เทคนิคการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง กุ้งเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่ตลาดต้องการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05075151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เทคโนโลยีการประมง

การุณย์ มะโนใจ

เทคนิคการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง กุ้งเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่ตลาดต้องการ

คุณภูลิช ชวาลกานต์ ลูกชายเจ้าของร้านเอเย่นต์ หนังสือเหรียญทอง ในตลาดเมืองพะเยา สนใจทำอาชีพเสริมในช่วงเย็น จึงศึกษาทางอินเตอร์เน็ตและผู้เลี้ยงที่จังหวัดเชียงราย พบว่าการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง น่าจะทำได้ เพราะนิสัยของกุ้งก้ามแดงชอบหากินในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่ว่างจากงานที่ร้านพอดี

จากการศึกษาข้อมูลทางวิชาการและการปฏิบัติจริงจากเกษตรกรรายอื่นพบว่า กุ้งก้ามแดง หรือกุ้งเครย์ฟิช มีถิ่นกำเนิดที่ ออสเตรเลีย ขนาดโตเต็มที่ 12 นิ้ว อายุเฉลี่ย 4 ปี ในธรรมชาติ ถ้าเลี้ยงใส่ตู้กระจก อยู่ได้ 2-3 ปี อุณหภูมิที่เหมาะสมในการเลี้ยง 25-28 องศา ถือว่าอากาศและอุณหภูมิในบ้านเรากำลังดี

กุ้งก้ามแดง เป็นกุ้งที่มีการเจริญเติบโตค่อนข้างเร็วและมีขนาดใหญ่ ลักษณะเด่นคือ มีขนาดใหญ่และสีของกุ้งมีการเปลี่ยนแปลงตลอด แต่สีที่พบมากที่สุดคือ สีเขียว สีน้ำตาล และสีน้ำเงิน ซึ่งคนไทยจะเรียกว่า บลูล็อปเตอร์ บางที่ก็เลี้ยงไว้เพื่อความสวยงามแล้วนำไปจำหน่ายได้ในราคาสูง

กุ้งชนิดนี้มีจุดเด่นอีกอย่างคือ แถบข้างของก้ามจะมีสีแดงและสีส้ม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งแถบสีเหล่านี้จะพบกับกุ้งเพศผู้เท่านั้น ส่วนเพศเมียจะไม่มีแถบสี กุ้งชนิดนี้เลี้ยงง่าย ปรับตัวได้เร็วและภูมิต้านทานโรคสูง ปัจจุบัน เกษตรกรนำมาเลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อ และเป็นที่ต้องการของตลาด การเริ่มต้นเลี้ยงกุ้งก้ามแดง แบบเลี้ยงเพื่อเศรษฐกิจ ทำได้ดังนี้

การเตรียมน้ำ…ต้องเตรียมน้ำ ยกตัวอย่างเลี้ยงในตู้ 24 นิ้ว ใส่น้ำ ประมาณ 50 ลิตร เติมเกลือแกงไป ประมาณ 2-4 ช้อนโต๊ะ เปิดออกซิเจนทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง ไม่ต้องใส่น้ำยาลดคลอรีน ก่อนนำกุ้งลงตู้ให้เอาถุงใส่กุ้งลอยน้ำทิ้งไว้ 15 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิให้กับกุ้ง กรณีเลี้ยงบ่อดิน บ่อผ้าใบพลาสติก ใส่น้ำ ความสูง 30-40 เซนติเมตร เติมเกลือ อัตราน้ำ 1,000 ลิตร ต่อ 1 กิโลกรัม ปั๊มออกซิเจน หรือใบพัดปั่นน้ำ ในบ่อทิ้งไว้ 5-6 ชั่วโมง ค่อยนำกุ้งลง แล้วแต่ขนาดของบ่อ ปรับอุณหภูมิการเลี้ยงไว้ที่ 20-30 องศาเซลเซียส

สังเกตการลอกคราบของกุ้ง ซึ่งช่วงเวลานี้กุ้งจะบอบบางและอ่อนแอมาก จะสังเกตได้ดังนี้ ปริมาณการกินอาหารน้อยลง รอยต่อของลำตัวจะเปิด จับดูที่เปลือกหัวจะนุ่มนิ่ม แสดงว่าใกล้ลอกคราบ แต่ถ้าหัวเปิดแล้วตัวยังแข็งอยู่ แสดงว่ายังไม่ลอกคราบ อาจจะเกิดจากการที่กุ้งกินอาหารมากเกินไป ทำให้เปลือกบริเวณรอยต่อยกขึ้นเหมือนลอกคราบ การถ่ายน้ำในกรณีเลี้ยงตู้ ควรถ่ายทุกๆ 7-10 วัน ส่วนบ่อดิน บ่อผ้าใบพลาสติก สูบน้ำเก่าออกเติมน้ำใหม่เข้า ทุก 2 สัปดาห์ ไม่ควรเปลี่ยนน้ำทิ้งทั้งหมด จะทำให้กุ้งน็อกน้ำได้

อาหาร…สำหรับกุ้งชนิดนี้กินได้ทั้งพืชและสัตว์ และอาหารเม็ด ยกตัวอย่างอาหารของกุ้งก้ามใหญ่ เช่น สาหร่ายหางกระรอก แครอต และพืชน้ำอื่นๆ ประเภทเนื้อสัตว์จะเป็นพวก กุ้งฝอยต้ม เนื้อปลาตัวเล็กๆ หนอนแดง กรณีเลี้ยงในตู้หรือบ่อพลาสติก

การเพาะพันธุ์กุ้งก้ามใหญ่…จะเริ่มผสมพันธุ์ที่ขนาด ประมาณ 3 นิ้ว ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ และสายพันธุ์) หลังจากผสมแล้ว ตัวเมียจะปล่อยไข่ออกมาใต้หาง และใช้เวลา 30 วัน ลูกจะเป็นตัวแล้วจะลงดิน อัตราการผสม ตัวผู้ 1 ตัว ต่อ ตัวเมีย 3 ตัว

แนวทางการเลี้ยงแบบสวยงาม…กุ้งเครย์ฟิช สามารถนำมาเลี้ยงในตู้ปลาได้ แต่หากเลี้ยงรวมกันหลายตัว ควรจะเลี้ยงในตู้ปลาขนาดใหญ่ ที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 24 นิ้ว เพราะกุ้งเครย์ฟิช มีนิสัยค่อนข้างก้าวร้าว และหวงถิ่นที่อยู่ เมื่อมีเนื้อที่กว้างจะทำให้กุ้งแต่ละตัวสามารถสร้างอาณาเขตของตนเองได้ หากนำมาเลี้ยงรวมกันอย่างหนาแน่นจะพบว่า กุ้งเครย์ฟิช ขนาดเล็กมักถูกรังแกและมีโอกาสที่จะถูกกุ้งเครย์ฟิชที่มีขนาดใหญ่กว่ากินเป็นอาหารได้ นอกจากนี้ ควรใส่ขอนไม้ กระถางต้นไม้แตกๆ หรือ ท่อพีวีซี ตัดเป็นท่อนๆ เพื่อให้กุ้งเครย์ฟิชได้หลบอาศัยในเวลากลางวัน เพราะปกติช่วงกลางวันเป็นเวลาที่มันจะอยู่เงียบๆ แต่จะออกมาหาอาหารในเวลากลางคืนมากกว่า

สำหรับการตกแต่งตู้เลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชนั้น หากชอบให้ตู้โล่งก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แต่ควรใส่ ท่อพีวีซี ลงไปด้วย เพื่อให้กุ้งได้ใช้ในการหลบซ่อนตัว แต่หากต้องการให้ตู้เลี้ยงมีความสวยงามก็สามารถใช้กรวดปูพื้นตู้ได้ แต่มักพบว่า กุ้งเครย์ฟิชมีนิสัยชอบขุดคุ้ยกรวดเพื่อสร้างเป็นที่กำบังในเวลากลางวัน จึงทำให้ไม่เป็นเหมือนครั้งแรกที่แต่งไว้ ทั้งนี้ จึงควรจะปูกรวดให้หนา ไม่ต่ำกว่า 5 เซนติเมตร เพื่อให้กุ้งเครย์ฟิชขุดกลบลำตัวได้ แต่ไม่ควรปูพื้นตู้ด้วยทราย เพราะมีความหนาแน่นสูง หากกุ้งเครย์ฟิชมุดลงไปแล้วอาจทำให้ขาดอากาศหายใจได้

ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นที่จะต้องติดตั้งปั๊มออกซิเจนในตู้เลี้ยงก็สามารถทำได้หากเลี้ยงจำนวนน้อย แต่หากต้องการจะติดตั้งเครื่องปั๊มออกซิเจนก็ปล่อยอากาศให้น้ำกระเพื่อมเบาๆ ก็พอ ส่วนระบบกรองน้ำ ควรใช้ชนิดกรองบน กรองแขวน หรืออาจจะใช้กรองฟองน้ำที่เป็นตุ้มก็เพียงพอ แต่ไม่ควรใช้ชนิดกรองใต้ตู้ เพราะกุ้งเครย์ฟิชมักจะขุดกรวดขึ้นมา

อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมในการเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชคือ ประมาณ 23-28 องศาเซลเซียส ค่าพีเอช ที่เหมาะสมคือ ประมาณ 7.5-10.5 แต่หากน้ำมีความกระด้างสูง ก็สามารถใส่เกลือลงไปในตู้ได้ เพื่อเป็นการปรับสภาพน้ำ นอกจากนี้ เกลือยังช่วยเสริมแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการลอกคราบและสร้างเปลือกใหม่ด้วย สำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ควรจะเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆ แต่ทีละน้อย เพื่อป้องกันอุณหภูมิเปลี่ยนฉับพลัน และน้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาด

กุ้งเครย์ฟิช สามารถกินอาหารได้เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก เศษเนื้อสัตว์ หรือให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปชนิดจมก็ได้ เพื่อความสะดวก แต่ไม่ควรให้อาหารบ่อย 2-3 วัน ให้ครั้งหนึ่งก็พอ และควรให้น้อยๆ แต่พอดี เพื่อป้องกันการตกค้างของอาหาร ซึ่งจะทำให้น้ำเน่าเสีย ส่งผลต่อการเกิดโรคได้ และควรให้อาหารในเวลากลางคืน เพราะตามธรรมชาติ กุ้งเครย์ฟิช เป็นสัตว์ที่หาอาหารกินในเวลากลางคืน

สำหรับการเพาะพันธุ์กุ้งเครย์ฟิชนั้นไม่ยาก เพราะสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี และสามารถขยายพันธุ์ได้ง่าย เพียงนำกุ้งเครย์ฟิชตัวผู้กับตัวเมียมาปล่อยรวมกัน แต่ต้องมั่นใจว่าเป็นตัวผู้กับตัวเมีย โดยสังเกตที่อวัยวะสืบพันธุ์ตรงช่วงขาเดิน กุ้งตัวผู้มีอวัยวะคล้ายตะขอบริเวณขาเดินคู่ที่สองและสาม ซึ่งตะขอนี้เอาไว้เกาะตัวเมียตอนผสมพันธุ์ ส่วนตัวเมียจะมีอวัยวะสืบพันธุ์เป็นแผ่นทรงวงรี บริเวณขาเดินคู่ที่ 3

กุ้งเครย์ฟิช ใช้เวลาผสมพันธุ์นานกว่า 10 นาที หลังจากนั้น สามารถย้ายกุ้งตัวเมียไปยังตู้อนุบาลได้ เพื่อเป็นการเตรียมที่อยู่สำหรับลูกกุ้ง หลังจากนั้น ตัวเมียจะทยอยผลิตไข่ขึ้นมาไว้บริเวณขาว่ายน้ำเป็นกระจุก มองคล้ายพวงองุ่น หลังจากที่ไข่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว ตัวเมียจะหาที่หลบซ่อนนอนนิ่งไม่ยอมกินอะไร ระยะเวลาที่ตัวอ่อนใช้ในการพัฒนารูปร่างนั้นจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ปริมาณอาหาร และคุณภาพน้ำด้วย โดยเฉลี่ยไข่จะพัฒนาจนเป็นตัวอ่อนเหมือนโตเต็มวัย ภายใน 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้น ลูกกุ้งจะถูกปล่อยให้ว่ายน้ำเป็นอิสระ ในการผสมพันธุ์แต่ละครั้งแม่กุ้งสามารถให้ลูกกุ้งได้มากถึง 300 ตัว ซึ่งพ่อแม่กุ้งไม่มีพฤติกรรมกินลูกกุ้งเป็นอาหาร และลูกกุ้งก็จะอยู่ไม่ห่างพ่อแม่นัก เพื่อคอยเก็บเศษอาหารที่เหลือจากพ่อแม่กินเป็นอาหารนั่นเอง

ตัวอ่อนของกุ้งเครย์ฟิช มีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร โดยจะกินเศษอาหารก้นตู้เป็นหลัก สามารถให้ไส้เดือนฝอย ไรทะเล เป็นอาหารเสริมได้ แต่ควรระวังเรื่องคุณภาพน้ำด้วย อย่าปล่อยเศษอาหารเหลือทิ้งจนเน่าเสีย ซึ่งควรให้อาหารอย่างเพียงพอ เพราะตัวอ่อนจะมีพฤติกรรมกินกันเอง

ตู้อนุบาลตัวอ่อนควรมีพื้นที่ และวัสดุหลบซ่อน โดยเฉพาะกระถางต้นไม้ เพราะในช่วงเดือนแรก ลูกกุ้งจะลอกคราบบ่อย ทำให้ลำตัวอ่อนนิ่ม และมีเปอร์เซ็นต์ถูกกินเป็นอาหารมากขึ้น เมื่อลูกกุ้งมีอายุประมาณ 1 เดือน จะเริ่มมีสีสันเหมือนตัวโตเต็มวัย

การลอกคราบเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการเจริญเติบโตของกุ้งเครย์ฟิช เพราะแสดงถึงขนาดลำตัวที่โตมากขึ้น ซึ่งลูกกุ้งจะลอกคราบเดือนละครั้ง โดยมีระยะห่างในการลอกคราบแต่ละครั้งจะยาวนานขึ้นเมื่อกุ้งเจริญเติบโตขึ้น และเมื่อกุ้งเครย์ฟิชโตเต็มที่จะลอกคราบเพียงปีละครั้งเท่านั้น ในการลอกคราบแต่ละครั้ง กุ้งเครย์ฟิชจะมีลำตัวนิ่มและอ่อนแอมาก จึงต้องหาที่ปลอดภัยสำหรับหลบซ่อนและค่อนข้างอยู่นิ่งๆ ประมาณ 2-3 วัน จนกว่าเปลือกจะแข็งเป็นปกติ

อย่างไรก็ตาม หากเห็นว่า กุ้งเครย์ฟิชกำลังลอกคราบ ไม่ควรรบกวน เพราะอาจทำลายความต่อเนื่องของกระบวนการลอกคราบได้ หากกุ้งเครย์ฟิชตกใจอาจทำให้การลอกคราบไม่สมบูรณ์เต็มที่ โดยชิ้นส่วนของเปลือกชุดเก่ายังติดอยู่บริเวณก้าม ในขณะที่เปลือกชุดใหม่เริ่มแข็งตัว อาจทำให้เกิดความผิดปกติได้ อาทิ มีเปลือก 2 ชั้น ทับกัน หรือก้ามบิดเบี้ยวผิดรูปได้

จากประสบการณ์การเลี้ยงของคุณภูลิช ซึ่งเลี้ยงเครย์ฟิชหลายพันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ก้ามแดง พันธุ์ยัมปี้ และพันธุ์สายพี ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8-12 เดือน สามารถขายได้ ขนาดจะอยู่ที่ 20 ตัว ต่อกิโลกรัม ราคาหน้าฟาร์ม จะอยู่ที่ 500-800 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ยัมปี้จะแพงกว่าไปกิโลกรัมละ 100 บาท และยัมปี้เป็นกุ้งน้ำเย็น จะเจริญเติบโตได้ในหน้าหนาว แต่ก้ามแดง หน้าหนาวจะจำศีล ไม่ค่อยโต ส่วนสายพี จะโตเร็ว 3 เดือน สามารถจับขายได้ หากเลี้ยงในบ่อดินจะโตเร็วกว่าเลี้ยงในบ่อพลาสติก แต่ข้อเสียคือ สีไม่สวย แก้ด้วยการนำมาเลี้ยงในบ่อน้ำไหล ประมาณสัก 1 สัปดาห์ จะทำให้สีสวยขึ้น ขนาดบ่อที่ทำอยู่ ขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 40 เซนติเมตร ใส่น้ำสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ลงทุนบ่อหนึ่ง ประมาณ 1,200 บาท อาหารที่ใช้เลี้ยง ใช้อาหารไก่เล็ก ไส้เดือน ผักสด สาหร่าย ปล่อยลูกกุ้ง 200 ตัว ต่อบ่อ หรือประมาณ 40 ตัว ต่อตารางเมตร แต่ต้องระวังศัตรูของลูกกุ้งคือ กบ เขียด และระมัดระวังอย่าใช้สารเคมีใกล้บ่อเลี้ยง เนื่องจากกุ้งจะไวต่อสารเคมีมาก ในบ่อให้ปล่อยปลาหางนกยูงเพื่อช่วยกินลูกน้ำป้องกันการแพร่ขยายของยุง และปล่อยหอยขมลงไป เพื่อกินขี้กุ้ง กินปรสิตที่จะมาเกาะอาศัยกุ้ง จะทำให้กุ้งโตช้า หากไม่เลี้ยงเพื่อขายเนื้ออาจเลี้ยงเป็นลูกกุ้งพันธุ์ จำหน่ายให้กับผู้ต้องการเลี้ยง เพราะปัจจุบันลูกกุ้งพันธุ์ ขึ้นราคาจาก ตัวละ 4-5 บาท เป็นตัวละ 15-20 บาท

จะเห็นได้ว่าการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง เป็นอาชีพที่ผู้สูงวัยสามารถทำได้ เพราะถือเป็นงานเบา การดูแลและให้อาหารก็เป็นช่วงค่ำ ตามนิสัยของกุ้งที่ออกหากินในเวลากลางคืน

สนใจรายละเอียด หรือจะดูงานการเลี้ยง ติดต่อ คุณภูลิช ชวาลกานต์ ร้านเหรียญทอง ในตลาดเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ยินดีแลกเปลี่ยนประสบการณ์

เลี้ยงปลานิลในบ่อกุ้ง ของ วิมลมาศ เปี่ยมสมบูรณ์ ที่ราชบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05077151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยงปลานิลในบ่อกุ้ง ของ วิมลมาศ เปี่ยมสมบูรณ์ ที่ราชบุรี

ราชบุรี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางด้านตะวันตก ที่ภูมิประเทศมีความหลากหลาย จากพื้นที่ที่ราบต่ำลุ่มแม่น้ำแม่กลองอันอุดมสมบูรณ์ สู่พื้นที่สูงทิวเทือกเขาตะนาวศรี ทอดตัวยาวทางทิศตะวันตกจรดชายแดนไทย-พม่า

ถือเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผัก และผลไม้เศรษฐกิจนานาชนิด เรียกได้ว่ามีการทำการเกษตรที่หลากหลาย ด้านการประมงที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในจังหวัดราชบุรีคือ การเลี้ยงกุ้งทะเล กุ้งก้ามกราม และปลาสวยงาม สร้างรายได้หลักพันล้านบาทต่อปี ดังเช่น เกษตรกรรายนี้ ที่เลี้ยงกุ้งมามากกว่า 10 ปี พร้อมทั้งมีการพัฒนานำปลานิลมาเลี้ยงผสมกับกุ้งภายในบ่อ จนสร้างรายได้เป็นที่น่าภาคภูมิใจ คือ คุณวิมลมาศ เปี่ยมสมบูรณ์

คุณวิมลมาศ อยู่บ้านเลขที่ 178/2 หมู่ที่ 3 ตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี

พิษเศรษฐกิจ ปี 40

ก้าวสู่ชีวิตเกษตรกร

คุณวิมลมาศ เล่าว่า ช่วงแรกประกอบธุรกิจส่วนตัวในรูปแบบบริษัท ด้วยสภาวะเศรษฐกิจ ปี 2540 จึงเลิกทำธุรกิจนั้นและเปลี่ยนมาเริ่มเลี้ยงกุ้ง

“เมื่อก่อนนะ พี่ทำธุรกิจด้านอื่นก่อน ที่ไม่เกี่ยวกับวงการกุ้งเลย ทำเป็นรูปแบบบริษัทมาก่อน ที่เป็นธุรกิจส่วนตัวของพี่เอง พอโดนสภาวะเศรษฐกิจ ปี 40 สิ่งที่พี่ทำมาก็เลยเลิกไป เลยหันมาทำด้านการเกษตรแทน คือ เพาะเลี้ยงกุ้ง” คุณวิมลมาศ กล่าวด้วยรอยยิ้ม ของชีวิตที่หันมาทำเกษตรด้านการประมง

เมื่อเริ่มเลี้ยงกุ้งได้ประมาณ 5 ปี เธอจึงสมัครเข้าเป็นสมาชิกชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อศึกษาและแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ที่มีภายในชมรม ตลอดจนช่วยงานภายในชมรมทุกด้าน จากนั้นเมื่อมีความชำนาญมากขึ้น บวกกับศักยภาพของคุณวิมลมาศ จึงทำให้ได้ขึ้นเป็นประธานชมรม จึงนำเพื่อนๆ เกษตรกรมาศึกษาดูงานที่ฟาร์มของเธอ มีการสอนการเลี้ยงและพัฒนามากยิ่งขึ้น

คุณวิมลมาศ เล่าว่า จากการรวมกลุ่มของชมรม ทำให้สามารถกำหนดราคาไปในทิศทางเดียวกันได้ พร้อมทั้งสินค้าที่จะขายก็มีส่งให้กับพ่อค้าแม่ค้าตลอด ไม่ขาดช่วงเหมือนทำฟาร์มเดี่ยวๆ เพียงลำพัง อีกทั้งสมาชิกภายในชมรมสามารถซื้ออาหารสำหรับเลี้ยงกุ้งได้ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป เพราะทางชมรมติดต่อกับทางบริษัทโดยตรง ทำให้ประหยัดต้นทุนมากขึ้น

คุณวิมลมาศ เล่าต่อว่า พอปี 2555 จึงมีการพัฒนาการเลี้ยง โดยนำปลานิลมาเลี้ยงผสมกับกุ้งภายในบ่อ ปลานิลถือว่าเป็นปลาเศรษฐกิจที่เป็นที่นิยมรับประทาน ในช่วงแรกที่ยังไม่รู้วิธีการเลี้ยงมากนัก เลี้ยงแบบลองผิดลองถูกมานานนับปี

“กว่าเราจะมาถึงวันนี้เนี่ย คิดค้นกันมาเป็นปีนะคะ คือขั้นตอนแรก เอาปลามาปล่อยก่อนในบ่อ ซึ่งมันเป็นการยากที่จะจับแต่ละครั้ง เพราะว่าจับกุ้งไปก็เจอปลา หรือไม่รู้ว่า บางทีหว่านอาหารกุ้งไป ปลาจะกินหรือเปล่า พอมาปล่อยรวมกันนี่มั่วไปหมด ตอนหลังก็มาเปลี่ยน เอากระชังใส่ลงไปเลี้ยงปลา ผลสรุปคือ ทำด้วยวิธีนี้ดี ทุกอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น” คุณวิมลมาศ กล่าวด้วยสีหน้าที่นึกถึงเหตุการณ์ของการลองผิดลองถูกในสมัยนั้น

จากการเลี้ยงผสมกัน 3 ชนิด คือ กุ้งขาว กุ้งก้ามกราม และปลานิล คุณวิมลมาศ บอกว่า ถือเป็นที่น่าพอใจ เพราะเมื่อเวลาที่ราคากุ้งตกต่ำ ยังมีปลานิลคอยช่วยเสริมทางการตลาด หากเลี้ยงกุ้งเพียงอย่างเดียวแบบสมัยก่อน หรือช่วงเวลาที่เกิดโรคระบาด เช่น อีเอ็มเอส ตัวแดง จะไม่มีผลผลิตอื่นมาแทน แต่การเลี้ยงปลานิลภายในบ่อกุ้ง ทำให้มีการค้าขายที่หลากหลายมากขึ้น โรคระบาดก็ค่อนข้างน้อยลง

วิธีการเลี้ยง

และดูแล ทำอย่างไร

คุณวิมลมาศ เล่าว่า เมื่อทดลองจนประสบผลสำเร็จแล้ว จึงเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีวิธีการ ดังนี้

ขั้นตอนแรก ซื้อพันธุ์ลูกปลานิลที่ดีมีคุณภาพ จากแหล่งฟาร์มที่เชื่อถือได้ นำมาอนุบาลลงในกระชังมุ้งเขียว 5,000 ตัว ต่อกระชัง เลี้ยงประมาณ 20 วัน การให้อาหาร 3 มื้อ เช้า กลาง และเย็น

จากนั้น ย้ายปลานิลมาลงในกระชังที่มีตาข่ายเท่าตาปู ขนาด 7×15 เมตร เลี้ยงลูกปลานิลอีก 40 วัน จะได้ปลานิล ขนาด 20 ตัว ต่อกิโลกรัม แบ่งปลานิลมาเลี้ยงในกระชังที่มีตาข่าย ขนาด 3 เซนติเมตร เลี้ยงอยู่ที่ 2,500-3,000 ตัว ต่อกระชัง ใช้เวลาเลี้ยงอีกประมาณ 1 เดือน จะได้ปลานิล ขนาด 4-5 ตัว ต่อกิโลกรัม

เมื่อปลานิลได้ตามขนาดที่ต้องการแล้ว คุณวิมลมาศ บอกว่า จะนำมาปล่อยเลี้ยงภายในบ่อกุ้งขาว และก้ามกราม เลี้ยงไปอีกประมาณ 3 ถึง 3 เดือนครึ่ง เพื่อเวลาที่กุ้งและปลาโตได้ขนาดจะทำให้สามารถจับขายพร้อมกันได้ตามเวลาที่กำหนด

บ่อกุ้งที่เตียมไว้เรียบร้อย มีขนาดประมาณ 4 ไร่ นำกระชังสำหรับใช้เลี้ยงปลานิล ตาข่าย 6 เซนติเมตร ขนาด 7×15 เมตร สูง 180 เซนติเมตร ขึ้นไป นำมาปักภายในบ่อกุ้ง จำนวน 4 กระชัง ให้กระชังสำหรับเลี้ยงปลานิลอยู่ใต้ใบพัดตีน้ำในบ่อกุ้ง เพราะปลานิลจะว่ายทวนน้ำ ทำให้ดูปราดเปรียวและแข็งแรง ปล่อยปลานิล ขนาด 4-5 ตัว ต่อกิโลกรัม ลงไป 1,000-1,100 ตัว ต่อกระชัง ทุกกระชังจะปล่อยปลานิลจำนวนเท่านี้

จากนั้น นำกุ้งขาวมาปล่อยลงในบ่อ จำนวน 100,000 ตัว ต่อบ่อ ขนาด 4 ไร่ อีกประมาณ 10 วัน จึงนำกุ้งก้ามกรามปล่อยตามลงไป จำนวน 20,000 ตัว ต่อบ่อ 4 ไร่

การให้อาหาร กุ้งจะให้อาหาร 2 มื้อ คือ เช้า และเย็น ส่วนปลานิลจะให้กิน 3 มื้อ

“ช่วงที่ปล่อยกุ้งใหม่ๆ จะใช้อาหารที่มีโปรตีน 42 เปอร์เซ็นต์ ให้เช้า ตอน 7 โมง และเย็น ประมาณ 4 โมงเย็น พอเลี้ยงไปอายุกลางๆ ก็ให้โปรตีน 38 เปอร์เซ็นต์ แล้วอาจตบท้ายด้วยอาหารที่มีโปรตีน 42 เปอร์เซ็นต์ อีกครั้งหนึ่ง โดยดูตามความเหมาะสม เพราะราคากุ้งแต่ละช่วงในท้องตลาดไม่เท่ากัน เราอาจต้องให้อาหารที่มีโปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์ เพื่อรอราคาอีกที”

“ส่วนปลานิล พี่ก็ให้ 3 มื้อ คือ เช้า กลางวัน เย็น เป็นอาหารปลา ช่วงแรกเป็นอาหารปลาดุก ช่วงสุดท้ายก็เป็นอาหารปลากินพืช ที่มีโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ และตบท้ายด้วย 32 เปอร์เซ็นต์ ที่เราให้อย่างนี้เพราะว่า ช่วงก่อนจับเนี่ย ตัวโปรตีนของปลากินพืชจะมาช่วยสร้างสันโหนกให้ปลาสวย มีความหนาขึ้น สวยขึ้น แต่ทุกอย่างอยู่ที่พันธุ์ปลาด้วย ถ้าลูกปลาที่มามีคุณภาพ มันก็เลี้ยงง่าย แต่ถ้าลูกปลาไม่ดี ทำยังไงเขาก็ไม่สวย” คุณวิมลมาศ อธิบายถึงการให้อาหารกุ้งและปลานิล

วิธีการดูแล คุณวิมลมาศ เล่าว่า การเติมน้ำลงภายในบ่อจะดูตามความเหมาะสม โดยใช้การสังเกตของตนเอง เพราะในแต่ละฤดูน้ำภายในบ่อจะไม่เท่ากัน หากน้ำภายในบ่อมีระดับลดลง ก็จะค่อยๆ เติมลงไป จะไม่เติมแบบรวดเร็ว หรือเลี้ยงไปประมาณ 2 เดือน อาจมีการเติมน้ำช่วงนี้อีกครั้งก็ได้ นอกจากนี้ ยังมีการเติมจุลินทรีย์และธาตุแร่ทุก 20-25 วัน

ด้านความเค็มของน้ำภายในบ่อที่ใช้เลี้ยงนั้น อยู่ที่ 1-2 ppt จะไม่เกิน 3 ppt เพราะถ้าหากความเค็มมากเกินไป คุณวิมลมาศ บอกว่า กุ้งก้ามกรามจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี ส่วนปลานิลหากอยู่ในความเค็มมาก ปลานิลจะไม่สวยและเติบโตได้ไม่ดี

กังหันตีน้ำจะเปิดทุก 1-2 ชั่วโมง ต่อครั้ง หรือดูตามสภาพอากาศ ถ้าอากาศมีฝนตกอาจจะต้องเปิดเครื่องตีน้ำตลอดเวลา จะปิดระบบช่วงที่ให้อาหารเท่านั้น นอกจากนี้ ทางบ่อของเธอยังมีการเติมออกซิเจนภายในบ่อด้วย เพื่อเสริมออกซิเจนนอกเหนือจากเครื่องตีน้ำ

เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 2 เดือน คุณวิมลมาศ จะเอาไอ้โง่ลงภายในบ่อ จำนวน 30 ปาก เพื่อดักกุ้งขาว ได้ประมาณ 200 กิโลกรัม ต่อบ่อ ไซซ์ขนาด 100 ตัว ต่อกิโลกรัม นำไปขายที่แพ จากวิธีนี้จะทำให้ประชากรกุ้งภายในบ่อเบาบางลง เพราะกุ้งก้ามกรามอยู่ข้างล่างใต้บ่อบนพื้นดิน กุ้งขาวจะอยู่ชั้นบน ส่วนปลานิลก็ยังคงอยู่ในกระชังดังเดิม จากระบบนี้ทำให้น้ำคงที่ และไม่เกิดความยุ่งยากเหมือนอดีต

ด้านการตลาด

คุณวิมลมาศ เล่าว่า หลังจากที่ใช้ไอ้โง่ดักกุ้งขายไปช่วงแรกแล้วนั้น จะเลี้ยงต่อไปอีก ประมาณ 1 ถึง 1 เดือนครึ่ง มีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงที่หน้าฟาร์ม ในระยะนี้ปลานิลจะมีขนาดเป็นที่ต้องการของตลาด อยู่ที่ไซซ์ 1.0-1.3 กิโลกรัม ในขั้นตอนการจับ ต้องจับปลานิลขายให้หมดเสียก่อน แล้วจึงจะจับกุ้งขายได้ ปลานิลขายส่ง อยู่ที่ราคา 60 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งต้องดูว่าตลาดช่วงนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งราคาอาจมีขึ้นลงตามกลไกของตลาด

ด้านราคากุ้ง มีแม่ค้ามารับซื้อถึงหน้าฟาร์มเช่นกัน โดยแม่ค้าคนกลางจะเป็นผู้ติดต่อกับทางตลาดต่างๆ เอง การที่มารับซื้อกุ้งที่หน้าฟาร์ม จะได้กุ้งที่สด มีคุณภาพ ซึ่งคุณวิมลมาศให้ข้อคิดว่า จะไม่มีการค้าขายที่กำไรเกินจริง เพราะทุกอย่างต้องเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน แม่ค้าอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้ ซึ่งราคาแต่ละไซซ์มีความแตกต่างกัน เช่น

กุ้งก้ามกรามตัวผู้ ถ้ามีขนาดไซซ์ 8-10 ตัว ต่อกิโลกรัม จะอยู่ที่ราคา 420-370 บาท หรือถ้าขนาดไซซ์ 18-20 ตัว ต่อกิโลกรัม จะอยู่ที่ราคา 220-200 บาท ส่วนกุ้งก้ามกรามตัวเมียโปร่งไข่ ขนาดไซซ์ 25 ตัว ต่อกิโลกรัม อยู่ที่ราคา 190 บาท และ 40 ตัว ต่อกิโลกรัม อยู่ที่ราคา 140 บาท ซึ่งขนาดของกุ้งนั้นทางบ่อเป็นผู้กำหนดเอง ว่าต้องการขายที่ไซซ์ขนาดใด ยิ่งขายไซซ์กุ้งที่มีขนาดใหญ่ อาจจะใช้ระยะเวลาเลี้ยงที่นาน แต่ก็จะได้ราคาสูง

ด้านกุ้งขาว ขนาดไซซ์ 51-55 ตัว ต่อกิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 175 บาท หรือ 136-140 ตัว ต่อกิโลกรัม ราคาอยู่ที่ 102 บาท เรียกได้ว่าจำนวนยิ่งเล็กลงตามไซซ์ ราคาก็จะยิ่งลดลง โดยทางผู้รับซื้อจะมีทีมงานมาคัดแยกไซซ์ และแยกประเภทเองที่หน้าบ่อ

สำหรับท่านที่สนใจอยากเลี้ยงเพื่อประกอบเป็นอาชีพ หรือสร้างรายได้เสริม คุณวิมลมาศ แนะนำว่า “สำหรับคนที่เลี้ยงหรือว่าอยากทำ สิ่งที่พี่อยากให้ตัดออกไปก่อนคือ คำว่า โลภ ให้เอาคำพอเพียงมาอยู่ในตัวเองก่อน โดยมานั่งวิเคราะห์หากันว่า สมมุติเราลงทุนสูง ว่าเมื่อได้กลับมานี่มันคุ้มไหม แต่ในขณะที่เราลงทุนไปเรื่อยๆ สม่ำเสมอ แล้วเราได้กลับมาอย่างสม่ำเสมอเนี่ย เราทำใจได้ไหมกับผลตอบรับนั้น อย่างช่วงแรกๆ ที่พี่ทำ เราเคยจับขายกันได้เป็นหลักล้าน แต่เดี๋ยวนี้หลักแสน ทุกคนจะต้องเกิดความรู้สึกแน่นอน แต่มานะมาขนาดนี้แล้ว แต่อยากให้ปรับความคิดกันใหม่ เราลองมาเดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง แล้วเราลองใช้แนวทางการเลี้ยงของเรา โดยเอาตัวเราเอง โดยเดินไปอย่างง่ายๆ เรียบๆ เราก็จะประสบความสำเร็จ โดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยมาก ตลาดจะขึ้นจะลง เราคุมต้นทุนของเราไว้ เราก็จะอยู่ของเราได้ ไม่ต้องไปวิตกกังวล ส่วนเรื่องความเค็ม ถ้าทางภาครัฐเขาไม่ให้ใช้ความเค็ม เราก็ไม่ต้องใช้สูง และสำคัญที่สุดเราเป็นระบบปิด ความเค็มมันก็ไม่ไปไหน มันก็อยู่ของมันอยู่อย่างนี้ ขอให้เราจัดการให้ดีอย่างเดียวพอ” คุณวิมลมาศ กล่าวด้วยแววตาและสีหน้าที่มากด้วยประสบการณ์ที่ได้ประสบพบเจอมาจนถึงปัจจุบัน

ข้อเสนอแนะจาก

สำนักงานประมงจังหวัดราชบุรี

คุณอำนาจ จีนขาวขำ นักวิชาการประมงชำนาญการ สำนักงานประมงจังหวัดราชบุรี ได้กล่าว และฝากเตือนถึงเกษตรกรที่ทำด้านการประมงว่า “ตอนนี้ที่อยากเตือนก็คือ เรื่องปัญหาภัยแล้ง มีการประกาศเตือนอยู่ ทั้งประมงอำเภอ ผ่านตามสื่อต่างๆ โดยรัฐบาลประกาศมาแล้วว่า มีแนวโน้มที่จะต้องรับมือภัยแล้ง ปี 58/59 สำหรับด้านประมงเนี่ยก็มีการประชาสัมพันธ์ให้เตรียมตัวก่อน เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ขอให้เกษตรกรติดตามข่าวสาร การพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และก็ขอให้ปฏิบัติตามอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งระวังโรคระบาดในช่วงดังกล่าว เพราะกำลังจะเข้าหนาว ก็จะเกิดโรคภัยระบาด ช่วงนี้ก็อาจจะตรวจคุณภาพน้ำเบื้องต้น คอยเช็กคอยสังเกต การให้อาหารก็อาจจะลดน้อยลง เพราะช่วงนี้สัตว์น้ำก็อาจจะไม่ค่อยกินเยอะ สภาพบ่อก็ต้องคอยตรวจไม่ให้น้ำรั่วซึมออกไป อาจจะต้องเตรียมแหล่งน้ำสำรอง เพื่อให้มีเพียงพอต่อการเพาะเลี้ยงระหว่างนี้ หากสัตว์น้ำที่ได้ขนาดหรือพร้อมขายก็ขอให้ขายได้เลย เพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำภายในบ่อลง เพราะหากแน่นเกินไป การใช้น้ำจะมาก และการใช้ออกซิเจนก็จะมากไปด้วย อีกด้านหนึ่งก็อยากจะส่งเสริมให้เกษตรกรลดรายจ่าย ก็คือจะส่งเสริมเรื่องการเลี้ยงกบ เลี้ยงปลาดุก เพราะสองชนิดนี้ใช้น้ำน้อย ในช่วงสภาวะแล้งนี้”

“ส่วนเกษตรกรที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน ก็อยากจะฝากว่า การขึ้นทะเบียนก็มีประโยชน์หลายอย่าง เพราะก็ไม่ได้เสียตังค์แต่ประการใด เพราะเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนแล้ว หากเกิดภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง อุทกภัย น้ำท่วมต่างๆ ก็จะได้รับการชดเชยตามระเบียบต่างๆ จากทางราชการ อีกอย่างจะทำให้เป้าหมาย หรือการช่วยเหลือทางด้านงบประมาณ ก็จะชัดเจน เพราะว่าเป็นฐานข้อมูลในการวางแผน ตลอดจนการดำเนินโครงการในอนาคตต่อไป” คุณอำนาจ กล่าว

สำหรับท่านใด หรือหน่วยงานใด สนใจศึกษาดูงานการเลี้ยงปลานิลในบ่อกุ้ง สามารถติดต่อได้ที่ คุณวิมลมาศ เปี่ยมสมบูรณ์ ประธานชมรมผู้เพาะเลี้ยงกุ้งคุณภาพจังหวัดราชบุรี หมายเลขโทรศัพท์ (086) 796-0231, (032) 381-299

บันนี่ ดีไลท์ กาญจนบุรี บ้านกระต่าย ที่แตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

บันนี่ ดีไลท์ กาญจนบุรี บ้านกระต่าย ที่แตกต่าง

8 ปีแล้ว สำหรับการก่อตั้ง “บันนี่ ดีไลท์” ฟาร์มกระต่ายสายพันธุ์ฮอลแลนด์ ลอป (Holland Lop) ที่จากการสัมผัสกับเจ้าของฟาร์มและระบบการเลี้ยง ทราบได้ทันทีว่า บันนี่ ดีไลท์ เป็นฟาร์มกระต่ายที่ได้มาตรฐาน มีระบบการดูแลที่รัดกุมและถูกต้องตามหลักการเลี้ยงกระต่ายที่ฟาร์มควรมี แม้จำนวนกระต่ายภายในฟาร์มจะไม่มากมายถึงกับเรียกว่าฟาร์มขนาดใหญ่ได้ แต่ก็เป็นเพราะเจ้าของจำกัดจำนวนไว้ เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างทั่วถึง

บันนี่ ดีไลท์ มีพื้นที่ที่กว้างขวาง ติดแม่น้ำแม่กลอง แม้จะเข้าเขตอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี แล้ว แต่การเดินทางอยู่ห่างจากอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ไปเพียง 20 นาที ของการเดินทางด้วยรถยนต์ จึงถือว่าเป็นการเดินทางที่สะดวก หากต้องการเยี่ยมชมฟาร์มหรือเลือกซื้อกระต่ายฮอลแลนด์ ลอป มาเลี้ยง ทั้งยังแน่ใจได้ว่า สัตว์เลี้ยงน้องใหม่ที่จะรับเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยกันนั้นสุขภาพแข็งแรง พร้อมที่จะเป็นสมาชิกใหม่อย่างไม่ต้องกังวลใดๆ

พื้นที่ขนาดเกือบ 6 ไร่ ซึ่งพื้นที่เกือบทั้งหมดปลูกไผ่กิมซุ่ง เพราะเป็นพืชทนแล้ง ทนน้ำท่วมขังได้นาน ลำไผ่ หน่อไผ่ และส่วนต่างๆ ของไผ่ สามารถขายนำมาซึ่งรายได้ของเจ้าของผู้ปลูก แต่สำหรับที่นี่ ผลผลิตจากไผ่กิมซุ่งที่ปลูกไว้นาน ไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ นอกจากอาศัยร่มเงาและการกักความเย็นจากต้นไผ่ไว้สูดอากาศบริสุทธิ์ภายในไร่ และร่มเงาพร้อมกับอากาศบริสุทธิ์เหล่านั้นช่วยได้ดีในเรื่องของสุขภาพกระต่าย

คุณปิยะลักษณ์ สาริยา เจ้าของฟาร์มบันนี่ ดีไลท์ ฟาร์มกระต่ายสายพันธุ์ฮอลแลนด์ ลอป บรรยายภาพให้เราเห็นถึงช่วงแรกของการก่อตั้งฟาร์มว่า ต้องการปรับปรุงที่ดินที่มีอยู่ให้เป็นสวน แต่เมื่อในใจรักการเลี้ยงสัตว์ จึงมองหาสัตว์ที่ไม่ก่อให้เกิดเสียงรบกวนเพื่อนบ้าน สิ่งที่นึกถึงคือ กระต่าย เมื่อรู้เป้าหมายของตนเอง จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับกระต่าย และสนใจสายพันธุ์ฮอลแลนด์ ลอป เพราะเป็นกระต่ายขนาดกะทัดรัด ไม่ใหญ่ ไม่เล็ก หูตก โดยเริ่มซื้อตัวแรกมาเลี้ยงเป็นกระต่ายโต เพศผู้ และตามด้วยกระต่ายโต เพศเมีย

ความสัมพันธ์ระหว่างกระต่ายกับคน คุณปิยะลักษณ์ บอกว่า ไม่เหมือนสุนัข ความแตกต่างคือ สุนัขเปรียบเสมือนผู้ติดตาม แต่สำหรับกระต่ายจะแสดงความเป็นเจ้านายกับคน โดยการแสดงอารมณ์ออกมา และให้เจ้าของปฏิบัติตามอารมณ์ของกระต่าย หากใครคิดจะเลี้ยงกระต่ายแล้วคิดว่าสั่งได้เช่นเดียวกับการออกคำสั่งสุนัขนั้น เป็นความคิดที่ผิด ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลี้ยงควรพิจารณาให้ดี

“เดิมไม่ได้คิดทำฟาร์ม แต่เมื่อซื้อมาเลี้ยงก็ยิ่งหลงรัก ถึงขั้นอยากทำฟาร์ม แต่เป็นฟาร์มที่ผลิตลูกกระต่ายแล้วเลือกคนซื้อ กระต่ายจากฟาร์มเราต้องมีอายุ 2 เดือน ขึ้นไป จึงจะปล่อยขาย เพราะธรรมชาติของลูกกระต่ายจะกินนมแม่นานถึง 2 เดือน ซึ่งลูกกระต่ายจะมีช่วงที่เริ่มปรับเปลี่ยนอาหารจากนมแม่ไปเป็นอาหารเม็ดหรือหญ้า ระหว่างอายุ 45-60 วัน และจะกินอาหารตามที่แม่กระต่ายกินให้เห็น หากลูกค้าซื้อลูกกระต่ายอายุก่อน 2 เดือนไป ระหว่างที่ลูกกระต่ายต้องปรับเปลี่ยนอาหารจากนมไปเป็นอาหารเม็ดหรือหญ้า จะเกิดปัญหาภายในระบบทางเดินอาหาร จึงมีให้เห็นว่า ลูกกระต่ายจำนวนมากตายเพราะท้องเสีย และปัญหารองลงมาที่พบได้ในลูกกระต่ายอายุไม่ถึง 2 เดือน แต่ต้องเปลี่ยนบ้านคือ กระต่ายปรับตัวไม่ทัน ป่วย และเกิดปัญหาสุขภาพจิต”

คุณปิยะลักษณ์ อธิบายระบบการย่อยอาหารในกระต่ายให้ฟังว่า อาหารที่กระต่ายกินเข้าไปจะถูกดูดซึมไปใช้ หากสารอาหารชนิดใดร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ จะถูกส่งไปที่กระเพาะหมัก ซึ่งที่กระเพาะหมักจะมีจุลชีพ ทำหน้าที่ย่อยอาหาร ซึ่งจุลชีพประกอบด้วยสาร 3 ชนิด คือ ยีสต์ โปรโตซัว และแบคทีเรีย สาร 3 ชนิดนี้จะทำงานโดยการหมักอาหารที่กระต่ายกินเข้าไปและย่อย จากนั้นจะถ่ายออกมาเป็นเม็ดเล็กๆ ติดกัน รูปร่างคล้ายพวงองุ่น เรียกว่า อึพวงองุ่น ซึ่งถ้ากระต่ายกินกลับเข้าไปจะเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์มาก ในกรณีที่เลี้ยงกระต่ายเด็ก ควรนำอึพวงองุ่นมาผสมกับนมให้กระต่ายเด็กกิน ควรเป็นนมแพะหรือนมสำหรับกระต่ายเล็กเท่านั้น การนำอึพวงองุ่นผสมกับนมให้กระต่ายเด็กกินจะช่วยลดอาการท้องเสียได้เป็นอย่างดี

อาหารสำหรับกระต่ายที่เหมาะสมที่สุดคือ หญ้า ในไทยหญ้าที่พบได้ทั่วไปและดีสำหรับกระต่ายคือ หญ้าขน แต่ควรเลือกแหล่งที่พบ ควรหลีกเลี่ยงแหล่งหญ้าขนที่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม ในเมือง เพราะจะมีสารปนเปื้อนที่ก่อให้เกิดอันตรายกับกระต่ายเมื่อกินเข้าไป ซึ่งหากทำได้ควรเลือกให้กินหญ้าทิมโมธี คือหญ้าที่มีคุณค่าทางอาหารและไฟเบอร์ที่ดีที่สุด ทั้งยังช่วยปรับสมดุลของระบบการย่อยอาหารให้กับกระต่ายด้วย

มีคำถามที่สงสัยในเรื่องความชอบในการให้ผักและผลไม้ของกระต่าย คุณปิยะลักษณ์ ตอบได้ทันทีว่า ชอบมาก เพราะผักและผลไม้มีวิตามินสูง และเป็นวิตามินที่ไม่มีในหญ้าแห้งและอาหารเม็ด แต่ระบบย่อยของกระต่ายจะมีภาวะไวต่อน้ำตาล หากได้รับน้ำตาลที่มากเกินไปจะทำให้ยีสต์โตเร็ว โอกาสกระต่ายจะป่วยด้วยโรคระบบทางเดินอาหารจะมีสูง หากให้กินต้องให้ในปริมาณที่ไม่มาก หรือเลี่ยงไม่ให้เลยจะดีที่สุดสำหรับผลไม้ แต่ผักให้ได้ในบางชนิด และควรเลือกผักที่ปลอดสาร เนื่องจากผักบางชนิดมีปริมาณน้ำที่สูงเกินความต้องการของกระต่าย ตัวอย่างผักที่ไม่ควรให้กระต่ายกิน เช่น ถั่วฝักยาว แตงกวา แตงร้าน กะหล่ำปลี เป็นต้น ผักที่ให้กินได้ควรเป็นพืชใบเขียวแต่กลิ่นไม่ฉุนจนเกินไป เช่น กวางตุ้ง ผักกาดหอม ผักกาดเขียว ผักกาดขาว และผักที่กินแล้วช่วยเสริมธาตุเหล็กให้กับกระต่าย เช่น คะน้า กะเพรา โหระพา เป็นต้น แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรให้ในปริมาณมาก แม้ว่าจะมีแร่ธาตุหรือวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อกระต่ายก็ตาม

“กระต่ายเกือบทุกสายพันธุ์ชอบอากาศเย็น อุณหภูมิประมาณ 18 องศาเซลเซียส แต่ถ้าในประเทศที่สภาพอากาศร้อน ควรเลี้ยงในห้องที่ควบคุมอุณหภูมิระหว่าง 24-27 องศาเซลเซียส เพราะกระต่ายเป็นสัตว์ที่มีพื้นที่ระบายความร้อนออกจากร่างกายเฉพาะบริเวณใบหูเท่านั้น หากอากาศร้อนจะสะบัดขนทิ้ง เพื่อเปิดให้ร่างกายมีพื้นที่ระบายความร้อน สำหรับบันนี่ ดีไลท์ จะเปิดพัดลมให้ภายในโรงเรือนกระต่ายเวลากลางคืน และเปิดแอร์ควบคุมอุณหภูมิให้ในเวลากลางวัน”

การดูแลกระต่ายของคุณปิยะลักษณ์ มองไปถึงความสุขที่กระต่ายควรได้รับ สุขภาพจิตที่ดี ดังนั้น การปล่อยให้กระต่ายมีอิสระในการวิ่งเล่นจึงเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น ในทุกวัน กระต่ายเพศเมียจะได้รับการปล่อยที่พื้นดินเป็นฝูง ครั้งละ 10-15 นาที ส่วนกระต่ายเพศผู้ จำเป็นต้องปล่อยครั้งละ 1 ตัว ต่อ 10-15 นาที เพราะกระต่ายเพศผู้จะกัดกัน อาจทำให้กระต่ายได้รับอันตรายได้

การผสมพันธุ์ในกระต่าย คุณปิยะลักษณ์ แนะนำว่า ควรรอให้กระต่ายมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจในการผสม โดยควรรอให้อายุกระต่ายอย่างน้อย 10-12 เดือน หากผสมเร็ว ฮอร์โมนในแม่กระต่ายยังไม่เต็มที่ โอกาสไม่เลี้ยงลูก กัดลูกตายมีสูง หรือแม่กระต่ายบางตัวเครียด ทำให้เกิดภาวะดร็อปแคลเซียม ส่งผลต่อเนื่องไปถึงน้ำนมเป็นพิษ เมื่อลูกกระต่ายกินก็จะตาย

การผสมพันธุ์สำหรับบันนี่ ดีไลท์ จะดูสีที่ตลาดกระต่ายต้องการ ในไทยสีที่ต้องการจะเป็นสีอ่อน หรือสีส้ม ที่ถูกมองว่าเป็นสีทอง สีมงคล เพราะหากผสมได้สีเข้มหรือทึบ ซึ่งคนไทยไม่ชอบ จะทำให้ลูกกระต่ายขายยาก เมื่อทราบสีที่ต้องการก็ให้เลือกแม่พันธุ์ โดยเลือกกระต่ายเพศเมียที่เป็นฮีส (ภาวะเป็นสัด) ซึ่งสังเกตจากอวัยวะเพศมีสีเข้ม จากนั้นเลือกวันผสม เพื่อกำหนดวันคลอดให้ตรงกับวันว่างในการทำคลอดแม่กระต่าย

“กระต่ายที่คนไทยชอบและขายออกง่ายที่สุดคือ ขนฟู ตัวเล็ก สีอ่อนหรือสีขาว ตาแดง”

ในการผสมพันธุ์จะปล่อยให้กระต่ายเพศผู้และเมียอยู่ด้วยกัน คอยสังเกตกระต่ายเพศผู้ขึ้นคร่อมทับกระต่ายเพศเมีย ใช้เวลาไม่นาน แสดงว่าผสมได้แล้ว จากนั้นควรปล่อยให้อยู่ด้วยกันอีกสักพัก เพื่อให้กระต่ายเพศผู้ขึ้นคร่อมทับเพศเมียเพื่อผสมอีกครั้ง ให้มั่นใจว่าได้รับการผสมแล้ว

ในกระต่ายเพศเมีย หากได้รับการกระตุ้นโดยกระต่ายเพศผู้หลายครั้ง จะทำให้ได้ไข่หลายใบและได้รับการผสมเป็นลูกกระต่ายหลายตัว โดยเฉลี่ยกระต่ายให้ลูก 2-4 ตัว และควรเลิกผสมสำหรับแม่พันธุ์อายุเกิน 3 ปี เพราะมดลูกของกระต่ายจะทำงานหนัก และลูกกระต่ายที่ได้ไม่แข็งแรง

ระหว่างกระต่ายตั้งท้อง คุณปิยะลักษณ์ บอกว่า ควรให้อาหารตามปกติ ยกเว้นก่อนคลอด 2 วัน ควรให้อาหารเสริมเป็นแคลเซียม โปรตีน และหญ้าอัลฟาฟ่า ซึ่งเป็นหญ้าที่มีโปรตีนและแคลเซียมสูง ก่อนคลอดกระต่ายจะเริ่มกัดขน จะกัดขนออกไปวางสำหรับทำรังคลอด มากหรือน้อยขึ้นกับกระต่ายสามารถหาหญ้าแห้งไปทำรังสำหรับคลอดได้มากแค่ไหน ดังนั้น เมื่อใกล้คลอดให้นำหญ้าแห้งไปวางไว้ แม่กระต่ายจะคาบไปทำรังเตรียมคลอด เมื่อเริ่มคลอดให้คอยสังเกตห่างๆ ปล่อยให้แม่กระต่ายคลอดเองจนเสร็จ จึงเข้าไปสำรวจจำนวนลูกกระต่าย และช่วยเอารกออก กรณีที่แม่กระต่ายกินรกไม่หมด เพราะจะทำให้มดขึ้น เป็นอันตรายต่อตัวกระต่าย

ปัจจุบัน บันนี่ ดีไลท์ มีกระต่ายในความดูแล ประมาณ 50 ตัว เป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ทั้งหมด

คุณปิยะลักษณ์ ให้ข้อมูลด้วยว่า ตลาดกระต่ายสวยงามในประเทศไทย ปัจจุบันยังคงไปได้ดี โดยเฉพาะกระต่ายเพศเมียความต้องการในตลาดมากกว่าเพศผู้ เนื่องจากผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ต้องการให้กระต่ายที่เลี้ยงไว้ตั้งท้องและคลอดลูก ให้ความรู้สึกมีลูกกระต่ายเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความต้องการกระต่ายในตลาดกระต่ายสวยงามมีสูง แต่ราคาซื้อขายกระต่ายไม่ได้สูงตามไปด้วย เนื่องจากกระต่ายเป็นสัตว์ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว การรับประกันสายพันธุ์สามารถทำได้ง่าย จึงทำให้ผู้ขายจำนวนมากทำใบรับประกันสายพันธุ์ขึ้นเอง และจำหน่ายในราคาถูกลง เพื่อตัดราคาแหล่งขายอื่น

บันนี่ ดีไลท์ แม้จะไม่ใช่ฟาร์มขนาดใหญ่ มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพียง 50 ตัว ซึ่งเหตุผลจากการที่คุณปิยะลักษณ์ต้องการจำกัดจำนวนเลี้ยงไว้เพียงเท่านี้ เพื่อการดูแลที่สะดวกและทั่วถึง และหากลูกค้าสนใจกระต่ายของบันนี่ ดีไลท์ คุณปิยะลักษณ์ขอให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และหากมีเวลาพอ ขอให้เดินทางมาดูที่ฟาร์มด้วยตนเอง หรือหากอยู่ไกล ไม่สะดวกจริงๆ ก็สามารถพิจารณารายละเอียดของฟาร์มได้ที่เว็บไซต์ http://www.BunnyDelight.com หรือเฟซบุ๊ก BunnyDelight ถ้าต้องการสอบถามก่อน สามารถโทรศัพท์พูดคุยกับคุณปิยะลักษณ์ สาริยา ได้ที่ โทร. (081) 563-5098

บอร์พันธุ์แท้ สุดยอดแพะ ที่ “สุดรอดฟาร์ม” ปราณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

บอร์พันธุ์แท้ สุดยอดแพะ ที่ “สุดรอดฟาร์ม” ปราณบุรี

สวัสดีครับ ทุกวันที่ต้องไปทำงาน ผมขับรถไปกลับเกือบ 100 กิโลเมตร วันไหนมีเวลาผมขับรถกินลมชมวิวไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งผมก็สังเกตเห็นว่าร้านกาแฟที่มีมากมายสองข้างทาง มีป้ายติดประกาศขายร้านบ้าง ปิดถาวรบ้าง ทั้งร้านเล็กร้านใหญ่ ตัวผมเองไม่ดื่มกาแฟ แต่คนที่นั่งข้างๆ นั่นติดงอมแงม ก็เลยทำให้คนนั่งข้างๆ บ่นว่า หาร้านถูกใจยากขึ้นไปอีก

การที่ทำธุรกิจตามกระแส ทำตามคนอื่น โดยไม่ดูความพร้อมและไม่ใช้ทักษะหลายด้านมาช่วย จึงทำให้ธุรกิจไปไม่รอด ซึ่งต่างจากสาวร่างเล็กแต่มากความสามารถที่ผมจะพาไปพบในฉบับนี้ เธอมุ่งมั่นกับงานปศุสัตว์ และพัฒนาชื่อเสียงให้ตนเองและจังหวัดจากงานที่เธอทำ ตามผมไปพบกับเธอเลยครับ

ลาออกจากงาน มาเลี้ยงแพะ

คุณณัฐิกา บัวขยาย หรือ คุณเจี๊ยบ อยู่ที่บ้านเลขที่ 157/28 หมู่ที่ 6 ตำบลเขาน้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่า ได้รับช่วงธุรกิจการเลี้ยงและขยายพันธุ์แพะมาจากพ่อ จนถึงวันนี้ก็เป็นปีที่ 9 แล้วกับอาชีพนี้

“ตอนเริ่มต้นตัดสินใจออกจากงานบริษัทมารับช่วงเลี้ยงแพะ ก็ได้ประสบการณ์มาเยอะมาก ทั้งโดนหลอกให้ซื้อแพะป่วย ซื้อเข้ามา 200 ตัว ตายไป 70 กว่าตัว โดนหลอกเรื่องพันธุ์แพะ เราก็ได้แต่นั่งร้องไห้เสียใจ แต่ก็บอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมเลิก และก็พยายามหาความรู้เพิ่มประสบการณ์จนมาถึงวันนี้ วันที่เรายึดการเลี้ยงแพะเป็นอาชีพหลัก เราใช้แรงงานคือตัวเราเองในครอบครัวเป็นหลัก ทำมาจนวันนี้มีกิน มีรถก็เพราะแพะให้เรามา” คุณเจี๊ยบ เล่า

แพะบอร์พันธุ์แท้ เลี้ยงน้อย ได้เงินมาก

คุณเจี๊ยบ เลี้ยงแพะสายพันธุ์บอร์พันธุ์แท้เกือบ 100 ตัว ที่ใช้วิธีการเลี้ยงง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

“ตอนนี้มีแม่พันธุ์บอร์แท้ 100% อยู่ 90 ตัว ใช้พ่อพันธุ์บอร์พันธุ์แท้คุมฝูง 3 ตัว ที่เลือกเลี้ยงแพะพันธุ์บอร์ เนื่องจากประสบการณ์ที่ทดลองเลี้ยงมาสอนเราว่า การเลี้ยงแพะพันธุ์แท้นั้น เลี้ยงจำนวนน้อยแต่ขายได้ในราคาแพง เลี้ยงน้อย ได้เงินมาก ต่างจากแพะพันธุ์ลูกผสมที่เลี้ยงมาก แต่ราคาไม่สูง”

“อีกอย่างการเลี้ยงแพะบอร์พันธุ์แท้ก็ไม่ได้เลี้ยงยากกว่าแพะพันธุ์อื่นๆ เจี๊ยบสั่งแม่พันธุ์บอร์พันธุ์แท้มาจากออสเตรเลีย ขนลงเรือมาในราคาตัวละ 17,000 บาท เราก็เอามาเลี้ยงแบบไล่ต้อนไปหาหญ้าข้างทางกิน สลับกับเลี้ยงปล่อยให้กินหญ้าในแปลงปลูกของเราเอง ที่มีพื้นที่ 30 กว่าไร่ มันก็อยู่ได้สบายๆ อ้วนท้วน แข็งแรง ให้ลูกได้ดี”

“หลายคนอาจจะมองว่า แพะบอร์พันธุ์แท้ต้องเลี้ยงยืนโรง ไม่ลงดิน เจี๊ยบทดลองดูแล้วก็พบว่า จะทำให้แพะเป็นไข้ขาอ่อน ไม่แข็งแรง ให้ลูกไม่ดี เราก็เลยเลี้ยงแบบธรรมชาติที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไร” คุณเจี๊ยบ ให้ข้อมูล

ใช้พ่อพันธุ์สายนอก

ในส่วนของพ่อพันธุ์แพะบอร์พันธุ์แท้ของสุดรอดฟาร์มนั้น คุณเจี๊ยบ เล่าให้ฟังว่า

“เมื่อก่อนเราใช้พ่อพันธุ์แพะบอร์พันธุ์แท้ชื่อ “เสือ” ที่ซื้อมาจากออสเตรเลีย ซึ่งคนที่มีความรู้ด้านวิชาการเคยบอกไว้ว่า เป็นบอร์สายเก่าของออสเตรเลีย มีลักษณะเตี้ย ล่ำสัน เนื้อเยอะ ให้ลูกที่มีลักษณะดีมาก ไม่ว่าจะผสมกับแม่พันธุ์แพะพันธุ์ไหนก็ตาม เจ้าเสือให้ลูกกับสุดรอดฟาร์มเอาไว้มากมาย”

“แต่สุดท้ายเราก็จำต้องขายเจ้าเสือออกไปเพื่อเปลี่ยนสายพ่อพันธุ์ เราขายเจ้าเสือออกไปตอนที่มันอายุ 2 ปี 7 เดือน ในราคา 125,000 บาท ให้กับชาวออสเตรเลียที่นิยมบอร์สายเก่าของออสเตรเลีย”

คุณเจี๊ยบ บอกอีกว่า ตอนนี้ได้เปลี่ยนมาใช้พ่อพันธุ์สายแอฟริกาของซีพี ที่ซื้อเข้ามาตั้งแต่เป็นลูกแพะ ในราคาตัวละ 15,000 บาท ซึ่งพ่อพันธุ์รุ่นใหม่ก็ให้ลูกที่มีลักษณะดีทั้งพันธุ์แท้และลูกผสม

ช้อนซื้อแพะลูกผสม เน้นทำบัญชีคุมต้นทุน

วัฏจักรราคาสินค้าเกษตรในบ้านเราเป็นเรื่องที่คาดการณ์กันได้สำหรับคนที่อยู่ในวงการมายาวนาน มีประสบการณ์มาก แต่สำหรับมือใหม่หัดทำการเกษตร เรื่องราคาที่ผันผวนชวนให้เลิกอาชีพเกษตรกันมานักต่อนัก ราคาแพะก็เช่นกัน ในบางช่วงที่แพะราคาดีก็มีเกษตรกรรายใหม่แห่มาเลี้ยงแพะกันมาก บางรายไปได้ดี บางรายไม่ถึงปีก็ต้องเลิก

คุณเจี๊ยบ บอกว่า ช่วงที่ราคาแพะตกต่ำจะมีคนเทขายแพะออกมามากมายในราคาต่ำ ช่วงนั้นจะเข้าไปช้อนซื้อแพะเข้ามา แพะตัวไหนหุ่นดี สายเลือดดี ให้ลูกดี จะเก็บไว้ทำแม่พันธุ์สำหรับสร้างแพะลูกผสมป้อนตลาด ส่วนตัวผู้ ตัวเมียที่คัดออก ก็ขุนส่งตลาดต่อไป หมุนวนอยู่อย่างนี้ตลอด

“ดังนั้น นอกจากเราจะมีแพะบอร์พันธุ์แท้สำหรับขายแล้ว เรายังมีแพะลูกผสม อย่างลูกผสมบอร์กับซาแนน ไว้ขายสนองความต้องการของลูกค้าด้วย” การทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม การควบคุมต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนี้คุณเจี๊ยบ เน้นว่า “เราจดทุกอย่างที่ทำ ทำบัญชีต้นทุนเอาไว้ครบถ้วน เพื่อจะได้รู้ว่าเราลงทุนอะไรไป แล้วสุดท้ายมันจะคุ้มค่าแค่ไหน มีอะไรต้องปรับลดหรือเพิ่มเติมเพื่อให้ฟาร์มของเรามีผลกำไร เราอยู่ได้ แพะอยู่ได้ ลูกค้าอยู่ได้”

กระถิน ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเสมอไป

การเลี้ยงแพะของสุดรอดฟาร์มนั้น เน้นการปล่อยให้แพะหากินในแปลงหญ้าธรรมชาติและหากินหญ้าข้างคลองชลประทานเป็นหลัก กระถินไม่ใช่อาหารหลัก ซึ่งแตกต่างจากฟาร์มแพะทั่วไป

“ช่วงแรกที่เราซื้อแม่พันธุ์บอร์พันธุ์แท้จากต่างประเทศเข้ามา ก็ตัดกระถินมาให้กิน แต่มีปัญหาคือ แพะไม่ยอมกิน เราเลยเปลี่ยนเป็นการปล่อยให้หาหญ้ากินเองในพื้นที่ของเรา โดยที่ไม่ต้องใช้อาหารข้นเลย ในส่วนของกากถั่วเหลือง เราเคยทดลองแล้วพบว่ามันมีต้นทุนสูงเกินไป ไม่คุ้มค่า”

“เราเลยเลี้ยงแพะโดยใช้หญ้าธรรมชาติเป็นหลัก และมีการเสริมหญ้าเนเปียร์ที่ปลูกเอาไว้มาโม่ ตัดกระถินมาโม่ให้บ้างในวันที่เราติดธุระอื่นๆ จนไม่มีเวลามาเฝ้าฝูงแพะให้ออกหาหญ้ากินได้ พูดได้ว่า สุดรอดฟาร์มเลี้ยงแพะแบบธรรมชาติ ใช้หญ้าธรรมชาติเป็นหลักอย่างแท้จริง”

“ส่วนการที่คนเลี้ยงแพะทั่วไปบอกว่า แพะต้องกินกระถินเป็นหลัก ตรงนี้เรามองว่าเป็นการเพิ่มงาน เพิ่มต้นทุนในการออกไปหากระถิน ตัดฟัน ขนส่งมาให้แพะ ถามว่าตรงนี้เป็นต้นทุนหรือไม่ คนเลี้ยงแพะบางคนบอกไม่ใช่ต้นทุน แต่สำหรับสุดรอดฟาร์มนั่นคือต้นทุน ทั้งเวลา แรงงาน และเงินที่เราต้องเสียไป ดังนั้น การตัดกระถินมาเลี้ยงแพะอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอไปค่ะ” คุณเจี๊ยบ บอก

ลูกค้ามาจากทั่วประเทศ ต้องควบคุมโรคให้ดี

เพราะแพะของสุดรอดฟาร์มมีคุณภาพดีและมีพันธุ์ให้เลือกหลากหลาย จึงมีคนสนใจมาเลือกซื้อจากทั่วประเทศ

คุณเจี๊ยบ เล่าว่า ลูกค้ามีทั่วประเทศ ทุกจังหวัด กาญจนบุรี โคราช บุรีรัมย์ ก็มาซื้อไปเลี้ยง เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา ได้ขายแพะออกไป 17 ครั้ง ทุกครั้งทำอย่างถูกต้องตามระเบียบกรมปศุสัตว์ ไม่มีการเคลื่อนย้ายเถื่อนเด็ดขาด เพราะเรารักษาคุณภาพและอยากจะช่วยรักษาวงการแพะเอาไว้

ปัจจุบัน สุดรอดฟาร์ม เป็นฟาร์มปลอดโรคระดับ B ของกรมปศุสัตว์

“เจ้าหน้าที่จากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอปราณบุรี จะเข้ามาตรวจสอบดูแล ทำวัคซีนให้อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งให้ความรู้และแนะนำเรื่องการขนย้ายแพะให้กับลูกค้าที่มีอยู่ทั่วประเทศ”

“ในเรื่องวัคซีนและยาบำรุง เราจะให้แพะที่ซื้อเข้ามาใหม่ ให้ยาถ่ายพยาธิแพะทุกตัว ทุกๆ 15 วัน แม่แพะที่ท้องก็ทำได้ ไม่ส่งผลเสียกับลูกในท้อง ลูกแพะที่เกิดมาให้วิตามิน B12 ธาตุเหล็ก แม่แพะให้ยาแก้ไข้ เท่านี้ก็ทำให้แพะมีสุขภาพดี ปราศจากโรค ซึ่งดีมากต่อฟาร์มของเรา และดีต่อลูกค้าที่ซื้อแพะของเราไปด้วย จะได้ไม่มีการแพร่ระบาดของโรคแพะให้วงการเราถูกทำลาย” คุณเจี๊ยบ เล่า

ล่าสุดมีคนของทางการพม่าขอเข้ามาดูงานที่สุดรอดฟาร์ม และต้องการจะซื้อแพะบอร์พันธุ์แท้กลับไปเลี้ยงด้วย ในตอนนี้ยังอยู่ในระหว่างติดต่อซื้อขายกัน อันเป็นสิ่งรับประกันมาตรฐานของสุดรอดฟาร์มได้เป็นอย่างดี

คุณเจี๊ยบ บอกว่า ตอนนี้รับหน้าที่เป็นประชาสัมพันธ์ชมรมผู้เลี้ยงแพะ-แกะ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วย ใครสนใจอยากสอบถาม พูดคุยกับคุณเจี๊ยบ กริ๊งกร๊างกันไปได้ที่ โทร. (061) 426-0778 ครับ

…ฉบับนี้ขอลากันไปก่อน สวัสดีครับ

ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพ์อย่าทิ้ง มาประดิษฐ์เพิ่มมูลค่ากันดีกว่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เยาวชนนักประดิษฐ์

ชำนาญ ทองเกียรติกุล

ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพ์อย่าทิ้ง มาประดิษฐ์เพิ่มมูลค่ากันดีกว่า

เครื่องอุปกรณ์ ไอที จะมีอายุการใช้งาน เมื่อใช้ไปได้สักระยะหนึ่ง เครื่องมือเหล่านี้ก็เสื่อมไปตามสภาพการใช้งาน ถึงแม้จะไม่เสื่อมแต่ก็ล้าสมัย ทำให้ตกยุคไป จนทำให้เกิดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น สร้างปัญหาการจัดเก็บขยะ เพราะขยะพวกนี้ล้วนสร้างมลภาวะเป็นพิษ

ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น จึงมีหลายหน่วยงานคิดจัดเก็บและกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น และการมีหลายสถาบันการศึกษาที่คิดค้นประดิษฐ์ส่วนประกอบของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะทิ้งเป็นขยะให้เป็นปัญหา กลับมาเป็นประโยชน์อีกครั้ง กระทั่งสร้างเป็นรายได้

เช่น วิทยาลัยการอาชีพสระบุรี อาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี โดยการนำของ คุณเรวุฒิ ศงสนันทน์ คุณวศิน ปัญญา คุณดุษฎี อันโส คุณภาคภูมิ ไวยวารี และ คุณพรพิมล ใยเสงี่ยม นักเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ มี ครูนาตยา วงษ์กต พร้อมคณะครูหลายท่านเป็นครูที่ปรึกษา ประดิษฐ์เก้าอี้นั่งจากจอคอมพิวเตอร์

จอคอมพิวเตอร์แบบ ซีอาร์ที เป็นลักษณะจอตู้หรือจอนูน เป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัย เพราะปัจจุบันจอคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาเป็นจอแบบ แอลซีดี ลักษณะเป็นจอแบน จึงทำให้จอคอมพิวเตอร์แบบ ซีอาร์ที เมื่อเสื่อมสภาพหรือชำรุด จึงไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป กลายเป็นสิ่งของเหลือใช้หรือขยะกองไว้

แต่แทนที่จะนำจอไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ นำมาเพิ่มมูลค่าโดยการประยุกต์ใช้สิ่งของเหลือใช้ใกล้ตัว มาออกแบบและพัฒนา พร้อมทั้งดัดแปลงสิ่งของเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นการปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของสิ่งของที่ชำรุดและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งสามารถสร้างรายได้อีกด้วย

วัตถุประสงค์ของผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เพื่อสร้างเป็นเก้าอี้นั่งจากจอคอมพิวเตอร์ สามารถใช้เก็บสิ่งของได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และเคลื่อนย้ายได้สะดวก

วัสดุอุปกรณ์

1. จอคอมพิวเตอร์ จำนวน 2 จอ

2. เบาะสำหรับนั่ง จำนวน 2 อัน

3. หนัง 2 แผ่น

4. สีส้มกระป๋อง 4 กระป๋อง

5. สีดำกระป๋อง 1 กระป๋อง

6. สีเทากระป๋อง 1 กระป๋อง

7. โซ่ 4 เส้น

8. ไขควงปลายแฉก

9. น็อต 32 ตัว

10. ไม้อัด 1 แผ่น

11. สว่านไฟฟ้า

12. เทปกาว

ขั้นตอนการทำ

ขั้นตอนที่ 1 เขียนแบบที่ต้องการก่อน เป็นขั้นตอนของการใช้จินตนาการส่วนบุคคล มีข้อแนะนำว่า ควรออกแบบให้สิ่งประดิษฐ์เก้าอี้นั่งจากจอคอมพิวเตอร์มีความสวยงาม

ขั้นตอนที่ 2 เอาตัวเครื่องข้างในออก

ขั้นตอนที่ 3 เอาฐานจอคอมพ์ออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนที่ 4 พ่นสีที่จอคอมพ์

ขั้นตอนที่ 5 เอาเบาะติดที่จอก่อนนั่ง

ขั้นตอนที่ 6 ติดบานพับ

ขั้นตอนที่ 7 ติดบานพับบนจอคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนที่ 8 จะได้สิ่งประดิษฐ์ที่ภาคภูมิใจของตน

วิธีการใช้งาน ใช้สำหรับนั่งพักผ่อน และเก็บสิ่งของด้านในเก้าอี้จากจอคอมพิวเตอร์ การเก็บรักษา ควรเก็บในที่ร่มหรือภายในอาคารบ้านเรือน สามารถรับน้ำหนักได้ ประมาณ 80-100 กิโลกรัม

ส่วน วิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก อาชีวศึกษาจังหวัดสระบุรี กลุ่มนักเรียนซึ่งมี คุณจุฑามาศ สงวนศักดิ์ คุณรุ่งทิวา ดอกไม้ นักเรียนสาขาเทคโนโลยีสำนักงาน ประดิษฐ์ชั้นวางจากคีย์บอร์ดแบบประกอบ มี ครูเบญจวรรณ รุณชัยศรี เป็นครูที่ปรึกษา

จุดประสงค์ของงานประดิษฐ์ชิ้นนี้ เป็นวัสดุเหลือใช้จากคีย์บอร์ด ซึ่งเป็นส่วนประกอบจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้ชั้นวางของที่สามารถใช้งานได้จริงและสะดวกในการเคลื่อนย้าย นำไปเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งสถานที่ได้ ช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ และเพิ่มมูลค่าให้กับคีย์บอร์ดที่ชำรุดและไม่ใช้แล้ว

อุปกรณ์ที่ใช้ในการประดิษฐ์

1. คีย์บอร์ด ที่ชำรุดและไม่ใช้แล้ว

2. น็อต ขนาด 1/2 นิ้ว

3. แผ่นฉากเหล็ก

4. สว่าน

5. สีกระป๋อง

นอกจากนี้ ทางนักเรียนของวิทยาลัยเทคนิคมวกเหล็ก ตำบลมวกเหล็ก อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งมี คุณศิริอร ไพฑูลย์ คุณพรนที ศิริวิโรจน์ ประดิษฐ์กระถางแฟนซีจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมี ครูศิริณภา กุลสุวรรณ ครูปวีณา เทกระโทก ครูแผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ เป็นครูที่ปรึกษา

วิธีประดิษฐ์กระถางแฟนซีจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เริ่มจากนำหน้าจอคอมพิวเตอร์มาแยกชิ้นส่วน แล้วมาทำความสะอาด ใช้สีเปรย์พ่นชิ้นส่วนที่ต้องการ พร้อมวาดรูปการ์ตูนหรือภาพดอกไม้ตามที่ต้องการ โดยใช้สีโปสเตอร์วาด หลังจากนั้น พ่นสีเคลือบเพื่อป้องกันไม่ให้สีหลุด ประกอบชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน พร้อมใช้งานนำกระถางดอกไม้มาใส่

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้งานหรือหมดความจำเป็นแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีที่นำมาใช้ได้อีก ก่อนที่จะนำไปทิ้งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ ที่นำมาเสนอนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น

6 โรงเรียนนำร่อง บ้านค่าย ระยอง พัฒนาคุณภาพชีวิต โรงเรียนเป็นศูนย์กลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

6 โรงเรียนนำร่อง บ้านค่าย ระยอง พัฒนาคุณภาพชีวิต โรงเรียนเป็นศูนย์กลาง

ในอดีต วัดและโรงเรียนเป็นสถานที่สำคัญ เป็นศูนย์กลางของชุมชน หากชุมชนเข้มแข็งก็จะช่วยส่งเสริมให้โครงสร้างเศรษฐกิจของชุมชนมีความเข้มแข็งที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน มุมมองการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน และการส่งเสริมโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็งนั้น บริษัท สยามลวดเหล็กอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าลวดเหล็กแรงดึงสูงสำหรับงานคอนกรีตอัดแรง และลวดเหล็กตีเกลียว ที่ใช้ในการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เล็งเห็นถึงการดำเนินธุรกิจที่ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โครงการ “การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง” จึงเริ่มขึ้น

คุณนิกร อ่อนอ่อง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส-ทรัพยากรบุคคลและบริหารงานทั่วไป บริษัท สยามลวดเหล็กอุตสาหกรรม จำกัด กล่าวว่า โครงการการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์กลาง เริ่มขึ้นเมื่อปี 2555 โดยนำร่องพัฒนา 6 โรงเรียน จาก 11 หมู่บ้าน ในพื้นที่ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง โดยได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรและการบริหารจัดการ โดยแบ่งการดำเนินกิจกรรมออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ การมีส่วนร่วมและสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การจัดตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อสังคมในโรงเรียนและโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน การฝึกอบรมครูและผู้นำ การพัฒนาด้านสังคม และ กองทุนเงินกู้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ

6 โรงเรียนนำร่อง ได้แก่ โรงเรียนบ้านหนองละลอก โรงเรียนวัดละหารไร่ โรงเรียนวัดดอนจันทน์ โรงเรียนบ้านมาบตอง โรงเรียนวัดหนองกระบอก และ โรงเรียนวัดเชิงเนิน

เป็นโอกาสที่ดีของโรงเรียนนำร่อง ทั้ง 6 แห่ง ที่มีหน่วยงานที่มีความรู้เฉพาะทางมาช่วยส่งเสริม และสนับสนุนในการดำเนินกิจกรรมการเกษตรภายในโรงเรียน ทั้งยังส่งเสริมกิจกรรมภายในชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งที่ยั่งยืน ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

โรงเรียนบ้านหนองละลอก 1 ใน 6 โรงเรียนนำร่อง ที่นี่มีแปลงเกษตรให้นักเรียนบริหารจัดการ เพื่อเรียนรู้เทคนิคด้านการเกษตร เช่น การปลูกมะนาวนอกฤดู การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ การปลูกพืชสมุนไพร การเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้นักเรียนได้นำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในเรื่องของการสร้างอาชีพ และการสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวในอนาคต ซึ่งผลผลิตที่ได้จากการทำการเกษตรภายในโรงเรียน มีการบริหารจัดการโดยนำเข้าสู่ระบบสหกรณ์ของโรงเรียน จากนั้นซื้อในราคาถูก นำมาใช้ประกอบอาหารตามโครงการอาหารกลางวันสำหรับนักเรียน ส่วนผลผลิตที่เหลือจะนำไปจำหน่ายในตลาดชุมชน เป็นรายได้คืนให้กับนักเรียนเมื่อสิ้นสุดการเรียนในแต่ละปีการศึกษา

นอกเหนือจากการทำการเกษตรในรูปของการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลผลิต สร้างรายได้ ลดรายจ่ายแล้ว ยังมีการจัดตั้งธนาคารพัฒนาชุมชนและโรงเรียน ซึ่งเริ่มดำเนินการมาแล้วกว่า 1 ปี โดยจัดตั้งในโรงเรียนนำร่อง 6 แห่ง เช่นเดียวกัน

โดย บริษัท สยามลวดเหล็กฯ จัดเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมการบริหารจัดการในระบบธนาคารให้กับนักเรียนและชุมชน เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ในการบริหารจัดการระบบธนาคาร ต่อยอดไปถึงการบริหารจัดการรายได้มีความสมดุลในอนาคต ส่วนชุมชนก็สามารถเริ่มธุรกิจขนาดเล็ก และสร้างรายได้ภายในชุมชนได้ ซึ่งปัจจุบันมีชาวบ้านเป็นสมาชิกของธนาคาร จำนวน 306 คน และจำนวนหนึ่งเริ่มธุรกิจขนาดเล็กในชุมชนแล้ว เช่น การทำสวนมะนาว การทำขนมขาย เปิดร้านขายของชำ การเพ้นท์แก้ว การเลี้ยงปลา การเพาะเห็ด เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดสามารถเพิ่มรายได้ภายในครัวเรือนมากขึ้น 30-40 เปอร์เซ็นต์

อาจารย์ภัสราภรณ์ ธีร์ธนพงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองละลอก กล่าวว่า ปัจจุบัน โรงเรียนบรรจุวิชาการเกษตรไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน โดยจะเน้น 2 สาระสำคัญ คือ 1. การงานอาชีพ ซึ่งจะรวมวิชาการเกษตรเข้าไปด้วย โดยคุณครูประจำชั้นจะพานักเรียนมาเรียนที่แหล่งเรียนรู้การเกษตร และ 2. สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม โดยจะสอดแทรกแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อปลูกฝังให้เด็กนักเรียนรู้จักการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เห็นคุณค่าของทรัพยากรต่างๆ มีจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันจากแหล่งเรียนรู้การเกษตร โดยจะแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบตามระดับชั้น เด็กเล็ก ก็จะมีหน้าที่รดน้ำ ถอนหญ้า ส่วนเด็กโต ก็จะมีหน้าที่พรวนดิน ให้ปุ๋ย เก็บผลผลิต เป็นต้น

“ตอนแรกโรงเรียนก็ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน แต่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจาก บริษัท สยามลวดเหล็กฯ และมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ และจัดส่งเจ้าหน้าที่มาให้ความรู้ สอนเทคนิคการดำเนินกิจกรรมเกษตร การบริหารการเงินในรูปแบบของธนาคาร เพื่อให้มีการออมและสร้างรายได้เพิ่มจากอาชีพที่ทำอยู่ ทำให้นักเรียนและชุมชนมีแหล่งเรียนรู้การเกษตรที่เป็นรูปธรรม รู้เทคนิคการทำเกษตรตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต อีกทั้งยังได้ฝึกทักษะการทำงาน และความรับผิดชอบให้กับนักเรียน ส่วนการเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละวัน นักเรียนก็จะนำไปจำหน่ายให้กับผู้ปกครองที่มารอรับนักเรียนในตอนเย็น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ประมาณ 2,000-3,000 บาท ต่อเดือน โรงเรียนจะนำเงินส่วนนี้ไปซื้อดิน หรือเมล็ดพันธุ์ เพื่อนำมาปลูกใหม่หมุนเวียนต่อไป”

เพราะกิจกรรมนี้ ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียน ปีละ 2 ครั้ง เพื่อติดตามดูการนำความรู้ของนักเรียนที่ได้ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า ความรู้จากนักเรียนถ่ายทอดสู่ผู้ปกครองไปด้วย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนอีกทางหนึ่ง

เด็กหญิงธารารัตน์ เดชกุลรัมย์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองละลอก เล่าว่า ปัจจุบัน ที่บ้านประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป และปลูกพืชสวนครัวไว้รับประทานกันเอง เช่น มะเขือ ผักชี พริก ต้นหอม เป็นต้น โดยนำเมล็ดพันธุ์จากที่โรงเรียนมาปลูก ส่วนใหญ่ใช้เวลาหลังเลิกเรียนหรือวันหยุด ช่วยรดน้ำ ถอนหญ้า หรือบางทีก็ไปช่วยพ่อกับแม่เก็บผลผลิต แต่ถ้าช่วงไหนที่เก็บได้เยอะก็จะแบ่งไปขาย และแบ่งปันให้เพื่อนบ้านใกล้เคียง

ด้าน เด็กหญิงวัชราภรณ์ โจมเสนาะ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า อาศัยอยู่กับลุงและป้า โดยที่บ้านประกอบอาชีพกรีดยาง และขายของชำ ทั้งยังปลูกถั่วฝักยาว ผักกวางตุ้ง ฟักทอง ไว้กินในครัวเรือน เพราะมีพื้นที่ปลูกไม่มาก นำความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรมสวนเกษตรในโรงเรียนมาช่วยผู้ปกครองปลูก ทำให้รู้ว่า ผักแต่ละประเภทปลูกอย่างไร ดูแลอย่างไร ซึ่งหากมีปัญหาเรื่องเกษตรก็สามารถไปปรึกษาคุณครูที่ดูแลสวนเกษตรได้ รู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้ช่วยลุงกับป้าทำงาน

ส่วน คุณโชติชัย บัวดิษ ผู้จัดการธนาคารชุมชนบ้านมาบตอง ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง 1 ในพื้นที่ดำเนินการนำร่อง เล่าว่า ความสำคัญของการจัดตั้งโครงการธนาคารชุมชน คือ การมุ่งเน้นการส่งเสริมอาชีพและสร้างวินัยการออมให้กับชุมชน ด้วยการสนับสนุนเงินทุนธนาคาร จาก บริษัท สยามลวดเหล็กฯ ปัจจุบัน มีสมาชิก 112 คน วงเงินกู้รวมกว่า 500,000 บาท โดยมีการบริหารจัดการธนาคารตามระบบธนาคารจริง ซึ่งภาพรวมพื้นฐาน คนในชุมชนส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างถิ่นและหลากหลายอาชีพ เช่น ทำการเกษตร ปลูกมัน ขายก๋วยเตี๋ยว ขายข้าวแกง ซื้อขายผลไม้ เป็นต้น

“เราต้องมีการตรวจสอบข้อมูลของผู้กู้แต่ละรายก่อนว่าประกอบอาชีพอะไร รวมถึงการติดตามผลว่า เมื่อรับเงินไปแล้ว นำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ หรือประกอบอาชีพแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เราก็จะให้คำปรึกษาในด้านต่างๆ ตลอดจนช่วยเหลือในการหาตลาดให้กับชุมชนด้วย นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขว่า สมาชิกที่มาสมัครจะต้องซื้อหุ้นกู้ ตั้งแต่ 20 บาท แต่ไม่เกิน 2,000 บาท และจะได้รับเงินปันผลทุกสิ้นปี โดยมีข้อกำหนดว่า สมาชิกแต่ละคนจะต้องฝากสัจจะออมทรัพย์ ซึ่งต้องฝากทุกเดือน ไม่เกิน 500 บาท ดังนั้น ถ้าเรามีสมาชิกมากเราก็จะมีเงินหมุนเวียนในระบบธนาคารที่ดีขึ้น ที่สำคัญสมาชิกแต่ละรายก็จะมีเงินออมทุกเดือนไปโดยปริยาย ซึ่งจากการดำเนินโครงการ นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้ชุมชนมีกำลังใจในการประกอบอาชีพมากขึ้นแล้ว ยังคาดว่าชุมชนจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 30-40 เปอร์เซ็นต์ ต่อครัวเรือน”

สำหรับ คุณนงเยาว์ ปลดปลิด ชาวบ้านจากชุมชนบ้านมาบตอง กล่าวว่า เดิมทีเปิดร้านขายของกับหลาน มีรายได้ประมาณ 9,000 บาท ต่อเดือน และคิดอยากมีอาชีพและรายได้เป็นของตนเอง แต่ติดที่ไม่มีทุน ซึ่งหลังจากที่ บริษัท สยามลวดเหล็กฯ และมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ เข้ามาสนับสนุนและให้ความรู้ แนะแนวทางให้การประกอบอาชีพ ทำให้มีความหวังมากขึ้น จึงตัดสินใจกู้เงินจากธนาคารชุมชนมาส่วนหนึ่ง เพื่อมาทำร้านซักรีดเป็นของตัวเอง ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังรับงานได้ไม่เต็มที่ เพราะมีเครื่องซักผ้าเพียงเครื่องเดียว แต่ก็ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายของอีก ราว 4,500 บาท ต่อเดือน รู้สึกดีใจที่มีโครงการดีๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนตรงนี้ ทำให้เราและคนในชุมชนมีชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้น และยังมีเงินออมเก็บไว้ใช้ในอนาคตอีกด้วย

นับเป็นการคืนกำไรสู่สังคมที่ดี เล็งเห็นแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเริ่มจากโรงเรียน ซึ่งมีรากฐานที่สำคัญของประเทศ คือ เด็กนักเรียน และต่อเนื่องไปถึงชุมชนที่มุ่งมั่นสร้างความเข้มแข็งสู่ชุมชน ให้ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน

นิสิตสัตวแพทย์เกษตร ออกค่ายอาสา นำความรู้จากห้องเรียน ลงพื้นที่ปฏิบัติจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05093151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เยาวชนเกษตร

จุไร เกิดควน

นิสิตสัตวแพทย์เกษตร ออกค่ายอาสา นำความรู้จากห้องเรียน ลงพื้นที่ปฏิบัติจริง

ค่ายสัตวแพทย์อาสานิสิต คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำทีมลงปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เสริมประสบการณ์วิชาชีพสัตวแพทย์ภาคสนาม ในปีการศึกษา 2558 ในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเลี้ยงปศุสัตว์หนาแน่น โดยเฉพาะ กระบือ และข้อจำกัดทางปศุสัตว์ เช่น โภชนาการ การดูแลสุขภาพสัตว์ เป็นต้น

คุณณัฐวุฒิ ลิบขาว นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประธานโครงการค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้ชุมนุมสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท กล่าวถึงความสำคัญในการลงพื้นที่ออกค่ายในปีการศึกษา 2558 นี้ว่า ในการลงพื้นที่ครั้งนี้จะดำเนินการครอบคลุม 8 หมู่บ้าน ในจังหวัดสุรินทร์ แต่ละพื้นที่จะออกค่ายต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี เนื่องจากมีการเลี้ยงโค-กระบือ เป็นจำนวนมาก

กิจกรรมการออกค่ายที่ลงไปปฏิบัติ มีทั้งการถ่ายพยาธิ และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ในโค-กระบือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ในสุนัขและแมว การหยอดวัคซีนในไก่ การทำ Tuberculosis skin test (TB) การเก็บตัวอย่าง Blood & Feces และตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น ตลอดจนอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรและเด็กในชุมชน ทำแบบสอบถามข้อมูลเกษตรกร และปรับปรุงแผนที่หมู่บ้านให้เป็นปัจจุบัน โดยจะคัดนิสิตชั้นปี 1-3 ชั้นปีละ 30 คน เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมสู่ค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท (pre-camp) เป็นเวลา 1 วัน โดยผู้สอนคือ นิสิตชั้นปี 4-5 ที่จะสอนหลักสำคัญๆ ของวัคซีน ผลกระทบหากสัตว์ไม่ได้รับวัคซีน การปฏิบัติตรวจสุขภาพสัตว์เบื้องต้น การพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อทำแบบสอบถาม วิธีการฉีดยา เจาะเลือด เก็บอุจจาระ และบังคับสัตว์ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

โครงการค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท นิสิตสัตวแพทย์เกษตร จะได้รับประสบการณ์ที่ดี ทั้งการทำงานร่วมกัน การพัฒนาทักษะทางการพูด กระบวนการคิด การวางแผน ฝึกความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา บริหารเวลาให้เหมาะสม และคิดสร้างสรรค์กิจกรรม ได้ทบทวนความรู้ ทบทวนฝึกการทำหัตถการ ได้เรียนรู้ทางวิชาการใหม่ๆ จากข้อมูลปัญหาสุขภาพสัตว์ภายในพื้นที่ที่ออกค่าย และเรียนรู้ขนบธรรมเนียม วิถีชีวิต ภาษาของชาวบ้าน และยังเป็นการช่วยเหลือสังคมให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย

คุณธนพล สันติวัฒนธรรม นิสิตชั้นปีที่ 3 ผู้ซึมซับเรื่องสัตวแพทย์จากครอบครัวมาตั้งแต่เล็กๆ และนับว่าโชคดีที่เป็นนักเรียนผู้มีความสามารถด้านกีฬา ง่ายต่อการตัดสินใจเรียนต่อคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าถึงหน้าที่ในการออกค่าย มีทั้งไปฉีดวัคซีน ถ่ายพยาธิ เจาะเลือด เก็บตัวอย่าง ฯลฯ ให้กับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงแล้ว และยังพบปัญหา ด้านคอก ด้านโภชนาการ การคุมกำเนิดสุนัข ปัญหาด้านสุขภาพของสัตว์ เป็นต้น ในฐานะสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแก้ปัญหาสุขภาพสัตว์ให้กับเกษตรกรในชนบทอย่างหวังผล และที่สำคัญต้องบูรณาการองค์ความรู้จากห้องเรียนไปแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรชนบทที่ห่างไกลความเจริญ เพราะการปศุสัตว์ของประเทศไทย ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ยังต้องการความช่วยเหลือของสัตวแพทย์อีกมาก

“การที่จะเป็นอัศวินที่ดีได้นั้น ต้องเป็นคนเลี้ยงม้ามาก่อน รุ่นพี่สัตวแพทย์เกษตรคนหนึ่งเคยสอนผม การจะเป็นสัตวแพทย์ที่ดีต้องเรียนรู้และฝึกปฏิบัติงานจริงตั้งแต่ในชั้นปีต้นๆ การเรียนทำให้เรามีงานทำ แต่กิจกรรมจะทำให้เราทำงานเป็น”

คุณนุสบา เถระกุล นิสิตชั้นปีที่ 1 เล่าว่า การมาออกค่ายครั้งนี้ก็อยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ และได้ร่วมทำงานในด้านต่างๆ ไม่ว่างานทะเบียนเก็บข้อมูล งานเวชภัณฑ์และแล็บ ตั้งแต่ปกป้องกระติกเก็บวัคซีน ฉีดวัคซีน เจาะเลือดเก็บตัวอย่าง ทำแล็บส่องกล้อง งานบังคับจับสัตว์ จากการไปออกค่ายได้เรียนรู้ทั้งการลงพื้นที่ทำงานในฐานะสัตวแพทย์ การปรับตัวการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนในบ้านและชาวบ้าน และยังได้พบปัญหาจากโรค Newcastle (โรคคอบิดในไก่ ตายเฉียบพลัน) โรคระบาด ความแห้งแล้งที่ส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชอาหารสัตว์ และอัตราการโตของสัตว์ปศุสัตว์ ในฐานะที่จะเป็นสัตวแพทย์ เราต้องรับผิดชอบชีวิตสัตว์ทุกตัว รวมทั้งให้ความรู้กับเจ้าของสัตว์ด้วย

คุณสิริฉัตร ปู่ชู รองประธานค่าย บอกว่า การออกค่าย เราจึงต้องรู้จักนำทฤษฎีเหล่านั้นมาประยุกต์เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์จริง เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล ได้เข้าถึงการบริการทางด้านสัตวแพทย์มากยิ่งขึ้น รวมถึงมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลี้ยงและดูแลรักษาสัตว์ที่ถูกต้อง เพื่อจะนำไปต่อยอดและอยู่อย่างพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง การออกค่ายมีคุณค่ามากกว่าความลำบากตอนลงพื้นที่ ถือเป็นความท้าทายหนึ่งที่จะทำให้เราโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดี และสัตวแพทย์ที่ดีในอนาคต

คุณณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า ค่ายสัตวแพทย์อาสาพัฒนาชนบท ของนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นโครงการที่ฝึกให้นิสิตทุกชั้นปี ได้นำความรู้จากในห้องเรียนสู่การปฏิบัติลงพื้นที่จริง โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลความเจริญที่ยังต้องการความช่วยเหลืออีกมาก นิสิตสัตวแพทย์เกษตร มีจิตอาสาที่จะออกไปรับใช้และช่วยเหลือสังคมชนบทอย่างต่อเนื่อง ดั่งปณิธานของคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ว่า “สัตวแพทย์เกษตร สัตวแพทย์ของประชาชน”

“ห้องเรียนชีวิต” เด็กชาวเขา เชียงราย ฝึกเลี้ยงไก่ไข่เป็นอาหารกลางวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เยาวชนเกษตร

สาวบางแค 22

“ห้องเรียนชีวิต” เด็กชาวเขา เชียงราย ฝึกเลี้ยงไก่ไข่เป็นอาหารกลางวัน

เยาวชนทุกคนในโรงเรียนนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขา อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ได้เรียนรู้ว่า ไก่ไข่จะเริ่มให้ไข่เมื่ออายุ 19 สัปดาห์ แม่ไก่ไข่จะออกไข่ทุกวัน ช่วยให้พวกเขามีโอกาสรับประทานไข่ไก่สดเป็นอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการบริโภคตลอดช่วงการศึกษา

ทุกวันนี้ เยาวชนทุกคนได้เรียนรู้ “ห้องเรียนชีวิต” ฝึกดูแลฟาร์มไก่ไข่เหล่านี้ด้วยตนเอง ทุกคนได้ทำงานร่วมกันด้วยความสามัคคี ตั้งแต่ การให้อาหาร การแยกไก่เป็นโรค การเก็บรักษาคุณภาพไข่ ทำความสะอาดโรงเรือน รวมทั้งบำรุงรักษาอุปกรณ์ และซ่อมแซมโรงเรือน เรียกว่าเรียนรู้ทักษะจากการปฏิบัติจริง ทำให้เด็กๆ เกิดทัศนคติที่ดีต่ออาชีพการเกษตร สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพได้จริงต่อไปในอนาคต

โรงเรียนนิคมสร้างตนเองสงเคราะห์ชาวเขาแห่งนี้ เป็น 1 ใน 6 โรงเรียน ทั่วประเทศ ที่ได้รับทุนโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ประจำปี 2558 จากความร่วมมือ ระหว่าง 4 หน่วยงาน คือ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท สนับสนุนโดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซีพีเอฟ และกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “กองทุนเพื่อการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21” เพื่อสนับสนุนให้เด็กนักเรียนได้บริโภคไข่ไก่ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ช่วยลดปัญหาทุพโภชนาการของเด็กไทยในพื้นที่ห่างไกล

มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท สนับสนุนโดย เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อแก้ปัญหาภาวะโภชนาการต่ำกว่ามาตรฐานของเด็กไทย มาดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนทั่วประเทศ มาตั้งแต่ปี 2532 โดยหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) ให้การสนับสนุนงบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้เสนอรายชื่อโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมโครงการ

ซีพีเอฟ สนับสนุนทุนก่อสร้างโรงเรือนและอุปกรณ์ มอบพันธุ์ไก่ไข่ อาหารสัตว์ วัคซีน และจัดส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงไก่ไข่มาถ่ายทอดองค์ความรู้ในการเลี้ยงไก่ที่ถูกต้อง และติดตามผลการดำเนินโครงการ และภาวะโภชนาการของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง

มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท ได้ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนอย่างต่อเนื่องมากว่า 25 ปี ปัจจุบัน ช่วยให้เด็กนักเรียนในโรงเรียน กว่า 330 แห่ง ทั่วประเทศ ผ่านพ้นจากภาวะทุพโภชนาการ เพราะได้รับโปรตีนและสารอาหารจำเป็นจากการรับประทานไข่ไก่ 3 ฟอง ต่อสัปดาห์ ช่วยเสริมสร้างโภชนาการที่ดี ช่วยลดปัญหาภาวะทุพโภชนาการ เหลือแค่ ร้อยละ 4-9 จากเดิมที่มีค่าภาวะขาดโภชนาการสูงถึง ร้อยละ 20-25

ขณะเดียวกัน บุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 5,000 คน ยังได้รับความรู้และเข้าใจกระบวนการบริหารจัดการเลี้ยงไก่ไข่ด้วย กิจกรรมนี้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหารกลางวัน สำหรับเลี้ยงเยาวชนของโรงเรียนที่ร่วมโครงการแล้ว ทางโรงเรียนยังมีรายได้สะสมจากการเลี้ยงไก่ไข่ในแต่ละรุ่น เป็นกองทุนสำหรับเดินหน้าเลี้ยงไก่ไข่ในรุ่นต่อไปอีกด้วย

ลงนามความร่วมมือ

นายสัตวแพทย์ อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีการลงนามความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบรีดนม แบบ Pipe Line และ Cooling Tank ระหว่าง สหกรณ์โคนมไทยมิลค์ สหกรณ์โคนมปากช่อง และ บริษัท แดรี่ ฮับ ซัพพลาย เชน จำกัด เพื่อดำเนินการปรับปรุงและติดตั้งระบบรีดนม แบบ Pipe Line และ Cooling Tank ให้กับฟาร์มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ณ โรงแรมฮิลล์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อเร็วๆ นี้

เรียนรู้อดีต ตามรอยมรดกไทย กับ “กศน. อำเภอสวรรคโลก” สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

เรียนรู้อดีต ตามรอยมรดกไทย กับ “กศน. อำเภอสวรรคโลก” สุโขทัย

คำกล่าวที่ว่า “คนโง่เรียนรู้จากประสบการณ์ คนฉลาดเรียนรู้จากประวัติศาสตร์” เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะการเรียนรู้อดีต คือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่แท้จริง เนื่องจากอดีตมีความสัมพันธ์กับปัจจุบันและอนาคต ข้อมูลทางประวัติศาสตร์บอกเล่าถึงความสำเร็จและข้อผิดพลาดของมนุษย์ในสมัยอดีต การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ทำให้มนุษย์รู้จักตนเอง ไม่ทำผิดพลาดซ้ำรอยอดีต และเรียนรู้ที่จะค้นหาทางออกใหม่ที่ดีกว่าเก่าเสมอ

“สวรรคโลก”

เมืองประวัติศาสตร์ที่น่าเรียนรู้

“เมืองสวรรคโลก” ซึ่งมีชื่อเสียงโดดเด่นในเรื่องแหล่งผลิตเครื่องถ้วย-ชามสังคโลก ในอดีตตั้งอยู่ขึ้นไปทางทิศเหนือตามลำน้ำยม (บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยในปัจจุบัน) ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง ในนาม “เมืองศรีสัชนาลัย” ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณปี พ.ศ. 1994 พระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา ได้ยกทัพมายึดเมืองศรีสัชนาลัย และได้เปลี่ยนชื่อเมืองนี้เป็น “เมืองเชียงชื่น” ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2017 สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงตีเมืองเชียงชื่นคืนได้สำเร็จและทรงเปลี่ยนชื่อเมืองเชียงชื่นเป็น “เมืองสวรรคโลก”

ในสมัยกรุงธนบุรีถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมืองสวรรคโลกนั้นถูกพม่าข้าศึกเข้ามาตีบ่อยครั้ง เจ้าเมืองสวรรคโลกจึงตัดสินใจย้ายที่ตั้งเมืองมาตั้งอยู่ที่บ้านท่าชัย (ในเขตตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย ปัจจุบัน) ต่อมาราว พ.ศ. 2379 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมืองสวรรคโลกมีปลัดปกครอง นามว่า “นาค” ได้นำงาช้างเนียมไปถวายพระเจ้าอยู่หัว เกิดความดีความชอบ จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นพระยาสวรรคโลก มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยาวิชิตภักดี (ต้นตระกูลวิชิตนาค) ได้ใช้บ้านพักหรือจวนที่บ้านวังไม้ขอน เป็นที่ว่าการเมืองสวรรคโลก จึงย้ายเมืองสวรรคโลก จากบ้านท่าชัยมาตั้งรกรากที่เมืองสวรรคโลกใหม่ (สวรรคโลก ปัจจุบัน)

ต่อมา ปี 2459 ทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเมืองสวรรคโลกเป็น จังหวัดสวรรคโลก มีอำเภอในการปกครอง 2 อำเภอ คือ อำเภอสวรรคโลกและอำเภอศรีสัชนาลัย และในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศยุบจังหวัดสุโขทัยให้มาอยู่ในความปกครองของจังหวัดสวรรคโลก ราวเดือนเมษายน พ.ศ. 2482กระทรวงมหาดไทย สั่งยุบจังหวัดสวรรคโลกให้ไปตั้งจังหวัดสุโขทัย ฐานะของจังหวัดสวรรคโลกจึงถูกลดให้เป็น อำเภอสวรรคโลกจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน อำเภอสวรรคโลก เป็น 1 ใน 9 อำเภอ ของจังหวัดสุโขทัย ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ 14 ตำบล ได้แก่ ตำบลเมืองสวรรคโลก ตำบลในเมือง ตำบลป่ากุมเกาะ ตำบลคลองยาง ตำบลเมืองบางขลัง ตำบลคลองกระจง ตำบลวังไม้ขอน ตำบลวังพิณพาทย์ ตำบลย่านยาว ตำบลนาทุ่ง ตำบลเมืองบางยม ตำบลท่าทอง ตำบลปากน้ำ ตำบลหนองกลับ

กศน. อำเภอสวรรคโลก

ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก จัดตั้งตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้บริการการศึกษานอกโรงเรียนแก่ประชาชน และกลุ่มเป้าหมายกระจายครอบคลุมทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ ประกาศ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2536 ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก เป็นสถานศึกษาในการบริหารส่วนกลาง สังกัดศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดสุโขทัย โดยใช้ห้องสมุดประชาชน อำเภอสวรรคโลก เป็นที่ทำการ

นอกจากนี้ กศน. อำเภอสวรรคโลก ยังเปิดให้บริการห้องสมุดประชาชนอำเภอสวรรคโลกมาอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งแรกได้ใช้สถานที่ร้านสหกรณ์สวรรคโลกเป็นสถานที่ดำเนินการ ต่อมาจังหวัดสุโขทัย ได้รับการเห็นชอบจากกรมการศึกษานอกโรงเรียน จัดสร้างห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ที่อำเภอสวรรคโลก ในปีงบประมาณ 2534 เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุ 36 พรรษา จึงได้ประกาศจัดตั้งห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ณ วันที่ 5 เมษายน 2534 และประกาศยุบเลิกห้องสมุดประชาชนอำเภอสวรรคโลก ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์

และศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก จึงได้ใช้ห้องสมุดประชาชนอำเภอสวรรคโลก (เก่า) เป็นที่ทำการระหว่างการตกแต่งห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” เพื่อเตรียมเปิดห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดห้องสมุดฯ “เฉลิมราชกุมารี” ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2537 เมื่อห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก เปิดทำการเรียบร้อยแล้ว ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอสวรรคโลก ได้ย้ายที่ทำการไปอยู่ที่ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อำเภอสวรรคโลก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ตามรอยมรดกท้องถิ่น

“จังหวัดสวรรคโลก”

กศน. อำเภอสวรรคโลก จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง ตามรอยมรดกท้องถิ่น “จังหวัดสวรรคโลก” โดยจัดทำทั้งภาคภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง ชุมชนและสังคมมีส่วนร่วมในการจัดทำสาระ กระบวนการเรียนรู้ และเพื่อสร้างความตระหนัก รัก และภาคภูมิใจในท้องถิ่น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยไปศึกษาในสถานที่จริง และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น

ตามรอยมรดกท้องถิ่น “จังหวัดสวรรคโลก” เป็นการเรียนรู้สถานที่สำคัญในอดีต ซึ่งเคยเป็นจังหวัดสวรรคโลกมาก่อน เช่น เสาหลักเมืองสวรรคโลก ที่พักสุราจังหวัดสวรรคโลก ต้นมะฮอกกานี ที่ได้รับพระราชทาน จากรัชกาลที่ 5 สมัยเป็นจังหวัดสวรรคโลก โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดสวรรคโลก “อนันตนารี” อนุสาวรีย์สงครามโลกครั้งที่ 1 ท่าลิฟท์สวรรคโลก วัดสว่างอารมณ์วรวิหาร บ่อน้ำรถไฟ สถานีรถไฟ (ครบ 100 ปี 15 สิงหาคม 2552) บะหมี่เม้ง (บะหมี่เจ้าคุณ) อนุสาวรีย์ตำรวจ พิพิธภัณฑ์สวรรค์วรนายก วัดสวรรคาราม ที่ว่าการอำเภอสวรรคโลก

นอกจากนี้ กศน. อำเภอสวรรคโลก ได้จัดทำหลักสูตรท้องถิ่น เรื่อง “ย้อนรอยพระพุทธเรืองฤทธิ์” ซึ่งเป็นการเรียนรู้สถานที่สำคัญในอดีต เป็นเส้นทางเลียบริมแม่น้ำ อัญเชิญพระคู่บ้านคู่เมืองของอำเภอสวรรคโลก คือพระพุทธเรืองฤทธิ์ จากวัดพระศรีมหาธาตุราชวรวิหาร (วัดพระปรางค์) อำเภอศรีสัชนาลัย มายังวัดสว่างอารมณ์วรวิหาร อำเภอสวรรคโลก ในเส้นทางจะผ่านสถานที่ บุคคล และอาชีพที่สำคัญ เช่น วัดสว่างอารมณ์วรวิหาร วัดสวัสติการาม พิพิธภัณฑ์สวรรค์วรนายก วัดสวรรคาราม สวนตาพ้อม วัดอัมพวนาราม นมัสการเกจิอาจารย์ดังวัดคุ้งยาง วัดท่าเกย วัดตลิ่งชัน วัดเชิงคีรี เรือนหลวงไชยเสนา ศาลารมย์หนองช้าง ร้านทองลายโบราณ กลุ่มศิลปินวัดช้างน้อย วัดช้างล้อม และวัดพระศรีมหาธาตุราชวรวิหาร (วัดพระปรางค์)

อีกหนึ่งหลักสูตรที่น่าเรียนรู้คือ เรื่อง “เมืองโบราณบางขลัง” ซึ่งเป็นการเรียนรู้โบราณสถาน พิธีกรรม ประเพณี อาชีพ เช่น ประเพณีตรุษไทยบ้านซ่าน นางด้ง ระบำเทวนารีศรีบางขลัง สมุนไพร การทำดินสอพองในอดีต วัดริมทาง วัดใหญ่ชัยมงคล วัดโบสถ์ วัดบ้านซ่าน วัดคลองแดน แหล่งตัดศิลาแลง พระเครื่อง การทำขนมลูกปรง การอัดด้ามมีดด้วยต้นผ่าด้ามและขุนอภิบาลบางขลัง

หากสนใจอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กศน. อำเภอสวรรคโลก เลขที่ 10/2 ถนนประชาสงเคราะห์ ตำบลเมืองสวรรคโลก อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย 64110 โทร. (055) 641-044

“วังขนาย จับมือ คูโบต้า พัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย”

กลุ่มวังขนาย ผู้ผลิตน้ำตาลออร์แกนิก และ บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำในธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ลงนามความร่วมมือ โครงการ วังขนาย-คูโบต้า พลังขับเคลื่อน อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล โดย สยามคูโบต้า วางแผนเปิดตัวอุปกรณ์เครื่องจักรรุ่นใหม่ที่ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการปลูกอ้อยได้ภายในปี 2560 เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการเพาะปลูก ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่ปลูกอ้อยอินทรีย์ของประเทศไทยให้มีรายได้ที่มั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการเก็บข้อมูลจากแปลงทดลองโครงการปลูกอ้อยข้ามแล้งช่วงที่ผ่านมา ที่สยามคูโบต้าทำร่วมกับกลุ่มวังขนาย พบว่า ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ไม่น้อยกว่า 20% เทียบกับการปลูกแบบดั้งเดิม แม้ว่าแปลงทดลองในปีที่ผ่านมาจะพบปัญหาภัยแล้งในช่วงกลางปี ซึ่งจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้ก็จะส่งผลต่อกำไร ต่อไร่ ที่จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรเขาค้อ “นอนเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ท่องเที่ยวเกษตร

ทรงยศ พุ่มทับทิม songyotpu@hotmail.com

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรเขาค้อ “นอนเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี”

ขอเรียนให้แฟนพันธุ์แท้เทคโนโลยีชาวบ้านทราบว่า เรายังรักและ ชื่นชอบนิตยสารที่ให้โอกาสกับทุกๆ คนได้นำเสนอ ผลงาน อาชีพ กิจกรรม ที่สามารถทำให้ทุกคนได้รับรู้และนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันของตนเองได้

มาคราวนี้ผมมีเรื่องราวจากโครงการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร…บนพื้นที่เขาค้อมาฝากครับ…ด้วยไม่นานมานี้ หน่วยงานต้นสังกัดคือ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มอบหมายให้ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 9 จังหวัดพิษณุโลก ได้คัดเลือกพื้นที่อำเภอเขาค้อเป็นจุดเข้าร่วมโครงการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตามนโยบายรัฐบาล ส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีไทย ปี 2558 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าในภาคการเกษตร ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศ เป็นผลให้เกษตรกร กลุ่มองค์กรต่างๆ ในพื้นที่อำเภอเขาค้อ มีการจำหน่ายสินค้าที่ตนเองผลิตสู่นักท่องเที่ยวโดยตรง และกำหนดให้สำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อเป็นสถานที่จัดงานประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรระดับประเทศ (จุดที่ 3)

โครงการจัดงานประชาสัมพันธ์ท่องเที่ยวเชิงเกษตรในครั้งนี้ กำหนดให้มีการออกร้าน นิทรรศการของกลุ่ม องค์กรต่างๆ สินค้ายอดเยี่ยมจากสำนักงานเกษตรอำเภอทั้ง 11 อำเภอ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ และหน่วยงานภาคี ที่กรมส่งเสริม การเกษตรมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรม เช่น กลุ่มยุวเกษตรกรในโรงเรียนฯ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มอาชีพการเกษตร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยจัดแสดงทั้งในสถานที่จริงและแปลงไร่นาของเกษตรกร ส่วนการจัดแสดงนิทรรศการ เน้นเรื่องเชิญชวนให้เข้ามา ท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเขาค้อ ชม ชิม ช็อป พักผ่อน รวมถึงการแสดงออกถึงวัฒนธรรมชนเผ่า ประเพณี อื่นๆ ที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร นอกเหนือจากการออกร้านนิทรรศการ

โครงการจัดให้มีการนำชมแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สายที่ 1 จำนวน 4 จุด โดยมี ท่านโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดงาน และทีมวิทยากรได้นำชมยังแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 4 จุด คือ จุดที่ 1 บ้านไร่ไออุ่น (สตรอเบอรี่ปลอดภัยและพืชผักเมืองหนาว) จุดที่ 2 ไร่กาแฟจ่านรินทร์ (แหล่งผลิตและแปรรูปกาแฟอาราบิก้า ครบวงจร) จุดที่ 3 Amazone อะเมโซน (แปลงเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์) จุดที่ 4 ผักครูเฒ่าเขาค้อไฮโดรโปนิกส์ (แหล่งปลูกผักไร้ดิน) โดยมีเกษตรกร กลุ่มองค์กรต่างๆ เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก หลังจากเปิดงานแล้วก็ได้เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวติดต่อขอเข้าชมจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่างๆ โดยผ่านข้อมูลทางสื่อมวลชน และผู้ประสานงานหลักของสำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อ โทร. (056) 728-090 ซึ่งมีจุดท่องเที่ยวให้ชม 4 สายทาง ด้วยกัน โดยแต่ละสายทางใช้เวลาประมาณ 1 วัน สายที่ 1 สวนเกษตรก้าวหน้า สายที่ 2 แหล่งท่องเที่ยวหลักเขาค้อ สายที่ 3 พายเรือล่องแก่งตามหาแมงกะพรุนน้ำจืด สายที่ 4 วัฒนธรรมการเกษตรเขาค้อ ท่านที่สนใจ ติดต่อได้ตามเบอร์โทรศัพท์ จะมีเจ้าหน้าที่ประสาน นำชมให้ทุกสายทางดังกล่าว

ในฉบับนี้เรามีข้อมูลแต่ละแปลง สายทางที่ 1 มาให้ท่านได้ตัดสินใจ ส่วนในฉบับต่อๆ ไป เราจะได้นำเสนอสายทางที่ 2-4 อย่าลืมนะครับ…นอนเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี…

จุดที่ 1 บ้านไร่ไออุ่น (สตรอเบอรี่ปลอดภัยและพืชผักเมืองหนาว)

เจ้าของแหล่งท่องเที่ยว คุณสุทธิพงค์ พลสยม ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 71 หมู่ที่ 2 ตำบล เขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

เดิมที คุณสุทธิพงค์ พลสยม (แอ็ด) เรียนจบด้านวิศกรรมเครื่องกล และ คุณอุบลรัตน์ พลสยม (ตุ๊กตา) เรียนจบเศรษฐศาสตร มหาบัณฑิต เคยทำงานโรงงานอยู่ที่กรุงเทพฯ อยู่หลายปี จนรู้สึกเบื่อชีวิตที่อึดอัดในเมืองอุตสาหกรรม จึงหันมาเดินทางสายเกษตรกรรม

เมื่อปี 2549 คุณแอ็ดและคุณตุ๊กตา ตัดสินใจทิ้งชีวิตที่สับสนวุ่นวายในเมืองหลวง เดินทางมาเริ่มต้นเส้นทางสายใหม่ กับที่ดิน จำนวน 10 ไร่ ด้วยการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อบริโภคในครอบครัว เช่น ข้าวไร่ลืมผัว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมดอย อะโวกาโด ซาโยเต้ (มะระหวาน) โคเนื้อ จนสามารถขยายการผลิตมากขึ้นจึงจำหน่ายจนเป็นที่รู้จักกันในนาม “บ้านไร่ไออุ่น” โดยมีแนวความคิดที่ว่า “กินอาหารให้เป็นยา ดีกว่ากินยาเป็นอาหาร” ทำให้ผลผลิตที่ผลิตได้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า โดยเฉพาะสตรอเบอรี่ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน (GAP) จากกรมวิชาการเกษตร ซึ่งเป็นรายแรกของอำเภอเขาค้อ ยิ่งทำให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

จุดที่ 2 กาแฟไร่จ่านรินทร์ (แหล่งผลิตและแปรรูปกาแฟอาราบิก้า ครบวงจร)

เจ้าของแหล่งท่องเที่ยว คุณนรินทร์ ศรีมรกตมงคล ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 63 หมู่ที่ 3 ตำบลริมสีม่วง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

ไร่กาแฟจ่านรินทร์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อ จ่านรินทร์ (นรินทร์ ศรีมรกตมงคล) ย้ายมารับราชการที่อำเภอเขาค้อ เมื่อ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 ด้วยความที่ติดใจในอากาศ และความเป็นธรรมชาติของอำเภอเขาค้อ จึงชักชวนภรรยา (พี่เล็ก) ให้ลาออกจากงานในบริษัทที่ทำในกรุงเทพฯ มาใช้ชีวิตตามวิถีเกษตร ด้วยนิสัยที่เป็นคนชอบปลูกต้นไม้ของทั้งคู่อยู่แล้ว จึงยึดรูปแบบการเกษตรผสมผสาน ปลูกกล้วย เพื่อเป็นร่มเงาให้พืชอื่น พอฤดูแล้งกล้วยก็รักษาความชุ่มชื้นในดินและสร้างความชุ่มชื้นให้พืชที่ปลูกใกล้เคียง จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำแก่พืชในฤดูแล้ง ในแปลงเนื้อที่ จำนวน 2 ไร่ ปลูกไม้ผล เช่น อะโวกาโด มะคาเดเมียนัท กาแฟ ผสมผสานกัน โดยเฉพาะกาแฟอาราบิก้า ที่ไร่จ่านรินทร์ ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรปลอดภัย (GAP) จากกรมวิชาการ พร้อมทั้งแปรรูปครบวงจร เป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานภายในครอบครัวขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งเปิดสวนถ่ายทอดความรู้ให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจทุกวัน

จุดที่ 3 AMAZONE (อะเมโซน), (แปลงเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์)

เจ้าของแหล่งท่องเที่ยว คุณสุขกมล จิตสมร ตั้งอยู่ เลขที่ 75 หมู่ที่ 3 ตำบลริม สีม่วง อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

จากข้าราชการครูสายเกษตร ที่ผลิต ลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่า นำความรู้ทั้งหมดอุทิศตนให้กับการทดลองปลูกพืชตามวิธีการของเกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับเกษตรกรในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน

ด้วยอุดมการณ์และวิญญาณของความเป็นครู ป้าแจง หรือ ครูสุขกมล จิตสมร เดินทางตามวิถีเกษตรอินทรีย์ ด้วยการใช้พื้นที่ของตนเองกว่า 5 ไร่ เป็นแปลงเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ให้กับลูกศิษย์และเกษตรกรในอำเภอเขาค้อ ได้ทดลองฝึกปฏิบัติจริง ด้วยการปลูกข้าวไร่ พืชผัก และผลไม้ พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ฟาร์มถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจได้เข้าเยี่ยมชม พร้อมทั้งยังมีบ้านพัก โฮมสเตย์ ไว้บริการด้วย

จุดที่ 4 ผักครูเฒ่าเขาค้อไฮโดรโปนิกส์ (แหล่งปลูกพืชผักไร้ดิน)

เจ้าของแหล่งท่องเที่ยว คุณวิรัช พละเดช ตั้งอยู่ เลขที่ 82 หมู่ที่ 13 ตำบลเขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ด้วยอากาศที่ค่อนข้างเย็นตลอดทั้งปี ทำให้เขาค้อกลายเป็นแหล่งที่ปลูกผักไร้ดินแหล่งหนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน ที่ในพื้นที่ภาคกลางไม่สามารถปลูกผักด้วยระบบนี้ได้ จากปัญหารากเน่า ยิ่งทำให้ตลาดผักไร้ดินที่เขาค้อยิ่งเติบโตมากยิ่งขึ้น

ครูเฒ่า หรือ อาจารย์วิรัช พละเดช เริ่มธุรกิจผักไร้ดิน เมื่อปี 2555 เพื่อเป็นแหล่งปลูกผักที่ได้มาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย (GAP) ป้อนตลาดให้กับห้าง สรรพสินค้าในกรุงเทพฯ เดือนละมากกว่า 100 ตัน โดยผลิตผักปลอดภัย ได้แก่ กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค เรดคอรัลฟิลเลย์ บัตเตอร์เฮดคอส นอกจากนี้ ยังปลูกสตรอเบอรี่ไร้ดินเพื่อการค้าเป็นรายแรก เมื่อปลายปี 2557 โดยปัจจุบันฟาร์มผักครูเฒ่าได้เปิดให้เกษตรกรในพื้นที่อำเภอเขาค้อ รวมถึงนักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชม และติดต่อสอบถามการปลูกผักไร้ดิน รวมถึงเลือกซื้อผักปลอดภัยจากฟาร์มได้โดยตรง