ไทยชำเลืองตามองพม่า เริ่มต้นพัฒนา-เดินหน้าประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

ไทยชำเลืองตามองพม่า เริ่มต้นพัฒนา-เดินหน้าประชาธิปไตย

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสภาล่าง และสภาชนชาติ หรือวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาสูงครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 25 ปีของพม่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) กวาดชัยชนะเหนือคู่แข่งอย่าง พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ไปแบบถล่มทลาย ยึดครองเสียงข้างมากในสภา

รัฐสภาปัจจุบัน จะหมดวาระในวันที่ 30 มกราคม 2559 มีกำหนดส่งมอบอำนาจแก่ผู้แทนชุดใหม่ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2559 จากนั้นรัฐสภาจะลงคะแนนเสียงเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ ในวันที่ 29 มีนาคม 2559

วิธีการเลือกประธานาธิบดี ใช้การประชุมร่วม 2 สภา ผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่จะโหวตเลือกประธานาธิบดี โดยสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และทหาร เสนอชื่อบุคคลได้ 1 ชื่อ เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

จากนั้น ประธานาธิบดีจะจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และแต่งตั้งผู้มีอำนาจประจำรัฐและภูมิภาค

ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ไปเขียนห้ามคนพม่าที่ไปมีคู่สมรสต่างชาติขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี นางอองซาน ซูจี ก็จะก้าวขึ้นสู่ผู้นำประเทศอย่างสง่างาม

เส้นทางการปฏิรูปประเทศของไทยมิอาจมองข้ามความเป็นไปของพม่าไปได้

เพราะพม่าในวันนี้ ภายหลังประชาชนได้แสดงเจตจำนงผ่านการใช้สิทธิเลือกตั้งที่แข่งขันกันในระดับพรรคการเมืองเพื่อไปจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย ถูกกล่าวถึงในฐานะประเทศที่จะพัฒนาเดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตยที่มั่นคง

ไม่ใช่พม่าในอดีตที่โลกประณามหยามเหยียดว่า เป็นเผด็จการทหารปกครองประเทศ ใช้รัฐธรรมนูญที่พวกตัวเองร่างเพื่อประโยชน์ของกลุ่มและพรรคของตัวเอง กีดกันพรรคการเมืองฝ่ายค้านของนางอองซาน ซูจี

ระยะเปลี่ยนผ่านการเมืองของพม่าเป็นที่น่าติดตามของประเทศต่างๆ

ดุลการเมืองระหว่างประเทศจะเปลี่ยนไป

ในปี 2559 พม่าจะขึ้นรับตำแหน่งประธานกลุ่มประเทศในอาเซียน

ขณะที่โฉมหน้าการเมืองของพม่าเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านเริ่มต้นการถ่ายโอนอำนาจของทหารให้กับฝ่ายการเมืองที่มาจากประชาชนจะดำเนินไปอย่างไร และจะเกิดการปฏิรูปประเทศแบบไหน

ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดย สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี กำหนดให้มาทำหน้าที่สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) หลักที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวคือ เลือกเอาเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนมาดำเนินการมุ่งผลสัมฤทธิ์เป็นสำคัญ หมายความว่า ข้อสรุปและข้อเสนอที่ สปช. เคยทำไว้และส่งให้รัฐบาลไปแล้ว ไม่ต้องนำมาสานต่อทุกเรื่อง (37 วาระการปฏิรูป)

ความสำเร็จของการปฏิรูปในด้านต่างๆ ประกอบด้วย 1. การเมือง 2. กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 3. การบริหารราชการแผ่นดิน 4. การปกครองท้องถิ่น 5. การศึกษา 6. เศรษฐกิจ 7. สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 8. พลังงาน 9. สื่อมวลชน 10. สังคม และ 11. อื่นๆ

นอกจากนี้ เรื่องของการสร้างความปรองดอง การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ก็ถูกกำหนดโดย สปท. ให้นำมาขับเคลื่อนการปฏิรูปด้วย

รูปธรรมแห่งสัมฤทธิผลการปฏิรูปที่ประชาชนสัมผัสได้จะเป็นเรื่องอะไรและเกิดขึ้นเมื่อใดเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็อยากจะเห็น

ในความเป็นจริงขณะนี้ สิ่งที่สื่อมวลชนให้ความสนใจ และประชาชนซึ่งบริโภคสื่อก็คงจะเห็นคล้อยตามไปด้วยกับสิ่งที่สื่อนำเสนอ ก็คือ

1. การร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นสำคัญๆ จะเขียนออกมาอย่างไร เช่น ที่มานายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. หรือไม่ คนนอกจะมาเป็นนายกฯ ได้ไหม ด้วยเงื่อนไขอย่างไร พรรคการเมืองจะเสนอรายชื่อคนจะเป็นนายกฯ ให้ประชาชนเห็นในช่วงหาเสียงเลือกตั้งได้แบบไหน ฯลฯ ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติจากประชาชนหรือไม่

2. การเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีทุจริตจำนำข้าว จะเรียกเป็นเงินเท่าไร นางสาวยิ่งลักษณ์จะต่อสู้แบบไหน รวมไปถึงการดำเนินคดีอาญา มาตรา 157 ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะออกมาอย่างไร ซึ่งคดีอาญาจะใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีคำพิพากษา การดำเนินการกับนางสาวยิ่งลักษณ์จะนำไปสู่กระแสความอึดอัดคับข้องใจของประชาชนที่เคยสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือไม่

ตามโรดแมปของรัฐบาลและ คสช. 6+4+6+4=20 เดือน สอดรับกับโรดแมปของ สปท. 1+1+18=20 เดือน หากดำเนินไปตามปกติ นั่นคือ ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ 20 เดือนจะมีรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งจะอยู่ในช่วงประมาณกลางปี 2560

แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญเกิดมีอันเป็นไป ไม่ผ่านประชามติในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2559 โรดแมปจะสั้นเข้ามาทันที ความปั่นป่วนวุ่นวายก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้น

แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติแต่ผ่านไปแบบกระท่อนกระแท่น เสียงข้างมากที่ให้ผ่านออกมาแบบไม่ฉิวเฉียดกับฝ่ายให้คว่ำ เช่น มากกว่ากันแค่ 2-3 ล้านเสียง ก็มีแนวโน้มจะเกิดปัญหาความขัดแย้งอันเนื่องมาจากฝ่ายไม่ยอมรับจะอ้างถึงข้อบกพร่องที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องเรียกร้องให้มีการแก้ไขต่อไป ขณะที่รัฐบาล กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็เดินหน้าจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกเพื่อการปฏิรูปประเทศ

การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทยถือว่าลงหลักปักฐานได้มั่นคงกว่าพม่า แต่เมื่อพม่าเริ่มต้นตั้งหลักแล้วเดินไปข้างหน้า ไทยอาจถูกพม่าแซงหน้าไปได้ง่ายๆ หากไทยยังหาแนวทางการเมืองการปกครองที่เหมาะสมกับสังคมไทยไม่ได้ การขับเคลื่อนการปฏิรูปก็พลอยถูกกระทบกระเทือนไปด้วย ไม่แน่ว่า อาจมีคนไทยชำเลืองตามองพม่าแบบอิจฉาก็เป็นได้

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

งานก่อนหน้าที่ติดขัด ไม่มีทางออก คนช่วยเหลือได้หายหมด ช่วงนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับคุณคนที่มีกำลัง มีความสามารถที่จะเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ทั้งในเรื่องของเอกสาร สัญญา และการเงิน อีกทั้งเป็นที่ปรึกษาที่ดีทำให้หลายเรื่องที่ติดขัดคลี่คลายไปได้ด้วยดี งานในความรับผิดชอบควรลงมือให้เต็มกำลัง เสร็จก่อนเวลาที่กำหนดได้ยิ่งจะดีสำหรับตัวคุณในเวลาแบบนี้ การเงินเริ่มฟื้นตัว มีเงินพิเศษ รวมถึงได้รับเงินที่ค้างจ่ายตัวคุณอยู่บางส่วน ทำให้สภาพคล่องดีขึ้น ลูกน้องบริวารจะหาเรื่องวุ่นๆ มาให้คุณช่วยแก้ไข ส่วนหัวหน้านี่กระไรระยะหลังๆ มักจะเอาแต่ใจตนเองจนทำให้ใครต่อใครไม่อยากเข้าใกล้ ทางที่ดีคุณก็ควรห่างๆ เอาไว้บ้างเนื่องจากมีดวงจะโดนหางเลข คนรักครอบครัวยังมีเรื่องไม่เข้าใจระหว่างกันอยู่ แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ควรขุดขึ้นมาให้เป็นประเด็น ปล่อยเวลาผ่านไปหลายอย่างจะดีขึ้น กับท่านที่ยังไม่มีแฟน มีดวงเพื่อนเก่าหรือเพื่อนของเพื่อนกำลังมาแรงสามารถเมียงมองหวังผลได้ สุขภาพระวังความเครียดเป็นหลัก ทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

เป็นช่วงที่งานและเรื่องส่วนตัวเข้ามามีบทบาทในชีวิตคุณอย่างที่หลีกหนีไม่ได้ ต้องค่อยคิดค่อยแก้ไปทีละปัญหา ทุกอย่างมีทางแก้ไข ควรใจเย็น ใช้ความอดทน จะทำให้คุณสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน ส่วนงานระวังเรื่องเอกสาร อาการลืมจะมากขึ้น เมื่อมีการรับคำสั่ง หรือสั่งใครทำสิ่งใด ควรมีเอกสารกำกับทุกครั้งในระยะนี้ การเงินเป็นเรื่องดีที่มีเข้าตามปกติ ไม่ติดขัดทั้งเงินประจำ เงินพิเศษ แต่จะจ่ายไปกับเรื่องครอบครัว พ่อ แม่ พี่ น้องทั้งหลายมากมาย การค้าการขายจะมีเรื่องค่าวัตถุดิบจะสูงขึ้นขอให้คุณเตรียมความพร้อมอีกระลอกกับราคาข้าวของและผู้บริโภคที่ลดลง เวลาแบบนี้เห็นทีจะต้องงัดการบริการก่อนและหลังการขายเข้ามาให้เต็มที่มากกว่าเดิม อีกทั้งลูกค้าเก่าๆ จะเป็นฐานรายรับให้กับคุณได้อยู่ในช่วงนี้ แต่ลูกน้องคนที่คุณใช้งานได้นี่สิฝีมือตกลงไป ความละเอียดหายไป พานให้ยอดตัวเลขรายรับหดหายไปด้วยเช่นกัน คุณต้องหันมาดูแลให้มากยิ่งขึ้น ความรักระวังมีคนเข้ามาสนใจเพิ่มขึ้น ควรมีช่องว่างระหว่างการพูดคุยหรือคบหา สุขภาพระวังระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ โรคประจำตัวกำเริบด้วยครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

งานได้รับความไว้วางใจจากเจ้านาย จากผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น ทั้งงานประจำ และงานส่วนตัวของเจ้านาย ที่ได้มอบหมายให้คุณช่วยทำเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องของเวลา และการรับปากสิ่งใด จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องดำเนินการให้เสร็จอย่างที่พูดไว้ อีกทั้งงานหลวงและงานส่วนตัวก็ต้องจัดแบ่งเวลาให้เหมาะสมถึงจะอยู่รอดปลอดภัย การเงินขึ้นอยู่กับเนื้องานเป็นหลัก ตอนนี้เรียกได้ว่าทำมากได้มาก ไม่ทำไม่ได้ รายจ่ายส่วนของครอบครัวคนรักมากขึ้นเป็นเงาตามตัว การค้าการขายเหมาะกับการออกงานหรือมีโปรโมชั่นในการซื้อขายจะช่วยเพิ่มยอดรายรับให้คุณได้อย่างงาม สิ่งที่ต้องดูแลช่วงนี้คือเรื่องของหาย เงินหาย มีคนขโมย ดังนั้น จึงควรสอดส่องดูแลข้าวของเครื่องใช้ให้มากเป็นพิเศษ อีกทั้งคนงาน พนักงานทุกคนก็อย่าไว้วางใจใครมากจนเกินไป เดี๋ยวจะเกิดอาการเสียความรู้สึกกับใครบางคนในเรื่องงานขึ้นได้ ความรักระวังเรื่องของคำพูดวาจา อารมณ์รุนแรง หงุดหงิดที่เกิดขึ้นง่ายๆ จนทำให้คนในครอบครัวหนีหน้าจากคุณ จนน่าใจหาย สุขภาพระวังโรคประจำตัว ระบบทางเดินหายใจ หอบ หืด ด้วยครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

งานมีโอกาสถูกชักชวนจากเจ้านายเก่า ลูกพี่เก่า หรือคนที่คุ้นเคยกันมาแต่เก่าก่อน ให้กลับไปร่วมงาน หรือมอบหมายงานบางส่วนให้คุณร่วมรับผิดชอบ ก่อนการตัดสินใจใดๆ ควรศึกษาข้อมูล และปรึกษาท่านผู้รู้ก่อน จะช่วยให้ข้อมูลที่ได้รับมาชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งเป็นช่วงที่ไม่ควรตกปากรับคำใครเร็วเกินไป ควรชัดเจนในเรื่องข้อสัญญาต่างๆ ระหว่างกัน การเงินยังมีสภาพคล่องจากฝีมือส่วนตัว ทำให้มีงานเข้ามากขึ้น รายได้ขยับมากขึ้นตามไปด้วย แต่รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนฝูง ญาติพี่น้องและการสังสรรค์นั้นสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ทางที่ดีอย่าเพิ่งซื้อของฟุ่มเฟือยในช่วงนี้เพราะจะเกิดอาการชอร์ตเงินระยะสั้นเอาได้ การค้าขายถ้าจะเพิ่มยอดตัวเลขคือคุณต้องลงไปดูในเนื้องานมากขึ้น แก้เกมรายวันหรือร่วมพูดคุยกับคนช่วยงานคุณให้มากขึ้นถึงจะช่วยได้ ด้านคนรักครอบครัว ไม่ควรนำปัญหาของคนรอบข้าง มาเป็นปัญหาของตัวเองทั้งหมด จะทำให้บรรยากาศการพูดคุยกันภายในครอบครัวของตัวเอง หรือกับคนรักเป็นปัญหาได้ สุขภาพระวังอากาศระหว่างวันที่เปลี่ยนไปมา ทำให้เจ็บคอ เป็นหวัดได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

งานระวังเรื่องเอกสารสัญญา ลายเซ็น ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับ ก่อนนำไปใช้คุณควรไตร่ตรองพิจารณาก่อนที่จะนำไปใช้จริง มีข้อมูลล่อเป้าให้คุณเข้าไปติดกับดักที่ผู้ไม่หวังดีวางไว้ ตัวช่วยคือ เจ้านาย ผู้ใหญ่ที่คุณเคารพ เป็นผู้ใหญ่ที่ให้ความเมตตากับตัวคุณ ท่านจะสามารถลงมาช่วยแก้ปัญหา ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ อีกทั้งต้องระวังความลับส่วนตัวถูกเปิดเผย การเงินเป็นช่วงที่มีการหมุนเงิน อุปกรณ์ไฟฟ้า เทคโนโลยีเสียหาย สูญหาย ทำให้ต้องเสียเงินซื้อ การค้าการขายจะปิดงบได้ยาก อุปสรรคเรื่องลูกค้าที่มีกำลังซื้อลดลงยังคงเป็นปัญหายืดเยื้อ หาวิธีการกระตุ้นยอดขายได้แล้วมิเช่นนั้นตัวเลขรายรับซบเซายันสิ้นปีชัวร์ ลูกค้าเก่าๆ จะช่วยให้ทำกำไรระยะสั้นได้ ควรหันกลับไปมองและรักษาไว้บ้าง คนรักครอบครัวไม่ควรนำเรื่องเก่า เรื่องอดีตของกันและกันมาพูด ไม่ว่าจะพูดเล่น พูดจริงก็ตาม จะสร้างรอยร้าวระหว่างกันมากขึ้น คนที่ยังไม่มีแฟนระยะนี้ก็ยังหาไม่ได้อยู่ดี สู้เอาเวลาไปหาเงินยังจะชื่นใจกว่า สุขภาพระวังเรื่องของเบาหวาน โรคประจำตัวทำให้ต้องไปพบแพทย์ได้เลยครับ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

ระยะนี้คุณจะทำการใดๆ ก็แล้วแต่ต้องมีสติ ต้องคิดหน้าคิดหลังกว่าคนอื่นๆ ให้มากๆ ลูกน้องบริวารไว้เนื้อเชื่อใจได้ไม่เต็มที่ เผลอหน่อยทำงานหลุด ตกหล่นอีกแล้ว ลงทุนทำอะไรควรต้องพึ่งตนเองเป็นหลัก ไม่ควรไว้วางใจใครเป็นพิเศษ การเซ็นหรือลงลายลักษณ์อักษรอันใดล้วนต้องผ่านการกลั่นกรองอย่างละเอียดมากกว่าแต่ก่อน การเงินกรณีที่ให้ใครหยิบยืมเงินด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามทีให้คุณรับรู้ไว้เลยว่า ได้คืนยากมาก ทวงเงินใครอย่างกับไปขอเงินเขา คือถูกแสดงความรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด การค้าการขายให้พูดมากๆ เชียร์ลูกค้าด้วยตัวคุณเอง เพราะระยะนี้ดวงดาวคำพูดและวาจาของคุณจะส่งผลให้กลายเป็นเงินเป็นทองเข้ากระเป๋าคุณอย่างงดงาม สินค้าประเภทของใช้ในครัวเรือนจะเริ่มดีขึ้น ส่วนท่านที่ขายอาหารสดและแห้งจะต้องลงมาดูหน้างานด้วยตนเองให้บ่อยขึ้น ความรักระวังอารมณ์ระหว่างกัน ทำให้หลายอย่างพังได้อย่างไม่คาดฝัน เมื่อรู้ว่าใกล้ถึงจุดที่จะมีปัญหาระหว่างกัน ไม่ควรปล่อยให้ถึงนาทีนั้นเป็นเด็ดขาด เพราะจะเสียหาย เสียเวลาพังไปถึงเรื่องงานด้วย สุขภาพระวังความเครียด ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดง่ายมากๆ ในช่วงนี้

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

งานที่ต้องเดินทางติดต่อเจรจา เป็นคนกลาง นายหน้า ทั้งในและนอกสถานที่ ประสบผลสำเร็จถึงจะยากในช่วงต้น แต่เรื่องที่ต้องระวังให้มากๆ คือเรื่องของเอกสาร สัญญา ข้อตกลงเงื่อนไขต่างๆ ก่อนการตัดสินใจควรมีผู้ใหญ่ที่อยู่ในทีมคุณเป็นผู้ดูและหรือร่วมพิจารณา ดีกว่าที่คุณจะตัดสินใจเพียงลำพัง งานใดติดปัญหาควรปรึกษาผู้ใหญ่ด่วน การเงินในจ๊อบพิเศษๆ สามารถช่วยคลี่คลายสถานการณ์บางมุมที่ตึงเครียดน้อยลงได้ แต่ยังไม่ควรซื้อของที่ไม่จำเป็น ส่วนการค้าการขายในช่วงนี้จะมีลูกค้าเก่าๆ กลับมา ก็ขอให้คุณรักษาเอาไว้ให้ได้ สร้างความประทับใจให้กับทุกๆ คนที่คุยด้วย อีกทั้งเป็นช่วงที่เหมาะกับการพัฒนาสินค้า หาของแปลกใหม่มาเพิ่มก็จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ครับ ความรักยังมีเรื่องที่เข้าใจและคลุมเครือ อยากรู้เรื่องใดของใครควรใจเย็นอย่าเพิ่งรีบรุกรีบถาม เวลาจะช่วยให้หลายอย่างชัดเจนและดีขึ้น กับคนที่ยังไม่มีคู่จะมีคนอายุน้อยกว่าทำท่าจะมาจีบมาคบหา แต่ก็ต้องระวังเขาจะรุกฆาตปิดบัญชีคุณโดยไวเกินไป สุขภาพระวังความดัน ไมเกรน ทำให้คุณไม่สบายได้ครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานเป็นช่วงเวลาที่คุณคาดหวังว่าจะลงตัวและได้พักบ้าง แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นเลย มีงานที่ต้องเดินทางต่อเนื่อง ทั้งใกล้ ทั้งไกล มีผลกระทบในส่วนเอกสาร สัญญาต่างๆ ที่คุณต้องมีเวลาอ่าน พิจารณาดูให้มากเป็นพิเศษกว่าที่ผ่านๆ มา มิเช่นนั้นลายเซ็นที่เซ็นลงไปจะกลับมาสร้างปัญหาให้ในภายภาคหน้าได้ ลูกน้องบริวารสามารถทำงานแทนคุณได้เป็นอย่างดี แต่ควรมีการรายงานกันเป็นระยะๆ เงินจากงานส่วนตัวที่ได้หว่านไว้ก่อนหน้าเริ่มออกดอกผลให้คุณเก็บกินในช่วงนี้ การค้าการขายแนะนำให้ปรับปรุง เสริมเติมแต่งสินค้าในร้าน สินค้าในกิจการของคุณให้มีความแปลกใหม่ยิ่งขึ้น การบรรจุหีบห่อก็ควรต้องสร้างแรงจูงใจให้น่าดูน่าซื้อขึ้น อย่าอยู่กับที่ เพราะยุคสมัยนี้รวมทั้งดวงของคุณเองนั้นว่าไว้ว่าจะเจอคู่แข่งที่พัฒนาไม่หยุด จะมีการเลียนแบบสินค้าของคุณในอีกไม่ช้านี้ ระวังคนในครอบครัว คนที่คุณดูแลเจ็บป่วยไม่สบาย ความรักควรหาโอกาสเดินทางพักผ่อนร่วมกัน เพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างกันให้มั่นคงมากยิ่งขึ้น สุขภาพระวังการนอนพักผ่อนไม่พอ ทำให้เป็นลมหน้ามืดได้ครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

มีงานใหม่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การจัดระบบเรื่องของตารางงานและเรื่องของเวลายังไม่สัมพันธ์กัน อีกทั้งงานที่ต้องขอความร่วมมือ ความช่วยเหลือจากคนรอบข้างยังไม่ได้อย่างที่คิดวางแผนไว้ แต่หัวหน้างาน เจ้านายคนมอบหมายงานให้คุณทำ ยังเป็นที่ปรึกษาที่ดี เพื่อทำให้คุณก้าวข้ามผ่านงานที่วุ่นวายนี้ไปได้อย่างงดงาม ระวังการพูดถึงบุคคลที่สามในทางที่ไม่ดี การเงินมีเงินพิเศษ ทำให้สภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น คล่องมือมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา แต่รายจ่ายในครอบครัวมากขึ้นเช่นกัน การค้าการขายให้ระวังคนเบี้ยวเงิน ให้เครดิตใครระยะนี้จะเกิดความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ ลูกค้าใหม่ๆ ต้องคัดเลือกให้ดีมีเกณฑ์เจอพวกสิบแปดมงกุฎ โดยช่วงนี้มีโอกาสที่จะเจอคนช่วยเหลือ คนอุปถัมภ์ให้รอดพ้นจากปัญหาต่างๆ ไปได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด ยังดีที่ทั้งบุตร บริวาร ความรักครอบครัวยังเป็นกำลังใจให้คุณในทุกๆ เรื่องเสมอ แต่ระวังการวิ่งนอกลู่นอกทางของตนเองที่จะสร้างปัญหาได้ ไปไหนมาไหนระวังอุบัติเหตุจากการเดินทางด้วยครับ ร่างกายให้ระวังอาการเป็นหวัด เป็นไข้ตัวร้อน ทางแก้คืออย่านอนดึก และควรดื่มน้ำต่อวันให้มากขึ้น

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

ช่วงนี้งานง่ายๆ ไม่ค่อยได้สัมผัส จะมีก็แต่งานยากๆ งานหิน งานที่คนอื่นไม่เอา ลูกน้อง บริวาร คนใกล้ตัวที่สนิทสามารถเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่และอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดของคุณได้เป็นครั้งคราว การติดต่อประสานงานในช่วงนี้เบื้องต้นมีอุปสรรคมากมาย ต้องลุยต่อจึงจะประสบความสำเร็จ การเงินยังมีเงินพิเศษเข้าจากจ๊อบสั้นๆ ส่วนตัวคุณ แต่ระวังอุปกรณ์เทคโนโลยีเสียหาย ทำให้ต้องเสียทรัพย์ซื้อเพิ่มเติม การค้าการขายให้ระวังเรื่องราคาข้าวของและวัตถุดิบจะขึ้นอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียง การทำงบดุลบัญชีในระยะนี้จะมีผิดพลาดเสียหาย พยายามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องอย่าไว้วางใจเพราะจะกำไรหรือขาดทุนก็อยู่ที่การบริหารด้านบัญชีนี่แหละ ความรักเป็นอีกช่วงที่มีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ร่วมมือร่วมใจกันทำสิ่งใดเป็นโอกาสทองที่หาได้ยาก ส่วนท่านที่ยังไม่มีแฟนให้ระวังคนหวังร้ายประสงค์เลวจะเข้ามาหลอกเอาตัวและหัวใจ สุขภาพระวังเรื่องของอากาศที่เปลี่ยนกะทันหัน ทำให้ปรับสภาพร่างกายไม่ทัน เป็นสาเหตุของโรคหวัดและเป็นไข้เอาได้ครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

เป็นช่วงที่คุณอยู่ไม่ติดที่ ต้องหาเรื่องออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงนอกบ้าน เรื่องงานก็เช่นกันเป็นช่วงที่เดินทางต่อเนื่อง และต้องทำงานแทนคนอื่นที่ขาดหายไป ระวังในส่วนของเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องงานมีโอกาสหลุดได้ ทำให้เสียหายทั้งงานหลักและงานเสริมพิเศษ ลูกน้องคนสนิทยังเป็นธุระในบางเรื่องแทนคุณได้ การเงินเข้าตามระบบ ยังไม่ควรซื้อของที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ช่วงนี้มีเหตุที่คุณต้องเข้าไปช่วยเหลือคนรัก คนในครอบครัวแบบที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นได้ทั้งเรื่องแรงกาย เรื่องการเงิน และไอเดียต่างๆ การค้าการขายให้ออกงานนอกให้บ่อย หาทางขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น พยายามหาวิธีเจาะฐานลูกค้าคู่แข่งเอาไว้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการปล่อยสินค้าใหม่ๆ วางแผนการตลาด รวมทั้งการรับคนงานพนักงานใหม่ในระยะนี้จะได้คนเก่ง คนมีฝีมือเข้ามาช่วยงาน ระวังบริวารและคนใกล้ตัวทำให้เสียเครดิต เสียเงินอย่างที่ไม่ควรจะเสีย ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านจะเจ็บป่วย ควรมีเวลาเฝ้าดูแลท่านบ้าง สุขภาพต้องระวังกรด ลมในกระเพาะเยอะทำให้ปวดท้องได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

เป็นช่วงที่คุณต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคมรอบข้าง เป็นกิจกรรมใหม่ที่ให้ทั้งคนรู้จักใหม่และประสบการณ์ที่เพิ่มเติมมากขึ้น จึงไม่ควรปฏิเสธเมื่อได้รับการคัดเลือก ขอให้ทำอย่างมุ่งมั่นตั้งใจจะได้รับผลตอบรับที่คุ้มค่าอย่างแน่นอน รวมไปถึงมีโอกาสที่จะถูกเจ้านายใช้งานในเรื่องต่างๆ ก็ให้น้อมรับทำไปเถิดจะเกิดผลดีตามมาเช่นกัน การติดต่อเจรจาเรื่องเงินทอง รวมถึงขอความช่วยเหลือจะสำเร็จแต่ต้องวิ่งให้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ติดต่อส่วนราชการหรือสถาบันการเงิน ควรเตรียมเอกสารเพิ่มเติมไว้ได้เลย ด้านการค้าการขายช่วงนี้จะเจออุปสรรคอีกประการคือเรื่องฟ้าฝนลมอากาศที่แปรปรวน ยอดรายได้จากลูกค้าก็จะลดลงไปบ้าง ทางแก้อาจต้องหาสินค้าแบบโดนใจเพิ่มเติมเข้ามาหรือจัดโปรโมชั่นเล็กๆ น้อยๆ เพื่อกระตุ้นยอดรายรับสั้นๆ เป็นการป้องกันยอดตกได้เป็นอย่างดี ความรักมีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิด ร่วมมือร่วมแรงทำงานทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันมากขึ้น สุขภาพระวังเรื่องการกิน อยู่ หลับนอน ที่ไม่เป็นเวลา ทำให้เกิดอาการเป็นหวัด คัดจมูก ไอและเจ็บคอขึ้นได้ จึงควรหาเวลาพักผ่อนให้มากกว่าเดิมด้วยครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 3 เลข 5 และ เลข 9 ควรเว้น เลข 1

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ หลวงปู่ทวด และ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ จะใช้เงินที่เกี่ยวกับบ้านกับคนในครอบครัว ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านสูญหายหรือเสียหาย อีกทั้งจะมีคนใกล้เจ็บป่วย ต้องช่วยดูแลครับ

การบ้านส่งท้ายปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

การบ้านส่งท้ายปี

ห้วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ใหญ่ๆ ที่น่าจะมีผลกระทบในวงกว้างเกิดขึ้นหลายเรื่อง ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่า จะส่งผลกระทบต่อปากท้อง ความเป็นอยู่ และการทำมาหากินของเราๆ ท่านๆ กันในอนาคตหรือไม่

เริ่มจากข่าวสะเทือนขวัญล่าสุด คือ การก่อการร้ายรวดเดียวถึง 4 จุดภายในช่วงเวลาเดียวกัน ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ของขบวนการก่อการร้ายไอซิส นำมาซึ่งความสูญเสีย สะท้านสะเทือนโลก ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งพรวดกว่า 120 คน ตามมาด้วยการโต้กลับด้วยการส่งเครื่องบินกว่า 20 ลำถล่มฐานที่มั่นของไอซิสในประเทศซีเรียในวันถัดมาของรัฐบาลฝรั่งเศส เป็นการประกาศสงครามเต็มรูปแบบระหว่างฝรั่งเศสกับไอซิส

ต้องติดตามต่อว่า เหตุการณ์จะลุกลามบานปลาย จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในปีหน้าแค่ไหน!!

เรื่องที่ใกล้ตัวเราเข้ามาอีกหน่อยก็คือ กรณีการเลือกตั้งที่ประเทศพม่า เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้ ถูกจับตามองจากชาวโลก เพราะจะเป็นครั้งแรกที่นางอองซาน ซูจี ลงสมัครในฐานะผู้นำพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) และเป็นครั้งแรกที่พรรค NLD ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย โดยชนะการเลือกตั้งถึงร้อยละ 78 จากทั้งสภาล่างและสภาสูง คว้าที่นั่งในสภาถึง 387 ที่นั่ง จากทั้งหมด 498 ที่นั่ง ขณะที่พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา หรือ USDP ของรัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ได้ไปเพียง 41 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หน้าตาเป็นเช่นไร มีทหารร่วมอยู่ในรัฐบาลแค่ไหน และโฉมหน้าของประธานาธิบดีพม่าคนใหม่จะเป็นใคร นางอองซาน ซูจี จะร่วมบริหารประเทศในตำแหน่งอะไร คงได้รู้กันต้นปี 2559 นี้

แต่ที่แน่ๆ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของพม่า เป็นโฉมหน้าใหม่ที่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไทยจะต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะรู้กันอยู่ว่า ที่ผ่านมาการปกครองภายใต้รัฐบาลทหาร ปราศจากอิสระ เสรีภาพทางความคิด ทำให้คนพม่ามีความเป็นอยู่ลำบาก ภายใต้กรอบที่ไร้อิสรภาพ ต่างพากันทิ้งบ้านเรือน อพยพเข้ามาหางานทำในไทย จนปัจจุบันว่ากันว่า มีแรงงานพม่าในเมืองไทยถึงกว่าล้านคน

ขณะที่นางอองซาน ซูจี เป็นที่เคารพศรัทธาของคนพม่า เป็นความหวังที่จะนำพาประเทศพม่าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากการเลือกตั้งครั้งนี้ กระแสความนิยมท่วมท้น คนพม่าต่างออกมาใช้สิทธิกันอย่างคึกคัก เปี่ยมไปด้วยความหวัง เป็นเหตุให้พรรคฝ่ายค้านชนะขาด บ่งบอกสัญญาณแห่งความหวังไปสู่ประเทศพม่าโฉมใหม่ ผนวกกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ทำให้เศรษฐกิจความเป็นอยู่ของคนพม่าปรับตัวดีขึ้น ความเจริญหลั่งไหลเข้าไปในพม่า เชื่อว่า ในไม่ช้าไม่นาน แรงงานพม่าในบ้านเรา ก็น่าที่จะอยากกลับไปใช้ชีวิตยังถิ่นฐานเดิม

ดังนั้น นายจ้างคนไทยควรเตรียมการรับมือกับปัญหาขาดแรงงานแต่เนิ่นๆ หากแรงงานพม่าไหลกลับ!!

ส่วนเรื่องสุดท้าย คือ การประมูลสัมปทานคลื่นมือถือ 4จี หรือคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งการประมูลเป็นไปอย่างดุเดือด วงเงินประมูลสูงเกือบแตะแสนล้านบาท แข่งขันกันยาวนานกว่า 30 ชั่วโมง โดยค่ายทรู ชนะประมูลล็อตแรกด้วยวงเงิน 39,792 ล้านบาท ส่วนล็อต 2 ตกเป็นของเอไอเอส ด้วยราคาที่ 40,986 ล้านบาท

ผลการประมูลทำให้ผู้บริโภค หรือผู้ใช้มือถือทั้งหลาย รู้สึกดีที่อีกไม่นาน การใช้บริการมือถือที่เคยประสบปัญหาสัญญาณขาดๆ หายๆ สัญญาณอ่อน ระบบล่มบ่อยๆ คงจะหายไป เพราะค่ายทรูและเอไอเอสจะมีคลื่นมาให้บริการเพิ่มมากขึ้น เพิ่มความสะดวกในการใช้บริการ ธุรกิจต่างๆ ที่ต้องพึ่งพาการใช้สมาร์ตโฟนเป็นช่องทางในการค้าขายก็จะได้รับความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐได้เงินเข้าแผ่นดินจากการประมูลครั้งนี้ ถึงกว่า 80,000 ล้านบาท

แต่ในทางตรงกันข้าม หลายคนเป็นห่วงเรื่องเงินประมูลที่แพงลิบลิ่ว ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อการคิดค่าบริการมือถืออย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น แม้ว่า กสทช. จะตั้งเงื่อนไขการประมูลเอาไว้ นัยว่า เป็นการดูแลคุ้มครองผู้บริโภค โดยกำหนดให้อัตราค่าบริการ 4จี จะต้องถูกกว่าอัตราค่าบริการ 3จี ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

แต่เชื่อมั้ย ธุรกิจย่อมมีวิธีซิกแซกเพื่อให้ได้รายได้กลับคืนมาอยู่ดี!!

ในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

สารคดีเทิดพระเกียรติ

ในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร”

ที่พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปทุมธานี

“การจัดงานครั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม 2558 และทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และเพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านการเกษตร และต้องการสืบสานพระราชปณิธานทำความดีเพื่อแผ่นดิน”

คุณจารุรัฐ จงพุฒิศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานมหกรรม ในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร” ระหว่าง วันที่ 4-7 ธันวาคม 2558 ณ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

สำหรับพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบรอบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539

โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ เมื่อ วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด เมื่อ วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2545

ต่อมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) เพื่อดำเนินการบริหารงานตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2552 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2552

นับตั้งแต่จัดตั้งมาจนถึงปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีการดำเนินงานตามเป้าประสงค์เป็นอย่างดี ไม่ว่าด้านเชิดชูและเผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระอัจฉริยภาพด้านการเกษตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมถึงการสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนา ยกระดับและขยายผลการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการเกษตร และประชาชนได้เรียนรู้ภูมิปัญญาและนวัตกรรมการเกษตร

ความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีอยู่อย่างมากมาย โดยเฉพาะในส่วนของการจัดนิทรรศการ การแสดงและอบรมอาชีพต่างๆ

ตัวอย่างนิทรรศการที่น่าสนใจ เมื่อยามเข้าไปยังส่วนจัดแสดง จะเริ่มต้นจาก นิทรรศการพระราชพิธีในวิถีเกษตร พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ชาวนาเมื่อถึงต้นฤดูกาลเพาะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี ด้านข้างซ้ายและขวาเป็นจิตรกรรมฝาผนัง เป็นที่ยืนยันว่าพระราชพิธีนี้มีมาตั้งแต่โบราณกาลและกษัตริย์ทุกยุคทุกสมัยทรงให้ความสำคัญยิ่ง

จากนั้นไปยังส่วนที่เรียกว่า กษัตริย์เกษตร โรงภาพยนตร์ 3 มิติ ขนาดย่อม จุได้ 120 ที่นั่ง ขณะนี้จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “กษัตริย์เกษตร” รอบๆ โรงภาพยนตร์จัดแสดงความเป็นมาของคำว่า “กษัตริย์” ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเกษตร รวบรวมเรื่องราวพระราชประวัติและภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นอกจากนี้ ยังมีนิทรรศการ เรื่องของพ่อในบ้านของเรา ที่น่าสนใจ อาทิ

หลักการทรงงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีหลักการคิดและแนวประพฤติปฏิบัติพระองค์ในการทรงงาน ซึ่งสำนักงาน กปร. ได้รวบรวมไว้ทั้งหมด 23 ข้อ เพื่อให้ผู้ที่สนใจศึกษาหาความรู้นำไปใช้เป็นแบบอย่าง

ดอกบัวแห่งปัญญา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก ด้วยทรงประจักษ์ดีว่าเกษตรกรรมเท่านั้นที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น เมื่อพระองค์ทรงพบว่าภาคการเกษตรมีปัญหาใด ก็จะพระราชทานแนวทางแก้ไขปัญหานั้นๆ

ภาพรอยยิ้มและความสุขของคนไทยใต้ร่มพระบารมี เป็นความสุขที่สะท้อนกลับระหว่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพสกนิกรทั่วประเทศ ชมและรับฟัง บทเพลงที่ประพันธ์ทั้งคำร้อง ทำนอง ขับร้องโดยกวีซีไรท์ คุณศักดิ์สิริ มีสมสืบ กับบทเพลงที่ชื่อว่า “บ้านของเรามีพ่อ”

หัวใจใฝ่เกษตร ดินแดนที่จะทำให้ท่านพบกับความสุข สนุกสนาน เรียบง่ายในวัยเด็กผ่านของใช้ ของเล่นจากธรรมชาติที่ทำอย่างง่ายๆ

ตามรอยพ่อ อยู่อย่างพอเพียง เปิดโอกาสให้ได้อ่าน ฟัง คิด ตรึกตรอง ด้วยบรรยากาศที่โปร่งโล่งสบาย พร้อมเรียนรู้ได้ด้วยตนเองกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

วิถีเกษตรของพ่อ พระอัจฉริยภาพด้าน ดิน น้ำ ป่า และคน ผ่านโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา โครงการหลวง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 ศูนย์

ภูมิพลังแผ่นดิน พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ทรงพระเยาว์ในพระอภิบาลของสมเด็จพระบรมราชชนนี และแนวคิด แนวปฏิบัติในแต่ละช่วงวัย นำเสนอผ่านบิ๊กบุ๊กเล่มใหญ่

นวัตกรรมของพ่อ รวมผลงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านวรรณกรรม ศิลปะ ดนตรี สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่จดสิทธิบัตร จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าและแจ้งจดลิขสิทธิ์ เพื่อเป็นมรดกสำหรับคนไทย และประเทศไทยสืบไป

น้ำคือชีวิต เรียนรู้วัฏจักรของน้ำ จากฟ้า สู่ป่า เขา ไร่ นา จนมาถึงท้องทะเล คุณประโยชน์ของน้ำที่เสียไปและในบางครั้งก็นำมาซึ่งวิกฤต น้ำแล้ง น้ำล้น น้ำท่วม น้ำเน่าเสีย…หากไม่มีการจัดการน้ำที่ดีและเหมาะสม

อารยเกษตรไทย เกษตรโลก นำเสนอแนวคิด เรียนรู้อดีต เข้าใจปัจจุบัน สร้างสรรค์อนาคต เพื่อให้เราเรียนรู้ จุดเปลี่ยนสำคัญ พัฒนาการเกษตร ผลกระทบจากบริบทของสังคมโลกต่อเกษตรไทยในอดีต โดยเฉพาะในช่วง 5 ทศวรรษ ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ผลกระทบที่เกิดขึ้นและการย้อนคืนสู่ฐานเดิมของสังคม ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

มหัศจรรย์ท้องทุ่ง ห้องมหัศจรรย์ท้องทุ่ง เป็นห้องนิทรรศการที่ต้องการให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์ความสุขและความสนุกในวิถีเกษตร ที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ วิถีการหาอยู่หากินของเกษตรกรที่ได้มาจากการสั่งสมความเข้าใจในธรรมชาติของดิน น้ำ ต้นไม้ และสัตว์ เป็นภูมิปัญญาที่เกษตรกรได้นำมาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตในวิถีเกษตรที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ด้วยเทคนิคโฮโลแกรมที่ทันสมัย ที่ผู้ชมสามารถเข้าไปมีส่วนร่วม ซึมซับสัมผัสความสุขของวิถีแห่งท้องทุ่ง

น้อมนำคำพ่อสอน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น “พ่อ” และ “บรมครู” ผู้ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย คำสอนของ “พ่อ” มาจากประสบการณ์การทรงงานหนัก “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” มาตลอดพระชนมชีพ ในห้องนี้ จะนำเสนอเรื่องราวของบุคคลผู้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาชีวิตตนและสังคมให้พบประโยชน์สุขอย่างยั่งยืน

นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง บอกเล่าเรื่องราวนวัตกรรมเกษตรที่จะช่วยพาเราผ่านวิกฤต ความท้าทาย ความเปลี่ยนแปลง และปัญหาต่างๆ นวัตกรรมเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ที่พัฒนาจากภูมิปัญญาดั้งเดิม ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นที่มี เป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถเข้าถึงได้ นำไปพัฒนาต่อยอดได้ง่าย และเป็นการใช้ชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สำหรับการจัดงานมหกรรมในหลวงรักเรา “70 ปี กษัตริย์ เกษตร” ระหว่าง วันที่ 4-7 ธันวาคม 2558 ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า มีกิจกรรมที่น่าสนใจภายในงาน นอกจากร่วมใจจุดเทียนชัยถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม 2558 เวลา 19.00 น. ร่วมขบวนแห่กับคณะละครมรดกใหม่ โดยผู้กำกับละครชื่อดัง ครูช่าง (ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง) และฟังขลุ่ยบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ โดย ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี

ยังได้พบกับความอลังการของนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “70 ปี พระอัจฉริยภาพด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง”, “การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ปวงประชาถวายพ่อของแผ่นดิน”, “ศิลปะเพื่อพ่อของแผ่นดิน” จากศิลปินชั้นนำทั่วเมืองไทยกว่า 80 คน อาทิ ศ. เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ปี 2552 สาขาทัศนศิลป์ ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จิตรกรรมประจำปี 2557 สมยศ ไตรเสนีย์ รางวัลศิลปินมรดกอีสาน

นิทรรศการ “เราจะอยู่อย่างไรกับน้ำน้อย น้ำมาก และน้ำเสีย” บทเรียนการประยุกต์ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า จาก 4 ชุมชน ภูมิปัญญาพยากรณ์น้ำ เรียนรู้จากรูปธรรมตามรอยพ่ออย่างพอเพียงในมิติปัจจัยสี่ อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย สมุนไพร และพลังงานทางเลือก นวัตกรรมเกษตร การจัดการทุนของชุมชนเพื่อการพึ่งตนเอง และอื่นๆ อีกมากมาย

พร้อมร่วมสานต่อองค์ความรู้แห่งภูมิปัญญาของคนไทย โดยเรียนรู้วิชาของแผ่นดินทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติการ มากกว่า 50 วิชา (ฟรี) จากปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เช่น “การพึ่งตนเองได้ด้วยศาสตร์ของพระราชา” โดย ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ “ทำนาอย่างไรให้ได้เงินล้าน” โดย ชาวนาเงินล้าน ชัยพร พรมพันธุ์ “สร้างคลังอาหารเลี้ยงครอบครัวได้ในพื้นที่ 5 ตารางเมตร” โดย ขวัญชัย รักษาพันธุ์

นอกจากนี้ เรียนรู้จากวิทยากรที่ผ่านการปฏิบัติการจริง ทดลองทำจริง ได้ผลจริง ที่มาถ่ายทอดวิชานำไปสู่การพึ่งตนเองได้ในด้าน เศรษฐกิจ อาหาร พลังงาน การจัดการทุน เช่น หลักสูตรปลดหนี้ด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์ ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน เทคนิคปลูกมะนาวไร้ดิน นวัตกรรมพลังงานพึ่งตนเอง ทำนาอินทรีย์ต้นทุนต่ำ การแปรรูปอาหารในรูปแบบต่างๆ และเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงผ่านฐานการเรียนรู้ต่างๆ ตลอดจนเรียนรู้ด้านโหราศาสตร์กับ อาจารย์ปางช้าง ทยาหทัย จากสมาคมโหราศาสตร์แห่งประเทศไทย

เพลิดเพลินไปกับสาระบันเทิง อาทิ ละคร “ถนนสายกลับบ้านชื่อ พึ่งตนเอง” A road home, called “self-reliance” ที่สะท้อนพลังเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จาก คณะละคร “มรดกใหม่” โดย ผู้สร้างและกำกับละครระดับประเทศ ครูช่าง (ชลประคัลภ์ จันทร์เรือง) สัมผัสมนต์เสน่ห์ของศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง โจนัส แอนเดอร์สัน วงสุพรรณนิการ์โปงลาง วง V R U bigban จากมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยการแสดง แสง สี เสียง ตระการตาทุกวัน

สุข สนุก เรียนรู้ กับการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ “ในหลวงรักเรา” และชมภาพยนตร์แอนิเมชั่น 3 มิติ ในโรงภาพยนตร์ 120 ที่นั่ง “เรื่องพ่อในบ้านของเรา” ฟรี!! เฉพาะในงานนี้เท่านั้น รวมทั้งเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในอาคารได้ในราคาพิเศษ ได้แก่ “พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม” สะท้อนความหลากหลายของพันธุกรรมพืชนับพันชนิด “พิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร” ทรัพยากรธรรมชาติเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างชีวิต “พิพิธภัณฑ์วิถีน้ำ 4 มิติ 270 องศา” ที่ฉายภาพความสัมพันธ์ของน้ำกับคน และ “พิพิธภัณฑ์ดินดล 360 องศา” ฐานกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ตื่นตาตื่นใจกับความน่ารักของควายยักษ์ คุณค่าและการอนุรักษ์ควายไทย สนุกสนานกับเกมงานวัดย้อนยุค ยิงปืนจุกน้ำปลา ปาโป่ง ตักไข่ สอยดาว ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน บ้านลม ระบายสีตุ๊กตา ระบายสีว่าว ปั้นวัวปั้นควาย เดินกะลา เดินโถกเถก

ชิม ชม ช็อป อาหารท้องถิ่น ของกินปลอดภัย ของใช้คุณภาพ และพันธุ์ไม้หลากหลาย จากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ 4 ภาค มากกว่า 200 ร้านค้า

สำหรับผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถนนพหลโยธิน ตรงข้ามโรงพยาบาลการุญเวช (นวนครเดิม) จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ (094) 649-2333, (087) 359-7171, (02) 529-2212 หรือสำรองที่นั่งอบรม (086) 901-4638 หรือคลิกดูรายละเอียดใน http://www.wisdomking.or.th และ facebook/Instagram/Line ID:wisdomkingfan

จุดเปลี่ยนชีวิต 2 คู่หู…”พยาบาล & เจ้าของโชห่วย” สู่คนต้นทางวิถีเกษตรอินทรีย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054011258&srcday=2015-12-01&search=no

นที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

จุดเปลี่ยนชีวิต 2 คู่หู…”พยาบาล & เจ้าของโชห่วย” สู่คนต้นทางวิถีเกษตรอินทรีย์

เทคโนโลยีการเกษตร

จากเหตุสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับผู้หญิง 2 คน ที่ไม่เคยรู้จักกัน เมื่อพวกเธอได้สัมผัสกับชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้าย และต้องตายด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งเกิดจากผลพวงของสารพิษตกค้างในอาหารเหมือนกัน จนนำมาสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อสวรรค์ลิขิตให้พวกเขาได้มาเจอกันในพื้นที่โลกสีเขียว ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจเลือกออกแบบชีวิตตัวเอง ด้วยการหวนสู่วิถีอินทรีย์ เพื่อทำหน้าที่ผลิตอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

เรากำลังพูดถึง คุณพชรพรรณ ปัญญาสุทธากุล หรือ ดอท สาวชัยนาท วัย 48 ปี อดีตผู้จัดการฝ่ายการพยาบาลหน่วยงานพิเศษ ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ และ คุณณารินทร์ ทองยี่สุ่น หรือ ริน อายุ 44 ปี ผู้หญิงร่างเล็กที่เปี่ยมไปด้วยพลัง เจ้าของธุรกิจร้านโชห่วยในจังหวัดนครปฐม

หากย้อนดูหน้าที่การงานกับรายได้ ผู้หญิง 2 คนนี้ สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายๆ แต่ด้วยเหตุอันใดเล่า ที่ทำให้พวกเธอตัดสินใจละทิ้งสิ่งเหล่านั้น แล้วหันมาทำเกษตรอินทรีย์ หรือสิ่งที่ได้ร่วมกันทำเพียงหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพ และไม่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ด้วยโรคมะเร็งที่แฝงมากับพืชผัก

จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนทั้ง 2 ได้มาเจอกัน เกิดขึ้นเมื่อ 4 ปีก่อน คุณรินเล่าว่า ตอนที่เปิดร้านขายของชำ มีโอกาสได้รู้จักกับญาติที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับคุณดอท วันหนึ่งญาติที่ป่วยแวะมาเที่ยวที่ร้านค้า ยิ่งได้รู้จักกันก็ยิ่งรู้สึกสงสาร เพราะว่าเขาเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายแล้ว

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าทำอะไรให้ได้ก็อยากทำให้ เพราะเรารู้ดีว่าชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้ายสภาพจิตใจมันแย่มากแค่ไหน ตัวเองเริ่มปลูกผักอินทรีย์เล็กๆ น้อยๆ ก็เลยนำไปฝากเขาบ้าง ไปส่งกับข้าวให้บ้าง รู้จักกันได้ปีกว่าๆ เขาก็จากไป ทำให้ย้อนคิดไปว่า หากเขาได้มีโอกาสดูแลสุขภาพของตัวเองตั้งแต่แรก ได้กินอาหารที่ปลอดสารพิษ คงไม่ต้องเป็นโรคร้ายเช่นนี้” ประกายความคิดเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้น

การเดินเข้าออกโรงพยาบาล กับช่วงเวลาที่ได้ดูแลญาติ ทำให้เธอมีโอกาสได้รู้จัก คุณ “ดอท” พยาบาลสาวผู้เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ได้พบปะพูดคุย จากความคุ้นเคย กลายเป็นความเคยชิน ถึงจุดหนึ่งทำให้รู้สึกได้ว่าแนวคิดตรงกัน มีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการหวนคืนสู่วิถีอินทรีย์

ย้อนไปที่คุณดอท เธอเล่าจุดเปลี่ยนชีวิตของตัวเองให้ฟังว่า ช่วงที่ทำงาน ตำแหน่งก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งตำแหน่งสุดท้ายที่ได้รับ ก็ถือว่าสูงสุดสำหรับตัวเองแล้ว จึงเริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับสิ่งที่ทำ ประกอบกับภาพที่เห็นในแต่วันมีคนไข้เข้ามารักษาสุขภาพในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก และที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งก็เยอะ คิดว่าสาเหตุหนึ่งน่าจะเป็นผลพวงมาจากสารเคมีตกค้างในอาหาร

“หน้าที่ของพี่คือ ส่งคนไข้ไปสวรรค์ รู้ดีว่าเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ทุกคนอยากย้อนเวลากลับไปดูแลตัวเอง อยากกินอาหารดีๆ อยากมีสุขภาพที่แข็งแรง เรื่องน่าเศร้าใจเหล่านี้มันเกิดขึ้นทุกวัน ประกายความคิดเล็กๆ มันแวบขึ้นมา เราต้องดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่ร่างกายยังแข็งแรง เพราะเมื่อโรคร้ายมาเยือน มีเงินมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้อีก” เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณดอท มุ่งมั่นที่จะก้าวเดินบนเส้นทางสายอินทรีย์

หลังจากใช้เวลา 2 ปี ในการเคลียร์ภาระตัวเอง และคิดคำนวณชั่งตวงวัด เมื่อค้นพบผลลัพธ์ของความสุข คุณดอทก็ยื่นใบลาออกเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา หันมาสร้างฐานชีวิตด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ แต่ทางโรงพยาบาลก็ยังให้ไปช่วยในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

เมื่อมั่นใจว่าจะเดินไปด้วยกัน ทั้งสองก็เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ด้วยการเพาะต้นอ่อนเมล็ดทานตะวัน โต้วเหมี่ยว ผักบุ้ง กระเจี๊ยบ คุณรินบอกว่า แรกๆ ก็ไม่เข้าใจระบบเกษตรอินทรีย์ แต่พอทำไปนานๆ ได้เจอเพื่อน เจอกลุ่มเครือข่ายพี่น้องสองตำบล+…จนได้เข้าร่วมโครงการสามพรานโมเดล ทำให้ได้พบกับสังคมเกษตรอินทรีย์ ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ จากโครงการสามพรานโมเดล ทำให้เข้าใจธรรมชาติ และมีความสุขกับการทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น

“ชีวิตเกษตรอินทรีย์วันแรกๆ ก็ไม่ง่ายนัก เราไม่เคยหยุดนิ่ง ความรู้ไม่เยอะ แต่คุณรินไอเดียสุดยอด ทำงานแบบมีการวางแผน รู้เลยตื่นเช้ามาต้องทำอะไร ที่นี่เป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ถึงรายได้ต่อเดือนจะไม่เยอะอย่างที่เคยได้รับ แต่ความสุขที่ได้จากการทำเกษตรอินทรีย์มันไม่น้อยเลย” คุณดอท สะท้อนความรู้สึก

ด้าน คุณอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการสามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขาธิการมูลนิธิสังคมสุขใจ ในฐานะผู้ริเริ่มและผลักดันให้เกิดโครงการสามพรานโมเดล กล่าวว่า สมาชิกแต่ละคนที่ก้าวมาทำเกษตรอินทรีย์ล้วนต่างมีแรงบันดาลใจ แต่ส่วนใหญ่ที่เจอคือ ปัญหาด้านสุขภาพ ทั้งของตนเองและคนรอบข้าง ซึ่งเป็นที่น่าดีใจที่เกษตรกรแต่ละคนที่ผมได้เจอ สามารถค้นพบวิถีทางใหม่ๆ ในการปลูกและดูแล ผลผลิต รวมถึงสามารถขยายต่อยอด จะว่าไปแล้ว การทำเกษตรอินทรีย์กับวิถีชีวิตคือเรื่องเดียวกัน เมื่อได้ปลูกเป็น ก็มีอิสระ เพราะมีแหล่งอาหารปลอดภัยเป็นของตนเอง เมื่อทำตลาดเป็น ก็สามารถขยายฐาน ขยายแปลงปลูกสู่การมีรายได้ที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้หลายคนไม่เพียงเปลี่ยนชีวิต มีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังมีสังคม และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบัน พื้นที่ 3 ไร่ ถูกจัดสรรเป็นสัดเป็นส่วน ปลูกผักผลไม้ที่อยากปลูกกว่า 20 ชนิด เอาผลไม้ลงก่อน ตั้งให้เป็นแนว ใส่ผักระหว่างแนวต้นไม้ ถัดไปปลูกกล้วย ในดงกล้วยก็ทำเล้าไก่ เลี้ยงไก่อารมณ์ดี (เลี้ยงแบบธรรมชาติ) กว่า 300 ตัว ไว้เก็บไข่ขาย ติดกับสวนกล้วย ขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำนา เลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์ ส่วนพื้นที่คันนาก็ปลูกบวบไปด้วย พื้นที่ภายในอาคารติดกับตัวบ้านใช้เพาะต้นอ่อน นอกจากนี้ มีการเลี้ยงไส้เดือน ทำน้ำหมักชีวภาพ หมักมูลวัว มูลสุกร ทำสูตรอาหารไก่ เอาไว้ใช้เองอีกด้วย

“ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราลงทุน รายได้ต่อเดือนเฉลี่ยประมาณ 20,000 บาท ส่งขายให้กับโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ โดยเฉพาะต้นอ่อนที่ตอนนี้ถือเป็นรายได้หลัก แต่เราตั้งเป้าไว้ว่า ปีหน้าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละแสน และอนาคตคิดว่า จะพัฒนาสวนแห่งนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์มีชีวิต ให้เป็นที่พักผ่อนของคนสูงอายุ และสำหรับคนรักษ์สุขภาพที่โหยหาธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ที่สำคัญเราเองก็จะเกษียณตัวเองอย่างมีความสุข” คุณริน คุยถึงเป้าหมายในอนาคตให้ฟัง

ถึงแม้จะลงมือได้เพียงไม่นาน ยังก้าวไปไม่ถึงฝัน แต่สิ่งที่ทั้งคู่เก็บเกี่ยวระหว่างทางเดิน มันมากกว่าเงินทอง แต่คือกำไรชีวิตที่มากับความสุข ได้มิตรภาพที่งดงาม ความสมดุลของระบบนิเวศกลับคืนมา ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่แท้จริง

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมแชร์ประสบการณ์ แบ่งปันความรู้ เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์อย่างมีความสุข พร้อมเรียนวิธีการเพาะต้นอ่อนให้เติบโต แข็งแรง ด้วยเทคนิคง่ายๆ 4 ขั้นตอน ภายใน 20 นาที กับ คุณดอท และคุณริน ขอเชิญได้ใน “งานมหกรรมวันสังคมสุขใจ” ครั้งที่ 2 จัดโดย มูลนิธิสังคมสุขใจ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระหว่าง วันที่ 18-20 ธันวาคม 2558 ที่สวนสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รายละเอียดติดต่อศูนย์พัฒนาเกษตรอินทรีย์สุขใจ คุณชฤทธิพร เม้งเกร็ด โทร. (081) 854-0880 คุณเบญจรัตน์ สินสงวน โทร. (084) 670-0930 หรือที่ http://www.sampranmodel.com หรือ Facebook/Sampranmodel

ไพโรจน์ รัตนรัตน์ คนปากพนังกับอาชีพใหม่ เลี้ยง “ปูเปี้ยว” ขาย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

ไพโรจน์ รัตนรัตน์ คนปากพนังกับอาชีพใหม่ เลี้ยง “ปูเปี้ยว” ขาย!!

ชมพูเข้ม เรื่อง/ภาพ

กศน.ทั่วไทย

ปูเปี้ยว หรือบางที่เรียกว่า ปูแสม เป็นสัตว์น้ำดั้งเดิมมีชุกชุมอยู่คู่กับชายฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย ลักษณะของปูเปี้ยวที่นี่มีกระดองสีน้ำตาลปนดำ มีขนาดตัว ประมาณ 4-5 เซนติเมตร ก้ามและขามีสีแดงออกม่วงปนกับสีน้ำตาล กินผัก ใบไม้ และซากสัตว์ตามธรรมชาติเป็นอาหาร

ปูเปี้ยว ได้รับความนิยมนำไปดองเค็ม เพื่อเป็นส่วนผสมหลักของส้มตำ รวมถึงทำอาหารต่างๆ เช่น ยำปูเปี้ยว หลนปูเปี้ยว หรือทำน้ำพริกปูเปี้ยวได้

ปัจจุบัน จำนวนปูเปี้ยวลดลงไปมาก เนื่องจากชาวบ้านจับขาย จนปูรุ่นใหม่เกิดมาแทนไม่ทัน ชาวบ้านที่เคยจับปูขายก็ออกจากพื้นที่ย้ายไปจับปูเปี้ยวในจังหวัดอื่นๆ หากไม่มีการอนุรักษ์หรือขยายพันธุ์ให้มีจำนวนมากขึ้น ปูเปี้ยวจะสูญพันธุ์ไม่มีให้คนรุ่นหลังได้บริโภค

“ปากพนังฝั่งตะวันออก” เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีปูเปี้ยวอยู่ตามธรรมชาติ เนื่องจากสภาพพื้นที่โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 1-8 เมตร พื้นที่ลาดเทจากทางตะวันตกไปทางตะวันออกจดอ่าวไทย

สภาพพื้นที่ปากพนังฝั่งตะวันออก ส่วนใหญ่ใช้ทำนากุ้ง และทำประมงเพาะเลี้ยงชายฝั่ง พื้นที่ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก มีทั้งหมด 7 หมู่บ้าน มีเนื้อที่ 15,544 ไร่ จำนวนประชากรประมาณ 7,566 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง เพาะเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา เป็นหลัก รองลงมาคือรับจ้างทั่วไป ค้าขาย และประกอบอาชีพเสริม

ที่ปากพนังในวันนี้มีอาชีพใหม่ที่น่าสนใจคือ การเลี้ยงปูเปี้ยว โดยเป็นผลงานที่เกิดจากภูมิปัญญาของ คุณไพโรจน์ รัตนรัตน์ เจ้าของพื้นที่เลี้ยงปูเปี้ยว ในหมู่ที่ 6 บ้านเนินน้ำหัก ตำบลปากพนังฝั่งตะวันออก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช

จุดประกายจาก

บทความที่อ่านเจอ

คุณไพโรจน์ ได้เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนหนึ่งในชุมชนที่ประสบปัญหาขาดทุนจากการทำนากุ้ง คิดมาตลอดว่าจะทำอย่างไร ให้วัสดุ อุปกรณ์ ที่เหลือจากการทำนากุ้งได้นำมาใช้ประโยชน์โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก จึงได้ศึกษาค้นคว้าจากหนังสือ วารสารต่างๆ ไปพบบทความที่เขียนเกี่ยวกับการเลี้ยงปูเปี้ยว ก็เกิดความสนใจเรื่องนี้มาก เนื่องจากตนเองเติบโตในพื้นที่อำเภอปากพนังมาตลอด วิ่งเล่นเห็นปูเปี้ยวมาตั้งแต่เด็ก

คุณไพโรจน์ จึงได้นำกรอบความคิดที่ได้อ่านจากหนังสือมาประยุกต์ให้เข้ากับสภาพทุนที่มีอยู่ ทั้งบ่อกุ้ง และอุปกรณ์โดยปรับพื้นที่ที่มีอยู่เดิม ซึ่งมีสภาพเป็นบ่อกุ้งร้าง ที่มีเลนตมที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้ง สภาพพื้นบ่อกุ้งจึงเหมือนกับดินทั่วไป สูงเสมอเกือบขอบบ่อกุ้งร้าง ได้จ้างรถแบ๊คโฮขุดดิน ขุดเป็นคันดินด้านข้างรอบบ่อทั้ง 4 ด้าน เหมือนคันนา หรือการทำไร่นาสวนผสม

หลังจากนั้น ขุดดินรอบบ่อลึกลงไป 20-30 เซนติเมตร ใช้ผ้ายางสีดำ ขนาดกว้าง 60 เซนติเมตร เอาดินถมกลบประมาณ 10 เซนติเมตร ส่วนผ้ายางที่เหลือยกขึ้นสูง ประมาณ 50 เซนติเมตร คลุมคันดินด้านบนตรึงด้วยตะปู คันดินจะช่วยป้องกันไม่ให้ปูเปี้ยวออกจากบ่อเลี้ยง

การเตรียมพื้นที่ คุณไพโรจน์ แนะนำว่าพื้นที่ที่เหมาะสมควรมีน้ำขึ้น-ลง ตลอดปี สำหรับการปรับพื้นที่บ่อกุ้งร้างขึ้นอยู่กับสภาพของบ่อกุ้งแต่ละแห่ง กรณีที่พื้นที่เดิมมีสภาพรกร้างให้เอาต้นไม้บางส่วนที่ไม่ใช้ออก เหลือต้นไม้ตามธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อการเลี้ยงปูเปี้ยว เช่น ผักเป็ด ต้นขลู โกงกาง หนามหมอ ให้ปล่อยไว้ตามธรรมชาติ เป็นร่มเงาและเป็นอาหารปูเปี้ยวได้

การเตรียมบ่อ นำยางรถยนต์ที่เหลือใช้มาวางเรียงกันเป็นระยะ เผื่อน้ำท่วมพื้นบ่อ ปูเปี้ยวจะได้ขึ้นมาตากแดด หรือเป็นที่เจาะรูหลบซ่อนตัวของปูเปี้ยว เปรียบเทียบเหมือนเป็นบ้านของปู หลังจากนั้นนำพันธุ์ปูเปี้ยวมาปล่อย

ขณะนี้ คุณไพโรจน์ ซื้อพันธุ์ปูเปี้ยวจากแหล่งขายในตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร และตำบลบางจาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจากชาวบ้านทั่วไปที่จับลูกปูขาย ในราคากิโลกรัมละ 30-50 บาท หากเป็นลูกปูคละขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ กิโลกรัมละประมาณ 70 บาท ตามราคาขายลูกพันธุ์ปูในท้องตลาด

ครั้งแรกได้ลงทุนซื้อลูกพันธุ์ปูเปี้ยว จำนวนประมาณ 200 กว่ากิโลกรัม

คุณไพโรจน์ เล่าเพิ่มเติมว่า ตนเองมีความตั้งใจเลี้ยงปูเปี้ยวให้ประสบความสำเร็จ เพราะคิดว่าถ้าตนเองทำสำเร็จจะสามารถเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่นๆ ในชุมชนที่ประสบปัญหาการขาดทุนจากการเลี้ยงกุ้ง มีบ่อกุ้งร้างไว้ให้นำมาทำประโยชน์ หรือคนที่ว่างงาน ให้มีกำลังใจ อย่าท้อแท้ ทุกอย่างสามารถผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ หากตัวเราเองมีความมุ่งมั่นตั้งใจหารายได้เลี้ยงครอบครัว

สำหรับแรงงานภายในฟาร์มแห่งนี้จะเน้นให้สมาชิกในครอบครัวช่วยเหลือกัน เช่น ให้ลูกชายและเพื่อนๆ ช่วยกันจับปู ให้อาหารปู และนำปูดองไปขาย ซึ่งเป็นการปลูกฝังให้ลูกๆ ได้มีส่วนรับผิดชอบ ช่วยเหลือครอบครัวไปด้วยในตัว

เลี้ยงอย่างไร…ปูเปี้ยว

การให้อาหารปูเปี้ยวหลังจากปล่อยลูกปูแล้ว เลี้ยงปูเปี้ยวด้วยปลาสดสับชิ้นเล็กๆ คลุกกับรำ หรือปลาป่น หากเป็นช่วงฤดูมรสุมไม่มีปลาสด ใช้ปลาหมักน้ำ EM แช่ในช่องแช่แข็ง เพื่อนำไปเป็นอาหารให้ปูเปี้ยว

โดยธรรมชาติของปูเปี้ยวจะอยู่ในรูช่วงกลางวัน อาจจะออกมาเมื่อหิว หรือเมื่อปลอดคน

การให้อาหารปูเปี้ยว ให้ในช่วงเย็น ประมาณ 6 โมงเย็น หากให้อาหารเร็วกว่านี้ มดจะไปกินอาหารทำให้ปูเปี้ยวไม่กิน เนื่องจากถูกมดกัด

อาหารสามารถให้ทุกวัน หรือ 2-3 วัน ก็ได้ เนื่องจากปูสามารถหาอาหารซึ่งเป็นผักหรือซากสัตว์จากธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง

ในช่วงปูเริ่มโตขึ้น ให้อาหารเม็ด (อาหารปลาดุก) เสริมได้ การเลี้ยงมีการปล่อยน้ำให้ไหลเวียนภายในบ่อเลี้ยง โดยเฉพาะในช่วงฤดูวางไข่

การขยายพันธุ์ มี 2 ช่วง คือประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ปูเปี้ยวจะลอกคราบและวางไข่ ให้ตีน้ำกระเพื่อมเป็นระลอก จะทำให้ปูเปี้ยวขยายพันธุ์ได้มากกว่าเดิม

ระยะเวลาในการเลี้ยงปูเปี้ยว ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน โดยเฉพาะในช่วงฝนตกชุกปูเปี้ยวจะเจริญเติบโตได้ดี

การจับปูเปี้ยวขาย ให้เลือกเฉพาะปูที่มีขนาดใหญ่ ที่มีน้ำหนักมาก ปูเปี้ยวตัวเมียจะไม่จับไปขาย ปล่อยไว้ขยายพันธุ์

ช่วงที่เลี้ยงแรกๆ คุณไพโรจน์ บอกว่าจะได้ปูที่มีขนาดเล็ก ได้พยายามสังเกตการกินอาหารของปู และปรับปรุงสูตรอาหารมาตลอด ปัจจุบันปูมีขนาดน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น 18-20 ตัว ต่อกิโลกรัม

การจำหน่าย การจับปูเปี้ยวจับในช่วงกลางคืน ทำได้ 3 วิธี คือใช้ไฟฉายคาดศีรษะพร้อมแบตเตอรี่ส่องเดินจับทีละตัว ใช้กับดักด้วยกระป๋อง และการใช้ภูมิปัญญาที่คิดขึ้นเอง โดยใช้ปี๊บ/แกลลอน ขนาด 18 ลิตร ทำหลุมพรางล่อเหยื่อ มีเหยื่ออยู่ในแกลลอน เมื่อปูเปี้ยวตกลงไปจะขึ้นมาไม่ได้ นำแกลลอนขึ้นมาเลือกจับปูเปี้ยวเฉพาะที่มีขนาดใหญ่ ไปใช้ทำปูเปี้ยวดองน้ำปลา

พื้นที่การเลี้ยงปูเปี้ยวของคุณไพโรจน์ ได้แบ่งส่วนหนึ่งเป็นแปลงสาธิต ทดลองหาความรู้และเป็นศูนย์เรียนรู้ให้ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปูเปี้ยว เป็นตัวอย่างของการใช้นากุ้งร้างที่มีอยู่เดิมมาปรับสภาพ แก้ปัญหาหนี้สินที่ขาดทุนจากการเลี้ยงกุ้ง

“ในอนาคต จะขยายพื้นที่ ใช้รถขุดดิน ขุดคันดินเพิ่มพื้นที่ว่าง ซึ่งเป็นลานกว้าง ยกร่องให้เป็นคันดินเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มปริมาณปูเปี้ยวให้มากขึ้น ขยายพันธุ์ปูเปี้ยวเอง และเป็นศูนย์การเรียนรู้ปูเปี้ยวอย่างครบวงจรกับผู้สนใจ” คุณไพโรจน์ กล่าว

สำหรับผู้สนใจอยากทดลองเลี้ยงปูเปี้ยว คุณไพโรจน์ แนะนำว่า ควรเลือกพื้นที่ที่มีน้ำขึ้น น้ำลง คือบางช่วงน้ำท่วมและบางช่วงน้ำลด ปูเปี้ยวจะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้ดี การลงทุนสำหรับเกษตรกรรายใหม่ที่ต้องการเลี้ยงปูเปี้ยว กรณีที่มีที่ดินเดิมอยู่แล้ว มีค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนของค่าจ้างรถแบ๊คโฮขุดทำคันดิน ค่าลูกพันธุ์ปูเปี้ยว ค่าผ้ายางปูขอบคันดิน สำหรับยางรถยนต์ หรืออุปกรณ์อื่นๆ สามารถประยุกต์ใช้วัสดุที่มีอยู่เดิมได้

ไม่ขายสด

แต่ทำปูเปี้ยวดองน้ำปลา

สูตรเด็ดที่ต้องลิ้มลอง

ส่วนผลผลิตปูเปี้ยวที่ได้จากการเลี้ยงในขณะนี้ไม่มีการจำหน่ายเป็นปูเปี้ยวสด แต่คุณไพโรจน์นำปูเปี้ยวทั้งหมดมาดองน้ำปลา

ปูเปี้ยวดองน้ำปลา คุณไพโรจน์ ให้ข้อมูลว่า จะแตกต่างจากทั่วไปที่เป็นการดองด้วยเกลือ โดยขั้นตอนการดอง ให้ล้างปูเปี้ยวสดด้วยน้ำสะอาด 3 ครั้ง แช่น้ำปูนแดงใส แล้วแช่น้ำปลา ใช้เวลาดอง 2 วัน อุปกรณ์ที่ใช้ดองเป็นโอ่งมังกร ปิดฝาให้สนิท

ปูเปี้ยวดองน้ำปลา ส่งขายปลีก กิโลกรัมละ 200 บาท โดยบรรจุเป็นขวดขนาดต่างๆ หากขายปลีกหน้าบ่อเลี้ยง จะขายราคาขวดละ 99 บาท สามารถซื้อได้หน้าบ่อเลี้ยง หรือสั่งซื้อทางไลน์ ลูกค้าจะเป็นลูกค้าขาประจำที่รู้จัก และลูกค้าขาจรเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวแหลมตะลุมพุก ขับรถผ่านไปมา สามารถแวะอุดหนุนปูเปี้ยวดองน้ำปลาได้ นอกจากนั้นขายตามบู๊ธจัดงานต่างๆ

วิธีเก็บปูเปี้ยวดองน้ำปลาไว้จำหน่ายให้ลูกค้าได้ตลอดคือ เมื่อดองครบ 2 วันแล้ว นำปูเปี้ยวมาใส่ช่องแช่แข็ง จึงมีปูเปี้ยวไว้จำหน่ายได้ทุกวัน หากลูกค้าซื้อไปทำยำปูเปี้ยว ส้มตำ หรือหลนปูเปี้ยว ก็เก็บในลักษณะเดียวกัน

ปูเปี้ยวของที่นี่ เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า เพราะเนื้อแน่น อร่อย ความเค็มพอดี เปลือกกรอบ ทำให้ปอกเปลือกง่าย เนื้อไม่ติดเปลือก ที่สำคัญขั้นตอนการทำสะอาดปลอดภัยต่อสุขภาพ กินแล้วไม่ต้องกลัวท้องเสีย

ตอนนี้ครอบครัวคุณไพโรจน์มีรายได้เสริม โดยจับปูเปี้ยวสด ประมาณวันละ 5-10 กิโลกรัม นำมาดองขายตามจำนวนที่ลูกค้าสั่ง รายได้มากบ้าง น้อยบ้าง ขายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม ต่อวัน มีรายได้อย่างน้อย วันละ 600 บาท ต่อวัน

“การเลี้ยงปูเปี้ยวเพื่อเป็นอาชีพเสริมยังมีลู่ทางสดใส เป็นช่องทางใหม่ของคนลุ่มน้ำปากพนัง เพราะมีผู้ซื้อมาสอบถามความต้องการอีกมาก ทั้งปูเปี้ยวสดและปูเปี้ยวดองเค็ม ดังนั้น ควรอนุรักษ์ให้มีปูเปี้ยวอยู่คู่กับชายฝั่งทะเลตะวันออก และคนในพื้นที่ได้ซื้อปูเปี้ยวดองน้ำปลาจากการผลิตของคนในชุมชน ลดการสั่งซื้อปูเปี้ยวจากภายนอกชุมชน จะทำให้เศรษฐกิจในระดับชุมชนได้หมุนเวียนใช้จ่ายในชุมชนมากขึ้น” คุณไพโรจน์ กล่าว

กศน. สนับสนุนเต็มที่

นับตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ อาชีพการเลี้ยงปูเปี้ยวของคุณไพโรจน์ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี จาก สำนักงาน กศน. อำเภอปากพนัง โดย คุณสุรศักดิ์ อนันต์ ผู้อำนวยการ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอปากพนัง ได้พิจารณาว่าอาชีพการเลี้ยงปูเปี้ยวเป็นอาชีพที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน หมู่ที่ 6 บ้านเนินน้ำหัก ช่วยแก้ปัญหาการประกอบอาชีพของชุมชนได้

ผอ. สุรศักดิ์ จึงมอบหมายให้ คุณณภัทร อินนุพัฒน์ ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน และ คุณชุติกาญจน์ ชูเผือก ครู กศน. ตำบล เป็นผู้ประสานงานในการสนับสนุนงบประมาณ จำนวน 12,000 บาท มาสมทบเป็นลูกพันธุ์ปู ในการปล่อยพันธุ์ลูกปู จะปล่อยครั้งละ 500 กิโลกรัม

อีกทั้งเมื่อเร็วๆ นี้ คุณบุษบา ณะแก้ว รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นำคณะนิเทศและติดตามผลการดำเนินงาน มาเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณไพโรจน์และสมาชิกกลุ่มปูเปี้ยว

คุณบุษบา กล่าวว่า การเลี้ยงปูเปี้ยวเป็นอาชีพที่น่าสนใจมาก เป็นการสร้างอาชีพที่ใช้ต้นทุนทรัพยากรเดิมที่มีอยู่มาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า คุณไพโรจน์เป็นผู้ที่ใฝ่หาความรู้และประยุกต์ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่มาสร้างอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ประสบการณ์ในชีวิตสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่นได้ มุ่งมั่นในการแก้ปัญหาปากท้องของสมาชิกในชุมชน

“หากคนในชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ทะเลของท้องถิ่น ช่วยกันรักษาระบบนิเวศของธรรมชาติจะช่วยให้ปูเปี้ยวอยู่คู่กับพื้นที่ต่อไป และที่สำคัญกลุ่มเลี้ยงปูเปี้ยวสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน โดยมีชมรม หน่วยงาน ภาคส่วนต่างๆ มาช่วยสนับสนุนอีกทางหนึ่ง” คุณบุษบา กล่าวทิ้งท้าย

หากท่านใดสนใจสั่งซื้อปูเปี้ยวดองเค็มไปทำส้มตำ หลนปูเปี้ยว ยำปูเปี้ยว น้ำพริกปูเปี้ยว หรืออยากลองประกอบอาชีพเลี้ยงปูเปี้ยวเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ติดต่อสอบถามข้อมูลได้จาก คุณไพโรจน์ รัตนรัตน์ โทรศัพท์ (083) 642-1709

หรือหากเดินทางไปท่องเที่ยวแหลมตะลุมพุก ผ่านบ้านเนินน้ำหัก อย่าลืมแวะเยี่ยมชม ให้กำลังใจการเลี้ยงปูเปี้ยว ช่วยอนุรักษ์ปูพื้นบ้านให้อยู่คู่กับทะเลชายฝั่งตะวันออก และช่วยฟื้นฟูสภาพนากุ้งให้กลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง

อย่าลืมนะคะ…

สัมภาษณ์พิเศษ “สุรพงษ์ จำจด” เลขาธิการ กศน. คนใหม่ เจาะ “แผนงานเด่น กศน. ปี 59”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

สัมภาษณ์พิเศษ “สุรพงษ์ จำจด” เลขาธิการ กศน. คนใหม่ เจาะ “แผนงานเด่น กศน. ปี 59”

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

กศน. ทั่วไทย

ในฉบับนี้ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน นำทีมผู้สื่อข่าวไปพูดคุยกับ “คุณสุรพงษ์ จำจด” เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เกี่ยวกับแผนงานและนโยบายต่างๆ ที่ กศน. นำมาใช้ในปี 2559 ซึ่งแต่ละประเด็นน่าสนใจติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นการใช้ “กศน. ตำบล” เป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ นโยบายการจัด ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเพิ่มมิติการศึกษาชายแดนใต้ รวมทั้งโครงการอบรมอาชีพ “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่จังหวัดอุทัยธานี

ยุทธศาสตร์การทำงาน

ของ กศน. ใน ปี 2559

ยุทธศาสตร์แรก จะเน้นสร้างโอกาสความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ

ยุทธศาสตร์ที่สอง มุ่งสร้างอุดมการณ์รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ยุทธศาสตร์ที่สาม เป็นการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ทุกช่วงวัย

ยุทธศาสตร์ที่สี่ พัฒนาการศึกษาในเขตพิเศษชายแดนภาคใต้

ยุทธศาสตร์ที่ห้า พัฒนา กศน. ตำบล ให้เป็นกลไกการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ภาคการปฏิบัติใช้ เนื่องจาก กศน. ตำบล เป็นกลุ่มที่ทำงานใกล้ชิดชุมชนที่สุด สามารถขับgคลื่อนการทำงาน สร้างการเรียนรู้ให้แก่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลดความเหลื่อมล้ำ

ทางการศึกษา?

กศน. มุ่งลดจำนวนผู้ไม่รู้หนังสือ โดยจะขับเคลื่อนให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับงานอาชีพพื้นฐาน เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ฯลฯ เพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบโลจิสติกส์ ระบบไอที ฯลฯ เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก กศน. จะส่งเสริมให้ชาวบ้านนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานกับเทคโนโลยีใหม่ๆ นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อพัฒนาต่อยอดอาชีพเดิม เพิ่มพูนรายได้ สินค้ามีคุณภาพที่ดีขึ้น และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการตลาดทั้งในประเทศ และส่งออก

เป้าหมายการสร้าง

อุดมการณ์รักชาติ

ประเทศไทย มีความเข้มแข็งได้ เพราะมีระบบสถาบันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้คนไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข กศน. จึงมุ่งส่งเสริมให้กับประชาชน เกิดความรัก ความภูมิใจ และเทิดทูนในระบบสถาบัน ทั้งนี้ กศน. จะเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ ในลักษณะหมู่บ้านตามรอยพระยุคลบาท โดยมอบหมายให้ กศน. ตำบล กศน. อำเภอ และ กศน. จังหวัด ทุกแห่งไปสำรวจว่า ในท้องถิ่นของตัวเอง มีจุดใดบ้าง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ มาทรงงานด้านการพัฒนาที่ดิน การพัฒนาระบบชลประทาน ฯลฯ เพื่อจะเผยแพร่พระกรณียกิจดังกล่าวให้ชาวบ้านได้รับรู้ และตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ได้พระราชทานโครงการพระราชดำริเพื่อประโยชน์สุขแก่ชุมชนท้องถิ่น และส่งเสริมให้ชาวบ้านน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต

นโยบายการจัด

การเรียนรู้ทุกช่วงวัย?

กศน. จะมุ่งสร้างโอกาสการเรียนรู้ของประชาชนในทุกช่วงวัยต่างๆ เช่น กลุ่มผู้สูงวัย เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย จึงส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่ม ตั้งชมรมผู้สูงอายุ เพื่อทำกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน หรือออกกำลังกายร่วมกัน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้สูงวัยจำนวนมาก ที่ยังมีศักยภาพในการทำงาน มีความรู้ ความสามารถเฉพาะด้าน จึงอยากดึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นวิทยากรอบรมความรู้ให้แก่ นักศึกษา กศน. และชาวบ้านในลำดับต่อไป

กศน. ตำบล ขับเคลื่อน

นโยบายไปสู่การปฏิบัติ?

ในปี 2559 กศน. กำหนดกรอบคิดการศึกษาตลอดชีวิต โดยใช้ กศน. ตำบล เป็นฐานการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ซึ่ง กศน. ตำบล จะทำหน้าที่สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง พัฒนายกระดับการศึกษา ส่งเสริมกิจกรรมรักการอ่าน สอนชาวบ้านให้ คิดเป็น รู้จักแสวงหาความรู้ มีจิตสาธารณะ

ขณะนี้ได้มอบหมายให้ กศน. ตำบล ทั่วประเทศ เร่งเก็บข้อมูลในท้องถิ่น เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีฐานข้อมูลที่ดีร่วมกันในการดูแลติดตามงานในชุมชนต่อไป กดข้อมูลคอมพิวเตอร์ ก็จะรู้ว่า กศน. ตำบลไหน ทำเรื่องอะไร มีกลุ่มผู้สูงอายุตรงไหน อบรมอาชีพเรื่องอะไร มีบ้านหนังสือชุมชนตรงไหน สำหรับโครงสร้างข้อมูลเหล่านี้จะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมาต่อไป จะก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานความร่วมมือระหว่าง กศน. กับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในโครงการต่างๆ จะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย

การสานต่อนโยบาย

หมู่บ้านรักการอ่าน?

เดิมใช้ชื่อโครงการ “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “บ้านหนังสือชุมชน” ซึ่งในหลักการ บ้านหนังสือชุมชน ไม่ได้เป็นของหน่วยงานราชการ แต่เป็นบ้านหนังสือของชาวบ้าน ที่เปิดมุมอ่านหนังสือฟรีหน้าบ้าน กศน. เล็งเห็นว่า กิจกรรมดังกล่าว ตอบโจทย์นโยบาย “ทศวรรษรักการอ่าน” ของภาครัฐบาล (ปี 2552-2561) จึงสนับสนุนหนังสือพิมพ์ และนิตยสาร แต่ประสบปัญหาหนังสือส่งไปไม่ถึงชุมชน จึงถูกตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และถูกตัดงบประมาณส่วนนี้ไป อย่างไรก็ตาม กศน. จะยังคงเดินหน้าสานต่อนโยบายบ้านหนังสือชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดย ปี 2559 วางแผนจัดกิจกรรมระดมรับบริจาคหนังสือจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ เพื่อจัดหาหนังสือให้แก่ บ้านหนังสือชุมชนในอนาคต

นโยบายพัฒนาการศึกษา

ในเขตพิเศษชายแดนภาคใต้?

ปัจจุบัน สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นด้านการศึกษา ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ได้อย่างดี กศน. จะช่วยพัฒนาการศึกษาชายแดนใต้ในหลายมิติ เช่น การส่งเสริมการเรียนรู้ภาษาไทย ส่งเสริมการยกระดับการศึกษา ให้เรียนต่อได้ในระดับที่สูงขึ้น เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีภูมิความรู้ที่ดีเพียงพอสำหรับนำไปใช้พัฒนาอาชีพได้อย่างมั่นคง ขณะเดียวกัน กศน. ก็ส่งเสริมกิจกรรมการเล่นกีฬาฟุตบอล เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติ

ทุกวันนี้ ครู กศน. ในพื้นที่ชายแดน.9h ทำงานเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยอยู่เยอะ แต่พวกเขาก็มีขวัญกำลังใจที่ดี เพราะครู กศน. ทุกคนทำงานด้วยความรัก ความจริงใจ พวกเขาทำงานใกล้ชิดกับชุมชน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับ กลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง การสร้างความเข้าใจที่ดีกับชาวบ้าน ช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานให้น้อยลงในระดับหนึ่ง

โครงการอบรมอาชีพ

“ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์”

อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ

ที่ จังหวัดอุทัยธานี

ปัจจุบัน กศน. เดินหน้าสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ภายใต้ชื่อ โครงการอบรมอาชีพ “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” จังหวัดอุทัยธานี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงต้องการช่วยเหลือชาวอุทัยธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ได้มีอาชีพ มีรายได้ มีความเป็นอยู่ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความผาสุก โครงการนี้นับเป็นความภูมิใจของชาว กศน. ทั้งประเทศ พวกเราตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อสนองงานพระองค์ท่าน และสร้างโอกาสที่ดีให้คนไทย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 10 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพ ชื่อว่า “ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์” (ชื่อผู้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน) ตั้งอยู่ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่ง สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการดังกล่าว ที่ผ่านมา ผมได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยม สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี และเข้าชมพื้นที่ก่อสร้างห้องสมุดเฉลิมราชฯ วัดท่าซุง พื้นที่ก่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพราษฎรจังหวัดอุทัยธานีแล้ว แม้การก่อสร้างอาคารยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ สำนักงาน กศน. จังหวัดอุทัยธานี ได้จัดกิจกรรมพัฒนาอาชีพนำร่อง ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ตามพระราชดำริฯ ในพื้นที่ กศน. ครบทุกอำเภอ จำนวน 8 หลักสูตร ประกอบด้วย

1. หลักสูตร “ผลิตภัณฑ์เสื่อกกพารวยช่วยสร้างอาชีพ” จัดอบรมในพื้นที่ อำเภอทัพทัน

2. หลักสูตร “ตำนานอาหารคาวหวานบ้านท่าโพ” อบรมในพื้นที่ อำเภอหนองขาหย่าง

3. หลักสูตร “รวยด้วยปลาแรด” อบรมในพื้นที่ อำเภอเมืองอุทัยธานี

4. หลักสูตร “เรียนเรื่องกล้วย กล้วย ก็รวยได้” อบรมในพื้นที่ อำเภอห้วยคต

5. หลักสูตร “การปลูกพืชโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ” อบรมในพื้นที่ อำเภอสว่างอารมณ์

6. หลักสูตร “การปลูกทุเรียนเพื่อสร้างรายได้สู่ความยั่งยืน” อบรมในพื้นที่ อำเภอบ้านไร่

7. หลักสูตร “ข้าวสินเหล็กแก้จนคนหนองฉาง” อบรมในพื้นที่ อำเภอหนองฉาง

8. หลักสูตร “การปลูกข้าวหอมแดงอินทรีย์เพื่อวิถีชีวิตคนอุทัย” อบรมในพื้นที่ อำเภอลานสัก

สำหรับโครงการนำร่องอบรมอาชีพ จำนวน 8 หลักสูตร ในพื้นที่ 8 อำเภอ ของจังหวัดอุทัยธานี ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพึงพอใจ เพราะมีผู้สนใจสมัครรับการอบรมอาชีพในรุ่นแรก รวมทั้งสิ้น 195 ราย ในปีหน้า กศน. ตั้งเป้าหมายปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน ทุกช่วงวัย ทั้งเด็ก เยาวชน รุ่นหนุ่มสาว ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน กศน. มุ่งมั่นทำงานสนองพระราชดำริให้ดีที่สุด โดยจะประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ ตามพระราชดำริฯ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

เยือน…สวนไม้ดอก “ลุงวุฒิ” ที่ภูเรือ จังหวัดเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05098011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 612

เยือน…สวนไม้ดอก “ลุงวุฒิ” ที่ภูเรือ จังหวัดเลย

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เกษตรท่องเที่ยว

การตั้งตารอคอยของบรรดานักท่องเที่ยวเพื่อไปเยือนภูเรือ จังหวัดเลย ดินแดนที่หลายคนต้องการไปท้าลมหนาวกันซักครั้งในช่วงปลายปี!!

ความโดดเด่นและน่าสนใจของภูเรือ คงไม่เพียงการได้สัมผัสกับอุณหภูมิลดต่ำอย่างเดียว แต่ฤดูกาลแห่งความหนาวเย็นได้ปลุกให้ความสวยงามของไม้ดอก หลากหลายสายพันธุ์ต่างทยอยกันผลิบาน อวดสีสันแห่งพฤกษาให้ได้ยลโฉมกันมากมาย ตามสถานที่หรือแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง

จึงนับเป็นอีกแรงดึงดูดเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้พากันมาเติมเต็มชีวิตด้วยสีสันแห่งดอกไม้ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและตามแหล่งปลูกดอกไม้เมืองหนาวที่เพาะปลูกไม้เหล่านั้น

ทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย” ซึ่ง นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ร่วมกับ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน หรือ มติชนอคาเดมี จัดขึ้น ในระหว่าง วันที่ 18-20 ธันวาคม 2558 ได้บรรจุโปรแกรมชมความงามของบรรดาไม้ดอกนานาพันธุ์ ทั้งชนิดไม้เมืองหนาวและไม้เมืองร้อน โดยทริปนี้ตั้งใจจะพาไปชมสวนไม้ดอกเลื่องชื่อที่โด่งดังบนภูเรือแล้วคงเป็นที่ไหนไปไม่ได้ นอกจาก “สวนลุงวุฒิ” เท่านั้น

สวนลุงวุฒิ เริ่มต้นมีชื่อเสียงมาจากความสวยงามของเหล่าสับปะรดสี ซึ่งเป็นพืชเมืองหนาว จึงเป็นที่มาของแรงจูงใจในการเพาะ-ขยายพันธุ์สับปะรดสีจำนวนมาก เพื่อไว้ขายในประเทศ

การจุดประกายเช่นนี้ จึงนำมาสู่การขับเคลื่อนเพื่อผลักดันการจัดงานไม้ดอกเมืองหนาว ที่อำเภอภูเรือขึ้นเป็นประจำทุกปี ทำให้อำเภอภูเรือเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ แล้วชาวบ้านโดยเฉพาะบ้านหนองบง ซึ่งเดิมทีมีอาชีพทำไร่นาก็หันมาปลูกไม้ดอกไม้ประดับขายเป็นอาชีพหลัก ฉะนั้น จึงไม่แปลกเมื่อเดินทางขึ้นบนภูเรือ มักจะพบเห็นร้านขายต้นไม้มากมายตามข้างทาง

สวนลุงวุฒิ ตั้งอยู่ เลขที่ 166 หมู่ที่ 4 ถนนเลย-ด่านซ้าย บ้านหนองเสือคราง ตำบลหนองบัว อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เป็นแหล่งพัฒนาพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับชนิดต่างๆ ขึ้นมามากมาย เช่น การปลูกกล้วยไม้เมืองหนาว ซิมบิเดียม ออนซีเดียม ไม้ใบชนิดต่างๆ

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีการเพาะพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ ไว้จำนวน 100 กว่าชนิด โดยจะมีพันธุ์ไม้ตามฤดูกาลและพันธุ์ไม้หลักไว้มากมายในพื้นที่ภายในพื้นที่ของหมู่บ้านหนองบง ตำบลหนองบัว อำเภอภูเรือ ประมาณ 10 ไร่ แล้วยังได้ขยายพื้นที่ออกเป็น 300 ไร่เศษ เพื่อสำหรับใช้เป็นแปลงปลูกไม้ผลอีกหลายชนิด ได้แก่ ลำไย มะคาเดเมียนัท ลิ้นจี่ แก้วมังกร ฯลฯ

ปัจจุบัน ภายในสวนลุงวุฒิมีการกำหนดพื้นที่โรงเรือนแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก โดยส่วนแรกอยู่ด้านหน้า เป็นโรงเรือนสร้างขึ้นเพื่อรองรับจำนวนพันธุ์ไม้ทุกชนิด พร้อมกับเปิดจำหน่ายด้วย ส่วนโรงเรือนด้านใน จะจัดเป็นแหล่งเพาะ-ขยายพันธุ์ไม้ ซึ่งมีโรงเรือนอยู่ประมาณ 10 กว่าโรงเรือน

ที่สวนลุงวุฒิ มีการเพาะพันธุ์ไม้ดอกที่มีชื่อเสียงโด่งดังไว้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น กล้วยไม้เมืองหนาว-เมืองร้อนหลากหลายชนิด เช่น คัทลียา ออนซีเดียม รองเท้านารี เอื้องปากนกแก้ว นอบิเล่ หวายนานาชนิด เป็นต้น แล้วยังมีอาซาเลีย หรือกุหลาบพันปี ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้นำเข้าจากฮอลแลนด์ มีทั้งดอกซ้อนและดอกชั้นเดียว มีสีสันสวยงามมาก

นอกจากนั้นแล้ว ยังได้พบกับกุหลาบหินหลากหลายสี อย่าง สีม่วง แดง เหลือง ส้ม ขาว ชมพู เป็นต้น หรือแม้แต่ต้นคริสต์มาส ซึ่งมีทั้งพันธุ์ธรรมดาและพันธุ์แคระ

สับปะรดสี ซึ่งถือเป็นพันธุ์ไม้ชนิดแรกที่นำมาปลูก และเป็นที่รู้จักกันดี อย่าง สกุลกุซแมเนีย สกุลเอคเมีย สกุลนีโอเรเจลยา สกุลทิลแลนด์เซีย และสกุลรีซี

ไม่เพียงเท่านั้น ยังจะได้พบเจอกับไม้ใบประดับชนิดต่างๆ เช่น บีโกเนีย พันธุ์สีแดงของญี่ปุ่น พันธุ์ลาย พันธุ์ใบสีเงิน ฯลฯ, สับปะรดรากอากาศ เป็นพืชที่ไม่ต้องปลูก เพียงวางไว้เฉยๆ โดยไม่ต้องใส่กระถาง, ไม้แขวนต่างๆ เช่น ลิปสติกสีเหลือง แดง ส้ม ชมพู ม่วง เป็นต้น

หรือ ซิมบิเดียม ซึ่งเป็นกล้วยไม้ดินจากฮอลแลนด์ ที่มีดอกใหญ่สวยงามมาก คัทลียา มีทั้งพันธุ์ดอกใหญ่ ดอกกลาง และดอกแคระ, หม้อข้าวหม้อแกงลิง พันธุ์ฮอลแลนด์หลายสี เช่น ลูกชมพู แดง ลาย ทั้งลูกเล็ก ลูกใหญ่ เป็นต้น

สวนลุงวุฒิ เป็นแหล่งไม้ดอกไม้ประดับที่ใหญ่และเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว ตลอดจนผู้ค้าไม้ดอกไม้ประดับจากหลายแห่ง ทั้งนี้สามารถเข้าชมได้ทั้งเป็นรายบุคคลหรือหมู่คณะ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แล้วถ้าเกิดถูกใจพันธุ์ไม้ชนิดใด เลือกซื้อได้ในราคาไม่แพง ฉะนั้น สำหรับแฟนพันธุ์แท้ไม้ดอกแล้ว น่าจะเป็นอีกรายการที่ถูกใจ

นอกจากความสวยงามจากเหล่าพันธุ์ไม้ของสวนลุงวุฒิแล้ว ยังมีโปรแกรมท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ของโปรแกรม ทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย” จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านเล่มนี้อย่างต่อเนื่อง แล้วรีบสำรองที่นั่งด่วน เพราะโปรแกรมดีๆ อย่างนี้ ถ้าพลาดแล้วจะเสียดาย..

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ด้วยต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ลดต้นทุนด้วยการผสมปุ๋ยใช้เอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ด้วยต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ลดต้นทุนด้วยการผสมปุ๋ยใช้เอง

คุณคำลา สีเหลือบ บ้านเลขที่ 38/1 หมู่ที่ 1 ตำบลวังโป่ง อำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (089) 704-0397 เป็นเกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งที่เริ่มปลูกมาได้ 1 ปี ซึ่งถือเป็นพืชใหม่สำหรับตนเอง เพราะตนเองและครอบครัวปลูกข้าว ข้าวโพด มันเทศ พืชล้มลุกต่างๆ แต่จากที่ได้มีโอกาสพูดคุยและไปเห็นแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งของเพื่อนเกษตรกร ว่าปลูกแล้วสามารถเก็บเกี่ยวได้นาน 5-7 ปี มีรายได้ที่น่าสนใจ

จึงตัดสินใจแบ่งพื้นที่ทางการเกษตร จำนวน 3 ไร่ มาปลูกหน่อไม้ฝรั่ง โดยเลือกปลูกด้วยต้นหน่อไม้ฝรั่งอยู่ 2 แบบ คือ

แบบแรก ต้นหน่อไม้ฝรั่งแบบต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ที่ตนเองเดินทางไปซื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ ในราคา 23 บาท ต่อต้น ซื้อมา จำนวน 3,000 ต้น ตอนได้มาเป็นต้นที่มีขนาดเล็กมาก ก็ต้องมาเลี้ยงอนุบาลต่อให้ต้นมีขนาดใหญ่แข็งแรงอีกราว 3 เดือน จึงจะเริ่มย้ายปลูกลงแปลงได้ โดยต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ 3,000 ต้น ลงปลูกในแปลงได้ 1.5 ไร่

แบบที่สองคือ ซื้อเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาเพาะกล้าเอง ซื้อจากเพื่อนเกษตรกรที่อำเภอหล่มเก่า เมล็ด 100 กรัม หรือ 1 ขีด ราคา 600 บาท คุณคำลา ได้ซื้อเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งมาเพาะกล้า จำนวน 1 กิโลกรัม เพราะต้องเพาะเมล็ดไว้เผื่อเลือกเผื่อซ่อม โดยเลือกต้นหน่อไม้ฝรั่งที่ดีที่สุดย้ายปลูกลงแปลง (โดยเกษตรกรบางท่านก็จะใช้เวลาว่างเก็บเมล็ดหน่อไม้ฝรั่งในไร่เพื่อจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เป็นรายได้เสริม) อย่างเมล็ดก็ต้องเลี้ยงกล้าให้ได้สัก 8 เดือน จึงจะย้ายปลูกลงแปลงได้

การให้ผลผลิตก็มีข้อแตกต่างกัน อย่างต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดนั้น หลังปลูกลงดินไปแล้ว 8-12 เดือน ก็จะเริ่มมีหน่อให้ได้เก็บบ้างแล้ว แต่จะเป็นหน่อเกรดเล็ก หรือเรียกกันว่าหน่อเกรดซี (C) ในช่วงแรก ซึ่งเป็นธรรมดาของต้นหน่อไม้ฝรั่งที่อายุต้นยังน้อย แต่ถ้าต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ อย่างน้อยต้องให้มีอายุต้น 1 ปีขึ้นไป จึงจะเพิ่มผลผลิต ซึ่งการให้ผลผลิตจะช้ากว่าต้นเพาะเมล็ด แต่ในระยะยาวต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะให้หน่อที่มีขนาดใหญ่หรือเป็นหน่อเกรดเอ ค่อนข้างสูงกว่าต้นเพาะเมล็ด

การเตรียมแปลงปลูก

คุณคำลา เล่าว่า ตนเองเลือกปลูกหน่อไม้ฝรั่ง แบบ 2 แถว ต่อแปลง หรือแถวคู่ โดยใช้ระยะปลูก 50×50 เซนติเมตร โดยแปลงปลูกกว้าง 1.20 เมตร เพราะต้องการให้ได้จำนวนต้นที่มากกว่าการปลูกแถวเดี่ยวที่เพื่อนเกษตรกรด้วยกันปลูกมาก่อนหน้านี้

การเตรียมแปลง เหมือนการปลูกผักทั่วไป โดยไถปรับที่ ยกแปลงปลูกให้สูงสัก 25-30 เซนติเมตร เพื่อให้รากมีพื้นที่เจริญเติบโตและที่สำคัญคือการระบายน้ำที่ดี นิสัยของหน่อไม้ฝรั่งชอบน้ำชอบความชื้น แต่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ เมื่อเตรียมแปลงเสร็จก็วัดระยะปลูกขุดหลุมไว้รอก่อนจะนำกล้าหน่อไม้ฝรั่งมาปลูก

จากนั้นก็ต้องวางระบบน้ำให้เรียบร้อยเสียก่อน ก่อนที่จะย้ายกล้าลงปลูก โดยการวางระบบน้ำก็ประยุกต์มาจากการไปดูงานเพื่อนเกษตรกรแล้วนำมาปรับปรุง คือวางสายระบบน้ำ 2 เส้น ยกลอยสูงจากพื้น โดยเส้นล่างสุดเป็นสายที่ไว้ให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำแบบน้ำหยด ส่วนเส้นที่สอง ที่อยู่สูงจากพื้นขึ้นไปราว 50 เซนติเมตร จะเป็นสายที่ไว้สำหรับการให้น้ำเพียงอย่างเดียว

สาเหตุที่แยกสายการให้น้ำและให้ปุ๋ยออกจากกัน เพื่อลดปัญหาการอุดตันของหัวน้ำ โดยเฉพาะสายที่ให้ปุ๋ย ที่อาจจะมีตะกอน เพราะเราจะใช้ปุ๋ยเคมีแบบเม็ดคนละลายน้ำทิ้งไว้ 1 คืน ให้ปุ๋ยเคมีได้แยกชั้นและดูดเอาเฉพาะน้ำปุ๋ยใสๆ ที่อยู่ด้านบนให้ผ่านระบบน้ำไป

เมื่อระบบน้ำพร้อมก็ย้ายกล้าหน่อไม้ฝรั่งปลูกลงแปลง เลี้ยงด้วยน้ำด้วยปุ๋ยให้ต้นกล้าแกร่งแข็งแรง ระบบรากเดินดี เลี้ยงราวๆ 6 เดือน ก็จะค่อยพรวนดินไปตามความยาวของแปลงแล้วใส่อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก

ช่วงเลี้ยงต้นก็ต้องตอกหลักแล้วขึงเชือกไนลอนขนาบต้นหน่อไม้ฝรั่งไม่ให้โค่นล้ม อย่างต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะให้ผลผลิตเร็วกว่า หลังย้ายกล้าปลูกได้ราว 8 เดือน ก็จะเตรียมความพร้อม คือตัดแต่งต้นที่สวยสมบูรณ์ได้ 3-4 ต้น ต่อกอ แล้วใช้จอบสับดินตามข้างๆ แปลง ยาวไปตลอดแปลงปลูก โดยจะไม่ไปพรวนโดนโคนต้นเด็ดขาด

จากนั้นก็จะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ปุ๋ยคอกเก่า แล้วโรยทับด้วยแกลบดิบ หลังจากนั้นอีกสัก 7 วัน ก็จะเริ่มให้ปุ๋ยเคมีผ่านน้ำ โดยปุ๋ยก็จะเน้นสูตรเสมอ หรือปุ๋ยที่มีตัวหน้า (N) สูง ตามความเหมาะสม

คุณคำลา เล่าว่า ตนเองจะผสมปุ๋ยใช้เอง โดยใช้แม่ปุ๋ย คือการนำแม่ปุ๋ย สูตร 18-46-0, สูตร 46-0-0 และ สูตร 0-0-60 มาผสมให้เข้ากันตามตารางผสมปุ๋ย ที่กรมวิชาการเกษตรจัดทำขึ้น และสามารถผสมได้ทุกสูตรที่มีขายในท้องตลาด ดังในตารางสำเร็จรูปในการผสมปุ๋ยไว้ใช้เอง

ผสมปุ๋ยใช้เอง ลดต้นทุนอย่างมาก

วิธีการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำของคุณคำลา จะใช้ปุ๋ยเคมี 3 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร พื้นที่ 3 ไร่ จะผสมปุ๋ย 15 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร โดยปุ๋ยจะต้องคนให้ละลายทิ้งไว้ 1 คืน เช้าขึ้นมาก็จะดูดเอาน้ำปุ๋ยใสๆ ให้ผ่านระบบน้ำ จะให้ปุ๋ยแบบนี้ทุกๆ 10 วัน

หลังการตัดแต่งกอ พรวนดินบำรุงด้วยปุ๋ย ราวๆ 1 เดือน ต้นหน่อไม้ฝรั่งก็จะเริ่มให้ผลผลิตได้เก็บต่อเนื่องราว 2 เดือน จากนั้นก็จะทำแบบเดิม คือพักต้น ตัดแต่งต้น พรวนดิน ใส่ปุ๋ยและใส่แกลบดิบต่อเหมือนเช่นเดิม

การให้น้ำ

ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ผลผลิตจะมีคุณภาพดี ช่วงย้ายต้นกล้าลงแปลงปลูก ควรให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ทุกวันหรือวันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพดิน อุณหภูมิ ฝน แปลงที่มีความชื้นสูงก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ

การให้น้ำในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตต้องให้ทุกวัน พอหน้าดินชื้น และถ้าเป็นไปได้ไม่ควรให้ตอนเย็น จะทำให้เกิดโรคระบาดได้ การให้น้ำในพื้นที่ดอน ระบบสปริงเกลอร์จะช่วยชะล้างโรคและแมลงบางชนิดได้ เช่น เพลี้ยไฟ เป็นต้น

หน่อไม้ฝรั่งทนแล้งได้พอสมควร แต่ถ้าขาดน้ำหรือให้น้ำไม่สม่ำเสมอ มีผลให้ปริมาณผลผลิตลดลงอย่างมาก และคุณภาพหน่อไม้ฝรั่งไม่ดี ควรมีการให้น้ำทุกวัน ทั้งนี้ปริมาณน้ำที่ให้และระยะเวลาที่ให้น้ำขึ้นอยู่กับ วิธีการให้น้ำ สภาพแวดล้อม (ชนิดดิน อุณหภูมิของอากาศ ความชื้นในอากาศ)

หน่อไม้ฝรั่งชอบให้หน้าดินชื้น แต่ไม่ชอบให้หน้าดินแฉะและมีน้ำขัง พื้นที่ปลูกเป็นดินเหนียวผลผลิตจะไม่ดีเท่ากับพื้นที่ปลูกที่เป็นดินร่วน

หลักการให้น้ำ ควรให้ผิวหน้าดินชื้น แต่อย่าให้จนดินแฉะ เพราะถ้าแปลงปลูกเป็นดินเหนียว จะทำให้ปริมาณผลผลิตของหน่อไม้ฝรั่งลดลง หน่อไม้ฝรั่งเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตดี

หน่อไม้ฝรั่งที่ได้รับน้ำไม่สม่ำเสมอจะมีคุณภาพของหน่อไม่ดี โดยจะมีเส้นใย (ไฟเบอร์) มาก หน่อจะเหนียว ทำให้คุณภาพในการบริโภคด้อยลง

การพักต้น

หลังจากเก็บเกี่ยวหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ได้ 2 เดือน ต้นหน่อไม้ฝรั่งเริ่มโทรม ผลผลิตจะลดลงตามลำดับ จำเป็นต้องพักต้นหรือบำรุงต้นใหม่ 1 เดือน ให้ต้นหน่อไม้ฝรั่งได้สะสมอาหารแล้วพร้อมให้ผลผลิตได้เก็บต่ออีก 2 เดือน แล้วก็จะพักต้นต่อ ทำแบบนี้เรื่อยไปทั้งปี

การพักต้นนั้น คุณคำลา อธิบายว่า ตนเองจะเริ่มจากการ จะหยุดเก็บหน่อล่วงหน้า 3 วัน แล้วดูว่าหน่อไหนสวย ต้นใหญ่สมบูรณ์ก็จะเก็บเอาไว้เป็นต้นแม่ ต้นที่เหลือจากการคัดให้ตัดแต่งต้นโดยการถอนทิ้ง เช่น ต้นที่เหลืองและโทรมมีโรคแมลงรบกวนให้ถอนทิ้งไป จะคัดเลือกต้นใหญ่ที่แข็งแรงไว้เพียง 3-5 ต้น ต่อกอ เท่านั้น เพื่อเลี้ยงไว้เป็นต้นแม่ จากนั้นจะพรวนดิน

การพรวนดิน จะพรวนดินไปตามความยาวของแปลงปลูก ไม่ควรพรวนรอบโคนต้นหน่อไม้ฝรั่ง พรวนเพื่อให้ดินเกิดช่องว่าง เพื่อเราจะเติมแกลบและปุ๋ยต่างๆ จะได้แทรกลงในช่องว่างที่ได้พรวนเอาไว้ ทำให้ดินร่วนซุย

อีกอย่างการที่เกษตรกรเข้าไปทำงานในแปลงโดยตลอด การถอน การเก็บเกี่ยวผลผลิต สภาพดินในแปลงจะยุบตัวลงมา รากหน่อจะตื้น รวมถึงการดึงเอาแร่ธาตุในดินไปใช้ หลังการพรวนดินเกษตรกรจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เพิ่มธาตุอาหารในดิน พร้อมกับพูนดินกลบโคนต้นทุกครั้งเพื่อให้หน่อที่เกิดขึ้นมาใหม่มีความสมบูรณ์

การใส่ปุ๋ย คุณคำลา จะใส่ปุ๋ยเคมีที่ผสม เป็นสูตรเสมอ 15-15-15 นำปุ๋ยไปหว่านโรยบนหลังร่องให้ทั่ว จากนั้นก็จะใส่แกลบดิบเพื่อเป็นการคลุมแปลงปรับสภาพให้แปลงร่วนซุย ให้หน่อไม้ฝรั่งแทงหน่อได้ง่าย ใส่ปุ๋ยเสร็จใส่แกลบทับก็จะให้น้ำเพื่อให้ปุ๋ยได้ละลาย หรือจะให้ปุ๋ยไปทางระบบน้ำก็ได้

สะเดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ไม้ดอกไม้ประดับ

ผศ. วรรณา กัลยาณะวงศ์ ณ อยุธยา

สะเดา

สะเดา เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งมีคำขวัญประจำจังหวัด คือ อุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี ปลาแรดรสดี ประเพณีเทโว ส้มโอบ้านน้ำตก มรดกโลกห้วยขาแข้ง แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง ตลาดนัดดัง โค กระบือ แต่ละท่อนของคำขวัญ มีความหมายดังนี้ คือ

อุทัยธานี เมืองพระชนกจักรี สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระชนกในรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี มีพระนามเดิมว่า ทองดี เกิดที่บ้านสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี หรือ จังหวัดอุทัยธานีในปัจจุบัน ต่อมาย้ายไปรับราชการที่กรุงศรีอยุธยา และสมรสกับหญิงสาวชาวจีน ชื่อ หยก มีบุตรธิดา รวม 5 คน บุตรชาย คนที่ 4 ชื่อ “ทองด้วง” ภายหลังได้สถาปนาเป็น “พระเจ้าแผ่นดิน” หรือพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และบุตรชาย คนที่ 5 ชื่อ บุญมา ต่อมาได้เป็นสมเด็จกรมพระยาบวรมหาสุรสิงหนาท

ปลาแรดรสดี ปลาแรดที่เลี้ยงในกระชัง ในแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี เป็นปลาแรดที่อร่อยที่สุดในประเทศ เพราะเนื้อแน่น นุ่ม หวาน และไม่มีกลิ่นโคลน ปัจจุบัน มีการเลี้ยงปลาแรดทั้งในกระชังในแม่น้ำสะแกกรัง และเลี้ยงในบ่อดิน แต่ปลาแรดที่เลี้ยงในกระชังจะมีราคาแพงกว่าปลาแรดที่เลี้ยงในบ่อดิน เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภคมากกว่า

ประเพณีเทโว ประเพณีตักบาตรเทโว หรือวันพระเจ้าเปิดโลก ที่วัดสังกัสรัตนคีรี บริเวณเขาสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เป็นประเพณีสำคัญในวันออกพรรษาของชาวอุทัยธานีและจังหวัดใกล้เคียง จัดขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี การตักบาตรเทโวเป็นภาพจำลองดั่งครั้งพุทธกาล พระสงฆ์ทุกรูปที่จำพรรษาในเขตอำเภอเมือง จะออกรับบิณฑบาต โดยมีประชาชนรอตักบาตรข้าวสารและข้าวต้มลูกโยนอยู่เชิงบันได บริเวณลานวัดสังกัสรัตนคีรี

ส้มโอบ้านน้ำตก บ้านน้ำตก หมู่ที่ 1 ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมือง เป็นแหล่งปลูกส้มโอพันธุ์ขาวอุทัย ส้มโอพันธุ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียงของจังหวัด มีรสชาติดี เนื้อละเอียดแบบเนื้อกุ้ง นิ่ม และแห้ง ทั้งยังมีเปลือกบางและเมล็ดน้อย เคยมีการปลูกส้มโอพันธุ์ขาวอุทัยกันมากที่บ้านน้ำตก เนื่องจากมีพื้นที่ติดแม่น้ำสะแกกรังและดินอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันมีการปลูกน้อยลง เพราะทุก 7-8 ปี แม่น้ำสะแกกรังจะเอ่อล้นท่วมใหญ่ครั้งหนึ่ง และกินเวลานานเป็นเดือนๆ ทำให้ส้มโอล้มตายหมด

มรดกโลกห้วยขาแข้ง เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งแรกของประเทศไทย เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่กว้างใหญ่ที่สุดของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าตะวันตก ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ ครอบคลุมพื้นที่ อำเภอลานสัก อำเภอห้วยคต อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี และ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธารหลายสาย รวมทั้งมีความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์นานาชนิด ภายในมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ อนุสรณ์สถาน สืบ นาคะเสถียร

แหล่งต้นน้ำสะแกกรัง แม่น้ำสะแกกรัง มีต้นกำเนิดจากยอดเขาโมโจกู ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดกำแพงเพชร มีชื่อเรียกต่างกันตามท้องถิ่นที่แม่น้ำไหลผ่าน เช่น คลองแม่เร่-แม่วงก์ แม่น้ำตากแดด ส่วนที่เรียกว่าแม่น้ำสะแกกรัง เริ่มจากตอนปลายของแม่น้ำตากแดดที่ไหลมาบรรจบกับปากคลองขุมทรัพย์ หรือปากคลองอีเติ่ง ที่บ้านจักษา อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี และไหลผ่านตัวเมืองอุทัยธานี ไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่อำเภอมโนรมย์ เหตุที่ได้ชื่อว่าแม่น้ำสะแกกรัง เพราะกลางหมู่บ้านที่แม่น้ำไหลผ่านมีต้นสะแกใหญ่ต้นหนึ่ง จึงได้ชื่อว่า บ้านสะแกกลาง และกลายเป็นสะแกกรังในที่สุด

ตลาดนัดดัง โค กระบือ เป็นตลาดนัดซื้อ-ขาย วัว-ควาย ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ อยู่ที่อำเภอทัพทัน มีการซื้อ-ขาย เฉพาะวันพุธและวันอาทิตย์เท่านั้น ในแต่ละนัดมีพ่อค้า แม่ค้า จำนวนมาก ขับรถขนวัว-ควายมาขายกันตั้งแต่เช้ามืดไปจนถึงเวลาประมาณ 11 โมงเช้า เมื่อซื้อ-ขายกันแล้ว หากต้องเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัด ก็ต้องพาวัว-ควายไปตรวจโรคกับปศุสัตว์จังหวัด ซึ่งเปิดให้บริการอยู่ด้านข้างตลาดนัด ชาวอุทัยธานีมีความภาคภูมิใจกับสิ่งต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นเป็นอันมาก แต่ก็ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจไม่น้อยเช่นเดียวกัน สิ่งนั้นก็คือ “ต้นสะเดา” ซึ่งเป็นต้นไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดอุทัยธานี ต่อไปนี้คือรายละเอียดเกี่ยวกับต้นสะเดา

ชื่ออื่น : สะเลียม (ภาคเหนือ) กะเดา (ภาคใต้) จะตัง สะเดาบ้าน เดา ไม้เดา กาเดา ควินิน

ชื่อสามัญ : Siamese neem tree, Nim, Margosa, Quinine, Holy tree, Indian Margosa tree

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Azadirachta indica A. Juss. var. siamensis Valeton

ชื่อวงศ์ : MELIACEAE

ถิ่นกำเนิด : พบขึ้นได้ทั่วไปตามป่าแล้งในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า ปากีสถาน ศรีลังกา และประเทศไทย

ข้อมูลทั่วไป :

ถ้าจะถามว่า ผักรสขม มีอะไรบ้าง ชื่อแรกที่แทบทุกคนจะนึกถึงคือ “สะเดา” ทุกคนรู้จักคุ้นเคยกับสะเดาเป็นอย่างดี และถือว่าเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง ดังนั้น สะเดาเทียมหรือสะเดาช้าง จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดสงขลา และสะเดา หรือสะเดาไทยที่กำลังพูดถึงกันในขณะนี้ พันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดอุทัยธานี

สะเดา เป็นพืชผักที่มีรสขมอันแสนเป็นเอกลักษณ์ แต่ในขณะเดียวกัน สะเดาก็เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ที่มากล้นด้วยเช่นกัน คือรวมทุกสิ่งพร้อมเสร็จสรรพในต้น เป็นทั้งสมุนไพร อาหาร และเป็นไม้ใช้สอย ทำที่อยู่อาศัย ถ้าสะเดา อายุ 20 ปี เนื้อไม้จะแกร่งเหมือนไม้แดง ไม้ประดู่ แก่นมีสีสวย ใช้ทำไม้พื้น ทำเฟอร์นิเจอร์ มอดไม่กิน และคุณสมบัติเด่นอีกประการหนึ่งคือ เป็นแปรงและยาสีฟันอย่างดี

สะเดา ปลูกง่าย โตเร็ว ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี โดยทั่วไปสะเดาแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ สะเดาอินเดีย สะเดาไทย และสะเดาช้าง แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในด้านลักษณะทางกายภาพ แต่โดยภาพรวมแล้ว ไม่ว่าจะกินชนิดไหน ก็คงได้รับคุณประโยชน์อย่างท่วมท้นไม่แตกต่างกัน

สะเดา ถือเป็นพืชสมุนไพรที่เด่นในเรื่องของการไล่แมลง ทำยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีไล่แมลง ส่วนใหญ่ต้องมีสะเดาเป็นส่วนประกอบด้วยเสมอ ใบ และเมล็ดของสะเดามาสกัดกับแอลกอฮอล์และน้ำ จะได้สารสกัดที่เรียกว่า อะซาดิแรคติน (Azadirachtin) ซึ่งเป็นสารที่ปลอดภัยต่อมนุษย์ และมีคุณสมบัติไล่แมลง ทำให้แมลงไม่ชอบกินอาหาร ยับยั้งการเจริญเติบโตของแมลง ทำให้หนอนไม่ลอกคราบ หนอนตายในระยะลอกคราบ

สะเดา ประโยชน์เหลือหลายจริงๆ ปลูกไว้ในบริเวณบ้านแค่ต้นเดียว รับรองว่าได้ประโยชน์คุ้ม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น เป็นไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร เปลือกต้นแตกเป็นร่องลึกตามยาว ยอดอ่อนสีน้ำตาลแดง สะเดาของไทยใบจะโตกว่าสะเดาอินเดียเล็กน้อย

ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับรูปใบหอก โคนใบมนไม่เท่ากัน ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบเรียบ สีเขียวเป็นมัน

ดอก มีสีขาวนวล ดูโดดเด่นสะดุดตา ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบ กลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะคล้ายช้อนแคบ มีกลิ่นหอม

ผล รูปทรงรี ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว สุกเป็นสีเหลืองส้ม มีเมล็ดเดียว รูปรี

การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด หรือขุดหน่อที่แตกจากรากไปปลูก

นิเวศวิทยา สำหรับในประเทศไทย จะมีเขตการกระจายพันธุ์อยู่ตามธรรมชาติ ตามป่าเบญจพรรณแล้ง และป่าแดงทั่วประเทศ

สรรพคุณทางสมุนไพร :

เปลือกต้น แก้ไข้ เจริญอาหาร แก้ท้องเดิน บิด มูกเลือด เปลือกต้น ใบ เป็นยาเจริญอาหาร ยาสมาน เป็นยารักษาโรคผิวหนัง กระพี้ แก้ถุงน้ำดีอักเสบ แก่น แก้อาเจียน ขับเสมหะ ยางจากเปลือกต้น เป็นยากระตุ้น ดับพิษร้อน

ใบ เป็นยาฟอกฝี ใบอ่อน และดอก เป็นยาช่วยเจริญอาหาร และช่วยย่อยอาหาร ก้านใบ แก้ไข้ ทำยารักษาไข้มาลาเรีย

ดอก ยอดอ่อน แก้พิษโลหิต กำเดา บำรุงธาตุ ขับลม

ผล ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ และยาระบาย แก้โรคหัวใจเดินผิดปกติ ผลอ่อน ใช้ถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวง และปัสสาวะพิการ

ราก แก้ลม เสมหะ ที่แน่นในทรวงอกและจุกคอ เปลือกราก เป็นยาฝาดสมาน แก้ไข้ ทำให้อาเจียน แก้โรคผิวหนัง น้ำมันจากเมล็ด ใช้รักษาโรคผิวหนังและยาฆ่าแมลง

ประโยชน์อื่น ยอดอ่อนและดอกอ่อน กินสดหรือลวกกินกับน้ำพริก ใบ และผล ใช้เป็นยาฆ่าแมลง ใบ นำไปหมักใช้ทำน้ำหมักพ่นไล่แมลง กิ่งอ่อน เคี้ยว ทำให้ฟันและเหงือกสะอาด แข็งแรง