สหกรณ์เมืองเลย ช่วยสร้างอาชีพ จากไม้ไผ่ข้างบ้าน เป็นกระปุกออมสิน เดือนละหมื่นสบายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05104151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ผลิตภัณฑ์น่าซื้อ

สิรินนา อ้นบุตร

สหกรณ์เมืองเลย ช่วยสร้างอาชีพ จากไม้ไผ่ข้างบ้าน เป็นกระปุกออมสิน เดือนละหมื่นสบายๆ

การปลูกฝังนิสัยรักการออมให้แก่เด็กและเยาวชน นับเป็นสิ่งสำคัญที่หลายหน่วยงานหันมาให้ความสำคัญและจัดกิจกรรมรณรงค์ให้เด็กไทยมีวินัยทางการเงิน รู้จักการประหยัดและเก็บออมเงินเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น และวางรากฐานสำหรับอนาคต

กระปุกออมสิน เป็นเครื่องมือรณรงค์สำหรับการส่งเสริมการออมให้กับเด็กๆ

ปัจจุบัน มีรูปแบบที่หลากหลาย ผลิตจากวัสดุหลายประเภท ทั้งเซรามิก แก้ว พลาสติก และอะลูมิเนียม โดยออกแบบรูปทรงที่สวยงามและมีสีสันสดใส เพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ มีความชื่นชอบและรักในการออมเงินมากยิ่งขึ้น

อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย มีชุมชนที่เป็นแหล่งผลิตกระปุกออมสินจากกระบอกไม้ไผ่ โดยชาวบ้านได้ร่วมกันคิดและออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยการนำวัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

โดยได้รวมกันจัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ ตั้งแต่ ปี 2547 ในนาม “กลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง และกะลามะพร้าว” สังกัดสหกรณ์การเกษตรประชาสามัคคีตาดข่า จำกัด ตั้งอยู่ เลขที่ 53 หมู่ที่ 10 บ้านผางาม ตำบล ปวนพุ อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ปัจจุบัน มี นายวีระยุทธ แก้วโวหาร ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม

กลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง และกะลามะพร้าว ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลย เป็นเงินอุดหนุนให้กลุ่ม 40,000 บาท สำหรับนำไปซื้ออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และซื้อวัตถุดิบสำหรับนำมาผลิตสินค้า รวมถึงเป็นทุนหมุนเวียนภายใน

นายอนันต์ มหัจฉริยพันธุ์ สหกรณ์จังหวัดเลย เปิดเผยว่า สินค้าหลักของกลุ่มหัตถกรรมไม้ไผ่ วัตถุดิบหลักคือ ไม้ไผ่ ที่นำเอามาจากในป่าใกล้กับหมู่บ้าน และมีชาวบ้านบางรายปลูกต้นไผ่ไว้ในพื้นที่หัวไร่ปลายนา ไม้ไผ่จะถูกนำมาแปรรูปเป็นกระปุกออมสินและของใช้ของที่ระลึก

ซึ่งขนาดของไม้ไผ่ที่จะนำมาแปรรูปได้นั้น ได้ดูขนาดอายุ 2 ปีขึ้นไป หากตัดไม้ที่มีอายุต่ำกว่านั้น จะมีปัญหาเรื่องการยุบตัวของไม้

เมื่อมีลูกค้าสั่งซื้อสินค้า ทางกลุ่มจะแบ่งงานให้สมาชิกแต่ละบ้านรับไปทำตามความถนัด หรือตามเวลาว่างที่แต่ละคนจะสามารถทำได้ ก่อนจะรวบรวมมาส่งไว้ที่เดียวที่บ้านประธาน

สมาชิกจะมีรายได้เสริม ครอบครัวละประมาณ 10,000-20,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ที่ดีกว่าการออกไปรับจ้าง

ยอดการสั่งซื้อสินค้ามีต่อเนื่องตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยวปลายปีใกล้วันปีใหม่ จนไปถึงเดือนมีนาคม จะเป็นช่วงที่ลูกค้าโทร.มาสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก

สินค้าที่ขายดี ได้แก่ กระปุกออมสินไม้ไผ่แบบทรงสูง และสั่งซื้อคราวละประมาณ 3,000-5,000 ชิ้น

การทำกระปุกออมสินกระบอกไม้ไผ่ เป็นอาชีพที่ทุกคนสามารถทำได้อยู่กับบ้าน ในยามว่างที่เสร็จสิ้นหลังจากทำไร่ทำนา ขั้นตอนการทำกระปุกออมสินไม้ไผ่ เมื่อตัดไม้ไผ่มาแล้วจะพักไม้ไว้ประมาณ 3-4 วัน เพื่อให้ไม้ไผ่อยู่ตัว ไม่ให้แตกหรือยุบตัว

เมื่อตัดเป็นท่อนๆ เป็นรูปร่างตามแบบ ก่อนจะนำมาขัดผิวเอาเปลือกไม้ไผ่เขียวๆ ออก และแต่งรูปร่าง จากนั้นจึงตกแต่งให้สวยงาม ใช้สีเมจิกวาดตัวลวดลายเป็นตัวการ์ตูนบนผิวไม้ไผ่

ซึ่งแต่ละวันลูกหลานของสมาชิกเมื่อกลับจากโรงเรียนจะมาล้อมวงกันวาดภาพ โดยใช้ทักษะฝีมือด้านศิลปะมาช่วยครอบครัวหารายได้เสริม

หลังจากวาดภาพและตกแต่งสีสันจนสวยงามแล้ว นำกระบอกไม้ไผ่ไปเคลือบเงาด้วยแล็กเกอร์ ก่อนจะผึ่งแดดสักระยะหนึ่ง เพื่อไล่ความชื้นไม่ให้เกิดเชื้อรา จากนั้นจึงรวบรวมและจัดส่งให้ลูกค้าได้ทันที

กำลังการผลิตของสมาชิกแต่ละบ้าน จะสามารถผลิตกระปุกออมสินได้ ประมาณ 100 กระบอก ต่อวัน สร้างรายได้ วันละประมาณ 1,000 บาท หากมียอดสั่งซื้อจากลูกค้า จำนวน 3,000 ชิ้น จะใช้เวลาในการผลิต ประมาณ 1 สัปดาห์

โดยจะขายส่งเป็นสินค้าทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ ราคาตั้งแต่ 10 บาท ถึง 100 บาท

สินค้ามีทั้งกระปุกออมสินหลายขนาด หลายรูปแบบ ตามลักษณะและจินตนาการของผู้ผลิต ซึ่งเป็นชาวบ้าน รูปแบบส่วนใหญ่จะเป็นทรงกระบอกตามลักษณะของไม้ไผ่ และบางครั้งก็จะนำกะลามะพร้าวมาทำเป็น กระปุกออมสินรูปสัตว์ต่างๆ ด้วย เช่น เต่า กระต่าย ไดโนเสาร์

นอกจากกระปุกออมสินที่เป็นสินค้าขายดีแล้ว ทางกลุ่มยังผลิตเป็นแก้วน้ำ แก้วกาแฟ แก้วไวน์ กระติกน้ำ โคมไฟไม้ไผ่ ซึ่งได้นำกะลามะพร้าวมาเป็นส่วนประกอบตกแต่งด้วย โดยทางกลุ่มจะผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า

แต่สินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ กระปุกออมสินไม้ไผ่ ซึ่งจะมีบริษัทห้างร้านและโรงเรียนสั่งซื้อไปแจกเป็นของที่ระลึกในโอกาสต่างๆ หรือแจกให้นักเรียนไว้ใช้สำหรับการออมเงิน และยังมีร้านค้าสั่งซื้อไปวางจำหน่ายตามสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเลย และสถานที่ท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคใต้ และอีสาน

สหกรณ์จังหวัดเลย กล่าวทิ้งท้ายว่า กลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ต่างๆ ในจังหวัดเลย ทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลย ได้เข้าไปมีบทบาทในการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือชาวบ้านมีการรวมกลุ่ม จัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพ เพื่อใช้เวลาว่างจากงานประจำมาสร้าง ผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านและวัสดุในท้องถิ่นมาแปรรูปและเพิ่มมูลค่า เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ในครัวเรือน

นอกจากนี้ ยังได้จัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปคอยให้คำแนะนำและสนับสนุนด้านการตลาด โดยเชื่อมโยงกับสหกรณ์ต่าง ๆ ภายในจังหวัดเลย สั่งซื้อสินค้ากระปุกออมสินจากกลุ่ม ดังกล่าว สำหรับแจกจ่ายและใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการออมให้กับสมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่ง

ขณะที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเลยก็ได้สั่งซื้อไปแจกให้กับเด็กและนักเรียน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการออมในหมู่เยาวชน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำไปมอบให้กับเด็กๆ ทุกครั้งที่มีการออกหน่วยในกิจกรรมจังหวัดเคลื่อนที่ในอำเภอต่างๆ

ในปี 2559 ทางกลุ่มยังได้รับงบฯ สนับสนุนเพื่อใช้สำหรับการพัฒนาการผลิตและบรรจุภัณฑ์อีก จำนวน 25,000 บาท

หากมีผู้สนใจ ติดต่อสอบถามและสั่งซื้อสินค้าได้ที่ โทร. (081) 058-3630

เที่ยวปีใหม่…ที่ วังน้ำเขียว อย่าลืมแวะชิม…มัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เที่ยวปีใหม่…ที่ วังน้ำเขียว อย่าลืมแวะชิม…มัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน”

เมื่อเอ่ยชื่อ “หม่อน” จะเข้าใจว่าเป็นพืชที่ใช้ใบเพื่อเลี้ยงไหมเป็นหลัก จนเป็นคำพูดประโยคติดปากว่า “ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม” ซึ่งเป็นหม่อนที่มีชื่อสามัญว่า White Mulberry ผลสุกมีรสเปรี้ยว ใช้รับประทานได้ แต่ไม่นิยม แต่ยังมีหม่อนอีกชนิดที่ปลูกเพื่อรับประทานผลสด มีชื่อสามัญว่า Black Mulberry เพราะผลสุกสีดำ รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีสรรพคุณทางโภชนาการมากมาย จึงนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ น้ำ แยม ฯลฯ เป็นต้น

สำหรับหม่อนประเภทนี้จะเรียกทับศัพท์กันว่า มัลเบอร์รี่ แล้วมักเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางกันในกลุ่มผู้รักสุขภาพ

“สวนแม่หม่อน” ตั้งอยู่ เลขที่ 201 หมู่ที่ 5 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นสถานที่ปลูกมัลเบอร์รี่ จำหน่ายทั้งแบบผลสดและแปรรูป

อาจารย์สุรพล และ อาจารย์นันทวัน โตอินทร์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม ครูไก่ คู่สามีภรรยา ที่อดีตเคยเป็นทั้งพ่อและแม่พิมพ์ของชาติ ที่โรงเรียนวังหมีพิทยาคม วังน้ำเขียว ก่อนที่จะลาออกจากราชการมาก่อนครบอายุ แล้วหันมาเดินหน้าเต็มตัวเพื่อปลูกมัลเบอร์รี่และพืชทางการเกษตรอีกหลายชนิด

มารู้จักสวนแม่หม่อนกัน

มัลเบอร์รี่ หรือ หม่อนผล ของสวนแม่หม่อน เป็นพันธุ์เชียงใหม่ ซึ่งมักเจริญเติบโตและมีความสมบูรณ์ในพื้นที่สูงตามดอย แต่เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ที่มีลักษณะทางธรรมชาติเหมือนกัน จึงทำให้สามารถรักษาคุณภาพและความสมบูรณ์ของมัลเบอร์รี่ได้เช่นเดียวกัน คือมีรสชาติอร่อย เนื้อแน่น กรอบ และที่สำคัญคือ ทางสวนแม่หม่อนจะปลูกมัลเบอร์รี่ด้วยการยึดหลักปลอดสารพิษ

สวนแม่หม่อน ได้รับความอนุเคราะห์และการแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลและการปลูก ไปจนถึงการแปรรูปจากสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริภูพยัคฆ์ จังหวัดน่าน กระทั่งสามารถนำมาพัฒนาปรับปรุงและบริหารจัดการให้มีผลผลิตหรือผลสดตลอดทั้งปี จึงเป็นจุดเด่นและที่สนใจของบรรดานักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่ต้องมาแวะเข้าสวนแม่หม่อนเพื่อชมสวนและซื้อผลิตภัณฑ์แปรรูปติดมือกลับบ้านทุกครั้งที่มาเยือนวังน้ำเขียว

อาจารย์สุรพล แจงว่า การปลูกมัลเบอร์รี่มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบปลูกถี่ แล้วโน้มกิ่งเข้าหากันในลักษณะคล้ายอุโมงค์ มีตัวอย่างที่สวนของกำนันจุล ซึ่งใช้ระยะห่างระหว่างต้นเพียง 1 เมตร และระหว่างแถว 4 เมตร วิธีนี้มีข้อดี เพราะง่ายต่อการตัดแต่งกิ่ง

ปลูกเชิงการค้า ต้องให้ต้นห่างและตัดแต่งกิ่ง

ส่วนอีกแนวทางที่สวนใช้ปลูกอยู่คือ ปลูกห่างกันทั้งระหว่างต้นและแถว คือ 4 คูณ 4 เมตร ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ต้นมีการเจริญเติบโตเต็มที่ สามารถแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปได้ทุกทิศทาง ในลักษณะคล้ายน้ำพุ แต่มีข้อเสียตรงที่ต้องคอยตัดแต่งกิ่ง ต้องใช้แรงงานมาก

“แต่มีข้อดีคือ เก็บผลง่าย สะดวก ได้ผลผลิตจำนวนมาก เนื่องจากต้นมีความสมบูรณ์ ไม่มีโรคแมลงมารบกวน เพราะมีการตัดแต่งกิ่งทำให้ต้นมีความโปร่ง และแสงแดด ลม ผ่านได้ง่าย ทั้งนี้การตัดแต่งกิ่งก้านควรให้สูงอยู่ในระดับเดียวกับคนเก็บผลผลิต”

สำหรับการให้ผลผลิตของมัลเบอร์รี่นั้น ถ้าไม่มีการตัดแต่งกิ่ง ต้นหม่อนจะให้ผลผลิตไปตามธรรมชาติ โดยเริ่มตั้งแต่ราวปลายฤดูฝน ไปจนถึงหน้าหนาว กระทั่งถึงเดือนเมษายน แต่จะให้ผลผลิตได้ไม่มากและไม่สวย

แต่ถ้าต้องการปลูกในเชิงการค้าให้คุ้มค่า ควรจะต้องนำวิธีการตัดแต่งกิ่งมาใช้ เพราะจะให้ผลดกมาก ยิ่งต้นมีความสมบูรณ์มากเท่าไร มีขนาดต้นใหญ่ก็จะยิ่งให้ผลผลิตดกมาก อย่างในปีแรกที่เริ่มให้ผลผลิตชุดแรก อาจได้เพียงต้นละ 1 กิโลกรัม เท่านั้น แล้วพอลงมือตัดแต่งกิ่งก้านสัก 6 เดือน ผลผลิตชุดสองที่ออกมาจะเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยผลผลิตจะให้เต็มที่หลังปลูกไปแล้ว 5 ปี

ระยะเวลาตัดแต่งกิ่งจะต้องดูจากความสมบูรณ์และความพร้อมของต้นก่อน ทั้งนี้หลังช่วงที่มีผลผลิตและเก็บเรียบร้อยแล้ว ก็จะจัดการตัดแต่งกิ่ง โดยจะนับไปอีก 50 วัน ซึ่งจะสามารถเก็บผลผลิตได้อีก 30 วัน จากนั้นควรพักต้นอย่างน้อย 60 วัน จึงกลับมาตัดแต่งกิ่งใหม่

ด้านการดูแลให้ปุ๋ย บำรุงต้น อาจารย์สุรพลให้รายละเอียดว่า มัลเบอร์รี่ชอบปุ๋ยคอกมาก โดยเฉพาะขี้วัว ใส่อย่างน้อยปีละครั้ง ใส่ต้นละ 15 กิโลกรัม ขณะใส่จะต้องใช้เครื่องจักรตีหน้าดินให้ร่วนซุยเต็มที่ ทั้งนี้ไม่ต้องกังวลว่ารากต้นจะขาดเพราะจะแตกรากใหม่ออกมา ซึ่งเป็นผลดีต่อต้น จากนั้นจึงนำขี้วัวใส่ลงในดิน เพื่อให้คลุกเคล้ากัน ทั้งนี้ในปีที่ 2 นับจากปลูก จะเริ่มให้ผลผลิต หรือถ้าใส่ใจอย่างเต็มที่อาจใช้เวลาเพียง 1 ปีกว่า เท่านั้น

ปัญหาระหว่างปลูกคือ อาจเจอเชื้อราบ้าง ซึ่งถ้าพบจะตัดทิ้งให้หมดแล้วนำไปเผา แต่ไม่บ่อยนักเพราะทางสวนมีการตัดแต่งกิ่งอยู่บ่อย จึงทำให้ต้นโปร่ง แสงแดดลอดผ่าน จึงยากที่เกิดเชื้อราขึ้น

มีทั้งผลสด และผลิตภัณฑ์

ครูไก่ เสริมว่า แนวทางการปลูกมัลเบอร์รี่ในสวนจะจัดให้เป็นชุด เป็นกลุ่ม มีการกำหนดเป็นแผนผัง เป็นโซน แล้วแต่ละชุดจะทยอยให้ผลผลิตหมุนเวียน ฉะนั้น จึงสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะวางแผนปลูกเพื่อให้ทันและรองรับกับช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ดังนั้น จึงดูเหมือนจะสามารถบังคับให้มีผลผลิตได้ตลอดเวลาที่ต้องการ

“หลังจากเก็บผลสดจากต้นแล้วนำมาใส่ตะกร้า จะไม่ล้าง นำไปเก็บในถังน้ำแข็งเพื่อชะลอการสุก แล้วนำมาขายเป็นผลสดโดยไม่ล้าง เพราะถือเป็นการการันตีถึงความปลอดภัยจากสารเคมี อีกทั้งการล้างอาจทำให้ผลเน่าเสียได้ทันที แต่ถ้าต้องการล้างจะต้องรับประทานทันที”

ผลสดที่ขายจะบรรจุใส่กล่องพลาสติกแทนการใส่ถุง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการวางทับซ้อนกัน ซึ่งจะทำให้เน่าเสีย จำหน่ายกล่องละ 50 บาท น้ำหนักกล่องละประมาณ 3 ขีดกว่า

นอกจากผลสดที่มีจำหน่ายแล้ว ทางสวนแม่หม่อนยังนำมัลเบอร์รี่ไปแปรรูปเพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นน้ำสดพร้อมดื่ม ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบหวานและไม่หวาน โดยแบบไม่หวานคือ ไม่ใส่น้ำตาล ขนาดบรรจุ 700 ซีซี กับแบบใส่น้ำตาล ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ ขนาดบรรจุ 250 ซีซี ขายขวดละ 35 บาท ถ้า 3 ขวด 100 บาท

ผลิตภัณฑ์ต่อมาคือ แยม จำหน่ายกระปุกละ 40 บาท ขนาด 4 ออนด์ โดยเนื้อแยมใส่สารเพคติน ซึ่งเป็นสารสกัดจากส้ม เหมาะสำหรับผู้ที่รับประทานเจด้วย นอกจากนั้น ยังต่อยอดด้วยการทำมัลเบอร์รี่แบบกวน ที่ทำเป็นเม็ด ขายถุงละ 50 บาท ขนาด 200 กรัม ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ล่าสุดคือ มัลเบอร์รี่อบน้ำผึ้ง ทำมานานแล้ว แต่มีไม่สม่ำเสมอ เพราะต้องอบด้วยแสงแดดจากพลังงานแสงอาทิตย์ จึงต้องดูความพร้อมก่อนทำ

การขาย ส่วนมากจะขายอยู่ที่สวน มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวสวนแล้วซื้อผลิตภัณฑ์กลับไป แต่มีวางจำหน่ายที่อื่นน้อยมาก เพราะไม่ได้ส่งให้ ถ้าต้องการต้องมาซื้อไปขายเอง

นักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมสวนมักมากันเป็นประจำ โดยเฉพาะหน้าเทศกาลหรือวันหยุดยาว ทั้งนี้ถ้าเป็นช่วงหน้าเทศกาลสำคัญ มักเปิดสวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเดินชมต้นและผลอย่างใกล้ชิด แล้วยังอนุญาตให้เก็บผลสุกรับประทานได้ แต่ห้ามนำภาชนะไปใส่ ทั้งนี้ไม่ได้เก็บค่าเข้าชมสวนแต่อย่างใด

วันหยุดพักผ่อนยาวที่จะถึงนี้ ถ้าใครยังไม่ได้วางแผนการเดินทางท่องเที่ยว แนะนำให้ไปเที่ยวที่ วังน้ำเขียว เพราะท่านจะได้สัมผัสกับอากาศที่บริสุทธิ์ กับธรรมชาติที่รายล้อมด้วยขุนเขา แต่อย่าลืมแวะไปชิมมัลเบอร์รี่ ที่ “สวนแม่หม่อน” ด้วยก็แล้วกัน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (081) 382-1002, (081) 304-0980

“Great Food Good Course” เรียนทำอาหารสุดฮิต ในราคาสุดคูล ต้อนรับเทศกาลวันปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

มติชนอคาเดมี

อนุภาค ชัยชนะดารา

“Great Food Good Course” เรียนทำอาหารสุดฮิต ในราคาสุดคูล ต้อนรับเทศกาลวันปีใหม่

ต้อนรับเทศกาลปีใหม่…เตรียมตัวกันให้พร้อม แล้วไปสนุกสนานกับการเรียนทำอาหารไว้สำหรับปาร์ตี้ และสังสรรค์กันให้เต็มที่ กับการเปิดตัวคอร์สเรียนทำอาหารและเบเกอรี่สุดชิก ในช่วงกิจกรรม Open House @ MATICHON ACADEMY ซึ่งทีมงานได้รวบรวมอาหาร และเบเกอรี่สุดฮิต ที่กำลังได้รับกระแสนิยมจากสังคมคนรักการทำอาหาร และโลกโซเชียล มาให้คุณได้ลองลิ้มชิมรสชาติแบบต้นตำรับ พร้อมเรียนรู้เคล็ดลับ-เทคนิคการปรุงกับเชฟคนดัง และเจ้าของสูตรตัวจริง! ทุกหลักสูตรทุกวิชา ราคาเดียว 1,299 บาท เท่านั้น!! ตั้งแต่วันที่ 16-20 ธันวาคม 2558 เป็นต้นไป ที่ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี)

ว่าแล้วก็อย่ารอช้า…ไปดูกันดีกว่า ว่าหลักสูตรอะไร ที่น่าสนใจบ้าง!!

เริ่มกันที่คอร์สแรก อย่าง “Quick Meals & Chill Snacks” นำเสนอ 3 เมนู สำหรับทำรับประทานง่ายๆ ในช่วงปีใหม่ อย่าง ปีกไก่บาร์บีคิว หมักซอสบาร์บีคิวสูตรพิเศษจนเข้าเนื้อ นำไปอบจนหอม สามารถนำไปทำเป็นของว่างรับประทานเล่นของเด็กๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีเมนูอร่อย อย่าง ฟิชฟิงเกอร์ และ ซอสทาร์ทาร์ ที่ใช้ปลาเนื้อขาวหั่นชิ้นยาว ชุบแป้งและเกล็ดขนมปังทอด รับประทานกับทาร์ทาร์ซอส รสชาติหอมมัน หวานอมเปรี้ยว รับประทานตัดเลี่ยนกับปลาทอดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย สอนทุกเมนู-เรียนรู้ทุกขั้นตอน กับเชฟชื่อดังจากโรงแรมชั้นนำของไทย อย่าง เชฟประชัน วงศ์อุทัยพันธุ์ Executive Chef โรงแรมอโนมา กรุงเทพฯ ผู้มีฝีไม้ลายมือในการปรุงเมนูอาหารยุโรปขั้นเทพ

ตามติดกันด้วยคอร์ส Traditional Cottage pie & Choc Lava นำเสนอ 2 เมนูเด็ด อย่าง คอทเทจพายเนื้อกับผักอบ และของหวานสุดพิเศษ “ช็อกโกแลตลาวา” เมนูอาหารยุโรปสุดพิเศษ จากเชฟรุ่นใหม่ไฟแรง อย่าง เชฟธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ สำหรับเมนู คอทเทจพายเนื้อกับผักอบ นั้น นำเสนอเมนูอาหารสไตล์อเมริกัน สอนตั้งแต่เทคนิคการทำพายเนื้อ การผัดซอส การทำมันบด การอบพาย และการทำผักอบ สำหรับไว้รับประทานเคียงกับพายเนื้อ และเมนู ช็อกโกแลตลาวา ที่ใช้ช็อกโกแลตแท้เป็นส่วนผสมหลัก รับประทานคู่กับซอสราสป์เบอร์รี่ โดยในชั่วโมงเรียน เชฟจะสอนตั้งแต่การผสมแป้ง การละลายช็อกโกแลต การเตรียมพิมพ์ขนม การอบเค้ก สอนเทคนิคการเช็กขนม สอนการทำซอสราสป์เบอร์รี่ และการตกแต่งเพื่อความสวยงาม น่ารับประทาน

คอร์สถัดมาที่น่าสนใจ อย่าง Pizzas For Party พาเหรดสารพัดเมนูพิซซ่ายอดนิยม อย่าง ฮาวายเอี้ยนพิซซ่า ซีฟู้ดพิซซ่า ดับเบิ้ลชีสพิซซ่า มาให้คุณได้ลองทำทุกขั้นตอน พร้อมสอนทุกเทคนิคโดยเชฟทีมชาติไทย อย่าง เชฟจารึก ศรีอรุณ ที่จะมาสอนคุณทำ พิซซ่าสไตล์โฮมเมด แป้งบางกรอบสุดพิเศษ พร้อมหน้ายอดฮิต อย่าง ซีฟู้ด ฮาวายเอี้ยน และดับเบิ้ลชีส พร้อมบอกเทคนิคการทำแป้งพิซซ่าบางกรอบและซอสมะเขือเทศคองกาเซ่ สอนการอบและการตกแต่งหน้าต่างๆ อีกด้วย

The Best Charcoal Burger (เบอร์เกอร์ชาร์โคล) ชวนคุณมาเรียนรู้การทำเมนูสุดฮิตที่มาแรงเป็นอันดับหนึ่งในปี 2558 อย่าง “เบอร์เกอร์ชาร์โคล” ที่ใครหลายคนคิดว่า “ยาก” แต่จริงๆ แล้ว “ง่ายกว่าที่คิด” เปิดเผยทุกเทคนิค-ทุกขั้นตอน สอนการทำตัวแป้งเบอร์เกอร์ การทำไส้เบอร์เกอร์ทั้งหมูและเนื้อ โดย เชฟเขมจิรา คำสุวรรณ เชฟประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน

Mini Fruit Tart เมนูเบเกอรี่สุดสร้างสรรค์ ทำรับประทาน…ก็ง่าย จะทำเป็นของขวัญปีใหม่…ก็อินเทรนด์ พบกับเมนู ทาร์ตเค้กผลไม้รวม แต่งหน้าทาร์ตด้วยผลไม้อบแห้ง ถั่วอบ เคลือบแยมแอปริคอต คอร์สนี้ เชฟอภิวรรณ ฟักน่วม จะมาสอนการทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำตัวแป้งทาร์ต การกรุแป้ง ผสมแป้ง การทำเนื้อเค้กมิกซ์ฟรุตบัตเตอร์เค้ก การเชื่อมส้ม และการหมักมิกซ์ฟรุต รวมทั้งการตกแต่งอีกด้วย

Fantasy Cupcake Decorations สนุกกับการแต่งหน้าคัพเค้กต้อนรับเทศกาลปีใหม่ เรียนรู้เทคนิคการปั้นแผ่นน้ำตาลฟองดอง (Fondant) ที่กำลังอินเทรนด์สุดๆ ในวงการเบเกอรี่ยุคนี้ สอนโดย อาจารย์เมรนีย์ โชติสกุลรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำเบเกอรี่ตัวจริง! ที่จะมาสอนตั้งแต่การตีแป้งเนื้อบัตเตอร์เค้ก การทำแยมมิกซ์ฟรุต และสอนการปั้นลวดลายต่างๆ ขั้นพื้นฐานอีกด้วย

Trendy Pandan Cake ฮิตติดกระแสไปกับ ขนมเค้ก สุดเทรนดี้ ที่จับเอาของหวานยอดนิยมแบบไทยๆ อย่าง “ฝอยทอง” มาผนึกความอร่อยกับ “เค้กใบเตย” ผสมผสานออกมาให้เข้ากับช่วงเทศกาลปีใหม่ได้อย่างลงตัว โดย เชฟเกษราภรณ์ รอดไหม จะมาสอนการทำเค้กชิฟฟ่อนใบเตย และการแต่งหน้าเค้กด้วยฝอยทอง ให้ทุกคนได้เรียนรู้กัน…

Popular Caf? Dessert พบกับ 3 เมนูยอดนิยมประจำร้านกาแฟ ที่คุณไม่ควรพลาด!! อย่าง บลูเบอร์รี่พาย สตรอเบอรี่พาย และ บานอฟฟี่พาย ที่ฮอตฮิตตลอดกาลทุกร้านต้องมี!! สำหรับคอร์สนี้ เชฟเขมจิรา คำสุวรรณ จะมานำเสนอการทำขนมแบบไม่ต้องใช้เตาอบ โดยสอนตั้งแต่การทำแป้งพายจากแครกเกอร์ แต่งด้วยซอสบลูเบอร์รี่ สตรอเบอรี่ พร้อมซอสทอฟฟี่ของขนมบานอฟฟี่ ที่ทำเองทุกขั้นตอน พร้อมสอนการทำซอสบลูเบอร์รี่ ซอสสตรอเบอรี่ และซอสทอฟฟี่ อีกด้วย

Wonderful Jelly สารพัดวุ้นหลากสี ครีเอตออกมาเป็นรูปดอกไม้ และสัตว์ต่างๆ แบบ 3 มิติ งดงามและน่ารับประทานในรูปแบบ 3 มิติ ต้อนรับเทศกาลวันปีใหม่ สอนการลงสีของวุ้นชนิดต่างๆ คอร์สนี้ อาจารย์บุศรินทร์ บุศยรัตน์ จะมาสอนการหยอดตัววุ้นลงพิมพ์ในแต่ละแบบ ทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ วุ้นกุหลาบ วุ้นเป็ด 3 มิติ วุ้นแฟนซีสีรุ้ง พร้อมแนะนำเทคนิคการหยอดวุ้นก็จะแตกต่างกันไปตามพิมพ์ที่เราใช้อีกด้วย

Signature Strawberry Crepe Cake By Natty สุดยอดเครปเค้กต้นตำรับ โดย เชฟแนทตี้ ที่ได้รับการยกย่องจากแฟนเบเกอรี่ว่า เป็นเจ้าแห่งเมนู “เครปเค้ก” สอนทุกขั้นตอน-บอกทุกเทคนิค โดย เชฟนภาวดี พยัฆโส แห่งร้าน Natty Cake ที่จะมานำเสนอ เครปแป้งบางสลับชั้นด้วยครีมสด รับประทานกับซอสสตรอเบอรี่ พร้อมสอนการผสมแป้ง การทอดแป้ง การประกอบตัวเค้กและวิธีการเก็บรักษา สอนการทำซอสสตรอเบอรี่

Christmas Chocolate Dome เฉลิมฉลองช่วงเทศกาล ไปกับเมนูมูสเค้กช็อกโกแลตแสนอร่อย ตกแต่งในธีม “ปาร์ตี้” ที่สามารถรังสรรค์ได้ด้วยตัวคุณเอง สอนโดย เชฟพุทธิพงศ์ เชี่ยววิจิตรพันธุ์ ที่จะมานำเสนอ มูสไวท์ช็อกโดมครีมสดไส้บลูเบอร์รี่ ตกแต่งแบบสัตว์ต่างๆ โดยในชั่วโมงเรียนจะสอนตั้งแต่การเคลือบช็อกโกแลตในรูปแบบต่างๆ สอนการตกแต่งลวดลายหน้าตาของมูสแต่ละชนิด เช่น ตา หู จมูก เป็นต้น

Classic Homemade Donuts สุดยอดโดนัทแสนอร่อยสุดคลาสสิก ที่สามารถทำได้ง่าย ด้วยตัวคุณเอง สอนโดย เชฟเกษราภรณ์ รอดไหม วิทยากรชื่อดังจากคอร์สเบเกอรี่ อย่าง “ฮอกไกโดเค้ก” ที่จะมานำเสนอโดนัททอด ตกแต่งด้วยช็อกโกแลตและน้ำตาลเคลือบ พร้อมสอนการตีแป้งโดนัท ขึ้นรูปร่างต่างๆ บอกวิธีการเช็กและการสังเกตแป้งที่มีคุณภาพที่ดี พร้อมสอนการตกแต่งลวดลายต่างๆ ให้อีกด้วย

จัดเต็มมาขนาดนี้…ใครที่กำลังเรียนทำอาหารไว้สำหรับเทศกาลปีใหม่ หรือนำไปเฉลิมฉลองปาร์ตี้ในกิจกรรมต่างๆ ต้องไม่พลาด ด้วยประการทั้งปวง!!

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน หรือหลักสูตรอาหารอื่นๆ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ต่อหน้าธารกำนัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ต่อหน้าธารกำนัล

เบียร์เข้าปาก 2 เหยือก นับว่าไม่น้อยทีเดียว สนุกเต็มคราบ และคุณจำนูญเมาเต็มที่ หรือเมาล้นไปเลยก็ว่าได้

ขณะคุณสมสวย วัย 22 ปี พนักงานเชียร์เบียร์สาวสวยของร้านอาหาร เดินเฉียดเข้ามาใกล้ได้ระยะ คุณจำนูญเอื้อมมือออกไป แล้วคว้าหมับเข้าที่หน้าอกคุณสมสวย บีบครั้งหนึ่ง

“ว้าย!” คุณสมสวยร้องขึ้น เช่นเดียวกับในนวนิยายทุกเรื่องในประเทศไทย

“อ้าวๆ! ลุงนี่ยังไงกัน ไม่ถูกเรื่องแล้วนะ” คุณสมสวย ว่าอีก

“หนูเชียร์เบียร์ ขายเบียร์อย่างเดียวนะ ไม่ได้แถมหน้าอกให้จับด้วย” เธอว่าต่อ

แม้คุณจำนูญพยายามเจรจา ว่าอย่าให้เอาความ แต่คุณสมสวยไม่ยอม

คุณสมสวย เรียกตำรวจมาท่ามกลางความเอะอะมะเทิ่งของคุณจำนูญ หรืออันที่จริงก็ของเบียร์ที่คุณสมสวยเชียร์ด้วยนั่นละ

คุณจำนูญถูกดำเนินคดี พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคุณจำนูญ

ขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 278

คุณจำนูญให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดี

ระหว่างดำเนินคดี คุณจำนูญพยายามเจรจากับคุณสมสวยต่อไป และที่สุดคุณสมสวยยอมรับเงินคุณจำนูญ 50,000 บาท แทนคำขออภัย ที่ทำให้ตกอกตกใจ แล้วแถลงไม่ติดใจเอาความคุณจำนูญต่อศาล

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณจำนูญมีความผิด ตามมาตรา 278 ให้จำคุก 1 เดือน

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาคดี ว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้ว ขอให้ยกฟ้อง และว่าขอให้รอการลงโทษจำคุก

ที่คุณจำนูญฎีกาว่า เหตุคดีนี้ มิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล เมื่อคุณสมสวยผู้เสียหายได้แถลงต่อศาลชั้นต้น ไม่ติดใจเอาความแก่คุณจำนูญแล้ว จึงถือได้ว่า ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) นั้น

เห็นว่า ขณะคุณจำนูญกระทำอนาจารแก่คุณสมสวยโดยจับหน้าอกคุณสมสวย เป็นการกระทำในร้านอาหารที่มีลูกค้ามานั่งรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะอื่นด้วย และมีพนักงานร้านอาหารนั้นเห็นคุณจำนูญจับหน้าอกคุณสมสวย ขณะที่กำลังเสิร์ฟอาหารอยู่ที่โต๊ะข้างๆ

การที่คุณจำนูญกระทำอนาจารคุณสมสวยดังกล่าว จึงเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล มิใช่ความผิดฐานกระทำอนาจารที่จะยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 281 ประกอบ มาตรา 278

แม้ผู้เสียหายแถลงไม่ติดใจเอาความแก่คุณจำนูญแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดียังไม่ระงับ

ฎีกาของคุณจำนูญฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับคุณจำนูญ 20,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมเป็นจำคุก 1 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4593/2553)

————————————————–

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 278 ผู้ใดกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุกว่าสิบห้าปี โดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยบุคคลนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 281 การกระทำความผิด ตามมาตรา 276 วรรคแรก และ มาตรา 278 นั้น ถ้ามิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำรับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย หรือมิได้เป็นการกระทำแก่บุคคลดังระบุไว้ใน มาตรา 285 เป็นความผิดอันยอมความได้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 39 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้

(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย

เรื่อง – หมากผู้หมากเมีย : ไม้พุ่ม สรรพคุณเป็นยา

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

อีกไม่กี่วันก็จะหมดปี 2558 ใครที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำดีตั้งแต่ต้นปีนั้น ทำได้แค่ไหน ลองทบทวนดู

และปีใหม่ 2559 ที่กำลังจะมาถึง จะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งที่จะทำดีหรือจะเลิก

การทำความดีนั้น หลายคนมีมุมมอง อาจจะไม่เหมือนกัน

คนพาล มองความดีในมุมของคนพาล

คนดี ก็ยังมีมุมมองความดีไม่เท่ากันในแต่ละคน

ความดีของคนไม่มีกิเลสเคลือบแฝงนั้น ย่อมดีกว่าความดีของคนที่ยังมีกิเลสเคลือบอยู่

หมดกิเลสเมื่อไหร่นั่นแหละ จึงจะเห็น และเป็นความดีแท้

เวลานี้ทั่วโลกกำลังบ้ากับความเจริญ หลงใหลวัตถุ ความดีจึงพลอยถูกวัตถุกำกับ

เมื่อความดีขึ้นอยู่กับวัตถุ ก็ลองคิดดูกันเอาเองว่า ผลลัพธ์ของความดี คนดี อยู่ตรงไหน?

แต่ก็ยังเชื่อในเรื่อง “สูงสุดคืนสู่สามัญ”

ส่วนใครจะคิดเป็นอย่างอื่นก็ไม่ว่ากัน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

อากาศโลกช่วงนี้แปรปรวน จึงอยากชวนให้ปลูกต้นไม้ เพื่อคืนธรรมชาติให้กับโลก

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “หมากผู้หมากเมีย”

หมากผู้หมากเมีย ในทางพฤกษศาสตร์ จัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ไม่ค่อยจะมีกิ่งก้านสาขา ลำต้นออกตรง ความสูงโดยเฉลี่ย 3 เมตร

ลักษณะของใบ ออกเป็นวงสลับกันตามส่วนยอด รูปยาวรี ปลายใบแหลม มีสีแดงเขียว หรือแดงม่วง

เมื่อมีดอกจะออกดอกเป็นช่อยาว ออกตามบริเวณยอด ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยง ดอกมีสีม่วงแดง หรือชมพูสลับกับสีเหลือง

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลออกกลม ภายในจะมีเมล็ดอยู่ 1-3 เมล็ด

ต้นหมากผู้หมากเมียนี้ คนโบราณท่านได้ศึกษาจนรู้ว่าจะใช้ประโยชน์ส่วนไหนได้บ้าง

ตามตำราท่านบันทึกไว้ว่า ส่วนที่นำมาใช้ก็คือ ราก ใบ และดอก

ราก มีสรรพคุณแก้บิด แก้ท้องเสีย แก้ลำไส้อักเสบ และแก้ประจำเดือนมาไม่ปกติของสตรี

ใบ มีสรรพคุณแก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้บิด เจ็บกระเพาะอาหาร หรือตำใบสดพอกแผล

ดอก มีสรรพคุณแก้ไอเป็นเลือด แก้วัณโรคปอด แก้ริดสีดวงทวาร หรือตำดอกสดพอกแผลห้ามเลือด

ปลูกต้นไม้ก็จะได้ประโยชน์อย่างที่กล่าว

บางคนกลับไม่ชอบที่จะปลูก ด้วยข้ออ้างใบร่วง รก ขี้เกียจเก็บกวาด

แต่รู้หรือไม่ว่า ที่ได้หายใจอยู่ทุกวันนี้เพราะอะไร

ไม่ใช่เพราะต้นไม้หรอกหรือ!

พืชตระกูลแตง ผัก และผลไม้พื้นถิ่น เป็นได้ทั้งอาหารและยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

พืชตระกูลแตง ผัก และผลไม้พื้นถิ่น เป็นได้ทั้งอาหารและยา

มีผลไม้ที่มีลักษณะกึ่งผลไม้และผักอยู่จำพวกหนึ่ง ที่มีชื่อกลางว่า “แตง” จัดอยู่ในตระกูล คิวเคอปิตาซี่ ซึ่งเป็นตระกูลที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ ยังรวมถึง ฟักทอง บวบ มะระ ฟักเขียว รวมอยู่ด้วย

พืชในวงศ์ “แตง” นั้น ประกอบด้วย “แตง” หลายชนิด โดยจะขอเริ่มที่แตงชนิดแรก คือ แตงโม ก่อนค่ะ

แตงโม ผลไม้ตระกูลแตงที่คนไทยรู้จักและบริโภคกันมานานแล้ว จัดเป็นพืชล้มลุก ลำต้นเป็นเถาทอดไปกับพื้นดิน มีใบเป็นจักๆ ดอกมีสีเหลือง

แตงโม นอกจากกินผลสุกเป็นผลไม้ และนำมาทำน้ำแตงโมปั่นแล้ว แตงโมผลอ่อนๆ ยังนำมาทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู และมีแตงโมบางพันธุ์ที่สามารถนำมาทำ?เมล็ดแตงโมเค็ม เป็นขนมขบเคี้ยวได้

เมนูอาหาร ปรุงจากผลแตงโมอ่อนที่นิยมทำกันคือ แกงส้มแตงโมอ่อน แตงโมอ่อนต้มจิ้มน้ำพริก แตงโมเป็นได้ทั้งอาหารหวาน คาว เมื่อสุกจัดมีเนื้อสีแดง รสหวาน ใช้ทำอาหารได้หลายเมนู เช่น ทำปลาแห้งแตงโม เปลือกแตงโมแกงคั่วส้ม หรือแกงส้ม และเปลือกแตงโมยังสามารถเชื่อมกินได้อร่อยไม่แพ้ฟักเชื่อม ส่วนเมล็ดแตงโม เอามาคั่วกับเกลือกินเม็ดใน เป็นเม็ด ก๋วยจี๊ รสชาติเค็มๆ มันๆ

แตงโม ประวัติมาเนิ่นนาน

แตงโมไม่ใช่พืชที่มีถิ่นฐานอยู่ในเมืองไทย แต่มีถิ่นฐานอยู่ในแถบทะเลทรายทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา พันธุ์แตงโมถูกนำย้ายถิ่นฐานเข้ามาที่ภาคกลางและภาคใต้ของทวีปเอเชีย ในศตวรรษที่ 11 พอศตวรรษที่ 16 ก็ขยายไปอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และถึงศตวรรษที่ 17 ก็แพร่หลายเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกา

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน แตงโมนั้นมีอยู่เกือบทั่วโลก และมีการพัฒนาพันธุ์ขึ้นมากมาย เช่น พันธุ์บางเบิด (ในปี 2463 หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ?บิดาแห่งการเกษตรผสมผสาน เสด็จไปทำไร่นาสวนผสมที่ฟาร์มบางเบิด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนเป็นที่มาของแตงโมลูกผสมพันธุ์บางเบิดขึ้นมา…) พันธุ์ชาลสตันเกรย์ ที่มีผิวสีเขียว พันธุ์น้ำผึ้ง ซึ่งมีเนื้อสีเหลือง ในประเทศไทยมีพันธุ์บุรีรัมย์ ที่มีลูกยาวคล้ายลูกฟัก เนื้อสีแดงเข้ม พันธุ์จินตหรา ลูกกลม สีเขียวเข้ม แตงโมตอร์ปิโด ลูกรีกว่าพันธุ์จินตหรา แตงโมกินรี ผลกลม เนื้อแดง และในปัจจุบัน ประเทศญี่ปุ่นได้พัฒนาพันธุ์ได้แตงโมผลเป็นรูปสี่เหลี่ยม เพื่อความสะดวกในการขนส่ง

เนื่องจากแตงโมเป็นผลไม้ที่มีน้ำประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก มีคุณสมบัติในทางให้พลังความเย็น จึงสามารถรักษาอาการร้อนใน แผลในปาก ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยเจริญอาหาร และช่วยย่อยอาหาร

ส่วนสรรพคุณในทางยานั้น แตงโม บรรเทาอาการหน้ามืด ตาลาย เนื่องจากการเป็นลมแดด แก้ลมหายใจมีกลิ่น ปวดแสบในท่อปัสสาวะ อาการเมาค้าง รักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไตอักเสบ

มีวิธีใช้ แตงโม ในการรักษาโรคต่างๆ

– บรรเทาอาการหน้ามืด ตาลาย เนื่องจากเป็นลมแดด ดื่มน้ำแตงโมสด 1 แก้ว

– แก้ลมหายใจมีกลิ่น ปวดแสบในท่อปัสสาวะ อาการเมาค้าง รับประทานแตงโมสดๆ 500-1,000 กรัม วันละ 2 ครั้ง

– รักษาโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไตอักเสบ ใช้เปลือกแตงโมแห้ง 50 กรัม มาต้มกับน้ำ 2 ถ้วย ใช้ดื่มแบบน้ำชา (วิธีทำเปลือกแตงโมแห้ง ทำง่ายๆ ด้วยการปอกเปลือกแตงโม หนาประมาณ 1.5 เซนติเมตร นำไปตากแดดจนแห้ง สามารถเก็บไว้ใช้ได้นาน)

แตงตระกูล คิวเคอปิตาซี่

อีกชนิดหนึ่งคือ…แตงกวา

แตงกวา มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย แถบเทือกเขาหิมาลัย เมื่อ 3,000 กว่าปีมาแล้ว เชื่อกันว่าชาวทิเบตเป็นผู้นำแตงกวาเผยแพร่ไปสู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก และได้รับความนิยมมากที่สุดในตระกูลแตงด้วยกัน

แตงกวาที่ปลูกอยู่ทั่วประเทศไทยเป็นแตงกวาผลเล็ก ความยาว ประมาณ 4-10 เซนติเมตร ไส้ใหญ่ เนื้อบาง ผลสีขาวและเขียวอ่อน ลำต้นเป็นเถาทอดยาว ดอกสีเหลือง

แตงที่มีลักษณะผลเช่นเดียวกันอีกชนิดหนึ่งมีชื่อว่า “แตงร้าน” มีความยาวผล ประมาณ 12-25 เซนติเมตร ไส้เล็ก เนื้อหนา ผลเป็นสีเขียวเข้ม ชาวไร่ที่ปลูกแตงจะทำร้านรับให้ผลแตงห้อยลง ไม่ได้ปล่อยให้เถาเลื้อยไปตามพื้นดิน แตงร้านจะปลูกกันมากแถวๆ ภาคอีสานของไทย

แตงอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายแตงร้าน แต่ผลเล็กกว่า เรียกกันว่า “แตงญี่ปุ่น” นิยมปลูกกันมากในประเทศญี่ปุ่น

แตงกวา มีประโยชน์ในการทำอาหารรับประทานหลายอย่าง เช่น ผัดกับหมู ไข่ และอื่นๆ ได้หลายอย่าง ทำเป็นผักสดแกล้มน้ำพริกต่างๆ แกล้มลาบ แตงกวายำ ส้มตำแตง และที่ขาดจากกันไม่ได้จริงๆ คือ กินเป็นผักแกล้มกับข้าวผัด

แตงกวา นอกจากใช้เป็นอาหาร ยังนำไปทำเป็นเครื่องสำอางได้อีกอย่างหนึ่ง เนื่องจากมีเอนไซม์ที่มีชื่อว่า อีเรพซิน ซึ่งช่วยย่อยโปรตีนได้ เอนไซม์ชนิดนี้จะช่วยย่อยผิวหนังที่หยาบกร้านให้หลุดออกไป เพื่อให้ผิวหนังที่อ่อนนุ่มเกิดขึ้นมาแทนที่ นอกจากนี้ แตงกวายังมีกรดอะมิโนในปริมาณสูง ซึ่งช่วยให้ผิวไม่หยาบกร้านและช่วยสมานผิว จึงนิยมใช้น้ำแตงกวาผสมในเครื่องสำอางประเภทครีมล้างหน้า ครีมบำรุงผิวต่างๆ หรือใช้ผลแตงกวาสดฝานเป็นแว่นๆ วางบนหน้า ที่ล้างสะอาดแล้วแทนก็ได้ นอกจากนี้ แตงกวายังมีสารที่มีกลิ่นหอมละลายได้ในแอลกอฮอล์ ซึ่งใช้ผสมในน้ำหอม รวมทั้งใช้ในการแต่งกลิ่นเครื่องสำอางต่างๆ ด้วย

สรรพคุณในทางยา ของ แตงกวา

– ใช้แตงกวาคว้านไส้ออก ใส่ผงสารส้มให้เต็ม เผาไฟพอสุก บีบคั้นน้ำ ดื่มแก้ขัดเบา

– จีนใช้แตงกวาในการรักษาโรคเช่นกัน อาทิ น้ำจากผลใช้รักษาโรคผิวหนัง รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

– น้ำคั้นจากใบสด ดื่มทำให้อาเจียน ในเด็กที่อาหารไม่ย่อย

– ราก ตำใช้พอกลดอาการอักเสบที่เกิดจากขนเม่นตำ เนื้อในเมล็ดแก่ กินเป็นยาขับพยาธิ

แตงตระกูลที่ 3 ในเมืองไทย รู้จักกันในชื่อ

“แตงไทย” ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกันกับแตงต่างประเทศ ที่ชื่อ “แคนตาลูป” ซึ่งเมื่อก่อนเราคนไทย เรียก แตงเทศบ้าง แตงฝรั่งบ้าง ด้วยรูปร่างลักษณะคล้ายกับแตงไทย จึงมีบางคนก็เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า แตงไทยฝรั่ง

ต้นกำเนิด แตงไทย อยู่ในประเทศอินเดีย ต่อมาแพร่พันธุ์ไปสู่ยุโรป นำมาปลูกครั้งแรกที่เมืองแคนตาลูโป ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงโรม ประเทศอิตาลี จึงมีชื่อสายพันธุ์ตามชื่อเมืองไปเป็น…แคนตาลูป นั่นเอง?

แตงสายพันธุ์เดียวกับ แคนตาลูป มีหลายชนิด อาทิ

แคนตาลูป ปลูกกันมากในทวีปยุโรป ผลค่อนข้างใหญ่ ผลหนึ่งหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม ขึ้นไป เปลือกหนา แข็ง ผิวขรุขระ และมีร่องรอยเป็นทางยาวโดยรอบจากขั้วไปส่วนก้นคล้ายกับผลฟักทอง เนื้อของแคนตาลูปจะมีสีส้ม

มัสค์เมล่อน ปลูกกันมากในสหรัฐอเมริกา ผลเล็กกว่าแคนตาลูป เปลือกของผลส่วนใหญ่เป็นตาข่ายสานกันค่อนข้างถี่ ต่างกับแคนตาลูปตรงที่ไม่มีร่องรอยยาวตามผล เนื้อสีส้ม

ฮันนี่ดิว ขนาดผลใกล้เคียงกับ มัสค์เมล่อน แต่เปลือกเรียบ ไม่มีตาข่ายสานเป็นลายเหมือนอย่าง 2 ชนิดแรก ก็คือ เนื้อแตงเป็นสีขาวงาช้าง หรือสีเขียว และมีกลิ่นแรงกว่า

แตงไทย นิยมปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ผลมีลักษณะยาว ใหญ่ ผิวเรียบ เนื้อแตงเป็นสีเขียว เนื้อเละกว่าแตงชนิดแรก

ในสหรัฐอเมริกา เรียก แคนตาลูป และ มัสค์เมล่อน เป็นแคนตาลูปอย่างเดียว ในออสเตรเลีย เรียก แคนตาลูป และ มัสค์เมล่อน รวมกันว่า ร็อคเมล่อน ส่วนคนยุโรป เรียกว่า เมล่อน เฉยๆ สำหรับในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็น แคนตาลูป มัสค์เมล่อน ฮันนี่ดิว ก็เรียกรวมกันหมดว่า…แคนตาลูป

แคนตาลูป มีการนำเข้ามาปลูกในเมืองไทยตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2478 โดยเริ่มทดลองปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ไม่ได้ผล เพราะเป็นโรค ตายเสียส่วนใหญ่ และต่อมาก็มีการทดลองกันมาเรื่อยๆ จนสามารถปลูกได้เป็นผลสำเร็จ

สำหรับ แตงไทย ของเรานั้น ใช้ประโยชน์ในการทำอาหารคาว ก็ด้วยการนำผลดิบๆ (ที่ยังลูกเล็กๆ) นำไปจิ้มน้ำพริก หรือน้ำปลาร้า ทำส้มตำ (คนอีสาน) ส่วนผลสุกนำไปทำน้ำกะทิแตงไทย หรือรวมกับลอดช่องไทยๆ (ใส่น้ำแข็งใสให้เย็นๆ ก็อร่อยได้)

แตงไทย มีสรรพคุณในการรักษาโรคหลายชนิด อาทิ

– รักษาอาการปัสสาวะอักเสบและท้องผูก รับประทานผลแตงไทย 250-500 กรัม ต่อครั้ง วันละ 2 เวลา เช้า-เย็น

– รักษาอาการไอ เนื่องจากวัณโรค รับประทานแตงไทย ประมาณ 250 กรัม กับน้ำตาลกรวดเล็กน้อย วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

– ขั้วแตงไทยแห้ง เป็นสมุนไพรจีนที่สำคัญ ปัจจุบัน มีการทำหัวเชื้อน้ำคั้นจากผลแตงไทยเป็นเม็ด สำหรับรักษาตับอักเสบ

เรื่องของ “แตง (ร่มใบ)” ทั้ง 3 ชนิด ก็ขอยุติกันตรงนี้นะค่ะ ขอให้ทุกท่านรับประทานแตงโม แตงกวา และแตงไทย เพื่อสุขภาพกันต่อไปนะคะ…แต่ก็ขอให้ระมัดระวังเรื่องสารเคมีตกค้างที่ปนเปื้อนมาด้วยก็แล้วกัน…เพราะไม่เช่นนั้น?แทนที่จะได้สุขภาพที่ดี ท่านอาจจะได้โรคร้ายกลับมาแทนก็ได้ค่ะ…

กฎหมายว่าด้วยการขอทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา VIROJCH@Yahoo.com

กฎหมายว่าด้วยการขอทาน

มีร่างกฎหมายที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีและนำเข้าพิจารณาในสภา เรียกว่า “ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการขอทาน” เพื่อใช้ทดแทนกฎหมายฉบับเดิมที่ใช้กันมา 74 ปี ซึ่งมีชื่อกฎหมายเหมือนกัน และใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 ในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม

สาระสำคัญในกฎหมายฉบับนี้ ออกมาเพื่อจัดระเบียบเกี่ยวกับการสงเคราะห์และควบคุมขอทานให้ชัดเจน และเหมาะสมยิ่งขึ้น กฎหมายฉบับใหม่จะมีส่วนที่เพิ่มเติมจากเดิมที่สำคัญ คือ กำหนดโทษอาญาสำหรับผู้ที่กระทำการให้ผู้อื่นขอทานตามสถานที่ต่างๆ กฎหมายใช้คำว่า “ผู้ใดใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน ยุยงส่งเสริม หรือกระทำการด้วยวิธีการอื่นใดให้ผู้อื่นขอทาน หรือนำบุคคลอื่นมาเป็นประโยชน์ในการขอทาน มีโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 30,000 บาท”

และสำหรับผู้ที่กระทำการต่อเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย ผู้พิการ ทุพพลภาพ หญิงมีครรภ์ บุคคลที่มาจากภายนอกราชอาณาจักร และที่สำคัญคือ กระทำโดยผู้ปกครองดูแลของผู้ซึ่งขอทาน (เข้าใจว่าหมายถึง พ่อ แม่ ผู้ปกครองของเด็ก) กระทำโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำต่อบุคคลในครอบครัว มีโทษจำคุก ไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

ส่วนที่เพิ่มเติมที่สำคัญในร่างกฎหมายนี้ระบุว่า กรณีทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส เพื่อนำผู้อื่นนั้นไปใช้ประโยชน์ในการขอทาน มีระวางโทษประหารชีวิต

เนื้อหาสาระส่วนของบทลงโทษทางอาญานี้ เดิมทีไม่มีกำหนดไว้ กฎหมายเพิ่มส่วนนี้เพื่อแก้ปัญหา “การค้ามนุษย์” ที่ส่งผลให้เกิดการลักลอบขโมยเด็ก หรือนำคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา โดยทำให้บุคคลเหล่านั้นพิการ ทุพพลภาพ เพื่อนำมาขอทาน การกระทำของคนเหล่านี้ทำให้เราได้ยินข่าวเด็กสูญหาย คนหายสาบสูญกันเป็นประจำ

ส่วนที่แตกต่างไปจากกฎหมายเดิมอีกส่วนหนึ่ง คือ การกำหนดว่า “วณิพก” ไม่ถือเป็นการขอทาน แต่ถือเป็นวณิพก หรือนักแสดงสาธารณะ โดยหากวณิพกจะเล่นหรือแสดงจะต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน (กฎหมายเดิมกำหนดว่า วณิพก เป็นการขอทาน) ไม่เช่นนั้นจะมีโทษปรับ

การแก้ปัญหา “ขอทาน” นั้น ในกฎหมายระบุว่า “ห้ามมิให้บุคคลทำการขอทาน โดยถ้าผู้ใดขอทานและเป็นคนชรา คนวิกลจริต พิการ หรือเป็นคนมีโรคที่ไม่สามารถประกอบอาชีพใด และไม่มีทางเลี้ยงชีพ ไม่มีญาติมิตรอุปการะเลี้ยงดู ให้เจ้าพนักงานส่งตัวไปสถานสงเคราะห์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ”

ประเด็นชวนคิดจากร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การกำหนดโทษไว้ชัดเจนนั้น เป็นสิ่งที่ดี และเปิดช่องให้สามารถเอาผิดกับผู้กระทำความผิดได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้กฎหมายที่รวดเร็ว ทันเวลา จะเป็นจุดสำคัญที่สุด เช่น หากมีการกระทำความผิดแล้ว มีเจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุมและนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ในเวลาอันรวดเร็ว จะช่วยป้องปรามผู้ที่คิดจะกระทำการในอนาคต ให้ได้ผลยิ่งขึ้น

มีผลการสำรวจวิจัยในต่างประเทศระบุว่า หากเกิดอาชญากรรมขึ้น และเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถติดตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิดมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีได้รวดเร็ว จะส่งผลให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลง หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ความรวดเร็วในการจับกุม เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลงมากกว่าปัจจัยอื่นๆ ยกตัวอย่าง เช่น หากกฎหมายกำหนดโทษไว้หนักจริง แต่กระบวนการจับกุมล่าช้า อัตราการลดลงของอาชญากรรมจะไม่ลดลง หรือลดลงในอัตราที่น้อย

กลไกที่เราจะเตรียมไว้บังคับใช้กฎหมายข้อนี้ จะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานไหน จะทำงานตอบสนองการติดตามจับกุมได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพหรือไม่ เจ้าหน้าที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า

ประเด็นชวนคิดอีกข้อหนึ่งคือ ระบบสวัสดิการ และการสงเคราะห์ที่จะมีขึ้นเพื่อรองรับ การนำตัวขอทานที่เจ้าหน้าที่พบเห็นมารับการสงเคราะห์นั้น เรามีแผนรองรับอย่างไร และเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของผู้เข้ารับการสงเคราะห์ในลักษณะที่จะไม่ทำให้บุคคลนั้นกลับไปขอทานอย่างเดิมอีก รวมทั้งจูงใจให้ผู้อื่นที่คิดจะใช้วิธีการขอทานเป็นทางออก หรือที่เพิ่งเข้ามาสู่กระบวนการรับการสงเคราะห์จากรัฐแทน

คุณภาพของการสงเคราะห์จะต้องดีพอที่คนทั่วไปพึงหวังจะพึ่งพิงได้ ไม่อยากให้ออกมาในลักษณะที่มีคนพูดว่า สถานสงเคราะห์มีสภาพไม่ต่างจากคุก

ในส่วนของ “วณิพก” นั้น ผมเข้าใจว่าจะมีปะปนกันอยู่ 2 กลุ่ม คือ คนที่ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือในการขอทาน โดยคิดว่า ดีกว่าการขอเปล่าๆ และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ผู้ที่มีความต้องการแสดงออกทางดนตรีและแสวงหาความหมายในชีวิต โดยการเป็น “วณิพก” ซึ่งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของวณิพกกลุ่มที่ 2 นี้ อาจจะแตกต่างจากกลุ่มแรกโดยสิ้นเชิง กฎหมายฉบับนี้พยายามแยก “วณิพก” ออกจากขอทาน โดยให้ผู้ที่ต้องการเล่นดนตรีในที่สาธารณะต้องไปขออนุญาตก่อน ซึ่งก็คงต้องทดลองดูว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่

ในประเทศเรา ดูเหมือนจะมีคำที่ใช้หลักๆ คือคำว่า “ขอทาน” ในขณะที่ในต่างประเทศมักจะเป็น “คนไร้บ้าน” (Homeless) อยากชวนให้คิดต่อว่า “ขอทาน” ในบ้านเรา มีบ้านอยู่อาศัยหรือไม่ ปัญหาของคนเหล่านี้ครอบคลุมถึงการขาด “ปัจจัย 4” ซึ่งรวมถึง “บ้าน” สำหรับอยู่อาศัยอย่างเหมาะสมด้วยหรือไม่ การสงเคราะห์ของรัฐนั้น คิดครอบคลุมการแก้ปัญหาในลักษณะใดบ้าง

ยังมีประเด็นเรื่องขอทานในอีกมิติหนึ่ง คือ ที่ตำบลกระโพ อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ คนในตำบลนี้มีคนมาขอทานเป็นจำนวนมาก และเป็นค่านิยมของคนในชุมชนว่าเป็นสิ่งที่ไม่ผิด และมีรายได้มาก หากเราดูร่างกฎหมายฉบับนี้แล้ว ดูเหมือนจะยังไม่สามารถตอบสนองหรือแก้ไขปัญหานี้ได้ รัฐอาจจะต้องหาข้อมูลหรือศึกษาประเด็นเหล่านี้ เพื่อหาทางแก้ไขที่ครอบคลุมสภาพปัญหามากยิ่งขึ้น

เรามีการประชาพิจารณ์เรื่องต่างๆ มากมาย จะเป็นอย่างไร หากเรามีพื้นที่ให้คนยากไร้เหล่านี้มาบอกเล่าความรู้สึกนึกคิดของเขาให้เรารู้บ้าง

นานๆ จะได้เห็นกฎหมายสำหรับคนเล็กๆ ที่ไม่มีที่ยืนที่เหยียบในสังคมเป็นข่าวสักครั้ง อยากถือโอกาสนี้ชวนกันคิดต่อ และส่งเสียงออกไปให้รัฐได้ยิน ผมเชื่อว่า หากคนส่งเสียงเป็นเราๆ ท่านๆ ในสังคม บางทีรัฐอาจจะได้ยินเสียงเหล่านี้บ้าง เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะให้คนที่ยากไร้เป็นคนส่งเสียงความต้องการของตัวเองออกไปให้ใครได้ยินด้วยตัวเขาเอง

รักสุขภาพ ต้องอ่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05125151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

วิถีชาวบ้าน

อาจินต์ ศิริวรรณ

รักสุขภาพ ต้องอ่าน

ปรกติไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นผู้สูงวัยเลยสักนิด ด้วยอายุอานามกำลังอยู่ในช่วงวัยทำงาน แต่จากการสังเกตสภาพของร่างกาย ถึงแม้จะออกกำลังกายบ้างด้วยการวิ่งเหยาะๆ หรือทำกายบริหารท่าต่างๆ ตามที่จะทำได้ แต่ก็รู้สึกว่าหลายสิ่งหลายอย่างในร่างกายมันเปลี่ยนไป…

เปลี่ยนไปตามวันและเวลา

หนังสือเกี่ยวกับสุขภาพจึงไม่เคยหยิบมาอ่าน

แต่พอได้เห็นหนังสือ “พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว” มีหน้าปกเป็นรูปการ์ตูนป้าแก่ๆ น่ารักๆ กำลังออกกำลังกาย จึงหยิบมาดู

ทั้งๆ ที่ยังอีกมีเวลาอีกตั้งเกือบ 10 ปี ถึงจะครบ 60

แต่พอเปิดเข้าไปข้างในเล่ม อ้ะ! นี่มันหนังสือ เพื่อสุขภาพที่ให้ความรู้ในเรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายนี่…ไม่จำเป็นต้องอายุ 60 หรือเกือบๆ 60 ก็อ่านได้

เพราะเพื่อรักตัวเอง จึงอ่าน “พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว” จนจบ

หนังสือเล่มนี้ แม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนที่มีอายุหลัก 5 ปลายๆ ไปจนถึง 60 หรือมากกว่านั้น

แต่ขอบอกตรงๆ ว่า คนวัยไหนก็อ่านหนังสือเล่มนี้ได้

อ่านสนุก ได้ทั้งสุขภาพและความรู้ หากนำไปปฏิบัติ

พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว โดย ฐนิต วินิจจะกูล และ รุ่งฉัตร อำนวย เป็นผู้เขียน สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์เสนอ ในราคา 195 บาท

ไม่แพงเลย เพื่อสุขภาพที่ดีกว่า

เป็นคนรักสุขภาพ ต้องซื้อ “พรุ่งนี้ก็ 60 แล้ว” มาอ่าน จะรู้ถึงวิธีการกินอย่างไร ออกกำลังกายอย่างไร ถึงจะดีต่อสุขภาพจริงๆ

ขอนำเสนออีกสักเล่ม “รู้งี้ผอมไปนานแล้ว!” โดย สาธิก ธนะทักษ์ (โค้ชเป้ง)

บอกลาความอ้วนด้วยการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี

รู้งี้ผอมไปนานแล้ว! อธิบายถึงการกิน การออกกำลังกายอย่างไร ถึงจะเหมาะสม เช่น การออกกำลังกายแล้วนั่ง จะทำให้ก้นใหญ่จริงหรือ? กินแต่ผลไม้ ลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

อยากผอมหาซื้อมาอ่านกัน ในราคา 200 บาท

หนังสือทั้ง 2 เล่ม จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 580-0021 ต่อ 1232, 1242, 1246

จัดจำหน่ายโดย บริษัท งานดี จำกัด โทร. (02) 589-0020 ต่อ 3350-3360

ส่งท้ายด้วย ทางอีศาน ฉบับเดือนธันวาคม ที่เนื้อหายังคงแน่นไปด้วยกรุ่นไออีสาน เล่มนี้ วัฒนธรรมข้าว : ประเพณีสิบสองเดือน หนังขายยา เรื่องเล่าในวัยเยาว์

เข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://e-shann.com/

เรื่อง – นกชีวิต

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – ปณิธาน นวการพาณิชย์

เปิดประตูความรู้สึก…

ให้หัวใจผนึกความเข้มแข็ง

เพื่อความรักปรับเปลี่ยนเป็นเรี่ยวแรง

และใจเราได้แสดงแล้วร่วมกัน

หลับอยู่ในทิพย์วิมาน

ทิพย์แห่งอนันตกาล ผ่านผัน

ตื่นทักทายวิญญาณแห่งคืนวัน

นอกหน้าต่างสีสันของดวงตา

ครื้นเครงบทเพลงของใบไม้

อวลแดดไล้เย้าหยอกยิ้มดอกหญ้า

เห่ผสมลมพัดทัศนา

นาฬิกาลมหายใจ ยังไหววับ

ต่อบางคราวสาธกถึงนกชีวิต

เนรมิตนาฏการณ์ให้ขานขับ

ราวเส้นทางคุ้นเคยเอื้อนเอ่ยรับ

ระยิบระยับแสงแห่งหวังทุกครั้งไป

ความรู้สึกเปิดประตู

นกชีวิตยังอยู่ไม่ไปไหน?

ร่ายทำนองของตัวเองบทเพลงไพร

พร้อมจะไกวปีกสู่ ประตูชีวิต!

กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ

แล้ว ปารีส ก็เกิดโศกนาฏกรรมจากกลุ่มคนที่มีความผิดสุดโต่ง

ความเชื่อที่ขาดสติกำกับและปัญญาไตร่ตรอง เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อตัวเอง และต่อผู้อื่น

มนุษย์ เมื่อเกิดมานั้น การรับรู้สิ่งต่างต่างจะได้จากครอบครัว และคนรอบข้าง

พอคิดได้ก็ใฝ่หาสิ่งที่ชื่นชอบ และเชื่อว่ามีอยู่จริง ทั้งที่สิ่งนั้นเป็นมายา

คุณหมอท่านหนึ่ง ท่านมองว่า ผู้ที่มีความคิดสุดโต่งคือผู้ที่เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง

คือมองผู้ที่คิดและเชื่อไม่เหมือนตน จะเป็นภัยต่อตัวเอง หรือจะเรียกว่าโรคหวาดระแวง

คุณหมอยังบอกอีกว่า โรคนี้ เป็นแล้วโอกาสจะหายนั้นยาก

ได้ฟังคุณหมอพูดแล้ว ก็คิดถึงเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งเป็นโรคนี้ และเคยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

ทุกวันนี้ก็ยังไม่หาย

เรื่องของโรคภัยไข้เจ็บนั้น คุณหมอยังย้ำอีกว่า โรคบางอย่างดูจากภายนอกเหมือนคนปกติ แต่ภายในกลับมีสิ่งผิดปกติ

มาคลายความเครียดด้วยการหาความรู้จากหนังสือเสริมสร้างความจำให้สมอง เหมือนกินยารักษาอาการไม่สบาย

ความรู้เรื่องนี้คือ กำเนิด “ประเทศไทย” ภายใต้เผด็จการ ค้นคว้าหามาให้รู้ โดย ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

และก็อย่างที่ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ได้เขียนคำนำเสนอ ที่ว่า

“…หนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่แค่หนังสือประวัติศาสตร์ ที่จะทำให้คนอ่านรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น

“หากแต่เป็นการศึกษาประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงข้อมูลปลีกๆ ที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความหมายใหม่ขึ้นมา จนสร้างความเข้าใจอย่างชัดเจนต่อการเกิดขึ้นของ “พื้นที่ประเทศไทยในยุคพัฒนา…”

ประเทศไทย ช่วง “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” กับนัยยะ “ซ่อนเร้น” ในยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

การเรียนรู้ประวัติศาสตร์นั้นดีต่อปัจจุบัน และสำคัญต่ออนาคต

ขอเพียงเข้าใจว่า เมื่อวานคือประวัติศาสตร์ วันนี้คือปัจจุบัน พรุ่งนี้คืออนาคต

สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์ในรูปเล่ม ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ จำหน่ายในราคา 220 บาท

ใกล้ปีใหม่แล้ว จะซื้อของขวัญ ของฝาก ก็อยากให้เป็นความรู้ เพื่อจะได้ใช้ทำมาหาเลี้ยงชีพได้

ส่วนจะเลี้ยงฉลองกัน ก็ขอให้พอประมาณ เอาแต่พอหอมปากหอมคอ

ที่สำคัญ กินเหล้าแล้วอย่าได้ขับรถโดยเด็ดขาด เพราะสติ สมาธิที่จะควบคุมรถนั้นจะไม่เต็มที่

แต่ถ้าอยากกลับบ้านเก่าก่อนกำหนด ก็ตามใจ

เรื่อง – ส.ค.ส. เศรษฐีรับปีลิง

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – เพียงใจ ชื่นเงิน

ปฏิทินปีเก่าโยนเผาทิ้ง ไม่เหลือสิ่งประทับใจในใบเก่า

สิบสองเดือนไม่พอหน้างอเง้า ต้องรุกเข้าปีลิงหวังชิงชัย

เปิดดูเงินในบัญชีไม่มีเก็บ มันยิ่งเจ็บซาบซึ้งจนถึงไส้

ไม่พอกินไม่เหลือเก็บยิ่งเจ็บใจ ไม่ว่าใครเพ้อบ่นหลงกลปี

ปฏิทินปีใหม่ที่ใหญ่กว่า แขวนรอท่าให้เห็นรูปเด่นสี

เปิดปีลิงจริงจังหวังจะดี เออีซี หลายประเทศสังเกตการ

ชนพม่าพูดฝรั่งแปลอังกฤษ คนไทยติดพูดไทยเพี้ยนไม่ผ่าน

แอบหนักใจในคนด้อยผลงาน ห่วงบุตรหลานของเราไม่เอาจริง

สิบสองเดือนขอจงดีเถิดปีใหม่ ฝันเอาไว้ถ้าเกิดประเสริฐยิ่ง

เปิดตลาดการค้าดีรับปีลิง อีกหลายสิ่งเคลื่อนขับขยับตาม

ส.ค.ส. ปีใหม่เลือกใบสวย ขอโชคช่วยค้าขายคล่องเงินทองหาม

ผลผลิตมากมายขยายความ เงินงอกงามมั่งคั่งสุขยั่งยืน

ใจร้อนโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

ธรรมะจากวัด

พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

ใจร้อนโลกร้อน

ขณะที่นักอนุรักษ์ธรรมชาติน้อยใหญ่กำลังให้ความสนใจเรื่องภาวะโลกร้อนและรณรงค์กันอย่างต่อเนื่อง ภาวะใจร้อนที่จะทำให้โลกใบนี้ร้อนรุ่มกำลังกระจายไปทุกหัวระแหง มีผลกระทบอย่างแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์เหลือคณานับ

ขณะที่ชาติมหาอำนาจกำลังบุกกวาดล้างทำลายกลุ่มไอซิสที่ก่อการร้ายอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อเย็น วันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ตามเวลาท้องถิ่นในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

มีข่าวร้อนเขย่าโลกออกมาทางสื่อทุกสื่อในเวลาไล่เลี่ยกันว่า ได้มีการจับตัวประกันและจู่โจมผู้ก่อการร้ายในฝรั่งเศสกลางกรุงปารีสหลายจุด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตตามรายงานล่าสุดขณะเขียนบทความนี้ถึง 150 กว่าคนแล้ว ส่วนผู้ก่อการร้ายเองที่นำระเบิดมาผูกรอบๆ ตัวเอง และถูกทางการฝรั่งเศสจู่โจมสังหารไปแล้ว 8 คน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ยังเหลือผู้ก่อการร้ายที่ซุ่มซ่อนอยู่ในที่ต่างๆ อีกเท่าไร

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่นั่งดูฟุตบอลนัดกระชับมิตร ระหว่างเยอรมนีและฝรั่งเศสทราบเหตุก่อการร้ายก็รีบเดินทางไปที่กระทรวงมหาดไทย แล้วประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นการด่วน สั่งการให้ตำรวจตรวจตราอย่างละเอียดทุกจุด ปิดด่านคนเข้าเมืองชายแดนทุกด่าน เพื่อสกัดผู้ก่อการร้ายที่จะหลบหนี

โศกนาฏกรรมครั้งนี้เขย่าโลกสะเทือนขวัญ ไม่แพ้เหตุการณ์เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิล์ดเทรดและแพนตากอนในสหรัฐอเมริกา เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

ผู้นำเยอรมนี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา กล่าวประณามการก่อการร้ายครั้งนี้ และยืนยันที่จะร่วมมือกับฝรั่งเศสต่อต้านการก่อการร้ายที่คุกคามมนุษยชาติอย่างเต็มที่ เพราะการก่อการร้ายครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงการฆ่าคนฝรั่งเศสเท่านั้น แต่หมายถึงการคุกคามคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์และความสงบของมนุษย์ เป็นปัญหาสากลที่ต้องช่วยกันสกัดกั้นแก้ไขอย่างถึงที่สุด

สาเหตุของปัญหาในครั้งนี้คือ ความใจร้อน พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ และไฟคือโมหะไหม้มนุษย์มากมายกว้างขวางยาวนานกว่าไฟธรรมดาจะพึงไหม้

ไฟที่ไหม้ในฝรั่งเศสครั้งนี้เป็นไฟโทสะ ที่ผู้ก่อการร้ายคงสะสมความแค้นมาเป็นเวลานาน แค้นทุกวันเวลาจนหาทางแก้แค้น สาเหตุสำคัญที่เห็นง่ายๆ คือ เวลาประเทศมหาอำนาจประกาศร่วมมือกันกวาดล้างผู้ก่อการร้าย ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกๆๆ ที่เข้าร่วมทันทีระดับแนวหน้า

เมื่อพูดถึงผู้ก่อการร้าย เครือข่ายกว้างขวางทั่วโลก เมื่อผู้ก่อการร้ายหมายตาประเทศใดไว้ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ล้วนตกอยู่ในห้วงอันตราย เพราะประเทศนั้นๆ จะกลายเป็นเป้านิ่งที่ผู้ก่อการร้ายพยายามหาช่องดำเนินการ เมื่อสบช่องจะไม่รอช้าลงมือปฏิบัติการทันที

การทำลายล้างแบบนี้ เมื่อเริ่มแล้วก็ทำร้ายกันไปทำร้ายกันมา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการจองเวร พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร กล่าวคือ ฝ่ายที่ถูกทำร้ายต้องกล้าที่จะหยุดโต้ตอบ แต่สถานการณ์โลกที่เป็นมาเมื่อเกิดเหตุก่อการร้าย ประเทศมหาอำนาจจะไม่ยอมลดราวาศอก มีแต่จะเดินหน้าทำลายล้างสร้างเวรต่อเนื่อง เมื่อเป็นอย่างนี้สถานการณ์จะเร่าร้อนมากขึ้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า เวรย่อมไม่ระงับด้วยการจองเวร

หากดูตามสถานการณ์โลกขณะนี้ โลกร้อนด้วยสงครามทุกหย่อมหญ้าทุกหัวระแหง เพราะแรงแห่งความโกรธแค้น

เมื่อมองสถานการณ์โลกแล้วกลับมามองบ้านเรา ก็เห็นการรบราฆ่าฟันอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นักวิชาการทั้งหลายบอกว่าที่ฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวันมาจากหลายสาเหตุ ทั้งค้ามนุษย์ ค้ายาเสพติด และความโกรธแค้นชิงชังที่สะสมสืบต่อกันมาจนกลายเป็นการจองเวรที่ยากแก่การระงับเช่นกัน

นอกจากจะมีการทำลายล้างชีวิตอย่างเหี้ยมโหดแล้ว การปะทะกันทางความคิดระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม และชาวพุทธกับชาวพุทธเองในประเทศไทยกำลังดำเนินไปด้วยความดุเดือดไม่น้อย ท่านผู้รู้ทั้งหลายพยายามระงับศึกวิวาทะด้วยวาทะที่แสนจะสุนทรีย์และถูกต้องว่า ศาสนาทุกศาสนาดีเหมือนกัน แต่คนของศาสนานี่ซิ มีดีบ้างไม่ดีบ้าง ไม่ควรจะเหมารวมกันว่าศาสนาใดเป็นอย่างไรไปทางเดียว ดีชั่วอยู่ที่ตัวคนว่าจะนำเอาศาสนธรรมมาปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

หากตระหนักและแยกแยะกันอย่างนี้ได้จริง แยกศาสนิกชั่วออกจากศาสนิกดีได้เด็ดขาดจริงๆ ก็จะถึงบทสรุปร่วมกันที่ว่า แต่ละศาสนาล้วนมีทั้งคนดีและคนชั่ว

ทำอย่างไร ให้คนดีรวมตัวกัน ช่วยกันลดจำนวนคนชั่วที่เบียดเบียนตนและผู้อื่นให้น้อยลง และศาสนาทุกศาสนาจะต้องบรรลุข้อตกลงความดีสากลร่วมกันสักข้อหนึ่งเป็นอย่างน้อยว่า ความดี คือ การทำ การพูด และการคิด ที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น หน้าที่ของศาสนิกทุกศาสนาต้องร่วมกันแสวงหาสันติภาพภายในผ่านการปฏิบัติธรรม กิจกรรมและพิธีกรรมทางศาสนาของตนๆ

หากทุกศาสนามีหลักจริยธรรมร่วมเช่นนี้ เชื่อมั่นว่าศาสนธรรมและกิจกรรมของทุกศาสนาจะช่วยลดภาวะใจร้อน อันเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อนลงได้ จนบรรลุถึงสภาวะโลกสงบเย็นเป็นสันติสุขได้ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินฝัน

ดันแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะเร่งด่วน กู้วิกฤติสหกรณ์ไทย ภายใน 2 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151258&srcday=2015-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 613

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ดันแผนพัฒนาสหกรณ์ระยะเร่งด่วน กู้วิกฤติสหกรณ์ไทย ภายใน 2 ปี

จากนโยบายนายกรัฐมนตรีที่ต้องการพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มศักยภาพในบทบาทหน้าที่ ในการช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้สหกรณ์ในทุกประเภทสหกรณ์มีการพัฒนาตัวเองไปสู่ระดับมาตรฐานคือ การเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษา วิเคราะห์ กำหนดเกณฑ์การจัดระดับสหกรณ์และประเมินสถานภาพสหกรณ์ เพื่อจัดทำแผนพัฒนาสหกรณ์ตามสถานภาพ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดทำแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ ระหว่างปี 2559-2560 ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์ไทยให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นรองรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือการผลักดันให้กลไกของสหกรณ์เป็นที่พึ่งของสมาชิกอย่างแท้จริง

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า แผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ ได้จัดทำขึ้นประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก คือ

1. การสร้างความเข้มแข็งของสมาชิกให้เป็นฐานรากที่มั่นคงของสหกรณ์

2. เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์

3. พัฒนาการบริหารจัดการและเสริมสร้างธรรมาภิบาล

4. มาตรการในการกำกับ และตรวจสอบ

5. มาตรการสนับสนุน เช่น การพัฒนาบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล เป็นต้น

ทั้งนี้ หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนสหกรณ์ทุกประเภทสหกรณ์ให้รุกพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็งและไปสู่ระดับมาตรฐานได้นั้น จำเป็นจะต้องกำหนดเกณฑ์การจัดระดับความเข้มแข็งขึ้นมา ซึ่งในแผนได้วางไว้ 4 ข้อ ด้วยกัน ได้แก่

1. ความสามารถในการให้บริการสมาชิก เนื่องจากหลักการตั้งสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อให้บริการสมาชิกเป็นหลัก เช่น การรับฝากเงิน ให้เงินกู้ จัดหาสินค้ามาจำหน่าย การแปรรูปผลผลิต การรวบรวมผลผลิต สหกรณ์ต้องให้ความสำคัญดูแลสมาชิกในฐานะที่เขามีความเป็นเจ้าของสหกรณ์คนหนึ่ง ต้องให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมกับสหกรณ์มากขึ้น ไม่ใช่เป็นแค่ลูกหนี้มากู้เงินหรือมาซื้อขายสินค้าเท่านั้น

2. ประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ดูจากสัดส่วนการเงินของสหกรณ์มีการพึ่งพาตนเอง มีความมั่นคงทางการเงินมากน้อยแค่ไหน ตัวบ่งชี้อย่างแรกคือ อัตราหนี้สินต่อทุน ถ้าสหกรณ์มีทุนมากกว่าหนี้สินก็คือพึ่งพาตนเองได้มาก มีกำไรก็เท่ากับมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

3. ประสิทธิภาพในการจัดการองค์กร ระบบควบคุมภายในของสหกรณ์ เนื่องจากปัญหาการทุจริตหรือการละเมิดกติกาหรือดำเนินการออกนอกกรอบวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ส่วนใหญ่เกิดจากระบบควบคุมภายในสหกรณ์ไม่ดีพอ หรือบางแห่งมีระบบควบคุม แต่ก็ไม่ถูกนำไปปฏิบัติ และ

4. ประสิทธิภาพของการบริหารงาน จะประเมินจากข้อบกพร่องในการบริหารงานของคณะกรรมการสหกรณ์

จากนั้นนำเกณฑ์มาจัดระดับชั้นของสหกรณ์แต่ละประเภท แบ่งออกเป็น ชั้น (Class) 1 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้มากกว่าร้อยละ 70 และมีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับมาตรฐานขึ้นไป มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในดีถึงดีมาก และไม่มีข้อบกพร่องในการบริหารงาน ชั้น 2 เป็นสหกรณ์ที่มีความสามารถในการบริการสมาชิกได้ ระหว่างร้อยละ 60-70 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและการควบคุมภายในอยู่ในระดับพอใช้ หรือสหกรณ์ที่เคยเกิดข้อบกพร่อง แต่ได้รับการแก้ไขแล้ว ชั้น 3 เป็นสหกรณ์ที่ให้บริการสมาชิกต่อ กว่าร้อยละ 60 มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอยู่ในระดับต้องปรับปรุง มีชั้นคุณภาพการควบคุมภายในต้องปรับปรุงหรือไม่มีระบบการควบคุมภายใน หรือเป็นสหกรณ์ที่เกิดข้อบกพร่องซึ่งยังแก้ไขไม่ได้แล้วเสร็จ ส่วน ชั้น 4 เป็นสหกรณ์ที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งยกเลิกกิจการแล้ว อยู่ในระหว่างการชำระบัญชี

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้วางเป้าหมายการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ เมื่อสิ้นสุด ปี 2560 ไว้ดังนี้ สหกรณ์ชั้นที่ 1 ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2,252 แห่ง คิดเป็น 27% จะต้องพัฒนาในปี 2559 เพิ่มขึ้นเป็น 3,083 แห่ง หรือคิดเป็น 41% และจำนวน 4,629 แห่ง คิดเป็น 65% ในปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 2 ปัจจุบันมีอยู่ 4,201 แห่ง 50% จะต้องลดลงเหลือ 3,428 แห่ง หรือคิดเป็น 46% ในปี 2559 และเหลือ 2,173 แห่ง คิดเป็น 30% ส่วนปี 2560 สหกรณ์ชั้นที่ 3 ปัจจุบันมีอยู่ 788 แห่ง หรือ 10% จะต้องลดลงเหลือ 631 แห่ง หรือ 8% ในปี 2559 และเหลือ 340 แห่ง หรือ 5% ในปี 2560 และชั้นที่ 4 ที่มีอยู่ 1,088 แห่ง คิดเป็น 13% จะลดเหลือเพียง 291 แห่ง หรือ 4% และต้องชำระบัญชีเสร็จสิ้นทั้งหมดภายในปี 2560″

“รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรอย่างมาก โดยเห็นว่าสหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในการเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพัฒนาศักยภาพของสหกรณ์ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยเมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ในปี 2560 เราจึงได้ตั้งเป้าหมายว่า จะมีสหกรณ์ชั้น 1 เพิ่มขึ้นเป็น 4,629 แห่ง สหกรณ์ชั้น 2 จำนวน 2,173 แห่ง สหกรณ์ชั้น 3 จำนวน 340 แห่ง ส่วนสหกรณ์ชั้น 4 จะต้องเป็น 0 ให้ได้ เพื่อผลักดันให้สหกรณ์มีความเข้มแข็งเป็นที่พึ่งของสมาชิกและเกษตรกรให้มากที่สุด” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจะขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมายในการยกระดับความเข้มแข็งของสหกรณ์ภายใน 2 ปีนั้น ต้องมีแผนการพัฒนาและมาตรการต่างๆ มารองรับ เช่น มาตรการสร้างความเข้มแข็งของสมาชิก เน้นการพัฒนากลุ่มอาชีพให้แก่สมาชิกเพื่อหารายได้เพิ่ม ควบคู่กับส่งเสริมการออม ส่งเสริมการมีส่วนร่วมกิจกรรมสหกรณ์มากขึ้น มาตรการพัฒนาการบริหารจัดการและระบบธรรมาภิบาล เสริมสร้างความโปร่งใสให้สหกรณ์ ยกระดับมาตรฐานการควบคุมภายใน ยกระดับมาตรฐานความมั่นคงทางการเงิน มาตรการกำกับและตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น ด้านการกำกับ มีการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มอำนาจให้นายทะเบียนสหกรณ์ในการออกระเบียบ มีอำนาจฟ้องร้องบุคคลภายนอกที่มาสร้างความเสียหายต่อสหกรณ์ได้

สำหรับด้านตรวจสอบ จะให้สหกรณ์รายงานธุรกรรมทางการเงินทุกเดือน รวมถึงตั้งทีมตรวจสอบระดับจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบสหกรณ์ทุกแห่งอย่างเข้มงวด และมีทีมตรวจการสหกรณ์เฉพาะกิจจากส่วนกลางเข้าไปตรวจสอบกรณีที่สหกรณ์ดำเนินการส่อไปในทางทุจริต โดยประสานความร่วมมือกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมกันนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุน อย่างการพัฒนาบุคลากรที่อยู่ในขบวนการสหกรณ์ให้มีองค์ความรู้และความเข้าใจอย่างท่องแท้ในหน้าที่ของตนเอง โดยการตั้งสถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์ โรงเรียนผู้ตรวจการสหกรณ์ โรงเรียนผู้ตรวจสอบบัญชี รวมถึงมีเครือข่ายสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรนำของขบวนการสหกรณ์ ได้แก่ สันนิบาตสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์ สถาบันการศึกษา สถาบันทางการเงิน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ซึ่งเครือข่ายเหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยยกระดับความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ทั้งสิ้น

ซึ่งในโอกาสหน้าจะขอนำเสนอแผนการดำเนินงานในรายละเอียดของสหกรณ์แต่ละประเภทในแต่ละลำดับชั้นความเข้มแข็งต่อไป ทั้งนี้ ถ้าสามารถขับเคลื่อนได้ตามแผนที่กำหนดไว้ สหกรณ์จะเป็นระบบที่เข้มแข็งและสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศได้ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างแน่นอน