บันทึกทูตเมียนมาร์ จากลุ่มอิรวดีสู่เจ้าพระยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

บันทึกทูตเมียนมาร์ จากลุ่มอิรวดีสู่เจ้าพระยา

จำได้เลาเลาว่า เพื่อนผู้ปลีกวิเวกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่กลับสู่บ้านนอก ได้พูดไว้ทำนองว่า “ความเจริญไปถึงไหน ความฉิบหายไปถึงนั่น”

เรื่องนี้เคยขอความรู้จากผู้รู้ หลายท่านก็มีหลายมุมมอง

แต่ก็มีหลายท่านมองอย่างกลางกลางว่า มีทั้งข้อดีและข้อด้อย

ขณะเดียวกัน กฎ กติกา จะต้องเข้มแข็ง มิเช่นนั้นก็จะมีผู้อ้าง และละเมิดสิทธิของผู้อื่นจนเกิดความวุ่นวาย

ความเจริญหากไปพร้อมกับความโลภ ความเห็นแก่ตัว แทนที่จะสร้างความสุข กลับกลายเป็นสร้างความทุกข์ ความเจริญจึงเสมือนยาเสพติดขนานหนึ่งเท่านั้น

ความรับผิดชอบ เป็นอีกเรื่องที่ต้องมีพร้อมกับความเจริญที่ตามไป

อันที่จริง ความเจริญคนเรามองแค่วัตถุแต่เพียงอย่างเดียว มองข้ามวิถีชีวิตและจิตใจ

เมื่อให้ความสำคัญกับวัตถุ ความเห็นแก่ตัวก็บังเกิด หายนะจะกวักมือเรียกตามมา

มาหาความรู้เรื่องดีดีไว้เป็นเกราะป้องกันสิ่งไม่ดีไม่งาม เพื่อจะได้รู้เท่าทัน

“บันทึกทูตเมียนมาร์ จากลุ่มอิรวดีสู่เจ้าพระยา” คือความรู้ที่อยากให้หามาอ่าน

เป็นบันทึกที่ท่าน หม่อง ส่วย แต๊ด ท่านเขียนหลังหมดวาระ ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตเมียนมา ประจำประเทศไทย

เป็นความรู้ที่ให้ข้อคิดที่สามารถนำมาใช้ได้กับทุกคน

ภาษาที่ท่านใช้ก็เป็นภาษาที่เรียบง่าย อ่านสบายสบาย ยิ่งได้ผู้แปล อย่าง ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ ยิ่งทำให้เข้าใจง่าย ไม่ต้องเปิดพจนานุกรมหาความหมาย

ถือเป็นหนังสือที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศได้เป็นอย่างดี

ระยะเวลา 6 ปีกว่า ที่ท่าน หม่อง ส่วย แต๊ด อยู่เมืองไทย ท่านได้บันทึกถ่ายทอดเหตุการณ์สำคัญสำคัญให้รับรู้อย่างไม่มีอคติ

บันทึกความรู้เรื่องนี้ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน จำหน่ายในราคา เล่มละ 340 บาท

ท่านที่ไม่ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือ ก็แวะหาซื้อตามแผง หรือร้านหนังสือได้ทั่วประเทศ

ถ้าเป็นนักเลงหนังสือขนานแท้ ต้องไม่พลาด

นี่ก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว จะซื้อเป็นของฝาก ของขวัญ ก็ยิ่งจะได้บุญ

อย่าลืมว่าการอ่านหนังสือนั้น ทางการแพทย์ถือว่าเป็นการบริหารสมอง และสร้างความจำ

ไม่อยากเป็นคนขี้หลง ขี้ลืม ก็ต้องอ่านให้มาก

ของอย่างนี้ไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง

เรื่อง – ลมหนาวเดือนธันวาฯ

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า

“หยาดน้ำค้างหยดอารมณ์ให้วาบหวาม

ใจที่นิ่งจึงวู่วามจนสั่นไหว

หนาวอารมณ์หนาวแม้อิงข้างกองไฟ

เหงาจนลึกสุดหัวใจใดจะปาน”

ธันวาคม

สายลมแผ่วพลิ้วไหวใจสะท้าน

ภาพความหลังครั้งเมื่ออดีตกาล

ก็คล้ายคล้ายผลิบานขึ้นกลางใจ

คิดถึงบ้าน

เนิ่นนานไม่เคยเข้าเฉียดใกล้

ต้นลั่นทมคงทิ้งกิ่ง ก้าน ใบ

เรือนที่อยู่ก็คงไร้ใครเหลียวแล

พลัดบ้านมาเนิ่นนาน

คล้ายลูกนกผ่านวัยจากอกแม่

ไม่รู้ทางคืนกลับเพราะพ่ายแพ้

ต่อชีวิตที่อ่อนแอยากกลับคืน

ข่าวสุดท้ายที่ได้รู้

ว่าร่างกายแม่สู้อย่างขมขื่น

ทั้งเจ็บปวด ปวดเจ็บ ทุกข์กล่ำกลืน

จึงไม่อาจทนฝืนดูโลกภิรมย์

ฉันคือผู้พเนจร

คือเสี้ยวหนึ่งแห่งละครโลกขมขม

ถูกความฝันจับเหวี่ยงสู่ปลักตม

ค่อยค่อยจม ค่อยค่อยจม ค่อยค่อยตาย

โลกนี้ใหญ่เกินไปใครจะอยู่

ยิ่งหยัดยืนขึ้นสู้ยิ่งแพ้พ่าย

ยิ่งหยัดยืนขึ้นสู้ยิ่งเจ็บกาย

ฝันก็แค่สิ่งงมงายปลอบใจตน

ความเข้มแข็งครั้งสุดท้าย

ชีวิตนี้ไร้ความหมาย, ใครจะสน

จะขอกลับคืนเรือน, เรือนสร้างคน

กราบเท้าแม่อีกซักหนตรงตีนเรือน

“หยาดน้ำค้างลอยคว้างสู่เบื้องล่าง

รดหัวใจคนอ้างว้างและไร้เพื่อน

ภาพนัยน์ตาคือความหวังอันรางเลือน

โอ้…นกเถื่อนออกจากเมืองสู่เรือนตาย”

มุทิตาสักการะสามัคคี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ

มุทิตาสักการะสามัคคี

เมื่อ วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมา อาตมาได้เดินทางกลับวัดพุทธปัญญา เมืองโพโมน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อรับการแสดงมุทิตาสักการะในวาระที่ปีนี้ได้รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์และรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม เมืองวิลโลบรูค รัฐอิลลินอยส์ จากพุทธศาสนิกชนชาววัดพุทธปัญญา และชุมชนคนรักธรรม กริฟฟิตพาร์ค มหานครลอสแองเจลิส ซึ่งรวมตัวกันศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจังทุกวันเสาร์

คุณนิกิ หรือ คุณสมควร กตาธิการ ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงนัดชาวพุทธทั้งสองกลุ่มที่เอ่ยนามข้างต้นและชาวแคลิฟอร์เนียที่สนใจธรรมะโดยทั่วไปมาร่วมกันบำเพ็ญบุญในวาระแห่งการแสดงมุทิตาจิตดังกล่าว โดยการประชาสัมพันธ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ให้ทราบทั่วกัน

เมื่อพุทธศาสนิกชนได้ทราบเรื่องงานแสดงมุทิตาจิตตามวันเวลาที่ประกาศแล้ว ได้บอกเล่าเก้าสิบต่อกันไปอีก ทำให้ทราบเรื่องดังกล่าวกว้างขวางออกไป โดยเฉพาะญาติโยมที่ห่างจากกิจกรรมของชุมชนคนรักธรรมไปนานก็ได้ทราบผ่านการประชาสัมพันธ์ครั้งนี้

เมื่อวันจัดงานมาถึง คุณนิกิ เดินทางไปถึงกริฟฟิตพาร์คแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมสถานที่จัดงาน เตรียมที่ตั้งอาหารขนมหวานให้พร้อมที่จะรองรับข้าวปลาอาหารที่ญาติธรรมผู้มีศรัทธา จะนำมาถวายสังฆทานและแบ่งปันกันรับประทานอย่างพอเพียง

คุณนิกิเองทำขนมจีนแกงเขียวหวานไก่หม้อใหญ่มาถวายพระและเลี้ยงดูญาติธรรม คุณสี คุณทิวา ร่วมกันทำราดหน้าและแกงเลียง คุณแพม คุณพเยาว์ คุณต้อย แกนนำชาวกริฟฟิตพาร์ค ต่างกระตือรือร้นนำอาหารขนมหวานและอุปกรณ์เครื่องใช้ไม้สอยที่เกี่ยวกับการจัดอาหารมาเตรียมรอรับอาหารที่หลั่งไหลมาตามแรงศรัทธาอีกมากมาย เพื่อเลี้ยงดูกันอย่างทั่วถึง

ทางแกนนำสายวัดพุทธปัญญา นำโดย คุณจุไร คุณพงษ์ คุณจวบ คุณเปิ้ล คุณจวน คุณเพ็ญศรี ดร. บุญเลิศ ดร. บุญเสริม และป้าอ่าง คุณสมบัติ ต่างมากันอย่างพร้อมหน้า

สมาชิกชุมชนคนรักธรรมที่หายหน้าหายตาไปนานตั้งหลายปี เช่น คุณวัฒนา ซึ่งกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองไทยก็มาร่วมด้วย สร้างความชื่นใจให้กับพี่น้องชุมชนคนรักธรรมได้มากที่ได้พบกับคนที่จากกันไปหลายๆ ปีแล้วได้กลับมาร่วมกิจกรรมกันอีกครั้งหนึ่ง

ประมาณการว่า คนที่มาร่วมงานแสดงมุทิตาสักการะในคราวนี้มีไม่ต่ำกว่า 100 คน ซึ่งถือว่าไม่น้อยสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งที่ทำกันอย่างเรียบง่ายครั้งนี้

ทุกคนที่มาร่วมงานต่างตั้งหน้าตั้งตาช่วยงานกันเป็นอย่างดี จนกระทั่ง เวลา 10.30 น. จึงเริ่มทำวัตรสวดมนต์แปล นั่งสมาธิ จากนั้นจึงได้เริ่มพิธีแสดงมุทิตาสักการะ โดยพระอธิการไสว เจ้าอาวาสวัดทุ่งเศรษฐี เป็นผู้กล่าวแสดงมุทิตาสักการะและมอบแจกันดอกไม้ในนามคณะสงฆ์ คุณนิกิ กล่าวถวายมุทิตาสักการะในนามอุบาสกอุบาสิกาชุมชนคนรักธรรมและวัดพุทธปัญญา สรุปความว่า ขอแสดงความยินดีที่ ท่านอาจารย์ ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรมอีกตำแหน่งหนึ่ง เพื่อจะได้สืบทอดกิจการงานพระพุทธศาสนาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระมหาเถรเจ้าที่ได้สืบสานการสร้างคณะสงฆ์อันเป็นองค์สำคัญที่จะรักษา สืบทอดและขับเคลื่อน การศึกษา การปฏิบัติ และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เดินหน้าต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนตามพระพุทธโองการทุกประการ พวกเราเคารพนับถือในท่านอาจารย์ ขอถวายกำลังใจให้ท่านอาจารย์ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ผู้สืบทอดธำรงพระพุทธศาสนาให้ก้าวหน้าสืบไป

เมื่อได้รับการแสดงมุทิตาสักการะแล้ว อาตมาได้กล่าวตอบคณะสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาว่า

…ขอขอบคุณ คณะสงฆ์เพื่อนสหธรรมิกทั้งหลาย ขอขอบคุณอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายที่ได้มาแสดงออกซึ่งมุทิตาสักการะในวันนี้

อันธรรมะข้อที่เรียกว่ามุทิตานั้น แปลว่า พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี เป็นหนึ่งในพรหมวิหารธรรม คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ซึ่งเป็นธรรมะเครื่องอยู่ของพระพรหมซึ่งแปลว่า ผู้ประเสริฐ ใครก็ตามที่ได้ปฏิบัติธรรมข้อนี้จัดเป็นผู้ประเสริฐ วันนี้จึงเป็นวันรวมตัวของคนประเสริฐ เพราะมีมุทิตาประจำใจ ใครมีมุทิตาขึ้นมาเมื่อไร จะไม่อิจฉาริษยาใคร ความไม่อิจฉาริษยาใครนี้เองที่ทำให้สังคมอยู่กันอย่างปลอดภัย ไม่แตกแยกร้าวฉาน

ขอขอบคุณที่มาแสดงความยินดีต่อตำแหน่งของพระอุปัชฌาย์ ซึ่งได้รับมาเพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระธรรมวินัยและพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยผ่านการอบรมและการทดสอบตามกระบวนการเรียนรู้และการปฏิบัติหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามที่ทางคณะสงฆ์ไทยกำหนดไว้อย่างสอดคล้องกับพระธรรมวินัย

การรับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์คือ การรับหน้าที่ผลิตบุคลากรทางศาสนามารักษาสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา หากผลิตบุคลากรมาแล้วทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่นำพาให้การอบรมสั่งสอนให้เข้าใจถึงพระธรรมวินัยและปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างถ่องแท้ แทนที่จะสร้างบุคลากรมาสืบทอดพระพุทธศาสนากลับสร้างมาบั่นทอนและตัดรอนเสียมากกว่า พระอุปัชฌาย์แบบนี้เรียกว่า พระอุปัชฌาย์เป็ด ไข่แล้วทิ้งๆ ขว้างๆ

ส่วนพระอุปัชฌาย์ที่ให้การบวชแล้ว ดูแล อบรม สั่งสอน ให้ความรู้ จัดการศึกษาอย่างดีให้แก่สัทธิวิหาริกจนมีความรู้ความสามารถอย่างถ่องแท้ในพระธรรมวินัยจนสามารถดูแลตนเองได้และสั่งสอนผู้อื่นได้ เรียกว่า พระอุปัชฌาย์ไก่ คือไข่แล้วกกไข่จนได้ลูกไก่ออกมา แล้วตามเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด

พระอุปัชฌาย์อีกประเภทหนึ่ง นอกจากจะคอยอบรมสั่งสอนสัทธิวิหาริกให้มีความรู้พระธรรมวินัยอย่างดีแล้ว ส่งเสริมให้การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบขจรขจายไปเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชน เรียกว่า พระอุปัชฌาย์กล้วยไม้ คือสร้างความงดงามให้เกิดขึ้นในวงการคณะสงฆ์

ส่วนการรับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสสองวัดนั้น ทำหน้าที่ไม่แตกต่างกันนัก ได้แก่ การยังประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่มหาชนเป็นหลัก

กิจกรรมที่จะต้องสร้างร่วมกันคือ การศึกษา ปฏิบัติและเผยแผ่พุทธธรรมให้เข้าถึงจิตใจเพื่อความสงบเย็นในร่มธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นแน่ชัดว่า หากปฏิบัติธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วมีความสุขแน่ๆ ดังพระพุทธภาษิตที่ว่า ธัมมจารี สุขัง เสติ ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุข

จึงขอชื่นชมอวยพรให้ทุกท่านที่แสดงออกซึ่งมุทิตาในวันนี้ จงมีแต่ความสุข ความเจริญ ร่มเย็นเต็มไปด้วยความรักสามัคคี มีความอบอุ่นท่ามกลางมวลมิตรตลอดไป

เมื่อกล่าวคำขอบคุณตอบแล้ว อุบาสกอุบาสิกาจึงร่วมกันถวายสังฆทานเพื่ออุทิศเป็นทักษิณานุปทานแก่บรรพบุรุษเนื่องในเทศกาลสารทไทย จากนั้นได้ถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์พุทธศาสนิกชนรับประทานอาหารร่วมกัน

จากนั้นภาพแห่งความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อทุกคนพากันช่วยกันเก็บโต๊ะ เก้าอี้ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้เรียบร้อย ก่อนนั่งสนทนาธรรมแบบเสรี ใครอยากคุยอะไรก็คุยได้

การสนทนาธรรมแบบเสรีนี้ เป็นการสนทนาที่ออกรสชาติมาก เพราะเป็นการสนทนาบนพื้นฐานแห่งความใฝ่รู้ จากส่วนลึกแห่งใจ เวลาผ่านไปด้วยความรวดเร็ว จนถึงบ่ายสองครึ่งจึงอำลาพี่น้องญาติธรรมไปขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบินนานาชาติมหานครลอสแองเจลิส เพื่อเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจยังวัดพุทธธรรม เมืองวิลโลบรูค มลรัฐอิลลินอยส์ ต่อไป

ขอขอบคุณ พี่น้องชุมชนคนรักธรรมและวัดพุทธปัญญามา ณ โอกาสนี้ ที่ได้มาพบกันสนทนาปราศรัยด้วยเมตตากรุณาต่อกัน และจากกันไปทำหน้าที่ของๆ ตน ด้วยความรู้สึกที่ดีๆๆ ที่มีต่อกันตลอดไป

ระนอง ร่วมพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนกลางเมือง สู่การศึกษาและท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 610

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

วันชัย วชิรศศิธร

ระนอง ร่วมพลิกฟื้นผืนป่าชายเลนกลางเมือง สู่การศึกษาและท่องเที่ยว

เรื่องราวดีๆ ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ผืนป่าชายเลน เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองหัวเขียว-ป่าคลองเกาะสุย ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดระนอง มีเนื้อที่เดิมนั้นประมาณ 5,000 ไร่ แต่ด้วยพื้นที่ป่าผืนนี้ตั้งอยู่ในทำเลกลางเมืองระนอง มีชุมชนเมืองเป็นที่อยู่อาศัยและประกอบกิจการล้อมรอบอยู่ ประกอบกับสภาพของป่าเสื่อมโทรมลงจนสิ้นสภาพไปเป็นจำนวนมาก ทำให้มีการบุกรุกเขตป่าเป็นจำนวนมาก ด้วยเป็นพื้นที่กลางใจเมืองทำให้มีการครอบครองและซื้อขายเปลี่ยนมือกันแปลงละเป็นล้านบาท

สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง เป็นหน่วยงานรับผิดชอบพื้นที่ป่าชายเลนผืนนี้ ซึ่งตั้งที่ทำการอยู่ในชุมชนด่านท่าเมือง เขตเทศบาลเมืองระนอง ภายใต้การบริหารจัดการของ คุณขยาย ทองหนูนุ้ย เป็นหัวหน้าสถานีคนปัจจุบัน ที่เข้าใจสภาพปัญหาของพื้นที่ป่าแปลงนี้เป็นอย่างดี ได้ขอความร่วมมือจากชาวบ้านในชุมชนรอบป่ามาร่วมเป็นกลไกในดำเนินการจัดการป่าชายเลน

คุณขยาย หัวหน้าสถานีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง เผยว่า จากสภาพของผืนป่า สภาพชุมชนเมืองที่รุกป่าชายเลนคลองหัวเขียว-เกาะสุย ป่าชายเลนผืนนี้ได้มีสภาพที่เสื่อมโทรมสิ้นสภาพลงไป ทำให้ประชาชนที่เข้ามาในชุมชนเมืองมีมากขึ้นและได้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยนั้น ได้กำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติไว้ 4 ขั้น คือ

1. ตรวจสอบสภาพพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด แล้วทำแนวเขตป่าที่เหลืออยู่ให้ชัดเจน หลังจากได้มวลชนในแต่ละชุมชนรอบผืนป่ามาเป็นแนวร่วมแล้ว

2.ดำเนินการฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนได้กลับมาแล้วให้เกิดความสมบูรณ์คงความเป็นผืนป่าชายเลนที่ดีต่อสภาพแวดล้อมของชุมชนรอบๆ

3. จัดโครงการพัฒนาสภาพป่าชายเลนไปสู่แนวทางด้านการศึกษา และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อสร้างมูลค่าให้เกิดเป็นรายได้ของชุมชนที่จะประจักษ์ชัดต่อไปว่า ผืนป่าแห่งนี้มีคุณประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและครอบครัวของชุมชนอย่างแท้จริง

4. มีการติดตามประเมินผลโดยจัดตั้งเป็นคณะกรรมการชุมชนอนุรักษ์ป่าชายเลนกลางเมืองระนองขึ้นมา โดยมีตัวแทนจากชุมชนรอบเขตป่ารวมอยู่ด้วย

หัวหน้าสถานีทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง กล่าวว่า ตนเองนับว่าโชคดีที่เมื่อเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้นำชุมชนและพี่น้องประชาชนที่อยู่รอบบริเวณผืนป่า ทำให้วันนี้ในปีงบประมาณ 2558 แล้วนั้น จากผืนป่าที่ได้กลับคืนมา รวม 2,080 ไร่ ได้แสดงแนวเขตอย่างชัดเจน และที่สำคัญชุมชนรอบบริเวณต่างยอมรับร่วมกัน และยังได้มาร่วมกันพลิกฟื้นสภาพป่าชายเลนขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยกิจกรรมมากมาย ในนามโครงการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนกลางเมืองระนอง ตั้งแต่ ปี 2552 เป็นต้นมา จนถึงขั้นตอนที่ 4 และกำลังจะเห็นผลชัดเจนขึ้นให้ชุมชนพิสูจน์ทราบได้ในที่สุดด้วย

คุณสมชาย สายบัว ประธานชุมชนร่วมจิต เขตเทศบาลเมืองระนอง ในฐานะผู้นำชุมชน 1 ใน 3 ชุมชนเทศบาลเมืองระนอง ประกอบด้วย ชุมชนร่วมจิต ชุมชนด่านท่าเมือง ชุมชนตรอกชายโสด ก็อยากเห็นความเจริญของชุมชนและชาวบ้านในชุมชนบริเวณนี้อยู่ดีมีความสุข จึงได้เชิญชวนกันออกมาร่วมกับทางเจ้าหน้าที่ในการรวบรวมผืนป่าชายเลน การปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพ และการพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จนกลายมาเป็นการช่วยสร้างเสริมเศรษฐกิจชุมชนด้วยการท่องเที่ยวป่าชายเลนกลางเมืองที่บริเวณชุมชนด่านท่าเมือง ถนนท่าเมือง แค่เพียงจอดรถริมฟุตปาธก็สัมผัสความสมบูรณ์ของป่าชายเลนผืนนี้ได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนา เฟสที่ 2 ในส่วนนี้จะมีการปรับปรุงด้านริมถนนท่าเมืองและถนนซอยให้สวยงามขึ้นและมุมการค้าของชุมชนไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วย คาดจะแล้วเสร็จช่วงปลายปี 2558 นี้ได้

ประธานชุมชนร่วมจิต เขตเทศบาลเมืองระนอง กล่าวว่า ได้ร่วมกับชุมชนต่างๆ เสนอให้ทางสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 ได้เสนอโครงการพัฒนาแปลงป่าที่ติดกับชุมชนด่านท่าเมือง ในเฟสที่ 2 ด้วยการสร้างทางเดิน คสล. ชมสวนป่าโกงกางกลางใจเมืองระนอง ซึ่งใน เฟส 1 สร้างไว้แล้ว 300 เมตร จะได้สร้างเพิ่มอีก ประมาณ 500 เมตร พร้อมทั้งสร้างสะพานข้ามคลอง ข้ามไปยังชุมชน หมู่ที่ 2 ตำบลบางนอน รวมทั้งการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงามด้านหน้าแปลงป่าโกงกางติดถนนท่าเมือง ซึ่งมีต้นโกงกางยักษ์ อายุประมาณ 200 ปี และจะมีร้านค้าชุมชน ขายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้จากทำประมงชายฝั่งมาจัดจำหน่ายข้างแปลงป่าชายเลนนี้ด้วย

วันนี้ “ศูนย์ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนกลางเมืองระนอง” ได้เดินทางมาถึงความสำเร็จระดับหนึ่งที่น่าชื่นชม และภาคภูมิใจของชุมชนที่มีส่วนร่วมกันสร้างเสริมสมบัติของชาติที่อยู่ใกล้ชิดติดรั้วบ้านของเขาเอง ซึ่งนอกจากจะยังประโยชน์ให้ระบบนิเวศทางธรรมชาติป่าชายเลนของกลุ่มเยาวชนต่างๆ มาศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลน และรวมถึงกิจกรรมปลูกป่าชายเลนตามขั้นตอนที่ 2 ในส่วนของการฟื้นฟูสภาพป่าที่ยังต้องดำเนินการอยู่อีกให้เต็มพื้นที่ 2,080 ไร่ นั่นเอง แต่ก็สามารถดำเนินกิจกรรมทั้งหมดได้ครบวัตถุประสงค์และเป้าหมายให้เห็นแล้วนั่นเอง

สำหรับกลุ่มที่สนใจ ต้องการเดินทางมาทัศนศึกษา หรือจะมาจัดอบรม-สัมมนา เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน สามารถติดต่อเข้ามาได้ที่ สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 10 เมืองระนอง อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ปลายปี 2558 นี้สมบูรณ์เกือบ 100% พร้อมชาวชุมชนในเขตเทศบาลเมืองระนองทั้ง 3 แห่ง คือชุมชนด่านท่าเมือง ชุมชนตรอกชายโสด ชุมชนร่วมจิต เพราะที่นี่เป็นป่าชายเลนที่เข้าถึงง่าย เพียงจอดรถริมถนนท่าเมือง ก้าวลงจากรถก็ถึง ทางเดินชมป่าชายเลน คสล. แล้วครับท่าน

มาตรการภาครัฐใหม่ถอดด้าม ช่วย SMEs แบบสุดๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

มาตรการภาครัฐใหม่ถอดด้าม ช่วย SMEs แบบสุดๆ

“…ธนาคารที่รับเงินกู้มาปล่อยต่อ ไม่ต้องไปหาเงินฝาก แต่มีเงินมาช่วยลูกหนี้ใหม่หรือเก่าที่ต้องการทุนหมุนเวียนในเวลานี้ มาตรการนี้เหมือนการเติมเลือดแบบมีวิตามินผสม ให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ติดเชื้อความอ่อนแอจนเป็นโรคร้ายนั่นเอง”

จากที่รัฐบาลภายใต้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจทีมใหม่ ได้ออกอาวุธเพื่อพยุงไม่ให้เศรษฐกิจฐานรากทรุดตัวลงไป โดยดำเนินการผ่านโครงการเติมทุนของกองทุนหมู่บ้านและการให้เงินทุนระดับตำบลไปทำโครงการต่างๆ ตลอดจนการเร่งทะลวงท่อการใช้เงินของโครงการขนาดเล็กซึ่งเป็นที่ทราบกันแล้วนั้น

ขยับต่อมา ก็ถึงเวลาการออกอาวุธสำหรับช่วย SMEs ไม่ให้เป็นหนี้เสีย เพราะถ้าเกิดเป็นแล้วจะทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินอ่อนแอลง พอเกิดอ่อนแอมากๆ ก็นำไปสู่การชะลอการให้กู้เข้าไปในระบบ ความเสียหายลุกลามไปยังลูกค้าที่ดีที่ไม่ได้มีปัญหาให้เกิดปัญหาได้

อีกประการหนึ่งคือ ถ้า SMEs เกิดเป็นหนี้เสียแล้วคงแก้ยาก ให้กลับมาแข็งแรงแบบเดิมยิ่งยากกว่า หรือเรียกว่าเครดิตที่เคยมีจะหายสูญไปเลย ถึงกลับมาใหม่ได้ การขอกู้ใหม่อีกครั้ง เป็นไปได้ยากสุดๆ

เรามาดูมาตรการชุดนี้ที่น่าสนใจและ SMEs ควรเอาไปคิดต่อเพื่อจะได้ใช้โอกาสรับเอาความช่วยเหลือในครั้งนี้ของรัฐบาลมาเกื้อหนุนกิจการของตัว SMEs ได้บ้าง

เรื่องของมาตรการมีดังนี้นะครับ

เรื่องที่ 1 Soft Loan ที่คาดว่าเริ่มได้ในวันที่ 18 กันยายน 2558 โดยมาตรการ การสนับสนุนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ให้ SMEs กู้ไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนการทำธุรกิจ โดยกลไกจะให้ธนาคารออมสินอัดเงินจำนวน 100,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้ผ่านธนาคารพาณิชย์ และธนาคารที่ได้เงินกู้ไปก็นำไปปล่อยกู้ต่อกับ SMEs เป้าหมายที่ควรช่วย ต้องช่วยในเวลานี้บนอัตราดอกเบี้ยที่ถูก

ขณะเดียวกัน รัฐบาล เข้ามาชดเชยดอกเบี้ยให้กับธนาคารออมสินในส่วนที่ธนาคารควรจะได้ผลตอบแทน ทั้งนี้ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ระบุว่า ธนาคารออมสินจะส่งหนังสือเชิญชวนไปยังธนาคารทุกแห่งในไทยถึงเงินกู้ดังกล่าวและคาดว่ารัฐบาลจะเปิดตัวโครงการ สินเชื่อเพื่อ SMEs และลงนามความร่วมมือกับธนาคารที่สนใจเข้าร่วมโครงการในวันที่ 18 กันยายน 2558 นี้ โดยรัฐบาลให้นโยบายกระจายเงินสู่ระบบเร็วที่สุดภายในเวลา 3 เดือน เรียกได้ว่า ธนาคารที่รับเงินกู้มาปล่อยต่อ ไม่ต้องไปหาเงินฝาก แต่มีเงินมาช่วยลูกหนี้ใหม่หรือเก่าที่ต้องการทุนหมุนเวียนในเวลานี้ มาตรการนี้เหมือนการเติมเลือดแบบมีวิตามินผสม ให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ติดเชื้อความอ่อนแอจนเป็นโรคร้ายนั่นเอง

เรื่องที่ 2 การเข้าค้ำประกันสินเชื่อ โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ข้อมูลมาว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้ บสย. แก้เงื่อนไขโครงการค้ำประกันสินเชื่อพีจีเอสโดยขยายกรอบวงเงินค้ำประกันจากเดิม 80,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 100,000 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับโครงการ Soft Loan พร้อมกับการปรับเงื่อนไขการค้ำประกันใหม่ ในเรื่องของการรับความเสี่ยงกรณีเกิดหนี้เสียเป็น Portfolio โดย 30 เปอร์เซ็นต์ แบ่งให้ บสย. เป็นผู้รับผิดชอบใน 15 เปอร์เซ็นต์แรก และอีก 15 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือแบ่งความรับผิดชอบระหว่าง บสย. กับสถาบันการเงิน หรือคิดเป็นการจ่ายค่าประกันชดเชยตามภาระการค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 22.5 เปอร์เซ็นต์ของภาระค้ำประกันเฉลี่ยตลอดระยะเวลาโครงการ และทางการยังได้ปรับระยะเวลาโครงการดังกล่าวจากสิ้นสุดคำขอในวันที่ 31 ธันวาคม 2559 เป็นสิ้นสุดคำขอในโครงการในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 เรื่องแบบนี้ทำให้สถาบันการเงินต่างๆ สนใจเข้าใช้บริการค้ำประกันสินเชื่อกับ บสย. เพิ่มขึ้น มีการเร่งส่งลูกค้าเข้าโครงการให้เร็วมากขึ้นเพื่อให้เงินสินเชื่อได้ส่งไปถึงผู้ประกอบการ SMEs เร็วขึ้น

โดย บสย. คาดว่าจะมียอดค้ำประกันไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท ต่อเดือน และหลังจากที่ ครม. มีมติมาถึง บสย. เป็นที่เรียบร้อย ทาง บสย. จะต้องแจ้งสถาบันการเงินกว่า 10 แห่งที่ได้ทำข้อตกลงร่วมกันก่อนหน้านี้เพื่อปรับเงื่อนไขใหม่ หลังจากนั้นสามารถเริ่มค้ำประกันทันที

เรื่องที่ 3 การตอบรับของธนาคารพาณิชย์ พบว่า ธนาคารพร้อมเข้าไปสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือดังที่ระบุมา ขณะนี้อยู่ระหว่างรอความชัดเจนจากธนาคารออมสินทั้งวงเงินสินเชื่อแต่ละแห่งและรายละเอียดเงื่อนไขปล่อยกู้ ส่วนกรณีการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ที่มีการเพิ่มเพดานการค้ำประกันจาก 18 เปอร์เซ็นต์ เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ธนาคารสามารถเข้าไปสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ SMEs ได้เพิ่มเติม ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยจะคงยังมุ่งปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติมให้กับลูกค้าเดิมชั้นดีและลูกค้าที่ผ่านการคัดกรองแล้วตามเกณฑ์

ด้านสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า “เชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะให้ความสนใจร่วมโครงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ SMEs วงเงิน 100,000 ล้านบาท หากแต่ว่า การปล่อย Soft Loan จากธนาคารออมสิน เพื่อมาปล่อยต่อ น่าจะเหมาะกับลูกค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมากกว่า เนื่องจากลูกค้าของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐมีความเปราะบาง และมีความสามารถชำระหนี้อาจด้อยกว่าลูกค้าธนาคารพาณิชย์”

ดังนั้น ที่มาของการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจ SMEs โดยมีเป้าหมายให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและมากขึ้น จากผลของการออกมาตรการดังกล่าวทุกฝ่ายคาดว่า จะทำให้ SMEs มีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อดำเนินธุรกิจได้ต่อไป และจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ ในด้านการจับจ่ายใช้สอย การจ้างงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

เราๆ ท่านๆ ต่างทราบดี ช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจ SMEs ถือเป็นกลไกสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอด เหตุว่าธุรกิจ SMEs นั้นมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 37.4 ของ GDP รวมทั้งประเทศ นอกจากนี้ จำนวนของธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความอยากเป็นเจ้าของกิจการของคนรุ่นใหม่ที่เรียกตัวเองว่า Startup/เถ้าแก่น้อยร้อยล้าน/นักรบธุรกิจรุ่นใหม่

เรื่องช่วย SMEs จึงเป็นส่วนที่ภาครัฐให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบัน

เรื่องที่ 4 กระทรวงพาณิชย์ มีแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์ ใน 3 เรื่องหลักคือ

4.1 ผลักดันตลาดภายในให้เข้มแข็ง ผ่านการสร้างตลาดกลาง ตลาดชุมชน

4.2 เพิ่มการขยายตัวของการค้าชายแดน ซึ่งจะร่วมกับหอการค้าไทยเพิ่มการค้าชายแดนถึง 2 ล้านล้านบาทในปี 2560

4.3 เจาะตลาดและเพิ่มส่งออกในอาเซียน เรื่องการสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร โดยผลักดันเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการที่มีการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ดึงแรงงานเกษตรคืนถิ่น และท้ายสุดคือ พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคเกษตร ภาคท่องเที่ยว เป็นต้น และสุดท้ายคือ การสร้างสังคมผู้ประกอบการรายใหม่ และผลักดันให้ SMEs ไปอาเซียน

เรื่องที่ 5 การบริหารจัดการในพื้นที่แบบ CEO หอการค้าไทย ซึ่งเป็นองค์กรของกลุ่มเอกชนเสนอให้รัฐบาล

5.1 เร่งมาตรการที่ประกาศมาให้เป็นรูปธรรมโดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านหรือพัฒนาชุมชน

5.2 มาตรการต้องออกมาแบบเป็นรูปธรรมภายใน 2 สัปดาห์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

5.3 ให้รัฐบาลดึงผู้ว่าราชการจังหวัด เข้ามีบทบาทในการผลักดันและจัดอบรมหลักสูตรเชิงการค้าในลักษณะผู้ว่า CEO ที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ให้เกิดขึ้นอีกครั้ง

สำหรับข้อแนะนำของผมต่อท่านที่เป็น SMEs มีดังนี้ครับ

1. สำรวจกระแสเงินสดที่คาดว่าจะเข้ามากับที่มีตารางเวลาว่าจะออกไป เพื่อดูว่าต้องเตรียมเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มมั้ย

2. ตรวจรายงานเครดิตบูโรตัวเอง ขณะนี้หนี้สินของเราทุกบัญชีมีลักษณะ ปกติ มีการค้างชำระมั้ย มีตรงไหนที่เป็นข้อเสียบ้าง

3. ติดต่อสถาบันการเงินหลักของเราแต่เนิ่นๆ ในการยื่นคำขอสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียน อย่ารอจนขาดเงินแล้วจึงเริ่มทำ

4. เอาใจใส่ในธุรกิจ ลูกค้า ลูกน้องเราให้มาก ใกล้ชิดให้มาก อย่าบ้ายอดขาย หรือปล่อยเครดิตไปมากเกิน

5. อย่าริเอาเงินสดที่มีอยู่ตอนนี้ไปปล่อยกู้เพื่อเอาดอกสูงๆ เพราะจะเจ็บตัวเวลาที่เอาคืนมาไม่ได้

6. เลิกยุ่งกับเรื่องชาวบ้าน ไม่ต้องไปออกความเห็นโน่น นั่น นี่ อยู่แต่กับสิ่งที่เราต้องทำต้องดูแลเท่านั้น เรื่องคนอื่นไม่ต้องร้อนวิชาไปออกความเห็น

7. ลดการเล่น “ไลน์” วันละชั่วโมง เพื่อเอาเวลามาปรับปรุงตัวเอง คิดเรื่องของตนเอง สงบใจอยู่กับตัวเองและครอบครัวของตัวเองก็พอ

เมื่อดิจิตอลคุกคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

เมื่อดิจิตอลคุกคาม

ถ้าหนีไม่ได้ ให้หันหน้าสู้…

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยสอนเอาไว้ เป็นคาถากระตุ้นหัวใจตัวเองว่า เมื่อใดเผชิญปัญหา แล้วรู้ว่ายังไงก็หนีปัญหาไปไม่ได้ ก็ควรที่จะหันมาเผชิญหน้า ค่อยๆ คิด ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ แก้ไขกันไป

ผู้ประกอบการในยุคปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นความเป็น “ดิจิตอล” แห่งยุคสมัยไปได้ เพราะอย่างไร เราก็ต้องอยู่กับมัน จะอย่างชื่นชม หรืออย่างระทมทุกข์ก็ว่ากันไป ดังนั้น ควรหันหน้ามาสู้กับมัน

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ฟังการบรรยายของผู้ที่อยู่ในแวดวงโฆษณา มาพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิตอล ที่ส่งผลกระทบกับการโฆษณา ก็ทำให้คิดอะไรเลยเถิดไปหลายอย่าง แต่ก่อนจะไปเล่าถึงเรื่องที่คิดเลยเถิด ขอเก็บตกสิ่งที่น่าสนใจจากการบรรยายมาเล่าสู่กันฟังก่อน

ผมเรียกการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วของยุคดิจิตอลว่าเป็น “การคุกคาม” รูปแบบหนึ่ง ใครไม่เห็นด้วยก็คงไม่ว่ากัน เหตุผลเพราะ บ่อยครั้งผมสูญเสียความเป็นส่วนตัวไปหลายอย่าง

มือถือของผม จ่ายเงินค่าบริการทุกเดือน แต่ส่งโฆษณามาใส่เครื่องผม ทั้งที่ไม่เคยร้องขอ เคยไปต่างประเทศ แล้วพบว่า เปิดมือถือขึ้นมา มีข้อความแจ้งว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน และพรุ่งนี้จะไปไหน ตกลงชีวิตไม่มีความลับอีกแล้วใช่ไหม

ข้อดีของดิจิตอล อาจทำให้ค้นหากันง่าย รู้ความเคลื่อนไหวกันไม่ยาก ซึ่งก็เลวร้ายพอๆ กับรู้ความเคลื่อนไหวไม่ยาก และค้นหากันง่ายนั่นแหละครับ ผมจึงเรียกสิ่งนี้ว่า “การคุกคาม”

การคุกคามของดิจิตอล ในแวดวงโฆษณา พาเอาวิธีทำธุรกิจโฆษณาแบบเดิมๆ หายสาบสูญไปด้วย แทบต้องโยนทิ้ง เผาตำรากันเกือบหมด เพราะตอนนี้กลายเป็นยุคที่ถูกเรียกว่า “Empower Consumer” ลูกค้ามีอำนาจเหนือกว่า และกลายเป็นศูนย์กลางที่คนค้าขายจะมาใช้การโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว

ถ้าใช้มุมมองแบบนักสื่อสาร แต่เดิมการพูดถึง “สื่อ” มักหมายถึงนักสื่อสารมวลชน ที่เป็นผู้ผลิตเนื้อหา ส่งสารไปให้ประชาชนเป็นผู้รับสาร เดี๋ยวนี้ประชาชนผู้ที่เคยรับแต่สาร สามารถลุกขึ้นมาทำตัวเป็นสื่อเสียเอง เพราะมีช่องทางการสื่อสารเป็นของตัวเอง

ดูกรณีเหตุระเบิดที่ราชประสงค์สิครับ สิ้นเสียงระเบิดปุ๊บ ข่าวสารที่ได้เสพ มาจากสื่อที่ไม่ใช่นักสื่อสารมวลชน แต่เป็นคนทั่วไปที่กำลังอยู่ในย่านนั้น ทุกคนทำตัวเป็นสื่อสารมวลชนชั่วคราว ส่งข่าวกันกระหึ่ม ข้อดีคือ เร็ว ข้อเสียคือ จริงบ้างเท็จบ้าง คละเคล้ากันไป

ดังนั้น ถ้าย้อนกลับไปที่วิธีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งคือวิธีการสื่อสารกับลูกค้า ต้องเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง เพราะลูกค้ามีเครื่องมือที่เป็นช่องทางสื่อสารเป็นของตัวเอง ลูกค้าเริ่มมีปากมีเสียง เปลี่ยนมาเป็นคนพูดเสียเอง แทนที่จะเป็นคนฟังอย่างเดียวเหมือนแต่ก่อน

การคุกคามอย่างรุนแรงของดิจิตอล มาจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก จนอาจเรียกได้ว่า เผลอหลับตาไม่ได้เลย แล้วการเปลี่ยนแปลงนี้เอง ทำให้การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ต้องถูกมองใหม่ โดยมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างน้อย คือ 1) วิธีการเข้าถึงลูกค้า 2) สื่อที่จะใช้ 3) อะไรที่จะบอก

อย่างแรก วิธีการเข้าถึงลูกค้า จะเข้าถึงได้ ต้องเริ่มจากการ “เข้าใจ” ลูกค้าเสียก่อน เข้าใจว่าเขาเป็นใคร เขามีวิถีชีวิตอย่างไร เขาเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากช่องทางไหนบ้าง เขาชอบหรือไม่ชอบทำอะไร ฯลฯ ซึ่งการจะรู้ได้ลึกซึ้งถึงกึ๋นขนาดนี้ คงหนีไม่พ้นการสำรวจ การวิจัย การไถ่ถาม หรือเข้าไปคลุกคลี

อย่างที่สอง สื่อที่จะใช้ สมัยก่อนสื่อที่ทรงอานุภาพร้ายแรงคือ “ทีวี” ซึ่งคนทำโฆษณาตบตีแย่งชิงเวลาหลังข่าวช่วงละคร ที่เรียกว่า Prime time กันชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่เดี๋ยวนี้ เจอทีวีดิจิตอลเข้าไป แค่จะกดดูให้ครบทุกช่องยังเหนื่อย อย่าพูดถึงเรื่องแย่งเลย น่าจะเกี่ยงกันซะมากกว่า

แต่สื่อที่ทรงอานุภาพในมุมมองของคนทำโฆษณา และคนในแวดวงดิจิตอลทั้งหลาย กลับไม่ใช่ทีวีอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือ “สมาร์ตโฟน” โทรศัพท์มือถือ ที่อยู่ในมือทุกคนนั่นแหละ

บางคนผูกพันกับมือถือถึงขั้น “ขาดไม่ได้” กลายเป็นที่มาของชื่อเรียกคนพวกนี้ว่า “Nomophobia” โรคขาดมือถือไม่ได้ นั่นแปลว่า ถ้าใครสามารถสื่อสารกับลูกค้าผ่านมือถือได้ เท่ากับสื่อสารได้ถึงเนื้อถึงตัวมากกว่า

อย่างที่สาม อะไรที่จะบอก ซึ่งก็คือเนื้อหาใจความของสารที่ส่งถึงลูกค้า ถ้าเป็นแต่ก่อนก็มีลักษณะที่เรียกว่า “โฆษณาชวนเชื่อ” แปลตรงตัวเลย เป็นโฆษณาที่พยายามจะชวนให้เชื่อ เดี๋ยวนี้ลองทำเช่นนั้น นอกจากจะไม่ค่อยเชื่อแล้ว ยังแว้งมาจับผิดอีก ถ้าจับผิดเจอ มีการแฉออกสื่อของตัวเองอีกด้วย

ดังนั้น การโฆษณา จึงต้องทำตัวเนียน โฆษณาแบบไม่โฆษณา สิ่งที่เรียกว่า “Content Marketing” จึงเข้ามามีบทบาท นั่นคือ การใช้เนื้อหาข้อมูลที่น่าสนใจ ไม่โฆษณากันแบบโจ่งครึ่ม มีสาระอะไรให้ลูกค้าบ้าง แบ่งปันกัน แบบนี้จะได้รับการตอบรับมากกว่า

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สื่อดั้งเดิมจะใช้ไม่ได้เลย หรือวิธีการโฆษณาแบบเดิมจะหมดบทบาทลงแบบสิ้นเชิง แต่ต้องมีการผสมผสาน และปรับเปลี่ยนให้ไม่ใช่การชวนเชื่อเพียงอย่างเดียว ต้องใช้เรื่องราวเชิงอารมณ์มาสื่อมากขึ้น ให้ข้อมูลมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการแบ่งปันมากขึ้น

ในแง่มุมการใช้สื่อมีเสริมเพิ่มเติมอีกหน่อย ในแวดวงโฆษณาเขาเสนอแนวคิดเรื่องการใช้สื่อเอาไว้น่าสนใจคือ การผสมผสานกันระหว่าง 3 รูปแบบ คือ PAID/OWNED/EARNED

Paid คือ สื่อที่ต้องจ่ายเงินซื้อ ซึ่งอาจเป็นสื่อในรูปแบบเดิมบ้าง ผสมกับรูปแบบดิจิตอลบ้าง Owned คือ สื่อที่เราเป็นเจ้าของเอง ของฟรีทั้งหลายในโลกออนไลน์มีให้เลือกเพียบ อย่างน้อยๆ เฟซบุ๊ก ก็นับเป็นสื่อฟรี ที่ลูกค้ายังมีเป็นของตัวเอง เราก็ไม่ควรน้อยหน้า Earned คือ สื่อที่ได้ฟรี จากการที่ลูกค้าช่วยกระจายเนื้อหาข้อมูลที่เราเผยแพร่ให้เอง โดยไม่ต้องขอร้อง ที่ทำให้เพราะรู้สึกว่าข้อมูลนั้นดี อย่างนี้ต้องแชร์

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในยุคดิจิตอลคุกคาม คือ Owned กับ Earned เพราะสื่อที่จะ Owned เป็นของตัวเอง เป็นสื่อดิจิตอลที่มักจะฟรี แต่ต้องทำความเข้าใจว่าแต่ละสื่อนั้น มีคุณลักษณะอย่างไร ควรใช้ประโยชน์ในมุมไหน ขณะที่สื่อแบบ Earned เป็นการได้อานิสงส์จากการเผยแพร่ บอกต่อโดยลูกค้า ซึ่งเป็นอิทธิพลมาจาก Content Marketing การสร้างเนื้อหาอันน่าติดตาม เสพแล้วรู้สึกว่า “อยากแชร์ให้เพื่อน”

ถ้าเราสามารถสร้างเนื้อหาอันน่าติดตาม ไม่ได้มุ่งแต่การโฆษณา ลูกค้าจะติดตาม ช่วยส่งต่อ แพร่กระจายให้ ข้อมูลของเราเข้าถึงเพื่อนฝูงของเขาได้ แบบที่เราไม่ต้องเหนื่อยแรง

หากจะว่าไป มานั่งคิดดูดีๆ ดิจิตอลที่คุกคาม ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายทุกมุม เพราะยังมีมุมดีๆ ที่สร้างโอกาสให้กับ SMEs สามารถใช้เป็นช่องทางสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้ จากแต่ก่อนคงไม่มีปัญญาไปจ้างเขาทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เพราะใช้เงินเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ สามารถ Owned หรือ Earned สื่อต่างๆ ได้เอง

ใช้เงินน้อยลง แต่ต้องใช้ความคิดกับเนื้อหา ความสนใจ ใส่ใจกับลูกค้า มากขึ้น

เมื่อสามารถมีสื่อในมือได้ ก็ต้องขยันสร้างเนื้อหา ขยันบอกเล่า ขยันสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมาย แบบนี้ถือว่าสามารถเปลี่ยนดิจิตอล จาก “คุกคาม” ให้กลายมาเป็น “ครื้นเครง” สร้างความยินดีปรีดาให้ธุรกิจได้

แต่อย่างไรก็อย่าลืมหัวใจสำคัญว่า…ลูกค้ายุคนี้ ห้ามโฆษณาชวนเชื่อ แต่ต้อง “บอกเล่า” และ “แบ่งปัน”…

ดอกเบี้ยต่ำ “ค้ำประกัน…ฟรี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

คลินิกค้ำประกัน

โดย มิสเตอร์ บสย.

ดอกเบี้ยต่ำ “ค้ำประกัน…ฟรี”

สวัสดีครับ ผู้ประกอบการ SMEs และ แฟนคลับ “เส้นทางเศรษฐี” ทุกท่านครับ ฉบับนี้ ผมจั่วหัวเรื่อง “ดอกเบี้ยต่ำ ค้ำประกัน…ฟรี” ก็เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับ SMEs ทุกท่านครับ

มาตรการล่าสุดที่ออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังฮอตฮิตคือ เงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ และ ค้ำประกัน…ฟรี ภายใต้แนวนโยบายของ ท่านดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ จึงกลายเป็นแคมเปญที่โดนใจฝุดๆ กันเลยล่ะครับ แต่หลายคนก็ยังมีความสับสนอยู่บ้างครับ ผมจึงขออธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้เข้าใจเพิ่มขึ้นครับ

รัฐบาลมีมาตรการช่วยผู้ประกอบการ SMEs 2 ส่วนคือ 1. เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยมีธนาคารออมสินเป็นแกนหลัก ปล่อยวงเงินให้กับธนาคารพาณิชย์ไปดำเนินการปล่อยกู้ให้กับ SMEs โดยมีเงื่อนไข ต้องคิดดอกเบี้ยไม่เกิน 4% ต่อปี (หมดเขต วันที่ 31 ธันวาคม 2558) และ 2. การค้ำประกันสินเชื่อ ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 (ปรับปรุงใหม่) ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 8 กันยายน 2558 บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อ ให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ขอสินเชื่อจากธนาคาร มีวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 1 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลรับภาระจ่ายค่าธรรมเนียมแทนผู้ประกอบการ SMEs (แบบขั้นบันได) ต่อเนื่อง 4 ปี โดยปีแรก “ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน” (หมดเขต วันที่ 30 มิถุนายน 2559)

จะเห็นว่าทั้ง 2 ส่วนนี้ แยกกันระหว่างการ “เงินกู้ซอฟต์โลน” ซึ่งรัฐบาลให้การช่วยเหลือในเรื่องดอกเบี้ยสินเชื่อ กับ “การค้ำประกันสินเชื่อ” ซึ่งช่วยในด้านหลักประกันการกู้เงินของผู้ประกอบการ SMEs

โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการอนุมัติเงินกู้ซอฟต์โลน ในโครงการนี้ ธนาคารเป็นผู้พิจารณา โดย 1. ไม่สามารถนำไปใช้รีไฟแนนซ์หนี้ก้อนเดิมได้ 2. ธนาคารสามารถพิจารณาการปล่อยสินเชื่อให้ผู้กู้ที่เป็นเอ็นพีแอลสามารถกู้ได้ด้วยแต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของธนาคาร 3. ระยะเวลาการขอใช้บริการสินเชื่อสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2558

สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการค้ำประกันสินเชื่อ PGS 5 (ปรับปรุงใหม่) ตามมติ ครม. วันที่ 8 กันยายน 2558 ของ บสย. วงเงินค้ำประกันรวม 1 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 1. บสย. เปิดกว้างสำหรับธนาคารทุกธนาคารที่ร่วมลงนามกับ บสย. และสามารถร่วมได้กับทุกแพ็กเกจสินเชื่อ

2. รัฐบาลสนับสนุน โดยจ่ายค่าธรรมเนียมให้ผู้ประกอบการ SMEs 4 ปี (แบบขั้นบันได) คือ ปีแรก ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อ ส่วนในปีที่ 2-4 ผู้ค้ำประกันจ่ายค่าธรรมเนียมเพียงบางส่วน เพื่อลดภาระต้นทุน ให้กับผู้ประกอบการ

3. โครงการดังกล่าวมีระยะเวลาค้ำประกัน 7 ปี และสิ้นสุดการรับคำขอค้ำประกันในวันที่ 30 มิถุนายน 2559

ดังนั้น หากผู้ประกอบการ SMEs ต้องการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4% แต่ขาดหลักประกัน โดยให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อและรัฐบาลรับภาระจ่ายค่าธรรมเนียมให้ในปีแรก สามารถติดต่อธนาคารได้เพื่อสอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร โดยการยื่นขอสินเชื่อซอฟต์โลน จะสิ้นสุด วันที่ 31 ธันวาคม 2558

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะพ้นกำหนด ผู้ประกอบการ SMEs ก็ยังสามารถเข้าร่วมโครงการสินเชื่อประเภทอื่นๆ ของธนาคารต่างๆ ได้ และยังสามารถขอรับคำขอการค้ำประกันสินเชื่อจาก บสย. ได้ ภายใต้เงื่อนไข ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันปีแรก และจ่ายเบาๆ ในปีที่ 2-4 ได้ครับ แต่ต้องยื่นคำขอค้ำประกันสินเชื่อภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2559 นะครับ

ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SMEs ครับ และหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการ SMEs ในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยมีรัฐบาลช่วยด้านดอกเบี้ยสินเชื่อ ซอฟต์โลน 4% และการช่วยเหลือด้านหลักประกัน โดยมี บสย. เป็นเครื่องมือรัฐ ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อ

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ประกอบการยังได้รับประโยชน์ถึง 2 เด้ง จากโครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ซึ่งสามารถใช้ร่วมกันได้กับทุกแพ็กเกจสินเชื่อของธนาคารที่ร่วมลงนาม จากวงเงินค้ำประกันที่รัฐบาลให้มา ถึง 1 แสนล้านบาทครับ

“ฟรีแลนซ์” อาชีพอิสระ “โดนใจ” คนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07027151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

“ฟรีแลนซ์” อาชีพอิสระ “โดนใจ” คนรุ่นใหม่

จากภาพยนตร์ “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย…ห้ามพัก…ห้ามรักหมอ” ทำให้คำว่า “ฟรีแลนซ์” กลายเป็นอาชีพที่หลายคนจับตามอง และทำให้ใครหลายๆ คนเริ่มสนใจเข้ามาสร้างอิสระการทำงานและการใช้ชีวิตในรูปแบบนี้

อาชีพฟรีแลนซ์ หากมองในหมู่คนรุ่นใหม่ จะเรียกว่าคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วก็ว่าได้ จนทำให้ตอนนี้สัดส่วนพนักงานประจำออฟฟิศลดจำนวนลง ซึ่งกล่าวกันว่าปรากฏการณ์ฟรีแลนซ์ส่งผลต่อตลาดแรงงานทั่วโลก โดยพบว่า ปัจจุบัน มีมนุษย์เงินเดือนเหลือไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ หรือเพียงแค่ 1 ใน 4 ของคนทำงานทั่วโลก

ไม่ต้องขึ้นกับนาย ไม่ต้องตอกบัตร ไม่มีเวลาเข้า-ออกงาน คือสิ่งที่หลายๆ คนปรารถนา จนเลือกที่จะให้เป็น อาชีพในฝัน เพราะเล็งเห็นว่านี้คือ “อิสรภาพ” ในการใช้ชีวิต

ความจริง อาชีพนี้มีแง่งามด้านเดียวเช่นนั้นหรือ

คงไม่ใช่แน่ๆ

“ฟรีแลนซ์” ใครๆ ก็เป็นได้จริงหรือ ME by TMB มีคำแนะนำ และมีคำตอบส่วนหนึ่งมาให้ผู้ที่คิดจะก้าวเข้ามาสู่เส้นทางสายนี้ เพื่อใช้ในการตรวจตราคุณสมบัติ ว่าคุณมีความพร้อมจะเป็น “ฟรีแลนซ์” ได้หรือไม่

o ทำงานตลอดเวลาไม่เว้นแม้กระทั่งวันหยุด

คุณสามารถยอมรับกับการทำงานแบบไม่มีเวลาแน่นอน และไม่มีวันหยุดแน่นอน ได้หรือไม่ นี่คือคำถามที่ต้องถามตัวเองก่อนตัดสินใจก้าวมาสู่เส้นทางสายนี้ เพราะลูกค้ามักจะคาดหวังว่า คุณคือฟรีแลนซ์ ฉะนั้น คุณจึงต้องมีเวลาให้เขาได้เต็มที่ จะตามงานวันไหนเวลาใด เขาก็สามารถทำได้

o มีความพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองคนเดียว

ไม่ว่าจะเป็นการต่อรองกับลูกค้า เทคนิคการปฏิเสธงาน รวมถึงการแก้ไขงานที่ไม่รู้จักจบสิ้น ไม่มีขอบเขต ไม่มีไทม์ไลน์ในการทำงาน สิ่งเหล่านี้จึงต้องมีความชัดเจนต่อการพูดคุยกับลูกค้าเพื่อจะได้ไม่เหนื่อยกายเหนื่อยใจกับอาชีพฟรีแลนซ์เกินไป

o หมั่นหาความรู้และสร้างความคิดสร้างสรรค์

ความรู้ กับความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่หลายๆ อาชีพควรมี โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ ซึ่งปัจจุบันมีคนสนใจหันมาประกอบอาชีพนี้กันมากขึ้น แน่นอนว่าคู่แข่งก็ย่อมมากตามไปด้วย ฉะนั้น ถ้าคุณไม่เด่น ไม่สร้างความต่าง สร้างลูกเล่นในการมัดใจลูกค้า คุณก็อาจจะต้องพ่ายแพ้กับการยืนอยู่บนเส้นทางสายนี้ได้ แต่ทว่าถ้าคุณมีการพัฒนาตัวเอง เติมเต็มความรู้สู่ความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา คุณก็จะกลายเป็นคนที่ลูกค้าสนใจพร้อมจะร่วมงานกันได้โดยไม่ลังเล

o สภาพคล่องทางการเงิน

บางเดือนคุณอาจงานยุ่งจนหัวฟู แทบไม่ได้นอน ในขณะบางเดือนอาจนอนตบยุงรอ หรือบางครั้งเจอปัญหาลูกค้าจ่ายเงินล่าช้า ฟรีแลนซ์จึงควรมีวิธีบริหารการเงินที่ดี เพื่อรับมือกับปัญหารายได้ที่ไม่แน่นอน

ข้อควรรู้ เมื่อก้าวสู่ “ฟรีแลนซ์”

o ตั้งเงินเดือนให้ตัวเอง และทำบันทึกรายรับรายจ่าย

ฟรีแลนซ์ต้องตั้งเงินเดือนให้กับตัวเอง และทำบันทึกรายรับรายจ่ายไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อรายได้เข้ามาก็ควรจัดสรรทุกรายจ่ายให้ถูกทางและถูกต้อง และรวมไปถึงต้องนำเงินส่วนหนึ่ง “ออม” ก่อนที่จะใช้

o ลด ละ เลิก ก่อหนี้

ไม่ว่าจะเป็นหนี้ระยะสั้น อย่างหนี้บัตรเครดิต หยิบยืมเงินคนใกล้ตัว หรือหนี้ระยะยาว อย่างการซื้อที่อยู่อาศัย รถยนต์ ด้วยเพราะอาชีพฟรีแลนซ์ไม่อาจล่วงรู้รายได้ที่แน่นอน และไม่รู้ว่าจะเข้ามามากน้อยแค่ไหน แต่ทั้งนี้ใช่ว่าฟรีแลนซ์จะไม่มีโอกาสมีทรัพย์สิน เพียงแต่ถ้าคิดจะมี ต้องเตรียมวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้า มีแบบแผนการเงินชัดเจน สร้างวินัยทางการเงิน

o สร้างหลักประกันให้กับตนเอง

เงื่อนไขอีกอย่างที่ฟรีแลนซ์ต้องยอมรับคือ ไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ฉะนั้น วิธีแบ่งเบาภาระในอนาคตคือ การทำประกันชีวิต

o เปลี่ยนชีวิตทุกด้านให้เป็นอิสระด้วยตัวคุณเอง

ถ้าใครยังเชื่อว่าจะรวยได้ต้องหาเงินเก่งเท่านั้น คุณอาจต้องเหนื่อยกับการหาเงินไปตลอดชีวิต แต่ถ้าไม่ต้องการเหนื่อย คุณต้องรู้จักวิธีออมเงิน โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ที่ฝันอยากจะมีอิสรภาพทางการเงิน ควรจะมองหาช่องทางที่จะช่วยให้เงินของคุณงอกเงย โดยที่คุณยังมีอิสระในการใช้ชีวิตและมีความสุขกับการใช้จ่ายเงินที่คุณสามารถบริหารทุกขั้นตอนการเงินได้ด้วยตัวเอง อย่างเช่น การทำธุรกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เป็น Self Service Banking ของ ME by TMB เพราะไม่ต้องเสียเงินไปกับค่าธรรมเนียมโอน ฝาก ถอน สามารถผ่านช่องทางเว็บไซต์ หรือ Call Center ตลอด 24 ชั่วโมง

บิวตี้ ครีเอเตอร์ จากงานอดิเรก สู่ฟรีแลนซ์มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

บิวตี้ ครีเอเตอร์ จากงานอดิเรก สู่ฟรีแลนซ์มืออาชีพ

เชื่อว่าสาวๆ หลายคนน่าจะเคยมีโมเมนต์ (Moment) อยากแต่งหน้า อยากทำสวย อยากแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองใช้แล้วดีให้คนรอบข้าง หรือเพื่อนที่สนิทๆ ไม่มากก็น้อย และสมมติว่าแนะนำแล้วได้ผลตอบแทนกลับมาคือ “เงิน” ด้วย นอกจากจะมีความสุขในสิ่งที่ทำ ยังคุ้มค่าเหนื่อยอีกต่างหาก ปัจจุบัน มีอาชีพแบบนี้แล้ว เรียกว่า “บิวตี้ ครีเอเตอร์”

เริ่มต้นจากการแบ่งปัน

ผลงานเตะตาเจ้าของสินค้า

ดูเหมือนในอินเตอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์ก จะกลายเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นของบรรดาคนรุ่นใหม่ที่มักจะเข้ามาหาความรู้ก่อนตัดสินใจซื้อหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านคลิปวิดีโอ หรือบล็อกรีวิว ซึ่งถ้าเป็นการแนะนำเกี่ยวกับความสวยความงามอย่างเครื่องสำอางหรือสกินแคร์ก็จะเรียกว่า บิวตี้ ครีเอเตอร์ หรือ บิวตี้ อินฟลูเอ็นเซอร์ อาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น

คุณนันทวรรณ พรชัยจันทร์เพ็ญ หรือ คุณทราย แฟนคลับของเธอจะรู้จักในชื่อของ “Mhunoiii” (หมูน้อย) สาวบิวตี้ ครีเอเตอร์ ฟรีแลนซ์บนโลกโซเชียลที่กลายเป็นอาชีพที่ก่อให้เกิดรายได้ขึ้นมาได้

คุณทราย เล่าที่มาที่ไปของการเข้ามาสู่อาชีพฟรีแลนซ์ด้านความงามว่า ช่วงที่เรียนปริญญาตรีมักจะมีเหตุให้ต้องไหว้วานเพื่อนให้ช่วยแต่งหน้าทุกครั้งเวลาต้องไปงาน ทำให้รู้สึกว่าถ้าต้องอาศัยเพื่อนบ่อยๆ คงไม่ค่อยดีนัก จึงตัดสินใจเริ่มหัดแต่งหน้าด้วยตัวเอง โดยเรียนรู้และลองผิดลองถูกจากนิตยสาร จากฮาวทูสอนแต่งหน้าในอินเตอร์เน็ต และประกอบกับคณะที่เรียนเป็นด้านศิลปะอยู่แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาทักษะจนสามารถแต่งหน้าตัวเองได้ จนกระทั่งเริ่มมีเทคนิคเป็นของตัวเองจึงเกิดความคิดที่อยากแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับความงามและสุขภาพให้คนอื่นบ้างเหมือนที่ตัวเองได้รับจากสิ่งที่คนอื่นแชร์มา จึงเริ่มต้นเขียนบล็อกเพื่อแชร์เรื่องราวดังกล่าวในอินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาติดตาม

คุณทรายเริ่มเขียนบล็อกประมาณปี 2550 โดยใช้ชื่อในโลกโซเชียลว่า Mhunoiii (หมูน้อย) จนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีช่องทางการติดต่อทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และยูทูบ กลายเป็นที่มาของอาชีพบิวตี้ ครีเอเตอร์ เธอโด่งดังในโลกออนไลน์ซึ่งมีคนติดตามเธอแต่ละช่องทางราว 70,000 คน

ปัจจุบัน คุณทรายอายุ 29 ปี อาชีพหลักคือ “ฟรีแลนซ์” เขียนบทความรีวิวบนช่องทางของตัวเอง เขียนคอลัมน์ความงามให้หนังสือหรือนิตยสาร เป็นวิทยากรรับเชิญ โดยทุกอย่างที่ทำเกิดจากอยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง

“ในช่วงที่เริ่มเขียนบล็อก ไม่เคยคิดว่าจะกลายเป็นอาชีพ ทำเพราะชอบในเรื่องความสวย ความงาม เรื่องสุขภาพ และการท่องเที่ยว มีความสุขที่ได้เผยแพร่เรื่องราวดีๆ ผ่านไปประมาณ 2-3 ปี แบรนด์สินค้าต่างๆ ได้เห็นงานเขียนของเราก็ได้มีการติดต่อเพื่อส่งผลิตภัณฑ์มาให้ทดลองใช้ และให้เกียรติเชิญไปร่วมงานอีเว้นต์เปิดตัวผลิตภัณฑ์บ่อย ค่อยๆ ก่อให้เกิดรายได้ โดยปัจจุบันมีรายได้ในระดับที่สามารถดูแลตัวเอง และครอบครัวได้”

อาชีพของสาวรักสวย

ซื่อสัตย์ มัดใจแฟนคลับ

จากความต้องการอยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง กลายเป็นที่มาของอาชีพได้อย่างน่าสนใจ คุณทราย อธิบายเพิ่มว่า สิ่งที่แชร์ต้องเป็นสิ่งที่ผู้อ่านได้ประโยชน์ แม้จะเป็นการรีวิวสินค้าที่ได้ค่าจ้าง จะไม่เขียนรีวิวที่เกินจริง โดยส่วนตัวงานที่ได้เงินยากกว่าด้วยซ้ำ เพราะต้องนำเสนอทั้งข้อดี-ข้อด้อยของสินค้านั้นๆ อย่างตรงไปตรงมาและต้องมีเนื้อหาในส่วนที่ผู้อ่านจะได้ประโยชน์มากกว่าการรับรู้ข้อมูลของสินค้าทั่วไป อย่างเช่น เทคนิคการใช้ในแบบของตัวเอง เป็นต้น

ปัจจุบัน มีแบรนด์สินค้าความงามติดต่อมาอย่างต่อเนื่องทำให้ต้องมีการจัดสรรเวลาการทำงาน ซึ่งบรรดาแฟนคลับที่ติดตามสาวคนนี้มีหลายวัย มีตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนต้น ไปถึงวัยคุณแม่ เพราะนอกจากเรื่องเมกอัพ ยังมีเรื่องของการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน มาต่อยอดเป็นไลฟ์สไตล์รอบตัว เช่น อาหารการกิน การดูแลรูปร่าง การออกกำลังกาย การท่องเที่ยว สัตว์เลี้ยง ครอบครัว รวมถึงแนวทางการใช้ชีวิตอย่างการบริหารจัดสรรการใช้เงิน ฯลฯ

“การทำอาชีพบิวตี้ ครีเอเตอร์ สิ่งสำคัญต้องขยัน หมั่นหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อจะได้นำความรู้นั้นมาอัพเดตให้คนที่ติดตามไม่เบื่อ ซึ่งปัจจุบันเราสามารถหาความรู้ได้ง่ายและว่องไวผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต ที่สำคัญคือ ต้องถ่ายทอดในสไตล์ของตัวเอง ไม่เลียนแบบคนอื่น เพราะทุกวันนี้บิวตี้ ครีเอเตอร์ หน้าใหม่เกิดขึ้นเยอะมาก แต่จะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเป็นตัวของตัวเอง ข้อมูลที่นำมาถ่ายทอด และความจริงใจที่มอบให้คนที่มาติดตาม เพราะเทรนด์การแต่งหน้า การดูแลตัวเองไม่มีอะไรกำหนดตายตัว ต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ”

การจะเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณทราย บอกว่า ต้องใจรัก มีระเบียบวินัยอย่างสูง รู้จักจัดสรรเวลาทำงานด้วยตัวเองให้เป็นระบบ เพราะไม่มีเวลาเข้า-ออกงานตายตัวเหมือนงานประจำ หลายคนอาจมองว่าเป็นงานสบายสามารถเลือกวันหยุดได้ตามชอบ แต่การที่เราเลือกจะหยุดงาน นั่นหมายถึง ช่วงที่เราเลือกจะไม่มีรายได้ แต่ในการเป็นฟรีแลนซ์ไม่ได้มีสวัสดิการใดๆ มารองรับ จึงเรียกได้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเลือกหยุดพักไม่ทำงาน

จะว่าไป 4-5 ปีมาแล้วที่คุณทรายมีงานเรื่อยๆ หญิงสาว ระบุว่า ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ยังคงวางตัวเหมือนเดิม ยังคอยอัพเดตเทรนด์หรือความรู้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจให้คนอ่านตลอด อย่างที่นำมารีวิวต้องลองผ่านการทดสอบกับตัวเองเท่านั้น ถ้าทดลองใช้แล้วชอบก็จะแชร์ให้เพื่อนๆ ได้เห็น เชื่อว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่กล้าเข้าไปทดลองผลิตภัณฑ์ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง การแบ่งปันความรู้สึก จึงเป็นประโยชน์ขั้นต้นในการตัดสินใจให้กับคนอ่านได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องซื่อสัตย์กับคนอ่าน รักษามาตรฐานการทำงานเอาไว้

งานอิสระ ยากกว่าที่คิด

เก็บออม เรื่องสำคัญ

คุณทราย เสริมว่า มีคนบางกลุ่มเห็นว่ากระแสบล็อกเกอร์บูม จึงทำบล็อกโดยมีจุดประสงค์อื่นๆ แฝงเข้ามา แต่ในที่สุดคนเหล่านี้ก็จะหายไป เนื่องจากคนเหล่านี้เข้ามาพร้อมความคาดหวัง เมื่อไม่ได้ผลตอบรับอย่างที่ต้องการก็จะเลิกทำ ฉะนั้น การทำบล็อกหรือเริ่มทำงานใดๆ ก็ตาม ควรเริ่มทำด้วยตัวตนที่แท้จริง ทำด้วยความชอบ โดยไม่คาดหวังผลตอบแทน

“ตั้งแต่ทำงานมาแม้จะไม่ได้มีชื่อเสียงมากนักแต่แบรนด์ต่างๆ ก็ติดต่อมาเรื่อยๆ ยังคงนึกถึงเราเสมอ คุณทรายคิดว่าเป็นเพราะทุกครั้งที่ได้ทำงานจะทำอย่างเต็มที่ ทำเกินร้อย ตั้งใจนำเสนอเนื้อหาที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ซึ่งแบรนด์ก็จะเห็นถึงความตั้งใจของเราและเกิดการบอกต่อได้เอง ซึ่งความตั้งใจในการรักษามาตรฐานแนวทางในการนำเสนอข้อมูลของเราจะทำให้แบรนด์เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำและอยากติดต่อมาร่วมงานกับเราเอง ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าการทำงานแบบนี้จะทำให้เราสามารถอยู่ตรงนี้ได้อย่างยั่งยืน”

ถามคุณทรายว่า ทุกวันนี้ดังแล้วหรือยัง เจ้าของบล็อก เผยว่า ทุกวันนี้ไม่เคยคิดว่าตัวเองมีชื่อเสียง ยอดคนที่ตามมากดไลก์ มาติดตาม จะไม่มีความหมายเลยหากสิ่งที่เราทำลงไปไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนอ่าน ความสุขของการแชร์สิ่งต่างๆ บนโลกโซเชียลคือการที่มีใครสักคนได้นำสิ่งที่เราแชร์หรือนำเทคนิคของเราไปใช้ได้จริง

เมื่อการเป็นฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน่นอน ไม่มีประกันสังคม หรือสวัสดิการเหมือนมนุษย์เงินเดือน ในฐานะที่เป็นฟรีแลนซ์มาทั้งชีวิต ให้คำแนะนำว่า การรู้จักเก็บออมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด โดยเมื่อได้รับเงินมาต้องจัดสรรเป็นเงินออมทันทีอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ ส่วนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ก็จัดสรรสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต และไม่ลืมที่จะซื้อหลักประกันในอนาคต อย่าง LTF ประกันบำนาญ ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น

ดูเหมือนว่า ฟรีแลนซ์ เป็นเทรนด์อาชีพที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจ บิวตี้ ครีเอเตอร์ แสดงความคิดเห็นว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่ไม่ง่าย ต้องกระตือรือร้นตลอดเวลา เพราะคู่แข่งเกิดขึ้นตลอด มั่นใจพอรึยังที่จะเสี่ยงในความไม่มั่นคง ในทางกลับกัน พนักงานเงินเดือนก็ต้องพึงระลึกเสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมั่นคงจริงหรือ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม ควรอยู่บนพื้นฐานของความรักในสิ่งที่ทำ เพราะจะทำให้เราสามารถสร้างผลงานออกมาให้เต็มที่ที่สุด โดยส่วนตัวมั่นใจแล้วว่า ฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่ตอบโจทย์สำหรับตัวเอง

ผกก.หนังโฆษณา งานยากที่ (หลายคน) อยากสัมผัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030151058&srcday=2015-10-15&search=no

ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

พารนี

ผกก.หนังโฆษณา งานยากที่ (หลายคน) อยากสัมผัส

“คิดว่าตัวเองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงมาก ไม่สามารถทิ้งงานได้ แต่ไม่ใช่ให้เข้าออฟฟิศทุกวัน ถ้าต้องให้นั่งในห้องสี่เหลี่ยม คิดงานไม่ได้นะ ผมอึดอัดตั้งแต่ทำงานประจำเป็นผู้ช่วยผู้กำกับแล้ว แต่ตอนนั้นต้องทน”

แวดวงงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ตำแหน่งบรรณาธิการ คงเป็นความฝันใฝ่ของหลายๆ ท่าน

ส่วนในกลุ่มคนทำโฆษณา ถ้าพูดถึง “เก้าอี้ผู้กำกับ” อาจไม่มีใครปฏิเสธ…นั่นคือเป้าหมายสูงสุดในอาชีพ

สร้างผลงาน

ตั้งแต่มหา”ลัย

ช่วงบ่ายของวันทำงานตามปฏิทินของชาวออฟฟิศ

แต่เป็นวันว่างของ เดวิด-วรเดช บีแกนเดอร์ ฟรีแลนซ์หนุ่มลูกครึ่งไทย-สวีดิช วัย 28 ในฐานะผู้กำกับหนังโฆษณา ซึ่งพกพาบุคลิกสุภาพอ่อนน้อม มานั่งพูดคุยกันก่อนเวลานัดหมาย

เริ่มต้นบทสนทนา…ด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“ตอนเรียนมัธยมฯ ดื้อมาก แทบเรียนไม่จบ จนวันหนึ่งคิดได้ ถ้ายังเป็นคนแบบนี้อยู่ โตขึ้นจะไปทำอะไร ต้องทำงานโรงงานหรือเสิร์ฟอาหาร แค่นั้นเหรอ ขณะที่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพพอที่จะเรียนจบปริญญา

ความจริงใบปริญญาใม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตขนาดนั้น แต่คิดว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ คงอยากไปงานรับปริญญาของลูก ผมเลยตั้งหลักใหม่”

แต่เพราะเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ พอเห็นเพื่อนเคร่งเครียดในการสอบเอ็นทรานซ์ เลยรู้สึกว่าทำไมต้องเครียดขนาดนั้น เขาจึงสมัครเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของเอกชนทันทีที่จบ ม.6 โดยไม่ได้ไปสมัครสอบเอ็นทรานซ์ให้เสียเวลา

ตอนเริ่มต้นใช้ชีวิต “เฟรชชี่” ยังไม่มีอะไรหวือหวา กระทั่งขึ้นปี 2 เริ่มได้จับกล้องถ่ายรูป รู้สึกชอบขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเก็บเงินซื้อกล้องวิดีโอ มาลองเล่น เขียนบท และกำกับเอง โดยเกณฑ์เพื่อนในกลุ่มมาเป็นตัวแสดง สร้างหนังสั้นเรื่อง “กระตุก” ออกมาเป็นซีรีส์ได้ 8 ตอน อัพโหลดขึ้นยูทูบ ปรากฏมีคนเข้ามาดูนับหมื่น

พอขึ้นปี 3 ได้ทำงานส่งอาจารย์ในวิชาโปรดักชั่น เป็นโฆษณาล้อเลียนเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพยี่ห้อหนึ่ง เสร็จแล้วอัพโหลดขึ้นยูทูบ ปรากฏกระแสตอบรับแรงมาก คนเข้าไปคลิกดูประมาณ 200,000 คน มีรายการโทรทัศน์มาติดต่อขอสัมภาษณ์ ทำให้รู้สึกว่าตัวเองชอบการคิด ชอบการกำกับ

กระทั่งปีสุดท้ายในรั้วมหาวิทยาลัย โชคดีมีโอกาสได้เข้าไปทำงานในโปรดักชั่นเฮ้าส์แห่งหนึ่งซึ่งเจ้าของเป็นเพื่อนกับอาจารย์ในคณะ

และเพราะความเข้าใจที่ว่า ถ้าอยากเป็นผู้กำกับหนัง คงต้องผ่านงานเป็นผู้ช่วยผู้กำกับมาก่อน แต่พอได้ไปทำงานจริง เริ่มชักไม่มั่นใจว่าข้อสันนิษฐานของตัวเขานั้นถูกต้องแล้วหรือเปล่า

“หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับครั้งแรกของผมคือ แบกลำโพง แล้วยังมีกฎเวลาออกกองถ่าย คนเป็นผู้ช่วยผู้กำกับห้ามนั่งเด็ดขาด บางงานออกกองถ่ายติดต่อกัน 7-8 วัน ผมไม่ได้นั่งเลยนะ” เดวิด เล่ายิ้มๆ

งานประจำ

หนักเหนื่อย เงินน้อย

จากนั้น เดวิดก็ได้ทำงานประจำในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 4 เทอมสุดท้าย เพราะตั้งใจไว้ว่า ถ้าอยากเป็นผู้กำกับ ต้องผ่านงานในตำแหน่งผู้ช่วยไปให้ได้

แม้จะเริ่มต้นจากการแบกลำโพง แต่เขาก็พยายามเริ่มเรียนรู้งานทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหนังโฆษณา ค่อยๆ สะสมความรู้เป็นเวลาปีเศษ กระทั่งตัดสินใจยื่นใบลาออก ด้วยเหตุผลที่ว่า งานหนัก เงินเดือนน้อย…เกินไป

“ไม่ได้ซีเรียสกับเรื่องเงินมากมายอะไร แต่ถ้าใช้งานหนักขนาดนั้น คิดว่าไม่ใช่แล้ว เพราะต้องทำงานจนไม่มีเวลาให้กับใครเลย แต่คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะออกมาเป็นฟรีแลนซ์ดีมั้ย เพราะไม่รู้ว่าลาออกแล้วจะมีงานทำหรือเปล่า” เดวิด บอกความรู้สึก

พอออกจากงานประจำ มาทำฟรีแลนซ์ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้กำกับ สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือ วิ่งหางานเอง แต่อาศัยสมัยเป็นพนักงานประจำ มีโอกาสติดต่อผู้คนในแวดวงหลายฝ่าย จึงมีคนแนะนำงานให้ทำต่อเนื่อง

“ถ้าเปรียบเทียบ หน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับหนังโฆษณา ในฐานะฟรีแลนซ์กับงานประจำในออฟฟิศแบบมีสังกัด งานหนักพอกัน ใช้เวลาการทำงานไม่ต่างกัน แต่ค่าตอบแทนคุ้มกว่า” ฟรีแลนซ์หนุ่ม เผย

เป็นฟรีแลนซ์ในหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับอยู่ปีกว่า เก็บเงินได้ก้อนใหญ่ (เพราะทำงานแทบไม่มีเวลาใช้เงิน) จนสามารถส่งตัวเองไปศึกษาต่อด้านการกำกับที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

“ไปเรียนที่นิวยอร์ก เพราะแค่รู้สึกว่าน่าไป แต่พอไปจริงๆ นี่เหรอนิวยอร์ก ไม่เห็นเหมือนในทีวีเลย และที่ไปเรียนต่อเมืองนอกไม่ได้อยากได้วุฒิอะไร แค่อยากเปิดโลก อยากเรียนรู้วิธีคิดของฝรั่ง ว่าเขาไปทางไหนกัน” เดวิด บอกอย่างนั้น ก่อนหัวเราะอารมณ์ดี

ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ตามแบบของเด็กไทยที่ไม่ได้คอยแต่แบมือขอเงินพ่อ-แม่ สั่งสมประสบการณ์อยู่ปีกว่า รู้สึกว่าได้เปิดโลกทัศน์สมความตั้งใจ จนสามารถสร้างผลงานของตัวเอง ในแบบของ Show Real ได้หลากหลายไอเดีย

ห้องสี่เหลี่ยม

ข้อจำกัดไอเดีย

เพิ่งกลับมาเมืองไทยได้ไม่ถึง 5 เดือน แต่วันนี้ เดวิดได้เป็นฟรีแลนซ์ นั่งแท่นในตำแหน่งผู้กำกับหนังโฆษณาเรียบร้อยแล้ว แต่เขาออกตัวไว้ว่า…ไม่ได้เก่งกาจกว่าคนอื่น

“ใจจริงอยากเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ แต่ทั้งชีวิตที่ผ่านมาอยู่กับโฆษณา และไม่ได้เก่งกว่าคนอื่น แค่รู้กระบวนการผลิตหนังโฆษณาเป็นอย่างดีแล้วว่าจะต้องทำยังไงบ้าง” เดวิด บอกจริงจัง

ก่อนเล่าให้ฟัง ทำอย่างไรถึงได้งานทำในแบบที่ถนัด ภายในเวลาไม่นาน

“พอกลับมา ผมโทรหาพี่ๆ ที่เคยทำงานด้วย บอกมีงานอะไรให้ทำบอกผมด้วยนะ ผู้ช่วยผู้กำกับก็ยังทำได้นะครับ”

หลังจากทิ้งเบอร์ไว้ให้บรรดาพี่ๆ เพื่อนๆ ที่เคยร่วมงาน ไม่นาน มีโปรดักชั่นเฮ้าส์ชั้นนำของเมืองไทย ติดต่อให้ไปเป็นฟรีแลนซ์ นั่งเก้าอี้ผู้กำกับหนังโฆษณาที่ออนแอร์ทางสื่อออนไลน์

ซึ่งช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รับงานไปแล้วกว่า 4-5 เรื่อง และแว่วว่ายังมีต่อเนื่องเข้ามาอีกเป็นระยะ

“ก่อนจะเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาสักชิ้น ถ้าเป็นเมืองไทย ลูกค้าซึ่งหมายถึงเจ้าของสินค้าหรือเอเยนซี่ จะขอดูผลงานที่ผ่านมาก่อน เมื่อพอใจแล้วถึงจะเปิดโอกาสให้เราได้ทำงาน” เดวิด อธิบายเส้นทาง กว่าจะมาถึงวันนี้

นึกสงสัย ตั้งใจจะทำงานประจำหรือทำเป็นฟรีแลนซ์ เดวิด บอก ก่อนหน้านี้มีบริษัทสองสามแห่งติดต่อมาให้ไปทำประจำเหมือนกัน แต่ยังไม่ตกลงกัน เพราะข้อเสนอของตัวเขาคือ ขอไม่เข้าออฟฟิศ หรือถ้าจะให้เข้า ขอเข้าตอนมีงานจริงๆ

“คิดว่าตัวเองเป็นคนมีความรับผิดชอบสูงมาก ไม่สามารถทิ้งงานได้ แต่ไม่ใช่ให้เข้าออฟฟิศทุกวัน ถ้าต้องให้นั่งในห้องสี่เหลี่ยม คิดงานไม่ได้นะ ผมอึดอัดตั้งแต่ทำงานประจำเป็นผู้ช่วยผู้กำกับแล้ว แต่ตอนนั้นต้องทน” เดวิด เผยความรู้สึก

กระซิบถามถึงค่าตอบแทนในแต่ละจ๊อบ ทราบว่า หลักหลายหมื่น ส่วนจะใช้เวลากี่วันนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับงบฯ ในการสร้างหนังโฆษณาแต่ละตัว

ในฐานะที่เคยผ่านทั้งงานประจำและฟรีแลนซ์มาแล้ว เห็นข้อดี-ข้อเสีย อย่างไรบ้าง เจ้าของเรื่องราวคนเดิม บอก ข้อดีของฟรีแลนซ์คือ มีความอิสระ ส่วนข้อเสียคือ ไม่มีความแน่นอน ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเดือนนี้มีงานแล้วเดือนหน้าจะมีงานมั้ย

เมื่อถามถึงส่วนสวัสดิการพื้นฐาน อย่างการรักษาตัวยามเจ็บไข้ได้ป่วย เดวิด บอกสั้นๆ ไม่เคยป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล เลยยังไม่เคยคิดวางแผนอะไรรองรับ

เพราะถือคติ…วันนี้ก็คือวันนี้ พรุ่งนี้ก็คือพรุ่งนี้

ชื่อ-นามสกุล : วรเดช บีแกนเดอร์

ชื่อเล่น : เดวิด/ลูกครึ่งไทย-สวีดิช

อายุ : 28 ปี

อาชีพ : ฟรีแลนซ์…ผู้กำกับหนังโฆษณา

การศึกษา : จบหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต ภาควิชาการโฆษณา มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก่อนไปศึกษาต่อด้านการกำกับ ที่ School Visual Of Arts นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นเวลาปีเศษ

ผลงานสร้างชื่อ : เขียนบทและนั่งเก้าอี้ผู้กำกับตั้งแต่สมัยอยู่รั้วมหาวิทยาลัย เคยสร้างหนังโฆษณาล้อเลียนเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งเป็นผลงานส่งอาจารย์ ก่อนนำไปอัพโหลดยูทูบ ใช้เวลาไม่นานมีคนเข้าดูถึง 200,000 คน

ความใฝ่ฝัน : ทำงานเก็บเงินจนอายุ 40 ปี แล้วย้ายไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่ประเทศกรีนแลนด์ หรือไม่ก็อาจเปิดโปรดักชั่นเฮ้าส์เล็กๆ เป็นของตัวเอง

สาวฟรีแลนซ์ทำแอพ ฟันธง คอนเน็กชั่นสำคัญสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

สาวฟรีแลนซ์ทำแอพ ฟันธง คอนเน็กชั่นสำคัญสุด

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ คำว่า “ฟรีแลนซ์” มีให้ได้ยินได้ฟังกันบ่อยขึ้นในบ้านเรา นั่นเพราะเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสังคมที่คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะบรรดาคนรุ่นใหม่ หันมายึดอาชีพฟรีแลนซ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งค่ายหนังดังนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ จนประสบความสำเร็จ และทำให้อาชีพนี้เป็นที่เข้าใจกันในวงกว้าง

อันที่จริงบ้านเรามีคนทำ “ฟรีแลนซ์” กันมานมนานแล้ว เพียงแต่มีเป็นบางอาชีพเท่านั้น ในขณะที่ปัจจุบันกระจายไปยังอาชีพที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นงานที่เด็กจบใหม่ที่รักอิสระทั้งหลายอยากจะยึดอาชีพนี้ เพราะมองว่าไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร ไม่ต้องไปเป็นมนุษย์เงินเดือน ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อปฏิบัติใดๆ ของหน่วยงาน ซึ่งก็เป็นการมองที่ถูกต้อง แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าอาชีพ “ฟรีแลนซ์” นั้นไม่ได้สวยหรูอย่างที่มองกันแต่ภายนอก ยังมีอะไรที่คนนอกไม่รู้อีกเยอะ

เริ่มจากงานการตลาดออนไลน์

คุณเนาวรัตน์ ศุภมงคลรัตน์ วัย 30 ต้นๆ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ยึดอาชีพฟรีแลนซ์เกี่ยวกับการทำแอพพลิเคชั่น จะมาบอกเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์การทำฟรีแลนซ์ในหลากหลายแง่มุม โดยตัวเธอเองแต่ละเดือนมีรายได้น้อยสุด-สูงสุดประมาณ 20,000-50,000 บาท

สาวฟรีแลนซ์คนนี้เล่าว่า เรียนจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยความที่บ้านเธอเป็นร้านขายข้าวสาร ช่วยที่บ้านค้าขายมาตั้งแต่เด็กๆ รู้ว่าเหนื่อยมาก ทำให้ไม่ชอบการขายของ ซึ่งต้องอาศัยดินฟ้าอากาศ วันไหนฝนตกหน่อยคนก็ไม่มาซื้อของกัน ดังนั้น พอเรียนจบจึงไปทำงานบริษัทเป็นเสมียนอยู่ประมาณปีหนึ่ง ผู้ร่วมงานต่างน่ารักมาก แต่ลึกๆ รู้สึกว่าไม่ใช่งานที่ตัวเองชอบ จากนั้นกลับไปช่วยงานที่บ้านต่อ ตอนนี้เลิกทำมาได้ปีกว่าแล้ว

คุณเนาวรัตน์ แจกแจงถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเข้าสู่อาชีพฟรีแลนซ์ว่า เมื่อ 5 ปีก่อน รู้ว่ามีงานอย่างหนึ่งที่เรียกว่า “Internet Marketing” เป็นงานที่สามารถทำที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ ขอแค่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ทำให้ตัวเองที่เคยรู้แค่ว่างานบนโลกนี้มีแค่งานประจำกับธุรกิจค้าขาย รู้สึกทึ่งมาก

วิธีทำการตลาดทางอินเตอร์เน็ตคือ สร้างเว็บไซต์ขึ้นมา และนำไปโปรโมตให้คนเข้ามาที่เว็บไซต์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น SEO, Paid Traffic ก่อนหน้านี้ก็เคยทำ E-commerce, Adsense มา รู้สึกชอบงานออนไลน์มากๆ หลังจากที่ทำมาได้สักพัก ได้มารู้จักกับกลุ่มเพื่อน Appxygen ที่มีการคุยถึงวิธีการหารายได้จากแอพพลิเคชั่นว่าทำยังไง อันที่จริงเทรนด์แอพมีมาตั้งแต่ 7 ปีที่แล้วสมัย iPhone 3 วางจำหน่าย ซึ่งตัวเองมาเริ่มเมื่อ 2 ปีก่อน ถือว่าไม่ช้าไม่เร็ว แต่ก็ไม่ใช่ยุคบุกเบิก

สาวทำแอพรายนี้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ก่อนหน้านี้ก็ไม่เข้าใจว่าแอพคืออะไร ทำอย่างไร จะทำได้ไหม รู้สึกงงมากเลย ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ภาษาอังกฤษก็อ่านไม่ค่อยได้ แต่กว่าจะผ่านมาได้ใช้เวลาเกือบปีเหมือนกัน สิ่งที่สำคัญเพราะมีกลุ่มเพื่อนคอยช่วยเหลือมากกว่าถึงทำให้ทำงานนี้ได้

แอพสร้างชื่อ “เกมแมวอโศกจอมซน”

“ถ้ามีคนถามว่าทำอะไร ก็จะบอกว่าทำแอพขาย ซึ่งส่วนใหญ่เขาก็ดูชื่นชม สายงานนี้ไม่ใช่จะเข้าใจยากอะไรมากมาย ใครๆ ก็ต้องเคยโหลดแอพทั้งนั้น ปัจจุบันอาชีพที่ทำเรียกว่า APPreneur แปลเป็นไทยคือ ผู้ประกอบการธุรกิจแอพมือถือ วิธีการคือทำแอพพลิเคชั่นขึ้นมา และทำให้คนทั่วโลกมาดาวน์โหลดแอพเรา นั่นแปลว่า ต่อให้เราหลับ ป่วย หรือไปเที่ยว งานเราก็ยังเดินต่อไป ต่างจากงานประจำตรงที่ ถ้าเราป่วยงานเราก็ไม่เดิน เงินเราก็จะไม่ได้ ซึ่งรู้สึกว่ามันโอเคมากๆ เป็นงานที่ตัวเองถูกชะตาและชอบมาก จึงทำจนถึงทุกวันนี้”

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรก เธอเรียนจบสาขานิติศาสตร์ แต่ด้วยความที่เรื่องแอพพลิเคชั่นเป็นงานที่เจ้าตัวชอบ ประกอบกับเป็นคนชอบศึกษาหาความรู้ ทำให้เธอมีผลงานเป็นที่รู้จักมากมาย อย่างเช่น แอพเกมแมวอโศกจอมซน และยังทำแอพเกี่ยวกับไดโนเสาร์ด้วย

ในการทำแอพพลิเคชั่นนั้น เธอว่า ทำในนามของบุคคลธรรมดา ซึ่งเป็นเจ้าของแอพเอง ที่ผ่านมาจะทำในส่วนที่ตัวเองถนัด เช่น การวิเคราะห์ตลาด ส่วนที่ไม่ถนัด เช่น กราฟิก หรืองาน Coding งานทั่วไป จะจ้างคนอื่นมาช่วยทำ

ช่วงระยะเวลา 5 ปีในการเป็นฟรีแลนซ์นี้ คุณเนาวรัตน์อธิบายข้อดีข้อเสีย ของการเป็นฟรีแลนซ์ให้ฟังว่า ข้อดีคือมีเวลาเป็นของตัวเอง มีอิสระอยากไปไหนก็ได้ไป อยากทำอะไรก็ได้ทำ ถ้าเป็นคนเก่งและมีคอนเน็กชั่นที่ดี รายได้ก็ดีตามไปด้วย ซึ่งโอกาสก้าวหน้าเรื่องรายได้ จะมีมากกว่าคนทำงานประจำ

ส่วนข้อเสียของคนทำฟรีแลนซ์จากประสบการณ์ของตัวเอง คือรายได้ไม่มั่นคง น้อยบ้างเยอะบ้างตามความขยันและคอนเน็กชั่น อีกทั้งงานที่ทำมีอิสระมาก ไม่มีใครมาบังคับ จึงต้องมีความรับผิดชอบต่องานมากเป็นพิเศษ และมีคู่แข่งเป็นคนเก่งๆ อีกมากมาย อย่างการทำแอพพลิเคชั่นให้คนทั่วโลกดาวน์โหลด คู่แข่งก็คือคนทำแอพทั่วโลกเช่นกัน ซึ่งมีจำนวนมาก ดังนั้น ต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ไปเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก เพื่อให้ดูมีคุณค่า นี่คือชีวิตจริงที่ไม่มีในตำรา

“สิ่งที่สำคัญมาก สำหรับอาชีพฟรีแลนซ์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรับผิดชอบงาน และเรื่องคอนเน็กชั่น ต้องรู้จักคนให้เยอะๆ หน่อย มีปัญหาเขาจะได้ช่วยเราได้ การเป็นฟรีแลนซ์ต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ยิ่งถ้าเป็นงานออนไลน์นี่เทรนด์มันไปไวมากเลย สิ่งที่เคยทำแล้วเวิร์กวันนี้ อีกไม่กี่วันอาจจะใช้ไม่ได้ เราต้องอย่ายึดติดและปรับตัวให้ทันโลก”

กับคำถามที่ว่า อาชีพฟรีแลนซ์มีความมั่นคงหรือไม่อย่างไร เธอบอกว่า ในโลกใบนี้มีคนเก่งๆ มากมาย โอกาสที่วันหนึ่งจะไม่มีงานเลยก็มี พอไม่มีงาน รายได้ก็ไม่มี มองในแง่นี้ก็รู้สึกไม่ค่อยจะมั่นคง แต่ถ้าตอนที่ยังสามารถหางานทำได้ และรู้จักที่จะเก็บออมไว้ แล้วนำเงินนั้นไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ จะมั่นคงขึ้นได้ สรุปคือต้องจัดการเงินให้เป็น เพราะเงินไม่ได้มีสม่ำเสมอตลอดเวลา

“ถ้าเทียบกับมนุษย์เงินเดือนแล้ว แบบนั้นสบายหน่อยตรงที่รู้อยู่แล้วว่ามีเงินเข้ามาตลอด รู้รายได้ที่แน่นอน ว่าปีหนึ่งมีรายได้เท่าไหร่ คำนวณได้ว่าต้องซื้ออะไรบ้าง วางแผนการใช้เงินและเวลาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งฟรีแลนซ์ทำไม่ได้ เว้นแต่จะมีคนจองคิวงานทั้งปี ซึ่งมันก็ยาก”

ชี้เหตุเด็กรุ่นใหม่ชอบทำฟรีแลนซ์

อย่างไรก็ตาม แม้งานฟรีแลนซ์ดูแล้วอาจจะไม่มั่นคงนั้น แต่เธอว่า จะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเบื่อ และคิดว่าถ้าย้อนเวลากลับไป เธอก็ยังคงจะเลือกเป็นฟรีแลนซ์แบบนี้

“ทุกวันนี้สังคมไทยเปิดกว้างกับอาชีพฟรีแลนซ์มากกว่าแต่ก่อน แต่อาจจะมีคนที่เป็นผู้ใหญ่หน่อยมักมองว่าเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง สู้รับราชการหรือทำงานประจำไม่ได้ ซึ่งมันก็จริง แต่ถ้าเรารู้ตัวเองว่าทำอะไรอยู่ เราขอแค่คนในครอบครัวเข้าใจเราก็พอแล้ว อย่างตัวเองกว่าจะทำให้ครอบครัวยอมรับได้ก็หลายปี ตอนนี้พิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าเราทำได้และทำได้ดี”

ส่วนกรณีที่มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าเด็กจบมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยมีค่านิยมจะยึดอาชีพฟรีแลนซ์ เธอให้เหตุผลว่า ใครๆ ก็อยากมีชีวิตสโลว์ไลฟ์ตามเทรนด์ เนื่องจากเห็นมีการอวดกันในเฟซบุ๊ก ทำให้ดูรู้สึกเท่ดี ชิลๆ แต่เวลานั่งปั่นงานไม่มีใครเห็น นั่งเครียดคนเดียวไม่มีใครพูด ทวงเงินลูกค้าแล้วทวงอีกจนเบื่อ

“อาชีพฟรีแลนซ์ภาพลักษณ์มันสวยหรู เหมือนเป็นนายตัวเองได้ตามใจ จริงๆ แล้วมีอะไรมากกว่านั้น ถ้าน้องๆ เขาชอบทำงานแบบฟรีแลนซ์ก็สนับสนุน คนพวกนี้ยังเด็กอยู่ ต่อให้ล้มก็ลุกได้เร็ว”

อย่างไรก็ตาม คุณเนาวรัตน์ ระบุว่า คนมาทำฟรีแลนซ์ต้องรู้ตัวเองด้วยว่าเป็นคนแบบไหน พร้อมกันนั้นต้องจัดการทำงานให้ได้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองให้ได้ เพราะทำงานฟรีแลนซ์ไม่มีใครมาบอกว่าต้องทำงานอย่างไรเวลาไหน ถ้าคนไม่มีระเบียบวินัยเลยจะมีปัญหาตรงที่งานต้องส่งตามกำหนด หากไม่ส่งงานผู้ว่าจ้างเสียหาย ฉะนั้น กรณีเป็นคนขี้เกียจและไม่มีระเบียบวินัยจะทำงานฟรีแลนซ์ลำบากแน่นอน

ในฐานะคนที่อยู่ในวงการฟรีแลนซ์ เธอมองว่า ในอนาคตข้างหน้า อาชีพฟรีแลนซ์คงเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่มักชอบที่จะเป็นนายตัวเองและรักอิสระ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอยู่หลายประเภท 1. ประเภทเด็กจบใหม่แล้วมาทำฟรีแลนซ์เลย อันนี้อาจจะไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน ขณะที่บางคนอาจจะทำมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งจะได้เปรียบกว่าคนที่ไม่เคยทำมาก่อน เมื่อเจอปัญหาใหม่ๆ อาจจะท้อ ขึ้นอยู่กับมีทักษะพอที่จะผ่านไปได้หรือเปล่า ถ้ารู้ว่าฟรีแลนซ์ไม่เหมาะกับตัวเอง ส่วนมากจะหันกลับไปทำงานประจำ หรือไม่ก็มาเปิดกิจการของตัวเอง

2. ประเภททำงานประจำมาก่อน แล้วค่อยมาทำฟรีแลนซ์ แบบนี้ถือว่ามีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว ประกอบกับอาจจะมีคอนเน็กชั่นในสายงานของตัวเอง จึงทำงานฟรีแลนซ์ได้ดีและรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

คุณเนาวรัตน์ ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการยึดอาชีพฟรีแลนซ์ว่า ต้องเป็นคนที่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และต้องมีความรับผิดชอบ รวมทั้งรู้จักจัดการกับรายได้ด้วย ส่วนคนที่สนใจการเป็น APPreneur ลองศึกษาดูก่อน ลองอ่านหนังสือ ถ้าเป็นหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ “APP EMPIRE” หนังสือแปลเป็นไทยชื่อ “สร้างเงินล้านอย่างรวดเร็วด้วยธุรกิจ APP” หรือถ้าของคนไทยก็มีกลุ่ม Appxygen ไว้พูดคุยศึกษาเรื่องนี้ได้เช่นกัน

สนใจอยากใช้บริการของคุณเนาวรัตน์ ติดต่อได้ที่ aey_girl@hotmail.com