะเน้นและให้ความสำคัญมากคือ ไก่เขียวพาลี ทั้งนี้ เป็นไก่ที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์คู่กับจังหวัดอุตรดิตถ์ เพราะเป็นไก่ชนที่นักรบอย่างพระยาพิชัยดาบหักชื่นชอบมาก อีกทั้งตำบลคอรุมในประวัติศาสตร์ถือเป็นสมรภูมิการสู้รบไทยกับพม่า

ทั้งนี้ ชาวบ้านต้องการเลี้ยงไก่ประเภทไหน และต้องการเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์ใดก็นำตัวเมียมาจับผสมกับพ่อพันธุ์ เพื่อใช้ขยายพันธุ์ในระดับครัวเรือน ระดับตำบล ระดับอำเภอ และระดับจังหวัดต่อไป

“โดยมากจะแนะนำให้เลี้ยงไก่เขียวพาลี เพราะถือเป็นไก่คู่จังหวัดที่มีความสำคัญ อีกทั้งยังต้องการเผยแพร่ขยายจำนวนไก่พันธุ์นี้ให้มีจำนวนมาก เพื่อให้กลายเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเช่นเดียวกับไก่พันธุ์อื่น”

ประเภทพันธุ์ไก่ที่ศูนย์เลี้ยงไว้เพื่อผสมพันธุ์หลักๆ ได้แก่ ไก่เขียวพาลี ประดู่หางดำ เหลืองหางขาว นอกจากนั้น เป็นพันธุ์ทั่วไปที่เป็นไก่เนื้อและไก่ไข่

ส่วนงานเกษตรประเภทอื่นภายในบริเวณศูนย์ยังมีแปลงผักปลอดสาร มีการปลูกมะนาว และแปลงปลูกพันธุ์ข้าวไว้ จำนวน 5 ไร่ ตลอดจนยังขุดสระล้อมรอบแล้วเลี้ยงปลาในนาข้าวด้วย

จากเรื่องราวจึงทำให้มีคำถามว่า…

…เป็นไปได้แค่ไหน กับการจะผลักดันให้ชาวบ้านหันมาเลี้ยงไก่เขียวพาลีเพื่อการอนุรักษ์??

คุณวิสุทธิ์ สารพัฒน์ ปศุสัตว์จังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ทางปศุสัตว์จังหวัดมีแผนและแนวคิดไว้แล้ว และกำลังหารือกับทางจังหวัดถึงความเป็นไปได้ในการทำงานตามแผน ทั้งนี้ เพราะในปัจจุบันไก่เขียวพาลีได้ถูกขึ้นทะเบียนไว้กับทางปศุสัตว์แล้ว เพียงแค่มีการต่อยอดแนวทางการเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์จากผู้เลี้ยงรายเดิมที่มีอยู่น้อยให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

อย่างที่ อาจารย์พิชัย มีจำนวนผู้เลี้ยง 50 ราย แต่มีไม่กี่รายที่เลี้ยงแบบจริงจัง อย่างกรณีท่านนายก อบต. คอรุม เป็นอีกผู้หนึ่งที่ใส่ใจและทุ่มเทการเลี้ยงไก่เขียวพาลีอย่างมาก และพร้อมที่ให้การสนับสนุนทุกกิจกรรม อย่างที่มีการจัดประกวดไก่เป็นประจำทุกปี

“อย่างไรก็ตาม ไก่เขียวพาลีเป็นพันธุ์ไก่ที่มีประวัติและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ จึงเป็นความภาคภูมิใจของชาวบ้าน และเห็นว่าควรมีการจัดทำแผนอนุรักษ์ไว้อย่างชัดเจน ถือเป็นพันธุ์ไก่เอกลักษณ์ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ และตั้งใจว่าจะทำให้เป็นเช่นเดียวกับไก่นเรศวรที่พิษณุโลก”

…ขณะเดียวกัน ในส่วนของปศุสัตว์อำเภอพิชัย ที่บัดนี้ได้เริ่มต้นจุดประกายนำร่องการอนุรักษ์ไก่เขียวพาลี

โดยมี คุณสุธี ใจหวัง ปศุสัตว์อำเภอพิชัย เป็นหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อการผลักดันการอนุรักษ์ไก่เขียวพาลีของอำเภอพิชัย กล่าวถึงแนวทางการอนุรักษ์ไก่พันธุ์นี้ว่า ในขั้นตอนแรกอยู่ระหว่างรวบรวมจำนวนผู้ที่เลี้ยงไก่เขียวพาลีทั้งหมดในจังหวัด จากนั้นจึงจัดเป็นชมรมอนุรักษ์ไก่เขียวพาลีขึ้น โดยจะคัดเลือกผู้ที่สนใจในแต่ละตำบล แล้วจะกระจายพันธุ์ไก่ออกไปยังทุกพื้นที่ทั่วจังหวัด

จากนั้นแล้วจะจัดให้มีการอบรมความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ที่ถูกต้อง แนะนำวิธีคัดสายพันธุ์ เพื่อต้องการให้ผู้เลี้ยงแต่ละรายสามารถเพาะพันธุ์ไก่เขียวพาลีได้อย่างถูกต้อง ตามลักษณะประจำพันธุ์อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการเลี้ยงไก่เขียวพาลี จึงได้มีการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดสนามชนที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายแล้ว จำนวน 4 แห่ง เพื่อให้สมาชิกสามารถนำไก่ที่ตนเลี้ยงไปซ้อมหรือแข่งขันกัน

ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่อยากได้คำตอบคือ…จะมั่นใจได้อย่างไรว่าชาวบ้านแต่ละแห่งที่เลี้ยงไก่เขียวพาลีจะมีคุณลักษณะที่ตรงตามพันธุ์เดิมทุกประการ??

คุณสุธี ชี้ว่า ก่อนอื่นมีการตั้งเป็นเกณฑ์ของพันธุ์ดั้งเดิมไว้ก่อนคือ ขนาดน้ำหนักตัวต้องไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม และจะต้องมีลักษณะเด่นประจำพันธุ์ เช่น รูปร่างเพรียวยาว ไหล่ยก กระเบนหางรัด ก้านหางแข็ง ปั้นขาใหญ่กลม ที่เรียกเป็นแบบลำหวาย ใบหน้ากลม ที่หางพัดและหางกระสวยสีดำสนิท ฯลฯ เป็นต้น

แล้วจะนำมาผสมกับแม่พันธุ์ที่มีลักษณะตรงกัน แล้วต้องแยกสถานที่เลี้ยงไว้เฉพาะเพื่อไม่ให้ปะปนกับไก่พันธุ์อื่น ให้ชาวบ้านจัดการเพาะและผสมพันธุ์เอง โดยทางปศุสัตว์ทำหน้าที่เพียงให้คำแนะนำ ส่งเสริมให้ความรู้ อำนวยความสะดวก

คุณสุธี บอกว่า สมัยก่อนที่จะเข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงไก่เขียวพาลีนั้น ชาวบ้านได้เลี้ยงกันไว้ทั่วไป แต่มักนำไปผสมกับไก่อื่น โดยเฉพาะชาวบ้านที่เน้นเรื่องกีฬาไก่ชนมักจะนำไก่เขียวพาลีไปผสมกับไก่ที่มีคุณสมบัติที่แข็งแกร่ง อดทน และตีเก่ง อย่าง ไก่พม่า ไก่ป่าก๋อย จึงทำให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้น และจะเหลือพันธุ์แท้อยู่ไม่มาก

ดังนั้น จากนี้ไปจึงต้องนำพันธุ์ดั้งเดิมที่ยังคงมีเหลือมาชี้แจงให้กับชาวบ้านได้ทราบว่าต้องช่วยกันอนุรักษ์ไก่พันธุ์นี้ได้แล้วเพราะเป็นไก่ประจำถิ่น แล้วในอดีตยังเป็นไก่โปรดของพระยาพิชัยดาบหักด้วย

“แนวคิดที่จะอนุรักษ์นี้ ทางปศุสัตว์ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยงานที่จุดประกายขึ้นมาเท่านั้น แล้วต้องการให้หน่วยงานท้องถิ่นร่วมมือกับชาวบ้านทำงานในครั้งนี้ด้วยกัน และที่ผ่านมามีหน่วยงานที่ให้ความร่วมมืออย่างดี โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม ซึ่งออกมาแสดงจุดยืนในการช่วยอนุรักษ์และฟื้นฟูไก่สายพันธุ์เขียวพาลีอย่างชัดเจน”

คิดว่าจะสมประสงค์มาก/น้อยเท่าไร??…มีคำตอบจากปศุสัตว์อำเภอพิชัย ว่า

“ขณะนี้ทุกอย่างเดินไปตามแผน แล้วมีการจัดให้ไก่เขียวพาลีเป็นสายพันธุ์ไก่ที่ติดอันดับหนึ่งในไก่พันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของประเทศ ดังนั้น จึงพยายามหากิจกรรมหลายชนิดให้ชาวบ้านนำไก่มาร่วมกิจกรรม อย่างที่จัดเป็นประจำทุกปีคือ การจัดประกวดไก่เขียวพาลีขึ้น เพราะต้องการให้ผู้เลี้ยงไก่พันธุ์นี้ที่มีความตั้งใจจริงเกิดความตื่นตัวและไม่หมดกำลังใจที่จะพยายามคัดสายพันธุ์แท้ของไก่เขียวพาลีให้มีลักษณะประจำพันธุ์ทุกอย่างเหมือนอย่างในอดีต”

“แล้วถ้าทุกคนต่างมีความทุ่มเทให้ความสนใจและให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น คิดว่าอีกไม่นานไก่สายพันธุ์เขียวพาลีจะต้องเป็นไก่ที่คนทั้งประเทศต้องรู้จักกันดีอีกสายพันธุ์หนึ่ง” คุณสุธี กล่าวทิ้งท้าย

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดพันธุ์ไก่เขียวพาลีได้ที่ คุณผจญ พูลด้วง นายก อบต. คอรุม โทร. (085) 730-2325 หรือ คุณสุธี ใจหวัง ปศุสัตว์อำเภอพิชัย โทร. (081) 475-2436

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ ปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ประสานงานในครั้งนี้

“เขียวพาลี” ไก่ตัวโปรด ของพระยาพิชัยดาบหัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“เขียวพาลี” ไก่ตัวโปรด ของพระยาพิชัยดาบหัก

“เขียวพาลี” ไก่ตัวโปรด ของพระยาพิชัยดาบหัก

พระยาตาก (สิน) ลุกขึ้นหัวเราะพอใจ พลางกล่าวว่า “เจ้าของไก่รึก็มีฝีมือหมัดมวยและเชิงดาบ เก่งกาจดั่งเทวดา ซ้ำยังมีไก่ที่ฝีแข้งเป็นเลิศ ดั่งไก่เทวดาน่าพิศวงนึกเชียว”

เป็นประโยคหนึ่งที่พระยาตาก (สิน) กล่าวขึ้นระหว่างการแข่งขันตีไก่ ระหว่างหลวงพิชัยอาสา ที่นำไก่ชื่อ “เขียวพาลี” มาตีชนกับไก่ของหลวงเมืองตาก ที่ใช้ไก่ชื่อ “โทนเฒ่า” กระทั่งเสร็จสิ้นการตี ปรากฏว่าเขียวพาลีได้รับชัยชนะ

ลักษณะประจำตัวที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของไก่เขียวพาลีคือ สร้อยคอ สร้อยหลัง และสร้อยปีก มีสีเขียวอมดำเป็นมัน แล้วเมื่อกระทบกับแสงแดดจะสะท้อนแสงเลื่อมเขียวเหมือนปีกแมลงภู่หรือแมลงทับ สีของปาก แข้ง เล็บและเดือย มีสีเขียวอมดำ สอดรับกับสีของตาที่ต้องเขียวอมดำเช่นกัน

ไก่เขียวพาลี หรือไก่เขียวหางดำ มีถิ่นกำเนิดทางภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือของไทย ไก่เขียวมีชื่อเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น ในภาคเหนือ จังหวัดอุตรดิตถ์ เรียก “เขียวพาลี” ส่วนภาคกลาง เรียก “เขียวพระยาพิชัยดาบหัก” และภาคใต้ เรียก “เขียวมรกต” และยังมีชื่ออื่นๆ อีก เช่น เขียวไข่กา เขียวพระอินทร์ เขียวนิลสาลิกา ไก่พันธุ์เขียวหางดำ ปัจจุบันค่อนข้างหายาก กำลังอนุรักษ์และพัฒนากันต่อไป

ชื่อท้องถิ่น : ไก่พระยาพิชัยดาบหัก ไก่เขียวพาลี

ชื่อสามัญ : ไก่เขียวพาลี (Kai Keawparee)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gallus gallus

ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนของปศุสัตว์อุตรดิตถ์ เป็นพันธุ์สัตว์พื้นเมืองประจำถิ่น น้ำหนักตัวเพศผู้ ประมาณ 3 กิโลกรัม ขึ้นไป น้ำหนักเพศเมีย ประมาณ 2 กิโลกรัม ขึ้นไป

การใช้ประโยชน์เพื่อการบริโภคทั้งบริโภคเนื้อและไข่ สามารถเพิ่มรายได้ของครอบครัว เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกร และเพื่อความบันเทิง

ไก่เขียวพาลีของพระยาพิชัยดาบหัก ถือว่าเป็นพันธุ์ไก่พื้นเมืองดั้งเดิม มีคุณลักษณะรูปร่างเฉพาะที่สวยงาม ฉะนั้น ชาวอำเภอพิชัย หรือชาวอุตรดิตถ์ ควรนำมาเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์ อีกทั้งเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณของพระยาพิชัยดาบหัก ที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับคนอุตรดิตถ์

ฉะนั้น ไก่เขียวพาลีของพระยาพิชัยดาบหัก จึงนับเป็นไก่เอกลักษณ์ประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ที่ชาวอุตรดิตถ์ทุกคนควรเกิดความภาคภูมิใจ แล้วช่วยกันรักษาอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบไปเพื่อชาวอุตรดิตถ์ทุกรุ่น และเพื่อประเทศชาติตลอดไป