พฤกษาบรรดาพุทธองค์ ทรงประทับ สดับโพธิ์พฤกษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05031151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาบรรดาพุทธองค์ ทรงประทับ สดับโพธิ์พฤกษ์

“พระพุทธเจ้าทรงผจญมาร ณ โคนโพธิ์พฤกษ์

ถึงความเป็นผู้เลิศ

ทรงบันเทิงอยู่ในอภิเษกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ให้เกิดความยินดีแก่ชนชาวศากยะ

พระองค์ทรงชนะมาร ณ อปราชิตบัลลังก์

เหนือใบบัว คือ ปฐพี อันเป็นประธาน ฉันใด

ขอท่านจงเป็นผู้ชนะ (มาร) ฉันนั้นเถิด”

จาก…คำแปล บทบาลีคาถา ที่จารึกไว้ใต้ “พระแท่นวัชรอาสน์”

อนุสรณ์ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และในอนาคต พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ทรงมีต้นโพธิ์ หรือต้นไม้เป็นที่ประทับตรัสรู้ เป็นต้นไม้ประจำทุกพระองค์ ดังคำกล่าวที่ว่า “พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ณ ควงต้นไม้ใด ต้นไม้นั้นเรียกว่า โพธิ์พฤกษ์ หรือ ต้นโพธิ์”

ปักษ์ที่ผ่านมาได้เขียนถึง ต้นโพธิ์ ศรีมหาโพธิ ซึ่งเป็นที่ประทับตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค พระนามว่า “พระพุทธโคดม” ชาวโลกขนานนามต้นพระศรีมหาโพธิว่า “อัสสัตถพฤกษ์” ประดิษฐานอยู่ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา และมีวัดพุทธนานาชาติเรียงรายอยู่โดยรอบ เป็นที่ปฏิบัติธรรมของเหล่าศาสนิกศรัทธา

ต้นโพธิ์ ถือเป็น 1 ใน “สหชาติ” คือเกิดขึ้นในวันเดียวกับพระพุทธเจ้า จาก 7 สิ่ง จึงจัดเป็นความสำคัญที่เกี่ยวข้องและต้องกล่าวถึง เมื่อกล่าวถึงพระพุทธประวัติ หรืออาราธนามุทิตาจิตถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เปรียบเสมือนเจดีย์ที่ควรแก่การเคารพสักการะ ดังนั้น การเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของต้นพระศรีมหาโพธิ อันเป็นต้นไม้ประจำพระพุทธองค์ จึงถือเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอีกด้านหนึ่งด้วย

จากที่เคยกล่าวถึงหนังสือ “ต้นไม้ประจำพระพุทธองค์” ซึ่งรวบรวมโดย พระมหา ดร. ประมวล ฐานทัตโต (บุลาลม) และจัดพิมพ์โดย กองทุนบุญนิธิหลวงพ่อองค์ดำ ร่วมกับ สมาคมพุทธไทย และกองทุนปลูกรากแก้วศาสนทายาท วัดพระราม 9 เพื่อแจกเป็นธรรมทาน ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ได้กล่าวถึงเรื่องราวของพระพุทธเจ้า และต้นไม้ที่พระพุทธองค์ทรงประทับไว้ทั้งอดีตและอนาคต ทำให้ได้ทราบว่า พระพุทธเจ้าที่เราได้เรียนรู้จากพุทธประวัตินั้น ตามตำราพระพุทธศาสนามิได้มีเพียงพระพุทธองค์ที่เรารู้จักในบทเรียนเท่านั้น มีคัมภีร์วงศ์กล่าวไว้ว่า มีพระพุทธเจ้า ถึง 28 พระองค์ ดังปรากฏในหนังสือที่ได้กล่าวมานี้

คัมภีร์พุทธวงศ์ ว่าด้วยประวัติพระพุทธเจ้าทั้งหมด 28 พระองค์ เริ่มจากพระพุทธเจ้า พระนามว่า ทีปังกร จนถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ความจริงยังปรากฏพระนามของพระพุทธเจ้า อีก 3 พระองค์ ในพุทธปกิณณกกัณฑ์ คือ พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระเมธังกรพุทธเจ้า และพระสรณังกรพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้า ทั้ง 3 พระองค์นี้ เสด็จอุบัติขึ้นในกัปเดียวกันกับพระทีปังกรพุทธเจ้า แต่เพราะมิได้เป็นบุญเขตของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันนี้ พระองค์จึงไม่ทรงเล่าพระประวัติพระพุทธเจ้า ทั้ง 3 พระองค์ ไว้ในพุทธวงศ์

พระพุทธเจ้าทั้ง 28 พระองค์ ทรงมีต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ หรือ โพธิ์พฤกษ์ ที่แตกต่างกัน เป็นต้นไม้ประจำพระองค์ ดังมีรายชื่อต่อไปนี้

1. พระตัณหังกรพุทธเจ้า มีต้นสัตบรรณ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

2. พระเมธังกรพุทธเจ้า มีต้นทองกวาว เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

3. พระสรณังกรพุทธเจ้า มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

4. พระทีปังกรพุทธเจ้า มีต้นไม้เลียบ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

5. พระโกณฑัญญพุทธเจ้า มีต้นขานาง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

6. พระมังคลพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

7. พระสุมนพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

8. พระเรวัติพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

9. พระโสภิตพุทธเจ้า มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

10. พระอโนมทัสสีพุทธเจ้า มีต้นรกฟ้า เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

11. พระปทุมพุทธเจ้า มีต้นอ้อยช้างใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

12. พระนารทพุทธเจ้า มีต้นอ้อยช้างใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

13. พระปทุมุตตรพุทธเจ้า มีต้นสน เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

14. พระสุเมธพุทธเจ้า มีต้นสะเดา เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

15. พระสุชาตพุทธเจ้า มีต้นไผ่ใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

16. พระปียทัสสีพุทธเจ้า มีต้นกุ่ม เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

17. พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า มีต้นจำปา เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

18. พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า มีต้นมะกล่ำหลวง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

19. พระสิทธัตถพุทธเจ้า มีต้นกรรณิการ์ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

20. พระติสสพุทธเจ้า มีต้นประดู่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

21. พระปุสสพุทธเจ้า มีต้นมะขามป้อม เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

22. พระวิปัสสีพุทธเจ้า มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

23. พระสิขีพุทธเจ้า มีต้นกุ่มบก เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

24. พระเวสสภูพุทธเจ้า มีต้นสาละใหญ่ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

25. พระกกุสันธพุทธเจ้า มีต้นซึก เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

26. พระโกนาคมนพุทธเจ้า มีต้นมะเดื่อ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

27. พระกัสสปพุทธเจ้า มีต้นไทร เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

28. พระโคดมพุทธเจ้า มีต้นโพธิ์ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

ดังนั้น โพธิ์พฤกษ์ ทุกต้น จึงมีคุณค่าและพึงสักการะด้วยประการทั้งปวง

ต้นไม้ หรือพืชชนิดต่างๆ มีความสัมพันธ์ และสำคัญกับมนุษย์และสัตว์ หรือสิ่งมีชีวิตทุกชนิดอย่างมากมายหลายประการ สุดจะพรรณนาได้หมดสิ้น โดยเฉพาะความสำคัญเบื้องต้นที่อาศัยเป็น ปัจจัย 4 กับทุกชีวิตที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ สำหรับในด้านพุทธศาสนา มีคำบอกอนุศาสน์ (นิสัย 4) ของภิกษุบวชใหม่ จะมีข้อที่ว่าด้วยการอยู่โคนต้นไม้ กับคำบาลี ที่ว่า รุกขเสนาสนัง นิสังสายปัพพัชชา หมายความว่า การบวช ต้องอยู่อาศัยเสนาสนะป่า คือ โคนต้นไม้ เป็นที่ปฏิบัติบำเพ็ญเพียร (ยกเว้นในฤดูฝน ซึ่งมีวินัยบัญญัติห้ามไว้ และจัดเป็น 1 ใน 13 ข้อ ของธุดงค์)

ในหนังสือ วิสุทธิมรรค ปฐมภาคตอนว่าด้วยธุดงคนิทเทส ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ ได้กล่าวพรรณนาอานิสงส์ของเสนาสนะป่า หรือ รุกขมูลเสนาสนะ ความว่า

“พระภิกษุผู้ถือรุกขมูลิธุดงค์เป็นปกตินั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสรรเสริญว่า ปฏิบัติสมควรแก่นิสัย ไม่มีภิกษุที่ยินดีในที่สงัดยิ่งไปกว่าภิกษุที่ถือธุดงค์ไปได้ เพราะเธอจะกำจัดความตระหนี่ที่อยู่ เป็นภิกษุที่มีวัตรงาม อยู่ในที่สงัดคือ รุกขมูล มีเทพยดารักษา เมื่อเห็นต้นไม้มีใบเขียวสดและแดง ที่หล่นจากขั้ว ก็จะละนิจจะสัญญา คือความสำคัญว่าเที่ยงได้ ฉะนั้น ภิกษุผู้ประกอบด้วยวิจารณปัญญา ยินดีในวิปัสสนา ไม่พึงดูหมิ่นรุกขมูลเสนาสนะอันสงัด ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

จะเห็นได้ว่า ในพระพุทธศาสนา ท่านเน้นเรื่องการอยู่ใกล้ชิดกับป่า หรือธรรมชาติมากเป็นพิเศษ ถึงกับมีพระวินัยบัญญัติ ห้ามมิให้ภิกษุตัดไม้หรือทำลายป่า และแม้แต่การเหยียบย่ำติณชาติที่เขียวสด แต่ท่านเน้นให้ทำลายป่าคือ อุปมาเป็นกิเลส ที่เกิดขึ้นภายในจิตสันดานของตนเอง ซึ่งปรากฏในพระสูตร หรือธรรมเทศนาหลายเรื่อง

จากความเชื่อและธรรมอุปมัยในพุทธศาสนา เมื่อกล่าวถึงโลกนรก สวรรค์ หรือชั้นภพต่างๆ มักจะกล่าวถึง จุติภพของโลกมนุษย์ ปฏิสนธิแห่งมนุษยโลก ในมนุษยโลกตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์เป็นต้นมา ก็ปรากฏว่ามีต้นไม้ประจำโลก หรือพญาไม้ประจำทวีป ทั้ง 4 ได้แก่

1. ชมพูทวีป มีต้นหว้า เป็นต้นไม้ประจำทวีป

2. อมรโคยานทวีป มีต้นกระทุ่ม เป็นต้นไม้ประจำทวีป

3. อุตตรกุรุทวีป มีต้นกัลปพฤกษ์ เป็นต้นไม้ประจำทวีป

4. ปุพพวิเทหทวีป มีต้นซึก เป็นต้นไม้ประจำทวีป

สำหรับในภพต่างๆ ของเหล่าอสูร ก็มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประจำภพ

ในภพพญาครุฑ มีต้นงิ้ว เป็นต้นไม้ประจำภพ ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่า วิมานฉิมพลี นั่นเอง

มีความเชื่อและกล่าวกันว่า ต้นไม้ประจำทวีป ทั้ง 4 และต้นไม้ประจำภพเหล่านี้ จะมีอายุยืนยาวไปจนกว่าจะสิ้นภัทรกัปนี้

ในหนังสือ ต้นไม้ประจำพระพุทธองค์ ได้กล่าวถึง พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่ทรงประทับใต้ต้นโพธิ์พฤกษ์ และยังได้กล่าวถึง พระศรีมหาโพธิพระพุทธเจ้า 10 พระองค์ ในอนาคตกาล ด้วยกล่าวอ้างคัมภีร์ในอนาคตวงค์ ว่าด้วยวงค์ของพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตกาล 10 พระองค์ ดังต่อไปนี้

1. พระเมตไตรยโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า เมตตไตรย มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

2. พระรามโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า รามะ มีต้นจันทน์ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

3.พระปเสนทิโกศลโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ธรรมราชา มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

4. พระอภิภูโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ธรรมสามี มีต้นสาละ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

5. พระทีฆชังฆีโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า นารทะ มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

6. พระโสณโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า รังสีมุนี มีต้นไม้เลียบ เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

7. พระสุภโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า เทวเทพ มีต้นจำปา เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

8. พระโตเทยยโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า นรสีห์ มีต้นแคฝอย เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

9. พระธนบาลโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ติสสะ มีต้นไทร เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

10. พระปาลิไลยกโพธิสัตว์ จัดเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า สุมังคละ มีต้นกากะทิง เป็นต้นไม้ประทับตรัสรู้

ต้นไม้ ทั้ง 10 ชนิดนี้ จัดเป็นพฤกษามงคล หรือต้นไม้ตรัสรู้ หรือต้นพระศรีมหาโพธิของพระพุทธเจ้า ทั้ง 10 พระองค์ ในอนาคตกาล

จากอดีต ถึงปัจจุบัน สู่อนาคตกาล มีคำนิยามและอุปมา โดยนำธรรมชาติเป็นองค์แสดง แต่ส่วนที่เด่นชัดที่สุดที่นำต้นไม้มาเกี่ยวข้องชัดเจน ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรม หรือที่องค์พหูสูตทั้งอดีตและปัจจุบัน มักจะเอ่ยถึง “ธรรมะจากต้นไม้” ในธรรมชาติและชีวิตจริง แม้แต่ตามหมู่บ้านน้อยใหญ่ในชนบท หรือในแหล่งเมือง ก็ยังมีต้นไม้ประจำหมู่บ้าน หรือต้นไม้ประจำป่า ที่เรียกกันว่า “รุกขเจดีย์” หรือต้นไม้เจ้าป่านั่นเอง รวมทั้งเมื่อมีการรณรงค์ที่จะยับยั้งการตัดต้นไม้ทำลายป่า ก็มักจะเดินตามพระพุทธศาสนา ดังเช่น “การบวชต้นไม้” หรือบวชป่าต้นไม้ ดังเช่น ที่จังหวัดลำปาง ซึ่งได้บวชต้นจำปีหลวง หรือ “ต้นจำปีรัชนี” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เพลง พระพุทธเจ้า

คำร้อง ประภาส ชลศรานนท์

ขับร้อง อมรภัทร เสริมทรัพย์

ดนตรี จักรพัฒน์ เอี่ยมหนุน

วันที่ฟ้าเริ่มส่องแสง สำแดงให้เห็นเป็นคำถาม เกิดแก่เจ็บตาย (ซ้ำ) วนเวียนจนเห็นความเป็นไป ทุกสิ่งกำเนิดนั้น สถิตสถานตั้งอยู่ไว้ ถึงวันแตกสลาย ดับสิ้นไปไม่มั่นคง

จากเจ้าชายสุขล้นฟ้า ทิ้งทุกสิ่งมาเข้าป่าดง ทิ้งอบายแห่งใหลหลง บำเพ็ญทุกรกิริยา เข็ญกายาจนหิวโหย ทรุดโทรมร่วงโรยเวทนา แล้วจึงได้รู้ว่า ไม่ใช่หนทางสว่างเลย

พระองค์ทรงค้นพบ การเวียนจบของจักรวาล หนทางที่จะว่ายผ่าน วัฏสงสารอันปลดปลง สายพิณที่ดีดนั้น ถ้าปล่อยให้มันเริ่มหย่อนลง ละเลยและลืมหลง จะคงสำเนียงเป็นพิณไหม และสายพิณที่ตั้งขึง ถ้าบิดให้ตึงจนมากไป ถึงคราวดีดเล่นสาย คงขาดผึงไปไม่นาน

พระองค์ทรงค้นพบ การเวียนจบของจักรวาล หนทางที่จะว่ายผ่าน วัฏสงสารอันปลดปลง หนทางแห่งพุทธะ คือหลีก ลด ละ ในโลภหลง และมิใช่อย่างฝุ่นผง ที่ปล่อยล่องลอยไปวันวัน หนทางแห่งพุทธะ คือทางสายกลางอันเบิกบาน ให้อยู่กับคืนวัน คือปัจจุบันอันตื่นรู้

บทเพลงครองสติสู่การรู้แจ้ง ด้วยธรรมะพุทธประวัติ ซึ่งท่านผู้ประพันธ์คำร้อง ได้สรุปเนื้อหาสอดรับประสานทำนอง เสริมเสียงดนตรี หากท่านผู้ใดได้สดับฟังแล้วเชื่อว่า ให้ความรู้สึกประหนึ่งได้ร่วมทำวัตรภาวนาสวดมนต์ ในเสนาสนะแห่งอาราม เพราะท่วงทำนองแห่งเสียงที่ล่องลอยเหมือนควันธูป เทียน แต่สามารถหยุดสมาธิแห่งจิตภาวนาให้อยู่กับที่ได้ในภวังค์

“จากเจ้าชายสุขล้นฟ้า ทิ้งทุกสิ่งมาเข้าป่าดง” คงไม่มีคำอธิบายอะไรได้ชัดเจนกว่านี้อีก ว่า ระหว่าง “ป่า” กับ “วัง” แล้วพบทางเลือกแห่งทางสายกลางนั้น จะมีสุขยิ่งกว่านี้อีกไหม หนทางแห่งพุทธะ คือ ไม่ต้อง ลด ละปฏิบัติธรรม แล้วจะหมดกรรมด้วยธรรมปฏิบัติในป่าพฤกษ์ไพร สาธุ…เจริญพร!

มอบ ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นของขวัญแทนใจ ในวันปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

มอบ ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นของขวัญแทนใจ ในวันปีใหม่

ไม้ดอกไม้ประดับ หมายถึง พันธุ์ไม้ที่มีลักษณะ รูปร่างของลำต้น กิ่ง ก้าน ดอก ที่มีสีสันสวยงาม สามารถนำไปประดับตกแต่ง ทั้งภายในและภายนอกตามบ้านเรือน เพื่อให้มีความร่มรื่นน่าอยู่มากขึ้น

ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ โดยเฉพาะคนเมือง นับวันยิ่งห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้นทุกขณะ ไม้ดอกไม้ประดับจึงถือได้ว่ามีความสำคัญ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพราะมีแหล่งผลิตอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ทำให้ผู้ปลูกสามารถประกอบเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับครอบครัว จึงมีการผลิตไม้ดอกไม้ประดับจำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ เป็นการนำเงินตราเข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท

ปัจจุบัน มีการเพาะและผสมพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ ให้เป็นที่ถูกตาต้องใจของผู้ซื้อมากขึ้น สายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการผสม นำมาตั้งชื่อใหม่ให้มีความเป็นมงคล เพื่อดึงดูดใจสำหรับคนที่มีความนิยมชมชอบไม้มงคล เพื่อนำมาประดับบ้านเรือนตามความเชื่อที่สืบทอดต่อๆ กันมา

ไม้ดอกไม้ประดับเป็นสิ่งจรรโลงใจให้แก่ผู้ปลูกได้รับความสุข ความเพลิดเพลิน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ทำให้สุขภาพทางจิตใจมีความสุข สดชื่น ผ่อนคลายความเครียด พร้อมทั้งช่วยให้ผู้พบเห็นมีความสุขกาย สุขใจ เจริญตาเมื่อมองพักสายตา

ในปักษ์นี้ จึงอยากจะชวนผู้อ่านทุกท่าน ที่กำลังมองหาของขวัญมอบให้กับคนที่เคารพรัก หรือเพื่อน ญาติ พี่น้อง ขอให้มามอบไม้ดอกไม้ประดับ เพื่อเป็นสิ่งแทนใจให้แก่กัน ในช่วงปีใหม่ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันนี้ เพราะอย่างน้อยผู้รับ ยังสามารถมองเห็นพรรณไม้เหล่านั้นเจริญเติบโต จากการดูแลเอาใจใส่ของตนเอง และทุกครั้งที่เห็นพรรณไม้ ผู้รับยังสามารถนึกถึงหน้าผู้ให้ได้อีกด้วย ผู้ที่จะมอบความรู้ในหัวข้อต่างๆ ที่อาจจะเป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณทวีพงศ์ สุวรรณโร ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมไม้ดอกและไม้ประดับ สำนักส่งเสริมการเกษตรและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร มาอธิบายในหัวข้อต่างๆ ให้ดังนี้

ทำไม ถึงให้ดอกไม้

เป็นของขวัญเนื่องในวันปีใหม่

คุณทวีพงศ์ อธิบายว่า การให้ของขวัญ ทั้งวันปีใหม่และเทศกาลในโอกาสต่างๆ นั้น ในสมัยก่อนจะให้สิ่งของ เช่น อาหาร น้ำผลไม้ ฯลฯ ต่อมามีการห่วงเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น จึงมอบของขวัญที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ คนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยนิยมให้ดอกไม้หรือไม้ประดับเป็นของขวัญ ส่วนใหญ่จะมอบให้กันในวันรับปริญญา หรืองานแต่งงานเท่านั้น

แต่ปัจจุบันมีการให้ไม้ดอกไม้ประดับเป็นของขวัญมากขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะคนเมือง นับวันจะยิ่งห่างไกลธรรมชาติค่อนข้างมาก จึงนิยมให้ไม้ดอกไม้ประดับเพื่อเป็นสิ่งทดแทนธรรมชาติ ที่นับวันจะลดลงเต็มที

“ถ้าเราใช้ไม้ดอกไม้ประดับ ก็เหมือนเราอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ยิ่งคนอยู่ตามออฟฟิศต่างๆ นี่ ยิ่งไม่ค่อยได้เห็นต้นไม้ ซึ่งโอกาสที่จะเห็นในห้องคงน้อย ทำให้ปัจจุบัน จึงนิยมมาให้เป็นของขวัญมากขึ้น และที่สำคัญยังมีความสวยงาม ผู้รับสามารถนำไปจัดตกแต่ง วางในตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในบ้านหรือนอกบ้าน ต่อมาไม่ได้มองด้วยความสวยอย่างเดียวแล้ว แต่มีประโยชน์ด้วย ช่วยสร้างออกซิเจน ทำให้อากาศดีขึ้น อีกทั้งยังมีงานวิจัย เมื่อหลายปีรับรองออกมาด้วยว่า ไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิดสามารถลดสารพิษได้ เพราะสารพิษเหล่านั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ สารพิษมีอยู่ได้ตามในห้อง บ้านเรือนของเราเอง เช่น สีจากเฟอร์นิเจอร์ ตามผนัง ที่ระเหยออกมา แม้ปริมาณไม่มาก แต่ถ้าสะสมนานๆ ไป ก็มีผลต่อสุขภาพ ฉะนั้น จะเห็นว่าไม่ได้สวยงามอย่างเดียว ยังมีประโยชน์ ทำให้ปัจจุบันมีคนนิยมมาให้ไม้ดอกไม้ประดับเป็นของขวัญเยอะมากขึ้น” คุณทวีพงศ์ กล่าวถึงประโยชน์ของการมอบไม้ดอกไม้ประดับเป็นของขวัญ

ชนิด และพันธุ์

ของไม้ดอกไม้ประดับ

ที่นิยมให้เป็นของขวัญ

เนื่องจากไม้ดอกไม้ประดับในเมืองไทย มีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ ในแต่ละช่วงจะมีการปลูกและความนิยมแตกต่างกันไป ทำให้มีการพัฒนาสายพันธุ์มากขึ้น เพื่อให้มีสีสวยสดใส คงทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ทำให้ในแต่ละปีของประเทศไทยมีพรรณไม้ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ

“ไม้ดอกไม้ประดับมีค่อนข้างหลากหลาย ผู้ที่จะมอบดอกไม้ให้กับผู้รับนั้น ส่วนมากจะรู้รสนิยม ความชอบของผู้รับ ว่าชอบอะไร สีไหนอย่างไร ไม้ดอกไม้ประดับมีมากมายหลายกลุ่ม ไม้ดอก ไม้ต้น และก็ไม้ดอกกระถาง เช่น โป๊ยเซียน หน้าวัว โดยทั่วไปพืชพวกนี้ต้องการแสง ไม่นานดอกก็หายไป แต่ต้นยังสามารถนำมาปลูก เพื่อให้ออกดอกต่อไปได้ ส่วนด้านไม้ใบ เป็นไม้ที่ทนหน่อย เหมาะสมที่จะนำมาวางไว้ภายในอาคาร เพราะอยู่ได้นาน อยู่ที่ความชอบของผู้รับ ซึ่งผู้ให้จะสามารถเลือกได้หลากหลาย และเข้ากับคนที่เราจะให้ ไม่ตายตัวมีให้เลือกมากมายหลายแบบ เราก็ต้องเลือกให้เข้ากับคนที่เราจะให้” คุณทวีพงศ์ กล่าว

รูปแบบการจัด

และการเลือกที่เป็นสื่อแทนใจ

คุณทวีพงศ์ เล่าว่า สมัยก่อนที่นิยมมากที่สุดคือ การให้ดอกไม้เป็นของขวัญมากกว่าต้นไม้ จึงจัดดอกไม้ลงในแจกัน กระถาง หรือเป็นช่อบูเก้ และกระเช้าดอกไม้สวยๆ แต่เนื่องจากดอกไม้ยังมีข้อจำกัด เพราะอายุการเก็บรักษาอยู่ได้ไม่นานเท่าที่ควร ต่อมาจึงนิยมให้ต้นไม้มากขึ้น เพื่อให้มีอายุของดอกยาวนานขึ้น

“สมัยก่อนนี้ จะเน้นที่ให้แต่ดอกไม้ ก็จะเป็นการจัดเป็นช่อ หรือว่าจะใส่แจกัน แต่ตอนนี้ก็ให้เป็นต้นมากขึ้น ก็เลยไม่ต้องเน้นการตกแต่งมาก อย่างดีก็แค่ห่อด้วยกระดาษของขวัญ ผูกโบส่งให้เลย ก็ง่ายและสะดวก ไม่ยุ่งยากในการจัดมากนัก ความนิยม ที่ชอบให้กันก็จะอยู่ที่ความเชื่อ อาจไม่ได้เน้นที่ความสวยงามเพียงอย่างเดียว จะเน้นที่ความเชื่อด้วย เช่น โป๊ยเซียน ถ้าออก 8 ดอก นี่จะถือว่าจะโชคดี หลังๆ มาก็จะตั้งชื่อ ไม้ต่างๆ ให้เป็นมงคลมากขึ้น เช่น วาสนา หยกนำโชค ทำให้คนที่ปลูก ก็ได้หวังทางจิตวิทยาเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น มีโชคลาภ ไม้อื่นๆ เช่น ต้นหยก ก็มีตั้งชื่อให้ดูดี ตามความเชื่อนั้นๆ จึงทำให้คนซื้อนิยมมากขึ้น” คุณทวีพงศ์ กล่าวด้วยใบหน้าที่นึกถึงช่วงยุคสมัยที่มีความนิยมแตกต่างกันไป

แหล่งที่จำหน่าย ควรเลือกซื้อที่ไหน

คุณทวีพงศ์ เล่าว่า ปัจจุบันร้านจำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับมีการพัฒนามากขึ้น โดยเปิดเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต สำหรับขายด้านนี้โดยเฉพาะ ทำให้ผู้ซื้อสามารถเลือกพรรณไม้ที่ดีมีคุณภาพ เพราะถือว่าเป็นแหล่งที่เชื่อถือได้ พร้อมทั้งบริการห่อเป็นของขวัญ และมีการจัดแบบพิเศษตามเทศกาล หรือตามที่ลูกค้าต้องการ พรรณไม้ที่นำมาขายเป็นพรรณไม้ใหม่ๆ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้กับลูกค้า ทำให้สามารถเลือกซื้อได้ตามที่ต้องการ ซึ่งไม้ที่แปลกใหม่อาจมีราคาที่แพงสักเล็กน้อย แต่ผู้ซื้อต้องทำความเข้าใจด้วยว่า เป็นของแปลกใหม่ เพื่อเป็นการส่งเสริมเกษตรกรให้มีความภาคภูมิใจ และคุ้มค่ากับการเสียเวลากับความตั้งใจทำพันธุ์ใหม่ขึ้นมา ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยถือได้ว่าเป็นประเทศ ที่สามารถนำเงินตราเข้าประเทศปีละหลายพันล้านบาท ส่งผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น

“แหล่งที่ซื้อไม้ดอกไม้ประดับ สำหรับคนที่มีเวลา ก็จะมีแหล่งใหญ่ๆ ถ้าจะเอาไม้ดอก ก็ปากคลองตลาด ถ้าเป็นไม้กระถางต่างๆ ก็ต้องที่ตลาดจตุจักร ซึ่งทุกวันพุธ พฤหัสบดี ก็จะมีไม้มาขาย เพราะที่เหล่านี้เป็นแหล่งใหญ่ ส่วนใครที่อยู่ต่างจังหวัด ก็ลองหาตามแหล่งใกล้บ้าน ทำให้เรามีโอกาสเลือก ทำให้ซื้อได้ถูกลง แต่ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ ก็ดูตามความเหมาะสม เพราะบางทีอาจจะไม่แพงกว่ากันเท่าไหร่นัก แต่มีของให้เลือกน้อยกว่า ซึ่งดูได้ตามความพอใจเรา ส่วนงานที่มีการจัดนิทรรศการไม้แปลกๆ อันนี้ก็น่าไป โดยเฉพาะที่ สวนหลวง ร. 9 มีการจัดงานกันทุกปี ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ทำให้ได้ดูของใหม่ๆ มากขึ้น รวมทั้งซื้อของใหม่ๆ มามอบให้แก่กันด้วย” คุณทวีพงศ์ กล่าวแนะนำ

ผู้ประกอบการ

ควรเตรียมตัวอย่างไร

เมื่อเทศกาล หรือวันสำคัญต่างๆ มาถึง ด้านผู้ประกอบการเองต้องมีการเตรียมความพร้อม เพื่อให้ไม้ดอกไม้ประดับมีทันจำหน่าย หากพลาดโอกาสนาทีทองเหล่านี้ไป อาจจะต้องรอเวลานานไปอีกเป็นแรมปี จนกว่าโอกาสในช่วงปีใหม่หรือเทศกาลนั้นจะมาถึง

“ในแง่ผู้ประกอบการเอง หรือแม้แต่ผู้ปลูก ก็จะมีการเก็งกำไรตลาดด้วย ก็จะมีการวางแผนการผลิต เพราะไม้ดอกสามารถกำหนดระยะเวลาได้ ว่าใช้เวลาปลูกลงกระถางกี่เดือน ถึงเวลาก็จะออกดอก เพื่อพร้อมขาย เขาจะมีวันนับย้อนหลัง แต่ก็จะอยู่ที่ชนิดของพรรณไม้ โดยเฉพาะไม้ดอกกระถาง ต้องมีการจัดการที่ดี เพื่อไม่ให้ออกดอกไวเกินไป เพราะหากหมดเทศกาลแล้ว หรือออกดอกก่อนเทศกาลมาถึง ก็ทำให้ขายไม่ได้ สิ่งจำเป็นคือต้องศึกษา ว่าไม้แต่ละชนิด ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ รวมทั้งการบำรุงรักษาด้วยครับ เพราะของที่มอบเป็นของขวัญ เรื่องคุณภาพนี่สำคัญ ดอกสวย แต่ใบเป็นโรค ก็ไม่ได้ คือทุกอย่างต้องสมบูรณ์ จึงอยากฝากผู้ประกอบการเรื่องนี้ด้วย เพราะการซื้อขายอยู่ที่ความพอใจ มีตำหนินิดหน่อยก็ทำให้ราคาตกได้ คนไม่อยากได้” คุณทวีพงศ์ กล่าวพร้อมทั้งหัวเราะเล็กน้อย

การขนส่ง ควรทำอย่างไร

เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด

คุณทวีพงศ์ อธิบายว่า สำหรับผู้ประกอบการ ช่วงขนส่งจะมีอยู่ช่วงเดียวคือ ช่วงจากสวนไปยังร้านจำหน่าย ซึ่งวิธีการเหล่านี้ในบ้านเราอาจจะยังทันสมัยสู้ต่างประเทศไม่ได้ เพราะอยู่ที่ต้นทุน และความพร้อมของยานพาหนะขนส่ง แต่ต่างประเทศค่อนข้างมีมาตรฐาน แต่ปัจจุบันเพื่อให้ความเสียหายลดน้อยลง บางร้านยอมลงทุนเพื่อให้มีการขนส่งที่ดีขึ้น โดยรถขนส่งเป็นแบบมีถาดรอง พร้อมทั้งจัดวางอย่างมีระเบียบ ทำให้เกิดความบอบช้ำน้อยลง เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ขึ้นชื่อเรื่องดอกไม้ ก็มีการขนส่งที่มีมาตรฐาน ซึ่งไทยเองยังมีจำนวนน้อย ที่ขนส่งในลักษณะนี้ คุณทวีพงศ์แนะนำว่า หากทำแบบนั้นต้นทุนสูง สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการนำกระดาษหนังสือพิมพ์ห่อต้นไม้ เพื่อให้ใบเสียหายน้อยที่สุด เพราะหากนำไปวางทับกันจำนวนมาก ทำให้เกิดความเสียหายได้

“การขนส่งอยากให้ดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะว่าช่วงปีใหม่นี้ใกล้มาถึง เพราะคนที่มาซื้อ เขาซื้อไปเพื่อส่งมอบต่อเป็นของขวัญ ถ้าใบเสียหาย ดอกเสียหาย คนก็ไม่อยากซื้อ ทำให้ผู้ประกอบการเองขายได้น้อยลง แทนที่จะมีกำไร อาจจะขาดทุน อย่างไม้ใบ ขอให้ห่อให้ดี เพื่อให้ใบกระทบกันน้อยลงจะดีที่สุด ถือว่าช่วยประหยัดต้นทุนได้ ของที่จำหน่ายจะได้ออกมาดีมีคุณภาพ” คุณทวีพงศ์ กล่าว

สำหรับผู้รับ ทำอย่างไร

ในกรณีดูแลรักษาได้

คุณทวีพงศ์ อธิบายว่า สำหรับผู้รับที่ได้ดอกไม้เป็นของขวัญ อาจต้องดูแลให้มีอายุที่นานขึ้น เพื่อความคงทนสวยงาม เช่น ช่อบูเก้ ถ้ายังคงสภาพไว้เช่นนั้นดอกไม้อาจจะอยู่ได้ไม่นาน สามารถยืดอายุให้คงนานด้วยการรื้อดอกไม้ออกจากช่อ จากนั้นนำไปตัดก้าน แล้วนำไปแช่น้ำ ปักลงในแจกันใหม่ ทำให้ยืดอายุของดอกไม้ชนิดนั้นได้นาน ดีกว่าให้คงสภาพอยู่ในช่อบูเก้

สำหรับไม้ประดับ ขอให้ทำการศึกษาเล็กน้อย เพราะอย่างน้อยจะได้รู้ว่าไม้ประดับชนิดนั้น ต้องการสภาพแวดล้อมอย่างไร เพราะบางอย่างสามารถปลูกไว้ในห้องได้เป็นเวลานานเป็นปี อาจจะต้องให้ได้รับแสงบ้างเล็กน้อย สิ่งที่สำคัญคือการรดน้ำ อาจจะไม่ต้องรดน้ำบ่อยครั้ง เพราะไม้ประดับอยู่ภายในห้อง ซึ่งบางครั้งดูแลดีเกินไปก็สามารถตายได้ เช่น รดน้ำบ่อย เหมือนไม้ประดับที่อยู่ภายนอกอาคาร ทำให้รากเน่าต้นไม้ตาย

ไม้ประดับที่เหมาะสมจะอยู่ภายในอาคาร เช่น วาสนา เขียวหมื่นปี อะโกลนีมา ลิ้นมังกร ว่านงาช้าง ไม้ที่กล่าวมานี้ สามารถมอบให้กันเป็นของขวัญได้ เพราะมีความคงทน เมื่อนำมาตั้งประดับตกแต่งภายในห้อง ใน 1 สัปดาห์ นำไปสัมผัสแสงแดด 2 ครั้ง เพราะแสงจากหลอดไฟภายในอาคารไม่สามารถทดแทนแสงที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ หากไม้ประดับได้รับแสงจากหลอดไฟเพียงอย่างเดียว การสังเคราะห์แสงจะน้อยลง และไม้ประดับจะมีลำต้นยืดมากเกินไป ส่งผลต่อความสวยงาม เพราะทรงต้นสีสันอาจไม่เป็นดังสภาพเดิมเหมือนตอนที่ได้รับมา

ช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ คุณทวีพงศ์ ได้กล่าวส่งท้ายว่า “ในฐานะที่ผมดูแลเรื่องไม้ดอกไม้ประดับ ผมมองว่าเหมาะที่จะมอบให้กันเป็นของขวัญ อาจจะดีกว่าของอย่างอื่น เพราะของอย่างนี้เป็นของธรรมชาติ และก็มีให้เลือกเยอะ มีสีสันสวยงาม ทำให้คนที่ได้รับเห็นแล้วก็สดชื่นนะครับ อาจจะไม่ใช่ของที่เก็บไว้ได้นาน แต่ถ้าเรารู้จักวิธีการดูแล คนที่รับไปเขาดูแลเป็น ทำให้เกิดการเรียนรู้ตามมา ของอย่างอื่นอาจจะวางไว้เฉยๆ แต่ไม้ดอกไม้ประดับนี่ ทำให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติต่างๆ ของมัน เพื่อให้อยู่ได้นาน ที่สำคัญช่วยดูดสาร ทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น เพราะต้นไม้ช่วยดูดสารพิษบางตัวได้อีกด้วย”

“สิ่งที่สำคัญอีกอย่าง ประเทศเราเป็นแหล่งที่ผลิตไม้ดอกไม้ประดับแหล่งใหญ่ สายพันธุ์เองก็มีหลากหลาย โดยประเทศรอบๆ บ้านเรานี่ ก็มารอพันธุ์ใหม่ๆ จากประเทศเรา เพราะประเทศเรามีการสะสมแหล่งพันธุ์เยอะ ทั้งกล้วยไม้ และไม้ใบต่างๆ เราก็มีการพัฒนาพันธุ์ โดยหาจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก นำมาเก็บไว้ที่ประเทศเรา เพื่อทำพ่อแม่พันธุ์ ดังนั้น การนำไม้ดอกไม้ประดับมาใช้นี่ นอกจากใช้ในแง่ความสวยงามแล้ว ยังช่วยการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรคือ ขอให้ใช้ไม้ดอกไม้ประดับที่ปลูกในบ้านเรา มันจะช่วยส่งผลกับเศรษฐกิจของประเทศด้วย” คุณทวีพงศ์ กล่าวพร้อมนึกถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านทุกท่านคงจะมีพรรณไม้ในใจแล้วใช่ไหมครับ ที่จะมอบให้แก่กันในวันปีใหม่หรือเทศกาลต่างๆ นี้ อย่างน้อยไม้ดอกไม้ประดับก็เป็นสิ่งแทนใจ แม้ดูเล็กน้อยแต่แนบแน่นไปด้วยความสวยงาม ทั้งด้านจิตใจ ความสงบ ตลอดจนสภาพแวดล้อม และเศรษฐกิจของประเทศ มนุษย์ทุกคนคงจะหนีไม่พ้นการได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ เหมือนดังสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดา พระองค์ได้ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ ท่ามกลางป่าดงที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ไม้ดอกไม้ประดับแม้ดูเล็กน้อย หากทุกท่านไม่ช่วยกันส่งเสริมและอนุรักษ์ อีกไม่นานพรรณไม้ธรรมชาติ และป่าไม้ในประเทศของเราอาจจะไม่มีให้ลูกหลานได้เห็นสืบไป จะมีก็แต่เพียงคำบอกเล่าว่า ประเทศไทยสมัยก่อนอุดมสมบูรณ์ ที่มีแต่เพียงคำพูดบอกเล่า แต่ไม่มีภาพจริงให้ลูกหลานได้เห็น

มีข้อสงสัย หรืออยากได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม สอบถามได้ที่กลุ่มส่งเสริมไม้ดอกและไม้ประดับ สำนักส่งเสริมการเกษตรและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร โทร. (02) 940-6104

ไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยดูดสารพิษ

ไม้ดอกไม้ประดับเมืองร้อนหลายชนิด ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะการประดับตกแต่ง เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติช่วยดูดซับสารพิษและช่วยฟอกอากาศ เพื่อลดมลพิษภายในบ้านเรือน อาคารสำนักงาน สร้างสุขภาวะที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย และเป็นการช่วยลดโลกร้อนอีกทางหนึ่งด้วย

สารพิษที่พบในอาคารและมีอันตราย ได้แก่

1. สารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ซึ่งจะมีอยู่ในตัวตึกหรืออาคารที่สร้างใหม่ หรือบ้านที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ ไม้อัดบอร์ด สี พลาสติก รวมถึงสารพิษในเนื้อปูน ซึ่งจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เซื่องซึม ภูมิแพ้ หอบหืด ผื่นคันตามผิวหนัง ระคายเคืองตา คอ จมูก ไซนัส จนถึงระบบประสาทผิดปกติ เรียกว่า อาการแพ้ตึก

2. สารไตรคลอโรเอทิลีน (Trichloroethylene : TCE) พบในตัวทำละลายเป็นส่วนมาก เช่น การซักแห้ง ในหมึกพิมพ์ สีทา แล็กเกอร์ น้ำมันชักแห้ง กาวสังเคราะห์ และมีรายงานว่าเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งตับ

3. เบนซิน (Benzene) พบในน้ำมันรถยนต์ หมึก สีทาพลาสติก และยาง เป็นสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองผิวหนังและดวงตา หากมีการสูดดมในปริมาณมาก จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ และเกิดโรคทางเดินหายใจ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดลูคีเมียด้วย

4. ไซลีน (Xylene) เป็นสารประกอบที่มีการใช้มากในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสีสารเคลือบเงา และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับตัวทำละลายต่างๆ ถือเป็นสารอินทรีย์ระเหยง่ายที่มีพิษต่อมนุษย์ มีผลไปกดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการความจำเสื่อม หวาดกลัวกระวนกระวาย อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ทรงตัวลำบาก คลื่นไส้อาเจียน ผิวหนังแห้ง และเกิดโรคผิวหนัง มักพบเป็นโรคไตร่วมด้วย

5. โทลูอีน (Toluene) หรือ ฟีนิลมีเทน เป็นสารตัวทำละลายอินทรีย์ที่สำคัญในกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่าย ใช้มากในอุตสาหกรรมต่างๆ สำหรับเป็นตัวทำละลาย และเป็นสารตั้งต้น สำหรับผลิตสารชนิดต่างๆ การสูดดมหรือหายใจเข้าสู่ระบบหายใจ จะทำให้รู้สึกมึนงง มีอาการประสาทหลอน เมื่อสูดดมมากจะทำลายระบบประสาทและสมอง

6. แอมโมเนีย (Ammonia) เป็นสารที่ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน ซึ่งคนเราสามารถสัมผัสกลิ่นแอมโมเนียได้ หากมีความเข้มข้นมากกว่า 5 ppm ถ้าหายใจเข้าไปเพียงเล็กน้อยจนทำให้น้ำตาไหล ออกฤทธิ์กระตุ้นหัวใจอย่างแรง ทำให้เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวได้ง่าย

จากการวิจัย เรื่อง Interior landscape Plant for Indoor Air Pollution Abatement โดย ดร. บี ซี วูฟเวอร์ตัน นักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยอวกาศนาซ่า สหรัฐอเมริกา พบไม้ดอกไม้ประดับที่มีความสามารถและประสิทธิภาพในการกำจัดสารมลพิษในอากาศได้อย่างดี มีจำนวน 27 ชนิด ตัวอย่างเช่น เขียวหมื่นปี ลิ้นมังกร เฟิร์นบอสตัน หน้าวัว กล้วยไม้สกุลหวาย เดหลี วาสนาอธิษฐาน ต้นมรกตแดง สาวน้อยประแป้ง แววมยุรา เศรษฐีเรือนใน ยางอินเดีย ปาล์มไผ่ ไอวี่ (ตีนตุ๊กแกฝรั่ง) ต้นไทรย้อยใบแหลม เยอร์บีร่า เข็มสามสี และประกายเงิน เป็นต้น

1. แก้วกาญจนา “เขียวหมื่นปี” หรือ Chinese Everygreen (Aglanema sp.) เป็นไม้ประดับที่มีใบสวยงาม ชอบดินร่วน ไม่ชอบน้ำขัง จึงนิยมใช้ปลูกเลี้ยงประดับภายในอาคาร ด้วยใบที่กว้าง จึงทำให้สามารถดูดสารพิษได้ดี มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษ จำพวกฟอร์มาลดีไฮด์

2. ลิ้นมังกร หรือ Mother – in – law”s Tongue (Sansievieria sp.) มีประสิทธิภาพสูงในการดูดสารพิษจำพวกเบนซิน

3. เฟิร์นบอสตัน หรือ Boston Fern (Nephrolepis exaltata) สามารถดูดสารพิษได้มาก โดยเฉพาะจำพวกฟอร์มาลดีไฮด์ที่มาจากกาว ฝ้าเพดานสำเร็จรูป และสารพิษจำพวกไซลีน

4. หน้าวัว (Anthurium andraeanum) มีประสิทธิภาพในการคายความชื้น และดูดซับสารพิษจำพวกฟอร์มาลดีไฮด์ ไซลีน และแอมโมเนีย

5. กล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium Orchid) มีความสามารถในการดูดสารพิษจำพวกแอลกอฮอล์ อะซีโตน คลอโรฟอร์ม และฟอร์มาลดีไฮด์ได้อีกด้วย

6. เดหลี หรือ Peace Lily (Spathiphyllum wallisei) มีความสามารถสูงในการดูดสารพิษจำพวกแอมโมเนีย หรือ ไตรคลอโรเอทิลีน (TCE) เบนซิน และฟอร์มาลดีไฮด์ได้ดี

นอกจากนี้ ยังมี กระบองเพชร หรือ แค็กตัส (Cactus) ซึ่งช่วยในการหักเหรังสีหน้าจอคอมพิวเตอร์ จอทีวี และลดไฟฟ้าสถิต

สันทัด วัฒนกูล ชาวนามืออาชีพ รู้จักดิน รู้จักน้ำ ทำนาประสบความสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

จัดการดินและน้ำ-ฝ่าภัยแล้ง

กุลดิลก แก้วประพาฬ

สันทัด วัฒนกูล ชาวนามืออาชีพ รู้จักดิน รู้จักน้ำ ทำนาประสบความสำเร็จ

อาชีพชาวนา มีบ้างที่ต้องพบกับความเสี่ยงที่มีปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง หรือการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืช

เหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของชาวนา แต่สำหรับชาวนาอย่าง คุณสันทัด วัฒนกูล อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 1 ตำบลทัพทัน อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งประกอบอาชีพทำนาสืบต่อจากบรรพบุรุษ บนพื้นที่ประมาณ 190 ไร่ ถือได้ว่าเป็นชาวนามืออาชีพที่สามารถลดความเสี่ยงจากอาชีพทำนาได้

คุณสันทัด ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ของตำบลทัพทัน ด้วย ได้ทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เกษตรทฤษฎีใหม่ (New Theory Agriculture) มีการบริหารจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะดินและน้ำที่มีอยู่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด แบ่งพื้นที่ทำการเกษตรออกเป็น 4 ส่วน คือจัดให้มี แหล่งน้ำ ร้อยละ 30 ทำนา ร้อยละ 30 พืชไร่พืชสวน ร้อยละ 30 และพืชผักสวนครัว ร้อยละ 10

ในเรื่องน้ำ ผู้ใหญ่สันทัดได้จัดหาแหล่งน้ำ โดยการขุดสระใหญ่เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ และค่อยๆ ขุดสระเพิ่มขึ้น ปัจจุบันขุดสระไว้ จำนวน 9 สระ รวมพื้นที่ ประมาณ 20 ไร่ โดยสระใหญ่สุด มีขนาดกว้าง 79 เมตร ยาว 121 เมตร และมีความลึกถึง 24 เมตร สามารถจุน้ำได้กว่า 200,000 ลูกบาศก์เมตร และอยู่บนพื้นที่ดอน ทำให้ง่ายต่อการระบายน้ำลงมายังสระอื่นๆ

ผู้ใหญ่สันทัดได้เรียนรู้การทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ แบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ มีการทำนาเป็นหลัก โดยปีหนึ่งทำนา พื้นที่ประมาณ 70 ไร่ ปลูกข้าวหลากหลายพันธุ์ตามความต้องการของตลาด ได้แก่ พันธุ์ กข ต่างๆ เช่น กข 31 กข 41 กข 49 ข้าวหอมชลสิทธิ์ ข้าวหอมปทุม ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งผู้ใหญ่สันทัดได้รับคัดเลือกเป็นประธานศูนย์ข้าวชุมชนของตำบลทัพทัน อำเภอทัพทัน ด้วย แบ่งพื้นที่ใช้ทำเป็นแปลงกล้าพันธุ์ข้าว พื้นที่ประมาณ 15 ไร่ โดยเพาะกล้าข้าวลงในถาดเพาะ แล้วจัดวางลงในแปลงเป็นผืนตามชนิดของพันธุ์ข้าว สะดวกต่อการปฏิบัติดูแลรักษา อายุกล้าตั้งแต่หว่านถึงนำไปปลูกปักดำ ใช้เวลา 12-15 วัน

การจัดทำแปลงกล้าข้าวแปลงใหญ่ ซึ่งผู้ใหญ่สันทัด ให้ชื่อเรียกว่า “แปลงกล้าหนึ่งเดียว” มีแนวคิดว่า การผลิตข้าวพันธุ์ดีให้ได้ราคาไม่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเมล็ดพันธุ์มักมีราคาแพงกว่าราคาข้าว ที่ชาวนาขายให้กับโรงสี จึงมองหาวิธีดีที่สุด ซึ่งก็พบว่า การทำนาดำจะช่วยให้ได้ผลผลิตสูงและสามารถเก็บเป็นเมล็ดพันธุ์ไว้ทำพันธุ์ได้ด้วย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของผู้ใหญ่สันทัด ที่ได้ทำกล้าพันธุ์ข้าวจำหน่ายด้วย เป็นผลให้มีการจ้างงานในชุมชนให้คนมีงานทำ และชาวนาในพื้นที่ต่างๆ ได้มาเรียนรู้ตลอดปี

การทำนา ผู้ใหญ่สันทัดได้ทำนาแบบลดต้นทุน โดยใช้ประโยชน์จากปัจจัยที่มีให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด เริ่มตั้งแต่เรื่องดิน ผู้ใหญ่สันทัดให้ความสำคัญกับการปรับปรุงดิน ด้วยการปลูกพืชปุ๋ยสด เช่น ปอเทือง ถั่วพร้า พอโตขึ้นมาในระยะเหมาะสม ทำการไถกลบเพื่อปรับปรุงสภาพดิน และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ที่จัดทำดีแล้วนำไปใส่ในแปลงนา ซึ่งวัสดุที่ทำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ก็ได้จากส่วนของผลิตผลในพื้นที่ โดยเฉพาะมูลสัตว์ ผู้ใหญ่สันทัดเลี้ยงกระบือที่ตกทอดจากพื้นที่เดิมเคยเป็นตลาดนัดโค-กระบือ ปัจจุบันมีกระบืออยู่ 50 ตัว ทำให้ได้มูลกระบือจำนวนมาก เป็นโรงงานผลิตปุ๋ยธรรมชาติที่เหมาะสมที่เดียว

นอกจากนี้ พื้นที่นาแปลงปลูกข้าว ผู้ใหญ่สันทัดได้เก็บตัวอย่างดินไปตรวจ วิเคราะห์ ซึ่งผลจากการวิเคราะห์ดิน ทำให้ประหยัดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีลง และต้นข้าวยังมีการเจริญเติบโตดี เพราะได้รับอาหารที่ตรงกับความต้องการในอัตราที่ถูกต้อง และตรงกับเวลาที่ต้นข้าวต้องการ

ในเรื่องดินอีกเช่นกันคือ การเตรียมพื้นที่ก่อนทำนา มีการเตรียมดินอย่างพิถีพิถัน ไม่เผาทำลายต้นฟางข้าว แต่ใช้วิธีไถพลิกหน้าดินเพื่อกลบฟางข้าว การไถดะควรทิ้งไว้ 7-10 วัน จากนั้นจึงไถแปร แล้วจึงหว่าน (นาน้ำตม) แต่หากเป็นนาดำให้ทำเทือกปรับระดับพื้นที่ให้เสมอ ทิ้งไว้ 1 คืน รักษาระดับน้ำในแปลง สูงประมาณ 5 เซนติเมตร จากผิวดิน และในการทำนาดำ ปัจจุบันได้นำเครื่องจักรมาใช้ดำนา ทำให้ประหยัดแรงงาน เวลา สะดวกในการปฏิบัติดูแลรักษาแปลงนา การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวก็ประหยัดลง ให้เมล็ดพันธุ์เพียง 8-10 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น

พื้นที่มีการจัดการน้ำอย่างเหมาะสม การทำนาดำต้องปล่อยน้ำให้ขังในแปลงนา จะช่วยลดปัญหาวัชพืชใบแคบ สกุลหญ้าที่อ่อนแอต่อสภาพน้ำขังได้ รอบพื้นที่ยังขุดลอกคลองซอย เพื่อระบายน้ำเข้า-ออกนา ทำให้สามารถเลี้ยงปลาในนาข้าว และยังจัดทำระบบน้ำหยด นำน้ำไปใช้ในแปลงทำการเกษตรชนิดอื่น บริเวณขอบสระและคันนา นอกจากใช้พื้นที่บางส่วนในการปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ยืนต้น ยังมีการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

ในการประกอบอาชีพการเกษตรของผู้ใหญ่สันทัด ปีหนึ่งผู้ใหญ่สันทัดใช้พื้นที่ทำนา ประมาณ 50 ไร่ หรือสูงสุดไม่เกิน 70 ไร่ แม้จะมีแหล่งกักเก็บน้ำ ซึ่งเป็นสระถึง 9 สระ ปริมาณความจุของน้ำกว่า 200,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งคำนวณสามารถใช้ทำนาได้ถึงกว่าร้อยไร่ (คิดปริมาณน้ำทำนาดำ 1,500 ลูกบาศก์เมตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่) แต่ผู้ใหญ่สันทัดได้พิจารณาหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หากปีใดมีภาวะฝนแล้งที่ยาวนาน เกรงว่าน้ำที่กักเก็บไว้จะไม่เพียงพอ จึงวางแผนทำกิจกรรมการเกษตรชนิดอื่นไปด้วย มีการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพด ทานตะวัน ซึ่งต้นจะออกดอกให้ความสวยงามแก่พื้นที่ (พื้นที่เกษตรแห่งนี้จัดทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรด้วย) หลังจากออกดอกและเก็บเมล็ดพันธุ์ ยังนำเมล็ดทานตะวันมาเพาะเป็นทานตะวันงอกจำหน่ายด้วย และกิจกรรมอื่นๆ ก็มี การเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย เห็ดถุง ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ประดับต่างๆ มีหลากหลายกิจกรรม หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด โดยผู้ใหญ่สันทัด มีแนวความคิดว่า หากทำนาเพียงอย่างเดียวหรือทำนามากเกินไป ยิ่งทำนาแบบลดต้นทุน ซึ่งผู้ใหญ่สันทัด ทำได้ผลผลิตสูงสุดถึง 1,132 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตก็มาก ต้องจำหน่ายข้าวเปลือกให้กับโรงสี หรือพ่อค้าคนกลาง ก็จะจำหน่ายได้ราคาต่ำ ผู้ใหญ่สันทัด รวมกลุ่มชาวนา นอกจากเป็นศูนย์ข้าวชุมชนแล้ว ยังจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งผู้ใหญ่สันทัด ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกลุ่ม ทำนา นอกจากจำหน่ายผลผลิต ยังเก็บพันธุ์ข้าวเปลือกไว้ทำพันธุ์ ผลผลิตส่วนหนึ่งแปรรูป จำหน่ายเป็นข้าวสารและข้าวกล้อง ทำให้มีกิจกรรมทางเกษตรทำตลอดปี และเกิดรายได้สำหรับครอบครัวและชุมชน

สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในพื้นที่ทำการเกษตรของผู้ใหญ่สันทัด ได้หลีกเลี่ยงหรือไม่มีการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำการเกษตรแบบปลอดภัยและลดต้นทุน โดยการเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีการเกษตร ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การกำจัดวัชพืชในแปลงนา ความชื้นในดินทำให้เกิดวัชพืชในนาได้มาก การใช้วิธีการปลูกข้าวแบบนาดำที่ผู้ใหญ่สันทัดทำ ช่วยลดปริมาณวัชพืชได้มากกว่าวิธีอื่น ในการปักดำจะใช้ต้นกล้าที่เจริญเติบโตแล้ว ขณะปักดำ วัชพืชกำลังจะเริ่มโต ซึ่งไม่ทันกับการเจริญเติบโตของข้าว

การป้องกันโรคแมลงศัตรูข้าว มีการเฝ้าระวัง ตรวจนับ ตรวจแปลงนา อย่างใกล้ชิด สม่ำเสมอ ตามแนวทางโรงเรียนเกษตรกร เรียนรู้วิธีการจัดการกับโรคแมลงศัตรูโดยใช้ศัตรูธรรมชาติ หากสำรวจพบสิ่งผิดปกติ การป้องกันกำจัดจะใช้สารชีวินทรีย์ที่ผลิตขึ้น มีการนำมาใช้ในกลุ่มสมาชิกศูนย์ข้าวชุมชนด้วยกัน

การทำนาของผู้ใหญ่สันทัด จึงเป็นการทำนาที่ไม่เสี่ยง ทำนาด้วยความพอดีและมีเหตุผล สามารถพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพาตลาดและกระจายความเสี่ยงโดยการปลูกพืช หรือทำกิจกรรมทางการเกษตรหลายชนิด ทำให้แก้ปัญหาของครอบครัวและชุมชนได้ไปพร้อมกัน ซึ่งในพื้นที่บริเวณนาได้จัดทำเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยการสนับสนุนจากองค์กรและส่วนราชการต่างๆ และผู้ใหญ่สันทัด ยังได้รับรางวัลเป็นเครื่องหมายประกาศเกียรติคุณจำนวนมาก สามารถเป็นต้นแบบนำไปเป็นแบบอย่างได้ เช่น

1. เกษตรกรสาขาอาชีพทำนาดีเด่น ระดับเขต ปี 2558 ของสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก

2. เกษตรกรสาขาอาชีพการทำนาดีเด่น ติดต่อกันหลายปีของจังหวัดอุทัยธานี

3. เกษตรกรมืออาชีพดีเด่น แปลงเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี

4. รางวัลชนะเลิศเกษตรกรปราดเปรื่องต้นแบบด้านข้าว (Smart Farmer) จังหวัดอุทัยธานี จากกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

5. เกษตรกรสัมมาอาชีพดีเด่น จากสภาเกษตรกรแห่งชาติ

6. รางวัลดีเด่น ระดับจังหวัด ระดับเขต ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ จากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี 2558

ทั้งนี้ การประกอบอาชีพทำนาของ คุณสันทัด วัฒนกูล ได้ยึดหลักของพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน”

นอกจากนี้ ผู้ใหญ่สันทัด ยังมีบทบาทในฐานะผู้นำชุมชนในด้านอื่นๆ อีกหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ใหญ่สันทัด มีความปลาบปลื้มและภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตชาวนาคือ ได้ร่วมจัดแสดงผลงาน และเฝ้าฯ รับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเสด็จฯ ไปทรงเป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์โอท็อป เมืองพระชนกจักรี อุทัยธานี เมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา

แลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้ใหญ่สันทัด ได้ตามที่อยู่ หรือโทร. (081) 888-3579

ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ปรับตัวให้อยู่รอด ได้อย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เก็บมาเล่า

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ปรับตัวให้อยู่รอด ได้อย่างไร?

ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ที่อยู่ในภาวะชะลอตัว จากปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ แม้รัฐบาลจะพยายามเร่งแก้ไขอย่างเต็มที่ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาคเกษตร นั้นมีอยู่อย่างมากมาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการดำรงชีวิต จึงทำให้มีคำถามตามมาว่า แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรให้สามารถอยู่ได้?

ในขณะที่กำลังช่วยค้นหาคำตอบจากคำถามดังกล่าว พอดีได้รับข่าวสารเผยแพร่ที่น่าสนใจจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจในการนำเสนอทางออกให้กับเกษตรกร โดยมีถึง 8 แนวทาง ที่เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน

แต่ก่อนจะเข้าเรื่องราวดังกล่าว ยังมีผลการศึกษาที่น่าสนใจจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยเป็นหน่วยงานในสังกัด คือ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท.9) ที่นำเสนอผลการศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับตัวของเกษตรกรยางพาราท่ามกลางวิกฤตราคายางพาราตกต่ำในจังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ คุณพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 สงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้เปิดเผยถึงผลการศึกษาการปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราท่ามกลางวิกฤตราคายางพาราตกต่ำในจังหวัดสงขลา ปี 2558 ว่าหลังจากที่ราคายางพาราตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรชาวสวนยางของจังหวัดสงขลาซึ่งมีพื้นที่ปลูก (ข้อมูล ปี 2557) จำนวน 2,066,960 ไร่ พื้นที่กรีด 1,665,037 ไร่ ผลผลิตรวมทั้งจังหวัดมีปริมาณ 501,008 ตัน และมีผลผลิตต่อไร่ 290 กิโลกรัม

โดยผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรชาวสวนยางพาราได้ปรับตัวเพื่อการอยู่รอดในสถานการณ์วิกฤตราคายางพาราตกต่ำใน 4 ด้าน ดังนี้

ด้านที่ 1 การลดรายจ่ายในภาคการเกษตร เกษตรกรชาวสวนยาง ร้อยละ 73 มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านการลดรายจ่ายในภาคเกษตรของชาวสวนยาง โดยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในเรื่องการใช้ปุ๋ย คือเกษตรกร ร้อยละ 14 จะงดการใส่ปุ๋ยในปีนี้ และร้อยละ 12 ใส่ปุ๋ยในปริมาณที่ลดลง โดยเกษตรกร ร้อยละ 46 ปรับเปลี่ยนชนิดของปุ๋ย จากปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยเคมีผสมอินทรีย์ หรือเปลี่ยนการซื้อปุ๋ยจากยี่ห้อที่มีราคาแพงไปซื้อยี่ห้อที่มีราคาถูกกว่า และเกษตรกร ร้อยละ 27 ไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในด้านการลดรายจ่ายในภาคเกษตร

ด้านที่ 2 การเพิ่มรายได้ในภาคการเกษตร เกษตรกรชาวสวนยาง ร้อยละ 34 มีการปรับตัวในด้านการเพิ่มรายได้ในภาคการเกษตร เช่น การรับจ้างกรีดยางพารา ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ยครัวเรือนละ 26,600 บาท ต่อปี การปลูกพืชร่วมกับยางพาราเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น ครัวเรือนละ 10,194 บาท ต่อปี การเลี้ยงสัตว์เพื่อเพิ่มรายได้ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น ครัวเรือนละ 5,595 บาท ต่อปี โดยเกษตรกร ร้อยละ 66 ไม่ได้มีการปรับตัวหรือไม่เพิ่มกิจกรรมในด้านการเพิ่มรายได้ในภาคการเกษตร

ด้านที่ 3 การลดรายจ่ายนอกภาคเกษตร เกษตรกรชาวสวนยาง ร้อยละ 91 มีการปรับตัวโดยการลดรายจ่ายนอกภาคเกษตรที่สำคัญคือ รายจ่ายที่ใช้ในการบริโภคในครัวเรือน เช่น ลดรายจ่ายในด้านการบริโภคสินค้าที่ไม่จำเป็นลง เฉลี่ยครัวเรือนละ 8,331 บาท ต่อปี และลดรายจ่ายด้านจัดซื้อเครื่องอุปโภคลง เฉลี่ยครัวเรือนละ 2,864 บาท ต่อปี ในขณะที่เกษตรกร ร้อยละ 9 ไม่สามารถลดรายจ่ายด้านบริโภคและอุปโภคลงได้

ด้านที่ 4 การเพิ่มรายได้นอกภาคเกษตร เกษตรกรชาวสวนยาง ร้อยละ 25 ประกอบอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้นอกภาคเกษตร ได้แก่ อาชีพรับจ้างทั่วไป ขายของตลาดนัด และรับเหมาก่อสร้าง ทำให้มีรายได้จากอาชีพเสริม เฉลี่ยครัวเรือนละ 73,250 บาท ต่อปี โดยเกษตรกร ร้อยละ 75 ไม่มีการปรับตัวในด้านการเพิ่มรายได้นอกภาคเกษตร

“อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการปลูกยางพาราในอนาคตพบว่า เกษตรกรยังคงปลูกยางพาราเหมือนเดิม แต่จะมีการหาพันธุ์ยางพาราที่ให้ผลผลิตสูงปลูกทดแทนยางพาราพันธุ์เดิม เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเหมาะสมกับการปลูกยางพาราและความถนัดของเกษตรกร แต่ความคาดหวังให้บุตรหลานมาทำการเกษตรนั้น เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่คาดหวังให้บุตรหลานมาทำการเกษตร สืบเนื่องจากราคาของผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ไม่แน่นอน และต้องการให้บุตรหลานได้ทำงานในด้านอื่นมากกว่า” คุณพลเชษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

จากการอยู่ให้รอดของเกษตรกรจากผลการศึกษาดังกล่าว คงทำให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า เกษตรกรไทยนั้นเป็นนักสู้ แต่จะสู้และรอดได้อย่างไรต่อไปในอนาคต คราวนี้มาดูผลบทวิเคราะห์สู่การปรับโครงสร้างในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ชี้ว่า ส่วนของภาคเกษตรจะต้องปรับโครงสร้างภาคเกษตรอย่างเร่งด่วน โดยการดำเนินการประกอบด้วย 8 ด้านสำคัญ คือ

หนึ่ง เน้นโครงการร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (Public Private Partnership : PPP) ให้มากขึ้น เนื่องจากแต่เดิมโครงการความร่วมมือในลักษณะนี้จะเป็นไปเพื่อการดำเนินการในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจ็กต์ (mega project) ดังนั้น จึงควรขยับขยายไปสู่โครงการขนาดที่เล็กลงมาถึงระดับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs เพื่อให้เกิดการร่วมมือ

สอง เน้นการพึ่งพาตนเอง (Self Sufficient) ให้มากขึ้น จะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเกษตรบางชนิด เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด และพืชอื่นๆ อีกหลายชนิด ดังนั้น จึงควรเร่งพัฒนาผลิตสินค้าเกษตรเพื่อสามารถทดแทนการนำเข้า เช่น ส่งเสริมการปลูกถั่วเหลือง ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย แพร่ แม่ฮ่องสอน และอื่นๆ ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา สระบุรี ลพบุรี และอื่นๆ เป็นต้น หรือพัฒนาพันธุ์ให้สามารถให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรคและแมลง

สาม เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรปลายน้ำ โดยเน้นการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (value added) เช่น การคัดแยกเกรดสินค้า การสร้างเรื่องราวให้กับสินค้า (history) เน้นการค้นคว้าวิจัยเพื่อรองรับสรรพคุณเพื่อสุขภาพ รวมถึงพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น กำหนดตำแหน่งทางการตลาดที่ชัดเจน เป็นต้น เพื่อเป็นการยกระดับสินค้าให้มีความพิเศษมากกว่าสินค้าทั่วไป (blue ocean strategy) เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดใหม่ๆ ให้มากขึ้น

สี่ เน้นผลักดันส่งเสริมเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเกษตรรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่ได้รับการวิจัยแล้วว่าได้ผลนำไปสู่การประยุกต์ใช้ที่แท้จริง เช่น นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีชีวภาพ อย่างการทำการเกษตรภายในอาคาร (indoor) การเกษตรกลางแจ้งรูปแบบใหม่ (outdoor) ที่อาศัย drone เครื่องจักรสมัยใหม่ ทดแทนแรงงานคนที่มีแนวโน้มอายุเพิ่มมากขึ้น การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เคมีนาโนอัดเม็ดแบบละลายช้า ซึ่งขณะนี้ สวทช. ได้ดำเนินการวิจัยและกำลังอยู่ในระหว่างการขยายผลให้กว้างขวางขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าปุ๋ยดังกล่าวได้ หรือมุ้งกันยุงที่มีการเคลือบสารฆ่าแมลง โดยใช้เทคโนโลยีนาโน วัสดุปรับปรุงดินจากผักตบชวา โดยใช้เทคโนโลยีเร่งให้เกิดการย่อยสลายผักตบชวาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมขยายผลไปสู่ระดับอุตสาหกรรม เป็นต้น

ห้า เน้นส่งเสริมการปลูกพืชรองแซมพืชหลัก กรณีเกษตรกรผู้ปลูกไม้ยืนต้น เช่น ยางพารา ที่กินระยะเวลาดังกล่าวนานถึง 7 ปี ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้มีการปลูกพืชแซม เช่น พืชล้มลุกทั้งหลายก่อนที่ยางพาราจะให้ผลผลิต เช่น พริกไทย แตงโม ถั่วต่างๆ หรือสับปะรด เพื่อเป็นการเสริมรายได้ให้แก่เกษตรกร

หก เน้นส่งเสริมการปลูกพืชแบบหลายชนิด (multiple cropping) หรือการปลูกพืชมากกว่า 1 ชนิด ขึ้นไป ในพื้นที่เดียวกันในรอบปี เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงด้านรายได้และราคา อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้ต่อหน่วยพื้นที่และเป็นการสร้างสมดุลทางสิ่งแวดล้อมด้วย

เจ็ด เน้นสินค้าเกษตรสำหรับการบริโภคภายในประเทศให้เพียงพอมากขึ้น นอกจากเพื่อเป็นการลดการนำเข้าแล้วยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคงทางด้านอาหารสำหรับประชากรในประเทศ รวมถึงการปกป้องสินค้าเกษตรภายในประเทศ ไม่ให้สินค้าเกษตรจากต่างประเทศเข้ามาโจมตีตลาดสินค้าไทยได้ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทย เช่น การผลิตกล้วย พืชผักต่างๆ ให้เพียงพอกับการบริโภคภายในประเทศ เพื่อรองรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น

แปด เน้นสินค้าเกษตรเข้าสู่ยุค “คุณภาพและคุณธรรม” โดยเกษตรกรผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ผู้ผลิตหรือผู้แปรรูปต้องรับซื้อผลผลิตอย่างมีคุณธรรม เพื่อนำไปแปรรูปได้สินค้าที่มีคุณภาพ โดยไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ จนทำให้มีปัญหาในการขับเคลื่อน Value Chain เช่น การผลิตข้าวปลอดภัย (GAP) ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน และมีคุณภาพ ทำให้ผู้ผลิตเกิดความเชื่อมั่นที่จะรับซื้อในราคาที่สูงกว่าข้าวทั่วไป

ทั้งนี้หมดนี้ คืออีกหนึ่งมุมมอง ที่เป็นข้อแนะนำของการอยู่อย่างไรให้รอดในช่วงภาวการณ์แบบนี้…ของเกษตรกรไทย

“ทองระยอง” รสอร่อย หวานอมเปรี้ยว ไม่กัดลิ้น คว้ารางวัลชนะเลิศ “สับปะรดกินผลสด “

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เทคโนฯ การเกษตร

สาวบางแค 22

“ทองระยอง” รสอร่อย หวานอมเปรี้ยว ไม่กัดลิ้น คว้ารางวัลชนะเลิศ “สับปะรดกินผลสด “

หากอยากมีหุ่นสวยเป๊ะ และสุขภาพดียั่งยืนจนถึงวัยสูงอายุนั้น ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ ปรับพฤติกรรม กิน-อยู่ให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุด นิสัยการกินมีส่วนสำคัญ ต้องกินให้เป็น เน้นกินอาหารคลีนที่ผ่านการปรุงแต่งน้อยที่สุด เพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้ ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ในฉบับนี้ ขอนำเสนอ “สับปะรดพันธุ์ทองระยอง” ผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิด ที่สาวกเฮลตี้ไม่ควรพลาด สับปะรดพันธุ์ทองระยอง เป็นผลไม้เศรษฐกิจพันธุ์ใหม่ของจังหวัดระยอง เกษตรกรชาวจังหวัดระยองได้นำสับปะรดกลุ่ม “ควีน” มาปลูกและพัฒนาจนได้สายพันธุ์ที่มีคุณภาพและรสชาติอร่อยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เมื่อเร็วๆ นี้ มีการประกวด ผัก ผลไม้ ที่สวนนงนุช จังหวัดชลบุรี สับปะรด “ทองระยอง” ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทสับปะรดกินผลสด ในกลุ่มควีน ปัจจุบัน เกษตรกรในจังหวัดระยองปลูกในพื้นที่หลายพันไร่ แต่ยังไม่พอกับความต้องการของตลาด

จุดเริ่มต้น

ที่ผ่านมา เมืองไทยปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียเป็นส่วนใหญ่ โดยผลผลิตประมาณ ร้อยละ 70-80 จะส่งเข้าโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการแปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง และผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากสับปะรด เช่น น้ำสับปะรด สับปะรดกวน และสับปะรดแช่แข็ง ส่วนผลผลิตที่เหลืออีกประมาณ ร้อยละ 20-30% ถูกใช้เพื่อบริโภคผลสดภายในประเทศ

คุณศราวุธ เรืองเอี่ยม ที่ปรึกษาสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย อาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 82 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 21140 โทร. (081) 862-0073 คุณศราวุธได้เล่าถึงสับปะรดพันธุ์นี้ให้ฟังว่า สับปะรดพันธุ์ทองระยอง เป็นสับปะรดกลุ่ม “ควีน” เช่นเดียวกับสับปะรดพันธุ์ ภูเก็ต ภูแล สวี ตราดสีทอง สับปะรดพันธุ์ทองระยองถูกนำมาปลูกที่อำเภอเขาชะเมามาเกือบ 20 ปีมาแล้ว โดยกลุ่มผู้ปลูกยางพาราและชาวสวนไม้ผลของอำเภอแกลง ในอดีตผลผลิตที่ได้จะจำหน่ายเฉพาะในเขตพื้นที่เขาชะเมาเท่านั้น และรู้จักกันดีในชื่อ สับปะรดหนาม หรือสับปะรดใต้

จังหวัดระยอง นับเป็นแหล่งปลูกสับปะรดที่สำคัญของภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอนิคมพัฒนาและปลวกแดง (โดยเฉพาะตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง มีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุด 6,720 ไร่) เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียส่งขายโรงงานเป็นหลัก และแบ่งผลผลิตจำนวนหนึ่งส่งขายตลาด เนื่องจากมีผู้บริโภคจำนวนมากนิยมบริโภคสับปะรดผลสด

ช่วงที่ผ่านมา เกิดปัญหาสับปะรดเข้าโรงงานเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาถูก จึงปรับแผนการตลาดใหม่ หันมาผลิตสับปะรดผลสดป้อนตลาดมากขึ้น เนื่องจากตลาดนิยมบริโภคสับปะรดกลุ่ม “ควีน” เป็นจำนวนมาก เกษตรกรจึงหันมาปลูกสับปะรดกลุ่มควีนในท้องถิ่น คือสับปะรดหนาม มาปลูกขยายในพื้นที่อำเภอปลวกแดง อำเภอนิคมพัฒนา อำเภอบ้านค่าย ฯลฯ ต่อมาสับปะรดพันธุ์นี้ถูกตั้งชื่อใหม่ตามถิ่นปลูก ว่า “สับปะรดพันธุ์ทองระยอง”

คุณชุรีรัตน์ สาเสาร์ โทร. (081) 340-3241 นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญงาน สำนักงานเกษตรอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง กล่าวว่า สับปะรดพันธุ์ทองระยอง เป็นสับปะรดที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากกลุ่มควีน สับปะรดพันธุ์ทองระยอง มีลักษณะเด่นอยู่ที่ขอบใบ ต้น จุก จะมีหนามสั้นและแหลมคม มีผลเป็นทรงกระบอก น้ำหนักลูก ประมาณ 0.7-1.5 กิโลกรัม ตาสับปะรดนูนไม่แบน เมื่อผลแก่จัดเปลือกและเนื้อในจะเป็นสีเหลืองทอง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รสชาติหวานนำเปรี้ยว เนื้อกรอบ แกนกรอบ กินได้หมด เนื้อแน่นไม่เป็นโพรง ที่สำคัญไม่มีปัญหากัดลิ้นเหมือนกับสับปะรดทั่วไป

การปลูกดูแล

การปลูกสับปะรดพันธุ์ทองระยองนั้น ใช้หลักการเดียวกับการปลูกสับปะรดทั่วไป โดยคัดเลือกพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง และสามารถระบายน้ำได้ดี หากปลูกซ้ำในแปลงสับปะรดเดิม ควรตีเหง้าแล้วไถปั่นตอและใบสับปะรดเก่าออกก่อน โดยไถกลบทิ้งไว้ ประมาณ 1 เดือน จึงค่อยไถพรวนดินใหม่อีกครั้ง

หน่อพันธุ์ที่นำมาใช้ ควรคัดเลือกหน่อพันธุ์ที่มีขนาดเท่ากัน และนำหน่อพันธุ์ไปชุบน้ำยากันราก่อนปลูกลงหลุม สับปะรดพันธุ์ทองระยอง ปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยปลูกแบบแถวคู่ ในระยะห่าง ประมาณ 40 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่อง ประมาณ 80 เซนติเมตร ขุดหลุมปลูกให้มีความลึก ประมาณ 10-15 เซนติเมตร โดยปลูกหน่อแบบตั้งตรง ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง สำหรับพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกหน่อสับปะรดทองระยองได้ ประมาณ 6,000 ต้น หลังปลูกสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตภายใน 135 วัน

ผลสุกสังเกตได้จากเปลือกสับปะรดมีสีเหลืองอมส้ม หรือใบเล็กๆ ของตาย่อยเริ่มเหี่ยวแห้ง ร่องตาผลตึงเต็มที่ และมีกลิ่นหอม ก็สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ ปัจจุบัน ผลผลิตสับปะรดพันธุ์ทองระยองไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด จึงมีพ่อค้าแม่ค้ามาจับจองผลผลิตกันถึงในไร่ ตั้งแต่สับปะรดยังไม่สุก โดยราคาขายส่งอยู่ที่ ลูกละ 20-40 บาท ตามขนาดของผล

“ทองระยอง”

สินค้า จีไอ ตัวใหม่ของระยอง

ปัจจุบัน ชาวไร่สับปะรดในจังหวัดระยองได้ปลูกสับปะรดพันธุ์ทองระยองอย่างกว้างขวาง ในพื้นที่อำเภอเขาชะเมา วังจันทร์ บ้านค่าย ปลวกแดง กว่า 6,000 ไร่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจังหวัดระยอง ภายใต้การนำของ คุณเสถียร เสือขวัญ และ คุณวุฒิ ปะสิงชอบ ได้รวมกลุ่มกันพัฒนายกระดับการผลิตและการตลาด “สับปะรดหนาม” ให้เป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัด พร้อมร้องขอให้ทางสภาเกษตรกรจังหวัดระยอง เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และเกษตรและสหกรณ์จังหวัดระยอง ช่วยกันยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าสับปะรดพันธุ์ใหม่นี้ว่า สับปะรดพันธุ์ “ทองระยอง”

เนื่องจากสับปะรดทองระยอง เป็นสินค้าที่เป็นอัตลักษณ์ชุมชน จังหวัดระยองเตรียมยื่นขอจดทะเบียน “สับปะรดทองระยอง” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ทางจังหวัดระยองวางแผนประชาสัมพันธ์ “สับปะรดพันธุ์ทองระยอง” ในฐานะผลไม้รสเด็ด ที่มีความอร่อยคู่กับทุเรียน มังคุด คู่กับเกาะเสม็ด ดังคำขวัญของจังหวัดระยองตลอดไป

เกษตรกรยืนยัน

“ทองระยอง” ปลูกง่าย ขายดี

คุณเสถียร เสือขวัญ ประธานกลุ่มเกษตรกรชาวสวนผู้ปลูกสับปะรดจังหวัดระยอง อยู่บ้านเลขที่ 257/1 หมู่ที่ 1 ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง 21140 โทร. (081) 523-8114 กล่าวว่า ผมปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียเพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรมมาตลอด 35 ปี มีกำไรทุกฤดูกาลเก็บเกี่ยว จนกระทั่ง ปี 2555 มีเกษตรกรหันมาปลูกสับปะรดส่งโรงงานเพิ่มมากขึ้น เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และขายผลผลิตได้ราคาถูก

คุณเสถียร จึงปรับแผนการผลิตใหม่ โดยหันมาปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย เพื่อส่งขายตลาดบริโภคผลสด พร้อมปรับปรุงการผลิตให้สับปะรดมีรสชาติหวานฉ่ำถูกใจผู้บริโภค โดยอาศัยเทคนิคการนำระบบน้ำมาใช้เพื่อลดระยะเวลาการผลิตและเพิ่มผลผลิตสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย และใช้เทคนิควิธีการจัดการต่างๆ เช่น การชุบหน่อพันธุ์ การผสมปุ๋ย การบังคับดอก การปูผ้าในแปลงปลูก มาใช้จัดการในไร่ เพื่อให้ได้สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียมีขนาดผลใหญ่ รสชาติหวาน เนื้อนุ่ม ตรงตามความต้องการของตลาดบริโภคผลสด

นอกจากนี้ คุณเสถียร ยังเพิ่มโอกาสทางการขาย โดยนำสับปะรดสายพันธุ์ใหม่ๆ เช่น เพชรบุรี 1 หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อสับปะรดฉีกตามาปลูก พร้อมกับ สับปะรดพันธุ์ MD 2 ที่มีจุดเด่น รสชาติเปรี้ยวหวาน สามารถบังคับให้สับปะรดออกดอกได้ง่ายและมีอายุการเก็บเกี่ยวที่เร็วกว่าสับปะรดพันธุ์อื่นๆ และปลูกสับปะรดพันธุ์ทองระยอง ที่มีจุดเด่นด้าน รสชาติอร่อย หวานอมเปรี้ยว ไม่กัดลิ้น เพื่อขายตลาดบริโภคผลสดอีกทางหนึ่ง

คุณปิยะ โกสินทร์จิตต์ อุปนายกสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย โทร. (081) 865-2302 ซึ่งมีพื้นที่ปลูกสับปะรดพันธุ์ทองระยองในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี เปิดเผยว่า สับปะรดพันธุ์ทองระยอง ปลูกดูแลง่าย เหมือนกับสับปะรดสายพันธุ์ทั่วไป ขณะนี้สับปะรดทองระยองกำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำนวนมาก เพราะมีรสชาติโดดเด่นโดนใจผู้บริโภค ปัจจุบัน สามารถขายปลีกผลสดได้ในราคาสูง ถึงผลละ 40 บาท

คาดว่าหลังจากจังหวัดระยองได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) สับปะรดทองระยองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยิ่งทำให้สินค้าชนิดนี้ขายดีและเป็นที่ต้องการของตลาดในวงกว้างมากขึ้น จะทำให้เกษตรกรจำนวนมากสนใจปลูกสับปะรดทองระยองมากขึ้น ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในอนาคต

คืนธรรมชาติให้ “แม่แจ่ม” ที่เชียงใหม่ สวยใสไร้หมอกควัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เทคโนฯ การเกษตร

พิงค์บุ๊ก

คืนธรรมชาติให้ “แม่แจ่ม” ที่เชียงใหม่ สวยใสไร้หมอกควัน

“แม่แจ่ม” ในความทรงจำ เป็นอำเภอเล็กๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางมาแม่แจ่มค่อนข้างลำบาก ถนนหนทางคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองลับแลในอ้อมกอดของหุบเขา

แม้การเดินทางจะเหนื่อยยากสักเพียงใด แต่หลายคนก็ตกหลุมรัก “แม่แจ่ม” ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาเยือน เพราะแม่แจ่มเป็นเมืองสงบ แวดล้อมไปด้วยขุนเขาป่าไม้ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์

โดยหากมาเยือนช่วงฤดูฝน จะได้เห็นภาพทุ่งนาขั้นบันไดเขียวขจีเต็มท้องทุ่ง

แต่หากมาช่วงปลายฝนต้นหนาว ท้องทุ่งนาจะเปลี่ยนเป็นสีทองเหลืองอร่ามตา เป็นภาพความทรงจำอันงดงามที่น่าประทับใจของใครหลายๆ คน

หุบเขาข้าวโพด ที่แม่แจ่ม

วันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ แม่แจ่ม ในวันนี้ ไม่ใช่เมืองปิดอีกต่อไป เพราะกระแสทุนนิยมเข้ามาครอบครองการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม ทำให้แม่แจ่มกลายเป็นหุบเขาแห่ง ข้าวโพด (corn valley) ซึ่งพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่เป็นเกษตรแบบพันธสัญญา (contract farming) โดยมีกลุ่มทุนเข้ามาส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้แก่เกษตรกร ตั้งแต่ ปี 2538 เป็นต้นมา

ข้อจำกัดของการทำเกษตรในอำเภอแม่แจ่มคือ ที่นี่เป็นเขตเขาสูง มีน้ำสำหรับเพาะปลูกเพียงปีละครั้ง เมื่อนายทุนเข้ามาส่งเสริมปลูกข้าวโพดที่ให้ผลผลิตดี ใช้น้ำน้อย ปลูกดูแลง่ายแค่ 3-4 เดือน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว ที่สำคัญขายผลผลิตได้ราคาดี ชาวบ้านจึงแห่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากกว่า 100,000 ไร่ หรือ ร้อยละ 80 ของพื้นที่การเกษตรทั้งหมด

หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มักเหลือขยะที่เป็นตอซังและเปลือกข้าวโพดมากกว่า 3,000-5,000 ตัน ต่อปี ขยะทางธรรมชาติเหล่านี้จะถูกเผาทำลายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับเพาะปลูกข้าวโพดรุ่นต่อไปในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนของทุกปี ซึ่งการเผาไร่ข้าวโพดถือเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ เพราะตรวจพบจุดความร้อน (hot spot) ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มมากกว่าพื้นที่อื่นๆ

คืนธรรมชาติ ให้แม่แจ่ม

ปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ล่าสุด คุณปวิณ ชํานิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ สั่งบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งจังหวัด พร้อมเซ็นสัญญาความร่วมมือกับ คุณสุเมธ ภิญโญสนิท ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันจังหวัดเชียงใหม่อย่างยั่งยืน โดยพุ่งเป้าเน้นหนักในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม อำเภอเชียงดาว และอำเภอสะเมิง ที่มีปัญหาหมอกควันรุนแรง เนื่องจากพบจุดพิกัดความร้อน (hot spot) สูงในปีที่ผ่านมา โดยวางเป้าหมายลดปัญหาหมอกควันลงทั้งจังหวัดอย่างน้อย ร้อยละ 20

ผศ.ดร. สมเกียรติ ชัยพิบูลย์ ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์และพยากรณ์ทางการเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า โครงการธรรมชาติปลอดภัย เครือเจริญโภคภัณฑ์ในแม่แจ่มเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่ ปี 2555 โดยเริ่มจากการ “ระเบิดจากข้างใน” คือรับฟังปัญหาและความต้องการจากชาวบ้าน นำมาสู่การร่วมกันคิดกับชาวบ้านจนตกผลึกว่า ควรจะพัฒนาในเรื่องอะไรเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน

“น้ำ” คือ คำตอบ

พัฒนาอาชีพชาวบ้าน

“น้ำ” คือคำตอบของการพัฒนาอาชีพของชาวบ้าน โดยมีดอยอินทนนท์เป็นแหล่งต้นน้ำหลักที่ให้น้ำได้ตลอดทั้งปี โครงการธรรมชาติปลอดภัยได้ให้การสนับสนุนการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำแก่ชาวบ้าน เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการน้ำสำหรับพัฒนาอาชีพ ภายใต้การดูแลของทีมนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้

“ไม่มีน้ำ ไม่มีอาชีพ” ชาวบ้านได้ร่วมมือร่วมใจกันสร้าง “บ่อพวง” ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ให้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตรแก่ชุมชน จนถึงวันนี้ มีประมาณ 40 บ่อ รองรับผู้ใช้น้ำได้ราว 300 ครัวเรือน เมื่อมีน้ำแล้ว ขั้นต่อมาของโครงการคือ การสร้างอาชีพ

ที่ผ่านมาชาวบ้านที่นี่ยึดอาชีพการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย แต่เมื่อวันนี้มีแหล่งเก็บกักน้ำ ทำให้สามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึงแล้ว ชาวบ้านจึงมีทางเลือกมากขึ้น โดยหันมาปลูกพืชผักอายุสั้น ที่มีตลาดรองรับแน่นอน เช่น กะหล่ำปลี ผักกาด มะเขือ ถั่วฝักยาว ฯลฯ ควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ เช่น หมูหลุม

การเพาะเห็ดฟาง

จาก “ฟางข้าวโพด”

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ วางแผนแก้ไขปัญหาการเผาตอซังข้าวโพดได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยสนับสนุนให้โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 เป็นศูนย์เรียนรู้และเผยแพร่วิธีการเพาะเห็ดจากเปลือกข้าวโพดให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ และขยายผล ถ่ายทอดความรู้การปั้นก้อนตอซังข้าวโพดสำหรับเพาะเห็ดให้กับโรงเรียนในอำเภอแม่แจ่มทั้งหมด เพื่อให้แต่ละโรงเรียนนำไปทำต่อ เพื่อช่วยลดปัญหาการกำจัดตอซังข้าวโพดด้วยการเผาให้น้อยลง พร้อมสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อีกทางหนึ่งด้วย

การเพาะเห็ดฟางจากเศษฟางข้าวโพดเป็นเรื่องง่าย ที่ใครๆ ก็ทำได้ เริ่มจากเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ ฟางข้าวโพดแห้ง 100 กิโลกรัม ดีเกลือ 20 กิโลกรัม ยิปซัม 20 กรัม ปูนขาว 1 กิโลกรัม รำละเอียด 5-8 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม

ขั้นตอนการปั้นก้อนฟางข้าวโพดสำหรับเพาะเห็ด เด็กนักเรียนจะคัดแยกฟางข้าวโพด 100 กิโลกรัม นำมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากนั้น จะนำฟางข้าวโพดมากองบนพื้นโดยกระจายให้เท่าๆ กัน นำรำละเอียด กากน้ำตาล ดีเกลือ และยิปซัม โรยให้ทั่วผสมให้เข้ากัน นำถุงพลาสติกทนร้อนมาบรรจุฟางข้าวโพดที่ใช้หมักให้มีน้ำหนักทั้งก้อน ประมาณ 0.8-1 กิโลกรัม นำคอขวดมาสวมทับที่ถุงพลาสติกทนร้อน แล้วปิดทับด้วยจุกประหยัด นำก้อนที่บรรจุถุงไปนึ่ง ใช้เวลานึ่งประมาณ 3 ชั่วโมง โดยประมาณ นำก้อนเห็ดออกจากเตานึ่งแล้วนำมาวางบนพื้นเพื่อให้ก้อนเห็ดเย็น

ขั้นตอนการใส่เชื้อเห็ด เริ่มจากเทเชื้อก้อนเห็ดใส่ก้อนเห็ด (1 ขวดเชื้อเห็ด) จะใส่ได้ประมาณ 40-50 ถุง นำก้อนเห็ดที่ใส่เชื้อเห็ดแล้วนำไปเก็บไว้ในห้องที่มืด เพื่อรอให้เชื้อเดินเต็มถุง ใช้เวลา 25-30 วัน นำก้อนเห็ดมาเปิดดอก

กลุ่มวิสาหกิจชุมชน

เกษตรธรรมชาติปลอดภัย

ปัจจุบัน ชาวบ้านในโครงการได้ร่วมกันจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้นมา ชื่อว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรธรรมชาติปลอดภัย เพื่อเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายผลผลิต/สินค้าของสมาชิกไปยังผู้บริโภค ปัจจุบันผลผลิตในโครงการ ส่วนใหญ่นำไปจำหน่ายให้กับโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ซึ่งเป็นโรงเรียนกินนอน สำหรับใช้ปรุงเป็นอาหารเลี้ยงเด็กนักเรียน จำนวนกว่า 1,000 คน รวมทั้งส่งจำหน่ายให้กับผู้ค้าในตลาดแม่แจ่มอีกช่องทางหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลในละแวกใกล้เคียงให้ความสนใจรับซื้อผลผลิตของกลุ่มด้วยเช่นกัน

ทางกลุ่มจึงต้องวางแผนขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นด้วย ในระยะยาวจะส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก “ลำไย” เป็นไม้ผลหลัก รองลงมาคือ เงาะ และผลไม้อื่นๆ ในระยะยาวจะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้เป็น “ชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” โดยก่อสร้างหอคอยเฝ้าระวังไฟไว้ในใจกลางพื้นที่สำหรับใช้เฝ้าระวังไฟป่า แล้วยังใช้เป็นจุดท่องเที่ยวชมทัศนียภาพที่สวยงามของอำเภอแม่แจ่มในอนาคต

ลูกหยี จากผลไม้ท้องถิ่น สู่ของดี บ้านนากอ นราธิวาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เทคโนโลยีเกษตร

สุกรี มะดากะกุล

ลูกหยี จากผลไม้ท้องถิ่น สู่ของดี บ้านนากอ นราธิวาส

ส่วนมากจะรู้จัก ลูกหยี จากที่วางจำหน่ายอยู่ทั่วไป ทั้งในรูปผลสุกบ้าง แปรรูปบ้าง แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักต้นหยี และเห็นต้นหยีจริงๆ

ในประเทศไทย โดยธรรมชาติต้นหยีจะขึ้นอยู่มากมายทั่วไปในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่ นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ลงไปจนถึงยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

สภาพพื้นที่ที่ต้นหยีเจริญเติบโตในธรรมชาติคือ ป่าดิบชื้น ซึ่งเป็นลักษณะนิเวศแบบภาคใต้ตอนล่างไปจนถึงในมาเลเซียตอนบน

ต้นหยี จัดเป็นพืชพันธุ์ไม้ที่หายากประเภทหนึ่ง ถือเป็นพันธุ์ไม้ที่พบไม่แพร่หลายนัก จะพบมากในภาคใต้ตอนล่างแถบแหลมมลายู

โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dialium Cochinchainense Piere ในวงศ์ DIALIUM มีชื่อเรียกอื่นๆ ในท้องถิ่น เช่น ลูกเด็ง กรันยี (มลายู) เขลง ท้องบึ้ง

ลักษณะเป็นไม้ยืนต้น ลำต้นมีเปลือกหยาบ หนา ไม้เป็นไม้เนื้อแข็ง ลักษณะใบเป็นใบเล็ก ปลายใบย่อยแหลมยาวและโค้ง แตกใบสลับ

ต้นหยี จะออกดอกที่ปลายกิ่ง หรือยอดกิ่ง มีลักษณะเป็นช่อสีขาว ผลออกเป็นช่อๆ แบบลำไย เมื่อสุกจะมีเปลือกเป็นสีดำ เนื้อในเป็นสีเหลืองอมส้ม เปลือกบาง เมื่อสุกเนื้อและเปลือกจะแยกออกจากกัน ลักษณะเดียวกันกับมะขาม

ต้นหยีที่ออกผลแล้วมักเป็นต้นเจริญพันธุ์แล้ว ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่สามารถตอบได้ว่าจะปลูกต้นหยีให้ได้ผลผลิตแล้วนั้นใช้ระยะเวลาเท่าไหร่แน่นอน แต่เห็นพ้องต้องกันว่าใช้ระยะเวลากว่าจะเก็บผลออกมาได้นั้น อยู่ที่ 15 ปีขึ้นไป และเก็บได้นานมากถึง 50 หรือ 60 ปี เลยทีเดียว

คุณมะตอเฮ ยะโย ผู้ใหญ่บ้านนักพัฒนาแห่งบ้านนากอ และภรรยา คุณอรุณี ยะโย ผู้ก่อตั้งศูนย์ส่งเสริมอาชีพสตรีบ้านนากอ หมู่ที่ 6 ตำบลจอเบาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส เป็นผู้หนึ่งที่เล็งเห็นว่า ในพื้นที่ยังมีต้นหยีของชาวบ้านอยู่มาก และเมื่อถึงฤดูกาลผลไม้แล้ว ลูกหยีมักไม่มีใครสนใจเก็บผลขายเป็นจริงเป็นจังมากนัก มักถูกปล่อยร่วงทิ้งตามโคนต้นทุกปี นานๆ จะมีคนมาขอรับซื้อเพื่อไปขายที่ปัตตานี

จากแนวคิดดังกล่าว จึงทำให้จุดประกายในการนำลูกหยีจากธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ และเริ่มขยายแนวคิดไปสู่ชาวบ้านในพื้นที่

ผู้ใหญ่มะตอเฮ บอกว่า ได้พูดคุยกับชาวบ้าน ลองเก็บผลอย่างจริงจังดูไม่ให้เสียของ และถ้าเอามาแปรรูปจำหน่าย จะเป็นการช่วยให้ชาวบ้านได้มีงานทำในเวลาว่าง หลังจากเสร็จภารกิจหลักแล้ว อีกทั้งสามารถเพิ่มรายได้กับชาวบ้านได้

เมื่อเห็นโอกาสในการเปิดตลาดได้โดยเฉพาะในจังหวัดนราธิวาส จึงคิดลองทำดู และรวบรวมชาวบ้านช่วยกันหาลูกหยี ในพื้นที่ ปรากฏว่าได้รับผลผลิตเป็นจำนวนมาก จากนั้นจึงเริ่มโครงการแรก ผลิตภัณฑ์ลูกหยีฉาบ เคลือบน้ำตาล

คุณมะตอเฮ หรือ แบเฮ เล่าให้ฟังถึงที่มาของลูกหยีบ้านนากอว่า

“ทีแรกนั้น เราเริ่มจากเสริมอาชีพรองมาให้ชาวบ้านอยู่แล้วครับ นอกจากอาชีพหลักคือ กรีดยาง เมื่อถึงหน้าผลไม้ ประจำปี รายได้ชาวบ้านก็จะเพิ่มขึ้นจาก ลองกองบ้าง ผลไม้อย่างอื่นบ้าง และบริเวณนี้เป็นเขตเทือกเขาบูโด ซึ่งมีทรัพยากรที่สมบูรณ์มาก ผลไม้ออกจากที่นี่ไปจำนวนมาก ชาวบ้านยังได้รายได้จากพวกผลไม้อื่นๆ อีก เช่น ส้มแขก หมาก เรามีตู้อบ ซึ่งสามารถอบ รักษาผลผลิตได้ยาวนานอยู่แล้ว 2 อันนี้ คือที่มาแรกเริ่มของกลุ่มสตรีที่นี่เลยครับ ต่อมาเราเห็นว่า ลูกหยี โดนปล่อยทิ้งไว้มาก เครื่องอบก็มีอยู่แล้วน่าจะลองทำดูบ้าง ได้ปรึกษากับภรรยาและเรียกกลุ่มสตรีมาพูดคุย สุดท้ายจึงได้กลายมาเป็นโครงการนี้ สร้างรายได้เพิ่มแก่ชาวบ้านได้จริงๆ”

แรกเริ่มนั้น เกิดจากปัญหา เนื่องจากลูกหยีในพื้นที่นั้นกำลังหายาก ไม่มีใครสนใจเก็บเกี่ยวผลผลิตเท่าที่ควร มักปล่อยทิ้งคาต้นไว้เป็นจำนวนมาก และเพราะต้นหยีนั้นเป็นพืชไม้ยืนต้น ต้นสูงเก็บเกี่ยวยากมาก การเก็บเกี่ยวก็เป็นปัจจัยหลักๆ เลย เพราะต้องใช้คนปีนเท่านั้น ปัจจุบันนี้หาคนปีนเก็บยากมาก ลูกหยีจะออกตามยอด ต้นมีความสูง หากคนไม่เคยเก็บแล้วปีนขึ้นไปเก็บจะอันตรายมาก และตลาดก็มีน้อย ไม่คุ้มค่าจ้างเก็บ สุดท้ายจึงทำให้ชาวบ้านไม่เก็บไปขายกัน

ผู้ใหญ่มะตอเฮ บอกว่า แรงจูงใจสำหรับทำโครงการแปรรูปลูกหยีว่า มองเห็นปัญหาโดยสรุปหลักๆ คือ

หนึ่ง เพราะมีลูกหยีตามธรรมชาติอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้ใช้ ถูกทิ้งไว้เปล่าประโยชน์

สอง ลูกหยี เป็นของหายาก มีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น

สาม มีราคาสูง

สี่ เพื่อให้กลุ่มสตรีจะได้สร้างอาชีพ หารายได้เพิ่มขึ้น

ห้า เพื่อการอนุรักษ์ ควรนำมาสร้างมูลค่าให้เกิดประโยชน์ ไม่เช่นนั้นชาวบ้านอาจจะโค่นต้นไว้ทำบ้าน ทำเฟอร์นิเจอร์อย่างอื่น จะทำให้ต้นหยีสูญพันธุ์ได้

เมื่อสำรวจตลาดแล้ว ปรากฏว่าชาวบ้านเกษตรกรส่วนใหญ่ในเขตจังหวัดนราธิวาส มักนำผลผลิตลูกหยีที่เก็บได้ในแต่ละปีไปขายที่จังหวัดปัตตานีแหล่งเดียว เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของจังหวัดไปแล้ว

ความเป็นจริง วัตถุดิบคือลูกหยีนั้นมีอยู่ทั่วไปของจังหวัดนราธิวาสเยอะมาก แต่ตลาดไม่มี หากสามารถทำตลาดได้ หรือผลิตแปรรูปเป็นของตัวเอง เป็นตัวแทนจังหวัดนราธิวาสเอง

อันนี้จึงน่าสนใจมาก พอมองออกได้ว่า อันนี้เป็นช่องทางหนึ่งให้เกิดธุรกิจได้หากทำได้จริง ชาวบ้านจะมีงานทำและสร้างรายได้เข้ามาเป็นรายได้ที่แน่นอนได้อีกทางหนึ่ง

ในปีนี้จึงเริ่มเก็บผลของลูกหยีเป็นปีแรก ลูกหยีออกผลได้เช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ในพื้นที่เริ่มออก ออกช่วงมิถุนายน เก็บผลได้ระยะแรกตั้งแต่สิงหาคม-พฤศจิกายน ผลผลิตแล้วแต่มากน้อยแต่ละปี และแต่ละต้นไม่เท่ากัน

อย่างเช่น ต้นหยีที่อยู่หลังบ้านผู้ใหญ่มะตอเฮ อายุอย่างน้อย 20 กว่าปี เก็บลูกหยีสดได้ร่วมๆ 200 กิโลกรัม ถ้าหากเป็นต้นใหญ่ที่อายุยาวนี้ ก็ออกผลได้มากขึ้น เก็บได้ยาวนานหลายรอบขึ้น

“ผมกับภรรยาได้ปรึกษากันเรื่องนี้ ทรัพยากรเรามีมาก แต่จะทำอย่างไรดี ให้สามารถเก็บเกี่ยวได้ ใช้ประโยชน์ได้ การตลาดก็น่าสนใจ เนื่องจากในตัวจังหวัดนราธิวาสเองยังไม่มี ทางตลาดภาคใต้ตอนบนก็ยังไม่มี เนื่องจากภรรยาผมเดิมเขาเป็นคนจังหวัดชุมพร เราไปเดินที่ตลาดหลังสวน เห็นมีวางขายและราคาสูงมาก และกลับมามองที่บ้านตัวเองเห็นว่าทรัพยากรมีมากมายสามารถหารายได้เข้ามาให้แก่ชาวบ้านและหมู่บ้านได้แน่นอน จึงเริ่มศึกษาหาทางแปรรูปและประชุมกลุ่มสตรี เรียนรู้อยู่นาน จนในที่สุด ปัจจุบันเราได้แปรรูปลูกหยีได้สำเร็จ อย่างแรกเป็น ลูกหยีฉาบ เคลือบน้ำตาล มี 3 รส คือ รสหวาน รสเผ็ดมาก และรสเผ็ดกลางๆ หรือเผ็ดน้อย” ผู้ใหญ่มะตอเฮ กล่าว

กรรมวิธีการเก็บลูกหยีให้ได้ตามมาตรฐานนั้นคือ หลังจากเก็บลูกหยีลงมาจากต้นได้ลูกหยีสด นำมาตากแดดให้แห้งก่อน 1 แดด ในขั้นแรกนี้เพื่อที่จะทำให้เนื้อลูกหยีและเปลือกแยกตัว ล่อนออกจากกัน

จากนั้นไปสู่กรรมวิธีการแกะเปลือก อันนี้ใช้วิธีโบราณเลยคือ นำลูกหยีที่ตากแดดแล้วมาใส่กระสอบข้าวแล้วทุบ โดยทุบทั้งกระสอบ อาศัยว่าเปลือกที่กรอบ จะทำให้เปลือกล่อนออกจากกัน ขั้นตอนนี้สามารถลอกเปลือกได้เร็ว จะเหลือติดอยู่เพียง 30% เท่านั้น จึงเทออกมาใส่ตะกร้า และใช้มือแกะออกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ได้เนื้อลูกหยี 100% เสร็จขั้นตอนที่ 1

ส่วน ขั้นตอนที่ 2 และที่ 3 คือนำเนื้อลูกหยีล้วนๆ ที่ปอกเปลือกเสร็จแล้ว นำมาตากแดดอีก 2 แดด ขั้นตอนนี้เพื่อที่จะทำให้เนื้อลูกหยีเกาะแน่น และล่อนจากเมล็ดได้ดี แล้วนำไปบรรจุในถุงพลาสติกเมื่อได้ตากแดด 1 ตากพร้อมเปลือก 1 แดด และตากเนื้อล้วนๆ อีก 2 แดด

เสร็จกรรมวิธีนี้แล้ว จะเป็นการเก็บรักษาไว้ให้ยาวนานได้มาตรฐาน สามารถเก็บลูกหยีไว้ได้นาน ตั้งแต่ 6 เดือน ไปถึง 1 ปี เป็นอย่างน้อย

เนื่องจากฤดูผลไม้ทางภาคใต้ตอนล่างนี้มักออกช่วงฤดูฝนของทุกๆ ปี จึงทำให้เกิดมีปัญหาในขั้นตอนการตากแดดบ้าง เพื่อแก้ไข ที่นี่จึงใช้ตู้อบแทนการตากแดด ถ้าวันไหนไม่มีแดด ก็จะนำลูกหยีมาใส่ในตู้อบ ใช้เวลา 3 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย ทดลองแกะลูกรับประทานดู ถ้าหากเนื้อล่อนออกจากเมล็ดแล้ว ถือว่าได้มาตรฐานแล้ว สามารถนำไปเก็บบรรจุถุง เก็บเข้าไว้ในโกดังสามารถรักษายืดอายุลูกหยีได้ 6 เดือน ถึง 1 ปี เป็นอย่างน้อย

แม้ว่า ลูกหยีของกลุ่มสตรีบ้านนากอ จะเก็บได้ในปีแรก แต่ผลิตผลที่ได้นั้นก็มากพอที่จะเก็บไปผลิตแปรรูปได้ สามารถมองเห็นช่องทางสร้างรายได้แล้ว

แต่สิ่งที่ต้องทำช่วงนี้คือ การเปิดตลาด ด้วยขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเริ่มต้น การขายจึงส่งขายตลาดค้าปลีกตามหมู่บ้านใกล้เคียง

สำหรับในส่วนขั้นตอนการผลิตลูกหยีฉาบนี้ ทางกลุ่มสตรีได้ให้ข้อแนะนำว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่วัตถุดิบ คือลูกหยีนี้ต้องตากแดดให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ แล้วเนื้อต้องล่อนออกจากกัน จึงจะทำให้ได้ผลง่ายและเร็ว ขั้นตอนที่สำคัญมี 4 ขั้นตอน เริ่มจาก

หนึ่ง เตรียมน้ำเชื่อมไว้ในกระทะทองเหลืองเคี่ยวน้ำตาลให้เข้มข้น

สอง ปรุงรสให้ได้ตามต้องการ เช่น รสเผ็ด เติมพริกและเกลือ เมื่อน้ำตาลเชื่อม เชื่อมได้รสชาติตามที่ต้องการแล้ว

สาม นำลูกหยี เทใส่ในกระทะ คลุกเคล้าให้เข้ากัน ลูกหยีจะคล้ายๆ ถูกเคลือบด้วยคาราเมล เหนียวติดกัน พักไว้สักครู่หนึ่ง

สี่ ขั้นตอนสุดท้าย เตรียมน้ำตาลทรายขาวและน้ำลูกหยีที่เคลือบไว้มาลงคลุกกันลงในน้ำตาลอีกครั้งหนึ่ง จะทำให้ลูกหยีแยกออกจากกันเป็นเม็ดๆ ทิ้งไว้สักครู่ เมื่อเย็นลงได้อุณหภูมิปกติแล้ว จึงสำเร็จเสร็จสิ้นขั้นตอน สำหรับฉาบหวาน ก็เพียงไม่ต้องปรุงรสให้เผ็ดเท่านั้น นอกนั้นทำเหมือนกันทุกขั้นตอน

ผู้ใหญ่มะตอเฮ กล่าวถึงอนาคตว่า จะพัฒนาแปรรูปให้ดียิ่งขึ้น ต้องทำอีกหลายด้านควบคู่กัน เช่น พัฒนาทำฉลาก บรรจุภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน ติดต่อขอสนับสนุนหน่วยงานรัฐให้มาเพิ่มความรู้ ศึกษาเรื่องการตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรึกษากับทาง กรมส่งเสริมอาชีพ จังหวัดนราธิวาส เพื่อพัฒนาเป็นสินค้าโอท็อป (OTOP) ประจำตำบล และพัฒนาให้เป็นลูกหยีแปรรูปที่ขึ้นชื่อของตำบลและของจังหวัดนราธิวาสให้ได้

ดังนั้น สนใจร่วมลงทุน สามารถติดต่อได้ที่ ผู้ใหญ่มะตอเฮ ยะโย โทร. (081) 276-9921

“กวางตุ้งต้มจับฉ่าย” กับข้าวต้มร้อนๆ ล้ำขนาด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05061151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“กวางตุ้งต้มจับฉ่าย” กับข้าวต้มร้อนๆ ล้ำขนาด!

“โอ้โฮ…ผักงามจัง กินไม่ทันนะเนี่ย…”

เสียงของหญิงวัยกลางคน ผู้ดำรงสถานะเป็นแม่ยายของผมเอ่ยขึ้น หลังจากที่แกเดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย เพื่อเยี่ยมเยือนลูกถึงเมืองกรุง และจะถือโอกาสนี้มาเที่ยวชมงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี” ที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั่นเอง

เมื่อเปิดประตูรั้วบ้านเข้าไปแล้วได้เผชิญหน้ากับแปลงผัก เหมือนแม่จะมีความสุข

“กวางตุ้ง” ขนาดอวบเหมาะ สีเขียวอ่อนเหล่านั้นเรียงเป็นแถวเป็นแนวอย่างมีระเบียบ

ทั้งหมดเกิดจากการปลูกแบบเพาะกล้า แล้วย้ายต้นอ่อนมาลงในแปลงนั่นเอง

“เดี๋ยวพรุ่งนี้จะทำต้มจับฉ่ายให้กิน…” แม่เสนอไอเดีย

เคยมีประสบการณ์มาแล้วเมื่อครั้งกระโน้น หากแต่ตอนนั้นเป็นผักกาดขาว

ด้วยความที่เริ่มปลูกผักในช่วงแรกๆ คิดคำนวณแน่ๆ ยังไม่ได้ว่าควรจะปลูกขนาดไหน แบบไหน ถึงจะเหมาะสมกับวิถีชีวิตมนุษย์คนเมืองที่ไม่ค่อยได้อยู่กินข้าวที่บ้าน อีกทั้งยังมีกันอยู่แค่เพียง 2 คน เท่านั้น

กินทันหรือไม่ อย่างไรไม่รู้-ปลูกไว้ก่อน

หว่านเมล็ดเพาะกล้า ต้นพอเหมาะปุ๊บ ก็เริ่มย้ายปลูกในแปลง รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยน้ำหมักป้องกันโรคแมลงตามปกติ ผักในแปลงโตอย่างรวดเร็วก่อนจะปรากฏว่ากินกันไม่ทัน

จิ้มน้ำพริกก็แล้ว ต้ม-ผัด ก็แล้ว แบ่งให้เพื่อนบ้านก็แล้ว ยังไม่หมดเสียที

ต้นเริ่มแก่ ใบเริ่มเหลืองเหี่ยว เตรียมทิ้งอยู่รอมร่อ หากวันหนึ่งแม่และพ่อไม่มาทำธุระในกรุงเทพฯ กระทั่งเกิดปรากฏการณ์แห่งต้มจับฉ่าย

ติดใจจนเอ่ยปากชม

ครั้งนี้จึงไม่พูดพร่ำทำเพลง เห็น “กวางตุ้ง” มากมายเรียงรายในแปลง ไอเดียต้มจับฉ่ายของแม่ก็ผุดวาบขึ้นมาในฉับพลัน

แต่สำหรับอาหารรายการอื่นก่อนนั้น อาทิ กินสดกับน้ำพริก หรือ กวางตุ้งผัดน้ำมันหอย ผมเคยมีโอกาสได้ทำกินเองมาก่อนหน้าแล้ว

ไม่ต้องมีเสียงไก่ขัน หรือเสียงนาฬิกาปลุก

วันไหนที่แม่มาเยี่ยมที่บ้าน รับประกันได้เลยว่าคนแรกที่จะลุกตื่นขึ้นมาก็คือแก

ครั้งนี้เช่นกัน ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่แม่ตื่นขึ้นมาทำภารกิจแม่บ้าน รู้แต่เพียงว่า ราว 07.00 น. เมื่อผมผลักประตูห้องนอนออกมาก็ได้พบว่า บ้านที่ตนเองอาศัยอยู่นั้นสะอาดเอี่ยม ข้าวของซึ่งเคยระเกะระกะถูกจัดเก็บเป็นที่เป็นทาง

ลงจากบ้าน เดินไปที่แปลงผัก ตั้งใจจะรดน้ำต้นไม้อันเป็นกิจวัตรประจำวัน

แต่ภาพตรงหน้าที่ปรากฏคือ แปลงผักกวางตุ้งโดนเก็บเรียบ (เหลือเพียงโคนต้นติดพื้น และใบแก่เหลืองๆ หงอยๆ ที่เรียดอยู่กับดิน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยคลุมด้วยผักใบเขียว)

“แม่ตัดกวางตุ้งไว้เรียบร้อยแล้ว…เดี๋ยวเย็นนี้ กลับมา เรามาทำต้มจับฉ่ายกินกัน” ว่าพลางโชว์ผักงามๆ เต็มกะละมังให้ผมดู ซึ่งตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นักหรอกว่า ทำไมต้องใช้ปริมาณผักเยอะขนาดนี้ ทั้งบ้านมีกันอยู่ 3 คน จะกินได้เยอะแค่ไหน

ย้อนคิดถึงแรกเริ่มเมื่อคราวปลูกกวางตุ้ง…

จำได้แม่นยำว่า เมล็ดพันธุ์ที่ใช้นั้นก็ได้รับแจกฟรีมาจากงาน “เกษตรมหัศจรรย์” นี่แหละ เวียนมาบรรจบปีแล้ว มีโอกาสได้กินกวางตุ้งที่ปลูกเอง 1-2 ครั้ง ไปเดินเที่ยวงานในปีนี้ ก็ได้รับแจกมาอีกเช่นเคย (พร้อมกับผักอื่นๆ อีกมากมาย)

สำหรับวิธีการปลูก แน่นอนว่าขั้นแรกคือ การเตรียมดิน พรวนดินให้ร่วนซุย ที่สำคัญคือต้องระบายน้ำได้ดี

การปลูก ทำได้ 2 แบบ นั่นคือ 1. หว่านไปทั่วแปลง เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่จำกัด วิธีนี้ ผักที่ขึ้นจะสะเปะสะปะ กระจัดกระจาย ตรงไหนกวางตุ้งขึ้นเนืองแน่นก็ถอนต้นเล็กๆ ทิ้งไปเสีย กับ 2. โรยเป็นแถว โดยใช้ไม้ ขีดเป็นร่องลึก ประมาณ 1-2 เซนติเมตร โรยเมล็ดลงไป ขีดร่องถัดไปให้ห่าง ประมาณ 1 ศอก พอใจกี่แถวก็แล้วแต่ เสร็จแล้วให้โรยดินกลบ

ด้วยความที่ กวางตุ้ง เป็นผักชอบน้ำ เพื่อความชุ่มชื้น ทั้ง 2 วิธีปลูก ควรโรยด้วยหญ้าหรือฟาง รดน้ำให้ชุ่มเช้า-เย็น เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการปลูก

แต่ถ้าจะแหกกฎ 2 แบบนี้ มาย้ายกล้าอย่างที่ผมทำก็ไม่ว่ากันครับ ปลูกแล้วนับวันได้เลย 1 เดือนครึ่ง ก็จะได้ผักกวางตุ้งงามๆ มาทำอาหารกินได้

กวางตุ้ง เป็นผักที่นิยมนำมาปรุงอาหารหลายประเภท โดยเฉพาะเมนูผัดและต้ม

ผมคุ้นเคยกับผักชนิดนี้มาจากอาหารอย่าง “บะหมี่หมูแดง” หรือ “ก๋วยเตี๋ยว” ทั่วๆ ไปก็จะมีกวางตุ้งอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งในอาหารจีน บนโต๊ะจีนที่ใช้ตะเกียบคีบกับข้าวและคุ้ยข้าวกินนั้น ไม่มีทางเลยที่จะพลาดผักชนิดนี้-ไม่รายการใด ก็รายการหนึ่ง

อ้อ! ถ้ามีคนแนะนำอาหาร ว่า “ผัดผักกาดฮ่องเต้” ให้เข้าใจได้เลยนะครับ ว่ารายการอาหารนั้นก็คือ “ผักกวางตุ้งผัดน้ำมันหอย” นั่นเอง เพราะผักชนิดนี้ยังมีชื่อเรียกอีกหลากหลาย ผักกาดเขียวกวางตุ้ง (เรียกทั่วๆ ไป) ผักกาดฮ่องเต้ ผักกวางตุ้งฮ่องเต้ กวางตุ้งไต้หวัน ฯลฯ

ด้วยความเป็นที่นิยมกิน แน่นอนความนิยมปลูกย่อมต้องแพร่หลาย

ในแวดวงคนเดินตลาดสดจะรู้กันดีว่า กวางตุ้งที่ขายนั้น ส่วนใหญ่มักมาจากแปลงใหญ่ๆ ปลูกกันเป็นพืชเศรษฐกิจ แน่นอนว่ายาฆ่าแมลงที่ใช้ย่อมต้องมีตกค้างอยู่บ้าง

เพื่อความแน่ใจ ถ้าจะซื้อกินเองควรต้องล้างทำความสะอาดกันยกใหญ่

ไม่ว่าจะแช่น้ำเกลือ แช่น้ำส้มสายชู หรือปล่อยน้ำก๊อกผ่านยาวนานถึง 2 นาที ดังที่พ่อครัวแม่ครัวรู้กันดี

แต่จะให้ดีที่สุด เอาที่สบายใจสุดๆ เห็นควรว่าน่าจะปลูกกินเอง

หลังจากจบงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี”

ผมได้รับมอบหมายจากแม่ให้ไปหาซื้อซี่โครงหมู กระดูกหมู และก้อนปรุงรส สำหรับกลับไปทำอาหารอย่าง “กวางตุ้งต้มจับฉ่าย”

“ชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวบ้าน ไปกินข้าวที่บ้านกันนะเย็นนี้…” แม่ว่า ขณะที่ผมกำลังจะไปซื้อของ

นี่เอง เป็นเหตุผลที่แม่เก็บผักกวางตุ้งเรียบหมดทั้งแปลง (อีกเหตุผลคือ ต้มจับฉ่าย สามารถเก็บไว้กินได้นานหลายวัน)

ไม่รอช้า ในฐานะคนชอบสังสรรค์อยู่แล้ว แม่เปิดทางให้อย่างนี้ ผมก็รีบแจ้งเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สนิทกัน ชวนมากินอาหารฝีมือแม่

อิ่มหมีพีมัน สังสรรค์สนุกสนานกันแล้วก็หลับนอนที่บ้านในค่ำคืนนั้น

ก่อนที่รุ่งเช้า “กวางตุ้งต้มจับฉ่าย” หม้อเดิมก็ถูกนำไปตั้งเตาอุ่นไฟอีกครั้ง

แต่แทนที่จะนำมากินกับข้าวสวยเหมือนเดิม มื้อเช้า แม่ได้ทำข้าวต้มหอมฟุ้งไว้สำหรับรอต้อนรับลูกและเพื่อนๆ ของลูก

ผมขอเติมข้าวต้มชามแล้วชามเล่า

ไม่น่าเชื่อว่า “กวางตุ้งต้มจับฉ่าย” จะกินกับข้าวต้มร้อนๆ แล้ว “ล้ำขนาด”

อนุบาลรักผัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

อนุบาลรักผัก

การปลูกฝังจิตสำนึก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ถ้าเราได้เริ่มทำตั้งแต่เด็กๆ กิจกรรมต่างๆ นี้จะถูกซึมซับไว้เหมือนผ้าขาวที่ซึมซับสีต่างๆ ได้ดี กิจกรรมจะถูกฝังไว้ในส่วนลึกๆ ของจิตใจเด็ก และจะแสดงพลังของมันในช่วงระยะเวลาที่ชีวิตยังมีอยู่ จะเป็นช่วงเวลาใดแล้วแต่ปัจจัยแวดล้อมของเด็กแต่ละคน ช่วงวัยอนุบาลเป็นช่วงที่ดีที่สุด ที่เราจะปลูกฝังสิ่งดีๆ ให้กับลูกหลานเราทุกคน

คอลัมน์ของเราได้นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับการปลูกผักในเมืองหรือในพื้นที่จำกัด ไม่ว่าจะเป็นข้างบ้านทาวน์เฮ้าส์ บนดาดฟ้าของที่ทำงาน บนดาดฟ้าของมหาวิทยาลัย ซึ่งแตกต่างกันในเรื่องการใช้พื้นที่และผู้ปลูก บางเรื่องปลูกด้วยความรักการปลูก บางเรื่องปลูกเนื่องจากคำนึงถึงสุขภาพ บางเรื่องปลูกเพื่อเป็นการศึกษาทางวิชาการ ผลที่ได้ก็มีความแตกต่างกัน แต่เหมือนกันคือ ทุกคนมีความสุขจากการที่ได้ปลูกผัก ความปรารถนาของผู้เขียนเพียงต้องการให้ท่านปลูกต้นไม้สักต้นบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้าน ก็จะมีผลจากการปลูกต้นไม้ที่คุณคาดไม่ถึงทีเดียว

คุณครูสุรีย์ มุสิกะ เจ้าของโรงเรียนอนุบาลรังสิมา ตั้งอยู่ เลขที่ 7/3 ซอยสุขสวัสดิ์ 3 ถนนสุขสวัสดิ์ แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร 10140 เบอร์โทรศัพท์ (081) 922-4713 Email suree.m@hotmail.co.th กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการเริ่มให้เด็กอนุบาลที่โรงเรียนปลูกผักว่า “จากการได้ดูข่าวสารและชมรายการปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งเน้นเกี่ยวกับการเกษตร และเกี่ยวกับเรื่องการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาดำเนินในชีวิตประจำวัน เป็นที่ประทับใจในพระราชกรณียกิจ จึงมีความคิดที่จะศึกษาเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ จึงได้นำนักเรียนและคุณครูระดับอนุบาล 1-3 จำนวน 60 คน เข้าชมศึกษาเรียนรู้เรื่องการปลูกผัก การทำปุ๋ยหมัก และการทำน้ำหมักชีวภาพ ที่บ้าน คุณครูหน่อย (Organic way) ซอยราษฎร์บูรณะ 30 กรุงเทพมหานคร

โดยมีวัตถุประสงค์จะให้ตนเอง คณะครู และนักเรียน ได้เรียนรู้ในการทำเกษตรเพื่อที่จะปลูกผักปลอดภัยไว้รับประทานเองกันที่โรงเรียน เนื่องจากพบเห็นการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในผักที่ไม่คำนึงถึงผู้บริโภค และเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับนักเรียน เพื่อนักเรียนจะได้ศึกษาหาความรู้จากสิ่งที่พบเห็น และลงมือปฏิบัติจริง ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างยั่งยืน และรู้คุณค่าของธรรมชาติ ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว นอกจากนี้ ยังเป็นการปลูกฝังให้รู้จักการใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ โดยการปลูกผักไว้รับประทานกันเองอีกด้วย”

อะไร ก็ไม่ใช่อุปสรรค

หลังจากกลับมาจากการไปดูการปลูกผักของออร์แกนิกเวย์ ก็คิดที่จะปลูกผักในพื้นที่ของโรงเรียน ปรากฏว่าพื้นที่ที่เหลือพอจะปลูกผักได้เป็นพื้นปูน แต่ที่เคยคิดว่าเป็นอุปสรรคนั้นเปลี่ยนไป เนื่องจากการไปดูงานของจริง รู้ว่าผักสามารถปลูกได้ในพื้นที่จำกัดและบนพื้นปูนก็ได้ แต่เราต้องมีการจัดการเรื่องภาชนะให้ถูกต้อง เท่านี้เราก็สามารถปลูกผักไว้รับประทานเองได้แล้ว ความคิดที่ว่าผักปลูกได้เฉพาะบนดินและต้องยกร่องตามที่เคยเห็นตามสวนผัก ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำตามอย่างอีกแล้ว

คุณครูสุรีย์ กับคณะคุณครูก็ได้ปรึกษากันแล้วก็ลงมือทำสวนผัก โดยเริ่มต้นนำป้ายไวนิลเก่าๆ มาทำเป็นแปลงผัก เริ่มแรกได้ซื้อดินพร้อมปลูกและกาบมะพร้าวมาใช้ เนื่องจากยังไม่ได้เริ่มหมักใบไม้ และได้ใช้น้ำหมักชีวภาพราดบนแปลงให้ชุ่ม ทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน ก็เริ่มหว่านเมล็ดผัก แล้วนำเศษหญ้าโรยปิดบนหน้า เพื่อรักษาความชื้นของหน้าดินและกันแรงกระแทกจากการรดน้ำ ผักที่ปลูกครั้งแรกคือ ผักคะน้า และผักบุ้งจีน ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไป ส่วนแตงร้าน บวบ ถั่วพู จะเพาะเมล็ดไว้ก่อน พอต้นเริ่มงอก ประมาณ 1 คืบ จึงจะนำไปปลูกในแปลง

คุณครูสุรีย์ เล่าว่า “ในกระบวนการปลูกทั้งหมดได้ให้เด็กนักเรียนชั้นอนุบาล 3 เข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มหว่านเมล็ดผัก ครั้งแรกๆ เด็กไม่กล้าจับดิน เพราะถูกสอนเรื่องสุขอนามัยไว้ แต่เมื่อเด็กเห็นครูทำให้ดู เด็กบางคนก็เริ่มกล้าที่จะทำ ต่อมาเด็กทุกคนก็เริ่มหัดจับดิน คุณครูก็จะสอนเรื่องประโยชน์ของดิน ใบไม้ตามธรรมชาติที่นำมาหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ การรดน้ำผัก หลังจากนั้น เด็กก็เห็นว่าเรื่องจับดินเป็นเรื่องสนุก ก็กล้าที่จะสัมผัสมากขึ้น ซึ่งการทำแบบนี้ที่บ้านแทบจะไม่มีโอกาสเลย หรือถ้าทำก็จะถูกดุว่าซุกซนเล่นของสกปรก”

เด็กๆ มีความสุข และประทับใจที่ได้ปลูกผัก ทุกๆ เช้าที่เด็กมาโรงเรียนสิ่งแรกที่ทำก็คือ ชวนกันไปดูแปลงผัก ว่าผักโตแค่ไหนแล้ว พอ บวบ แตงร้าน ออกดอก เด็กๆ ก็มาคอยเฝ้าดู เมื่อดอกหล่น เด็กก็จะเสียใจว่าดอกไม้หล่นไปแล้ว ต่อมาเด็กสังเกตเห็นว่าก้านดอกที่หล่นก็จะกลายเป็นลูก ซึ่งพวกเด็กๆ ถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่เขาไม่เคยเห็น จึงเฝ้าสังเกตลูกที่จะค่อยๆ เติบโตไปเรื่อยๆ

เด็กเรียนรู้จากสิ่งที่ได้ทำ

เมื่อผลของแตงร้าน บวบ และถั่วฝักยาว เก็บได้ หรือผักคะน้า ผักบุ้ง ตัดได้ เด็กหลายคนก็เสนอตัวแย่งกันจะเป็นคนเก็บ ผลผลิตที่พวกเขาเฝ้าคอยรดน้ำ เฝ้าคอยสังเกตมาหลายสิบวันด้วยความภาคภูมิใจ คุณครูก็จะให้นักเรียนทุกคนวัดความยาวของผลทั้งหมด และมีการชั่งน้ำหนักผล เป็นการสอนเรื่องการชั่ง ตวง วัด กันไปในตัว นอกจากนี้ นักเรียนจะได้เรียนรู้ในลักษณะของผล บวบ แตงร้าน และถั่วฝักยาว ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน สิ่งเหล่านี้สร้างความตื่นเต้นต่อการเรียนรู้มากกว่าการเรียนการสอนธรรมดาในห้องเรียน ซึ่งเด็กๆ จะชอบกันมาก

รับประทานทุกอย่างที่ปลูก

คุณครูสุรีย์ บอกว่า “พืชผักที่เราปลูกได้ในโรงเรียน หลังจากได้นำมาเป็นสื่อการสอนในชั้นเรียนแล้ว จะนำมาปรุงเป็นอาหารมื้อเที่ยงสำหรับนักเรียนและคุณครูในโรงเรียน สำหรับเด็กๆ เป็นเรื่องตื่นเต้นสำหรับเขา และจากเด็กที่ไม่ค่อยรับประทานผัก ก็จะเริ่มหัดรับประทานผักที่เขาปลูกขึ้นมาเองด้วยความภาคภูมิใจ พ่อแม่ผู้ปกครองเองก็แปลกใจว่า ลูกๆ ของเขาหันมารับประทานผัก ในตอนแรกๆ ก็จะเป็นผักชนิดเดียวกับที่ปลูกที่โรงเรียน แต่ต่อมาเด็กๆ ก็เริ่มรับประทานผักได้หลายชนิดมากขึ้น มีเด็กบางคนไม่เคยรับประทานผัดมะละกอใส่ไข่และหมูสับ แต่ได้รับประทานจากโรงเรียนไป พอกลับไปบ้านก็ขอให้ทางบ้านผัดมะละกอแบบที่โรงเรียนให้รับประทาน เด็กบางคนชอบผัดถั่วงอก ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนจะไม่รับประทานเลย”

ความตั้งใจที่จะทำต่อ

ความตั้งใจของคุณครูสุรีย์ในเรื่องการปลูกผักนี้ คุณครูสุรีย์ บอกว่า “เริ่มต้นจากการลองผิดลองถูก ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2556 ปัจจุบัน เป็นเวลา 3 ปีแล้ว เราได้ประสบการณ์มามากมาย เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็กๆ ที่ให้ความสนใจในเรื่องธรรมชาติรอบตัวมากกว่าแต่ก่อน ผู้ปกครองก็เริ่มจะสนใจ เนื่องจากเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของลูกหลานตัวเอง จึงคิดว่าจะปลูกผักไปเรื่อยๆ เพราะการปลูกผักหรือคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ทำให้มีความสุข เป็นการผ่อนคลายจากสิ่งต่างๆ สมาชิกได้มานั่งคุยกัน สับกาบมะพร้าวไปด้วย ยิ่งถ้าเปิดเพลงเบาๆ ยิ่งดีมาก ทั้งคนและต้นไม้ สิ่งที่อยากจะทำเพิ่มขึ้นอีกก็คือ การเพาะเห็ด และการเลี้ยงไส้เดือนอย่างจริงจัง เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาจัดการเรียนรู้ให้กับนักเรียน ส่วนผลผลิตที่ได้ในปัจจุบันเพียงพอแค่นำมาประกอบอาหารให้นักเรียนและบุคลากรภายในโรงเรียนได้รับประทานเท่านั้น ถ้าผลผลิตมีปริมาณที่มากขึ้นจะแจกจ่ายและจำหน่ายให้บุคลากรและผู้ปกครองต่อไป”

ความมุ่งมั่นที่จะปลูกผักขึ้นในหัวใจน้อยๆ ของเด็ก ของคุณครูสุรีย์ ได้ถูกทำให้เป็นจริงขึ้นมาด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า ปรากฏผลโดยใช้เวลาไม่นาน สิ่งเหล่านี้จะเป็นความทรงจำที่ดีของเด็กที่จะติดตัวไปตลอด เมล็ดพันธุ์พืชสีเขียวได้ถูกปลูกขึ้นในใจเด็ก รุ่นต่อรุ่น ความหวังเรื่องการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเด็กรุ่นใหม่ของคนไทยได้ถูกเพาะพันธุ์ขึ้นอย่างประณีตที่อนุบาลรังสิมา

ตื่นตาตื่นใจ ที่ไวสาลี และ กุสินารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05073151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

หมอเกษตร ทองกวาว

ตื่นตาตื่นใจ ที่ไวสาลี และ กุสินารา

พักที่วัดไทยนาลันทา 1 คืน รุ่งเช้าหลังจากปฏิบัติภารกิจต่างๆ รวมทั้งทำบุญตักบาตรที่วัดจนเป็นที่เรียบร้อย ได้เวลาเดินทางต่อไปยังเมือง ไวสาลี ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นวัชชี ของชมพูทวีป ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่นิยมเรียกว่า ไพสาลี ณ ที่นี้ พระพุทธเจ้าเสด็จมาครั้งแรกเมื่อพรรษาที่ 5 ระหว่างการเดินทาง มีการหยุดแวะพักรับประทานอาหารว่าง และเข้าห้องน้ำห้องท่า ที่วัดไทยกำลังก่อสร้างอีก 2 แห่ง กว่าจะถึงไวสาลี ก็เป็นเวลาบ่ายคล้อย จุดหมายแรกที่ไปคือ พระราชวังของพระเจ้าอโศกมหาราช มีซากสิ่งก่อสร้างเหลือไว้ให้เห็น เป็นเนินสูงขนาดใหญ่ ก่อด้วยอิฐ เหลือเป็นรูปทรงหลังเต่า มีกำแพงเมือง และคูน้ำล้อมรอบ มีการขุดพบประตูเมืองโบราณ ล้อรถของนักรบ พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นกษัตริย์ครองราชที่เมืองปาฎลีบุตร พระองค์ทรงเป็นนักรบที่เก่งกล้า กรำศึกษามายาวนานหลายปี ส่งผลให้พระองค์รู้สึกรุ่มร้อนและไม่สบายพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร อยู่มาวันหนึ่งขณะที่ประทับอยู่ในพระราชวังบนที่สูง ได้ทอดพระเนตรเห็นเณรน้อยรูปหนึ่ง มีนามว่า นิโครธ ท่าทางเดินสงบเสงี่ยม สำรวมกริยา ใบหน้าอิ่มเอิบ เป็นสง่าน่าเลื่อมใส จึงให้เสนาบดีนิมนต์เณรน้อยเข้ามาในพระราชวัง แล้วสอบถามว่า ท่านเป็นใคร เหตุใดจึงมีอาการสำรวมและมีใบหน้าแจ่มใสยิ่งนัก เณรน้อยตอบพระองค์ไปว่า ข้าพเจ้าเป็นสามเณร บวชเรียนในพระพุทธศาสนา และได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือ ละเว้นการทำความชั่ว ทำแต่ความดี และทำจิตใจให้ผ่องใสเบิกบาน เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชได้สดับฟัง ด้วยคำสอนของพระพุทธองค์เพียงประโยคสั้นๆ แต่สามารถทำให้พระเจ้าอโศกมหาราชเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า ต่อมาทรงประกาศตนเป็นพุทธมามกะโดยสมบูรณ์ ต่อมาทรงทำนุบำรุงพระศาสนาด้วยการพระราชทานทรัพย์สินจำนวนมาก เพื่อสร้างสถูปเจดีย์ถวายเป็นพุทธบูชา รวม 84,000 แห่ง ทุกแห่งมีการประดับเสาหิน ทรายสีแดงอมชมพู ความสูงเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20 เมตร น้ำหนัก ประมาณ 50 ตัน เป็นเสากลม ยอดประดับด้วยสิงห์ ในท่านั่งบนแท่นสี่เหลี่ยม วางทับบนหัวเสา รองรับด้วยบัวคว่ำที่สลักเสลาไว้อย่างสวยงาม จำนวน 84,000 ตัน เท่ากัน ปัจจุบัน รัฐบาลอินเดียได้นำเอารูปสิงห์บนยอดเสามาเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2492 เป็นต้นมา เสาหินรูปสิงห์ เรียกขานกันว่า เสาอโศก หรือ เสาพระเจ้าอโศก เลือกใช้ตามความเหมาะสม ช่วงเวลาสำคัญของพระเจ้าอโศกมหาราช ที่มีพระชนม์ชีพอยู่ระหว่าง ปี พ.ศ. 220-300 แต่ยังมีหลายตำราที่ยังขัดแย้งกันอยู่

แห่งที่สอง ปาวาลเจดีย์ เป็นสถานที่ปลงสังขารของพระพุทธเจ้า เจดีย์นี้ เหลือเพียงส่วนฐานและรูปปริศนาไว้ให้ปรากฏ ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ที่นี่ วันหนึ่ง นายจุนทะ นิมนต์พระองค์ไปฉันภัตตาหารที่บ้านของตน นายจุนทะได้ถวายอาหารที่มีชื่อว่า สูกรมัททวะ นามนี้มีการถกเถียงกันมาก แต่ท้ายที่สุด สรุปว่าเป็นอาหารที่ปรุงจากเห็ดชนิดหนึ่ง ที่เป็นผลให้พระพุทธองค์ประชวร ถึงกับ ทรงพระบังคนหนัก ออกมาเป็นโลหิต แม้พระองค์ประชวรอย่างหนักก็ตาม ก็ยังทรงปฏิบัติภารกิจของพระองค์อย่างสม่ำเสมอ และเตรียมพร้อมเข้าสู่การเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพาน ในวันเพ็ญเดือนมาฆะ หรือเดือน 3 หรืออีก 3 เดือน ถัดไป พระองค์ทรงหยั่งรู้ด้วยพระองค์เอง วันนี้คณะเข้าพักค้างคืนที่วัดไทยไวสาลี

ตอนสายของวันรุ่งขึ้น เดินทางต่อไปยังเมือง กุสินารา ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 4 ชั่วโมง ขึ้นเหนือ ใกล้เขตแดนประเทศเนปาลเข้าไปทุกที กุสินารา มีหลายชื่อ กุสินศรี กุสิคราม และ กุสินคร ส่วน กุสินารา ออกเสียงตามภาษาบาลี กุสินารา เป็นที่ตั้งของ วิหารสาลวโนทยาน เป็นสถานที่ดับขันธ์ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า มีรูปทรงคล้ายระฆังคว่ำ ปลายยอดมีฉัตรซ้อนกัน 5 ชั้น ทาด้วยสีเหลือง มีอาคารแฝดสร้างประชิดกัน หลังคาของอาคารทรงกระบอกวางในแนวนอน มีหน้าจั่ว 4 ทิศ เป็นวงกลม มีซี่ลูกกรงเป็นตาหมากรุก 4 เส้น เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ แกะสลักจากหินแกรนิต ปางปรินิพพาน ด้วยอาการหลับพระเนตร พระพักตร์อูม เศียรซ้อนทับฝ่าพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายวางเรียบตามพระวรกาย พระบาทอวบอูม พระพรรณรังสีไม่เปล่งปลั่ง แสดงให้เห็นว่าทรงปรินิพพาน เสด็จเข้าสู่ความดับสนิทอันเป็นนิรันดร์ รวมเวลาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ เป็นเวลา 45 พรรษา ในโอกาสนี้ ทุกคนในคณะเดินทางนั่งสวดมนต์ และนั่งสงบนิ่งรอบพระพุทธรูปเป็นเวลานานพอสมควร จึงรวมพลออกเดินทางต่อไปยัง มกุฎพันธนเจดีย์ เป็นที่ประชุมเพลิงของพระพุทธเจ้า ห่างจากวิหารสาลวโนทยาน เพียง 1 กิโลเมตรเศษ เท่านั้น ยังคงมีซากฐานเจดีย์ขนาดใหญ่เหลือไว้ให้พุทธศาสนิกชนไปกราบไหว้บูชา ใช้เวลาอยู่นานจนเกือบพลบค่ำจึงกราบลา วันนี้พักค้างแรมที่วัดไทยกุสินารา

การเดินทางไปถึงสถานที่สำคัญของพระพุทธศาสนาทุกแห่ง ทางคณะเดินทางจะพร้อมใจกันนั่งสวดมนต์ และทำสมาธิ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมีพระวิทยากร ที่ท่านเดินทางมาศึกษาระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยพารานาสี ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนตามความเหมาะสม และนำสวดมนต์ทุกครั้งไป ผมจึงขอนำบุญในส่วนนี้มาฝากผู้อ่านทุกท่าน

พูดถึงคนอินเดียแล้ว ส่วนใหญ่เป็นสังคมที่อยู่ง่าย กินง่าย และตายอย่างง่าย เริ่มจากที่อยู่ บ้านสร้างอย่างง่ายๆ หลังคาหน้าจั่วไม่มี เทเป็นพื้นเรียบ เพื่อใช้ตากฟางข้าว ไม้ฟืน หรือแม้แต่เสื้อผ้า อาหารการกินก็ง่าย จาปาตีกับแกงกะหรี่แขก พอเพียงแล้ว ที่ขาดไม่ได้คือ ชาข้นใส่นมสดในแก้วใบเล็ก ขนาดตวงเหล้า 1 เป๊ก ของบ้านเรา คนไทยเรียกว่า กำลังใจ แขกก็ออกเสียงพ้องกัน ส่วนเรื่องตาย ถือเป็นเรื่องธรรมดา ศพจะห่อหุ้มด้วยผ้าสีเหลืองแนบกาย ผูกเป็นเปราะกับแคร่ไม้เท่ากับศพ มีคานหาม 4-6 คน ขณะแห่เป็นขบวน เหนื่อยเมื่อไร หรือรถติดมากๆ จะวางศพลงบนถนน คนมีสตางค์จะนำไปเผาที่ริมแม่น้ำคงคา

ครั้งต่อไป ผมจะนำภาพเผาศพมาให้ชมกัน ส่วนชาวบ้านทั่วไปมักนิยมนำไปเผาตามริมแม่น้ำ ลำคลอง ใกล้บ้าน ความง่ายๆ นี้เอง ที่ทำให้คนอินเดีย จำนวน 1,200 ล้านคน สามาถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ