ดิชา นุวงษ์วรรณ์ เลี้ยงปลาหมอ สร้างรายได้ ที่บางปลาม้า สุพรรณบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เทคโนโลยีการประมง

สุรเดช สดคมขำ

ดิชา นุวงษ์วรรณ์ เลี้ยงปลาหมอ สร้างรายได้ ที่บางปลาม้า สุพรรณบุรี

ในสมัยผู้เขียนเป็นเด็ก สิ่งที่สนุกสนานตามวัยในช่วงวันหยุด หากไม่ไปเล่นสนุกกับเพื่อนๆ จะตามยายไปหาปลา ตามคลองแถวหัวคันนาบริเวณชายทุ่ง มีท้องทุ่งเขียวชอุ่มมองแล้วสบายตา บวกกับลมพัดเย็นสบาย ปลาที่หาได้ส่วนใหญ่จะใช้คันเบ็ดไม้ไผ่ที่ทำง่ายๆ ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน เหยื่อที่ใช้สำหรับล่อปลามาติดเบ็ดจะเป็นกุ้งฝอย ไส้เดือน กุ้งฝอยหาช้อนตามแม่น้ำ ส่วนไส้เดือนขุดตามบริเวณบ้าน อาจเรียกได้ว่าเป็นการหาปลาที่ต้นทุนต่ำแบบชาวบ้านเราๆ ทำกัน

ปลาที่ตกได้จะเป็น ปลาช่อน ปลาซิว แต่ที่ติดเบ็ดหลักๆ คือ ปลาหมอ จะติดเบ็ดได้ง่ายที่สุด เวลาจับต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะครีบปลาหมอถ้าได้ทิ่มเข้าไปในนิ้วมือจะมีอาการปวดมาก ซึ่งต้องใช้เวลาหลายวันกว่าอาการปวดจะหาย บางคนนิ้วบวมเป็นหนองก็มี

ปลาหมอ นำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ทั้งแกง ต้ม ทอด ปิ้งกินกับน้ำพริกกะปิ หรือน้ำพริกเผา ซึ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างเข้ากันได้ดี เพราะรสหวานของเนื้อปลา บางครั้งเมื่อปิ้งเสร็จก็นำไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาทำเป็นปลาป่น ทำเป็นพริกน้ำปลาหวานสำหรับกินกับยอดสะเดาลวก เพราะความหวานจะช่วยตัดรสขมของยอดสะเดา นึกแล้วอดน้ำลายสอมิน้อย

ปัจจุบัน ปลาหมอ หายากกว่าสมัยก่อน เพราะระบบธรรมชาติที่เปลี่ยนไป บวกกับจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้จำนวนปลาหมอตามแหล่งธรรมชาติลดน้อยลง อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ รสชาติเนื้อปลาที่นิ่มอร่อยทำให้เป็นที่ติดใจของใครหลายๆ คน แต่ปัจจุบันไม่ต้องกังวลว่า ปลาหมอ จะมีไม่เพียงพอสำหรับบริโภคอีกแล้ว ได้มีการเพาะเลี้ยงปลาหมอมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงได้นำปลาหมอมาเลี้ยงในบ่อดิน คือ คุณดิชา นุวงษ์วรรณ์

คุณดิชา อยู่บ้านเลขที่ 68/1 หมู่ที่ 3 ตำบลวังน้ำเย็น อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

จากพนักงานโรงงาน สู่เกษตรกร

คุณดิชา เล่าว่า สมัยก่อนเป็นพนักงานโรงงาน ได้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เกิดความคิดไม่อยากเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต จึงมองหาอาชีพที่คิดว่าเป็นนายตัวเอง มีรายได้ที่แน่นอน มีความสนใจที่จะเลี้ยงปลาในบ่อดิน เริ่มแรกเดิมทีคุณดิชาเล่าว่า สนใจจะเลี้ยงปลาดุก แต่เพื่อนที่รู้จักแนะนำให้เลี้ยงปลาหมอ เพราะมีความแข็งแรง อดทน ไม่ตายง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี

“ตอนแรกไม่ได้สนใจปลาหมอ สนใจปลาดุก ได้ศึกษาปลาดุกก่อน มีเพื่อนบอกว่า เพื่อนเขาเลี้ยงปลาหมออยู่ บอกปลาหมออึดกว่า ทำไมไม่ลองเลี้ยงปลาหมอดู เพราะปลาดุกมีคนทำเยอะแล้ว ก็เลยหันมาหาปลาหมอ ใช้เวลาศึกษานานเหมือนกัน ว่าที่เขาว่าปลาหมออึดทนนะ ว่ามันจริงไหม” คุณดิชา กล่าว

เริ่มต้นก่อนที่จะเลี้ยงปลาหมอ คุณดิชา เล่าว่า ศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวกับปลาหมอ ไม่ว่าจะหาหนังสือมาอ่าน ตลอดจนศึกษาหาความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้กับสิ่งที่คุณดิชาจะลงมือทำ เพราะเชื่อว่าการศึกษาหาความรู้ก่อนลงมือปฏิบัติสำคัญมาก ต้องให้รู้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ตลอดจนวิธีการต่างๆ เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด เพราะเงินทุนที่ใช้ต้องให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิเช่นนั้นจะกลายเป็นขาดทุน และเพิ่มหนี้สินได้ หากไม่คิดให้รอบคอบ

วิธีการเลี้ยงดูแล ทำอย่างไร

คุณดิชา เล่าว่า เมื่อศึกษาหาข้อมูลพอสมควร จึงลงมือปฏิบัติ โดยขั้นตอนแรกสำรวจพื้นที่ที่บ้าน ว่าต้องการขุดบ่อสำหรับเลี้ยงปลาหมอตรงบริเวณไหน เริ่มแรกเดิมทีคุณดิชาทดลองเลี้ยงเพียง 1 บ่อ แต่ตอนนี้ขุดเพิ่มอีก 2 บ่อ รวมตอนนี้มีทั้งหมด 3 บ่อ

บ่อที่ขุดสำหรับเลี้ยงปลาหมอ อยู่ที่ขนาด 10×20 เมตร ความลึกของบ่อ ประมาณ 2 เมตร คุณดิชา บอกว่า บ่อสำหรับเลี้ยงใครมีพื้นที่มากก็สามารถทำให้ใหญ่กว่าของคุณดิชาได้ เมื่อขุดบ่อได้ขนาดตามที่ต้องการแล้ว ก็ปรับสภาพดิน ด้วยการโรยปูนขาวที่ก้นบ่อ เพื่อปรับสภาพดินและฆ่าเชื้อโรค จากนั้นตากบ่อไว้ ประมาณ 7 วัน พอครบกำหนดก็เตรียมสูบน้ำเข้าภายในบ่อ ในระยะแรกก้นบ่ออาจเกิดไรแดงให้ลูกปลาหมอได้กิน

คุณดิชา เล่าว่า ก่อนที่จะปล่อยลูกปลาลงบ่อ จะสูบน้ำลงไปในบ่อให้มีระดับน้ำ ประมาณ 120 เซนติเมตร แล้วรักษาระดับน้ำไว้เช่นนี้ จนกว่าลูกปลามีอายุได้ประมาณ 1 เดือน พอเข้าสู่เดือนที่ 2 จะเพิ่มระดับน้ำขึ้นมาอยู่ที่ 140 เซนติเมตร พอลูกปลาหมอเข้าเดือนที่ 3 เพิ่มระดับน้ำขึ้นเป็น 180 เซนติเมตร พอครบเดือนที่ 4 ระดับน้ำจะอยู่ที่ 2 เมตร จนกว่าปลาหมอจะได้ขนาดส่งขายได้

ส่วนพันธุ์ปลาที่นำมาปล่อย คุณดิชา บอกว่า จะเลือกลูกปลาหมอจากฟาร์มที่เชื่อถือได้ เพราะถ้าเลือกลูกปลาหมอมาไม่ดี โอกาสจะเป็นเพศผู้หมดค่อนข้างมาก โดยปลาที่คุณดิชาเลี้ยงเป็นพันธุ์ชุมพร 1 ขนาดประมาณ 2-3 เซนติเมตร (ไซซ์ใบมะขาม) ราคาตัวละ 80 สตางค์ เป็นปลาหมอที่ผ่านการแปลงเพศแล้ว จะเอาเพศเมียเป็นหลัก เพราะเพศเมียจะเจริญเติบโตได้ดีกว่าเพศผู้ มีขนาดใหญ่กว่า ส่วนใหญ่ที่เลี้ยงต้องเป็นเพศเมีย ฟาร์มที่คุณดิชาเลือกซื้อลูกปลาหมอมา จะเป็นฟาร์มของเอกชนที่เชื่อถือได้ เนื่องจากหน่วยงานรัฐยังไม่มีลูกปลาหมอมากพอต่อความต้องการของเกษตรกร อาจต้องรอหลายเดือนกว่าจะได้รับ

ในบ่อของคุณดิชา ขนาด 10×20 เมตร ปล่อยลูกปลาหมออยู่ที่ 5,000 ตัว ต่อบ่อ แต่ถ้าใครจะปล่อยถึง 10,000 ตัว ต่อบ่อ ก็ทำได้

“ที่บ่อผม จะใส่ลูกปลาที่ 5,000 ตัว ต่อบ่อ พอลูกปลาหมอลงบ่อแล้ว ผมก็จะใช้ยาปฏิชีวนะผสมกับอาหารให้กิน เพราะขณะที่ลูกปลาหมอขนส่งมา อาจจะช้ำใน จึงจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะให้กิน ส่วนการรักษาผิวที่เกิดจากบาดแผล ผมจะสาดเกลือเม็ดลงไปในบ่อ เพื่อรักษาบาดแผลของลูกปลา และทำให้ลูกปลาดูกระปรี้กระเปร่า” คุณดิชา กล่าว

การให้อาหาร ช่วงที่ปล่อยลูกปลาไปแรกๆ ยังไม่ได้ให้อาหาร เพราะในบ่อจะมีไรแดงอยู่ ลูกปลาสามารถกินได้ พอเลย 7 วัน ก็จะเริ่มให้อาหาร ระยะ 1 เดือนแรก คุณดิชาเล่าว่า จะให้วันละ 4 ครั้ง ดูตามการกินของลูกปลาหมอ ว่าอิ่มมากน้อยแค่ไหน จากการสังเกตของคุณดิชาเอง

“ผมจะให้อาหารวันละ 4 ครั้ง ให้จนอิ่ม ดูจากจำนวนอาหารที่ลอย ถ้าอาหารลอยเยอะ ผมก็จะหยุดให้ นั้นแสดงว่าปลาอิ่มแล้ว ซึ่งผมก็จะสังเกตของผมเอง มันอยู่ที่เทคนิคใครเทคนิคคนนั้น โดยถ้าปลาไม่สนใจกินอาหารแล้ว เราก็ค่อยๆ หยุด เรียกว่าให้จนอิ่ม จะให้กะปริมาณอาหารเป็นกิโล ช่วงนี้อาจจะยังคำนวณไม่ได้ ให้แบบนี้ประมาณ 1 เดือน จึงค่อยปรับลดอาหารลงมา อาหารที่ให้ช่วงนี้จะเป็นอาหารเม็ดเล็ก เป็นอาหารลูกอ๊อด” คุณดิชา อธิบายการให้อาหารระยะ 1 เดือนแรก

เมื่อลูกปลาหมอได้ 1 เดือนขึ้นไป ก็จะเปลี่ยนอาหารเป็นอาหารปลาดุก เบอร์ 1 มีจำนวนโปรตีน ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ 3 ครั้ง ต่อวัน และเมื่อครบ 2 เดือนขึ้นไป จะให้ 2 ครั้ง ต่อวัน พอปลาหมอปากเริ่มใหญ่ขึ้น คุณดิชาจะเปลี่ยนอาหารเป็นเบอร์ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ดูตามขนาดของปากปลาหมอเป็นหลัก ถ้าปากใหญ่มากกว่าเดิมก็จะเปลี่ยนขนาดของอาหาร

“ผมจะดูที่ปากปลาเป็นหลัก ว่าพอระยะ 2 เดือนไปแล้ว จะกินอาหาร เบอร์ 2 ได้ไหม ถ้ากินได้ก็จะเปลี่ยนเป็น เบอร์ 2 แต่ค่อยๆ เปลี่ยน ไม่ได้เปลี่ยนทีเดียวนะ จากนั้นก็เลี้ยงด้วยอาหาร เบอร์ 2 ตลอดไปเลย ให้ 2 ครั้ง เหมือนเดิม เช้า เย็น จนถึงช่วงขายปลาเลย ปลาที่เขานิยม จะประมาณ 5 เดือน” คุณดิชา สรุปการให้อาหาร

การดูแลรักษาโรค

และศัตรูของปลาหมอ

คุณดิชา เล่าว่า ที่ฟาร์มจะดูตามสภาพแวดล้อม ช่วงที่ฝนตกบ่อยๆ จะโรยปูนขาวข้างๆ บ่อ เพราะเวลาที่น้ำฝนตกลงมา อาจจะนำเชื้อโรคตามมาด้วย หรือน้ำฝนเองมีสภาพเป็นกรด ก็จะโรยปูนขาวเพื่อที่เวลาน้ำฝนตกลงมาจะได้ช่วยปรับสภาพน้ำไปด้วย ทำให้น้ำในบ่อมีสภาพที่ดีขึ้น ไม่เป็นกรดด่างมากเกินไป

เมื่อปลามีอายุได้ตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป ก็จะมีการถ่ายน้ำออกจากบ่อ โดยดูว่าน้ำในบ่อมีสภาพอย่างไร เขียวมากเกินไหม เพราะถ้าสภาพน้ำไม่ดีปลาหมอจะเครียด กินอาหารได้น้อย จะถ่ายน้ำออก เอาน้ำใหม่เข้าไป จากนั้นสาดเกลือลงไปในบ่อหลังถ่ายน้ำ

“ผมจะถ่ายน้ำออก แล้วใส่น้ำใหม่เข้าไป เพื่อให้น้ำมีสภาพดีขึ้น ถ่ายออก 3 ใน 5 ของบ่อ หากไม่ถ่ายน้ำออกบ้าง น้ำในบ่อสภาพไม่ดี ปลาก็จะไม่ค่อยกินอาหาร ทำให้การเจริญเติบโตของปลาหมอช้าลง เพราะเกิดสภาวะเครียดจากสภาพแวดล้อม นอกจากถ่ายน้ำแล้ว ผมก็จะสาดเกลือเม็ดลงในบ่อ เดือนละ 2 ครั้ง อัตราการสาดเกลือเม็ด อยู่ที่ 20 กิโลกรัม ต่อบ่อ”

“สิ่งที่ต้องระวังอีกอย่าง ที่ปลาจะไม่ค่อยกินอาหาร ก็เรื่องฟ้าผ่า ฟ้าร้อง เสียงดังต่างๆ การรบกวนจากคน ถ้าเราไปยุ่งกับบ่อมาก ปลาตกใจ ทำให้ปลาไม่ค่อยกินอาหาร 2-3 วัน มันเกิดความครียด ต้องระวัง” คุณดิชา กล่าว

ด้านศัตรูที่มากินปลาหมอ คุณดิชา บอกว่า จะเป็นพวก นกกระยาง งู กบ เพราะลูกปลาหมอตัวเล็กๆ ระยะ 2-3 เซนติเมตร กบสามารถกินได้ ทำให้จำนวนปลาหมอลดน้อยลง ส่วนนกกระยาง คุณดิชาจะขึงตาข่ายกันที่ปากบ่อ เพื่อกันนกกระยางลงมากินปลาหมอ

ตลาดส่วนใหญ่ มีคนมาจับถึงบ่อเลี้ยง

คุณดิชา เล่าว่า ปลาหมอที่ขายส่วนใหญ่ อายุประมาณ 5 เดือน โดยไซซ์ที่นิยม จะประมาณ 4-5 ตัว ชั่งน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม ถือเป็นไซซ์ปานกลาง ขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท ถ้า 7-9 ตัว ชั่งน้ำหนักได้ 1 กิโลกรัม ขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนไซซ์ใหญ่สุด 2-3 ตัว ได้ 1 กิโลกรัม อยู่ที่ราคา 80 บาท แต่ไซซ์ขนาดนี้มีจำนวนไม่มาก จะเป็นไซซ์ปานกลางส่วนใหญ่ที่ขายออกได้ดี

ตลาดส่วนใหญ่ที่คุณดิชานำปลาไปขายจะเป็นตลาดขายปลา (แพปลา) โดยตรง ห่างจากบ้าน ประมาณ 10 กิโลเมตร

“แพปลาที่นี่ มันเป็นตลาดใหญ่เลย จะมีพ่อค้าแม่ค้าจากที่อื่นมารับ เราก็เอาปลาเราไปขายที่นี่ได้ จะมีทั้งเจ้าประจำ เจ้าขาจรมารับไป ก็มีทั้งชาวบ้านแถวนี้ มาจากที่อื่นก็มี เอาปลาเรามาแลกเปลี่ยนกัน คนที่มาซื้อก็จะมาเอาไปขายต่อ เพราะผมเหมือนเป็นผู้ผลิตอย่างเดียว ผมส่วนใหญ่จะขายจำนวนมากๆ ไซซ์ก็จะเป็น 5-6 ตัว โล ไซซ์นี้จะนิยมมาก เพราะเขามารับไปย่างขาย”

“ส่วนที่บ่อผม ถ้ามีขนาดเท่าๆ กัน ผมจะขายแบบยกบ่อ ผมจะวิดน้ำออกเอง ส่วนคนที่มารับซื้อ เขาจะมีคนมาจับเองที่บ่อเรา สมมุติว่าปลาเราพร้อมที่จะขายแล้ว ก็ไปบอกเขาให้เตรียมมาจับ เขาก็จะเตรียมทีมงานมาเอง เราก็อาจจะต้องจ่ายค่าจับให้ไป มากน้อยอยู่ที่ตกลง” คุณดิชา กล่าว

เมื่อถามถึงผลตอบแทนที่ได้รับ ว่าผลกำไรเป็นที่น่าพอใจไหม เพราะระยะเวลาที่รอจนกว่าจะขายปลาหมอได้ ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ช่วงนั้นคุณดิชาเองก็ไม่ได้ประกอบอาชีพเสริม อาจจะต้องใช้เงินอย่างเดียว คุณดิชา ตอบว่า

“มันอยู่ที่น้ำหนักปลาด้วย ว่าอัตราการรอดตายมันเยอะไหม ถ้ารอดมากเราก็ได้มาก คราวนี้ดูที่ลูกปลาครั้งแรกที่เอามาใส่บ่อด้วย เพราะถ้าเป็นตัวผู้เยอะ เราก็จะได้ปลาตัวใหญ่ๆ น้อย น้ำหนักก็จะหาย ถ้าตัวผู้มาเยอะเกิน เจ๊งอย่างเดียว เลือกซื้อลูกปลาต้องดูที่เป็นเจ้าหลักๆ ฟาร์มที่เชื่อถือได้ อย่างขาจรมาขายตามบ้านเราไม่เอา เพราะเขาขายแล้วก็ไป เราไม่รู้ว่าลูกปลาจะดีไหม แต่ฟาร์มใหญ่ๆ นี่ เขาจะต้องรักษามาตรฐาน ควรเลือกฟาร์มแบบนี้”

“ส่วนค่าตอบแทน เราขายได้ทั้งบ่อ ถ้าปลาได้ 900 กิโล ผมได้ราคากิโลละ 70 บาท ก็ประมาณ 63,000 บาท หักค่าอาหาร ค่าลูกปลา สัก 35,000 ก็เหลือประมาณ 28,000 ต่อบ่อ ผมมี 3 บ่อ ก็จับสลับกันไป เงินก็หมุนเวียนตลอด เราก็ได้เงินแบบไม่ขาดช่วง ผมกะว่าจะขุดบ่อเลี้ยงเพิ่มอีก เท่ากับเราก็ไม่ต้องเว้นช่วงนาน” คุณดิชา อธิบายผลตอบแทนที่ได้รับ

การขยายพันธุ์

คุณดิชา เล่าว่า การขยายพันธุ์นั้นสามารถทำได้ แต่การที่จะให้เป็นปลาหมอที่แปลงเพศแล้วอาจจะยาก เพราะยังไม่มีความชำนาญมากนัก แต่อนาคตคิดที่จะทำแน่นอน เพราะกลัวว่าถ้าคุณดิชาขยายพันธุ์เพื่อที่จะขาย เกิดมีลูกค้าซื้อไปแต่ละรุ่นของลูกปลาหมอที่ทำออกมาเกิดเป็นเพศผู้หมด คุณดิชาอาจจะโดนตำหนิได้ แต่ถ้าจะเพาะเพื่อนำมาเลี้ยงเองในบ่อของคุณดิชาเองน่าจะทำได้ ทำให้เป็นการลดต้นทุนการซื้อลูกปลาหมอ เพราะสำหรับคุณดิชาเองยังต้องเรียนรู้อีกมาก แต่จากการเลี้ยงโดยซื้อลูกปลามาเลี้ยงให้โตแล้วขาย สำหรับคุณดิชาถือว่าเป็นที่น่าพอใจ เพราะจากหลายๆ ฟาร์มก็ยังใช้วิธีนี้อยู่

ท่านใดที่สนใจจะเลี้ยงปลาหมอเป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพเสริม ต้องศึกษาหาข้อมูลให้ละเอียดรอบคอบด้วยนะครับ เพราะทุกอย่างที่ทำมีต้นทุนแทบทั้งสิ้น เพราะปลาเป็นสิ่งมีชีวิต บางครั้งการตายเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้น เราต้องทำใจให้เป็นกลาง เรียนรู้ให้มากๆ โดยอาจจะเริ่มเลี้ยงจากบ่อเล็ก เมื่อสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ก็ค่อยๆ ขยายต่อไป ส่วนเรื่องตลาดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน อาจต้องศึกษาหาข้อมูล หรือแหล่งขายให้ดี อย่างคุณดิชาเองมีตลาดขายปลาอยู่ใกล้บ้าน จึงทำให้ไม่เปลืองค่าขนส่ง มีคนมาติดต่อซื้อถึงที่บ้าน ทำให้ไม่ว่าเลี้ยงออกมามากน้อยแค่ไหน ก็มีตลาดสำหรับขาย

สำหรับท่านใดที่มีข้อสงสัยในการเลี้ยง หรืออยากศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทาง คุณดิชา นุวงษ์วรรณ์ ยินดีให้คำแนะนำ และสามารถสอบถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ครับ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (061) 605-9396

สหกรณ์ฯ ยางบ้านดอนหอ ใช้เทคโนโลยี ผลิตยางเครปคุณภาพ เปิดโอกาสสร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

สหกรณ์ฯ ยางบ้านดอนหอ ใช้เทคโนโลยี ผลิตยางเครปคุณภาพ เปิดโอกาสสร้างรายได้

สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ ตั้งอยู่เลขที่ 190 บ้านดอนหอ หมู่ที่ 6 ตำบลข้าวสาร อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นสหกรณ์ที่เกิดจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อต่อรองราคากับพ่อค้า อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ปัจจุบัน มี คุณสมพงษ์ หมั่นมา เป็นประธานสหกรณ์

สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ จดทะเบียนเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2558 ปัจจุบัน มีสมาชิก 407 ราย มีมูลค่าหุ้นทั้งสิ้น 359,600 บาท

สำหรับพื้นที่ปลูกยางพารา ในปัจจุบันมีพื้นที่รวม 4,763 ไร่

คุณสมพงษ์ หมั่นมา กล่าวว่า “ในการดำเนินงานนั้น คณะกรรมการบริหารสหกรณ์มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือสมาชิกให้สามารถมีรายได้จากอาชีพการปลูกยางพาราเพิ่มขึ้น โดยล่าสุดได้มีการเปิดตลาดกลางรับซื้อยางพาราขึ้น และในอนาคตจะมีการขยายไปสู่การรับซื้อมันสำปะหลัง อ้อย ข้าว และปาล์ม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญในพื้นที่เช่นกัน

แต่การเปิดตลาดกลางยางพาราของสหกรณ์ในช่วงที่ผ่านมา ประธานสหกรณ์บอกว่า ยังประสบปัญหาอยู่บ้าง โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลางที่เข้ามาประมูลยางจากสหกรณ์ ที่บางครั้งจะทิ้งประมูลหรือมีการฮั้วประมูลได้ต่ำกว่าราคาสหกรณ์รับซื้อมา”

ปัญหาดังกล่าว นับเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสหกรณ์เป็นอย่างมาก

จากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงทำให้สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ เห็นควรที่จะหาทางออกโดยการตัดปัญหาพ่อค้าคนกลางออกไป โดยสหกรณ์จะเป็นผู้ส่งสินค้ายางพาราของสหกรณ์ไปยังโรงงานที่รับซื้อโดยตรง และนี่เป็นที่มาของการยื่นโครงการของบประมาณช่วยเหลือตามโครงการส่งเสริมแปรรูปยางก้อนถ้วยเป็นยางเครป โดยได้รับการสนับสนุนจากงบฯ พัฒนาจังหวัดอุดรธานี ในวงเงินงบประมาณ 1,556,082 บาท

การผลิตยางก้อนถ้วยเป็นยางเครปนั้น ประธานสหกรณ์บอกว่า เป็นช่องทางที่ดีในการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับยางก้อนถ้วย เพราะตลาดมีความต้องการ และได้ราคาที่จำหน่ายสูงมากกว่าการจำหน่ายยางก้อนถ้วยปกติ

“ขณะนี้โรงงานผลิตยางเครปของสหกรณ์ได้ดำเนินการไปแล้ว ร้อยละ 95 เหลือแต่ในส่วนของระบบบำบัดน้ำเสียเท่านั้นที่ยังไม่เรียบร้อย แต่คาดว่าอีกไม่นานจะเสร็จ และเมื่อโรงงานยางเครปแล้วเสร็จ สหกรณ์จะเปิดรับซื้อยางได้ทุกวันอย่างแน่นอน” ประธานสหกรณ์กล่าว

การดำเนินการของสหกรณ์จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่สำคัญ ที่จะทำให้สามารถฟันฝ่าภาวะด้านราคาดังที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เพราะการแปรรูปยางก้อนถ้วยเป็นยางเครป เป็นอีกทางเลือกของเกษตรกรและพ่อค้ายางก้อนถ้วย เนื่องจากจะช่วยลดปัญหาการกดราคาจากโรงงานและการตัดเปอร์เซ็นต์น้ำหนักหาย ทั้งนี้ เพราะว่ายางเครปมีค่า ดีอาร์ซี ที่แน่นอนจะอยู่ที่ 69% ขึ้นไป พ่อค้าและทางโรงงานไม่สามารถเอาเปรียบได้ จึงต้องรับซื้อในราคาที่สูงขึ้น

“การขายยางเครปจะมีส่วนต่างกำไร 2-5 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อเทียบกับการทำยางแบบอื่น และยังสามารถผลิตเป็นยางเครปสดขายได้ทุกวัน ผมไปดูโรงงานผลิตยางแท่ง เอสทีอาร์ มันมีกระบวนการเครปยางอยู่ ทำไมเกษตรกรชาวสวนยางเราไม่ทำเครปยางก่อนส่งโรงงาน แทนที่จะส่งไปในรูปของยางก้อนถ้วย ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกกดราคา” คุณโฆษิต ชนะหาญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์การแปรรูปยางเครปทุกชนิด

บริษัท ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทที่ทางสหกรณ์ได้เลือกให้เข้ามาติดตั้งเครื่องรีดยางเครปตามโครงการที่ได้รับอนุมัติ โดยอยู่ภายใต้เหตุผลว่า เป็นบริษัทของคนไทย และมีการให้บริการที่ดี

ทั้งนี้ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง จำกัด บอกว่า ที่ผ่านมานั้น มีเจตนารมณ์ที่ต้องการผลักดันให้มีการคิดค้น พัฒนาและยกระดับการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทยให้มีคุณภาพมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งและความเติบโตให้กับอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรของประเทศไทย

ที่สำคัญอีกประการ เครื่องรีดยางเครปของ บริษัท ยิปต้า จักรกลเกษตร เทรดดิ้ง จำกัด ถือเป็นการคิดค้นวิจัย โดยนักวิจัยไทย อย่าง คุณโฆษิต ชนะหาญ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า คนไทยนั้นมีความสามารถไม่แพ้ชาติไหน

สิ่งที่คุณโฆษิตทำและคิดเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจ โดยใช้เวลาเกือบ 2 ปี ในการคิดค้นประดิษฐ์เครื่องรีดยางเครป ซึ่งแนวทางที่ดำเนินการนั้น ได้เน้นการพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องเดิมที่ต่างประเทศผลิตออกมาอยู่แล้ว ให้มีคุณสมบัติเด่นหลายประการ มีคุณภาพการใช้งานดีกว่า และที่สำคัญราคาถูกกว่าเครื่องนำเข้าหลายเท่าตัว กลายเป็นนวัตกรรมเด่นฝีมือคนไทย

ทั้งนี้ คุณโฆษิต บอกว่า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร บริษัทได้เข้ามาดูแลอย่างครบวงจร ตั้งแต่การติดตั้งเครื่องรีดยางเครป ออกแบบสร้างโรงเรือน วางระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย ตลอดจนการหาตลาดให้กับทางสหกรณ์

“ลูกค้าของบริษัทที่หลากหลาย มีทั้งโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปยาง กลุ่มสหกรณ์ชาวสวนยาง รวมทั้งเกษตรกรที่ให้ความสนใจเครื่องรีดยางเครปยี่ห้อยิปต้า สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านดอนหอ ก็เป็นอีกแห่งที่ให้ความไว้วางใจในผลิตภัณฑ์ของเรา เพราะมั่นใจในคุณภาพและบริการของเรา สนใจเครื่องรีดยางเครป ติดต่อ โทร. (084) 894-3456” คุณโฆษิต ชนะหาญ กล่าวในที่สุด

โรงเรียนบ้านใหม่สำโรง สอนวิถีชีวิต ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05094011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เยาวชนเกษตร

สุจิต เมืองสุข

โรงเรียนบ้านใหม่สำโรง สอนวิถีชีวิต ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

พื้นที่การดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 2 (อำเภอสีคิ้ว อำเภอปากช่อง อำเภอสูงเนิน) มีโรงเรียนที่อยู่ในการดูแลทั้งสิ้น 220 โรงเรียน ซึ่งโรงเรียนบ้านใหม่สำโรง ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นหนึ่งในทั้งหมดของโรงเรียนที่อยู่ในการดูแล และได้รับคัดเลือกให้เป็นสถานศึกษาพอเพียง ที่มีการดำเนินกิจกรรมการเกษตร ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการเรียนการสอน

โรงเรียนบ้านใหม่สำโรง เป็นโรงเรียนระดับขนาดกลาง มีการเรียนการสอนระดับก่อนปฐมวัยถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มีนักเรียน 201 คน เปิดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ ปี 2520 มีพื้นที่ 27 ไร่

นอกเหนือจากพื้นที่ 27 ไร่ ที่แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้สำหรับกิจกรรมเกษตร โรงเรียนยังมีกิจกรรมนอกพื้นที่ เป็นพื้นที่นา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก คุณวรพจน์ สัจจาวัฒนา ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านใหม่สำโรง ที่เห็นความสำคัญของการปลูกฝังพื้นฐานด้านการเกษตรให้กับเด็ก ได้จัดแปลงนาไว้สำหรับเด็กได้ลงมือปฏิบัติ นับตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการทำนาคือ การเพาะกล้า เพื่อนำกล้าไปปักดำเป็นแถว เรียกว่า การปลูกข้าวต้นเดียว ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกข้าวจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

คุณวรพจน์ อธิบายว่า ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนจะมีอาชีพเกษตรกรรม โดยทำนาเป็นหลัก และปลูกข้าวแบบนาหว่าน แต่เราสอนให้เด็กนักเรียนปลูกข้าวต้นเดียว ด้วยการเพาะกล้าก่อน แล้วนำไปปักเรียง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ที่ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพียง 1 กิโลกรัม ต่อไร่ จากเดิมเกษตรกรละแวกนี้จะทำนาโดยใช้ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ข้าว 20-30 กิโลกรัม ต่อไร่ ทั้งยังเสริมความรู้ให้กับเด็กนักเรียนทราบด้วยว่า ข้าว 1 กอ สามารถแตกเป็นต้นข้าวได้มากถึง 30 ต้น และหากปลูกในระยะที่พอเหมาะ ไม่จำเป็นต้องลงทุนในส่วนของเมล็ดพันธุ์ข้าวมาก แต่ก็ได้ผลผลิตที่ดีได้เช่นกัน

อาจารย์นัฐพงศ์ เถาะสูงเนิน ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านใหม่สำโรง ให้ข้อมูลว่า การดำเนินกิจกรรมเกษตรภายในโรงเรียน แบ่งออกเป็น การเลี้ยงปลา การเลี้ยงไก่ การเพาะเห็ด และการปลูกพืช ซึ่งแบ่งเป็นพืชผักสวนครัวและไม้ผล นอกจากนี้ ยังนำมูลสัตว์จากการเลี้ยงไก่มาผลิตเป็นปุ๋ยขี้ไก่ ซึ่งการดำเนินกิจกรรมทั้งหมด ตั้งอยู่ในแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และบูรณาการมาเป็นการเรียนการสอนในวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ที่มีส่วนของการเกษตรกรรมเป็นส่วนหนึ่งในรายวิชาด้วย ทั้งนี้ โรงเรียนเห็นความจำเป็นในการให้ความรู้เชิงเกษตรกรรม เนื่องจากต้องการให้เด็กมีวิชาชีพติดตัว รู้จักความพอดี

“บ่อปลาเป็นบ่อดิน มีทั้งหมด 2 บ่อ ขนาด 30×30 เมตร ปล่อยปลากินพืชทั้งหมด เช่น ปลาจีน ปลานิล ปลาทั้งหมดที่ปล่อยเมื่อได้ขนาดรับประทานได้ จะทยอยนำขึ้นมาเข้าโครงการอาหารกลางวัน หากเหลือจากเข้าโครงการอาหารกลางวันแล้ว จะนำไปจำหน่ายผ่านสหกรณ์ของโรงเรียน สำหรับเด็กนักเรียน ครู และผู้ปกครอง รวมถึงชุมชน ก็สามารถมาซื้อได้ในราคาถูกกว่าท้องตลาด”

อาจารย์นุชรดา นิลสูงเนิน อาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มโครงงานอาชีพ เรื่อง การเพาะเห็ด เล่าว่า ปกติการเพาะเห็ดจะเลือกเห็ด 2 ชนิด มาเพาะสลับกัน ได้แก่ เห็ดนางฟ้าภูฏานและเห็ดฮังการี เพราะรสชาติของเห็ดทั้ง 2 ชนิด มีความแตกต่าง ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้กับผู้ซื้อได้ดี ทำให้ผลผลิตที่ได้จากเห็ดสามารถจำหน่ายออกได้คล่องตัว ซึ่งการเพาะเห็ดของเด็กนักเรียนที่นี่ จะเริ่มตั้งแต่การทำก้อนเชื้อเห็ด เขี่ยเชื้อ เปิดดอก เก็บสดจำหน่าย และแปรรูป เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างครบวงจร

อาจารย์นุชรดา บอกด้วยว่า ผลผลิตที่ได้จากเห็ดจะนำเข้าโครงการอาหารกลางวัน หากปริมาณมากจะขายสด หากมีเหลืออีกจะนำไปแปรรูปเป็นแหนม หย็อง น้ำพริก ตากแห้ง จำหน่าย เด็กนักเรียนที่นำไปจำหน่ายจะได้เปอร์เซ็นต์กำไรจากการจำหน่าย ร้อยละ 20 บาท ส่วนกำไรทั้งหมดที่ได้จากโครงการจะเฉลี่ยให้กับเด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงงานอาชีพการเพาะเห็ดเท่าๆ กัน ทั้งหมด เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับเด็ก เนื่องจากที่ผ่านมาการทำโครงงานอาชีพการเพาะเห็ด นักเรียนจะดูแลและลงมือทำเองทุกอย่าง

เด็กชายพิเชฐ หอมสูงเนิน หรือ น้องอ๊อฟ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อธิบายถึงการทำก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าภูฏานว่า ให้นำขี้เลื่อยกองกับพื้นที่สะอาด พรมน้ำพอชุ่ม นำส่วนผสม ประกอบด้วย ขี้เลื่อยยางพารา 100 กิโลกรัม ปูนขาว 1 กิโลกรัม ดีเกลือ 2 ขีด รำอ่อน 5 กิโลกรัม และน้ำ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เช็กความชื้น (โดยการปั้นเป็นก้อนได้) แล้วนำไปบรรจุถุง น้ำหนัก ประมาณ 1 กิโลกรัม อัดใส่ถุงให้แน่น ใช้ยางรัดให้แน่น ปิดจุกที่คอขวด นำไปนึ่งในอุณหภูมิน้ำเดือด นาน 3 ชั่วโมง นำออกจากถังนึ่ง ปล่อยให้เย็น วางในสถานที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก เขี่ยเชื้อเห็ดลงในก้อนที่นึ่งแล้วให้เต็มคอขวด (20-30 เม็ด) ขณะเขี่ยต้องให้ปลอดเชื้อโรค โดยใช้แอลกอฮอล์เช็ดมือและอุปกรณ์ที่ใช้เขี่ย จากนั้นตั้งก้อนเชื้อทิ้งไว้จนกว่าเชื้อเห็ดจะเดินเต็มถุง ประมาณ 1 เดือน แล้วนำก้อนเห็ดที่เชื้อเดินเต็มถุงแล้วเข้าโรงเรือน พร้อมเปิดฝาจุกและคอขวด หมั่นดูแลรดน้ำให้ชุ่ม วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ให้มีความชื้นประมาณ 7-10 วัน เห็ดจะเริ่มออกดอก

เด็กชายพิเชฐ กล่าวอีกว่า การเก็บดอก ควรเก็บดอกที่มีขนาดโตเต็มที่ ด้วยการสังเกตหมวกของดอกเห็ด อายุของก้อนเห็ด ประมาณ 3-4 เดือน ถ้าอุณหภูมิเหมาะสม 1-2 วัน จะให้ผลผลิต 1 ครั้ง ต้นทุนในการทำก้อนเชื้อเห็ดอยู่ที่ก้อนละ 4 บาท กำไรต่อก้อน 20 บาท

สำหรับการแปรรูป เด็กหญิงธนสุดาวรรณ สุขสูงเนิน หรือ น้องต่าย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่าว่า การแปรรูปเห็ดจะต้องรอให้มีผลผลิตเหลือจากโครงการอาหารกลางวันและการจำหน่ายเห็ดสด จากนั้นจึงนำเห็ดที่เหลือมาแปรรูป โดยน้องต่ายอธิบายถึงการแปรรูปเห็ดหย็องว่า นำเห็ดมาฉีกให้เป็นเส้นฝอยๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นนำกระทะตั้งไฟใส่น้ำมัน แล้วนำเห็ดที่ตากนำลงไปทอดจนเหลืองกรอบ แล้วนำกระชอนตักพักจนไม่มีน้ำมัน ตามด้วยนำน้ำมันเทออกใส่ถ้วยจนหมด แล้วนำกระทะตั้งไฟใส่น้ำมันเล็กน้อย เพื่อเจียวกระเทียมแล้วใส่พริกไทยเล็กน้อย เมื่อเจียวเสร็จเรียบร้อย ให้นำน้ำมันเทออกใส่ถ้วยจนหมด แล้วนำน้ำเปล่าเทลงไปเล็กน้อย นำน้ำตาลปี๊บใส่ในกระทะ คนจนน้ำตาลปี๊บละลาย ใส่ซีอิ๊วขาวเล็กน้อยพอได้กลิ่น คนต่อไปจนเหนียวได้ที่ นำน้ำซอสที่ได้เทราดใส่เห็ดที่ทอดแล้ว แล้วนำกระเทียมเจียวเทผสมลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นนำไปบรรจุใส่ถ้วยพลาสติก นำมาจำหน่ายหรือนำไปรับประทานได้ทันที

ด้าน เด็กหญิงพิชญา เกิดกลาง หรือ น้องเป๊ก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่าถึงการทำ แหนมเห็ด อย่างย่อให้ฟังว่า การทำแหนมเห็ดไม่ยากอย่างที่คิด เพียงนำเห็ดมาฉีกเป็นเส้น จากนั้นนำมานึ่ง ประมาณ 10 นาที ให้เห็ดสุก แล้วนำเห็ดที่ได้ไปล้างน้ำ 3 รอบ นำเห็ดที่ล้างน้ำแล้วมาใส่กะละมัง นำกระเทียมตำแหลก เกลือ ข้าวเหนียวสุก มาคลุกเคล้าให้เข้ากันจนเหนียว ปั้นเป็นก้อน ทิ้งไว้ 2 วัน จะออกรสเปรี้ยว นำมารับประทานได้ แต่ถ้าต้องการเก็บไว้รับประทานนานกว่านั้น ควรเก็บใส่ตู้เย็น

ส่วน อาจารย์ธีระ โชติกลาง อาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มเลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า การเลี้ยงไก่ไข่จะให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาเป็นผู้ดูแล เพราะเป็นเด็กที่รู้จักความรับผิดชอบในระดับหนึ่งแล้ว โดยจัดเด็ก ห้องละ 2 คน ต่อวัน ดูแลให้อาหารไก่และเก็บไข่ โดยจะให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในเวลา 09.30 น. และเวลา 14.30 น. หลังให้อาหารจะเก็บไข่มาพร้อมกัน ไข่ที่เก็บได้จะใส่ไว้ที่แผงไข่ เมื่อเก็บไข่ตอนเย็นอีกรอบแล้วจึงนำมาส่งให้กับสหกรณ์โรงเรียน ในทุกสัปดาห์ไข่ไก่จะนำมาประกอบอาหารให้กับนักเรียนรับประทาน 3 ฟอง ต่อสัปดาห์ ต่อคน ไข่ไก่ที่เหลือจะจำหน่ายผ่านสหกรณ์ให้กับนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมชน ในราคา 80 บาท ต่อ 30 ฟอง ที่ผ่านมาไข่ไก่ไม่เพียงพอต่อการจำหน่าย เพราะเป็นไข่ไก่สด เก็บขายได้ทุกวัน

“ปัจจุบัน ถ้าใครต้องการซื้อไข่ไก่จากโรงเรียน ต้องลงชื่อไว้ เมื่อไข่ผลิตได้ทันความต้องการก็จะแบ่งขายตามคิวที่ลงชื่อไว้ ตอนนี้คิวยาวไปถึง 2 สัปดาห์ ข้างหน้าแล้ว”

สำหรับแปลงผัก มีเพียงผักที่นำเข้าโครงการอาหารกลางวันได้ เช่น กวางตุ้ง คะน้า ผักบุ้ง กะเพรา และมะนาว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีไม้ผลเล็กน้อย เช่น มะละกอ กล้วย ปลูกไว้ให้กับเด็กเรียนรู้

โรงเรียนบ้านใหม่สำโรง ตำบลลาดบัวขาว อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ยังคงต้องการการสนับสนุนแนวการทำการเกษตรให้กับนักเรียนในรูปแบบที่ต่างกัน หากท่านใดสนใจสนับสนุนเทคโนโลยีการเกษตรให้กับโรงเรียน สามารถติดต่อได้ที่ อาจารย์นัฐพงศ์ เถาะสูงเนิน ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านใหม่สำโรง หรือ คุณวรพจน์ สัจจาวัฒนา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านใหม่สำโรง โทรศัพท์ (081) 790-4191

“อ่านสร้างสุข สามชุกบ้านเรา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย

“อ่านสร้างสุข สามชุกบ้านเรา”

ในปีนี้ นับเป็น 1 ปี แห่งความสุขและความทรงจำที่ดีของ กศน. อำเภอสามชุก และ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี เพราะสร้างผลงานคุณภาพ ติดอันดับ 1 ของประเทศหลายรายการ เช่น รางวัลห้องสมุดประชาชนอำเภอยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 การส่งเสริมการอ่าน ดีเด่น ประจำปี 2557 เป็นต้น

คุณอรณิช วรรณนุช ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หรือการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นหนึ่งในภารกิจหลักที่ กศน. ดำเนินงานมาตลอด สำหรับปีนี้ กศน. จังหวัดสุพรรณบุรี ได้มอบนโยบายให้สถานศึกษาทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีเน้นกิจกรรมสวนสนุกทางปัญญา และบุฟเฟ่ต์อาหารสมอง ในพื้นที่ระดับตำบล ในบ้านหนังสืออัจฉริยะ และห้องสมุดประชาชนอำเภอ

ปีนี้ถือว่า กศน. อำเภอสามชุก ประสบความสำเร็จมาก สามารถคว้ารางวัลระดับประเทศ ถึง 3 รางวัลซ้อน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่าย ทั้งคณะกรรมการหมู่บ้านสามชุก กศน. อำเภอสามชุก ดังนั้น ไม่ว่าจะจัดกิจกรรมใดในพื้นที่อำเภอสามชุก จึงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เพราะการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน นายอำเภอสามชุก ที่เล็งเห็นประโยชน์ความสำคัญของการศึกษา โดยเฉพาะกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ของ กศน. ช่วยให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

“อ่านสร้างสุข สามชุกบ้านเรา”

นโยบาย “อ่านสร้างสุข สามชุกบ้านเรา” ของ คุณอัชญา แจ่มถาวร ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอสามชุก ได้จุดประกายความคิดในการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ผนวกกับนโยบายของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสุพรรณบุรี และบริบทชุมชน ถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรม ภายใต้หลักปรัชญา “มุ่งบริการ ประสานเครือข่าย เพื่อพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” และวิสัยทัศน์ “ห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุก มุ่งมั่นพัฒนาและส่งเสริมการอ่านเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ”

ห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุกปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบพันธกิจที่วางไว้ 3 ประการ คือ

1. บริการหนังสือและสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัยและตรงต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ

2. ให้บริการในบรรยากาศที่ดี เอื้อต่อการเรียนรู้และด้วยความเป็นกันเอง

3. จัดกิจกรรมร่วมกับเครือข่าย เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย

จากปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ นำมาซึ่งกิจกรรมส่งเสริมการอ่านเชิงรุก “ซาเล้งห้องสมุดเคลื่อนที่” ของ “ครูกุ้ง-คุณจตุพร สิงห์บุตร” บรรณารักษ์อัตราจ้างของห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุก ที่นำหนังสือ นำความรู้ ลงสู่ชุมชน เพื่อบริการให้คนสามชุก และผู้มาเยือน ทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ได้เข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ได้มีความสุข สนุกกับการอ่าน ดังคำที่ว่า “อ่านได้ทุกที่ ทุกเวลา นำปัญญาสู่ชุมชน ให้ทุกคนรักการอ่าน”

สำหรับการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน กศน. อำเภอสามชุก และห้องสมุดประชาชนอำเภอสามชุก จะเน้นการจัดกิจกรรมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ เด็กเล็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ซึ่งจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านทั้งภายในและภายนอกห้องสมุด

รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่บ้านหนังสือชุมชน และ กศน. ตำบล ได้แก่ โครงการ มหกรรม กศน. ส่งเสริมการอ่านในชุมชนเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระชนมายุครบ 60 พรรษา “สมเด็จเจ้าฟ้านักอ่าน ของปวงชนชาวไทย”, โครงการส่งเสริมการอ่าน “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” 2558, โครงการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กศน. ตำบล 2558

และโครงการพัฒนาห้องสมุดประชาชนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2558 ประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ กิจกรรมบริการส่งเสริมการอ่านภายในห้องสมุด, กิจกรรมเปิดโลกกว้างแห่งการเรียนรู้ Open the Book Open the world 2558, กิจกรรมแนะนำความรู้มุ่งสู่การอ่าน 2558, กิจกรรมห้องสมุดสุดหรรษา Happy Library, กิจกรรม Bookmobile Library 2558 (ห้องสมุดเคลื่อนที่), กิจกรรมทำความดีเพื่อพ่อ, กิจกรรมสร้างสรรค์มหัศจรรย์วันของหนู (เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ 2558), กิจกรรมส่งเสริม & เรียนรู้ห้องสมุดมีชีวิต 2558, กิจกรรมสานสัมพันธ์ลูกรัก Mother&Child.

ซึ่งรูปแบบในการจัดกิจกรรมดังกล่าว มีการออกแบบการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัยที่หลากหลาย โดยเน้นให้ผู้รับบริการมีทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ฝึกอ่าน เข้าใจ และลงมือปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ทำให้ผู้รับบริการมีความสุข ภาคภูมิใจกับผลงาน และสนุกกับการเรียนรู้

จุดเด่นของ กศน. อำเภอสามชุก

กศน. อำเภอสามชุก มีบุคลากรที่รับผิดชอบบริหารงานห้องสมุดและจัดการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีความรู้ ความสามารถมีอัธยาศัยที่ดี บริการด้วยความเสมอภาค เป็นกันเอง ทุ่มเทกับการทำงาน และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทักษะด้าน ไอที เช่น อบรมการใช้ระบบเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้และเข้าร่วมการทำคู่มือระบบเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ และได้นำความรู้มาพัฒนาระบบการให้บริการ รวมทั้งถ่ายทอดให้กับห้องสมุดประชาชนอำเภอต่างๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรี พัฒนาทักษะในการจัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้ผู้รับบริการได้เกิดการเรียนรู้ และเกิดความพึงพอใจทุกครั้งที่มารับบริการ

จากความมุ่งมั่นในการทำงาน ทำให้มีผลงานเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ โดย คุณจตุพร สิงห์บุตร บรรณารักษ์อัตราจ้าง ได้รับรางวัลบรรณารักษ์ยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ปีพุทธศักราช 2556 และ คุณชิดชนก หนูทอง ข้าราชการครู หัวหน้างานการศึกษาตามอัธยาศัย ได้รับรางวัลที่ 1 ระดับประเทศ ด้านการส่งเสริมการอ่าน ดีเด่น ประจำปี พุทธศักราช 2557 ซึ่งในการทำงานที่ประสบความสำเร็จและมีประสิทธิภาพได้ด้วยการทำงานที่เป็นทีม มีผู้บริหารที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง มีผู้ตามที่ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน จัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้คนทุกเพศทุกวัยได้เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง นำมาสู่การพัฒนาตนเองอย่างยั่งยืน

ภาคีเครือข่ายของ กศน. อำเภอสามชุก ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เป็นพันธมิตรที่ยอดเยี่ยมในการดำเนินงาน ที่ส่งเสริมสนับสนุนทั้งงบประมาณ สิ่งของ หนังสือ สิ่งอำนวยความสะดวก มิตรสัมพันธ์อันดีในการจัดกิจกรรมทุกกิจกรรม อาทิ คณะกรรมการสถานศึกษา นายอำเภอสามชุก ที่เห็นความสำคัญในการทำงาน ด้านการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยของ กศน. อำเภอสามชุก ได้ให้การสนับสนุน ร่วมจัดกิจกรรมและเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ประชาสัมพันธ์ผลงานให้ กศน. อำเภอสามชุก

จากการทำงานที่มุ่งมั่น จัดกิจกรรมเชิงรุก ครอบคลุมพื้นที่ เข้าถึงชุมชน กิจกรรมมีความโดดเด่น โดนใจ สามารถกระตุ้นให้คนเกิดการเรียนรู้ ได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างทั่วถึง สร้างวัฒนธรรมแห่งการอ่าน ลดความเลื่อมล้ำของการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ของคนเมืองและคนในชุมชนที่อยู่ห่างไกล ทำให้ กศน. อำเภอสามชุก ได้รับรางวัล ห้องสมุดประชาชนอำเภอยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2557 ในงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” พ.ศ. 2558 ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต จังหวัดปทุมธานี

คนโพธาราม ราชบุรี…รับมือภัยแล้ง ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีรายได้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

คนโพธาราม ราชบุรี…รับมือภัยแล้ง ปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 มีรายได้ดี

หากติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำในภาคเกษตรกรรมทั้งประเทศขณะนี้ พบว่า มีน้อยมาก และคาดว่า ใน ปี 2559 เกษตรกรในหลายพื้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกันหลายภาคส่วนกำลังเร่งระดมสรรพกำลังในทุกด้าน เพื่อให้ความช่วยเหลือชาวบ้านทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่เกษตรกรรมที่ต้องใช้น้ำเป็นหลัก แต่การรอความช่วยเหลืออาจไม่ทันกาล กว่าที่ทุกคนควรหาทางช่วยเหลือตัวเองไปพร้อมกันด้วย

แต่สำหรับ คุณสมนึก นิ่มสุวรรณ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66 หมู่ที่ 9 ตำบลท่าชุมพล อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้เตรียมตัวรับภัยแล้งในปีหน้าไว้เรียบร้อยด้วยการหันมาปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 สร้างรายได้ดีมาก แถมยังเตรียมปลูกพืชไม้ผลที่ใช้น้ำน้อยเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง

แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกปลูกหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1??

หลายปีก่อนคุณสมนึกเคยเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งระหว่างที่ทำงานสังเกตว่าประเทศดังกล่าวทำนาไม่ได้ แต่ชาวบ้านเลือกเลี้ยงวัวนมเป็นอาชีพหลัก และอาหารที่ดีของวัวคือ หญ้า ดังนั้น จึงมีความคิดว่าในฐานะที่เป็นคนราชบุรี ซึ่งในจังหวัดมีการเลี้ยงวัวกันมาก และถ้ากลับมาอยู่เมืองไทยจะปลูกหญ้าขายส่งให้ฟาร์มวัว หรือไม่ก็ปลูกหญ้าเอง เพื่อใช้เลี้ยงวัวส่งขาย ส่วนพันธุ์หญ้าที่เขาเลือกได้อย่างเหมาะสมคือ พันธุ์เนเปียร์ หรือปากช่อง 1

ภายหลังกลับจากเมืองนอกมาแล้ว คิดปลูกหญ้าขาย แต่ภรรยาบอกกับคุณสมนึกเป็นคนแรกว่า “บ้าไปแล้วหรือ??” ครั้นพอจะลงมือทำก็ไม่มีทุน เลยนำเงินที่เก็บไว้ส่วนตัวไปซื้อพันธุ์หญ้า จำนวน 200 บาท แล้วค่อยๆ ปลูกลงแปลงขนาดเล็กก่อน พอต้นโตขึ้นก็ขยายต้นพันธุ์เพิ่มอีก ขยายไปเรื่อยจนครบ 10 ไร่ ใช้เวลา 7 ปี จึงเริ่มเปิดตัว

คุณสมนึก บอกว่า เขาพยายามส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก เพื่อใช้เลี้ยงวัวตัวเอง เป็นการช่วยลดต้นทุน หรือปลูกหารายได้ เพราะในอนาคตมองว่าอาจเดือดร้อนเรื่องการปลูกข้าวและพืชอย่างอื่น

ข้อดีของหญ้าพันธุ์เนเปียร์คือ มี โปรตีนสูง 12-14 จึงเหมาะกับวัวพื้นบ้านและวัวขุน เพราะเพียงมีหญ้าชนิดนี้กับอาหารเสริมอีกเล็กน้อย ก็จะได้วัวที่มีคุณภาพแล้ว อีกทั้งขั้นตอนกระบวนการปลูกก็ไม่ยุ่งยาก

วิธีปลูก จะเริ่มจากการเตรียมแปลงก่อน ควรนำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก มาใส่ แต่ถ้ารายใดไม่พร้อมอาจปลูกไปก่อน ยังไม่ต้องใส่ปุ๋ย เพราะคุณภาพดินที่ราชบุรีดีอยู่แล้ว ควรปลูกไปสัก 2 รอบ หรือตัด 2 ครั้ง แล้วนำรายได้ไปซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ทีหลัง ทั้งนี้เนื่องจากปุ๋ยคอกจะช่วยทำให้ดินมีคุณภาพดีมาก และไม่แนะนำให้ใช้สารเคมี หากไม่จำเป็นจริงๆ

จากนั้นมีการชักร่องเหมือนกับการเตรียมแปลงปลูกข้าวโพด แล้วสับหญ้าเป็นท่อน ขนาดท่อนละ 2 ข้อ จึงนำไปเสียบหรือปักไว้ในแปลง

การลงทุนซื้อปุ๋ยคอก โดยเฉพาะขี้วัวจะช่วยให้ดินมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น เพียงคุณใส่ 1 ครั้ง ใช้กับผลผลิตไปได้นานนับปี เพราะตัดปีละ 5 ครั้ง ทั้งนี้ที่ผ่านมาไม่เคยพึ่งพาสารเคมีเลย อีกทั้งยังไม่เคยพบการเกิดโรคและแมลงด้วย

ตอนนี้ คุณสมนึก ปลูกหญ้าอยู่จำนวนพื้นที่กว่า 30 ไร่ อีกทั้งยังมีพื้นที่ของลูกไร่อีกประมาณ 20 ไร่ และหากรวมพื้นที่ของสมาชิกที่ออกไปแนะนำให้ทั่วทั้งจังหวัดแล้วมีพื้นที่นับเป็นพันไร่

คุณสมนึก ชี้ว่าระหว่างการเจริญเติบโตไม่จำเป็นต้องดูแลมาก แต่ถ้าในบางคราวเกิดปัญหา ดูว่าต้นโทรมอาจช่วยด้วยการใช้ปุ๋ย สูตร 4-16-00 หว่านในแปลง ประมาณ 20-50 กิโลกรัม ต่อไร่ สำหรับการให้น้ำ ถ้าไม่ใช่หน้าแล้งให้ทุก 15-20 วัน

ความสูงเฉลี่ยของหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 นั้น ถ้าเป็นหน้าฝน วัดจากโคนถึงยอดใบ ประมาณ 3-4 เมตร แต่ถ้าหน้าหนาว 2.5-3 เมตร เพราะถ้าอากาศเย็นหญ้าจะโตช้า ส่วนหน้าร้อนที่ต้องประสบปัญหาเรื่องน้ำ จะสูงราว 2 เมตร เท่านั้น

การตัดหญ้าขายมีดแรก จะใช้เวลาหลังจากปลูก ประมาณ 3 เดือน ถึง 3 เดือนครึ่ง แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคนปลูกว่าจะนำหญ้าไปใช้ทำอะไร เพราะถ้าต้องการตัดทั้งต้นไปให้วัวกิน ก็ใช้เวลาเพียง 45 วัน แต่บางคนอาจต้องการให้หญ้ามีน้ำหนักมากเพื่อให้ได้ราคาดี ก็อาจปล่อยให้หญ้ายาวสูงขึ้น ซึ่งจะใช้เวลา ประมาณ 60-70 วัน อย่าให้เกิน แล้วนำไปเข้าเครื่องสับย่อยเพื่อนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์

คุณสมนึก อธิบายว่า วิธีตัดหญ้าจะต้องตัดที่โคนต้นให้เสมอดิน ซึ่งคนปลูกบางรายเข้าใจผิด ชอบตัดสูงจากพื้นสักคืบ อันนี้จะทำให้เสียใช้ไม่ได้ เพราะมีดต่อไปจะตัดเป็นสองคืบ ซึ่งจะเป็นข้อแล้วจะไม่แตกหน่อโคน แต่กลับไปแตกตามข้อแทน

“ฉะนั้น จึงต้องตัดให้เสมอดิน ถ้าทำเช่นนี้แล้วจะทำให้ได้ผลผลิตยาวนานถึง 5 ปี แต่ถ้ารายใดมีทุนแล้วใช้เครื่องเจียตอก็จะให้ผลผลิตได้นานถึง 10 ปี”

คุณสมนึก บอกว่า การปลูกหญ้าดีกว่าการปลูกข้าวถึง 10 เท่า เพราะไถปลูกครั้งเดียวตอนเริ่มต้น อาจมีการลงทุนพอกับการทำนา 1 ครั้ง แต่สามารถอยู่ได้นานหลายปี เก็บผลผลิตได้หลายครั้ง

เจ้าของสวนกล่าวเพิ่มเติมว่า ปริมาณผลผลิตถ้ารวมเป็นปี ใน 1 ไร่ จะได้ไม่ต่ำกว่า 50 ตัน ซึ่งเคยทำได้สูงสุดถึง 80 ตัน ต่อไร่ ต่อปี ส่วนราคาขาย ตันละ 1,400 บาท หักค่าใช้จ่าย ตันละ 600 บาท ก็จะเหลือกำไร ตันละ 800 บาท ถ้าปลูกได้ 50 ตัน จะได้กำไรสุทธิ ประมาณ 40,000 กว่าบาท ต่อปี แล้วแทบจะไม่ต้องดูแลอะไรเลย เพียงแค่บริหารจัดการเท่านั้น เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าดีกว่าทำนาถึง 10 เท่า

ลักษณะการขายมี 2 แบบ คือ มารับเอง หรือไปส่งให้ ทั้งนี้การส่งให้ภายในระยะทาง 3 กิโลเมตร ไม่มีค่าส่ง ซึ่งการสั่งในแต่ละครั้งจะต้องไม่ต่ำกว่าคันรถปิกอัพ มีลูกค้าหลักในจังหวัดราชบุรี อีกทั้งยังมีบางรายอยู่นอกพื้นที่ ทั้งที่สุรินทร์ อุบลราชธานี

สำหรับการลงทุนปลูกหญ้า ถ้าเป็นมือใหม่จะใช้เงินไม่เกิน 5,000 บาท ต่อไร่ ทั้งนี้ ราคาอาจบวกลบได้ ขึ้นอยู่กับตัวแปรอย่างค่าแรงและเครื่องจักร ขณะนี้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย

คุณสมนึก กล่าวอีกว่า ปัญหาที่พบจากการปลูกหญ้าเนเปียร์คือ เรื่องลมพายุ เพราะถ้าพัดมาแรง ต้นหญ้าจะหักล้มโค่น ทำให้ผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องน้ำหนัก เพราะถ้าหักล้มแล้วจะทำให้น้ำหนักหายไปเป็นครึ่งจากต้นหญ้าที่ตั้งตรง และบอกต่อว่าถ้าเจอ ควรหาทางป้องกัน คือถ้าพายุมาบริเวณใดที่ปลูก ให้เร่งตัดหญ้าทันทีที่ล้ม อย่าปล่อยไว้นานเกิน 3 วัน เพราะอาจทำให้น้ำหนักลด เสียราคา

นอกจากปลูกขายแล้ว ยังมีการทำต้นพันธุ์หญ้าเพื่อขายด้วย โดยจะต้องมีการคัดคุณภาพ เลือกต้นที่ไม่แก่จัด ลักษณะต้นพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพจะต้องอวบใหญ่มีน้ำหนักพอเหมาะ อย่าให้เบา ควรมีขนาดลำต้นสักนิ้วโป้ง หรือขนาดเท่ากับลำอ้อย

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย คุณสมนึก มักแนะนำให้ลูกค้าบางรายซื้อต้นพันธุ์ไปปลูกแทน เพื่อจะได้มีอาหารให้กับวัวได้ทันที ไม่ต้องรอ อีกทั้งยังจะได้ให้ชาวบ้านลดพื้นที่ทำนาลง แล้วหันมาปลูกหญ้าสร้างรายได้แทน

แต่อย่างไรก็ตาม ขนาดอาจไม่ได้รับประกันเรื่องคุณภาพ เพราะจะต้องไปดูว่าต้นมีความสมบูรณ์และความหนาแน่นในการปลูก เพราะเป็นการเน้นน้ำหนักมากกว่า ราคาขายต้นพันธุ์หญ้า ท่อนละ 50 สตางค์ (ที่อื่นขาย 2 บาท) คือ 1 ท่อน มี 2 ข้อ ประมาณคืบกว่า สามารถนำไปปลูกได้ทันที

ทางด้านลูกค้าของคุณสมนึกมักซื้อเพื่อนำไปเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เลี้ยงม้า เลี้ยงแพะ (อันนี้ต้องสับให้เล็ก) และล่าสุดมีตลาดเลี้ยงปลานิลและปลาดุกสนใจเข้ามาสั่งซื้อด้วย

นอกจากการปลูกหญ้า ซึ่งเป็นพืชที่คุณสมนึกมองดูแล้วว่า สามารถแก้ปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำได้ ยังมีพืชอีกชนิดที่คุณสมนึกมองด้วยแนวคิดเดียวกันคือ มะขามยักษ์ เพราะเป็นไม้ที่ทนทาน ซึ่งได้ปลูกไว้ 100 ต้น จำนวน 16 ต้น ต่อไร่ เพราะต้นมีขนาดใหญ่ แล้ววางแผนจะทำเป็นมะขามแช่อิ่ม เพราะมีแนวโน้มว่า มีตลาดรองรับแน่นอน

“ปลูกมา 3 ปี ยังไม่ได้ผลผลิต แล้วคาดว่าจะมีผลผลิตเต็มที่เมื่ออายุ 7 ปี แต่ในช่วงระหว่างรอ ถ้ามีฝักขนาดเล็กจะเก็บไปขายเป็นมะขามอ่อน ขายกันกิโลกรัมละ 40 บาท นอกจากนั้น ยังปลูกมะนาว มะพร้าวน้ำหอม อีกทั้งพืชผักหลายชนิดด้วย” คุณสมนึก กล่าว

สนใจสั่งซื้อ หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 หรือต้นพันธุ์ ได้ที่ คุณสมนึก นิ่มสุวรรณ หรือต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ (083) 312-3011

พาไปชิม ไข่เค็มกระชายดำ เมนูเพื่อสุขภาพ ของ “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสันติสุข” ภูเรือ จังหวัดเลย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ท่องเที่ยวเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

พาไปชิม ไข่เค็มกระชายดำ เมนูเพื่อสุขภาพ ของ “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรสันติสุข” ภูเรือ จังหวัดเลย

หลายคนที่คลุกคลีในวงการสมุนไพรจะทราบดีว่า สรรพคุณหรือคุณประโยชน์ของ กระชายดำ มีมากมาย ซึ่งจากข้อมูลการค้นคว้าเอกสารงานวิจัยพบว่า สมุนไพรไทยกระชายดำนั้นมีสรรพคุณ และสามารถช่วยบำบัดรักษาโรคต่างๆ ได้เกือบร้อยชนิด

ไม่ว่าจะใช้เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ใจสั่น แก้บิด แก้ปวดข้อ ทำให้โลหิตหมุนเวียนดีขึ้น ผิวพรรณผุดผ่องสดใส ขับปัสสาวะ แก้โรคกระเพาะ และปวดท้อง เป็นต้น แต่ดูเหมือนกระแสที่มาแรงและมีการกล่าวถึงมากคือช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ บำรุงสมรรถภาพทางเพศชาย โดยเฉพาะการเสริมสร้างให้มีความแข็งแรง

ฉะนั้น จึงเป็นพืชที่นิยมนำมาปลูกกันในภาคอีสาน เนื่องจากตามความเชื่อของชาวเขาเผ่าม้ง ถือว่า กระชายดำเป็นสมุนไพรประจำเผ่า พวกเขาจะนำกระชายดำใส่ย่ามติดตัวไปตลอดเวลา เมื่อต้องเดินขึ้นภูเขาจะนิยมกิน เพื่อเพิ่มพละกำลังทำให้ไม่เหนื่อย

“เลย” เป็นอีกจังหวัดที่ปลูกกระชายดำแหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เพราะพืชชนิดนี้ชอบที่ร่ม ดินร่วนซุย หรือเป็นดินปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี อีกทั้งยังชอบอากาศหนาวเย็น

เหตุนี้เองจึงทำให้ชาวบ้านในท้องถิ่นต่างนำสมุนไพรชนิดนี้มาใช้ประโยชน์ด้วยการแปรรูปในวงการอาหาร และเครื่องดื่ม ไม่เว้นแม้นำมาเป็นวัตถุดิบส่วนผสมของการทำไข่เค็ม

ในทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย” ได้บรรจุโปรแกรมที่จะพาคณะทัวร์เกษตรไปดูและชิม การผลิตไข่เค็มกระชายดำ จากกลุ่มที่มีความเข้มแข็งแล้วสร้างชื่อเสียงด้านไข่เค็มกระชายดำให้กับจังหวัดมายาวนานคือ กลุ่มไข่เค็มกระชายดำ “บ้านสันติสุข” และกลุ่มนี้ได้รับการสนับสนุนโดยองค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว

คุณสุกี กัญญาประสิทธิ์ ประธานกลุ่ม กล่าวว่า กลุ่มไข่เค็มกระชายดำ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2541 ซึ่งเป็นช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ จึงมีการรวมกลุ่มอาชีพจากบรรดาแม่บ้านในหมู่บ้านขึ้น เพื่อทำอาชีพผลิตกล้วยฉาบขาย แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากมีข้อจำกัดทางการตลาด

ต่อมาในปี 2542 ทางกลุ่มจึงจัดไปทัศนศึกษาดูงานการผลิตไข่เค็มที่จังหวัดลพบุรี เพื่อนำกลับมาทำ พร้อมกับได้รับการสนับสนุนจากจังหวัด แล้วให้ปรับปรุงประยุกต์โดยการนำวัตถุดิบเด่นที่มีอยู่ในพื้นที่คือ กระชายดำ ที่มีการปลูกอยู่เป็นจำนวนมากเข้ามาเป็นส่วนผสมของไข่เค็ม อันเป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการไปในตัว แล้วยังเพิ่มมูลค่าในตัวสินค้าอีก

ปัจจุบัน กลุ่มไข่เค็มกระชายดำ “บ้านสันติสุข” มีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 20 คน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ในระดับจังหวัดถึงระดับประเทศ และได้รับการรับรองเป็นสินค้าโอท็อป (OTOP) มานานกว่า 10 ปี

“ไข่เค็มกระชายดำของกลุ่มได้รับการรับรองคุณภาพจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นที่เรียบร้อย มีจุดเด่นและความอร่อยตรงที่มีรสมันกลมกล่อมกำลังดี อีกทั้งคุณสมบัติของกระชายดำที่เป็นสมุนไพรจากธรรมชาติยังมีประโยชน์สำคัญต่อสุขภาพ”

ประธานกลุ่มระบุว่า เนื่องจากลักษณะพื้นที่ในท้องถิ่นไม่เอื้อต่อการผลิตไข่เป็ด ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องหาซื้อมาจากแหล่งอื่น เช่น ทางพิษณุโลก และด้วยข้อจำกัดเช่นนี้จึงทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถควบคุมปริมาณการสั่งซื้อไข่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหน้าฝนจะขาดแคลนไข่ เพราะเกิดน้ำท่วมในพื้นที่แหล่งผลิตไข่ แล้วส่งผลกระทบต่อยอดการผลิต

คุณสุกี ชี้ว่า การผลิตไข่เค็มกระชายดำจะมีอยู่ตลอดเวลา เพราะมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ละที่ผลิตไข่เค็ม จะใช้จำนวนไข่ 50-60 แผง (150-180 ฟอง) ต่อครั้ง แต่ถ้าคิดเป็นเดือน ราว 100 กว่าแผง ทั้งนี้ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ยอดการผลิตจะเพิ่มจากเดิมหลายเท่า ทั้งนี้เคยผลิตไข่ในช่วงหน้าเทศกาลมาแล้วมากถึงกว่าหมื่นฟอง

จากนั้นเธอได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนการผลิตไข่เค็มกระชายดำอย่างคร่าวๆ ว่า ก่อนอื่นให้นำน้ำกระชายดำพอประมาณ เกลือ ดินสอพอง นำมาผสมให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วนำไข่เป็ดที่ล้างไว้แล้วมาชุบส่วนผสมที่เตรียมไว้ จากนั้นนำไข่ที่ได้มาคลุกกับแกลบดำเพื่อรักษาความเค็ม แล้วนำมาพักเก็บไว้ในถุง หากต้องการบริโภคเป็นไข่ดาว จะทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน แต่ถ้าต้องการบริโภคเป็นไข่เค็ม จะทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 30 วัน

ส่วนปริมาณยอดขายมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับช่วงฤดูท่องเที่ยว และอีกส่วนหนึ่งจากคณะที่ติดต่อมาดูงานที่กลุ่ม แต่เฉลี่ยแล้วในช่วง 1-2 เดือน ประมาณ 40,000-50,000 บาท และในปีหนึ่งประมาณแสนกว่าบาท

สถานที่นำไข่เค็มกระชายดำไปวางขาย ได้แก่ ที่โอท็อป (OTOP) ของจังหวัด และร้านชาโต เดอ เลย ซึ่งทั้งสองแห่งเป็นขาประจำ นอกจากนั้น จะต้องมีการเตรียมวางขายให้กับคณะที่เข้ามาเยี่ยมชมดูงาน ซึ่งมีจำนวนมากตลอดทั้งปี

นอกจากการขายไข่เค็มกระชายดำแล้ว ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม ของทุกปี ทางกลุ่มแม่บ้านนี้ยังได้นำดอกไม้เมืองหนาวมาวางจำหน่ายให้แก่บรรดานักท่องเที่ยวในบริเวณด้านหน้า ที่สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลด้วย และเป็นโอกาสดีที่คณะทัวร์เกษตรจะได้มีโอกาสซื้อติดมือกลับบ้าน

อย่างไรก็ตาม ในวันที่คณะทัวร์เกษตรมาดูงาน ประธานกลุ่มยืนยันว่า จะสาธิตกรรมวิธีการทำไข่เค็มกระชายดำให้ดูกันจริงอย่างละเอียด เรียกว่านำกลับไปทำที่บ้านได้เลย พร้อมกับให้ชิมไข่เค็มกระชายดำของแท้ ว่ารสชาติเป็นอย่างไร??

ติดตามรายละเอียดต่างๆ ของโปรแกรม “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย” ทริปนี้ จากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง แล้วรีบสำรองที่นั่งด่วน เพราะโปรแกรมดีๆ อย่างนี้ ถ้าพลาดแล้วจะเสียดาย

Root Garden : สวนรากหญ้าแห่งความฝันในเมืองใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย lualamai@yahoo.com

Root Garden : สวนรากหญ้าแห่งความฝันในเมืองใหญ่

“…คาเฟ่ธรรมชาติสีเขียวกลางใจเมือง สุดเก๋…”

ร่วม 10 เดือน มาแล้ว ที่พื้นที่เล็กๆ ไม่เกิน 300 ตารางวา ปากซอยทองหล่อ 3 กลางกรุงเทพฯ ซึ่ง ครูองุ่น มาลิก คุรุชนผู้อารีได้มอบให้มูลนิธิไชยวณา เพื่อให้ดำเนินกิจกรรมรณรงค์ปัญหาที่ดินและสิ่งแวดล้อม ได้รับฉันทานุมัติจากมูลนิธิให้ดำเนินโครงการ Root Garden กิจกรรมตัวอย่างเพื่อพัฒนาที่ดิน ซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ในเมืองใหญ่ โดยภาคีสมาชิกผู้ร่วมดำเนินงาน ซึ่งประกอบด้วย OXFAM (องค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน) เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ชุมชนเครือข่ายสลัม 4 ภาค สำนักงาน สสส. เป็นอาทิ ได้วางแผนพัฒนาและสร้างกิจกรรมด้านวัฒนธรรมในพื้นที่ ตั้งแต่ปรับปรุงที่ดินรกร้างนี้ให้มีแปลงนาขนาดเล็ก คอกไก่และแพะ โรงเพาะเห็ด แปลงผักสวนครัว ร้านเบเกอรี่และกาแฟออร์แกนิก ตลอดจนจัดพูดคุยเสวนาเกี่ยวกับสินค้าปลอดสารพิษ ปัญหาที่ดิน ภูมิหลังของพื้นที่ มีเวิร์กช็อปสอนปลูกผักในเมือง วิธีจ่ายและจัดการกับข้าวอย่างประหยัด ฯลฯ โดยกิจกรรมเหล่านี้ดำเนินต่อเนื่องมาทุกวัน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558

ฟังดูเหมือนจะออกแนวหนักๆ เอาการ นั่นก็เป็นเพราะว่า หนึ่งในภาคีสมาชิก คือ OXFAM นั้น เป็นองค์การที่ติดตามปัญหาความเหลื่อมล้ำ การกระจุกตัว และกฎหมายที่ดินในเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งได้เคยร่วมกับองค์กรเครือข่ายเสนอกฎหมาย 4 ฉบับ คือกฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ที่สนับสนุนการเก็บภาษีคนที่มีที่ 50 ไร่ ขึ้นไป กฎหมายโฉนดชุมชน สนับสนุนให้คนจนรวมตัวกันเข้าถึงที่ดินได้ง่ายขึ้น รณรงค์ให้ที่ดินที่ถูกทิ้งร้างต้องเสียภาษีมากกว่าที่ใช้ประโยชน์ กฎหมายธนาคารที่ดิน และกฎหมายกองทุนยุติธรรม ซึ่งพยายามให้คนจนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับที่ดินได้จริงในทางปฏิบัติ

แน่นอนว่า สิ่งที่เสนอเหล่านี้ดูเหมือนยากที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะในยามที่อำนาจการปกครองในบ้านเมืองดูมืดดำ และมุ่งเอื้อประโยชน์ให้คนที่ได้ประโยชน์อยู่แล้ว แต่เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ว่า ที่ดินในประเทศไทยกว่า 80% ล้วนถือครองโดยคนเพียง 20% นั่น เท่ากับว่า “ที่ดิน” ซึ่งในแง่มุมสาธารณะอื่นๆ ยังหมายถึงหลักประกันความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพมวลรวมของชุมชน ตลอดจนต้นทุนของการจัดการพื้นที่อย่างยั่งยืนนั้นย่อมเป็นประเด็นสำคัญในสังคมสมัยใหม่ ที่ไม่อาจจะละเลยเพิกเฉยได้อีกต่อไป

และความเป็นจริงก็คือ เราคงไม่สามารถมองโลกด้วยตาข้างเดียวได้ตลอดไปเป็นแน่…

“…มีแพะให้เด็กๆ ป้อนหญ้า มีเล้าไก่ บ่อปลา ถ้าหิว ก็มีเมนู Sandwich และไข่กระทะ…”

กิจกรรมพิเศษที่จะพบเจอใน Root Garden เฉพาะวันอาทิตย์ ก็คือ การออกร้านของเครือข่ายสินค้าอินทรีย์กว่า 10 ราย อาทิ สวนผักคนเมือง (ผักปลอดสาร) กินเปลี่ยนโลก (วัตถุดิบอินทรีย์จากแหล่งต่างๆ) ร้านคนจับปลา (กลุ่มประมงชายฝั่งจากประจวบคีรีขันธ์) กลุ่มโฉนดชุมชนบ้านลานตากฟ้า-คลองโยง (ผักสวนครัวอินทรีย์) บ้านนาวิลิต เพชรบุรี (ข้าวปลอดสารสายพันธุ์ต่างๆ) ซึ่งเมื่อรวมกับประเด็นหัวข้อสนทนาแนวๆ การจัดเวิร์กช็อปง่ายๆ ดนตรีโฟล์กสนุกๆ ในช่วงเย็น และบรรดา แพะ ไก่ ปลา ตลอดจนแปลงผักสวนครัว ที่ดูเป็นของผิดที่ผิดทางในละแวกย่านทองหล่อแล้ว ก็ทำให้ Root Garden มีสภาพไม่ต่างจาก “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง” ขนาดย่อม สำหรับชาวเมืองกรุงกลางมหานครที่ห่างเหินจากวิถีชีวิตแบบนี้ไปกว่าครึ่งศตวรรษแล้ว โดยที่ร้านรวงจำหน่ายสินค้านั้นก็มีสถานะแทบไม่ต่างจากร้านขายของที่ระลึกในมิวเซียมนั่นเอง

ผมเองเคยไปที่นี่หลายครั้ง และพบด้วยความประหลาดใจว่า ในช่วงหลังๆ ผู้สนใจชาวต่างประเทศเริ่มทวีจำนวนขึ้นจนเกือบเท่าคนไทย และสินค้าพืชผักปลอดสารนั้นขายดีขึ้นมาก เริ่มมี “ขาประจำ” ชนิดที่ผมจำหน้าได้ แสดงว่าอย่างน้อย กิจกรรมการขายของที่นี่ได้ช่วยอุดหนุนทั้งผู้ผลิต และอุดช่องว่างความต้องการสินค้าอินทรีย์ราคายุติธรรม ที่คนกรุงจำนวนไม่น้อยปรารถนาจะเข้าถึง แต่ไม่รู้แหล่งซื้อขายว่าอยู่ที่ไหนบ้าง ได้ค่อนข้างดี

ส่วนประเด็นที่ จักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงาน OXFAM ตั้งเป้าไว้แต่เดิมว่า คนที่มาควรจะได้ “มีทัศนคติเรื่องที่ดินรกร้างเปลี่ยนไป รู้สึกอยากทำกิจกรรมในพื้นที่เพื่อคืนชีวิตให้ที่ดินกลับมามีประโยชน์ต่อชุมชน…” นั้น คงเป็นเรื่องที่ต้องรณรงค์ในระยะยาวกันต่อไป

“…เหมาะแก่การมาพักผ่อนหย่อนใจ หลบหลีกความวุ่นวายในเมืองใหญ่ นั่งจิบช็อกโกแลตร้อนบนเก้าอี้ไม้ สูดไอหอมของกองฟาง ที่คาเฟ่สวนผักที่ผุดขึ้นกลางใจเมือง…”

ดูเหมือน “ภาพ” ของ Root Garden ที่ถูกผลิตซ้ำในสื่อและโซเชียลมีเดียจะหนีไม่พ้นแหล่งรวมภาพมายาในอุดมคติที่ชีวิตคนกรุงได้ผ่านเลยไปแล้ว แต่ก็ฝันถึงอยู่บ้างเป็นครั้งคราว…ฝันจะเป็นเจ้าของที่นาผืนน้อย โรงรีดนม แปลงผักยกร่อง ดำรงชีพไปในแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” ฝันถึงการกินอยู่แบบสโลว์ไลฟ์ ขณะเดียวกันก็ขอกาแฟสดดีๆ เบเกอรี่อร่อยๆ กิน แถมพอหนำใจแล้วยังซื้อผักอินทรีย์ราคาถูกกว่าในห้างติดไม้ติดมือกลับบ้านได้อีก

อย่างไรก็ดี เท่าที่ผมรู้ มูลนิธิไชยวณาคงจะไม่ต่อสัญญาให้กิจกรรมนี้ในปีต่อไป เท่ากับว่าลมหายใจของ “สวนรากหญ้า” กลางย่านสุขุมวิทแห่งนี้กำลังจะขาดห้วงลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และก็ยังไม่มีข่าวว่ากิจกรรมใหม่จะเป็นไปในลักษณะไหน หรือเครือข่ายเดิมจะไปริเริ่มนับหนึ่งใหม่ในที่แห่งใด

ผมได้แต่มองโลกในแง่ดีว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตแห่งนี้อาจทำให้หลายคนที่มาเยือนเริ่มมองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของที่ดินทำกิน ตั้งข้อสงสัยถึงระบบพ่อค้าคนกลางที่ทำให้สินค้ามีราคาแพงและผู้ผลิตไร้ทางเลือกในกลไกตลาด ครุ่นคิดถึงผลกระทบของเรืออวนลากที่เบียดบังคนประมงพื้นบ้าน ฯลฯ อาจมีการเสวนาพูดคุยบางครั้ง ที่ฉุกใจให้คนกรุงนึกถึงการทำสวนครัวแบบง่ายๆ การเก็บพืชผักที่มีมากมายข้างทางมาปรุงอาหาร หรือกระทั่งคิดถึงการพัฒนาพื้นที่รกร้าง ให้เป็น “ป่าอาหาร” กลางเมือง อย่างที่หลายประเทศในอเมริกาใต้เคยทำได้ผลมาแล้ว?นั่นก็คือ ถ้าโชคดีที่สุด Root Garden อาจกระตุ้นไอเดียให้ใครบางคนมองเห็นแง่มุมอื่นๆ ของเมืองใหญ่ได้บ้าง

แม้ว่า ในที่สุด…ชีวิตของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็จำต้องสิ้นสุดไปตามวัฏจักรกาลเวลาก็ตาม

เบี้ยวแชร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05119011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

เบี้ยวแชร์

เล่นแชร์ ใครๆ ต่างเล่นแชร์กันทั่วประเทศ

บางทีนายวงคนหนึ่งระดมเงินตั้งวงแชร์หลายวง

เมื่อมีเล่นแชร์กันแล้ว บางคราวมีชักดาบกัน มีเบี้ยวกัน จนต่อมาจึงมีกฎหมายออกมาควบคุมการเล่นแชร์ขึ้น

อย่างวงนี้ คุณโผงเป็นสมาชิกของทุกวงแชร์ ที่คุณจำนูญเป็นเท้า 5 วง

แต่ละวงมีสมาชิก 45 ราย ลงกันคนละ 1,000 บาท

กติกาว่า กำหนดประมูลกัน ทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน เมื่อถึงเวลาคนอื่นประมูลกันไป คุณโผงก็เก็บหอมรอมริบส่งค่าแชร์ไปทุกๆ งวด

คุณจำนูญทำแชร์อย่างนี้ผิดกฎหมายนะเนี่ย เพราะ พ.ร.บ. การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 กำหนดว่า คนหนึ่งห้ามเป็นนายวง มากกว่า 3 วง

คุณโผงจะรู้หรือเปล่านะ แต่จะรู้หรือไม่ คุณโผงก็ตกลงร่วมเล่นแชร์เข้าไปแล้วละ แถมเล่นทั้ง 5 วง เลยทีเดียว

เล่นเข้าไปแล้ว ก็ชำระเงินค่าแชร์ตามเวลาไม่เคยขาดส่ง

ส่งไปๆ ไม่ได้ประมูลกับเขาเสียที ในใจนั้นคิดว่า ไม่ประมูลก็จะได้กินดอกเบี้ยจากผู้ประมูลไปเรื่อยๆ อันเป็นการให้เงินทำงานไป สุดท้ายจะได้ก้อนโต

ส่งไปๆ คุณโผงยังไม่ได้ประมูลสักหนเลย ท่าไหนไม่ทราบ-วงแชร์ล้มเสียแล้ว

คุณโผงร้อง อ้าว!-เฮ้ย-อะไรว่ะ?

เมื่อวงแชร์ล้ม คุณโผงไปทวงเงินที่ส่งๆ ไปจากคุณจำนูญ—คุณจำนูญไม่จ่าย

คุณโผงฟ้องคุณจำนูญ ขอให้ชำระเงิน 299,900 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 220,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตามฟ้อง

คุณจำนูญอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาว่า การเล่นแชร์ตกเป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืน พ.ร.บ. การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ พ.ร.บ. การเล่นแชร์ มาตรา 6 (1) (2) บัญญัติห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่า 3 วง หรือมีจำนวนสมาชิกรวมกันทุกวง มากกว่า 30 คน และ มาตรา 17 กำหนดให้ผู้ฝ่าฝืน มาตรา 6 ดังกล่าว ต้องระวางโทษก็ตาม

แต่ก็มีผลเพียงทำให้นิติกรรมการเล่นแชร์ของนายวง หรือผู้จัดห้ามมีการเล่นแชร์เท่านั้นที่ตกเป็นโมฆะ เพราะตามความใน มาตรา 7 ยังบัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์ที่จะฟ้องคดี หรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์ หรือผู้ที่จัดให้มีการเล่นแชร์ได้ แสดงว่ากฎหมายมิได้กำหนดว่า การเล่นแชร์ดังกล่าวตกเป็นโมฆะเสียทั้งหมด ประกอบกับการเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่ใช้บังคับกันได้ตามกฎหมาย

ดังนั้น การเล่นแชร์ระหว่างคุณโผงกับคุณจำนูญไม่ตกเป็นโมฆะ คุณโผงจึงมีอำนาจฟ้อง

ศาลฎีกาพิพากษายืน

นี่หมายความว่า คุณจำนูญต้องหาเงินจ่ายคุณโผง พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3599/2557)

———————————————

พ.ร.บ. การเล่นแชร์ พ.ศ. 2534

มาตรา 6 ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(1) เป็นนายวงแชร์ หรือจัดให้มีการเล่นแชร์มีจำนวนวงแชร์รวมกันมากกว่าสามวง

(2) มีจำนวนสมาชิกวงแชร์รวมกันทุกวงมากกว่าสามสิบคน

(3) มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวด รวมกันทุกวงเป็นมูลค่ามากกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง

(4) นายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์นั้นได้รับประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น นอกจากสิทธิที่จะได้รับทุนกองกลางในการเข้าร่วมเล่นแชร์ในงวดหนึ่งงวดใดได้โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ให้ถือว่าผู้ที่สัญญาว่าจะใช้เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดแทนนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์เป็นนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ด้วย

มาตรา 7 บทบัญญัติใน มาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์ หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์

เรื่อง – ชิงชี่ : ทั้งต้นสรรพคุณเป็นยา

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

เข้าหน้าหนาวแล้ว อย่าลืมดูแลสุขภาพให้ดีในช่วงเปลี่ยนฤดูอย่างนี้

หลายปีมานี้ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน หากสภาพร่างกายไม่แข็งแรง อาจเจ็บไข้ได้ป่วย

เวลานี้สภาพอากาศของโลกโดยรวม ทุกผู้คนจะต้องช่วยกันดูแล มิฉะนั้นอนาคตลูกหลานจะเดือดร้อนหนักขึ้น

ภาคอุตสาหกรรมหนักที่ปล่อยของเสียทำลายธรรมชาตินั้น มีผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมื่อภาคเกษตรมีผลกระทบ ก็จะส่งต่อถึงผู้คน สืบเป็นทอดทอด

ถ้าคิดให้ดีอย่างละเอียดรอบด้าน การใช้ชีวิตของคนนั้น ส่งผลกระทบต่อตัวเองและผู้อื่น

แต่ตัวเองไม่ฉุกคิดเท่านั้นเอง

ดังนั้น การกระทำของตัวเอง จึงต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตให้มาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องทำอะไรเลย

ขอให้ลองสังเกตดูก็ได้ว่า ตัวเองกระทำอะไรบ้างในวันวันหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม

เอาง่ายง่าย อย่างเรื่องการกินอาหาร การทิ้งขยะ ทั้ง 2 เรื่องนี้ ตัวเองได้กระทำให้ตัวเดือดร้อน และคนอื่นเดือดร้อนหรือไม่

เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่โทษตัวเอง

มาปลูกต้นไม้ช่วยโลกให้ชุ่มชื่นกันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ชิงชี่”

ในทางพฤกษศาสตร์ ต้นชิงชี่นี้จัดเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม ต้นเมื่อโตเต็มที่จะมีความสูง ประมาณ 3 เมตร

ลักษณะของลำต้นจะเป็นกระขาวขาว แตกระแหง ส่วนที่เป็นกิ่งอ่อนจะสีเขียว เกลี้ยง

ใบจะเรียวแหลมและแข็ง ขอบใบจะมีหนามแหลมทั้ง 2 ข้าง ก้านใบสั้น

เวลามีดอกจะออกตรงโคนใบ เป็นเส้นฟูเล็กเล็ก

เมื่อดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ผลของชิงชี่ กลมโตขนาดเท่าลูกมะนาว สุกจะเป็นสีแดง

ต้นชิงชี่นี้ หมอกลางบ้านท่านจะรู้ว่ามีสรรพคุณทางยาสมุนไพร

ราก มีสรรพคุณขับลม แก้ไข้ แก้อาการร้อนใน

ต้น มีสรรพคุณแก้อาการฟกช้ำ บวม

ใบ มีสรรพคุณแก้ตะคิว หรือต้มน้ำอาบรักษาโรคผิวหนัง

ดอก มีสรรพคุณรักษาโรคมะเร็ง

ผล มีสรรพคุณรักษาโรคที่เกิดในลำคอ

ถือได้ว่าต้นชิงชี่ทั้งต้นนั้น เป็นยาสมุนไพรได้ทั้งต้น

ใครที่มีที่มีทางอยู่บ้าง ขอให้ปลูกไว้เถอะ เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะมากมาก จะทำให้สารตกค้างในร่างกาย

นอกจากต้นไม้ที่ชวนปลูกแล้ว ยังอยากจะให้ปลูกพืชผักสวนครัวไว้กินเอง จะได้ปลอดสารพิษ

อย่าลืมว่า สุขภาพดี ชีวีก็จะเป็นสุข

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง บนรางรถไฟพม่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05124011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ

จิตติมา ผลเสวก

ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง บนรางรถไฟพม่า

ไปพม่าไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่ไม่เคยได้โดยสารรถไฟเลยสักครั้ง เดินทางภายในประเทศโดยมากจะอาศัยรถโดยสาร สมัยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วรถโดยสารพม่าเป็นรถเก่ามาจากเกาหลีและญี่ปุ่น เพราะฉะนั้นอย่าถามเลยว่าสภาพมันจะเรี่ยมเหลือทนแล้วนั่นสักแค่ไหน ตอนซื้อตั๋วเขาว่าเป็นรถ วีไอพี ติดแอร์ ก็จริงเพียงแต่แอร์มันเสียเท่านั้นเอง จะให้ทำไงล่ะพี่น้องผู้โดยสาร

สภาพรถโดยสารข้ามจังหวัดของพม่าในยุคนั้นทำให้ขยาดรถไฟพม่าไปโดยปริยาย เหตุที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะมีรถไฟไทยเราเป็นตัวเปรียบเทียบ ประมาณว่า โถๆๆๆ ขนาดรถไฟชั้นสามหรือกระทั่งชั้นสองนอนแอร์ สภาพยังไม่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่ แล้วรถไฟพม่าซึ่งคนไทยบอกว่าประเทศเขาล้าหลังกว่าบ้านเราราวสามสิบปี จะขนาดไหนกันเล่า

กระทั่งเมื่อไม่นานมานี่เองที่ฉันสบโอกาสได้นั่งรถไฟพม่า โดยการชักนำของเพื่อนผู้ประกอบธุรกิจด้านการค้าการขายอยู่ในพม่า จบจากการค้าขายเธอชวนฉันท่องเที่ยวไปตามประสา ฉึกฉักกันไปตามประสาสาวสูงวัยกับรถไฟพม่า เรานัดพบกันที่มัณฑะเลย์ เธอจับรถโดยสารมาจากย่างกุ้ง ฉันบินไปจากบางกอก และเราจะเริ่มต้นการเดินทางที่สถานีรถไฟมัณฑะเลย์ มุ่งสู่พินอูลวิน Pyin Oo Lwin เป็นเบื้องแรก

วางแผนกันว่าจะนอนพินอูลวินสักสองคืน เพื่อสัมผัสบรรยากาศเมืองตากอากาศของนักล่าอาณานิคม

ยุคอังกฤษครอบครองพม่า จากนั้นเราจะต่อไปสีป้อเพื่อพบกับเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งของชาวฉานหรือไทยใหญ่ ซึ่งสูญเสียบ้านเมืองให้กับพม่า

ประกอบกับเรื่องราวนวนิยายจากชีวิตจริง “สิ้นแสงฉาน” ที่อดีตมหาเทวีแห่งสีป้อเป็นผู้เขียน และได้กลายเป็นภาพยนตร์ไปเรียบร้อยแล้ว เรียกความสนใจให้ฉันอยากไปเห็นหอตะวันออก หรือวังอันเป็นที่ประทับของเจ้าฟ้าแห่งสีป้อกับมหาเทวีในช่วงนั้น

ใครนะกล่าวไว้ว่า “บ่อยครั้งสิ่งที่พานพบระหว่างทาง ก็สำคัญไม่น้อยกว่าจุดหมายปลายทาง” มันเป็นความจริงที่ฉันพบเจอหลายต่อหลายครั้งในการเดินทาง บางแห่งหนฉันจบการเดินทางก่อนจะถึงปลายทางเสียด้วยซ้ำ

แม้ครั้งนี้จะไม่ถึงกับหยุดลงตรงระหว่างทาง กระนั้นสิ่งที่พบระหว่างทางที่เราไปกันแบบถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง…ในครานี้ก็แสนจะประทับใจยิ่งยวด

แต่ไหนแต่ไรมา ฉันชมชอบการเดินทางโดยรถไฟ เคยเขียนเอาไว้ว่าไม่มีวิธีเดินทางแบบไหนที่ได้อารมณ์ของการเดินทางแท้จริงเท่ากับการโดยสารรถไฟ ในวัยสาวฉันจะโดยสารรถไฟไปในทุกที่ ที่ทางรถไฟไปถึง สิ่งหนึ่งที่ฉันหลงใหลเสน่ห์ของรถไฟ อาจเป็นเพราะวัยเด็กของฉันแนบแน่นอยู่กับรถไฟ บ้านของเราในบ้านพักข้าราชการที่บ่อยาง จังหวัดสงขลา อยู่หลังสถานีรถไฟ โดยมีทุ่งโล่งกั้น ฉันกับพี่ครั้งเรายังเด็กมักจะเดินลัดทุ่งโล่งนี้เพื่อไปยังสถานีรถไฟ ไปนั่งดูรถไฟแล่นฉึกฉัก ไปดูควันโขมงพ่นออกมาจากหัวรถจักร ถ้าพอมีสตางค์ติดตัว เราก็จะเดินเข้าไปในร้านค้าของสถานี หาซื้อขนมที่อยู่ในขวดโหล แต่นั่นเป็นเรื่องพิเศษจริงๆ ด้วยว่าบ้านเรามีขนมที่แม่กับแม่เฒ่าทำกินเอง ไม่จำเป็นต้องซื้อขนมตามร้านค้ากิน

ฉันมาห่างเหินรถไฟเอาเมื่ออายุมากขึ้น ชีวิตเร่งรีบขึ้น การเดินทางด้วยเรือบินที่ใช้เวลาไม่นานจึงเริ่มเข้ามาสู่วิถีเดินทางบ่อยครั้ง กลับมาโดยสารรถไฟอีกครั้งที่ประเทศพม่าหนนี้ เท่ากับได้รำลึกความหลังเอาเลยทีเดียว

เราเริ่มการเดินทางจากสถานีรถไฟมัณฑะเลย์ เมื่อราวๆ ตีสี่ครึ่ง แต่มาถึงสถานีตั้งแต่ตีสามเพื่อซื้อตั๋ว แสงสลัวที่สาดไปตามรางรถไฟและกลิ่นอายอบอวลนั้น ชวนให้รำลึกชาติได้จริงๆ เมื่อขึ้นไปบนโบกี้ ฉันก็พบว่ารถไฟพม่าไม่ได้โหดอย่างที่จินตนาการถึง หรืออาจเป็นว่าขบวนนี้ผู้โดยสารไม่มาก อีกอย่างนั้นโบกี้ที่เรานั่งจัดไว้เฉพาะชาวต่างชาติ ที่นั่งเบาะเก่าๆ แต่หุ้มปลอกสีขาว นั่งพิงเอนสบายๆ ที่กว้างพอเหยียดขาเหมาะกับผู้สูงวัยที่ข้อเข่าไม่ค่อยจะดี

รถเคลื่อนตัวตรงเวลา สองข้างทางยังตกอยู่ในความมืด เพราะไฟฟ้าที่พม่ายังสว่างไม่ทั่วถึง ช่วงไหนผ่านชุมชนจะเห็นดวงไฟวอมแวม ผู้คนคงตื่นขึ้นมาหุงหาข้าวปลาอาหาร เมื่อรถจอดที่สถานีแรกผู้โดยสารบางคนรีบลงไปหาซื้อของกิน ฉันชะโงกมองเห็นแม่ค้ากำลังกระวีกระวาดตักข้าวเหนียวกับถั่วให้ลูกค้ามือเป็นระวิง คาดว่าต่อจากนี้คงหาซื้อของกินยากแล้ว แต่เราสองคนไม่ได้ซื้อหาของกิน เพราะมีข้าวกับปลานึ่งและผักที่สั่งจากร้านค้าหน้าที่พักเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

รถไฟเคลื่อนตัวบดขยี้ล้อเหล็กพร้อมๆ กับเวลาที่หมุนไปช้าๆ ลมโกรกเข้ามาทางบานหน้าต่าง บางช่วงฝนตกสาดฝอยบางๆ เข้ามาจนต้องหับหน้าต่างลง ครั้นฝนหยุดก็ยกหน้าต่างขึ้น เพราะสิ่งที่ต้องการจากรถไฟในยามนี้คือทิวทัศน์ที่แล่นผ่านหน้าต่าง ขณะที่แสงทองรำไรจากขอบฟ้า

แล้วก็นับเป็นวาสนาของฉันจริงๆ เมื่อกิ้งกือยักษ์กำลังเคลื่อนตัวผ่านเทือกเขาแห่งหนึ่ง พร้อมๆ กับที่แสงอาทิตย์เริ่มเรื่อเรืองบางเบา ภูเขาสีน้ำเงินจัดจึงปรากฏอยู่ในสายตาแล้วอย่างช้าๆ สีของมันค่อยๆ แจ่มจ้าขึ้น สีน้ำเงินจัดกลายเป็นสีเขียวเข้มจนอ่อนจางตามสายแดดที่สาดลงมา มหัศจรรย์แก่สายตายิ่งนักแล้ว

นอกจากทิวทัศน์ธรรมชาติที่ชวนตื่นตาฉ่ำใจ ตลอดเส้นทางรถไฟยังมีชุมชน ผู้คนที่ชวนให้มองอย่างเพลินเพลิด อีกทั้งนึกอยากหยุดพักระหว่างทาง แต่ก็ตัดสินใจไปให้ถึงปลายทางที่มุ่งหมายจะดีกว่า เพราะข้างหน้านั้นเราก็ยังไปไม่ถึง ยังสัมผัสไม่ได้เช่นกัน

รถไฟไปช้าๆ อย่าไปใจร้อน มัณฑะเลย์ไปพินอูลวินระยะทางไม่ไกลเลย บนถนนบ้านเราอาจใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่า แต่กับรถไฟเราถึงพินอูลวินน่าจะเกือบเที่ยง ช่วงที่รู้ว่าถึงพินอูลวินแล้วสัมผัสได้ถึงสายลมหนาวอ่อนๆ พอให้สบายตัว ฉันนึกถึง คำว่า เมืองตากอากาศของชาวอังกฤษยุคอาณานิคม แล้วรู้สึกว่าน่าจะจริง เพราะขณะที่มัณฑะเลย์ร้อนอ้าว ที่พินอูลวินกลับได้กลิ่นลมหนาวบางเบา

เอาละพินอูลวิน ไม่เสียแรงที่มาถึงแบบ…ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

“คุ้งตำหนัก” อีกวิถีหนึ่งของคนมอญ ปลายแม่น้ำเพชรบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

“คุ้งตำหนัก” อีกวิถีหนึ่งของคนมอญ ปลายแม่น้ำเพชรบุรี

บ้านคุ้งตำหนัก หมู่ที่ 7 ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ผู้คนชาวมอญอพยพมาตั้งภูมิลำเนาเมื่อเกือบ 200 ปี มาแล้ว ครั้งนั้นคนมอญจำนวนราว 40,000 คน ได้อพยพจากเมืองหงสาวดีเข้าสู่กรุงสยาม ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประมาณปี พ.ศ. 2352-2367 ส่วนหนึ่งได้แยกย้ายกันเข้ามาก่อตั้งชุมชนบริเวณนี้ในเวลาต่อมา

บ้านคุ้งตำหนัก อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี ที่มีน้ำทะเลท่วมถึง เป็นบริเวณที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพันธุ์ไม้ชายเลนประเภท ลำพู ตะบูน แสม โกงกาง กอจาก อีกทั้งมีอาหารทะเลครบครัน โดยเฉพาะกุ้งแม่น้ำมีชุกชุมมาก เนื่องจากเป็นน้ำกร่อย

ครอบครัวคนมอญกลุ่มแรกๆ มีสกุล ละโว้ สมิงนราเรืองพก ขาวสว่าง เป็นต้น คนมอญได้ตั้งวัดขึ้นกลางชุมชน ชื่อ “วัดบางด้วน” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “คุ้งตำหนัก” ด้วยเหตุผลที่มีพระมหากษัตริย์ “พระเจ้าเสือ” เสด็จทางเรือผ่านมาตามลำน้ำเพชรบุรี และได้ทรงเบ็ดปลากระโห้ ผู้คนในแถบนั้นจึงเรียกว่า “องค์พระทรงปลา” อีกทั้งมีตำหนักให้เสด็จพักผ่อน สุนทรภู่ กวีเอกรัตนโกสินทร์ ได้เขียนนิราศเมืองเพชร พรรณนาย้อนอดีตเมื่อครั้งปลายกรุงศรีอยุธยา ถึงสถานที่แห่งนี้ว่า

จนออกช่องคลองบางตะบูนใหญ่ ล้วนป่าไม้ตีนเป็ดเสม็ดแสม

นกกะรางยางกรอกกระรอกกระแต เสียงซ้อแซ้สองข้างทางกันดาร

ถึงที่วังตั้งประทับรับเสด็จ มาทรงเบ็ดปลากระโห้ไม่สังหาร

ให้ปล่อยไปในทะเลเอาเพดาน แต่โบราณเรียกว่า องค์พระทรงปลา

แต่เดี๋ยวนี้ที่วังก็รั้งร้าง เป็นรอยทางทุบปราบราบรุกขา

ยังแลเลี่ยนเตียนดีที่พลับพลา นึกระอาอนิจจังไม่ยั่งยืน

เดิมเป็นป่ามาเป็นวังตั้งประทับ แล้วก็กลับไปเป็นป่าไม่ฝ่าฝืน

เหมือนมียศลดลงไม่คงคืน นึกสะอื้นอายใจมาในเรือ

คุณลุงสนม (สรศักดิ์ สุจริตลักษณ์) ในวัย 64 ปี ท่องคำกลอนข้างต้นประหนึ่งว่าอยู่ในเหตุการณ์ เหมือนเมื่อครั้งสุนทรภู่ได้ประสบพบเห็น ทั้งยังอธิบายเสริมอีกว่า ในครั้งกระโน้นพระเจ้าเสือเสด็จทางเรือมาทางคลองยี่สาร คลองวัด คลองโคน คลองช่อง คลองสุนัขหอน คลองโคกขาม คลองลัด มาออกปากทางบางตะบูน พลางขยับถึงบทนิราศของสุนทรภู่ อีกว่า

ข้ามยี่สารบ้านสองพี่น้องแล้ว ค่อยคล่องแคล่วเข้าชะวากปากตะบูน

คุณลุงสนม ยังอ้างถึง คุณลุงสนิท คู่แฝดของตนว่า “เกิดที่คุ้งตำหนักนี่แหละ อยู่ด้านบางตะบูนออก” หมายถึง หมู่บ้านคุ้งตำหนัก อยู่ทิศตะวันออกของแม่น้ำเพชร ที่จริงมีอีกหลายหมู่บ้านในตำบลนี้ เช่น บ้านแสมชาย บ้านเขาตะเครา บ้านสามแพรก เป็นต้น ซึ่งก็มีคนมอญอยู่ปะปนทั่วไป แต่ไม่หนาแน่นเท่าบ้านคุ้งตำหนัก ปัจจุบัน มีราว 80 หลังคาเรือน ล้วนเป็นคนไทยเชื้อสายมอญทั้งหมด แต่ก็มีบางรายแทรกเข้ามาเป็นเขย เป็นสะใภ้อยู่บ้าง แต่ทั้งหมดก็ยังดำรงชีพและปฏิบัติตามประเพณีพิธีกรรมของบรรพชนคนมอญอยู่เช่นเดิม เป็นต้นว่า การบูชาเซ่นสรวงผีมอญ ลอยกระทง ปั้นหุ่นใส่ในเรือสำเภา พร้อมผลไม้ เงินทอง ทำพิธีไล่โรคห่า สะเดาะเคราะห์ แล้วปล่อยเรือสำเภาไป

สำหรับลวดลายลีลาการละเล่นในเทศกาลของคนมอญคุ้งตำหนัก คุณลุงสนม ยังออกท่าทางพร้อมร้องเพลงลิงลมให้ฟังว่า

ลิงลมเอยมาดมข้าวพอง เด็กน้อยทั้งสองมาทัดดอกจิก

เข้าหัวเข้าหางตรงกลางนกพริก พญาการวิกเล่นเบี้ยกินเหล้า

แล้วมาเข้าลิงลม…

คุณลุงสนม ร้องพลางทำท่าทางถือสากตำข้าวคู่หนึ่งตำไปที่หาง ขณะที่ใช้เชือกคล้องเอวไว้ เอามือปิดหู ผ้าปิดตา ทำท่าทางเป็นลิง

ภายในบริเวณวัดบางด้วน หรือวัดคุ้งตำหนัก มีพระครูนิเทศวัชรธรรม หรือพระอาจารย์สุพจน์ สีโร เป็นเจ้าอาวาส มีญาติโยมคนไทยเชื้อสายมอญจากพื้นถิ่นต่างๆ มาร่วมทำบุญกันมากหน้าหลายตา เขียนบันทึกด้วยภาษามอญไว้บนแผ่นป้ายเป็นหลักฐาน ยังมีสิม (โบสถ์) เก่า รูปทรงงดงามมาก อีกทั้งมีศาลเจ้าแม่อบนาค ซึ่งผู้คนชาวมอญที่ออกมาเล่นสนุกสนานในวันเทศกาลสงกรานต์แล้ว ยังนำดอกไม้ไปไหว้เจ้าแม่ด้วยทุกครั้ง

ถ้าพูดถึงวิถีของผู้คนตั้งแต่เริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเพชรแล้ว ต่างดำรงชีวิตเรียบง่าย ตัดไม้เผาถ่าน เย็บใบจากสำหรับจำหน่ายไว้เพื่อมุงหลังคา แม่มณฑา ขาวสว่าง วัย 69 ปี เล่าว่า

“ราคาจากที่เย็บเป็นตับแล้ว ในช่วงก่อนๆ ขายได้ตับละสลึง ถือว่าได้ราคาดี ปัจจุบันไม่ค่อยมีผู้นิยมใช้กันมาก ราคาก็ขายกันตับละสามบาท…

นอกจากนี้ ยังเก็บลูกตะบูนไปขายได้อีก เขานิยมใช้ฟอกหนัง…”

อาหารการกินก็ยังคงสืบทอดจากคนเฒ่าคนแก่ มีทั้งแกงกระเจี๊ยบ มะตาด แกงลูกจาก หัวตาล มีปลาดุก ปลากด ปลากระบอก ปลาอีทู่ ปลาบู่ กุ้งแม่น้ำ ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์เป็นองค์ประกอบ อีกทั้งผักชะคราม ยอดปรง ยังมี เมี่ยง ใส่ตะลิงปลิงเป็นเครื่องเคียง หรือจะนำลูกตะลิงปลิงไปตากแห้ง กวน เชื่อมกับน้ำตาล ก็ยังทำกันอยู่ในทุกวันนี้

คุณบุปผา ขาวสว่าง สาวมอญอีกคนหนึ่ง เล่าย้อนอดีต เมื่อครั้งพ่อและแม่ต้องเดินทางเข้าตัวเมืองเพชรบุรี แต่ละครั้งต้องพายเรือกระแชงจากบ้านคุ้งตำหนัก ออกเรือตั้งแต่ 6 ทุ่ม

กว่าจะถึงเมืองเพชร ก็สว่างพอดี

การหาน้ำจืดมาดื่ม มาใช้ ก็แสนยาก คุณบุปผา อธิบายว่า ต้องตะแคงเรือใส่น้ำบริเวณหน้าวัดใหม่สุธาวาส วัดกุฏท่าแร้ง ได้น้ำจืดมาค่อนลำเรือ ถึงท่าน้ำหน้าบ้าน จึงช่วยกันตักเข้าเก็บในโอ่ง ไว้กิน ไว้ใช้ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ

กล่าวได้ว่า ผู้คนชาวมอญที่ได้อพยพโยกย้ายถิ่นมาอยู่ปลายแม่น้ำเพชรบุรี ก่อนจะไหลลงปากอ่าว ก. ไก่ ยังคงใช้ชีวิตอันอบอุ่น ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่จะกลายเป็นนากุ้ง และกำลังจะเป็นผืนนากุ้งร้าง น้ำทะเลยังคงหนุนท่วมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ท่าน้ำหลายท่ากำลังหดหาย สะพานข้ามแม่น้ำเพชรผุดโผล่ขึ้นก็ตาม แต่สำนึกและจิตวิญญาณของคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะชาวมอญคุ้งตำหนัก ยังโหยหาอดีตที่หวานชื่นอยู่มิรู้วาย