ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

เป็นช่วงเดือนที่ต้องระวังในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน รวมถึงการตัดสินใจใดๆ ก็ตาม ควรมีที่ปรึกษา หรือคิดให้รอบคอบก่อนการรับปาก จะมีเหตุให้คุณทำไม่ได้ หรือคุณเองจะถูกเลื่อนนัด ใครรับปากจะให้สิ่งใดยังเป็นข่าวที่เชื่อถือค่อนข้างยาก อีกประการ ระวังการใจร้อนทำให้เสียหายทั้งระบบ เป็นช่วงเดือนที่เคยทำสิ่งใดให้ทำสิ่งนั้นไปเหมือนเดิมๆ ยังไม่ควรปรับเปลี่ยนหรือตัดสินใจในเรื่องใหญ่ การเงินเป็นช่วงของการหมุนเงิน มีผู้ใหญ่ให้งานที่เป็นรายได้เสริมให้กับคุณ โชคลาภไม่ควรเสี่ยงก้อนใหญ่ ความรักระวังการเข้าใจผิด พูดจาที่ไม่เป็นมงคลระหว่างกันทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ อีกทั้งผู้ใหญ่ที่คุณเคารพสามารถเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาได้ กับท่านที่มีรักซ้อนให้ระวังดีๆ เพราะตัวจริงของคุณเริ่มรู้ระแคะระคายอะไรบางอย่างในตัวคุณบ้างแล้ว อย่างไรเสียก็อย่ามาแนวหักหาญน้ำใจกันเกินไปก็แล้วกันมันจะออกมาไม่งามกับทุกฝ่าย สุขภาพระวังอุบัติเหตุทั้งในที่ทำงานและการเดินทางด้วยครับ ด้านโชคลาภนั้นมีก้อนเล็กๆ ซึ่งมาจากเพศตรงข้ามเป็นหลัก

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

เรื่องหน้าที่การงานระวังในส่วนของการรับปากทั้งในส่วนของคุณ คู่ค้า และคู่สัญญาที่ไม่สามารถทำได้อย่างที่วางแผนไว้ ด้วยหน้างานที่คุณรับผิดชอบมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในส่วนของคนและระบบไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เมื่อเกิดปัญหาไม่ควรคิดหรือแก้ไขส่วนตัว ควรแจ้งผู้ใหญ่ให้ท่านทราบ สิ่งที่ร้ายแรงจะเบาบางลงได้ อริศัตรูยังคอยแอบแทงข้างหลัง ทำการสิ่งใดควรมีหลักฐานให้ชัดเจน การเงินมีรายได้ก้อนเล็ก จากการลงแรงไปก่อนหน้านี้ เริ่มออกดอกออกผลให้คุณได้เก็บเกี่ยวบ้างแล้ว ความรักระวังการหลงใหลได้ปลื้ม ทำให้ทุ่มทุนสร้าง ใครพูดใครเตือนสิ่งใดคุณจะไม่ฟัง ทำให้เสียหายทั้งตัวและหัวใจได้ ลูกน้องบริวารที่คุณสั่งงานได้กลับเปลี่ยนไป มีอาการแปลกๆ ไม่ร่าเริงสนุกสนานเหมือนก่อน ก็ให้ทราบไว้ว่าคนรอบตัวคุณตอนนี้มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวเรื่องส่วนตัวกันถ้วนหน้า หาวิธีช่วยหรือถามไถ่บ้างก็จะได้ใจจากทุกคนไปเต็มๆ สุขภาพระวังเรื่องของอารมณ์ที่ขึ้นเร็วลงเร็ว ทำให้ความดัน โรคประจำตัวกำเริบได้ครับ ทางที่ดีควรหาเวลาไปพักผ่อนท่องเที่ยวไกลๆ จะช่วยได้

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

หน้าที่การงานคุณจะได้รับมอบหมายงานใหม่ๆ ทั้งงานที่ชอบหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งยังเป็นงานที่คนอื่นทำไม่ประสบความสำเร็จ จะถูกโยนมาให้คุณเป็นผู้สานฝันนั้นต่อ ทำให้คุณต้องฝ่าฟัน โดนหนามเกี่ยวเจ็บแสบเป็นแผล กระทบกับคนอื่นบ้างในการเดินเพื่อให้ถึงเป้าหมายครั้งนี้ ท้ายสุดประสบผลสำเร็จอย่างที่ตั้งใจ ติดขัดเจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่ดูแลยังเป็นที่ปรึกษาได้เป็นอย่างดี การเงินยังไม่ควรใช้จ่ายไปกับสิ่งของเครื่องใช้ที่ไม่จำเป็น ด้วยเหตุจะได้ของที่มีตำหนิคุณภาพไม่สมราคาที่จ่ายไป ความรักยังมีบางสิ่งที่เป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องที่เป็นความลับ ยังคงต้องเป็นความลับต่อไปจะเป็นผลดีกับตัวคุณในช่วงนี้ อีกทั้งมีสิ่งใดขัดข้องหมองใจต้องให้อภัยกัน อย่าขุดคุ้ยหาเรื่องราวในอดีตมาพูดคุยจะยิ่งไปกันใหญ่ รวมถึงจะมีญาติพี่น้องเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สบายต้องถามไถ่ดูแลบ้าง และให้ระวังของสำคัญในบ้าน ในที่ทำงาน ประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรเครื่องยนต์จะเสียหายทำให้ต้องเสียตังค์ซ่อม สุขภาพระวังเรื่องของอาหารไม่สะอาด น้ำ การดื่มของมึนเมา จะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

งานในความรับผิดชอบจะมีงานจ๊อบสั้นๆ เข้ามาให้คุณได้ทำ มีโอกาสเดินทางต่อเนื่อง เป็นงานที่เจ้านายหรือผู้ใหญ่ที่คุณให้ความเคารพท่านออกปากให้คุณช่วยไปดูแล ไปทำให้ท่าน เป็นงานที่ปฏิเสธยาก เป็นงานหิน แต่เป็นงานที่คุณสามารถนำมาสร้างชื่อ สร้างความเชื่อมั่นในอนาคตข้างหน้าได้เป็นอย่างดี มีโอกาสได้รับงานชิ้นใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน รายได้ส่วนใหญ่ได้จากการเดินทางทำงานนอกสถานที่ จะมีเงินพิเศษเข้าต่อเนื่อง แต่ถ้าอยู่กับที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ รายได้พิเศษก็หดหายได้ ความรักเรื่องของเวลาที่มีให้ระหว่างกันไม่มากพอ เป็นสาเหตุของการขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน ควรหาเวลาอธิบายสั้นๆ ในเรื่องของงานเพื่อลดแรงกดดัน กับเพื่อนร่วมงานต้องระวังบางคนในที่ทำงานจะพยายามขัดแข้งขัดขา ดึงเรื่องและไม่ให้ความสะดวกในการทำงานกับคุณ ทางแก้ง่ายมากคือมีอะไรให้ทำเองไปก่อน ทำไม่ได้ให้บอกหัวหน้าหรือขอคำปรึกษาผู้ใหญ่ในงาน ท่านจะออกมาช่วยเหลือคุณเอง สุขภาพระวังกระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะอักเสบ พยายามเข้าห้องน้ำให้บ่อยขึ้นจะช่วยได้ครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

งานเป็นช่วงที่ต้องวิ่งออกนอกสถานที่ หรืออยู่ไม่ติดโต๊ะ มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ทำให้เวลาส่วนตัวที่จะเคลียร์ปัญหาเก่า งานเก่าๆ น้อยลง จำเป็นที่จะต้องจัดในเรื่องของเวลาหน้างานและเรื่องเอกสารให้ลงตัว ก่อนที่งานด้านเอกสารจะสร้างปัญหายุ่งยากกับคุณในอนาคต อีกทั้งระวังเรื่องของลายเซ็น ควรอ่านและตีความให้เข้าใจก่อนเซ็นชื่อลงในเอกสารต่างๆ การเงินจะมีรายได้พิเศษ เงินฟลุกเข้า แต่ต้องแลกมาด้วยแรงกายแรงใจอย่างหนัก อีกทั้งเงินหมุน การกู้ยืม จะเริ่มได้ข่าวดี ความรักระวังการเดินทางหรือการทำงานนอกสถานที่ ทำให้มีคนหน้าตาใหม่ๆ เข้ามาพึงพอใจในตัวคุณ ดังนั้น ควรเช็กข่าวให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจคบหา การเงินจะมีเหตุให้ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมในอีกไม่ช้านี้ ถึงไม่ใช่จำนวนใหญ่โตแต่ก็ทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างแท้จริงขึ้นมา ทางแก้คือการใช้เงินในส่วนที่จำเป็นที่สุดไปก่อน อย่าเพิ่งรีบร้อนทุ่มสุดตัวเดี๋ยวจะเครียดสุดใจไปซะก่อน เรื่องครอบครัวบุตรบริวารจะสร้างความชื่นใจและเป็นกำลังใจให้คุณสู้ต่อได้เป็นอย่างดี สุขภาพระวังเรื่องของอุบัติเหตุเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากที่ทำงาน ที่บ้าน และการเดินทางให้มากขึ้นครับ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานช่วงต้นคิดการสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณและองค์กร ขอให้รีบดำเนินการโดยด่วน เพราะยังมีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ ชี้ช่องทางในเรื่องที่คุณติดขัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอกสาร สัญญาการเจรจาสิ่งใดที่ก่อนหน้านี้ทำท่าจะไม่ประสบความสำเร็จ จะมีคนเข้ามาช่วยทำให้หลายอย่างง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน แต่คุณต้องวิ่งให้สุดตัว อยู่เฉยรอเทวดามาโปรดไม่ได้ การเงินจะเป็นเงินหมุนเหมือนพายุ มีทั้งเข้าก้อนใหญ่และถูกกระชากออกอย่างรวดเร็ว สิ่งใดที่ควรจ่ายก็ควรจะจ่าย สิ่งใดที่ไม่ควรซื้อก็ไม่ควรซื้อในช่วงนี้ การค้าการขายต้องยิ้มให้บ่อยขึ้น ไม่รวมแค่ตัวคุณ ลูกน้องบริวารทั้งหลายก็ต้องหันมาหน้าชื่นตาบาน รู้จักวิธีการเทกแคร์ดูแลเอาใจใส่ลูกค้าให้มากกว่าเดิม เพราะกุญแจสำคัญจากนี้ไปคืองานบริการมากกว่าเรื่องใดๆ ครับ เมื่อทราบเคล็ดลับเช่นนี้ก็เร่งเสริมทัพด้านการบริการโดยไว ด้านความรักเวลาและการเงินยังสร้างปัญหาระหว่างกัน ควรจับมือปรึกษากันอย่างมีสติและใจเย็น ทุกอย่างมีทางออกที่ดีเสมอ สุขภาพระวังเรื่องของกล้ามเนื้อปวด บวมอักเสบได้ครับ

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

เป็นช่วงที่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน การเงินและความรัก เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดเดาและวางแผนสิ่งใดได้เลยในช่วงนี้ สิ่งที่คุณต้องทำ คือทำทุกอย่างเต็มกำลังความสามารถในทุกหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อีกทั้งต้องเตรียมแผนสำรองไว้ล่วงหน้าเช่นกัน ใครที่รับปากว่าจะทำสิ่งใดให้ในช่วงนี้ ให้เตรียมใจว่ามีการพลิกได้ในนาทีสุดท้าย แต่ถ้าคุณเตรียมแผนสำรองอย่างที่ผมบอกไว้จะทำให้เจ็บตัวน้อยและหลายอย่างยังไหลไปตามระบบได้ การเงินการเสี่ยงโชคต่างๆ ที่เป็นการลงทุนด้วยตัวเลขควรงด การลงทุนและการค้าขายระยะนี้ยิ่งมึนขึ้นทุกวัน รายรับลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทางที่ดีคุณควรเร่งปรับทัพใหม่ วางแผนด้านการหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้เข้ากับยุคสมัย รวมทั้งการบรรจุหีบห่อถ้าได้รับการปรับปรุงอีกสักนิดรับรองลูกค้าจะติดใจเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ เรื่องความรักปัญหาจากการเงินที่ติดขัด ทำให้การพูดคุยระหว่างกันเป็นปัญหาทุกเรื่อง ควรเปิดใจคุยกันจะช่วยให้เข้าใจกันมากขึ้น สุขภาพระวังปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ แพ้อาหารด้วยครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานเป็นช่วงที่มีการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงหน้างานอย่างต่อเนื่อง แผนที่วางไว้มีการปรับรายวัน แต่ยังคงต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า มีคนเข้าออกต่อเนื่องทำให้งานบางส่วนชะลอช้าลง เป็นผลทำให้ผู้ใหญ่ที่ดูอยู่ไม่พอใจ แต่ถ้าคุณมีแผนและมีการปรับเปลี่ยนเตรียมการไว้เป็นอย่างดี นี้ถือเป็นโอกาสแสดงฝีมือให้เจ้านายไว้วางใจและสามารถปล่อยให้คุณตัดสินใจงานในอนาคตได้ด้วยตัวเอง รายได้พิเศษยังมีเข้าต่อเนื่อง แต่การเสี่ยงในเรื่องตัวเลข การลงทุนโดยใช้เงิน ควรมีข้อมูลให้มากพอก่อนการตัดสินใจ การค้าขายในช่วงนี้จะมีคู่แข่งเข้าตีประชิด นั่นหมายถึงจะมีคนลอกเลียนแบบสินค้าหรือเล่นตัดราคาสินค้ากันอย่างน่าใจหาย แต่คุณอย่าตื่นตูมตามเกมตลาดมากเกินไป คุณภาพที่ออกมาจากน้ำมือคุณจะสำคัญกว่าสิ่งใดๆ ความรักระวังเรื่องของบุคคลที่สามที่จะมาสร้างความหวั่นไหว ทำให้ความมั่นคงส่วนตัวสั่นคลอนได้ ด้านโชคลาภจะมีเข้ามาโดยเพศตรงข้ามเป็นผู้นำพาข่าวดีมาให้ สุขภาพระวังเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดจากงาน เกิดจากการเดินทาง ปวดหัวเข่า ขาอ่อนแรงกะทันหัน ด้วยครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

หน้าที่การงานมีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน แบบไม่เปิดตัว ช่วยเหลือหรือส่งงาน ช่วยหารายได้ให้คุณอย่างลับๆ สิ่งที่ต้องระวังเรื่องของแผนและการบริหารหน้างาน รวมถึงการใช้คนให้เหมาะกับงานจะสามารถให้งานเดินเร็วเสร็จตามกำหนด รับงานสิ่งใดช่วงนี้คงต้องทำการบ้านให้มากสักหน่อย เพราะจะเจอคนที่เจนสนาม แสบสันต์ แต่ถ้าคุณเตรียมข้อมูลมาแน่น รับรองจะรอดอย่างสง่างาม การเงินมีรายได้ก้อนใหญ่ รวมถึงเงินพิเศษที่ไม่คาดว่าจะได้จะมีเข้ามา แต่จะต้องจ่ายไปกับเรื่องของรถ อะไหล่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพาหนะที่คุณใช้อยู่ การค้าขายในช่วงจากนี้ไปเตรียมตัวเรื่องค่าของ ค่าแรง ค่าใช้จ่ายต่อวันจะสูงขึ้นกว่าปัจจุบันนี้อีกระลอก งานนี้อาจได้เห็นเพื่อนร่วมอาชีพของคุณปิดกิจการหรือลดขนาดบริษัทลงก็คราวนี้แหละ แต่เมื่อคุณทราบล่วงหน้าก็ขอให้คุณตั้งรับเอาไว้ก่อนใคร ก็จะอยู่รอดปลอดภัยได้ครับ ความรักโอกาสได้ร่วมงานกับคนรักมากขึ้นบ่อยขึ้น ทำให้รู้ใจกันและเข้าใจกันมากขึ้น สุขภาพระวังโรคประจำตัว อีกทั้งระบบความดัน ปวดหัว นอนไม่พอ ทำให้เจ็บไข้ได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานในความรับผิดชอบจะมากขึ้น มีงานหลากหลายให้คุณได้จับได้ทำ จนต้องทำงานล่วงเวลาต่อเนื่อง ยังทำงานไม่ทัน ควรจัดสรรเนื้องานว่าชิ้นไหนสำคัญที่สุดให้รีบทำและรีบส่งต่อให้เร็วก่อนกำหนดได้ยิ่งเป็นการดี งานชิ้นใดที่ได้รับมอบหมายแล้วหาทางออกทางแก้ไม่เจอ ควรรีบปรึกษาเจ้านาย หัวหน้าที่เมตตาต่อตัวคุณ ท่านจะช่วยชี้แนะให้ เพื่อนสนิท ลูกน้องบริวารยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีรายได้พิเศษเข้ากระเป๋า แต่ประเภทโชคฟลุกๆ ไม่ต้องคาดหวัง ออกแรงเสียเหงื่อมากเท่าไหร่ เงินเข้ามากเท่านั้น รายรับรายจ่ายในช่วงจากนี้ต้องเน้นดีๆ ยังไม่จำเป็นอย่าเพิ่งรีบซื้อของที่ยังไม่ได้ใช้เข้ามาในบ้านในร้านหรือในบริษัท เพราะมีเกณฑ์ของการหมุนเงินไม่ทัน ให้ทำงานตามปกติไปก่อนเพราะเงินที่ทำการค้าในช่วงนี้ยังงดงามดีอยู่ ความรักเป็นช่วงสั้นๆ ที่อึดอัดใจเรื่องของครอบครัวคนรัก ด้วยความต้องการที่ต่างกัน ควรจับมือกันให้แน่นๆ แล้วมุ่งหน้าเดินลุยไปด้วยกัน เพราะที่สุดแล้วคนรักคนใกล้ตัวนี่แหละที่จะอยู่ข้างๆ คุณไปจนถึงฝั่ง สุขภาพระวังลมในกระเพาะ ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ได้ครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

เรื่องของงานระวังจะมีคนใส่ร้ายใส่ความในเรื่องที่คุณไม่ได้ทำ ดังนั้น เป็นช่วงที่ทำสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับงานและความรับผิดชอบต่างๆ ควรทำเป็นเอกสาร หลักฐาน มีการเซ็นรับทราบกันทุกขั้นตอน อย่างน้อยเพื่อเป็นหลักฐานในอนาคตที่จะทำให้คุณรอดปลอดภัยจากคนที่คิดไม่ดี ลูกน้องสนิท คนใกล้ชิดยังเป็นหูเป็นตาให้ทำงานบางอย่างแทนคุณได้อยู่ การเงินเป็นช่วงที่ต้องหมุนเงินตลอดเวลา แต่โชคดีที่สามารถหมุนผ่านได้นาทีสุดท้าย ถึงจะเหนื่อยจะเครียด แต่ยังมีทางออกที่ดีให้คุณเสมอ ความรักครอบครัว คนรักโอกาสพบเจอ พูดคุย ปรับทุกข์ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกันมากขึ้น การค้าขายในระยะนี้เหมาะกับการจัดโปรโมชั่นทุกรูปแบบ จะลด แลก แจก แถมหรือจะสะสมแต้มชิงรางวัลอะไรควรต้องรีบทำเพราะจะทำกำไรช่วงสั้นๆ เข้ากระเป๋าให้คุณชื่นใจได้เป็นอย่างดี การเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงจะได้มาจากคนที่อายุน้อยกว่าแต่พยายามอย่าทุ่มเทให้กับการเสี่ยงมากเกินไปเดี๋ยวมันจะถอนตัวไม่ขึ้นซะ สุขภาพระวังเดินวิ่งพื้นที่มีน้ำขัง ทำให้ลื่น หกล้มรุนแรงได้ง่าย อีกประการ ระวังแขน ขา อ่อนแรงด้วยครับ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

หน้าที่การงานระวังในส่วนของงานเก่า งานค้าง งานที่ถึงกำหนดส่งแล้วยังไม่สามารถส่งได้ จะสร้างปัญหาให้กับคุณจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ในที่ทำงานได้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้วควรรีบดำเนินการแก้ไขโดยด่วน รีบทำ รีบส่ง ไม่ควรเก็บงานไว้กับตัวนานเกิน งานสิ่งใดที่คุณไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบช่วงนี้ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นที่มีหน้าที่โดยตรงไปซะ ติดขัดปัญหาควรรีบปรึกษาเจ้านาย หัวหน้าเป็นการด่วน การเงินยังมีเงินพิเศษจากงานเก่า งานที่ค้างจ่าย จะได้รับเพิ่มเติมขึ้น การกู้ยืมต่างๆ ควรติดตามต่อเนื่องถึงจะสัมฤทธิผลอย่างที่ตั้งใจ มีสิ่งที่ต้องเตือนในช่วงนี้คือเรื่องระบบบัญชี ท่านใดเป็นเจ้าของกิจการให้หันมาดูแลระบบบัญชีโดยด่วน มีเกณฑ์เกิดปัญหาใหญ่ในภายภาคหน้าได้ ความรักครอบครัวเอาใจใส่ดูแลซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี เมื่อกลับบ้านอยู่กับครอบครัว คนรักเป็นสิ่งที่ทำให้คุณสบายใจสบายกายมากที่สุด ในช่วงนี้ มีโอกาสควรหาเวลาไปเที่ยวไปพักผ่อนยังต่างจังหวัดร่วมกัน จะยิ่งสานสัมพันธ์ต่อกันได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น สุขภาพระวังเรื่องของกระดูกหลัง กล้ามเนื้อส่วนขาและแขนปวดเมื่อย หาเวลาออกกำลังกายหรือทำโยคะจะช่วยให้แข็งแรงขึ้นได้ครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 3 เลข 9 และ เลข 8 ควรเว้น เลข 1

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน และ หลวงพ่อคล้าย วาจาสิทธิ์

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ ทั้งตนเองและคนรอบข้าง คนรู้จัก จะเกิดอุบัติเหตุ ป่วยฉับพลัน คนสนิทเข้าโรงพยาบาล ควรเตรียมเงินสำรองไว้ล่วงหน้า อีกทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านจะชำรุดเสียหาย

เลือกใช้คู่เลขไหนดี บนเบอร์โทรศัพท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07096011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

องศาชีวิต ลิขิตแห่งตัวเลข

ปอ นางฟ้าเลขลิขิตom

เลือกใช้คู่เลขไหนดี บนเบอร์โทรศัพท์

การถอดรหัสตีความหมาย เบอร์มือถือ

โครงสร้างเบอร์มือถือ

1) รหัส 3 ตัวแรก ไม่มีผลกระทบต่อผู้ใช้ เพราะเป็นภาพรวมของคนส่วนใหญ่ที่มีเหมือนกันนับล้านคน xxx-1234567 (xxx ไม่นำมาพยากรณ์)

2) ถอดรหัสเลข 7 ตัวหลัง จับคู่ตัวเลขได้ 6 คู่ (12) (23) (34) (45) (56) (67) ที่ต้องจับคู่ เพราะตัวเลขที่เชื่อมต่อกันจะส่งผลกระทบถึงกันชัดเจนที่สุด

3) ผลรวมตัวเลขทั้ง 10 ตัวของเบอร์โทรศัพท์ ไม่มีผลต่อการพยากรณ์ (ผลรวมเท่ากัน แต่ทำไมชีวิตแตกต่างกันมาก)

โดยพื้นฐาน สูตรคู่ตัวเลขมงคล ถือเป็นการเลือกใช้คู่ตัวเลขมงคลระดับทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจงสำหรับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

เลขที่ปลอดภัยในการใช้งาน : 14 15 16 19 22 24 26 29 35 36 39 41 42 44 45 46 49 51 53 54 55 56 59 61 62 63 64 65 66 69 91 92 93 94 95 96 99 รวม 37 คู่เลข

(หมายเหตุ หากรู้วิชาการวางเบอร์ตัวเลขและเทคนิคพิเศษ จะสามารถเลือกใช้คู่ตัวเลขได้มากกว่าสูตรคู่ตัวเลขมงคลพื้นฐาน)

เลขที่ต้องศึกษาข้อมูลก่อนการเลือกใช้ : 23 25 28 32 33 47 52 57 58 74 75 78 79 82 87 89 97 98 เลขกลุ่มนี้ต้องพิจารณาความเหมาะสม ด้านเพศ ลักษณะงานเฉพาะ รวม 19 คู่เลข

เลขหลีกเลี่ยง : 00 01 02 03 04 05 06 07 08 09 10 11 12 13 17 18 20 21 23 27 30 31 37 38 40 43 48 50 60 67 68 70 71 72 73 76 77 80 81 83 84 86 88 90 เลขกลุ่มนี้ไม่ควรมีในเบอร์โทรศัพท์ รวม 44 คู่เลข

เบอร์โทรศัพท์ที่ดีมีมงคลนั้น นอกจากจะเลือกใช้คู่เลขที่ดีแล้ว ความสมดุล ความพอดีของการใช้คู่ตัวเลขนั้นสำคัญมากเช่นกัน เช่น ถ้า 6 คู่เลข เน้นไปเฉพาะเรื่องฉลาดรอบคอบอย่างเดียว xxx-4545454 จะกลายเป็นพลังเฉพาะด้านความคิด แต่ไม่ลงมือทำ ดังนั้น ต้องดึงคู่เลขที่ให้พลังดีต่างกันมาเรียงร้อยให้เกิดประโยชน์ในหลายๆ ด้านที่เราต้องการ

จากนี้ เรามาดูความหมายของเลขเหล่านี้ ทำไมต้องหลีกเลี่ยง ทำไมต้องพิจารณาศึกษา หรือเลขชุดเหล่านี้ใช้ได้เลย

เลขหลีกเลี่ยง

00-09 0 ดาวมฤตยู จับคู่กับเลขใดก็ตาม

– เกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น

0 00-08 อาจเกิดโรคมะเร็ง เนื้องอก

04 40 โรคเกี่ยวกับช่องท้อง กระเพาะ

01 03 ไมเกรน สายตา

07 70 ปวดกระดูก เส้นเอ็น ข้อ อัมพาต

09 90 ปลีกวิเวก โลกส่วนตัวสูงเกินไป

– ลดทอนพลังด้านดีของเบอร์โทรศัพท์

11 โดดเด่น แต่เป็นภัย

12 21 อารมณ์เหวี่ยงขึ้น-ลง รุนแรง ผีเข้าผีออก

13 31 อุบัติเหตุ ผ่าตัด ทะเลาะเบาะแว้งขั้นเลือดตกยางออก ชีวิตพลิกผัน

17 71 เครียด กดดัน ความรับผิดชอบสูง ซึมเศร้า หลับไม่ลง

18 81 ถูกหักหลังด้านความรัก การงาน ถูกแทงข้างหลัง

27 72 หนี้สินรุงรัง หามาแต่ไม่เคยได้ใช้เอง

34 43 ปากพาจน ปากสร้างศัตรู พูดจาขวานผ่าซาก แบบไม่สนใจความรู้สึกคนรอบข้าง

37 73 ระเบิดอารมณ์ เพราะกดดัน

38 83 อารมณ์ร้อน กล้าได้กล้าเสียเกินไป

48 84 ปัญหาเอกสาร คดีความ ค้ำประกัน

67 76 ชีวิตพลิกคว่ำ เลิกรา แยกกันอยู่ พูดคุยคนละภาษากับคู่รัก หย่าร้าง ถูกโกง

77 อุปสรรคขวากหนาม ปัญหารุมเร้า เครียดสุดๆ

68 86 ลุ่มหลง การเงิน ความรัก ฟุ้งเฟ้อ

88 เงินมาก อำนาจล้น อารมณ์รุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้

เลขปลอดภัยในการใช้งาน

14 41 ผู้ใหญ่ให้ความเมตตา พูดจาน่าเชื่อถือ พูดปิดการขาย เรียนหนังสือดี

15 51 สติปัญญารอบคอบ มีเหตุผล ผู้ใหญ่เอ็นดูอุปถัมภ์ เก่งวิชาการ เรียนหนังสือเก่ง

16 61 มองการณ์ไกล วิสัยทัศน์เยี่ยม เข้มงวดการเงิน

19 91 เป็นผู้นำ ฉลาด ทันสมัย รสนิยมดี เด่นดัง มีชื่อเสียง

22 อ่อนหวาน น่ารัก ใจเย็น มองโลกในแง่ดี

24 42 เจรจาดี เงินคล่อง ประสานงานดี น่ารัก

26 62 มีเสน่ห์ทางคำพูดอยู่ใกล้แล้วอบอุ่น รสนิยมด้านศิลปะดี

29 92 มนุษย์สัมพันธ์ดี งานประชาสัมพันธ์งานแสดงศิลปะ ไหวพริบดี แต่งตัวเก่ง

35 53 อำนาจบารมี เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง การงานดีผู้ใหญ่ส่งเสริม

36 63 มีเสน่ห์ ฉลาด ช่างคิดช่างพูด สวยหล่อเลือกได้ รายได้ดี ชอบเดินทาง

39 93 แข่งกี่ครั้งก็ชนะงาน การใช้ชีวิต เติมไฟในการทำงาน การเสี่ยงโชค

44 ฉลาด ช่างสังเกตช่างจดจำ ถ่ายทอดข้อมูลได้ครบถ้วน ไหวพริบดี อัธยาศัยดี

45 54 เทพีแห่งโชค เลขปัญญาน่าเชื่อถือ ผู้ใหญ่เมตตา รวยเพราะความฉลาด

46 64 ผู้มีวาทศิลป์ ร่าเริงสนุกสนาน หาเงินได้หลายทาง การเงินดี

49 94 คิดเร็วทำเร็ว ทันเกม ค้าขายทางเน็ต ติดต่อต่างประเทศดีมาก

55 มีขั้นตอน ใจเย็น ชีวิตรุ่งโรจน์ มีความสุข ความรักสดใสด้วยเหตุและผล

56 65 ความรัก การเงิน ความช่วยเหลือ ความฉลาด โอกาสดีๆ เข้ามาบ่อย

59 95 มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง ได้โชคลาภ ปล่อยวางเก่ง สุขภาพจิตดี

66 เสน่ห์ดีมาก หาเงินเก่ง ฉลาด ลูกเล่นแพรวพราว น่าเข้าใกล้

69 96 รสนิยมดี มีเสน่ห์ เด่นดัง หาเงินง่าย เงินเข้าแรง

(แต่อย่าอยู่ตำแหน่งสุดท้ายของเบอร์ เงินจะไหลออกเร็วด้วย)

99 เลขคู่ปาฏิหาริย์ มีมุมมองแตกต่างจากคนอื่น

เลขที่ต้องศึกษาข้อมูลก่อนการใช้งาน

23 32 เลขเสน่ห์น้ำมันพราย ผู้คนเหลียวหลัง ติดตราตรึงใจ อาชีพ ดารา คนออกสื่อ พนักงานขาย แต่ไม่เหมาะกับผู้ใช้ที่มีแฟนขี้หวง

25 52 ผู้หญิงใช้จะต้องอุปถัมภ์ผู้ชาย ผู้ชายใช้นารีอุปถัมภ์

28 82 บริหารเงินก้อนโต หาเงินเก่ง ใจใหญ่ เหมาะใช้กับผู้ที่มีพื้นฐานการเงินกิจการดีอยู่ก่อนแล้ว

33 บ้าพลัง กระตือรือร้นตลอดเวลา ขยัน ดีกับการทำงานที่ต้องการความว่องไว ตื่นตัวแต่ขาดความรอบคอบ

47 74 นักพัฒนาอสังหา-โครงการ คำพูดหนักแน่น น่าเชื่อถือพูดจริงทำจริง มีความเครียดสูง

57 75 มานะ อดทน ใจสู้ เครียดสูง ใช้เฉพาะช่วงเริ่มต้น บุกเบิกกิจการ

58 85 ฉลาดมีไหวพริบ มีเล่ห์เหลี่ยม ชอบเดินทางลัด เหมาะกับงาน นักเจรจาต่อรอง งานวิ่งเต้นล็อบบี้ยิตส์

78 87 เลขคู่มิตรใหญ่ มีผู้ช่วยเหลือ พรรคพวกบริวารใจคอกว้างขวาง จับเงินก้อนโต มีลาภลอย มีดวงทางเสี่ยงโชค เกี่ยวข้องกับที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ เหมาะกับงานที่ต้องมีบุคลิกที่เข้มแข็ง

79 97 มองการณ์ไกล วิสัยทัศน์ดี มีมุมมองแปลก จะถูกมองว่าเพี้ยน เหมาะกับอาชีพ งานไอที คอมพิวเตอร์ เครื่องรางของขลัง

89 98 อำนาจ บารมี ปกครองคน เจ้าระเบียบ ใจกว้าง มีอิทธิพล จับเงินก้อนโต เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ใช้กับเจ้าของกิจการใหญ่ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม เข้าไปที่ http://m.facebook.com/Porleklikit หรือ “ปอ นางฟ้าเลขลิขิต”

ขยะพิษในโลกโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ขยะพิษในโลกโซเชียล

อย่างที่เคยย้ำนักย้ำหนาว่า ในขณะที่โลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก สร้างคุณประโยชน์อนันต์ ในการช่วยเปิดโลกทัศน์ ย่อโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลให้เล็กลง ทำให้การติดต่อสื่อสารของคนจากทุกพื้นที่ในโลกทำได้ง่ายดายเพียงแค่คลิกเดียว แต่ในทางตรงกันข้าม โลกออนไลน์ก็มีอันตรายมหันต์ที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะผลพวงจากการโพสต์ การแชร์ การแสดงความคิดเห็น หรือคอมเมนต์โดยไม่ไตร่ตรองเสียก่อน นำมาซึ่งผลกระทบ ถูกเมนต์กลับ หรืออาจลุกลามบานปลายจนทำให้เสียผู้เสียคน เสียการเสียงาน เสียอนาคต ดังที่มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วหลายกรณี

นอกจากนี้ พิษภัยที่น่ากลัวอีกด้านหนึ่งของโลกโซเชียล ก็คือ ไม่น่าเชื่อที่โลกโซเชียล เต็มไปด้วยข้อมูลลวง ข้อมูลขยะ หรือการนำเสนอข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง หากใครเสพข่าวสาร ข้อมูลจากโลกออนไลน์โดยไม่ตรวจสอบความถูกต้อง อาจนำมาซึ่งผลร้ายถึงขั้นเสียชีวิตก็ว่าได้

ดังเช่นตัวอย่างที่หยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง ซึ่งเป็นโพสต์ของ หมอจ๊วด หรือ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา นำเรื่องเล่าจากเฟซบุ๊กของหมอคนหนึ่ง ที่เล่าถึงครูยุทธ ซึ่งเป็นครูเกษียณอายุ ครูยุทธก็เหมือนคนแก่ทั่วไปในยุคสมัยนี้ที่นิยมใช้เวลาส่วนใหญ่เข้าอินเตอร์เน็ต ดูเฟซบุ๊ก อ่านโน่นอ่านนี่ และที่น่าห่วงก็คือ โลกโซเชียลมักจะมีคนชอบแชร์เรื่องราวการดูแลรักษาสุขภาพแบบธรรมชาติไม่ต้องพึ่งหมอ เช่น แนะนำให้ทานน้ำผึ้งผสมมะนาว นัยว่า เป็นสูตรล้างพิษ ช่วยลดความอ้วน หรือแนะนำให้ใช้น้ำมันหมูทำกับข้าวแทนน้ำมันพืช และหุงข้าวด้วยน้ำมันมะพร้าว จะดีต่อสุขภาพ เป็นต้น

แม้ว่าหมอจะพยายามให้ข้อมูลว่า ไม่เป็นความจริง แต่คนส่วนใหญ่ในโลกโซเชียลกลับเชื่อ เช่นเดียวกับครูยุทธ ทั้งๆ ที่ครูยุทธเป็นสารพัดโรคของคนแก่ ไม่ว่าจะโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง แรกๆ อาการของโรคก็ยังไม่มากนัก หมอที่รักษายังสามารถควบคุมระดับของโรคไว้ได้ แต่ระยะหลังๆ ปรากฏว่า ตัวเลขกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ สอบถามจนได้ความว่า ครูยุทธเชื่อข้อมูลในไลน์ หรือข้อมูลที่โพสต์แชร์ต่อๆ กันมา ยาความดันไม่ดีต่อร่างกาย จะส่งผลในการทำลายตับและไต ถึงขนาดมีการแชร์กันว่า ค่าความดันสูงเป็นการหลอกลวงของฝรั่งที่จะขายยา สุดท้าย ครูยุทธเลิกทานยาความดัน

ต่อมาอีกปี ครูยุทธมาโรงพยาบาลด้วยภาวะน้ำตาลสูงปรี๊ด และไตวาย สาเหตุเกิดจากครูยุทธเชื่อข้อมูลที่แชร์กันมา แนะนำให้ทานน้ำผึ้งกับน้ำมะนาว จะช่วยเรื่องเบาหวาน แถมยังเลิกทานยาเบาหวานอีกต่างหาก ด้วยเพราะครูยุทธเห็นผลจากการทานน้ำผึ้งกับน้ำมะนาว ทำให้น้ำหนักลดตั้ง 10 กิโลกรัม แม้ว่าหมอจะพยายามชี้แจงเหตุว่า น้ำหนักลดเพราะภาวะน้ำตาลพุ่งสูงจนทำให้ร่างกายเสียน้ำไปทางปัสสาวะ และเหตุที่ไตวายเพราะหยุดยาเบาหวาน

นี่ยังไม่รวมข้อมูลผิดๆ อีกเป็นหางว่าวที่ครูยุทธได้รับมาจากไลน์ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องแหกตาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะแนะว่า ทานทุเรียนช่วยลดน้ำหนัก ถ้าเส้นเลือดแตกในสมองให้เอาเข็มจิ้มนิ้วก่อน หรือแม้แต่หากถูกไฟชอร์ต ห้ามปั๊มหัวใจ แต่ให้นำตัววางบนสังกะสีแล้วราดน้ำ เพื่อคายประจุไฟฟ้า

สุดท้าย ครูยุทธเสียชีวิตกะทันหันด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก หมอไปตรวจสภาพศพ พบที่นิ้วมือทั้ง 10 นิ้ว ถูกจิ้มด้วยเข็ม เพราะภรรยาครูยุทธก็เชื่อข้อมูลที่แนะให้ใช้เข็มจิ้มนิ้วถ้าเส้นเลือดแตก แต่เข็มไม่ได้ช่วยชีวิตครูยุทธได้อย่างที่แชร์กันมา

น่าเศร้าที่เรื่องราวนี้ไม่ได้ถูกนำมาเป็นข่าวครึกโครมเพื่อเตือนสติเหล่านักเลงคีย์บอร์ดทั้งหลาย ได้แต่หวังว่า จะมีคนแก่อีกหลายคนที่ได้อ่าน และได้ตระหนักถึงข่าวมั่วๆ ในโลกโซเชียลที่ว่ากันว่า แทบจะ 80 เปอร์เซ็นต์ของเรื่องที่แชร์กันมา เป็นเรื่องลวงทั้งสิ้น

และโปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูล!!

“ข้อมูลใหม่ ของการปลูกมันเทศเนื้อสีม่วงโอกินาวา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ข้อมูลใหม่ ของการปลูกมันเทศเนื้อสีม่วงโอกินาวา”

เป็นที่สังเกตว่า ในอดีตการบริโภคอาหารของประชากรโลกส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในเรื่องของรสชาติและความอร่อยเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาว โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันหรือโปรตีนสูง ปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้วมีประชากรเริ่มหันมาเน้นบริโภคอาหารสุขภาพกันมากขึ้น เน้นในเรื่องคุณค่าของอาหารและประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับเป็นหลัก อย่างกรณีของ มันเทศ ซึ่งเป็นพืชหัวที่คนไทยหลายคนยังมองว่าด้อยค่าและเป็นอาหารสำหรับคนยากจนเท่านั้น แต่ในทางการแพทย์ทั้งแผนไทยและแผนปัจจุบันได้มีการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในมันเทศซึ่งมีอยู่มากมายในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ได้มีงานศึกษา วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์มันเทศที่มีความก้าวหน้ากว่าประเทศไทยมาก ในขณะเดียวกัน ประชากรทางแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกาก็หันมาบริโภคมันเทศกันมากขึ้นเป็นลำดับ ในบางประเทศ เช่น จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลี ให้ความสนใจมากกว่าบริโภคมันฝรั่งด้วยซ้ำไป

ปกติแล้วแหล่งคาร์โบไฮเดรตของคนไทยจะได้จากการบริโภคข้าวเป็นหลัก ในกลุ่มของผู้สูงอายุในทางการแพทย์แผนไทยได้มีคำแนะนำให้ผู้สูงอายุบริโภคมันเทศทดแทนข้าวในบางมื้อ เนื่องจากในหัวมันเทศจะมีแป้งแล้วยังมีวิตามินและสารที่เป็นประโยชน์อีกหลายชนิด อาทิ สารเบต้าแคโรทีน สารแอนโทไซยานิน และสารสเตอรอยด์ที่มีประโยชน์อยู่สูง (ในวงการแพทย์เชื่อว่า สารสเตอรอยด์ มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและช่วยป้องกันโรคถุงโป่งพองในลำไส้ได้) ในรายละเอียดของการวิเคราะห์สารที่มีประโยชน์ในหัวมันเทศพบว่า สารสำคัญที่มีอยู่อย่างน้อย 2 ชนิด คือ สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอที่ช่วยในการบำรุงสายตาและมีส่วนช่วยลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็งได้ มันเทศเนื้อสีม่วงจะมีสารแอนโทไซยานินมากกว่ามันเทศสายพันธุ์อื่นๆ เช่นกัน เชื่อว่าสารแอนโทไซยานินนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้ ทำหน้าที่เป็นตัวล้างพิษและช่วยชะลอความแก่ชรา ในต่างประเทศมีรายงานว่า มีการใช้มันเทศเนื้อสีม่วง เป็นคาร์โบไฮเดรตแทนข้าวสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมมันเทศเนื้อสีม่วงจึงมีราคาค่อนข้างแพง ในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าใหญ่ในบ้านเราจะขายมันเทศเนื้อสีม่วงถึงผู้บริโภคในราคาที่แพง

ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเกาะแห่งนี้นับเป็นแหล่งผลิตเกษตรกรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น ถ้าเป็นไม้ผล มะม่วง ที่เกาะแห่งนี้ผลิตส่งขายทั่วประเทศญี่ปุ่นและปลูกในสภาพโรงเรือน ในกลุ่มพืชผัก “มะระขี้นกยักษ์” ของโอกินาวา มีชื่อเสียงระดับโลก ในกลุ่มพืชไร่ “อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนพืชหัวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ มันเทศ โดยเฉพาะมันเทศเนื้อ “สีม่วง” มีรสชาติอร่อยระดับโลก ด้วยการปรับปรุงพันธุ์ให้มีเนื้อสีม่วงเข้ม และเนื้อมีความนุ่มนวล ในขณะที่มันเทศเนื้อสีม่วงของที่อื่นส่วนใหญ่จะพบเนื้อแข็งกว่านี้ ที่ญี่ปุ่นโดยเฉพาะที่โอกินาวา นิยมนำมันเทศไปทำเป็นมันทอด โดยหั่นเป็นชิ้นหนา 1 นิ้ว นำไปทอดด้วยน้ำมันมะกอก หรือใช้มันเทศทั้งหัวไปเผาสุมในกองใบไม้แห้ง ไว้กินเล่นในฤดูหนาว สวนคุณลี ได้หัวพันธุ์มันเทศเนื้อสีม่วงมาจากเกาะโอกินาวา มาทดลองปลูกในอำเภอเมืองพิจิตร ผลปรากฏว่า มีการลงหัวที่ดีและมีคุณภาพไม่แตกต่างจากที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาเลย

สิ่งที่ต้องยอมรับและเกษตรกรไทยควรนำมาเป็นแบบอย่างจากเกษตรกรรมญี่ปุ่น ยกตัวอย่าง มันเทศเนื้อสีม่วง หรือคนไทยที่ไปเที่ยวเกาะโอกินาวา จะเรียก มันแดง นั้นนอกจากจะมีการจำหน่ายเพื่อการบริโภคสดแล้วยังมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขบเคี้ยว สินค้าขึ้นชื่อ ขนมมันเทศ และ KITKAT มันเทศ ซึ่งหาซื้อได้ที่ โอกินาวา ที่เดียวเท่านั้น และยังมีกูลิโกะมันเทศสีม่วง ฯลฯ โดยที่เกาะโอกินาวามีโรงงานขนมเค้กมันเทศ Okashi Goten ซึ่งเป็นโรงงานผลิตขนมเค้กมันเทศชื่อดังแห่งโอกินาวา ที่นักท่องเที่ยวจะต้องซื้อขนมเค้กที่ทำจากมันเทศในหลากหลายรสชาติ

ข้อเสนอแนะที่สำคัญสำหรับผู้ปลูกมันเทศ

เกษตรกรไทยจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากการปลูกมันเทศในอดีตที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษา โดยเฉพาะเรื่องของการให้น้ำ น้ำมีผลต่อการลงหัวของมันเทศ ถ้าต้นมันเทศได้น้ำสม่ำเสมอในช่วงระยะเวลาลงหัว จะได้มันที่ได้น้ำหนักและหัวขนาดใหญ่

ท่อนพันธุ์มันเทศที่ตัดจากต้นมันเทศมาขยายพันธุ์ต่อ ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกตัดจากยอดมาเพียง 1 ท่อน เท่านั้น ถ้าตัดยอดที่ 2-3 จากต้นเดียวกันจะมีผลต่อการให้ผลผลิต และยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมว่า เมื่อใช้ยอดมันเทศเป็นท่อนพันธุ์นั้นควรจะใช้เพียง 3 รุ่น ควรจะเปลี่ยนมาขยายพันธุ์จากหัวเพื่อปลูกในรุ่นต่อไป

แมลงและโรคศัตรูมันเทศ ถึงแม้ว่าจะมีการระบาดไม่มากเท่ากับพืชอีกหลายชนิด แต่ที่เห็นว่าเป็นศัตรูที่มีความสำคัญยิ่งก็คือ “ด้วงงวงมันเทศ” เกษตรกรจะต้องเน้นในการป้องกันการระบาดจะดีกว่าพบการระบาดแล้วถึงจะมีการฉีดพ่นสารเคมี เมื่อพบการระบาดแล้วจะควบคุมได้ยากมาก สิ่งที่ต้องพิจารณาและระมัดระวังเป็นพิเศษ ที่เสี่ยงต่อการระบาดของแมลงชนิดนี้ก็คือ การปลูกมันเทศซ้ำที่เดิม และการป้องกันและกำจัดในช่วงระยะเวลาที่ต้นมันเทศลงหัว การปลูกมันเทศไม่ควรปลูกซ้ำที่เดิม เมื่อปลูกมันเทศไปแล้ว 1 รุ่น พื้นที่นั้นควรปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ถั่วเขียว หรือปอเทือง ทดแทนหลังจากที่ต้นถั่วเขียวมีอายุต้นได้ 45 วัน หรือระยะที่ออกดอกให้ไถกลบทั้งต้น จะได้ปุ๋ยพืชสดอย่างดีแล้วค่อยปลูกมันเทศต่อไป

เทคนิคในการฉีดพ่นสารป้องกันและกำจัดโรคแมลงสำหรับการปลูกมันเทศโดยเฉพาะ ถ้าฉีดเพื่อป้องกันและกำจัด “ด้วงงวงมันเทศ” จะต้องฉีดน้ำยาให้ชุ่มโชกถึงดิน

การเตรียมแปลงปลูกมันเทศสีม่วง

ปลูกมันเทศให้ลงหัวได้ดีนั้น ปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เรื่องโครงสร้างของดิน ถึงแม้ว่ามันเทศจะปลูกได้ในดินเกือบทุกชนิด แต่ดินร่วนปนทรายมีความเหมาะสมที่สุด สภาพดินที่ปลูกมีผลต่อการลงหัวของมันหรือรูปร่างของหัวมัน เช่น ดินร่วนปนทรายจะทำให้ได้หัวมันเทศทรงยาวตามสายพันธุ์ แต่ถ้าดินเหนียวอาจจะได้หัวมันเทศทรงกลม ป้อม เป็นต้น พื้นที่ดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ก่อนปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกเก่า เช่น มูลวัว มูลไก่ ฯลฯ ในอัตรา 1-2 ตัน หรือใส่ปุ๋ยคอกหลังการเตรียมแปลงเสร็จแล้วโดยหว่านบนสันร่องแปลง ยกตัวอย่าง พื้นที่แปลงปลูกมันเทศที่เคยเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดต่อเนื่องมาหลายปี ทางสวนคุณลี ได้มีการหว่านเมล็ดปอเทืองลงไปในแปลงก่อนที่จะเตรียมแปลงปลูกมันเทศ หลังจากต้นปอเทืองเริ่มออกดอกจะไถกลบทันทีเป็นปุ๋ยพืชสด

ในการเตรียมแปลงปลูก ให้ไถดะก่อน 1 ครั้ง และทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จากนั้นไถพรวนแปลง 1-2 รอบ หรือใช้โรตารี่ติดรถไถตีดินให้ดินมีความละเอียดยิ่งขึ้น หลังจากนั้นให้ยกร่องแปลงปลูกขึ้นเป็นรูปสามเหลี่ยม กว้างประมาณ 60-100 เซนติเมตร สูง 30-40 เซนติเมตร (ความสูงของแปลงปลูกยิ่งมีความสูงยิ่งส่งผลต่อการลงหัวมันดี) ส่วนความยาวของแปลงปลูกขึ้นกับสภาพพื้นที่ ถ้าจะให้เหมาะสมควรจะปลูกแบ่งเป็นแปลงเล็กๆ โดยแปลงมีความกว้างของแปลง 40 เมตร และความยาวของแปลง 80 เมตร เพื่อสะดวกและง่ายต่อการจัดการ

การจัดระบบน้ำในแปลงปลูกมันเทศ และการใช้ยาคุมหญ้า

โดยปกติทั่วไปสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมันเทศทั่วประเทศ มักจะไม่ให้ความสำคัญในเรื่องของระบบน้ำในแปลงปลูก ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนอาจจะพึ่งเพียงน้ำฝนจากธรรมชาติเท่านั้น ถ้าปลูกในฤดูแล้งอาจจะมีการให้น้ำแบบท่วมแปลงบ้างเท่านั้น แต่การปลูกมันเทศสมัยใหม่ควรจะมีการจัดระบบน้ำที่ดี ในแปลงปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศของสวนคุณลี จะมีการวางระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ ซึ่งมีรัศมีกระจายน้ำได้ 3-4.5 เมตร ระบบน้ำดังกล่าวมีข้อดีตรงที่ต้นมันเทศได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้ต้นมันเทศที่ปลูกใหม่ตั้งตัวได้เร็ว พบเปอร์เซ็นต์การรอดตายสูง แต่จะพบข้อเสียตรงวัชพืชจะขึ้นเร็วทำให้มีต้นทุนในการกำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้น อาจจะต้องใช้ยาคุมหญ้าช่วยเพื่อลดปัญหาวัชพืชในแปลงปลูกมันเทศ วิธีการคือ หลังการให้น้ำแปลงปลูกไว้ก่อนล่วงหน้า 1 วัน ให้แปลงมีความชื้นอีกวันจะปลูกมันเทศ หลังจากการปลูกท่อนพันธุ์มันเทศโอกินาวาเสร็จให้ฉีดยาคุมหญ้าเลยให้ทั่วแปลงปลูก โดยไม่เป็นอันตรายกับท่อนพันธุ์ ให้ฉีดสารกำจัดวัชพืช ใช้ก่อนวัชพืชงอก คือ สารโคลมาโซน อัตรา 25 ซีซี ผสมกับสารอะลาคลอร์ 75 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดให้ทั่วแปลงหลังจากปลูกมันเทศเสร็จ ซึ่งสามารถฉีดทับยอดพันธุ์มันเทศที่ปลูกเสร็จได้เลย ซึ่งจะสามารถคุมหญ้าวัชพืชทั้งใบแคบและใบกว้างได้นาน 6-10 สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยลดการจัดการวัชพืชได้มากหากปลูกมันเทศพื้นที่ขนาดใหญ่ หากปลูกเล็กน้อยก็สามารถใช้การถอน สำหรับการให้น้ำแบบอื่นๆ อย่างกรณีของการให้น้ำแบบท่วมร่อง ถ้าสภาพดินปลูกเป็นดินเหนียว เมื่อดินแห้งจะแข็งและจับตัวกันแน่น มีผลต่อการลงหัวของมันเทศ จะทำให้ผลผลิตลดลง

การเตรียม

ท่อนพันธุ์มันเทศ

ในการตัดท่อนพันธุ์ ควรจะตัดให้มีความยาวราว 30 เซนติเมตร จะไม่ลิดใบทิ้ง หรือลิดทิ้งก็ได้ เนื่องจากยอดมันเป็นพืชที่แตกยอดออกมาใหม่ได้ง่าย ถ้าลิดใบทิ้งก็จะทำให้เสียเวลาเล็กน้อย แต่ยอดมันเทศเมื่อลงปลูกจะตั้งตัวได้เร็วกว่าไม่ลิดใบ การตัดยอดใช้ส่วนที่เป็นยอดปลายจะดีที่สุด สำหรับท่อนที่ 2-3 ลงไป สามารถปลูกให้ได้ผลผลิตเช่นกัน แต่การให้หัวจะน้อยลงไปตามลำดับ เมื่อตัดท่อนพันธุ์มาแล้วควรจะมัดรวมกันเป็นกำ เอาใบตองหรือกระสอบปุ๋ยห่อมัดเอาไว้ ควรนำท่อนพันธุ์แช่น้ำยาฆ่าแมลงในกลุ่ม “คาร์โบซัลแฟน” เช่น ไฟท์ช็อต จุ่มแช่ไว้นานราว 5-10 นาที จะช่วยลดเรื่องแมลงที่จะติดไปกับท่อนพันธุ์ได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นให้นำมัดท่อนพันธุ์วางไว้ในที่ร่ม รดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 2-3 วัน ยอดท่อนพันธุ์ก็จะมีรากออกมาตามข้อ แสดงว่าท่อนพันธุ์พร้อมปลูกแล้ว ถ้าจะให้ดีท่อนพันธุ์มันเทศที่จะตัด ควรตัดจากต้นที่มีอายุไม่เกิน 45-60 วัน หรือก่อนที่จะมีการฉีดพ่นปุ๋ยหรือสารเคมีเพื่อหยุดยอด

การปลูกมันเทศโอกินาวา

ก่อนที่เกษตรกรจะลงมือปลูก ควรจะมีการให้น้ำในแปลงปลูกอย่างน้อย 2-3 วัน เพื่อให้ดินมีความชื้นและปลูกได้ง่ายและรวดเร็ว วิธีการเตรียมหลุมปลูก แบ่งได้ 3 วิธี คือ ปลูกแบบใช้จอบขุด ปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อน หรือจะปลูกแบบนำท่อนพันธุ์เสียบลงแปลงปลูกเลย จากการทดลองปลูกทั้ง 3 วิธี พบว่าวิธีปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำไปก่อนได้ผลดีกว่าวิธีการอื่น เพราะทำได้ง่าย รวดเร็ว ไม่เสียแรงในการขุดดินและท่อนพันธุ์ไม่ช้ำ ระยะปลูกระหว่างต้น ประมาณ 25-30 เซนติเมตร หากใช้จอบขุดปลูกบนสันร่อง หลุมที่ปลูกควรมีความลึก ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ควรจะวางยอดท่อนพันธุ์ทำมุม 45 องศา ฝังลึกลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนพันธุ์มันเทศ และให้ข้อโผล่พ้นดินขึ้นมา ประมาณ 2-3 ข้อ หลังจากนั้นกลบดินให้แน่นเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ท่อนพันธุ์โยกคลอน แต่หากปลูกแบบใช้ไม้ปลายแหลมกระทุ้งนำจะปลูกท่อนพันธุ์มันเทศให้เป็นคู่บนสันร่อง โดยใช้ไม้แหลมกระทุ้งนำไปก่อน ทำมุม 45 องศา จากนั้นเสียบท่อนพันธุ์ลงดิน 2-3 ข้อ ของท่อนมันเทศ ในพื้นที่ปลูกมันเทศสายพันธุ์ต่างประเทศ 1 ไร่ ทางสวนคุณลีจะใช้ท่อนพันธุ์มันเทศ ประมาณ 10,000-12,000 ยอด ซึ่งพบว่าเป็นจำนวนที่ให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างสูง ซึ่งเทคนิคการดูแลรักษามันเทศโอกินาวา ทางสวนคุณลีจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับ พันธุ์มันเทศสีม่วงโอกินาวา ติดต่อได้ที่ สวนคุณลี โทร. (081) 901-3760

โป๊ยเซียน นครพนม ไม้ดอกสร้างเงิน สร้างงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ไม้ดอกไม้ประดับ

ชนะ วสุรักคะ chanawasu@gmail.com

โป๊ยเซียน นครพนม ไม้ดอกสร้างเงิน สร้างงาน

จังหวัดนครพนม มีพื้นที่ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) มีพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิมีชื่อเสียงระดับประเทศหลายปีซ้อน เกษตรกรจะนิยมเพาะปลูกข้าวนาปีและนาปรังเป็นพืชหลัก เพราะมีระบบส่งน้ำชลประทานในหลายพื้นที่ รองลงมาเป็นใบยาสูบ ที่ปลูกกันตลอดแนวริมฝั่งแม่น้ำโขง และปลูกต้นยางพารากระจายในหลายอำเภอ

แต่ยังมีเกษตรกรคุณลุงวัยกว่า 70 ปี คนขยัน เพาะชำต้นโป๊ยเซียน ไม้ดอกไม้ประดับกว่า 100 สายพันธุ์ จำนวนมากกว่า 20,000 กระถาง ทำเงินในช่วงต้นฤดูฝน มีพ่อค้า แม่ค้า จากหลายจังหวัดในภาคอีสาน และชาวลาวมารับซื้อถึงสวน ทำเงินเป็นล่ำเป็นสัน สร้างงาน สร้างอาชีพให้ชาวบ้าน 15 คน ที่มารับจ้างหลังเพาะชำพืชผักสวนครัวไว้ขายอีกด้วย

คุณลุงสมชาติ ปิ่นทอง อายุ 72 ปี กล่าวว่า พื้นเพตนเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ เรียนจบจากแม่โจ้ รุ่น 26…มารับราชการเป็นหัวหน้าอนุรักษ์ดินและน้ำ ศูนย์พัฒนาที่ดินนครพนม ตั้งแต่ปี 2509 จนปัจจุบันอาศัยอยู่ที่นครพนม นาน 50 ปี หลังลาออกจากราชการได้ 10 ปี เพื่อมาทำสวน โดยตนจะเปิดอินเตอร์เน็ต กลูเกิ้ล ศึกษาการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักสวนครัว ลองผิดลองถูก จนปัจจุบันมีความชำนาญ จนรู้แทบจะทุกเรื่องในการเพาะชำ ขั้นตอนดูแลรักษาพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ

คุณลุงสมชาติ เล่าว่า ช่วงที่โป๊ยเซียนกำลังฮิต ตนซื้อมาแต่ละพันธุ์ต่ำสุดตกกระถางละ 1,000 บาท บางพันธุ์ที่หายากซื้อราคาสูงถึงต้นละ 20,000 บาท เพาะเลี้ยงและปลูกมาเรื่อยมากกว่า 20 ปีแล้ว พันธุ์โป๊ยเซียนมีมากหลายสายพันธุ์ มีทั้งดอกเล็ก ดอกใหญ่ และมีทุกสี ยกเว้นโป๊ยเซียนดอกสีดำ และสีน้ำเงิน

หากเพาะพันธุ์โดยการใช้เมล็ด จะใช้เวลานานถึง 1 ปี ส่วนใหญ่ตนจะใช้วิธีคัดต้นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ ตัดต่อยอดเสียบกิ่ง

นักเพาะเลี้ยงมืออาชีพจะอาศัยแมลงผสมเกสร เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่

คุณลุงสมชาติ กล่าวด้วยว่า ตนเช่าที่ดินเนื้อที่กว่า 10 ไร่ เลขที่ 136 หมู่ที่ 3 บ้านขามเฒ่า ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ริมถนนทางหลวง 212 สายนครพนม-ธาตุพนม ในชื่อสวนโป๊ยเซียน นครพนม ไว้เพาะเลี้ยง โป๊ยเซียน อาทิ พันธุ์นครพิงค์ กำไรเพิ่มพูน ระฆังทอง เพชรน้ำหนึ่ง บัลลังก์เงิน เป็นต้น ปัจจุบันมีมากกว่า 20,000 กระถาง แต่ที่เพาะพันธุ์โป๊ยเซียนเพิ่มใหม่ในชื่อ “สาวนครพนม”

โป๊ยเซียนที่นี่จะเลี้ยงโดยธรรมชาติ ไม่ฉีดพ่นยา วางไว้กลางแจ้ง ชอบอากาศลมโชย ทนต่อสภาพแดดจัด เพาะเลี้ยงในกระถางโดยซื้อดินใบก้ามปูมาจากจังหวัดอ่างทอง ครั้งละ 1 รถสิบล้อ ผสมกับวัสดุมะพร้าวสับที่ซื้อมาจากจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กิ่งที่ชำจะใช้แกลบดำกับทราย จุ่มปูนขาวกันรากเน่า 1 เดือน ก็จะติดราก ก่อนต้นแข็งแรงจึงย้ายไปปลูกในกระถาง ใช้เวลาเพาะเลี้ยงนาน 3-4 เดือน ก่อนให้ผลผลิตดอกใหญ่ ก็จะขายได้ในราคาส่ง ต้นละ 25 บาท ขายปลีก กระถางละ 40 บาท

ที่ผ่านมา มีพ่อค้า แม่ค้า จากจังหวัดอุบลราชธานี หนองคาย อุดรธานี และจากเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) นำรถกระบะมารับซื้อถึงสวน ครั้งละ 700-1,000 ต้น ทำเงินให้เดือนละกว่า 100,000 บาท ขณะเดียวกันยังจ้างแรงงานไว้ 15 คน ตกคนละ 300 บาท ต่อวัน แบ่งกันทำหน้าที่ กรอกดินใส่ถุง เพาะถุงชำ ตอนกิ่งพันธุ์ ทาบตา รดน้ำ ใส่ปุ๋ย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้เพาะชำพืชผักสวนครัวแทบทุกชนิด อาทิ ต้นแมงลัก สะระแหน่ โหระพา พริก ลงถุงดำ ขายส่ง ต้นละ 8-10 บาท และมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร ขายกระถางละ 100-250 บาท ตามแต่ขนาด ซึ่งขายดีสุดๆ ในช่วงนี้ โดยจะมีพ่อค้า แม่ค้า ขับรถมารับถึงสวน

พร้อมกันนี้ยังมีรถกระบะ 2 คัน ตระเวนขายตามตลาดนัดไทย-ลาว ในอำเภอธาตุพนม และตลาดนัดคลองถม หน้าค่ายพระยอดเมืองขวาง (จทบ. นครพนม) เพื่อนำเงินส่วนนี้มาเลี้ยงแรงงาน 15 คน ซึ่งมีค่าแรงตกเดือนละ 45,000 บาท

“ถึงแม้ผมจะมีอายุล่วงเลยไม้ใกล้ฝั่ง มีบ้านอยู่ในตัวเมือง และมีธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตร แต่ก็รักต้นไม้และรักความเป็นธรรมชาติ จึงได้สร้างเพิงเต็นท์พักอาศัยอยู่ภายในกลางสวนแห่งนี้ สะดวก และดูแลคนงานได้ทั่วถึง พร้อมกับซื้อที่อีกกว่า 20 ไร่ เพื่อไว้ทดลองปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ระยองไว้ด้วย” คุณลุงสมชาติ กล่าว

ผู้สนใจ จะแวะมาเยี่ยมชมสวน เพื่อขอคำแนะนำในเรื่องพันธุ์ไม้ การอนุรักษ์ดิน หรือต้องการรับพันธุ์ไม้ พืชผักสวนครัวไปจำหน่าย ติดต่อโดยตรงได้ที่ สวนโป๊ยเซียน นครพนม โทร. (081) 872-1913 ทางเฟซบุ๊ก พิมพ์ว่า Somchart Pintong

ตามไปดู การนำงานวิจัยสู่ไร่นา วันถ่ายทอดเทคโนโลยี หมู่บ้านกังหันลม และนาแปลงใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เก็บมาเล่า

อำพน ศิริคำ

ตามไปดู การนำงานวิจัยสู่ไร่นา วันถ่ายทอดเทคโนโลยี หมู่บ้านกังหันลม และนาแปลงใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย

ปัจจุบันพบว่า “งานวิจัย” หลายชิ้นถูกเก็บไว้บนหิ้ง ไม่ได้นำมาประยุกต์ใช้ หรือพัฒนาต่อยอด และขยายผลสู่เกษตรกรหรือชุมชน จึงไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

ท่านที่เคารพครับ!! เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการจัดงาน การนำงานวิจัยสู่ไร่นา วันถ่ายทอดเทคโนโลยี หมู่บ้านกังหันลม และนาแปลงใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย ณ บริเวณบ้านกุดหัวช้าง ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม สำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย เทศบาลตำบลขามเรียง ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.), (องค์การมหาชน) และผู้นำหมู่บ้านของตำบลขามเรียง

โดย คุณชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน และ ศาสตราจารย์ ดร. วิเชียร มากตุ่น คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) กล่าวรายงาน และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วิรัติ ปานศิลา ประธานสภาคณาจารย์ มมส. ร่วมเป็นเกียรติในงานด้วย

คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มมส. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มีนโยบายในการขับเคลื่อนระบบและกลไกการบริการวิชาการ และการทำงานวิชาการรับใช้สังคม ภายใต้ชื่อ “โครงการหนึ่งหลักสูตร หนึ่งชุมชน” ซึ่งหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเคมี ได้จัดทำกิจกรรม “โครงการการทำนาแบบโยนกล้า เป็นการบูรณาการ โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำนาแบบโยนกล้า และการใช้กังหันลมผันน้ำเข้านา แทนการใช้เครื่องสูบน้ำให้กับเกษตรกรในหมู่บ้านกุดหัวช้าง ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ บริเวณรอบๆ หมู่บ้านกุดหัวช้าง มีเกษตรกรทำนาแบบโยนกล้ามากขึ้น และมีกังหันลมที่ใช้ในการเกษตร 7 ตัว ซึ่งกังหันลมผลิตได้ง่าย ใช้แรงลมในการผันน้ำเข้านา ลงทุนครั้งเดียวใช้ได้ตลอดไป สามารถลดรายจ่ายของเกษตรกรได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ต่อเดือน ดังนั้น จึงได้ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย เทศบาลตำบลขามเรียง และชุมชน จัดตั้งเป็นหมู่บ้านกังหันลม เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตรต่อไป ซึ่งจัดงานเปิดตัวกังหันลม เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ณ ที่แห่งนี้

นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนทุนจากคลินิกเทคโนโลยี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้ชื่อโครงการ “การถ่ายทอดการผลิต และการประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นในการทำการเกษตร” มาปรับใช้เป็นปุ๋ยกับระบบผลิตของเกษตรกร เนื่องจากเป็นเทคนิคที่สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เพราะมีการนำเอาจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดิน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ภายในท้องถิ่นนั้นๆ มาทำเป็นหัวเชื้อสำหรับนำไปขยายและประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ได้แก่ ช่วยปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น สามารถปลูกพืชงอกงาม ให้ผลผลิตสูง ทำให้ธรรมชาติเกิดความสมดุล โรคและแมลงศัตรูพืชลดลง ทำให้ช่วยลดต้นทุนการผลิต เกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น โดยได้ดำเนินกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมการถ่ายทอดความรู้ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และถ่ายทอดการแปรรูปข้าว โดยการทำข้าวห่อสาหร่าย หรือ ซูชิ จากข้าวเจ้าแดงพันธุ์ทับทิมชุมแพ ซึ่งเป็นข้าวที่มีชื่อเสียงทางด้านสารต้านอนุมูลอิสระ และสารที่มีประโยชน์สูง โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก คุณรณชัย ช่างศรี รักษาราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวชุมแพและคณะ

สำหรับการแปรรูปจากข้าวที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ใช้เป็นส่วนผสมร่วมในผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรแม่บ้านเกษตรกรมะค่าทรัพย์ทวี ได้แก่ ลูกประคบหน้าเด้ง-หน้าใส ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) – สวก. ประกอบไปด้วย กิจกรรมการดูพันธุ์ การสร้างเตาอบสมุนไพรพลังงานแสงอาทิตย์ และการตลาด จากการทำวิจัยในครั้งนี้ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ขึ้นมาใหม่ 2 ชนิด ได้แก่ สมุนไพรแช่เท้า และลูกประคบหน้าเด้ง-หน้าใส

กิจกรรมฝึกผลิตขยายเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าให้กับเกษตรกร เพื่อใช้ควบคุมโรคไหม้ข้าวทดแทนสารเคมี โดยสำนักงานเกษตรอำเภอกันทรวิชัย

“กิจกรรมที่สร้างสีสันภายในงาน ได้แก่ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ประธานเปิดงาน ลงทุนถอดกางเกงเปลี่ยนมานุ่งผ้าขาวม้าโยนกล้ากับชาวนา และนักศึกษาชาวต่างชาติ จากนั้นได้ทอดแหอีกด้วย มีเกษตรกรที่ร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ และเกษตรกรบริเวณหมู่บ้านกุดหัวช้าง เข้าร่วมงานประมาณ 120 คน

ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า โครงการนำงานวิจัยสู่ไร่นา วันถ่ายทอดเทคโนโลยี หมู่บ้านกังหันลม และ นาแปลงใหญ่ อำเภอกันทรวิชัย ณ บริเวณหมู่บ้านกุดหัวช้าง นับได้ว่าเป็นโครงการที่ดี ที่นำงานวิจัยหลากหลายกิจกรรมมาสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การเปลี่ยนวิถีการทำนามาเป็นการทำนาแบบโยนกล้า ซึ่งช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ข้าว ลดปัญหาโรคแมลงศัตรู และเพิ่มผลผลิต การใช้จุลินทรีย์พื้นบ้าน ช่วยฟื้นฟูดิน ปลอดภัยจากสารเคมี กังหันลมวิดน้ำเข้านา เป็นพลังงานจากธรรมชาติที่ไม่มีวันหมด เป็นการลดภาวะโลกร้อนได้ด้วย การรู้จักเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้เองได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งการส่งเสริมและอนุรักษ์สมุนไพรไทย ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีที่ควรส่งเสริม สนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเป็นต้นแบบให้ชุมชนได้มาศึกษาเรียนรู้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มัณฑนา นครเรียบ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มมส. ผู้รับผิดชอบโครงการ โทร. (089) 422-4764 กล่าวว่า ได้ร่วมกับ คุณอำพน ศิริคำ เกษตรอำเภอกันทรวิชัย จัดโครงการนำงานวิจัยสู่ไร่นามาแล้วหลายครั้ง เพื่อนำองค์ความรู้ใหม่ๆ ไปแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรในพื้นที่

คุณรณชัย ช่างศรี รักษาราชการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ โทร. (043) 311-155, (093) 327-3358 กล่าวว่า ข้าวเจ้าพันธุ์ทับทิมชุมแพ (ข้าวเจ้าสายพันธุ์ SRN 06008-18-1-5-7-CPA-20) เกิดจากการผสมพันธุ์ ระหว่างข้าวเจ้าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กลายพันธุ์จากรังสี ทรงต้นเตี้ย (Semi-dwarf KDML105) ที่มีลักษณะต้านทานต่อโรคไหม้ ไม่ไวต่อช่วงแสงเป็นพันธุ์แม่ กับข้าวเจ้าพันธุ์สังข์หยด เป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ไวต่อช่วงแสง อายุหนัก ต้นสูง เป็นพันธุ์พ่อ สำหรับข้าวพันธุ์ทับทิมชุมแพ จัดเป็นข้าวเจ้า ไม่ไวต่อช่วงแสง คุณภาพการสีดี มีอะมิโลสต่ำ มีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระฟีโนลิก และฟลาโวนอยด์สูง จึงได้นำมาทำผลิตภัณฑ์อาหารของญี่ปุ่น คือ “มากิ ซูชิ” โดยใช้ข้าวทับทิมชุมแพแทนข้าวญี่ปุ่น ซึ่งให้สารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า โดยมีวิธีทำดังนี้

ส่วนประกอบ

1. น้ำส้มสายชู 120 มิลลิลิตร

2. น้ำตาล 0.5 ช้อนโต๊ะ

3. เกลือ 0.5 ช้อนชา

4. สาหร่ายทะเลแผ่นใหญ่ แตงกวา แครอต หรือส่วนผสมอื่นตามชอบ

การเตรียมน้ำปรุงข้าว

ผสมน้ำส้มสายชู น้ำตาล และเกลือ ลงในหม้อ นำไปตั้งไฟอ่อนๆ แล้วคนจนส่วนผสมละลาย

การเตรียมข้าว

นำข้าวกล้องทับทิมชุมแพหุงสุก ใส่ลงในชามผสม พรมน้ำปรุงข้าวทีละน้อยให้ทั่ว ใช้พายคลุกให้เข้ากัน จนเห็นเมล็ดข้าวใสเป็นมันวาว

วิธีทำ

1. วางแผ่นสาหร่ายลงบนเสื่อสำหรับม้วนซูชิ ตักข้าวซูชิลงบนแผ่นสาหร่ายแล้วเกลี่ยให้ทั่ว

2. นำส่วนผสม เช่น ปูอัด ไข่ม้วน แตงกวา ยำสาหร่าย ฯลฯ วางลงบนข้าว อาจใส่วาซาบิลงไปด้วยก็ได้

3. ค่อยๆ ยกเสื่อม้วนซูชิ โดยม้วนให้แน่น

4. ตัดซูชิให้ได้ขนาดพอดีคำ และควรเช็ดมีดด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆ เพื่อให้ตัดได้ง่ายขึ้น

5. จัดเรียงให้สวยงามพร้อมเสิร์ฟ กับซอสโซยุและวาซาบิ

ท่านที่เคารพครับ!! จะเห็นว่างานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี หมู่บ้านกังหันลม และนาแปลงใหญ่ เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการลดต้นทุนการผลิต โดยนำพลังงานจากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นพลังงานที่สะอาด ลงทุนครั้งเดียวใช้ได้หลายปี และยังบูรณาการลงในพื้นที่นาแปลงใหญ่ ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกด้วย

“ผักโขมจีน” ปลูกง่าย กินง่าย เสริมแกร่ง ให้กระดูกและฟัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05045011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ผักในบ้านของคนขี้เกียจ

เชตวัน เตือประโคน

“ผักโขมจีน” ปลูกง่าย กินง่าย เสริมแกร่ง ให้กระดูกและฟัน

การ์ตูนฝรั่งในวัยเด็ก ยังเป็นที่จดจำของใครต่อใครหลายคนกับเรื่องราวของ “ป๊อปอาย” หนุ่มกะลาสีเรือ ซึ่งมักมีเหตุให้ต้องออกมาปกป้องคนรัก ร่างผอมแห้ง นาม “โอลีฟ” ของผู้ร้ายกล้ามใหญ่ ที่ชื่อ “บลูโต” อยู่บ่อย จากเงื้อมมือๆ

“ป๊อปอาย ช่วยด้วย! ป๊อปอาย ช่วยด้วย!” เสียงร้องขอความช่วยเหลือของหญิงสาวดังขึ้นทีไร พระเอกของเราก็มีอันงานเข้าทุกที แรกๆ ป๊อปอายออกมาก็ไม่เคยต่อกรอะไรกับตัวร้ายได้หรอก แต่จนเมื่อได้กิน “ผักโขม” เท่านั้นแหละ กล้ามแขนนั้นขึ้นเป็นมัดๆ ระเบิดพลัง เตะ ต่อย อัดผู้ร้ายซะน่วม และก็ชนะทุกตอนไปในวัยเด็ก ผมมักได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าผักสีเขียวที่ป๊อปอายกินเพื่อเพิ่มพลังไม่ค่อยชัด ติดหูมาว่า “ผักขม”

จนพลอยคิดไปว่า ผักที่มีรสชาติขมนั้นให้พลังงานสูง

ผู้เป็นแม่ที่เห็นว่าลูกๆ ไม่ค่อยกินผักก็เออออตาม

หลอกให้กินผัก (ซึ่งส่วนใหญ่เด็กมักเชื่อว่าขม) ด้วยประโยคที่ว่า “กินผักขมๆ จะมีพลังๆ” กว่าจะได้รู้ความจริงก็จนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ว่าจริงๆ แล้ว เขาเรียกกันว่า “ผักโขม”

นอกจากนี้ ยังมีความผิดพลาดเกี่ยวกับการเรียกชื่อผักในการ์ตูนเรื่อง “ป๊อปอาย” อีกจุดหนึ่ง จนทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด และเรียกผิดมาเนิ่นนาน แม้กระทั่งปัจจุบันนี้

จะเห็นชัดว่า ในภาพวาดผักกระป๋องที่ป๊อปอายยกซดเข้าปาก มีเขียนไว้คือ “Spinach” นั่นก็คือ ผัก “ปวยเล้ง” ไม่ใช่ผักโขมแต่อย่างใด แต่อาจเนื่องจากว่ามีลักษณะคล้ายกัน และคุณประโยชน์ก็คล้ายคลึง อีกทั้งการพากย์เสียงไปว่า “ปวยเล้ง” มันคงดูไม่เท่

ก็เลยทำให้ทีมงานพากย์การ์ตูนเรื่องนี้ พากย์เป็นภาษาไทย ถึงผักที่ป๊อปอายกินว่า “ผักโขม”

“ผักโขม” เป็นพืชที่มีมากมาย พบได้ทั่วไปทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ บางชนิดเป็นวัชพืช ซึ่งชาวบ้านที่เลี้ยงหมูมักไปเด็ดถอนมาโยนให้เป็นอาหารของเจ้าสัตว์ร้อง อู๊ด อู๊ด ในเล้าผักโขมหมูกินได้ คนก็กินดี มีทั้ง ผักโขมบ้าน ผักโขมสวน ผักโขมหนาม ผักโขมจีน และ ผักโขมฝรั่ง

ทั้งหมดจะเหมือนกันคือ เป็นไม้พุ่ม ลำต้นอวบน้ำ แตกกิ่งก้านใบ ซึ่งเมื่อจะออกดอกก็จะปรากฏตามซอกใบเหล่านั้น โดยในดอกเมื่อแห้งแล้ว ขยี้เพียงเล็กน้อยจะเห็นเมล็ดเล็กๆ สีดำมากมาย

ความจริงแล้ว จะว่าไปผมเองรู้จักผักโขม และผูกพันกับการตามหา “ผักโขมหนาม” (หรือภาษาเขมร เรียก “ปะตี”) มาให้หมูกินเนิ่นนานแล้ว

เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของพืชชนิดนี้เท่านั้นเอง มาใกล้ชิดและรู้จริง ชนิดปลูกกินเป็นผัก นั่นคือ “ผักโขมจีน”จำได้ว่า ได้รับเมล็ดพันธุ์มาจากงาน “เกษตรมหัศจรรย์” โดยนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านนี่เอง เมล็ดสีดำๆ ของผักโขมจีนมีขนาดเล็กมาก หนึ่งเมล็ดถ้าทำตกพื้น หากจะตามหาก็คงมีสภาพไม่ต่างไปจากการ “งมเข็มในมหาสมุทร”ผมเริ่มปลูกผักโขมจีนด้วยด้วยความฝันอันแสนหวาน นั่นคือ ติดใจกับรสอาหารอิตาเลี่ยน อย่าง “ผักโขมอบชีส”

โดยมีร้านอาหารใกล้ๆ สำนักงานมติชน อย่าง “ฟาบิโอ” ที่มักไปนั่งและสั่งเมนูนี้ จากนั้นก็จดจำรสชาติ ให้ติดลิ้น ติดความรู้สึกมาให้มากที่สุด

เพื่อกลับไปทำเองที่บ้าน

ผมเริ่มต้นปลูกผักโขมจีน ด้วยการเตรียมดินอย่างง่ายที่สุดจากนั้นไม่รอช้า โรยเมล็ดผักโขมลงทันที แบบที่ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังนั่นเป็นเพราะว่า ถ้ารู้จักธรรมชาติของผักชนิดนี้ ด้านหนึ่งมันคือ “วัชพืช”

อย่างไรเสียก็ย่อมที่ต้องมีความอดทนกว่าพืชผักทั่วไปอย่างแน่นอน เพราะเท่าที่สังเกต ขนาดริมทาง หรือในป่าละเมาะต่างจังหวัด ชาวบ้านก็ไม่ได้ตั้งใจปลูก ก็เห็นเติบโตงอกงามได้เอง

เมล็ดร่วงตรงไหน ก็กระจายพันธุ์เกิดต้นใหม่ไปตรงนั้น ผักโขมจีนที่ผมปลูกมีสีเขียวอ่อน ทั้งลำต้นและใบนับเป็นสายพันธุ์ผักโขมที่นิยมปลูก กิน และมีขายมากที่สุดในท้องตลาด ผมใช้วิธีการปลูกผักโขมจีนลงดิน โดยเตรียมแปลงดินไว้ขนาดไม่ใหญ่มาก จากนั้นก็โรยเมล็ดสีดำเล็กๆ นั้นเป็นแถว ฝังกลบ รดน้ำแล้วก็นอนตีพุงรอการงอก

ตำราบอกไว้ว่า ดินที่เหมาะกับการปลูกผักโขมจีนนั้น ควรเป็นดินร่วนซุย สำคัญคือ อย่าให้มีน้ำขังเท่านั้นเป็นพอไม่ถึง 1 เดือนเต็ม ก็เก็บมากินได้สบายแล้ว

เคยมีคำถามเล่นๆ กับตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมทีมพากย์การ์ตูน “ป๊อปอาย” ต้องจำเพราะว่าเป็น “ผักโขม”จนเมื่อได้รู้จักผักโขมมากขึ้นเท่านั้นเอง ผมก็ได้พบว่า นี่คือผักที่เพียบพร้อมด้วยสรรพคุณ และมีคุณค่าทางอาหารมากมาย ชนิดที่หากจะบรรยายทั้งหมดตรงนี้ คงต้องใช้พื้นที่เยอะมากแต่ที่โดดเด่นเป็นตัวชูโรงเห็นจะเป็นเรื่องของ “ธาตุเหล็ก” และ “ธาตุแคลเซียม”ธาตุอาหารทั้ง 2 ช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟันจึงไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใดที่ “ป๊อปอาย” เลือกจะกินผักโขม ไม่ใช่ผักชนิดอื่น เพียงแต่คงไม่ใช่ว่า กินแล้วแข็งแรง กล้ามใหญ่โต มีพลังขึ้นมาทันใดแบบในการ์ตูน คงต้องกินแบบสะสม ให้ร่างกายได้นำไปช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน ดังสรรพคุณที่มี เป็นระยะเวลาหนึ่งเรื่องปุ๊บปั๊บฉับพลันทันด่วน คงมีแต่ในการ์ตูนเท่านั้นแหละ

และย้ำอีกครั้ง ผักที่ป๊อปอายกินในการ์ตูน เขาเรียกว่า “ปวยเล้ง” ไม่ใช่ “ผักโขม” ครับ

สวนไผ่สร้างเงิน ของ วิวิช พวงสวัสดิ์ ที่ หนองบัวลำภู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เทคโนโลยีการเกษตร

สวง โฮสูงเนิน

สวนไผ่สร้างเงิน ของ วิวิช พวงสวัสดิ์ ที่ หนองบัวลำภู

สวนไผ่สุขสวัสดิ์ ก่อตั้งโดย คุณพ่อสะท้าน ไชยวงษ์ ชายชราคนหนึ่งที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล คุณพ่อได้นำไผ่เลี้ยงที่ทุกคนเห็นตามริมห้วยป่าเขา นำมาปลูกลงสวนท่ามกลางเสียงหัวเราะของผู้คนในหมู่บ้าน เมื่อ ปี 2542 คุณพ่อได้ปลูกไผ่แบบไม่ได้มีการศึกษา

โดยการปลูกไผ่ระยะ 4 คูณ 4 เมตร ปลูกเพื่อเก็บหน่อไว้บริโภค ซึ่งจะเก็บผลผลิตได้เฉพาะในฤดูฝนเท่านั้น มีการดูแลรักษาบ้างเป็นช่วงๆ บางครั้งก็ปล่อยทิ้งไว้ไปตามธรรมชาติ

ต่อมาเมื่อ ปี พ.ศ. 2552 คุณวิวิช และ คุณพิกุล พวงสวัสดิ์ ลูกเขยและลูกสาวปรับปรุงสวนใหม่ เปลี่ยนเป็นระยะ 4 คูณ 3 เมตร 1 ไร่ ปลูกได้ จำนวน 133 ต้น โดยปลูกไผ่ จำนวน 10 ไร่ ต่อมา ปี พ.ศ. 2558 ได้ศึกษาและเรียนรู้เรื่องเกษตรผสมผสานแบบประณีต และเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยากทำให้มีพืชหลากหลาย มีผลผลิตหลากหลายเพิ่มมากขึ้น มีอาหารที่ปลอดสารเคมีเพื่อสำหรับบริโภค สุขภาพดีทั้งครอบครัว ไม่ต้องซื้อและลดค่าใช้จ่าย จึงปรับเปลี่ยนสวนอีกครั้งเพื่อให้เป็นสวนเกษตรผสมผสานแบบประณีต ได้รื้อสวนไผ่จากเดิม เปลี่ยนมาปลูกระยะ 3 คูณ 1.5 เมตร และมีการผลิตไผ่ออกนอกฤดูกาล ทำให้มีหน่อไม้จำหน่ายตลอดปี โดยปลูกไผ่สายพันธุ์ใหม่คือ ไผ่รวกหวาน และพื้นที่เหลือปลูกผักหวานป่า ชะอม กล้วย มะละกอ มัลเบอร์รี่ มะม่วง ขนุน ข้าว และพืชสวนครัวต่างๆ และมีการเลี้ยงปลา กุ้งและหอย

คุณวิวิช หรือ คุณบอย เล่าให้ฟังว่า พื้นเพดั้งเดิมเป็นคนอำเภอเมืองศรีสะเกษ จบการศึกษา วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีชีวภาพ จากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล มีความรู้ความสามารถด้านการควบคุมคุณภาพสินค้า การผลิตสินค้า และการจัดเก็บสินค้าในโรงงาน จากประสบการณ์การทำงานอยู่ที่เทสโก้โลตัส ตั้งแต่ ปี 2541 ถึง ปี 2554 และได้ผันตัวเองมาทำไร่ไผ่สวนสุขสวัสดิ์ เนื่องจากได้พบกับคุณพิกุล ผู้เป็นภรรยา และต่อมาได้ลาออกมาทำสวนไผ่ที่บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน อำเภอเมืองหนองบัวลำภู

คุณวิวิช มองว่า การที่ประชากรเพิ่มขึ้นทุกวัน แต่พื้นที่ทำการเกษตรลดลงเรื่อยเนื่องจากครอบครัวมีการขยายไปเรื่อย ทำให้ขาดแคลนอาหารซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญ

คุณวิวิช เล่าต่อว่า เหตุผลและแรงจูงใจในการปลูกไผ่ เพื่อต้องการจะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการประกอบอาชีพทางการเกษตร ให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และพัฒนาอาชีพให้เป็นแบบอย่างของเกษตรกรท้องถิ่น ในการทำการเกษตรโดยใช้พื้นที่น้อย ไม่ต้องลงทุนมาก ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลผลิตไปได้นาน ดูแลรักษาง่าย ลดการบุกรุกป่า ซึ่งมีพื้นที่ทำสวนทั้งหมด จำนวน 19 ไร่ ปลูกไผ่เศรษฐกิจขายหน่อหลักๆ ในสวน 3 สายพันธุ์ ไผ่เลี้ยงสีทอง จำนวน 2,000 ไร่ ไผ่บงหวาน จำนวน 1,000 ต้น และไผ่สายพันธุ์คือ ไผ่รวกหวาน 600 ต้น และไผ่กิมซุ่งหรือไผ่ตงลืมแล้ง ไผ่ดำ ไผ่ตงดำหวาน จำนวน 350 ต้น ผักหวานป่า 1,200 ต้น ชะอม 400 ต้น กล้วยน้ำว้า 600 ต้น กล้วยหอมทอง จำนวน 400 ต้น มัลเบอร์รี่ จำนวน 100 ต้น มะละกอ มะม่วง ขนุน ต้นพะยูง ต้นสัก และพืชผักสวนครัวต่างๆ

คุณสวง โฮสูงเนิน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ พร้อมด้วย คุณชัยรัตน์ ยอดทัพ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช คุณภาสกรณ์ น้อยเมือง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เข้าเยี่ยมชมกิจกรรมของสวนไผ่สุขสวัสดิ์ ซึ่งเป็นเกษตรกร Young Smart Farmer ของสำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ได้พบว่า สวนไผ่สุขสวัสดิ์มีจุดเด่น มีการปลูกพืชหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัวเกือบทุกชนิด เปรียบเสมือนห้างโลตัสในชนบท ถือว่ามีทุกสิ่งทุกอย่างในสวนไผ่ และจุดเด่นของสวนที่น่าเอาเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน นั้นคือการปลูกชะอมร่วมกับปลูกผักหวานป่า ซึ่งพบว่าผักหวานป่าและชะอม มีการเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนี้ สวนนี้ยังสามารถให้บริการเกษตรกรได้ เช่น เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานของชาวบ้านและเกษตรกรที่สนใจ สถานที่ร่มรื่น บรรยากาศดีมาก เป็นวิทยากรให้ความรู้และประสบการณ์การทำเกษตรและการปลูกไผ่ เข้าร่วมกิจกรรมกับส่วนราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ในการทำการเกษตรแปลงทำนา 1 ไร่ 1 แสนบาท แก้จน

ในแต่ละวันจะมีเกษตรกรจำนวนมาก ทั้งมาจากต่างจังหวัดและในจังหวัด ที่ได้รับข้อมูลจาก Facebook และได้แห่มาซื้อไผ่และมาเที่ยวสวนไผ่สุขสวัสดิ์ของคุณบอย เนื่องจากเป็นคนอัธยาศัยดี ไม่ถือตัว อ่อนน้อมถ่อมตน ชอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับข้อมูลจากเกษตรกรทุกด้านและมีไผ่จำหน่ายตลอดทั้งปี และมีความน่าเชื่อถือเพราะปลูกแบบปลอดสารพิษ ปลูกด้วยความเอาใจใส่ทุกขั้นตอน ทุกพืช นอกจากไผ่แล้วยังมีพืชอื่นอีกที่เป็นสินค้า และสามารถจำหน่ายได้ เช่น ชะอม ผักหวาน ทุกวันนี้มีรายได้อย่างน้อย วันละ 500-1,000 บาท

ราคาจำหน่าย ไผ่เลี้ยงสีทองทะวาย ต้นละ 50 บาท ไผ่บงหวานแบบเพาะเมล็ด ต้นละ 50 บาท ไผ่บงหวานแบบเหง้า ต้นละ 100 บาท ไผ่รวกเพาะเมล็ด ต้นละ 200 บาท ไผ่รวกแบบเหง้า ต้นละ 600 บาท และไผ่ดำ ต้นละ 600 บาท

หากเกษตรกรสนใจเยี่ยมชมสวน ซื้อพันธุ์ไผ่ต่างๆ ศึกษาดูงาน ท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทางสวนยินดีต้อนรับทุกท่าน ทุกวัน ทุกเวลา ติดต่อ คุณวิวิช พวงสวัสดิ์ เลขที่ 7 หมู่ที่ 6 บ้านห้วยเดื่อ ตำบลโนนทัน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู 39000 หรือ โทร. (089) 920-7815 หรือ (081) 984-5179 หรือ (042) 000-122 หรือ Facebook : Baansuanpaisuk Bamboo

ปลูกกล้วย ขายใบตอง…อาชีพทำเงิน ของ “ปรีชา เวฬุมาศ” สุโขทัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เทคโนโลยีการเกษตร

พิงค์บุ๊ก

ปลูกกล้วย ขายใบตอง…อาชีพทำเงิน ของ “ปรีชา เวฬุมาศ” สุโขทัย

ทุกวันนี้ คนไทยรุ่นใหม่สนใจทำอาชีพการเกษตรกันน้อยลง เพราะมองว่า อาชีพการเกษตรเป็นงานที่หนัก ทำงานเหนื่อยยาก สายตัวแทบขาด แต่ได้ผลตอบแทนต่ำ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ความจริง ภาคการเกษตรยังมีอีกหลายอาชีพที่น่าสนใจ เช่น อาชีพการปลูกกล้วยตานีเพื่อขายใบตอง ที่ใช้เงินลงทุนน้อย แต่ให้ผลตอบแทนสูง เรียกว่าฟันผลกำไรงามมาก ถึงร้อยละ 90 กันเลยทีเดียว

ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปพูดคุยกับ “คุณปรีชา เวฬุมาศ” หรือที่ผู้คนในชุมชนเรียกติดปากว่า “กำนันปรีชา” เกษตรกรคนเก่งรายนี้ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพการปลูกกล้วยตานีเพื่อตัดใบขาย จนสร้างฐานะครอบครัวได้อย่างมั่นคง ปัจจุบัน กำนันปรีชาและครอบครัวพักอาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 28/2 หมู่ที่ 10 ตำบลย่านยาว อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย โทร. (087) 349-9322

เส้นทางชีวิต

กำนันปรีชา มีจุดเริ่มต้นจากชีวิตชาวนา มีที่ดินทำกิน จำนวน 70 ไร่ แต่เส้นทางอาชีพชาวนาของเขากลับไม่ราบรื่น แม้ทำงานหนัก แต่ไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ เนื่องจากทำนาปลูกข้าวได้แค่ปีละครั้ง และขายข้าวได้ราคาถูก เขาเป็นเกษตรกรที่ทำงานสู้ชีวิต เมื่อเว้นว่างจากการทำนา ก็หารายได้เสริม มารับจ้างสอยใบตองให้กับสวนกล้วยของเพื่อนบ้าน ทำให้รู้ว่า อาชีพการทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบตอง ให้ผลตอบแทนที่ดีมาก

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เขาตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ หันมาปลูกกล้วยตานีเพื่อตัดใบขาย โดยกู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อสร้างสวนกล้วยตานีเป็นของตัวเอง นับว่า อาชีพนี้ถูกโฉลกกับดวงชะตาเขามากที่สุด เพราะช่วยสร้างฐานะครอบครัวให้มั่นคง และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้

ในครั้งแรก กำนันปรีชาทดลองปลูกกล้วยตานีเพื่อขายใบ เพียงแค่ 5-6 ไร่ ปรากฏว่า สามารถสร้างรายได้รายวัน เฉลี่ยวันละ 200-300 บาท ทำให้เขาเกิดกำลังใจ ที่จะมุมานะทำงานมากขึ้น เริ่มจากขยายพื้นที่การปลูกกล้วย พร้อมกับพัฒนาช่องทางการตลาดควบคู่กันไป ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นหลายพันบาทต่อวัน

เมื่อกำนันปรีชามั่นใจว่า เขาเลือกเส้นทางอาชีพที่เหมาะสมกับตัวเองได้แล้ว ก็ไม่รีรอที่จะขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง จนทุกวันนี้เขามีพื้นที่ทำสวนกล้วยตานีกว่า 240 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินส่วนตัวของกำนันปรีชา จำนวน 70 ไร่ นอกนั้นเป็นที่ดินเช่าเพื่อนำมาปลูกกล้วย โดยจ่ายค่าเช่าในอัตรา 1,500 บาท ต่อไร่ ต่อปี คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพราะการทำสวนกล้วย สามารถขายใบตอง เครือกล้วย ปลีกล้วย ทุกส่วนของต้นกล้วยขายได้ทั้งหมด แล้วยังเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ตลอดปี หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว ยังมีเงินเก็บฝากธนาคารได้ทุกปีแล้ว ยังมีเงินเหลือใช้สำหรับเปลี่ยนรถยนต์ใหม่ได้ทุกๆ 1-2 ปีอีกด้วย

การปลูกดูแลสวนกล้วยตานี

ที่ผ่านมา ภาครัฐได้จัดหาเครื่องสูบน้ำด้วยพลังงานไฟฟ้าเข้ามาใช้ในระบบชลประทานของพื้นที่ตำบลย่านยาว ทำให้สวนกล้วยตานีเพื่อตัดใบตองในท้องถิ่นแห่งนี้ จึงมีน้ำสำหรับใช้ดูแลสวนกล้วยตลอดทั้งปี ทำให้ต้นกล้วยไม่ขาดน้ำและเจริญเติบโตสมบูรณ์ ให้ผลผลิตที่ดี ตรงตามความต้องการของตลาด

การทำสวนกล้วยตานีของกำนันปรีชา เริ่มต้นจากการเตรียมดิน โดยใช้รถไถพรวนด้วยผาล 3 ระเบิดดินก่อนสัก 1 ครั้ง ก่อนปรับพื้นที่สวนให้เรียบ เพื่อไม่ให้น้ำขัง และไถพรวนด้วยผาล 7 ย่อยดินก่อนปลูก กำนันปรีชาจะเริ่มลงมือปลูกกล้วยในช่วงหน้าฝน ประมาณเดือนพฤษภาคม-เดือนกรกฎาคม

สำหรับ พื้นที่ 1 ไร่ จะใช้หน่อกล้วย 250 หน่อ ขุดหลุมกว้างลึก 30 เซนติเมตร ปลูกให้เหง้าอยู่ใต้ดิน 6-8 นิ้ว กลบดินบริเวณโคนให้แน่น ปลูกในระยะห่างประมาณ 5 ศอก ในท้องถิ่นแห่งนี้ มักเจอปัญหาพายุลมร้อนในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ทำให้ใบตองแตกได้ กำนันปรีชาจึงวางแผนป้องกันโดยปลูกไม้ผลไม้ยืนต้น เช่น ต้นมะม่วง มะปราง ฯลฯ รอบแปลง เพื่อเป็นแนวกันลมรักษาคุณภาพใบตองไม่ให้แตกฉีกขาด

เมื่อต้นกล้วยตานี แตกใบออกมาที่ส่วนยอด กำนันปรีชาจะเริ่มดูแลใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 จำนวน 2 กระสอบ เพื่อบำรุงต้นกล้วยตานีในพื้นที่ปลูกทุกๆ 5 ไร่ ที่นี่จะนิยมใส่ปุ๋ยในช่วงฤดูฝน เฉลี่ยปีละ 2-3 ครั้ง และคอยสังเกตจากสภาพความสมบูรณ์ของต้นกล้วยตานี หากพบว่าใบกล้วยมีสีเขียวเข้ม แสดงว่า สภาพต้นสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่ขาดธาตุอาหาร หากใบตองแก่มีสีจาง แสดงว่า ธาตุอาหารในดินเริ่มหมด ก็จะเติมปุ๋ยเคมีบริเวณโคนต้นกล้วยอีกครั้ง

สวนกล้วยตานีปลูกดูแลง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืช แต่หน้าฝน อาจเจอ ด้วงงวงเจาะลำต้น หรือปัญหาใบตองเป็นรอยพรุนบ้างประปราย ก็แก้ไขปัญหาแบบง่ายๆ โดยให้ธาตุเหล็ก คือ มีดอีโต้ ตัดฟันต้นกล้วยหรือใบตองเจ้าปัญหาทิ้งซะ เมื่อใบตองรุ่นใหม่แตกยอดออกมาก็มีใบสวยพริ้ง ไร้ริ้วรอยพรุนให้เห็นกวนใจอีก ส่วนปัญหาวัชพืชที่ขึ้นในแปลงกล้วย ที่นี่จะไม่ใช้ยาฆ่าหญ้าประเภทยาดูดซึมฉีดพ่นทำลายวัชพืช เพราะเสี่ยงทำให้ต้นกล้วยโทรมได้ ต้องอาศัยแรงงานคนทำหน้าที่กำจัดวัชพืชในแปลงกล้วยแทน

การเก็บเกี่ยว

หลังปลูกดูแลต้นกล้วยตานีไปได้ ประมาณ 6 เดือน ก็เริ่มเก็บเกี่ยวใบตองออกขายได้บางส่วน โดยทั่วไปต้นกล้วยตานีจะให้ผลผลิตเต็มที่ เมื่ออายุครบ 1 ปี การทำสวนกล้วยตานีแห่งนี้ จะทยอยตัดใบตองแบบหมุนเวียนกันไป โดยตัดใบกล้วย ออกขายทุกๆ 15 วัน กล้วยตานี 1 ต้น จะตัดใบตองได้ 2 ยอด พื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะได้ใบตอง จำนวน 500 ยอด ภายหลังการเก็บเกี่ยว จะใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ปีละครั้ง ในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนพฤษภาคม โดยพื้นที่ปลูก 5 ไร่ จะใส่ปุ๋ย จำนวน 2 กระสอบ

อย่างที่บอกตั้งแต่แรกว่า การทำสวนกล้วยตานีให้ผลตอบแทนที่สูงมาก นอกจากขายใบตองเป็นสินค้าหลักสร้างรายได้เข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่าเดือนละ 40,000-50,000 บาทแล้ว กำนันปรีชายังมีรายได้เสริมจากการขายหัวปลี หัวละ 4 บาท เครือกล้วยอ่อน ขายหวีละ 4 บาท สำหรับผลกล้วยอ่อน ชาวอีสานนิยมนำมาสับเพื่อปรุงรสเป็นส้มตำ หรือ “ตำกล้วย” นั่นเอง ขณะที่ชาวปักษ์ใต้นิยมนำกล้วยอ่อนไปยำหรือผัด

แม้กระทั่งต้นกล้วยที่ออกเครือแล้วก็ยังมีประโยชน์ทางการค้า กำนันจะตัดต้นกล้วยไปตากให้แห้ง ขายในลักษณะปอแห้ง ในราคากิโลกรัมละ 6 บาท เรียกว่า ต้นกล้วย 1 ต้น สามารถสร้างรายได้ทุกส่วนกันเลยทีเดียว จึงไม่น่าประหลาดใจกับคำกล่าวของกำนันปรีชาที่ว่า สวนกล้วยที่ปลูกใหม่ แค่ตัดใบตองออกขายเพียงเดือนเดียว ก็มีรายได้คุ้มกับค่าเช่าที่ดินตลอดทั้งปีแล้ว

การทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบ ถือเป็นอาชีพที่สบาย แถมให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ เพราะลงทุนปลูกแค่ครั้งเดียว สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่ปีที่ 2-3 ต้นกล้วยตานีจะขยายหน่อปลูกได้เอง เมื่อต้นแม่ตาย ก็จะแตกหน่อสร้างทายาทรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่สม่ำเสมอ ทำให้มีจำนวนต้นกล้วยต่อไร่มากขึ้นแล้ว ยังตัดใบตองออกมาได้มากขึ้นอีกด้วย

การจัดการหลังเก็บเกี่ยว

ท้องถิ่นแห่งนี้นิยมตัดใบตอง วันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้าและเย็น โดยคนงานจะใช้ตะขอสอยที่ก้านใบลงมา และขนกลับไปที่บ้านกำนัน โดยนำใบตองกองบนพื้น รดน้ำและใช้ผ้าใบคลุมไว้ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ให้ใบตองเหี่ยว หลังจากนั้น ภรรยากำนัน ลูกสาว และคนงานจะนั่งล้อมวงช่วยกันทำงานอย่างขะมักเขม้น เพื่อดูแลตัดแต่งใบตองก่อนพับใบตองและมัดซ้อนกันอย่างสวยงาม จนได้น้ำหนักเฉลี่ย มัดละ 5 กิโลกรัม ก่อนส่งขายแม่ค้าขาประจำ ช่วงแล้งเกษตรกรสามารถขายใบตองได้ในราคาสูง ประมาณ มัดละ 40 บาท แต่ช่วงหน้าฝน ใบตองมีราคาถูก ขายได้เพียง มัดละ 20 บาท เท่านั้น

ด้านตลาด

กำนันปรีชา บอกว่า ตลาดใบตองเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศ ลูกค้ากลุ่มใหญ่คือ ร้านค้าหมูยอในภาคอีสาน นิยมซื้อใบตองตานีจากสวนแห่งนี้ไปใช้ เพราะใบตองของกำนันปรีชามีคุณภาพดี เมื่อนำไปนึ่งผ่านความร้อน ใบตองไม่ดำ เนื้อใบตองจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนสะดุดตาลูกค้า

นอกจากนี้ ใบตองตานีของไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มยุโรป อเมริกา และเอเชีย เนื่องจากมีร้านอาหารไทยอยู่เป็นจำนวนมากในกลุ่มประเทศเหล่านี้ และนิยมสั่งซื้อใบตองตานีจากไทยไปใช้ประดับตกแต่งจานอาหารและห่อขนมไทย ราคาใบตองตานีของไทยขายได้ราคาแพง เฉลี่ยยอดละ 100 บาท เพราะใบตองตานีของไทย มีคุณภาพดี ในเรื่องความสด ใบสวย เหนียวและหนา เมื่อนำไปห่อขนมไทยจะไม่กรอบแตกง่ายเหมือนกับใบตองชนิดอื่น

หากใครต้องการเยี่ยมชมหรือแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำสวนกล้วยตานีเพื่อขายใบ สามารถติดต่อ กำนันปรีชา เวฬุมาศ ได้ตามที่อยู่ข้างต้น หรือที่เบอร์โทร. (087) 349-9322 กำนันปรีชายินดีแบ่งปันข้อมูลกับผู้สนใจทุกท่าน

“ฝรั่งหวานพิรุณ” ไม้ผลทำเงิน ของ สวนนายแป๊ะ ปราจีนบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

“ฝรั่งหวานพิรุณ” ไม้ผลทำเงิน ของ สวนนายแป๊ะ ปราจีนบุรี

เกษตรกรมืออาชีพหลายคน ฟันธงว่า “ฝรั่ง” เป็นไม้ผลทำเงินที่สร้างรายได้ดีที่สุดในยุค พ.ศ. นี้ เนื่องจากปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตเร็ว เก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังจากปลูกเพียง 8 เดือน เท่านั้น ใช้เงินลงทุนน้อย แต่สร้างเม็ดเงินมหาศาล เพราะเป็นไม้ผลที่ผลิดอกและติดผลตลอดทั้งปี เก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ตลอดเวลา ซึ่ง “ฝรั่งหวานพิรุณ” นับเป็นสินค้าตัวใหม่ ที่กำลังมาแรง เพราะเพิ่งเปิดตัวเข้าตลาดได้ไม่เกิน 3 ปี ยังมีจำนวนผู้ปลูกไม่มาก แต่รสชาติอร่อยสุดๆ จึงเป็นที่ต้องการมากในตลาดระดับบน

“ทุกวันนี้ ฝรั่งหวานพิรุณ เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ฝรั่งยอดนิยมที่ตลาดต้องการสูง ขายดีจนผลิตไม่พอขาย” นี่เป็นคำยืนยันจาก คุณสุชาติ ธนะพฤกษ์ หรือ “คุณแป๊ะ” โทร. (081) 374-5226 เจ้าของสวนธนะพฤกษ์ หรือที่เพื่อนฝูงเรียกกันติดปากว่า “สวนนายแป๊ะ” ผู้ผลิตฝรั่งหวานพิรุณเชิงการค้า รายแรกของประเทศไทย

เส้นทางอาชีพ

คุณแป๊ะ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เคยทำงานในธุรกิจปศุสัตว์ของเครือ ซีพี อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวและลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ประสบปัญหาขาดทุนจากวิกฤตตลาดหุ้น จึงตัดสินใจกลับมาลงทุนในภาคเกษตรอีกครั้ง โดยเช่าที่ดิน จำนวน 200 ไร่ ในพื้นที่อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อทำสวนส้มเขียวหวาน ต่อมาสัญญาเช่าที่ดินหมดอายุลง จึงตัดสินใจซื้อที่ดิน เนื้อที่ 70 ไร่ เลขที่ 182 หมู่ที่ 2 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “สวนนายแป๊ะ” ในปัจจุบัน

ในอดีตพื้นที่อำเภอนาดี มีการแพร่ระบาดของศัตรูพืชสำคัญคือ แมลงวันทอง เนื่องจากเกษตรกรนิยมปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ ทำให้คุณแป๊ะไม่กล้าลงทุนทำสวนส้ม และเลือกทำสวนมะนาวแทน เขาปลูกมะนาวไปได้ 4 ปี แต่กิจการไม่รุ่ง จังหวะนั้นรัฐบาลเริ่มก่อสร้างเขื่อนห้วยโสมง ทำให้แมลงวันทองในท้องถิ่นเริ่มมีจำนวนน้อยลง เขาตัดสินใจลงทุนทำสวนผลไม้เพื่อเป็นสินค้ารองรับกับการท่องเที่ยวเขื่อนในอนาคต

“ฝรั่งหวานพิรุณ” นวัตกรรมงานวิจัยตอบโจทย์ตลาด

ประมาณปี 2534 รศ.ดร. อุณารุจ บุญประกอบ ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงฝรั่งพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสำหรับรับประทานผลสด ชื่อ “หวานพิรุณ” ที่มีจุดเด่นในเรื่องรสชาติความหวาน 8-10 บริกซ์ เนื้อแน่น ละเอียด กรอบ รสชาติอร่อยมาก มีวิตามินซีสูง 90-130 มิลลิกรัม/100 กรัม ฝรั่งหวานพิรุณมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี หากปลูกด้วยกิ่งตอนจะให้ผลผลิตเมื่ออายุ 6-7 เดือน ส่วนกิ่งทาบจะให้ผลผลิตเมื่ออายุครบ 8-9 เดือน

ฝรั่งพันธุ์ใหม่ “หวานพิรุณ” ได้รวบรวมลักษณะเด่นของฝรั่งสายพันธุ์ต่างๆ เข้าไปด้วยกันอย่างกลมกลืน เช่น มีเนื้อละเอียด คล้ายฝรั่งพันธุ์กิมจู มีเนื้อกรอบ คล้ายกับฝรั่งแป้นสีทองอีกด้วย และมีจุดต่างที่ไม่เหมือนใครคือ โดดเด่นด้านความหวาน เนื้อหนา เมล็ดน้อย ถือเป็นไม้ผลตัวใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูง เพราะเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม สามารถผลิตส่งขายห้างสรรพสินค้าได้อย่างสบาย

เดือนมิถุนายน 2555 คุณแป๊ะได้ขอซื้อกิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณ จำนวน 300 ต้น มาทดลองปลูกบนเนื้อที่ ประมาณ 3 ไร่เศษ ในอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี นับเป็นสวนฝรั่งหวานพิรุณเพื่อการค้าแปลงแรกของประเทศไทยเลยทีเดียว คุณแป๊ะใช้เวลาปลูก ประมาณ 8 เดือน ต้นฝรั่งผลิดอกออกผล ก็ให้ผลผลิตคุณภาพดี รสชาติอร่อย และให้ผลผลิตต่อต้นต่อไร่สูง สวนฝรั่งแห่งนี้ได้รับการรับรองระบบการจัดการคุณภาพการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (GAP พืช) พ.ศ. 2555 จากกรมวิชาการเกษตร เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556

การปลูก-ดูแล

โดยทั่วไป การผลิตฝรั่ง สามารถทำได้ 2 รูปแบบ คือ 1. ปล่อยให้กิ่งว่าง ต้นฝรั่งก็จะมีผลผลิตป้อนเข้าตลาดทั้งปี และ 2. ตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ต้นฝรั่งมีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดในระยะเวลาที่ต้องการ วิธีนี้สามารถผลิตฝรั่งได้ ปีละ 2 รุ่น สามารถเลื่อนช่วงการผลิตได้ตามที่ต้องการ ซึ่งชาวสวนบ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก คลองจินดา เป็นแหล่งผลิตฝรั่งรายใหญ่ของประเทศไทย แล้วมักนิยมใช้วิธีตัดแต่งกิ่งในช่วงเดือนเมษายน เพื่อเลี่ยงไม่ให้มีสินค้าเข้าตลาดในช่วงฤดูกาลไม้ผลหลักของไทยคือ เงาะ ทุเรียน มะม่วง ทำให้ผลผลิต “ฝรั่ง” ขาดตลาดทั่วประเทศเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน-กรกฎาคมของทุกปี แม้จะมีฝรั่งจากแหล่งอื่นป้อนเข้าตลาดในช่วงนั้นอยู่บ้าง แต่สินค้ามีคุณภาพต่ำ

คุณแป๊ะมั่นใจว่า ฝรั่งหวานพิรุณมีจุดเด่นในเรื่องรสชาติ คุณภาพสินค้าและปริมาณผลผลิตเกรดพรีเมี่ยม เจาะตลาดในท้องถิ่นได้สบาย เขาได้นำกิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณมาปลูกในร่องสวนมะนาวเก่า โดยปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 3.50 เมตร เปิดให้น้ำในระบบสปริงเกลอร์ทุกๆ 2 วัน ยกเว้นช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกชุก ก็งดให้น้ำไปโดยปริยาย

ช่วงแรกของการปลูก เขาใส่ปุ๋ยเคมีที่เน้นสูตรตัวหน้า เช่น สูตร 40-0-0 (ยูเรีย) และปุ๋ย 25-0-0 ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 2 เดือน จะใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 เพื่อช่วยให้ฝรั่งมีขนาดผลใหญ่ และเพิ่มรสชาติความหวาน รวมทั้งใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือน เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปช่วยย่อยสารอาหารในดิน กระตุ้นการดูดซึมธาตุอาหารของรากพืชได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นความหวานแก่ผลฝรั่งได้อีกทางหนึ่ง

“ตอนนี้ศัตรูพืชสำคัญคือ มด เพราะเป็นพาหะคาบไข่เพลี้ยแป้ง เข้าไปในถุงที่ห่อผลฝรั่ง ทำให้เพลี้ยแป้งมีโอกาสกินน้ำเลี้ยงของฝรั่ง โดยเพลี้ยแป้งจะขับถ่ายมูลน้ำหวาน ซึ่งเป็นอาหารโปรดของมดเป็นการตอบแทน ผมพยายามแก้ไขปัญหามดโดยใช้สารเคมี เมื่อมดคาบเหยื่อพิษเข้ารังก็จะไปทำลายมดทั้งรัง ส่วนโรคแอนแทรกโนสที่เกิดจากเชื้อรา จะป้องกันโดยฉีดพ่นสารเคมีก่อนห่อผล” คุณแป๊ะ กล่าว

เมื่อลูกฝรั่งมีขนาดเท่าเหรียญ 10 บาท คุณแป๊ะ จะใช้กระดาษห่อผล ตามด้วยถุงพลาสติกขาวขุ่นอีกชั้น หลังจากห่อผลเสร็จก็รอไปอีก 3-4 เดือน จึงเก็บผลผลิตออกขายได้ ผลฝรั่งหวานพิรุณที่เก็บออกขายจะมีน้ำหนักเฉลี่ย ประมาณ 7 ขีด ถึง 1.2 กิโลกรัม ต่อผล โดยทั่วไป ต้นฝรั่งที่มีสภาพสมบูรณ์ แข็งแรง จะให้ผลผลิตเกรดเอ ประมาณ 20-30 ลูก

ฝรั่งหวานพิรุณ มีลักษณะผลทรงกลม ผิวสีเขียวสดใส ขรุขระเล็กน้อย เนื้อสีขาวใส แน่น กรอบ และละเอียด รสชาติอร่อย หลังการเก็บเกี่ยว คุณแป๊ะจะนำตาข่ายโฟม มาห่อหุ้มผลฝรั่งเพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนไม่ให้ช้ำระหว่างขนส่ง และใช้ฟิล์มแร็ปมาห่อฝรั่งอีกชั้น เพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาฝรั่งผลสดได้นานขึ้น หากเก็บรักษาฝรั่งสดในอุณหภูมิห้องปกติ จะสามารถชะลอการเสื่อมสภาพของผลฝรั่งได้นาน 3-5 วัน อย่างสบายๆ หากเก็บรักษาในตู้เย็นจะเก็บรักษาคุณภาพความสดได้นานถึง 10 วัน

ฝรั่งหวานพิรุณ…ขายดี จนผลิตไม่พอขาย

ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังคงพึงพอใจในคุณภาพและรสชาติความอร่อยของฝรั่งหวานพิรุณ เมื่อนำผลฝรั่งมาผ่า จะเห็นเนื้อละเอียดใส แตกต่างจากเนื้อฝรั่งสายพันธุ์ทั่วไป ที่มีเนื้อหยาบ เมื่อชิมรสชาติ ก็รู้สึกติดใจ เพราะฝรั่งหวานพิรุณมีเนื้อกรอบ อร่อย เคี้ยวเพลิน แถมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วยให้มีลมหายใจที่หอมสดชื่นอีกด้วย

สวนฝรั่งนายแป๊ะ ตั้งอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้ฝรั่งหวานพิรุณขายดีมาก คุณแป๊ะตั้งราคาขายส่งหน้าสวนในราคากิโลกรัมละ 50 บาท เกรดบี ราคา 35 บาท เกรดซี 15 บาท

คุณแป๊ะ กล่าวว่า ทุกวันนี้ สวนฝรั่งของผมมีจุดจำหน่ายที่โรงพยาบาลนาดี และโรงพยาบาลกบินทร์บุรี เพราะฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีรสชาติอร่อย เมื่อนำมาตกแต่งในบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยม ที่กลุ่มข้าราชการในจังหวัดปราจีนบุรี นิยมซื้อฝรั่งหวานพิรุณไปจัดกระเช้าของขวัญ มอบให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ

ปัจจุบัน ตลาดมีความต้องการกิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณจำนวนมาก คุณแป๊ะจึงแบ่งพื้นที่ปลูกฝรั่ง 200 ต้น เพื่อผลิตกิ่งพันธุ์ตอนออกขาย เดือนละ 2,000 กิ่ง โดยกิ่งตอนที่รากออกแล้ว ผู้ซื้อต้องนำไปชำเพื่อให้ต้นแข็งแรง เขาส่งขายทางไปรษณีย์ในราคา กิ่งละ 60 บาท ส่วนกิ่งตอนพร้อมปลูกขายในราคา กิ่งละ 80 บาท

“ความจริง ผลงานของอาจารย์ รศ.ดร. อุณารุจ มีงานวิจัย 2 อย่างร่วมกัน คือ หวานพิรุณ เป็นฝรั่งพันธุ์ดี และ เคยูการ์ด ซึ่งเป็นต้นตอพืชที่มีระบบรากต่อต้านการทำลายของไส้เดือนฝอยได้ หากเกษตรกรรายใดอยากปลูกหวานพิรุณ แต่อยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการระบาดของไส้เดือนฝอย คือ บ้านแพ้ว ดำเนินสะดวก คลองจินดา ผมจะแนะนำให้เขากลับไปใช้เคยูการ์ด เป็นต้นตอ เพราะรากของเคยูการ์ดสามารถต่อต้านการทำลายของไส้เดือนฝอยได้ดีกว่า” คุณแป๊ะ กล่าว

ภายในสวน คุณแป๊ะแบ่งพื้นที่ปลูกต้นฝรั่ง จำนวน 100 ต้น เพื่อเก็บผลผลิตออกขายทุกสัปดาห์ เฉลี่ยครั้งละ 300 กิโลกรัม ต้นฝรั่งหวานพิรุณที่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม จะให้ผลผลิตดีมาก ไม่ต่ำกว่า 40-50 กิโลกรัม ต่อต้น และสวนฝรั่งแห่งนี้ คุณแป๊ะยังปลูกต้นทุเรียน เป็นพืชร่วมแปลงอีกด้วย โดยฝรั่ง 3 ต้น จะปลูกแซมทุเรียน 1 ต้น (ร้อยละ 70 เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง อีกร้อยละ 30 เป็นทุเรียนก้านยาวและชะนี) เพื่อเป็นพืชเสริมรายได้ในระยะยาวอีกทางหนึ่ง หากใครสนใจอยากได้กิ่งพันธุ์ฝรั่งหวานพิรุณไปทดลองปลูก สามารถติดต่อกับ คุณแป๊ะ ได้โดยตรง ที่เบอร์โทรศัพท์ (081) 374-5226 ได้ทุกวัน

มติชน เตรียมจัดงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี 2558” ระหว่าง วันที่ 12-15 พฤศจิกายน 2558 เวลา 10.00-20.00 น. ณ MCC HALL เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยรวบรวมสุดยอดนิทรรศการแห่งปี คุณค่ามหัศจรรย์พรรณพืชเศรษฐี รวมดาวไม้ผลทั่วไทย ไม้ดอกไม้ประดับ ต่อยอดสินค้าเกษตรสู่ผลผลิตแปรรูป อัดแน่นความรู้วิทยาการเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ หลากหลายไอเดียเสริมธุรกิจชาว SMEs ซึ่ง คุณแป๊ะ ได้รับเชิญเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องการปลูกฝรั่งหวานพิรุณ แก่ผู้สนใจภายในงานดังกล่าวด้วย