เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี?ตั้งเป้า “ส่งเสริมการผลิตพืชมีคุณภาพ เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี?ตั้งเป้า “ส่งเสริมการผลิตพืชมีคุณภาพ เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

หากติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ภาคเกษตรกรรม ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำนา เพราะมีน้ำเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ จึงเห็นได้ว่าหลายพื้นที่ซึ่งเป็นท้องนาจะพบภาพข้าวยืนต้นตายเป็นจำนวนมาก

แม้ก่อนหน้านี้จะมีฝนตกลงมาบ้าง แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ และล่าสุดทราบข่าวมาว่า ปริมาณน้ำที่เก็บกักในเขื่อนหลักหลายแห่งที่เพิ่งผ่านจุดอันตรายมากำลังลดลงอีก

ดังนั้น หากปลายปีนี้ฝนไม่ตก หรือตกน้อย หรือตกแต่ไม่เข้าไปเติมน้ำในเขื่อนแล้ว เห็นทีปีหน้าเกษตรกรอาจประสบกับวิกฤตภัยแล้งรอบใหม่แน่…

“สิงห์บุรี” เป็นจังหวัดในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง ที่มีพื้นที่ทำนาเกือบทั้งจังหวัด แม้จะได้เปรียบแหล่งน้ำทางธรรมชาติจากแม่น้ำสำคัญถึง 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี อีกทั้งยังมีลำน้ำสายอื่นๆ คือ ลำแม่ลา ลำการ้อง ลำเชียงราก และลำโพธิ์ชัย ก็ตาม แต่หากต้นทางน้ำเหล่านั้นประสบปัญหาแล้วก็น่าจะส่งผลต่อปลายน้ำแน่นอน

ทีมงานเทคโนฯ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อสำรวจการทำเกษตรกรรมของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ว่า พวกเขาเหล่านั้นได้รับผลกระทบอย่างไร และมีแนวทางรับมือกับปัญหาภัยแล้งที่ผ่านมา หรือที่กำลังจะเจอกันอีกด้วยวิธีใด??

คุณยศพนธ์ ทัพพระจันทร์ เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เปิดเผยว่า จังหวัดสิงห์บุรี มีพื้นที่ทั้งหมด 514,049 ไร่ มีพื้นที่อยู่ในเขตชลประทาน 411,781 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 80.11 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด โดยพื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทาน มีพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 418,781 ไร่ หรือ 80.66 เปอร์เซ็นต์

ความที่มีพื้นที่ในเขตชลประทานจำนวนมาก จึงทำให้อาชีพหลักของชาวบ้านคือ การทำนา ซึ่งมีพื้นที่ 377,826 ไร่ หรือ 90.22 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม พอมีผลกระทบจากเรื่องน้ำ จึงทำให้คนกลุ่มนี้ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

ทางสำนักงานเกษตรสิงห์บุรีได้มีการตระเตรียมรับมือไว้ด้วยการให้ความช่วยเหลือกับพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนในบริเวณที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ ใกล้แม่น้ำ อย่างที่ ลำน้ำแม่ลา, ใกล้แม่น้ำน้อย หรือใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากเป็น 3 แหล่งน้ำ ที่มีความสำคัญเพื่อให้เกษตรกรใช้ทำนา แต่สำหรับพื้นที่ซึ่งต้องคอยรับน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติก็ยังคงทำนาไม่ได้

“ฉะนั้น ในส่วนที่ยังทำนาไม่ได้นี้ จึงส่งทีมงานลงพื้นที่สำรวจทุกหมู่บ้าน ซึ่งในความรับผิดชอบของทางสำนักงานเกษตรจังหวัด มีจำนวน 43 ตำบล ทั้งนี้เพราะเป็นผลมาจากนโยบายของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด กำหนดให้หัวหน้าทุกส่วนราชการทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับทุกตำบล หมู่บ้าน

เกษตรจังหวัดระบุว่า หน้าที่ของแต่ละกลุ่มจะต้องไปจัดทำเวทีชุมชน พร้อมกับสำรวจว่า ชาวบ้านต้องการอะไร และยังขาดอะไร ฉะนั้น ทุกส่วนจึงมีข้อมูลของตัวเองว่า ชาวบ้านต้องการอะไร ทั้งนี้เพื่อเป็นการเสริมงาน เสริมอาชีพให้เพื่อเป็นการทดแทนการหยุดทำนาปีและนาปรัง และถือเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในครั้งนี้ และจัดหาอาชีพบรรเทาปัญหา”

“เกษตรกรบางรายอาจต้องการปลูกงา ปลูกถั่ว หรือแม้แต่พืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่ทำนาเดิมของตัวเอง ทั้งนี้อาจจะปลูกเป็นการชั่วคราวสัก 1 รอบการผลิต หรืออาจปลูกพืชผักสวนครัวร่วมด้วย ในส่วนแหล่งน้ำนั้นได้มีการเจาะบ่อบาดาลไว้จำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ปลูกพืชใช้น้ำน้อย”

สำหรับพื้นที่พืชสวน (พืชผัก ผลไม้ และพืชยืนต้น) จำนวน 26.895 ไร่ หรือ 6.428 เปอร์เซ็นต์ และพื้นที่ปลูกพืชไร่ 11,002 ไร่ หรือ 2.63 เปอร์เซ็นต์ ท่านเกษตรจังหวัดเผยว่า ไม้ผลที่เด่นของจังหวัด ได้แก่ มะม่วง กล้วย และกระท้อน แต่ไม่ค่อยโดดเด่น เนื่องจากเป็นผลมาจากน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปี 2554 อย่างเมื่อก่อนผลไม้ที่ดังและมีชื่อเสียงของจังหวัดคือ กระท้อน

ด้านปศุสัตว์ มีพื้นที่เลี้ยงสัตว์ 1.189 ไร่ หรือ 0.28 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ได้ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่ ทั้งไก่เนื้อและไก่ไข่ หรือเป็ด อย่างไรก็ตาม ได้รับการอนุมัติงบประมาณเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงสัตว์เพิ่มมากขึ้นในช่วงวิกฤตภัยแล้งนี้

ทางด้านประมง มีพื้นที่ทำประมงเพาะเลี้ยง 1,869 ไร่ หรือ 0.45 เปอร์เซ็นต์ และแน่นอนว่า สิงห์บุรี สัตว์น้ำที่มีชื่อดังอย่าง ปลาช่อนแม่ลา ที่มาจากลำน้ำแม่ลา จึงทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการเลี้ยงปลา ทั้งนี้ ปลาช่อนแม่ลาได้รับความนิยมในการบริโภคมาก เพราะมีรสชาติอร่อยมาก ซึ่งที่ผ่านมาได้มีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยส่งเสริมในการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ในแง่เศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เกษตรจังหวัดเน้นว่า ควรให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมากกว่า ทั้งนี้ เพราะมีประสบการณ์แล้วว่า ถ้าประสบปัญหาขาดแคลนน้ำแล้วเป็นอย่างไร เนื่องจากแนวทางนี้อาจไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก เพียง 1 ไร่ ก็สามารถบริหารจัดการได้ จึงจัดทำต้นแบบตัวอย่างแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไว้ ในพื้นที่ 1 ไร่ 1 แสน โดยประกอบไปด้วยการทำนา บ่อเลี้ยงปลา เลี้ยงสัตว์ และปลูกพืชผัก เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และต้องการให้ชาวนามองว่าในอนาคตหากเกิดภาวะน้ำน้อย ควรจะทำอย่างไร ถึงจะอยู่รอดได้

อีกประเด็นที่เกษตรจังหวัดวิตกคือ เรื่องการตลาด เพราะที่ผ่านมาเกษตรกรมีหน้าที่ผลิต แต่ไม่ได้ขายเอง จึงทำให้เกิดช่องว่างด้านราคา ด้วยเหตุนี้จึงต้องการยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกรมีมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการผลิตแล้วนำออกไปขายเอง แล้วทางสำนักงานเกษตรจังหวัดรับหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ในชื่อตลาดเกษตร โดยให้เกษตรกรจากกลุ่มต่างๆ ได้นำผลผลิตมาขายโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวิสาหกิจ กลุ่มแม่บ้าน หรือแม้แต่เกษตรกรเอง ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมรายได้ อีกทั้งยังต้องการให้ชาวบ้านเข้ามาสู่ระบบการขาย การตลาด มากยิ่งขึ้น

สำหรับด้านความเป็นอยู่หรือการสร้างรายได้ของชาวบ้านในจังหวัดสิงห์บุรีนั้น เกษตรจังหวัดบอกว่าคงไม่ต้องห่วงเพราะคนสิงห์บุรีทุกครัวเรือนมีงานสร้างอาชีพและมีรายได้ที่ดีทุกครอบครัว เป็นจังหวัดที่ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข และน่าจะเป็นความสุขที่สุดในประเทศไทย เพราะจากผลสำรวจออกมาว่า สิงห์บุรี “เมืองแห่งความสุข อันดับ 1 ของไทย” เป็นการประเมินทุกด้านจากหน่วยงานราชการ และได้รางวัลนี้จากการประกวดมาแล้วถึง 2 ครั้ง

นอกจากนั้น คุณยศพนธ์ ยังบอกถึงกลยุทธ์ในการส่งเสริม โดยยึดพื้นที่ คน และสินค้า เป็นหลัก ทั้งนี้ควรถ่ายทอดความรู้ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า เพื่อเป็นส่วนช่วยลดต้นทุนการผลิต แล้วเพิ่มผลผลิต ด้วยการพัฒนาคุณภาพสินค้า อีกทั้งต้องสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพ อกม. องค์การเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนและเครือข่าย โดยให้อยู่บนพื้นฐานของมีกิน มีใช้ หากเหลือนำไปขาย เพื่อความยั่งยืนภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ว่า “ส่งเสริมการผลิตพืชมีคุณภาพ เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“ท้ายนี้ อยากจะเชิญชวนท่านผู้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านทุกท่านให้มาเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรีกัน เพราะที่นี่ล้วนมีแต่สิ่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว สินค้าพื้นเมือง อาหาร ขนม ตลอดจนสินค้าจากภาคเกษตรที่มีความหลากหลายและปลอดภัยด้วยการผลิตที่มีคุณภาพ” เกษตรจังหวัดสิงห์บุรี กล่าว

ขอขอบคุณ เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรีทุกท่าน ที่อำนวยความสะดวกในการทำรายงานพิเศษครั้งนี้

สัมภาษณ์ ผอ. กศน. จังหวัดสิงห์บุรี ผอ. สันติ ต่วนชะเอม “งาน กศน. สิงห์บุรี เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านจริงๆ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

พานิชย์ ยศปัญญา

สัมภาษณ์ ผอ. กศน. จังหวัดสิงห์บุรี ผอ. สันติ ต่วนชะเอม “งาน กศน. สิงห์บุรี เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านจริงๆ”

สำนักงาน กศน. จังหวัดสิงห์บุรี เป็นหน่วยงานทางการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2545 ปัจจุบันตั้งอยู่ เลขที่ 115 ถนนสิงห์บุรี-ลพบุรี ตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี

ถือว่า สำนักงาน กศน. จังหวัดสิงห์บุรี มีความใกล้ชิดกับชาวบ้านมากที่สุดองค์กรหนึ่ง

ทีมงานนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสสัมภาษณ์ ผอ. สันติ ต่วนชะเอม ผู้อำนวยการ สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสิงห์บุรี

มีเรื่องราวหลากหลาย

ลองติดตามกันดู

งานใหญ่…สร้างคนสร้างงาน

ตาม พ.ร.บ. การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เรามีงาน 3 งานใหญ่ๆ คือการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย

การศึกษาขั้นพื้นฐาน…เรามีผู้ใช้บริการกว่า 3,900 คน คิดเป็นสัดส่วน ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมดในจังหวัดสิงห์บุรี การศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ นำนักเรียนหรือบุคคลที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้ได้รับการศึกษา มีหลักสูตรสายสามัญคือ ประถม ม.ต้น ม.ปลาย เรามีครูสอนคนเหล่านี้ ที่เรียกว่า ครู กศน.

อีกส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐานคือ การเทียบระดับการศึกษา การศึกษาประเภทนี้ใช้เวลาให้คุ้มค่า จากการประกอบอาชีพอยู่แล้ว แต่ขาดวุฒิทางการศึกษาหรือสายสามัญ จะมีขั้นตอนระเบียบวิธีการปฏิบัติ นักศึกษาเทียบระดับปัจจุบันมีเรียนอยู่ 49 คน เป็นผู้ที่มีอาชีพ มีรายได้อยู่แล้ว…เรามี ปวช. 45 คน เรียนธุรกิจสถานพยาบาล อำเภอค่ายบางระจัน

อีกโครงการหนึ่ง ทำร่วมกับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสิงห์บุรี นำเกษตรกรที่มีอาชีพเพาะปลูก ที่อำเภอค่ายบางระจัน มีนักเรียนกว่า 10 คน

การศึกษาต่อเนื่อง…เป็นการยกระดับรายได้ของประชากร เป็นเรื่องของการสอนอาชีพ เริ่มจากสอนที่เขาไม่เป็น สอนเพิ่มทักษะที่เขาเป็นอยู่แล้ว เพื่อการประกอบอาชีพให้มีรายได้มากยิ่งขึ้น อันนี้ กศน. สิงห์บุรี ทำตามนโยบายของ กศน. ส่วนกลาง เราได้บูรณาการ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัด แนวทางในการประกอบอาชีพ เรายึดตามแนวทางการพัฒนาอาชีพสิงห์บุรีเป็นหลัก ยุทธศาสตร์จังหวัดต้องการอาชีพอะไรบ้าง จะสร้างงาน สร้างคนในจังหวัด กศน. ก็สำรวจ โดยใช้ ครู กศน. ตำบล จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์และตัดสินใจ แล้วนำเอาวิชาต่างๆ เข้าไปสอน

การศึกษาตามอัธยาศัย…เรามีห้องสมุดประชาชนอำเภอทั้งหมด 6 แห่ง ในจำนวนทั้งหมดนี้ ห้องสมุดอำเภอท่าช้าง เป็นห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี…ห้องสมุดทุกแห่งเป็นแหล่งเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เราคอยให้บริการประชาชนในพื้นที่ เรามีรถโมบาย คือห้องสมุดเคลื่อนที่ คอยบริการประชาชนในพื้นที่ทุกแห่ง กศน. จะนำไปให้บริการทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนหรือหน่วยงานราชการต่างๆ ที่ขอมา ในรถโมบายมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อค้นคว้าข้อมูลต่างๆ มีสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อภาพเคลื่อนไหว เพื่อให้ชาวบ้านได้สนใจ สิ่งสำคัญที่มีอยู่ในรถคือ เรื่องของการประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อให้ชาวบ้านได้นำความรู้ไปตัดสินใจในการประกอบอาชีพ รถมี 1 คัน เราบริการทั้งในระบบและนอกระบบ รอบของการออกบริการเดือนหนึ่ง 3-4 ครั้ง มีคนขอมาค่อนข้างมาก

รถโมบายของ กศน. ให้บริการโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนในระบบด้วย

รถโมบายมีหนังสือการ์ตูน หนังสือสำหรับเด็กวัยเรียน

ในรถมีเจ้าหน้าที่คอยบริการ เช่น การเรียนรู้ การเล่มเกมส์ มีของรางวัลที่เรารับจากผู้ที่มีจิตกุศล เพื่อเป็นรางวัลให้เด็กนักเรียน

กิจกรรมที่เน้นกันคือ ความรู้เรื่องอาเซียน คอยสอดแทรกให้เด็กได้เรียนรู้

เป็นสิ่งหนึ่งที่ไปกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียนในระบบ

การจัดหนังสือ จัดเป็นชุด หากเป็นโรงเรียนตามระบบที่ขอมา เราจะใช้หนังสือเยาวชน หากออกเคลื่อนที่หรือไปตามชุมชนต่างๆ เราเสริมหนังสืออาชีพต่างๆ สิ่งหนึ่งที่ กศน. เห็นความสำคัญคือ การประกอบอาชีพ เรามีหนังสืออาชีพมากพอสมควร

ห้องสมุดอยู่กับที่ รถโมบายเราไปให้ความรู้แก่ผู้คนในชุมชน เพื่อให้บริการเข้าถึงชุมชนมากขึ้น

กศน. กับงานส่งเสริมการเกษตร

มีโดดเด่นหลายแห่ง

กศน. ให้ความสนใจ เพราะสิงห์บุรีเป็นเมืองเกษตรกรสิทธิศักดิ์ รม อีกอย่างหนึ่งยุทธศาสตร์ของจังหวัด เรื่องของการพัฒนาศักยภาพการทำเกษตรปลอดภัย เรามีการอบรม ให้ทักษะความรู้ เรามี ครู กศน. ตำบล 43 ตำบล เป็นผู้จัดการความรู้ จากเรื่องราวต่างๆ จะนำความรู้ไปให้ชาวบ้าน หากเรื่องที่ตนเองไม่ถนัด จะหาวิทยากรมาถ่ายทอดให้กับชาวบ้าน

เรื่องเกษตร ครูเราหลายคนมีทักษะ ยกตัวอย่าง เช่น ที่ตำบลไม้ดัด อำเภอบางระจัน มีการกำจัดวัชพืชอย่างได้ผล เรื่องคลองสวยน้ำใส มีการนำเอาผักตบชวามาใช้ สังเกตจากการหมัก นำมาทำปุ๋ยได้ ทางตำบลไม้ดัดนำมาปลูกมะนาวอย่างได้ผล ตอนนี้ครูเองและชาวบ้าน เป็นวิทยากรระดับประเทศ หลายหน่วยงานเชิญไปเป็นวิทยากร ตอนนี้ขยายออกไปปลูกหลายราย

อีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ผลดีคือ การปลูกพืชปลอดสารพิษ เป็นพืชผักสวนครัว ที่อำเภอค่ายบางระจัน เป็นการเผยแพร่การเกษตรโดยการลดต้นทุน ซึ่งมีการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ไม่ใช้สารเคมีในการปลูกผัก เป็นการลดจำนวนการทำนา เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การทำนาเป็นเรื่องยากพอสมควร เนื่องจากภัยแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ปัจจัยการผลิตบางอย่างน่าจะต้องใช้น้อยลง

ที่ตำบลไม้ดัด เป็นแหล่งเรียนรู้ของ กศน. มีคนมาเชิญไปเป็นวิทยากรการใช้ผักตบชวาให้เป็นประโยชน์

คุณสมบัติครู กศน. ส่วนกลางให้คัดเลือก…เป็นผู้มีวุฒิปริญญาตรี สายครู บางคนอาจจะไม่มีวุฒิทางครู จึงต้องพัฒนาศักยภาพ ทาง กศน. ก็พัฒนาศักยภาพในส่วนนี้ รวมทั้งพัฒนาทักษะการเข้าถึงประชาชน โดยยึดพื้นฐานของประชาชนเป็นหลัก โดย 1. ยึดความต้องการของประชาชนเป็นหลัก 2. ดูความพร้อมของประชาชน มีความพร้อมแค่ไหน

จากการที่ได้พัฒนาศักยภาพของครู จากนั้นครูก็จะไปทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

การจะทำให้งาน กศน. บรรลุวัตถุประสงค์ บุคลากรจึงมีความสำคัญอย่างมาก ต้องมีความรอบรู้และทักษะในการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนารูปแบบต่างๆ เช่น การพูดจากับประชาชน เรื่องของเนื้องานครูต้องเข้าใจ เพื่อนำไปประยุกต์กับงานของตนเอง…ครูต้องมีจิตอาสา มองความต้องการของประชาชนเป็นหลักแล้วออกแบบการเรียนการสอน การประสานงานก็สำคัญ

เราจึงภูมิใจว่า งาน กศน. สิงห์บุรี เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านจริงๆ หลายสิ่งหลายอย่าง…อย่างสายสามัญ บุคลากรที่ผ่านการเรียนกับ กศน. ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประถม ม.ต้น ม.ปลาย ออกไปเรียนต่อในระบบมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ถ้าไม่เรียนต่อ ก็นำความรู้ไปวิเคราะห์จนเกิดประโยชน์ในอาชีพที่ทำ

งานศึกษาต่อเนื่อง เราสามารถผลิตสินค้าต่อยอด เพื่อพัฒนาไปสู่สินค้าโอท็อปได้หลายสินค้า

ผู้ประกอบอาชีพยามมีเวลาว่าง ไม่ว่าจะเป็นขนมต่างๆ เป็นรายได้เสริมอย่างดี

ครู กศน. เป็นคนสิงห์บุรี ส่วนใหญ่เรียนจบปริญญาตรี แต่วิทยากรสอนอาชีพ เป็นคนในพื้นที่บางส่วน หาคนมีความรู้พิเศษเฉพาะทาง

ประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ในท้องถิ่น

งาน กศน. สิงห์บุรี เรารับนโยบายจากส่วนกลาง แล้วเรานำมาประยุกต์ หลายกิจกรรมประสบผลสำเร็จ หน่วยงานอื่นนำไปต่อยอด เรื่องของสายสามัญ ยกระดับแนวคิดความรู้

ผู้ที่ไม่สามารถเข้าเรียนในระบบ กศน. รับมาเติมเต็มทางการศึกษา

หลายคนเรียนจบ ม.ปลาย ไปเรียนต่อประสบความสำเร็จ

เราจะผลิตคนแนวทางไหนต้องดูยุทธศาสตร์ของจังหวัด เช่น เรื่องอาหาร-เครื่องดื่ม, ยารักษาโรค-สมุนไพร, การท่องเที่ยว, โรงแรม และอื่นๆ

กศน. จะพัฒนาโดยมองภาพใหญ่ของจังหวัด แล้วนำงาน กศน. ไปทำตามแนวทางของจังหวัด คนเกือบแสนคน ให้เดินไปตามที่จังหวัดต้องการ จะเกิดประโยชน์กับจังหวัด ตัวอย่างเรื่องอาหาร หรือขนม มี 2 ลักษณะ ที่ กศน. หาวิทยากรมาสอน คือเดินไปในแนวทางเป็นสินค้าระดับจังหวัด ขยายต่อไประดับประเทศ แล้วระดับเปิดไปสู่ เออีซี

อีกแนวทางหนึ่ง อาหารหรือขนมเป็นของโบราณในจังหวัดสิงห์บุรี คนจังหวัดสิงห์บุรีต้องสอนเรื่องนี้ เพื่ออนุรักษ์ในสิ่งที่สิงห์บุรีมีอยู่แล้ว เช่น ต้มยำปลาช่อน แกงบอน แกงปลาร้าหัวตาล และขนมบางอย่าง เพื่อเป็นแหล่งดึงดูดให้คนมาท่องเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรี ได้กินอาหารที่คนท้องถิ่นภาคภูมิใจ ส่วนนี้มีวิทยากรสอน

วิทยากรที่สอน หากเป็นของพื้นบ้าน มีคนเฒ่าคนแก่มาสอน หากเป็นอาหารที่จะพัฒนาไปสู่สากล มีวิทยากรจากข้างนอกมาสอน

ยา-สมุนไพร มีผู้มีความรู้เรื่องสมุนไพร 3 ราย กศน. สอนนวดแผนไทย สามารถนำไปประกอบอาชีพตามชุมชนต่างๆ เช่น ที่วัดพระนอนจักรสีห์

สิงห์บุรีอยู่ในกลุ่มท่องเที่ยวเจ้าพระยาป่าสัก มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทางจังหวัดอยากให้คนมาเที่ยวได้พักที่สิงห์บุรีสักวันสองวัน กศน. มองเรื่องนี้ต้องพัฒนาการให้บริการ เช่น การเป็นมัคคุเทศก์อาสา การเป็นบริกรที่ดี การมีจิตอาสานำคนต่างจังหวัดต่างชาติมาเที่ยวในจังหวัดสิงห์บุรี

การบริการโรงแรม จะพยายามพัฒนาให้คนเรียนรู้เรื่องโรงแรม โฮมสเตย์มียังน้อย การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์มีแล้ว

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมในด้านต่างๆ สอบถามได้ที่ โทร. (036) 512-170

น้ำค้าง ชื่นเอี่ยม หญิงแกร่ง ชาวนาคนเก่ง ค่ายบางระจัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

สุรเดช สดคมขำ

น้ำค้าง ชื่นเอี่ยม หญิงแกร่ง ชาวนาคนเก่ง ค่ายบางระจัน

ประเทศไทย จัดได้ว่าเป็นประเทศแห่งเกษตรกรรม มีการทำไร่ ทำนา เกือบทุกภูมิภาคของประเทศ แต่เกษตรกรรมหลักที่ทำกันมายาวนาน คงจะหนีไม่พ้นการทำนา

ปัจจุบัน ชาวนาไทยค่อนข้างมีต้นทุนการทำนาสูง เนื่องจากมีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีมากขึ้น ทำให้ได้กำไรน้อยลง ยังส่งผลต่อรายได้และสุขภาพของชาวนาหลังใช้สารเคมีเป็นระยะเวลาผ่านไปนานๆ

แต่ปัจจุบัน ชาวนาได้เล็งเห็นถึงปัญหาด้านสุขภาพมากขึ้น จึงหันมาทำนาแบบกึ่งเกษตรอินทรีย์ คือ การลดใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด เพื่อให้ได้ข้าวที่ดี มีคุณภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ชาวนาเองยังปลอดภัยจากการใช้สารเคมี ดังเช่นเกษตรกรรายนี้ คุณน้ำค้าง ชื่นเอี่ยม

คุณน้ำค้าง ปัจจุบันอยู่บ้าน เลขที่ 50 หมู่ที่ 3 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาทำนา จังหวัดสิงห์บุรี ประจำปี 2558

จุดเริ่มต้น ของการเป็นชาวนา

คุณน้ำค้าง เล่าว่า สมัยก่อนประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ใครให้ทำอะไรทำหมด ยังไม่มีที่นาเป็นของตัวเอง โดยรับจ้างทำนาจากเพื่อนชาวนาด้วยกัน ซึ่งสมัยก่อนชีวิตคุณน้ำค้างค่อนข้างลำบากมาก

“เริ่มแรกเดิมที รับจ้างเกี่ยวข้าวทั่วไป ไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดินเป็นของเราเอง อาศัยเขาอยู่ ที่อาศัยเขาอยู่นี่ คืออยู่บนรถอีแต๋นนะ กินบนนั้น นอนบนนั้นเลยนะ” คุณน้ำค้าง เล่าถึงอดีตที่ผ่านมา

หลังจากรับจ้างอยู่หลายปี ประมาณปี 2541 คุณน้ำค้าง เล่าว่า พี่สาวแท้ๆ มีเหตุจำเป็นต้องเลิกทำนา จึงให้ที่นาที่เช่าไว้ จำนวน 26 ไร่ ให้คุณน้ำค้างเช่าทำต่อกับสามี ซึ่งสมัยนั้นข้าวเกวียนละ ประมาณ 3,000 บาท ต้นๆ คุณน้ำค้างทำได้ประมาณ 70 ถัง/ไร่

ณ ตอนนั้น คุณน้ำค้างยังไม่มีความรู้ในการทำนามากนัก อาศัยจากประสบการณ์ที่ตัวเองได้รับจ้างมา เมื่อทำนาที่เช่าไว้หลายปี ประมาณปี 2544 คุณน้ำค้างได้เข้าสมัครโรงเรียนเกษตรกร เพราะมองเห็นถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้าศึกษาหาความรู้ ได้เรียนรู้เรื่องโรคและแมลงที่ทำลายนาข้าว ทำให้ลดการใช้สารเคมีลง เพราะสามีเคยเข้าโรงพยาบาลหลังจากพ่นยาในนาข้าว

“เราก็มาค่อยๆ ปรับเปลี่ยน ไม่ใช้สารเคมี จะมีใช้แค่ช่วงยาคุม ชาวบ้านยังยึดติดอยู่ว่า ต้องใช้กันเชื้อรา กันหนอนเจาะคอรวง ขนาดไม่มีโรคระบาดก็ใช้กันอยู่ แต่ที่นาที่ฉันทำ มีฉีดยาคุมเที่ยวหนึ่ง คนอื่นไม่รู้ นึกว่าเราจ้างคนอื่นมาฉีดช่วงข้าวเล็กๆ แต่จริงๆ ไม่ได้จ้างใครเลย เราฉีดเอง ได้ข้าวจากเดิม ประมาณ 70 ถัง/ไร่ หลังทำวิธีนี้ ได้มา 90 ถัง/ไร่” คุณน้ำค้าง กล่าว

จากการนำความรู้ที่ได้มาจากโรงเรียนเกษตรกร ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น เมื่อมีเงินมากขึ้นจึงซื้อบ้านอยู่พักอาศัย พอประมาณปี 2547 คุณน้ำค้างได้ซื้อที่นาเป็นของตนเอง จำนวน 15 ไร่

สำหรับคุณน้ำค้าง การเรียนรู้ไม่มีอะไรสิ้นสุด พร้อมที่จะพัฒนาตนเองเสมอ จึงได้สมัครเป็นหมอดินอาสา เมื่อประมาณปี 2550 เพื่อจะได้นำความรู้ที่ได้นำมาใช้ต่อยอดการทำนาต่อไป

วิธีการทำนา ลดต้นทุน เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน

ในขั้นตอนการทำนา คุณน้ำค้าง เล่าว่า จะนำดินไปตรวจทุกปี ว่าดินขาดธาตุอาหารตัวใดบ้าง ซึ่งธาตุหลักๆ ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) เนื่องจากคุณน้ำค้างเป็นหมอดินอาสา ทำให้เห็นประโยชน์ในเรื่องนี้มาก เช่น ถ้าในดินขาดธาตุไนโตรเจน แต่อีก 2 ธาตุ ไม่ขาด จะเพิ่มแค่ธาตุไนโตรเจนเท่านั้น ซึ่งทำให้ลดต้นทุนได้มาก โดยที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยมากเกินความจำเป็น

“ถ้าหลังผลตรวจมาแล้ว ถ้าขาดไนโตรเจน ก็จะใส่ 16-0-0 ถ้าปีไหนขาดตัวโพแทสเซียมมากหน่อย ก็จะใส่ตัวท้ายให้เยอะๆ หน่อย พอตรวจดินเสร็จก็ทำปุ๋ยพืชสด เอาปอเทืองมาหว่าน พอมีดอกก็ปั่นปอเทืองไปกับดิน แต่ต้องทนหน่อยเพราะว่ามันเหม็น ส่วนเมล็ดปอเทืองไปเอาได้ที่กรมพัฒนาที่ดิน” คุณน้ำค้าง กล่าว

เมื่อได้ปุ๋ยพืชสดจากการไถกลบปอเทืองแล้ว คุณน้ำค้าง เล่าว่า ไม่ต้องกลัวว่าจะมีรา หรือข้าวที่หว่านจะเน่า เพราะลองทำมานานแล้วไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เป็นการประหยัดต้นทุนการใส่ปุ๋ยเคมีได้ดีมาก การนำปอเทืองมาไถกลบนั้น ควรเลือกหว่านเมล็ดตอนที่ใกล้จะหว่านข้าว เช่น ทำนาช่วงเดือนเมษายน จะต้องหว่านปอเทืองประมาณต้นเดือนมีนาคม จะใช้ระยะเวลาให้ปอเทืองโต ประมาณ 1 เดือน จึงไถกลบเตรียมย่ำดิน และตีดินให้พร้อมสำหรับหว่านข้าวต่อไป

พันธุ์ข้าวที่คุณน้ำค้างใช้หว่านจะเป็นพันธุ์หอมปทุม และไรซ์เบอร์รี่ การหว่านข้าวในนา คุณน้ำค้างมีวิธีที่แตกต่างกันไป ข้าวหอมปทุม จะใช้วิธีหว่าน 1.5 ถัง/ไร่ ส่วนข้าวไรซ์เบอร์รี่ จะทำวิธีดำ กับวิธีโยน 5 กิโลกรัม/ไร่ ขึ้นอยู่กับเนื้อที่ว่ากว้างมากน้อยเพียงไร ดูตามความเหมาะสมจนกล้าข้าวได้ระยะที่แข็งแรง

การดูแลกำจัดแมลงศัตรูพืช

คุณน้ำค้าง เล่าว่า นาที่ทำจะไม่ใช้สารเคมีเพื่อจำกัดแมลงศัตรูพืช แม้จะมีใครมาแนะนำให้ใช้จะปฏิเสธเสมอ แต่ที่ขาดไม่ได้จะเป็นยาคุม แต่ถ้าทำนาด้วยวิธีโยนก็จะไม่ใช้ยาคุม

เมื่อเราถามคุณน้ำค้างว่าจะทำอย่างไร เกิดมีการระบาดของแมลงมากๆ เพราะไม่ใช้ยากำจัดแมลงศัตรูพืช

คุณน้ำค้างกลับตอบด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มว่า “อันนี้ทำใจได้ ปล่อยเลย ก็ไม่เสียหายเท่าไหร่ เพราะเมื่อ ปี 2552 ที่มีเรื่องเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาด เราก็ไม่ได้ฉีดยากันนะ เพราะที่เคยเรียนที่โรงเรียนเกษตรกร เขาบอกว่า มวนเขียวดูดไข่ 1 ตัว สามารถเจาะเพลี้ยกระโดดได้ 15 ตัว/วัน เลยตัดปัญหาไม่ฉีด ให้แมลงธรรมชาติทำลายกันเอง เพราะเดี๋ยวแมลงที่ดีๆ จะตายไปด้วย เพราะลองไปแหวกดูที่นาข้างๆ ขนาดเขาฉีดยังมีเพลี้ยเลย แต่ช่วงนั้นก็ยังได้ผลผลิตดีนะ ได้ 60 ถัง/ไร่” คุณน้ำค้าง กล่าว

การใส่ปุ๋ย คุณน้ำค้าง เล่าว่า ใช้ประมาณ 25 กิโลกรัม/ไร่ ตลอดระยะเวลาทำนาจนถึงเก็บเกี่ยว

“ทีแรกเลย ถ้าขาดไนโตรเจน จะใส่ปุ๋ยสูตร 16-0-0 ประมาณ 10 กิโลกรัม เมื่ออายุข้าวประมาณ 25 วัน พอข้าวอายุประมาณ 55 วัน ใช้สูตร 15-15-15 ครั้งที่ 2 นี้ ใช้ 15 กิโลกรัม รวมทั้งหมดที่ใช้ปุ๋ย 25 กิโลกรัม พอดี” คุณน้ำค้าง อธิบายเทคนิคการใส่ปุ๋ยที่ตนทำมาจนชำนาญ

ต้นทุนต่ำ ผลผลิตดี นำสู่เกษตรกรดีเด่น

เนื่องจากราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาขายในแต่ละปีมีราคาที่ไม่แน่นอน แม้ราคาตก คุณน้ำค้างก็ยังไม่ขาดทุน เพราะต้นทุนการทำนาไม่สูง “ช่วงนี้น้ำแล้งๆ หน่อย จะวิดน้ำตลอดเลย เพราะค่าน้ำมันที่ใช้วิดน้ำ 700 บาท/ไร่ โดยแต่ละวิธีไม่เท่ากัน ถ้าเป็นนาโยนสองพันสองเอง ถ้าเป็นนาหว่านอยู่ที่สองพันแปด แต่คนอื่นทำไม่ได้ต้นทุนเท่านี้ เพราะคนอื่นต้นทุนสูง แต่ต้นทุนที่บอกไปนี่คิดหมดแล้วนะ ทั้งค่าแรง แต่อาศัยว่าเราทำเองกับสามี” คุณน้ำค้าง กล่าว

ช่วงปี 2549 คุณน้ำค้าง เล่าว่า ราคาข้าว เกวียนละ 7,200 บาท แต่ปัจจุบันตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 6,800 บาท/เกวียน แม้ว่าราคาข้าวจะมีขึ้นลง แต่สำหรับคุณน้ำค้างแล้วยังไม่ถึงกับขาดทุน เพราะการทำนาของคุณน้ำค้าง ใช้เงินทุนไม่เกิน 3,200 บาท/ไร่

จากความตั้งใจ วิริยะ อุตสาหะของคุณน้ำค้าง ทำให้สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี มอบรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำนา ประจำปี พ.ศ. 2558 ให้กับคุณน้ำค้าง “ที่เราได้รางวัลจากการเข้าประกวด เพราะเราทำนาลดต้นทุน และก็ได้ผลผลิตเยอะด้วย เพราะเราประหยัดทั้งเรื่อง ปุ๋ย สารเคมี คือมันดีต่อสุขภาพเราด้วย ไม่ต้องดมยาที่ฉีดพ่น” คุณน้ำค้าง กล่าวอย่างภาคภูมิใจในรางวัลที่ได้รับ

รายได้เสริม จากการแปรรูป

คุณน้ำค้าง เล่าว่า ช่วงที่รอข้าวเจริญเติบโตจนกว่าจะเก็บเกี่ยว คุณน้ำค้างปลูกผักตามหัวคันนา และมีที่ว่างตรงไหนก็จะปลูกดอกไม้ที่ขายได้ เพื่อให้มีรายได้ตลอดเวลา เช่น ดอกดาวเรือง ผักต่างๆ นอกจากนี้ ข้าวที่ถึงอายุเก็บเกี่ยวได้แล้ว บางส่วนขาย บางส่วนคุณน้ำค้างจะนำมาแปรรูปเอง เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวพองไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ และข้าวกล้อง เพราะถ้าส่งขายหมด ราคาก็ได้ไม่ดีเท่าที่ควร

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ คุณน้ำค้างขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 60 บาท ถ้ามีคนซื้อในจำนวนมากนำไปแพ็กขายต่อ อยู่ที่ กิโลกรัมละ 50 บาท คนส่วนใหญ่จะมาซื้อที่บ้าน หรือไม่คุณน้ำค้างจะนำไปขายเองทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ที่ตลาดเกษตรกรสิงห์บุรี

เหตุที่คุณน้ำค้างต้องนำไปแปรรูปขายเอง โดยให้เหตุผลว่า

“ถ้าเราขายแบบสดเลย ไม่ตาก อย่างข้าวไรซ์เบอร์รี่ ได้แค่หมื่นพัน หมื่นสอง ถ้าเป็นข้าวแห้ง รับซื้อที่ระดับหมื่นห้า แต่เราเอามาแปรรูปแล้วเราได้สามหมื่น ข้าวหอมมะลินี่ถ้าขายสด อยู่ที่เก้าพัน หรือหนึ่งหมื่น ถ้าเรามาแปรรูปเองได้สองหมื่น”

จะเห็นได้ว่า ชีวิตคุณน้ำค้างทุกอย่างเริ่มต้นจากศูนย์ แต่ปัจจุบันกลับมีทุกอย่าง เพราะเกิดจากการขยันหมั่นเพียร และนำความรู้ที่ได้รับจากโรงเรียนเกษตรกร การเป็นหมอดินอาสา ตลอดจนศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ เสมอ ทำให้การทำนาของคุณน้ำค้างประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ และไม่ได้คิดแต่จะเป็นผู้ผลิตข้าวขายเพียงอย่างเดียว แต่กลับนำผลผลิตที่ได้มาต่อยอดแปรรูปเพื่อขายเอง เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตที่คุณน้ำค้างทำ รายได้ที่มีจึงไม่ได้แต่การทำนาเท่านั้น กลับมีรายได้เข้ามาตลอด อาจเรียกได้ว่าไม่มีหนี้ มีแต่รายได้

สำหรับท่านที่สนใจการทำนาลดต้นทุน หรืออยากได้ผลิตภัณฑ์แปรรูปของ คุณน้ำค้าง ชื่นเอี่ยม ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ (087) 117-9620

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ความเข้มแข็งของชาวบ้านดอนตะโหนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05057151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

สุรเดช สดคมขำ

หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ความเข้มแข็งของชาวบ้านดอนตะโหนด

เศรษฐกิจทุกวันนี้ อาจเรียกว่าเป็นยุคข้าวยากหมากแพงก็ว่าได้ การทำมาหาเก็บของคนในสังคมเป็นเรื่องที่ลำบาก รายรับที่ได้อาจไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดการกู้หนี้ยืมสิน กอปรกับการประกอบสัมมาอาชีพเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ ความเป็นอยู่ที่ควรจะดีกลับลดน้อยถอยลง จนเกิดสภาวะเครียดทางจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของคนในยุคปัจจุบัน

ในโอกาสที่ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ฉบับนี้ ลงพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี

จึงขอนำเสนอ หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ของชาวบ้านดอนตะโหนด หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีหัวเรือใหญ่ คือ คุณเอกศักดิ์ ทองคำ ผู้ใหญ่บ้าน ที่ขับเคลื่อนให้คนในหมู่บ้านเหลือกิน เหลือใช้ เหลือเก็บ ไม่มีหนี้สิน สร้างความเข้มแข็งให้กับชาวบ้านดอนตะโหนดเลยทีเดียว ขณะที่ผู้เขียนได้ไปสัมภาษณ์ ผู้เขียนยังแอบอิจฉาชาวบ้านดอนตะโหนดมิน้อย ที่สามารถจัดการความเป็นอยู่ได้ดีขนาดนี้ จนชาวบ้านอยู่ดีมีสุข เกิดความรัก ความสามัคคี

คุณเอกศักดิ์ ผู้ใหญ่บ้าน เล่าว่า ชาวบ้านดอนตะโหนด มีทั้งสิ้น 70 ครัวเรือน อาชีพส่วนใหญ่ทำนา ทำสวน แต่รายได้จากการประกอบอาชีพดังกล่าว ยังไม่เพียงพอต่อความเป็นอยู่ เพราะนาที่ทำส่วนใหญ่ยังเป็นนาเช่า จึงมองเห็นปัญหาเรื่องปากท้องของชาวบ้านเป็นหลัก เมื่อประมาณปี 2538 ผู้ใหญ่บ้านคนเก่าได้จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ และต่อมาเมื่อปี 2551 ได้จัดตั้งวิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าว เพราะมีผู้สูงอายุท่านหนึ่งในหมู่บ้านป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง แพทย์จึงแนะนำให้กินข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ จึงไปหาซื้อมาจากจังหวัดอื่น กิโลกรัมละ 100 กว่าบาท

คุณเอกศักดิ์ บอกว่า ผู้สูงอายุท่านนั้นคิดว่าเราเองก็ทำนา แต่ทำไมจะต้องไปซื้อข้าวจากที่อื่นมากิน จึงได้ไปหาพันธุ์ข้าวปลูกไรซ์เบอร์รี่มาปลูกเอง เมื่อกินไปได้สักระยะสุขภาพดีขึ้น ชาวบ้านในหมู่บ้านจึงคิดร่วมกันว่า ควรจะสีข้าวไรซ์เบอร์รี่ขายเอง แต่ต้องเป็นข้าวปลอดสารพิษ จึงมีการรวมกลุ่มทำข้าวปลอดสารพิษขึ้น ที่รวมตัวได้ทั้งหมด 12 ครัวเรือน จาก 70 ครัวเรือน โดยตกลงกันว่าข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ปลูกต้องไม่ใช้ยาคุมฆ่าหญ้า ไม่ใช้สารเคมีไล่แมลงศัตรูพืช ทำให้ปัจจุบันสามารถผลิตข้าวไรซ์เบอร์รี่ได้ ประมาณ 18 ตัน ต่อปี ในจำนวนที่นา 60 ไร่ เพราะความใส่ใจเรื่องสารเคมีมากขึ้น จึงได้จัดตั้งธนาคารปุ๋ย ได้รับความช่วยเหลือจากกรมพัฒนาที่ดิน ปุ๋ยที่ทำนำมาขายให้กับคนในหมู่บ้านใช้เอง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณเอกศักดิ์ บอกว่า ชาวบ้านดอนตะโหนดได้น้อมนำกระแสพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ทุกคนในหมู่บ้านเข้มแข็ง มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่เป็นหนี้สิน มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ เพราะมีเงินกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านเอง โดยมี คุณไพโรจน์ ศิลประเสริฐ เป็นประธาน

คุณไพโรจน์ อยู่บ้านเลขที่ 41/2 หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เล่าว่า กลุ่มออมทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นมานั้น ให้ชาวบ้านตั้งสัจจะการออมเงินทุกเดือน จะฝากมากน้อยไม่สำคัญ แต่ขอให้ฝากทุกเดือน โดยขั้นต่ำเป็นเงิน 50 บาท แต่ไม่เกิน 500 บาท ต่อเดือน ซึ่งชาวบ้านแต่ละครัวเรือนจะมีเงินฝากไม่เท่ากัน แล้วแต่จำนวนรายได้ที่มี ทำให้ปัจจุบันทางกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านมีเงินไว้หมุนเวียน ประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อเป็นกองทุนสำหรับให้ชาวบ้านภายในหมู่บ้าน ครัวเรือนไหนมีเรื่องเดือดร้อนจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน สามารถมากู้ได้ทั้งระยะสั้น และระยะยาว แต่ชาวบ้านที่จะกู้ได้ต้องเป็นสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์เท่านั้น ตั้งแต่เริ่มโครงการมา ยังไม่มีชาวบ้านที่กู้เงินไปแล้วไม่ใช้คืน แต่กลับคืนเงินทั้งต้นทั้งดอกครบถ้วนตามกำหนด

ต่อมาจึงได้จัดตั้งให้เป็นสถาบันการเงินที่ใหญ่ขึ้น โดยนำเอากองทุนหมู่บ้าน โครงการ เอสเอ็มแอล (SML) และกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านที่มีอยู่เดิม มาจัดรวมเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนมากยิ่งขึ้น ทำให้สามารถดูแลชาวบ้านได้ดียิ่งขึ้น โดยมีสวัสดิการด้านต่างๆ สำหรับสมาชิกได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

“พอมารวมเป็นสถาบันการจัดการเงินทุนชุมชน เราก็แบ่งกลุ่มให้ชาวบ้านรับผิดชอบ ดูแลกันเองเป็นกลุ่มๆ ตอนนี้ถ้ามีสมาชิกในหมู่บ้านเกิดคลอดลูก ทางกลุ่มออมทรัพย์จะทำขวัญให้รายละ 500 บาท แต่พ่อแม่ของเด็กต้องมาฝากเปิดบัญชีให้ลูก 100 บาท ในเดือนแรกที่ลูกคลอด เราต้องการให้เด็กเป็นสมาชิกของกลุ่มเลย ต่อไปก็ให้พ่อแม่ของเด็กมาฝากเข้ากับทางกลุ่มออมทรัพย์เรา ซึ่งแต่ละครั้งที่ฝาก ขึ้นอยู่กับรายได้ของพ่อแม่เด็กเอง ว่ามีรายได้มาก รายได้น้อย เพื่อให้มีเงินเก็บ จะมากจะน้อยไม่ว่ากัน”

คุณไพโรจน์ เล่าและบอกต่ออีกว่า

“พอเด็กโตขึ้น เราก็มีเงินทุนเรื่องการศึกษา โดยเอากองทุนหมู่บ้านมาจัดเป็นทุนการศึกษา ให้กับเด็กในหมู่บ้าน ปีละ 10 ทุน ทุกอย่างที่ทำนี่คือเราคิดกันทั้งหมู่บ้าน ไม่ได้มีคนใดคนหนึ่งคิดกันมาเอง เราประชาคมช่วยกันเสนอความคิดขึ้นมา ต่อไปเรื่องป่วยเจ็บพักรักษาตัวนอนโรงพยาบาลเกิน 2 คืน ทางกลุ่มออมทรัพย์ เราจะไปเยี่ยมไข้รายละ 500 บาท จะใช้สิทธิ์ได้ปีละครั้ง ถ้ามีผู้เสียชีวิตในหมู่บ้าน เราจะมีกองทุนสงเคราะห์ เก็บจากคนในหมู่บ้าน ส่วนคนนอกหมู่บ้านก็ช่วยข้าวสาร คนละ 2 กิโลกรัม พร้อมเงิน 100 บาท โดยกรรมการเราจะช่วยเก็บตอนสวดพระอภิธรรมคืนแรก…นอกจากนี้ ยังมีเงินทุนสำหรับซื้อพืชผักสวนครัวแจก คือ ผู้สูงอายุ ผู้พิการติดเตียง ตอนนี้ที่เราจัดมี 13 ชุด โดยเอาเงินที่ได้จากดอกเบี้ย มาแก้ไขปัญหาความยากจน เราก็พยายามหมุนเวียนดูแลกันในหมู่บ้าน ส่วนเงิน เอสเอ็มแอล (SML) เราก็จัดการเอามาซื้อเต็นท์ เก้าอี้ เวลาคนในหมู่บ้านมีงานก็มาขอยืมกันใช้ ไม่ต้องไปเช่าที่อื่น มาเอาไปช่วยกันกางได้ เพราะถ้าไปเช่าจากที่อื่น ก็หลังละ 700 บาท”

จากนั้น คุณเอกศักดิ์ ยังเพิ่มข้อมูลให้ด้วยว่า เมื่อหมู่บ้านมีเงินทุนมากพอก็สามารถทำโครงการต่างๆ ได้ โดยจัดตั้งโรงสีชุมชนขนาดกลางขึ้น เพื่อสีข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ขาย สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน คนที่รับผิดชอบด้านนี้ ได้แก่ คุณเกษม หอมเทียม เป็นประธาน

คุณเกษม อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เล่าว่า

“โรงสีนี่เริ่มมาตั้งแต่ปี 51 โดยเอาเงินของ SML โรงสีเราผลิตได้ตันกว่าๆ ต่อวัน โดยชาวบ้านที่นี่ไม่ต้องซื้อข้าวกิน เก็บข้าวไว้แล้วมาสีกันเอง เพราะตอนนี้ข้าวแพง ทุกคนเห็นว่าเราปลูกเอง ก็อย่าขายหมด มาสีเองที่โรงสีเราได้ ตอนนี้ไม่ใช่รับสีเฉพาะในหมู่บ้านเรา แต่รับสีทั่วไปเลย ชาวบ้านจากหมู่อื่นก็มา โรงสีเราสีได้ทั้งข้าวกะเทาะเปลือก กับข้าวกล้อง”

“พอเราได้เครื่องสีมาใหม่ๆ ต่อไป ก็เป็นวิธีบริหารจัดการ ต้องทำให้ดี เราแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือจ้างสี จะเอาข้าวเปลือกมาสี จะได้ข้าวสาร ได้รำ ได้ปลายข้าว ค่าจ้างสี ถังละ 12 บาท กับสีฟรี โดยทางโรงสีเราจะหักรำ หักปลายข้าว โดยเอาข้าวมา 10 แต่เอาข้าวกลับไป 5 ส่วน สีฟรี โดยไม่ต้องจ่ายเงิน ส่วนมากชาวบ้านจะใช้ระบบสีฟรี ส่วนรำกับปลายข้าวเราก็เอาไปขาย เพื่อเอาเงินตรงนั้นมาใช้จ่าย…ส่วนคนงานที่มาทำงาน เราให้ค่าแรง ถังละ 5 บาท ก็สามารถมีรายได้ พอเรามาทำข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่ ก็จะซื้อเครื่องสีมาอีกตัวหนึ่ง เพื่อสำหรับสีข้าวที่ปลอดสารพิษ ตัวข้าวกล้องเรารับสีถังละ 15 บาท” คุณเกษม กล่าว

เนื่องจากชาวบ้านดอนตะโหนด ได้จัดการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง มีการช่วยเหลือซึ่งกันละกัน อยู่ในวิถีพอเพียง เลี้ยงตัวเองได้ ทำให้เมื่อปี 2553 ได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงระดับจังหวัด เพราะได้น้อมนำกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาปฏิบัติ แล้วทุกคนในหมู่บ้านอยู่ดีมีความสุข ทำให้โครงการต่างๆ ที่ทำประสบผลสำเร็จด้วยดี จึงมีความคิดที่จะทำโครงการต่อไปคือ การปลูกผักปลอดสารพิษ ซึ่งตอนนี้ในหมู่บ้านได้ผลิตปุ๋ยหมัก และสารกำจัดแมลงศัตรูพืช ที่ได้จากธรรมชาติมาใช้กันเอง โดยลดสารเคมีที่เป็นอันตราย เพื่อให้ทุกคนในหมู่บ้านมีสุขภาพที่ดี

คุณเอกศักดิ์ เล่าว่า การที่จะมีสุขภาพที่ดีนั้น ต้องเริ่มจากขั้นตอนการผลิตที่ไม่มีสารพิษจริงๆ ไม่ว่าปุ๋ยที่ใช้ ต้องเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยต้องธรรมชาติ เพราะผลผลิตจะต้องเป็นเกษตรอินทรีย์จริงๆ จึงจัดตั้งธนาคารปุ๋ยขึ้นมาในหมู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนในหมู่บ้านมีปุ๋ยไว้ใช้ทำการเพาะปลูกต่างๆ

“ธนาคารปุ๋ยนี่ กรมพัฒนาที่ดิน มาช่วยในการจัดตั้ง ปุ๋ยหมักทำจากขี้เค้กอ้อยกับขี้วัวเป็นหลัก เพราะว่าเราอยู่ใกล้โรงงานน้ำตาล เราเอามาหมัก ที่ธนาคารปุ๋ยเราไม่ได้ปั้นเม็ด แต่จะให้ชาวบ้านเอากระสอบมาโกยไปเอง กิโลละ 1 บาท คนนอกหมู่บ้านก็มาขอแบ่งซื้อ คนนอกหมู่บ้านก็มาแบ่งใช้ได้ ส่วนเงินที่ได้มาก็เตรียมเอาไปทำรอบต่อไป ปุ๋ยที่ทำนี่ ชาวบ้านเอาไปใช้เอง ตามนาข้าว ผักสวนครัวด้วย คนที่ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ก็เอาไปผสมดินปลูกประมาณนี้” คุณเอกศักดิ์ กล่าว

เมื่อทุกอย่างค่อนข้างจะครบวงจร คุณเอกศักดิ์ ยังบอกอีกว่า ชาวบ้านดอนตะโหนดคิดที่จะต่อยอด คือการปลูกผักปลอดสารพิษให้มากขึ้น เพราะช่วงที่รอข้าวถึงฤดูเก็บเกี่ยว ช่วงนั้นชาวบ้านจะว่าง จึงคิดที่จะทำสวนผักเพื่อให้มีรายได้มากยิ่งขึ้น ตอนแรกอาจจะทำแจกกันในหมู่บ้าน เมื่อทำสำเร็จและมีมากพอก็จะนำไปขายตามแหล่งรับซื้อต่างๆ ภายในจังหวัดสิงห์บุรี

จากโครงการต่างๆ ที่ชาวบ้านดอนตะโหนดสามารถทำร่วมกันจนประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าภาคภูมิใจ เมื่อถามว่าทำอย่างไร ทั้ง 3 ท่าน ให้เหตุผลว่า ต้องการพัฒนาคนในหมู่บ้านให้มีคุณภาพ โดยเริ่มจากความสามัคคี มีความรู้ ไม่ว่าทุกคนมีข้อเสนอแนะในด้านไหน ชาวบ้านที่นี่จะพร้อมใจกันว่ามีประโยชน์มากน้อยเพียงไรกับหมู่บ้าน ถ้าทุกคนเห็นพ้องต้องกัน ก็ดำเนินการได้เลยทันที ทำให้การพัฒนาไปได้รวดเร็ว

ด้านผู้นำของหมู่บ้านนั้น ต้องมองเห็นประโยชน์ของคนในหมู่บ้านให้มากที่สุด โดยไม่หวังผลประโยชน์เพื่อตนเอง มีความเสียสละ ความเอาใจใส่ ก็ทำให้ชาวบ้านที่นี่เกิดความเชื่อมั่น และสามารถกำหนดทิศทางของงานให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยความสามัคคีของทุกคน

สำหรับท่านใดที่สนใจเยี่ยมชมศึกษาดูงาน หรือปรึกษาการจัดแผนการพัฒนาด้านต่างๆ ติดต่อได้ที่ คุณเอกศักดิ์ ทองคำ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านดอนตะโหนด หมู่ที่ 7 ตำบลโพทะเล อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี หมายเลขโทรศัพท์ (089) 806-5046

ขอบพระคุณ คุณวนากร บังเกิด เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

“กลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา” ทำปลาแดดเดียว จากตู้พลังงานแสงอาทิตย์…สะอาด ปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“กลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา” ทำปลาแดดเดียว จากตู้พลังงานแสงอาทิตย์…สะอาด ปลอดภัย

ในบรรดารายการอาหารทั้งหลาย “ปลา” นับเป็นอีกเมนูที่หลายคนชื่นชอบบริโภคกันมาก ไม่ว่าจะเป็นปลาน้ำจืด ปลาทะเล โดยอาจนำไปทำเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ ทั้งต้ม นึ่ง ทอด เผา ฯลฯ หรือแม้แต่นำไปปรุงแต่งร่วมกับอย่างอื่น เพื่อใช้เป็นอาหารสูตรเด็ดบนโต๊ะอาหาร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบของแต่ละคน

การนำปลามาแปรรูปด้วยการทำเป็นปลาแดดเดียว ถือเป็นการถนอมอาหารแบบพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมและมักเป็นเมนูอาหารเด็ดที่ต้องเปิบร่วมกับน้ำพริกและผักสด ผักลวกจิ้ม

ทว่า…การทำปลาแดดเดียว หากคนทำขาดความใส่ใจในเรื่องความสะอาดแล้ว ก็อาจส่งผลเสียหายต่อคุณภาพ และไม่ปลอดภัยกับผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ผู้ซื้อควรระมัดระวังและหมั่นสังเกตอย่างละเอียดทุกครั้งที่ต้องการซื้อปลาแดดเดียวมาบริโภค

มีชาวบ้าน หมู่ที่ 7 ตำบลบางกระบือ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี รวมตัวกันจำนวนกว่า 30 คน และใช้เวลาที่ว่างเว้นจากการทำนาหารายได้เสริม ด้วยการช่วยกันทำปลาแดดเดียวจากปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นปลาประจำจังหวัดไปแล้ว และปลาชนิดอื่นออกขาย พร้อมกับตั้งชื่อกลุ่มตัวเองว่า “กลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา”

ใช้เวลาว่างจากการทำนา

ทำปลาแดดเดียวหารายได้

คุณมลิวรรณ ทองเสม ทำหน้าที่ประธานกลุ่ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มว่า จากเดิมชาวบ้านมีอาชีพหลักคือ การทำนา ต่อมาเกิดปัญหาจากการทำการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นทางด้านธรรมชาติ ศัตรูพืช จนทำให้มีผลกระทบกับรายได้ จึงทำให้ทุกคนรวมตัวกัน ปรึกษาหารือกัน เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับรายได้ จากนั้นได้เริ่มทำกับข้าวขาย ถ้าหากขายไม่หมด สมาชิกกลุ่มนำกลับไปรับประทานที่บ้าน

ขณะเดียวกันได้รับความช่วยเหลือจากทางด้านประมงจังหวัด ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับการทำปลาแดดเดียวและปลาอีกหลายชนิด พร้อมกับให้การสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์คือ ตู้พลังงานแสงอาทิตย์ จากนั้นจึงทำมาได้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปลาแดดเดียวจากปลาช่อนและปลาตะเพียน

ปลาช่อน ที่นำมาใช้จะซื้อจากชาวบ้านที่ไปจับมาจากแหล่งน้ำทางธรรมชาติ และเป็นปลาช่อนที่ชาวบ้านเลี้ยงกันในพื้นที่ อีกทั้งบางส่วนยังรับซื้อมาจากแหล่งอื่นต่างถิ่นด้วย ในช่วงปลายปีจะหาปลาง่ายและมีจำนวนมาก แต่ถ้าหากช่วงใดที่ปลาในพื้นที่มีน้อย จำเป็นต้องออกไปหาที่อื่น โดยใช้ปลาทุกชนิดในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 100 กิโลกรัม ทั้งนี้ จะเป็นปลาช่อนสัก 30 กิโลกรัม โดยรับซื้อปลาจากชาวบ้าน กิโลกรัมละ 80-100 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและความสมบูรณ์ของปลา

ประธานกลุ่มเผยว่า ถ้านำปลาช่อน จำนวน 10 กิโลกรัม มาทำเป็นปลาแดดเดียว จะเหลือน้ำหนักเพียง 6-7 กิโลกรัม ยกเว้นถ้าปลาไม่ได้ตัดหัวออก อาจได้น้ำหนักมากกว่า และส่วนที่ตัดออกจากตัวปลา อย่าง พุง หรือส่วนอื่นจะไม่ทิ้ง แต่นำไปทำน้ำหมัก แล้วนำไปรดพืชผักต่างๆ ที่ปลูก

วิธีเลือกปลาที่จะนำมาใช้ทำปลาแดดเดียว จะต้องเป็นปลาที่มีขนาด 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม จากนั้นเริ่มจากการแล่ปลา แล้วนำไปล้าง เสร็จแล้วนำไปหมักกับเกลือผสมน้ำตาลเล็กน้อย ทิ้งไว้ประมาณเกือบชั่วโมง แล้วให้นำไปล้างอีกครั้ง จากนั้นจึงนำไปตากในตู้พลังงานแสงอาทิตย์

ทั้งนี้ หากอากาศดี แดดดี ใช้เวลาเพียง 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าเจออากาศไม่ดี แดดน้อย อาจต้องใช้พัดลมช่วยเป่า การทำปลาแดดเดียวของกลุ่มจะทำกันเป็นประจำทุกวันพฤหัสบดี แล้วนำมาขายที่ตลาดเกษตรในทุกวันศุกร์-เสาร์และอาทิตย์ และยังรับยอดสั่งทำจากคนทั่วไป

คุณมลิวรรณ บอกถึงข้อดีของตู้พลังงานแสงอาทิตย์ที่นำมาใช้ว่า สามารถป้องกันแมลงวันมาตอม ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งตู้พลังงานแสงอาทิตย์นี้ มีขนาด กว้าง 2.5 เมตร ยาว 4 เมตร สามารถตากปลาแดดเดียวทุกชนิดได้ครั้งละประมาณ 40 กิโลกรัม

นำไปขายที่ ตลาดเกษตร

ลูกค้าสนใจซื้อกันมาก

แล้วยังส่งไปขายจังหวัดอื่นด้วย

ประธานกลุ่ม เผยว่า ครั้งแรกที่เริ่มทำปลาออกขาย ยังหาตลาดไม่ได้ ต้องออกตระเวนขายตามตลาดและสถานที่ต่างๆ แต่เมื่อทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรีได้จัดให้มีตลาดเกษตรขึ้น จึงได้นำปลาไปขาย และขายดีมาก จนทำให้มีลูกค้ารู้จักเพิ่มขึ้นอีกมากมาย โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญต่างๆ จะขายดีกว่าช่วงปกติ 2-3 เท่า

ด้านราคาขาย ถ้าเป็น ปลาช่อน ปลาสลิด กิโลกรัมละ 200 บาท ปลาสวาย กิโลกรัมละ 100 บาท ปลาดุก กิโลกรัมละ 140 บาท ทั้งนี้ราคาดังกล่าวกำหนดไว้ต่ำกว่าตลาดทั่วไป นอกจากนั้น ยังมีแม่ค้ารับไปขายทางภาคเหนือด้วย

สิ่งที่สมาชิกกลุ่มจะได้ นอกจากรายได้จำนวนหนึ่งที่หักแล้ว โดยมีรายได้ต่อคนในครั้งละประมาณ 600-700 บาท ยังสร้างความร่วมมือ สามัคคีกัน ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพเสริมหลังการทำนา ที่สร้างเม็ดเงินได้ไม่น้อย ทั้งนี้เพราะพวกแม่บ้านจะมีเวลาว่างหลังจากเสร็จฤดูทำนาแล้วหลายเดือน

ปัจจุบัน งานกิจกรรมหลักของกลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา คือการทำปลาแดดเดียวจากปลาช่อนแม่ลา ปลาร้า และปลาส้ม นอกจากนั้น ต่อยอดการสร้างอาชีพด้วยการทำขนมไทยโบราณ อย่าง ขนมตาล ขนมกล้วย ดอกจอก และทองม้วน อีกทั้งยังเปิดสอนให้คนที่สนใจ พร้อมกับเป็นสถานที่เรียนรู้และดูงานของคณะต่างๆ ที่แวะเวียนกันมาเที่ยวสิงห์บุรีด้วย

ประธานกลุ่มเผย ถึงการวางแผนไว้ในอนาคตคือ ความพยายามที่จะเข้าสู่ กลุ่ม OTOP ด้วยการพิสูจน์ถึงความสะอาดและปลอดภัย อีกทั้งต้องได้มาตรฐาน แต่ในขั้นตอนแรกนี้ต้องให้ผ่าน อย. ก่อน

“หากมีโอกาสเดินทางมาจังหวัดสิงห์บุรี อย่าลืมแวะมาอุดหนุนปลาแดดเดียวของทางกลุ่ม ทั้งนี้ สามารถหาซื้อโดยตรงที่กลุ่ม หรือมีวางขายที่ตลาดเกษตร ทุกวันศุกร์-เสาร์ และอาทิตย์ ขอรับประกันว่า มีความอร่อย สะอาด และปลอดภัย” ประธานกลุ่ม กล่าวทิ้งท้าย

สนใจแวะชมและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากปลาชนิดต่างๆ และขนมไทยโบราณของกลุ่มแม่บ้านพัฒนาบ้านแม่ลา ติดต่อที่ โทรศัพท์ (081) 928-8593

กะลาไม้แขวน “ลุงเชิด” หัตถกรรมสุดยอด ที่สิงห์บุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05072151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

รายงานพิเศษ ดูงานเกษตรเมืองสิงห์ เมืองคนมีความสุขสูงสุด

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

กะลาไม้แขวน “ลุงเชิด” หัตถกรรมสุดยอด ที่สิงห์บุรี

มะพร้าว เป็นพืชที่พบเห็นได้ทั่วทุกภาคของประเทศ และสามารถเจริญเติบโตได้ดีแม้ไม่ใช่พื้นที่ตามแถบชายทะเล คุณสมบัติที่ดีของมะพร้าวคือ สามารถใช้ทุกส่วนของต้นมาทำประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มะพร้าวมีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมายาวนานกระทั่งในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน กะลามะพร้าว ยังมีคุณสมบัติที่แข็งแรง ทนทาน เมื่อนำมาขัดจะทำให้มีผิวเรียบดำเป็นเงางาม แล้วใช้ภูมิปัญญาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ประดิษฐ์เป็นเครื่องใช้สอย เครื่องเรือน และเครื่องประดับตกแต่งตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน จึงนับเป็นผลงานหัตถกรรมที่งดงามด้วยฝีมืออันประณีต

จากจุดเด่นของกะลามะพร้าวเช่นว่านี้ ได้ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านโคกคูณ จังหวัดสิงห์บุรี อย่าง คุณเชิดชัย เอี่ยมรักษา นำมาประดิษฐ์เป็นภาชนะใส่ต้นไม้ แล้วยังเพิ่มมูลค่าด้วยการใช้เปลือกมะพร้าวแกะสลักเป็นรูปสัตว์นำไปประกอบกับกะลา เพื่อใช้ประดับแขวนตกแต่งดูสวยงาม

คุณเชิดชัย อายุ 67 ปี มีชื่อเรียกตามชาวบ้านละแวกนั้นว่า ลุงเชิด พักอยู่บ้านเลขที่ 181 หมู่ที่ 1 ตำบลบางกระบือ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี พร้อมกับภรรยาและลูกสาวคือ คุณลัดดา เอี่ยมรักษา คุณสุรางค์รัตน์ เอี่ยมรักษา

สร้างมูลค่าเพิ่มของไม้ดอกไม้ประดับ

ด้วยการประดิษฐ์กะลาไม้แขวน

อาชีพดั้งเดิมของลุงเชิด คือช่างต่อโครงหลังคารถปิกอัพ และรถบัส ต่อมารับจ้างขับรถทั่วไป กระทั่งอายุมากไม่ปลอดภัยจึงเลิก แล้วหันมาเพาะ-ขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ โดยนำไปวางขายตามตลาดนัด แต่มีรายได้ไม่มากนัก

จุดเริ่มของงานกะลาไม้แขวน มาจากเมื่อลุงเชิดมองว่า ควรทำอย่างไร ให้เกิดความน่าสนใจมากกว่าการนำต้นไม้มาวางขายเฉยๆ เลยเกิดความคิดสร้างมูลค่าอาชีพตัวเองด้วยการนำกะลามะพร้าวมาใส่ต้นไม้ขาย แต่เห็นว่าถ้าเป็นกะลาอย่างเดียวคงไม่สะดุดตา จึงนำเปลือกมะพร้าวมาแกะสลักให้เป็นรูปสัตว์ต่างๆ แล้วประกอบเข้ากับกะลา กระทั่งมีคนสนใจซื้อจำนวนมาก เพราะเป็นของแปลกที่ไม่เคยพบมาก่อน แล้วยังมีความประณีต สวยงาม

“ครั้งแรกยังคิดไม่ออกว่าจะแกะสลักเป็นรูปอะไร เพราะมะพร้าวมีลักษณะรูปทรงกลมและทรงรี จึงลองมาทำเป็นรูปไก่ ในครั้งแรกออกมาดูดีมาก มีหลายคนชมว่าสวย ต่อมาตั้งใจแกะเป็นรูปปลาช่อนแม่ลา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์จังหวัด จากนั้นจึงทยอยแกะเป็นรูปสัตว์ชนิดอื่นอีกมากมาย ขายดีมาก บางรายถึงกับสั่งทำเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปขายต่อ”

ความรู้และความชำนาญของสิ่งเหล่านี้ลุงเชิดไม่เคยร่ำเรียนหรือฝึกฝนที่ไหนมาก่อน แต่อาจโชคดีมีทุนเดิม เพราะพ่อเคยเป็นครูและมีความสามารถด้านการแกะสลัก จึงทำให้ได้เห็น ได้ลอง เป็นการซึมซับมานาน อีกทั้งเมื่อเดินทางไปยังจังหวัดที่มีงานหัตถกรรมเด่น ก็จะจดจำงานเหล่านั้นไว้ พอกลับมาก็จะทดลองแกะ ซึ่งประสบความสำเร็จทุกงาน ฉะนั้น งานแกะสลักจากเปลือกมะพร้าวจึงเรียกได้ว่าหมูเลย…

งานหัตถกรรมกะลาไม้แขวนลุงเชิดเริ่มทำแบบเป็นอาชีพจริงจัง เมื่อปี 2546 แล้วขณะนี้มีวางจำหน่ายที่ตลาดนัดเกษตร และตลาดนัดคลองถม (สิงห์บุรี) ซึ่งนอกจากจะโชว์เฉพาะสินค้าที่ประดิษฐ์เสร็จเรียบร้อยวางขายเปล่าๆ แล้ว อีกส่วนหนึ่งยังมีการนำต้นไม้ประดับใส่คู่ลงไปด้วย เพื่อจะได้ขายไปพร้อมกันทั้งต้นไม้และงานกะลา โดยมีต้นทุนที่ใช้ทำต่อชิ้น ประมาณ 50 บาท

โดยราคาขายจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาดและความยากง่ายของชิ้นงาน กรณีไก่ที่ขายดีจะขายส่ง ราคาชิ้นละ 100 บาท ขายปลีกชิ้นละ 150 บาท หรือถ้าเล็กลงมาราคาขายปลีก ชิ้นละ 80 บาท หรืออย่างมังกรที่ได้รับความนิยมขายราคา ชิ้นละ 199 บาท สินค้าที่ขายดีอันดับต้นคือปลาและไก่ และไฮไลต์คือ มังกร สิงห์ ส่วนรองลงมาเป็นลิง

ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของลุงเชิดมีทั้งแบบซื้อปลีกและซื้อส่งจำนวนมาก เพื่อนำไปขายต่อ อย่างที่ กาญจนบุรี พัทยา และตามแหล่งท่องเที่ยว โดยของแท้จะเห็นว่ามีความประณีต สวยงาม ที่สำคัญถ้าสังเกตจะมีป้ายติดไว้ว่าเป็นสินค้ากะลาไม้แขวนลุงเชิด

ใช้มะพร้าวได้ทุกพันธุ์ ขอให้แก่เท่านั้น

ลุงเชิด บอกว่า สามารถใช้มะพร้าวได้ทุกพันธุ์ แม้แต่น้ำหอม เพียงแต่ต้องเป็นมะพร้าวที่แก่จัดเท่านั้น หรือที่เรียกกันว่า มะพร้าวทุย เพราะไม่มีเนื้อ ไม่มีน้ำ เหลือแต่กะลาขนาดเล็ก โดยให้สังเกตสีที่เปลือกให้มีสีแดง และมีผิวแห้ง ทั้งยังระบุว่า การนำลูกมะพร้าวที่ไม่แก่จัดหรือผิวไม่แห้งสนิทมาแกะสลักอาจยุบตัวลง แล้วทำให้เสียรูปทรง ทั้งนี้ไม่จำกัดขนาดมะพร้าวและสามารถนำมาใช้ได้ทุกลูก ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กหรือใหญ่ มีรูปทรงแบบไหน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลุงเชิดว่าเมื่อเห็นรูปทรงมะพร้าวแล้ว จะคิดออกแบบเพื่อประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์อะไรตามความเหมาะสม

สำหรับลูกมะพร้าว ลุงเชิดไปหาซื้อมาจากละแวกใกล้บ้านไม่ไกลนัก ลุงเชิดบอกว่าในปัจจุบันจำนวนมะพร้าวยังมีมากและไม่กังวลว่าจะหายาก เพราะในจังหวัดสิงห์บุรีมีเหลือเฟือ ครั้งแรกที่เริ่มทำซื้อมา ลูกละ 5 บาท แต่พอนานไปช่วงหลังนี้ราคาสูง ลูกละ 10-12 บาท แต่ระยะหลังนี้จะลดราคาให้เหลือลูกละประมาณ 7-8 บาท โดยจะต้องไปขนมาเอง คราวละประมาณ 300 ลูก

“สมัยเริ่มขายครั้งแรกที่ทำยังสนุก เพราะทำแล้วขายทันที ช่วงนั้นสามารถทำได้ถึงวันละ 12 ตัว แต่ปัจจุบันอายุและร่างกายที่แก่ลง ทำให้ความสามารถในการทำลดลงมา เหลือวันละ 6 ตัว”

รูปแบบของการแกะสลักเป็นสัตว์ในแบบต่างๆ จะไม่ทำพร้อมกันในครั้งเดียว แต่จะตรวจสอบว่า ถ้าลูกค้าเริ่มเบื่อแบบเดิม จึงจะเปลี่ยนมาแกะแบบใหม่ เพื่อเป็นทางเลือกพร้อมกับสร้างความน่าสนใจ ดังนั้น ในปัจจุบันรูปสัตว์ที่แกะสลัก ได้แก่ ไก่ ปลา มังกร กุ้ง กบ ลิง นก เป็นต้น

ลุงเชิด ชี้ว่าผลงานของเขาเน้นในความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด ทั้งนี้เพื่อเป็นการอนุรักษ์รูปแบบงานศิลปหัตถกรรมให้มีความยั่งยืน อีกทั้งเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงสารเคมีที่เป็นอันตรายด้วย

เน้นประดิษฐ์งานหัตถกรรมที่เป็นธรรมชาติ

ฉะนั้น ทุกส่วนที่ใช้ประกอบขึ้นเป็นตัวงาน จึงพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติให้มากที่สุด อย่างลูกตาใช้เม็ดมะกล่ำ หรือแม้แต่ลวดลายบนชิ้นงานกะลาใช้ความร้อนจากหัวแร้งเผา เพื่อทำให้เกิดลวดลาย อาจใช้สีเคมีตกแต่งเฉพาะส่วนหัวเท่านั้น ซึ่งถือว่าเล็กน้อย ดังนั้น งานที่ออกมาจึงเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

ประโยชน์ของงานหัตถกรรมกะลาไม้แขวนของลุงเชิด ไม่เพียงใช้ปลูกไม้ประดับขนาดเล็กเท่านั้น แต่ด้วยความละเอียดสวยงามประณีตของชิ้นงาน จึงสามารถนำมาแขวนหรือตั้งโชว์เป็นของประดับตกแต่งบ้านได้ในคราวเดียวกัน

ความเป็นคนสิงห์บุรี จึงทำให้ลุงเชิดมั่นใจว่า ตัวเขาเองเป็นคนแรก และคนเดียวในจังหวัดที่ผลิตงานหัตถกรรมชิ้นนี้ เพียงแต่คนอื่นอาจทำกะลามะพร้าวแบบคล้ายกัน และกล้าฟันธงได้ว่า เป็นคนเดียวที่เป็นเจ้าของงานประเภทนี้ ด้วยเหตุนี้ลุงเชิดจึงได้ไปจดลิขสิทธิ์เพื่อยืนยันผลงานตัวเอง พร้อมกับนำผลงานตัวเองไปเสนอเข้าโอท็อป (OTOP) เรียบร้อยแล้ว ตามคำแนะนำของหลายคนที่ต้องการส่งเสริมงานประเภทนี้ให้มีความโด่งดัง

ไม่เพียงการใช้เวลาไปกับงานประดิษฐ์กะลามะพร้าวในแต่ละวัน แต่ลุงเชิดยังได้รับเชิญไปสอน และสาธิตการทำงานหัตถกรรมกะลาชิ้นนี้ให้แก่คนที่สนใจ ซึ่งได้ติดต่อผ่านมาทาง สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี ในทุกครั้ง

ปัจจุบัน ลุงเชิดและครอบครัวมีรายได้หลักจากอาชีพนี้ ลุงเชิดบอกว่าหากต้องการติดต่อซื้อ ซื้อได้ที่ลุงเชิดหรือผ่านทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี เพราะจะได้สินค้าที่เป็นของแท้ อีกทั้งหากต้องการจำนวนมาก ต้องสั่งล่วงหน้า เพราะปัจจุบันช่วยกันทำในครอบครัว จำนวน 3 คน และจะต้องทำทุกวันเพื่อเตรียมไว้ขายในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น อาจทำให้ไม่ทันถ้าสั่งกระชั้นชิดเกินไป

“มีความภูมิใจมากกับผลงานที่เป็นความคิดและสร้างสรรค์ด้วยการออกแบบและผลิตเอง โดยไม่มีการเลียนแบบใคร อีกทั้งยังมีความภูมิใจในความเป็นคนสิงห์บุรีที่ได้ผลิตงานหัตถกรรมเป็นของจากธรรมชาติ เพราะไม่เพียงแค่คนในประเทศที่ให้ความสนใจ แต่ชาวต่างชาติยังให้ความสนใจไม่แพ้กันด้วย” ลุงเชิด เจ้าของผลงานกะลาไม้แขวนกล่าวในตอนท้าย

สนใจผลิตภัณฑ์จากงานหัตถกรรม “กะลาไม้แขวน ลุงเชิด” ติดต่อได้ที่ หมายเลขโทร. (085) 930-8491, (085) 685-0816 หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ (036) 512-396, (036) 543-367

ท้ายนี้ ขอขอบคุณ ทีมงานเจ้าหน้าที่เกษตรจังหวัดสิงห์บุรีทุกท่าน ที่อำนวยความสะดวกในการทำงานในครั้งนี้

น้ำผึ้งโพรง เขาค้อม…จากธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

น้ำผึ้งโพรง เขาค้อม…จากธรรมชาติ

มีข้อมูลว่า คัมภีร์ “เสินหนงเปิ่นเฉ่าจิง” ของชาวจีน เมื่อประมาณ 2,000 กว่าปีก่อน ได้กล่าวถึงสรรพคุณของน้ำผึ้งไว้ว่า ถ้ากินสม่ำเสมอจะช่วยบำรุงสมอง ร่างกายจะเบาสบาย ไม่เหี่ยวย่น ไม่แก่ง่าย อ่านมาถึงตรงนี้ คนรักสุขภาพมีความสุขมากที่ได้กินน้ำผึ้ง น้ำผึ้งเป็นสารที่ให้ความหวานชนิดแรกๆ ที่มนุษย์ใช้เป็นอาหารก่อนที่จะรู้จักน้ำตาลชนิดต่างๆ ในพระไตรปิฎก คัมภีร์ไบเบิล และคัมภีร์อัลกุรอาน ยังมีเรื่องราวของน้ำผึ้งจารึกอยู่ จึงนับได้ว่าน้ำผึ้งเป็นสิ่งที่แทบทุกชาติศาสนายอมรับในความมีคุณค่าของตัวน้ำผึ้งเอง

ในน้ำผึ้งมีวิตามินหลายชนิดแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเกสรดอกไม้ที่เป็นอาหารของผึ้ง ส่วนเกลือแร่จะทำให้มีกลิ่นหอมและมีปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย มีน้ำตาลโมเลกุลเดียวที่ย่อยง่ายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ นอกจากนี้ ยังมีกรดและเอนไซม์ที่มีประโยชน์ น้ำผึ้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารฟลาโวนอยด์ คาทาเลส อัลคาลอยด์ และสารอื่นๆ ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของยีน เร่งน้ำย่อย ช่วยให้เจริญอาหาร และช่วยเสริมสุขภาพทั้งในยามปกติและยามเจ็บป่วย เป็นต้น

ผึ้งโพรง เป็นผึ้งพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่าธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย ผึ้งโพรงจะมีรังขนาดเล็กๆ ซ้อนกันหลายๆ ชั้น ชอบอาศัยอยู่บริเวณโพรงไม้ โพรงใต้ดิน โพรงหิน หรือที่ค่อนข้างมิดชิด มีขนาดตัวเล็กกว่าผึ้งหลวง ซึ่งจะทำรังเดียวหรือไม่กี่รัง มีขนาดใหญ่ ในป่าที่มีต้นไม้สูง เช่น ต้นตะเคียน ต้นยาง ในป่าลึก ตัวมีขนาดใหญ่และนิสัยดุร้าย บินได้ไกลกว่าผึ้งโพรง ผึ้งโพรงจะมีการแยกรังบ่อยครั้งเมื่อมีเหตุต่างๆ เช่น ขาดแคลนอาหาร มีศัตรู หรือที่อยู่อาศัยคับแคบ แต่ผมมีความเห็นว่าผึ้งโพรงจะย้ายรังบ่อยเนื่องจากที่อยู่คับแคบมากกว่า เนื่องจากผึ้งโพรงจะสร้างรังในพื้นที่จำกัด ไม่สามารถขยายรังได้เหมือนผึ้งหลวง ซึ่งสร้างรังบนกิ่งไม้สามารถขยายขนาดของรังได้โดยไม่ถูกจำกัดพื้นที่ พอผึ้งโพรงรังขยายจนเต็มโพรงก็จำเป็นต้องย้ายรัง น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่าจะเป็นสัญชาตญาณ เป็นเรื่องคับที่อยู่มากกว่าคับอกคับใจจนต้องย้ายรังมากกว่านิ

ผึ้ง เป็นกลุ่มสังคมที่แบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน ระหว่าง ผึ้งนางพญา ผึ้งตัวผู้ และผึ้งงาน พญาผึ้งทำหน้าที่ขยายพันธุ์ ส่วนผึ้งตัวผู้ทำหน้าที่ผสมพันธุ์แล้วก็ตาย แต่ผึ้งงานทำหน้าที่หาน้ำหวาน นับเป็นงานหนักที่สุด เพราะผึ้งต้องบินไกลเป็นกิโลเมตรเพื่อจะหาดอกไม้ที่เป็นแหล่งน้ำหวาน คาดกันว่าผึ้งงานต้องบินหาน้ำหวาน ประมาณ 50,000-100,000 เที่ยว จึงจะได้น้ำผึ้ง 1 ลิตร เมื่อผึ้งดูดน้ำหวานของเกสรดอกไม้ก็จะเก็บไว้ในกระเพาะ เมื่อผสมน้ำเอนไซม์หรือน้ำย่อยในตัวผึ้งก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำผึ้ง แล้วนำไปเก็บในรวงผึ้งที่เป็นช่องเล็กๆ จนเต็มแล้วเอาไขผึ้งปิดปากรวง เพื่อเก็บน้ำผึ้งไว้ใช้เป็นอาหารสำหรับตัวอ่อนและนางพญา รังหนึ่งๆ ของผึ้งโพรงที่สร้างรังในธรรมชาติมีผึ้งอยู่ประมาณไม่เกิน 10,000 ตัว เพราะฉะนั้นน้ำผึ้งที่ได้จึงมีประมาณ 2-5 กิโลกรัม เท่านั้น

จังหวัดกระบี่ มีพื้นที่หลากหลาย เป็นภูเขา ที่ราบ ที่ดอน และหมู่เกาะน้อยใหญ่กว่า 130 เกาะ ริมปากอ่าวหรือรอบหมู่เกาะจะเป็นป่าชายเลนที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เหมาะสมกับการเลี้ยงผึ้งตามธรรมชาติ ยิ่งเป็นผึ้งโพรงที่มีถิ่นกำเนิดในบริเวณป่านี้ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสม เนื่องจากผึ้งได้วิวัฒนาการพฤติกรรมจนเป็นที่คุ้นเคยกับสภาพธรรมชาติในป่านี้แล้ว

ผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งบริสุทธิ์ จากกลุ่มเลี้ยงผึ้งเขาค้อม ตำบลเขาคราม อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อจากน้ำผึ้งที่มีรสหวานบริสุทธิ์ ปราศจากสิ่งเจือปน เพราะเป็นน้ำผึ้งที่ผึ้งได้หาน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ที่เกิดจากผืนป่าเขาค้อมที่อุดมสมบูรณ์ด้วยดอกไม้ป่านานาชนิด ทำให้ได้น้ำผึ้งที่มีความหอมหวานเป็นพิเศษจากเกสรดอกไม้ในป่าของภาคใต้ ถึงแม้ว่าน้ำผึ้งที่ได้จะเป็นผึ้งที่เลี้ยงในสวนยางก็จริง แต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้ป่ามาก ความอุดมสมบูรณ์ของป่าทำให้ไม่จำเป็นต้องให้น้ำตาลกับผึ้งในเวลาหน้าแล้งหรือตอนที่ไม่มีเกสรดอกไม้เหมือนผึ้งเลี้ยงที่อื่นๆ นอกจากนี้ ผึ้งที่เลี้ยงเป็นผึ้งที่มาจากธรรมชาติดั้งเดิมของพื้นที่บริเวณเขาครามนี่เอง ไม่ใช่เป็นสายพันธุ์จากต่างประเทศที่นิยมเลี้ยงกันเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ น้ำผึ้งที่ได้จึงเป็นเหมือนกับน้ำผึ้งที่มีคุณค่าสูงเหมือนกับผึ้งธรรมชาติ ผิดกันแค่เราไม่จำเป็นต้องไปหาผึ้งธรรมชาติในป่า แต่หาได้ในสวนใกล้บ้านเรานี่เอง

โครงการอนุรักษ์ธรรมชาติของมูลนิธิ

คุณสันต์ และ คุณวรรณี สมบูรณ์ เป็นเกษตรกรชาวสวนยาง ที่บ้านเขาค้อม จังหวัดกระบี่ มีสวนยางในความดูแล 8 ไร่ ได้ทำกล่องสำหรับเลี้ยงผึ้งไว้ในสวนยาง ประมาณ 100 กล่อง บอกเราว่า “เมื่อ ปี 2556 มีมูลนิธิออนิกซ์และโรงแรมโวค อ่าวนาง ได้มาจัด โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไทย โดยมาจัดการอบรมการเลี้ยงผึ้งโพรงตามวิถีธรรมชาติ ที่มัสยิดของหมู่บ้านเขาค้อม เป็นเวลา 2 วัน โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงผึ้งโพรงตามธรรมชาติจากจังหวัดพัทลุงมาอบรมให้ มีผู้เข้ารับการอบรม ประมาณ 20 กว่าคน หลังอบรมแล้วมูลนิธิได้คัดคนที่มีความพร้อมและสมัครใจได้ 12 คน โดยมอบกล่องให้ คนละ 2 กล่อง พร้อมอุปกรณ์ทั้งชุด ไม่รวมผึ้ง ในการอบรมจะพูดถึงเรื่องวิชาการและวิธีปฏิบัติ การดูแลรักษาและการทำเสาและกล่องให้ทั้งหมด จนกระทั่งสามารถทำเองได้ ในปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 23 คน มีกำลังการผลิตเพียงปีละ 1,200 ขวด ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ”

การล่อผึ้ง ให้เข้ารัง

การเอากล่องเปล่าไปล่อให้ผึ้งเข้ามาของคุณสันต์ โดยการทาขี้ผึ้งที่ฝากล่องเปล่า แล้วนำไปวางไว้บริเวณข้างแหล่งน้ำข้างห้วย ข้างคลอง เชิงเขาชายป่า โดยไม่จำเป็นต้องดูว่ามีผึ้งอยู่หรือไม่ เพราะสำหรับคนที่ไม่ชำนาญการสำรวจว่าผึ้งมีอยู่หรือไม่เป็นเรื่องยาก ให้ดูที่ความอุดมสมบูรณ์ของป่าและแหล่งน้ำเป็นสำคัญ กล่องที่วางไว้ควรจะร่ม ไม่ควรวางไว้ในที่แดดส่อง คุณสันต์ บอกว่า จากประสบการณ์ในป่าที่คิดว่าผึ้งไม่มี ก็มีผึ้งมาเข้าในกล่องเช่นกัน ช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ผึ้งมักจะแยกรัง ช่วงนี้เป็นโอกาสทองที่นักเลี้ยงผึ้งมักนำรังไปล่อผึ้ง บางครั้งเพียงวันเดียวผึ้งก็เข้ามาอยู่ในรังแล้ว แต่ถ้าเป็นนอกฤดู จะใช้เวลาเป็นสัปดาห์จึงจะมีผึ้งเข้ามาทำรัง

เมื่อได้ผึ้งรังใหม่มา ก็จะนำมาวางไว้ในสวนยาง โดยจะวางไว้ในพื้นที่ที่เหมาะสม คือเป็นสถานที่โปร่ง ร่ม ใกล้กับพื้นที่หาอาหาร ส่วนของคุณสันต์จะเพิ่มกระเบื้องมุงหลังคาอีก 1 แผ่น เพื่อกันฝน ส่วนตับจากที่วางทับไว้บนเนื่องจากต้นยางในช่วงผลัดใบ แสงแดดจะส่องลงมา ทำให้อุณหภูมิในรังร้อนเกินไป จึงจำเป็นต้องพรางไม่ให้มีแสงมากเกินไป นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีเสียงอึกทึกครึกโครม และมีแสงไฟส่องตลอดคืน อาจทำให้ผึ้งย้ายรังหนีไปได้ง่าย

การดูแลรักษาผึ้งแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากคอยดูว่าน้ำขาดหรือไม่ เพราะบางครั้งผึ้งได้อาศัยน้ำบนเสากินและเป็นการกำจัดมด ศัตรูของผึ้งได้ด้วย ถ้าสามารถนำผ้าชุบน้ำมันเครื่องเก่าคาดเอาไว้ที่เสาอีกที ก็จะเป็นการป้องกัน 2 ชั้น นอกจากนี้ ก็ควรดูเรื่องแสงไม่ให้จ้าเกินไป ในบางฤดูที่มีแสงมากก็ควรพรางแสงให้ผึ้ง เพื่อไม่ให้ในรังร้อนมาก

ในบางช่วงถ้าอาหารของผึ้งไม่สมบูรณ์ ผึ้งในรังก็จะย้ายไปอยู่ใกล้แหล่งอาหาร แต่ไม่ต้องกังวล เพราะเมื่ออาหารแถบนั้นไม่สมบูรณ์ ผึ้งจะย้ายกลับมาเอง อีกพร้อมทั้งน้ำหวานที่กินมาเต็มท้อง ในส่วนของการเก็บผลผลิต ทางกลุ่มจะเก็บประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี ปีละ 1 ครั้ง โดยจะค่อยๆ เก็บไปเรื่อยๆ จนหมด วันละ 4-5 รัง โดยจะใช้ควันรมไล่ผึ้ง แล้วก็จะตัดรังผึ้งออกมา รังที่มีขนาดใหญ่สุดของคุณสันต์ได้ถึง 13 รัง ใน 1 กล่อง และมีน้ำผึ้งมากถึง 18 ขวด ในจำนวนรังทั้งหมดที่ตัดออก ควรจะเหลือไว้อย่างน้อย กล่องละ 2 รัง เพื่อให้ผึ้งสามารถอยู่ได้ในรังเก่า ในจำนวน 100 กล่อง ของคุณสันต์จะเก็บน้ำผึ้งได้ปีละประมาณ 200 กว่าขวด

วิธีการเก็บน้ำผึ้ง

เมื่อนำรังผึ้งที่ตัดได้มา ก็จะใช้มีดคมปาดรังออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่อุดมไปด้วยน้ำผึ้ง ถือเป็นน้ำหนึ่ง ก็จะแยกใส่ภาชนะต่างหาก ส่วนล่างที่มีขี้ผึ้งมากก็จะแยกออกไป ส่วนที่เป็นหัวรังก็จะใช้มีดคมปาดให้เป็นชิ้นเล็กๆ วางบนผ้าขาวบาง 2 ชั้น ที่มีภาชนะสเตนเลสวางไว้ด้านล่าง ปล่อยให้น้ำผึ้งหยดลงไปเองโดยไม่บีบ เนื่องจากจะทำให้น้ำผึ้งขุ่นไม่ใสสวย ใช้เวลาประมาณ 2 วัน น้ำผึ้งจึงจะหยดหมด หลังจากนั้น จะกรองด้วยผ้าขาวบาง 2 ชั้น อีก 2 ครั้ง จนได้น้ำผึ้งที่ใสไม่มีสิ่งเจือปน แล้วจึงจะนำไปเก็บไว้ในถังบรรจุ เมื่อต้องการถ่ายใส่ขวดแก้วบรรจุขาย หลังจากใส่แล้วห้ามปิดฝา เนื่องจากจะเกิดแรงดันจนฝาหลุดได้ จึงต้องทิ้งเวลาไว้ประมาณ 5 วัน จึงผนึกฝาให้สนิท ส่วนรังด้านล่างที่มีขี้ผึ้งปนมาก จะบีบใส่ผ้าขาวบางกรองเก็บไว้ต่างหาก เพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ผึ้ง เช่น สบู่น้ำผึ้ง เนื่องจากน้ำผึ้งด้านล่างนี้จะมีสิ่งปลอมปนมาก หากนำไปรวมกันจะทำให้น้ำผึ้งเปรี้ยวเสียได้ง่าย ส่วนขี้ผึ้งได้นำไปเคี่ยวจนได้เป็นผลิตภัณฑ์ขี้ผึ้งอีกอย่างหนึ่ง

ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มปัจจุบันมี น้ำผึ้งบรรจุขวดแก้วอยู่ 3 ขนาด คือ ขนาด 750 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย ขวดละ 500 บาท ขนาดบรรจุ 500 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย 400 บาท ขนาดเล็กบรรจุ 150 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย 120 บาท และขนาดที่บรรจุในหลอดพลาสติกแบบพกพา บรรจุ 70 มิลลิลิตร ราคาจำหน่าย 60 บาท ส่วนผลิตภัณฑ์สบู่น้ำผึ้ง จำหน่ายก้อนละ 50 บาท น้ำผึ้งธรรมชาติเขาค้อมและผลิตภัณฑ์ มีวางจำหน่ายที่โรงแรมในเครือของโว้ค 20 กว่าแห่ง ในกรุงเทพฯ กระบี่ ภูเก็ต หัวหิน และจังหวัดเลย แต่ท่านที่สนใจก็ติดต่อได้ที่ คุณสันต์ เบอร์โทรศัพท์ (086) 283-2286

คุณสันต์ สมบูรณ์ กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “น้ำผึ้งเขาค้อม เป็นน้ำผึ้งที่ผลิตมาจากธรรมชาติจริงๆ โดยไม่มีการใช้น้ำตาลผสมให้ผึ้งกินในช่วงที่ขาดแคลนอาหารเลย เพราะเราถือว่าเราต้องการผลิตเลียนแบบธรรมชาติจริง น้ำผึ้งที่ได้จึงเป็นน้ำผึ้งที่ผลิตมาจากเกสรดอกไม้ที่มีอยู่ในป่าข้างเคียง ที่เป็นสวนเงาะ สวนทุเรียน สวนมะพร้าว และดอกไม้ในป่า ดอกโกงกางและที่สำคัญคือ น้ำหวานจากใบยางพารา เพราะฉะนั้นมั่นใจได้ว่าน้ำผึ้งเขาค้อมเป็นผึ้งบริสุทธิ์จากธรรมชาติจริงๆ”

หมอเกษตร ทองกวาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05080151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

หมอเกษตร ทองกวาว

เคอร์คูมินอยด์ สารต้านอนุมูลอิสระ ในขมิ้นชัน

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไม่นานมานี้ ในเนื้อหาบอกว่า ขมิ้นชัน มีสารที่สามารถรักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ครับ สารดังกล่าวคือสารอะไร ขอรบกวนคุณหมอเกษตร ช่วยกรุณาแนะนำด้วยครับ

ขอแสดงความนับถือ

ทวีวงศ์ อุณหวิทยา

เลขที่ 78/5 ถนนนิคมมักกะสัน แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

ตอบ คุณทวีวงศ์ อุณหวิทยา

สารสำคัญที่พบในขมิ้นชัน คือ เคอร์คูมินอยด์ เป็นสารสีเหลือง ได้จากเหง้าของขมิ้นชัน ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ อนุมูลอิสระ กันครับ อนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนเดี่ยวๆ อยู่ในภาวะไม่คงตัว ไวต่อการเกิดปฏิกิริยาทางเคมี อนุมูลอิสระเกิดขึ้นได้จากอาหารหลายประเภทที่มนุษย์บริโภคเข้าไป สารเคมีกำจัดแมลง เคมีภัณฑ์ที่ใช้ในอาคารบ้านเรือนทั่วไป รวมทั้งควันบุหรี่ที่อยู่ใกล้ตัวคุณด้วยละ ในสภาวะปกติ อนุมูลอิสระที่เข้าสู่ร่างกายมนุษย์จะถูกกำจัดโดยสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เมื่อใดปริมาณของอนุมูลอิสระมากเกินกำลัง สารต้านอนุมูลอิสระจะกำจัดได้ อนุมูลอิสระเหล่านั้นจะทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกายขึ้น เช่น อาการปวดเมื่อย โรคเกี่ยวกับหัวใจ ปริมาณคอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น และที่สำคัญเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ที่เป็นโรคร้ายคร่าชีวิตมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ ของโรคร้ายทุกชนิด ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ร่างกายของมนุษย์สร้างขึ้น หรือเพิ่มเติมจากภายนอก จะทำหน้าที่ป้องกันการเข้าทำลายเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย และซ่อมแซมส่วนของเซลล์ที่ถูกอนุมูลอิสระเข้าทำลาย

จากผลงานวิจัยขององค์การเภสัชกรรม พบว่า สารเคอร์คูมินอยด์ที่ได้จากเหง้าของขมิ้นชัน สามารถลดอาการโรคสมองเสื่อม ใช้รักษาโรคไขข้ออักเสบ ช่วยยับยั้งการเกิดฝี หนอง เนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย และที่สำคัญคือมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ อย่างไรก็ตาม การนำสารสำคัญในขมิ้นชันไปใช้ประโยชน์ในด้านสุขภาพ ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และเภสัชกร ครับ

ข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าว จี.ไอ. ไปแล้ว

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมอยากทราบความเป็นมาของข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ เพราะเคยเห็นนำไปแสดงที่ห้างแห่งหนึ่ง และยังระบุว่าเป็นข้าว จี.ไอ. ผมเกิดความสงสัย ครั้นจะไปถามเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทันกาล เพราะมีภารกิจต้องเดินทางไปทำธุระที่อื่น ผมจึง จ.ม. มาเรียนถามคุณหมอเกษตร เพื่อขอทราบรายละเอียดครับ

ด้วยความนับถืออย่างสูง

วิทย์ วงศ์ทองสุข

เลขที่ 48/2 หมู่ที่ 11 ตำบลมะลิวัลย์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 40000

ตอบ คุณวิทย์ วงศ์ทองสุข

ข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง มีปลูกกันมากในบริเวณที่ลุ่มแม่น้ำป่าสัก จังหวัดสระบุรี มานานกว่า 200 ปี โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเสาไห้ ในอดีตชุมชนแห่งนี้มีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าเกษตรกันอย่างคึกคัก จนเกิดท่าน้ำเจ๊กเฮง เจ๊กเฮง เป็นพ่อค้าชาวจีน เมื่อปลดระวางตนเอง จึงมอบหน้าที่ให้ เจ๊กเชย ผู้เป็นน้องชาย ทำหน้าที่ดูแลและควบคุมสินค้าทุกประเภท ทั้งของกิน ของใช้ และเสื้อผ้า เหมือนร้านขายของชำทั่วๆ ไป เจ๊กเชยค้าขายมาหลายปี สังเกตเห็น ข้าวก้นจุดพันธุ์หนึ่ง เมื่อนำมาหุงต้มแล้วรสชาติดี ข้าวขึ้นหม้อ เป็นตัว ไม่เละหรือแฉะ เมื่อนำมาทำข้าวราดแกง ที่สำคัญเก็บไว้ค้างคืนก็ไม่บูดเน่าเสีย จึงแนะนำให้ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์ก้นจุดนี้ แล้วนำมาแลกสินค้าจำเป็นอื่นๆ พร้อมให้ราคาแพง ต่อมาเกษตรกรจึงปลูกข้าวพันธุ์ดังกล่าวมากขึ้น แล้วเรียกว่า ข้าวพันธุ์เจ๊กเชย ส่วนเสาไห้นั้น มาเพิ่มเติมในภายหลัง จุดเด่นอีกประการหนึ่ง เมื่อนำแป้งข้าวไปทำเส้นขนมจีน หรือเส้นก๋วยเตี๋ยว จะได้เส้นเหนียว นุ่ม และไม่ขาดง่าย

ข้าวพันธุ์เจ๊กเชยเสาไห้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือข้าว จี.ไอ. หรือ G.I. Rice (Geographic Indication Rice) ไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา ความสำคัญของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้น ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เน้นการผลิต และการใช้ทรัพยากรในพื้นที่เป็นหลัก สินค้าต้องเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีคุณภาพดี ซึ่งจะแตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกันที่ผลิตในต่างพื้นที่ เห็นหรือยังครับว่า ข้าวไทยเราไปไกลในระดับอินเตอร์แล้วครับ

ลิลลี่ ปลูกได้ดีบนที่สูง ที่มีอากาศหนาวเย็น

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมสนใจอยากจะปลูกต้นลิลลี่มาก เพราะเห็นว่ามีดอกสวยงาม และอายุการใช้งานของดอกได้นาน ผมอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี จะปลูกได้หรือไม่ ผมยังขาดความรู้และประสบการณ์ด้านนี้ จึงขอเรียนถามว่า การปลูกและการดูแลรักษานั้น ต้องทำอย่างไรจึงจะได้ผลดี ขอคำแนะนำครับ

ขอแสดงความนับถือ

ณัฐวุฒิ ทรงบดี

เลขที่ 132/3 สี่แยกไทรโยคใหญ่ หมู่ที่ 5 ตำบลไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี 71150

ตอบ คุณณัฐวุฒิ ทรงบดี

ลิลลี่ เป็นพืชเมืองหนาว เมื่อนำมาปลูกเมืองไทย จึงต้องการอากาศหนาวเย็น ในเวลากลางคืนที่ 13-18 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-75 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น แหล่งปลูกต้องอยู่บนที่สูง หรือระดับน้ำทะเลปานกลาง อย่างน้อย 400 เมตร ขึ้นไป ดินต้องมีความอุดมสมบูรณ์สูง มีความเป็นกรด ด่าง ระหว่าง 5.5-7.5 และต้องมีน้ำอย่างเพียงพอ

พันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทย มี 2 กลุ่ม กลุ่มแรก นำเข้าจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา มีดอกสีขาว แดง และชมพู เป็นพันธุ์คาซาบลังก้า อาคาบูโก้ ไทยเบอร์ และซิมปลอน กลุ่มนี้มีดอกใหญ่ มีกลิ่นฉุน และ กลุ่มที่สอง นำเข้าจากญี่ปุ่น และไต้หวัน มีดอกสีขาว ครีม ส้ม ชมพู และแดง ดอกมีทั้งชนิดจุดประและไม่มี เช่น พันธุ์พราโต้ และโซลีมิโอ้

ลิลลี่ ปลูกได้ 2 ช่วง ในรอบ 1 ปี คือ ช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนตุลาคม ต้องทำโรงเรือนพร้อมหลังคาพรางแสง 70-75 เปอร์เซ็นต์ พร้อมหลังคาพลาสติกกันฝนอีกชั้นหนึ่ง ส่วนช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ ดินปลูก จัดสัดส่วนให้ดินร่วน สะอาด ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกเก่า และแกลบดิบ อัตรา 2 : 1 : 2 คลุกเคล้าให้เข้ากัน ยกร่องกว้าง 1 เมตร สูง 30 เซนติเมตร ความยาวขึ้นอยู่กับความต้องการ เว้นทางเดินระหว่างแปลง 50 เซนติเมตร หัวพันธุ์ ส่วนใหญ่นำเข้าจากต่างประเทศ และแตกหน่อแล้ว ยาว 2.5 เซนติเมตร ขนาดหัวใกล้เคียงกับหอมหัวใหญ่ ใช้ระยะปลูก 15×15 เซนติเมตร เปิดหลุมลึกไม่เกิน 10 เซนติเมตร ความกว้างพอวางหัวลงได้สะดวก กลบพอแน่น ให้หน่อโผล่พ้นดิน พร้อมรดน้ำตาม เมื่อตั้งตัวได้ ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 500 กรัม ต่อ 100 ตารางเมตร แบ่งใส่ 2 ครั้ง ทุก 7 วัน อัตราเท่ากัน และรดน้ำตาม จากนั้นให้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 100 ตารางเมตร ทุกเดือน จนถึงระยะใกล้เก็บเกี่ยว ส่วนอายุเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับพันธุ์ปลูก แต่เฉลี่ยอยู่ที่ 120-130 วัน การเก็บเกี่ยว เริ่มตัดดอกได้เมื่อดอกที่ 1-2 เริ่มเปลี่ยนสีที่สดใสขึ้น ตัดต้นเหนือพื้นดิน 5-7 เซนติเมตร ด้วยกรรไกรคม และสะอาด สำหรับโรคที่พบเสมอ คือลำต้นเน่าเกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง อาการเกิดแผลที่ลำต้น ต่อมาใบเหลืองและหักโค่น ป้องกันโดย อย่าให้น้ำขังแปลง เมื่อพบน้ำท่วมขังให้ระบายออกทันที หากพบต้นที่เป็นโรค ให้ถอนนำไปเผาทำลาย แล้วโรยทับหลุมด้วยปูนขาว การระบาดของโรคจะหมดไป

ส่วนที่กาญจนบุรี อากาศหนาวเย็นไม่พอสำหรับปลูกลิลลี่ ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามที่ กองส่งเสริมพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ในวันและเวลาราชการ

บึ้ง-ทารันทูล่า แมงมุมยักษ์ แสนสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05082151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

สัตว์เลี้ยงสวยงาม

สุจิต เมืองสุข

บึ้ง-ทารันทูล่า แมงมุมยักษ์ แสนสวย

น่าตื่นเต้นไม่น้อย ถ้าจะบอกว่า โลกเรารวมถึงประเทศไทยมีแมงมุมที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคโบราณ กว่า 350 ล้านปีมาแล้ว อาศัยอยู่และยังพบได้ในปัจจุบัน แม้ว่าจะลดจำนวนลงจนแทบไม่พบได้ทั่วไป แต่ก็ยังสามารถพบได้ในจุดที่มนุษย์เข้าถึงได้น้อย ซึ่งอดีตประเทศไทยนำมากินเป็นอาหาร แต่ปัจจุบันเมื่อพบเห็นได้น้อยลง ก็เปลี่ยนสภาพมาเป็นสัตว์เลี้ยง เลี้ยงเพื่ออนุรักษ์ เพื่อการค้า หรือเพราะแค่ชอบก็สุดแล้วแต่

สัตว์ที่ถูกเรียกว่า แมงมุม ดูไม่น่ารักสักเท่าไร แต่ก็มีจำนวนคนไม่น้อยที่ชอบ หลงใหล ทำให้เกิดการสะสมของสายพันธุ์ เพาะและขยายพันธุ์แมงมุม และต่อเนื่องไปถึงการซื้อขาย

แมงมุม ที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ยุคโบราณกว่า 350 ล้านปีมาแล้ว ในต่างประเทศเรียกว่า ทารันทูล่า (Tarantula) สำหรับประเทศไทย แมงมุมชนิดนี้เรียกว่า บึ้ง

คุณชวลิต ส่งแสงโชติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแมงมุมสไปเดอร์แพลนเน็ต (Spiders Planet Research Center) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงทารันทูล่า หรือบึ้ง ในประเทศไทยว่า มีกลุ่มที่สนใจเพาะเลี้ยงบึ้งอยู่ ประมาณ 3,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเฉพาะ ที่แต่ละคนมีวัตถุประสงค์การเลี้ยงที่แตกต่างกัน บางรายเลี้ยงเพื่อต้องการเก็บรักษาพันธุ์ เลี้ยงเพื่อศึกษาค้นคว้า เลี้ยงเพื่อสะสมความสวยงาม หรือเลี้ยงเพื่อความเท่ที่มีสัตว์แปลกไว้เป็นสัตว์เลี้ยง แต่เลี้ยงเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ผู้เลี้ยงควรทำความเข้าใจกับนิสัยของบึ้งแต่ละชนิดด้วย เพราะป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นจากการถูกกัดของบึ้ง เนื่องจากบึ้งเป็นแมงมุมชนิดหนึ่งที่มีพิษ

แมงมุม เป็นสัตว์ที่มีตา 8 ดวง แต่มองเห็นเพียงลางๆ แมงมุมจะใช้ขนในการรับรู้ความรู้สึกแทนดวงตา

จากการพูดคุย ทำให้ทราบว่า บึ้ง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ บึ้งดิน และ บึ้งต้นไม้ ซึ่งบึ้งดินจะอาศัยอยู่พื้นราบ ขุดดินลึกลงไปอาศัยใต้ดิน ส่วนบึ้งต้นไม้จะอาศัยโพรงต้นไม้อยู่ ทั้งนี้ บึ้งทั้ง 2 ชนิด ก็ยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอีก คือ กลุ่มบึ้งโลกเก่า คือ บึ้งที่อยู่บนแผ่นดิน หรือทวีปเก่าแก่ เช่น ทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา บึ้งกลุ่มนี้จะเป็นบึ้งที่มีความดุร้ายมาก อีกกลุ่มคือ กลุ่มบึ้งโลกใหม่ คือบึ้งที่อยู่บนแผ่นดิน หรือทวีปที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น ทวีปอเมริกา ทวีปออสเตรเลีย บึ้งกลุ่มนี้จะมีวิวัฒนาการมากกว่าเดิม มีความดุร้ายน้อยลง บางชนิดไม่ดุร้าย มีขนที่มีลักษณะพิเศษ คล้ายหนามเฉียงลง หนามเฉียงขึ้น ในขนเส้นเดียวกัน และวิวัฒนาการการป้องกันตัวแบบใหม่ของบึ้งโลกใหม่ คือการสลัดขนใส่ศัตรู โดยใช้ขาปัดหลังให้ขนฟุ้งกระจาย ซึ่งเมื่อขนไปติดอยู่ที่ใด จะทำให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ คัน เป็นตุ่ม โดยเฉพาะกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม หากขนเข้าตาจะแสบมาก และขนบึ้งไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้

“ธรรมชาติของบึ้งจะถอยหนีเมื่อพบศัตรู ยกเว้นกลุ่มที่ดุร้ายจะสู้และกัดคู่ต่อสู้ โดยการฝังเขี้ยวลงไปที่ศัตรูหรือเหยื่อ แล้วปล่อยพิษ พิษของบึ้งจะส่งผลต่อระบบประสาท หลังถูกกัดจะเกิดอาการชา บวม ร้อน บางรายมีอาการของตะคริวร่วมด้วย เนื่องจากระบบประสาทที่ถูกพิษของบึ้งจะเป็นอัมพาตชั่วคราว การรักษา ไม่มีเซรุ่ม แต่รักษาตามอาการ”

สำหรับ คุณชวลิต แรกเริ่มเดิมทีไม่ได้สนใจในบึ้งแม้แต่น้อย ยังรู้สึกขยาดกับแมงมุมด้วยซ้ำ เพราะมีประสบการณ์ในวัยเด็กเกี่ยวกับแมงมุมที่ไม่ดีนัก กระทั่ง 8 ปีก่อน เดินเล่นในตลาดนัดจตุจักร พบหลอดเล็กๆ วางขาย คนขายบอกว่าเป็นแมงมุม ก็รู้สึกสนใจที่แมงมุมมีขนาดเล็กมาก จึงสอบถามและต่อราคาที่คิดว่าพ่อค้าไม่น่าจะขายให้ แต่ที่สุดพ่อค้าก็ตกลงขายในราคาที่จำใจต้องซื้อ เมื่อได้มาคุณชวลิตเองยังกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็พยายามค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ตว่า การเลี้ยงแมงมุมทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง ระหว่างค้นคว้าศึกษาก็พบว่า แมงมุมชนิดที่ซื้อมาเลี้ยง จัดอยู่ในกลุ่มทารันทูล่า หรือบึ้ง ซึ่งเป็นแมงมุมที่มีขนาดใหญ่ บางชนิดใหญ่ถึง 30 เซนติเมตร และเป็นแมงมุมที่มีสีสันสวยงาม

“บึ้งในบ้านเราจะมีสีไปในโทนสีเดียวกัน คือ น้ำตาล ดำ ที่สวยก็คือ บึ้งสีน้ำเงิน ที่มีสีสันสวยงามมาก ส่วนทารันทูล่าในต่างประเทศ มีความสวยงามมากกว่าของประเทศไทย ผมรู้สึกสนใจ จึงเริ่มค้นคว้าแหล่งซื้อขายทารันทูล่า และศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวกับทารันทูล่า หรือบึ้ง”

คุณชวลิต บอกว่า การเลี้ยงทารันทูล่า หรือบึ้ง มีเคล็ดลับเลี้ยงให้รอด เพียงศึกษาแหล่งที่อยู่อาศัยเดิม สร้างกล่องเลี้ยงให้มีสภาพคล้ายแหล่งที่อยู่อาศัยเดิมให้มากที่สุด เพียงเท่านี้ ทารันทูล่า หรือบึ้ง ก็จะมีชีวิตรอดให้ผู้เลี้ยงได้ชื่นชมความสวยงามจนกว่าจะถึงอายุขัยของมัน

ตามธรรมชาติแล้ว แมงมุม เป็นสัตว์สันโดด จะเกิดการต่อสู้จนตายไปข้างหนึ่ง หากพบกับแมงมุมอีกตัว ทารันทูล่า หรือบึ้ง ก็เช่นกัน เมื่อออกจากไข่ฟักเป็นตัวแล้ว จะอยู่รวมกันได้หลังลอกคราบ 1-2 ครั้ง จากนั้นจะเริ่มกินกันเอง จึงควรแยกใส่กล่องเลี้ยงกล่องละตัว

กล่องเลี้ยง ควรมีขนาดใหญ่กว่าทารันทูล่า หรือบึ้ง 3-4 เท่า ทรงกล่องควรพิจารณาจากชนิดของบึ้ง หากเป็นบึ้งดิน ควรเป็นแนวราบ หรือเป็นทรงสูง แต่ถมดินสูงเกือบถึงด้านบนของกล่อง ส่วนบึ้งต้นไม้ กล่องจะเป็นทรงสูง หรือแนวราบก็ได้ แต่ควรมีขอนไม้ให้บึ้งได้ทำโพรงเข้าไปอยู่อาศัย กล่องเลี้ยงควรมีฝาปิด เพราะทารันทูล่า หรือบึ้ง จะปีนออกได้ มีรูระบายอากาศมากพอ ทำให้อากาศภายในกล่องเลี้ยงถ่ายเทได้สะดวก ภายในกล่องเลี้ยงควรมีภาชนะสำหรับใส่น้ำให้ทารันทูล่า หรือบึ้งไว้กิน ใช้วัสดุรองพื้นที่เหมาะกับถิ่นที่มาของทารันทูล่า หรือบึ้ง เช่น ขุยมะพร้าว ทราย พีทมอสส์ เป็นต้น

กล่องเลี้ยงแต่ละกล่องจะเลี้ยงทารันทูล่า หรือบึ้ง ไว้เพียงกล่องละตัว และเปลี่ยนกล่องเมื่อทารันทูล่า หรือบึ้ง ลอกคราบ เพราะทุกครั้งที่มีการลอกคราบ หมายความว่า ทารันทูล่า หรือบึ้ง จะมีขนาดใหญ่ขึ้น การลอกคราบแต่ละรอบจะนานออกไปทุกครั้ง เช่น ครั้งแรก 1 สัปดาห์ ครั้งถัดไป 3 สัปดาห์ ครั้งถัดไป 8 สัปดาห์ ครั้งถัดไป 20 สัปดาห์ และเพิ่มระยะเวลาแต่ละรอบออกไปเรื่อยๆ บางรอบนานถึง 1 ปี ก็มี

อาหารสำหรับทารันทูล่า หรือบึ้ง คือ แมลง หนอนแวกซ์เวิร์ม หนอนนก หนอนยักษ์ จิ้งหรีดขาว จิ้งหรีดดำ อาหารควรทำให้มีขนาดใกล้เคียงกับขนาดของแมงมุม ถ้ามีขนาดที่ใหญ่กว่ามาก ควรช่วยตัด หรือหั่นให้ชิ้นเล็กลง

การให้อาหารนั้น ขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่ามีจำนวนแมงมุมที่ต้องดูแลมากน้อยแค่ไหน หากมีจำนวนมาก การให้อาหารสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้ว เพราะการให้อาหารควรสังเกตดูทุกครั้งว่า อาหารที่ให้แมงมุมกินหมดหรือไม่ ถ้าหมดก็นำกากอาหารที่เหลือออกไปทิ้ง ถ้าแมงมุมไม่กินอาหาร แสดงว่าแมงมุมตัวนั้นเกิดปัญหาบางอย่าง ซึ่งต้องสังเกตต่อไป สำหรับกากอาหารที่เหลือควรนำออกไปทิ้งหลังจากแมงมุมกินของเหลวในร่างกายเหยื่อ หรืออาหารหมดแล้ว หากไม่นำไปทิ้ง โอกาสเกิดราหรือไรขึ้นที่กากอาหารที่เหลือจะสูง ซึ่งหลังจากราหรือไรกินกากอาหารที่เหลือหมดแล้ว ความเสี่ยงที่ราหรือไรจะลามไปกินแมงมุมจนตายมีสูง

แมงมุม ก่อนลอกคราบและหลังลอกคราบจะหยุดกินอาหาร ดังนั้น ไม่ควรให้อาหาร เพราะเมื่ออาหารเหลือ ปัญหาราและไรที่จะกินอาหาร และลามไปกินแมงมุมจะเกิดขึ้น

การผสมพันธุ์ ทารันทูล่า หรือบึ้ง อายุค่อนข้างยืนยาว นานถึง 20 ปี หรือมากกว่า สามารถผสมพันธุ์ได้เมื่อโตเต็มวัย แมงมุมเพศผู้จะโตเต็มวัยเร็วกว่าเพศเมีย 1 เท่าตัว แต่ละชนิดโตเต็มวัยไม่เท่ากัน บางชนิดอายุไม่กี่เดือนก็โตเต็มวัยแล้ว แต่บางชนิดโตเต็มวัย เมื่ออายุ 2 ปีเศษ

แมงมุมเพศผู้ จะใช้รยางค์คู่หน้าที่ไม่ใช่ขา เรียกว่า เพ้า เพ้าของแมงมุมเพศผู้ที่โตเต็มวัยจะถูกออกแบบให้ใช้ไว้สำหรับผสมพันธุ์ ปลายเพ้าจะมีลักษณะเหมือนปลายนวม มีเข็มสำหรับปล่อยน้ำเชื้อ โดยแมงมุมตัวผู้จะเริ่มเก็บน้ำเชื้อของตัวเองก่อน สร้างใยรองรับ แล้วถ่ายน้ำเชื้อมาไว้ที่ใย ก่อนใช้เพ้าดูดน้ำเชื้อไว้ จากนั้นเมื่อเจอแมงมุมเพศเมีย จะส่งสัญญาณโดยการเคาะเพ้ากับขาหน้าเป็นจังหวะ หากแมงมุมเพศเมียเคาะตอบ แสดงว่ายินยอมให้ผสมพันธุ์ แมงมุมเพศผู้จะเดินเข้าไปหาแล้วใช้ขาหน้ายกแมงมุมเพศเมียขึ้น ใช้เพ้าฉีดเข้าไปที่กระเปาะหน้าท้องของแมงมุมเพศเมีย การฉีดเข้าไปไม่ได้หมายความว่าไข่ได้รับการผสม เพราะแมงมุมเพศเมียจะรอจังหวะให้ไข่สุก แล้วจึงเบ่งไข่ออกมาผสมกับน้ำเชื้อ เมื่อไข่ได้รับการผสม แมงมุมเพศเมียจะชักใยที่พื้นเป็นแอ่งกระทะ จากนั้นขึ้นคร่อมแล้วเบ่งไข่ออกมา ชักใยคลุมไข่ให้หนาขึ้น คาบไข่ไว้

ถุงไข่ที่อยู่ติดหน้าท้องของแมงมุมเพศเมีย มองดูเหมือนแมงมุมเพศเมียอุ้มไว้ แต่ที่จริงใช้ปากคาบไว้ ภายในถุงไข่จะมีไข่แมงมุมที่ยังไม่ฟักเป็นตัว 70-800 ฟอง ภายใน 4-12 สัปดาห์ จะฟักเป็นตัว แล้วแต่ชนิดของแมงมุม

หากแมงมุมเพศเมียไม่ยอมให้ผสม จะไม่ส่งสัญญาณเคาะตอบ ควรนำแมงมุมเพศผู้ออก เพราะจะเกิดการต่อสู้กัน ซึ่งส่วนใหญ่จะสูญเสียแมงมุมเพศผู้ หรือเมื่อแมงมุมผสมพันธุ์กันแล้ว ตามธรรมชาติแมงมุมเพศเมียจะกินแมงมุมเพศผู้ นอกจากนี้ การผสมพันธุ์ที่เกิดขึ้น อาจไม่ได้ลูกแมงมุม หากแมงมุมเพศเมียไม่มีไข่ออกมาผสมกับน้ำเชื้อที่แมงมุมเพศผู้ฉีดเข้าไป

เมื่อแมงมุมเพศเมียถูกฉีดน้ำเชื้อเข้าไปยังกระเปาะหน้าท้องแล้ว ควรนำกล่องแมงมุมเพศเมียไปเก็บไว้ในที่ที่ปลอดการรบกวน เพราะหากถูกรบกวน โอกาสที่แมงมุมเพศเมียจะกินไข่ตัวเองมีสูง

คุณชวลิต เน้นย้ำว่า แมงมุมเป็นสัตว์มีพิษ รวมถึงทารันทูล่า หรือบึ้ง ในบ้านเราด้วย ดังนั้น ผู้เลี้ยงที่สนใจเลี้ยงทารันทูล่า หรือบึ้ง ก็ควรระลึกไว้เสมอว่า เลี้ยงสัตว์มีพิษ ดังนั้น การจับสัตว์มีพิษจึงอาจเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ ซึ่งหากเป็นไปได้ แนะนำไม่ให้จับทารันทูล่า หรือบึ้ง ด้วยมือเปล่า

การจับทารันทูล่า หรือบึ้ง จะเกิดขึ้นเมื่อต้องการเคลื่อนย้ายหรือต้องการเปลี่ยนกล่องที่อยู่อาศัยให้ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ ใช้กล่องขนาดใหญ่กว่าทารันทูล่า หรือบึ้ง เล็กน้อย ครอบคว่ำลงที่ตัวทารันทูล่า หรือบึ้ง จากนั้นใช้ส่วนฝาช้อนจากพื้นเลื่อนไปปิดที่กล่อง แล้วยกขึ้นไปวางในที่ที่ต้องการเปลี่ยน ในลักษณะคว่ำกล่องเหมือนตอนแรก จากนั้นค่อยๆ เลื่อนฝากล่องออก เมื่อเหลือแต่กล่องที่คว่ำตัวทารันทูล่า หรือบึ้ง จึงยกกล่องที่คว่ำไว้ออกมา

ในทารันทูล่า หรือบึ้ง ที่ไม่มีความดุร้าย หรือมีความดุร้ายน้อย ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่นิยมใช้มือแตะเบาๆ หรือขยับไปใกล้ๆ เพื่อให้ทารันทูล่า หรือบึ้ง ขยับตัว เคลื่อนย้าย ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้ทารันทูล่า หรือบึ้ง ตกใจ เมื่อตกใจจะวิ่ง หากวิ่งขึ้นลำตัวคน หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น คนที่ถูกทารันทูล่า หรือบึ้ง วิ่งขึ้นลำตัว จะใช้มือปัดโดยอัตโนมัติ ทำให้ถูกทารันทูล่า หรือบึ้ง กัดได้

“การเพาะแมงมุมในเมืองไทย มีมานานกว่า 20 ปีที่ผ่านมา แต่กลุ่มเพาะเลี้ยงไม่ได้กว้างขึ้น คนเลี้ยงแมงมุมยังคงเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ชื่นชอบจริงๆ สำหรับผมเลี้ยงมา ประมาณ 8 ปี เท่านั้น เมื่อสนใจจริงจังก็ศึกษา ทำให้ปัจจุบันผมใช้เวลาว่างที่มีอยู่ ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแมงมุมในประเทศไทย เพื่อเก็บข้อมูลเท่าที่ทำได้ ก่อนหน้าที่ผมเริ่มศึกษา ผมเก็บสะสมแมงมุมไว้หลายร้อยชนิด แต่ปัจจุบันเหลือทารันทูล่าไว้ ประมาณ 40 ชนิด และบึ้งไทยอีกหลายร้อยตัว”

แม้ว่ากลุ่มคนสนใจแมงมุมในประเทศไทย เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ก็มีพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ เป็นกลุ่มทางเฟซบุ๊ก ชื่อ “Thailand Tarantulas Lover” และกลุ่มแลกเปลี่ยนซื้อขายแมงมุม ที่จัดว่าเป็นกลุ่มที่มีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นทางเฟซบุ๊ก ชื่อ “ตลาดแมงมุม” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ยังคงมีผู้ที่ให้ความสนใจแมงมุม นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงาม และซื้อขายผ่านโลกออนไลน์ในราคาหลักพันมากทีเดียว

ผู้ที่สนใจศึกษาเรื่องราวของทารันทูล่า หรือบึ้ง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณชวลิต ส่งแสงโชติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแมงมุมสไปเดอร์แพลนเน็ต (Spiders Planet Research Center) โทรศัพท์ (086) 304-2395

ขอขอบคุณ ภาพประกอบ จาก คุณชวลิต ส่งแสงโชติ

ชนิด และ ความเชื่อ

เกี่ยวกับ ทารันทูล่า หรือ บึ้ง ในประเทศไทย

ปัจจุบัน มีการค้นพบ ทารันทูล่า กว่า 900 ชนิด และยังค้นพบชนิดใหม่ๆ อยู่เรื่อย

ประเทศไทย มีทารันทูล่า ประมาณ 4 ชนิด คือ

1. บึ้งดำ พบได้บ่อยที่สุด มีขนาดใหญ่ที่สุด นิสัยดุร้าย ก้าวร้าว

2. บึ้งสีน้ำเงิน มีขนาดย่อมลงมา สีน้ำเงินเข้มตลอดทั้งตัว มีสีสันสวยงาม นิสัยดุร้าย ก้าวร้าว

3. บึ้งลาย หรือ บึ้งม้าลาย พบได้น้อยที่สุด มีลวดลายตามขา นิสัยดุร้าย ก้าวร้าว แต่น้อยกว่าบึ้งดำ และบึ้งสีน้ำเงิน

4. บึ้งสีน้ำตาล มีสีน้ำตาลอมแดง นิสัยดุร้าย ก้าวร้าว

ในภาคกลาง และภาคอีสาน ของประเทศไทย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา นิยมจับทารันทูล่ามากิน โดยถือว่าเป็นอาหารพื้นบ้าน นำมาประกอบอาหารด้วยการปิ้ง หรือย่าง รสชาติคล้ายกุ้ง หรือปู หอม มัน แต่ก็ยังมีทารันทูล่าอีกหลายชนิดที่นิยมเลี้ยงในกลุ่มผู้นิยมเลี้ยงสัตว์แปลก

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อของไทยอีก เช่น ถ้าบึ้งขึ้นบ้านจะถือว่าโชคร้าย คนในบ้านจะเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ หรือเชื่อว่า หากพบเห็นรูบึ้งหันไปทางทิศตะวันออก จะนำมาซึ่งโชคลาภ เป็นต้น

ต้นกล้วยหมัก 5 วัน สูตรลดต้นทุน แม่ไก่อารมณ์ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เทคโนปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ต้นกล้วยหมัก 5 วัน สูตรลดต้นทุน แม่ไก่อารมณ์ดี

เพราะต้องการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความเดือดร้อนจากการระบาดของโรคไข้หวัดนก ที่เกิดขึ้นในปี 2547 ของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย นำโดย นายศักดิ์สิทธิ์ ทิพยธร ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาระบบการเลี้ยงไก่ไข่ของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่

“ในช่วงที่พบการระบาดของโรคไข้หวัดนก ได้มีการทำลายไก่ที่เกษตรกรเลี้ยงไปจำนวนหนึ่ง อีกทั้งยังพบว่า สภาพการเลี้ยงสัตว์ปีกเดิมในพื้นที่นั้น เป็นการเลี้ยงปล่อยหลังบ้าน ไม่มีความปลอดภัยทางชีวภาพ” ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ กล่าวถึงสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

การหาแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกษตรกรสามารถกลับมาเลี้ยงไก่ได้อีกครั้ง จึงเป็นบทบาทสำคัญของสำนักงานปศุสัตว์ศรีเชียงใหม่

โดยสิ่งที่ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ได้เริ่มดำเนินการคือ การส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยปรับเปลี่ยนการเลี้ยง เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคระบาด รวมถึงส่งเสริมการทำวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค ตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา

แต่ที่สำคัญอีกประการคือ การริเริ่มส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการเลี้ยง โดยเฉพาะในส่วนของไก่ไข่ จากเดิมที่เคยเน้นการเลี้ยงบนกรงตับ มาเป็นระบบการปล่อยอิสระ และเน้นการใช้วัตถุดิบท้องถิ่นเป็นอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนในการเลี้ยง

การเลี้ยงไก่ไข่แบบปล่อยอิสระ หรือที่ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่เรียกว่า การเลี้ยงแม่ไก่อารมณ์ดี ได้กลายเป็นรูปแบบการเลี้ยงที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ได้เปิดศูนย์การเรียนรู้เลี้ยงไก่ไข่โร้ดไทย แบบปล่อยอิสระหรือไก่ไข่อารมณ์ดีขึ้น ที่บ้าน นางประสิทธิ์ ปากวิเศษ บ้านดงบัง ตำบลหนองปลาปาก อำเภอศรีเชียงใหม่ โดยมี นายไพฑูรย์ จิตต์สุทธิผล นายอำเภอศรีเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิด

นายศักดิ์สิทธิ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาพบว่า ไก่ไข่แบบเลี้ยงปล่อย และใช้อาหารสัตว์ในท้องถิ่น ที่ดำเนินการนั้น สามารถสร้างผลผลิตที่พึงพอใจของเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากลดต้นทุนด้านโรงเรือน อุปกรณ์จากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ต้องป้องกันสัตว์พาหะได้ มีพื้นที่ปล่อยลานแบบอิสระ แม่ไก่มีความสุข สามารถให้ไข่ได้ มาตรฐานและปลอดสารตกค้าง เกษตรกรมีไข่ไว้บริโภคในครัวเรือน เหลือบริโภคสามารถจำหน่ายในชุมชน ที่สำคัญสามารถผลิตและกระจายพันธุ์ลูกไก่ไข่พันธุ์แท้ได้ในพื้นที่

เลี้ยงอย่างไร

สำหรับสายพันธุ์ไก่ไข่ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง เป็นไก่ที่เรียกว่า พันธุ์โร้ดไทย โดยเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ไก่ไข่ที่กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการปรับปรุงสายพันธุ์ขึ้น

ทั้งนี้ ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ กล่าวว่า สำหรับไก่ไข่พันธุ์โร้ดไทย เมื่อเริ่มต้นโครงการนั้นได้รับการสนับสนุนพันธุ์ไก่ไข่จากศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ จังหวัดขอนแก่น ครั้งแรก 700 ตัว

ปัจจุบัน ทางปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่สามารถผลิตพันธุ์ไก่ได้เอง และแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอศรีเชียงใหม่ 4 ตำบล ไปแล้วประมาณ 2,000 ตัว

นอกจากนี้ เกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมให้เข้าร่วมโครงการกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ จะต้องผ่านการตรวจประเมินฟาร์มปรับระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือฟาร์มปลอดโรคเสียก่อน

สำหรับรูปแบบโรงเรือนที่เลี้ยง จะเน้นการสร้าง โดยใช้วัสดุที่หาได้ง่ายในพื้นที่ เพื่อลดต้นทุนการก่อสร้าง

“เราจะเน้นว่า เกษตรกรทุกรายจัดทำโรงเรือนเลี้ยงขึ้นเอง โดยใช้วัสดุในท้องถิ่น ใช้พื้นที่ 5 ตัว ต่อตารางเมตร รอบโรงเรือนมีพื้นที่ปล่อยลานแบบอิสระ 10-15 ตารางเมตร ต่อตัว มีรั้วสามารถป้องกันศัตรูและสัตว์พาหะได้” นายศักดิ์สิทธิ์ กล่าว

ในส่วนของอัตราการปล่อยเลี้ยง ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่แนะนำว่า ควรปล่อยเลี้ยงในอัตรา เพศผู้ 1 ตัว ต่อเพศเมีย 5 ตัว

“เกษตรกรที่ได้รับการส่งเสริมจะได้รับมอบลูกไก่ไข่โร้ดไทย คละเพศ อายุ 7-10 วัน รายละ 30-50 ตัว เมื่ออายุประมาณ 2 เดือน คัดเพศผู้ออก โดยให้เหลือ เพศผู้ : เพศเมีย ในอัตราส่วน 1 : 5”

โดยแม่ไก่จะเริ่มให้ไข่ฟองแรก เมื่ออายุ 4 เดือน 6 วัน

อีกสิ่งที่สำคัญและเน้นย้ำคือ การทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในไก่ไข่ และการถ่ายพยาธิโดยปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่บอกว่า จะเน้นให้เกษตรกรทำวัคซีนป้องกันตามโปรมแกรมที่กรมปศุสัตว์กำหนดอย่างเคร่งครัด

นอกจากการทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดที่สำคัญแล้ว กรมปศุสัตว์ยังมีข้อแนะนำว่า เกษตรกรจึงควรหมั่นสังเกตอาการและสุขภาพของสัตว์ปีก ควรเสริมวิตามิน เกลือแร่ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่อยู่ของสัตว์ปีกให้เหมาะสม เช่น อย่าให้ลมโกรก ให้อยู่ในที่อุณหภูมิพอเหมาะ จัดให้มีเล้าหรือโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกนอนในตอนกลางคืน สามารถป้องกันแดด ฝน ลม และพาหะนำโรคระบาดสัตว์ได้ อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแลสุขภาพสัตว์ปีกอีกด้วย และต้องใช้หลักความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ในการป้องกันเชื้อโรคเข้ามาในฟาร์ม เช่น การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค การควบคุมคนหรือยานพาหนะเข้า-ออกฟาร์ม การมีเล้าหรือโรงเรือนเพื่อป้องกันพาหะนำโรค เป็นต้น

สูตรอาหาร

ใช้ต้นกล้วยหมัก

สำหรับอาหารที่ใช้ในการเลี้ยง ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ให้ข้อมูลว่า จะเน้นการจัดการด้านอาหารโดยใช้ต้นกล้วยหมักเป็นหลักร่วมกับวัตถุดิบอาหารพลังงานอื่นในท้องถิ่น โดยให้อาหาร 2 มื้อ เช้า-เย็น

พร้อมกันนี้จะมีการปล่อยลานตามธรรมชาติโดยอิสระ เสริมเศษผัก เศษอาหาร ผลไม้สุกตามฤดูกาล

สำหรับสูตรอาหารต้นกล้วยหมัก 5 วัน ที่คิดค้นขึ้น ได้มีการเผยแพร่ให้เกษตรกรนำไปใช้ โดยมีส่วนประกอบ คือ

– ต้นกล้วยสับ 30 กิโลกรัม

– น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำอ้อย 1 กิโลกรัม

– ดินแดง 2 กิโลกรัม

– รำหยาบ 30 กิโลกรัม

– เกลือ 2 ช้อนแกง

– ขี้วัวแห้ง 4 กิโลกรัม

– ปลายข้าว 1 กิโลกรัม

การใช้ เพียงนำส่วนผสมต่างๆ มาผสมให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้ ประมาณ 5 วัน ก็จะสามารถนำไปผสมกับวัตถุดิบอื่น เช่น อาหารข้น 14-21% โปรตีน รำ ปลายข้าว ให้กับไก่ไข่ที่เลี้ยงได้

ทั้งนี้ ทางสำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ ได้มีการนำอาหารหมักดังกล่าวไปตรวจสอบเปอร์เซ็นต์โปรตีน พบว่า มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนถึง 15.3%

ในขณะที่ต้นทุนค่าอาหาร เฉลี่ยกิโลกรัมละ 3.32 บาท เท่านั้น

โดยอาหารหมักดังกล่าวนี้ จะเริ่มนำไปใช้เลี้ยงไก่ไข่ ในช่วงอายุ 3 เดือน ขึ้นไป

ส่วนการนำไปใช้เลี้ยงไก่ไข่ มีสูตรแนะนำถึงสัดส่วนการใช้อาหารผสม สำหรับเกษตรกรรายย่อย ดังนี้

ระยะที่ 1 ช่วงแรกเกิด-1.5 เดือน ให้กินอาหารข้นเป็นหลัก จำนวน 10 กิโลกรัม

ระยะที่ 2 ช่วงอายุ 1.5-3 เดือน ให้กินอาหารผสมที่ส่วนผสมของอาหารข้น 6 กิโลกรัม รำ 2 กิโลกรัม ปลายข้าว 2 กิโลกรัม

ระยะที่ 3 ช่วงอายุ 3-4 เดือน ให้กินอาหารผสมที่ส่วนผสมของอาหารข้น 5 กิโลกรัม รำ 1 กิโลกรัม ปลายข้าว 1 กิโลกรัม และอาหารหมัก 1 กิโลกรัม

ระยะที่ 4 ช่วงอายุ 4-5 เดือน ให้กินอาหารผสมที่ส่วนผสมของอาหารข้น 3 กิโลกรัม รำ 1 กิโลกรัม ปลายข้าว 1 กิโลกรัม และอาหารหมัก 5 กิโลกรัม

ระยะที่ 5 ช่วงอายุ 5 เดือน จนถึงปลด ให้กินอาหารผสมที่ส่วนผสมของอาหารข้น 2 กิโลกรัม ปลายข้าว 1 กิโลกรัม และอาหารหมัก 7 กิโลกรัม

จากการริเริ่มของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่กับการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่แบบอิสระดังกล่าว ปัจจุบันได้ทำให้เกษตรกรในอำเภอศรีเชียงใหม่ มีไข่ไก่อินทรีย์ที่ไม่มีสารตกค้างไว้บริโภคเองอย่างเพียงพอ ส่วนที่เหลือยังสามารถนำไปจำหน่ายในตลาดสีเขียว ที่หน่วยงานภาครัฐได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกรได้มีตลาดจำหน่าย

โดยสามารถขายได้ ฟองละ 6-8 บาท

“สำหรับปริมาณผลผลิตที่ได้ในขณะนี้ต้องบอกว่า ยังไม่เพียงพอ ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป้าหมายต่อไป ทางอำเภอศรีเชียงใหม่และปศุสัตว์อำเภอจะทำการขยายพื้นที่ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านต่อไป” ปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ กล่าวทิ้งท้าย