ไขปริศนาประเด็นอำพราง ในประวัติศาสตร์ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05127151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เรียนรู้จากหนังสือ

“ศรีจุฬาลักษณ์”

ไขปริศนาประเด็นอำพราง ในประวัติศาสตร์ไทย

ช่วงหน้าฝนของทุกปี พยายามบอกเล่ากับผู้ขับขี่รถทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบนถนน หรือในตรอกซอกซอย

ขอให้ผู้ขับขี่เห็นใจผู้เดินถนนหนทาง ด้วยการขับขี่ช้าหน่อย น้ำจะได้ไม่กระเด็นใส่ผู้เดินถนนหนทาง

ถ้าเป็นน้ำสะอาดก็พอทำเนา แต่ถ้าเป็นน้ำคลำ ก็จะเหม็นติดเสื้อผ้า ซักออกก็ยาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตรอกซอกซอยส่วนใหญ่น้ำที่ขังจะไม่สะอาด

ยิ่งหากซอยไหนเป็นของเอกชนด้วยแล้ว การลอกท่อเพื่อให้น้ำฝนที่ตกลงมาไหลสะดวก แทบจะไม่ได้ทำ ทำให้น้ำท่วมขัง และสกปรกอีกต่างหาก

และที่ผ่านมาไม่กี่วัน ก็เกิดมีการทะเลาะวิวาทระหว่างผู้ขับขี่กับพ่อค้าแม่ขาย และผู้เดินถนนจนขึ้นโรงพักกันแล้ว

ความมีน้ำใจ เห็นอกเห็นใจกันในแต่ละฤดูกาล จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ อย่าคิดเอาแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง

เวลานี้ เมืองใหญ่ใหญ่ล้วนแต่มีรถราหนาแน่น

ยิ่งมีรถ ยิ่งต้องมีวินัย มีน้ำใจ

เรียนรู้จากหนังสือปักษ์นี้ มีความรู้ที่อยากให้ช่วยกันศึกษาอย่างเปิดใจกว้าง อย่าได้มีอคติ

เป็นอดีตการเมืองเบื้องหลัง 3 เมกะโปรเจ็กต์ สมัยรัชกาลที่ 5

“ไขปริศนาประเด็นอำพราง ในประวัติศาสตร์ไทย” ศึกษาค้นคว้ามาให้รู้ โดย ไกรฤกษ์ นานา

“ผู้เขียนได้พยายามค้นคว้าหาคำตอบของประเด็นอำพราง ที่มักจะเป็นข้อถกเถียงของนักประวัติศาสตร์ไทย

“บางเรื่องก็เคยถูกมองว่าไม่ควรเปิดเผยจากหลักฐานใหม่ที่ค้นพบในต่างประเทศ ทำให้ตระหนักว่า พระมหากษัตริย์ไทยในอดีต ได้ดำเนินกุศโลบายอันแยบยล เพื่อความอยู่รอดของชาติบ้านเมือง แม้ว่าจะต้องเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา

“เรื่องเด่นในเล่มนี้คือ การที่รัชกาลที่ 5 ให้ชาวอังกฤษสำรวจทำแผนที่เมืองไทยฉบับแรก และให้วางโครงการสร้างทางรถไฟ จากไทยไปเมืองจีนครั้งแรก…”

เมืองไทยที่ดำรงอยู่ได้ทุกวันนี้ ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องศึกษาเรียนรู้ และทำความเข้าใจ

ความรู้เรื่องนี้ วางตลาดแล้ว โดย สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์ในรูปเล่ม ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ ราคา 290 บาท

เป็นความรู้ที่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลหามาให้รู้ ก็อยากให้หามาอ่าน

ความรู้บางเรื่องอย่าเพิ่งด่วนสรุป แต่ต้องพิเคราะห์ และสืบค้นที่มาที่ไปจากเอกสารหลายหลายทาง

อ่านจากงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า เวลานี้ผู้คนใช้เครื่องมือสื่อกระจก จนไม่รู้จักการศึกษาค้นคว้า

ยุคนี้ จึงเป็นยุคของการก้มหน้าเขี่ย

เหมือนไก่เขี่ยหาเศษอาหาร

เรื่อง – แล้ง

คอลัมน์ – กวีชาวบ้าน

โดย – สายธารสิโป

จนเม็ดดินแห้งผากรากหยั่งได้ แววแห่งความรากไร้เริ่มหยั่งถึง

ในมวลลมอบอ้าวร้าวรำพึง ถมก้นบึ้งหัวใจหลอมไหม้ราน

ลำที่ส่องคือแดดจ้องแผดเผา ใบหญ้าเฉาแห้งกรอบอยู่รอบด้าน

ตามตุ่มตายอดช่อทรมาน ปลิดขั้วใบตามลานใต้ต้นตัว

เปลือยกิ่งโกร๋นแทงก้านประจานทุ่ง สุดเวิ้งวุ้งวิ่นแหว่งเห็นแล้งทั่ว

ตราบเท่าความทุกข์ยากถึงรากบัว บึงก็ขอดคลองกลั้วแต่โคลนตม

บอกชีวิตบ้านป่ากลางนาไร่ สิ้นแต่เด็ก-ผู้ใหญ่ล้วนหกล้ม

แนวระนาบผืนโลกล้วนโศกตรม กับหนามคมแห่งฟ้าคอยฆ่าฟัน

สู้กับความยากไร้-ใช่ยุติ ชีวิตยังแตกปริแหลกสะบั้น

ด้วยวิธีโกงคดเขากดกัน จากเผ่าพันธุ์บางกลุ่มดักหลุมพราง

เฉือนละนิดบิดละน้อยแต่บ่อยครั้ง หั่นจนกว่าพับพังลงไปข้าง

หวังที่เห็นก็เหมือนจะเลือนราง อำนาจนั้นงัดง้างทุกวิธี

สู้กับภัยแล้งร้ายอาจง่ายกว่า ยังผ่านมาผ่านไปตามวิถี

สู้กับความอยากได้เกินพอดี ผู้กดขี่แน่ชัด-ซึ่งกัดเรา

รอเม็ดดินแห้งผากรากหยั่งได้ จึงยอดใบเริ่มแตกชำแรกเฉา

อาจจะมีรอยยิ้มนั้นพริ้มเพรา หากลึกในใครเล่าพอเข้าใจ

มุทิตาสักการะ ที่กริฟฟิตพาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05128151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

ธรรมะจากวัด

ดร. พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า http://www.skytemple.org

มุทิตาสักการะ ที่กริฟฟิตพาร์ค

ก่อนจะเข้าพรรษา อาตมาพำนักที่วัดพุทธปัญญา รัฐแคลิฟอร์เนีย ระยะหนึ่ง ได้แสดงธรรม สนทนาธรรม พบปะญาติโยมที่วัดพุทธปัญญาและที่กริฟฟิตพาร์คตลอดเวลา ก่อนจะอำลาเดินทางมาจำพรรษาที่วัดพุทธธรรม คุณสมควร กตาธิการ หรือที่พี่ๆ น้องๆ ญาติธรรมชาววัดพุทธปัญญาและชาวกริฟฟิตพาร์ค เรียกขานกันอย่างสนิทสนมว่า พี่นิกิ กตาธิการ ได้มาปรารภว่า ปีนี้ท่านอาจารย์ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรมด้วย ต้องทำหน้าที่ปฏิบัติศาสนกิจมากขึ้น โยมปรารถนาที่จะชวนเพื่อนๆ ที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมเคยฟังธรรมกับท่านอาจารย์มานาน จัดพิธีถวายมุทิตาสักการะ เป็นการแสดงความยินดีและถวายกำลังใจในการปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งที่รัฐแคลิฟอร์เนียและรัฐอิลลินอยส์ จึงขออนุญาตท่านอาจารย์ด้วย โดยจัดที่กริฟฟิตพาร์ค เมื่อวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2558 ระหว่าง เวลา 10.00-11.30 น.

สาเหตุที่ญาติโยมต้องขออนุญาตกันก่อนที่จะแสดงมุทิตาสักการะครั้งนี้ เนื่องจากเป็นที่รู้กันดีในหมู่ญาติธรรมว่า อาตมาไม่ค่อยได้ชักชวนจัดงานเฉลิมฉลองอะไรแบบนี้เลย ไม่ว่าจะได้รับหน้าที่ใดในชีวิต เมื่อรับแล้วก็ทำงานไปตามหน้าที่ โดยยึดหลักที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงจาริกไป เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ชนเป็นอันมาก จงประกาศพรหมจรรย์งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง และงามในที่สุด

เมื่อทำงานด้วยความสุจริตใจตรงไปตรงมาตามพระพุทธประสงค์กับพุทธศาสนิกชนโดยตรง ได้เห็นรอยยิ้มและความสุขที่พุทธศาสนิกชนแสดงออกมา นับได้ว่าเครื่องสักการะที่สำคัญที่มอบให้ทุกครั้งที่ทำงานจบลง อาหารบิณฑบาตที่พุทธศาสนิกชนใส่บาตรถวายมาได้ฉันตั้งแต่เล็กแต่น้อยจนโต คือ รางวัลชีวิตที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้มาจากการทำหน้าที่ของพระภิกษุสงฆ์

เมื่อ คุณนิกิ กตาธิการ ซึ่งเป็นอุบาสิกาที่รู้จักตั้งแต่แรกเดินทาง มาทำหน้าที่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ร่วมกิจกรรมการศึกษา ปฏิบัติและเผยแผ่พระพุทธศาสนากันมาอย่างยาวนาน ด้วยความเสียสละ ทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ มาปรารภที่จะแสดงมุทิตาสักการะอันเป็นการแสดงออก ซึ่งพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นธรรมะของผู้ใหญ่ ของผู้มีความใจกว้าง จึงอนุญาตด้วยความเต็มใจ

พร้อมกันนี้ ก็ให้ความคิดในการจัดว่า ควรจัดงานแบบเรียบง่ายจริงๆ เพราะสาระอยู่ที่การแสดงความยินดีต่อกัน มุทิตา คือความยินดีต่อกันที่รู้สึกภายในแล้วแสดงออกมาได้นั้น เป็นคุณธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความอิจฉา ริษยา ขณะจิตที่แสดงความยินดี เป็นขณะจิตที่มีแต่ความอิ่มเอิบเบิกบาน ไม่มีความอิจฉา ริษยาเจือปน เป็นความรู้สึกที่เป็นสุขและผ่อนคลายยิ่ง สังคมใดเป็นสังคมที่รู้จักแสดงมุทิตาต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ ล้วนเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยมิตรภาพอย่างยั่งยืน เป็นสังคมที่เป็นดุจครอบครัวเดียวกัน

ชุมชนของวัดพุทธปัญญาก็ดี ชุมชนคนรักธรรมที่กริฟฟิตพาร์ก็ดี ล้วนเป็นสังคมที่สมาชิกทุกคนมารวมตัวกันทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์อย่างเหนียวแน่น เพื่อทำกิจกรรมการศึกษาปฏิบัติและเผยแผ่พุทธศาสนาด้วยความรู้สึกของคนในครอบครัวเดียวกัน มีความรัก มีความห่วงหาอาทรต่อกันเสมอมา

อาตมาต้องเดินทางไปทำงานเสริมทางพระพุทธศาสนาในที่ต่างๆ มิได้อยู่ร่วมเป็นเวลานานๆ แต่ด้วยการที่ชาววัดพุทธปัญญาและชาวชุมชนคนรักธรรม มีจิตใจที่ดีงาม มั่นคง สามารถดำรงกิจกรรมเหล่านี้อยู่ได้อย่างยั่งยืน น่าชื่นชม

การทำกิจกรรมทางธรรมล้วนๆ เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เพราะการทำกิจกรรมแบบนี้เป็นเรื่องของความปกติสงบเยือกเย็น ไม่เอร็ดอร่อย ไม่สนุกสนาน ไม่มีเกียรติยศใดๆ มีแต่บุญกุศลที่เกิดขึ้นทุกวัน เป็นกำไรที่ฝังไว้ในจิตใจอย่างยั่งยืน ไม่มีใครมาลักขโมยไปได้ เป็นเหตุปัจจัยให้มีความสุขทั้งภพนี้ภพหน้าต่อไป

ในฐานะคนทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่คลุกคลีมุ่งมั่นงานเพื่อพุทธธรรมล้วนๆ ทั้งที่วัดพุทธธรรมและพุทธปัญญา ก็พบว่า ถ้าเป็นการทำบุญให้ทาน ถวายภัตตาหาร รับประทานอาหารร่วมกัน จะมีคนร่วมเป็นจำนวนร้อย แต่พอชวนฟังธรรมที่จัดไว้ประจำวันอาทิตย์ จะเหลือผู้ฟัง ประมาณ 20 คน หลังจากนั้น เป็นรายการภาวนา จะเหลือเพียง 5-6 คน

ติดตามข่าวจากเฟซบุ๊กวัดพุทธปัญญา น่าปลื้มใจมากที่ ดร. พระมหานรินทร์ นรินฺโท และพระจักกฤษ ธีรธมฺโม ได้นำพุทธศาสนิกชนเดินจงกรม ทำสมาธิ ทุกวันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์ จึงขอฝากคำชื่นชมมายังพุทธศาสนิกชนชาววัดพุทธปัญญา พร้อมด้วยพระภิกษุวัยหนุ่มทั้งสองท่าน ที่มีวิริยะอุตสาหะ ทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนปฏิบัติพุทธธรรมกันตรงๆ ล้วนๆ ซึ่งทำได้ยาก ให้เกิดขึ้นที่วัดพุทธปัญญาอันเป็นวัดที่พุทธศาสนิกชนร่วมกันสร้างและใส่ความฝันไว้ว่าจะเป็นวัดที่มุ่งมั่นสู่การเผยแผ่พุทธธรรม โดยไม่มีไสยศาสตร์หรือโหราศาสตร์มาเจือปนแต่อย่างใด ผู้ที่จะรักษาความฝันและอุดมการณ์ของวัดได้ดี คือพระภิกษุที่อาศัยอยู่ภายในวัดและพุทธศาสนิกชนที่ร่วมมือกันเท่านั้น นอกจากนี้ ไม่มีใครและหน่วยงานไหนจะช่วยกันรักษาสิ่งดีงามนี้เอาไว้ได้เลย

ขอชื่นชมจากใจที่เปี่ยมด้วยความยินดี

ขอขอบคุณ และอนุโมทนา คุณนิกิ กตาธิการ และญาติธรรมทั้งหลาย ที่จัดพิธีมุทิตาสักการะครั้งนี้ ขอความสุขสวัสดีเพียบพร้อมไปด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ จงบังเกิดขึ้นแก่ท่านสาธุชนทั้งหลายตลอดไป

“ตำบลละล้าน” ทะลุเป้า บรรเทาภัยแล้งชุมชนเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05129151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 609

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

“ตำบลละล้าน” ทะลุเป้า บรรเทาภัยแล้งชุมชนเกษตร

จากการที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร บูรณาการร่วมกับกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินโครงการสร้างรายได้และพัฒนาการเกษตรแก่ชุมชน เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ตามนโยบายรัฐบาล ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-กันยายน 2558 เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชนเกษตรในช่วงฤดูแล้ง โดยให้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล (ศบกต.) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโครงการ

จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ได้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดย นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยมีชุมชนเกษตรร่วมดำเนินโครงการ 6,596 โครงการ ในพื้นที่ 3,043 ตำบล ใช้งบประมาณรวม 2,992.75 ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างแรงงาน จำนวน 871,849 ราย คิดเป็นแรงงาน 5.26 ล้านแรง

กิจกรรมที่ชุมชนเกษตรดำเนินการภายใต้โครงการนี้ มี 4 กิจกรรม คือ

1. การจัดการแหล่งน้ำ มีจำนวน 3,328 โครงการ สามารถบริหารจัดการน้ำรองรับพื้นที่การเกษตรได้ กว่า 7.08 ล้านไร่

2. การแปรรูปผลผลิตทางเกษตร 636 โครงการ ทำให้เกิดศูนย์เรียนรู้ 493 ศูนย์ และช่วยสร้างมูลค่าจากการจำหน่ายผลผลิต คิดเป็นมูลค่ารวม 92.32 ล้านบาท

3. การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต 2,371 โครงการ สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยชีวภาพได้ไม่น้อยกว่า 567,770 ตัน ทั้งยังมีการสร้างและปรับปรุงลานตากผลผลิตเกษตร เช่น ข้าว และมันสำปะหลัง ซึ่งรองรับผลผลิตได้ ประมาณ 1.90 ล้านตัน/ฤดูกาลผลิต

4. การจัดการเพื่อลดความสูญเสียผลผลิตเกษตร จำนวน 261 โครงการ สามารถรองรับการจัดการศัตรูพืชในพื้นที่เกษตร จำนวน 811,010 ไร่ คาดว่า จะมีการขยายผลต่อยอดเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้ง ทั้งในระยะกลางและระยะยาวต่อไป

ด้าน นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ประเมินผลการดำเนินโครงการสร้างรายได้ฯ ในภาพรวม พบว่า ชุมชนเกษตรที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจมาก ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชน ทั้งยังช่วยสร้างความเข้มแข็ง ความปรองดอง ความสามัคคี และมีเงินหมุนเวียน ช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจของชุมชนได้ถึง 2,048 ล้านบาท คิดเป็น 84% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2,442 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังเกิดการบูรณาการทำงานของหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อน ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบของการบริหารโครงการสำคัญในระดับชุมชนได้

“กรมส่งเสริมการเกษตร ได้คัดเลือกโครงการของชุมชนเกษตร จำนวน 32 โครงการ ที่อยู่ภายใต้โครงการสร้างรายได้ฯ มาเผยแพร่สู่สาธารณะเพื่อเป็นต้นแบบแก่ชุมชนอื่นๆ และเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการทำงานของ ศบกต. รวมทั้งกลุ่ม/องค์กรเกษตรกรในการพัฒนาชุมชนเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ซึ่งขณะนี้มีการขยายผลการดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม สามารถช่วยสร้างงานและสร้างรายได้ในช่วงหน้าแล้ง และลดปัญหาเคลื่อนย้ายแรงงานสู่เมืองใหญ่ได้”

“อนาคต กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีแนวคิดนำหลักการของโครงการสร้างรายได้ฯ ไปขยายผลต่อยอดสู่การสร้างฟาร์มชุมชน เป้าหมายนำร่อง อำเภอละ 1 ฟาร์ม ใน 882 อำเภอ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีการจัดการฟาร์ม เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมสร้างอาชีพและสร้างรายได้ ในช่วงที่ไม่สามารถทำการผลิตในภาวะปกติของครัวเรือน เป็นการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภาวะภัยแล้งด้วย” นายโอฬาร กล่าว

ทั้งนี้ ฟาร์มชุมชนมีรูปแบบการดำเนินกิจกรรม 4 กิจกรรม ขึ้นอยู่กับความต้องการของชุมชนเป็นหลัก คือ

1. การสร้างและพัฒนาแหล่งน้ำการเกษตรของชุมชน

2. การผลิตพืช ปศุสัตว์ และประมง

3. การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และ

4. การฝึกอาชีพการเกษตรและการแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร

ซึ่งคาดว่า จะทำให้เกิดแหล่งสำรองอาหารของชุมชน ทั้งยังเกิดแหล่งฝึกอาชีพและสร้างรายได้ของเกษตรกร และเกิดทุนหมุนเวียนเพื่อการดำเนินกิจกรรมฟาร์มชุมชน เป็นต้น

เข้าถึงเงินทุนไม่ยาก ถ้าธุรกิจเข้าที มีวินัยทางการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

คลินิกค้ำประกัน

โดย…มิสเตอร์ บสย.

เข้าถึงเงินทุนไม่ยาก ถ้าธุรกิจเข้าที มีวินัยทางการเงิน

ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SMEs ครับ ข่าวดีนี้มาพร้อมกับการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เป็นแม่ทัพ

ผมว่าข่าวดีนี้ ไม่เพียงแต่เกิดผลโดยตรงกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังส่งผ่านข่าวดีผ่านมาตรการ แบบสายฟ้าฟาด มายังผู้ประกอบการ SMEs ให้เกิดเป็นรูปธรรมจับต้องได้ครับ แถมยังเดินหน้าคิกออฟเรียบร้อยแล้ว ภายใต้โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลคือ ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการายย่อยเหล่านี้ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้จริงๆ

การขับเคลื่อนแบบคิดเร็ว ทำเร็ว จากนโยบาย สู่การปฏิบัติจริง เกิดขึ้นตลอดเดือนกันยายน บทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐ ทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน ถูกมอบหมายภารกิจ ให้ช่วยค้ำประกัน โดยรอบนี้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ รับภาระค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่ขอสินเชื่อถึง 4 ปี คิดเป็นงบประมาณการให้ความช่วยเหลือด้านต้นทุนธุรกิจถึง 4,000 ล้านบาท และอนุมัติวงเงินค้ำประกันให้ถึง 1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมยังอดกังวลไม่ได้ กับการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการก็คือ การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน โดยปราศจากความเข้าใจอย่างแท้จริงของผู้ประกอบการครับ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ

ข้อมูลที่ผมได้สัมผัสก็คือ มีผู้ประกอบการจำนวนมากไม่เข้าใจว่าทำไมแบงก์ไม่ปล่อยกู้ให้พวกเขา ทั้งๆ ที่รัฐบาลก็ได้ผลักดันแพ็กเกจความช่วยเหลือออกมามากมาย บางท่านมีความต้องการเงินทุนมากยื่นกู้ไปหลายแบงก์ แต่แบงก์ก็ไม่ปล่อยกู้สักที สุดท้ายก็คือ พวกเขาเหล่านั้น ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ แบงก์ไม่ปล่อยวงเงิน ทั้งที่รัฐบาลมีเครื่องมืออย่าง บสย. เป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อให้

ผมขออนุญาตอธิบายง่ายๆ แบบนี้ครับว่า การที่แบงก์จะให้เงินกู้ใครสักคน เขาจะพิจารณาจาก 2-3 ประการครับ ถ้าคุณทำธุรกิจ แบงก์ก็จะดูจากธุรกิจที่คุณทำอยู่ เป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตหรือไม่ จากนั้นก็จะดูจากรายได้ และการเดินบัญชี แน่นอนว่าถ้าคุณจะกู้แบงก์ แบงก์ก็จะดูว่าการเดินบัญชีเป็นอย่างไร จากนั้นก็ดูเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ครับ เช่น รายรับต่อเดือน เพียงพอต่อการชำระหนี้หรือไม่ นี่คือหลักการกว้างๆ ที่แบงก์ต้องพิจารณาครับ นี่คือกรณีผู้กู้ที่มีสถานะปกตินะครับ และก็จะดูเอกสารหลักฐานอื่นๆ เช่น ใบประกอบกิจการ

มีผู้ประกอบการอีกประเภทหนึ่งคือ เป็นลูกหนี้ธนาคาร แล้วไม่ยอมชำระหนี้ ทำให้สถานะการเป็นหนี้ของคุณถูกขึ้นบัญชี ที่เรียกว่าติดเครดิตบูโร การติดเครดิตบูโร ก็เหมือนกับคุณหมดสิทธิ์ที่จะไปกู้เงินเพิ่มแล้วครับ ถึงตรงนี้อาจจะยังไม่เข้าใจว่าเมื่อไหร่ถึงจะติดเครดิตบูโร ง่ายๆ ก็คือ หากคุณไม่ชำระหนี้ ตามกฎเกณฑ์ของธนาคาร คุณจะถูกเลื่อนขั้นเป็นลูกหนี้ที่มีปัญหาครับ ถึงแม้คุณจะได้ชำระหนี้นั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่คุณก็ยังต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 6 เดือนครับ ถึงจะกลับมามีประวัติที่ใสสะอาดดังเดิม ประวัติการชำระหนี้หรือการเป็นหนี้ของท่านจะถูกบันทึกไว้เพื่อเป็นประวัติในการพิจารณาการปล่อยกู้ครับ

อีกปัญหาหนึ่งที่พบเห็นได้บ่อยมากจากข้อร้องเรียนที่ถูกส่งมายังเราคือ การไม่รู้ตัวว่าตัวเองหมดสิทธิ์กู้ไปแล้วจากพฤติกรรมของตัวคุณเอง ก็คือ คุณไม่ยอมจ่ายหนี้นั่นเอง

ถึงตรงนี้ ผมอยากให้ผู้ประกอบการ SMEs ที่เตรียมตัวจะเป็นหนี้ เพื่อนำเงินมาขยายธุรกิจ หรือเสริมสภาพคล่อง ต้องทำความเข้าใจและให้ความสำคัญกับคำว่า “วินัยทางการเงิน” ให้มากครับ เรียกว่าต้องเข้มงวดและเคร่งครัดเลยครับ การสร้างวินัยทางการเงิน ต้องฝึกฝนและอดทนครับ

หลักการง่ายๆ ถ้าคุณยังมีหนี้ คุณต้องใช้หนี้ครับ ถ้าคุณยังติดเครดิตบูโร อย่าได้คิดจะกู้เงินก้อนใหม่เด็ดขาดเพราะแบงก์ไม่มีวันปล่อยเงินให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยง ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการใหม่ คุณคงต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองในการดำเนินธุรกิจสัก 2-3 ปี ถ้าธุรกิจดี ธุรกิจคุณเข้าที รับรองเงินทุนวิ่งมาหาคุณแน่นอนครับ

กับดักมนุษย์เงินเดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

กับดักมนุษย์เงินเดือน

มนุษย์เงินเดือน น่าจะเป็นกลุ่มมนุษย์ที่มีจำนวนมากที่สุดในกลุ่มของคนที่อยู่ในวัยทำงาน พบเห็นได้ตามท้องถนนทั่วไป ไม่ว่าจะอาชีพไหนก็แล้วแต่ ล้วนเป็นอาชีพที่ดูเหมือนว่าน่าจะมั่นคงสุดๆ เพราะมีรายได้ประจำ มีเงินให้ใช้ทุกสิ้นเดือน แถมเผลอๆ มีโบนัสให้อีกตอนสิ้นปี หากได้อยู่บริษัทดีๆ สวัสดิการต่างๆ เพียบพร้อม ทั้งประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ฯลฯ

แต่ความมั่นคงเหล่านี้แหละที่ทำให้เหล่ามนุษย์เงินเดือนชะล่าใจ และติดกับดักระหว่างชีวิตการทำงาน กับดักที่ว่าคือ

1. ติดกับดักกับสังคมสร้างภาพ ในยุคที่ชีวิตติดโพสต์ มีอะไรก็ต้องแชร์ผ่านออนไลน์ให้โลกรับรู้ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไปเที่ยวไหนก็ต้องโชว์ กินข้าวก็ต้องโพสต์ ซื้อเสื้อผ้า ทำหน้า ทำผม โพสต์หมด และเข้าใจไปเองว่าการนำตัวให้อยู่ในสถานที่ดีๆ Check in ในร้านอาหารที่หรูหราเป็นการเพิ่มคุณค่าให้ตัวเอง เรามาถึงจุดที่มีธุรกิจการขายพวงมาลัยรถยนต์ เพื่อไว้ถ่ายรูปสร้างโปรไฟล์ในโซเชียลมีเดีย ให้ตัวเองดูรวยว่าขับรถหรูราคาแพง เราซื้อกระเป๋าตามแบบที่ดาราฮอลลีวูดเขาถือกัน โดยลืมคิดไปว่ารายได้เราเท่ากันกับเขาหรือเปล่า เราสาละวนอยู่กับการสร้างภาพ เพื่อทำให้โปรไฟล์ตัวเองดูดี โดยที่การสร้างภาพเหล่านี้มีต้นทุน มีราคาที่เผลอๆ เกินกว่ารายได้ที่เรามี

2. คิดไปเองว่าความมั่นคงมีจริง คิดไปเองว่าบริษัทที่เราทำงานด้วยจะมั่นคงไปตราบเท่าอายุขัยของเราและลูกหลาน ดังนั้น จึงฝากอนาคตของตนเองไว้ที่บริษัททั้งหมด ฉันจะตายที่นี่!! ไม่ไปไหนแล้ว ติดกับดักความมั่นคง เลยไม่ได้พัฒนาความสามารถด้านอื่นไว้เลย เมื่อศักยภาพไม่ถูกพัฒนา ความสามารถจึงมีจำกัด บวกกับการติดนิสัยรักสบาย ถือคติที่ว่า ลำบากวันนี้สบายวันหน้า แต่ถ้าขี้เกียจวันนี้ สบายวันนี้เลย 555+ ก็เลยทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม วันใดฟ้าผ่าเปรี้ยง ต้องเปลี่ยนงาน ชีวิตก็จะอยู่ยากขึ้น เพราะปัจจุบันงานไม่ได้หาง่าย เมื่องานไม่มี รายได้ก็ไม่มา

3. เงินเดือนหมด ตั้งแต่ยังไม่กดออกมา เพราะได้ใช้จ่ายล่วงหน้าไปหมดแล้ว หักเงินกู้บ้าน กู้รถ กู้สหกรณ์ กู้บริษัท ตัดยอดเงินผ่อนบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อทุกชนิด ดังนั้น เมื่อถึงสิ้นเดือน จึงไม่มีเงินเหลือให้ใช้จ่าย ใช้จ่ายในแต่ละเดือนด้วยการหมุนผ่านบัตรเครดิต ยอมเสียดอกเบี้ยแพงๆ

4. ลืมจัดสรรเงินออม เงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปี แต่เงินเก็บไม่เคยมีเข้าบัญชี ด้วยข้ออ้างสารพัน จริงๆ แล้วการออมเงินถือเป็นหนทางแห่งความมั่นคงที่สุดของมนุษย์เงินเดือน

หากใครอ่านดูแล้ว คิดว่าตัวเองยังอยู่ในวนเวียนอยู่ในกับดักเหล่านี้ ดิฉันมีคาถามาแนะนำ คาถาที่ว่าคือ ลด ละ เลิก

1. ลด หนี้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นหนี้นอกระบบ หรือในระบบ ค่อยๆ ปลดไปทีละก้อน เลือกก้อนที่เล็กที่สุดก่อน เพราะปลดง่ายสุด ลดหนี้เก่า ไม่สร้างหนี้ใหม่ เลิกซื้อของเงินผ่อน

2. ละ กิเลส แยกแยะให้ได้ว่าอะไรคือการสร้างภาพ อะไรคือเนื้อแท้ ให้ความสำคัญกับเนื้อแท้ มุ่งพัฒนาความสามารถในการทำงาน มากกว่าการทำตัวเองให้ดูดีด้วยวัตถุราคาแพง

3. เลิก สบาย ออกจากพื้นที่ความสบาย (Comfort zone) บ้าง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม การไม่เสี่ยงอะไรเลยคือ เสี่ยงที่สุด ในชีวิตจริงไม่มีอะไรรับประกันหรอกว่าอะไรจะมั่นคงที่สุด โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ถ้ามัวแต่คิดว่าอยู่แบบนี้ก็สบายดีอยู่แล้วนี่ เมื่อคลื่นลูกใหม่หรือเด็กใหม่ๆ ไฟแรงกว่า เข้ามาแทนที่ คุณก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หรือแย่ยิ่งกว่าคือ ถูกทิ้งไปเลย เลิกจ้าง ว่างั้น!

ออกจากกับดักกันเถอะนะ!! พี่น้อง

“Summer Street” ซีฟู้ดริมถนน ดีไซน์นำ ทำเพื่อคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07021011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

รายงานพิเศษ

อันติกา

“Summer Street” ซีฟู้ดริมถนน ดีไซน์นำ ทำเพื่อคนเมือง

ด้วยช่วงที่เริ่มต้นเปิดร้านในฤดูฝนพอดี เราเจอปัญหาเยอะมาก ตอนนั้นคิดว่าถ้าผ่านจุดนี้ไปได้เราก็รอด แต่ถ้าไปไม่รอดก็จะเจ๊งไปแบบเงียบๆ ซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน มารู้ตัวอีกทีลูกค้าต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอคิว ตอนนั้นยังงงเลยว่าผู้คนเขามาต่อแถวเพื่อทำอะไร และจนทุกวันนี้ ก็ยังได้เห็นปรากฏการณ์นั้นอยู่

“Summer Street” (ซัมเมอร์สตรีต) ร้านอาหารซีฟู้ดสุดแนว ที่มีจุดขายไม่ใช่แค่เมนูซีฟู้ดสดรสเด็ดเท่านั้น แต่ยังใส่บรรยากาศที่ร้อยรับไปกับไลฟ์สไตล์คนเมือง

3 นักออกแบบ ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจ คุณก้าบ คุณวี และ คุณออย ร่วมกันก่อตั้ง Summer Street ขึ้น โดยเบื้องต้นไม่คิดว่าจะกลายเป็นร้านดังไกลเกินย่านซอยอารีย์ และไม่คิดว่าจะมีจำนวนลูกค้าต่อแถวยาวเหยียดเพื่อลิ้มรส เพราะจุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจนี้ก็เพื่อเติมบรรยากาศสร้างร้านเล็กๆ ริมถนน ให้คนเมืองได้มีสถานที่ดื่มกิน

ซีฟู้ดริมถนน

ของคนมีดีไซน์

คุณวี เปิดฉากเล่าเรื่องราวกับการเริ่มต้นสู่ร้าน Summer Street ว่าแต่เดิมนั้น พื้นที่แห่งนี้คือร้านขายส้มตำ ซึ่งตนเองและเพื่อนทั้งสองคือลูกค้าขาประจำ เมื่อทราบว่ากิจการส้มตำกำลังจะยุติลง ด้วยความสนใจในเส้นทางค้าขายอาหาร กอปรกับชื่นชอบบรรยากาศย่านนี้ จึงเป็นเหตุให้เช่าทำเลต่อ

“ผมและคุณออยร่วมกันเปิดบริษัทรับงานด้านออกแบบอยู่ใกล้ๆ นี้เอง พอเวลาต้องการพักจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็จะลงมานั่งดื่มนั่งทานที่ร้านส้มตำแห่งนี้ประจำ ซึ่งพอเจ้าของร้านเปรยๆ ว่าจะหยุดกิจการ แต่ในขณะเราชอบบรรยากาศของร้าน ตอนนั้นจึงคุยกันว่าจะเช่าพื้นที่นี้ แต่จะทำอะไรขาย ก็มานั่งปรึกษาโดยชวนก้าบ ซึ่งเป็นเพื่อนเรียนมหาวิทยาลัยรังสิตมาด้วยกัน ร่วมก่อตั้งสร้างไอเดีย”

อาหารทะเล คือจุดสรุปของหุ้นส่วนทั้งสาม โดยให้เหตุผลจากความชอบ “เราทั้ง 3 คนผูกพันกับอาหารทะเลมาตั้งแต่เกิด เพราะคุณก้าบเป็นคนมหาชัย ออยอยู่จังหวัดเพชรบุรี ส่วนผมอยู่ปัตตานี เราชอบทานอาหารทะเลมาก แต่ในขณะมองว่าในเมืองติดรถไฟฟ้า หาร้านอาหารทะเลได้น้อยมาก อย่างในซอยอารีย์ไม่เห็นเลย แต่ถ้าทำเป็นร้านใหญ่ทำเลมันไม่ได้ เราจึงมองเพียงร้านเล็กๆ ที่ต้องมีความแตกต่าง คือทำร้านอาหารทะเลริมถนน เน้นการจัดร้าน เซตอาหารเป็นชุด ซึ่งไอเดียแบบนี้ตอนนั้นยังไม่เห็นในประเทศไทย”

ทั้ง 3 ผู้ประกอบการยังกล่าวถึงที่มาของไอเดียการทำธุรกิจลักษณะเช่นนี้ มาจากครั้งหนึ่งทั้ง 3 คนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น แล้วมีโอกาสลิ้มรสอาหารปิ้งย่างที่เน้นความสดใหม่ของวัตถุดิบ ซึ่งขณะนั้น คุณวีกล่าวขึ้นมาว่า ถ้ามีน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบบ้านเราคงเข้ากัน

ออกแบบจัดวาง

ครบ กุ้ง หอย ปู

จากพูดเล่นกลายเป็นทำจริงเมื่อสรุปได้ทำเลหมายปองแน่นอน แต่กระนั้นก็ใช้ระยะเวลาราว 3 เดือน ในการจัดวางระบบ โดยทั้ง 3 หุ้นส่วนอาศัยความผูกพันกับงานออกแบบมาเติมเต็มในธุรกิจนี้ นั่นคือ ความละเอียดกับการออกแบบตั้งแต่ ร้าน ดัดแปลงให้เป็นเหมือนรถลาก เพื่อเคลื่อนย้ายได้สะดวก เพราะกฎระเบียบกำหนดไว้คือ ห้ามสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวร แต่จะทำเช่นไรให้สวย และมีฟังก์ชั่นการใช้งานเหมาะสม ซึ่งผลงานการออกแบบนี้โดยฝีมือคุณก้าบ

โต๊ะเก้าอี้ที่มีไว้บริการ 10 ชุด ถูกออกแบบและจ้างผลิตใหม่ เพื่อให้สอดรับกับความลงตัวต่อการใช้งาน “โต๊ะจะต้องทำให้ระดับเตี้ยลงกว่าปกติ เพราะต้องเผื่อพื้นที่ตั้งเตาสำหรับปิ้งย่าง โดยความสูงอยู่ในระดับที่ลูกค้าสะดวกใช้งาน แม้กระทั่งตะแกรงนำมาใช้สำหรับปิ้งย่าง สั่งทำจากวัสดุเกรดปลอดภัยกับอาหาร แม้ราคาจะสูงถึงอันละ 1,000 กว่าบาท แต่ยอมจ่าย จริงอยู่ว่าตรงนี้ลูกค้าอาจมองข้าม แต่เราในฐานะผู้ประกอบการไม่ควรมองผ่าน” คุณออย กล่าว

การจัดชุดเมนูอาหาร ต้องถือว่าเป็นความแตกต่างกับร้านทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะแต่เดิมการขายอาหารซีฟู้ดจะสั่งกันตามน้ำหนัก แต่ Summer Street จัดชุดอาหารไว้บริการ 3 ขนาดคือ ชุดเล็ก 399 บาท ชุดกลาง 599 บาท และชุดใหญ่ 999 บาท ในภาชนะตะกร้าทรงสวย ที่มีเมนูอาหารทะเลยืนพื้นในทุกชุด ได้แก่ กุ้งก้ามกราม ปลาหมึก หอยเชลล์ หอยแครง หอยแมลงภู่ หอยหวาน โดยแต่ละชุดจะต่างที่ปริมาณ หรือถ้าต้องการสั่งเมนูนอกเหนือก็มีไว้บริการหลากหลาย อย่าง ปูทะเล หรือกับเมนูราคาสูงอย่างกุ้งลายเสือ

วิธีการรับประทานยังแตกต่าง เพราะจากร้านทั่วไปยกมาเสิร์ฟขณะสุกพร้อมทาน แต่ทว่า Summer Street ให้ลูกค้าลงมือปิ้งย่างด้วยตนเอง ซึ่งกับรูปแบบนี้กว่าจะสร้างความเข้าใจให้ลูกค้าได้ต้องใช้ระยะเวลานานนับเดือน

“ด้วยเพราะไม่เคยมีใครทำมาก่อน จึงกลายเป็นความใหม่ แน่นอนว่า แรกๆ ลูกค้าไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมซื้อแล้วต้องมาย่างเอง อยู่หน้าเตาร้อนๆ แกะกุ้งเอง แกะหอยเอง แม้เราจะล้างทำความสะอาดมากกว่า 3 รอบ ตัดหนวดกุ้งให้น่าทานแล้ว แต่ทุกอย่างคือคำถามที่เราต้องทำความเข้าใจกับลูกค้า ไม่เพียงเท่านั้น ไหนจะเรื่องของทำเลที่ตั้งริมถนน ลูกค้าจะหวั่นเรื่องความสะอาด ร้อน ฝนตก ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้เมื่อเรารับฟัง อันไหนเห็นด้วยก็แก้ไขปรับไป แต่อันไหนที่เป็นจุดยืนก็ต้องดำรงไว้เช่นนั้น”

ทำเลขายริมถนน

แต่ใส่ใจต้องสะอาด

ทั้งนี้ คุณออย ยังกล่าวถึงการสร้างร้านให้อยู่ในความคาดหวังของลูกค้า โดยยกตัวอย่างความสะอาด ซึ่งทำเลริมถนนย่อมมีปัญหา กลิ่น แมลงสาบ หนู ฉะนั้น ก่อนลงมือเปิดร้าน คุณออย ว่า ต้องจ้างพนักงานมาทำความสะอาดใหญ่ให้พื้นที่สะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจนทุกวันนี้ก่อนเปิดและปิดร้านจะดูแลความสะอาดตลอด และในทุกๆ 2 สัปดาห์จะทำความสะอาดครั้งใหญ่ เพื่อไม่ให้กลิ่นของอาหารทะเลติดอยู่กับพื้น และสำคัญคือ ป้องกันสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์เข้ามารบกวน

“ปัญหาที่แก้ไม่ได้คือ ฤดูกาล โดยเฉพาะหน้าฝน จะเป็นอุปสรรคมาก ก็ได้แค่ทำหลังคา กางเต็นท์ป้องกัน เพราะนอกจากนั้นก็เหนือความควบคุม แต่ว่าด้วยช่วงที่เริ่มต้นเปิดร้านในฤดูฝนพอดี เราเจอปัญหาเยอะมาก ตอนนั้นคิดว่าถ้าผ่านจุดนี้ไปได้เราก็รอด แต่ถ้าไปไม่รอดก็จะเจ๊งไปแบบเงียบๆ ซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน มารู้ตัวอีกทีลูกค้าต่อแถวยาวเหยียดเพื่อรอคิว ตอนนั้นเรายังงงเลยว่าผู้คนเขามาต่อแถวเพื่อทำอะไร และจนทุกวันนี้ ก็ยังได้เห็นปรากฏการณ์นั้นอยู่ เราจึงต้องขอเบอร์โทรศัพท์ลูกค้าไว้ แล้วเมื่อใกล้ถึงคิวก็จะโทรตาม”

คุณออย ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ก่อนจะเริ่มดำเนินธุรกิจ จะวางแผนจัดระบบไว้อย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะคิดคำนวณต้นทุน การจัดชุดอาหาร ตั้งราคา วางแผนการขาย รายละเอียดต่างๆ แต่ทว่าในวันลงมือจริง จะได้เห็นปัญหาทุกวัน แต่ด้วยเพราะมีพื้นฐานทำงานด้านออกแบบ ซึ่งเป็นงานต้องใช้พลังความคิด และการแข่งขันสูง ทำให้สามารถรองรับอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

“เราเป็นคนทำอะไรแล้วไม่มองข้ามรายละเอียด อย่างการจัดชุดอาหาร ตอนก่อนลงมือทำ ถือกระจาดไปตลาดเลยนะ 3 คนยืนอยู่หน้าร้าน หยิบกุ้งสองสามตัว หอย ปลาหมึก มาวางเรียง จัดให้ได้องค์ประกอบ สี ปริมาณ ขนาดวัตถุดิบ ทุกอย่างต้องออกมาสวย เรามองว่าการทำธุรกิจดีไซน์จะต้องนำ ในขณะที่ตอนนั้นตลาดเขาวุ่นวายมาก ยอมโดนพ่อค้าแม่ค้าต่อว่า สุดท้ายยังไม่ลงตัว ก็ซื้อทุกอย่างมาลองจัดใหม่ จนได้ออกมาอย่างที่เห็น”

วัตถุดิบแพง แต่ดี

คุณภาพนำ น้ำจิ้มอร่อย

ในส่วนของการคัดเลือกวัตถุดิบ แหล่งซื้อ คุณก้าบ ซึ่งรับหน้าที่หลัก กล่าวว่า จากเริ่มต้นเดินทางไปตลาดด้วยตนเอง เพื่อคัดเลือกให้ได้คุณภาพอันดับต้นๆ กระทั่งลงตัวแล้ว จึงให้ซัพพลายเออร์ที่ไว้วางใจ นำสินค้ามาส่งถึงหน้าร้าน

“คนอาจมองว่า กุ้งคือกุ้ง หอยคือหอย แต่จริงๆ คิดแค่นั้นไม่ได้ เพราะถ้าลงลึกในรายละเอียดจะรู้ว่าแตกต่าง ทั้งเรื่องขนาด ความสด จากนั้นก็ต้องมาดูที่ระยะเวลาการขนส่ง การจัดเก็บ เพื่อคงความสด เพราะสิ่งนี้สำคัญมาก เราไม่ต้องการให้ลูกค้าทานแล้วสะดุด ทุกวันนี้จึงคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่ไม่ได้เน้นจำนวนสั่งซื้อ แต่เรายอมจ่ายแพง เพื่อให้ได้ของสดใหม่ทุกวัน และเราไม่มีตู้แช่สต๊อกวัตถุดิบ”

สำหรับแหล่งวัตถุดิบ คุณก้าบ ว่า มาจากหลายแห่ง อาทิ พังงา สุราษฎร์ธานี แม่กลอง โดยนอกจากคำนึงถึงคุณภาพความสดแล้ว ขนาดยังเป็นเรื่องต้องใส่ใจให้เท่าๆ กัน ในทุกๆ รอบการสั่งซื้อ

อาหารทะเลจะอร่อยยิ่งขึ้น ถ้าได้เคียงคู่น้ำจิ้มรสเด็ด ซึ่งสูตรส่วนผสมการปรุงนี้ต้องยกให้คุณออย ผู้รับหน้าที่ โดยคุณออย ว่า เป็นสูตรชาวบ้านที่เหมือนแม่ทำให้ทาน ฉะนั้น วัตถุดิบจึงไม่มีอะไรมาก แต่ที่ออกมารสชาติถูกปากเพราะคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี ไม่ว่าจะเป็น พริก กระเทียม มะนาว น้ำปลา น้ำตาล โดยไม่เติมแต่งชูรส

“เคยคิดว่าถ้าไม่ได้เรียนด้านศิลปกรรมก็คงเรียนทำอาหารไปแล้ว เพราะชอบเข้าครัวมาตั้งแต่เด็กๆ ได้เรียนรู้การปรุง และเห็นความสำคัญของวัตถุดิบมาก อย่างมะนาวใช้ผลสด แม้ราคาจะขยับไปที่ลูกละ 20 บาท ก็คงต้องใช้ แต่ว่ารสชาติของวัตถุดิบจะมีต่างไปบ้างตามฤดูกาล อย่างมะนาวหน้าฝน กับหน้าหนาว รสเปรี้ยวต่างกัน เช่นเดียวกับความเผ็ดของพริก ความหวานของน้ำตาล เราก็ต้องปรับๆ ไป แต่จะให้เหมือนกันทุกวันคงตอบว่าทำขนาดนั้นไม่ได้ แต่พยายามทำให้อยู่ในสูตร โดยการปรุงรสน้ำจิ้มมีปรับไปตามความต้องการของลูกค้าส่วนหนึ่ง เพราะแรกๆ ที่ทำขายต้องยอมรับว่า จะให้ลูกค้าทุกคนมาชื่นชอบรสเดียวกับเราคงไม่ใช่ ต้องมีปรับบ้าง”

มีปัญหาเคลมได้

ต่างชาติ คนไทย ตรึม

ผ่านระยะเวลาดำเนินธุรกิจมากว่า 1 ปี แม้ในภาพรวมจะดูว่าอยู่ตัวแล้ว แต่ทั้ง 3 ผู้ประกอบการยังคงต้องเดินทางมาดูแลกิจการตลอด เพราะเข้าใจว่าธุรกิจนี้เกิดปัญหาเฉพาะหน้าได้ทุกวัน อย่างเป็นต้นว่า วัตถุดิบ แม้จะตรวจสอบอย่างดีทุกรายการ แต่บางชนิดเหนือการควบคุม

“อย่างหอยแครง 100 ตัว จะบอกว่าทั้งร้อยตัวดีหมดคงไม่ได้ บางตัวแกะออกมาแล้วมีดินไม่มีเนื้อ ตรงนี้บอกลูกค้าเลยว่าเคลมได้ เปลี่ยนตัวใหม่ไปเลย หรือทานแล้วรสชาติแปลกๆ แจ้งได้เลยครับ เพราะเหนือการควบคุมจริงๆ เราเสิร์ฟทั้งเปลือก ก็จะดูแลยาก แต่ว่าความรับผิดชอบสำคัญ ซึ่งลูกค้าก็เข้าใจ” คุณวีและคุณก้าบ กล่าว

จากเริ่มต้นมองกลุ่มเป้าหมายคนในย่านอารีย์ แต่บัดนี้กลับกลายเป็นมีลูกค้าทั้งต่างจังหวัด และต่างประเทศเข้ามาอุดหนุน โดยชาวต่างชาติเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ “อิทธิพลสำคัญคือการบอกต่อ และยิ่งตอนนี้มันมีโซเชียลเข้ามาทำให้เร็วมาก และอีกส่วนหนึ่งต้องขอบคุณกระแสฟู้ดทรัก ทำให้เราได้รับการรู้จักไปด้วย บางคนบอกมาจากเชียงใหม่ ก็แวะเข้ามาทาน หรืออย่างชาวต่างชาติหลายคนรู้จากบล็อกเกอร์นำไปลง ซึ่งเราก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีคนมาเขียนให้ ซึ่งถ้าเป็นชาวต่างชาติ บางคนเขาทานเผ็ดไม่ได้ เราก็เสิร์ฟมายองเนส หรือซีอิ๊ว หรืออย่างชาวเกาหลี เขาจะมีน้ำจิ้มมาเอง”

ในวันนี้สามารถตอบได้ว่า Summer Street คือตัวอย่างความสำเร็จของการทำธุรกิจให้กับใครอีกหลายๆ คน ซึ่งตรงนี้ทั้ง 3 ผู้ประกอบการมองว่าดี ถ้าทุกคนทำโดยมีจุดมุ่งหมายตรงความเข้าใจในผู้บริโภค มิใช่มุ่งหวังกำไรเป็นที่ตั้ง

“คนจะทำธุรกิจต้องคิดให้เยอะ ต้องรู้จักตัวเอง และมีจุดยืนชัดเจน อย่ามัวแต่มองเรื่องเงินเป็นหลัก แต่ขอให้มองว่าทำแล้วเราชอบหรือเปล่า เราขายจิตวิญญาณของเราหรือเปล่า เพราะโดยส่วนตัวถ้าทำธุรกิจโดยมองเรื่องของตัวเงิน ไปทำธุรกิจอื่นน่าจะได้มากกว่านี้ ยกเว้นว่าถ้ามองเรื่องเงินแต่ในขณะเดียวกันก็มีไอเดีย อันนี้ทำได้นะ เพราะความต่างทำให้ได้กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ” คุณออยและคุณก้าบ กล่าว

ด้วยเพราะเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าจับต้อง จึงมีผู้สนใจก้าวมาสู่เส้นทางสายนี้ ซึ่งเมื่อถามในรูปแบบแฟรนไชส์ คุณออย กล่าวด้วยรอยยิ้ม ยังไม่พร้อมเปิดช่วงนี้ แต่อนาคตไม่แน่ ส่วนรูปแบบวางไว้แน่นอน คือการขยายธุรกิจด้วยตัวเอง โดยมองหาทำเลซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ริมถนนก็ได้ แต่ขอให้ได้บรรยากาศเพื่อทำร้านให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนในย่านนั้น

สนใจต้องการลิ้มรสความอร่อยของอาหารทะเลริมถนน เดินทางไปได้ที่ “Summer Street” อารีย์ซอย 2 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 หรือคลิก Facebook.com/SummerStreet

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ จำหน่ายอาหารซีฟู้ดประเภทปิ้งย่าง

ชื่อกิจการ Summer Street

การลงทุน หลายแสนบาท (โดยหมดไปกับการสร้างร้านและอุปกรณ์เป็นหลัก)

กำไร ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

จุดเด่น จัดชุดซีฟู้ดสำหรับปิ้งย่างด้วยตัวเอง โดยเน้นการตกแต่งให้มีดีไซน์

เจาะทำเลริมถนน ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี สด สะอาด ปริมาณเหมาะสมกับราคา

พนักงาน 3-4 คน

เวลาให้บริการ จันทร์-เสาร์ เวลา 16.00-22.00 น.

สถานที่ตั้งร้าน ซอยอารีย์ 2 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 หรือ Facebook.com/SummerStreet

สูตรน้ำจิ้มซีฟู้ดรสแซบ

อาหารทะเล ไม่ว่าจะกินที่ไหน กินเมื่อไหร่ก็ขาด “น้ำจิ้มซีฟู้ด” ไม่ได้ บางคนถึงกับพกน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบขวดพกพาไปต่างประเทศ เพื่อกินคู่กับอาหารทะเลบ้านเขากันเลย

บรรดามือใหม่ที่อยากเปิดร้านอาหารซีฟู้ด เรามีสูตรน้ำจิ้มรสแซบ ที่รับรองว่าถูกลิ้นคนไทยอย่างแน่นอน

บางสูตรเป็นสูตรดั้งเดิม หรือบางสูตรก็เป็นสูตรที่ดัดแปลง เพิ่มความแปลก และน่าสนใจชวนชิม

น้ำจิ้มซีฟู้ด (สูตรยอดนิยม)

ส่วนผสม

พริกขี้หนูสวน

(สีเขียวผสมสีแดง) 20 เม็ด

พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ 20 เม็ด

กระเทียมไทยแกะเปลือก 1/2 ถ้วย

รากผักชี 1 ช้อนโต๊ะ

เกลือ 4 ช้อนชา

น้ำตาลทราย 7 ช้อนชา

น้ำมะนาว 1/2 ถ้วย

น้ำต้มสุก 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

1. ใส่พริกขี้หนูทั้งหมดลงในเครื่องปั่น ตามด้วยกระเทียม รากผักชี เกลือ น้ำตาลทราย และน้ำมะนาว ปั่นให้เข้ากันพอหยาบ

2. ใส่น้ำต้มสุกลงไป คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ ตักใส่ถ้วย พร้อมเสิร์ฟ

น้ำจิ้มซีฟู้ด (สูตรใช้น้ำตาลปี๊บแทนน้ำตาลทราย)

ส่วนผสม

น้ำตาลปี๊บ 500 กรัม

เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำร้อน 3 ? ถ้วย

น้ำมะนาว 4 ถ้วย

พริกขี้หนู 200 กรัม

กระเทียมไทย 200 กรัม

ผักชี 200 กรัม

วิธีทำ

1. ใส่น้ำตาลปี๊บลงในอ่างผสม ตามด้วยเกลือและน้ำร้อน คนให้เข้ากันจนให้น้ำตาลปี๊บละลายเป็นน้ำ จากนั้นเติมน้ำมะนาวลงไปคนให้เข้ากัน

2. เทส่วนผสมน้ำที่ผสมไว้ลงในเครื่องปั่น ตามด้วยพริกขี้หนู กระเทียม และผักชี ปั่นให้เข้ากันตามความละเอียดที่ต้องการ ตักใส่ขวดโหลแก้ว หรือภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด

น้ำจิ้มซีฟู้ด (สูตรใส่สับปะรด)

สูตรนี้เพิ่มความแปลกแต่กลมกล่อมด้วยการใส่สับปะรดลงไปผสมกับพริกขี้หนู กระเทียม น้ำตาลทราย เพิ่มความเปรี้ยวจากน้ำมะนาวและน้ำส้มสายชู และมีรสเค็มจากเกลือ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จากรากผักชี

ส่วนผสม

เนื้อสับปะรด 1 ถ้วย

กระเทียม 1/2 ถ้วย

พริกขี้หนูสีแดง 1 กำมือ

รากผักชี 5 ราก

น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย

น้ำส้มสายชู 1/2 ถ้วย

น้ำมะนาว 1/4 ถ้วย

น้ำปลา 1/2 ถ้วย

เกลือ 20 กรัม

วิธีทำ

นำทุกอย่างใส่ลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้แล้วปั่นรวมกันให้ละเอียดตามชอบ

ขอบคุณสูตรและรูปภาพจากเว็บไซต์กระปุกดอทคอม

Surf Surf ร้านง่าย-ง่าย…นั่งได้ทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 25 ฉบับที่ 382

รายงานพิเศษ

อันติกา

Surf Surf ร้านง่าย-ง่าย…นั่งได้ทุกวัน

“…ความตั้งใจตั้งแต่ต้นคือ ไม่โปรโมต เพราะอยากเป็นร้านธรรมดา ไม่ใช่ร้านตามแฟชั่นหรือตามกระแส เป็นเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลาบ ที่คนมากินทุกวัน ร้านพวกนั้นเขาไม่มีเฟซบุ๊กนะ แต่ทำไมพอเลิกงานคนต้องไปกินร้านพวกนี้ที่เปิดมาเป็นสิบปี”

แม้เปิดตัวมาได้ไม่ถึงปี แต่ลูกค้า…ตรึม

โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมา ข่าวว่ามีหนุ่มสาวทั้งไทย-ต่างชาติ ยืนคอยคิวกันยาวเกือบกิโล

สำหรับ Surf Surf (เซิร์ฟ เซิร์ฟ) ร้านอาหารทะเลปิ้งย่างสไตล์ชิล-ชิล ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนศรีวรา ในย่านทาวน์อินทาวน์ ลาดพร้าว ทำเลทองของออฟฟิศจำนวนไม่น้อย

ลงทุนไม่ถึงล้าน

ญี่ปุ่น-แรงบันดาลใจ

ถึงจะกำลังง่วนอยู่กับการจัดร้าน แต่ยังสละเวลามาต้อนรับตามนัดหมาย ด้วยบุคลิกสุภาพและเป็นกันเอง

เจ้าของเรื่องเริ่มต้นแนะนำตัว ชื่อ ฟิล์ม-ยุทธการ บุญยิ่ง อายุ 31 ปี จบปริญญาตรีด้านสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง พื้นเพเป็นคนอำเภอหล่มเก่า เพชรบูรณ์ อาชีพปัจจุบัน ประจำอยู่โปรดักชั่นเฮ้าส์แห่งหนึ่ง ในตำแหน่งช่างภาพถ่ายงานโฆษณา

ส่วนกิจการ Surf Surf นี้ มีหุ้นส่วนอีก 2 คน คือ คุณอัพ-วิสิฎฐ์สร สุทธิไชยากุล และ คุณเคน-ปิติพันธุ์ พงษ์พานิช ซึ่งมีงานประจำอยู่บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ชื่อดัง

สาเหตุที่มารวมตัวกันลงหุ้นเพื่อทำร้านนี้ มีจุดเริ่มมาจากทั้ง 3 คนถูกอัธยาศัยและชอบอะไรคล้ายกัน เมื่อสนิทมากขึ้น จึงชวนกันมาเปิดร้านแบบที่ทุกคนชอบ และทำเลที่เลือกลงเจาะจงเป็นย่านทาวน์อินทาวน์นั้น เนื่องจากใกล้บ้านและที่ทำงานของทั้ง 3 คน

“พวกเราอยากมีร้านของตัวเอง ที่มานั่งสังสรรค์กันได้หลังเลิกงาน เลยลงขันรวมกัน 3 คน ทุนไม่ถึง 1 ล้านบาท ขอเช่าตึกร้าง ที่ตั้งได้ 10 โต๊ะ ทำเป็นร้านซีฟู้ดปิ้งย่าง ใช้ชื่อว่า Surf Surf เพราะนอกจากจะได้บรรยากาศทะเลแล้ว ยังเป็นคำพูดเหมือนให้มาลอง มาเซิร์ฟ เซิร์ฟ ดูก่อน” คุณฟิล์ม เล่าอย่างนั้น

หลังทำสัญญาเช่าตึก พวกเขาจึงลงมือทำความสะอาด และช่วยกันรีโนเวตร้าน โดยใส่ดีไซน์ในสไตล์ที่ชื่นชอบ

“3 คนช่วยกันทุกอย่าง หาวัสดุเอง เดินไฟเอง ทำให้ลดค่าแรงช่างไปได้เยอะ ร้านเราไม่ติดแอร์ เพราะอยากให้โล่งอากาศถ่ายเทสะดวก ส่วนการตกแต่งก็ง่ายๆ เพ้นต์ผนังเป็นรูปคลื่น เอาเซิร์ฟบอร์ดมาตั้ง ทำบรรยากาศให้เหมือนอยู่ชายทะเล” คุณฟิล์ม บอกให้ฟัง

และว่าถึงแนวคิดหลักในการทำกิจการนั้น ได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหุ้นส่วนอีก 2 คนคือ คุณเคนและคุณอัพ ชอบไปท่องเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งเคยเห็นร้านอาหารเล็กๆ ริมทางนำของทะเลสดๆ มาปิ้งขายกัน ไม่ต้องมีครัวปรุงอะไรให้ยุ่งยาก

“หุ้นส่วนทุกคน ไม่มีใครทำกับข้าวเป็น และไม่อยากง้อพ่อครัว เพราะถ้าพ่อครัวลาออกไปที คงไปกันไม่เป็น เลยคิดว่าจะทำร้านแบบไหนที่ไม่ต้องใช้พ่อครัว พออัพกับเคนไปเที่ยวญี่ปุ่น เจอร้านแบบที่เอาอาหารสดมาปิ้งย่างอย่างเดียวเลย จึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ แต่เราทำไม่เหมือนกัน” คุณฟิล์ม อธิบายที่มา

เตาต้องเตี้ย

เบียร์แค่ส่วนประกอบ

ขั้นตอนต่อไปคือ การหาแหล่งซื้อวัตถุดิบหลัก ได้แก่ อาหารทะเล ประเภท กุ้ง ปู หอย หมึก ฯลฯ ประเด็นดังว่า น่าจะไม่เป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับร้านนี้ เพราะครอบครัวแฟนสาวของคุณอัพ หนึ่งในหุ้นส่วน มีกิจการเรือประมงอยู่ที่จังหวัดระนอง

ของสดจากทะเลทั้งหมดที่ขายในร้าน จึงส่งตรงมาจากจังหวัดระนองกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ทำให้ไม่ต้องไปแย่งหรือรับซื้อจากพ่อค้าคนกลาง พอขึ้นจากเรือก็ทำการแพ็กใส่กล่องส่งมาให้วันต่อวัน เพราะทางร้านจะไม่สต๊อกของเกิน 2 วันเด็ดขาด

ยกตัวอย่าง ถ้าของทะเลส่งมาถึงเมื่อคืน รุ่งขึ้นคือวันที่ 1 ที่ของสดจะถูกนำไปเป็นเมนูปิ้งย่าง พอเข้าวันที่ 2 ปู จะถูกนำไปทำข้าวผัด หรือยำปูดอง พวกเขาจะเปลี่ยนของที่เกิน 1 วัน ให้กลายเป็นเมนูอื่น อย่างผัดหรือยำตามแต่คำสั่งของลูกค้า

กวาดตาบนเมนู เห็นอาหารทะเลจัดขายเป็นเซตเล็ก-กลาง-ใหญ่ หรือใครจะสั่งเป็นจานตามแต่ชนิดของทะเลที่ชื่นชอบก็ไม่ผิดกติกา เรื่องนี้ คุณฟิล์ม อธิบายว่า การจัดไว้เป็นเซตช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยของที่จะนำมาจัดเป็นเซต เริ่มจากดูก่อนว่าอะไรย่างได้บ้าง จากนั้นจึงดูปริมาณกับราคาว่าเหมาะสมแค่ไหน

“เรื่องนี้ตั้งต้นจากความคิดง่ายๆ คือ ถ้าเราเป็นลูกค้าจะกินหรือเปล่าถ้าร้านขายในราคานี้ อย่างเซตกลาง เราขาย 580 บาท ถ้ามา 2 คนหารกันคนละไม่ถึง 300 บาท แต่หากไปกินแบบบุฟเฟ่ต์ คนละ 390 บาท 2 คนจ่าย 780 บาท ไม่รวมค่าน้ำ จะต้องกินเอาอิ่มภายใน 1 ชั่วโมงครึ่ง ทำยังไงก็ได้ให้คุ้ม ผมว่าบรรยากาศในการกินมันต่างกันนะ” คุณฟิล์ม ยกตัวอย่าง

พลิกเมนูอีกด้าน เห็นเครื่องดื่มส่วนใหญ่เป็นเบียร์สารพัดยี่ห้อ คุณฟิล์ม บอก มีใบอนุญาตขายเรียบร้อย ส่วนเหตุผลที่เน้นความหลากหลายนี้เป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะเป็นสินค้าขายดี แต่เป็นแอกเซสซอรี่ของร้านมากกว่า เหมือนกับการแต่งตัว ที่อาจมีนาฬิกา แว่นตา สวมหมวก แต่หัวใจหลัก คืออาหารทะเลสดๆ และบรรยากาศในร้านมากกว่า

สังเกตเห็นเตาปิ้งย่าง รูปทรงแปลกตา ไม่เหมือนเตาอั้งโล่ทั่วไป เจ้าของกิจการคนเดิม บอก เป็นเตาที่สั่งทำขึ้นใหม่ ให้เตี้ยสุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าสูงเท่ากับเตาตามท้องตลาด พอนำไปตั้งบนโต๊ะ จะสูงเกินไป เวลาลูกค้าจะปิ้งแต่ละที ต้องชะเง้อคอกันจนเมื่อย

จุดขาย (ต้อง) อินเทรนด์

โปรโมต…ไม่จำเป็น

มาถึงไฮไลต์ที่เป็นจุดขายสำคัญ นั่นคือ “บาร์หน้าร้าน” ที่หุ้นส่วนทั้งสาม ช่วยกันออกแบบและตกแต่งให้มีลักษณะคล้ายรถบ้านสไตล์อเมริกัน เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณฟิล์ม บอกว่า ปัจจุบันกระแสฟู้ดทรักกำลังมาแรง หลายคนนำรถรูปแบบต่างๆ มาดัดแปลงทำเป็นรถขายของกันหลายราย

พวกเขาเลยช่วยกันคิดว่า ถ้าจะใช้รถเป็นจุดขายหรือตัวดึงดูด รถอะไรน่าจะเจ๋งที่สุด กระทั่งได้ข้อสรุป ทุกคนเทคะแนนให้ “แอร์สตรีม” ดีไซน์ยุคซิกตี้

จากนั้นจึงช่วยกันออกแบบและลงมือทำ จนออกมาเป็นรูปทรงและสเกลใกล้เคียงของจริงที่สุด ซึ่งใช้เรียกลูกค้าได้ดีทีเดียว

ขอย้อนไปเมื่อครั้งเริ่มต้น ใช้เวลาแค่ไหนกว่าลูกค้าจะเข้ามาอุดหนุน คุณฟิล์ม บอก ประมาณ 2 สัปดาห์ เริ่มจากพรรคพวก เพื่อนฝูง คนรู้จัก จากนั้นไม่นานน้องๆ ที่เป็นเน็ตไอดอล มานั่งทาน และด้วยความเป็นกันเอง พวกเขาจึงช่วยบอกต่อผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้น ทั้งที่ใจจริงอยากอยู่เงียบๆ ให้กิจการเติบโตเองตามธรรมชาติ

“ทุกวันนี้เป็นยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่พวกเราคิดว่าความดังในโลกออนไลน์ มันจบลงเร็วมาก ความตั้งใจตั้งแต่ต้นคือ ไม่โปรโมต เพราะอยากเป็นร้านธรรมดา ไม่ใช่ร้านตามแฟชั่นหรือตามกระแส เป็นเหมือนร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลาบ ที่คนมากินทุกวัน ร้านพวกนั้นเขาไม่มีเฟซบุ๊กนะ แต่ทำไมพอเลิกงานคนต้องไปกินร้านพวกนี้ที่เปิดมาเป็นสิบปี

อยากให้ร้านของพวกผมเป็นแบบนั้นบ้าง ที่ไม่ต้องเป็นเทรนด์ แต่อยากให้อยู่ในชีวิตประจำวัน ให้ลูกค้ารู้สึกเองว่า ถ้าอยากนั่งชิล คุยกับเพื่อน ปิ้งย่างของทะเลที่ง่ายๆ ผ่อนคลาย ปล่อยตัว ไม่ต้องสวย ต้องหล่อมาก ก็มาที่นี่ได้” คุณฟิล์ม บอกยิ้มๆ

จากเริ่มต้นมีแค่ 10 โต๊ะ ใช้เวลาไม่ถึงปีต้องขยับขยายเพิ่มขึ้นเป็น 30 โต๊ะ จึงกระซิบถามถึงผลตอบแทน คุณฟิล์มยิ้มกว้าง ก่อนบอกเสียงดังฟังชัด คืนทุนนานแล้ว ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ คือกำไรชีวิต

ส่วนอุปสรรคในการทำธุรกิจ ย่อมมีบ้างเป็นธรรมดา เรื่องน่าหนักใจที่สุดของเขาก็คือ ฝนที่ตกแทบทุกวัน จนคนไม่อยากออกมาหาอะไรทานนอกบ้าน

“ร้านอาหารทะเลปิ้งย่าง ช่วงนี้อาจกำลังเป็นกระแส คงเป็นเพราะคิดว่าทำง่าย แต่จากประสบการณ์มันก็ไม่ง่ายนะ ก่อนที่จะมีลูกน้องมาช่วย ผมต้องช่วยกันเตรียมอาหาร ร้านปิดเที่ยงคืน พอตี 3-ตี 4 ต้องไปรอรับของที่สะพานปลา กรุงเทพฯ แล้วกลับมาที่ร้าน จัดเก็บให้ดี เพื่อรอขายตอนเย็นของวันรุ่งขึ้น ถ้าของเน่านี่เจ๊งเลย กว่าจะเก็บเสร็จเกือบเช้า นอนได้แป๊บหนึ่ง ต้องตื่นมาเปิดร้านแล้ว

อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจกับคนที่ถูกจ้างให้ทำ ความใส่ใจย่อมต่างกัน แต่ถ้าไม่ท้อซะก่อน ธุรกิจนี้ยังน่าจะไปได้นะ” คุณฟิล์ม ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

……………

ร้าน Surf Surf เจ้าของสโลแกน Seafood-Good Beer ตั้งอยู่ริมถนนศรีวรา ตรงข้าม @Park Town in Town ลาดพร้าว เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน ราคาเซตเล็ก 380 บาท กลาง 580 บาท ใหญ่ 980 บาท ถ้าสั่งแยกเป็นจานเริ่มต้นร้อยกว่าบาท และหากสั่งให้ทางร้านปิ้งย่างมาให้ขอคิดราคาเพิ่มอีก 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาของสด สอบถามเพิ่มเติม โทรศัพท์ (092) 930-9992

(ขอบคุณ…ร้าน Surf Surf เอื้อเฟื้อภาพ)

“มิกค์ ทองระย้า” แจ้งเกิดคิวบู๊ ทุ่ม 7 หลัก เปิดร้าน Sea Club Seafood

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07029011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

รายงานพิเศษ

เรื่อง ดวงกมล / ภาพ รัฐสีมา พงษ์เสน

“มิกค์ ทองระย้า” แจ้งเกิดคิวบู๊ ทุ่ม 7 หลัก เปิดร้าน Sea Club Seafood

เมนูอาหารร้าน Sea Club Seafood มี 2 แบบ ซีฟู้ดปิ้งย่างจัดเป็นเซต กับ อาหารจานเดียว อาหารทะเลร้านนี้ วัตถุดิบเน้นความสด ทุกอย่างถูกคัดสรรมาอย่างดี ยกตัวอย่าง กุ้งก้ามกราม หอยหวาน หอยแครง หอยเชลล์ ปลาหมึก ส่งจากตลาดมหาชัยทุกวัน หอยนางรม ปูม้า ส่งมาจากสุราษฎร์ธานีทุกวันเช่นเดียวกัน ส่วนกุ้งล็อบสเตอร์ใช้วิธีนำเข้าจากประเทศเวียดนาม

กว่าจะมาถึงจุดจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สำหรับ มิกค์ ทองระย้า นักแสดงที่มีคนรัก มีแฟนคลับ ถึงขนาดมีกลุ่มคนตั้งเพจในเฟซบุ๊กมอบให้ใช้ชื่อว่า “บ้านคนรักมิกค์ ทองระย้า” เป็นฮีโร่ขวัญใจเด็กๆ แถมหุ่นและความสูงยังกระชากใจสาวแท้ สาวเทียม มิกค์แจ้งเกิดจากละคร อาทิ เรื่องลูกผู้ชายพันธุ์ดี ลูกผู้ชายไม้ตะพด ลูกไม้หลากสี คาดเชือก ยอดมนุษย์ดาบเทวดา ตะพดโลกันต์ ทะเลไฟ

นอกจากเป็นหนุ่มหล่อมากความสามารถในงานแสดง หนุ่มสุดฮอตในวัย 22 ปีคนนี้ยังขอสวมบทบาทนักธุรกิจนอกจอ ด้วยการลงทุนทุบกระปุกเปิดร้านอาหารปิ้งย่างซีฟู้ด “Sea Club Seafood” คลับของคนรักอาหารทะเล ย่านเมืองทองธานี ธุรกิจแรกในชีวิต เอาเป็นว่ารายละเอียดเป็นยังไง “มิกค์” พร้อมให้ข้อมูล

ซีฟู้ด ธุรกิจแรกในชีวิต

เปิดใกล้บ้าน คุมเองทุกขั้นตอน

มิกค์ เล่าว่า ส่วนตัวชอบทานอาหารทะเลมาก ประกอบกับละแวกบ้านที่อยู่อาศัยไม่ค่อยมีร้านขายอาหารทะเลซีฟู้ด เลยผุดไอเดียเปิดร้านอาหารทะเลประเภทปิ้งย่าง คิดสไตล์การแต่งร้านไว้ว่าต้องเป็นสไตล์ลอฟต์ ดิบๆ เท่ๆ คล้ายกับบรรยากาศของโรงงานและโกดัง เปิดโล่งนั่งสบาย ลูกค้าสามารถมานั่งพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ครอบครัวมาทานเมนูอร่อยๆ

แม้ว่าจะเห็นโอกาสทำธุรกิจ แต่หนุ่มหุ่นล่ำก็ไม่ผลีผลามเปิดในทันที เขาตระเวนดูทำเลที่จะเปิดว่ามีคู่แข่งมากน้อยแค่ไหน ไปชิมร้านอื่น ไปสำรวจความนิยมเมนูอาหารที่คนส่วนใหญ่ชอบ ใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน เมื่อมั่นใจแล้วก็ทุ่มสุดตัว

“บ้านผมอยู่แถวเมืองทองธานี ใกล้มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แถวนั้นมีร้านอาหารเยอะและหลากหลาย แต่กลับไม่ค่อยมีร้านซีฟู้ดแบบปิ้งย่าง มองว่าเป็นโอกาสที่ดีเพราะคู่แข่งน้อย ในที่สุด ได้ฤกษ์เปิดร้าน Sea Club Seafood ราวเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา”

มิกค์ บอกต่อว่า ร้าน Sea Club Seafood ใช้งบลงทุนไป 7 หลัก นอกจากตัวเองแล้ว ยังมีหุ้นส่วนอีก 1 คนเป็นพี่ที่สนิทกัน มีประสบการณ์ทำธุรกิจมามาก ต่างคนต่างเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน เลยได้ลงขันทำธุรกิจร่วมกัน

สำหรับเมนูอาหารร้าน Sea Club Seafood มี 2 แบบ ซีฟู้ดปิ้งย่างจัดเป็นเซต กับ อาหารจานเดียว อาหารทะเลร้านนี้วัตถุดิบเน้นความสด ทุกอย่างถูกคัดสรรมาอย่างดี ยกตัวอย่าง กุ้งก้ามกราม หอยหวาน หอยแครง หอยเชลล์ ปลาหมึก ส่งจากตลาดมหาชัยทุกวัน หอยนางรม ปูม้า ส่งมาจากสุราษฎร์ธานีทุกวันเช่นเดียวกัน ส่วนกุ้งล็อบสเตอร์ใช้วิธีนำเข้าจากประเทศเวียดนาม มาฟรีซไว้ในอุณหภูมิลบ 20 องศา เพื่อคงความสด

ยกจากทะเลมาเสิร์ฟ

น้ำจิ้มเด็ด แซบซี้ด

เมนูอาหารทะเลของร้าน Sea Club Seafood จะแบ่งเป็นเซตต่างๆ เริ่มต้น ไซซ์ S ราคา 490 บาท สำหรับทาน 1-2 คน, ไซซ์ M ราคา 990 บาท สำหรับทาน 4-5 คน, ไซซ์ M พิเศษ ราคา 1,190 บาท, ไซซ์ L 1,890 บาท สำหรับ 8-10 คน และไซซ์ L พิเศษ ราคา 2,290 บาท มีเตาปิ้งย่าง อุปกรณ์แกะกุ้ง แกะปู

ด้านอาหารจานเดียว ปรุงโดยพ่อครัวคัดฝีมือมาแล้ว เมนูที่เจ้าของร้านแนะนำ กุ้งอบวุ้นเส้น สเต๊ก ล็อบสเตอร์ หอยแครงยกซด แซลมอนซาซิมิ แซลมอนจี๊ด ยำปูม้า ยำหอยแครง ข้าวผัดกระเทียม

สิ่งที่ร้านซีฟู้ดทุกร้านขาดไม่ได้เลยคือ “น้ำจิ้ม” ดาราหนุ่ม เผยว่า น้ำจิ้มสูตรเด็ดของร้านมี 2 แบบด้วยกันคือ แซบจี๊ดจ๊าด (สีเขียว) และหวาน เผ็ดอ่อน (สีส้ม) เหมาะกับคนไม่ทานรสจัดมาก หรือจะผสมกันก็ยิ่งอร่อย กลมกล่อม

สำหรับการตกแต่งร้าน มิกค์เน้นบรรยากาศเปิดโล่ง สบายๆ มีมุมให้ลูกค้าเลือกนั่งเยอะ มีมุมรับลม เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่จะเป็นงานไม้ งานเหล็ก สไตล์ผู้ชายดิบๆ เพิ่มความเท่ด้วยตู้คอนเทนเนอร์สีดำตั้งอยู่ตรงกลางร้าน ใช้เป็นเคาน์เตอร์รับเมนู ในอนาคตจะติดจอมอนิเตอร์ไว้ดูบอล เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าให้มากที่สุด

“Sea Club Seafood เปิดมาได้ 3 เดือน กระแสตอบรับดีเกินคาด กลุ่มลูกค้ามีหลายวัย วัยรุ่นมาเป็นแก๊ง ผู้ใหญ่มาพบปะสังสรรค์ กลุ่มครอบครัวพาลูกมาทานอาหาร บางครอบครัวพาลูกมาให้มิกค์เป่าเค้กวันเกิดให้ด้วย”

ทางร้านฟีดแบ็กดีขนาดนี้ ดาราหนุ่ม ระบุว่า เป็นเพราะความทุ่มเท ความคาดหวัง ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจแรกในชีวิต ทำเองทุกอย่างตั้งแต่ต้น ทุกวันนี้หลังถ่ายละครเสร็จก็แวะมาเสิร์ฟอาหาร แวะมาพบปะพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง ตลอดระยะเวลาที่เปิดร้าน เข้าร้านเกือบทุกวัน อยู่ใกล้บ้านด้วย

ถามว่า ความเป็นดารา นักร้อง หรือคนมีชื่อเสียงนับเป็นแรงหนุนธุรกิจได้อีกทางหนึ่ง ประเด็นดังกล่าว มิกค์ แสดงความเห็นว่า ช่วงที่มีชื่อเสียงจะมีคนคอยติดตาม พอหยิบจับทำอะไรคนรู้กันทั่ว แฟนคลับเองก็คอยสนับสนุนช่วยอุดหนุนตลอด แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญที่สุดคือ สินค้าต้องดีจริง จึงจะประสบความสำเร็จได้

นอกจากอาหารซีฟู้ดสดๆ น้ำจิ้มอร่อยๆ ร้านนี้ยังมีเครื่องดื่มบริการ แวะไปกันได้ที่ร้าน Sea Club Seafood เมืองทองธานี (ถนนฝั่งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช) ร้านเปิดเวลา 16.30-24.00 น. โทรศัพท์ (094) 409-6516

Street Seafood “RAWtruckr” รถขายอาหาร-บาร์ปิ้งย่าง @นิมมานเหมินท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07031011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

รายงานพิเศษ

จินตนา กิจมี

Street Seafood “RAWtruckr” รถขายอาหาร-บาร์ปิ้งย่าง @นิมมานเหมินท์

ใครมาเชียงใหม่ ไม่แวะ “นิมมานฯ” ถือว่าผิด เพราะเท่ากับว่ามาไม่ถึงจังหวัดเชียงใหม่ ก็ถนนนิมมานเหมินท์ เป็นย่านท่องเที่ยวที่ไม่ว่านักท่องเที่ยวคนไหนก็อยากมา Chill Out ชิลๆ สบายๆ กันทั้งนั้น…หรือว่าไม่จริง

ย่านนี้มีครบหมดอย่างที่ต้องการ จากเดิมคือมาเพื่อซื้อของตกแต่งบ้าน แต่ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านกาแฟสุดฮิต ก๋วยเตี๋ยวเรือเก๋ของดาราคนดัง ร้านขายนมเจ้าดังจากกรุงเทพมหานคร สลัด ไส้กรอก หรือปิ้งย่างบาร์บีคิว

แต่ที่เด็ดสุดและกำลังเป็นที่พูดถึงในช่วง 5-6 เดือนนี้ หนีไม่พ้น “RAWtruckr” ร้านอาหารแนวใหม่ สไตล์ Street Seafood เก๋ตรงอาหารทะเลที่ว่านี้ ขายอยู่บน “รถ” เท่ไม่หยอก

“RAWtruckr” ตั้งอยู่ในโครงการ JIRA WASA ปากซอย 13 ถนนนิมมานเหมินท์ หาง่าย เพราะตั้งอยู่หลังร้านสลัดคอนเซ็ปต์ เยื้องกับธนาคารกรุงไทย

บอล-ภควัต สาริกานนท์ 1 ใน 2 หุ้นส่วนใหญ่ของร้านปิ้งย่างทะเล อายุแค่ 29 ปี บอกว่า เป็นคนกรุงเทพฯ ที่มาจากครอบครัวทหาร และเรียนจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน (Finance) จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ก่อนบินไปจบปริญญาโทอีกใบจากอังกฤษ ทำงานได้ 6 ปี ตัดสินใจทิ้งจากงานธนาคารกับเงินเดือน 60,000 กว่าบาท เพราะคำว่า เบื่อ เพื่อมาเริ่มต้นทำธุรกิจของตัวเองกับเพื่อนที่ชื่อ ภควัต อีกคน หรือ เต้ สุวรรณอัศวงาม ซึ่งยังปักหลักทำงานแบงก์อยู่กรุงเทพฯ

“ชอบเชียงใหม่มาก และอยากทำร้านอะไรสักอย่างของตัวเอง แต่ย่านนี้มีเกือบทุกอย่างแล้ว สุดท้ายมาลงตัวที่อาหารทะเล ซึ่งเราทั้งคู่ต่างชอบกินอะไรที่สดๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะหอยนางรม ซึ่งต้องกินสด จึงจะอร่อย ก็เลยลองสืบเสาะค้นหาคนที่จะส่งตรงอาหารทะเลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อความสดใหม่ทุกวัน เราชอบแบบไหนเราก็อยากให้ลูกค้าได้กินอย่างนั้นเช่นกัน โชคดีที่เราไปเจอคนรู้จักกัน จึงวางใจได้ ในฐานะคนทำอาหารต้องแสวงหาวัตถุดิบที่ดีที่สุดอยู่แล้ว”

บอล บอกว่า ชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก อยากเป็น “เชฟ” มาก ตอนไปเรียนต่อที่อังกฤษ อยากไปเรียนที่ “กอร์ดอง เบลอ” มาก แต่ไม่กล้าบอกคุณพ่อ จนจบกลับมาเมื่อคุณพ่อรู้ยังถามเราว่าทำไมไม่บอกจะได้ให้ไปเรียนแบบเป็นเรื่องเป็นราว (หัวเราะ) ปรากฏว่าท่านไม่ห้าม แต่พร้อมจะสนับสนุน ดังนั้น พอบอกว่าจะลาออกจากแบงก์ที่บ้านจึงไม่มีใครห้าม เพราะต้นตระกูลทางคุณแม่ ก๋ง (ตา) ทำโต๊ะจีน ส่วนคุณน้าก็เป็นเชฟอาหารไทย ทำอาหารอร่อยมาก ซึ่งลูกมือก็คือผม

“หุ้นส่วนผมก็ชอบนิมมานเหมินท์ เมื่อหาทำเลได้ รถที่สั่งพร้อม เราก็ลุยเลย ร้านของเราเปิดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา อารมณ์ประมาณ Street Food ข้างถนน Out Door แบบง่ายๆ สบายๆ มีเพื่อนที่เป็นดีไซเนอร์ช่วยตกแต่งร้านให้ ลงตัวที่คำว่า Street Seafood RAWtruckr นั่งปิ้งย่างกันในเต็นท์แบบวัยรุ่นเกาหลีหรือญี่ปุ่นเขาทำกัน โดยมี รถ เป็นแลนด์มาร์ก มีเก้าอี้ให้นั่งจิบเบาๆ หน้ารถแบบบาร์เล็กๆ ได้ด้วย”

เสน่ห์ของ “RAWtruckr” คือ ความดิบ หรือ Raw และความสดของอาหาร ที่ลูกค้าต้องมาสุมหัว “ย่าง” กินกันเองบนเตาถ่านจากราชบุรี ในขณะที่ truckr เป็นคำแสลงมาจาก trucker ที่แปลว่า รถบรรทุก เพราะเราขายบนรถ ด้วยเซตเมนูทะเลสด 4 สไตล์ เริ่มจาก Small กุ้งแม่น้ำ ปลาหมึก หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ หอยเชลล์ หอยหวาน หอยแครง 399 บาท Medium ทุกอย่างเหมือนกันแต่จำนวนเพิ่มขึ้น 599 บาท Large เพิ่มหอยไม้ไผ่ 999 บาท และ High Sea Set นอกจากเพิ่มหอยไม้ไผ่ ยังมี หอยนางรม 3 ตัวใหญ่ 1,199 บาท ทั้งหมดส่งตรงจากทะเลภาคใต้และจังหวัดระยอง ยกเว้นหอยแมลงภู่ที่ว่ายน้ำมาจากนิวซีแลนด์ ทุกตัวมีขนาดใหญ่และรับประกันความสดจริง

“น้ำจิ้ม บอลทำเองทั้งหมด วันต่อวัน เรียกว่าทดลองสูตรจนได้ที่และอร่อยจริง เน้นมะนาวสด พริกขี้หนูสวน น้ำจิ้มปลาหมึกแดดเดียวยังต้องเคี่ยวเองทุกวันเช่นกัน ยอมไม่ได้ถ้าไม่สด ทุกอย่างต้องแช่เย็น และต้องแบบเย็นจัดๆ ด้วย ผมชอบงานที่ทำ ยังไงก็ไม่กลับไปทำงานประจำอีกแล้ว”

นอกจากนี้ยังมีเมนูเสริม เพื่อเพิ่มสีสันคือ ผักสดจากโครงการหลวง โดยเฉพาะมันเทศที่ทั้งหวานและอร่อยเมื่อถูกปิ้งบนเตา หอยนางรมซอสเนยใส่โชยุ และเมนูเอาใจลูกค้าชาวจีน “ต้มยำกุ้ง” พร้อมของกินเล่น เช่น ข้าวเกรียบกุ้ง ปลาไข่ทอด ปลาหมึกแดดเดียว ข้าวผัด Seafood ข้าวผัดมันกุ้ง และไม่ลืมที่จะเสริมทัพด้วยเมนูของหวานน่าลิ้มลอง ข้าวเหนียวมะม่วง แม่ทองคำ เจ้าอร่อยตลาดอุดมสุขชื่อดังของกรุงเทพฯ และสละลอยแก้ว สินค้าโอท็อปของเชียงใหม่

เครื่องดื่มประจำร้าน “RAWtruckr” คือ เบียร์หลากหลายยี่ห้อจากเยอรมนี ญี่ปุ่น เบลเยียม สกอตแลนด์ เบียร์สตรอเบอร์รี่-ราสป์เบอร์รี่ สำหรับผู้หญิง เหล้าบ๊วยจากญี่ปุ่น ค็อกเทลเสาวรสทั้งมีและไม่มีแอลกอฮอล์ให้เลือก

“ปัญหาของเราคือไม่มีที่จอดรถ เพราะย่านนิมมานเหมินท์ที่ดินมีราคาแพงมาก แต่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศนิยม ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นวัยทำงาน แพทย์และพยาบาล กำลังซื้ออยู่ในเกณฑ์ปานกลางถึงสูง โดยเฉพาะชาวจีนกำลังซื้อสูงมาก ต้องมีเมนูภาษาจีนไว้ให้ ตั้งแต่เปิดมาขายดีมาก จนกระทั่งเข้าหน้าฝนที่ดูเงียบไปนิด ซึ่งเราต้องประเมินจำนวนลูกค้าเพราะมีผลต่อการสั่งของสดจากทะเล ปกติวันศุกร์-อาทิตย์ คนแน่นทุกวัน วันไหนที่ลูกค้าน้อยเราก็สั่งของน้อยลง เพื่อไม่ให้ของค้าง ของหมดจะบอกลูกค้าตามตรง สถานการณ์ของร้านคือ พออยู่ได้ครับ”

และเพื่อเป็นการฉลองครบ 6 เดือน “RAWtruckr” จัดโปรโมชั่นพิเศษในเดือนตุลาคมนี้ ด้วยส่วนลด 50-150 บาท เปิดทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. ไม่ไป ไม่ได้แล้ว

สนใจแวะเวียนไปอุดหนุน กินอาหารทะเลสดที่ส่งตรงจากภาคใต้มาสู่ยอดดอย หรือเข้าไปเยี่ยมชมที่ FB : facebook.com/rawtruckr หรือ IG : @rawtruckr และสอบถามเส้นทางที่ โทรศัพท์ (094) 847-8118, (094) 449-8544 ก่อนก็ได้นะ

สัมมนาแห่งปี One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07035011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

สัมมนาแห่งปี One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี

จากการสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในหัวข้อ “One Stop Shop On Mobile : ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี” จัดโดย นิตยสารเส้นทางเศรษฐี เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ที่ห้องเลอโลตัส โรงแรมสวิส โฮเต็ล เลอคองคอร์ด

ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในหัวข้อ “นโยบายรัฐกับการขับเคลื่อน SMEs ในโลกดิจิตอล” ว่า เอสเอ็มอีถือว่ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเพราะมีจำนวนถึง 2.7 ล้านราย ซึ่งสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกในช่วง 2-3 ปีนี้ ธุรกิจทั่วโลกต่างประสบปัญหา เอสเอ็มอีของไทยก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน ช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจึงได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีได้เข้าถึงแหล่งทุน โดยให้ธนาคารออมสินให้สินเชื่อ

ดร.อุตตม กล่าวว่า ในโลกยุคดิจิตอล โดยเฉพาะการค้าขายผ่านออนไลน์ถือว่าเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายเพราะทุกคนต่างมุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน ดังนั้น เอสเอ็มอีจะต้องก้าวให้ทันเทคโนโลยีและเลือกใช้อย่างเหมาะสม แต่เทคโนโลยีไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ จะต้องมีปัจจัยอื่นๆ มาเสริมด้วย โดยในส่วนของกระทรวงไอซีทีมีแผนงานหรือโรดแมป 5 ข้อหลักๆ ที่จะทำตามนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) ขณะเดียวกัน ต้องรวมไปถึงการพัฒนาทางด้านสังคมควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้คนไทยทุกภาคส่วนได้รับประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอล

สำหรับโรดแมปของกระทรวงไอซีที 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต ซึ่งตอนนี้สามารถทำได้ถึงระดับตำบลแล้ว แต่ยังไม่ถึงหมู่บ้าน ดังนั้น ต้องทำให้ครอบคลุมทั้งหมด 2. โครงสร้างด้านความปลอดภัย เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการทำธุรกรรมผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยภาครัฐต้องประสานกับภาคเอกชน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อในการค้าขายผ่านทางออนไลน์

3. ด้านที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้เอสเอ็มอีได้ใช้เทคโนโลยีระดับสูง โดยหน่วยงานรัฐบาลต้องสนับสนุนในการเพิ่มทักษะในเรื่องเหล่านี้ 4. ในเรื่องการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเข้ามา และ 5. ภาครัฐต้องมีการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบและเชื่อมโยงกันในหลายกระทรวง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับภาคเอกชน อย่างเช่น กรณีที่ภาคเอกชนมาขออนุญาตในเรื่องใดๆ จะได้ติดต่อได้ในจุดจุดเดียว โดยใช้ไอดีการ์ดใบเดียว

ดร.อุตตม กล่าวว่า ในส่วนภาคเอสเอ็มอี สิ่งที่คิดจะขับเคลื่อนมีหลายด้าน 1. การทำธุรกรรมของเอสเอ็มอี ซึ่งจากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2557 เฉพาะเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มีพนักงาน 1-9 คน มีการใช้คอมพิวเตอร์ ร้อยละ 22.5 ใช้อินเตอร์เน็ตร้อยละ 18 และมีเว็บไซต์เพียงร้อยละ 5 ข้อมูลดังกล่าวถ้าสะท้อนในทางลบจะเห็นว่าเอสเอ็มอียังใช้อินเตอร์เน็ตน้อย แต่ถ้ามองในแง่บวก คือยังมีโอกาสมีศักยภาพที่จะใช้ได้อีกเยอะ

“ผมจะเริ่มขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เป็นรูปธรรม ให้ผู้ประกอบการเห็นว่าเศรษฐกิจดิจิตอลเป็นประโยชน์กับตัวเขา เช่น เรื่องหน้าร้านขายของ เอสเอ็มอีก็ใช้ออนไลน์กันอยู่แล้ว ต่อไปหน่วยงานภาครัฐทั้งกระทรวงไอซีที กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม มาบูรณาการร่วมกันในการสร้างแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูง แทนที่จะแข่งกันทำ ซึ่งเมื่อมีหน้าบ้าน (เว็บไซต์) แล้วก็ต้องใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์กับหลังบ้านด้วย โดยกระทรวงไอซีทีจะประสานกับกระทรวงการคลัง ทำเป็น E-Payment เพื่อให้เอสเอ็มอีมาใช้จะได้ประหยัดต้นทุน ซึ่งทั้ง 2 กระทรวงต่างก็ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อมาทำงานร่วมกันแล้ว”

นอกจากนี้ ในส่วนของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ปัจจุบันใช้แพลตฟอร์มการบุ๊กกิ้งจองที่พักของต่างประเทศที่รู้จักกันดี ซึ่งของไทยเองน่าจะมีแพลตฟอร์มที่มีบริการหรือสินค้าอย่างอื่นเสนอให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ด้วย ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็สนใจ รวมทั้งเรื่องการทำบัญชี เพื่อให้เอสเอ็มอีได้ใช้ร่วมกัน

ในส่วนของเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจประมาณ 5-6 ปี เป็นระดับขนาดกลาง ช่วยตัวเองได้ เมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี เป็นการใช้โอกาสในการเปิดตลาด และกลุ่มนี้สามารถรองรับความท้าทายนี้ได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการใหม่ กลุ่มเกิดใหม่ เทคโนโลยีมีส่วนช่วยได้มาก ทำให้สามารถก้าวไปสู่ธุรกิจออนไลน์ได้ง่าย โดยหน่วยงานภาครัฐจะต้องติดอาวุธให้ โดยการเพิ่มทักษะเรื่องการใช้เทคโนโลยีให้กับผู้ประกอบการหน้าใหม่ในการสร้างนวัตกรรม

สิ่งที่จะตามมาคือ การให้การสนับสนุนการใช้ทักษะ สร้างเครื่องมือช่วยเอสเอ็มอีตั้งแต่หน้าบ้านจนถึงหลังบ้าน โดยมีเงินทุนอย่างยั่งยืน และสามารถไปต่อยอดธุรกิจได้

ชุมนุมเน็ตไอดอล

เซียนธุรกิจออนไลน์

คุณเหมียว-ดุจธนนันท์ เกียรติเชิดแสงสุข เจ้าของธุรกิจคอนแทกต์เลนส์แฟชั่น แบรนด์ “คิตตี้ คาวาอิ” ที่มียอดขายสูงถึงเดือนละ 10 ล้านบาท

แต่ก่อนเธอเป็น ลูกจ้างร้านทอง แต่แล้ววันหนึ่งเปิดหาข้อมูลเพื่อซื้อคอนแทกต์เลนส์ในอินเตอร์เน็ต กระทั่งทราบราคาขายปลีก 1,200 บาท และหลังเสิร์ชพบสถานที่ค้าส่ง ราคาคู่ละ 600 บาท เท่านั้น

เมื่อรู้ว่าธุรกิจนี้มีโอกาสทำกำไร จึงตัดสินใจติดต่อไปยังโรงงานผลิตที่ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อติดต่อสั่งซื้อสินค้าล็อตแรก 100 คู่ กับเงินเก็บพร้อมจ่าย 30,000 บาท โดยทำตลาดผ่านออนไลน์กับเว็บฟรี ก่อนจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง และจากยอดขายครั้งเริ่มต้น 100,000 บาท มาวันนี้ด้วยสินค้าคุณภาพผ่านมาตรฐาน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้ยอดขายพุ่งสูงถึงเดือนละ 10 ล้านบาท

“การทำธุรกิจผ่านออนไลน์ สิ่งสำคัญต้องใส่ใจคือ ความรวดเร็วในการตอบคำถามลูกค้า ต้องอัพเดตข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยควรมีผู้ทำหน้าที่นี้โดยตรง เพื่อให้หน้าเว็บเกิดความเคลื่อนไหว และด้วยสินค้าเป็นแฟชั่น มาเร็วไปเร็ว การพัฒนาไม่ควรหยุดนิ่ง ต้องรู้ใจลูกค้า ถ้าทำได้ตรงจุด ลูกค้าก็ยังคงอยู่กับเราตลอด” คุณเหมียว เผย

คุณชณา วสุวัต ผู้ประสบความสำเร็จกับธุรกิจ “REO”s Deli” กับสินค้าลาซานญ่าและผักโขมอบชีสพร้อมทาน ซึ่งประสบความสำเร็จกับการขายสินค้าผ่านทั้งระบบออฟไลน์และออนไลน์

เล่าถึง 3 ความอยาก ที่ทำให้ผลักจากมนุษย์เงินเดือนแล้วกระโจนเข้ามาสู่ธุรกิจนี้คือ อยากรวย อยากลอง และอยากทำ

เบื้องต้นสินค้าเติบโตอยู่กับช่องทางออฟไลน์ ขายผ่านโมเดิร์นเทรด ซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่เมื่อถึงจุดต้องการให้ REO”s Deli เป็นสินค้าที่คนทั้งประเทศรู้จัก เขาจึงเลือกช่องทางเฟซบุ๊ก เปิดเพจโดยขณะนี้มียอดไลก์เกือบ 200,000 ไลก์ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปี

“ผมเดินทางไปติดต่อเพื่อนำสินค้าเข้าสู่แฟมิลี่มาร์ท ซึ่งจากได้โชว์ไลก์ในเฟซบุ๊กให้เขาดู ทำให้มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจรับสินค้าของเราเข้าไปจำหน่ายง่ายขึ้น ซึ่งผมว่าออฟไลน์กับออนไลน์ควรควบคู่เกื้อหนุนกัน ซึ่งจากยอดขายหลักแสน กลายเป็น 2.5 ล้านบาท ต่อเดือน โดยปีนี้คาดว่าจะโตประมาณ 140 เปอร์เซ็นต์” คุณชณา บอกอย่างนั้น

ส่วน โค้ชตูน-สุธีรพันธุ์ สักรวัตร ที่ปรึกษาอิสระด้านแบรนด์คอมมูนิเคชั่น ดิจิตอล มาร์เก็ตติ้ง และโซเชียลมีเดีย กล่าวถึงความเติบโตของธุรกิจบนโลกออนไลน์ว่า หากมองภาพรวมของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าตั้งแต่ปี 2011 ความเติบโตพุ่งสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และยิ่งทวีมากขึ้น รวมถึงประเทศไทย การซื้อขายบนโลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางที่สะดวกและง่ายดายกว่าการเดินไปถึงหน้าร้าน

“ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีนักธุรกิจซึ่งส่วนใหญ่คือผู้ประกอบการรายย่อย และออนไลน์ก็เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ถูกจริตกับคนในยุคนี้ด้วย และเท่าที่ดูพฤติกรรมการซื้อของคนไทยจะเป็นแบบไม่มีเหตุผล ซื้อสินค้าโดยไม่ตั้งใจ คิดเป็นตัวเลขสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์

ฉะนั้น ผู้ประกอบการต้องอัพเดตข้อมูล ข่าวสาร ภาพสินค้า ของตนเองให้ต้องตาผู้ท่องโลกออนไลน์ ผมว่ากับการทำโฆษณาผ่านออนไลน์ กลายเป็นช่องทางเข้าถึงเป้าหมายแบบตรงจุด มากกว่าสื่อประเภทอื่นๆ นี่คือข้อดีของการทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง เพราะเห็นลูกค้าว่าเขาเป็นใคร อยู่ตรงไหน” โค้ชตูน บอก

ก่อนฝากทิ้งท้ายว่า ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะสามารถทำได้บนโลกออฟไลน์ แต่ทว่าทุกธุรกิจสามารถทำได้บนโลกออนไลน์

เปิดช่องทางค้าขาย

ผ่านสมาร์ตโฟน

คุณสมหวัง เหลืองไพบูลย์ศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เพย์สบาย จำกัด

(เพย์สบาย เป็นผู้ให้บริการรับ/ส่งเงิน ชำระค่าสินค้าและบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2547 ได้รับหนังสืออนุญาตประกอบธุรกิจบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ และใบอนุญาตประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งกำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย อีกทั้งยังได้รับเครื่องหมายรับรองความน่าเชื่อถือ และได้รับรางวัล DBD Verified ประจำปี พ.ศ. 2555 จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

ปัจจุบัน เพย์สบาย มีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท และได้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำระบบรับชำระเงินออนไลน์ระดับประเทศด้วยการยอมรับไว้วางใจจากสมาชิกกว่า 500,000 ราย และร้านค้าออนไลน์กว่า 10,000 ร้านค้าจากหลากหลายธุรกิจ)

“เพย์สบาย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการตอบโจทย์การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ได้เป็นอย่างดี เพราะทุกวันนี้ แค่มีสมาร์ตโฟนเครื่องเดียว สามารถทำธุรกรรมได้หมดแล้ว บริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ แทบไม่ต้องมีอุปกรณ์สำนักงานอะไรมากเหมือนเมื่อก่อน สมาร์ตโฟน แท็บเลต อย่างละ 1 เครื่อง ทำได้แทบทุกอย่างแล้ว

ตัวเลขจากรายงานประจำปีธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุ คนไทยจำนวนกว่า 27 ล้านคน โทรศัพท์มือถือ ระบบรายเดือนมีผู้ใช้ 11.7 ล้านเลขหมาย ระบบเติมเงินมีผู้ใช้ 80.8 ล้านเลขหมาย รวมกัน มีโทรศัพท์ที่เปิดใช้งาน 92 ล้านเลขหมาย ขณะที่ประเทศไทยมีประชากร 65 ล้านคน แสดงให้เห็นได้ว่า จำนวนผู้เข้าถึงการใช้โทรศัพท์นั้นเติบโตอย่างยิ่ง

ขณะเดียวกัน การทำธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ คนเริ่มใช้กันป็นจำนวนมาก การซื้อขายเกิดขึ้นง่ายและรวดเร็ว ในเมื่อพฤติกรรมคนในสังคมเปลี่ยนไปในลักษณะนี้ จึงอยากเห็นผู้ประกอบการหันมาศึกษาและให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีกันให้มากขึ้น”

เรื่องเงินเรื่องง่าย

ด้วย Mobile Banking

คุณธวัช บุณยะรัตน์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ธุรกิจบริการและอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคารออมสิน

“ปีที่ผ่านมา มีตัวเลขผู้ใช้ Mobile Bank ถึง 4 ล้านคน เป็นอัตราการเติบโต 200-300 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุน่าจะมาจากการที่มีการใช้สมาร์ตโฟนกันอย่างแพร่หลาย เวลาซื้อของออนไลน์ ไม่จำกัดเวลา ทางธนาคารออมสิน ซึ่งตระหนักถึงลูกค้ากลุ่มนี้ สร้างแอพพลิเคชั่นขึ้นมา 1 ตัว เรียกแอพว่า MY MO ย่อมาจากคำว่า My Money My Mobile ให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่าย ทำธุรกรรมการเงินได้อย่างครบวงจร แม้แอพนี้จะมาทีหลังแต่มีความแตกต่างที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

ที่ผ่านมา หลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้แอพทำธุรกรรมทางการเงิน จึงอยากชี้แจง ทางธนาคารออมสิน มีระบบรักษาความปลอดภัยได้มาตรฐานสากล เทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ใช้ได้เครื่องเดียวสำหรับแอพเดียว หากนำไปใช้กับเครื่องอื่นต้องมีการเปิดแอกติเวตใหม่ และหากจะมีการปลอมซิมไปใส่เครื่องใหม่ สำหรับแอพออมสินนี้ทำไม่ได้ ถึงจะทำได้ก็ต้องติด pass code 6 หลัก ที่เป็นของเครื่องเดิม ซึ่งยังมีวิธีป้องกันอยู่อีก”

คุณทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ

“แม้เศรษฐกิจ จะอยู่ในสภาวะชะลอตัว แต่การค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ เติบโตค่อนข้างดี ปริมาณบัตรเดบิต เครดิต เอทีเอ็ม มีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น ถ้าคนค้าขายมองลูกค้าให้ไกลไปกว่าคนในประเทศ คือโฟกัสไปที่คนถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตด้วย

อยากให้ผู้ประกอบการมองการณ์ไกลและวางรากฐานให้ดี ในเรื่องระบบการค้าขายกับลูกค้าที่มีบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เพราะเชื่อว่าจะมีความยั่งยืน-ปลอดภัย และให้ความเชื่อถือลูกค้าได้มากกว่า เมื่อลูกค้าคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของเรา เขาจะดูก่อนเลยว่าเว็บเราปลอดภัยมั้ย ระบบตะกร้าเงินเราเป็นยังไง เราผูกกับบัตรเดบิต บัตรเครดิต อะไรบ้าง

เพราะระบบความน่าเชื่อถือในการชำระเงินนั้น นับเป็นปัจจัยสำคัญ ที่สามารถเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการต่างๆ ได้แน่นอน”

โลจิสติกส์

หนุนธุรกิจออนไลน์

คุณสัญญา ทองสะพัก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านระบปฏิบัติการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

“ไม่ว่าผู้ประกอบการในระบบออนไลน์จะมีขนาดแค่ไหน สามารถมาใช้บริการของไปรษณีย์ไทยในการจัดส่งได้อย่างสะดวก เพราะมีที่ทำการรองรับให้บริการประมาณ 5,000 กว่าแห่งทุกอำเภอ และทุกตำบล ที่มีทำการ ซึ่งได้รับอนุญาต

อย่างไรก็ตาม การค้าขายผ่านอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อย ที่ผ่านมาเมื่อสั่งซื้อไปแล้วมักได้ของไม่ตรงรุ่น อย่างสั่งซื้อไอโฟน ได้เครื่องคิดเลข สั่งซื้อไอแพดได้เขียงพลาสติก ฯลฯ นับเป็นปัญหาใหญ่ของตลาดอีคอมเมิร์ซ ที่หลายฝ่ายพยายามหารือกันตั้งประเด็นไว้เป็นปัญหาระดับชาติ

ทางไปรษณีย์ไทยจึงช่วยหาทางออกในเบื้องต้น เป็นบริการรูปแบบใหม่ โดยการเป็นตัวกลางในการเก็บเงินค่าสินค้าที่ปลายทาง แต่หากเปิดกล่องออกมาแล้ว พบว่าสินค้าไม่ตรงกับที่ตกลงกัน ผู้ซื้อสามารถไปแจ้งความ และนำใบแจ้งความมาอายัดเงินกับทางไปรษณีย์ไทยเพื่อไม่ต้องโอนเงินนั้นไปยังผู้ขาย ระหว่างนั้นก็ให้มีการเจรจากัน แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ จะคืนเงินให้คนซื้อไป

นอกจากนี้ หากบรรดาผู้ประกอบการโอท็อป หรือ เอสเอ็มอี ที่อยู่ต่างจังหวัดไกลๆ ต้องการขนของมาออกงานอีเว้นต์ ที่ศูนย์ประชุม ไบเทค บางนา หรือ เมืองทองธานี สามารถฝากส่งมากับไปรษณีย์ไทยได้ โดยจัดส่งให้ถึงงานในราคาพิเศษ และถ้าจะไปออกงานอื่นต่อก็จะเก็บไว้ให้ก่อนขนไปออกงานต่อไปได้ด้วย

ไปรษณีย์ไทย พยายามช่วยพี่น้องคนทำมาค้าขายให้เดินทางได้สะดวก ใครอยากได้รับบริการแบบไหน บอกได้ เพราะเราเป็นบริการแบบอาหารตามสั่ง ที่ปรับการบริการไปตามสภาพสังคมปัจจุบัน”

“อีเจี๊ยบ เลียบด่วน”

สอนน้องลุยโซเชียล

ช่วงหนึ่งของงานสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ในหัวข้อ “One Stop Shop On Mobile ค้าขายบนโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างไรให้เป็นเศรษฐี” มีการโฟนอิน จากเจ้าของเพจดัง 1.4 ล้านไลก์ “อีเจี๊ยบ เลียบด่วน” จากพนักงานออฟฟิศ ที่มีเจตนาระบายอารมณ์ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว แต่ดันไปถูกจริตผู้อ่านหลายคน จึงเริ่มมีคนสนใจและติดตาม

เจ้าของเพจดัง เริ่มต้นว่า

“ผมเป็นคนไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีเลย บัตรเครดิตไม่มี สมัครอีเมลยังไม่เป็น ผมเป็นคนปากจัด พูดตรง อาศัยว่ายังมีคนรัก นับเป็นบุญของผมนะ”

สำหรับประเด็นที่เลือกโพสต์ลงเพจ เรื่องชาวบ้านทั่วไป เรื่องใกล้ตัว เช่น ฟุตบอล แท็กซี่ ดารา ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นเรื่องเสี่ยงจะเลี่ยง เช่น สถาบัน เด็ก ครอบครัว ความเป็นความตาย

“เทคนิคการโพสต์ ผมใช้เรื่องใกล้ตัวที่คนในสังคมพูดถึง และกำลังให้ความสนใจ เหมือนคนทั่วไปที่อยู่ในออฟฟิศคุยกัน คนอื่นคุยเรื่องอะไร ผมก็คุยเรื่องนั้น มักเป็นเรื่องที่คนอึดอัด พูดไม่ได้ อยากแนะนำคนรอบข้างแต่กลัวถูกโกรธ เช่น ยาลดความอ้วน เครื่องสำอาง ฯลฯ โดยผมจะนำเอาสิ่งเหล่านี้มาเขียนแสดงความเห็นในลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งได้รับการตอบรับดี”

กลุ่มเป้าหมายคือ คนในเมือง กลุ่มพนักงานออฟฟิศ รายได้ปานกลาง ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ชอบแสดงความคิดเห็น คนกลุ่มนี้มีเยอะ เลยได้รับการตอบรับดี

หัวใจสำคัญของเพจดัง อีเจี๊ยบ เลียบด่วน เผยว่า อยู่ที่ความจริงใจ ทุกเรื่องราวที่หยิบขึ้นมาเป็นประเด็น ไม่มีการเตี๊ยม ทุกอย่างเขียนสด ไม่เคยคิดมาล่วงหน้า คิดอะไรอยู่ก็พิมพ์แล้วโพสต์ไปแบบนั้น

สำหรับการทำธุรกิจบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก อีเจี๊ยบ แนะนำว่า มารยาทเป็นสิ่งสำคัญ ประเภทพ่อค้าแม่ค้าที่ชอบไปฝากร้านคนอื่นแบบไม่มีมารยาทอยากขอให้เลิก คนค้าขายออนไลน์ต้องใจเย็น ใช้ความจริงใจเข้าหาลูกค้า ต้องไม่โกหก คนสมัยนี้ไม่โง่ หากเกิดข้อผิดพลาดต้องรีบแก้ไข รีบขอโทษ ไม่ควรใจร้อน

และที่สำคัญ อย่าโพสต์ด่าลูกค้า แม่ค้าดุไม่มีอะไรดีเลย ได้แต่เพียงความสะใจ ถ้าแม่ค้าน่ารัก ความน่ารักมันกินได้ แล้วกินได้นานด้วย

ดังขนาดนี้มีธุรกิจมาติดต่อลงโฆษณาบ้างหรือเปล่า

อีเจี๊ยบ บอก “มีเยอะมาก มีทุกวัน เขาสามารถลงโฆษณาในเพจได้ทุกวัน วันละ 3 โปรดักต์ ติดต่อกันทั้งเดือน แต่ผมจะสกรีนสินค้าก่อนว่าน่าเชื่อถือไหม มีมาตรฐานหรือเปล่า ไม่มีตัวตน ไม่ดีจริงก็ไม่รับตังค์”

ถามว่าอยากเตือนอะไรมั้ย อีเจี๊ยบ ทิ้งท้าย การเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก “สติ” สำคัญที่สุด คนเราชอบไปใส่ใจเรื่องของคนอื่นมากเกินไป บางครั้งไปพาลโกรธคนรอบข้าง