ขนมครกสองแคว ตลาดนางเลิ้ง ชูความอร่อย ด้วย “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

มติชนอคาเดมี

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

ขนมครกสองแคว ตลาดนางเลิ้ง ชูความอร่อย ด้วย “ข้าวไรซ์เบอร์รี่”

ตลาดนางเลิ้ง เป็นชุมชนและตลาดที่ตั้งอยู่บนถนนนครสวรรค์ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เป็นตลาดบกแห่งแรกของประเทศไทย มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี

ตลาดแห่งนี้ก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อ วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2443 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดเอง

แต่เดิมเรียกว่า บ้านสนามควาย ก่อนจะเรียกว่า “อีเลิ้ง” ตามชื่อ คือตุ่มชนิดหนึ่งของชาวมอญ จนมาเปลี่ยนชื่ออีกครั้งในยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า “นางเลิ้ง” ในปัจจุบัน ตลาดนางเลิ้ง เป็นชุมชนที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครและเขตดุสิต ขึ้นชื่อทางด้านขนมหวาน และสถาปัตยกรรมที่สวยงาม

ด้วยความขึ้นชื่อเกี่ยวกับในเรื่องอาหารการกินนี้เอง ทำให้เป็นที่มาของการออกเดินทางตามหาร้านอร่อยของทีมงานมติชนอคาเดมี จนกระทั่งมาสะดุดตากับ ร้านขนมครกริมถนน ในบริเวณย่านตลาดนางเลิ้งอยู่ร้านหนึ่ง ที่คนขับรถผ่านไปผ่านมาก็ต้องแวะซื้อขนมครกร้านนี้ คนละกล่อง…สองกล่อง จนเราเกิดความสงสัยในความอร่อยของขนมร้านนี้ ??

แป้งขนมครกกรอบนุ่ม หวานมัน เข้มข้นด้วยน้ำกะทิ ผสานกับวัตถุดิบ อย่าง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ทำให้ “ขนมครกสองแคว” กลายเป็นที่รู้จักในฐานะ หนึ่งในขนมไทยแสนอร่อยของตลาดนางเลิ้ง ที่คุณต้องไปลอง !!

คุณบีจง ผาสุข เจ้าของร้าน ขนมครกสองแคว แห่งตลาดนางเลิ้ง เล่าว่า แต่เดิมมีงานประจำทำ แต่ต่อมาตกงาน จึงมีแนวคิดที่จะทำการค้าขาย และเลือกที่จะเรียนการทำอาหาร เพื่อนำมาค้าขาย โดยตัดสินใจไปขอเรียนรู้วิธีการทำ “ขนมครก” จากแม่ค้าที่รู้จักกัน ที่จังหวัดพิษณุโลก โดยเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสูตรมา หลังจากนั้นจึงนำสูตรที่ได้มาพัฒนาปรับปรุงอีกรอบ โดยใส่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ เสริมเข้าไปด้วย ก็ปรากฏว่า…อร่อยดี แต่ก็ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะได้สูตรขนมครกที่ลงตัวแบบในปัจจุบันนี้ โดยขนมครกของที่ร้านเราจะมีความอร่อยอยู่ที่ความหวานมันของน้ำกะทิ และมีส่วนผสมอย่าง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และแป้ง เป็นส่วนผสมเพิ่มเติม ทำให้มีเอกลักษณ์ความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร

“เทคนิคสำคัญหลักๆ ของขนมครกที่ร้านเรา อยู่ที่น้ำกะทิ จะต้องสดใหม่ทุกวัน ใช้น้ำกะทิค้างคืนไม่ได้เลย ถ้าเหลือต้องทิ้งอย่างเดียว และใช้ของใหม่มาทำในทุกๆ วัน ส่วนใหญ่ที่ร้านจะไปซื้อกะทิสดที่ตลาดแล้วให้คั้นมาใช้วันต่อวันเลย ในส่วนขั้นตอนทำขนมครกนั้น อยู่ที่การหยอดแป้งขนมครกด้วย ซึ่งตรงนี้จะต้องรู้ไปจนถึงการใช้ไฟ และการหยอด เพราะถ้าเราหยอดช้าไป หรือเร็วไป แป้งจะสุกก่อนกะทิ ถ้าเราหยอดลงไปแล้วแป้งสุกก่อน กะทิยังไม่สุก ขนมครกก็จะเสียรสชาติไปเลย ถือเป็นศาสตร์และศิลป์ในการทำอาหารที่ต้องเรียนรู้ และฝึกหัดอยู่เป็นประจำ จึงจะสามารถทำได้ชำนาญ”

สำหรับรายได้ต่อวันที่เราขายขนมครกนั้น จะได้กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 กว่าบาท ต่อแป้ง 1 ถัง ถือว่าสามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

พูดมาถึงขนาดนี้ ทีมงานมติชนอคาเดมี จึงไม่รอช้า รีบเชิญ คุณบีจง ผาสุข มาเปิดเผยสูตรเด็ด-เคล็ดลับของเมนูขนมครกสองแคว แห่งตลาดนางเลิ้ง ในหลักสูตรครัวสาธิต ขนมครกนางเลิ้ง ใน วันที่ 24 ตุลาคม 2558 นี้

“สำหรับคนที่มาเรียนชั่วโมงเรียนนี้ จะได้เรียนรู้วิธีการทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่เทคนิคการเลือกวัตถุดิบในการทำ, เรียนรู้สูตรการทำแป้งขนมครก, เรียนรู้เทคนิควิธีการหยอดขนมครก, เทคนิคการปรับไฟเตาขนมครก ทำอย่างไรไม่ให้หน้าของขนมครกขึ้นฟอง และดูสวยงามน่ากิน รวมไปถึงแนะนำเทคนิคการขาย พร้อมบอกวิธีการทำการตลาดให้อีกด้วย” คุณบีจง กล่าว

ก่อนทีมงานของเราเดินทางกลับ…คุณบีจง ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการทำมาค้าขายไว้อย่างน่าสนใจว่า…

เคล็ดลับที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำมาค้าขายมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็คือ เราต้องพัฒนาตัวเรื่อยๆ และพัฒนาสูตรของเราให้อร่อยจริงๆ จนลูกค้าประทับใจ ต้องรักษามาตรฐานการทำให้อร่อยสม่ำเสมอตลอดเวลา ลูกค้าที่จะติดเรา กลับมาซื้อขนมของเราใหม่ และกลายเป็นลูกค้าประจำของเราในที่สุด

สำหรับ ท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียน หลักสูตรครัวสาธิต ขนมครกนางเลิ้ง สอนโดย คุณบีจง ผาสุข ใน วันที่ 24 ตุลาคม 2558 นี้ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ปฏิวัติเศรษฐกิจ ด้วย “วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง” ผลงาน “กศน. สว่างวีระวงศ์” อุบลราชธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05099151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

กศน. ทั่วไทย

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ปฏิวัติเศรษฐกิจ ด้วย “วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง” ผลงาน “กศน. สว่างวีระวงศ์” อุบลราชธานี

ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอสว่างวีระวงศ์ (กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์) จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาที่มีความเป็นธรรมให้กับประชากรทุกกลุ่มในพื้นที่อำเภอสว่างวีระวงศ์ มาตั้งแต่ ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการมีงานทำ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ปฏิวัติเศรษฐกิจ ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ มุ่งมั่นพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ตามมาตรฐานการศึกษา เพื่อฝึกฝนอบรมตนเองให้ คิดเป็น ทำได้ ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ มีประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเองและสังคม

ผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้ง ทำให้ฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล รวมทั้งปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอสว่างวีระวงศ์ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกข้าวทำนา ทำสวนยางพารา ประสบปัญหาขาดแคลนรายได้ สวนทางกับภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ จึงดำเนินโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน เพื่อช่วยเหลือให้ชาวบ้านในท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ

คุณอดิศักดิ์ คัมภีระ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้มอบหมายให้คณะครู กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ สำรวจข้อมูลพื้นฐานเพื่อดำเนินกิจกรรมส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชนในชุมชน โดยจัดตั้งในลักษณะ “ศูนย์เรียนรู้บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8” เมื่อปี พ.ศ. 2556 ในบริเวณบ้านของ ลุงแสงจันทร์ บุญแก่น บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 8 ตำบลสว่าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ จังหวัดอุบลราชธานี

ต่อมา กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ จัดโครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน หลักสูตรการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8 โดย ลุงแสงจันทร์ บุญแก่น ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวกล้องหอมนิล เป็นวิทยากร โดยได้รับเกียรติจาก คุณทวีชัย ลัทธิรมย์ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ เป็นประธานเปิดโครงการดังกล่าว กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายต่างๆ ในท้องถิ่น อาทิ คุณวิจารย์ สิงหาภู เทศบาลตำบลสว่าง ปลัดศักดา สมสุข คุณสมพงษ์ วงษาพรม ประธานสภาฯ คุณสำรวย ประทุมพิมพ์ เจ้าหน้าที่เกษตรจากเทศบาลตำบลสว่าง และสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี

ล่าสุดในเดือนสิงหาคม 2558 ที่ผ่านมา ทาง กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ ได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างอาชีพชุมชน หลักสูตรแปรรูปอาหาร (การทำน้ำพริกสมุนไพร) ณ บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8 โดย ป้าปราณี บุญแก่น เป็นวิทยากร โดยมีชาวบ้านสนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้กันอย่างคึกคัก

ฐานการเรียนรู้ “เกษตรพอเพียง” ณ บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8

“ลุงแสงจันทร์ บุญแก่น” โทร. (087) 246-9640 เกษตรกรดีเด่น สาขาการทำนา ของพื้นที่อำเภอสว่างวีระวงศ์ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่แห่งนี้ อยู่ในทำเลแหล่งปลูกยางใหม่ ของโครงการส่งเสริมปลูกยางพาราหนึ่งล้านไร่ของรัฐบาล ช่วงปี 2547/2548 เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีแหล่งน้ำชลประทานที่อุดมสมบูรณ์ จึงสามารถเพาะปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี ชาวบ้านส่วนใหญ่ เลือกประกอบอาชีพทำสวนไร่นา ปลูกพืชผัก ปลูกข้าว มันสำปะหลังและปลูกแตงโมขายเมล็ด เป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว และปลูกยางพาราเป็นรายได้เสริม

ชาวบ้านในอำเภอสว่างวีระวงศ์ นิยมผลิตยางแผ่นดิบและยางก้อนถ้วยออกขายให้แก่พ่อค้ารับซื้อยาง มีกำลังการผลิตโดยเฉลี่ย เดือนละ 2,000 ตัน ในภาวะราคายางตกต่ำ เจ้าหน้าที่ สกย. ได้เข้ามาแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมารวมกลุ่มกันประมูลขายยางทุกๆ วันที่ 1 และ 15 เพื่อสร้างอำนาจต่อรองราคาขายยางกับพ่อค้าที่เข้ามารับซื้อยางในท้องถิ่น ทำให้ชาวบ้านขายยางในราคาดีขึ้น ไม่ต้องถูกกดราคารับซื้อเหมือนในอดีต

หลังจากที่นี่เปิดเป็น ฐานการเรียนรู้ “เกษตรพอเพียง” เปิดโอกาสให้เกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้เรื่องการทำเกษตรพอเพียง ในด้านต่างๆ เช่น การเลี้ยงแหนแดง การเลี้ยงไส้เดือน การทำปุ๋ยหมักแห้ง การทำปุ๋ยน้ำหมัก เป็นต้น โดยคาดหวังว่า ความรู้ดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ เพื่อประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายสำหรับดูแลไร่นาของตัวเอง

สำหรับผู้สนใจวิธีการทำปุ๋ยหมักแห้ง ลุงแสงจันทร์ ให้คำแนะนำว่า ควรกองปุ๋ยหมัก 1 ตัน ให้มีขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 1.5 เมตร กระจายในกระทงนา การกองปุ๋ยมี 2 วิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุ สำหรับวัสดุที่มีขนาดเล็กให้คลุกเคล้าวัสดุให้เข้ากันแล้ว จึงกองเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สำหรับวัสดุที่มีชิ้นส่วนยาวให้กองเป็นชั้นๆ ประมาณ 3-4 ชั้น โดยแบ่งส่วนผสมที่จะกองเป็น 3-5 ส่วน ตามจำนวนชั้นที่จะกอง

การทำปุ๋ยหมักแห้ง มีวิธีกอง ดังนี้ 1. ผสมสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ในน้ำ 20 ลิตร นาน 10-15 นาที เพื่อกระตุ้นให้จุลินทรีย์ออกจากสภาพที่เป็นสปอร์ และพร้อมที่จะเกิดการย่อยสลาย 2. การกองชั้นแรกให้นำวัสดุที่แบ่งไว้ส่วนที่หนึ่งมากองเป็นชั้น มีขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 30-40 เซนติเมตร ย่ำให้แน่นและรดน้ำให้ชุ่ม นำมูลสัตว์โรยที่ผิวหน้าเศษพืชให้ทั่ว โรยปุ๋ยไนโตรเจนทับบนชั้นของมูลสัตว์แล้ว ราดสารละลายสารเร่งซุปเปอร์ พด.1 ที่ผสมน้ำไว้ให้ทั่วกอง แบ่งใส่เป็นชั้นๆ หลังจากนั้น นำเศษพืชมากองทับเพื่อทำชั้นต่อไป ปฏิบัติเหมือนการกองชั้นแรก ทำเช่นนี้อีก 2-3 ชั้น ชั้นบนสุดของการกองปุ๋ยควรปิดทับด้วยเศษพืชที่เหลืออยู่เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้น กลับกองทุกๆ 10 วัน แล้วจะนำไปใช้ตามที่ต้องการ

ส่วนการทำปุ๋ยน้ำหมัก ลุงแสงจันทร์ กล่าวว่า เตรียมเศษวัสดุหมักที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือน เช่น เศษอาหารจากการรับประทานทุกมื้อ เศษเปลือกผลไม้ หากไม่สามารถหาได้ในปริมาณมากในคราวเดียว ก็ให้รวบรวมใส่ถังในทุกมื้อที่มีเศษอาหาร แล้วเทกากน้ำตาลคลุกไว้ทุกครั้ง แต่หากสามารถหาเศษอาหาร วัสดุหมักได้ในคราเดียว ก็ให้ใส่ลงในถังหมัก ประมาณ 2 ใน 3 ส่วนของถัง แล้วละลายกากน้ำตาล 10 ลิตร กับน้ำ 50 ลิตร และสาร พด.2 ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วเทลงในถัง ปิดถังหมักทิ้งไว้ 10-15 วัน จึงสามารถนำไปใช้งานได้ โดยฉีดพ่นในอัตรา 300 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร

ปฏิวัติการศึกษา ด้วย ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย

ปัจจุบัน ศูนย์เรียนรู้บ้านสว่างออก หมู่ที่ 8 แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่จัดกิจกรรม “ปฏิวัติการศึกษา” ในโครงการ “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” อีกด้วย ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2556 ศูนย์พัฒนาคุณธรรมป่าดงใหญ่วังอ้อ ร่วมกับ มูลนิธิส่งเสริมยุวเกษตรกรไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทำบันทึกความร่วมมือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชน 60 หมู่บ้าน ของจังหวัดอุบลราชธานี โดยมุ่งเน้นทางด้านคุณธรรมและจิตอาสาแบบบูรณาการ โดยยึดแนวทางตามบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “พระมหาชนก” เป็นกรอบในการจัดกระบวนการเรียนรู้และฝึกอบรมกลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการ คือ 9 มรรควิธี ในการฟื้นฟูหมู่บ้าน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ

โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายให้เกิด “ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย” ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการฟื้นฟูหมู่บ้าน ชุมชน ให้ชาวบ้านอยู่เย็น เป็นสุข มั่งคั่ง และยั่งยืน มีฐานการเรียนรู้ในบ้าน วัด โรงเรียน มีคำย่อเรียกง่ายๆ ว่า โครงการ “บวร.” (บ้าน วัด โรงเรียน) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาส ปีมหามงคลเฉลิมพระชนมายุ ครบ 5 รอบ 60 พรรษา ในปี พ.ศ. 2558

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29, ครูจิตอาสา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 4 และ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ มีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น 1. โครงการเยาวชนอาสาค้นหาความดี 2. โครงการฝึกอบรมเยาวชนอาสาพัฒนากลุ่มคนดี 3. โครงการรวมใจ ทำความดีฟื้นวิถีการให้ต่อ และ 4. โครงการรวมใจปลูกคุณธรรมในบุคคล สร้างชุมชนสวัสดิการ มาบูรณาการ พัฒนาเด็กและเยาวชน นอกจากนี้ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ ยังได้จัด โครงการความร่วมมือ บวร. (บ้าน วัด โรงเรียน) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น พิธีบายศรีสู่ขวัญ เปิดถนนสายวัฒนธรรม ส่งเสริมให้ชาวบ้านร่วมทำบุญตักบาตร ขับเคลื่อนสิ่งที่งดงามสู่ชุมชน ฯลฯ

อนึ่ง ผู้เขียนขอขอบคุณ ท่านผู้อำนวยการ กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ “คุณอดิศักดิ์ คัมภีระ” คณะข้าราชการครู กศน. อำเภอสว่างวีระวงศ์ และคุณครูวรวรรณ ทาระธรรม ที่กรุณาเอื้อเฟื้อข้อมูลและรูปภาพ มา ณ โอกาสนี้

ชวนชิม เนื้อม้า ที่ “คาซัคสถาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05105151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เกษตรต่างแดน

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ชวนชิม เนื้อม้า ที่ “คาซัคสถาน”

พูดถึง ประเทศสาธารณรัฐคาซัคสถาน (Republic of Kazakhstan) เชื่อว่าส่วนใหญ่คงไม่รู้จักมากนัก แต่ถ้าบอกว่าเคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต หลายคนอาจจะนึกภาพออก ประเทศนี้มีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง

แม้จะมีประชากร เพียง 17 ล้านคน และส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่กลับมีอาณาเขตกว้างขวาง คือเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด เป็นอันดับ 9 ของโลก ขนาดพอๆ กับภูมิภาคยุโรปตะวันตก เทียบแล้วมีขนาดใหญ่เป็น 5 เท่า ของบ้านเรา

ที่สำคัญเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และแร่ธาตุต่างๆ ฐานะความเป็นอยู่ของคนที่นี่จึงจัดว่ารวย และมีเงินไปเที่ยวเมืองไทยและต่างประเทศสบายๆ

ถือเป็นความโชคดี ที่ “คุณเอื้อมพร จิรกาลวิศัลย์” ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงาน มอสโก ชวนให้ไปร่วมงาน “Amazing Thailand Road Show To Kazakhstan 2015” ที่นครอัลมาตี เมื่อไม่นานมานี้ และได้ไปชิมเมนูเนื้อม้าหลากชนิดที่นั่น ในบรรยากาศร้านอาหารสไตล์พื้นเมืองของคาซัคสถาน

เทือกเขาเทียนซาน กั้นเขตแดน

ด้วยความที่นครอัลมาตี เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของคาซัคสถาน ฉะนั้น จึงเป็นเมืองศูนย์กลางในทุกๆ ด้าน ทั้งอุตสาหกรรม การค้าการลงทุน การศึกษาและศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ มีอาคารสถานที่เก่าๆ สวยๆ ในสมัยที่ยังเคยอยู่กับสหภาพโซเวียตมาก่อน เป็นเมืองที่มีเทือกเขาเทียนซานกั้นเป็นเขตแดนระหว่างคาซัคสถานกับประเทศจีน และเทือกเขาแห่งนี้ก็ยังเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติ กั้นระหว่างคาซัคสถานกับคีร์กิซ

ตอนเครื่องบินลงจอดที่สนามบินในนครอัลมาตี ตอนช่วงเย็นก็เห็นเทือกเขาดังกล่าว ซึ่งบนยอดยังมีหิมะขาวโพลนให้เห็นอยู่ แม้จะเข้าช่วงหน้าร้อนแล้ว เป็นภาพที่สวยงามจริงๆ พอไปพักโรงแรมในตัวเมืองก็เห็นวิวเดียวกัน แต่มีอาคารสูงเป็นฉากประกอบด้วย อย่างไรก็ตาม ที่เมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยสวนสาธารณะ และสองข้างทางก็มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นตลอด โดยทาสีที่ลำต้นบางส่วนเป็นสีขาว นัยว่าเพื่อให้เห็นเด่นชัดในเวลากลางคืน

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในอัลมาตี หลักๆ เลยคือ อนุสาวรีย์อิสรภาพ (Monument of Independence) สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเป็นอิสรภาพ หลังแยกออกจากสหภาพโซเวียต ในปี 2534 ส่วนสวนสาธารณะแพนฟิลอฟ (Panfilov Park) สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความหาญกล้าของวีรบุรุษชาวคาซัคสถานที่ช่วยสหภาพโซเวียตรบกับนาซีในสงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่นี่มีเปลวไฟลุกโชนตลอดไม่มีดับ

ในบริเวณเดียวกับสวน เดินไปไม่เท่าไรก็เป็นโบถส์คริสต์เซนคอฟ (Zenkov Cathedral) อายุกว่า 100 ปี เป็นโบสถ์นิกายอีสเทิร์นออโทดอกซ์ ยอดโดมเป็นสีทอง สร้างด้วยไม้โดยไม่ใช้ตะปูเลย ด้วยเหตุนี้จึงรอดพ้นจากแผ่นดินไหวมาได้ เสียดายข้างในก็สวย แต่เขาห้ามถ่ายรูป

ไม่ไกลกันนักเป็น พิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีพื้นเมือง ซึ่งได้แต่ถ่ายรูปข้างนอก หลังออกจากสวนแห่งนี้ คณะเราก็มุ่งหน้าตรงไปที่ตลาด กรีน บาร์ซาร์ เหมือนตลาดสดบ้านเรา แต่แตกต่างกันสุดๆ เพราะที่อัลมาตีสะอาด จัดเป็นโซนให้ง่ายต่อการซื้อ ไม่มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจวุ่นวาย แต่ก็มีเสียงพ่อค้าเรียกให้คนซื้อบ้าง โดยเฉพาะเมื่อเห็นคนต่างชาติอย่างพวกเรา

ติดป้ายชัด มาจากฟาร์มไหน

แม้จะเป็นตลาดไม่ใหญ่ แต่ใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเป็นชั่วโมง เพราะต้องซื้อของกันหลายอย่างก่อนที่จะไม่มีโอกาส โดยซื้อผลไม้แห้งต่างๆ ที่บ้านเราไม่มี อย่าง อินทผลัม ลูกเกด รวมทั้งจำพวกถั่ว อาทิ วอลนัท พิสทาชิโอ ฯลฯ ซึ่งถูกกว่าบ้านเรามาก กิโลละหลายร้อยบาท แต่ใช้เงินเท็นเก (Tenge) ของเขาซื้อ โดยต้องเอาเงินไทยไปแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นไปแลกเป็นเท็นเกอีกทอด ตก 1 ดอลลาร์สหรัฐ ได้ 184 เท็นเก

ในตลาดนี้ เขาติดป้ายห้ามถ่ายรูป แต่ทำเนียนๆ แอบถ่ายมาจนได้?แหม…ตลาดดีๆ แบบนี้ก็อยากชักรูปมาให้คนไทยได้ชื่นชมกันบ้าง คิดว่าไม่น่าเสียหายแต่อย่างใด โดยเฉพาะแผงขายเนื้อประเภทต่างๆ ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะ เนื้อแพะ และเนื้อม้า ชอบตรงที่เขาติดป้ายอย่างละเอียดว่ามาจากฟาร์มไหน แต่ไม่ได้โชว์หัวม้าให้เห็นกันจะจะ เหมือนแผงขายเนื้อหมาบางแห่งที่เวียดนาม?อิอิอิ?กลัวลูกค้าจะไม่เชื่อหรืออย่างไร

เนื้อชนิดอื่นๆ ก็เห็นมานักแล้ว แต่เพิ่งเคยเห็นแผงขายเนื้อม้าก็ครั้งนี้แหละ ซึ่งมีไส้กรอกม้าขายด้วย มีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ เรียกว่าเป็นของแปลกสำหรับบ้านเราเลย บางคนเลยซื้อกลับมาฝากพรรคพวก

มาคาซัคสถานทั้งที ถ้าใครไม่ได้กินเนื้อม้า ขอบอกยังมาไม่ถึง ด้วยเหตุนี้ช่วงอยู่อัลมาตี ทาง ททท. มอสโก จึงได้เลี้ยงอาหารท้องถิ่น 2 มื้อ โดยสั่งเมนูเนื้อม้าและอื่นๆ ที่พวกเราสมควรจะได้หม่ำกัน

ปกติเป็นคนไม่ชอบกินเนื้อสัตว์แปลกๆ แต่เพื่อให้การเขียนเรื่องสมจริง เลยต้องลองชิมไป 1 ชิ้น ว่าไปแล้วก็อร่อยดี นุ่ม กลิ่นหอมพอๆ กับเนื้อวัว มีหลายเมนูให้เลือก จานแรกที่ชิมเป็นเนื้อม้าต้มหรือตุ๋นล้วนๆ หั่นบางๆ นี่ถ้าได้น้ำจิ้มทะเลหรือน้ำจิ้มแจ่วแบบบ้านเรา รับรองเพิ่มรสชาติได้อีกเพียบ อีกเมนูมีเนื้อม้าราดอยู่บนแผ่นแป้งบางๆ โรยด้วยหอมใหญ่ หน้าตาเหมือนราดหน้าเส้นใหญ่ของเรา เพียงแต่ไม่ใช้ผักคะน้า แต่เป็นหอมใหญ่แทน รสชาติดีมาก เลยกินไปหลายคำ ส่วนหนึ่งเพราะไม่ชอบเมนูเนื้อแพะ เนื้อแกะ ที่มีกลิ่นแรง

ช่วงอยู่อัลมาตี ได้คุยกับ คุณชาญ จุลมนต์ ซึ่งตอนนั้นรับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอัสตานา ปัจจุบันเกษียณฯ แล้ว ท่านเล่าว่า คนคาซัคสถาน เชื่อว่าการกินเนื้อม้าช่วยเพิ่มพลังงาน เพราะบรรพบุรุษของเขาคือพวกนอร์แมนติกก็คือพวกเร่ร่อนในทุ่งหญ้า ซึ่งกินเนื้อม้าเป็นหลัก นอกจากช่วยเพิ่มพลังงานแล้วยังทำให้มีภูมิต้านทานในสภาพภูมิอากาศในอุณหภูมิที่หนาวจัด ปัจจุบันที่คาซัคสถานมีฟาร์มเลี้ยงม้า เพื่อป้อนในอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งนมและเนื้อ

“การกินเนื้อม้า ผมว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ แต่ถามว่า ความอร่อยสำหรับคนไทย ผมว่าก็ไม่อร่อย ไม่น่าจะถูกรสชาติคนไทย เมื่อเทียบกับเนื้ออูฐ เนื้อม้าค่อนข้างจะหยาบ ผมทานมาแล้ว มีตั้งแต่หั่นเป็นชิ้นบางๆ หรือทำเป็นไส้กรอก คนที่นี่ทานนมม้าด้วย ผมเองไม่เคยทาน แต่ภรรยาผมเคยทาน รสชาติออกเปรี้ยวๆ ถ้าจะเอาเนื้อม้าไปขายที่เมืองไทย ผมว่าไม่น่าจะประสบความสำเร็จ คือคนคาซัคฯ โบราณ จะหั่นเนื้อม้าเป็นชิ้นบางๆ แล้วก็จะวางใต้อานม้า แล้วก็จะขี่ม้าไปด้วยให้มันบด แบน แต่ปัจจุบันไม่มีใครทำแล้ว”

ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปกับเหยี่ยว

เมื่อคุณชาญ พาดพิงถึงศรีภริยาแบบนี้ จึงต้องไปถามเจ้าตัวให้กระจ่าง โดย คุณปราณี จุลมนต์ บอกว่า มีการนำเนื้อม้ามาทำเหมือนแฮม เหมือนไส้กรอก ที่เป็นแบบรมควันก็มี เคยกินแล้วรสชาติอร่อยดี น่ากิน เคยไปงานศพของแขกอิสลาม หลังจากที่ฝังแล้วจะมีการกินเลี้ยงใหญ่ โดยเชิญแขกมาเยอะมาก มีการเสิร์ฟเนื้อม้ามาในถาดกลมใบใหญ่ ข้างล่างจะเป็นพาสต้าแผ่นหนาและใหญ่ คล้ายกับเส้นใหญ่ที่ใส่ในก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา เป็นแผ่นใหญ่ๆ สีออกนวลๆ ไม่ขาวเหมือนกับเส้นก๋วยเตี๋ยว ส่วนข้างบนโปะด้วยเนื้อม้าชิ้นใหญ่ๆ แล้วใส่ไส้ม้าลงไปด้วย กลิ่นแรงมาก

ความจริงอัลมาตี มีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายจุดที่น่าไป อย่าง พิพิธภัณฑ์กลาง อันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในอัลมาตี บอกเล่าประวัติศาสตร์ชาติคาซัคสถาน

หุบเหวชาริน (Charyn Canyon) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ฟาร์มเหยี่ยว และถนนอาร์บัท (Arbat) ถนนคนเดิน แหล่งรวมสินค้าราคาถูกนานาชนิด ประเภทคนทำเอามาขายเอง

โชคดีบางวันมีเวลาเหลือหลายชั่วโมง เลยได้ออกจากตัวเมืองไปยัง Medeu Skating Rink and Ski resort ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 2,000 กว่าเมตร ตอนขึ้นไปอากาศเย็นสบายดี เพราะช่วงกลางเดือนมิถุนายนที่ไปเป็นช่วงหน้าร้อนของคาซัคสถาน อุณหภูมิ ประมาณ 20 กว่าองศาเซลเซียส คนไทยแบบเราเลยสบาย ถ้าเป็นหน้าหนาวคงแย่ ขนาดคนของเขาเองยังต้องหนีหนาวไปเที่ยวจีน ตุรกี ดูไบ และไทย กัน เนื่องจากอุณหภูมิบางช่วงเคยถึงขั้นติดลบ 45 องศาเซลเซียส

ที่นี่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอีกแห่งของทั้งนักท่องเที่ยวคาซัคสถาน และชาวต่างชาติ เพราะนอกจากจะเห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาน้อยใหญ่ในเทือกเขาเทียนซานแล้ว ยังมีอะไรให้ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ อย่างเช่น เครื่องเล่นนานาชนิด มีเหยี่ยวตัวเป็นๆ ให้จับต้องให้ถ่ายรูปใกล้ชิด ใครอยากจะนั่งกระเช้าลอยฟ้าชมวิวก็มีไว้บริการ หรือถ้าหน้าหนาวก็สามารถเล่นสกีได้ด้วย หิวก็มีอาหารการกินตลอด มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้เซลฟี่เยอะแยะ

พูดถึงเหยี่ยว ช่วงเวลาไปยืนดูเจ้าหนุ่มเจ้าของเหยี่ยวได้ลูกค้าหลายรายทีเดียว ค่าถ่ายรูปครั้งหนึ่งตก 200 บาท ซึ่งเขาจะต้องปิดตาเหยี่ยวด้วย เพื่อไม่ให้มันเห็น สอบถามได้ความว่า เนื่องจากมันเป็นสัตว์นักล่าและดุร้าย ถ้าไม่ปิดตามันอาจจะทำร้ายคนได้

เสียดายมีเวลาน้อย เลยไม่ได้ไปดูฟาร์มเหยี่ยว หรือฟาร์มม้ากันเลย ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสไปเยือนอัลมาตีอีกรอบ ต้องขอให้ ผอ. เอื้อมพร พาไปฟาร์มพวกนี้หน่อย โดยเฉพาะฟาร์มเหยี่ยว น่าสนใจจริงๆ

“ลุงเขียว” ปลูกมะนาวอินทรีย์ขาย ที่บุรีรัมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“ลุงเขียว” ปลูกมะนาวอินทรีย์ขาย ที่บุรีรัมย์

ในบรรดาไม้ผลเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ของกลุ่มผู้บริโภคแนวรักสุขภาพตอนนี้ เห็นจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก มะนาว

ที่ผ่านมายังไม่เคยได้ยินว่าตลาดบริโภคมะนาวลดลงเลย ตรงกันข้ามกลับมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นแบบทวีคูณเสียด้วยซ้ำ เพราะความต้องการของตลาดไม่เพียงแค่การบริโภค แต่ยังสามารถนำไปแปรรูปได้อีกมากมาย

ดังนั้น จึงไม่แปลกเมื่อการลงพื้นที่ของทีมงานพบว่า ชาวบ้านเกือบทุกแห่งมีการปลูกมะนาวกัน จะต่างกันเพียงแค่ว่าใครทำมาก/น้อย หรือทำในแนวทางไหนเท่านั้น

คอลัมน์ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้าปักษ์นี้จะพาท่านไปพบกับชาวบ้านท่านหนึ่ง เป็นคนในพื้นที่บ้านโคกปราสาท อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเกษตรกรอาชีพ แต่ไปพบความประทับใจในโครงการทำเกษตรกรรมแบบเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง

กระทั่งนำมาสู่การทดลองทำจนประสบความสำเร็จ ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ การทำปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก โดยเฉพาะการปลูกมะนาวอินทรีย์ในวงบ่อซีเมนต์ที่บังคับให้มีผลผลิตนอกฤดูจำนวนมาก เป็นมะนาวที่มีคุณภาพทั้งความสมบูรณ์และจำนวน จนเป็นที่ต้องการของตลาดหลายแห่ง สามารถสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้

ชาวบ้านท่านนี้คือ คุณบุญยัด สามารถ บ้านเลขที่ 121 หมู่ที่ 5 บ้านโคกปราสาท ตำบลละเวี้ย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ความจริงแล้วหลายคนมักรู้จักชื่อเสียงและเรียกชื่อที่คุ้นเคยว่า ลุงเขียว

อาชีพเดิมของลุงเขียว คือรับจ้างทั่วไป ใครต้องการว่าจ้างให้ทำอะไร ไม่ว่าจะตัดอ้อย ถอนมันสำปะหลัง เขาจะไปทำให้ทั้งนั้น แล้วยังไปช่วยงานสร้างโบสถ์ ศาลาวัดอีก

ต่อมาเมื่อน้องเขยและลูกเขยเกิดมาป่วยเป็นมะเร็งพร้อมกัน จึงทำให้เขาต้องกลับมาดูแลอยู่กับบ้าน ระหว่างวัน ลุงเขียวใช้เวลาปลูกพืชผักสวนครัวไว้เพื่อใช้สอยในครอบครัว

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นเมื่อเขาได้เห็นพระราชกรณียกิจในหลวงจากโทรทัศน์เกี่ยวกับโครงการเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อท่านตรัสว่า “ปลูกทุกอย่างที่กินได้” เลยเกิดเป็นความซาบซึ้งและนับเป็นแรงจูงใจให้ลุงเขียวตัดสินใจจัดระบบเกษตรในพื้นที่บริเวณบ้านที่ยังคงมีเหลืออีกไร่เศษเสียใหม่ เพื่อให้มีความยั่งยืน พร้อมกับไปซื้อลูกหมูมาเลี้ยง 3 ตัว

ขณะเดียวกันเห็นรายการโทรทัศน์เรื่องการปลูกมะนาวจึงเกิดความสนใจ เลยไปสั่งซื้อต้นพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร 1 จากระยองมาปลูก จำนวน 100 ต้น ในราคาต้นละ 100 บาท ทั้งนี้เพราะพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร 1 มีคุณสมบัติต้านทานโรคสูง ให้ผลดก มีน้ำมาก มีกลิ่นหอม ให้ผลผลิตเร็ว และปลูกเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2555 เป็นการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ ขนาด 100 เซนติเมตร

แต่ลุงเขียวคิดว่าการปลูกมะนาวถ้าปล่อยให้มีผลผลิตตามธรรมชาติอาจส่งผลต่อรายได้ที่มีไม่มาก ดังนั้น เขาต้องการที่จะปลูกแบบบังคับให้ออกนอกฤดู จึงต้องเทพื้นปูนรองก้นบ่อเพื่อป้องกันไม่ให้รากแทงลงดิน

ลุงเขียวใช้ทุนประเดิมก้อนแรก จำนวน 50,000 บาท ในจำนวนมะนาว 100 ต้น และเมื่อมาคำนวณการลงทุนแต่ละต้นแล้วจะใช้เงินประมาณ ต้นละ 450 บาท (ค่าวงบ่อซีเมนต์ ค่าต้นพันธุ์ ค่าดิน ค่าปุ๋ย และค่าวางระบบน้ำ)

เจ้าของสวนมะนาวรายนี้เผยว่า การบังคับมะนาวนอกฤดูจะต้องนับจากวันที่ปลูกเป็นเวลา 9 เดือน จึงสามารถบังคับต้นได้ นับจากออกดอกใช้เวลาประมาณ 4 เดือน สามารถเก็บผลได้ วิธีสังเกตว่าผลที่เก็บได้โดยดูที่ผิวเปลือกจะใสมันวาว และนิ่มเมื่อบีบ ปัจจุบันต้นมะนาวที่มีอายุมากที่สุดคือ 3 ปี และตอนนี้ปลูกอยู่ทั้งหมด 200 ต้น ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร แต่ถ้าระหว่างแถวประมาณ 2 เมตร

การดูแลบำรุงต้นมะนาวระหว่างที่มีลูกติด จะดูแลบำรุงต้น รดน้ำ ให้ปุ๋ยเช่นเดียวกับเมื่อตอนที่ปลูกทุกอย่าง ระบบน้ำเป็นสปริงเกลอร์ ให้พอชุ่ม ครั้งละประมาณ 5 นาที และแหล่งน้ำที่ใช้มาจากการขุดบ่อขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 30 เมตร

สวนมะนาวของลุงเขียวนอกจากการปลูกเพื่อขายลูกแล้ว ยังมีการทำกิ่งพันธุ์ขายด้วย ทั้งนี้เขาจะมองตลาดโดยรวมก่อนว่ามีความต้องการอะไร รวมถึงจะดูแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคด้วย ดังนั้น จึงอาจไม่จำเป็นต้องทำมะนาวนอกฤดูเสมอไปหากแนวโน้มความต้องการกิ่งพันธุ์มีมากกว่าเพราะราคาดีกว่า ทั้งนี้ถ้าต้องการกิ่งพันธุ์ต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน จะตอนกิ่งพันธุ์ครั้งละพันกว่ากิ่ง และกิ่งพันธุ์ที่ซื้อจากสวนลุงเขียวแล้วลูกค้าจะได้รับการบริการดูแลให้คำแนะนำจนกว่าจะได้ผลผลิต

“เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2557 ไม่ค่อยมีผลผลิตเพราะตั้งใจทำน้อย โดยจะเน้นทำกิ่งพันธุ์เพราะราคาดีกว่า ได้ทำกิ่งพันธุ์ขายถึงจำนวน 7,800 กิ่ง ในราคาขายกิ่งละ 100 บาท แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าปีไหนมีความต้องการผลมะนาวมากจึงค่อยบังคับให้ออกนอกฤดูตามที่ต้องการ”

ส่วนการขายผลมะนาวนั้นโดยมากจะมีแม่ค้ามารับซื้อที่สวนเองและไม่ค่อยได้ไปส่ง ทั้งนี้คนที่ต้องการจะโทรศัพท์มาสั่งจองล่วงหน้า ส่วนมากสั่งกันรายละ 4,000-5,000 ลูก ซึ่งกำหนดราคาขายผลละ 3 บาท และเป็นราคาเดียวที่กำหนดไว้ทั้งปี ไม่ว่าราคาทั่วไปจะเป็นอย่างไร ลูกค้าที่สั่งมีทั่วประเทศ ทั้งภาคกลาง อีสาน และทางภาคใต้ เหตุผลเพราะส่วนใหญ่มั่นใจว่าไม่ถูกหลอก

ภายในสวนลุงเขียวมีสัตว์เลี้ยงที่ให้ประโยชน์ได้หลายชนิด อย่างมีหมู จำนวน 11 ตัว เลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 30 ตัว เลี้ยงเป็ดไข่ จำนวน 50 ตัว เป็ดเทศ จำนวน 70 ตัว โดยได้นำมูลของสัตว์ทั้งหมดมาใช้ทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ นอกจากนั้น ยังมีการเพาะเห็ดขอนไว้รับประทานในครัวเรือน ถ้าคราวใดที่ได้จำนวนมาก จะนำไปขาย กิโลกรัมละ 70 บาท

จึงเห็นได้ว่าวงจรในการทำเกษตรแนวเศรษฐกิจพอเพียงภายในสวนของลุงเขียวสามารถนำทุกอย่างมาใช้ประโยชน์ได้ จึงไม่ได้เสียเงินซื้อปุ๋ยเลยสักบาทเดียว นับได้ว่าเป็นการปลูกมะนาวแบบอินทรีย์ที่แท้จริง

ความสำเร็จเช่นนี้ ลุงเขียวไม่ได้เก็บไว้แต่เพียงผู้เดียว แต่เขาต้องการให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้เพื่อจะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ ด้วยเหตุนี้จึงเปิดบ้านตัวเองเป็นแหล่งเรียนรู้ ในชื่อ “บ้านเกษตรพอเพียง ลุงเขียว” เพื่อให้ผู้สนใจต้องการมาดูงาน ปัจจุบันชาวบ้านละแวกนี้และที่อื่นเริ่มทดลองทำกันแพร่หลายแล้ว ลุงเขียวระบุว่า ผลสำเร็จเช่นนี้เป็นเพราะต้องมีใจรัก มีการทุ่มเท และลงมือทำด้วยตัวเอง

“ตลาดมะนาวยังมีแนวโน้มที่ดี และดีมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เพราะมีความต้องการนำมะนาวไปใช้ในหลายด้านนอกจากการบริโภคสด เนื่องจากสามารถนับไปแปรรูปเป็นน้ำมะนาว หรือนำไปทำเป็นส่วนผสมในน้ำยาล้างจานซึ่งมีความต้องการจำนวนมาก สั่งซื้อคราวละเป็นตัน ซึ่งจะขายในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท ยิ่งเป็นตลาดในกลุ่มคนรักสุขภาพแล้วมะนาวจะยิ่งมีความต้องการมาก” ลุงเขียว กล่าวในตอนท้าย

สนใจสั่งซื้อมะนาวหรือต้นพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร 1 ที่มีคุณภาพ กล้ารับประกัน ได้ที่ สวนลุงเขียว โทรศัพท์ (089) 281-0439 หรือชมภาพทางเฟซบุ๊ก เกษตรพอเพียง ลุงเขียว หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สำนักงานเกษตรอำเภอประโคนชัย โทรศัพท์ (044) 671-443

ขอขอบคุณ คุณขันธลักษณ์ ศรีวิเศษ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ (093) 379-1449

เยือนถิ่นที่เคยหนาวสุดๆ ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย กับ…ทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05112151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ท่องเที่ยวเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

เยือนถิ่นที่เคยหนาวสุดๆ ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย กับ…ทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย”

ตั้งแต่ต้นปีมานี้ เชื่อแน่ว่าท่านผู้อ่านคงเหน็ดเหนื่อย ตรากตรำกับภารกิจการงานกันมาอย่างโชกโชน ยิ่งสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ ทำให้ต้องทำงานหนักมากขึ้น อย่างชนิดหน้านิ่ว คิ้วขมวดกันเลย…

แต่พอเข้าช่วงปลายปี สังเกตเห็นใบหน้าหลายคนเริ่มผ่อนคลาย พอขยับเข้าเดือนธันวาคมแล้วมักเป็นที่เข้าใจตรงกันว่าทุกคนกำลังเข้าสู่โหมดแห่งความสุข ความบันเทิงรื่นเริงจากกิจกรรมสันทนาการและวันหยุดพักผ่อนติดต่อกันหลายวัน ประจวบกับเป็นช่วงที่มีอากาศเย็นสบาย และเย็นมากในบางพื้นที่

ฉะนั้น ธันวาคมจึงเป็นเดือนที่ทุกคนต่างรอคอย และมีหลายท่านเลือกโปรแกรมท่องเที่ยวตามธรรมชาติแนวป่าเขา ลำเนาไพร เพื่อออกไปสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติที่สวยงามและอากาศที่หนาวเย็น

แล้วทริปอย่างนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านคงไม่ยอมพลาด จึงจับมือกับศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน หรือที่คุ้นชื่อกันดีว่า มติชนอคาเดมี พันธมิตรรายเดิมที่มีความเป็นมืออาชีพด้านการจัดทัวร์ เพื่อผนึกกำลังกันอีกครั้ง กับการจัดทริป “เที่ยวเมืองทะเลหมอก ดอกไม้แสนงาม ภูเรือ จังหวัดเลย” ขึ้น ในระหว่าง วันที่ 18-20 ธันวาคม 2558

โดยทัวร์เกษตรครั้งนี้ ไม่เพียงแค่การพาทุกท่านขึ้นชมความสวยงามของพระอาทิตย์ขึ้นในยามรุ่งอรุณ พร้อมชมทัศนียภาพทะเลหมอกของ อุทยานแห่งชาติภูเรือ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่ยังอัดแน่นด้วยโปรแกรมที่น่าสนใจตลอดรายการ อย่างเช่น การแวะสักการะ พระธาตุศรีสองรัก, พาไปชมและเลือกซื้อพันธุ์ไม้แปลกหายาก ตลอดจนไม้ดอกเมืองหนาวนานาชนิด พร้อมตะลึงกับความสวยงามของกุหลาบพันปี จาก สวนลุงวุฒิ, แวะชิมและช็อป ไข่เค็มกระชายดำ ของกลุ่มแม่บ้าน “บ้านสันติสุข”

เข้าชมสวนองุ่น ขนาดพื้นที่กว่าพันไร่ พร้อมการผลิตไวน์องุ่น ที่ สวนองุ่นภูเรือวโนทยาน หรือ ชาโต เดอ เลย, ดูโรงเรือนและการสาธิตกระบวนการผลิตเห็ดหอม และเห็ดอื่นๆ พร้อมเลือกซื้อเห็ดที่มีคุณภาพได้มาตรฐานจากกลุ่มเห็ดหอมบ้านหนองบง

หรือแม้แต่การเดินทางไปดูแปลงทดลองพันธุ์พืชไม้ดอกเมืองหนาวขนาดใหญ่และสวยงาม จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย แล้วยังได้มีโอกาสเลือกซื้อสินค้าเกษตรเมืองหนาวจากกลุ่มชาวบ้าน พร้อมสัมผัสอากาศหนาวเย็น อย่างที่เรียกว่า “หนาวสุด ในสยาม” หรือหากโชคดี ถ้าอุณหภูมิลดต่ำมาก อาจได้เห็นความสวยงามและสัมผัส “แม่คะนิ้ง” อีกด้วย

ถัดจากศูนย์วิจัยฯ ไปอีกเล็กน้อย จะพาไปเที่ยวชมสวนต้นมะคาเดเมียนัท พร้อมดูกระบวนการแปรรูปและชิมมะคาเดเมียนัท ตลอดจนซื้อผลิตภัณฑ์จากมะคาเดเมียนัท จาก ไร่วิมุตติสุข

ไม่เพียงเท่านี้ ตลอดเวลาเดินทางทุกท่านยังได้ชมความสวยงามของทัศนียภาพจากป่าธรรมชาติ ตลอดริมทางสองข้างที่เต็มไปด้วยความสูง-ต่ำของเทือกเขา อีกทั้งทางทีมงานยังมีโปรแกรมแวะท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ อีกมากมาย

ดังนั้น นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน นับจากปักษ์นี้ ทีมงานอยากจะพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับบางโปรแกรมที่น่าสนใจของทัวร์เกษตรเมืองเลยครั้งนี้ เพื่อเรียกน้ำย่อยกันก่อนจะถึงทริปจริง…

ศูนย์วิจัยพืชสวนเลย หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย

เนื่องจากในพื้นที่ภาคอีสานพบว่า จังหวัดเลยเพียงจังหวัดเดียว ที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็น และมีระดับความสูงเหมาะสมต่อการทำเกษตรกรรมบนที่สูง กรมวิชาการเกษตร จึงมีความคิดที่จะจัดตั้งสถานีทดลองเกษตรที่สูงขึ้น เพื่อทดลองปลูกพันธุ์พืชไม้ดอกเมืองหนาว สำหรับส่งเสริมให้แก่เกษตรกรเพาะปลูก

ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2529 ได้มีการสำรวจบริเวณยอดภูครั่ง อำเภอภูเรือ และป่าเสื่อมโทรม บริเวณใกล้เคียง พบว่ามีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร อันเหมาะสมสำหรับทดลองปลูกพันธุ์พืชเมืองหนาว มีแหล่งน้ำเพียงพอ และมีพื้นที่กว้าง สามารถขยายออกไปได้ถึง 5,000 ไร่ จึงดำเนินการจัดตั้งเป็นสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ ขึ้น

ผลงานของสถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ ที่ผ่านมา คือการทดสอบพันธุ์ไม้ผลเมืองหนาว สำหรับปลูกในพื้นที่สูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้แก่ พันธุ์แอปเปิ้ล พันธุ์ท้อสำหรับกินสด พันธุ์พลับ จากการทดสอบพบว่า บางพันธุ์สามารถเติบโตได้ดีในสภาพอากาศของที่สูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่บางพันธุ์ก็มีการเติบโตช้า ออกดอกได้เฉพาะช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น และติดผลได้ในบางปี

อย่างไรก็ตาม ยังคงยากลำบากอยู่ในการปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ ส่วนการปลูกสตรอเบอรี่และไม้ดอกเมืองหนาวนั้น ที่ผ่านมา ได้ผลเป็นอย่างดี นอกจากนี้ สถานีทดลองเกษตรที่สูงภูเรือ ยังได้มีความพยายามที่จะรวบรวมและศึกษาพันธุ์องุ่นสำหรับทำไวน์ และองุ่นสำหรับกินสดเพื่อพัฒนาพันธุ์และส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดเลยปลูกต่อไปอีกด้วย

สำหรับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (ภูเรือ) มีวัตถุประสงค์และหน้าที่รับผิดชอบคือ วิจัยและพัฒนาพืชเฉพาะถิ่นและพืชพื้นเมือง ศึกษาพันธุ์พืชที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมบนที่สูงภาคอีสาน, ศึกษาการเขตกรรมพืชที่มีศักยภาพและพืชที่ได้รับมอบหมายจากกรมวิชาการเกษตร, ศึกษาเทคโนโลยีเพื่อใช้พัฒนาการเกษตรที่สูง, ถ่ายทอดเทคโนโลยีแหล่งเรียนรู้สู่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจ, เป็นแหล่งผลิตและขยายพันธุ์พืชสวนพันธุ์ดี และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเลย (ภูเรือ) ตั้งอยู่ เลขที่ 85 หมู่ที่ 6 บ้านหินสอ ตำบลปลาบ่า อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย มีความสูง 900-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ความลาดเทของพื้นที่ 10-45 เปอร์เซ็นต์ ลักษณะดินร่วนปนเหนียว มีค่า pH 4.0-4.5

ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะหนาวจัด ซึ่งในบางปีมีอุณหภูมิลดลงต่ำสุด -4 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนธันวาคม 2542 และ 2.5 องศาเซลเซียส เมื่อเดือนมกราคม 2552 จึงทำให้เกิดน้ำค้างแข็งบนยอดหญ้า หรือที่รู้จักกันว่า “แม่คะนิ้ง” โดยมีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยทั้งปี 17.0 องศาเซลเซียส และสูงสุดทั้งปี 27.0 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,575 มิลลิเมตร ต่อปี

ทางด้านกิจกรรมการท่องเที่ยวนั้น นักท่องเที่ยวสามารถชมแปลงไม้ผลเมืองหนาว เช่น เกาลัดจีน พลับ สาลี่ มะคาเดเนียนัท ชมแปลงพืชผักเมืองหนาว เช่น บร็อกโคลี่ ปวยเล้ง โกลาบี้ แรดิซิโอ คะน้าฮ่องกง ผักสลัดต่างๆ และสตรอเบอรี่ ชมไม้ดอกเมืองหนาว เช่น ทุ่งซัลเวีย พีทูเนีย ลิ้นมังกร แพนซี แกลดิโอลัส กุหลาบ พร้อมบันทึกภาพสวยๆ เด็ดๆ แบบเดี่ยว เป็นกลุ่ม หรือเซลฟี่ได้ตามความชอบ

หรืออาจเข้าชมโรงเรือนแสดงพืชพรรณที่หายาก พืชท้องถิ่น เฟิร์นและพืชใกล้เคียง หน้าวัว สับปะรดสี ลิลลี่ เยอร์บีร่า เบญจมาศ และกล้วยไม้ป่า เดินศึกษาธรรมชาติ ชมทัศนียภาพทะเลภูเขา โดยรอบศูนย์พบกับเทศกาลกินผักเมืองหนาว สตรอเบอรี่ มะคาเดเนียนัท

ทั้งนี้ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม มี เทศกาลกินผักเมืองหนาว เห็ดหอมสด สตรอเบอรี่ มะคาเดเนียนัท พร้อมจิบกาแฟสดอะราบิก้า ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นอย่างมีความสุข

นี่เพียงแค่แห่งเดียวในอีกหลายแห่งของทริปนี้ ต้องขอบอกก่อนว่า ต้องประทับใจทุกท่านแน่ และห้ามพลาดในปักษ์หน้ามาทำความรู้จักกับทริปอื่นที่น่าสนใจอีก อย่าลืมติดตามอ่านกันให้ได้นะ…

ขอขอบคุณ คุณนิคม ขีดวัน นักวิชาการเกษตร ที่อำนวยความสะดวกด้านการประสานงาน

ไม่ได้ลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05115151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ไม่ได้ลัก

โมโหเต็มที่ อยู่ด้วยกันมานานกว่า 7 เดือน หน็อย! มาง้อขอคืนดีก็หลายหน ไม่ยอมคืนดีด้วย

ห้องนี้เคยนอน เคยอยู่ เคยอะไรๆ กันมา คืนวันหนึ่งเมื่อคุณสมสวยยื่นกุญแจให้ ทั้งกำชับว่าให้ไปขนของออกไปให้พ้นๆ ได้เลย คุณโผงจึงเข้าไป

แบกเอาโทรทัศน์ ขนาด 14 นิ้ว 1 เครื่อง เครื่องเล่นวีซีดี 1 เครื่อง โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง ที่นอน กระเป๋าสตางค์ของคุณสมสวย พัดลมตั้งโต๊ะ เตาแก๊ส กระทะ เสื้อผ้า ผ้าห่มที่อยู่ในห้องนอนออกไป

นำไปเก็บไว้ที่บ้านลุงของตน เสร็จแล้วคุณโผงกลับไปนอนบ้านป้าของคุณสมสวยที่อยู่ข้างบ้านบิดามารดาคุณสมสวยนั่นเอง

วันรุ่งขึ้น คุณสมสวยไปหาคุณโผงที่บ้านป้า ขอกุญแจร้านคืน

คุณโผงรับว่า ได้คืนกุญแจร้าน และกระเป๋าสตางค์แก่คุณสมสวย

เมื่อคุณสมสวยไปที่ร้าน พบว่า นอกจากของเน่าๆ ของคุณโผงแล้ว ยังมีทรัพย์สินของพี่ชายหายไปด้วยหลายอย่าง จึงโทรศัพท์ไปสอบถามคุณโผง

คุณโผงรับว่า ได้เอาไปจริง และได้ให้บุตรชายที่เกิดจากภริยาคนก่อนนำเอาทรัพย์สินนั้นไปคืน

คุณสมชาย พี่ชายคุณสมสวย เห็นว่าเรื่องนี้ไม่อาจยอมได้ ที่ทำไปนั้นความผิดก็สำเร็จแล้ว จึงแจ้งความดำเนินคดีกับคุณโผง

พนักงานสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการฟ้องคุณโผงข้อหาลักทรัพย์ในเคหสถาน ในเวลากลางคืน

คุณโผงปฏิเสธต่อสู้คดี ว่าไม่ได้ลักไปดอก ที่เอาของบางอย่างติดมา ก็เพื่อต่อรองให้คุณสมสวยมาคืนดีด้วยเท่านั้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คุณโผงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1), (8) ให้จำคุก

คุณโผงอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง!!!

พนักงานอัยการโจทก์ ฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คุณโผงเป็นสามีคุณสมสวยที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เคยนอนพักอาศัยกับคุณสมสวยที่ร้านเกิดเหตุ และมีการทะเลาะกันบ่อย ทรัพย์ที่เอาไปล้วนแต่อยู่ในห้องนอนที่คุณโผงเคยนอนกับคุณสมสวยทั้งสิ้น

ที่ชั้นล่างของร้านมีโทรทัศน์สีขนาดใหญ่กว่า และมีทรัพย์สินอื่นของคุณสมชายอีกมากมาย แต่คุณโผงก็มิได้เอาไป แสดงให้เห็นว่า คุณโผงหาได้มีเจตนาลักทรัพย์ของคุณสมชายไม่

นอกจากนี้ ปรากฏตามคำให้การในชั้นสอบสวนของคุณโผงว่า ก่อนเกิดเหตุ เมื่อไปขอคืนดีกับคุณสมสวยแล้ว คุณสมสวยไม่ยอมคืนดีด้วย แถมขับไล่ และเอากุญแจร้านให้คุณโผงเพื่อไปขนสิ่งของเครื่องใช้ออกไป คุณโผงจึงไปขนทรัพย์สินของตนเอง และของคุณสมชายผู้เสียหายรวมไปด้วย เพื่อเป็นข้อต่อรองให้คุณสมสวยยอมคืนดีด้วย

หลังเกิดเหตุ คุณโผงยังกลับมานอนที่บ้านป้าของคุณสมสวยที่อยู่ข้างบ้านบิดามารดาของคุณสมสวย โดยไม่ได้หลบหนีไปไหน และเมื่อคุณสมสวยไปทวงถามให้นำทรัพย์สินไปคืน คุณโผงก็ให้บุตรชายนำไปคืนแต่โดยดี

พฤติการณ์เช่นนี้ เชื่อได้ว่า คุณโผงถือวิสาสะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไป เนื่องจากต้องการเป็นข้อต่อรองกับคุณสมสวยให้ยอมกลับมาคืนดีด้วยเท่านั้น มิได้ประสงค์ต่อผลที่จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายไปเป็นของตนเองหรือของผู้อื่น จึงมิได้มีเจตนาทุจริต แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

การกระทำของคุณโผง จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

พิพากษายืน-ยกฟ้อง

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 8583/2556)

————————————-

ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 335 ผู้ใดลักทรัพย์

(1) ในเวลากลางคืน

(8) ในเคหสถาน สถานที่ราชการ หรือสถานที่ที่จัดไว้เพื่อให้บริการสาธารณะที่ตนได้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือซ่อนตัวอยู่ในสถานที่นั้นๆ

คอลัมน์ – ปลูกต้นไม้จากหนังสือ

เรื่อง – ควินิน ไม้ให้คุณ เป็นยา

โดย – สุวรรณ พันธุ์ศรี

อีกไม่กี่วัน ก็จะออกพรรษาอีกแล้ว และเริ่มย่างเข้าฤดูหนาว

ช่วงเปลี่ยนฤดูอย่างนี้ ขอให้ระวังเรื่องสุขภาพ

เวลานี้สภาพแวดล้อม สภาพอากาศของโลกออกจะพิกลอยู่ ซึ่งที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะพลโลกเรานี่แหละ

อุตสาหกรรมหนักคือ ตัวที่ทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกนั้นผันผวนมากที่สุด

ขยะมีพิษ และของเสียที่บรรดาโรงงานอุตสาหกรรมต่างต่างปล่อยทิ้งออก จนทำให้ธรรมชาติไม่สามารถที่จะกำจัดและบำบัดได้

ผู้คนต่างแต่มองในแง่ของความเจริญ ความทันสมัย เรียกง่ายง่ายว่า เสพติดวัตถุ

ทั้งที่รู้ หรือไม่รู้ ว่ากระแสไฟฟ้า กระแสแม่เหล็กนั้น เป็นอันตรายต่อเซลล์ผิวหนัง มีผลก่อให้เกิดมะเร็งกับร่างกาย

ในเรื่องนี้ ได้มีงานวิจัยออกมาแล้วว่า มีผลต่อผิวหนังและเซลล์ของร่างกายคน

แต่อย่างว่า ผู้คนหลงใหลได้ปลื้มกับความทันสมัยเสียแล้ว ผลร้ายจะเกิดก็ช่าง

หรือว่านี่คนไทยรุ่นใหม่

ก่อนเข้าหน้าหนาวมาปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติเพื่อโลกของเรากันดีกว่า

ปักษ์นี้จะชวนปลูกต้น “ควินิน”

ต้นควินิน ตามหลักพฤกษศาสตร์แล้ว จัดเป็นไม้ยืนต้นที่มีใบเขียวตลอดทั้งปี มีเปลือกลำต้นออกสีน้ำตาล และความสูง โดยเฉลี่ย 30 เมตร

การขยายพันธุ์ ไม้ชนิดนี้ทำได้ทั้งตัดกิ่ง ปักชำ หรือด้วยการเพาะเมล็ด

ลักษณะของใบ จะออกตรงกันข้าม รูปกลมรี ปลายใบสั้นแหลม หน้าใบสีเขียว ท้องใบสีเขียวอ่อน มีขนตามเส้นใบ

ควินิน เมื่อโตจะมีดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยจะมีกลีบเลี้ยง ปลายดอกแยกเป็น 5 กลีบ ออกสีชมพู แต่ละดอกมีเกสรตัวผู้ 5 อัน เกสรตัวเมีย 1 อัน

พอดอกเริ่มโรยก็จะติดผล ลักษณะของผลจะกลมรี เมื่อผลแก่จะแตกเป็น 2 ซีก จะเห็นเมล็ดอยู่ภายใน ประมาณ 20 เมล็ด

คนโบราณท่านลองผิดลองถูก ศึกษาเรื่องต้นควินิน จนรู้ว่า เปลือกของควินิน มีสรรพคุณทางยา

โดยนำเอาเปลือกมาบด หรือต้มดื่มน้ำ ซึ่งจะมีรสฝาด รักษาอาการเจ็บคอ เจ็บปาก และแก้ไข้มาลาเรีย

แต่ไม่เหมาะที่จะใช้กับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ

นอกจากนี้ ยอดอ่อน หรือใบอ่อนของควินินยังเอามากินแทนสะเดาได้ด้วย จะให้รสชาติเดียวกัน

นี่คือ ประโยชน์ของการปลูกต้นควินิน

มีที่ก็ขอให้ช่วยกันปลูกไว้เถิด วันนี้อาจจะยังไม่ทันใช้ แต่วันหน้าลูกหลานได้ใช้แน่

อยากใช้ของดี บางทีก็ต้องใช้เวลา

“น้ำปลา” : น้ำจากปลา สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตไทยๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

“น้ำปลา” : น้ำจากปลา สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตไทยๆ

น้ำจากปลา ที่จะพูดถึงก็คือ “น้ำปลา” ซอสปรุงรสแบบไทยๆ ที่ใครๆ ก็ยากจะปฏิเสธนั่นเองค่ะ…น้ำปลา คนไทยทุกชีวิตคงจะรู้จักดี และเคยรับประทานมาด้วยกันทั้งนั้น เพราะเป็นเครื่องปรุงรสคู่กับชีวิตประจำวันของคนไทย และอยู่คู่กับครัวไทยมานับตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน น้ำปลานำมาใช้ปรุงแต่งในรสอาหารทำให้มีรสชาติกลมกล่อมชวนรับประทาน “น้ำปลา” นอกจากจะใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหารแล้ว ยังนำไปขึ้นโต๊ะอาหารในประเภทของ “เครื่องจิ้ม” ที่มีชื่อเรียกบางครั้งว่า “พริกน้ำปลา” (น้ำจิ้มที่มีส่วนผสมของน้ำปลา พริก และมะนาว) วางเคียงคู่กับอาหารประเภทต่างๆ เพื่อใช้เพิ่มรสชาติอาหารให้มีรสชาติถูกปากยิ่งขึ้น?สำหรับครัวไทยๆ อาจกล่าวได้ว่า อาหารมื้อใดที่ขาดน้ำปลาเป็นเครื่องปรุงรสแล้ว อาหารมื้อนั้นก็แทบจะหมดรสชาติไปเลยทีเดียว

กว่าจะได้…น้ำจากปลา

ที่เรียก “น้ำปลา”

การทำน้ำปลา นับว่าเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย

ในภาคอีสาน มีวิธีการทำน้ำปลา เพียงแค่เอาเกลือเม็ด กับปลา ที่เรียกว่า ปลาเบญจพรรณ มาเคล้าแล้วหมักรวมกันไว้ในไห หมักไว้ประมาณ 1-2 เดือน จึงเอาขึ้นมาเกรอะเป็นน้ำปลา หรือทำเป็นปลาร้าไปเลย (โดยเพิ่มรำอ่อนและข้าวคั่วเข้าไป)

ทางภาคกลาง ส่วนใหญ่จะใช้ประเภทปลาสร้อย ซึ่งเป็นปลาตัวเล็กๆ ชนิดหนึ่ง มีมากตอนหัวน้ำขึ้น ราวๆ ต้นเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ชาวบ้านภาคกลางแถบริมแม่น้ำเจ้าพระยารู้จักวิธีการทำน้ำปลาจากปลาสร้อยเก็บเอาไว้กิน ซึ่งวิธีการทำก็เช่นเดียวกับชาวบ้านแถบภาคอีสาน เพียงแต่รู้จักวิธีการที่จะทำให้รสชาติของน้ำปลามีรสกลมกล่อมด้วยวิธีเติมอ้อยที่ตัดเป็นท่อนๆ แล้วทุบให้แหลกหมักรวมไปด้วย อ้อยจะไปเติมให้น้ำปลามีรสหวานปะแล่มๆ กลมกล่อมไม่เค็มจัด

ภาคใต้ มีวิธีการทำน้ำปลาจากปลาทะเลชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ปลากะตัก และปลาไส้ตัน ซึ่งเป็นปลาตัวเล็กๆ ในสมัยก่อนปลาเหล่านี้จะติดมากับอวน ขณะที่ชาวประมงลากอวนจับปลา แต่เดิมในอดีตก่อนๆ นั้น ปลาเหล่านี้จะถูกคัดทิ้งตามชายหาดอย่างไร้ค่า (เพราะติดอวนมาครั้งละมากๆ) เนื่องจากขายไม่ได้ราคา

ชาวประมงแถบๆ ชายทะเลเกิดความคิดว่า น่าจะนำปลากะตักและปลาไส้ตันที่ถูกทิ้งไว้นั้นมาแปรรูปให้เกิดประโยชน์ โดยใช้วัสดุที่ประกอบไปด้วย โอ่งขนาดใหญ่ น้ำตาลปึก เกลือ ปลาไส้ตัน หรือปลากะตัก ส้มแขก (ผลคล้ายมังคุด นำมาหั่นเป็นแผ่นบางๆ แล้วตากแห้ง) ผ้าขาวบาง (สำหรับใช้ในการกรองน้ำปลา)

น้ำปลาของภาคใต้มีสูตรใช้ ในอัตราส่วน 3 ต่อ 2 คือใช้ปลา 300 กิโลกรัม ต้องใช้เกลือหมัก 200 กิโลกรัม และมีขั้นตอนวิธีทำ ดังนี้

นำปลาที่ได้มากองไว้บนลานซีเมนต์ หรือลานไม้ เพื่อให้น้ำคาวปลา เลือด และโคลนตม ที่อาจติดมาไหลหลุดไปเสียก่อน

นำปลาไปคลุกเคล้ากับเกลือ ในอัตราส่วน 3 ต่อ 2 จากนั้นนำไปบรรจุในโอ่งที่มีเกลือจำนวนหนึ่งรองก้นอยู่ก่อนแล้ว และต้องโรยเกลือทับชั้นบนอีกชั้นหนึ่ง แล้วปิดด้วยเสื่อลำแพน หรือขัดด้วยไม้ไผ่ แล้วจึงโรยเกลือปะหน้า ประมาณ 2 เซนติเมตร เพื่อกันปลาลอยขึ้นมาเวลาเกิดเป็นน้ำปลา

หมักไว้ประมาณ 1 ปี น้ำปลาที่ได้จะเป็นหัวน้ำปลา หรือน้ำปลาแท้ที่มีคุณภาพดี แต่มีกลิ่นคาวปลาจัด ต้องนำไปตากแดดไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน กลิ่นและรสถึงจะหอมหวานชวนรับประทาน และน้ำปลาจะกลายเป็นสีน้ำตาลแดงใส (โดยผ่านการกรองด้วยผ้าสำลี ทับไว้ 3-4 ชั้น เพื่อที่จะได้น้ำปลาที่มีลักษณะสีแดงใส 100 เปอร์เซ็นต์)

ชาวภาคใต้ ได้ประโยชน์จากเนื้อปลาที่เหลือจากการทำน้ำปลาไปต้มโดยเติมเกลือและน้ำตาลลงไปจะได้น้ำบูดู (อาหารปักษ์ใต้ ปรุงเป็นเครื่องจิ้ม รับประทานพร้อมเครื่องเคียง มีสะตอ ลูกเนียง มะเขือเปราะ ไข่ต้ม แล้วหรอยจังฮู้!) จากการหมักปลา 1 โอ่ง จะได้น้ำบูดูประมาณ 100 ขวด (ขนาด 7,500 ซีซี) ซึ่งสามารถนำไปขายได้ ส่วนก้างปลาก็นำไปเป็นปุ๋ยสำหรับใส่ต้นไม้ได้อีก

เทคนิคสำคัญในการหมักน้ำปลาของคนใต้ เพื่อให้ได้น้ำปลาหวาน หอม และอร่อย ที่พอจะรู้มาบ้างก็คือ การนำส้มแขก ประมาณ 2 กิโลกรัม รองไว้ก้นโอ่ง พร้อมทั้งน้ำตาลปึกอีกประมาณ 2 กิโลกรัม โดยส้มแขกสามารถลดความเค็มจากเกลือที่ใช้หมักให้ได้รสชาติกลมกล่อม ส่วนน้ำตาลปึกนั้นจะช่วยลดกลิ่นคาวปลาที่นำมาหมัก เกิดรสชาติกลมกล่อมเช่นเดียวกัน

กระบวนการหมักน้ำปลาโดยทั่วไปในปัจจุบัน (โรงงาน)

ปลาที่เหมาะในการทำน้ำปลาคือ ปลากะตัก หรือบางท้องถิ่นเรียกว่า ปลาไส้ตัน ซึ่งเป็นปลาทะเล ส่วนปลาน้ำจืด เช่น ปลาสร้อย ก็ยังใช้กันในบางท้องถิ่น

กระบวนการผลิต เริ่มจากการนำปลาไปหมักกับเกลือ ในอัตราส่วน ประมาณ 2 : 1 (ปลา : เกลือ) ในถังไม้หรือบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่ เป็นเวลา 6 เดือน ถึง 2 ปี ปริมาณเกลือที่เติมลงไปนั้น มีความสำคัญมาก เพราะถ้าน้อยเกินไปปลาจะเน่า และถ้ามากเกินไปกระบวนการผลิตก็จะช้าลง

กระบวนการผลิตน้ำปลาแท้

น้ำปลาที่หมักได้ในครั้งแรกหรือน้ำแรก จัดเป็นเกรดดีที่สุด ซึ่งเรียกว่า หัวน้ำปลา หรือ น้ำปลาระดับ 1 เมื่อได้แยกน้ำปลาน้ำแรกออกไปแล้วก็มีการเติมน้ำเกลือเข้มข้นลงไปอีกเพื่อหมักต่อไป ซึ่งจะได้น้ำปลาเกรดที่รองลงมา หรือระดับ 2 และถ้าทำวิธีการเดิมอีก ก็จะได้เป็นน้ำปลาระดับรองๆ ลงมาคือ 3 และ 4

ปัจจุบันจะหาหัวน้ำปลาที่จำหน่ายแยกไปคงจะยาก เนื่องจากทางโรงงานมักนำน้ำปลาระดับ 1 ผสมกับระดับรองๆ ลงมา แล้วจำหน่ายเป็นเกรดเดียว ราคาเดียว เรียกว่า น้ำปลาแท้

ส่วนน้ำปลาแท้ หรือกากที่เหลือจากการผลิต สามารถนำมาผสมกับน้ำเกลือและแต่งสี กลิ่น รส เพื่อลดต้นทุนการผลิต ผลิตภัณฑ์นี้เรียกว่า น้ำปลาผสม

น้ำปลา มักผลิตตามจังหวัดชายทะเล เช่น สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง สมุทรสาคร สมุทรสงคราม โดยใช้ปลาทะเล แต่ในบางจังหวัดก็ยังนิยมใช้น้ำปลาจืดด้วย แต่โบราณมาการผลิตน้ำปลามักกระทำในโรงงานขนาดเล็ก โดยหมักปลาไว้กับเกลือในถังไม้ขนาดใหญ่ และจำหน่ายโดยบรรจุในไหดินเผา ซึ่งเมื่อลูกค้าซื้อไปมักต้องนำไปตากแดดก่อนบริโภค

ในปัจจุบันน้ำปลามักจำหน่ายโดยบรรจุขวดแก้วหรือภาชนะพลาสติก ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำไปใช้ได้ในทันที ไม่ต้องผ่านกระบวนการใดอีก

ผลิตภัณฑ์น้ำปลาที่จำหน่ายอยู่ขณะนี้มีมากมายหลายชนิด มีชื่อ ยี่ห้อ และราคาที่แตกต่างกันไป ทำให้ต้องนึกถึงความปลอดภัยและความคุ้มค่าของราคาอยู่เสมอ ดังนั้น เราควรทำความเข้าใจกับฉลากน้ำปลาและผลิตภัณฑ์ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดให้ดีนะคะ…

ตามพระราชบัญญัติอาหารปี พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้ น้ำปลา เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ โดยให้มีอักษรย่อสำหรับผลิตภัณฑ์ว่า “นป” ซึ่งถ้าผลิตจากโรงงานขนาดเล็กก็ใช้อักษรย่อว่า “ฉผนป” และสำหรับโรงงานขนาดใหญ่ใช้เป็น “ผนป” ทั้งนี้ได้แบ่งน้ำปลาออกเป็น 3 ชนิด

1. น้ำปลาแท้ หมายถึง น้ำปลาที่ได้จากการหมักหรือย่อยปลา หรือส่วนของปลา หรือกากของปลาที่เหลือจากการหมักตามกรรมวิธีการผลิตน้ำปลา

2. น้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่น หมายถึง น้ำปลาที่ได้จากการหมักหรือย่อยสัตว์อื่น ซึ่งมิใช่ปลาตามกรรมวิธีการผลิตน้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่นผสมกับน้ำปลาแท้ ให้เรียกเป็นน้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่น (ตัวอย่างของสัตว์อื่น เช่น กุ้ง กั้ง ปลาหมึก)

3. น้ำปลาผสม หมายถึง น้ำปลาแท้หรือน้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่นซึ่งนำมาผสมกับส่วนผสมอื่น หรือแต่งกลิ่น รส ด้วยสิ่งอื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

อาหารไทยรสชาติถูกปาก นอกจากวัตถุดิบที่สด สะอาด และปรุงรสด้วยแม่ครัวฝีมือดีแล้ว ยังต้องมีเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่ช่วยให้อาหารกลมกล่อมยิ่งขึ้น น้ำปลาก็เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ใช้ปรุงรสเพิ่มความหอมหวนชวนรับประทานและเพิ่มรสชาติให้อร่อยลิ้นยิ่งขึ้น และถือได้ว่าน้ำปลาเป็นเอกลักษณ์คู่อาหารไทยไปแล้ว เพราะไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องมีขวดน้ำปลาติดไว้คู่ครัวเสมอ แต่กว่าจะเป็นน้ำปลา 1 หยด ต้องผ่านกระบวนการหมักปลาทะเลกว่า 1 ปี จนได้น้ำปลาปรุงรสสีเข้มใสแจ๋วที่เพิ่มกลิ่นรสหอมจรุงในจานโปรดของทุกครัวเรือน

ถ้าจะกล่าวว่า น้ำปลา เป็นเครื่องปรุงรสที่ขาดไม่ได้ในครัวไทยก็คงไม่ผิดนัก เพราะคนไทยส่วนใหญ่นิยมใช้เครื่องปรุงรสชนิดนี้มานานแล้ว และหลายประเทศในภูมิภาคนี้ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย กัมพูชา บางส่วนของจีนและญี่ปุ่นก็นิยมใช้เครื่องปรุงรสชนิดนี้เช่นกัน

มาถึงตอนนี้ท่านคงพอจะทราบขั้นตอนและกรรมวิธีการทำ “น้ำปลา” กันพอเข้าใจบ้างแล้วนะคะ…แต่คงไม่แนะนำหรือสนับสนุนให้ท่านทำน้ำปลารับประทานเองหรอกค่ะ…แค่หาน้ำปลาดีๆ อร่อยๆ ติดครัวไว้บ้าง เผื่อวันไหนเกิดเบื่ออาหารขึ้นมา มีข้าวสวยร้อนๆ พริกน้ำปลามะนาวสักถ้วย…แค่นี้ก็ฟินแล้วค่ะ

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เมื่อถูกตรวจสอบภาษี (ตอนที่ 2)

อย่างที่กล่าวไว้ตอนที่แล้วว่า หากถูกตรวจสอบภาษี คำถามแรกที่ต้องถามตัวเองคือ ถูกตรวจสอบภาษีเงินได้ หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเป็นการตรวจสภาพกิจการโดยทั่วไป

หากเป็นการตรวจสภาพกิจการโดยทั่วไป ส่วนใหญ่ประเด็นและข้อมูลจะเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจว่า กิจการทำอะไร ขายอะไร สินค้าคืออะไร ลูกค้าเป็นใครบ้าง ลักษณะการดำเนินธุรกิจขายในประเทศหรือส่งออกไปยังต่างประเทศ รูปแบบการทำรายการเป็นอย่างไร การรับชำระเงินจากลูกค้าทำในรูปแบบไหน เป็นเงินสด รับเช็ค หรือเงินโอน การสั่งซื้อสินค้าซื้อจากไหน ใครเป็นซัพพลายเออร์หลัก การชำระเงินค่าสินค้ากิจการใช้วิธีการอย่างไร กิจการมีพนักงานกี่คน ระบบการจ่ายเงินเดือนทำผ่านธนาคาร หรือจ่ายแก่พนักงานอย่างไร กิจการมีคลังสินค้าหรือไม่ กระบวนการและขั้นตอนการผลิตเป็นอย่างไร

เมื่อตอบคำถามเหล่านี้แล้ว กรมสรรพากรจึงจะขยับขยายประเด็นไปสู่ประเด็นภาษีเงินได้ หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม สุดแล้วแต่รูปแบบธุรกิจที่กิจการเป็นอยู่ ในลักษณะที่กรมสรรพากรจะวิเคราะห์ความเสี่ยงของกิจการว่า ด้วยรูปแบบดังกล่าว มีความเสี่ยงในด้านการเสียภาษีอย่างไร

เอาตั้งแต่กิจการขายอะไร ลูกค้าเป็นใคร หากสินค้าที่กิจการขายนั้น เป็นสินค้าที่มักซื้อขายกันผ่านตลาดที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ทำไม่ค่อยถูกต้อง กิจการก็จะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษเป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว ถามว่ากรมสรรพากรรู้หรือไม่ว่า กิจการประเภทใดที่มีโอกาสซื้อขายไม่ผ่านระบบ และมักเป็นกิจการที่หลบเลี่ยงภาษี คำตอบคือ อย่าว่าแต่กรมสรรพากรเลยครับ แม้แต่ชาวบ้านร้านช่องทั่วๆ ไปก็พอทราบ

ไม่ต้องสงสัยว่า หากเราประกอบธุรกิจที่ในวงการนั้นทำบัญชีหรือเสียภาษีไม่ค่อยถูกต้องกัน จุดเริ่มต้นของกิจการก็มีความเสี่ยงที่จะถูกกรมสรรพากรเพ่งเล็งอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น ใครก็ตามที่คิดจะประกอบธุรกิจเหล่านั้น ก็คงต้องถามตัวเองตั้งแต่วันแรกที่จะเริ่มประกอบธุรกิจว่า เรามีจุดยืนที่จะอยู่ตรงไหน จะเป็นผู้ประกอบการที่เหมือนคนอื่นๆ ที่ต้องคอยหลบเลี่ยง เปิดบิล ไม่เปิดบิล อยู่ตลอดเวลาในชีวิตประจำวันหรือไม่ หรือจะเลือกเป็นผู้ประกอบการที่แตกต่างจากรายอื่นๆ ในอุตสาหกรรรมประเภทเดียวกัน

การที่คนอื่นๆ ในแวดวงทั้งคู่แข่ง คู่ค้า เขาไม่ยอมอยู่ในระบบกัน แต่เราจะอยู่โดยถูกต้องนั้น เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสที่ต้องทำใจกันพอสมควร บางคนบอกใครๆ เขาก็ทำกัน ถ้าเราไม่ทำก็อยู่ไม่ได้ (จริงหรือไม่ ไม่ทราบ หรือเป็นเพียงข้ออ้าง) หรือถ้าเรายอมเป็นคนส่วนน้อยที่ทำถูกต้อง ใครๆ เขากำไรกันโครมๆ แต่เราต้องกระเบียดกระเสียร เราจะทนอยู่ได้หรือไม่

อันที่จริงชีวิตเป็นเรื่องของทางเลือก หากเราคิดจะเลือกอยู่อย่างถูกต้อง เราคงต้องวางท่าทีให้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจแล้วว่า เรายอมเสียเปรียบ เรายอมทนเห็นคนเขาร่ำรวยกันอย่างรวดเร็วในเส้นทางที่เราก็มองเห็น แต่เราไม่เลือกเดินอย่างเขา เราอาจจะมองเขาตาปริบๆ วันนี้ แต่ในระยะยาว เรานอนหลับสบายทุกคืน ไม่ต้องมาห่วงกังวล และหากถูกตรวจสอบ เราก็สามารถตอบคำถามได้อย่างเต็มภาคภูมิกว่าการหลบเลี่ยง ทั้งนี้ แล้วแต่ว่าเราอยากเลือกเดินทางไหน เท่านั้น ไม่มีใครมาสั่งเราได้

ดังนั้น การประกอบธุรกิจอะไร และเลือกเดินอย่างถูกต้องหรือหลบเลี่ยง เป็นสิ่งที่ต้องคิดก่อนถูกตรวจสอบภาษี เป็นเรื่องก่อนถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ถูกตรวจสอบแล้วค่อยมาคิด นอกจากเมื่อถูกตรวจสอบแล้วพบว่า มีความยุ่งยากและหวาดเสียวเกินไป บางกิจการอาจจะเริ่มมองเห็นและต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการก็ต้องถือเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่า ไม่มีคำว่าสายเกินไป

กรณีที่กรมสรรพากรขยายประเด็นมาตรวจสอบเรื่อง “ภาษีเงินได้” นั้น ต้องทำความเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับตัวเลขในงบกำไรขาดทุน เกือบทั้งหมด ตั้งแต่ ยอดรายได้ บันทึกครบถ้วนหรือไม่ ต้นทุนขาย คำนวณด้วยวิธีการบัญชีที่ยอมรับตามมาตรฐานการบัญชี และเลือกใช้วิธีเดียวกันโดยสม่ำเสมอ หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีในการคำนวณต้นทุนสินค้าแล้ว มีเหตุผลและหลักฐานรองรับว่า สมเหตุสมผล หรือไม่

ตัวเลขค่าใช้จ่ายของกิจการที่บันทึกไว้นั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่เป็นไปตามหลักการบัญชี และหลักภาษีอากรหรือไม่ เป็นรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของกิจการ เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่นำมาบันทึกบัญชี ไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามกฎหมายภาษีอากร ไม่มีการกำหนดค่าใช้จ่ายขึ้นเองโดยไม่มีมูลฐานรองรับอย่างสมเหตุสมผล ไม่มีการกำหนดค่าใช้จ่ายโดยอิงจากจำนวนเงินสูงหรือต่ำของกำไรของกิจการ เป็นต้น

ประเด็นการถูกตรวจสอบภาษีเงินได้นั้น กิจการต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างตัวเลขทางบัญชีกับหลักเกณฑ์ทางภาษีไว้ด้วย เนื่องจากในทางปฏิบัติ งบการเงินของกิจการรายงานตัวเลขตามมาตรฐานการบัญชี ก็จะได้ตัวเลขกำไรขาดทุนออกมาตัวหนึ่ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการของกิจการ

อย่างไรก็ตาม ในการเสียภาษีเงินได้นั้น กฎหมายภาษีอากรจะระบุเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า พื้นฐานโดยทั่วไปของตัวเลขในงบการเงินให้เป็นไปตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป แต่จะมีเงื่อนไขปลีกย่อยว่า แต่ในทางภาษีอากร ค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่กิจการต้องปรับตัวเลขจากทางบัญชีให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางภาษีอากร ซึ่งไม่ได้หมายความว่า กิจการต้องทำรายการปรับปรุงขึ้นมาเพื่อปรับงบการเงิน แต่เป็นการปรับตัวเลขในกระดาษคำนวณภาษีเงินได้ โดยเริ่มต้นจากตัวเลขกำไรทางบัญชี (ที่ยกมาจากงบกำไรขาดทุน) แล้วปรับปรุงด้วยหลักเกณฑ์ข้อห้ามทางภาษีอากร

ตัวอย่างของรายการปรับปรุงทางภาษีอากร เช่น

– ค่าเสื่อมราคาของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ในทางบัญชีหักค่าเสื่อมได้ตามระยะเวลาที่ใช้ประโยชน์ โดยคำนวณจากราคาทุนของสินทรัพย์ แต่ทางภาษีให้คำนวณค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าสินทรัพย์ในส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ทำให้ในทางภาษีกิจการหักค่าเสื่อมราคาได้น้อยกว่า

– ค่ารับรองที่กิจการจ่ายออกไปและบันทึกรายการบัญชีไว้ มีเอกสารหลักฐานการจ่ายเงิน ทางภาษีมีกำหนดขั้นไว้ว่า หักได้ไม่เกิน ร้อยละ 0.3 ของรายได้รวม หรือ ทุนเรียกชำระแล้ว แล้วแต่ตัวใดจะสูงกว่า

– ค่าใช้จ่ายที่เป็นผลขาดทุนจากการตั้งสำรองต่างๆ เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งในทางบัญชีจะถือว่ารับรู้เป็นขาดทุนในงบกำไรขาดทุนแล้วเมื่อคาดว่าจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ และมีรายงานการประชุมกรรมการบริหารอนุมัติการตัดจำหน่ายเป็นหนี้สูญ แต่ในทางภาษีเงินได้จะรับรู้ผลขาดทุนดังกล่าวได้ต้องเกิดผลขาดทุนนั้นขึ้นจริงๆ แล้ว มีการฟ้องร้องให้ชำระเงินแล้ว แต่ไม่สามารถเรียกเก็บหนี้ได้ มีหลักฐานเป็นคำพิพากษา หรือ คำฟ้อง แล้วเท่านั้น จึงจะถือเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เป็นต้น

ประเด็นการถูกตรวจสอบทางภาษี ในประเด็นภาษีเงินได้ กิจการจะต้องมีนักบัญชีที่รู้และมีประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้ เพื่อที่จะรับมือกับการถูกตรวจสอบได้ แต่หากกล่าวให้ถูกต้องแล้ว กิจการควรจะมีการวางแผน เตรียมการ ในประเด็นที่อาจถูกตรวจสอบตั้งแต่แรก ยังไม่ต้องรอให้มีการเข้ามาตรวจสอบจึงค่อยมาเริ่มดำเนินการ การวางแผนตั้งแต่ต้นนั้น หมายความถึง การกำหนดรูปแบบการทำรายการต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงการเกิดประเด็นข้อโต้แย้ง หรือยากต่อการพิสูจน์ เมื่อมีการตรวจสอบภาษีในภายหลัง (จากที่เกิดรายการไปแล้ว)

ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า หากกิจการมีการรับชำระค่าสินค้าจำนวนเงินสูงๆ จากลูกค้าผ่านเงินสด ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลในทางการค้า หรือหากกิจการอุตริไปยอมให้ลูกค้าชำระเงินสดผ่านกรรมการ ย่อมไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ และยากจะอธิบายให้กรมสรรพากรเห็นคล้อยได้ว่า การทำธุรกรรมนั้นๆ เป็นไปตามปกติธุรกิจ และไม่มีอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนอยู่เบื้องหลัง การทำให้รูปแบบการทำธุรกิจและรายการค้าเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล และเป็นไปตามปกติธุรกิจ ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นให้กรมสรรพากรประเมินว่า กิจการน่าจะดำเนินการอย่างถูกต้อง ไม่มีเจตนาหลบเลี่ยง ตั้งแต่ต้น ก็ย่อมช่วยลดประเด็นข้อโต้แย้งต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ปลาดุกร้า ตัวเชื่อมรส และ “บทสนทนา” ของอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05122151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

วิถีท้องถิ่น

กฤช เหลือลมัย Email:lualamai@yahoo.com

ปลาดุกร้า ตัวเชื่อมรส และ “บทสนทนา” ของอาหาร

ใครเคยกิน แกงส้มปักษ์ใต้ หลายๆ แห่ง ก็ย่อมพบด้วยความประหลาดใจว่า แกงแต่ละจังหวัด ไม่ว่า นครศรีธรรมราช ตรัง ภูเก็ต นั้น ไม่เหมือนกันเลย แถมพอเจาะลึกลงไปแต่ละพื้นที่อำเภอ คนก็ยังแกงส้มไม่เหมือนกันอีก ทั้งความมากน้อยของน้ำแกง สีสัน รสเผ็ดร้อน หรือกระทั่งผักที่แต่ละแห่งนิยมใส่ หรือไม่ใส่ ต่างๆ กันไป

หากนับกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง อาหารปักษ์ใต้ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นสกุลนครศรีธรรมราช คือน้ำค่อนข้างน้อย เผ็ดร้อนจัดๆ โดยเฉพาะในระยะหลังๆ ที่พริกในเมืองไทยถูกปรับปรุงพันธุ์ให้มีความเผ็ดมากกว่าแต่ก่อน

อย่างไรก็ดี แกงส้มที่อื่น โดยเฉพาะพัทลุง กลับมีความต่างออกไป

แกงส้มเมืองพัทลุง โดยเฉพาะแถบพื้นที่นาอำเภอควนขนุน และทะเลน้อย สีออกส้มแดงด้วยขมิ้นด้วง น้ำแกงใส เพราะใส่พริกแกงไม่มาก และมักใส่ผักด้วย คุณประไพ ทองเชิญ คนควนขนุนอธิบายว่า เพราะข้าวพื้นเมืองแถบนี้ ไม่ว่า พันธุ์สังข์หยด หรือเล็บนก เป็นข้าวเมล็ดเล็ก ค่อนข้างแข็ง ดังนั้น จึงต้องราดน้ำแกงให้ชุ่ม เพื่อให้เม็ดข้าวซับน้ำแกงไว้จนอิ่มและพองตัว

แกงที่จะราดข้าวในลักษณะนี้ได้ ย่อมต้องไม่เผ็ดเกินไป จนราดมากๆ แล้วกินไม่ได้

วิธีลดความเผ็ดของแกงส้มอีกอย่างหนึ่งก็คือ กินแนมกับปลาเค็มทอด ซึ่งคุณประไพก็ได้เล่าถึงวิถีชาวนาและชาวเลเมืองพัทลุงว่ามีวิธีทำปลาแห้งที่ได้จากทะเลสาบและหนองบึงในทุกช่วงของปีมากมาย อย่างเช่น ปลาช่อน ปลาเนื้ออ่อน ปลาจวด ปลาดุก ปลาหมอ ที่เมื่อหาได้มากๆ ก็จะทำปลาแดดเดียว ถ้าเป็นปลากระดี่ ปลาขี้ขม ปลาตาหลุน หรือปลาข้าวสาร ที่ยกยอได้จากคลองเล็กคลองน้อยรอบทะเลสาบสงขลาในช่วงปลายฤดูฝน ก็จะทำเป็นปลาแห้ง

ผลิตภัณฑ์ปลาถนอมอาหารนี้ ถ้าเป็นปลาแดดเดียว จะหมักเกลือเพียงหนึ่งวัน จากนั้นล้างน้ำ ผึ่งแดดอีกหนึ่งวัน

“ปลาเค็ม” หมักเพิ่มเป็นสองหรือสามวัน ล้างน้ำ ตากแดดหนึ่งวัน

ส่วน “ปลาแห้ง” ต้องตากแดดจนแห้งสนิท เก็บในอุณหภูมิปกติได้นานเป็นเดือน

อย่างไรก็ดี เราไม่อาจได้ชื่อว่ารู้จักปลาเค็มของพัทลุงอย่างสมบูรณ์ หากไม่ได้เอ่ยถึง หรือลองกิน “ปลาดุกร้า” แถบพื้นที่นาและทะเลสาบ อย่างเช่น ทะเลน้อย

ปลาดุกร้าทะเลน้อย เป็นของฝากชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักทั่วไป นอกจากนี้ ชุมชนชาวนาแถบอำเภอควนขนุนก็ยังทำปลาดุกร้าจากปลาที่จับได้หลังหน้านา ปลาดุกจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มอยู่ตามรากไม้ในป่าพรุที่เริ่มแห้ง เมื่อจับได้ครั้งละมากๆ จนกินไม่ทัน ปลาเริ่มตายขึ้นอืด ก็จะเอามาทำปลาดุกร้า โดยตัดหัว ผ่าท้อง ควักไส้ ล้างตากแดด คลุกเกลือและน้ำตาล หมักไว้หนึ่งคืน แล้วตากราวสามวันจนสุกแดด เก็บไว้กินได้นานๆ

ปลาดุกร้าทะเลน้อย รสออกหวาน แต่หากเป็นแถบบ้านศาลาเม็ง ควนขนุน จะหวานน้อยกว่า เมื่อเอามาทอดพอให้หนังเกรียม หรือปิ้งไฟอ่อนๆ เนื้อจะซุยละเอียด รสกลมกล่อมซับซ้อน หอมกลิ่นเกลือและน้ำตาล กินแนมแกงส้มได้อร่อยมากๆ

ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลของปลาเค็ม เราย่อมเคยได้ยินกิตติศัพท์ชื่อเสียงอันอุโฆษของสุดยอดปลาเค็ม จากแหล่งสำคัญๆ เป็นต้นว่า ปลากุเลาเค็มตากใบ ปลาทูลิงเค็มแม่กลอง ปลาอินทรีเค็มสิงหนคร ปลาสลิดบางบ่อ ปลาหมอเทศยี่สาร ฯลฯ

แน่นอนว่า ปลาดุกร้าทะเลน้อย ย่อมถูกบันทึกเป็นหนึ่งในทำเนียบนามเหล่านั้นด้วย

หากจะมองปลาเค็มจากมุมมองอื่นๆ ก็เคยมีศาสตราจารย์ทางมานุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ ผู้สนใจเรื่องอาหารการกิน กับทั้งเคยเดินทางลงภาคสนามมาแล้วแทบทั่วทั้งอาเซียน ได้เคยพูดถึงปลาเค็ม “ในฝัน” ของท่านไว้ว่า มีสามแห่ง คือปลาหมอทะเลเค็ม ปากน้ำย่างกุ้ง ปลาเก๋าเค็ม เกาะมินดาเนา และปลาสละเค็ม ตากใบ

ดร. อานันท์ มองว่า ปลาเค็มในบางแห่งนั้นเป็นทั้งตัวช่วยและตัวเชื่อม ให้สามารถกินอาหารในสำรับที่หลากหลายได้อย่างกลมกลืน โดยเฉพาะแกงพม่า ซึ่งแต่ละหม้อมีรสชาติแตกต่างกันมาก หากทว่าบางแห่ง อย่างเช่น เวียดนาม นั้น ปลาเค็มถูกใช้เป็นเพียงเครื่องปรุงรสในอาหาร ไม่ได้กินแยกเป็นจานๆ เพื่อเชื่อมรสอย่างที่คนพม่าหรือคนไทยกิน

และความที่สนใจเรื่องกับข้าวกับปลา ดร. อานันท์ มองว่า การได้กินอาหาร “ในบริบท” หมายถึงกินในที่ที่อาหารถูกผลิตขึ้น ท่ามกลางความเป็นพื้นถิ่น และในบรรยากาศของความรู้ความเข้าใจถึงที่มาของวัตถุดิบอาหาร ย่อมจะทำให้อาหารนั้นๆ “อร่อยแน่ คุณเอ๊ย” ตามคำชักชวนเชื้อเชิญชิมที่ ดร. อานันท์ มักกล่าวในหมู่มิตรสหายเสมอๆ

แต่ถ้าเราเอาแง่มุมมองนี้มาทดลองใช้กับปลาดุกร้าทะเลน้อย ดูบ้างเล่า?

เรารู้กันดีว่า ทะเลน้อย ประสบปัญหาการตื้นเขินจากตะกอนดินและซากพืช การรุกคืบของน้ำเค็ม และคุณภาพน้ำที่เริ่มเสื่อมลง ภาพทะเลน้อยที่ตามบันทึกสมัยเมื่อครึ่งศตวรรษก่อน เคยมีโขลงช้างป่า เสือปลา และชะมดน้ำ กลายเป็นแต่เพียงความทรงจำ การลดลงของระดับน้ำเพียงหนึ่งเมตรในปัจจุบัน อาจส่งผลให้สาหร่ายตาย น้ำเน่าเสีย โดยเฉพาะกรณีเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ที่มีปลาตายจำนวนมาก มีผู้กล่าวว่า สาเหตุอื่นๆ ที่รู้กันดีก็คือ การปล่อยน้ำเสีย ทั้งจากชุมชนรอบๆ และน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีเกษตรจากเทือกเขาบรรทัดลงทะเลน้อย โดยปราศจากการบำบัด ทั้งนี้ ยังไม่รวมกรณีการลักลอบใช้อวนตาถี่จับปลา และการชอร์ตปลาด้วยกระแสไฟฟ้า

แน่นอนว่า ข้อมูลที่อาจทำให้รสชาติปลาดุกร้าปร่าแปร่งไปบ้างเช่นนี้ ถ้าเราได้ลองมองผ่านปลากุเลาเค็มจากตากใบ หรือเคยเค็มจากกระบี่ ฯลฯ เราก็อาจสงสัยต่อไปได้ว่า ความแปลกใหม่แรกลิ้มรสนั้นอาจมีอะไรมากกว่ารสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ที่ลิ้นพึงรับรู้ได้ตามปกติ

และถ้า “ความรู้” เป็นที่มาของ “ความรู้สึก” จริงอย่างที่คนเขาพูดกัน ก็ไม่แน่นักว่า รสชาติการกินในบริบทครั้งต่อๆ ไปของเราท่าน จะเป็นเช่นไร..จะรื่นรมย์กับรสชาติแปลกใหม่แสนเสน่ห์ หรือเศร้าใจกับชะตากรรม หลังหม้อ ไห จาน ชาม ของเพื่อนร่วมแผ่นดินเหล่านั้น…

คำกล่าวสรุปการบรรยายเกี่ยวกับอาหารครั้งหนึ่งของ ดร. อานันท์ กาญจนพันธุ์ เมื่อ พ.ศ. 2553 นับว่าชวนคิดอย่างยิ่ง

“…ผมคิดว่า อาหารเป็นตัวทำลายพรมแดนระหว่างนักวิชาการและชาวบ้าน หรือรวมถึงคนอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นใคร เมื่อ (ลองมีปฏิสัมพันธ์) ผ่านอาหาร เรา (จะเห็นว่าเรา) แทบไม่รู้อะไรเลย ดังนั้น วงอาหารคือการเริ่มข้ามพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ตรง เร็ว และง่ายที่สุด…”

คนเราจึงอาจเริ่มรู้จักกันได้อย่างประทับใจ และเข้าใจกันผ่านข้าวเล็บนกนึ่ง แกงส้มลูกหลุมพีกับปลาหมอมันๆ แกล้มปลาดุกร้าดีๆ ทอดไฟอ่อนๆ จนเนื้อฟูนุ่ม ฯลฯ

เพราะว่าอาหาร คือ “บทสนทนา”…

มหาเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ของ พระเจ้าราชาธิราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

มหาเจดีย์มุเตา เมืองหงสาวดี อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ของ พระเจ้าราชาธิราช

เมืองพะโค (Bago) หรือ หงสาวดี ชาวมอญเรียกว่า หานตาวดี (Hanthawaddy) อยู่ห่างจากกรุงย่างกุ้ง ประมาณ 80 กิโลเมตร เคยเป็นอาณาจักรของคนมอญ เล่ากันสืบต่อเป็นตำนานมาว่า สร้างโดยสองพี่น้องชาวมอญ ชื่อ สมละ และ วิมละ ในราวปี พ.ศ. 825 หลังจากนั้นอีกประมาณ 260 ปี พม่าก็เข้ายึดครอง จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 1912 พระเจ้าพินยะอุ ผู้ครองเมืองเมาะตะมะ ได้ย้ายราชธานีมาที่พะโค

กษัตริย์มอญที่สำคัญองค์หนึ่งคือ พระเจ้าราชาธิราช ซึ่งเป็นต้นเรื่องของวรรณคดี ราชาธิราช ที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) เรียบเรียงไว้เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเรื่องราวการรบระหว่างชนชาติมอญกับพม่า ที่เรารู้จักนามกันดี ฝ่ายมอญ มีพระเจ้าราชาธิราช ส่วนฝ่ายพม่า มีพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง บรรดาแม่ทัพนายกองฝ่ายมอญที่มีนาม อุโฆษ เช่น สมิงพ่อเพชร สมิงนครอินทร์ สมิงพระราม เป็นต้น ส่วนฝ่ายพม่ามีมังต่างๆ ทั้ง มังมหานรธา มังนันทสู มังนันทมิตร เป็นต้น ต่างทำสงครามรบพุ่งกันอย่างยาวนาน ยืดเยื้อ ด้วยฝีมือและไหวพริบอันชาญฉลาดของขุนนางและทหารเอกแต่ละฝ่าย

หัวเมืองมอญในอดีต เช่น เมาะตะมะ ทวาย ตะนาวศรี มะริด เป็นต้น ล้วนเป็นดินแดนกันชนระหว่างสยามกับพม่า เพราะเป็นเมืองท่าที่มีทางออกสู่ทะเล พม่าจึงต้องพยายามตีมอญเพื่อใช้เบิกทาง บุกมาตีกรุงศรีอยุธยาหลายครั้งหลายคราว

ในปี พ.ศ. 2084 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ กษัตริย์พม่า แห่งเมืองตองอู ตีเมืองหงสาวดีได้

ครั้งนั้น บรรดาชาวมอญถูกฆ่าฟันล้มตายจำนวนมาก จนบางส่วนต้องหลบหนีมาพึ่งสยาม ที่เหลือก็อยู่อย่างทุกข์ทรมาน นักประวัติศาสตร์ชาวพม่าบันทึกไว้ กล่าวถึงความบกพร่องอันยิ่งใหญ่ของคนมอญ ที่ไม่มีความทะเยอทะยานในด้านการเมือง จึงไม่เคยแสวงหาอาณาจักรของตนเอง แต่ในความเป็นจริงมิใช่เช่นนั้น ชาวมอญเป็นผู้เคร่งครัดในปรัชญาพุทธศาสนา เน้นหลักไม่เบียดเบียน ข่มเหง รังแกผู้อื่น อีกทั้งนิยมชมชอบในศิลปวิทยาสถาปัตยกรรม ตลอดจนหัตถกรรมมากกว่าการสู้รบกัน

กระทั่งปี พ.ศ. 2109 พระเจ้าบุเรงนอง ได้ตั้งเมืองหงสาวดีขึ้นเป็นราชธานี แห่งราชวงศ์ตองอู และได้ย้ายราชธานีไปยังกรุงอังวะ (Inwa) ในเวลาต่อมา คราวนี้มอญก็ประกาศอิสรภาพจากพม่า แต่ไม่นานนักพระเจ้าอลองพญาแห่งพม่าก็ยกทัพมาปราบอีก สุดท้ายพม่าต้องตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ คราวนี้อังกฤษก็พยายามจัดตั้งรามัญประเทศขึ้นใหม่ เพื่อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตน โดยเที่ยวสืบหาเชื้อพระวงศ์ของกษัตริย์หงสาวดี เพื่อให้มาครองราชย์สืบสันติวงศ์มอญต่อไป

ยังมีคำบอกเล่าอีกว่า เชื้อพระวงศ์ของมอญได้สูญสิ้นไปแล้วทั้งหมด หรือเป็นเลศนัยอย่างหนึ่งของอังกฤษ นักล่าอาณานิคมที่แสร้งกล่าวเช่นนั้น เพื่อผลประโยชน์บางอย่างทำนองนัยซ่อนเร้น

อย่างไรก็ตาม รามัญ ประเทศของผู้คนชาวมอญได้หายไปจากแผนที่โลกแล้วจริงๆ

ในอาณาจักรหงสาวดียังมี พระธาตุมุเตา หรือเจดีย์ชเวมอว์ดอว์ (Shwemawdaw) เป็นสถาปัตยกรรมที่สูงค่าของคนมอญที่ยืนเด่นอยู่อย่างท้าทาย นับเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในเมียนมา เป็นอีกหนึ่งองค์มหาเจดีย์ในจำนวน 5 องค์ คำว่า “มุเตา” เป็นภาษามอญ แปลว่า จมูกร้อน เนื่องจากต้องแหงนหน้ามองยอดเจดีย์ที่สูงถึง 114 เมตร จนคอตั้งบ่า แสงแดดจึงแผดเผาจมูกจนร้อนถึงกับไหม้เกรียมเลยทีเดียว

พระธาตุมุเตา มีลักษณะรูปทรงแบบเจดีย์มอญอื่นๆ แต่มีอายุเก่าแก่กว่า กล่าวกันว่ามีอายุถึง 2,000 ปี สร้างโดยสองพี่น้องชาวมอญ เพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุ 2 เส้น ที่ได้รับจากพระพุทธเจ้า พระเจ้าบุเรงนองให้แกะอัญมณีเม็ดใหญ่จากยอดพระมหามงกุฎมาถวายเป็นฉัตรยอดเพื่อเป็นพุทธบูชา

พระธาตุมุเตาต้องประสบกับแผ่นดินไหวหลายครั้งหลายหน ครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2473 จนแผ่นดินสะท้านสะเทือนไปทั่วอาณาบริเวณในเมียนมา จนมาถึงเมืองสยาม เป็นเหตุให้พระธาตุมุเตาถึงกับพังทลายลง ชาวมอญและชาวพม่าร่ำไห้ไปทั้งเมือง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงรำพึงรำพันว่า เสียดายยิ่งนัก ได้พบเห็นแต่เพียงกองดินสูงใหญ่ท่วมถมออกไปจนพ้นลาน น่าอนาถใจยิ่งนักพุทธศาสนิกชนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า

รวมถึงชาวไทย ได้รวมใจผสานศรัทธาเรี่ยไรเงิน กระทั่งก่อสร้างเจดีย์ชเวมอร์ดอว์ขึ้นมาใหม่ ในปี พ.ศ. 2479 ชิ้นส่วนของเจดีย์ที่หักพัง ได้จัดแสดงไว้บริเวณลานทางทิศเหนือ กลายเป็นจุดอธิษฐานศักดิ์สิทธิ์ของชาวมอญ และอีกหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า เพื่อให้ชีวิตมั่นคงถาวร

ส่วนยอดเจดีย์ที่หักลงมานั้น ได้มีการสร้างมงกุฎครอบไว้ บนลานเจดีย์ยังมีพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ โดยจัดแสดงสิ่งของที่พุทธบริษัทนำมาสักการะ ทั้งพระพุทธรูป สร้อยคอ ดาบ เงิน ทอง จำนวนมาก