เวชสำอางจากข้าวไทย หนึ่งช่องทางเพิ่มมูลค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05083010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เวชสำอางจากข้าวไทย หนึ่งช่องทางเพิ่มมูลค่า

ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทย ในขณะนี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท โดยเป็นตลาดภายในประเทศประมาณ 120,000 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศอีกประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยอยู่ในอันดับ 16 ของโลก และที่ 3 ของเอเชีย ต่อจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

“สำหรับตลาดนั้นมีการขยายตัวอยู่ที่ ประมาณปีละ 10 เปอร์เซ็นต์” นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน) หรือ สวก. เปิดเผยในระหว่างการประชุม “คลัสเตอร์เวชสำอาง : เพิ่มมูลค่าเกษตรไทย เสริมเศรษฐกิจไทยสู่สากล” ซึ่ง สวก. จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ความน่าสนใจภายในงานนี้คือ การสนับสนุนของ สวก. แก่ผู้ประกอบการทางด้านเวชสำอาง โดยการใช้วัตถุดิบที่มาจากภาคเกษตร ทั้งข้าวพื้นเมือง และสมุนไพรต่างๆ จนได้ผลงานการวิจัยที่น่าสนใจและสามารถต่อยอดเชิงธุรกิจได้ อาทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพและเวชสำอาง เพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีสี โดยการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ การเพิ่มมูลค่าข้าวไทยด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย : การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพโพรไบโอติก และเวชสำอางจากผลิตผลพลอยได้จากกระบวนการหมักข้าวฮางงอกและข้าวก่ำ พันธุ์ KKU URL0381 การพัฒนาผลิตภัณฑ์พอกหน้าชนิดผงและฟิล์มที่มีส่วนผสมจากสารสกัดสมุนไพร การพัฒนาครีมเคอร์คิวมินอยด์ไขมันแข็งขนาดนาโนในระดับโรงงานต้นแบบ เป็นต้น

เวชสำอาง จึงกล่าวได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ และสามารถรองรับผลผลิตทางการเกษตรที่มีอยู่ในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี และจะเป็นอีกหนึ่งทางออกของการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรของประเทศไทย

ทั้งนี้ด้านของการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ผ่านงานวิจัยของนักวิชาการไทยนั้น ทาง สวก. ดำเนินการสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยในงานนี้ได้มีการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่องการพัฒนาและต่อยอดงานวิจัยด้านเวชสำอางที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ และการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ระหว่างสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กับสถาบันวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาและต่อยอดงานวิจัยด้านเวชสำอางที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในเชิงพาณิชย์ต่อไป

นายปรีดา ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีนักวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจาก สวก. ได้นำผลผลิตทางการเกษตรมาต่อยอดและแปรรูปผลิตภัณฑ์เวชสำอางหลายอย่าง และที่สำคัญได้ศึกษาวิจัยข้าวพื้นเมือง อย่างเช่น ข้าวสังข์หยด ข้าวเหนียวดำ ข้าวมันปู มาศึกษาและพบว่าข้าวมีสีแต่ละชนิด มีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามีนที่มีความจำเป็นต่อผิว ซึ่งสามารถนำมาสกัดทำเป็นเวชสำอางได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างของการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับข้าวสีพื้นเมือง เช่น ผลงานของ ดร. นิสากร แช่วัน แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ภายใต้หัวข้อ การศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากข้าวสีและการพัฒนาตำรับเครื่องสำอางชะลอความชราที่มีสารสกัดจากข้าว

จากผลงานวิจัยดังกล่าว ในขณะนี้สามารถนำสารสกัดจากข้าวมันปูมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางลดเลือนริ้วรอยได้ถึง 3 ตำรับ ได้แก่ Perfect Renew Essence, Perfect Renew Day Cream และ Perfect Renew Night Cream

ผลงานวิจัยนี้ได้ศึกษาจากสารสกัดของข้าวสี 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวเจ้าหอมนิล ข้าวเหนียวดำ ข้าวมันปู และข้าวสังข์หยด โดยพบว่า สารสกัดจากข้าวมันปูเป็นสารออกฤทธิ์ที่มีลักษณะเนื้อสวยงาม เมื่อทำการศึกษาความคงตัวของครีมชะลอความชราที่สภาวะต่างๆ เป็นระยะเวลา 16 สัปดาห์ พบว่า ค่าความหนืดและค่าความเป็นกรด-ด่าง มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในทุกสภาวะ และมีการเปลี่ยนแปลงของสี โดยมีสีเหลืองและแดงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และจากการวิเคราะห์ความคงสภาพทางเคมีพบว่า ผลิตภัณฑ์มีอายุการเก็บรักษาประมาณ 2 ปี เมื่อเก็บที่สภาวะเย็น และ 1.5 ปี เมื่อเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง

นอกจากนี้ ยังมีความปลอดภัยเป็นไปตามข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข และมีประสิทธิภาพในการทำให้ผิวเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอและกระจ่างใสชุ่มชื้นขึ้น และดูตึงกระชับไม่หย่อนคล้อยและริ้วรอยดูลดเลือนลง

นอกจากนี้ ข้าวไทยยังมีประสิทธิภาพสูงในการพัฒนาเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วง โดยเป็นผลงานของ ดร. ณัตฐาวุฒิ ฐิติปราโมทย์ แห่งมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยอยู่ภายใต้งานวิจัยเรื่องการประยุกต์ใช้สารออกฤทธิ์จากข้าวสีในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ป้องกันผมร่วงที่มีสารสกัดข้าวสังข์หยด

ผลงานของ ดร. ณัตฐาวุฒิ เป็นการนำสารกลุ่มโปรแอนโทไซยานิดินจากข้าวสังข์หยด มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์กระตุ้นการเจริญของเส้นผมในรูปแบบของแชมพูสระผม ครีมนวดผม และแฮร์โทนิค จนประสบความสำเร็จ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจและสามารถนำไปต่อยอดเชิงการค้าได้เป็นอย่างดี

จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนเดียวของผลงานวิจัยอีกมากมายที่ผู้สนใจสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ โดยสามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) เลขที่ 2003/61 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โทร. (02) 579-7435

มทร. ศรีวิชัย แปรรูปผลตาลโตนดสุก เป็นแป้งแบบผง สู่ผลิตภัณฑ์ขนมไทย รสชาติดีเยี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

เก็บมาเล่า

วศินี จิตภูษา/รายงาน

มทร. ศรีวิชัย แปรรูปผลตาลโตนดสุก เป็นแป้งแบบผง สู่ผลิตภัณฑ์ขนมไทย รสชาติดีเยี่ยม

ผ.ศ.ชไมพร เพ็งมาก อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ นำส่วนลูกตาลสุกซึ่งไม่ค่อยมีใครนำมาใช้ประโยชน์ ส่วนใหญ่จะปล่อยให้สุกคาต้นและหล่นเน่าเสียไป จึงทำการวิจัยนำลูกตาลสุกมาแปรรูปเป็นแป้งตาลโตนดแบบผง โดการนำมายีเอาเนื้อออกเพื่อใช้ทำขนมตาล ซึ่งสามารถทำได้บางฤดูกาลเท่านั้น อีกทั้งการเตรียมเนื้อลูกตาลสุกก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ต้องใช้เวลามาก มีขั้นตอนที่ยุ่งยากและไม่สามารถเก็บเนื้อลูกตาลสุกไว้ได้นาน การนำเนื้อลูกตาลสุกมาทำให้แห้งเป็นผงจึงเป็นการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี และเนื้อตาลสุกมีเบต้าแคโรทีนเกือบเท่ากับแครอท เรียกได้ว่ามีคุณค่าทางสารอาหารมากมาย

สำหรับวิธีทำแป้งตาลโตนด นำลูกตาลสุกมาล้างให้สะอาด ลอกเปลือกดำออกให้ เอาดีตาลออกเพื่อไม่ให้เนื้อตาลมีรสขม (ดีตาลมีลักษณะแข็งอยู่ระหว่างเม็ดลูกตาล) ยีลูกตาลกับน้ำทีละน้อย กรองด้วยตะแกรงตาถี่เพื่อกรองเอาเส้นใยออก เทใส่ผ้าดิบใช้เชือกผูกให้แน่น แขวนหรือหาของหนักทับไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นเกลี่ยเนื้อตาลในถาด นำเข้าตู้อบลมร้อน โดยใช้อุณหภูมิในการอบแห้ง 65 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 ชั่วโมง บด แล้วผ่านตะแกรงร่อนขนาด บรรจุในถุงลามิเนตชนิด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำไปทดแทนส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ขนมไทย เพราะจะทำให้ผสมกับส่วนผสมอื่นได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตามการอบแห้งเนื้อตาลสุก จะเกิดการเปลี่ยนสีเมื่อเก็บไว้นาน โดยจะมีค่าความเข้มของสีลดลง ดังนั้นเพื่อป้องกันการเปลี่ยนสี เราสามารถให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส ตุ๋นเนื้อตาลสุกด้วยเวลาอย่างน้อย 5 นาที ก็สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เปอร์ออกซิเดสในเนื้อลูกตาลสุกได้ทั้งหมด

การให้ความร้อนกับเนื้อลูกตาลสุกก่อนทำแห้งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำให้สีของเนื้อลูกตาลสุกเกิดการเปลี่ยนแปลง การใช้เวลาในการให้ความร้อนเพิ่มขึ้นจะทำให้ปริมาณน้ำในวัตถุดิบลดลง เป็นผลให้ปริมาณของแข็งเพิ่มขึ้นจึงทำให้ค่าสีเพิ่มขึ้น แต่เวลาในการให้ความร้อนที่เพิ่มขึ้นไม่มีผลต่อปริมาณเบต้าแคโรทีนที่เหลืออยู่

การเก็บแป้งตาลในสภาวะสุญญากาศสามารถรักษาสีและปริมาณเบต้าแคโรทีนได้ดีกว่าการบรรจุในบรรยากาศปกติ เพราะแป้งตาลที่เก็บในบรรยากาศปกติจะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นของเบต้าแคโรทีน ทำให้สีของแป้งตาลจางลง (โดยปกติสามารถเก็บได้นานมากกว่า 4 สัปดาห์)

จะเห็นได้ว่า ตาลโตนดที่มีมากในภาคใต้ โดยเฉพาะลูกตาลสุกที่ส่วนใหญ่หลายๆคนอาจมองข้ามไป สามารถนำมาใช้ประโยชน์อะไรได้มากมาย และยังนำมาแปรรูปเป็นแป้งตาลโตนดแบบผง นำไปเป็นส่วนผสมของขนมไทยได้หลากหลายชนิด เช่น ขนมชั้น ขนมถ้วย ขนมปุ้ยฝ้าย ฯลฯ รับประกันรสชาติดีเยี่ยม หอมหวาน ปลอดภัย เพราะเป็นแป้งที่สกัดมาจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ผ.ศ.ชไมพร เพ็งมาก อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ทุ่งใหญ่ โทรศัพท์ 08-7204-4941

เกษตรกรเลี้ยงผึ้ง…มีเฮ ปัญหาไรผึ้ง แก้ได้ ด้วยเซรามิกรูพรุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

คิดเป็นเทคโนฯ

อรุณี เอี่ยมสิริโชค

เกษตรกรเลี้ยงผึ้ง…มีเฮ ปัญหาไรผึ้ง แก้ได้ ด้วยเซรามิกรูพรุน

“อิทธิพลของธรรมชาติอย่างภัยแล้ง และรูปแบบการเกษตรที่เปลี่ยนไปจากการใช้สารเคมีในการเกษตรมากขึ้น ส่งผลให้อาหารของผึ้งถดถอยลง ภูมิต้านทานของผึ้งตกลง อีกทั้งผึ้งไวต่อการเป็นโรคต่างๆ ซึ่งเป็นปัญหาของคนเลี้ยงผึ้งทั่วโลก ต่างประเทศผึ้งเขาหายเป็นล้านๆ รัง”

คุณประมุข แทนวารีรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งประเทศไทย และเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เล่าถึงสภาพปัญหาหลักที่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งของไทยกำลังเผชิญอยู่

พร้อมระบุว่า จากตัวเลข ปี 2552-2553 พื้นที่เกษตรปลูกลำไยภาคเหนือลดลง แปลงลำไยกลายเป็นหมู่บ้าน กลายเป็นนิคมอุตสาหกรรม ปีหลังๆ มีคนปลูกลำไยนอกฤดูกาลเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้ราคาที่ดีกว่า ทำให้มีปัญหาศัตรูพืช เพราะใช้ยาฆ่าแมลงจำนวนมาก ขณะที่ผึ้งเป็นสัตว์ที่ไวต่อสารเคมีมาก เมื่อผึ้งโดนสารเคมีจะตายทันที ฉะนั้น อย่าไปห่วงว่าผึ้งจะเก็บน้ำหวานที่มียาฆ่าแมลงปนอยู่ในน้ำผึ้ง เนื่องจากผึ้งตายก่อนที่จะเก็บ เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งเลย

กำจัดไรผึ้ง ศัตรูตัวสำคัญ

คุณประมุข อธิบายว่า องค์ประกอบหลักในการเลี้ยงผึ้งต้องพึ่งพาอาหารจากแหล่งธรรมชาติ ผึ้ง 1 รัง ต้องบินไปหาแหล่งอาหารในรัศมีกว่าหมื่นไร่ ปัญหาของผู้เลี้ยงผึ้งโดยตรงจึงอยู่ที่ภาวะการผลิต ไม่ใช่ภาวะตลาดหรือราคาเหมือนกับผลผลิตทางการเกษตรตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวที่มีปัญหาผลิตมากราคาตก ยางพาราผลิตมากล้นตลาด ราคาตก แต่น้ำผึ้งไทยไม่เคยมีปัญหาราคาตก เว้นแต่ช่วงแรกๆ ที่มีการนำผึ้งพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน แล้วเกิดปัญหาช่องทางการจัดจำหน่าย หลังจากนั้น ราคาน้ำผึ้งก็ขึ้นมาโดยตลอด

เมื่อผลผลิตน้ำผึ้งมีแนวโน้มลดลง เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งจึงจำเป็นต้องหาเครื่องมือเพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้ได้ราคาที่สูงขึ้น เครื่องมือที่ว่านี้คือการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย ซึ่งในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การยกระดับการจัดการมาตรฐานฟาร์มผึ้ง และผลิตภัณฑ์ผึ้งสู่ระดับสากล” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อเร็วๆ นี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งกว่า 200 คน จากทั่วประเทศ

โดยในงานนี้ได้มีการแจกเซรามิกรูพรุนสำหรับกำจัดไรผึ้ง ศัตรูตัวสำคัญที่ทำให้ผึ้งตัวอ่อนตาย โดยที่ผ่านมาเกษตรกรเลือกใช้สารปฏิชีวนะกำจัดไรผึ้ง ทำให้เกิดปัญหาสารตกค้างในน้ำผึ้ง

“หลังประชุมเสร็จ เกษตรกรบางคนนำไปทดลองใช้เลย บางคนรออยู่ เพราะสภาพแต่ละพื้นที่ บางที่มี บางที่ไม่มีไร บางคนอยู่ระหว่างสังเกต แต่โดยภาพรวมให้ผลตอบสนองที่ดี นอกจากกำจัดไรยังกำจัดเชื้อรา ซึ่งเป็นต้นเหตุของหนอนเน่า ผลคือ กำจัดโรคอื่นๆ ครอบคลุมหลายๆ โรคได้มากขึ้น” นายกสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งประเทศไทย กล่าว

เซรามิกรูพรุน เป็นผลงานวิจัยของคณะวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ซึ่ง วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย มีลักษณะสีขาวทรงกลม ชิ้นเล็กๆ อยู่ตรงกลางภาชนะเซรามิก ซึ่งใช้หยดน้ำมันตะไคร้ เซรามิกรูพรุนนี้จะช่วยควบคุมการปล่อยสารสกัดจากธรรมชาติได้นาน 7-14 วัน ต่อการเติมน้ำมันตะไคร้ 1 ครั้ง รังผึ้ง 1 รัง ใช้เซรามิกรูพรุน จำนวน 1-4 ชิ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของประชากรผึ้ง โดยมีประสิทธิภาพกำจัดไรผึ้งถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับรังผึ้งชุดควบคุม ขณะที่ต้นทุนการผลิตเซรามิกรูพรุน ตกชิ้นละไม่เกิน 10 บาท และสามารถทำความสะอาดกำจัดน้ำมันและความชื้นที่ค้างอยู่เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้

ดร. สุขุม อิสเสงี่ยม หนึ่งในทีมวิจัย จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง วช. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย ให้ข้อมูลว่า สารสกัดตะไคร้ผึ้งชอบ อยู่ได้ ไม่มีการย้ายรังหนี มีความเป็นมิตรต่อกัน ช่วงแรกที่ใส่น้ำมันตะไคร้เข้าไป จะมีกลิ่นฉุนมาก สามารถป้องกันศัตรูกลุ่มพวกต่อได้ในช่วงแรก กลิ่นแรง ต่อจะงง ที่ผ่านมาทดลองในงานวิจัยมาแล้ว 1 ปี ผลวิจัยประสิทธิภาพกำจัดไรได้ทั้งลัง เทียบเคียงได้กับสารเคมี ก่อนหน้านี้ใช้สารเคมี ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ ตัวไรเกิดกับผึ้งทุกพันธุ์ และระบาดมากในยุโรป

วอนอย่านำเข้า

น้ำผึ้ง ต่างประเทศ

ดร. สุขุม คำนวณตัวเลขให้เห็นอีกว่า เมื่อผึ้งมีสุขภาพแข็งแรง มูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่เกษตรกรสามารถจะเก็บได้จากผึ้ง คือ น้ำผึ้ง ในราคากิโลกรัม (ก.ก.) ละ 170-200 บาท นมผึ้ง 100 กรัม กรัมละ 1,000 บาท พรอพอลิส กิโลกรัมละ 20,000 บาท เรื่องที่คณะวิจัยสนใจมากและจะสนับสนุนเกษตรกรต่อไปคือ การเก็บพิษผึ้ง ซึ่งปัจจุบันเกาหลีนำมาผลิตเป็นครีมหน้าเด้ง โดยมีมูลค่ากิโลกรัมละ 500,000 บาท ขณะนี้มี 2 บริษัทใหญ่ๆ ในภาคเหนือให้ความสนใจ

“โดยหลักการถ้าเรามีผึ้งที่แข็งแรงจะมีผลิตภัณฑ์ที่ดี และสารปนเปื้อนตกค้างน้อย เราอยากจะสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงผึ้งโดยได้มาตรฐานที่ดี ขณะเดียวกันอยากให้ผู้ประกอบการไทยมองเห็นคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ผึ้งว่า ผึ้งในบ้านเรามีของดีทั้งนั้น อย่าไปนำเข้ามาทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกัน ดังนั้น ขอให้ใช้วัตถุดิบจากของเรา” รศ.ดร. ภานุวรรณ จันทวรรณกูร หัวหน้าโครงการวิจัยดังกล่าว ผู้ทุ่มเทให้กับงานวิจัยผึ้งร่วมกับคณะมานานกว่าสิบปี พูดถึงความคาดหวังต่อผลงานวิจัยครั้งนี้

การวิจัยเกี่ยวกับผึ้งในทุกมิติ ยังทำให้ รศ.ดร. ภานุวรรณ และคณะ พบว่า น้ำผึ้งจากดอกลำไยดีที่สุดในบรรดาน้ำผึ้งต่างๆ ที่ไทยมีอยู่ ถ้าเทียบคุณสมบัติทางการแพทย์พบว่า น้ำผึ้งดอกลำไยมีสารต้านอนุมูลอิสระ เพียงแต่ต้องรักษาคุณภาพ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้ารักษาคุณภาพ ไทยจะมีชื่อเสียง มีคนมาซื้อน้ำผึ้ง แต่ปัจจุบันน้ำผึ้งไทยถูกแอฟริกาแย่งชิงตลาดไปแล้ว เนื่องจากมีคุณสมบัติเป็นออร์แกนิก ฮันนี่

การพัฒนาคุณภาพของน้ำผึ้ง จึงเป็นสิ่งที่นายกสมาคมผู้เลี้ยงผึ้งประเทศไทยให้คำยืนยันว่า ใน ปี 2560 คนไทยจะได้บริโภคน้ำผึ้งแท้ 100% ไม่มีปลอมปนน้ำตาล ด้วยการขอความร่วมมือจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ในการใช้เครื่องตรวจ ไอโซโทป (Isotope) ปัจจุบัน ใช้ในงานศึกษาวิจัย โดยจะขอให้เปิดบริการเชิงพาณิชย์ ซึ่งต่างประเทศใช้วิธีนี้มาแล้วกว่า 20 ปี ตามมาตรฐาน Codex อันเป็นมาตรฐานขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization – WTO)

“วิธีการตรวจทุกวันนี้ ทุกอย่างที่พูดกันใช้ไม่ได้เลย เราเคยทดลองหมดแล้ว น้ำผึ้ง เป็นเรื่องที่อาศัยความไว้วางใจอย่างเดียวไม่ได้ เพราะว่าพูดกันไม่เติม เราพบว่าหลายรายเติม เพราะฉะนั้นต้องตรวจ จะไว้ใจผมก็ไม่ได้ ต้องมีผลตรวจการันตี เราจะจัดทำน้ำผึ้งของสมาคม โดยมีกระบวนการอย่างเข้มงวด ถ้าเจรจากับสถาบันนิวเคลียร์ฯ ได้ค่าตรวจหลักพัน ทุกถังเราจะตรวจ และตรวจให้ได้ตามเกณฑ์ของ อย. เป็นน้ำผึ้งพรีเมี่ยม พิถีพิถันในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะเรื่องการใช้สารเคมี” คุณประมุข กล่าว

เล็งจัดเกรดประเภทน้ำผึ้ง

การจัดระดับเรตติ้งของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง ยังเป็นอีกหนึ่งหนทางที่สมาคมอาจจำเป็นต้องนำมาใช้ในอนาคตกับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง โดยการจัดกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ใช้สารเคมี หรือกลุ่มใช้สารอินทรีย์จัดการกับโรคผึ้ง เช่น น้ำมันตะไคร้ กระเทียม ให้อยู่ในกลุ่ม เกรดเอ แต่ถ้าใช้สารเคมีซึ่งเป็นสารเคมีที่อยู่ในประเภทอนุญาต ให้อยู่ในกลุ่ม เกรดบี ที่เหลือไม่มีการจัดเกรด หากใช้นอกเหนือจากที่จัดกลุ่มไว้ เพราะน้ำผึ้งเป็นอาหาร จึงควรได้รับการดูแลอย่างที่เป็นอาหาร ไม่ใช่สินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ

นอกจากผลงานวิจัยเซรามิกรูพรุนแล้ว คณะวิจัยยังนำเสนอผลงานวิจัย “การโคลนและการแสดงออกของยีนชีวสังเคราะห์โปรตีนไหมจากผึ้งหลวงในเชื้อแบคทีเรีย” เนื่องจากไหมเป็นพอลิเมอร์ประเภทโปรตีนที่สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรมได้ ซึ่งมีการวิจัยในแมลงหลายชนิด แต่ยังไม่มีการศึกษาไหมในผึ้งไทย โดยเฉพาะผึ้งหลวงที่มีความแข็งแรงมากกว่าผึ้งชนิดอื่น รวมทั้งการเลี้ยงผึ้งจะมีการเปลี่ยนคอนผึ้งทุกปี คอนผึ้งเก่าจะถูกทิ้งโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ นอกจากจะนำไขผึ้งมาสร้างรังผึ้งใหม่ คณะนักวิจัย จาก มช. จึงได้ศึกษาครีมไหมผึ้งและสารสกัดจากรังผึ้ง พบว่า สารสกัดดังกล่าวออกฤทธิ์ทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้ และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี

องค์ความรู้จากงานวิจัยอีกชิ้นที่สำคัญคือ ผลิตภัณฑ์พรอพอลิสแกรนูลบรรจุในแคปซูล พรอพอลิส (propolis) เป็นสารเหนียวๆ หรือยางเหนียวๆ ซึ่งผึ้งเก็บมาจากพืช อาจจะเป็นสารหลั่งจากพืช หรือตามรอยแยกจากเปลือกของต้นไม้ โดยผึ้งจะนำมาใช้ปิดรอยโหว่ของรังเลี้ยง และห่อหุ้มศัตรูที่ถูกผึ้งฆ่าตายในรังผึ้ง งานวิจัยพบว่า สารสกัดพรอพอลิสจาก จังหวัดน่าน มีค่าความเป็นพิษในการทำลายเซลล์สูงที่สุด โดยมีผลยับยั้งเซลล์มะเร็งปอดและเซลล์มะเร็งปากมดลูกได้ดี

งานวิจัยยังพบด้วยว่า สารสกัดพรอพอลิสสามารถต้านการอักเสบได้ โดยลดการหลั่งไนตริกออกไซด์จากเซลล์แมคโครฟาจ ส่วนนมผึ้งสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสก่อโรคเริมได้ คณะวิจัยจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอางครีมนมผึ้งสำหรับยับยั้งเชื้อไวรัสก่อโรคเริมบริเวณผิวหนัง

นับเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ วช. ให้ทุน มช. ทำวิจัยเรื่องผึ้งอย่างครบวงจร โดย คุณอุไร เชื้อเย็น หัวหน้าฝ่ายบริหารแผนงานและโครงการพิเศษและเร่งด่วน กองบริหารแผนและงบประมาณการวิจัย วช. แจกแจงว่า ในปี 2559 คณะวิจัยจะขยายผลต่อในการทำวิจัยเกี่ยวกับพิษผึ้ง ขณะเดียวกันก็ต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมมารับช่วงต่อในการผลักดันผลงานวิจัยเป็นผลิตภัณฑ์สู่ตลาด ซึ่งถือเป็นรอยต่อที่ยังไม่สามารถเชื่อมกับภาคอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมเองต้องการความมั่นใจว่าผลิตแล้วต้องขายได้

สำหรับ เซรามิกรูพรุน ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ง่ายสุด และทำได้แน่นอน ส่วนสารสกัดพรอพอลิสที่มีผลยับยั้งเซลล์มะเร็ง ยังไม่ขอระบุว่ากินแล้วสามารถฆ่าเชื้อมะเร็งได้จริง เนื่องจากยังไม่มีการทดลองวิจัยในคน แต่สามารถพูดได้ว่าเป็นยาฆ่าเชื้อในปากสำหรับคนเป็นแผลในปาก โดยในต่างประเทศผลิตเป็นสเปรย์พ่นปาก หลังจากนี้ จะขอขึ้นทะเบียนกับ อย. รวมทั้งงานวิจัยทุกชิ้นได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว

นับจากนี้คงได้เห็นเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในบ้านเรามีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะหน่วยงานภาครัฐและนักวิชาการต่างมาช่วยกันแก้ปัญหาสารพัดที่เจอะเจอ ซึ่งต่อไปคงจะทำให้พวกเขาสามารถเลี้ยงผึ้งได้อย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

เที่ยวน่าน กับ “ศูนย์ความรู้กินได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 614

ท่องเที่ยวเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

เที่ยวน่าน กับ “ศูนย์ความรู้กินได้”

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. (OKMD) สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ประกาศความร่วมมือต่อยอดความรู้ท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าให้การทำมาหากินให้ชาวจังหวัดน่าน โดยเปิด “ศูนย์ความรู้กินได้ จังหวัดน่าน” ณ วิทยาลัยชุมชนน่าน (วชช. น่าน) พัฒนาสมรรถนะบุคลากร ของ วชช. น่าน ให้เป็นนักจัดการความรู้ตามแนวทางศูนย์ความรู้กินได้ เพื่อทำงานเชิงรุกกับเครือข่ายชุมชนท้องถิ่น ในการวิเคราะห์องค์ความรู้เรื่องการทำมาหากินที่เหมาะสมกับชุมชนท้องถิ่น และต่อยอดสู่เส้นทางท่องเที่ยว ให้ได้รับประโยชน์ทั้งด้านรายได้และยังคงอัตลักษณ์ความเป็นน่านไปพร้อมๆ กัน

ศูนย์ความรู้กินได้ ณ วิทยาลัยชุมชนน่าน (วชช. น่าน) แม้จะก่อตั้งขึ้นได้เพียงไม่นาน แต่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ในการทำมาหากินของชาวน่านอย่างเห็นได้ชัด โดยนักจัดการความรู้ได้ทำหน้าที่รวบรวมองค์ความรู้และต่อยอดความรู้ท้องถิ่น เกิดแหล่งการเรียนรู้ “ต้นแบบ” โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนจากภาคเกษตรกรรม ด้วยการเพิ่มมูลค่าให้กับองค์ความรู้ท้องถิ่นหลายรูปแบบ จนเกิดเป็นกรณีศึกษาที่มีประสิทธิภาพ ในชื่อ “ชุดกล่องความรู้กินได้”

ภายในกล่องความรู้กินได้ เต็มไปด้วย “ภูมิรู้จากกูรูด้านต่างๆ” ที่ร่วมสืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ทุกมุมมองจนออกมาเป็น “คัมภีร์อาชีพทำเงินอย่างยั่งยืน” ที่ผู้ประกอบการจังหวัดน่านและพื้นที่ภาคเหนือใกล้เคียงสามารถนำไปอ้างอิงและประยุกต์ใช้สร้างอาชีพ หาเลี้ยงครอบครัวได้ทันที

“ซะป๊ะ สมุนไพรพื้นถิ่น ทำเงิน”

พื้นที่ตำบลน้ำเกี๋ยน ปลูกต้นเมี่ยงกันอย่างแพร่หลาย ชาวบ้านนิยมเก็บใบเมี่ยงไปดองตามภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่ทำสืบต่อกันมานานนับร้อยปี ใบเมี่ยงดองจะถูกอัดเป็นก้อนและขายในราคาถูกเพียงไม่กี่บาท ลูกค้าหลักคือ ผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่นที่นิยมบริโภคใบเมี่ยงเป็นยาสมุนไพรเพื่อสร้างความกระปรี้กระเปร่าในการทำงานสวนงานไร่นา แต่ยอดขายใบเมี่ยงนับว่าจะถดถอยลงทุกปี เพราะเป็นสินค้าเก่าล้าสมัยไม่สามารถตอบโจทย์ตลาด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักใบเมี่ยง

คุณบุญตุ้ม ปานทอง ตัวแทนกลุ่มผู้ผลิตชาใบเมี่ยง ตำบลน้ำเกี๋ยน จึงร่วมมือกับศูนย์ความรู้กินได้ จังหวัดน่าน พัฒนากล่องความรู้กินได้ ชื่อ “ซะป๊ะ สมุนไพรพื้นถิ่น ทำเงิน” โดยสร้างมูลค่าเพิ่ม “ใบเมี่ยง” ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ชาหลากหลายรสชาติ พร้อมตั้งชื่อรสชาติให้จูงใจลูกค้า เช่น ชารสดั้งเดิม เรียกว่า “เสน่ห์น่าน” ชาเมี่ยงผสมดอกคำฝอย เรียกว่า “เหมันต์หรรษา” ชาเมี่ยงผสมดอกกุหลาบ เรียกว่า “หอมชมภู” และให้ความสำคัญกับการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ โดยนำเรือแข่ง ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของเมืองน่าน มาผลิตเป็นปลายเชือกดึงถุงชา ใช้ เลข 8 จากจำนวนรสชาติชาเมี่ยง มาดัดแปลงเป็นสัญลักษณ์ Infinity เพื่อสื่อถึงโชคลาภ เรียกได้ว่าทุกองค์ประกอบถูกร้อยเรียงความคิดอย่างเป็นระบบและรอบด้าน เพื่อสร้างจุดขายให้กับผลิตภัณฑ์ชาใบเมี่ยง และเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายจากราคาหลักสิบ เป็นหลักร้อยในอนาคต

“ผักปลอดสารพิษ บ้านดอนมูลพัฒนา”

เกษตรกรในพื้นที่บ้านดอนมูลพัฒนา หมู่ที่ 13 ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ตระหนักถึงพิษภัยของการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีการเกษตรว่า ส่งผลกระทบต่อตัวเกษตรกรและผู้บริโภค พวกเขาจึงรวมตัวกัน ในชื่อ “กลุ่มผู้ปลูกผักปลอดสารพิษบ้านดอนมูลพัฒนา” เพื่อผลิตพืชผักปลอดสารพิษ สำหรับบริโภคเองในครัวเรือน และจำหน่ายในท้องตลาดให้แก่กลุ่มผู้บริโภคทั่วไป

แหล่งผลิตผักปลอดสารพิษแห่งนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักและเชื่อถือของลูกค้าทั้งในประเทศและตลาดส่งออก จึงถูกเกษตรกรนอกกลุ่มแอบอ้างชื่อไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยนำพืชผักที่ปลูกด้วยการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีมาหลอกขาย ในชื่อกลุ่มผู้ปลูกผักปลอดสารพิษบ้านดอนมูลพัฒนา ทำให้สินค้ามีความน่าเชื่อถือลดลง

นักจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้กินได้ จังหวัดน่าน ได้เข้ามาแนะนำกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตผักปลอดสารพิษบ้านดอนมูลพัฒนา ได้ยกระดับการผลิตและพัฒนาตลาด โดยจัดทำแผนประชาสัมพันธ์ชุมชนเกษตรแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์ และต่อยอดด้วยความรู้ เรื่อง “การออกแบบผลิตภัณฑ์” = “mobile kiosk” ที่มีรูปแบบทันสมัย ชื่อว่า “ชุดไม้” และออกแบบสติ๊กเกอร์ตราสินค้า รวมทั้งจัดทำปฏิทินกินผักตามฤดูกาล เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผักปลอดสารชุมชนบ้านดอนมูลพัฒนาและสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้บริโภค ไปเจอร้านขายผักปลอดสารพิษหน้าตาแบบนี้ที่ไหน ก็รู้ได้เลยว่า เป็น “ผักปลอดสารพิษ บ้านดอนมูลพัฒนา” ของแท้

“แหนมหมูริมน่าน”

ชาวบ้านตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน ได้รวมตัวกัน ในชื่อ “กลุ่มผู้ผลิตแหนมหมูริมน่านบ้านเจดีย์” ผลิตแหนมคุณภาพดี มีรสชาติอร่อยเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้บริโภค จนได้รับการคัดสรรให้เป็น ผลิตภัณฑ์สินค้า “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ระดับ 3 ดาว ของท้องถิ่น แต่ยังไม่เป็นที่สะดุดตาของกลุ่มนักท่องเที่ยว ดังนั้น ศูนย์ความรู้กินได้ จังหวัดน่าน จึงเข้ามาช่วยสร้างเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ โดยเริ่มจากสร้างโลโก้ให้เป็นที่จดจำของผู้บริโภค และปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ง่ายต่อการพกพา และเด่นสะดุดตาผู้บริโภค โดยใช้เทคโนโลยีในการพิมพ์ลายลงบนบรรจุภัณฑ์ และป้ายแสดงรายละเอียดสินค้า ผสมผสานกับการใช้วัสดุธรรมชาติ เพื่อสร้างความรู้สึกและประสบการณ์ร่วมให้กับผู้บริโภค เพื่อสร้างโอกาสในการขายได้มากขึ้น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและรุกตลาดให้กว้างขวางขึ้นในอนาคต

วิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชีววิถี ตำบลน้ำเกี๋ยน เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของชุมชนที่จะแปรรูปพืชสมุนไพรท้องถิ่น ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีตราสินค้า เพิ่มมูลค่าของสินค้าได้เป็นอย่างดี ในชื่อ “ชีวาร์” ส่งจำหน่ายขึ้นห้าง พร้อมขยายพื้นที่ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางเกษตรของชุมชน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของตำบลน้ำเกี๋ยน นอกจากนี้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลน้ำแก่น ก็ได้นำองค์ความรู้ไปสื่อสารกับชาวบ้านในชุมชนว่า พืชผักสมุนไพรท้องถิ่นหลังบ้านคือ “ตู้เย็นกินได้” โดยปรับวิถีการกินอยู่ของคนในท้องถิ่นที่แข็งแรงให้เป็นเมนูเพื่อชุมชน พร้อมสนับสนุนให้ประชาชนบริโภคอาหารสมุนไพรตามธาตุเจ้าเรือน

ปัจจุบัน เมืองน่านกำลังกลายเป็นเมืองผู้สูงวัย เพราะเด็กหนุ่มสาวออกไปเรียนและทำงานในเมือง เหลือแต่คนแก่เฝ้าบ้าน หลายรายประสบปัญหาเป็นโรคซึมเศร้า ดังนั้น องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำแก่น จึงร่วมกับศูนย์พัฒนาชาวเขาจังหวัดน่าน จัดอบรมความรู้ผู้สูงวัยในชุมชนได้เรียนรู้เรื่องการผลิตสมุนไพรธูปหอมไล่ยุง ปรากฏว่า โครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างดี

กลุ่มอาชีพตำบลน้ำแก่นธูปสมุนไพรไล่ยุง สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับพืชธรรมชาติที่เหมือนไร้ค่า ด้วยการใช้ภูมิปัญญา นำพืชหลายชนิดที่มีสรรพคุณโดดเด่นต่างแขนงกันมารวมกันเพื่อผลิตเป็นธูปสมุนไพร พร้อมปรับบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย กลายเป็นสินค้าโอท็อป ระดับ 4 ดาว ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน อนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านไปในตัว พร้อมลดปัญหาโรคซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงวัยได้เป็นอย่างดี สร้างความภาคภูมิใจแก่ผู้สูงวัย รวมทั้งถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ลูกหลานได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมกิจการผู้สูงวัยกลุ่มนี้ หรือสนใจอยากเป็นลูกค้า สามารถติดต่อกับ คุณสมพร สิทธิตาคำ โทร. (081) 960-0416 และ คุณบุญยวง อะโนติ๊บ โทร. (087) 193-4906

เที่ยววัด

เรียนรู้วัฒนธรรมชุมชน

ไม่ใช่เพียงสินค้าในกลุ่มเกษตรเท่านั้นที่ได้รับจัดการองค์ความรู้ ศูนย์ความรู้กินได้ จังหวัดน่าน ได้ร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมและความเชื่อท้องถิ่นในพื้นที่ชุมชนวัดกู่เสี้ยว ภายใต้การนำของเจ้าอาวาสวัดกู่เสี้ยว สร้างองค์ความรู้ทำมาหากิน เรื่อง “เครื่องรางจักสานล้านนา” ไปปรับใช้เป็นสินค้าและรูปแบบเส้นทางท่องเที่ยวตำบลดู่ใต้ เกิดเป็นอาชีพสร้างรายได้ภายใต้ความงดงามของวัฒนธรรมพื้นถิ่น

เช่นเดียวกับชุมชนวัดท่าล้อ อำเภอภูเพียง ภายใต้การนำของเจ้าอาวาสวัดท่าล้อ ได้ร่วมกันอนุรักษ์ประเพณีการแข่งเรือเมืองน่าน ที่มีประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นสู่รุ่นอย่างยาวนาน จนมีเอกลักษณ์โดดเด่นสวยงาม อย่างเช่น “เรือเสือเฒ่าท่าล้อ” เรือแข่งโบราณ อายุ 200 ปี หนึ่งในอัตลักษณ์เมืองน่าน และชุมชนแห่งนี้ยังร่วมกันพัฒนารูปแบบของเรือให้สามารถเป็นสินค้าและบริการสำหรับนักท่องเที่ยว ในรูปแบบ “เรืออัตลักษณ์น่านจำลอง” ได้อย่างน่าชื่นชม

สินค้าไทยที่จีนชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0704151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

เปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

สินค้าไทยที่จีนชอบ

ทุกวันนี้ แหล่งท่องเที่ยวแทบจะทุกแห่งของเมืองไทย ล้วนแต่คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจีน ยกตัวอย่างล่าสุด ไปเที่ยวหาดนาใต้ อยู่ที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เอ่ยชื่อหาดนี้คนไทยน้อยคนที่จะรู้จัก หรือเคยไปท่องเที่ยวชมความงาม เป็นชายหาดที่ค่อนข้างเงียบสงบ ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมแพร่หลายมากนัก

แต่เชื่อมั้ย หาดนี้ถูกบรรจุอยู่ในโปรแกรมทัวร์ของนักท่องเที่ยวจีนแล้ว!!

ต้องยอมรับว่า เมืองไทยเป็นเมืองในดวงใจของคนจีน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอานิสงส์จากภาพยนตร์เรื่อง LOST IN THAILAND ที่ว่ากันว่า ทำให้เมืองไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นเมืองในฝันของหนุ่มสาวชาวจีนที่ตั้งเป้าไว้ว่า สักวันจะต้องมาเยือน หรือจะเพราะไทยจีนเปรียบเหมือนบ้านพี่เมืองน้องกัน คนไทยคนจีนมีความคุ้นเคยกันมาช้านาน ครอบครัวคนไทยหลายครอบครัวมีรากเหง้ามาจากรุ่นอาก๋ง อาม่า ที่เดินทางล่องสำเภาอพยพจากเมืองจีน มาตั้งรกรากที่เมืองไทย

ไม่น่าแปลกใจที่คนจีนจะเห็นคนไทยเป็นพี่เป็นน้อง รู้สึกดีกับคนไทย และชื่นชอบที่จะมาเที่ยวเมืองไทย

แต่อารมณ์ร่วมอย่างหนึ่งของเราคนไทยในตอนนี้ ก็คือ เราไม่ค่อยชอบนักท่องเที่ยวจีนเอาซะเลย จะด้วยพฤติกรรม มารยาทที่ยังคงมักง่าย ไม่มีระเบียบ ไม่ชอบเข้าคิว ส่งเสียงดัง ทำสกปรกเลอะเทอะ ทิ้งไม่เป็นที่เป็นทาง แต่ในฐานะเจ้าบ้านที่ดี ยังไงเสีย เราคนไทยก็ควรต้อนรับขับสู้แขกบ้านแขกเมืองทุกคนที่เข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคนจีน ซึ่งถือว่า มีพื้นฐานความชื่นชอบประเทศไทย และคนไทย และเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่นับวันยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าจะกลายมาเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักของเมืองไทยในอนาคต อีกทั้งยังเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง ไม่แพ้ชาติตะวันตก

เห็นได้จากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ รวมประมาณ 22 ล้านคน พบว่า เป็นนักท่องเที่ยวจีนถึง 6 ล้านคน ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึงเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย มีการใช้จ่ายในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ถึงเฉียด 3 แสนล้านบาท หรือมีการใช้จ่ายต่อหัวเฉลี่ย 48,209 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเสียอีก ซึ่ง นายเฉา เสี่ยวเหลียง กงสุลใหญ่ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำเชียงใหม่ ให้ข้อมูลว่า ในปี 2557 นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยมีถึง 4.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เดินทางมาเที่ยวที่จังหวัดเชียงใหม่มากถึง 600,000 คน

แค่เชียงใหม่จังหวัดเดียว รับนักท่องเที่ยวจีนถึง 600,000 คน จึงไม่น่าแปลกใจที่ตลาดนิมมานเหมินทร์จะพลุกพล่านไปด้วยคนจีน ร้านขายสินค้าและบริการต่างๆ ก็ต้องปรับตัวสร้างจุดขาย เพื่อตอบสนองผู้บริโภคคนจีน ไม่เช่นนั้นจะถือว่า ตกกระแส

ถามว่า คนจีนชอบอะไรของไทยบ้าง??

ที่แน่ๆ ก็คือ ผลไม้ไทย ไม่ว่าจะเป็น ลำไย ทุเรียน หรือมังคุดของไทย ซึ่งท่านกงสุลจีน ประจำเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์ว่า เมืองกว่างโจวที่เป็นศูนย์กลางค้าส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองจีน มีการนำเข้าผลไม้จากไทยจำนวนมาก และในจำนวนนั้น เป็นการนำเข้าทุเรียนจากไทยเป็นอันดับ 1

เคยได้ยินมาว่า คนจีนชื่นชอบลำไย และทุเรียนของไทยมาก ถึงขนาดเคยมีการนำพันธุ์ทุเรียนและลำไยไปปลูกที่ประเทศจีนกันแล้ว แต่ได้ผลผลิตดีแค่ไหน ไม่มีคำตอบ รู้แต่ว่า จนถึงขณะนี้ นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวเมืองไทย เป็นต้องถามหาทุเรียน ลำไย

นิตยสารเส้นทางเศรษฐีเล่มล่าสุด จึงได้หยิบยกสินค้ายอดนิยมที่นักท่องเที่ยวจีนชื่นชอบ มาเที่ยวไทยเป็นต้องชิม ต้องซื้อติดไม้ติดมือเป็นของขวัญของฝากคนที่บ้าน

ส่วนจะมีอะไรบ้าง…เปิดอ่าน ณ บัดนาว!!

“รัตน์ซีฟู้ด” ร้านดังเยาวราช ต่างชาติชอบ ชาวจีนถูกใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

วัชรี ภูรักษา

“รัตน์ซีฟู้ด” ร้านดังเยาวราช ต่างชาติชอบ ชาวจีนถูกใจ

ทัวร์นักท่องเที่ยวชาวจีนที่มาท่องเที่ยวประเทศไทย แทบจะทุกคณะต้องไม่พลาดโปรแกรมท่องราตรีถนนเยาวราช ซึ่งสีสันอลังการในยามค่ำคืนเป็นเสน่ห์ที่นักท่องเที่ยว แม้แต่คนไทยเองก็นิยม

นั่นเป็นเหตุให้ร้านอาหารหลายร้านที่ตั้งเรียงรายอยู่บนฟุตปาธถนนเยาวราช ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ หนึ่งในร้านอาหารขวัญใจของนักท่องเที่ยวชาวจีนก็คือ การมาทานร้านอาหารทะเลที่มีชื่อเสียงอย่างร้านรัตน์ซีฟู้ด โดยมีเมนูยอดฮิตอย่าง ต้มยำกุ้ง และปูผัดผงกะหรี่

ส่งต่อรุ่นสองลูกค้ายังติดใจ

“ร้านรัตน์ซีฟู๊ด” ซีฟู้ดเจ้าแรกบนถนนเยาวราช เปิดมานานกว่า 30 ปี บริหารงานโดย คุณสุวรรณี สุวรรณโฆสิตกุล หรือ คุณรัตน์ ทายาทรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาต่อยอดธุรกิจ “รุ่นแม่” เมื่อครั้งยังเป็นร้านขายหมูทอด กุ้งทอดแผงลอย จนทุกวันนี้เป็นที่รู้จักของลูกค้าคนไทยและต่างชาติ

คุณรัตน์ เท้าความว่า “เดิมทีเป็นเพียงร้านแผงลอยเล็กๆ ขายอาหารประเภททอด อย่างหมูทอด กุ้งทอด โดยได้คุณแม่เป็นเสาหลัก แต่ด้วยสายตาของรุ่นแม่ที่มองการณ์ไกล และมีความเชื่อว่า อยากได้อะไรก็มาหาซื้อเอาที่ถนนเยาวราช จึงได้มาลองเปิดร้านขายอาหารทะเล วัตถุดิบมีเพียงกุ้ง หอยแมลงภู่ ปู หอยหวาน ขยับขยายจากร้านแผงลอยเล็กๆ เรื่อยมา จนเริ่มขยายเมนูอาหารเพิ่มขึ้นตามลำดับ โดยเอาความต้องการของลูกค้าเป็นหลักในการเพิ่มเมนูอาหารของที่ร้าน”

กว่าร้านอาหารทะเล “รัตน์ซีฟู้ด” จะยืนหยัดมาได้ 30 ปี เจ้าของร้านใช้ระยะเวลานานร่วม 15 ปีกว่าจะได้รับความนิยมและการตอบรับจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เนื่องจากสมัยก่อนไม่ได้มีร้านอาหารทะเลหรือร้านอาหารมาเปิดแถวนี้มากนักเหมือนในปัจจุบัน ทำให้ย่านนี้ไม่เป็นที่รู้จักและค้าขายได้ไม่ดี ซึ่งตอนนั้น 2 ทุ่ม ร้านรวงก็ปิดกันไปหมดแล้ว ไม่มีมาเปิดไฟขายของจนดึกแบบปัจจุบันนี้

คุณรัตน์ บอกว่า ส่วนตัวเป็นคนชอบทดลอง ลองไปทานร้านอาหารทะเลมาหลายร้าน ไปชิมน้ำจิ้มบ้าง ชิมของทะเลพวกกุ้ง หอย ปู ปลาบ้างเพื่อกลับมาพัฒนาที่ร้านให้ดีขึ้น และเพื่อปรับปรุงพัฒนาน้ำจิ้มเรื่อยมา และหากได้รับคำติชมจากลูกค้าที่มาทาน ก็พร้อมจะปรับปรุง เพื่อที่จะได้พัฒนาต่อ ให้เป็นที่ถูกปากของคนที่ชื่นชอบการทานอาหารทะเลและน้ำจิ้มอร่อยๆ ต่อไป

เมนูขายดีน้ำจิ้มรสเด็ด

ทีเด็ดของร้านรัตน์ซีฟู้ดอยู่ที่น้ำจิ้ม เพราะเป็นสูตรของร้าน นอกจากนั้น อาหารทะเลสดใหม่ทุกวัน ไม่สดเปลี่ยนให้ เสิร์ฟอาหารไว

“ร้านรัตน์ซีฟู้ด ขายความเร็ว ความสดใหม่และต้องอร่อย รับประกันความสดใหม่ของอาหารทะเลที่ลูกค้าสั่ง หากไม่สดทางร้านจะเปลี่ยนให้ เนื่องจากความตั้งใจคือ อยากให้คนทานได้ทานของที่ดี”

เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 ยังเล่าต่อว่า “ร้านเราขยับขยายมาจากรุ่นที่ 1 มาไม่น้อย ลูกค้าของร้านมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและคนไทย คละกันไป แต่ส่วนใหญ่สัดส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมากกว่า และที่เห็นมานั่งกันมากก็คือชาวจีน

โดยเมนูยอดฮิตคือ เมนูต้มยำกุ้ง ปูผัดผงกะหรี่ และเมนูอาหารไฮไลต์เด็ดของร้าน ที่เจ้าของร้านบอกว่า ถ้ามาแล้วไม่สั่งทาน เรียกได้ว่ามาไม่ถึงร้าน นั่นคือเมนู “ปลาสำลีหมักเครื่องใบเตย” เนื่องจากเมนูนี้เป็นสูตรเฉพาะของร้านเท่านั้น รับรองได้ว่าไม่มีที่ไหนเหมือนอย่างที่ร้านแน่นอน เพราะสูตรนี้เป็นสูตรที่คิดค้นขึ้นมาเอง เป็นต้นตำรับ ที่สำคัญคนท้องก็สามารถทานได้ รสชาติของอาหารคือไทยแท้ จะลดความเผ็ดลงบ้างก็ตามที่ลูกค้าสั่งมาเท่านั้น”

ขายได้ วันละแสนเพิ่มโต๊ะเพื่อรองรับ

ด้านเงินลงทุนหมุนเวียน เจ้าของร้าน เผยว่า วันละเกือบ 100,000 บาท จำนวนพนักงานในร้านกว่า 50 คน

“อย่างที่เล่าไปแล้วว่า ย่านนี้เมื่อหลายสิบปีก่อนไม่ได้มีร้านขายอาหารมากมายนัก คนก็เงียบเหงา แต่ปัจจุบัน เมื่อย่านนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวทุกวันและเพิ่มมากขึ้น ทำให้กิจการหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปมาก จากที่เราเคยเป็นเจ้าแรกที่มาเปิดขายอาหารทะเลในย่านนี้ มาปัจจุบัน มีร้านขายอาหารทะเลเพิ่มมากยิ่งขึ้น ราว 4-5 ร้านได้ ตลอดความยาวของถนนเยาวราช”

การที่จำนวนร้านขายอาหารเพิ่มขึ้น คุณรัตน์ มองว่า เป็น “เรื่องที่ดี” เพราะหากไม่มีร้านที่มาเปิดใหม่ หรือมีคู่แข่ง ร้านอาจจะหยุดพัฒนาตัวเองไปนานแล้ว เนื่องจากเราเปิดมานาน แต่พอมีร้านใหม่ๆ เข้ามาเปิดกิจการในย่านนี้ เปิดขายอาหารประเภทเดียวกัน มันทำให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุง ทำให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะทำงานและพัฒนาร้านให้ดีขึ้น

ปัจจุบัน ร้านรัตน์ซีฟู้ด มีบริการโต๊ะนั่งสำหรับลูกค้า 2 ส่วนคือ ส่วนที่ตั้งโต๊ะอยู่บนฟุตปาธ 50 โต๊ะ และห้องแอร์ ขยายเพิ่ม 30 โต๊ะเพื่อรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากโต๊ะไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

“ห้องแอร์ ไม่ได้คิดค่าบริการเพิ่มนะเวลาลูกค้าต้องการเข้าไปนั่ง คิดราคาเท่าเดิม เหมือนกันทุกอย่างกับการนั่งทานข้างนอก เพียงแต่อยากอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าที่ต้องการเข้าไปนั่งเท่านั้น” พี่รัตน์ บอก

และสำหรับใครที่อยากลิ้มรสความอร่อยเด็ดของน้ำจิ้มและความสดใหม่ของอาหารทะเล ไปได้ที่ ร้านรัตน์ซีฟู๊ด ปากทางซอยเท็กซัส หน้าร้านศรีทองพาณิชย์ บนถนนเยาวราช เปิดตั้งแต่เวลา 18.00-02.45 น. หรือ โทรศัพท์ (02) 222-0785, (081) 632-2634 และ (081) 636-7480

ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง มัดใจลูกค้าต่างชาติอยู่หมัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง มัดใจลูกค้าต่างชาติอยู่หมัด

ลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุนร้าน “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” เจ๊บัวลอย เผยว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ อันดับ 1 คือ ฮ่องกง จีน ตามด้วยเวียดนามและกลุ่มประเทศตะวันตก

ไม่ใช่แค่อาหารไทยที่ผู้บริโภคชาวจีนชื่นชอบ แต่ผลไม้อย่าง ทุเรียน มังคุด ลำไย ส้มโอ กล้วยไข่ และมะม่วง ก็ติดอันดับผลไม้ไทยที่คนจีนรู้จักเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน ถึงขนาดมีคำกล่าวของคนประเทศนี้ว่า “กินอาหารจีนต้องกินที่มณฑลกวางตุ้ง แต่ต้องกินกับข้าวหอมมะลิ เสร็จแล้วต้องตบท้ายด้วยผลไม้ไทย ถึงจะครบสูตร ซึ่งรสชาติผลไม้ไทยที่ถูกปากมากที่สุด คือ ทุเรียนและมังคุด “ราชาและราชินีผลไม้” เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก

นิ้วทองคำ ใช้เคาะทุเรียนขายนาน 28 ปี

หลายคนถ้าอยากทานข้าวเหนียวมะม่วง หรือทุเรียนสด ต้องหาทานตามฤดูกาลเท่านั้น แต่บนถนนเยาวราชหรือที่รู้จักกันดีว่าไชน่าทาวน์ ย่านที่มีของอร่อย เลื่องชื่อเรื่องอาหารทั้งเมนูคาวหวาน รสชาติถูกปากคนไทยและต่างชาติ มีอยู่ร้านหนึ่งมีเมนูดังกล่าวให้ทานหนำใจทั้งปี ร้านนี้ชื่อว่า “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง”

“ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” ร้านที่มีลักษณะเป็นรถเข็น เปิดตั้งแต่ 18.00-03.00 น. อยู่หน้าห้างทองโต๊ะกัง สาขา 3 ผู้ก่อตั้งคือ คุณรุ่งโรจน์ และ คุณอภิญญา ทับทอง สองสามีภรรยาชาวจีน ค้าขายย่านเยาวราชมานานกว่า 28 ปี ก่อนหน้านี้จำหน่ายแต่บัวลอย ต่อมาเพิ่มทุเรียนสดด้วย โดยบรรทุกใส่รถปิ๊กอัพมาวางขาย ส่วนฉายานิ้วทองเป็นของคุณรุ่งโรจน์ คือ ปลอกสวมนิ้วไว้เคาะทุเรียน ซึ่งเป็นทองคำแท้หนัก 3 บาท

สำหรับความโดดเด่นของทุเรียนร้านนี้ ลูกค้าเรียกคุณอภิญญาติดปากกันว่า เจ๊บัวลอย เธอบอกว่า เป็นทุเรียนแก่ทุกลูก ไม่มีทุเรียนอ่อนปน รสชาติอร่อย กลิ่นหอม ไม่เหม็นเขียว เพราะถ้าเป็นทุเรียนอ่อน หากนำมาเก็บไว้นานจะไม่สุก แถมเนื้อเน่า ทางร้านจำหน่ายทุเรียน 2 พันธุ์คือ “หมอนทอง” ผลใหญ่ เนื้อหนาสีเหลืองอ่อนละเอียด ไม่เละไม่แฉะติดมือ รสชาติหวานมัน เม็ดน้อย กลิ่นไม่แรงนัก น้ำหนักเฉลี่ยต่อลูก 3-4 กิโลกรัม และพันธุ์ก้านยาว ผลขนาดปานกลาง ทรงผลกลม มีจุดเด่นตรงที่มีก้านผลใหญ่และยาวกว่าพันธุ์อื่นๆ มีเนื้อละเอียดสีเหลือง เนื้อหนาปานกลาง เม็ดค่อนข้างใหญ่ ให้รสชาติหวานมันเช่นกัน น้ำหนักเฉลี่ยต่อลูก 3 กิโลกรัม

ก้านยาว หมอนทองครองใจลูกค้าต่างชาติ

สำหรับทุเรียน “หมอนทอง” ถือเป็นทุเรียนยอดนิยมก็ว่าได้ เป็นสายพันธุ์นิยมปลูกกันมากที่สุดในประเทศไทย และยังเป็นพันธุ์ที่ส่งออกมากที่สุดด้วยเช่นกัน เมื่อปีที่แล้ว (2557) ไทยส่งออกทุเรียนมูลค่า 14,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ มูลค่า 8,600 ล้านบาท ซึ่ง 80 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกสู่ประเทศจีน แสดงให้เห็นว่าความต้องการทุเรียนในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นมาก

สาเหตุที่ร้านนี้มีทุเรียนขายตลอดปี เจ้าของร้านใช้วิธีรับทุเรียน 2 ภาคคือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ช่วงต้นปี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน รับจากจังหวัดจันทบุรี ระยอง ช่วงปลายปีระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม รับจากชุมพร ทำให้ลูกค้าสามารถบริโภคทุเรียนได้ตลอดทั้งปี รับประกันความอร่อยทุกลูก แต่อย่างไรก็ตาม เจ๊บัวลอย ย้ำว่า “ทุเรียนอร่อย ไม่ว่าจะมาจากนนทบุรี จันทบุรี หรือระยอง ยังไม่สำคัญเท่า ทุเรียนแก่ แน่นอนกว่า”

“ดิฉันรับทุเรียนคัดคุณภาพตั้งแต่ในสวนเลย รับจากสวนเดิมติดต่อกันมานาน 28 ปีแล้ว ซึ่งราคาทุเรียนต่อลูกทางร้านจะแพงกว่าตลาดทั่วไปประมาณ 10 บาท เพราะกล้ารับประกันเลยว่าเนื้อดี รสชาติอร่อย มีทั้งสุกจัด สุกพอดี ห่ามหน่อย กรณีเจอทุเรียนอ่อนจะทิ้งทันที ลูกค้าสามารถเปลี่ยนได้เลย”

ปัจจุบัน ลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุนร้าน “ทุเรียน-บัวลอย นิ้วทอง” เจ๊บัวลอย เผยว่า 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ อันดับ 1 คือ ฮ่องกง จีน ตามด้วยเวียดนามและกลุ่มประเทศตะวันตก โดยคนฮ่องกงชอบทุเรียนก้านยาวสุกจัด ชอบรสชาติ และกลิ่น หลังจากซื้อเสร็จจะให้แกะเปลือก ฉีกทุเรียนทานหน้าร้านเลย ส่วนลูกค้าจีนชอบทุเรียนหมอนทอง ชอบที่เนื้อแน่น พูใหญ่ ปริมาณทุเรียนที่ขายภายใน 1 สัปดาห์เฉลี่ยประมาณ 1,000 กิโลกรัม แต่ถือว่าลดลงเพราะเมื่อก่อนทุเรียน 1,000 กิโลกรัมใช้เวลาขายเพียง 3 วันเท่านั้น

คู่แข่งเพิ่มขึ้นฝึกภาษาจีน

ด้านข้าวเหนียวมูนก็ไม่น้อยหน้า เจ๊บัวลอยมัดใจลูกค้าด้วยรสชาติหวาน มัน ไม่ใส่น้ำมันพืช ไม่ใส่สารกันบูด เป็นสูตรโบราณ ใส่หัวกะทิสดล้วนๆ อร่อย นุ่มนวลแบบธรรมชาติ ทานได้ไม่ต้องกังวล ทางร้านขายเมนูข้าวเหนียวทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง

เจ๊บัวลอย ย้ำว่า ตนเป็นร้านแรกและร้านเดียวที่ขายเมนูข้าวเหนียวทุเรียน และข้าวเหนียวมะม่วง บนถนนเยาวราช แต่ทุกวันนี้มีร้านค้าหน้าใหม่เกิดขึ้นในละแวกเดียวกันถึง 6 ร้าน แสดงให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น ไม่เฉพาะแต่คนไทยเท่านั้นที่ชอบผลไม้กลิ่นแรงอย่างทุเรียน เพราะต่างชาติ ตัวอย่างเช่น คนจีน คนฮ่องกง ต่างก็โปรดปรานผลไม้ชนิดนี้

ทุกวันนี้ เจ๊บัวลอยอายุ 64 ปีแล้ว เจ๊บัวลอย บอกว่า สุขภาพยังแข็งแรง รักในอาชีพค้าขาย และผูกพันกับเพื่อนร่วมอาชีพในย่านไชน่าทาวน์แห่งนี้ แต่ด้วยยุคสมัยเปลี่ยนไปต้องพัฒนาทักษะอยู่สม่ำเสมอ และเพื่อให้สามารถสื่อสารกับลูกค้ารู้เรื่อง ต้องหันมาฝึกภาษาจีนกลาง ภาษาเวียดนามเพิ่มขึ้น

“ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” ของฝากจากไทย ซื้อกลับจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0725151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

อันติกา

“ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” ของฝากจากไทย ซื้อกลับจีน

“เมื่อลงพื้นที่ขายจริง ทำให้ทราบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ซ่อนอัตราการส่งออกไว้สูงกว่าครึ่งหนึ่ง และกลุ่มทัวร์จีนจะให้ความสนใจมาก จนกระทั่ง ร้านค้าช็อปต่างๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยว ติดต่อเข้ามาขอซื้อสินค้าไปวางจำหน่าย ช่องทางการตลาดใหม่จึงเกิดขึ้น”

หากจัดอันดับสินค้าน่าซื้อของไทย ถูกใจคนจีน ไม่พูดถึง “ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว” คงไม่ได้ เพราะสินค้ารายการนี้ ผู้ผลิตบอกเลยว่า คนจีน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทย ต่างขนกลับข้ามประเทศ กลายเป็นของฝากถูกใจผู้รับไปแล้ว

ความชื่นชอบในผลิตภัณฑ์นี้ถึงขั้น ร้านค้าตามสถานที่ท่องเที่ยว ต่างติดต่อขอรับไปจำหน่าย และไม่เพียงเท่านั้น ยาอมแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว กลายเป็นสินค้าถูกนำมาลอกเลียนแบบผลิตขายในประเทศจีนเกลื่อนตา

ข้ามจีนมาอยู่ไทย สร้างอาชีพทำยา

ความนิยมมากน้อยเพียงใด ลองอ่านบทสัมภาษณ์ของทายาทผู้สืบสานธุรกิจ คุณเมธา สิมะวรา ผู้จัดการโรงงาน บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด

คุณเมธา กล่าวให้ฟังถึง จุดกำเนิดยาแก้ไอ ตราตะขาบ 5 ตัว ว่ามาจากคุณปู่ (คุณจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม) ซึ่งเป็นชาวจีนที่อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทย โดยยึดอาชีพจับกัง แต่ด้วยเมื่อครั้งอยู่ประเทศจีนเคยทำงานในร้านขายยา จึงอาศัยครูพักลักจำสูตรยาปรุงจำหน่ายแก่ชาวบ้านในละแวกนั้น

“คุณปู่อพยพมาแบบเสื่อผืนหมอนใบ ตอนนั้นอาชีพที่ทำได้คือขายแรงงาน แต่เวลากลางคืนท่านจะผลิตยาสมุนไพรจำหน่าย ก็มีทั้งยาอม ยาลม ยาหม่อง ยาขม ยากวาด ยาแก้หอบหืด รวมๆ แล้วกว่า 10 ชนิด ซึ่งสูตรยาของท่านให้ผลดี คุณปู่เลยตัดสินใจออกจากอาชีพจับกัง มาผลิตยาขาย โดยมีตึกแถวที่เป็นทั้งบ้านพักอาศัย โรงงานผลิต และร้านจำหน่าย”

คุณเมธา ยังกล่าวถึงที่มาของแบรนด์ ตะขาบ 5 ตัว เกิดจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดน้ำท่วมหนัก ซึ่งคุณปู่ยังคงผลิตยาจำหน่าย แต่แล้ววันหนึ่ง มีตะขาบหนีน้ำขึ้นมาตายบนปากหม้อยา ส่วนเลข 5 เป็นเลขมงคลของชาวจีน จึงนำ 2 สิ่งนี้มาตั้งเป็นชื่อแบรนด์

“แต่สิ่งที่หลายคนพูดจนเรียกเสียงหัวเราะคือ คุณปู่ท่านเป็นนักสะสมภรรยา โดยมีถึง 5 คน ตรงตามเลขมงคลของชาวจีนเลยครับ ก็เลยว่าเลข 5 ก็น่าจะมีส่วนมาจากจำนวนภรรยาของคุณปู่ด้วย”

ระยะเวลาผ่านไปราว 40 ปี เมื่อคุณปู่เสียชีวิตลง “ตอนที่คุณปู่ทำธุรกิจ ก็ได้คุณลุงช่วยดูแลกิจการ แต่เมื่อท่านเสียชีวิต คุณพ่อของผม (คุณสุเทพ สิมะวรา) และคุณอา (คุณสุนทร สิมะวรา) ถูกเรียกตัวเข้ามาช่วยกิจการ โดยนำความรู้ที่ร่ำเรียนด้านวิศวะมาสานต่อธุรกิจ ขยับขยายโรงงาน นำเครื่องจักรมาใช้ พลิกจากอุตสาหกรรมครอบครัวมาเป็นระบบโรงงาน”

ขยับขยายโรงงาน ชูรายการยาเด่น

จากตลาดในละแวกบ้าน เริ่มขยายสู่ตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค ทั่วประเทศ ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มจากอาเซียน และปัจจุบันนี้สินค้าตราตะขาบ 5 ตัว ขายผ่านเอเย่นต์ทั้งหมด 14 ประเทศ โดยใน 10 ประเทศสามารถจดทะเบียนยาผ่านแล้ว

ชนิดยาที่คุณปู่ผลิตรวมแล้วกว่า 10 รายการ ถูกตัดทอนลง โดยเจเนอเรชั่นที่ 2 ด้วยมองว่าควรคัดสินค้าเด่น ให้ก้าวออกมาทำตลาดอย่างเต็มตัว

ในวันที่คุณสุเทพ และคุณสุนทร ก้าวสู่วัยเกษียณเล็งเห็นว่าควรฝึกฝนทายาทให้ก้าวเข้ามารับช่วง และหนึ่งในนั้นก็คือคุณเมธา ที่บัดนี้ก้าวเข้ามาสานต่อธุรกิจได้ราว 10 ปีแล้ว โดยดูแลงานด้านการผลิต แต่ทว่าหากถามด้านการตลาดก็สามารถตอบได้ชัดเจน อาจเพราะกว่า 7 ปี คุณเมธาคลุกคลีอยู่กับงานด้านการตลาดมาแล้วหลายบริษัท

“ในช่วงเดือนแรกที่ผมเข้ามาสานต่อธุรกิจ ผมมีโอกาสลงพื้นที่ขายกับเชลล์ แล้วก็พบว่าเรื่องขายไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการผลิต ผมจึงเข้าไปดูในส่วนนั้น ซึ่งสิ่งที่ทำคือ สามารถบริหารจัดการหลังบ้านจนเกิดมีกำไรขึ้นมา”

อีกปัญหาหนึ่งที่ประสบอยู่จนถึงบัดนี้คือ ผลิตไม่พอขาย ด้วยเพราะตลาดปัจจุบันขยายกว้างขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ต่างรุมซื้อไปใช้และกลายเป็นสินค้าของฝากที่ได้รับความนิยม

“ตอนนี้สินค้าตราตะขาบ 5 ตัว ผลิตอยู่ 4 รายการคือ ยาอมแก้ไอ ยาขมเม็ด ยากวาดมหาจักร์ ยาแก้ปวดท้องบิด (ยาเม็ดเบอร์เจ็ด) ซึ่ง 3 ตัวหลังจะผลิตปีละ 1 ครั้ง สามารถขายได้ตลอดทั้งปี แต่กับยาอมแก้ไอ เป็นสินค้าได้รับความนิยมมาก กำลังการผลิตขณะนี้แบบซอง 400,000 โหล แบบตลับ 20,000 โหล ต่อวัน แต่ไม่พอขาย ทั้งๆ ที่กำลังความต้องการนี้สามารถเพิ่มได้นับ 100,000 โหล”

ยอดขายในไทย ทำรายได้กับคนจีน

ถ้าเทียบการส่งออกสินค้า 40 เปอร์เซ็นต์ กระจายไปในประเทศต่างๆ ที่เหลือ 60 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในประเทศ แต่ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ใน 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายในประเทศ ผู้จ่ายกว่าครึ่งคือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยเฉพาะชาวจีน

“เมื่อลงพื้นที่ขายจริง ทำให้ทราบว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ซ่อนอัตราการส่งออกไว้สูงกว่าครึ่งหนึ่ง และกลุ่มทัวร์จีนจะให้ความสนใจมาก จนกระทั่งร้านค้าช็อปต่างๆ ตามสถานที่ท่องเที่ยว อย่าง ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และอีกหลายๆ จังหวัด ติดต่อเข้าขอซื้อสินค้านำไปวางจำหน่าย ช่องทางการตลาดใหม่จึงเกิดขึ้น”

จากตลาดผ่านร้านขายยา ที่คุณเมธา ว่า มีสินค้าตราตะขาบ 5 ตัว วางจำหน่ายแล้วทุกร้าน จึงขยายไปยังร้านค้าชั้นนำในแหล่งท่องเที่ยวที่ทัวร์จีนนิยมแวะจับจ่าย ตลอดจนร้านสะดวกซื้อ ซึ่งถ้าเทียบสัดส่วนยอดขาย ตลาดท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้แซงหน้าร้านขายยาไปแล้ว

คุณเมธาให้เหตุผลถึงความนิยมซื้อของกลุ่มเป้าหมายคนจีนว่า ขึ้นชื่อว่า ยา สรรพคุณต้องดี บวกกับการผลิตที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีห้องแล็บ และเครื่องตรวจเอกลักษณ์เหมือนเช่นโรงงานยาแผนปัจจุบัน ดังนั้น สารสำคัญของทุกเม็ดยาจึงได้คุณภาพเหมือนกัน

ทั้งในด้านการพกพาสะดวก น้ำหนักเบา ราคาขายที่ไม่สูง คือแบบซอง 15 บาท แบบตลับ 30 บาท จึงเป็นราคาที่สามารถจับต้องได้ในทุกกลุ่มเป้าหมาย

“เมื่อก่อนผมไม่รู้จริงๆ นะว่า คนจีนให้ความนิยม แต่เกิดความสงสัยว่า ยี่ปั๊วที่อยู่ในพื้นที่ท่องเที่ยวทำไมทำยอดขายดีมาก จึงลงพื้นที่สำรวจ ก็พบว่าชาวจีนให้ความนิยมซื้อกลับประเทศของเขา แผนการตลาดจึงเจาะไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่มีทัวร์จีนไปลง และก็ได้นำสินค้าเข้าไปเสนอขายใน คิง เพาเวอร์ ซึ่งแรกๆ ทาง คิง เพาเวอร์ ไม่มั่นใจว่าสินค้าจะขายได้ แต่พอรับไว้ปรากฏว่า 2 สัปดาห์ขายหมด จนมีออร์เดอร์สั่งซื้อต่อเนื่อง โดยทุกวันนี้ส่งให้สัปดาห์ละ 7,000 ชุด”

ตั้งแผนขยายโรงงานผลิตให้ทันตลาดจีน

ด้วยความต้องการของตลาดมีมากขึ้น แต่ทว่ายอดขายไม่สามารถส่งให้ทัน แผนการดำเนินงานขั้นต่อไปคือ การขยายกำลังการผลิต

“ถ้ากำลังการผลิตสามารถขยายไปได้มากขึ้น ผมเชื่อว่ากลุ่มเป้าหมายหลักที่จะทำยอดขายให้กับเราคือ คนจีน ทั้งที่เดินทางมาประเทศไทย และที่อยู่ในประเทศของเขา ซึ่งตอนนี้เราขายผ่านเอเย่นต์อยู่ แต่ทว่าเรื่องการจดทะเบียนยายังเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับประเทศนี้”

เมื่อรู้กลุ่มเป้าหมายใหญ่ คุณเมธาจึงเลือกที่จะเดินทางไปออกงานแสดงสินค้า ณ ประเทศจีน ทั้งที่ไปกับหน่วยงานราชการ อย่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยปีหนึ่งหลายครั้ง ซึ่งแม้จะขนสินค้าไปจำหน่ายมากเพียงใด ก็หมดก่อนระยะเวลาจัดงาน และนี่จึงเป็นสิ่งตอกย้ำว่า ตลาดจีน คือตลาดที่สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

“อย่างการจดทะเบียนยาในสหรัฐอเมริกา เราไม่ได้หวังขายคนอเมริกัน แต่หวังขายคนเอเชียที่อยู่ในอเมริกา โดยเฉพาะคนจีน ซึ่งผมมองว่าคนจีนอยู่ในทุกประเทศ สินค้าจึงตามกลุ่มเป้าหมายนี้ไปได้ทุกประเทศ และตลาดจีนที่ผมว่ามีอัตราความเติบโตสูงในด้านยอดขาย และความต้องการนี้เอง เราจึงคิดที่จะขยายโรงงาน สร้างกำลังผลิตให้เพียงพอ”

ไม่เพียงเท่านั้น คุณเมธายังให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ต้องทันสมัย แต่ยังคงพกพาสะดวกสบาย น้ำหนักเบา พร้อมๆ ไปกับการคิดผลิตสินค้าใหม่ๆ ออกมาจับกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น

“อย่างตอนนี้ คิดสูตรสเปรย์น้ำพ่น ซึ่งก็เป็นการนำยาอมแก้ไอแบบลูกกลอนมาทำเป็นสูตรน้ำ เพราะข้อเสียของยาอมตะขาบ 5 ตัว แบบเม็ดลูกกลอนคืออมแล้วลิ้นดำ กลุ่มผู้บริโภคจึงอยู่ในวัย 30 ปีขึ้นไป แต่สูตรน้ำตัดปัญหาด้านนี้ไปได้ พกพาหยิบใช้สะดวก เราจึงเชื่อว่าจะสามารถจับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นประมาณ 20 ปีขึ้นไปได้อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็แน่นอนว่าทั้งที่เป็นคนไทยและคนจีน”

กว่า 80 ปี ที่แบรนด์ตะขาบ 5 ตัว เติบโตไต่ระดับสูงขึ้นๆ จากยอดขายไม่กี่บาท มาจนถึงวันนี้ แตะตัวเลขนับร้อยล้าน และแน่นอนว่าเมื่อตลาดต้องการ การขยับขยายย่อมตามมา ส่วนเคล็ดลับการทำให้สินค้าถูกใจผู้บริโภค ที่ไม่เฉพาะเพียงคนไทย คุณเมธา ว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าการคงไว้ซึ่งคุณภาพอันดี

สนใจติดต่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 80/3-4 ถนนพระราม 2 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 โทรศัพท์ (02) 898 5454-7 หรือ http://www.takabb.com

“ผลไม้อบแห้ง” สินค้าชุมชน เชียงใหม่ สู่ของฝากโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0727151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี

“ผลไม้อบแห้ง” สินค้าชุมชน เชียงใหม่ สู่ของฝากโกอินเตอร์

“คุณทองเพียร บอกว่า ตั้งแต่ปี 2556 สินค้าผลไม้อบแห้งทุกชนิดขายดีขึ้นแบบ 2 เท่าตัว เพราะได้รับความนิยมจากชาวจีนมาก”

ภาพนักท่องเที่ยวชาวจีนหลั่งไหลเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ ทั้งการเดินทางผ่านท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ และเส้นทาง R3A จากแผ่นดินใหญ่ มุ่งหน้าข้ามแดนจากฝั่งลาว มาเยือนล้านนานคร เพื่อเยือนแหล่งท่องเที่ยว และจับจ่ายซื้อสินค้า สร้างความคึกคักแก่เมืองท่องเที่ยวของประเทศไทย

เมื่อมาเที่ยวแล้ว เวลากลับก็ต้องมี…ของฝาก ตามประสาชาวเอเชียผู้มีน้ำใจงาม หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อและถูกเลือกซื้อติดไม้ติดมือไปให้คนทางบ้าน ได้แก่ ของขบเคี้ยว ที่มาจากผลผลิตของชุมชนในท้องถิ่นจำพวก อบแห้ง ซองเล็ก น้ำหนักไม่มาก พกพาสะดวก เป็นสินค้าที่วางจำหน่ายในร้านของฝากของที่ระลึกเมืองเชียงใหม่ ทั้งที่สนามบิน ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และแหล่งช็อปปิ้งชื่อดังสุดฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวจากแดนมังกร ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

สืบความได้สถานที่ก็มุ่งหน้าไปยังแหล่งผลิตทันที ใช้เวลาเดินทางลัดเลาะไปตามถนนต้นยางใหญ่ สายเชียงใหม่-ลำพูน เลี้ยวขวาผ่านหมู่บ้านต่างๆ ไปเรื่อยๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ถึง…วิสาหกิจชุมชนบ้านแควแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เลขที่ 70/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่

พี่แดง-คุณทองเพียร ศรีสว่าง ประธานกลุ่ม ยืนยิ้มรอต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรชุมชนในท้องถิ่น โรงงานขนาดย่อมเรียงรายกันไปตามทางยาวของที่ดินกว่า 3 ไร่ แม้จะเล็ก แต่กลับกว้างขวาง โล่ง สบายตา สำคัญสุดคือ ความสะอาด สมกับเป็นสถานที่ผลิตอาหารเพื่อชาวโลก มีป้ายคำขวัญติดไว้ว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้างเงินล้านสู่ชุมชนบ้านแคว สร้างวินัยในองค์กร สร้างสรรค์งานด้วยองค์ความรู้ชุมชน และคำว่า…เศรษฐกิจพอเพียง เคียงข้างประชาชน

คุณทองเพียร บอกว่า เริ่มก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ ขึ้นเมื่อปี 2538 เรียกว่ายาวนานมากว่า 20 ปี เพราะความยากจนและรายได้ไม่แน่นอน จากการทำนา และเก็บลำไยเพียงปีละครั้ง หลังจากนั้นก็ว่างงาน ไม่มีความมั่นคงให้ชีวิตและไม่พอกิน ทางเกษตรอำเภอสารภีจึงเข้ามาส่งเสริมให้แม่บ้านแปรรูปผลไม้ตามฤดูกาล โดยเริ่มจากการดองผลไม้ ทั้งมะม่วง ขิง ผักกาด ไข่เค็ม น้ำพริกตาแดง กล้วยฉาบ ข้าวแต๋น นำออกจำหน่ายตามงานเทศกาลต่างๆ

“ตอนนั้นพี่แดงก็เริ่มคิดและมองหาโอกาสที่จะนำลำไยมาแปรรูปด้วยการอบแห้ง ก่อนที่จะขยับขยายไปยังผลไม้ตัวอื่น อาทิ ลิ้นจี่ มะเขือเทศ มะม่วง สตรอเบอร์รี่ ขนุน อะไรที่มีในท้องถิ่นเรานำมาทำอบแห้งหมด โดยลงทุนจากเล็กก่อนขยายใหญ่ขึ้น จนปัจจุบันเรามีทั้งโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ และเตาอบลมร้อน ไม่มีเขม่า ทำให้ผลผลิตออกมาดีขึ้น สีสวย รสอร่อย”

สังเกตได้ว่า แม่บ้านจำนวน 21 คน ที่ทำงานอยู่ในวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ มีรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่ตลอดเวลา เสียงสนทนาในวงแกะขนุนสด ที่ลานหลังบ้านบ่งบอกถึงความสุขในคุณภาพชีวิตที่แสนสำราญ ช่วงนี้ทุกคนสาละวนกับการอบขนุน ซึ่งส่งตรงมาจากสวนจังหวัดจันทบุรีและระยอง เพราะปีที่ผ่านมาขนุนอบแห้งขาดตลาด ปีนี้จึงรีบวางแผนแต่เนิ่นๆ ทำให้ทั้งโรงงานหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นขนุนสีทองอร่าม หลังจากผ่านการอบในเตาอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นานถึง 12 ชั่วโมง

จุดเด่นของวิสาหกิจชุมชนบ้านแควฯ คือ สินค้ามาจากผลผลิตในชุมชนคนท้องถิ่น ไม่ใช่การผลิตโดยเครื่องจักรแบบโรงงานขนาดใหญ่ ทุกอย่างหมุนเวียนและคืนกำไรแก่ชุมชน ให้ทุกคนอยู่อย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานออกไปจากบ้านเรือนตนเอง ทำให้ครอบครัวมีความสุข ฝนตกก็เดินไปเก็บผ้า เก็บผักข้างรั้ว กลับไปทำกับข้าว อยู่อาศัยกันแบบพี่น้อง

ทุกวันนี้สินค้าตราบ้านแคว – BANKWAE BRAND ได้รับมาตรฐานสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย., ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.), GMP คือ Good Manufacturing Practice หรือ หลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร และ HACCP มาตรฐานการผลิต ป้องกันอันตรายต่อผู้บริโภค และอาหารฮาลาล (Halal Food) อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลาม มาตรฐานสินค้า OTOP เรียกว่าคุมคุณภาพครอบคลุมพร้อมจำหน่ายไปทั่วโลก ด้วยรางวัลมากมายการันตี

คุณทองเพียร บอกว่า ตั้งแต่ปี 2556 สินค้าผลไม้อบแห้งทุกชนิดขายดีขึ้นแบบ 2 เท่าตัว เพราะได้รับความนิยมจากชาวจีนมาก สินค้าที่ส่งไปวางจำหน่ายในร้านของฝากของที่ระลึกที่สนามบิน ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ เฟสติวัล ศูนย์การค้าเมญ่า ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว ริมปิงทุกสาขา ไม่พอจำหน่ายในแต่ละวัน มีคำสั่งซื้อแบบไม่อั้น ซึ่งบางวันก็ทำให้ไม่ทัน ยังไม่รวมสินค้าที่ส่งไปวางจำหน่ายที่สยามพารากอน ร้านพรทิพย์ ภูเก็ต ทั้งหมดยังไม่รวมการส่งออก ซึ่งจะมีพ่อค้าชาวจีนเดินทางมาดูที่แหล่งผลิตเพียงครั้งเดียว เมื่อพอใจเขาก็สั่งตลอดโดยจะมีตัวแทนมารับของเองและจ่ายเงินสด เป็นการค้าขายแบบปลอดภัย

“ทุกวันนี้กลุ่มแม่บ้านชุมชนบ้านแคว มุ่งมั่นทำงานเต็มกำลังที่มี และคงขยับขยายไปไม่ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะกำลังคนมีจำกัด แต่ยืนยันว่าพร้อมจะพัฒนาต่อยอดให้ผลผลิตเพียงพอต่อความต้องการของตลาด จากเดิมที่ผลิต 1 ตัน ต่อวัน ก็จะเพิ่มให้เป็น 2 ตัน ต่อวัน โดยวางแผนการผลิตล่วงหน้า ตามฤดูกาลของผลไม้ที่ออก ช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายน จะมีขนุนออกเราก็เร่งผลิตก่อน เดือนมีนาคม-เมษายน หน้ามะม่วง ส่วนลำไยจะออกในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งจะใช้ผลไม้ในฤดูกาลเท่านั้น ไม่ใช้ลำไยใส่สารเด็ดขาด เพราะเนื้อลำไยสดจะฟูและหอมกว่าเมื่ออบแห้งแล้ว”

และเพื่อเติมเต็มความต้องการของตลาดให้ครบวงจร จึงมีการผลิตสินค้าที่มีคุณค่า อาทิ ทอฟฟี่ขิง กล้วยกวน มะขามแก้ว เครื่องดื่มสมุนไพรผง เช่น กระชายดำผง ตะไคร้ผง เยอะแยะละลานตาไปหมด และล่าสุด ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ ชาลำไย ที่มีส่วนผสมหญ้าหวาน เพิ่มรสหวานหอมชุ่มในลำคอ กำลังขายดี…

คุณทองเพียร ฝากทิ้งท้ายว่า แต่ละชุมชนก็มีจุดเด่นของแต่ละท้องถิ่น บริโภคอะไร หากไม่มีมูลค่าก็ต้องนำมาเพิ่มมูลค่า โอกาสของบ้านแควคือ ลำไย เมื่อราคาตกต่ำ ก็นำวิกฤตมาพลิกให้เป็นโอกาส ด้วยการแปรรูปสินค้า มะม่วงออกมาสุกรับประทานไม่ทันก็จับมาแปรรูป จากที่เคยดองก็เลิกเด็ดขาดเพราะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มะเฟืองหล่นเต็มใต้ต้น ก็คิดว่าเก็บมาคลุกเกลือน้ำตาลตากแดด หรืออบแห้ง กลายเป็นสินค้ามีราคาทั้งที่ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจ แค่เปลี่ยนวิธีคิด หยิบจับอะไรก็เพิ่มมูลค่า กลายเป็นรายได้กลับคืนสู่ชุมชน

ทุกวันนี้แม่บ้านชุมชนบ้านแคว จึงมีทั้งค่าแรงรายวัน และปันผล 20 เปอร์เซ็นต์ จากหุ้นวิสาหกิจ ในฐานะเจ้าของร่วมกัน ให้เกียรติกัน ส่งเสียลูกหลานเล่าเรียนจบปริญญากันทุกคน และเริ่มกลับมาสานต่องานในชุมชนของตนเอง เป็นจุดศูนย์กลางของแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ทางธุรกิจไปสู่คนในชุมชน สร้างความสุขที่ยั่งยืน

ติดต่อวิสาหกิจชุมชนบ้านแควแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เลขที่ 70/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่ากว้าง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ 50140 โทรศัพท์/โทรสาร (053) 429-098 หรือ (081) 952-5348 และเข้าไปดูราคาเพื่อสั่งซื้อตรงได้ที่ http://www.ban-kwae.com

กาแฟ-ชา “ทุเรียน” “จีน” ลูกค้าหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0731151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 387

รายงานพิเศษ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

กาแฟ-ชา “ทุเรียน” “จีน” ลูกค้าหลัก

“กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตของคนทั่วโลก ปัจจุบันมีการนำสมุนไพรต่างๆ รวมทั้งเห็ดหลินจือมาเป็นส่วมผสมเพื่อเอาใจคนรักสุขภาพ ทำให้ฐานลูกค้ากว้างขึ้น ล่าสุด มีผู้ประกอบการใช้ทุเรียนมาเป็นวัตถุดิบร่วมด้วย เพราะทราบดีว่ามีผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ชอบทั้งกาแฟและทุเรียน

คุณมงคล มงคลประจักษ์ หรือ คุณเบิร์ด ซึ่งเพิ่งเรียนจบสาขาโฆษณา คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อไม่นานมานี้ เป็นเจ้าของกิจการกาแฟทุเรียนแบรนด์ รอยัล คอฟฟี่ (ROYAL COFFEE) เล่าว่า เดิมนั้นครอบครัวทำธุรกิจโรงไม้อยู่ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยนำไม้ยางมาแปรรูป ตอนนี้ก็ยังทำอยู่ ขณะที่คุณพ่อเคยเป็นไกด์ภาษาจีนมาก่อน และชอบดื่มกาแฟ ทั้งเห็นว่าคนจีนชอบทานทุเรียนเลยคิดทำกาแฟทุเรียนขึ้นมา ในนาม บริษัท สกาย ออน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตั้งอยู่ที่อำเภอเบตง และมีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ที่ปทุมธานี

มี 2 ยี่ห้อ รอยัล คอฟฟี่-หวางเจีย

ใครที่เคยไปงานแสดงสินค้าต่างๆ ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี อาจจะเคยได้ชิมกาแฟทุเรียนยี่ห้อนี้ เพราะเขาและแฟนสาวไปออกงานที่นั่นเป็นประจำ ซึ่งคนที่ชอบทุเรียนชิมแล้วต่างติดอกติดใจ และซื้อติดไม้ติดมือกลับไป ขณะที่บางคนชอบใจไอเดียนี้ แต่คนที่ไม่ชอบทุเรียนอาจจะไม่ประทับใจสักเท่าไหร่

สำหรับกาแฟทุเรียนรอยัล คอฟฟี่ ใช้กาแฟทั้งพันธุ์อาราบิก้าและโรบัสต้า โดยนำเข้าจากอินโดนีเซียและบราซิล ส่วนผงทุเรียนใช้พันธุ์หมอนทองของบ้านเรา ล่าสุด ทางบริษัทได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ นั่นคือ หวางเจีย (HUANGJIA) เป็นชานมไทยและชานมทุเรียน ชื่อนี้ในภาษาจีนมีความหมายว่า รอยัล

คุณเบิร์ด พูดถึงการไปออกงานไทยเฟ็กซ์และงานสมุนไพรแห่งชาติที่ผ่านมาว่า ผลตอบรับดีมาก จากตอนแรกที่กลุ่มลูกค้าจะเน้นไปทางจีนหรือนักท่องเที่ยวจีน ตอนนี้บริษัทเน้นมาทางคนไทยด้วย และมีคนรู้จักมากขึ้น คนโทรศัพท์มาสอบถามว่าหาซื้อที่ไหนบ้าง เนื่องจากติดใจในรสชาติ นอกจากนี้ ยังมีลูกค้าต่างชาติสนใจจะนำไปจำหน่ายด้วย จากเดิมที่ส่งไปขายที่จีนและมาเลเซีย โดยในส่วนของจีนนั้นได้ไปเปิดบริษัทที่เซินเจิ้น แต่เน้นให้บริการหลังการขายมากกว่า อย่างเช่น สินค้าเกิดชำรุดต้องการเปลี่ยน เพราะปกติลูกค้าจะติดต่อสั่งจากไทย ซึ่งการส่งออกไปขายต่างประเทศนั้นทางคุณพ่อและคุณแม่เป็นคนคอยดูแล ส่วนตนรับผิดชอบการตลาดในประเทศ

ผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ มีหลากหลาย อาทิ กาแฟทุเรียน (ภาษาจีน) 15 ซอง x 38 กรัม กาแฟทุเรียน (ไทย) 25 ซอง x 24 กรัม กาแฟมอคค่า กาแฟขาว ชานมไทย ชานมทุเรียน และโกโก้ทุเรียน ซึ่ง 3 ตัวหลังนี้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด พร้อมกันนั้น ทางบริษัทยังออกแพ็กเกจจิ้งแบบใหม่ โดยใช้กล่องสีแดงสดใสเน้นความเป็นจีน ซึ่งมีทั้งแบบกล่องและถุง รวมทั้งมีลายไทยบนกล่องสื่ออารมณ์ถึงความเป็นไทย

ออกผลิตภัณฑ์ใหม่

“ตอนนี้บริษัทมีสินค้าตัวใหม่ แต่ยังคงเน้นเป็นทุเรียน มี ชานมไทย ชานมทุเรียน และโกโก้ทุเรียน โดยชานมทุเรียนผลตอบรับค่อนข้างดี ซึ่งจากการที่เรามีบริษัทและโรงงานเป็นของครอบครัวจึงง่ายในการทำสินค้าตัวใหม่ๆ จุดนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าสินค้าของเราผลิตเองและจำหน่ายเอง ราคาและคุณภาพถูกและดีแน่นอน”

ในฐานะที่เป็นแบรนด์ใหม่ คุณเบิร์ด บอกว่า ได้ทำการตลาดในหลากหลายวิธีการ อย่างเช่น มีโฆษณาผ่านวิทยุ จัดออกบู๊ธตามงานต่างๆ โปรโมตผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม และยังขายผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ของจีนด้วย ส่วนมากบริษัทจะเน้นขายทัวร์จีนและส่งออกไปจีน

ในโอกาสที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ทางบริษัทยังได้จัดโปรโมชั่นเปิดตัวสินค้าใหม่คือ สั่ง 10 ลัง แถม 1 ลัง นอกจากนี้ ยังมีบริการหลังการขายให้ลูกค้าโทรสอบถาม หรือแจ้งมาว่ามีปัญหาอะไรไหม สินค้าชำรุดหรือไม่ ต้องการป้ายโฆษณา หรือตัวเทสต์ไหม พร้อมกันนี้ ลูกค้ายังสามารถติดตามข่าวสารลุ้นรับกาแฟทุเรียนฟรีได้ที่ IG : _mwcoffee_ ซึ่งจะมีการแจกรางวัลเป็นช่วงๆ

“กลุ่มลูกค้าคนจีนส่วนมากเป็นผู้ใหญ่ ประมาณ 35-40 ปีขึ้นไป วัยรุ่นก็มีแต่ผู้ใหญ่จะชอบทานมากกว่า และจะเป็นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ ซึ่งจะซื้อแบบภาษาจีน 15 ซอง x 38 กรัม เพราะอย่างบริษัททัวร์ที่สั่งไปขายส่วนใหญ่เป็นแบบภาษาจีน ซึ่งคนจีนที่มาเที่ยวเมืองไทยจะติดตากับรูปแบบนี้มากกว่า ส่วนที่เชียงใหม่ แบบตัวหนังสือภาษาไทย-อังกฤษขายดีมาก สั่งไปหลายเจ้า ลูกค้าบางคนกลับจีนไปให้เพื่อนมาตามหาตัวภาษาไทย-อังกฤษก็มี บางคนเจาะจงเลยว่าต้องเป็นของ รอยัล คอฟฟี่ เท่านั้น”

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ มีวางขายทั่วไป อย่างที่กรุงเทพฯ มีที่สนามบินดอนเมือง, เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟรอนท์ โกดัง 2 และ 3, TERMINAL 21 ชั้น LG ร้านเถ้าแก่น้อย, Big-C ราชดำริ, Good Day Hotel, บริษัททัวร์ SIAM GEMS GROUP เป็นต้น ส่วนต่างจังหวัด อย่างชลบุรี มีขายที่ ตลาดน้ำ 4 ภาค ร้านเถ้าแก่น้อยแลนด์ และกระจายไปทุกภาค ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ สมุทรปราการ และนนทบุรี

ดีไซน์ถุงหูหิ้วถือสะดวก

ถามถึงจุดเด่นของแบรนด์รอยัล คอฟฟี่ คุณเบิร์ด แจกแจงว่า ได้รับเครื่องหมาย อย., GMP, และ HALAL ทั้งยังมั่นใจในรสชาติที่อร่อย ถ้ารสชาติไม่อร่อย จะทำให้มีปัญหาทั้งยอดขายและการตลาด ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้ลูกค้าชอบในสินค้าของบริษัท อีกอย่างเป็นสูตรที่มีกาเฟอีนน้อย ไม่ทำร้ายสุขภาพและกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ ยังช่วยเรื่องกรดไหลย้อนอีกด้วย ที่สำคัญ ดีไซน์ถุงดูดีมีคุณภาพ และตัวที่มีภาษาจีนก็มีหูหิ้วเพื่อให้ลูกค้าถือได้ง่ายๆ สะดวก เพราะประเทศจีนบางพื้นที่ไม่ใช้ถุงพลาสติก ถุงหิ้วแบบนี้จะช่วยให้ลูกค้าถือได้ง่าย และการที่มีหลายภาษาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งในไทย ประเทศจีน หรือชาวต่างชาติอื่นๆ

นอกจากนี้ สินค้าของบริษัทมีหลายอย่างและหลายขนาดเพื่อตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าอยากซื้อกาแฟทุเรียน แต่ปริมาณต่อถุงเยอะเกินไป ทางบริษัทก็ทำหลายขนาด ให้ลูกค้าสามารถเลือกง่ายขึ้น ที่สำคัญ ราคาและคุณภาพถูกและดีจริงๆ คิดว่าไม่แพงเกินไปถ้าดูวัตถุดิบที่เลือกใช้

แม้ดูผิวเผินจะเห็นว่ากาแฟทุเรียนไม่มีใครทำขาย แต่คุณเบิร์ด ระบุว่า คู่แข่งต้องมีอยู่แล้ว ตอนนี้ที่ทราบมีอยู่ 2-3 แบรนด์ แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะการทำธุรกิจต้องมีคู่แข่ง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น โดยในปีหน้าจะผลิตสินค้าใหม่อย่างพวกผลไม้อบแห้งและนมอัดเม็ด พร้อมคาดว่าปีหน้าจะสามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีสินค้าใหม่ด้วย ซึ่งโกโก้ทุเรียนน่าสนใจมาก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและนักท่องเที่ยว

เขาพูดถึงปัญหาอุปสรรคในการทำธุรกิจนี้ว่า มีปัญหาหลายอย่างเนื่องจากช่วงแรกๆ ไม่เก่งเรื่องการตลาด ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร พอดีแฟนมาช่วยเรื่องออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง โดยเริ่มช่วยครอบครัวขายตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปี 3 ประเภทเรียนไปด้วยและหาลูกค้าไปด้วย อะไรๆ ยังไม่ค่อยลงตัว บวกกับมีบางช่วงที่ประเทศจีนสั่งห้ามนักท่องเที่ยวจีนซื้อของกลับประเทศ ช่วงนั้นเงียบมาก แต่พอยกเลิกกฎนี้ก็ทำให้เริ่มมีลูกค้าติดต่อมา ปัจจุบัน ปัญหาหลักๆ คงเป็นนักท่องเที่ยวจีนน้อยลง ขณะเดียวกัน มีสินค้าใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอด

สนใจผลิตภัณฑ์ของรอยัล คอฟฟี่ ติดต่อได้ที่ บริษัท สกาย ออน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เลขที่ 40/10 หมู่ 4 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โทรศัพท์ (096) 618-0612 LINE : royal_coffee E-mail : royalcoffee.m@gmail.com, http://www.thairoyal-coffee.com