อ่านอะไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05006011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

อ่านอะไรดี

ปีที่ 29 ฉบับที่ 632 : 1 ตุลาคม 2559

ราคา 50 บาท

คอลัมน์ประจำ

4 หมายเหตุเทคโนฯ

8 จอดป้ายเทคโนฯ

18 บันทึกไว้เป็นเกียรติ/ลำไยนอกฤดู ของ พิสุทธิ์ ต๊ะปิง ที่เนินมะปราง พิษณุโลก (ตอนจบ)

78 คนรักผัก/”เกลือ” เรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้

80 หมอเกษตร ทองกวาว/แพคโคลบิวทราโซล สารต้องห้ามสำหรับขนุน

129 เรื่องเล่าจากสองข้างทาง/สินค้าเกษตรไทย…เปิดเกมรุก ชิงส่วนแบ่งตลาดเกาหลีใต้

ไม้ดอกไม้ประดับ

26 พฤกษากับเสียงเพลง/พฤกษาวัชพืช เพียงดอกหญ้าจืดๆ หรือ…พืชสอนใจ

32 สาวสมุทรสาคร ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ตัดดอก เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข และสร้างรายได้

36 เปลี่ยนจากอ้อย หันมาปลูกดาวเรืองตัดดอกขาย สร้างรายได้ ที่วังทอง หนองบัวลำภู

เทคโนโลยีการเกษตร

42 ส้มโอขาวแตงกวา…ไม้ผลเศรษฐกิจคุณภาพ เมืองชัยนาท

46 ปลูกพืชแซม เลี้ยงสัตว์ ในสวนปาล์ม ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ที่กระบี่

50 ออล โคโค ผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมไทย โด่งดังไกลไปทั่วโลก

55 กล้วยหอมทอง ร้อยเอ็ด ปลูกได้ ขายดี

พืชพื้นบ้าน เป็นทั้งอาหารและยา

40 อัญชัน…ทาคิ้วดกดำ โค้งสวยดั่งคันศร แถมสูตรทำน้ำง่ายๆ ให้อีกด้วย

รายงานพิเศษ เส้นทางปลาช่อน

64 อนุบาลลูกพันธุ์ปลาช่อน จากแหล่งน้ำธรรมชาติ สร้างรายได้ ที่สุพรรณบุรี

66 สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด พระนครศรีอยุธยา เพาะลูกพันธุ์ปลาช่อนดี มีคุณภาพ

70 เลี้ยงปลาช่อน เป็นงานสร้างเงิน ของ กังวาล ชูแก้ว ที่สุพรรณบุรี

72 ปลาช่อนเผาอบชานอ้อย ของดี…บางลี่ เมืองสุพรรณบุรี

เทคโนฯ สัมมนา

57 สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย (ตอนที่ 3) “เปิดนวัตกรรมจากไผ่ ด้วยการแปรรูปน้ำไผ่”

เกษตรอินทรีย์ และวิถีสุขภาพ

60 กินเจ เพื่อจิตใจที่ดี สุขภาพดี

สมุนไพร อภัยภูเบศร

74 เรื่องเล่าจากการศึกษาดูงาน ระบบการใช้ตำรับสมุนไพร ณ ประเทศญี่ปุ่น

เยาวชน-เทคโนโลยี

76 เยาวชนเกษตร/เด็กเกษตร ปลูกเมล่อนอินทรีย์ โรงเรียนบ้านแก่นท้าว นครราชสีมา

เก็บมาเล่า

63 มทร. ศรีวิชัย แปรรูปยางพารา สื่อการสอนจากทรัพยากรท้องถิ่น

119 “เหมืองลี้มีรัก” ต้นแบบการจัดการเหมืองแห่งแรกของประเทศไทย สู่แหล่งน้ำช่วยภัยแล้ง เพื่อชุมชน

คิดเป็นเทคโนฯ

82 มทร. ศรีวิชัย สร้าง เครื่องแยกเนื้อและเส้นใยผลตาลโตนด

Miracle Thai Agriculture

84 Sour and Spicy Siamese Mud Carp Soup

เกษตรต่างแดน

86 5 ปี ที่รอคอย ข้าวฟูกุชิมะ สู่ตลาดโลก

ท่องเที่ยวเกษตร

87 ตะลุย โพธิสัต…UNSEEN กำปงลุง หมู่บ้านโฟลติ้งริมทะเลสาบ

เทคโนโลยีการประมง

89 เยี่ยมธนาคารปูม้า บ้านเกาะเตียบ ชุมพร

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

90 รักเดียว ของ ค็อกกะเทล ขี้อ้อน

เทคโนโลยีปศุสัตว์

92 วิฟเอเชีย 2017 สุดยอดงานนิทรรศการปศุสัตว์ครบวงจร

94 แกะเนื้อ อนาคตสดใส สัตว์เศรษฐกิจที่ใช้พื้นที่น้อย จับขายได้เร็ว

คนปศุสัตว์เล่าเรื่อง

96 วัวบราห์มันในประเทศไทย (3)

กศน. ทั่วไทย

98 อ่านอดีต เขียนอนาคต กับ “กศน.”

100 กศน. ทั่วไทย

มติชนอคาเดมี

103 3 หลักสูตร เป๊ะ…ปัง “งานช่าง-งานฝีมือ” ไฮไลต์เด็ด เดือนตุลาคม ที่ มติชนอคาเดมี

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

106 คนบางเลน นครปฐม ฉีกแนว ใช้บล็อกซีเมนต์ ปลูกกล้วยไม้ตัดดอก

108 สรุปราคาสินค้าเกษตร

109 ตลาดกลางสินค้าเกษตร

วิถีชาวบ้าน

110 ครัวชาวบ้าน/ชา…เครื่องดื่มแห่งวัฒนธรรม

112 วิถีท้องถิ่น/สวนพอเพียงลุงจุก การปรับตัวบนผืนดินที่เปลี่ยนไป

114 ฎีกาชาวบ้าน/ลักไก่

115 ของใช้ชาวบ้าน/กระบอก “ใบบอก”

116 บัญชีชาวบ้าน/กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ…สวัสดิการภาคบังคับหรือสมัครใจ (ตอนจบ)

117 ภูมิปัญญาไทย/คนสร้างมีด มีดสร้างคน แห่งลุ่มน้ำป่าสัก

120 เดินห่าง…จากความจน/นิรัชพร ธรรมศิริ ผู้หญิงคนนี้…เลี้ยงไส้เดือน ที่กำแพงเพชร

122 เขียว สวย หอม กินได้/สนุกคลุกในสวน ตอน ชวนเด็กเก็บดอกไม้มาทำกิน

124 อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ/พักถอนหายใจในมะริด

126 ภูมิปัญญาท้องถิ่น/ภิกษุสงฆ์ควรถือครองเพศ แบบ “สมณสารูป”

128 ธรรมะจากวัด/พลังใจ

ลำไยนอกฤดู ของ พิสุทธิ์ ต๊ะปิง ที่เนินมะปราง พิษณุโลก (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ลำไยนอกฤดู ของ พิสุทธิ์ ต๊ะปิง ที่เนินมะปราง พิษณุโลก (ตอนจบ)

คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง บ้านเลขที่ 42/2 หมู่ที่ 9 บ้านรักไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ (081) 037-2734 อธิบายว่า หลังจากแตกใบอ่อนได้ราวๆ 10 วัน คือเมื่อใบลำไยเริ่มคลี่แผ่ออก ก็จะต้องเริ่มฉีดสะสมอาหารด้วยปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบ ปุ๋ยที่ใช้ก็จะใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 0-52-34 อัตรา 5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำตาลทางด่วน 1 ลิตร ผสมกับแม็กนีเซียมเดี่ยว (Mg) อัตรา 1 ลิตร ต่อน้ำ 1,000 ลิตร (บวกสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามสถานการณ์ไปได้พร้อมกันเลย) การฉีดสะสมอาหารจะฉีดพ่นด้วยสูตรนี้ทั้ง 3 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 10 วัน

การสะสมอาหารให้ลำไย

เมื่ออายุใบลำไยได้ 45 วัน ใบลำไยจะอยู่ในระยะเพสลาด เราจะต้องราดสาร “โพแทสเซียมคลอเรต” การราดสารจะใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 50 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ซึ่งจะไม่ได้ใช้วิธีคำนวณว่าลำไยต้นนี้ทรงพุ่มกี่เมตร จะต้องใช้สารกี่กรัม เนื่องจากจำนวนต้นลำไยมีมาก จะทำให้การทำงานช้า ยุ่งยาก และอาจเกิดความผิดพลาดได้หากแรงงานไม่มีประสบการณ์ จึงใช้สารอัตราเดียว แต่การราดสารจะใช้วิธีการฉีดลงดินด้วยเครื่องฉีดพ่นยา

วิธีการ จะฉีดพ่นในบริเวณรอบทรงพุ่มลำไย (ชายทรงพุ่ม) เดินฉีดเป็นวงกลม ให้วงกลมมีหน้ากว้างสัก 1 เมตร เพราะบริเวณชายพุ่มจะเป็นบริเวณที่มีรากฝอยเป็นจำนวนมาก ทำให้ตอบสนองสารโพแทสเซียมคลอเรตได้เป็นอย่างดี ส่วนปริมาณสารที่ต้นลำไยแต่ละต้นจะได้รับนั้น ขนาดของรัศมีทรงพุ่มจะเป็นตัวกำหนดเองโดยอัตโนมัติ วิธีการราดสารแบบน้ำจึงทำให้เกษตรกรทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น แต่ข้อดีของการราดสารแบบนี้ คือจะทำให้ต้นลำไยไม่โทรม เนื่องจากสารโพแทสเซียมคลอเรตทำลายรากลำไย

ยกตัวอย่าง การทำลำไยแบบทางภาคเหนือที่จะทำ กวาดเศษใบไม้ในทรงพุ่มให้สะอาด แล้วราดสารโพแทสเซียมคลอเรตภายในทรงพุ่ม คือหลักการง่ายๆ

ที่ทำให้เห็นภาพคือ สารโพแทสเซียมคลอเรตมันจะไปทำลายรากลำไย พอรากโดนทำลายต้นลำไยรู้สึกว่าตัวเองเหมือนจะตายก็ต้องออกดอก แต่ปัญหายังมีอีก พอเราแก้ปัญหามีวิธีทำให้ต้นลำไยออกดอกมาได้ พอช่อลำไยติดผลอ่อนมาได้ แต่พอเราจะให้ปุ๋ยกับต้นลำไยเพื่อให้ผลเกิดการพัฒนาต่อ พอเราให้ปุ๋ยปรากฏว่าต้นลำไยไม่กินปุ๋ย เพราะระบบรากถูกทำลาย วิธีที่เราใช้ในปัจจุบันลดการถูกทำลายของรากลำไยได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญที่สุดของการทำลำไยนอกฤดูคือ ต้นลำไยต้องสมบูรณ์ มีความพร้อม เมื่อราดสารยังไงก็ออกดอกโดยง่าย ตอบสนองต่อสารได้ดีมาก

การให้น้ำ การดูแลโรคและแมลง

การให้น้ำ ควรรักษาความชื้นโดยให้น้ำทุก 3-5 วัน เพื่อให้รากดูดสารเข้าสู่ต้นให้มากที่สุด ประมาณ 3-6 สัปดาห์ หลังใช้สาร ลำไยจะเริ่มแทงช่อดอก

ช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารคลอเรต ได้แก่ ฝนตกชุก และระยะที่ต้นลำไยแตกใบอ่อน

หลังราดสารโพแทสเซียมคลอเรตเสร็จ ราว 5 วัน (ใบยังอยู่ในระยะเพสลาด ใบยังไม่แก่) ก็จะต้องฉีดพ่นปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบ เพื่อกดใบไม่ให้ลำไยแตกใบอ่อน ใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 1 กิโลกรัม ผสมกับสารแพคโคลบิวทราโซล 10% จำนวน 1.5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดทางใบ เพื่อกดใบไม่ให้ลำไยมันแตกใบอ่อน สัก 3 ครั้ง ห่างกัน 5 วันครั้ง แต่ฉีดกดใบ ครั้งที่ 2 และ 3 ไม่ต้องใส่สารแพคโคลบิวทราโซล (จะใส่แค่ครั้งแรกเท่านั้น ถ้าใส่หลายครั้งจะทำให้ช่อดอกลำไยสั้น ช่อดอกไม่ยาว)

จากนั้น 21-30 วัน หลังที่เราราดสาร จะเป็นช่วงที่เหมาะแก่การ “ดึงดอก” ช่วย คือถ้าปล่อยให้แทงช่อดอกออกเอง ดอกมักจะออกมาไม่ค่อยพร้อมกัน ออกช่อดอกไม่สม่ำเสมอทั่วต้น เราจะต้องฉีดเพื่อดึงดอกช่วย เราจะใช้ปุ๋ยทางใบโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46 ) ฉีดพ่นเพื่อเปิดตาดอก อัตราที่ใช้ ถ้าเป็นหน้าฝน จะใช้โพแทสเซียมไนเตรต จำนวน 3 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แต่ถ้าเป็นหน้าแล้ง จะต้องใช้ปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรต จำนวน 5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร เพราะหน้าแล้งลำไยมันไม่ค่อยแตกยอด ต้องใช้ปุ๋ยในความเข็มข้นที่สูงขึ้น หลังจากนั้น ไม่นานลำไยจะแทงช่อดอกออกมาอย่างสม่ำเสมอ ก็จะบำรุงช่อด้วยปุ๋ยและฮอร์โมนต่างๆ เช่น ปุ๋ยทางใบ สูตร 10-52-17 ผสมแคลเซียมโบรอน และสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามสถานการณ์ ฉีดพ่นไปเรื่อยๆ ตามรอบของการดูแลรักษา แต่ถ้ามีฝนตก ก็จะออกฉีดหลังจากฝนหยุดตกทันทีในช่วงช่อดอก ดูแลน้ำให้สม่ำเสมอ ไม่ต้องมาก ดูแลโรคและแมลง เช่น ฉีดพ่นสารเคมีคลอไพรีฟอส 50%+ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร หลังจากแทงช่อดอก (ดอกยังไม่บาน)

สูตรเด็ดใบอ่อน แก้ปัญหาใบแซมดอก

กรณีที่ฝนชุกหรือแทงช่อออกมาแซมใบ การแก้ปัญหาต้องเร็ว ก็จะมี สูตร “เด็ดใบอ่อน” คือเห็นว่ามีใบแซมดอกออกมาแน่ๆ ในช่วงที่ช่อดอกยาวสัก 1 นิ้ว ก็ต้องฉีดพ่นให้ใบอ่อนที่แซมออกมาร่วง สูตรนี้จะใช้โพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 1.5 กิโลกรัม ผสมกับฮอร์โมนโบรอน (B) 15% ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ให้ฉีดช่วงเช้าหรือเย็น การฉีดต้องฉีดเพียงผ่านๆ อย่าฉีดแบบแช่หรือฉีดจนช่อเปียก แค่เป็นละอองผ่านเท่านั้น สูตรนี้ทำให้ใบอ่อนขนาดเล็กที่แซมออกมาร่วงเหลือแต่ดอกเท่านั้น แต่สูตรนี้ถ้าฉีดช้า ถ้าใบอ่อนบานแล้วก็ฉีดเด็ดใบไม่ร่วง แต่ใบก็จะหยุดชะงักไป ต้องสังเกตให้ดี พอช่อดอกเริ่มโรยก็จะฉีดล้างช่อดอก ก็จะเน้นใช้สารป้องกันกำจัดแมลงกลุ่มเมโทมิลผสมกับสารป้องกันกำจัดเชื้อราพวกโปรคลอราซ ช่วยล้างช่อดอกตอนที่ดอกกำลังโรย ช่วงนี้มักจะมีเชื้อราขึ้นพวกดอกที่มันโรยและบวกกับฮอร์โมนพวกจิบเบอเรลลิน และจะใช้ไปเรื่อยๆ เพื่อให้ขึ้นเม็ดไว ขั้วผลเหนียว ไม่สลัดผล ยืดย่อให้ยาวขึ้น ไม่ให้ช่อแน่นจนเกินไป สร้างเนื้อ ขยายผล ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินจึงจะต้องใส่ไปเรื่อยๆ พร้อมกับการฉีดพ่นปุ๋ย ฮอร์โมน และสารป้องกันกำจัดโรคและแมลง

พอเริ่มติดผลอ่อนก็จะให้ปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 4-5 กิโลกรัม ต่อต้น ปุ๋ยเคมีใส่ทางดิน ก็จะใช้สูตรที่มีตัวหน้าสูง (N) เช่น สูตร 25-7-7 จำนวน 1 กิโลกรัม ต่อต้น เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อสร้างเมล็ดสร้างเปลือก แต่จะเปลี่ยนสูตรปุ๋ยทางดินตอนเมล็ดผลลำไยเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ก็จะใช้เป็นสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 ใส่ให้ ต้นละ 1 กิโลกรัม ใส่ 1 ครั้ง พอเมล็ดลำไยเปลี่ยนเป็นสีดำเป็นช่วงของการสร้างเนื้อ สร้างความหวาน ก็จะต้องเปลี่ยนสูตรปุ๋ยทางดิน ที่มีตัวท้าย (K) สูง เช่น สูตร 15-5-20 ต้นละ 1 กิโลกรัม (หรือ สูตร 13-13-21, 8-24-24) ใส่ให้สัก 2 ครั้ง ก็จะเก็บเกี่ยว ช่วงเวลานี้ต้องให้น้ำสม่ำเสมอ ดูแลโรคและแมลง เช่น เพลี้ยหอยหลังเต่า มวลลำไย ผีเสื้อมวนหวาน โรคผลลาย ผลแตก ผลร่วง ให้ฉีดพ่นสารเคมี เช่น คลอไพรีฟอส 50%+ไซเพอร์เมทริน อัตรา 20-30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมสารเคมีป้องกันเชื้อรา เช่น สารทีบูโคนาโซล 25% EW

เทคนิคทำลำไยเบอร์ใหญ่

การแต่งหรือการซอยผลลำไย จะทำกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกจะแต่งช่อลำไยตอนผลมีขนาดเท่าผลมะเขือพวง โดยมักจะตัดปลายช่อลำไยออก 1 ส่วน 3 ของความยาวช่อดอกลำไย หรือถ้าติดผลดกเกิน ก็อาจจะต้องตัดออกครึ่งช่อ ซึ่งเกษตรกรที่ตัดแต่งหรือแรงงานต้องมีความเข้าใจ โดยการตัดแต่งผลออกจะให้เหลือผลในช่อราว 60-70 ผล ซึ่งกำลังพอเหมาะ (ในกรณีที่ต้นลำไยติดผลดกมากกว่า 80 ผล ต่อช่อ จะเป็นสาเหตุสำคัญ ทำให้อาหารไม่พอเพียงที่จะส่งไปเลี้ยงผล ทำให้ผลผลิตด้อยคุณภาพ) แล้วอีกสัก 20 วัน ก็จะกลับมาแต่งผล ครั้งที่ 2 เพื่อเป็นการเก็บตกจากรอบแรก เราต้องมาเก็บรายละเอียดอีกครั้ง การตัดแต่งช่อผลลำไย ทำให้ผลลำไยมีขนาดผลใหญ่ มีขนาดผลที่สม่ำเสมอกันทั้งช่อ ลำไยจะได้เบอร์ใหญ่ อุปกรณ์ที่ใช้ก็จะมีกรรไกรตัดแต่งกิ่ง ใช้แต่งกิ่งที่ต่ำ มือเอื้อมตัดถึง ส่วนที่สูงก็จะใช้กรรไกรยาวในการตัดปลายช่อดอก การจะตัดช่อผลออกมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น ถ้าต้นสมบูรณ์สามารถไว้ผลต่อช่อได้มาก แต่ถ้าต้นไม่สมบูรณ์ควรไว้ผลต่อช่อน้อย การตัดช่อผลช่วยทำให้ผลลำไยมีขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น สามารถจำหน่ายในราคาสูง ทำให้มีรายได้ต่อต้นมากกว่าต้นที่ติดผลดก

การป้องกันกำจัดโรคและแมลงในช่วงติดผล เกษตรกรควรหมั่นสำรวจการระบาดของแมลงในสวนลำไย แมลงที่สำคัญพบในช่วงออกดอก ได้แก่ เพลี้ยไฟ และ ไร 4 ขา ถ้าระบาดอย่างรุนแรงควรพ่นสารฆ่าแมลงไดเมโธเอท ในระยะที่ดอกยังไม่บาน แต่ไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลงในช่วงดอกบาน เนื่องจากอาจจะเป็นอันตรายต่อแมลงที่ช่วยผสมเกสร ช่วงติดผลให้ระมัดระวังแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง ควรดูแลตั้งแต่ผลยังเล็กอยู่ โดยการฉีดพ่นด้วยน้ำมันปิโตรเลียมหรือไวท์ออยล์

ระยะเลี้ยงผลจนถึงเก็บเกี่ยว ต้นลำไยต้องห้ามขาดน้ำ “น้ำ” เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับลำไยนอกฤดูกาล ลำไยต้องได้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่เหมือนผลไม้บางชนิดที่อาจจะงดน้ำก่อนการเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มความหวาน แต่ลำไยห้ามขาดน้ำ ถ้าลำไยขาดน้ำเปลือกจะนิ่ม ผลจะแตกง่าย และน้ำจะช่วยให้ผลลำไยมีน้ำหนักดี ส่งผลต่อน้ำหนักผลผลิตต่อไร่ อีกอย่างลำไยผิวมันจะแห้งไว อย่างลำไยที่ได้น้ำดีผิวที่ยังไม่แห้งมีความชุ่มชื้นเวลาส่งเข้าโรงงานอบแห้งผลลำไยจะอบได้ผิวสวย

ส่วนความหวาน ไม่ต้องห่วง เพราะปุ๋ยจะเป็นตัวช่วยในเรื่องของความหวานมากกว่า

เตรียมเก็บเกี่ยว วางแผนการตลาด

ระยะเวลาตั้งแต่ราดสารจนเก็บเกี่ยวผลผลิต ก็ประมาณ 7 เดือน ดังนั้น เกษตรกรสามารถวางแผนการตลาดเอาไว้ได้ว่าต้องการขายผลผลิตลำไยช่วงเวลาใด เพราะลำไยมันสั่งได้ กำหนดได้ (แต่ถ้าย้อนไปถึงวันตัดแต่งกิ่ง ก็ต้องบวกเวลาเพิ่มไปอีก 2 เดือน)

การเก็บเกี่ยว ก่อนเตรียมผลบรรจุตะกร้า เพื่อการส่งออกควรคัดแยกช่อผลที่เสียหายจากการเก็บเกี่ยว หรือมีตำหนิจากโรคและแมลงหรือผลเล็กเกินไปออกก่อน จากนั้นตัดแต่งช่อผลให้ก้านช่อยาวไม่เกิน 15 เซนติเมตร การคัดเกรดโดยแยกผลที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่าขนาดผลเฉลี่ยในช่อนำผลแต่ละเกรดมาจัดเรียงในตะกร้าพลาสติกสีขาว การบรรจุต้องอาศัยแรงงานที่มีความชำนาญ จึงจะจัดเรียงตะกร้าได้สวยและมีขนาดผลในตะกร้าสม่ำเสมอ การบรรจุตะกร้าจะบรรจุประมาณ 11.5 กิโลกรัม ซึ่งจะส่งผลต่อราคาที่จำหน่าย ซึ่งพ่อค้าหรือผู้ประกอบการจะใช้เกณฑ์ตัดสินราคา คือขนาดของผล สีผิว และการจัดเรียงตะกร้า ดังนั้น เกษตรกรจึงควรให้ความสำคัญในเรื่องของการคัดเกรดและการจัดเรียงตะกร้าด้วย หลังจากนั้น จึงจะลำเลียงผลผลิตไปยังจุดรับซื้อ

หลังการเก็บเกี่ยว ก็จะเป็นการพักฟื้นต้นลำไย บางสวนก็แต่งกิ่งช่วย บางสวนก็ไม่แต่งกิ่ง แต่จะเลี้ยงบำรุงต้นให้คืนความสมบูรณ์ เราก็ฉีดพ่นเพียงรักษาใบลำไยที่จะแตกออกมาอีก 2-3 ชุด ไม่ให้แมลงทำลายกัดกินใบเท่านั้น แล้วสัก 2 เดือน ล่วงหน้าก่อนการราดสาร เราจะตัดแต่งกิ่งโดยตัดแต่งกิ่งออกราว 40% ของต้น ให้ต้นมีความโปร่งภายในทรงพุ่ม แสงแดด และอากาศผ่านได้

การขายผลผลิตของลำไย ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยในแต่ละปี เฉลี่ยผลผลิตลำไยต่อไร่ จะประมาณ 2-5 ตัน ตอนนี้ผลผลิตของสวนป้อนเข้าสู่ตลาดทางภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ที่เขาจะลงมาซื้อถึงที่สวน ซึ่งการขายลำไยก็จะมีอยู่ 2 แบบ คือ ขายแบบเหมาสวน พ่อค้าก็ต้องเข้ามาดูสวน คาดคะเนผลผลิตให้แม่นยำ เพื่อเหมาไปแล้วไม่ขาดทุน เนื่องจากคาดคะเนผลผลิตลำไยที่จะเหมาผิด และการขายแบบเป็นกิโลกรัม สมมุติว่าตกลงกัน กิโลกรัมละ 20 บาท เก็บออกจากสวนกี่กิโลกรัม ก็ต้องคูณด้วยราคา 20 บาท ก็แล้วแต่เจ้าของสวนว่าพอใจขายแบบไหน คุณพิสุทธิ์ กล่าวว่า ราคาซื้อขายลำไยออกจากสวนที่ผ่านมา ก็จะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 20-30 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ผลผลิตออกสู่ตลาดด้วยในแต่ละปี ถ้าราคาซื้อขายเกิน 20 บาท ต่อกิโลกรัม เกษตรกรก็พออยู่ได้ ถ้าราคาถึง 30 บาท ต่อกิโลกรัม ก็ถือว่าดีมากในปีนั้นๆ สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกลำไย

สนใจกิ่งพันธุ์ลำไยจัมโบ้ ติดต่อที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

ส้มโอขาวแตงกวา…ไม้ผลเศรษฐกิจคุณภาพเมืองชัยนาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เทคโนโลยีการเกษตร

พัฒนา นรมาศ

ส้มโอขาวแตงกวา…ไม้ผลเศรษฐกิจคุณภาพเมืองชัยนาท

ส้มโอขาวแตงกวา เป็นไม้ผลท้องถิ่นที่สำคัญทางด้านเศรษฐกิจของจังหวัดชัยนาท ขนาดผลกลมโตปานกลาง เนื้อกุ้งใหญ่สีขาวแห้ง หวานฉ่ำ รสอร่อย เป็นไม้ผลที่ปลูกสืบต่อกันมานานกว่า 100 ปี ถึงปัจจุบัน ในด้านการปลูกและผลิตมีการพัฒนาคุณภาพมาต่อเนื่อง กระทั่งได้ผลส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพที่ผู้บริโภคต้องการ ทำให้เกษตรกรมีรายได้สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง และการปลูกส้มโอขาวแตงกวาในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ วันนี้จึงนำเรื่อง ส้มโอขาวแตงกวา…ไม้ผลเศรษฐกิจคุณภาพเมืองชัยนาท มาบอกเล่าสู่กัน

คุณไพฑูรย์ รื่นสุข เกษตรจังหวัดชัยนาท เล่าให้ฟังว่า สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของจังหวัดชัยนาทเป็นที่ราบลุ่มมีแม่น้ำไหลผ่าน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืชได้คุณภาพ โดยเฉพาะส้มโอขาวแตงกวาที่มีการปลูกมานานกว่า 100 ปี มีต้นแม่พันธุ์ต้นแรกอยู่ที่อำเภอมโนรมย์ มีการปลูกและพัฒนาคุณภาพมาต่อเนื่อง ทำให้ได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพ มีเนื้อกุ้งใหญ่ขาว หวานฉ่ำ รสชาติอร่อยไม่แพ้ใคร เป็นหนึ่งไม้ผลที่สร้างชื่อให้กับจังหวัดชัยนาท

สำหรับ ปี 2557/58 มีพื้นที่ปลูกไม้ผล ได้แก่ มะม่วง กล้วยน้ำว้า ส้มเขียวหวาน มะนาว ส้มโอขาวแตงกวา มะละกอ พุทรา กระท้อน มะกรูด และมะปรางหวาน จำนวน 10 ชนิด รวมพื้นที่ 12,891 ไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยว 3,615 ไร่ สำหรับพื้นที่ปลูกส้มโอขาวแตงกวามี 1,191 ไร่ มีพื้นที่เก็บเกี่ยวได้แล้ว 358 ไร่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 950,200 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ย 1,327 กิโลกรัม ต่อไร่ ราคาซื้อขายส่ง 35-40 บาท ต่อกิโลกรัม สำหรับในปี 2559 คาดว่าผลส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพจะมีราคาซื้อขาย 60-80 บาท ต่อกิโลกรัม

การปลูกให้ได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพได้ส่งเสริมให้เกษตรกรวางแผนการปลูกและผลิต ให้จัดการปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ปัจจัยการผลิตที่มีหรือเหลือใช้แบบผสมผสานเพื่อลดต้นทุนการผลิต ให้ผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสมหรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อได้ผลส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพที่ตลาดต้องการ แล้วเกษตรกรจะสามารถยกระดับรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาวิถีการดำรงชีพที่มั่นคง

ลุงทวาย มั่นอ่วม เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวา เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แล้วเปลี่ยนมาทำนา แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในปี 2538 สำนักงานเกษตรอำเภอวัดสิงห์ ได้เสนอโครงการปรับระบบเพื่อพัฒนาระบบการผลิต (คปร.) เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกไม้ผลที่ต้องการ จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ ใช้พื้นที่ดำเนินการ 5 ไร่ และได้รับการสนับสนุนกิ่งพันธุ์ส้มโอขาวแตงกวามาปลูก 120 กิ่ง

การเตรียมดินแปลงปลูก ได้ยกร่องแปลงปลูก กว้าง 8 เมตร 8 ร่อง ขุดร่องน้ำระหว่างแปลงปลูก กว้าง 2 เมตร ได้ยกคันดินสูงรอบพื้นที่แปลงปลูก เพื่อเป็นแนวป้องกันน้ำท่วม ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว และลึก ด้านละ 1 ศอก ตากแดด 7 วัน เพื่อกำจัดเชื้อราหรือศัตรูพืช จากนั้นใส่ปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดินบนรองก้นหลุม วางกิ่งพันธุ์ส้มโอขาวแตงกวาลงปลูกเกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม จัดหลุมปลูกระหว่างต้นและแถวห่างกัน 6×8 เมตร หลังการปลูกต้องให้ได้รับน้ำพอเพียงไปกระทั่งต้นส้มโอเจริญเติบโตสมบูรณ์ จึงเปลี่ยนให้น้ำเป็นครั้งคราวหรือตามความเหมาะสม

หลังจากปลูก การปฏิบัติดูแลต้นส้มโอในช่วงอายุ 3 ปีแรก ได้บำรุงต้นด้วยการหว่านปุ๋ยหมัก แล้วใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ในอัตรา 300-500 กรัม ต่อต้น แบ่งใส่ 2-3 ครั้ง ต่อปี และเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วได้ตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง กำจัดแหล่งที่อยู่และลดการระบาดของศัตรูพืช ใบได้รับแสงแดดทั่วถึง ทำให้ปรุงอาหารได้มากขึ้นและพอเพียงต่อการเจริญเติบโต ได้ผลส้มโอขาวแตงกวามีขนาดโตสม่ำเสมอกันและได้คุณภาพ

การปฏิบัติให้ได้ผลส้มโอขาวแตงกวาคุณภาพ ได้ใส่ปุ๋ย 4 ครั้ง ต่อปี ครั้งแรกเดือนตุลาคม ใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ และใส่ปุ๋ย สูตร 13-0-46 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ ครั้งที่สองเดือนมกราคม ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ ครั้งที่สามเดือนมีนาคม ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตรา 30 กิโลกรัม ต่อไร่ และครั้งที่สี่เดือนกรกฎาคมใส่ปุ๋ย สูตร 13-21-21 ในอัตรา 20 กิโลกรัม ต่อไร่ หลังการใส่ปุ๋ยได้จัดการให้น้ำทุกครั้งแต่พอชุ่ม จะทำให้ได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพที่มีเนื้อกุ้งใหญ่ สีขาวแห้ง หวานฉ่ำ รสอร่อย ที่ทำให้ผู้กินชื่นชอบ

ลุงทวาย เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอขาวแตงกวา เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า ช่วงการตัดเก็บผลส้มโอคุณภาพ ได้เน้นตัดเก็บผลส้มโอที่แก่สุกตามระยะเวลาที่เหมาะสมคือ นับตั้งแต่ระยะติดดอกไปกระทั่งติดผลแก่ ใช้เวลา 8 เดือน แต่ละปีได้ตัดเก็บผลส้มโอ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และช่วงที่สองเดือนมกราคม-เมษายน โดยเฉลี่ยจะได้ผลผลิตส้มโอ 20-25 ตัน ต่อครั้ง วิธีการตัดเก็บผลส้มโอที่อยู่สูงได้ใช้กรรไกรต่อด้ามมีเชือกกระตุกตัดและหนีบที่ขั้วผลนำลงมาวางใส่ในภาชนะ รวบรวม ทำความสะอาด คัดขนาดของผลคุณภาพเตรียมนำไปขาย สำหรับราคาขายส่งที่หน้าสวนในช่วงนี้ อยู่ที่ 45-60 บาท ต่อกิโลกรัม ราคาซื้อขายถูกหรือแพงจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและตลาดด้วย

เส้นทางสู่ความสำเร็จคือ ได้วางแผนการปลูกและผลิต มีการจัดการที่ดี ใช้ปัจจัยที่มีในท้องถิ่นเพื่อลดต้นทุน ได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่เหมาะสม รู้ขยัน อดทน จึงได้รับการรับรองเป็นแหล่งผลิตพืชในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP โครงการความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ด้านพืช ชนิดส้มโอ จากกรมวิชาการเกษตร และได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาทำสวน อันดับที่ 1 ระดับจังหวัด และอันดับที่ 2 ระดับเขต ปี 2555 จากการปลูกและผลิตได้ผลส้มโอดีมีคุณภาพเป็นความสำเร็จที่ทำให้มีรายได้พอเพียง นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

จากเรื่อง ส้มโอขาวแตงกวา…ไม้ผลเศรษฐกิจคุณภาพเมืองชัยนาท ที่กล่าวถึงการปลูกและปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา พัฒนาการผลิตด้วยระบบเกษตรดีที่เหมาะสม จึงได้ผลส้มโอขาวแตงกวาดีมีคุณภาพ รสอร่อย ที่ผู้บริโภคชื่นชอบ

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ลุงทวาย มั่นอ่วม เลขที่ 172 หมู่ที่ 4 ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท โทร. (088) 427-9683 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอวัดสิงห์ โทร. (056) 461-314 หรือ คุณชมพูนุช หน่อทอง สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยนาท โทร. (056) 476-720 ก็ได้เช่นกันครับ

ปลูกพืชแซม เลี้ยงสัตว์ ในสวนปาล์ม ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ที่กระบี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เทคโนโลยีการเกษตร

ธาวิดา ศิริสัมพันธ์

ปลูกพืชแซม เลี้ยงสัตว์ ในสวนปาล์ม ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ที่กระบี่

เมื่อเร็วๆ นี้ “กรมส่งเสริมการเกษตร” พาสื่อมวลชนบุกพิสูจน์ผลการดำเนินงาน “ศูนย์การเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร” (ศพก.) ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตสวนปาล์ม

คุณสงกรานต์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เล่าว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีพันธกิจสำคัญคือ การส่งเสริมพัฒนาเกษตรกร ครอบครัวเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน ให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ มีขีดความสามารถในการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด ซึ่งจังหวัดกระบี่ เป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการดำเนินงาน เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในระดับโลกแล้ว ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เข้าไปดำเนินกิจกรรมพัฒนาเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผ่านโครงการต่างๆ อย่างหลากหลาย และมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เช่น การส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมัน การส่งเสริมอาชีพ การส่งเสริมการตลาด การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการดำเนินงานศูนย์เรียนรู้เพิ่มเติมประสิทธิภาพสูงสุดต่อการดำเนินงาน รวมทั้งเป็นการเผยแพร่กิจกรรมของเกษตรกรในพื้นที่

คุณสมหวิง หนูศิริ เกษตรกรต้นแบบเจ้าของศูนย์ ตั้งอยู่ที่ 261 หมู่ที่ 3 บ้านทุ่งทับควาย ตำบลทุ่งไทรทอง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เป็นต้นแบบในการเรียนรู้ของชุมชนในการจัดการสวนปาล์มน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ดำเนินการในลักษณะการทำเกษตรแบบผสมผสานมีกิจกรรมหลากหลาย ปลูกปาล์มน้ำมันเป็นพืชหลัก ปลูกพืชแซม เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์ เพาะเห็ด การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์และเศษวัสดุเหลือใช้จากในแปลงทำปุ๋ยหมัก ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมี

คุณสมหวิง กล่าวว่า การปลูกปาล์มน้ำมันที่ดีต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ และทำความเข้าใจในการปลูก เกษตรกรจะปลูกอย่างเดียวไม่ได้ เพราะในปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อน ต้นทุนการผลิตสูง ทีนี้เกษตรกรจะปลูกต้องคำนึงถึงพื้นที่ การปลูกปาล์มน้ำมันไม่ได้เหมาะกับทุกพื้นที่ แต่ทางภาคใต้แล้วถือว่าเหมาะกับการปลูกปาล์มน้ำมัน

วิธีการปลูก

หลังจากการเตรียมดิน แนะให้ปลูกแบบใหม่ ก่อนหน้านี้ จะปลูกให้มีระยะห่างระหว่างต้น ระหว่างแถว 9×9 เมตร หรือ 8×8 เมตร ซึ่งจะได้จำนวนต้นเยอะ แต่ผลผลิตน้อย ปัจจุบัน แนะให้ปลูกระยะห่างระหว่างต้น ระหว่างแถว 10×10 เมตร วางแนวให้ได้รับแสงแดด เพราะแสงแดดจะทำให้ปาล์มออกลูกได้มาก วิธีนี้ได้ทะลายน้อยก็จริง แต่ได้ผลผลิตมาก ลูกดก ช่วยประหยัดแรงงาน เกษตรกรเจ้าของสวนปาล์มก็สามารถทำเองได้

ปลูกปาล์ม

ต้องยึดหลักพันธุ์ปาล์ม

เป็นหัวใจสำคัญ

คุณสมหวิง บอกว่า เมื่อก่อนเกษตรกรนิยมปลูกปาล์มพันธุ์ไต้หวัน ไปเก็บใต้โคนต้นมาปลูก ด้วยความไม่เข้าใจของเกษตรกรจึงส่งผลทำให้ไม่ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร จึงทำความเข้าใจใหม่ว่าการปลูกปาล์มให้ได้ผลดีต้องมีพันธุ์ปาล์มที่ดี บุคคลที่จะขยายพันธุ์ปาล์มต้องมีหนังสือรับรองจากกรมวิชาการเกษตร ทีนี้เกษตรกรได้ปาล์มที่ดีมาปลูก เมื่อเกษตรกรเข้าใจเรื่องพันธุ์ปาล์มแล้ว เข้าใจเกี่ยวกับการดูแล ทางศูนย์เราก็พยายามแนะนำให้ใช้เชื้อไตรโคเดอร์มาร่วมกับปุ๋ยหมัก รองก้นหลุมก่อนปลูก นี่คือ ตัวหลักคือเราต้องป้องกันตั้งแต่ ที่ดิน 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 22 ต้น ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ

ปลูกปาล์มแบบลดต้นทุนการผลิต

สวนของคุณสมหวิงมีวิธีลดต้นทุน ดังนี้

1. เน้นที่การเลี้ยงสัตว์ในสวนปาล์ม เพราะสัตว์ช่วยถางสวนให้ ลดสารเคมี ใช้มูลเป็นปุ๋ย

2. ทำปุ๋ยหมักมาใส่ต้นปาล์ม ทำค่าวิเคราะห์ดินและใบปาล์มน้ำมัน เพื่อใส่ปุ๋ยชีวภาพตามค่าวิเคราะห์ดิน ลดปุ๋ยเคมีลง ต้นทุนการผลิตก็ลดลงด้วย

ปลูกพืชแซมในสวนปาล์ม

ช่วงแรกเกษตรกรก็ไม่เข้าใจในการปลูกพืชแซมในสวนยาง โดยเฉพาะภาครัฐเมื่อก่อนไม่ให้ปลูก ให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ไม่ให้ปลูกพืชแซม เพราะเป็นนโยบายของภาครัฐให้ทำลายพืชชนิดอื่นเหลือพื้นที่เปล่าๆ แต่เมื่อโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้ามาสู่ชุมชนจะเห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะโยงถึงชาวสวน ทำให้ชาวสวนเกิดแนวคิดว่า จะมานั่งทำสวนเชิงเดี่ยวไม่ได้แล้ว ต้องหารายได้เสริมเพื่อแก้ปัญหายามปาล์มน้ำมันราคาตกในช่วงฤดูแล้ง ต้องหาอาชีพเสริมเข้ามาใส่ คราวนี้ก็มาคิดว่าในสวนปาล์มสามารถปลูกอะไรได้บ้าง จึงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม จึงได้รู้ว่าในสวนปาล์มสามารถเลี้ยงสัตว์ ทำประมง ปลูกพืชผักก็ได้ ซึ่งทุกวันนี้รายได้หลักน้อยกว่ารายได้เสริม

สำหรับท่านที่อยากทราบรายละเอียดการทำสวนปาล์มเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ตำบลทุ่งไทรทอง อำเภอลำทับ จังหวัดกระบี่ เบอร์ติดต่อ (087) 279-3557

กินเจ เพื่อจิตใจดี สุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

กินเจ เพื่อจิตใจดี สุขภาพดี

เทศกาลกินเจในปีนี้ ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม สิ้นสุดวันที่ 9 ตุลาคม รวมเป็นเวลา 9 วัน โดยถือเอาวันตามจันทรคติของปฏิทินจีน เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี นอกจากประเทศจีนแล้วมีบางประเทศที่มีเทศกาลนี้ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย บางส่วนในอินโดนีเซีย ภูฏาน ญี่ปุ่น และเกาหลี รวมถึงประเทศไทยที่มีคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่ ประเพณีการกินเจได้รวมเอาลัทธิเต๋า มารวมกับศาสนาพุทธ การกินเจเชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2170 ปลายสมัยอยุธยา

จำได้ว่าตอนเด็กๆ พอรู้ว่าจะต้องกินเจ จะตื่นเต้นมาก ผู้ใหญ่จะรื้อตู้เสื้อผ้าเพื่อหาชุดขาวให้เราไว้ ชุดพวกนี้เป็นชุดเก่าที่เคยใส่ตอนกินเจในปีที่ผ่านๆ มา ส่วนใหญ่ช่วงกินเจจะตรงกับช่วงปิดเทอมกลาง ทำให้เราสนุกเต็มที่ โดยปกติจะอยู่บริเวณใกล้ศาลเจ้ากันทั้งวันทั้งคืน ซึ่งไม่มีใครว่า ในช่วงกลางคืนจะมีหนังกลางแปลง งิ้ว เป็นที่ครึกครื้น

ตำนานการกินเจ

ตำนานของคนไทยเชื้อสายจีนแต้จิ๋ว เชื่อว่าการถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าทั้ง 7 พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์ 2 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโลกวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือ พระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์ และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์ (หรือ “เก้าอ๊อง”) ทรงจักโปรดสัตว์โลกด้วยความเมตตา จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้าแห่งดาว 9 พระองค์ด้วยกัน คือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจิงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ (แช แปลว่า ดาว กุน แปลว่า เทพเจ้า) การบูชาเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เพื่อขอลาภยศเงินทองหรืออะไรตามความต้องการของเราเป็นความเชื่อกันมาก่อนศาสนาพุทธ

อีกตำนานว่าการกินเจเพื่อที่จะบูชาเทพดาวนพเคราะห์ 9 พระองค์ อันได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสฯ พระศุกร์ พระเสาร์ และพระราหูกับพระเกตุ ตำนานนี้น่าจะรวมเอาความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่คนไทยรับจากฮินดูมาร่วมประกอบด้วย และคิดขึ้นมากันทีหลัง ดูจะเป็นจักรๆ วงศ์ๆ และอีกหลายตำนานซึ่งจะไม่ขอกล่าว

แต่การกินเจในปัจจุบันมักจะนึกถึงความเมตตาที่มีต่อสัตว์ที่เรากินอยู่ทุกวัน เช่น หมู ไก่ ปลา ในปีหนึ่งๆ ควรจะเว้นสัก 9 วัน ก็นับว่าไม่มาก พอทนได้ ได้กุศลทางใจด้วย แต่คนอีกส่วนหนึ่งนึกถึงสุขภาพของตัวเพราะการกินเนื้อสัตว์มากเกินไปโดยเฉพาะคนที่มีอายุมากกว่า 35 ปี เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ จึงหันมากินเจกันในช่วงที่เป็นเทศกาลเพราะหากินได้สะดวกดี บางท่านก็ถือว่าเปลี่ยนรสชาติอาหารซะงั้น

แต่ความหมายของเจในภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายานมีความหมายว่า การถืออุโบสถ งดอาหารคาว และต้องปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลในธรรม ให้มีความบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ เจี๊ยะเจ เป็นภาษาแต้จิ๋ว คำที่ใช้ตรงข้ามกับอาหารเจคือ อาหารชอ ซึ่งหมายถึง อาหารคาว แต่ทางภาคใต้เป็นจีนฮกเกี๋ยน เรียกว่า เจี๊ยะฉ่าย แปลได้ตรงตัวว่า กินผัก เทศกาลกินเจของชาวแต้จิ๋วมีจุดเด่นเรื่องอาหาร โดยเฉพาะตลาดเก่าเยาวราช มีอาหารแปลกๆ อร่อยๆ ชวนกินเสมอ บางปีที่กินเจมีโอกาสได้ไปเยาวราช ถือว่ามีความสุขในการกิน ส่วนสนนราคาไม่ต้องพูดถึง แพงกว่าปกติแน่นอน ของกินบางอย่างแพงกว่าในห้างด้วยซ้ำ แต่ของก็มีคุณภาพสูง

การกินเจที่ปฏิบัติกันจะงดกินเนื้อสัตว์และงดพืชผักเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง นัยว่าเป็นการเพิ่มกำหนัด และกินไปมากๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทำร้ายอวัยวะภายในที่สำคัญ ผักทั้ง 4 อย่าง ได้แก่ 1. หัวหอม รวมถึงต้นหอม ดอกหอม หอมใหญ่ กินมากๆ จะทำลายธาตุน้ำหรือทำลายไต 2. กระเทียม รวมถึงต้นด้วย กินมากๆ จะทำลายธาตุไฟ หรือทำร้ายให้หัวใจทำงานผิดปกติ 3. กู่ฉ่าย รวมถึงดอกด้วย ผักชนิดนี้กินไปมากๆ จะทำลายธาตุไม้ หรือทำร้ายตับ 4. หลักเกียว (อันนี้ไม่มีในไทย) กินไปมากๆ จะทำลายธาตุดิน หรือม้ามบางตำรา รวมไปถึงใบยาสูบซึ่งจะทำลายธาตุทองหรือปอดอีกด้วย คำเรียกว่า ถือศีลกินเจ เพราะฉะนั้น ต้องถือศีลห้า รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รวมถึงกายให้บริสุทธิ์ คืองดการมีเพศสัมพันธ์ การนุ่งขาวห่มขาวก็เป็นเรื่องที่ปฏิบัติในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น การไปศาลเจ้า แต่โดยปกติแต่งกายไปทำงานนอกบ้านก็ไม่ได้เคร่งครัดกันมากนัก

ถ้าเป็นเรื่องหยิน หยาง การกินเจก็ถือว่าเป็นการปรับสมดุลของร่างกาย โดยเนื้อสัตว์ที่เรากินกันทุกวันถือเป็น หยิน ซึ่งหมายถึง ความมืดทึบ ความขุ่นมัว สีดำ ส่วน หยาง จะเป็นฝ่ายตรงข้ามกันคือ ความสะอาด ความโปร่งใส สีขาว อาหารที่ปกติเป็นเนื้อสัตว์มากเกินไปก็ต้องปรับสมดุลให้ได้โดยการเพิ่มความเป็นหยางคือ กินผัก ผลไม้เข้าไป ซึ่งจะชำระล้างให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

การกินเจก็ควรกินให้ถูกหลัก เพราะอาหารเจส่วนหนึ่งเน้นแป้ง และใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร เช่น อาหารที่ทอด ผัด การบริโภคติดต่อกันหลายวันไม่เป็นผลดีต่อคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน การกินเจควรเลี่ยง อาหารทอด ผัด แต่กินอาหารที่เน้นการต้ม นึ่ง ยำ และย่าง รสชาติอาหารก็เช่นกัน อาหารเจจะเน้นที่รสหวานและเค็ม เพื่อทดแทนความอร่อยของเนื้อที่ไม่มี ทำให้ไม่เป็นผลดีต่อผู้มีโรคประจำตัวเช่นกัน อันตรายอีกอย่างหนึ่งคือ ผักที่เรากิน เนื่องจากผักส่วนใหญ่ใช้ยาปราบศัตรูพืชหรือสารกำจัดโรคพืช ถ้าเป็นไปได้การบริโภคผักอินทรีย์จะเป็นสิ่งที่ปลอดภัยที่สุด มิฉะนั้น การบริโภคผักมากๆ จะกลายเป็นหนีเสือปะจระเข้

หอยนางรม เป็นอาหารเจ

ตำนานเล่ากันว่า เจ้าแม่กวนอิมตอนที่ยังเป็นเจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน ได้พาชาวบ้านที่นับศาสนาพุทธและกินเจหนีจากการตามฆ่าพ่อตัวเองคือ พระเจ้าเมี่ยวจวง ลงเรือไปในทะเล ต่อมาเกิดเสบียงหมด จนคนใกล้อดตาย เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านจึงอธิษฐานว่าถ้าเอาไม้พายจุ่มลงไปในทะเลถ้าติดสิ่งใดขึ้นมาขอให้สิ่งนั้นเป็นอาหารได้ ปรากฏว่าหอยนางรมติดไม้พายขึ้นมา จึงถือว่าหอยนางรมเป็นอาหารเจ แต่ในปัจจุบันอาหารเมนูเจที่มีหอยนางรมเป็นส่วนประกอบก็ไม่ค่อยทำบริโภคกันเท่าไรนัก คนส่วนใหญ่จะไม่กินหอยนางรมในช่วงเทศกาลเจ แต่ซอสหอยนางรมนิยมใช้กันสำหรับการปรุงรส สำหรับคนที่เคร่งจริงๆ ก็ไม่ได้ใช้ซอสหอยนางรมประกอบอาหารเจ เพราะถือว่าปัจจุบันนี้ส่วนประกอบของอาหารเจมีหลายอย่างที่สามารถทำให้อร่อยทัดเทียมอาหารคาว

ช่วงหลายปีมานี้กินเจได้อาศัยศาลเจ้าของมูลนิธิสว่างวิชชาธรรมสถาน ปากช่อง เป็นประจำ หลังจากไปทำบุญวันแรกแล้วก็ไปกินเจที่นั่นเพราะมีอาหารให้กินฟรีตลอดเวลา ด้วยความอุปถัมภ์ของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดบ้าง บริจาคแก๊สตลอดงาน น้ำแข็งตลอดงาน ข้าวสารตลอดงาน รวมกับที่คนกินเจไปร่วมทำบุญด้วยก็สามารถมีอาหารให้กินตลอดทั้งวัน กินเสร็จก็ซื้อกับข้าวเจที่มีขายในโรงเจ มา 5-6 ถุง เอาไว้กินวันต่อไป โดยจะเข้าโรงเจวันเว้นวันเพราะห่างจากบ้านโขอยู่

การกินเจของมูลนิธิสว่างวิชชาธรรมสถานจะกินล่วงหน้าสามวัน วันที่สี่ก็จะเป็นวันที่กินตรงกันทั่วประเทศ จะมีผู้กินเจซึ่งกินนอนที่โรงเจตลอดเทศกาลจำนวนมาก ผู้กินเจจะสวดมนต์กันวันละ 5 ครั้ง โดยครั้งแรกตอนตีสี่ สิบโมง บ่ายสอง สี่โมงเย็น และตอนสองทุ่มซึ่งจะมีคนมามากที่สุด แต่ที่นี่ไม่มีการทรงเจ้าแบบของภาคใต้

การถือศีลกินเจ เป็นการตั้งมั่นบนหลักที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น โดยไม่เอาชีวิตของสัตว์มาหล่อเลี้ยงบำรุงชีวิตของตนเอง ถือศีลห้าปฏิบัติธรรมให้ตัวเองบริสุทธิ์ การกินเจนอกจากเกิดผลดีต่อจิตใจแล้วยังรวมไปถึงการมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย

มทร. ศรีวิชัย แปรรูปยางพารา สื่อการสอนจากทรัพยากรท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

เก็บมาเล่า

อุทัยวรรณ ชาลีผล

มทร. ศรีวิชัย แปรรูปยางพารา สื่อการสอนจากทรัพยากรท้องถิ่น

อาจารย์อนุชิต วิเชียรชม หัวหน้าสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร. ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ กล่าวถึงแนวคิดการผลิตสื่อการสอนจากยางพาราว่า จากการบริการวิชาการให้กับนักเรียนในระดับประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่าหลายๆ โรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทขนาดเล็ก ยังขาดสื่อการสอนในการเรียนรู้ เช่น สื่อการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีราคาต่อชุดค่อนข้างแพง ทำให้โรงเรียนไม่สามารถจัดหาอุปกรณ์เหล่านั้นมาให้ครูผู้สอนและนักเรียนได้

คุณสมบัติของยางพาราเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง เหนียว ทนทาน อีกทั้งกระบวนการผลิตยังสามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และมีต้นทุนต่ำ เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนได้เห็นคุณค่าของยางพาราในการพัฒนาไปสู่การใช้งานได้ต่อไป ดังนั้น ทางสาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์จึงมีความสนใจ และได้พัฒนาสื่อการสอนจากยางพาราขึ้นมาเพื่อมอบให้กับโรงเรียนต่างๆ ได้นำไปใช้ในการเรียนการสอน ภายใต้แนวคิด “สื่อการเรียนการสอน จากทรัพยากรท้องถิ่น”

อาจารย์อนุชิต กล่าวว่า กระบวนการหล่อแบบจากน้ำยางพารา ใช้แม่พิมพ์ปูนปลาสเตอร์เป็นแบบในการขึ้นรูป โดยน้ำยางพาราที่ใช้เป็นน้ำยางข้นที่มีปริมาณเนื้อยางแห้งทั้งหมดร้อยละ 60 โดยการปั้นต้นแบบ เช่น เซลล์พืชจากดินน้ำมันให้มีรูปร่างตามต้องการ และใช้ปูนปลาสเตอร์ผสมน้ำ จากนั้นเททับแบบดินน้ำมันที่ปั้นไว้ รอให้ปูนแข็งใช้เวลาประมาณ 20 นาที แกะดินน้ำมันออกจากแบบพิมพ์ปูนปลาสเตอร์ และวางทิ้งไว้ให้แบบพิมพ์แห้งสนิทประมาณ 2 ชั่วโมง นำน้ำยางพรีวัลคาไนซ์ (น้ำยางพาราที่ผสมสารเคมีแล้ว) เทลงในแบบพิมพ์ปูนปลาสเตอร์แล้วนำไปอบในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมง จากนั้นแกะชิ้นงานออกจากแบบพิมพ์แล้วนำไปล้างทำความสะอาด อบให้แห้งอีกครั้งที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 20 นาที นำชิ้นงานมาระบายสีให้มีความสวยงาม นำไปประกอบบนแผ่นไม้อัด พร้อมกับติดคำอธิบายองค์ประกอบของเซลล์ ซึ่งพร้อมสำหรับการนำไปใช้ในการเรียนการสอน

ปัจจุบัน สาขาเทคโนโลยียางและพอลิเมอร์ ได้ทำโมเดลเซลล์พืชและเซลล์สัตว์จากน้ำยางพารา และโมเดลแสดงระบบการไหลเวียนเลือดของมนุษย์ เพื่อใช้ในสถาบันทางการศึกษาและมอบให้แก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยในอนาคตจะพัฒนาไปสู่การจำหน่ายตามคำสั่งซื้อจากผู้ที่สนใจโดยตรงหรือผ่านช่องทางออนไลน์ โดยราคาจำหน่ายจะขึ้นอยู่กับรูปแบบแต่ละชุด เช่น โมเดลเซลล์พืชและสัตว์จำหน่ายราคาประมาณ 300-500 บาท ต่อชิ้น ส่วนโมเดลระบบอื่นๆ ราคาประมาณ 500-1,000 บาท ต่อชิ้น ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของชิ้นงาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ อาจารย์อนุชิต วิเชียรชม โทร. (082) 270-4367 หรือ (075) 773-336-7 ต่อ 120

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด พระนครศรีอยุธยา เพาะลูกพันธุ์ปลาช่อนดี มีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05066011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

รายงานพิเศษ-เส้นทางปลาช่อน

สุรเดช สดคมขำ

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด พระนครศรีอยุธยา เพาะลูกพันธุ์ปลาช่อนดี มีคุณภาพ

“อนาคตการเลี้ยงปลาช่อน เดี๋ยวนี้แตกต่างกว่าสมัยก่อน คือเรามีการใช้อาหารเม็ดมากขึ้น มันทำให้การเลี้ยงเป็นแบบมาตรฐานขึ้น ซึ่งมี จีเอพี (GAP) ทำให้ปลาที่เลี้ยงมีความสะอาด เพราะน้ำที่เลี้ยงไม่เน่าเสีย เพราะฉะนั้นตัวปลาก็สามารถทำราคาได้อีก เพราะมีที่มาที่ไป โดยสืบกระบวนการผลิตได้หมด ว่าเป็นลูกปลารุ่นไหน และมีการเพาะพันธุ์ การเลี้ยงอย่างไร ซึ่งเป็นการช่วยทำตลาดให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น ทำให้วางห้างสรรพสินค้า และส่งออกยังต่างประเทศได้ เชื่อว่ายังมีโอกาสที่ดีในอนาคต” คุณวินัย จั่นทับทิม ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กล่าว

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ตั้งอยู่ เลขที่ 32 หมู่ที่ 2 ตำบลโพแตง อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณวินัย จั่นทับทิม ผู้อำนวยการ ให้ข้อมูลว่า ปลาช่อน เป็นปลาที่ได้รับความนิยมค่อนข้างมากในประเทศไทย แต่การเพาะเลี้ยงด้วยวิธีการใช้อาหารเม็ดยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก

ซึ่งการเพาะพันธุ์ปลาช่อนสมัยก่อนจะเน้นหาช้อนลูกปลาจากธรรมชาติมาเลี้ยง และที่สำคัญยังใช้น้ำจำนวนมากในการเลี้ยง และต้นทุนการใช้ปลาเป็ดตัวเล็กๆ จากทะเล เพื่อนำมาบดเป็นเหยื่อสดก็มีราคาที่ถูก แต่เนื่องจาก ณ ปัจจุบันนี้ สภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ในหนอง คลอง บึง ก็มีปริมาณที่น้อยลงผิดกับสมัยเก่าก่อน จึงทำให้การช้อนลูกปลาช่อนแบบสมัยนี้ทำได้ยากอีกด้วย

“เมื่อมีการประกาศไม่ให้จับปลาเป็ด หรือปลาที่เป็นปลาทะเลสำหรับใช้เลี้ยงปลาช่อนได้น้อยลง จึงได้มีการทำการศึกษาให้ปลาช่อนได้กินอาหารเม็ด และทำให้ปลาช่อนที่เลี้ยงสามารถผลิตลูกปลาได้เอง เพื่อให้ปลาช่อนสามารถเลี้ยงได้ยั่งยืนถาวรต่อไป กรมประมง จึงมีการศึกษาวิจัย ซึ่งสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ก็ได้เลือกปลาช่อนที่เป็นสายพันธุ์ที่มีชื่อเสียง อย่างปลาช่อนแม่ลา มาศึกษาค้นคว้าวิธีการเพาะพันธุ์ ในปี 2544 เพื่อเป็นการศึกษาเบื้องต้น” คุณวินัย เล่าถึงที่มาของการเพาะพันธุ์ปลาช่อน

ผลักดันจากปลาธรรมชาติ

ขึ้นเป็นปลาเศรษฐกิจ

คุณวินัย เล่าให้ฟังอีกว่า งานของกรมประมง คือ การนำปลาจากแหล่งธรรมชาติที่เพาะขยายพันธุ์ไม่ได้ มาทำการศึกษาวิจัยเพื่อทำให้เป็นปลาเศรษฐกิจ ซึ่งปลาช่อนก็เป็นปลาที่ได้รับความสนใจเช่นเดียวกัน เมื่อเล็งเห็นว่ามีแนวโน้มที่ดี สามารถทำได้จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้งานวิจัยประสบผลสำเร็จ

“ปลาช่อนที่เรานำมาทำการเพาะพันธุ์ จะเป็นปลาที่เราไปหามาจากแหล่งธรรมชาติ จากนั้นก็เลี้ยงให้เชื่อง และมีความเหมาะสมที่จะทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ พอลูกออกมาก็เลี้ยงเป็นรุ่นต่อไป ให้มีความเป็นสัตว์เลี้ยงมากขึ้น โดยฝึกให้อยู่ในที่กักขังได้ เพื่อเป็นปลาเลี้ยง ไม่ใช่เป็นปลาป่า” คุณวินัย บอกถึงแหล่งที่มาของพ่อแม่พันธุ์

ปลาช่อนที่เหมาะสมนำมาทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ ต้องมีอายุที่มากกว่า 8 เดือน ขึ้นไป จึงจะเป็นวัยที่เหมาะสมจะเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ ซึ่งการเพาะพันธุ์ก็มีวิธีการคล้ายๆ กับปลาชนิดอื่นๆ แต่จะมีข้อแตกต่างก็คือ ในเรื่องของการอนุบาลที่เป็นรูปแบบเฉพาะของปลาช่อน

เพียงเข้าใจวิธีการ

แค่ 1 วัน ก็ได้ลูกปลาช่อน

นำพ่อแม่พันธุ์มาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ขนาด 50 ตารางเมตร อยู่ในโรงเรือนหลังคาสูง ใส่น้ำให้มีความสูง ประมาณ 60 เซนติเมตร จากนั้นปล่อยพ่อแม่พันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 300-400 กรัม ความยาวเฉลี่ย 35-40 เซนติเมตร อัตรา 10 ตัว ต่อตารางเมตร เลี้ยงแบบรวมเพศ โดยปิดรอบปากบ่อด้วยตะแกรงกันปลากระโดดออกจากบ่อเลี้ยง อาหารที่ใช้เลี้ยงเป็นอาหารที่มีโปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ เปลี่ยนถ่ายน้ำ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

เมื่อเลี้ยงปลาได้อายุตามที่กำหนดและอยู่ในช่วงฤดูเพาะพันธุ์ปลาช่อน จะคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์โดยดูความแตกต่างระหว่างปลาเพศผู้และปลาเพศเมีย โดยเพศเมียมีลักษณะท้องจะอูมเป่ง ลำตัวสั้น ช่องเพศขยายใหญ่สีชมพูแดง ส่วนปลาเพศผู้ ลำตัวเรียวยาวกว่าเพศเมีย ครีบต่างๆ ยาว สีเข้ม การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ต้องทำอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ปลาเครียดหรือบาดเจ็บ เพราะความเครียดและความบอบช้ำ จะส่งผลต่อการยับยั้งการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนสังเคราะห์

เมื่อได้พ่อแม่พันธุ์ตรงตามที่ต้องการ จะนำมาจับคู่ จากนั้นฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetate ร่วมกับยาออกฤทธิ์ (domperidone) โดยแม่พันธุ์ใช้อัตราฮอร์โมนสังเคราะห์ 30 ไมโครกรัม ต่อกิโลกรัม และยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ส่วนพ่อพันธุ์ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ ในอัตราส่วน 20 ไมโครกรัม ต่อกิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณข้างตัวปลาหรือโคนครีบหู

จากนั้นนำพ่อแม่พันธุ์ปล่อยลงในถังพลาสติกทรงสูง ที่มีความจุ 70 ลูกบาศก์เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางถัง 30 เซนติเมตร ใส่น้ำลึก 60 เซนติเมตร จำนวน ถังละ 1 คู่ โดยคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีความใกล้เคียงกัน ก่อนปิดปากถังด้วยตาข่ายพรางแสงสีดำ ให้ใส่เชือกฟางฉีกฝอยเป็นพวง จำนวน 1 พวง ให้ลอยอยู่ในถัง เพื่อแทนลังไข่ เมื่อครบระยะเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง ปลาจะรัดและผสมพันธุ์วางไข่ตามธรรมชาติ โดยปล่อยไข่ที่ผสมแล้วลอยบนผิวน้ำบริเวณรังไข่

ย้ายไข่ปลาช่อนจากถังที่ผสมพันธุ์ นำมาฟักรวมกันในถังไฟเบอร์กลาสทรงกลม ขนาดความจุ 2 ลูกบาศก์เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางปากถัง 2 เมตร ใส่น้ำให้มีความลึก 65 เซนติเมตร ใส่ไข่ฟัก 1-1.5 แสนฟอง ต่อถัง หลังฟักใช้กระชอนขนาดช่องตา 1 มิลลิเมตร เนื้อแข็งคอยตักไข่เสียทิ้ง

หลังจากไข่ฟักเป็นตัวปลาจะมีถุงไข่และติดอยู่ที่หน้าท้องใช้เป็นอาหารสำรอง ลูกปลามีขนาดเล็กสีดำ ลอยตัวเป็นกลุ่มนิ่งๆ ผิวหน้าน้ำ จากนั้นถุงไข่แดงจะยุบภายใน 3 วัน ลูกปลาจะเริ่มกินอาหารและเริ่มว่ายน้ำรวมฝูงลงหาอาหารรอบถัง ซึ่งระยะนี้จะให้ไรแดงเป็นอาหาร โดยให้กินอิ่มอยู่ตลอดเวลา ดูแลลูกปลาอยู่อีกประมาณ 2 วัน จึงย้ายลงอนุบาลในบ่อดิน

ก่อนนำลูกปลาช่อนลงอนุบาลในบ่อดิน ขนาด 200 ตารางเมตร จะต้องเตรียมบ่อให้สะอาดเสียก่อน ด้วยการตากดินทิ้งไว้ให้แห้ง โรยปูนขาว 15 กิโลกรัม กรองน้ำใส่ลงบ่อ ให้มีระดับ 40 เซนติเมตร แล้วเติมน้ำอามิ 12 ลิตร ปุ๋ยสูตร 16-20-0 1.2 กิโลกรัม ปุ๋ยสูตร 46-0-0 1.2 กิโลกรัม น้ำเขียว (Chlorella sp) 200 ลิตร ในส่วนของปุ๋ยให้บดละเอียดละลายปนกับส่วนผสมอื่น ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน จนเกิดน้ำเขียวทั่วบ่อ จึงเติมเชื้อไรแดง 1 กิโลกรัม ซึ่งไรแดงจะขยายพันธุ์ขึ้นวันต่อมา จึงเติมน้ำให้สูงขึ้นอีก 20 เซนติเมตร เพื่อเจือจางปริมาณแอมโมเนียในน้ำ

จากนั้นปล่อยลูกปลาที่ได้จากถังกลมลงไปอนุบาลในบ่อดิน ให้อาหารเสริม ประกอบด้วย รำ ปลาป่น อัตรา 1 ต่อ 1 ละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อ วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็น อนุบาลจนได้ลูกปลา ขนาด 2-3 เซนติเมตร ซึ่งใช้เวลาประมาณ 17-20 วัน จึงลากอวน โดยจะทำในระยะที่ลูกปลาจับรวมฝูง เพราะจะจับได้ง่ายกว่าช่วงที่ปลาแตกฝูงแล้วเพื่อจำหน่ายให้ผู้ที่สนใจต่อไป

ลูกปลาช่อน แข็งแรง

เป็นที่ต้องการของผู้สนใจ

คุณวินัย เล่าว่า การเลี้ยงปลาช่อนในสมัยนี้ค่อนข้างง่ายกว่าสมัยก่อน ใช้เวลาเลี้ยง ประมาณ 3-4 เดือน ก็สามารถเจริญเติบโตจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้ และที่สำคัญสามารถเลี้ยงได้ทุกพื้นที่ของประเทศที่มีแหล่งน้ำจืด

“ลูกพันธุ์ปลาช่อนที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบันนี้ ขนาดตัวไซซ์ ประมาณ 2-3 เซนติเมตร อยู่ที่ตัวละ 20 สตางค์ ซึ่งต้นทุนนี้ค่อนข้างนานแล้วที่เคยตั้งไว้ ซึ่งต่อไปในอนาคตอาจจะมีการปรับราคา อยู่ที่ตัวละ 80 สตางค์ ซึ่งผู้ที่สนใจเมื่อซื้อไป สามารถนำไปเลี้ยงได้เลย หรือถ้าเกษตรกรคนใดสนใจอยากนำไปอนุบาลต่อ ก็จะได้ราคาตกอยู่ที่ ตัวละ 2-3 บาท มีขนาดใหญ่กว่า 2-3 เซนติเมตร” คุณวินัย กล่าวถึงราคาจำหน่าย

ปลาช่อน

เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย

หากใครที่กำลังมองอาชีพเกี่ยวกับประมงด้วยการเลี้ยงปลาเป็นอาชีพ ปลาช่อนอาจตอบโจทย์ให้กับหลายๆ คน ที่กำลังรวบรวมข้อมูลในการตัดสินใจอยากเลี้ยงปลาอยู่ในขณะนี้

“จากการเก็บข้อมูลจากผู้ที่ประสบผลสำเร็จ และผู้ที่มาอบรมที่ศูนย์นี้ ก็จะบอกกันว่า ปลาช่อน เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายกว่าปลาอื่นๆ และก็ใช้พื้นที่ไม่มาก และที่สำคัญใช้น้ำน้อย สามารถใช้น้ำบาดาลเลี้ยงได้ เมื่อเลี้ยงแล้วใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ก็โตจำหน่ายได้ อย่างใครที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพ ก็สามารถที่จะเลี้ยงได้ แต่ต้องดูความพร้อมเรื่องตลาดด้วย” คุณวินัย บอก

ทั้งนี้ คุณวินัย ยังให้ความเห็นส่วนตัวในเรื่องของอนาคตของปลาช่อนทิ้งท้ายไว้ให้ด้วยว่า “จากความคิดผม ที่เห็นได้จากมีคนเริ่มนิยมมากขึ้น อาจเรียกได้ว่าปลาช่อนเป็นปลาคู่บ้านคู่เมืองของเราจริงๆ โดยมองย้อนจากสมัยก่อน แต่ตอนนี้ปลามันเริ่มมีจำนวนที่น้อยลงไปเรื่อยๆ จากธรรมชาติ ซึ่งมีข้อจำกัดอื่นๆ อีก รวมทั้งการเลี้ยงแบบเดิมๆ ก็ทำได้ยากแล้ว อย่างเช่น การใช้ปลาเล็กมาทำเหยื่อสด และการช้อนจากธรรมชาติ มันค่อนข้างมีน้อย หากเราสามารถทำปลาช่อนกลับมาได้อย่างเดิม ก็จะทำให้ตลาดขยายได้มากขึ้น ทำให้ตลาดกว้างไปได้เยอะอีกด้วย” คุณวินัย กล่าวแนะ

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากเข้าฝึกอบรมการเพาะพันธุ์ปลาช่อน และหาซื้อลูกพันธุ์ปลาที่มีความแข็งแรงนำไปเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด หมายเลขโทรศัพท์ (035) 704-171

เลี้ยงปลาช่อน เป็นงานสร้างเงิน ของ กังวาล ชูแก้ว ที่สุพรรณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05070011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

รายงานพิเศษเส้นทางปลาช่อน

สุรเดช สดคมขำ

เลี้ยงปลาช่อน เป็นงานสร้างเงิน ของ กังวาล ชูแก้ว ที่สุพรรณบุรี

ปลาช่อน เป็นปลาที่อาศัยแพร่กระจายทั่วไปตามแหล่งน้ำทั่วทุกภาคของไทย ซึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ เป็นปลาที่มีเกล็ด ลักษณะลำตัวกลมและเรียวยาว ประมาณ 30-40 เซนติเมตร หางมีลักษณะแบนข้าง ปากกว้าง ซึ่งภายในปากมีฟันเขี้ยวบนเพดาน ลำตัวมีสีคล้ำอมน้ำตาลอ่อน

ปลาช่อน เป็นปลาที่มีความพิเศษคือ สามารถแถกไถตัวคืบคลานไปบนบกเพื่อหาที่อยู่ใหม่ได้ รวมทั้งหลบอยู่ใต้ดินในฤดูฝนแล้งเพื่อรอฝนได้เป็นแรมเดือน โดยการสะสมพลังงานไว้ หรือที่เรียกว่าปลาช่อนจำศีล

เนื้อปลาช่อนสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู หรือทำเป็นปลาเค็มใส่เกลือก็อร่อยไม่แพ้กัน จึงนับว่าเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและในกระชัง

คุณกังวาล ชูแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 200 หมู่ที่ 1 ตำบลสระพังลาน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ลองเลี้ยงปลาช่อนจนประสบผลสำเร็จ จึงยึดเป็นอาชีพสร้างงานสร้างเงินได้แบบสบายๆ ในเวลานี้

จากพ่อค้า

ผันชีวิตสู่อาชีพประมง

คุณกังวาล เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมตนมีอาชีพค้าขายของชำทั่วไปกับภรรยา ต่อมาได้เห็นพี่ชายของภรรยาเลี้ยงปลาช่อน จึงเกิดความสนใจที่อยากจะทดลองเลี้ยงบ้าง เพราะสมัยก่อนนั้นต้นทุนเรื่องอาหารยังไม่แพงมากนัก และตลาดยังไปได้ดีอีกด้วย

“พอ ปี 2542 เราก็เลิกค้าขายของชำ มาเริ่มเลี้ยงปลาช่อน เพราะว่าช่วงนั้นพี่ชายภรรยาเลี้ยงแล้วได้ดีมาก เห็นเวลาที่เขาจับแล้วมันได้น้ำหนักปลาดี ซึ่งโชคดีที่เรามาเลี้ยงตอนนั้นไม่ต้องลองผิดลองถูกอะไรมาก เรามีต้นแบบที่เขาประสบผลสำเร็จอยู่แล้ว เรื่องการเลี้ยงจึงไม่ใช่ปัญหาในตอนนั้นสำหรับการเริ่มต้น” คุณกังวาล เล่าถึงที่มา

จากความโชคดีที่มีแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญ จึงทำให้การเลี้ยงปลาช่อนไม่เป็นอุปสรรค รวมทั้งเรื่องการตลาดอีกด้วย เขาจึงสามารถเลี้ยงได้แบบสบายๆ เลยทีเดียว

เลี้ยงง่าย โตดี

เพียงเข้าใจวิถีปลาช่อน

การเลี้ยงปลาช่อนให้มีการเจริญเติบโตที่ดีนั้น คุณกังวาล บอกว่า ในขั้นตอนแรกจะนำลูกปลาช่อนมาอนุบาลในบ่อดินเสียก่อน เพื่อให้ลูกปลาเจริญเติบโตเป็นขนาดไซซ์นิ้ว ซึ่งอาหารที่ให้ลูกปลาช่อนในระยะนี้กิน จะเป็นปลาทะเลผสมอาหารเสริมที่ผ่านการบดให้ละเอียด มีความเหลวเหมือนโจ๊ก

“ลูกปลาช่อน ส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ พวกชาวบ้านเขาก็ไปหาช้อนมาขายให้ เราก็จะเอามาอนุบาลในบ่อดินก่อน อาหารที่ให้ก็จะให้ทั้งวัน ให้กินเรื่อยๆ ชนิดที่ว่าลูกปลาไม่กินกันเอง เราต้องมาฝึกอีกครั้งเพื่อให้กินอาหารให้เป็น เพราะธรรมชาติของปลาช่อนมันจะกินกันเอง แต่ถ้ามีให้กินตลอดมันก็จะไม่กินกันเอง ซึ่งใช้เวลาในระยะนี้ ประมาณ 2 เดือน ลูกปลาช่อนก็จะใหญ่ขึ้น ก็จะคัดไซซ์แยกมาใส่ลงเลี้ยงในบ่อที่สำหรับเลี้ยงต่อไป” คุณกังวาล กล่าว

การเลี้ยงปลาช่อนในบ่อดิน เพื่อให้เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ตามที่ต้องการของตลาดนั้น คุณกังวาล เล่าว่า น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยง ต้องหมุนเวียนตลอด และบ่อดินที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยง ต้องมีขนาด 20×40 เมตร ลึก 2 เมตร

“บ่อก่อนเลี้ยงเราก็ต้องเตรียมให้สะอาด ต้องมีการฉีดขี้เลน จากนั้นก็โรยด้วยปูนขาว เพราะบ่อที่สะอาด ทำให้ปลาที่เราเลี้ยงมาก็จะได้ดี ไม่เป็นจิ๋วหรือปลาดาบ เพราะไม่มีเชื้อโรค ปลาก็แข็งแรง เจริญเติบโตได้ดี ส่วนข้างบ่ออาจใช้หินใหญ่ๆ วางข้าง ทำเป็นเหมือนเขื่อน เพราะปลาช่อนชอบคุดมุดดิน มันจะทำให้คันบ่อเราพังได้” คุณกังวาล บอก

เมื่อเตรียมบ่อเสร็จ จากนั้นนำปลาช่อนที่ผ่านการอนุบาลแล้ว ลงมาปล่อย จำนวน 10,000-15,000 ตัว ต่อบ่อ ซึ่งเป็นจำนวนที่เหมาะสมสำหรับบ่อขนาดที่กล่าวไปข้างต้น

อาหารที่ให้ปลาช่อนกินในระยะนี้เป็นเหยื่อสด ที่ได้จากปลาทะเลเช่นเคย แต่การผสมอาจแตกต่างกว่าการให้ลูกปลาช่อนกิน คือมีการใส่รำและอื่นๆ ลงไปด้วย เพื่ออาหารจะมีเนื้อที่หยาบขึ้น ให้ปลาช่อนกินดูตามความเหมาะสม

“ฟาร์มนี้จะให้กิน วันละ 2 มื้อ คือ เช้ากับเย็น แต่ถ้าใครมีเวลาพอ จะให้วันละ 3 มื้อ ก็ได้ ถ้าให้ 3 มื้อนี่ ปลาจะโตดี ได้ขนาดใหญ่เร็ว แต่ที่นี่จะให้มากไปอีกนิด ต้องดูตามขนาดของตัวปลาด้วย ว่าจะให้มากให้น้อยขนาดไหน เราคนเลี้ยงจะกะได้เลย” คุณกังวาล อธิบายเรื่องการให้อาหาร

เรื่องโรคของปลาช่อนช่วงที่มีปัญหามากที่สุด คุณกังวาล บอกว่า จะเป็นช่วงฤดูหนาวจะทำให้ปลามีแผลเกิดตามลำตัว หากแผลถ้าเป็นมากๆ แล้ว ไม่สามารถทำให้หายได้ ซึ่งการป้องกันที่จะไม่ให้เกิดขึ้น คือในช่วงนี้จะปิดทางไหลเวียนของน้ำทั้งหมด เพื่อไม่ให้น้ำจากข้างนอกเข้ามาภายในบ่อ และหากเจอปลาเป็นแผลก็จะต้องหยุดให้อาหารสักระยะจนกว่าปลาจะหายดี

เลี้ยงปลาช่อนไปอีก อย่างน้อย 9 เดือน ปลาช่อนก็จะมีขนาดไซซ์ 800 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ซึ่งเป็นไซซ์ที่ตลาดต้องการ

ตลาดยังไปได้ดี

เพราะเนื้อปลาคนยังนิยมกิน

คุณกังวาล เล่าให้ฟังในเรื่องของการตลาดว่า ในช่วงแรกๆ ไม่มีปัญหามากนัก เนื่องจากตนรู้จักกับคนในหลายจังหวัดจึงนำปลาไปส่งจำหน่ายได้ทั่ว ซึ่งปลาทั้งหมดก่อนที่จะนำไปส่งลูกค้า เขาจะต้องเป็นคนจับเอง ซึ่งผิดกับปลาอื่นๆ ที่มีคนมารับซื้อถึงหน้าบ่อ

“สมัยก่อนไปมาทั่ว ไม่ว่าจะภาคเหนือก็ไปส่ง ต่อมาพอคนเริ่มมาเลี้ยงกันมากขึ้น ส่วนแบ่งตลาดมันก็มีมากขึ้น เราก็จะส่งบริเวณใกล้เคียงนี้เอา อย่างในกรุงเทพฯ สิงห์บุรี และก็ในสุพรรณบุรี ราคาปลาช่อนช่วงนี้ก็ตกอยู่ที่ กิโลกรัมละ 130 บาท ช่วงที่ถูกสุดก็อยู่ที่ กิโลกรัมละ 110 บาท ราคาก็เป็นไปตามฤดูกาล” คุณกังวาล เล่าถึงการตลาด

น้ำดี พื้นที่เหมาะสม

การเลี้ยงปลาช่อนก็สำเร็จได้

คุณกังวาล บอกว่า ปัญหาและอุปสรรคของการเลี้ยงปลาช่อนในช่วงหลังมานี้ จะเป็นเรื่องน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะไม่กี่ปีมานี้ ในพื้นที่บริเวณแถบนี้ค่อนข้างที่จะมีน้ำในปริมาณที่จำกัด ทำให้น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาช่อนมีปริมาณที่ไม่เพียงพอ

“น้ำถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะว่าภายในบ่อต้องให้มีน้ำหมุนเวียนตลอด หากเราทำเป็นบ่อปิด ไม่มีน้ำเข้าออกเลย ปลาก็จะหยุดกินอาหารไปเรื่อยๆ ต่อไปก็แทบไม่กินเลย ซึ่งทีนี้ก็จะมีขุดบ่อใหญ่ไว้ เพื่อให้ระบายน้ำออกจากบ่อเลี้ยงไปพัก แล้วก็เอาของที่พักเข้ามาสลับไปแบบนี้ ถ้าเราจะรอน้ำจากชลประทาน มันก็ไม่ไหว เราแย่แน่แบบนั้น เพราะช่วงนี้เขาจะปล่อยเป็นเวลา” คุณกังวาล กล่าวถึงปัญหา

ส่วนสำหรับท่านใดที่สนใจอยากเลี้ยงปลาช่อนเป็นอาชีพ คุณกังวาล ฝากบอกว่า

“ปลาช่อน เป็นปลาที่เลี้ยงไม่ยาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ชอบความเงียบสงบ โดยพื้นที่เลี้ยงต้องไม่มีความวุ่นวาย หากมีเสียงดังจากรถที่วิ่งหรือแปลกกลิ่น ปลาช่อนก็จะหยุดกินอาหาร อย่างน้อย 1-2 วัน และอีกอย่างที่สำคัญเรื่องตลาดควรศึกษาให้ดีเสียก่อน เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้วจึงค่อยตัดสินใจเลี้ยงได้เลย” คุณกังวาล กล่าว

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณกังวาล ชูแก้ว หมายเลขโทรศัพท์ (086) 344-1950

เรื่องเล่าจากการศึกษาดูงาน ระบบการใช้ตำรับสมุนไพร ณ ประเทศญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

สมุนไพร อภัยภูเบศร

เรื่องเล่าจากการศึกษาดูงาน ระบบการใช้ตำรับสมุนไพร ณ ประเทศญี่ปุ่น

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าและผู้บริหารของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้มีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับระบบการจัดการเกี่ยวกับสมุนไพรอย่างครบวงจรของประเทศญี่ปุ่น จึงอยากนำประสบการณ์ที่ได้รับมาเล่าสู่กันฟังครับ

สำหรับยาสมุนไพรในประเทศญี่ปุ่น จะเรียกว่า Kampo จากหลักฐานพบว่า มีการใช้มามากกว่า 1,400 ปี โดยหากแยกดูในความหมายของคำแล้ว Kam ซึ่งน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า Kan หรือ Han (ราชวงศ์ฮั่นของประเทศจีน) ดังนั้น ความหมายก็จะสื่อถึงสิ่งที่มาจากจีน ส่วน po หมายถึง วิถีการรักษา ซึ่งความหมายโดยรวมคือ แบบแผนการรักษาที่มาจากประเทศจีน แต่ได้มีการพัฒนาจนมีเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของญี่ปุ่นเอง ทำให้ไม่แปลกใจว่า ตำรับยา Kampo จะประกอบไปด้วยสมุนไพรจากเมืองจีนทั้งนั้น โดยในหนึ่งตำรับจะมีสมุนไพรไม่เยอะ เฉลี่ยประมาณ 4-5 ชนิด แต่ในบางครั้งส่วนประกอบของตำรับมาจากอวัยวะของสัตว์ก็มีเหมือนกัน

การสั่งใช้ตำรับยา Kampo ในประเทศญี่ปุ่นนั้น แพทย์แผนปัจจุบันจะเป็นผู้สั่งใช้ ส่วนใหญ่จะมีความรู้เกี่ยวกับตำรับยาสมุนไพร Kampo ด้วยเช่นกัน และบางท่านก็สามารถตรวจรักษาด้วยวิธีแบบแผนตะวันออกได้ด้วย ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น umified system อธิบายอย่างง่ายคือ เหมาหมดทั้งแผนปัจจุบันและ Kampo นั่นเอง โดยตัวคนไข้นั้นสามารถเบิกค่ายาได้แต่ไม่ทั้งหมดตามระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งต้องจ่ายค่ายาเอง ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้าพเจ้าได้ฟังการบรรยายจากบริษัทผลิตตำรับยา Kampo ที่มียอดการใช้สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตำรับยา Kampo ที่ผลิตโดยบริษัทนี้ จะไม่ใช่สมุนไพรชิ้นแห้งนำมาบดผงรวมกันแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน แต่จะถูกแปรรูปให้เป็นสารสกัดและผ่านเครื่องผลิตยาให้ออกมาในรูปแบบของ granule (สารสกัด) โดยในหนึ่งสูตรตำรับจะใช้หมายเลขกำกับแทนชื่อตำรับ เมื่อแพทย์แผนปัจจุบันสั่งจ่ายตำรับยา Kampo ก็เพียงแต่ระบุยี่ห้อและตัวเลขของสูตรตำรับก็เป็นอันเสร็จสิ้น คนไข้จะรับประทานเป็นซองต่อ 1 ครั้ง จะดื่มน้ำตามหรือสามารถรับประทานผงโดยตรงเลยก็ยังได้ ซึ่งตำรับยา Kampo ที่ผลิตจากที่นี่มีถึง 129 ตำรับ ถือว่าครอบคลุมเกือบทุกชนิดของตำรับยาของ Kampo

ในส่วนของการวิจัยและพัฒนายา การควบคุมคุณภาพของตำรับยา การเก็บรักษาวัตถุดิบ รวมทั้งด้านการผลิต ก็เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก เพราะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีระดับสูง ใช้คนน้อยแต่ได้ปริมาณผลิตภัณฑ์มาก เหนือสิ่งอื่นใดคือนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญที่คอยควบคุม คิดค้น และศึกษาวิจัยอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นที่เชื่อมั่นของทุกคน โดยในอนาคตอันใกล้เราอาจได้เห็นตำรับยา Kampo ของญี่ปุ่น ถูกใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดในการขึ้นทะเบียนยาใหม่มากที่สุด เนื่องจากในเวลานี้ตำรับยา Kampo กำลังถูกศึกษาวิจัยในมนุษย์และผลักดันเพื่อขึ้นทะเบียนยาในต่างประเทศได้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมากที่สุดสำหรับยาที่มาจากสมุนไพร

หลังจากที่ได้เดินทางไปยังบริษัทที่มียอดจำหน่ายมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นแล้ว อีกสถานที่หนึ่งที่มีโอกาสได้ไปเยี่ยมคือ มหาวิทยาลัยโทยาม่า และโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ซึ่งสถานที่ที่นำการแพทย์แผนตะวันออกผสมผสานกับการแพทย์แผนตะวันตกมาใช้ในการรักษาคนไข้ได้อย่างลงตัว

จังหวัดโทยาม่า เป็นจังหวัดที่ติดชายฝั่งทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะญี่ปุ่น โดดเด่นทางด้านอุตสาหกรรมการผลิตยา โดยมีบริษัทเล็กๆ ที่ผลิตยาสมุนไพรกว่า 80 บริษัท เลยมีฉายาของเมืองคือ Kusuri town หรือเมืองแห่งการผลิตยา

มหาวิทยาลัยโทยาม่า มีชื่อเสียงด้านการนำตำรับ Kampo medicine มาศึกษาวิจัยทั้งในสัตว์ทดลองและศึกษาในมนุษย์ เช่น การศึกษากลไกการออกฤทธิ์จากผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ การคิดค้นหาสารใหม่ที่ได้จากพืชในการต้านเซลล์มะเร็ง เป็นต้น ซึ่งการวิจัยลักษณะนี้เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนสูง ต้องใช้ทั้งความเชี่ยวชาญและเครื่องมือที่มีความทันสมัยมาก เช่นเดียวกับสถานการณ์ของสมุนไพรไทยที่ยังต้องการงานวิจัยที่มากขึ้น เพื่อนำมาสนับสนุนการใช้และยืนยันในประสิทธิภาพสำหรับการรักษาทางการแพทย์

นอกจากนี้บริเวณมหาวิทยาลัย มีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงประวัติความเป็นมาของตำรับยา Kampo เก็บรวบรวมพันธุ์พืชจากทั่วโลก และชิ้นส่วนของสัตว์ที่นำมาทำเป็นยา ในลักษณะ Herbarium แบ่งหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ จุดเด่นของ Herbarium แห่งนี้ คือรวบรวมจำนวนตัวอย่างที่หลากหลายชนิด ที่เป็นชิ้นส่วนของพืชกว่า 26,000 ชิ้น ตำรับยา Kampo กว่า 200 ตำรับ รวมทั้งเก็บรักษาตำรายาโบราณ

ในอาคารที่ไม่ไกลกันนักคือ โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยโทยาม่า ส่วนที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปศึกษาดูงานคือ แผนก Kampo diagnostics โดยแพทย์แผนปัจจุบันของแผนกนี้ จะใช้การตรวจทฤษฎีแบบแผนตะวันออก เช่น Ki หรือที่เราคุ้นๆ หูคือ พลัง “ชี่” พลังลมปราณในร่างกายนั่นเอง อีกทฤษฎีหนึ่งคือ Yin-Yang หรือ หยิน-หยาง หลักแห่งความสมดุลของร่างกาย โดยอาการป่วยที่แสดงออกมาคือการร่างกายคนไข้ขาดสมดุลหรือถูกรบกวน จึงต้องทำให้คนไข้กลับเข้าสู่จุดสมดุล เพื่อทำให้อาการเจ็บป่วยดีขึ้น

หลังจากตรวจเสร็จ แพทย์จะสั่งยาตำรับยา Kampo ให้คนไข้ตามอาการด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ของห้องยาของโรงพยาบาล ภายในห้องจ่ายยานี้ จะมีทั้งยาแผนปัจจุบัน ตำรับ Kampo บรรจุเสร็จ และสมุนไพรแบบชิ้นแห่งสำหรับเตรียมผสมให้คนไข้เป็นรายๆ ไป โดยจะมีบริการต้มยาใส่ขวดบรรจุให้คนไข้ที่นอนโรงพยาบาล ระบบที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงเหล่านี้ ท่านผู้อ่านจะได้เห็นในโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศรอีกไม่นานเกินรอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ภก. ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ ผ่านอภัยภูเบศรสาร ฉบับที่ 157 และ ฉบับที่ 158

“เกลือ” เรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

คนรักผัก

สุมิตรา จันทร์เงา

“เกลือ” เรื่องใกล้ตัวที่ควรรู้

เราบริโภคเกลือกันอยู่ทุกวัน แทบจะเรียกได้ว่าชีวิตนี้ไม่มีวันขาดเกลือได้ เพราะแม้ยามเจ็บป่วยเราก็ยังต้องพึ่ง “น้ำเกลือ” ให้มีชีวิตรอด

แต่มีใครเคยสนใจศึกษาเรื่องเกลือกันจริงๆ จังๆ ไหม?

เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมเกลือถึงได้เป็นเครื่องปรุงรสที่มีคุณค่ามหาศาลทั้งที่เป็นของในครัวธรรมดาสามัญจะตายไป แถมราคาก็ถูกที่สุดในบรรดาเครื่องปรุงทั้งปวง

และทำไมชีวิตคนเราจึงจำเป็นต้องมีเกลือ ทั้งคนและสัตว์ต่างชอบกินเกลือ และขาดเกลือไม่ได้เลย

แม้แต่ในร่างกายเราเองการหลั่งเหงื่อและน้ำตาออกมาถ้าลองใช้ปลายลิ้นแตะดูจะรู้รสได้ในทันทีว่ามัน “เค็ม” เป็นรสเค็มของ “เกลือ”

นั่นหมายความว่าในร่างกายของเรานั้นมีเกลืออยู่!

ว่ากันว่าบรรพบุรุษของสัตว์บกแต่เดิมอาศัยอยู่ในทะเล ดังนั้น ของเหลวในร่างกายสัตว์บกจึงมีรสเค็มของเกลืออยู่เหมือนแต่ก่อนที่สัตว์เหล่านั้นจะขึ้นจากทะเลมาอยู่บนบก

อันนี้ก็ฟังคนอื่นเขาต่อมานะ จำได้ว่าอ่านเจอในบทความของนิตยสารทางการแพทย์ฉบับหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้ายืนยันฟันธงชัดเจนลงไปว่าใช่ตามนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่

แต่ที่ถูกต้องที่สุดก็คือ เกลือเป็นสิ่งที่ร่างกายมนุษย์จะขาดเสียไม่ได้เลย ขาดเกลือขึ้นมาเมื่อไรก็หมายความว่ากระบวนการในร่างกายก็จะรวนเรทันที

เพราะเกลือเป็นธาตุพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกายของมนุษย์ในการรักษาสมดุลของระดับน้ำในร่างกายและช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหาร เกลือกับมนุษย์จึงมีความสำคัญอย่างมิอาจแยกจากกันได้

มีตัวเลขเปรียบให้เห็นง่ายๆ ว่า ในคนที่มีน้ำหนักตัว 70 กิโลกรัม จะมีเกลืออยู่ในร่างกายประมาณ 150 กรัม ดังนั้น ในเลือดของทุกคนจะมีเกลือผสมอยู่ประมาณ 5 ใน 1,000 ส่วน

บริเวณที่มีเกลืออยู่มากก็คือแถวไขสันหลัง ต่อมน้ำเหลือง และในสารคัดหลั่งที่เป็นเหงื่อซึ่งจะมีเกลือปนอยู่มากที่สุด

ในทางการแพทย์นั้นถ้าหัวใจขาดเลือดจะทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติ กล้ามเนื้อขาดเกลือจะทำให้เกิดอาการชัก ถ้าในกระเพาะอาหารขาดเกลือก็จะทำให้ระบบการย่อยไม่ดี

และหากใครขาดเกลือเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้ไม่มีแรง ดังนั้น คนที่อ่อนเพลียก็เลยต้องได้รับน้ำเกลือเข้าไปหล่อเลี้ยง

แค่นี้ก็ชัดเจนแล้วว่าทุกชีวิตที่เกิดมาจะขาดเกลือไม่ได้เลย เพราะเกลือเกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำรงอยู่และการพัฒนาของชีวิตมนุษย์

คงเป็นเพราะทุกวันนี้เราใช้เกลือกันในชีวิตประจำวันจนเคยชิน กลายเป็นของธรรมดาที่มองข้ามไปโดยไม่ค่อยได้ใส่ใจในรายละเอียด ทั้งที่เรื่องราวของเกลือนั้นมีผลต่อชีวิตและสุขภาพเราในระดับความเป็นความตายกันเลยทีเดียว

คงไม่ผิดนักถ้าจะกล่าวว่าเกลือเป็นเครื่องปรุงรสชนิดแรกของโลกที่มนุษย์นำมาใช้ในการปรุงอาหารและสร้างรสชาติให้กับปุ่มรับรสในลิ้นของมนุษย์ เนื่องจากคุณสมบัติพื้นฐานของเกลือมีความเค็มจึงช่วยให้รสชาติอาหารเข้มข้นขึ้นจากรสธรรมชาติดั้งเดิมของมัน สามารถเปลี่ยนจากรสหนึ่งไปสู่อีกรสหนึ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

นอกจากนี้ มนุษย์ยังได้ใช้เกลือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะพิธีกรรมและความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องมลทินและความบริสุทธิ์

เช่น ในพิธีกรรมของชาวยิวและชาวคริสต์ ที่เรียกว่า “ศีลล้างบาป” จะต้องมีการชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ เพื่อเปลี่ยนผ่านสถานภาพ และทำให้บุคคลเหล่านั้นเป็นคริสต์ศาสนิกชนที่สมบูรณ์ จึงใช้เกลือแตะที่ริมฝีปากของเด็กเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของพิธีนี้

หรือความเชื่ออีกเรื่องหนึ่งในหลายชนชาติ คือการโยนเกลือเหนือไหล่เพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้ายที่อาจติดตามตัวมาเมื่อพบกับสิ่งที่เป็นอัปมงคล หรือการเข้าร่วมพิธีที่เกี่ยวข้องกับคนตายก็มักจะโยนเกลือเหนือไหล่เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย

ความหมายของเกลือในทางวัฒนธรรมจึงเป็นเรื่องของการชำระล้าง ความบริสุทธิ์ สะอาด

ถ้าใครเคยดูการแข่งขันกีฬาซูโม่ของญี่ปุ่นที่ผู้เข้าแข่งขันต้องเข้าไปอยู่ในวงกลมที่โรยด้วยเกลือ และก่อนทำการแข่งขันก็จะมีการโยนเกลือเข้าไปในวงเพื่อขับไล่วิญญาณชั่วร้ายออกไป ก็จะเห็นว่าพิธีกรรมนี้เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่จะทำให้การแข่งขันเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์ สะอาด และยุติธรรม

ด้วยรสเค็มของเกลือนี่เอง การเปรียบเทียบคุณสมบัติของเกลือและคุณสมบัติของมนุษย์จึงถูกนำมาใช้เทียบกับสิ่งของที่หายากขาดแคลนเช่นเดียวกับคุณงามความดีที่มีอยู่ในตัวคน

ดังเช่นสุภาษิตที่บอกว่า “จงรักษาความดีเหมือนเกลือรักษาความเค็ม”

เหมือนร่างกายของทุกชีวิตที่ต้องมีเกลือเป็นส่วนประกอบ เป็นคุณธรรมสำคัญที่ควรติดตัวมนุษย์ทุกคนเพื่อให้เกิดสันติสุข

ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติและประวัติศาสตร์โลก เกลือจึงเป็นทั้งวัตถุที่มีความสำคัญในทางพิธีกรรมและความเชื่อในทางศาสนาและของอุปโภคบริโภคในระดับยุทธปัจจัยที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิต เป็นที่ต้องการของผู้คนทุกชนชาติ

เกลือปรากฏในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อทางไสยศาสตร์มากมาย เช่น ในไอริช สกอตแลนด์ และอังกฤษ มีพิธีตักเกลือด้วยมือเทลงบนทรวงอกของคนตายเพื่อชำระดวงวิญญาณให้บริสุทธิ์และป้องกันจากปิศาจร้าย

ชาวเม็กซิโกเชื่อว่าเกลือบ้านใครหมดก็จะเกิดความชั่วร้ายขึ้นในบ้านนั้น

ชาวอินเดียนแดงในอเมริกาเชื่อว่าเทพแห่งเกลือเป็นเทพที่มีพลังอำนาจมากที่สุดในจักรวาล ทำให้เกลือของชาวพื้นเมืองกลายเป็นเครื่องบรรณาการที่สำคัญสำหรับชาวตะวันตกผิวขาว

ในประเทศเยอรมนี ถ้าเด็กหญิงคนใดลืมวางขวดเกลือลงบนโต๊ะอาหาร นั่นหมายความว่าเป็นการสารภาพว่าได้สูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้ว

คนหลายเผ่าพันธุ์ในอดีตที่บูชาดวงอาทิตย์ เชื่อว่าเกลือเป็นของขวัญอันมีค่าจากเทพเจ้าเพราะดวงอาทิตย์สามารถแผดเผาน้ำทะเลให้เหือดแห้งจนกลายเป็นเกลือได้ ทำให้เขาเชื่อว่าจะได้รับการคุ้มครองดูแลจากเทพให้อยู่เย็นเป็นสุข

ในทางพระพุทธศาสนานั้นถือว่าเกลือเป็นโอสถ ในสมัยพุทธกาลใช้เกลือเป็นยารักษาโรคภิกษุที่อาพาธ

เกลือที่ถือเป็นเภสัช ได้แก่ เกลือสมุทร เกลือดำ เกลือสินเธาว์ เกลือโป่ง และเกลือหุง เช่นเดียวกับอารยธรรมจีนที่ใช้เกลือเป็นยารักษาโรคมากว่าสี่พันปี

เกลือยังเป็นรากฐานทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของโลกและความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศมายาวนานนับตั้งแต่มีนักวิชาการสรุปว่าอารยธรรมโลกเริ่มต้นขึ้นตามริมฝั่งทะเลทรายที่มีตะกอนเกลือทับถมกันมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ หลังจากนั้น ก็เกิดการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรกันใกล้เมืองโบราณของลุ่มน้ำจอร์แดนที่ตั้งอยู่บนแหล่งทรัพยากรอันมีค่าคือเกลือ

เวลานั้นผู้ใดครอบครองความอุดมสมบูรณ์ของเกลือได้ก็สามารถสร้างความมั่งคั่งในทางเศรษฐกิจได้มากกว่าพื้นที่อื่น แม้กระทั่งปัจจุบันแหล่งเกลือใหญ่ของโลกก็กลายเป็นแหล่งแร่ธาตุที่มีมูลค่ามหาศาล

ในอดีตเกลือจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นของธรรมดาที่มีค่ามหาศาล ถูกนำไปใช้แลกเปลี่ยนกับสินค้าแทนเงินตราในหลายพื้นที่ เช่น ในแอฟริกา ทิเบต และบอร์เนียว

ดังนั้น รากศัพท์ของคำว่า “Salary” ซึ่งหมายถึง เงินเดือน หรือค่าจ้าง นั้นจึงมาจากรากศัพท์ของคำที่มีความหมายว่าเกลือนี่เอง

ยุคโรมันมีการจ่ายเงินเดือนแก่ทหารเป็นเกลือ เรียกว่า “Salarium” และชาวกรีกโบราณใช้เกลือเป็นของเซ่นไหว้เทพเจ้าที่ขาดไม่ได้เลยเพื่อเป็นเครื่องแสดงความเคารพยำเกรง

ชาวยุโรปที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในอเมริกาก็นำเกลือติดตัวไปเป็นสินค้าในการแลกเปลี่ยนอาหาร ขนสัตว์ และที่ดินกับคนพื้นเมืองอินเดียนแดง

ในบางประเทศค่าของเกลือเทียบเท่าทองคำ โดยเฉพาะประเทศทางตอนเหนือของทะเลทรายซาฮาร่าซึ่งมีเกลืออุดมสมบูรณ์จะนำเกลือมาเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนกับทองคำบริเวณเมืองท่า ทิมบักตู (Timbuktu) ซึ่งต่อมากลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าสำคัญในยุคกลางอันมีชื่อเสียง เป็นจุดขนถ่ายสินค้าลำเลียงทองคำด้วยกองคาราวานในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

เคยมีการกล่าวไว้ว่า ครั้งหนึ่งราคาเกลือเทียบเท่ากับราคาของทองคำและราคาของมนุษย์ที่ถูกจับมาขายเป็นทาส ทำให้เกลือกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามหาศาลที่คนทุกกลุ่มต้องการครอบครองและควบคุมแหล่งผลิตที่สำคัญ

ในประวัติศาสตร์โลกจึงมีสงครามแย่งชิงทรัพยากรเกลือหลายครั้ง ทำให้เกลือก็กลายเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญในการสงคราม เช่น การต่อสู้ของพวกคาธาจิเนียนกับกรีกและโรมันเพื่อควบคุมศูนย์กลางการผลิตและค้าเกลือในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของคาธาจิเนียน เนื่องจากทหารโรมันบุกเข้าไปโรยเกลือในพื้นที่ทำให้ผืนดินเมืองคาธาจแห้งแล้งไปทั่ว พืชผลเสียหาย ผู้คนอดอยากจนต้องยอมศิโรราบ

แม้แต่ในอินเดียสมัยที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษก็ถูกขูดรีดทรัพยากรเกลือที่ผลิตจากน้ำทะเลและการเก็บภาษีในอัตราที่สูง ทำให้ประชาชนชาวอินเดียกว่าพันคน นำโดยมหาตมะ คานธี ได้เดินขบวนต่อต้านไปที่ชายฝั่งทะเลซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทผลิตเกลือในปี ค.ศ. 1930 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้เป็นชนวนสำคัญในการเรียกร้องเอกราชคืนจากอังกฤษของคนอินเดีย

ปัจจุบันเกลือสำหรับคนอินเดีย จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญในการเป็นของขวัญแห่งความทรงจำและอิสรภาพที่ชาวอินเดียใช้มอบให้แก่กัน

ในวัฒนธรรมจีนมีของเจ็ดสิ่งที่จะไม่มีวันขาดยอมให้ขาดไปจากบ้านเด็ดขาด เพราะถือเป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตประจำวัน ได้แก่ ไม้ฟืน ข้าว น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้ม และชา

ทางการจีนโบราณถึงขั้นตั้งหน่วยงานควบคุมการซื้อขายเกลือขึ้นโดยเฉพาะ ในบันทึกประวัติศาสตร์สมัยหมิงและชิง ระบุว่า ใครที่ต้องการได้อำนาจควบคุมเกลือนั้นต้องจ่ายเงินมากมายมหาศาลเพื่อซื้อตำแหน่งนี้มา

กษัตริย์ฝรั่งเศสในอดีตก็เคยเก็บภาษีจากเกลือในราคาสูงลิ่ว และราคาเกลือที่ซื้อขายกันนั้นแพงพอๆ กับรายได้ของคนๆ หนึ่งในรอบปี แถมยังมีการออกข้อกำหนดควบคุมการซื้อเกลือของประชาชนด้วย เพื่อไม่ให้มีการลักลอบกักตุน

สนุกไหมคะ? นี่เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นของประวัติศาสตร์เกลือในอารยธรรมโลก

แต่เรื่องราวของเกลือยังจะมีต่อไป เพราะปัจจุบันนี้ผลวิจัยทางการแพทย์พบว่าผู้ที่กินเกลือมาก อัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงก็จะเพิ่มขึ้น

และปัญหาความดันโลหิตสูงนี่เองที่นำพามนุษยโลกเดินหน้าไปหาความตายเร็วขึ้น