จัดการเอกสารให้อยู่หมัดด้วย WPS Office

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

จัดการเอกสารให้อยู่หมัดด้วย WPS Office

“ตอบโจทย์ทุกปัญหาของการใช้งานแถมยังเปลี่ยนวันที่วุ่นวายเกี่ยวกับการจัดการเอกสารให้เป็นเรื่องง่ายๆ ด้วย WPS Office แล้วคุณจะรู้ว่าแอพเล็กๆ ตัวนี้สร้างสรรค์งานได้สารพัดประโยชน์มากกว่าที่คิดไว้?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ต่อให้สมาร์ตโฟน แท็บเลตของคุณมีประสิทธิภาพสูงเพียงใดก็ตาม หากไม่รู้จักหาแอพดีๆ มาติดตั้งไว้ที่เครื่องบ้างก็เท่ากับว่าคุณกำลังพลาดโอกาสดีๆ บางสิ่งบางอย่างที่จะช่วยจัดการปัญหาจุกจิกกวนใจให้กับคุณได้ อย่างเช่น มีผู้ช่วยจัดการบันทึกการเงินส่วนบุคคล, มีผู้ช่วยคอยรายงานข้อมูลข่าวสารการลงทุน หรือจะเป็นมีผู้ช่วยคอยช่วยฝึกสอนภาษาผ่านแอพ เป็นต้น

ใช่แล้วครับ เรื่องที่ผมจะหยิบยกนำมาเล่าในฉบับนี้เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาก โดยเฉพาะใครก็ตามที่ต้องทำงานคลุกคลีกับเอกสารงานสำนักงานจะรู้ดีว่าเป็นภาระงานที่ไม่จบสิ้น ทั้งพิมพ์งาน สร้างตารางคำนวณ นำเสนองาน จัดการไฟล์งานอิเล็กทรอนิกส์อย่าง PDF แม้แต่ต้องจดบันทึกย่อการประชุม นี่ยังรวมถึงการบันทึกไฟล์งานสำคัญไม่ให้ตกหล่น และเมื่อใดก็ตามที่ต้องเรียกใช้ต้องเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ทันที ภาระงานที่เอ่ยถึงเหล่านี้เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ยังไม่นับรวมถึงเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมายหลายร้อยพันที่ประเดประดังเข้ามาในชีวิตพร้อมๆ กัน

แล้วจะดีแค่ไหนถ้าชีวิตการทำงานในสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ต้องมานั่งซังกะตายอยู่ที่โต๊ะทำงาน แต่สามารถหยิบจับงานเอกสารเหล่านั้นไปทำข้างนอกโดยใช้งานผ่านแอพที่มีชื่อว่า “WPS Office” ตัวช่วยจัดการงานออฟฟิศให้เป็นเรื่องง่าย ลืมแนะนำไปว่าผลงานชิ้นนี้เป็นของ “KINGSOFT Office”

หนึ่งในทางเลือกใหม่สำหรับชาวออฟฟิศ เพราะไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม ชีวิตของคุณก็สามารถทำงานได้ เพิ่มผลผลิต แถมยังสะดวกและคล่องตัวทุกช่วงจังหวะเวลา ไม่พลาดงานสำคัญในช่วงเวลาที่เร่งรีบ

ค้นหาทางออกด้วย WPS Office

ทำไมผมถึงแนะนำแอพตัวนี้ทั้งที่หากค้นหาใน Play Store มีอีกมากมายหลายแอพ เช่น Polaris Office, OfficeSuite 8, Doc To Go หรือแม้แต่ Google เอกสาร แต่จุดเด่นของแอพตัวนี้นอกจากจะฟรีแล้วยังสามารถจัดการกับเอกสารได้ทั้ง Word, Excel, PowerPoint รวมถึง PDF ด้วย แบบนี้ต้องบอกว่า “เล็กพริกขี้หนู” จริงๆ

ใครใช้ iOS ก็ไม่ต้องเสียใจนะครับเพราะใช้ได้ทั้ง Android และ iOS ผมเองคงไม่ได้ลงรายละเอียดถึงการใช้งานทุกฟีเจอร์หรือฟังก์ชั่นของแอพตัวนี้ทั้งหมดหรอกนะครับ แต่จะขอแนะนำเท่าที่สรุปและใช้งานมาได้สักระยะหนึ่งแล้วพบว่า

– สามารถรองรับไฟล์งานประเภทนามสกุล DOC, XLS, PPT, TXT, PDF รวมถึงไฟล์เอกสารอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

– สามารถรองรับการจัดการข้อมูลได้ทั้งรูปแบบ Paragraph รวมถึงการแก้ไข รูปภาพ สัญลักษณ์ ตารางและแผนภูมิก็สามารถทำได้ดีไม่แพ้กับการใช้งานบน PC

– สามารถแชร์ข้อมูลโดยส่งผ่านอีเมลได้ รวมถึงมีระบบรองรับการจัดไฟล์งานผ่าน Cloud Storage ได้ และฟีเจอร์ที่น่าสนใจอีกตัวเป็นการบันทึกงานอัตโนมัติ (Automatically Save) เพื่อช่วยป้องกันข้อมูลสูญหายระหว่างการใช้งาน

– สามารถรองรับการใช้ภาษาได้ถึง 47 ภาษาที่แตกต่างกัน

แอพการนำเสนองาน (Presentation)

ขีดความสามารถไม่แพ้รุ่นใหญ่อย่าง MS-PowerPoint เพียงแต่เป็นฉบับย่อ แต่ขีดความสามารถที่จำเป็นในการนำเสนองานยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน ดังนี้

– รองรับการแทรกรูป, สัญลักษณ์, กล่องข้อความ, ไฟล์เสียง, บันทึกข้อความ, ตาราง และแผนภูมิได้แล้ว

– รองรับการดูบันทึกย่อ (Note) ได้ด้วย หรือแม้แต่การใช้ Laser Pointer รวมถึงปากกาและตัวทำไฮไลต์

แอพงานเอกสาร (Writer)

ครบเครื่องเรื่องเอกสาร ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ หรือแก้ไข รวมถึงยังมีความสามารถอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติม ดังนี้

– รองรับการติดตามและเปลี่ยนแปลงข้อมูล, ดูความคิดเห็น, การสะกดคำ, จัดการย่อหน้า

– รองรับฟังก์ชั่นสำหรับการค้นหาคำ, ข้อความได้

– รองรับการบันทึกไฟล์ PDF ผ่านแอพตัวนี้ได้เลย

แอพตารางคำนวณ (Spreadsheets)

ความสามารถเรียกว่าถอดแบบมาจากรุ่นพี่อย่าง Excel ถึงแม้อาจจะมีฟังก์ชั่นหรือสูตรคำนวณไม่เยอะเท่ารุ่นใหญ่ แต่ก็มีฟังก์ชั่นที่จำเป็นให้ได้ใช้อย่างครบถ้วน ส่วนความสามารถและลูกเล่นใดน่าสนใจบ้างผมได้แยกเป็นหัวข้อ ดังนี้

– รองรับฟังก์ชั่นพื้นฐานที่จำเป็น PivotTables, Freeze Frames รวมถึงฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นการจัดเรียงข้อมูล, การจัดการรูปแบบตาราง

– รองรับการสร้าง แก้ไข และปรับปรุงข้อมูลผ่านแผนภูมิและกราฟประเภทต่างๆ

– รองรับการแก้ไขประเภทข้อมูลในรูปแบบเซลล์ได้

บทสรุป “จัดการเอกสารให้อยู่หมัดด้วย WPS Office”

ภายใต้แอพ WPS Office จะเห็นว่ายังมีแอพย่อยๆ ที่ช่วยจัดการเอกสารได้หลากหลาย ทั้งงานพิมพ์เอกสาร ตารางการคำนวณ การนำเสนองาน หรือแม้แต่การจัดทำบันทึกย่อ นี่ยังไม่รวมถึงการเชื่อมต่อกับระบบ Cloud Storage เพื่อใช้สำหรับจัดเก็บไฟล์ข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ได้อีก ทั้งยังรองรับไฟล์ประเภท PDF สามารถบันทึกและสร้างผ่านเครื่องมือต่างๆ ที่ได้จัดเตรียมไว้ในแอพชุดนี้

เห็นไหมครับว่า งานเอกสารไม่จำเป็นเลยที่จะต้องทำงานอยู่กับโต๊ะถึงจะได้เนื้องาน ขอเพียงหาแอพดีๆ สักตัวแล้วเชื่อมต่อกับระบบออนไลน์ที่มีความเร็วสูง ต่อให้คุณไปนั่งทำงานบนหาดทรายทะเลสวยแสนงาม ก็ไม่ทำให้งานเสีย จริงไหม ขึ้นอยู่กับว่าเจ้านายคุณจะให้ไปทำงานนอกสถานที่ได้หรือเปล่าอันนี้ไม่รู้นะ!! แต่ถ้าเป็นที่ต่างประเทศมีนะ ถือว่าเป็นการสร้างสีสันให้กับชีวิตและสร้างแรงบันดาลใจพร้อมกับเติมพลังไอเดียที่สุดบรรเจิดให้กับงานและพนักงานในองค์กร ผลลัพธ์ที่ได้ถือว่า Win-Win ทั้งคู่ จริงไหมครับ พนักงานมีความสุขกับงาน องค์กรได้ผลงานที่เยี่ยมยอด แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

หนี้ใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

หนี้ใคร

บริษัทจัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศ ร่วมดำเนินโครงการกับธนาคาร ให้ปล่อยสินเชื่อแก่คนงานไปทำงานต่างประเทศ เปิดบัญชีเงินฝากค้ำประกันเอาไว้ ถ้าคนงานไม่ชำระหนี้ครบให้ธนาคารหักเงินในบัญชีไปได้เลย แถมมีผู้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันอีกคน ธนาคารตกลงปล่อยเงินกู้ เมื่อคนงานเบี้ยว จึงหักเงินจากบัญชีบริษัท บริษัทโดนหักเงิน หันไปฟ้องเอาผู้จดจำนองที่ดินต่อ

1.

บริษัทจัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศ ได้ทำความตกลงกับธนาคาร ในโครงการอำนวยสินเชื่อให้คนงานที่จะไปทำงานต่างประเทศ

บริษัทต้องเปิดบัญชีฝากเงินประเภทสะสมทรัพย์ไว้กับธนาคารชื่อ “บัญชีสำรองจ่ายหนี้เสีย” เพื่อประกันความเสียหายในการปฏิบัติตามสัญญาของคนงานที่รับเงินกู้ไปจากธนาคารเพื่อไปทำงานต่างประเทศ โดยบริษัทเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของคนงานเหล่านั้น และยอมให้ธนาคารหักเงินในบัญชีสำรองจ่ายหนี้เสียนี้ ชำระแทนคนงานหรือผู้กู้ที่ไม่สามารถชำระหนี้คืนภายใน 3 เดือนนับแต่วันผิดนัดชำระ

เมื่อตกลงกันได้อย่างนั้น บริษัทเริ่มดำเนินการตามโครงการทันที ประกาศให้คนงานทราบ ใครที่สนใจไปทำงานต่างประเทศ มีโครงการที่ธนาคารให้กู้เงิน

คุณจำนูญเป็นคนทำงาน เป็นคนหางาน ที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศ กระโดดเข้าร่วมโครงการทันที

คุณจำนูญติดต่อกับบริษัท ขอให้ช่วยอำนวยความสะดวกในการขอสินเชื่อจากธนาคาร บริษัทก็ดำเนินการให้คุณจำนูญได้เข้าร่วมโครงการนี้

คุณจำนูญยื่นขอกู้เงินจากธนาคาร 100,000 บาท ธนาคารคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11.5 ต่อปี

ในการกู้เงินดังกล่าวนั้น บริษัทได้ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของคุณจำนูญไว้ต่อธนาคาร

นอกจากนั้น ธนาคารยังขอให้มีผู้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้อีกชั้นหนึ่ง

คุณจำนูญได้ขอให้คุณโผงนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองไว้เป็นประกันหนี้ของคุณจำนูญด้วย

ธนาคารมั่นใจแน่นอน มีบริษัทค้ำประกัน โดยมีบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารและตกลงให้ธนาคารหักบัญชีได้หากลูกหนี้ไม่ชำระตามเงื่อนไขกำหนด

แถมยังมีคุณโผงนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้นั้นไว้อีกราย จึงจ่ายเงินแก่คุณจำนูญไป 100,000 บาท

คุณจำนูญดีใจ มีเงินสำหรับใช้จ่ายและได้ไปทำงานต่างประเทศสมตั้งใจ

เมื่อคุณจำนูญไปทำงานต่างประเทศ แรกๆ ก็ส่งเงินเข้าบัญชี ชำระหนี้แก่ธนาคารตามสัญญาที่ว่าไว้

แต่เฉพาะแรกๆ เท่านั้นเองที่ชำระ เพราะหลังๆ นี่ธนาคารพบว่า คุณจำนูญไม่นำเงินเข้าบัญชี คือไม่ชำระหนี้เงินกู้อีกแล้วนั่นเอง

ธนาคารทวงคุณจำนูญ แต่เหลว ไม่มีเงินชำระเข้ามา จึงหันไปหาผู้ค้ำประกันคือบริษัทนะเอง

ธนาคารเริ่มหักเงินจาก “บัญชีสำรองจ่ายหนี้เสีย” ที่บริษัทเปิดไว้ จำนวน 94,365 บาท จนครบหนี้ไป

ธนาคารเก๊าะสบายตัวไป ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว

2.

หันมาทางบริษัท บริษัทถูกธนาคารหักบัญชีไป 9 หมื่นกว่าบาท ตามสัญญา ทำไงต่อละ

บริษัทว่า อย่างนี้ คุณจำนูญต้องรับผิดชอบ

แต่ลำพังคุณจำนูญ ดูท่าทางจะไม่มีเงิน ดังนั้น จึงไปหาคุณโผงด้วย

บริษัทว่า นอกจากคุณจำนูญแล้ว คุณโผงผู้จดจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ของคุณจำนูญ ต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบด้วยสิ

ว่าแล้วจึงเริ่มทวงถามเอากับคุณโผงไป

คุณโผงรับหนังสือทวงถาม แล้วร้องด้วยความสงสัยว่า “อ้าว ผมไปเกี่ยวไรด้วยละ?”

บริษัทส่งเจ้าหน้าที่มาคุยด้วย พยายามอธิบายให้ฟังว่า ทำไมคุณโผงถึงต้องร่วมกันรับผิดชอบหนี้นี้ด้วย

คุณโผงว่า “รับผิดชอบอะไร ผมเกี่ยวอะไรด้วย”

บริษัทว่า “ไม่รู้ละ ถ้าไม่จ่ายเป็นโดนฟ้อง”

คุณโผงว่า “ฟ้องก็ฟ้องสิ กลัวรึ”

บริษัทยื่นฟ้องคุณจำนูญ เป็นจำเลยที่ 1 และคุณโผงเป็นจำเลยที่ 2

เรียกให้ทั้งสองร่วมกัน จ่ายเงินจำนวน 94,365 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี มา

3.

เมื่อถูกฟ้อง คุณจำนูญและคุณโผงต่อสู้คดี

โดยเฉพาะคุณโผงต่อสู้ว่า บริษัทนั้นเข้าค้ำประกันหนี้ของคุณจำนูญ

ส่วนคุณโผงนั้นนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองค้ำประกันหนี้เงินกู้ต่อธนาคาร

ทีนี้เมื่อบริษัทถูกหักบัญชีนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้แล้ว หนี้ประธานที่คุณจำนูญกู้จากธนาคารไม่มีแล้ว สัญญาจำนองก็ระงับสิ

ธนาคารผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้มีสิทธิเหนือคุณโผงในฐานะคู่สัญญาจำนอง

บริษัทชอบที่จะรับช่วงสิทธิจากธนาคารและใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาก็แต่เฉพาะกับคุณจำนูญลูกหนี้ชั้นต้นโน่น ไม่มีอำนาจมาฟ้องคุณโผงบังคับจำนองให้คุณโผงชำระหนี้ได้ดอก ขอให้ยกฟ้องไป

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้คุณจำนูญ ชำระเงิน 94,365 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท

บริษัทอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

4.

บริษัทฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของบริษัทเพียงว่า บริษัทมีสิทธิรับช่วงสิทธิจากเจ้าหนี้ มาฟ้องไล่เบี้ยเอาจากคุณโผงผู้จดทะเบียนที่ดินจำนองเป็นประกันหนี้นี้หรือไม่

โดยบริษัทฎีกาว่า บริษัทและคุณโผง ต่างเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของคุณจำนูญในหนี้รายเดียวกัน

แม้วิธีการประกันหนี้จะไม่เหมือนกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับคุณจำนูญ และคุณโผง เป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้น

เห็นว่า การที่คุณโผงจำนองที่ดินของตนเป็นประกันเงินกู้ที่คุณจำนูญต้องชำระให้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ เป็นการให้สัญญาต่อเจ้าหนี้ของคุณจำนูญว่า หากคุณจำนูญไม่ชำระหนี้ ก็ให้ธนาคารเจ้าหนี้ของคุณจำนูญ บังคับจำนองเอากับที่ดินของคุณโผงได้

ต่างกับการค้ำประกันซึ่งบริษัทผู้ค้ำประกันสัญญาว่า ถ้าคุณจำนูญไม่ชำระหนี้ บริษัทจะชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ของคุณจำนูญ โดยยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับคุณจำนูญผู้เป็นลูกหนี้ ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันหนี้ทุกชนิด

ส่วนกรณีของคุณโผงนั้น ต้องบังคับเอาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในลักษณะจำนอง ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 682 วรรคสอง ในลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับกับคุณโผงให้ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับบริษัทซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน

อีกทั้งไม่ใช่กรณีผู้ค้ำประกันหลายคนยอมตนเข้าค้ำประกันหนี้รายเดียวกันอันจะต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันตามมาตรา 682 วรรคสอง อันจะทำให้บริษัทรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บังคับจำนองกับที่ดินที่คุณโผงได้

ศาลฎีกาพิพากษายืน

คุณโผงผิวปากสบายใจไปสิ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13337/2556)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 682 ท่านว่าบุคคลจะยอมเข้าเป็นผู้รับเรือน คือเป็นประกันของผู้ค้ำประกันอีกชั้นหนึ่ง ก็เป็นได้

ถ้าบุคคลหลายคนยอมตนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกันไซร้ท่านว่าผู้ค้ำประกันเหล่านั้นมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้ถึงว่ามิได้เข้ารับค้ำประกันรวมกัน

มาตรา 702 อันว่าจำนองนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้จำนอง เอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจำนอง เป็นประกันการชำระหนี้ โดยไม่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้รับจำนอง

ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญมิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่

เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ปฏิรูปประเทศครั้งสุดท้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ปฏิรูปประเทศครั้งสุดท้าย

หลังจากประกาศรายชื่อแต่งตั้งเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คน

และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) 200 คน

การเดินหน้าทำงานตามอำนาจหน้าที่ก็เริ่มต้นทันที

เวลา 13.30 น. วันรุ่งขึ้น (6 ตุลาคม) นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เรียกประชุม กรธ. เลือกตำแหน่งต่างๆ และกำหนดกรอบการทำงานโดยนัดประชุมตอนบ่ายทุกวันจันทร์-ศุกร์ ประกาศว่าจะดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในเดือนมกราคม 2559 จากนั้นจะเผยแพร่ร่างแรกสู่สาธารณชน และส่งไปยังพรรคการเมืองให้แสดงความคิดเห็นในการขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อ กรธ. จะนำมาปรับแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการของประชาชนทุกภาคส่วน

หลักที่ กรธ. วางไว้คือ

1. รัฐธรรมนูญควรเขียนในหลักการที่สำคัญ

2. เป็นรัฐธรรมนูญที่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตการเมืองได้

ในแง่ของกรอบเวลา จากวันนี้ไปถึงมกราคมปีหน้าก็เท่ากับใช้เวลาไป 3 เดือนสำหรับร่างแรก ที่จะนำไปสู่การเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน พรรคการเมืองและรวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ

การรับฟังอาจใช้เวลาอีก 1 เดือน

กรธ. นำมาปรับแก้ให้เป็นร่างสุดท้ายซึ่งถือว่าเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลา 2 เดือน

รวมแล้วก็ 6 เดือนเป๊ะตามที่รัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม 2558 กำหนดให้ กรธ. ร่างให้เสร็จภายใน 180 วัน หรือ 6 เดือน นั่นคือ ไม่เกินประมาณวันที่ 6 เมษายน 2559

ต่อจากนั้น เข้าสู่ห้วงเวลาสำคัญ นั่นคือ คณะรัฐมนตรีจะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญเป็นเล่มจำนวน 18 ล้านเล่ม ส่งไปรษณีย์ถึงบ้านผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 18 ล้านครอบครัว ครอบคลุมผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 47 ล้านคน ตามมาด้วยการทำความเข้าใจต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญซึ่งคงจะมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และนั่นอาจหมายถึงการอยากให้ผ่านหรืออยากให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

นับจากนี้ประชาชนจึงต้องเฝ้าจับตามองกระบวนการทำงานของ กรธ. ชุดนายมีชัยเป็นประธาน และดูว่าจะร่างรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไร สามารถสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างการยอมรับของสื่อมวลชนและประชาชนได้หรือไม่

สำหรับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้สมาชิก สปท. 200 คน มีทั้ง สปช. เก่า ข้าราชการประจำ ข้าราชการเกษียณ ทหาร-ตำรวจ นักการเมือง และแกนนำกลุ่มองค์กรมวลชนทางการเมือง นักกฎหมาย ผู้ทรงคุณวุฒิ ฯลฯ หลังประชุมนัดแรกเพื่อเลือกประธานและรองประธานอีก 2 คนแล้ว ก็จะต้องจัดทำข้อบังคับการประชุม

บทเรียนจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คือการทำข้อบังคับการประชุมเลียนแบบสภาการเมือง อย่างสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือแม้แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ นั่นคือ จะพูด จะอภิปรายก็ต้องมีพิธีรีตอง กำหนดให้พูดตามเวลาที่กำหนดคนละนิดละหน่อยเนื่องจากกลัวสมาชิกจะพูดกันมากเกินไป

มีความเป็นไปได้ที่จะไม่ทำแบบเดิม

แต่สิ่งที่เป็นสาระคือ สปท. จะมีกระบวนการทำงานแบบไหนในการร่อนตะแกรงข้อเสนอวาระปฏิรูป 37 วาระ วาระพัฒนา 6 วาระ ข้อเสนอรวมแล้ว 140 กว่าประเด็น โดยเลือกเอาแต่เฉพาะเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนมาดำเนินการโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์หรือความสำเร็จอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน ประชาชนสามารถสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

เช่น เรื่องการศึกษา อะไรคือเรื่องสำคัญเร่งด่วน จะขับเคลื่อนเรื่องไหน จะทำอย่างไร ใครทำ จะเกิดผลดีต่อใคร อย่างไร

เรื่องการเมือง, เรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น, เรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม, เรื่องสาธารณสุข, เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, เรื่องพลังงาน, เรื่องเศรษฐกิจ, เรื่องสื่อมวลชน, เรื่องสังคม และเรื่องอื่นๆ ก็เช่นกัน

การมีข้าราชการประจำ อดีตข้าราชการประจำ นักการเมือง ทหาร ตำรวจ ฯลฯ จะช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปได้แค่ไหน

แต่ทั้งนี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ไม่ต้องไปยุ่งกับการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.

แม้ กรธ. 21 คน กับ สปท. 200 คน อันเป็นแม่น้ำ 2 สายที่ถูกออกแบบใหม่ให้เพิ่งเกิดขึ้นจะแยกอำนาจหน้าที่ออกจากกัน แต่มีความสัมพันธ์กัน

เพราะการปฏิรูปในด้านต่างๆ อาจต้องนำไปบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญและจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญ หากการร่างรัฐธรรมนูญโดย กรธ. เกิดปัญหา นำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคม โดยเฉพาะแวดวงนักการเมืองเหมือนกับที่เกิดขึ้นมาแล้วกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนายบวรศักดิ์เป็นประธาน กระทั่งนักการเมืองเกิดความปรองดองโดยมิได้นัดหมาย ด้วยการประกาศว่าจะคว่ำในชั้นการออกเสียงประชามติถ้าหากที่ประชุม สปช. ลงมติให้ความเห็นชอบ

ปัญหาร่างรัฐธรรมนูญก็จะกระทบต่อการปฏิรูปที่ สปท. กำลังดำเนินการอยู่

ประกอบกับโรดแมปที่วางไว้ 6-4-6-4=20 เดือน ทุกอย่างจะสำเร็จลุล่วง แต่เกิดปัญหาขัดแย้งอย่างรุนแรงจะด้วยเหตุใดก็ตาม เวลาที่หมดไปเกือบ 3 ปีนับจากการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อาจทำให้ฝ่ายที่ไม่พอใจ คสช. และรัฐบาล เคลื่อนไหวต่อต้านโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็เป็นไปได้ เพราะถือว่าได้ทนมามากแล้ว

การปฏิรูปประเทศโดย สปท. การเขียนรัฐธรรมนูญในบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการแสดงออกซึ่งเสรีภาพในการพูด การแสดงความคิดเห็น การเคลื่อนไหวต่างๆ นับจากนี้ไปเป็นเรื่องยากต่อการพยากรณ์ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร

รู้แต่เพียงว่าเป็นสถานการณ์ที่เปราะบางและล่อแหลมที่ความสำเร็จและความล้มเหลวอยู่บนเส้นแบ่งที่ใกล้กันมาก

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

งานในช่วงปลายเดือนนี้เรื่องที่ต้องระวังคือ งานด่วน ถึงด่วนที่สุด งานที่ไม่อยู่ในตารางปกติของคุณทำให้แผนที่คุณวางไว้ก่อนหน้าไม่สามารถนำมาใช้ได้ แผนการทำงานต้องปรับเปลี่ยนตามหน้างานที่คุณได้รับมอบหมาย แต่คุณยังสามารถเอาตัวรอดได้ อีกทั้งผู้ใหญ่ เพื่อนร่วมงานยังให้ความช่วยเหลือทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ระวังเรื่องของงานประจำที่ต้องส่งต่อให้คนอื่นจะมีเหตุให้ขัดเคืองคาใจกัน การเงินในส่วนของการกู้ยืมหรือการติดต่อเจรจาในส่วนของหน่วยงานประสบผลสำเร็จ มีเพียงตัวเลขบางส่วนที่ถูกลดทอนลงไปบ้าง รวมถึงจะมีการขอเอกสารข้อมูลเพิ่มเติม ควรเตรียมให้พร้อมมากที่สุด ความรักมีกิจกรรมที่ต้องร่วมกันทำต่อเนื่องเป็นช่วงเวลาที่จะเจอกันบ่อยขึ้น เรื่องที่ต้องระวังคือความลับส่วนตัวของคุณมีเกณฑ์จะรั่วไหล ความแตก การค้าขายในระยะนี้ต้องใจกล้า คือกล้าได้กล้าเสีย ลดเป็นลด แถมเป็นแถม อย่ามัวคิดคำนวณคุ้มไม่คุ้มมากจนเกินไปจะทำให้เสียลูกค้ารายใหญ่ สุขภาพระวังบริเวณหลังและเข่าปวด อักเสบ รวมทั้งการลื่นหกล้มด้วยครับ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

เรื่องงานมีโอกาสที่คุณจะเดินทาง ไม่อยู่ประจำที่เป็นระยะๆ ทั้งในเรื่องของงานประจำและงานส่วนตัว จ๊อบสั้นที่ทำแล้วจบเร็ว อีกทั้งยังเป็นเงินทำให้สภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น แต่ระวังเรื่องของเวลากรณีที่คุณจัดสรรไม่ลง ทำให้กระทบงานประจำ สิ่งที่ตามมาคือเจ้านายสามารถคาดโทษเพื่อที่จะเป็นตัวอย่างกับคนในองค์กร อีกประการ งานเก่างานที่ยังคาราคาซังอยู่ก็ยังสร้างปัญหาให้คุณไม่จบ เอกสารหรือการยืนยันด้วยหลักฐานช่วยให้คุณรอดปลอดภัยได้ การเงินที่มาจากงานพิเศษ งานส่วนตัวคุณทำให้สภาพคล่องดีขึ้น รายจ่ายใช้กับคนรักครอบครัวมากเป็นพิเศษทั้งเรื่องจำเป็นและเรื่องไม่จำเป็น ความรักโอกาสที่รู้จักคนใหม่และสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วให้ระวังเรื่องที่จะทำให้คุณยุ่งยากตามมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทั้งเรื่องที่เขาคนนั้นมีคู่อยู่ก่อนแล้ว และเรื่องที่เขายังปกปิดความลับบางสิ่งที่ไม่สามารถบอกคุณได้ การค้าขายในช่วงนี้ต้องระวังราคาข้าวของวัตถุดิบจะขึ้นอย่างไม่บอกกล่าวอีกระลอก ควรวางแผนงานล่วงหน้าด่วน สุขภาพเรื่องของโรคกระดูก เรื่องข้อต่างๆ ตามร่างกายเจ็บ อักเสบง่ายขึ้นครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

เรื่องงานได้รับมอบหมายงานที่คุณต้องลงไปทำแทนคนอื่น เพื่อนร่วมงาน ลูกน้องบริวารฝีมือดีสามารถร่วมทำงานกับคุณจนประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรม เป็นงานที่เจ้านายคุณให้คุณทำโดยตรง ด้วยเหตุที่ท่านเชื่อฝีมือคุณและคุณไม่ทำให้ท่านเสียหน้าหรือผิดหวังนั้นเอง การค้าการเจรจามียอดการจัดจำหน่ายในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ลูกค้าหน้าใหม่ๆ มากขึ้น การเงินมีเข้ามาเป็นระยะในช่วง 1-2 เดือนนี้ แต่คุณต้องขยันต่อเนื่อง ถ้าคุณขยันเป็นพักๆ เงินก็จะเข้าเป็นช่วงไม่ต่อเนื่อง เป็นได้ที่คุณจะทำงานตามอารมณ์มากขึ้น เบื่อหรือเหนื่อยก็จะหยุดพักบางเวลาไปบ้าง ความรักโอกาสที่พบเจอ ได้ร่วมงานหรืออยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น อีกทั้งมีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แต่กับท่านที่ยังไม่มีใคร ขอให้อดทน อย่าหยิบเบี้ยใกล้มือ อย่ารีบคว้าใครสักคนโดยไม่ไตร่ตรองเพียงเพราะไม่มีใคร เพราะจะทำให้เรื่องวุ่นวายไม่รู้จบตามมา อีกประการ จะมีญาติพี่น้องคนสนิทป่วยไข้ไม่สบาย สุขภาพระวังเรื่องของอาหาร อาหารที่ไม่สะอาดหรือร้านที่ไม่คุ้นเคยทำให้ท้องเสีย ปวดท้องได้ครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

งานในรูปแบบเดิมๆ ก็มากอยู่แล้วซึ่งตามที่เห็นก็น่าจะไม่ยากเย็นอะไร แต่เดี๋ยวก่อนคุณยังมีงานใหม่ รวมถึงโปรเจ็กต์เก่าที่ต้องนำกลับมาดำเนินการต่อ ทำให้เรื่องของเวลา และสุขภาพเป็นเรื่องที่คุณต้องดูแลอย่างจริงจัง เพราะเวลาไม่สอดคล้องกับเนื้องานที่มากโข อีกทั้งเร่งงานเต็มกำลังสภาพร่างกายรับไม่ได้ เจ็บป่วยได้ง่าย ดังนั้น ทางออกคือคุณจัดงานตามความเหมาะสมของลูกน้องบริวารหรือคนที่ต้องรับงานต่อจากคุณให้เร็วกว่าที่ผ่านมา อีกประการ ควรทำเอกสารหรือหนังสือตามกันความผิดพลาด ผู้ใหญ่รวมถึงลูกค้าให้ความไว้วางใจมอบหมายงานที่เป็นรายได้ ก้อนเล็ก ก้อนน้อยให้คุณอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น ระวังการจ่ายไปกับอุปกรณ์ไฟฟ้า รถยนต์ กับความรักมีคนหน้าใหม่เข้ามาทำความรู้จักและสนใจในตัวคุณมากขึ้น อีกประการ ให้ระวังเรื่องคู่ซ้อนในครอบครัวจะทำให้เกิดปัญหาใหญ่ๆ ตามมา การค้าการขายช่วงนี้ให้ระวังฟ้าฝนและสภาพอากาศ จะทำให้งานเลื่อนหรือถูกยกเลิกได้ ต้องเตรียมแผนสองเอาไว้ในใจ สุขภาพระวังภูมิแพ้ ไข้หวัด โรคที่เป็นๆ หายๆ กลับมาเป็นได้ครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

งานช่วงนี้จะเป็นการเริ่มต้นงานใหม่ งานใหญ่ งานที่เป็นหน้าเป็นตาของคุณเองและองค์กรที่คุณอยู่ แต่ระวังเรื่องของอารมณ์ กับเพื่อนร่วมงาน กับลูกน้องบริวาร มีคนที่เข้าไม่ถึงความต้องการของคุณ ทำให้การรับงานไปทำจะทำแบบไม่เข้าใจ จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องชี้แจงให้ชัดเจน การเจรจาข้อตกลงใดประสบผลสำเร็จตามที่คุณปรารถนา จะมีบางส่วนที่จำเป็นต้องทำข้อตกลงเสนอกันอีกรอบ เรื่องที่น่ากังวลคือเรื่องของเพศตรงข้ามจะทำให้เสียงาน เสียกระบวนทัพได้ ไม่จำเป็นคุณควรคบแบบมีช่องว่างระหว่างกันในช่วงนี้จะปลอดภัย อีกประการ คนที่มีเจ้าของอยู่แล้วไม่ควรใกล้ชิดจะดีกับคุณเป็นที่สุด การเงินได้ยาก แต่ถ้าได้แล้วก้อนใหญ่ไม่ใช่เล่นๆ แต่คุณต้องวิ่งสู้ฟัดถึงจะได้มา การค้าขายในช่วงนี้ต้องผ่อนหนักผ่อนเบา อย่าตึงหรือหย่อนจนเกินไป มีสิ่งใดพอที่จะช่วยเหลือหรือแนะนำกับลูกค้าได้ก็ต้องจริงใจอย่าเอาเปรียบ ส่วนใดที่ช่วยเหลือลูกน้องบริวารได้แล้วไม่เกินกำลังก็สมควรจะดูแล สุขภาพระวังเรื่องของสายตา ความดัน และโรคประจำตัวครับ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานควรรีบเร่งทำ รีบส่ง จัดการให้เสร็จก่อนกำหนดได้ยิ่งเป็นการดี ผู้ใหญ่หรือส่วนฝ่ายที่คุณต้องส่งงานต่อ จะตามถามหา ทำให้คุณดูเป็นฝ่ายผิดและทำงานล่าช้าได้ ผู้ใหญ่ทั้งในส่วนของที่ทำงานและที่คุณสนิทยังสามารถขอคำปรึกษาชี้แนะในเรื่องที่คิดไม่ออก ท่านสามารถหาทางออกให้คุณได้เป็นอย่างดี ระวังในส่วนของเอกสาร สัญญา การรับปากที่ไม่ทันได้คิดไตร่ตรองนำมาซึ่งความเสียหาย ส่วนของรายได้ยังเป็นเงินหมุน แต่ยังสามารถขยับจากซ้ายไปขวาได้และหาช่องทางออกทางที่ติดขัดได้ก่อนนาทีสุดท้ายเสมอ เป็นช่วงมีเข้ามามากแต่รายจ่ายมากกว่าเช่นกัน ควรเบรกของที่ไม่มีความจำเป็นต่อชีวิต ความรักหลายอย่างเริ่มลงตัวมากขึ้น ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่ายเริ่มมีปฏิกิริยาที่จะให้คุณจัดการให้ถูกต้องตามประเพณี การค้าขายในระยะนี้ควรหาตามลูกค้าเก่าๆ และคนที่เคยร่วมซื้อร่วมขายมาทำธุรกิจร่วม สุขภาพระวังช่วงหลัง และหัวเข่าจะมีอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อบ่อยยิ่งขึ้น ทางที่ดีควรหาเวลาไปหาหมอหรือพักผ่อนให้เพียงพอบ้าง เพราะระยะหลังๆ มา คุณมักนอนหลับแต่ไม่สนิท

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

งานที่คุณรับผิดชอบดูแลรวมถึงเรื่องส่วนตัว เรื่องที่ต้องระวังคือ ความลับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ขององค์กร ของบริษัท หรือของร้านที่คุณทำงานอยู่ และเรื่องที่ควรปิดเป็นความลับมีคนที่อยากจะรู้ อยากจะเห็นก็ให้เงียบซะ อย่าพูดอย่าแพร่งพรายให้มากความจะนำภัยมาสู่ตน ส่วนการเจรจาในเรื่องสำคัญประสบผลสำเร็จ แต่คุณต้องเน้นเรื่องของเอกสาร ข้อมูลต่างๆ ที่ต้องนำเสนอให้ชัดเจน ตรงประเด็น ควรพูดเรื่องที่เป็นประโยชน์และใช้งานได้จริง จะทำให้คุณได้ผลงานและได้รับความไว้วางใจ รวมถึงคำชมจากเจ้านาย จะมีงานด่วนงานแทรกทำให้กระทบงานประจำ ควรจัดการเรื่องเวลาให้ดี การเงินมาจากเรื่องของงานพิเศษ งานประจำเป็นหลัก โชคฟลุกยังไม่มี ยิ่งเหนื่อยมากเสียเหงื่อมากเงินยิ่งไหลเข้า ความรักมีเหตุในเรื่องของงานความรับผิดชอบและเรื่องส่วนตัวที่ทำให้ช่วงนี้ห่างๆ กันสักหน่อย โดยรวมแฮปปี้ดีอยู่ การค้าจะเพิ่มกำไรมากขึ้น ในระยะนี้จึงควรยิ้มแย้มแจ่มใสแล้วเงินทองจะไหลมาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนชัวร์! สุขภาพระวังเรื่องของเส้นประสาท ความดัน มึนงงได้ง่ายขึ้นบ่อยขึ้นครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานในช่วงนี้มีการเปิดหน้างานมากขึ้น รวมถึงการเดินทางก็มากขึ้นตาม แต่ให้รู้ไว้ยิ่งหน้างานมาก เดินทางมากขึ้น ยิ่งเป็นรายได้เป็นลาภก้อนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งในตอนนี้และอนาคต อีกประการ คุณเปิดตัวเองมากขึ้น คนรู้จักหน้าใหม่ก็มากขึ้น ทำให้กิจกรรมสิ่งใดที่ทำอยู่เจริญก้าวหน้าขึ้นเช่นกัน ระวังในเรื่องของเอกสาร สัญญา และการกระทบกระทั่งในเรื่องคำพูด การรับปากที่ไม่มีเอกสารสัญญากำกับ มีเหตุให้เกิดการพลิกลิ้น ไม่ได้ตามข้อตกลงเดิมได้ การเงินยิ่งหน้างานหรือการที่คุณพูดกับคนในเรื่องของสินค้าและบริการของคุณมากขึ้นยิ่งเป็นรายได้เข้ากระเป๋ามากขึ้นเท่านั้น เพียงแต่ให้ระวังเรื่องลูกน้องบริวารจะทำงานผิดๆ ถูกๆ สั่งอย่างได้อีกอย่าง จึงต้องคอยตรวจสอบตรวจตราเน้นย้ำสั่งงานให้ละเอียด ชัดเจน และอย่าไว้ใจมากจนเกินไป กับความรักใกล้ชิดเจอหน้ากันมากขึ้น แต่ระวังในส่วนของการพูดจาระหว่างกันเพราะมีโอกาสทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง สุขภาพระวังเจ็บคอ เป็นหวัดหลอดลมอักเสบ รวมถึงคนในครอบครัวก็มีเกณฑ์ไม่สบายในระยะนี้ได้เช่นกันครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

งานในช่วงนี้ระวังในส่วนของการตกปากรับคำแล้วไม่สามารถทำได้อย่างที่พูดไป ทำให้เกิดความเสียหายทั้งในส่วนของการถูกปรับ ถูกตำหนิ ทำให้คุณเสียเครดิตชื่อเสียงที่ได้สะสมมา ดังนั้น การรับปากสิ่งใดต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอน รวมถึงผู้ใหญ่ควรรับทราบ ถ้าเป็นอย่างนี้คุณรอด ไม่ควรเปิดหน้างานหรือการลงทุนในสิ่งใดที่ไม่คุ้นเคย มีคนรอเก็บผลประโยชน์จากคุณอย่างเดียว การเงินหมุนได้ต่อเนื่องจากจ๊อบงานส่วนตัว งานสั้น แต่ระวังข้อตกลงสัญญาต่างๆ ไม่เป็นตามเงื่อนไข ทำให้ที่คุณคิดว่าจะได้ก็อาจจะได้น้อยลงหรือไม่ได้ ให้ดีและปลอดภัยควรทำสัญญา หรือมีคนที่คุณทั้ง 2 ฝ่ายเกรงใจจะช่วยได้ การค้าขายจะให้ได้กำไรในช่วงนี้จำเป็นจะต้องทำใจใหญ่ใจป้ำสักหน่อย โดยการทำโปรโมชั่นพิเศษ จะลดจะแถมหรือมีสิทธิพิเศษใดๆ ให้กับลูกค้าก็สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง ส่วนความรักอยู่แบบไม่ต้องใกล้ชิดตัวติดกัน คุณจะสบายใจและปลอดภัยจากเรื่องของอารมณ์ที่จะชนกันแรง สุขภาพระวังระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็วทำให้ไม่สบายได้ครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานช่วงนี้ยิ่งทำมากยิ่งได้มาก ได้ทั้งในส่วนของเรื่องเงินทอง เรื่องของชื่อเสียงเครดิตที่มีเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนคุณอย่างเต็มที่เช่นกัน ติดขัดสิ่งใดให้คุณเข้าหาท่าน อีกทั้งควรรายงานเจ้านายผู้ใหญ่ที่ดูแลเป็นระยะยิ่งทำให้คุณได้รับความไว้วางใจมากขึ้น งานเรื่องเอกสาร การติดต่อเจรจาส่งผลดีให้กับคุณและองค์กร เรื่องที่ต้องระวังคือเพื่อนร่วมงานหรือผู้ไม่หวังดีที่คอยแทง ช่วงนี้ไม่ควรสนใจปล่อยไปเดี๋ยวคนเหล่านั้นแพ้ภัยตัวเอง สภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น สิ่งที่ติดขัดเริ่มดีขึ้นมีทางออก การเจรจาในเรื่องเงินประสบผลสำเร็จ แต่ระวังการถูกหลอกถูกโกงยืมเงินแล้วไม่ใช้ คนที่คบหากันได้ไม่นานควรเช็กประวัติไม่เช่นนั้นจะทำให้คุณเสียชื่อเสียเครดิตได้ เนื่องจากมีโอกาสที่คุณกำลังเจอคนที่มีเบื้องหลังไม่ดีไม่งามหรือเป็นได้ที่เขาคนนั้นกำลังมีใครสักคนในใจอยู่ก่อนแล้ว การค้าการขายในช่วงนี้จำเป็นต้องใส่ใจในรายละเอียดของคุณภาพ เนื่องจากระยะหลังๆ งานบางชิ้นคุณภาพบางสิ่งนั้นตกลงไปพอสมควร สุขภาพระวังเรื่องโรคกระเพาะ ปวดท้อง กรดในกระเพาะเยอะครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

เรื่องงานจะมีงานใหม่ๆ งานที่คุณไม่ถนัด ไม่เคยทำ มาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว แต่รู้อีกทีใกล้วันส่งแล้ว มองให้ดีเป็นโอกาสที่คุณเองจะแสดงศักยภาพ โชว์ฝีมือ ผู้ใหญ่ที่จะผลักดันท่านมองคุณอยู่ ลุยอย่างเดียวครับ เรื่องที่ต้องระวังจะเป็นเรื่องของอารมณ์ที่ขึ้นลง หงุดหงิดง่ายขึ้น ใครพูดอะไรไม่เข้าหูทำให้คุณไม่เกรงใจได้ง่าย ต้องเตือนอันนี้จะทำให้เสียงานใหญ่ได้ ควรใจเย็นให้มากแล้วทุกอย่างจะเข้าทางของคุณ มีเงินจากงานใหม่เป็นงานที่ทั้งสร้างชื่อและสร้างรายได้ให้คุณ ไม่ควรอยู่เฉยๆ ให้วิ่งหาลูกค้าติดต่อคนใหม่ๆ อันนี้ยิ่งทำยิ่งเป็นรายได้ให้ต่อเนื่อง ช่วงเดือนหน้ามีการขยับในหลายเรื่องทั้งงานและการเดินทางแต่เป็นเรื่องที่ดีสำหรับคุณ กับคนรักเจอกันมากขึ้นเรียกได้ว่าเบื่อกันไปเลย แต่ระวังรักซ้อนอันตรายสำหรับชีวิตคู่ของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามดวงชะตาของคุณมีเกณฑ์ของการถูกเปิดเผยในเรื่องความลับบางสิ่งที่ปกปิดมานาน ฉะนั้น ใครที่รู้ตัวว่ามีความลับที่ไม่อาจให้ใครล่วงรู้ได้ ก็ควรรัดกุมในทุกสิ่งที่กระทำ รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ในระยะนี้ต้องไม่ประมาท สุขภาพระวังปัญหาเกี่ยวกับช่องท้อง เจ็บป่วยน้อยๆ ไม่ควรปล่อยไว้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ครับ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

งานในช่วงเดือนนี้เรื่องที่ต้องระวังคืองานเก่า เอกสารเก่าจะกลับมาสร้างปัญหาให้คุณได้ ควรทำงานให้จบไม่ควรคาไว้ ได้รับมอบหมายงานสิ่งใดรีบเคลียร์ก่อนกำหนดวันส่งได้ยิ่งดี ติดขัดสิ่งใดไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงาน การเงิน ความรัก สามารถขอคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ที่คุณสนิท คุณมีทั้งงานใหม่ที่วิ่งหาด้วยตัวเองและคนแนะนำต่อๆ กันมา เป็นช่วงเดือนที่มีเงินเข้ามาต่อเนื่องแต่เก็บไม่อยู่รายจ่ายรอเพียบ แถมตอนออกเป็นก้อนใหญ่ๆ ทางแก้สิ่งใดที่ยังไม่จำเป็นกับชีวิตคุณในช่วงนี้งดการซื้อได้ควรงด รวมทั้งเว้นการให้ใครกู้ยืมเงินในระยะนี้ก่อนเพราะจะไม่ได้คืน ส่วนการค้าขายในช่วงนี้ถ้าจะเพิ่มยอดทำกำไรก็ควรจะต้องหันมาดูแลเองมากยิ่งขึ้น อยู่หน้างาน ลงงานมากขึ้นกว่าเดิม ไว้ใจใครมากเกินไม่ดี ความรักช่วงต้นเดือนเจอกันน้อย สาเหตุมีงานจ๊อบสั้นๆ ทำให้พบกันน้อยลง ช่วงเดือนหน้าพบเจอพูดคุยกันมากขึ้น สำหรับคนที่คบหากันใหม่จะสนิทกันมากขึ้น ส่วนท่านที่ยังไม่มีคู่ให้ดูเพื่อนเก่าๆ หรือเพื่อนของเพื่อนแล้วจะมีข่าวดี สุขภาพระวังโรคประจำตัว และอุบัติเหตุที่เกิดจากการเดินทางในสถานที่ไม่คุ้นเคยครับ

เลขมงคลประจำเดือน เลข 9 เลข 8 และ เลข 6 ควรเว้น เลข 1

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ และ ท้าวเวสสุวรรณ

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ เรื่องการเงินจะถูกหลอก ถูกโกง ถูกยืม และยังใช้มากกว่าปกติ ซื้อของจะเจอของมีตำหนิ ของที่แพงกว่าที่อื่น ต้องตรวจเช็กให้ดีเป็นพิเศษก่อนซื้อ รวมไปถึงคนในครอบครัวจะเจ็บป่วยไม่สบายครับ

ช้า…ถือว่าผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

ช้า…ถือว่าผิด

เมื่อประมาณปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีข่าวที่ถือว่าช็อกวงการออนไลน์ที่อยากจะเล่าสู่กันฟัง นั่นคือ การประกาศเลิกกิจการใน 7 ประเทศของกรุ๊ปปอน (GROUPON) ซึ่งการเลิกกิจการนำมาซึ่งการเลิกจ้างพนักงาน 1,100 คน มีการจ่ายค่าชดเชยไปเป็นเงินกว่าพันล้านบาท โดย 7 ประเทศที่ว่า ประกอบด้วย โมร็อกโก ปานามา ฟิลิปปินส์ เปอร์โตริโก ไต้หวัน อุรุกวัย และสุดท้ายก็คือ สาขาของกรุ๊ปปอนในไทย ที่โดนหางเลขไปด้วย ซึ่งไม่รู้ว่า มีพนักงานคนไทยกี่มากน้อยที่ต้องตกงาน

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับกรุ๊ปปอนดี แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้จัก กรุ๊ปปอนเป็นเจ้าของเว็บไซต์สัญชาติอเมริกันที่นำเสนอดีลพิเศษต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นช็อป ชิม ชมในราคาหรือข้อเสนอพิเศษผ่านเว็บ http://www.mygroupon.co.th ซึ่งธุรกิจเว็บในลักษณะแบบนี้มีอยู่หลายเว็บที่เป็นที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็น เอ็นโซโก้ (ensogo) ออลไทยคูปอง (AllThaiCoupons) วอชเชอร์ไทย (VoucherThai) หรือไทยทูทิคเก็ต (Thai2ticket) แต่กรุ๊ปปอนถือว่าเป็นเว็บดีลต้นตำรับที่ทำธุรกิจด้านนี้ เรียกได้ว่า เป็นผู้บุกเบิกธุรกิจ และได้ชื่อว่า เป็นเว็บดีลที่มีการเติบโตเร็วที่สุดของโลก ดังนั้น การประสบปัญหาจนถึงขั้นทยอยเลิกกิจการในหลายประเทศ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจติดตาม

นายริช วิลเลียมส์ ซีอีโอของกรุ๊ปปอน ให้คำตอบกับสาธารณชนต่อเรื่องนี้ว่า “เราเชื่อว่าเพื่อให้การเดินทางตามรอยเท้าเดิมของเราใหญ่ขึ้นและก้าวหน้ามากขึ้น เราจำเป็นที่จะต้องมุ่งไปที่พลังและงบประมาณ เพียงแค่ 2-3 ประเทศเท่านั้น” เป็นคำตอบที่บ่งบอกถึงวิกฤตที่บริษัทกำลังเผชิญ อันเป็นผลพวงจากกระแสธุรกิจตลาดโลกออนไลน์ที่แข่งขันสูง ทำให้กรุ๊ปปอนเพลี่ยงพล้ำในหลายประเทศ อย่างเช่นกรณีของไทย ที่กรุ๊ปปอนยอมรับว่า เข้ามาบุกตลาดไทยช้าเกินไป โดยกรุ๊ปปอนเพิ่งเข้ามาทำธุรกิจในไทยเมื่อปี 2555 ขณะที่ตลาดเต็มไปด้วยคู่แข่งทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะเอ็นโซโก้ที่เข้ามาก่อน และครองส่วนแบ่งตลาดเกือบทั้งหมดไปก่อนแล้ว

แม้กระทั่งในตลาดโลก ธุรกิจเว็บดีลก็มีการแข่งขันสูงมาก จนกรุ๊ปปอนถอดใจ จำต้องถอยร่น พร้อมๆ กับการพยายามพลิกฟื้นธุรกิจ ด้วยการรุกบริการใหม่ ทั้งการรับส่งอาหาร หรือดีลิเวอรี่ และการรับส่งสินค้า เพื่อที่จะฟื้นฟูแบรนด์ให้กลับมาผงาดอีกครั้ง แต่คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะถึงจะเป็นบริการใหม่ แต่ก็มีเจ้าเก่ายักษ์ใหญ่ที่ยึดตลาดอยู่แล้ว การจะเข้าไปเบียดส่วนแบ่งตลาดย่อมยาก และเหนื่อยกว่าหลายเท่าตัว

คำถามคือ กรณีของกรุ๊ปปอนสอนให้เราเรียนรู้ได้ว่า โลกออนไลน์เคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็ว การอัพเดตให้ทันสถานการณ์เป็น “กลยุทธ์จำเป็น” ที่ทุกคนต้องท่องให้ขึ้นใจและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพราะโลกออนไลน์เข้าง่าย ออกก็ง่ายเช่นเดียวกัน เผลอแค่กะพริบตา หรือตามติดภาวะตลาด ภาวะการแข่งขัน ช้าไปแค่เสี้ยววินาที มีโอกาสที่สินค้าหรือธุรกิจจะเอาต์ หรือตกกระแส ถูกคู่แข่งเบียดตกเวทีค้าไปได้ง่ายๆ

เหมือนอย่างที่ คุณเหมียว-ดุจธนนันท์ เกียรติเชิดแสงสุข เจ้าของธุรกิจคอนแทกต์เลนส์แฟชั่น ยี่ห้อ “คิตตี้ คาวาอิ” สินค้าแฟชั่นอินเทรนด์ที่โดนใจเหล่าวัยรุ่น ด้วยยอดขายทะลักปีละกว่าร้อยล้านบาท ได้ให้ข้อคิดในงานสัมมนา “One Stop Shop on Mobile ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี” จัดโดยนิตยสารเส้นทางเศรษฐี เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า “การทำธุรกิจผ่านออนไลน์ สิ่งสำคัญที่ต้องใส่ใจคือ ความรวดเร็วในการตอบคำถามลูกค้า ต้องอัพเดตข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาไม่ควรหยุดนิ่ง ต้องรู้ใจลูกค้า ถ้าทำได้ตรงจุด ลูกค้าก็ยังคงอยู่กับเราตลอด”

โลกออนไลน์ดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ ไม่ง่ายเลย!!

ความคืบหน้าของ การปลูก “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา ที่สวนคุณลี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ความคืบหน้าของ การปลูก “มะระขี้นกยักษ์” โอกินาวา ที่สวนคุณลี

มะระโอกินาวา เป็นผักพื้นบ้านที่มีประวัติยาวนาน เป็นหนึ่งในอาหารของคนโอกินาวา ที่กินแล้วจะอายุยืน (จังหวัดโอกินาวา เป็นเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่ระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน ถือเป็นเกาะที่มีประชากรอายุเกิน 100 ปี มากที่สุดในโลก) นิยมนำไปผัดกับเต้าหู้และไข่เป็นอาหาร ในสมัยก่อนถ้ามีฐานะหน่อยก็มักจะผัดกับหมู มะระโอกินาวา หรือมะระญี่ปุ่นนั้นมีสารที่เรียกว่า “โพลีฟีนอล” ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายเป็นจำนวนมาก และเต้าหู้ทั้งหลายที่ชาวญี่ปุ่นชอบกินนั้นมีสารอาหาร ที่เรียกว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” ซึ่งเชื่อกันว่า ช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดไป มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก ที่เป็นโรคร้ายในวัยชราทั้งสิ้น มะระโอกินาวาจึงเป็นผักที่มีความน่าสนใจมาก แม้จะปลูกเพื่อบริโภคกินเอง หรืออนาคตจะปลูกเชิงการค้าก็เป็นสายพันธุ์ที่น่าสนใจมาก

เป็นที่ทราบกันดีว่า คนญี่ปุ่นบนเกาะโอกินาวา มีอายุยืนที่สุดในโลก จากข้อมูลการศึกษาวิจัย พบว่าสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม นิสัยคนโอกินาวาเป็นคนชอบผ่อนคลาย ไม่เครียด และอาหารการกินของคนโอกินาวามักจะกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และหนึ่งในอาหารนั้นคือ ผัดมะระโอกินาวา (โกยะ จัมปุรุ) ผัดมะระขี้นกยักษ์ จัดเป็นอาหารยอดนิยมของจังหวัดโอกินาวา ที่ไปเกาะแห่งนี้แล้วต้องกินให้ได้ ในบรรดาผักสีเหลืองเขียว มะระนั้นถือว่าเป็นผักที่มีวิตามินซีสูงในลำดับต้นๆ ส่วนรสขมในมะระเกิดจากสารที่เรียกว่า “โมโมดิซิน” ซึ่งให้รสขม มีสรรพคุณช่วยเจริญอาหาร และเป็นยาระบายอ่อนๆ และ “ชาแลนทิน” ที่อยู่ในเปลือก มีสรรพคุณทางยาในการลดน้ำตาลในเลือด และรักษาโรคเบาหวาน ที่โอกินาวาเชื่อกันมาแต่สมัยโบราณว่า ความขมของมะระ จะช่วยทำให้เลือดสะอาดและช่วยเรื่องความดันเลือดให้คงที่ ด้วยความที่มะระมีวิตามินซีมาก สูงกว่ามะนาว 2-3 เท่าตัว มากกว่าผักกะหล่ำปลีถึง 4 เท่า ทำให้มะระเป็นตัวแทนอาหารของโอกินาวามาอย่างยาวนาน นอกจากวิตามินซีแล้ว ยังมีวิตามินอี และยังมีแร่ธาตุต่างๆ มีใยอาหารอยู่มาก เหมาะสำหรับการป้องกันความอ่อนเพลียที่เกิดในหน้าร้อน มะระ (goya) มักจัดอยู่ในเมนูอาหารของโอกินาวา ซึ่งให้พลังงาน 1 แคลอรี ต่อกรัม และมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มะระ นอกจากนำมาใช้ประกอบอาหารชนิดต่างๆ แล้ว ยังนำมาทำเป็นน้ำปั่นหรือคั้นสดไว้ดื่มก็ได้หรือฝานบางๆ ใส่ในแซนด์วิช หรือใช้เป็นผักเคียงในเมนูซูชิ

“สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 901-3760 ได้นำพันธุ์ “มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา” มาปลูกที่สวนคุณลี จังหวัดพิจิตร พบว่า มีการเจริญเติบโตดีมาก สามารถออกดอก ติดผลดกมาก และมะระมีรสชาติดีเหมือนที่ปลูกบนเกาะโอกินาวาทีเดียว โดยจุดเด่นของมะระโอกินาวาคือ รสชาติไม่ขมมาก นำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเช่นเดียวกับมะระทั่วไป การปลูกเริ่มต้นจากเพาะกล้ามะระโอกินาวา โดยการนำเมล็ดมาแช่น้ำอุ่น ประมาณ 1 คืน แล้วนำมาห่อกับผ้าชุบน้ำหมาดๆ หรือวางบนกระดาษทิชชูเปียกน้ำหมาดๆ บ่มเมล็ด ประมาณ 2-3 วัน ในกระติกน้ำ กล่องโฟม หรือกล่องพลาสติก เพื่อให้รากงอกได้ดี เริ่มมีรากงอกออกมาให้เห็น เมล็ดที่พร้อมย้ายคือ มีรากงอกออกมา เปลือกแตกเป็น 2 ซีก รากไม่ควรยาวเกิน 1 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้รากหักเวลาย้ายปลูก วัสดุปลูกคือ แกลบดำ ดินร่วน และขุยมะพร้าว ในอัตราส่วน 1:1:1 ย้ายเมล็ดลงถาดหลุม หรือถุงดำขนาดเล็ก เมื่อกล้ามีใบจริง 3-5 ใบ ก็สามารถย้ายปลูกลงถุงดำใบใหญ่ หรือปลูกลงแปลงได้ ควรย้ายปลูกในตอนเย็น เพราะอากาศไม่ร้อนมากนัก หลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม การรดน้ำต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะมะระโอกินาวายิ่งโตยิ่งต้องการน้ำมาก โดยเฉพาะช่วงออกดอกติดผลไม่ควรที่จะให้ต้นขาดน้ำ โดยสามารถวางระบบเป็นน้ำสายน้ำหยดหรือลากสายยางเดินรดน้ำได้ตามสะดวก มะระเป็นพืชเถามีมือเกาะ จำต้องทำค้างไม้ไผ่ให้ต้นมะระเลื้อยเกาะเกี่ยวในการเจริญเติบโต การให้ปุ๋ยเน้นการให้ปุ๋ยคอกโดยใช้รวมกับปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น สูตร 16-16-16

ที่สำคัญอย่าลืมว่า มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา จะให้ผลผลิตยาวนานหลายรุ่น การเตรียมดินปลูกมีความสำคัญมาก

มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา สามารถปลูกแบบลงดินโดยมีพลาสติกคลุมแปลงเพื่อลดการกำจัดวัชพืช คือไถตาก และพลาสติกคลุมแปลงยังช่วยให้ดินชุ่มชื้นสม่ำเสมอ โดยการเตรียมดินก็เหมือนแปลงปลูกผักทั่วไป การปลูกมะระต้องเตรียมดินโดยไถ 1 ครั้ง และตากแดดไว้ ประมาณ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดดิน เก็บเศษวัชพืชหรือวัสดุอื่นออกจากแปลงให้หมด ปรับสภาพดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชด้วยปูนขาว ความเป็นกรด เป็นด่าง ที่เหมาะสม อยู่ระหว่าง 5.5-6 ทำแนวปลูกด้วยการขึงเชือก หรือกะระยะ ในระยะระหว่างแถว 1-1.5 เมตร ไถตามแนวยาวของแปลง ให้เป็นร่องลึก ประมาณ 20-30 เซนติเมตร ยกแปลงให้สูงสัก 15-20 เซนติเมตร หากปลูกจำนวนไม่มาก ก็ใช้จอบขุดขึ้นแปลงตามขนาดที่ต้องการปลูก ขั้นตอนการเตรียมแปลงสามารถใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ไปเลยในขั้นตอนนี้ เมื่อกล้ามะระโอกินาวามีใบจริง 3-5 ใบ ก็สามารถย้ายปลูกลงถุงดำใบใหญ่หรือปลูกลงแปลงได้ ด้วยระยะระหว่างหลุมประมาณ 50-75 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 1-1.50 เมตร การย้ายกล้านิยมปลูกในช่วงเวลาเย็น แสงแดดไม่ร้อนมากนัก มะระเป็นไม้เถามีมือเกาะจำเป็นต้องทำค้างเพื่อให้มะระเลื้อยขึ้นไปได้ ซึ่งการทำค้างต้องใช้ไม้รวก หรือไม้ไผ่ ยาวประมาณ 2 เมตร ปักลงข้างๆ หลุมปลูก หรือข้างๆ ถุง แล้วรวบปลายไม้ทำเป็นจั่วหรือกระโจม มัดให้เหลือปลายไม้ไว้ หรือทำค้างแบบสี่เหลี่ยมตามความต้องการ แล้วใช้ตาข่ายไนล่อนขึงให้ต้นมะระเลื้อยเกาะขึ้นไป หลังปลูกประมาณ 1 อาทิตย์ ก็จะเริ่มให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยทุก 7 วันครั้ง โดยจะเน้นใส่ปุ๋ยสูตร 16-16-16 ให้ปุ๋ยบ่อย แต่ให้ครั้งละไม่มาก ให้มะระได้กินปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง ยอดแตกไม่ค่อยดี ยอดไม่เดิน ก็จะเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสูตรตัวหน้าสูง อย่าง 25-7-7 พอยอดเดินดีแล้ว ก็ค่อยกลับมาใช้ 16-16-16 ยืนพื้นตามเดิม และเน้นให้ปุ๋ยทางใบค่อนข้างถี่ ตั้งแต่ช่วงปลูกแรกๆ พอมะระแตกใบมา 4-5 ใบ ก็เริ่มฉีดพ่นเพื่อเร่งต้นให้โตเร็ว แตกยอดเลื้อยขึ้นค้างได้เร็ว โดยจะพ่นทั้งแคลเซียมโบรอนอี ธาตุอาหารเสริมเร่งต้น สาหร่ายสกัด เร่งการแตกยอด แตกใบ ต้นโตเร็ว เมื่อมะระมีอายุ 1 เดือน เริ่มออกดอก ธาตุอาหารทางใบยังพ่นต่อเนื่อง จะช่วยให้มะระออกดอกดี ติดผลดี สาหร่ายทะเลช่วยเปิดตาดอก ส่วนแคลเซียมโบรอนอี จะช่วยให้ดอกแข็งแรง ผสมเกสรได้ดี ติดผลได้ดี เมื่อติดลูกแล้วแคลเซียมโบรอนอี และแมกนีเซียมขาดไม่ได้ ช่วยขยายลูก สร้างเนื้อ เลี้ยงต้นด้วย ช่วงมะระอายุได้ 30 วัน ยังไม่ติดผล ให้รดน้ำวันละครั้ง ทิ้งน้ำไม่ได้เลยช่วงนี้ ไม่เช่นนั้นจะทำให้ต้นมะระนิ่งไม่ค่อยอยากจะโต เมื่อได้น้ำสม่ำเสมอทุกวันระยะนี้มะระจะติดดอกติดผล สังเกตต้นมะระถ้าสมบูรณ์ดียอดพุ่งดี มันจะติดดอกติดผลดีมาก เราเพียงแค่ดูสภาพดินเป็นอย่างไร อุ้มน้ำดีหรือไม่ ดินแห้งหรือเปล่า ถ้ายอดเหี่ยว ใบห่อ ใบไม่ใส แสดงว่าน้ำไม่ถึง เมื่อมะระติดผล ก็ให้น้ำธรรมดา ดูว่ายอดยังสมบูรณ์ดี ก็ไม่ต้องทำอะไร พอผลมะระโตได้ 4-5 วัน เริ่มห่อได้แล้ว สังเกตผลมะระ ยาวประมาณ 1 นิ้วมือ ก็ห่อได้ ถ้าห่อตอนผลเล็กกว่านี้ไม่ดี จะทำให้ผลเหลือง เวลาห่อใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อเลย เอาไม้กลัดเย็บให้แน่นพอประมาณ เพื่อไม่ให้ผลมะระถูกลม ช่วงนี้ให้ดูว่ามีเพลี้ยไฟเกาะอยู่ใต้ใบหรือไม่ สังเกตดูที่ใบจะหงิก ก็ต้องฉีดยากำจัดเพลี้ยไฟ ซึ่งบางท่านอาจจะเลือกฉีดพ่นด้วยน้ำหมักสมุนไพร เช่น พวกหนอนตายหยาก+สะเดา+ใบยาสูบ และโล่ติ๊น กับน้ำ แล้วฉีดพ่นทางใบให้ เพลี้ยไฟมากับลม ถ้าเห็นว่าระบาดมาก ควรใช้สารเคมีสกัดยับยั้งเสียก่อน เช่น สารที่มีความปลอดภัยสูง อย่างกลุ่มอะมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, สลิง เอ็กซ์, โคฮีนอร์) ฉีดครั้งสองครั้งก็ใช้ได้แล้ว สังเกตหากผลไม่ใหญ่ต้องเพิ่มปุ๋ย สูตร 15-15-15 เข้าช่วยด้วย ผลมะระดีหรือไม่ดี อยู่ที่ต้นสมบูรณ์แค่ไหน ถ้าต้นสมบูรณ์ ดินดี ปุ๋ยถึง น้ำถึง ผลมะระออกมาจะตรง ที่ผลงอเพราะต้นไม่สมบูรณ์ การห่อผลมะระ เมื่อมะระอายุได้ 40 วัน จะออกดอกและติดผลจนลูกโตขนาดนิ้วก้อย ก็เริ่มห่อผลได้ทันที โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ทำเป็นถุง ขนาด 15?20 เซนติเมตร ปากถุงเปิดทั้งสองด้าน นำปากถุงด้านหนึ่งสวมผลมะระ แล้วใช้ไม้กลัด กลัดปากถุงให้แขวนอยู่บนก้านของผลมะระ การห่อผลจะช่วยไม่ให้มะระถูกรบกวนจากแมลง ศัตรูพืชมากนัก และยังทำให้ผลมีสีเขียวอ่อน น่ากิน

การเก็บผล เมื่อต้นมะระอายุได้ประมาณ 40 วัน มะระรุ่นแรก จะเริ่มแก่ทยอยเก็บผลได้ ในการเก็บผลระวังอย่าปล่อยให้มะระแก่จัด จนมีสีเหลือง

โรคและแมลงศัตรูมะระโอกินาวา หนอนเจาะเถา หนอนเจาะยอด ซึ่งหนอนเจาะเถา เกิดจากยุงกลางวันชนิดหนึ่งวางไข่ที่เถา แล้วตัวหนอนของยุงกลางวันชนิดนี้จะเข้าไปอาศัยอยู่ภายในเถามะระ ทำให้เถาโปร่งออกมองเห็นได้ชัด ต้นมะระ เมื่อเกิดอาการโรคนี้จะหยุดชะงักการเจริญเติบโต ไม่แตกตาดอก ไม่ออกดอกออกผล ป้องกันและกำจัดได้ หนอนเจาะยอด ทำให้ยอดตาย ต้นมะระเจริญเติบโตช้า โดยใช้สารไซโรเฮทริน (เช่น เคแอล), สารคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85), สารอะบาเม็กติน (เช่น โกลแจ็กซ์) หรือเลือกใช้ยาเชื้อบาซิลลัส ทูริงเจนซิส (บีที) สามารถกำจัดหนอนได้ดี ปลอดภัย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะถูกทำลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นตอนเย็นแดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุเชื้อ บีที ชีวภาพ บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน, เพลี้ยไฟ ถ้ายอดมะระถูกเพลี้ยไฟ ซึ่งมีลักษณะตัวเล็กๆ สีดำ ปีกเป็นฝอยคล้ายขนนก เคลื่อนไหวว่องไว เกาะอาศัยดูดน้ำเลี้ยงที่ยอด ทำให้ยอดหงิก เจริญเติบโตช้า ไม่มีดอก ไม่มีผล หรือถูกเพลี้ยอ่อนที่มีหัวใส สีค่อนข้างคล้ำ เกาะเป็นกระจุกตามยอด ขับถ่ายสิ่งขับถ่ายสีดำออกมา ทำให้มองเห็นยอดมะระมีสีดำ เพลี้ยชนิดนี้เคลื่อนไหวได้ช้า เพลี้ยอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงที่ยอด ทำให้มะระเติบโตช้าเช่นกัน ดังนั้น เมื่อเห็นมีเพลี้ยไฟเข้าทำลายยอดของมะระ ให้ใช้สารอิมิดาคลอพริด (เช่น โปรวาโด, โคฮีนอร์, สลิง เอ็กซ์) สารคาร์บาริล (เช่น เซฟวิน 85 ), สารฟิโปรนิล (เช่น เฟอร์แบน), สารไทอะมีโทแซม (เช่น มีโซแซม), สารสไปนีโทแรม (เช่น เอ็กซอล) โดยในพื้นที่มีการระบาดมาก แนะนำให้ฉีดสลับตัวยากันสัก 2 ชนิด เป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันการดื้อยาของแมลง หรือเลือกใช้ยาเชื้อเชื้อราบิวเวอเรีย สามารถกำจัดเพลี้ยไฟและแมลงต่างๆ ได้ อย่างปลอดภัย แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะถูกทำลายโดยรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด ดังนั้น จึงควรฉีดพ่นตอนเย็นแดดอ่อนๆ จะช่วยยืดอายุเชื้อเชื้อราบิวเวอเรียชีวภาพ บนต้นพืชให้มีประสิทธิภาพอยู่ได้นาน

รายละเอียด เมล็ดพันธุ์มะระขี้นกยักษ์โอกินาวา ติดต่อได้ที่ “สวนคุณลี” โทร. (081) 901-3760

ซอง ออฟ อินเดีย Song of India? ลมพัดกิ่งใบพลิ้วเพลง…ดั่งเสียงบรรเลงแห่งภารตะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

อุทยานพฤกษา

“เมย์วิสาข์”

ซอง ออฟ อินเดีย Song of India? ลมพัดกิ่งใบพลิ้วเพลง…ดั่งเสียงบรรเลงแห่งภารตะ

พุ่มใบสวย สีดี มีเขียวเหลือง

ชื่อเป็นเรื่อง บทเพลง บรรเลงไฉน

นานกี่ปี ดอกจะมี ให้ชื่นใจ

แต่ใครใคร อยากจับจอง Song of India

ชื่ออื่น :

ชื่อสามัญ : Song of India, Pleomele

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dracaena reflexa (Decne.) Lam. “Song of India”

ชื่อวงศ์ : AGAVACEAE

ถิ่นกำเนิด : เกาะมาดากัสการ์ เกาะมอริเชียส

ข้อมูลทั่วไป :

ช่วงนี้พักชมไม้ดอก หันมาชมไม้ใบสวยๆ กันบ้าง คราวที่แล้ว หูกระจง สวยทั้งทรงพุ่ม สวยทั้งใบ ความหมายดีจากชื่อ (แผ่บารมี) คราวนี้เป็น ซอง ออฟ อินเดีย (Song of India) ไม้ใบที่นิยมปลูกกันมาก ไม่ว่าจะปลูกประดับสวน ปลูกเป็นไม้กระถาง และปลูกเพื่อนำใบมาใช้ตกแต่ง ฯลฯ อันเนื่องด้วยความสวยงาม และลวดลายของใบ ซึ่งสวยงามไม่แพ้ไม้ดอก ช่วยสร้างสีสันความมีชีวิตชีวาให้กับบ้านและสวนได้เป็นอย่างดี

มีผู้สงสัยอีกหละว่า ทำไมไม้ต้นนี้ไม่มีชื่อภาษาไทย เพราะถ้าทบทวนดูแล้วจะพบว่า ต้นไม้ต้นหนึ่งๆ จะมีหลายๆ ชื่อ ไม่ว่าจะเป็นชื่อท้องถิ่น ชื่อสามัญภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกัน แล้วทำไมจึงชื่อ ซอง ออฟ อินเดีย (รวมทั้ง ซอง ออฟ จาไมก้า ด้วย) ไม่มีชื่อภาษาไทย ประวัติความเป็นมาเป็นอย่างไร เข้ามาในบ้านเราตั้งแต่ปีไหน ไม่ค่อยมีข้อมูลให้ค้นหา

ชื่อ ซอง ออฟ อินเดีย ท่านผู้อ่านคงคิดว่ามีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย หรือต้นไม้ต้นนี้ต้องมีอะไรที่เกี่ยวพันกับประเทศอินเดียบ้างไม่มากก็น้อย หรือเป็นเพลงของอินเดียตามคำแปล แต่เปล่าเลย มีบอกแต่เพียงว่า ไม้ประดับต้นนี้มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษ ซอง ออฟ อินเดีย (Song of India) เพราะว่าเป็นต้นไม้พื้นเมืองในแถบมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งในตำราจะบอกว่า มีถิ่นกำเนิดที่มาดากัสการ์ ซึ่งเป็นเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่งประเทศโมซัมบิก ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา เป็นเกาะหลัก และใหญ่เป็น อันดับ 4 ของโลก รองจากเกาะกรีนแลนด์ เกาะนิวกินี ดินแดนมาดากัสการ์ มีความสำคัญต่อระบบนิเวศวิทยาของโลกอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ นก และพืชหายาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ปรากฏในดินแดนส่วนอื่นของโลก ความโดดเด่นทางนิเวศวิทยา ทำให้มาดากัสการ์เป็นที่รู้จักแพร่หลาย โด่งดังทั่วโลก

เมื่อพูดถึง ซอง ออฟ อินเดีย หลายๆ คนนึกถึง ซอง ออฟ จาไมก้า และมักจะจำสับกัน ระหว่างไม้พุ่ม 2 ต้นนี้ ความที่ว่าเป็นไม้ประดับที่มีลักษณะเหมือนกันเกือบทุกประการ แตกต่างกันเฉพาะสีของใบเท่านั้น ใบของ ซอง ออฟ อินเดีย จะมีสีเขียวอยู่ตรงกลาง สองข้างขนาบด้วยสีเหลืองสดใส สวยเด่นเตะตา ทำให้ทั้งพุ่มต้นดูสว่างไสว เป็นที่พออกพอใจของเจ้าของสวนยิ่งนัก ส่วนใบของ ซอง ออฟ จาไมก้า นั้น จะออกสีเขียวเข้ม ดูแล้วทึมๆ ความแตกต่างอีกประการหนึ่งคือ ซอง ออฟ จาไมก้า จะเจริญเติบโตเร็วกว่า แต่ก็ไม่น่าจะต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมากนัก แต่ทั้ง 2 ต้น ยังเป็นไม้ที่เลี้ยงง่าย ไม่มีศัตรูที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโรคหรือแมลง และไม่ต้องการความเอาใจใส่ดูแลมากนัก ปลูกแล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพียงแต่ต้องคอยตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ดูเหมาะสมได้รูปทรงบ้าง ปลูกไปแล้วหลายคนคอยเฝ้าดู ว่าเมื่อไหร่ ซอง ออฟ อินเดีย จะออกดอกให้เชยชม เหมือนกับในตำราที่บรรยายไว้ว่า ดอกออกเป็นช่อ สีขาวนวล กลิ่นหอม เหมือนไม้ประดับบางต้นที่อยู่ในสกุลเดียวกันคือ Dracaena ที่เรารู้จักกันดี เช่น วาสนา หวายเขียว ฯลฯ จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ปลูก ซอง ออฟ อินเดีย ลงดินที่บ้านมาเป็นเวลา เกือบ 40 ปี ผู้เขียนยังไม่เคยได้ชื่นชมดอกแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งตรงกับในตำราบางเล่มที่เขียนไว้ว่า ไม่พบการออกดอกของ ซอง ออฟ อินเดีย ในประเทศไทย

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ลำต้น ไม้พุ่มขนาดกลาง ลำต้นกลม ทรงพุ่มทึบบริเวณยอด แตกกิ่งตามข้อ แตกหน่อจากโคนต้น กิ่งอ่อนโน้มลงเล็กน้อย เปลือกสีน้ำตาลอมเทา

ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับถี่ๆ ที่ปลายกิ่ง ใบเป็นรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบแผ่เป็นกาบหุ้มกิ่ง ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบนสีเขียว ขอบใบสีเหลือง

ดอก สีขาวนวล ออกเป็นช่อแบบกระจะ ออกตามซอกใบที่ปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด

ผล เป็นผลสด รูปร่างค่อนข้างกลม เมื่อสุกมีสีแดงอมส้ม ภายในมีเมล็ดหลายเมล็ด

การขยายพันธุ์ ปักชำ และตอนกิ่ง สำหรับปักชำนั้นง่ายมาก เพียงตัดกิ่งแช่น้ำ รากจะงอกออกมาภายในเวลารวดเร็ว

สภาพแวดล้อมเหมาะแก่การเจริญเติบโต เติบโตได้ในดินแทบทุกชนิดที่มีการระบายน้ำ ระบายอากาศได้ดี ชอบแดด แต่สามารถเติบโตได้ดีในที่ร่มรำไรเล็กน้อย เหมาะสำหรับเป็นไม้กระถางเพื่อวางประดับภายในอาคาร สถานที่ต่างๆ

สรรพคุณทางสมุนไพร ไม่พบรายงานการมีสรรพคุณทางสมุนไพรแต่เพียงอย่างใด

“ปลูกไม้ดอกไม้ใบ” สร้างอาชีพ ที่ตราด ไม่จบปริญญา ก็เป็นเศรษฐีได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ไม้ดอกไม้ประดับ

สาวบางแค

“ปลูกไม้ดอกไม้ใบ” สร้างอาชีพ ที่ตราด ไม่จบปริญญา ก็เป็นเศรษฐีได้

ทุกวันนี้เด็กไทยจำนวนมากมุ่งมั่นเรียนต่อระดับปริญญาตรี แต่เมื่อเรียนจบออกมาแล้ว กลับตกงาน หางานทำไม่ได้ เพราะความรู้และทักษะไม่ตรงกับสาขาอาชีพที่ตลาดต้องการ ตรงกันข้ามกับกลุ่มแรงงานฝีมือเชิงช่าง ที่มีจำนวนน้อย เมืองไทยขาดแคลนแรงงานกลุ่มนี้มานานแล้ว และยิ่งมีแนวโน้มจะขาดแคลนแรงงานช่างฝีมือมากขึ้นในอนาคต

“จังหวัดตราด” ปฏิรูป

การเรียนรู้สู่ “สัมมาชีพ”

สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) สนับสนุนให้จังหวัดตราด เดินหน้าปฏิรูปการเรียนรู้ มุ่งสู่การมี “สัมมาชีพ” นำแนวคิดการจัดการศึกษา “ทวิศึกษา” ปูทักษะพื้นฐานเด็กตราดสู่โลกของการทำงาน พร้อมปรับหลักสูตร ให้เรียนจบแล้วต้องมีงานทำ เพื่อสอดรับกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-กัมพูชา ตั้งเป้าเปลี่ยนทัศนคติคนตราด “ไม่จบปริญญาตรี ก็เป็นเศรษฐีได้” ชูพื้นที่ต้นแบบ “โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม” จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ เตรียมความพร้อมสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ

คุณธันยา หาญผล ประธานคณะกรรมการโครงการปฏิรูปการเรียนรู้เชิงพื้นที่ จังหวัดตราด กล่าวว่า จังหวัดตราดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ในอนาคตจะมีอาชีพที่เกิดขึ้นใหม่เป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องการแรงงานที่มีทักษะใน 3 ด้าน คือ การเกษตร การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน ดังนั้น การปฏิรูปการเรียนรู้ของจังหวัดตราดจึงมีเป้าหมายหลักให้ ที่จะทำให้เด็กตราดไม่ว่าจะจบอะไรมา จะต้องมีสัมมาชีพ และสื่อสารให้สังคมเข้าใจว่า การเรียนจบปริญญาตรีนั้น มิใช่เป้าหมายหลักเหมือนเช่นเดิมที่ผ่านมา แต่เรียนแล้วจะต้องนำความรู้ที่ได้ไปทำงานได้ ถึงไม่จบปริญญาตรีก็สามารถเป็นเศรษฐีได้

“ร.ร. เขาน้อยวิทยาคม”

ต้นแบบการเรียนรู้

สร้าง “เถ้าแก่น้อย”

นายประธาน ทวีผล ผู้อำนวยการ โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบจัดการศึกษาเพื่อตอบโจทย์สัมมาชีพ ด้วยการบูรณาการกลุ่มกิจกรรม “กล้วยไม้” สู่การบริหารธุรกิจการเกษตรอย่างครบวงจรมาเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดแรงงานที่สำคัญของจังหวัด ก่อนขยายผลไปสู่ทักษะการเรียนรู้ในพืชพันธุ์เศรษฐกิจชนิดอื่นๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด ที่สามารถกำหนดเป้าหมายการศึกษาต่อของนักเรียนที่ชัดเจน ทำให้แม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก แต่เด็กนักเรียนก็สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ เปิดเผยว่า ความเปลี่ยนแปลงของเด็กที่เข้ามาร่วมในกิจกรรมชุมนุมทักษะอาชีพด้านการเกษตร ก็คือ เด็กนักเรียนมองเห็นเป้าหมายของการเรียนต่อหรือการประกอบอาชีพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร และเรียนไปเพื่อหาอะไร

“เด็กที่เข้ามาทำกิจกรรม เขาก็จะเริ่มมีทักษะทางอาชีพ เพราะฉะนั้นเป้าหมายในการเรียนต่อก็เลยชัด เมื่อก่อนถามเด็ก ม.6 ว่าจบแล้วเรียนต่ออะไร คำตอบก็คลุมเครือว่า เป็นหมอ วิศวะ แต่ปัจจุบันคำตอบของเด็กๆ มันชัดเจนมากในแววตาของเขา เขาอยากเรียนเกษตร เพราะอยากมีงานทำ อยากกลับมาทำงานที่บ้าน มาพัฒนาบ้าน พัฒนาชุมชน”

ในปีการศึกษา 2551 ทางโรงเรียนได้ปรับปรุงห้องสหกรณ์ร้านค้าเก่าเป็นศูนย์การเรียนรู้พฤกษศาสตร์ เพื่อรวบรวมความรู้เรื่อง กล้วยไม้ สมุนไพร ยางพารา เพื่อเป็นศูนย์บริการนักเรียนและผู้ปกครองที่สนใจและสร้างโรงเรือนกล้วยไม้แบบถาวร เพื่อเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ ไม้ประดับ กว่า 300 สายพันธุ์ โดยมุ่งขยายพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ เรียนรู้ และจำหน่ายเป็นรายได้ระหว่างเรียนของนักเรียนที่มีใจรัก

“ครูตือ-สมเกียรติ แซ่เต็ง” ครูคณิตศาสตร์ของโรงเรียนแห่งนี้กล่าวว่า การเรียนรู้บูรณาการกลุ่มสาระวิชาผ่าน “กล้วยไม้” เชื่อมโยงชุมชน ธรรมชาติแล้ว ยังทำให้เด็กนักเรียนรู้จักการวางแผนอนาคตตัวเองมากขึ้น ที่ผ่านมาเด็กที่เรียนจบมัธยมปลายสามารถสอบติดสถาบันอุดมศึกษาได้ 100% เต็มแล้ว นอกจากนี้ เด็กๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมขยายพันธุ์กล้วยไม้และเฟิร์นผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งทางเฟซบุ๊ก และงานแสดงสินค้าต่างๆ ในจังหวัดตราดและพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เด็กๆ มีรายได้คนละมากกว่าหมื่นบาทต่อเดือน

“ไม้ดอกไม้ใบ”

สร้างอาชีพให้เยาวชน

จาก “ชุมนุมกล้วยไม้” ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้เกี่ยวกับกล้วยไม้ในโรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม จังหวัด ตราด ดำเนินงานโดยนักเรียนทั้งหมด และมีครูตือเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เกิดการเรียนรู้ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง จนเกิดทักษะเชี่ยวชาญ ทั้งด้านการเพาะขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับและการขายสินค้า สามารถประสบความสำเร็จและได้รับการสนับสนุนจากผู้คนในชุมชน ทำให้พวกเขาเกิดขวัญกำลังใจที่จะเดินหน้าพัฒนาธุรกิจของพวกเขา ให้ทำงานเป็นระบบมากขึ้น โดยจัดตั้งเป็นบริษัท ชื่อว่า บริษัท เขาน้อยออร์คิด จำกัด เมื่อ 2 ปีที่แล้ว โดยระดมทุนจากเด็กนักเรียนที่เป็นสมาชิก นำมาใช้ในการลงทุน พวกเขาหุ้นเงินกันซื้อพันธุ์ไม้ วัสดุอุปกรณ์ และแบ่งปันรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ที่ผ่านมาพวกเขานำสินค้าไปขายตามงานแสดงสินค้าทั้งในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง มีรายได้หลักหมื่นในการออกงานแต่ละครั้ง ผลกำไรจะถูกนำมาแบ่งปันกันในกลุ่มสมาชิกผู้ถือหุ้น เด็กๆ มีความสุขที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทกล้วยไม้เขาน้อย พร้อมแบ่งปันความรู้และความสุขถ่ายทอดให้แก่เยาวชนรุ่นน้องต่อไป

“ธนากร อัมพรทิพย์” นักเรียน ชั้น ม.5 และ “สิทธิศักดิ์ พันธุ์พิริยะ” นักเรียน ชั้น ม.6 อาสาพาเดินชมสวนไม้ดอกไม้ใบของพวกเขา ที่นี่เน้นปลูกขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่น เพราะปลูกดูแลได้ง่ายกว่าพันธุ์ไม้จากต่างถิ่น สวนแห่งนี้ใช้เนื้อที่ไม่มาก แต่อัดแน่นไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดกว่า 300 สายพันธุ์ ได้แก่ “สร้อยนางกรอง” เส้นใหญ่ ขาว อวบ สวย ถัดไปเป็น “เฟิร์นนางกลายเขาระกำ เมืองตราด” เส้นใหญ่ งุ้ม สวย “หูช้าง” เฟิร์นหัวพันธุ์หนึ่งที่สง่างาม “ไอยเรศ” เป็นกล้วยไม้ที่เวลาออกดอกจะแทงช่อคู่สวยงาม

เมื่อถามถึงที่มาของพันธุ์ไม้ในสวนแห่งนี้ เด็กๆ บอกว่า เวลาพวกเขาไปเดินชมงานแสดงสินค้า เจอพันธุ์ไม้แปลกก็จะซื้อเก็บสะสมไว้ เพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อไป หนึ่งในพันธุ์ไม้ที่พวกเขาภาคภูมิใจคือ เฟิร์นนางกรายเขาระกำ ในอดีตเฟิร์นชนิดนี้เป็นพันธุ์ไม้หายาก โดยมีราคาซื้อขายสูงถึงต้นละ 100,000 กว่าบาท สิทธิศักดิ์ ตัดสินใจซื้อเฟิร์นนางกรายเขาระกำ มาเพียงแค่เส้นเดียว ในราคา 500 บาท ก็นำมาเลี้ยงดูแลต่อจนเป็นต้นโต กอใหญ่ มูลค่าในขณะนี้ประมาณ 4,000-5,000 บาท หากจะขยายพันธุ์ต้องเลี้ยงให้โตกว่านี้อีกสักหน่อย ปีนี้สิทธิศักดิ์จะจบชั้น ม.6 แล้ว คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเด็กรุ่นน้องสานต่อโครงการนี้ต่อไป

ที่ผ่านมาพวกเขาขยายพันธุ์ไม้ใบอย่างต่อเนื่อง ครั้งละประมาณ 100-200 ต้น ขั้นตอนการเพาะชำเฟิร์นทำได้ไม่ยาก โดยใช้สปอร์ของเฟิร์นสาย จะอยู่ส่วนปลายสุดเส้นของเฟิร์นมาเพาะชำบนขุยมะพร้าวที่เปียกชื้น เพื่อให้เกิดรากใหม่ ในระยะเวลา 2-3 เดือน หลังจากนั้น เลี้ยงดูแลต่ออีก 1 ปี จนต้นเฟิร์นมีความยาวพอสมควรก็เริ่มนำสินค้ารุ่นใหม่ออกวางขายได้

การปลูกเลี้ยงเฟิร์นให้ประสบความสำเร็จ ก็ขึ้นอยู่กับเทคนิคการปลูกดูแลของนักเรียนแต่ละคน สิทธิศักดิ์มีเคล็ดลับส่วนตัวที่ใช้แล้วได้ผลดีคือ ก่อนปลูก สิทธิศักดิ์จะนำน้ำร้อนมาลวกขุยมะพร้าว เพื่อฆ่าเชื้อโรคก่อนนำไปใช้งาน นอกจากนี้ ยังใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เป็นเชื้อราชั้นสูงมาควบคุมโรคพืชในขุยมะพร้าวก่อนนำไปใช้เพาะชำ วิธีนี้สามารถป้องกันไม่ให้ต้นเฟิร์นเสี่ยงเจอปัญหาเชื้อรารบกวนในอนาคต

สินค้าไม้ดอกไม้ใบของพวกเขา ตั้งราคาขายตามชนิดพันธุ์ไม้ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาท ขึ้นอยู่กับขนาดต้น เช่น สับปะรดสี ราคาขายเริ่มต้นที่ 50 บาท ต่อต้น สินค้าขายดีที่ได้รับความนิยมสูงในขณะนี้คือ เฟิร์นสาย ราคาขายเริ่มต้นอยู่ที่ 250 บาท ต่อต้น หากเป็นต้นขนาดใหญ่ราคาขายโดยเฉลี่ยอยู่ที่ ต้นละ 2,000-3,000 บาท น้องๆ บอกว่า กิจกรรมเหล่านี้ช่วยสร้างรายได้ระหว่างภาคเรียนแล้ว ยังช่วยสร้างความสุขให้แก่พวกเขาอีกต่างหาก สิทธิศักดิ์ บอกว่า เขาเริ่มต้นทำกิจกรรมไม้ดอกไม้ประดับในโรงเรียนมาตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว ในช่วงที่มีงานแสดงสินค้าต่างๆ ของจังหวัดตราด เช่น งานเขาสมิง งานตราดรำลึก ฯลฯ ทางโรงเรียนก็เปิดโอกาสให้เด็กๆ นำสินค้าของพวกเขาไปจำหน่ายด้วย ประมาณปีละ 2-3 ครั้ง ก็ช่วยสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ลูกค้ารายใหญ่ของเด็กๆ คือ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตราดที่เหมาสินค้าของพวกเขาเป็นมูลค่าหลายหมื่นบาท นอกจากนั้น ลูกค้าขาประจำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักสะสมพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ นอกจากผลิตพันธุ์ไม้ออกขายแล้ว ยังได้แบ่งพันธุ์เฟิร์นและกล้วยไม้บางส่วนไปปลูกในป่าชุมชนอีกด้วย

ช่วง 6 ปี ที่สิทธิศักดิ์ปลูกและขายไม้ใบเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้เข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่า 90,000 บาทแล้ว การทำกิจกรรมดังกล่าว นอกจากได้เงินเป็นรายได้เสริมระหว่างเรียนแล้ว ยังช่วยสร้างความรู้ด้านการเกษตร การจัดการธุรกิจ ที่สำคัญจะเชื่อมความรัก ความสามัคคี ในกลุ่มนักเรียนอีกด้วย

หากใครคิดอยากจะปลูกไม้ใบตระกูลเฟิร์น สิทธิศักดิ์มีข้อแนะนำว่า ต้องขยันเรียนรู้ ต้องรู้จักตลาด รู้จักสายพันธุ์พืช เพื่อป้องกันการถูกหลอกขายบนสินค้าหน้าเว็บเพจกลุ่มไม้ดอกไม้ใบ ที่มีจำนวนมากกว่า 100 กลุ่ม หากไม่มั่นใจข้อมูลสินค้าที่ขายบนหน้าเว็บเพจว่า เป็นสายพันธุ์ที่ถูกต้องหรือไม่ ราคาแพงเกินจริงหรือเปล่า ก็อาศัยสอบถามข้อมูลจากอาจารย์ที่ปรึกษาอีกที

นอกจากนี้ พวกเขายังใช้เฟซบุ๊กเป็นอีกช่องทางในการขยายตลาด โดยอัพภาพสินค้า ข้อมูล และราคา เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาสอบถามข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ปีนี้เขาเรียนจบ ม.6 แล้ว เขาตั้งใจจะศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องจากเขามีหุ้นในบริษัท จึงตั้งใจผลิตไม้ใบป้อนให้รุ่นน้องในโรงเรียนเป็นผู้จำหน่ายต่อไป

หากผู้อ่านท่านใดสนใจกิจกรรม บริษัท เขาน้อยออร์คิด จำกัด สามารถแวะเยี่ยมชมดูงานได้ที่ โรงเรียนเขาน้อยวิทยาคม เลขที่ 79 หมู่ที่ 8 บ้านเขาน้อย ถนนจุฬามณี-ฉางเกลือ ตำบลห้วยแร้ง อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด 23000 เบอร์โทรศัพท์ (039) 501-012

ปุ๋ยไส้เดือน ใช้ในบ้านแบบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เกษตรในเมือง

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ปุ๋ยไส้เดือน ใช้ในบ้านแบบง่ายๆ

การเลี้ยงไส้เดือนเพื่อนำมูลและน้ำจากมูลไส้เดือน ฮือฮามาหลายปีแล้ว ตอนนั้นยังไม่ค่อยใส่ใจนัก เนื่องจากขยะแขยงไส้เดือนอยู่พอสมควร สมัยก่อนที่เป็นเด็กไปตกปลากันก็อาศัยเพื่อนขุดไส้เดือนให้ แล้วตอนเกี่ยวเบ็ดโดยใช้ไส้เดือนก็ให้เพื่อนเกี่ยวให้ ด้วยความรู้สึกว่ามันลื่นๆ ยาวๆ เหมือนงู ก็เลยขี้เดียด มาถึงวันนี้ต้องการเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ จำเป็นต้องทำปุ๋ยอินทรีย์ที่ไม่ต้องซื้อ และมั่นใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าไม่มีสารเคมีแน่นอน มาใช้กับพืชผักอินทรีย์ที่ปลูก

ในกระบวนการผลิตพืชผักอินทรีย์ ปัจจัยการผลิตค่อนข้างสำคัญมาก เนื่องจากเราต้องมั่นใจในความเป็นปัจจัยการผลิตที่เป็นอินทรีย์แท้ ซึ่งถ้าผ่านการผลิตโดยเราเอง เราย่อมมั่นใจได้แน่นอน และอีกสาเหตุหนึ่งคือเป็นการลดต้นทุนไปในตัว ที่ผ่านมาในการผลิตพืชอินทรีย์มักจะนำเศษพืชผักที่ตัดแต่งออกเพื่อจำหน่ายหรือที่ไม่ได้คุณภาพมาให้เป็นอาหารของไส้เดือน และนำมูลไส้เดือนและน้ำจากมูลไส้เดือนมาเป็นปุ๋ยสำหรับใช้ในพืชผักอินทรีย์ วนเวียนเป็นวัฏจักรกันไปไม่สิ้นสุด ถือว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากของเหลือใช้ในการผลิตอย่างมีคุณค่า เพราะในการผลิตพืชผัก ปุ๋ยถือเป็นปัจจัยสำคัญใช้ในปริมาณมาก ซึ่งหมายถึงจำนวนเงินที่มากเช่นกันในการซื้อ

แต่นั่นคือ การผลิตปุ๋ยไส้เดือนในระบบฟาร์ม ซึ่งเป็นการผลิตขนาดใหญ่ที่จะต้องไว้พื้นที่ วัสดุอุปกรณ์ รวมถึงโรงเรือนโดยเฉพาะต่างหากออกมา ปริมาณปุ๋ยที่ได้ค่อนข้างมาก ทั้งหมดนี้ไม่เหมาะสำหรับการผลิตปุ๋ยไส้เดือนแบบครัวเรือน ที่ปลูกผักกันในบริเวณรั้วบ้านไม่รู้จะทำไปทำไมเยอะแยะ และก็ไม่รู้จะแบ่งที่ทางกันยังไง เพราะปัจจุบันเราก็อยู่กันในบ้านเล็กๆ ในเมือง หรือชานเมืองกัน เพราะได้มีโอกาสไปศึกษาเรื่องการเลี้ยงในระบบฟาร์มมาบ้าง ส่วนใหญ่จะส่งเสริมให้เลี้ยงขายกัน การย่อขนาดของเขามาให้เล็กก็ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะฉะนั้นมาเลี้ยงแบบหลังบ้านดีกว่า เอาแค่ตะกร้าเดียวก็พอแล้วสำหรับผักที่ปลูกข้างบ้าน เอาไว้ให้เลี้ยงจนชำนาญแล้ว อยากขยายก็ค่อยว่ากัน

ผมมีโอกาสได้ไปอบรมเรื่องการเลี้ยงไส้เดือนแบบง่ายๆ ของ รศ. กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ อาจารย์ประจำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เบอร์โทรศัพท์ (081) 821-5007 ที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แบบเร่งรัด แค่ 30 นาที ก็เห็นว่าเหมาะกับการนำเอาไส้เดือนมาเลี้ยงข้างบ้าน จึงนำเรื่องราวมาถ่ายทอดให้กันฟัง

ตัวไส้เดือนที่ว่านี้ เป็นไส้เดือนแอฟริกา Africa Nightcrawler (AF) ทำไม ถึงไม่ใช้ไส้เดือนไทย เป็นเพราะว่าไส้เดือนแอฟริกานี้คัดเลือกมาแล้วว่า เป็นพันธุ์ที่กินเก่งและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว เหมาะกับการเลี้ยงเพื่อนำมูลมาใช้ จึงต้องใช้พันธุ์นี้ มิใช่เห่อของนอกแต่ประการใด

เรียนรู้เรื่องไส้เดือนก่อน

ไส้เดือนที่เราจะเลี้ยงนี้ เรียกว่า ไส้เดือนดิน เพราะมันมีไส้เดือนน้ำ ไส้เดือนทะเล ซึ่งเราไม่พูดถึง ไส้เดือนดินมีอัณฑะและรังไข่อยู่ในตัวเดียวกัน หมายถึง มีทั้ง 2 เพศ อยู่ในตัวเดียวกัน เนื่องจากธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้ เมื่อไส้เดือนมีอยู่ตัวเดียวก็ขยายพันธุ์ได้ แต่ก็ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร แต่โดยปกติไส้เดือนดินจะจับคู่กันผสมพันธุ์ วงจรชีวิตจะเป็นเหมือนไข่ จนเป็นตัวอ่อนเล็กๆ สีขาว และกลายเป็นลูกไส้เดือน จนกระทั่งเจริญเติบโตจนเป็นวัยเจริญพันธุ์ ได้ใช้เวลาประมาณ 50-60 วัน สถานที่อยู่ต้องเป็นที่ร่มและชื้น ห้ามแสงแดดส่องตรงๆ เด็ดขาด เพราะไส้เดือนจะหนีหมด

ประโยชน์ของไส้เดือน

ไส้เดือนดินที่อยู่ในธรรมชาติจะช่วยทำให้โครงสร้างของดินมีความสมบูรณ์ เนื่องจากการชอนไชของไส้เดือน จะทำให้ดินร่วนซุยและโปร่ง อากาศและน้ำมีโอกาสแทรกเข้าไปในเนื้อดินได้ เป็นการไถพรวนที่ธรรมชาติมอบให้เป็นหน้าที่ของไส้เดือน การไถพรวนของเครื่องจักรทางการเกษตรสามารถไถพรวนหน้าดินได้แค่ 30 เซนติเมตร แต่ไส้เดือนสามารถไถพรวนได้ถึง 20 เมตร ไส้เดือนจะกินซากพืชซากสัตว์ที่อยู่ในดิน แต่หลังจากกินแล้วจะขึ้นมาถ่ายมูลบนดินเสมอ ผมอ่านทีแรกไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะทำไมต้องยุ่งยากด้วย กินใต้ดินก็ถ่ายไว้ใต้ดิน พอมาเลี้ยงในตะกร้าก็รู้ว่ามันมาถ่ายไว้ข้างบนจริงๆ

มูลของไส้เดือนมีประโยชน์กับพืชมาก เนื่องจากมีสารอาหารที่พืชต้องการสูง และยังอยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ดี ธาตุอาหารดังกล่าวคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม และมูลไส้เดือนยังช่วยส่งเสริมการละลายธาตุอาหารอื่นๆ ที่อยู่ในดิน ทำให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายอีกด้วย นอกจากนี้ ไส้เดือนยังเป็นตัวที่ตรวจสอบระบบนิเวศว่ามีการปนเปื้อนของสารเคมีมีมากแค่ไหน โดยดูจากจำนวนไส้เดือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ว่า มีจำนวนมากหรือไม่ ถ้ามีน้อยหรือไม่มีแสดงว่าอาจเป็นพื้นที่ปนเปื้อนสารเคมี

การเลี้ยงไส้เดือนแบบหลังบ้าน

หาตะกร้าโปร่งๆ หน่อย จะเป็นสี่เหลี่ยมหรือวงกลมก็ได้ นำกระดาษกล่องลังลูกฟูกมาแช่น้ำ สักประมาณ 5-10 นาที ให้กระดาษนิ่ม แล้วจึงนำมารองพื้นและบุตะกร้าทั้ง 4 ด้าน ให้หมด หลังจากนั้น นำมูลวัวที่แช่ไว้ในน้ำ ประมาณ 5-7 วัน จนกระทั่งคลายความร้อนแล้วมาใส่ลงในตะกร้าให้เหลือต่ำกว่าขอบตะกร้า ประมาณ 10 เซนติเมตร แล้วจึงใส่ไส้เดือน ประมาณ 10 ตัว ลงไปข้างบน นำขี้วัวมาโรยทับอีกเล็กน้อย หลังจากนั้น นำกระดาษลูกฟูกที่แช่น้ำเตรียมไว้มาทับข้างบนอีก เป็นอันเสร็จพิธี แล้วนำตะกร้าไปวางในที่ค่อนข้างเย็นและชื้นอยู่ภายในหลังคากันแดดกันฝน เพราะถ้าเป็นที่อากาศร้อนหรือแสงแดดส่องถึงไส้เดือนจะหนีหมด รดน้ำให้กระดาษลูกฟูกที่ปิดหน้าอยู่ 2-3 วันครั้ง หรือเห็นว่าแห้งก็ควรรดน้ำ ส่วนมูลวัวก็เติมสัปดาห์ละครั้งก็พอ แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ 2 สัปดาห์ เติมครั้งก็ได้ แต่เติมให้มีปริมาณมากหน่อย ลืมบอกไปมูลวัวที่ขายถูกในกรุงเทพฯ คือที่ ทหารราบ 11 บางเขน ขายกระสอบละ 40 บาท

รศ. กษิดิศ แนะนำว่า การเลี้ยงไส้เดือนของคนเลี้ยงมือใหม่ อย่าเพิ่งนำเศษผัก เศษอาหาร มาให้ไส้เดือนกิน เพราะเราไม่รู้ปริมาณที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นมูลวัวที่แช่น้ำแล้วเหมาะสมที่สุด เพราะให้มากก็ไม่เป็นไร ไม่มีการบูดเน่า ส่วนเศษผัก เศษอาหารต่างๆ ที่ประดังใส่ลงไป ไส้เดือนกินไม่หมดจะบูดเน่าเป็นพิษเป็นภัยต่อไส้เดือน ทำให้เกิดการตายหมู่ได้เป็นประจำสำหรับมือใหม่ แต่พอเราเลี้ยงไปสักพัก ค่อยๆ ให้เศษพืช เช่น เปลือกแตงโมนี่ไส้เดือนชอบ หั่นเป็นชิ้นๆ หน่อยครับ ใส่ทีละน้อย 2-3 วัน ต้องเปิดดูที ถ้ายังไม่หมดแสดงว่าให้มากไป เปลือกแตงโมจะเน่าเป็นเชื้อรา ต้องเก็บออก วิธีนี้สำหรับคนที่ไม่มีเวลา จะเสียเวลาครับ เอามูลวัวอย่างเดียวก็พอ วันอาทิตย์หยุดงานค่อยเปิดดูครั้งเดียวดีกว่า

ศัตรูของไส้เดือน

บริเวณที่เลี้ยงไส้เดือนควรจะไม่มีศัตรูของมันคือ มด หนู กบ นก จิ้งจก กิ้งกือ หอย งู ตุ๊กแก จิ้งหรีด หรืออะไรที่สามารถกินไส้เดือนได้ควรอยู่ห่างหน่อย หรืออาจตั้งบนโต๊ะที่มีความสูงสัก 80 เซนติเมตร ก็ได้ ดูแลง่ายดี

การเก็บมูล

แนะนำให้เก็บมูลไส้เดือนสัปดาห์ละครั้งพอ โดยปกติไส้เดือนจะถ่ายไว้ข้างบน พอเราเปิดกระดาษลูกฟูกออกสักพัก ไส้เดือนจะหลบแดดลงข้างล่าง ก็เอาอะไรที่ไม่มีคมตักมูลไส้เดือนด้านหน้าออก ใส่ตะกร้าพลาสติก แล้วค่อยๆ ร่อน โดยการเคาะขอบตะกร้า มูลไส้เดือนจะตกลงใส่ภาชนะที่รองเอาไว้ ค่อยๆ ร่อนทีละน้อย คอยสังเกตว่ามีไส้เดือนตัวเล็กตกลงมาบ้างไหม ให้เก็บกลับไปใส่ตะกร้าเลี้ยงใหม่ ทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนมูลไส้เดือนด้านบนจากตะกร้าเลี้ยงหมด แล้วนำมูลใส่ภาชนะเก็บ โดยปิดฝาไม่ให้โดนฝน เติมมูลวัวให้ได้ในปริมาณเท่าเดิมของตะกร้าก่อนร่อนมูลออก แล้วก็นำกระดาษลูกฟูกมาปิดทับเหมือนเดิม

ทีนี้เราก็ได้ปุ๋ยมูลไส้เดือนเป็นของตัวเอง ใส่ผักของตัวเองได้แบบง่ายๆ ปุ๋ยมูลไส้เดือนนี้ยังมีเชื้อไตรโคเดอร์ม่า ที่นำมาใส่ต้นพืชเพื่อเบียดเบียนเชื้อราอื่น โดยการแย่งกินอาหารให้หมดก่อน เชื้อราอื่นไม่มีอาหารกินก็จะตายไปในที่สุด ทำให้เชื้อราอื่นไม่ทำอันตรายต่อพืชของเรา วันที่ผมได้รับแจก จาก รศ. กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ มา เป็นไส้เดือนเพียง 5 ตัว อยู่ในตะกร้าพลาสติกเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 15 เซนติเมตร บรรจุมูลวัวมาเต็ม ปัจจุบันนี้ ผ่านไปหลายเดือนแล้ว ก็ทำแบบไม่ได้เอาใจใส่ แต่ปริมาณไส้เดือนมีการขยายพันธุ์ได้มากพอสมควร จนสามารถแจกจ่ายให้พรรคพวกไป คนละ 10 ตัว หลายคนแล้ว ซึ่งแสดงวิธีการเลี้ยงว่าไม่ได้ยุ่งยากแต่ประการใด

ปลูกผักหวานป่าแซมสวนหม่อน ที่ชัยภูมิ ของ “ป้าคำพุฒิ แสนสิบ” รวยปีละหลายแสนบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05041151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เทคโนฯ การเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

ปลูกผักหวานป่าแซมสวนหม่อน ที่ชัยภูมิ ของ “ป้าคำพุฒิ แสนสิบ” รวยปีละหลายแสนบาท

“ผักหวานป่า” เป็นผักพื้นบ้านที่พบเห็นได้ง่ายในเขตพื้นที่ราบสูง ที่เป็นป่าเต็งรัง ป่าไผ่ รวมอยู่ในกลุ่มพวกป่าเบญจพรรณ ผักหวานป่ามีลักษณะใบใหญ่ กลมยาว หนา หากสนใจอยากปลูกผักหวาน แต่ไม่รู้วิธีปลูก ต้นผักหวานมักจะไม่ค่อยโต การปลูกผักหวานให้ได้ผลผลิตที่ดี ต้องปลูกเลียนแบบธรรมชาติ โดยปลูกผสมผสานกับพืชไร่ไม้ผลอื่นๆ เพื่ออาศัยร่มเงาไม้พี่เลี้ยงช่วยพรางแสงแดดในแปลงเพาะปลูก จุดยากลำบากในการปลูกผักหวานป่าคือ ต้นกล้า ที่เกิดจากการเพาะเมล็ด เมื่อนำไปปลูกในดิน ต้องระวังไม่ให้รากขาดและรากต้องตั้งตรงลงดิน มิฉะนั้น ต้นผักหวานจะไม่เจริญเติบโต

ผักหวานป่า เป็นสินค้าขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี ผลผลิตในช่วงนอกฤดู ซื้อขายในราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ผลผลิตในช่วงฤดู ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 70 บาท ดอกผักหวานป่ามีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 300 บาท ผักหวานป่าจึงเหมาะสำหรับปลูกในเชิงการค้า เพราะมีรสชาติอร่อย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีทั้งวิตามิน โปรตีน กากใยอาหาร ช่วยย่อยอาหารได้ดีมาก แถมเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ลดอาการอักเสบทางผิวหนัง ลดน้ำตาลในเลือด ละลายไขมัน ฯลฯ

ศูนย์เรียนรู้ การปลูก

ผักหวานป่า จังหวัดชัยภูมิ

ปัจจุบัน มีแหล่งปลูกและขยายพันธุ์ผักหวานป่าและผักหวานบ้านในหลายพื้นที่ เช่น บ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ขอนแก่น ชัยภูมิ ฯลฯ ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชม “ศูนย์เรียนรู้ การปลูกผักหวานป่า” ของ “ป้าคำพุฒ แสนสิบ” บ้านเลขที่ 71/1 หมู่ที่ 7 บ้านโนนผักหวาน ตำบลแหลมทอง อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ 36260

สำหรับ “ศูนย์เรียนรู้ การปลูกผักหวานป่า” แห่งนี้ อยู่ภายใต้การสนับสนุนของ กศน. ตำบลแหลมทอง ที่ผ่านมา ทาง กศน. ตำบลแหลมทอง เปิดกลุ่มโครงการจัดการศึกษาต่อเนื่องแบบบูรณาการด้านอาชีพ หลักสูตรการปลูกผักหวานป่า ณ บ้านโนนผักหวาน โดยให้ ป้าคำพุฒิ แสนสิบ เป็นวิทยากร สอนเยาวชนและชาวบ้านที่สนใจหลักสูตรนี้อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ครอบครัวป้าคำพุฒิมีอาชีพปลูกผักหวานป่าแซมในสวนหม่อน ลำไย พริก เงาะ ปลูกแบบผสมผสาน บนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ในอดีตครอบครัวป้าคำพุฒิมีอาชีพรับจ้างเลี้ยงไหม มาตั้งแต่ ปี 2528 จนกระทั่ง ปี 2543 เจอปัญหาราคาเส้นไหมตกต่ำ จากเดิมที่เคยซื้อขายในราคา กิโลกรัมละ 170 บาท ก็ร่วงหล่นเหลือแค่ 80 บาท ต่อกิโลกรัม รายได้หดหาย แถมมีปัญหาใบหม่อนไม่พอเลี้ยงหนอนไหม จึงพยายามมองหาอาชีพใหม่เพื่อเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว จังหวะนั้นเจอเพื่อนบ้านปลูกผักหวานป่าขาย กิโลกรัมละ 200 บาท ได้ผลกำไรดี จึงเกิดความสนใจ ขอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาชัยภูมิ พาไปดูงานเรื่องการปลูกผักหวาน ที่บ้านหมอ จังหวัดสระบุรี

ปลูกผักหวานป่า

แซมพืชไร่ไม้ผล

ป้าคำพุฒิ ได้นำต้นผักหวานป่ามาทดลองปลูก จำนวน 150 ต้น โดยปลูกผักหวานป่าเลียนแบบธรรมชาติ ปลูกแซมในสวนหม่อน ลำไย พริก เพื่อให้เป็นไม้พี่เลี้ยง ให้มีแสงแดดรำไร ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตดี ปลูกประมาณ 4 ปี ก็เริ่มเก็บยอดผักหวานออกขายได้ ป้ากับเพื่อนเกษตรกรจะรวมกลุ่มกันขายผักหวานป่าให้แม่ค้า ในราคากิโลกรัมละ 200 บาท ปัจจุบัน สวนผักหวานป่าแห่งนี้มีอายุครบ 10 ปีแล้ว ยังให้ผลผลิตที่ดี ผักหวานป่า เป็นพืชที่ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย จะเข้าสู่ช่วงพักต้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม ของทุกปี เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งจะสามารถเก็บผักหวานป่าออกขายได้

ป้าคำพุฒิ บอกว่า ที่นี่เก็บผักหวานป่าออกขายปีละครั้ง โดยเก็บยอดผักหวานป่าในลักษณะผักสด และเก็บใบผักหวานป่ามาแปรรูปในลักษณะใบชา ต้นผักหวานป่าเมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีเมล็ด สามารถนำมาเพาะขยายพันธุ์ได้ ผักหวานป่าจะมีเมล็ดปีละครั้ง จะสุกประมาณปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนมิถุนายน เมล็ดจะมีอัตรางอกลดลงอย่างเร็วมาก เมล็ดแก่ที่หลุดร่วงจากต้น ต้องเร่งเพาะเมล็ดภายใน 15 วัน หากปล่อยทิ้งไว้ เปอร์เซ็นต์การงอกก็จะลดลงเรื่อยๆ

จากปีแรกที่ปลูกต้นผักหวานป่า จำนวน 150 ต้น ปัจจุบัน ป้าคำพุฒิ สามารถขยายพันธุ์ต้นผักหวานป่าได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,000-3,000 ต้น มีรายได้จากการเก็บผักหวานป่าออกขาย ปีละ 200,000 บาท และเก็บเมล็ดผักหวานป่า จากป่าชุมชนแถวบ้านมาเพาะขยายพันธุ์ จำหน่ายต้นกล้าแก่เกษตรกรและประชาชนที่สนใจ ในราคา ต้นละ 25 บาท ต้นกล้าที่เกิดจากการเพาะเมล็ดดสามารถเติบโต แข็งแรง เป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไป

คำแนะนำ

ในการปลูกผักหวานป่า

ป้าคำพุฒิ บอกว่า ปลูก 4 ปี ก็เก็บยอดขายได้แล้ว เวลาขุดดินใส่ต้นกล้าผักหวานป่าลงไป ระวังอย่าให้รากขาด เพราะต้นผักหวานป่าจะไม่เจริญเติบโต ไม่แตกยอด เวลาปลูกควรใส่ปุ๋ยคอกบำรุงดินลงไป ต้นผักหวานป่ามีอายุยืน 50-100 ปี แถมดอกผักหวานป่ายังขายได้ราคาดีอีกต่างหาก ขายส่งในราคา กิโลกรัมละ 300 บาท ตลาดนิยมดอกผักหวานป่า เพราะถือว่าเป็นของแปลก เป็นยาดี ขายแยกดอก แยกใบ

โดยธรรมชาติแล้ว ต้นผักหวานป่า มักพบเห็นได้ตามป่าเบญจพรรณ ที่มีไม้ยืนต้นหลากหลายชนิด หากเรานำมาปลูกในพื้นที่เรือกสวนไร่นา จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศภายในสวนให้มีร่มเงาเหมือนป่าตามธรรมชาติ โดยปลูกผักหวานป่าแซมกับไม้ผลไม้ยืนต้น ประเภทต้นลำไย มะยงชิด ต้นหม่อน หากปลูกผักหวานป่าแบบพืชเชิงเดี่ยว ต้นผักหวานป่าจะแสดงอาการใบเหลืองและมีโอกาสตายได้

เพื่อช่วยให้ต้นผักหวานป่าเจริญเติบโตเร็ว และแตกยอดได้ดี ควรตัดยอดบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นให้ต้นผักหวานป่าแตกยอดใหม่ได้มากขึ้น เทคนิคนี้ได้ผลดีเมื่อทำกับต้นผักหวานป่าที่มีอายุมากแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ การขุดรากผักหวานป่าที่เป็นต้นแก่แล้ว สามารถช่วยให้เกิดการแตกต้นใหม่ได้เช่นกัน สำหรับต้นผักหวานป่าที่ปลูกตามธรรมชาติ แค่ดูแลใส่ปุ๋ยคอก ใส่ปุ๋ยขี้ไหมใต้ต้นผักหวานป่า ก็ทำให้ต้นผักหวานในชุมชนแห่งนี้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร คือมีลักษณะยอดใหญ่ และอ่อน มีรสชาติหวาน มัน กรอบ

ที่ผ่านมาครอบครัวป้าคำพุฒิได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาชัยภูมิ จำนวน 5,000 บาท เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนทำนารอบสอง ป้าคำพุฒิ กู้เงิน 200,000 บาท มาใช้ก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงไหม ปัจจุบัน ป้าคำพุฒิมีรายได้จากการทำสวนผักหวานป่าผสมผสานกับสวนผลไม้ สร้างรายได้ก้อนโต หักค่าใช้จ่ายแล้วยังมีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ สามารถชำระเงินกู้กับ ธ.ก.ส. ได้หมดแล้ว ปัจจุบัน ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวป้าคำพุฒิก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และสวนแห่งนี้ก็กลายเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการปลูกผักหวานป่า ที่ผู้สนใจต่างแวะเวียนกันเข้ามาหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง

สูตรปุ๋ยขี้ไหม

ป้าคำพุฒิ แนะนำเคล็ดลับการผลิตปุ๋ยขี้ไหมเพื่อใช้ในไร่นา โดยนำขี้ไหม น้ำหนัก 50 กิโลกรัม กากน้ำตาล จำนวน 1 ถัง สาร พด. 2 นำมาหมัก ประมาณ 1 เดือน ก็นำไปใช้งานได้ โดยใช้ปุ๋ยขี้ไหม อัตราส่วน 5 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นในสวนผักหวานป่า ช่วยให้ต้นและใบผักหวานป่าเขียวเข้ม เติบโต งาม ช่วยประหยัดต้นทุนได้ดี

แกงผักหวาน

ใส่ไข่มดแดง…อร่อยเด็ด

ป้าคำพุฒิ มีเมนูอร่อยประจำบ้านมาฝากกันคือ แกงผักหวานใส่ไข่มดแดง เป็นเมนูรับแขก ที่ใครก็ยอมรับว่า มีรสชาติอร่อยเด็ด ป้าคำพุฒิ บอกว่า หมู่บ้านโนนผักหวาน โดยรอบเป็นป่าเขาเป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จึงมีไข่มดแดงที่สร้างรังบนต้นไม้เป็นจำนวนมากในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี แกงผักหวานใส่ไข่มดแดง ถือเป็นอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้านแห่งนี้

หากใครอยากลิ้มรสแกงผักหวานใส่ไข่มดแดง ก็ให้เตรียมวัตถุดิบสำคัญไว้ให้พร้อม ได้แก่ ผักหวาน ที่ล้างสะอาดแล้วเด็ดเอาแต่ยอดอ่อน ไข่มดแดง เห็ดขอนขาว น้ำปลาร้า น้ำเปล่า กระเทียม หอมแดง ตะไคร้ ข่า และพริกสด วิธีการทำ เริ่มจากใส่น้ำลงในหม้อต้มให้เดือด ใส่พริกสดลงไป ใส่เครื่องสมุนไพร กระเทียม ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง ลงไป ใส่ไข่มดแดงที่เตรียมไว้ ใส่น้ำปลาร้า ใส่ผักหวานเป็นลำดับสุดท้าย คนให้เข้ากัน รอให้วัตถุดิบสุกเข้ากัน ตักใส่ถ้วยรับประทานได้เลย รับรองอร่อยเด็ด จนต้องขอตักเพิ่มเป็นถ้วยที่สอง

หากผู้อ่านท่านใดสนใจ สั่งซื้อต้นกล้า และยอดผักหวานป่า สามารถติดต่อกับ ป้าคำพุฒิ แสนสิบ ที่ ตำบลแหลมทอง อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ โทร. (087) 864-2716, (085) 205-7873 รับรองไม่ผิดหวัง