วันสุดท้าย!! “บัตรโมโตจีพี” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/408484?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

วันสุดท้าย!!  “บัตรโมโตจีพี”

5 มกราคม 2563 – 11:00 น.
สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต,OR Thailand Grand Prix,MotoGP,โมโตจีพี
เปิดอ่าน 305 ครั้ง

เพื่อสนองแฟนสองล้อชาวไทยเท่านั้น! กับช่วงโปรโมชั่นมากมาย

ยังทัน!!! ใครที่ยังไม่ได้ซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันโมโตจีพี สนามที่สอง ประจำปี 2020 นี้ ได้ย้ายขึ้นมาแข่งขันเป็นช่วงต้นปีท้าความร้อนของประเทศไทยกับ รายการ OR Thailand Grand Prix ที่สาวกห้ามพลาด

สนามช้างฯ เอาใจเหล่าแฟนพันธุ์แท้โมโตจีพี  จัดโปรโมชั่นแบบต่อเนื่อง ในราคาสุดคุ้ม สำหรับ บัตรชมโมโตจีพี 2020 สนามที่ 2 รายการ OR Thailand Grand Prix  เหลือเวลาเพียงสองวัน หากซื้อบัตรภายในวันที่ 5 ม.ค.นี้ !!  รับสิทธิ์ส่วนลดพิเศษมากมาย ซื้อบัตรได้ที่ ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ และ www.allticket.com

นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต .บรีรัมย์ เปิดเผยว่า กระแสมอเตอร์สปอร์ตของประเทศไทยเกิดการตื่นตัวอย่างมาก แฟนๆชาวไทยรวมทั้งแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก อยากจะได้มีโอกาสมาสัมผัสประสบการณ์ระดับโลกด้วยตาด้วยเองอย่างใกล้ชิดที่บุรีรัมย์สักครั้งในชีวิต คณะผู้จัดการแข่งขัน โมโตจีพี 2020 สนามที่ 2 รายการ OR Thailand Grand Prix จึงได้จัดโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ  เพื่อโปรโมทประเทศไทยไปสู่สายตาคนทั่วโลก และให้แฟนกีฬาชาวไทย สามารถเข้าชมการแข่งขันด้วยบัตรราคาที่ถือว่าถูกที่สุดอีกด้วย

 

“โปรโมชั่น “บัตรเดี๋ยวนี้” ซื้อบัตรภายในวันที่ 5 ม.ค.นี้ !! รับส่วนลดทันที 15% สำหรับบัตร Marquez Stand, Rossi Stand, Side Stand  “พิเศษยิ่งกว่า” เพียงแสดงบัตร PTT Blue Card รับส่วนลด On Top อีก 25% หรือรับส่วนลด On Top อีก 20% เมื่อใช้สิทธิ์ส่วนลด จากผู้สนับสนุนเช่น บัตร Chang International Circuit Friend Club, กุญแจรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทุกรุ่น, กุญแจรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าทุกรุ่น, บัตรเครดิต และเดบิต ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัดจำนวนบัตร 6 ใบต่อ 1 การใช้สิทธิ์เท่านั้น ขอเชิญชวนคนไทยมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์ด้วยกันอีกครั้งครับ”

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

#ThaiGP #MotoGP #ORThailandGrandPrix #ChangInternationalCircuit

4 อันดับ รถอเนกประสงค์ ปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/408232?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

4 อันดับ รถอเนกประสงค์ ปี 2563

3 มกราคม 2563 – 13:00 น.
แคปติวา,ซูบารุ ฟอเรสเตอร์,เอ็มจี เอชเอส,MG HS,BMW X5 xDrive30d M Sport,X5,บีเอ็มดับเบิลยู,เอ็กซ์ 5
เปิดอ่าน 797 ครั้ง

แนะนำรถอเนกประสงค์ที่มีโอกาสไปร่วมขับขี่ในรอบปีที่ชื่นชอบและประทับใจ

ในช่วงนี้หลายๆ คนต้องการรถยนต์ที่สามารถตอบสนองทุกการใช้งาน ช่วงนี้คงไม่เกินรถยนต์ในรูปแบบ เอสยูวี หรือ รถยนต์รถอเนกประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นแบบสามแถว 7 ที่นั่ง หรือจะเป็นเพียงแค่ 5 ที่นั่งแต่มีพื้นที่บรรทุกของได้มากขึ้น โดยวันนี้ขอเรียบเรียงถึงรถอเนกประสงค์ที่มีโอกาสไปร่วมขับขี่ในรอบปีมาให้ท่านผู้อ่านได้ช่วยกันตัดสินใจ เช่นเดิม ข้อมูลและความน่าสนใจ 4 รถอเนกประสงค์นี้มาจากการที่ได้ขับทดสอบจริง  และเป็นการจัดลำดับโดยไม่นับมูลค่าตัวรถ ขอเพียงแค่เป็นรถที่ตอบสนองความคุ้มค่า คุ้มราคา เป็นที่ตั้งเช่นเคย  รถยนต์บางรุ่นที่ไม่ได้เอ่ยถึงก็ต้องขออภัยด้วยครับ ขอเล่าจากการที่เราได้ทดสอบจริงๆ เท่านั้น งั้นขอเริ่มเลยดีกว่าว่ามีรถรุ่นไหนกันบ้าง…

1 ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ Subaru Forester

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าการที่ ซูบารุ ยกฐานมาประกอบ ฟอเรสเตอร์ ในประเทศไทย ทำให้ตัวรถมีราคาที่ถูกลงและความจริงใจที่ให้กับสาวก ทำให้ ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ ใหม่ มียอดจองที่ไม่ธรรมดา ยิ่งในรุ่นเริ่มต้น 2.0i-L มีวางราคาต่ำกว่าค่ายอื่น และเป็นแบรนด์เดียวที่ให้ระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ Asymetrical Full-Time AWD มาเลย

เครื่องยนต์  เบนซิน 4 สูบนอน BOXER DOHC รหัส FB20 16 วาล์ว 1,995 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 84.0 x 90.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 12.5 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ เสื้อสูบแบบเดิม บล็อกเดิม แต่มีการปรับปรุงชิ้นส่วนไส้ในทั้งหลายให้แตกต่างจากเครื่องยนต์เดิมในรถรุ่นก่อน มากถึง 80% มีทั้งการปรับปรุงหลักๆ เช่น เปลี่ยนระบบหัวฉีดแบบปกติ (Port Injection) เป็นหัวฉีดตรงเข้าห้องเผาไหม้ (Direct Injection) และมี Camshaft แบบแปรผันองศาได้ทั้งฝั่งไอดีและไอเสีย (Dual AVCS)

เพิ่มขึ้นจาก 150 เป็น 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 196 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาทีปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เพิ่มขึ้นจาก XV ซึ่งอยู่ที่ 162 กรัม/กิโลเมตร เป็น 179 กรัม/กิโลเมตร ระบบส่งกำลัง เป็นเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผัน Lineartronic CVT รหัส TR580GDJBA พัฒนาให้มีน้ำหนักเบาลงกว่ารุ่นเดิมถึง 7.8 กิโลกรัม

นอกจากนี้ ยังมีโหมด +/- เพื่อให้ผู้ขับขี่ เลือกเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้เอง พร้อม Paddle Shift ด้านหลังพวงมาลัย โดยเพิ่มการล็อกอัตราทดจาก 6 จังหวะ ในรุ่นเดิมเป็น 7 จังหวะ ที่สำคัญระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อฟลูไทม์  พร้อมระบบ X-MODE และที่สำคัญในรุ่น 2.0i-S EyeSight ให้ระบบความปลอดภัย EyeSight Driver Assist Technology มาด้วยซึ่ง ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ เน้นมาโดยเฉพาะที่หาจากค่ายจากแดนปลาดิบไม่ได้แล้ว

และนี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องจับตา เพราะความเด่นในเรื่องความปลอดภัย การขับขี่ที่ทรงตัวดี เครื่องยนต์ออกแบบมาดีประหยัด แต่จะขัดใจจากขนาดเครื่องยนต์ที่ย่อลงจากรุ่นเดิมไปบ้าง ประเด็นนี้ก็ต้องแล้วแต่ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยอมแลกหรือจะหารุ่นอื่นเพื่อทดแทน…

ราคา All new Subaru Forester 2020

Forester 2.0i-L : 1,330,000 บาท

รุ่น Forester 2.0i-S :1,380,000 บาท

รุ่น Forester 2.0i-S ES : 1,450,000 บาท

 

2 เอ็มจี เอชเอส MG HS

หลังที่เราได้รับเชิญไปขับก่อนเปิดตัวและลองขัลจริงบนถนนกับระยะเวลาพอสมควรที่สามารถจับอาการและข้อดี ต้องบอกนี่คือรถเอสยูวี ที่ให้ความคุ้มค่าแบบสุดๆ กับราคาเริ่มต้นเพียง  8.85 แสนบาท และท๊อปสุดล้านนิดๆ เท่านั้น กับออฟชั่นที่เรียกได้ว่าจัดเต็มไม่ต้องร้องขอ….

สมรรถนะกับ เครื่องยนต์เบนซิน  1.5 ลิตร  เทอร์โบ รหัสเครื่อง 15E4E 1,490 ซีซี DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo TGI  อัตราส่วนกำลังอัด 10 : 1 กำลังสูงสุด 162 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,700 – 4,400 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Twin Clutch Sportronic 7 จังหวะ ขับเคลื่อน 2 ล้อ รองรับน้ำมันสูงสุด E85 แค่นี้ก็สุดๆ กับราคาที่จ่ายแล้วครับ ยังทำความเร็ว 0-100 ได้ในเวลาไม่ถึง 10 วินาที

ภายในห้องโดยสาร ออกแบบโค้งมน วัสดุภายในแบบ Soft Touch ทั้งบริเวณคอนโซลหน้า และแผงประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง  อีกจุดที่ว่าสุดกว่ารถทุกแบรนด์ในราคาเดียวกันคือการให้ เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า และยังมากับทรง Bucket Seat แบบสปอร์ตสีดำสลับแดงที่จะให้มาในรถระดับท็อปคลาส และเวลาใช้งานจริงก็เหลือเฟือมากๆ อัตราเร่งทำได้ดี ไม่แพ้เครื่องใหญ่ๆ การประหยัดก็อยู่ที่ปลายเท้าเราว่าจะสนุกกับอัตราเร่งและเพลินกับปุ่มกด Super Sport จากปุ่มกดบนพวงมาลัยหรือไม่

และข้อดีที่มีต่อเนื่องคือ ระบบ  i-SMART  ที่ให้มาพร้อมหน้าตาพัฒนาสวยงามขึ้น ข้อเสียมีอย่างเดียวคือตัวอักษรดูเล็กถ้าเทียบกับคู่แข่ง แต่ข้อดีของ i-SMART อย่างมากคือไม่ต้องกังวลเวลาคุณลืมใครสักคนในรถพร้อมกุญแจรถ เพราะคุณสามารถสั่งเปิดประตูเพียงปลายนิ้วจาก แอปบนมือถือ และนี่คือรถที่ต้องจับตาและเป็นรถที่อยากแนะนำให้ไปลองขับก่อนและคุณจะรู้ว่านี่จะเป็นรถที่ตอบโจทย์คุณเกือบทุกข้อ

ราคา MG HS ทั้ง 3 รุ่นย่อย

รุ่น C 919,000 บาท

รุ่น D 1,019,000 บาท

รุ่น X 1,119,000 บาท

 

 

3. เชฟโรเลต แคปติวา 

อันดับที่ 3 ต้องยกให้กับ ดิ ออล นิว เชฟโรเลต แคปติวา เพราะด้วยราคาที่สูงกว่าทำให้ความคุ้มค่าด้านราคาจะสู้คู่แข่งไม่ได้เลย แต่ข้อดีของ แคปติวา มาจากความคุ้มค่าในเรื่องการตอบสนองการใช้งาน ที่ให้ขนาดที่ใหญ่พอๆ กับรถขนาด ซี-เซ็กเมนต์ พอได้ลองขับรถ เชฟโรเลต แคปติวา ถึงสองวันก็ได้คำตอบของรถคันนี้ ว่าเหมาะกับเป็นรถประจำครอบครัว ยิ่งมีเด็กๆ ไม่ว่าจะเด็กเล็กเด็กโต ด้วยแล้ว เชฟโรเลต แคปติวา จะเป็นรถที่ตอบสนองทุกข้อ แม้จะให้แม่บ้านเป็นผู้ขับก็เป็นรถที่ขับง่ายใครๆ ก็ขับได้ครับ

กำลังเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร เทอร์โบ  กำลัง 143 แรงม้า (105 กิโลวัตต์) ที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิด 250 นิวตันเมตร ที่ 2,400 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อมโหมด Shift Control + – 8 สปีด  น่าเสียดายใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E10 เท่านั้น!!กำลังพอเพียงให้เร่งแซงสบาย แค่เผื่อระยะทางแซงสักนิด  ยางที่ให้มาขนาด 17 นิ้ว  215/ 60/17 เหมือนกันทั้ง สามรุ่น

จุดเด่นคือห้องโดยสารที่มีขนาดใหญ่ แบบ 7 ที่นั่ง เบาะนั่ง 3 แถว (ยกเว้นรุ่น LS) ตามมาด้วยจอภาพขนาดใหญ่ 10.4 นิ้ว สามารถสั่งการเครื่องเสียง, เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้, รองรับการเชื่อมต่อระบบ Bluetooth, USB, AUX และ Chevrolet Link และที่สำคัญ All-New Chevrolet Captiva นั้น จะไม่มีปุ่มปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร โดยจะสั่งการ และปรับอุณหภูมิได้ที่หน้าจออินโฟเทนเมนท์  หลังคาแบบพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่เกือบเต็มหลังคา แค่นี้พอชดเชยข้อเสียได้บ้าง ถ้าคุณเลือกรถเพราะอยากได้รถที่ประหยัดเชื่อเพลิงคงต้องทำใจกับ ดิ ออล นิว เชฟโรเลต แคปติวา สักหน่อยเพราะตัวเลขไม่หรูหรา

ราคา ดิ ออล นิว เชฟโรเลต แคปติวา ทั้ง 3 รุ่นย่อย

 รุ่น LS  ราคา 999,000 บาท

 รุ่น LT ราคา 1,099,000 บาท 

รุ่น Premier ราคา 1,199,000 บาท

 

4 บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 5 BMW X5 xDrive30d M Sport

อาจจะแปลกใจทำไมถึงรวมรุ่นนี้เข้ามาด้วย เพราะราคากระโดดขึ้นไปสูงมากแต่ที่หยิบยกมาเล่าเพราะจากการใช้งานที่อยู่กับ บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 5 นานพอจะรู้ว่านี่คือรถที่ดีมากๆ อยากแนะนำถ้าคุณมีกำลังทรัพย์แบบเหลือๆ เพราะการตอบสนองเรื่องของความงามความหรูหราระดับพรีเมี่ยมมีให้ชนิดที่คุณไม่ต้องร้องขอเช่นกัน!

ยิ่งเวลาขับเคลื่อนตัวฝ่าการจราจรติดขัดในเมือง ขับง่ายทักษะวิสัย ความคุ้มค่ามากๆ ต่อการใช้งาน ข้อเสียเพียงข้อเดียวคือ ราคา!! ถ้าผมมีเงินเดือนเป็นแสนๆ ผมจะคว้าบีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 5 คันนี้ไว้ประจำบ้านแน่นอนครับ

บีเอ็มดับเบิลยู นิยามรถของตัวเองว่า สปอร์ต แอ็คทีฟ วิฮิเกิล SAV แทนคำว่าเอสยูวีนะครับ  และด้วยดีเอ็นเอของค่ายนี้ทำรถให้ขับสนุกใกล้เคียงรถแข่ง X5 เป็นรถที่ให้ครบทุกรสพร้อมขุมพลัง เครื่องยนต์ดีเซล BMW TwinPower Turbo ความจุ 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 265 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 620 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000-2,500 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 6.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 230 กม./ชม. บวกกับช่วงล่าง Adaptive M และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัจฉริยะ แบบ xDrive สเปคแค่นี้ก็เหลือๆ ครับ

ยิ่งปัจจุบัน แพ็คเกจ BSI  ของ บีเอ็มดับเบิลยู ทำให้เราใช้รถไม่ต้องกังวล ยิ่งคนที่ต้องขับรถใช้เดินทางไกลๆ เป็นประจำการ การที่รถใช้น้ำมันดีเซลยิ่งตอบโจทย์ของความประหยัดและสะดวกหาเติมที่ไหนก็ได้ง่าย

BMW X5 xDrive30d M Sport เป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 รหัสตัวถัง G05 จุดเด่นกว่าก็ตรงกระจังหน้าแบบ Kidney Grille เอกลักษณ์ของ บีเอ็ ดับเบิลยู สีโครเมียมรมดำมีครีบเปิด-ปิดแบบแอคทีฟขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อน พร้อมชุดแต่งแบบ M Sport ชุดเบรกและช่วงล่างแบบ M Sport และล้ออัลลอย M ขนาด 22 นิ้ว ลาย Double-spoke ล้อหน้ามากับขนาดยาง 275/35 R22  และ 315/30 R22 ในล้อหลัง ไฟหน้าแบบ Adaptive LED headlights และไฟท้าย LED

สรุป  เอ็กซ์ 5 ใหม่เป็นรถที่ควบคุมง่ายตรงข้ามกับรูปร่างที่ใหญ่โต และเป็นรถที่เหมาะกับคนที่ชอบเป็นผู้ขับเองเท่านั้น! ระบบความปลอดภัยอาจมาให้ไม่ครบแบบบางเจ้าแต่ก็ให้พอการใช้งานที่จำเป็น แค่นี้คุณจะมองหารถคันไหนมาเปรียบเทียบคงไม่มี!!!

ราคา BMW X5 xDrive30d M Sport 2019

รุ่น BMW X5 xDrive30d M Sport 2019 ราคา 5,699,000 บาท 

นำเข้าทั้งคัน CBU 

นี่คือรถอเนกประสงค์ที่น่าใช้ในปี 2563 โดยทั้ง 4 คันมีราคาหลักแสนไปถึงหลายล้านบาทให้เลือก แล้วคุณจะรู้ว่ารถอเนกประสงค์ เป็นรถยนต์ที่สามารถขับขี่เดินทางไปได้ทุกที่ของประเทศไทย

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

4อันดับ ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ น่าใช้ปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/407918?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

4อันดับ ‘รถยนต์ไฟฟ้า’ น่าใช้ปี 2563

1 มกราคม 2563 – 10:30 น.
FOMM One,รถยนต์ไฟฟ้า,สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้,นิสสัน ลีฟ,จากัวร์  ไอ-เพช อีวี,เอ็มจี แซดเอส อีวี,รถไฟฟ้า
เปิดอ่าน 13,385 ครั้ง

รถยนต์ไฟฟ้าที่ใครๆ ก็อยากครอบครองกับการเป็นผู้นำรักษ์โลกก่อนใคร

ในช่วงปี 2562 กระแสของรถยนต์ไฟฟ้า100% ที่มีการพูดถึงมากสุด และเมื่อทาง จากัวร์ ในบ้านเรากล้านำ จากัวร์  ไอ-เพช อีวี เข้ามาเปิดตัวพร้อมขายก็เรียกเสียงตอบรับจากแฟนๆ ของ พยัคฆ์ลำพอง ได้อย่างจังพร้อมยอดจองที่น่าชื่นใจถึงแม้ราคาจะโหดร้ายกับเงินในกระเป๋าก็ตาม แต่แฟนพันธ์แท้ที่ชื่นชอบรถรุ่นนี้ก็พร้อมจ่ายกับรางวัลการันตีที่ติดตัวมามากมาย และเป็นผู้นำในการขับรถรักษ์โลกก่อนใคร

 

ขอวกกลับมาอีกค่ายจากแดนซามูไรผู้ที่ถือว่าเป็นผู้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้ามานานก่อนใครอย่าง นิสสัน ก็นำ นิสสัน ลีฟ เข้ามาจำหน่ายพร้อมเปิดราคาที่หลายคนสะดุ้งเพราะน่าจะถูกกว่านี้ ส่วนค่ายรถที่เรียกกระแสยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าถล่มทลายเมื่อกลางปี 62 ก็คือค่าย เอ็มจี ที่นำ  เอ็มจี แซดเอส อีวี มาจำหน่ายพร้อมราคาที่หนึ่งล้านต้นๆ เท่านั้น!! ละน่าจะเป็นอีกรุ่นที่เป็นรู่นชูโรงยาวตลอดปีนี้   งั้นต้องขอโอกาสนำมาบอกเล่าถึง รถยนต์ไฟฟ้าที่น่าใช้ประจำปี 2563  ว่า 4 รุ่นนี้มีอะไรบ้าง!

1. จากัวร์  ไอ-เพช อีวี Jaguar I-Pace Ev  

 รถยนต์แฮตช์แบ็ก 5 ประตู ออกแบบให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ พร้อมกับหลังแอโร่ได้นามิกส์โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง 0.29 ทำให้สามารถเร่งจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 4.8 วินาที ขุมพลังของ Jaguar I-Pace 2019 ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 696 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AWD ทุกรุ่นย่อย สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 4.8 วินาที

ติดตั้งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน  ขนาด 90 กิโลวัตต์ชั่วโมง ติดตั้งอยู่ระหว่างเพลาขับหน้า – หลัง โดยติดตั้งในตำแหน่งที่ต่ำที่สุด เพื่อให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ รองรับการขับขี่ระยะทางสูงสุด 470 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มแต่ละครั้ง การชาร์จไฟสามารถอัดไฟได้ 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ในเวลา 20-40 นาที เมื่อชาร์จไฟแบบ DC Rapid Charging ขนาด 100 kW ส่วนการชาร์จด้วยไฟบ้านผ่าน AC Wall Box ขนาด 7 kW ต้องใช้เวลาราว 10 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ระดับไฟเทียบเท่ากัน

และนี่คือรถยนต์ไฟฟ้า ที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบมากที่สุดจากการได้ใช้ชีวิตในการขับด้วยกันถึง 48 ชั่วโมง จากราคาที่คิดว่าแพงมากๆ แต่พอขับจริงแล้วถ้ามีเงินในกระเป๋าผมจะควักซื้อจริงๆ เพราะผมไม่คิดเลยว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะตอบสนองได้เร็วทันใจรถพร้อมจะทยานไปข้างหน้าทุกครั้งเพียงแตะคันเร่ง ไม่มีระบบเกียร์มาให้สับสน แค่ปุ่มกดเดินหน้าถอยหลังเท่านั้น!  ไอ-เพช อีวี ต้องยกเป็นรถที่หนึ่งในดวงใจ

JAGUAR I-PACE ELECTRIC AWD S ราคาจำหน่าย 5,499,000 บาท

JAGUAR I-PACE ELECTRIC AWD SE ราคาจำหน่าย 6,299,000 บาท

JAGUAR I-PACE ELECTRIC AWD HSE ราคาจำหน่าย 6,999,000 บาท

การรับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร และรับประกันคุณภาพรถอีก 5 ปี บริการซ่อมบำรุงรักษาฟรี 5 ปี พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี อีกด้วย

 

 

2. เอ็มจี แซดเอส อีวี  MG ZS EV 

รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกที่ยกให้กับความคุ้มค่า คุ้มราคา การตอบสนองนี่ไม่แพ้เบอร์หนึ่ง แต่ด้วยที่กำลังมอเตอร์น้อยกว่า และมีเพียงมอเตอร์ตัวเดียว แต่การตอบสนองคันเร่งไม่ธรรมดา และเหนือกว่ารถยนต์ระบบสันดาปที่ไม่จำกัดซีซี ต้องหลบให้เมื่อมองกระจกส่องหลังเมื่อเห็นตัวถัง “สีฟ้า Copenhagen Blue” เอกลักษณ์เฉาะรถ  แซดเอส อีวี เท่านั้น!

เอ็มจี แซดเอส อีวี สามารถ Quick Charge ที่ 80% ในเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น  ขุมพลังจากแบตเตอรี่ลิเธี่ยม ไอออน ความจุ 44.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ระยะ 337 กิโลเมตร  กระจังหน้าทันสมัยพร้อมจุดชาร์จไว้บริเวณหลังกระจังหน้า ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว

รถที่เชื่อมกับหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว  ระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลที่มาพร้อมระบบกรองอากาศที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็ก PM 2.5 และโดดเด่นด้วยหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา Panoramic Sunroof ตามสไตล์ เอ็มจี ไปแล้ว

NEW MG ZS EV จำหน่ายราคาเพียง 1,190,000 บาท 

พร้อมการรับประกันคุณภาพ รถ 4 ปี หรือ 1.2 แสนกิโลเมตร และรับประกันคุณภาพ แบตเตอรี 8 ปี หรือ 1.8 แสนกิโลเมตร

 

3.นิสสัน ลีฟ 

นิสสัน ลีฟ เป็นรถที่ได้ทดสอบมากกว่าใคร ทั้งในเมือง นอกเมือง ต้องบอกเลยว่าขับครั้งแรกๆ ไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นเท่าไรนักเพราะเราไปสัมผัสความแรงจากรถไฟฟ้ารุ่นอื่นมา พอมาขับ นิสสัน ลีฟในเมือง เลยธรรมดาเหมือนขับรถทั่วไป ทำให้รู้สึกถึงราคาค่าตัวที่สูงเอาเรื่อง  แต่ความรู้สึกเปลี่ยนไปพอได้มีโอกาสลองขับเดินทางไกลแล้วนำ นิสสัน ลีฟ  ไปปีนขึ้นดอยอินทนนท์ ถึงเห็นประสิทธิภาพของรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ และเเทคโนโลยีที่นิสสัน คิดค้นมาใส่ไว้ใรถ บอกเลยว่า นิสสัน ลีฟ  เป็นรถที่เป็นมิตรต่อผู้ขับจริงๆ

นิสสัน ลีฟ คันนี้เป็นเจนเนอเรชั่นที่ 2  พร้อมระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า e-powertrain ส่งกำลังมากถึง 110 กิโลวัตต์ 150 แรงม้า ที่ 3238- 9795 รอบต่อนาที มีแรงบิดมากถึง 320 นิวตันเมตร มีอัตราเร่งจาก 0-100 กม/ชม ด้วยเวลาเพียง 7.9 วินาที ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง และหัวใจสำคัญ คือเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ อีเพดัล e-Pedal 

ราคาจำหน่าย 1,990,000 บาท

การประกันคุณภาพรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และการรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร อีกด้วย

 

4.FOMM One 

คันสุดท้ายที่เราได้ลองขับเป็นรถไฟฟ้าขนาดเล็ก กระทัดรัด นั่งได้ถึง 4 ที่นั่ง  ครั้งแรกที่ได้ขับต้องบอกเลยว่าต้องปรับตัวมากๆ เพราะคันเร่งมาอยู่ที่ปลายนิ้วทั้งสองข้าง ถือว่าแปลกแต่ก็ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะปรับตัวไม่ได้ ด้วยที่มีขนาดเล็กการตอบสนองถือว่าทันใจยิ่งช่วงจอดติดไฟแดงเป็นคันแรกออกตัวมีมอเตอร์ไซค์เคืองเป็นแถวเพราะรถอะไรออกตัวเหนือกว่าสองล้อทั่วไป

ขุมพลังมาจากมอเตอร์ไฟฟ้าในดุมล้อหน้าทั้ง 2 ข้าง   ขนาด 5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้กำลังสูงสุด 13 แรงม้า แรงบิดสูง 560 นิวตันเมตร ซึ่งถีบให้รถวิ่งได้เร็วสูงสุด 80 กม./ชม. สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 160 กิโลเมตร

โดยทาง FOMM  ประกาศว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้วยอัตราสิ้นเปลืองเพียง 30 สตางค์ต่อกิโลเมตร ด้วยการชาร์จในระบบไฟฟ้าภายในบ้านเพียง 6 – 8 ชั่วโมง และสามารถวิ่งได้ไกลถึง 160 กิโลเมตร สุดท้าย FOMM One สามารถลอยน้ำได้ เอาตัวรอดในเวลาที่มีน้ำท่วมสูงอย่างที่เกิดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี  และน้องจิ๋วคันนี้ก็ถือว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ ผลิตในบ้านเราอย่างแท้จริง ส่วนราคาที่หลายๆ ท่านบ่นว่าสูงไป ก็มีช่วงจัดโปรโมชั่นที่ลดราคาลงมาน่าคบหาพร้อมกับการลืมคำว่าปั๊มน้ำมันไปเลย….

ราคาจำหน่าย 664,000 บาท 

และนี่คือ 4 คันของรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดในบ้านเรา และทั้ง 4 คันเป็นรถที่ได้ลองเทส ไดร์ฟ จากผู้เขีนนทุกคัน ถ้าเพื่อนอยากสัมผัสก็สามารถแวะไปทดลองกันดูนะครับ แล้วจะลืมรถในระบบสันดาปไปเลย  แต่ก็ต้องฝากถึงภาครัฐให้พัฒนาต่อยอดทั้งระบบ ควรสนับสนุนให้เกิดสถานีชาร์จทั่วประเทศ กระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหลายก็ร่วมมือกันบ้างก็ดีครับ ประชาชนคนไทยจะได้มีโอกาสเพราะนี่ก้าวต่อไปของยานยนต์ประเทศไทย

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

ที่สุดของ คอมแพคท์ เอสยูวี!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/407610?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ที่สุดของ คอมแพคท์ เอสยูวี!!

30 ธันวาคม 2562 – 10:30 น.
คอมแพคท์ เอสยูวี,GTS,ปอร์เช่ มาคันน์,ปอร์เช่,รถปอร์เช่,มาคันน์,Macan,Porsche Macan GTS
เปิดอ่าน 57 ครั้ง

หรู แรง สปอร์ต รวมกันอยู่ใน ‘ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส’  เพียงคันเดียว!!!

กระแสรถเอสยูวีขนาดซับคอมแพคท์กำลังนิยม ทางปอร์เช่ได้นำรุ่น ปอร์เช่ มาคันน์ Macan มาลุยตลาดนี้มาพักนึงแต่เสียงเรียกร้องอยากได้ความสปอร์ตขึ้น แรงขึ้นอีกตามสายพันธุ์ที่ควรเป็น… ปลายปี ปอร์เช่ ตัดสินใจนำ ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส The new Porsche Macan GTS กับความแรงถึง 380 แรงม้า

โดย ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ ตกแต่งตัวถังภายนอก Sport Design package ติดตั้งชิ้นส่วนตัวถังใหม่ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งสเกิร์ตข้างสุดเฉียบคม มุมมองด้านหน้าและกันชนหน้าดุดัน เน้นโทนสีดำ ไฟหน้า LED พร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS) และไฟท้าย LED  3 มิติ หรูหรางดงามด้วยแถบ light bar ทั้งหมดนี้ได้รับการรมดำ ยกระดับความสปอร์ตยิ่งขึ้น สามารถสั่งติดตั้งไฟหน้า LED รมดำ พร้อมระบบ PDLS Plus เป็นอุปกรณ์พิเศษ ความสูงของช่วงล่างลดลงจากรุ่นปกติ 15 มิลลิเมตร ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลาย RS Spyder Design สีดำเงา satin-gloss black คาลิเปอร์เบรกสีแดง และชิ้นงานรายรอบตัวถังสีดำเงา ตอกย้ำสมรรถนะที่เหนือชั้น มุมมองด้านท้าย ยังคงเน้นเสน่ห์ของสีดำเป็นหลัก ด้วย diffuser ท้าย และปลายท่อไอเสียมาตรฐานของระบบระบายไอเสีย sports exhaust system

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ เบนซิน V6 ไบเทอร์โบ ขนาดความจุ 2.9 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 380 แรงม้า (280 กิโลวัตต์) เพิ่มขึ้น 20 แรงม้า (15 กิโลวัตต์) เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ PDK ลูกใหม่ และสามารถเลือกติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono package เป็นอุปกรณ์พิเศษ สามารถเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในระยะเวลาเพียง 4.7 วินาที ทำความเร็วสูงสุดกว่า 261 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็กว่ารุ่นเดิมถึง 30%

โดยตัวอักษร GTS ย่อมาจาก “Gran Turismo Sport” มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Porsche Active Suspension Management (PASM) ผ่านการปรับแต่ง ระดับความสูงของช่วงล่างเป็นพิเศษซึ่งลดลง 15 มิลลิเมตร เพื่อลดอาการโคลงตัวและเพิ่มความมั่นใจในการยึดเกาะ ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ Adaptive air suspension เป็นอุปกรณ์พิเศษที่สามารถลดระดับความสูง ของช่วงล่างลงเพิ่มเติมได้อีกถึง 10 มิลลิเมตร ติดตั้งล้ออัลลอยขนาดมาตรฐาน 20 นิ้ว ลาย RS Spyder Design สวมทับจานเบรกขนาดใหญ่ จานเบรกคู่หน้า 360 x 36 มิลลิเมตร จานเบรกคู่หลัง 330 x 22 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งเบรกสมรรถนะสูง  Porsche Surface Coated Brake (PSCB) เคลือบสารทังสเตนคาร์ไบด์บนจานเบรกหรือเต็มพิกัด ยิ่งกว่าด้วยขีดสุดของระบบเบรกเซรามิก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) อีกด้วย

 

 

ภายในห้องโดยสานเลือกสรรวัสดุตกแต่งด้วยผ้าแบบ อาคันทาร่า ตกแต่งบริเวณกึ่งกลางเบาะนั่ง ที่ท้าวแขนคอนโซลกลาง และแผงประตูทั้ง 4 บาน พร้อมงานอะลูมิเนียมปัดเงาที่เพิ่มความหรูหรา พวงมาลัยสปอร์ตอเนกประสงค์ ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยหนังแท้ลายเรียบ มาพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ shift paddles ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เบาะนั่งสปอร์ตเฉพาะจีทีเอส ปรับระดับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง ปีกข้างเบาะที่โอบกระชับ มอบความมั่นใจสูงสุด แม้ขณะขับขี่เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ปอร์เช่ จีทีเอส มอบความโดดเด่นด้วยหนังแท้ Carmine Red หรือ Crayon และสามารถเลือกสั่งเพิ่มเติมวัสดุอาคันทาร่า

ตกแต่งในจุดต่างๆ ได้ตามเฉดสีที่ต้องการ รวมถึงระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง BOSE® Surround Sound system และแท่นวาง โทรศัพท์มือถือพร้อมระบบชาร์จไร้สายเป็นอุปกรณ์พิเศษ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งระบบเสริมความปลอดภัย และความสะดวกสบายเป็นอุปกรณ์พิเศษ ประกอบด้วย ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ adaptive cruise control พร้อม Traffic Jam Assist ระบบ Park Assist พร้อมกล้องมองหลัง rear view camera และกล้องฉายภาพรอบคัน Surround View กระจกหน้าไล่ฝ้า และเครื่องฟอกอากาศ ioniser

ระบบระบายไอเสีย sports exhaust system ในรุ่น จีทีเอส ได้ปรับแต่งเพื่อสร้างสรรค์ความเร้าใจในการขับขี่ เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.9 ลิตร V6 ที่ให้สุ้มเสียงดุดัน จากการทำงานของระบบอัดอากาศ Central Turbo Layout ซึ่งติดตั้งชุดเทอร์โบในตำแหน่งรูปตัว V ระหว่างฝาสูบทั้ง 2 ฝั่ง ให้อัตราการตอบสนองที่รวดเร็วฉับไว สร้างแรงบิดสูงสุดระดับมหาศาลถึง 520 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 20 นิวตันเมตร) ที่รอบการทำงานระหว่าง 1,750 – 5,000 รอบต่อนาที แต่กลับมี อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง เพียง 10.41 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 9.6 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร เท่านั้น โดยเป็นการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 218 กรัมต่อกิโลเมตร

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

โตโยต้า อัลติส 1.8L พัฒนาการของช่วงล่าง-การควบคุม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/407139?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

โตโยต้า อัลติส 1.8L  พัฒนาการของช่วงล่าง-การควบคุม

29 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส
เปิดอ่าน 310 ครั้ง

โตโยต้า อัลติส 1.8L  พัฒนาการของช่วงล่าง-การควบคุม คอลัมน์…  ยานยนต์

โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ใหม่ ได้รับเสียงตอบรับที่ดี หลังจากที่มันเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างไปในทางที่ดีขึ้นจากรุ่นเดิม ทั้งหน้าตา และการขับขี่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้โครงสร้างใหม่ “ทีเอ็นจีเอ” (Toyota New Global Architecture) ซึ่งนำไปพัฒนารถหลายรุ่น ทั้งโตโยต้า และเลกซัส และในบ้านเรา เห็นได้ใน ซี-เอชอาร์ คัมรี และ เลกซัส ยูเอ็กซ์

ทีเอ็นจีเอ เปลี่ยนแปลงหลายจุด ตัวถังที่ทำให้เสถียรขึ้นจากวัสดุที่ใช้ การออกแบบจุดเชื่อมต่อใหม่ ทำให้การบิดตัวลดลง โดยเฉพาะเมื่อขับขี่ในทางโค้ง

ศูนย์ถ่วงต่ำลง ช่วยให้รถคล่องตัวขึ้น ควบคุมได้ง่ายขึ้น และการโยนตัวน้อยลง ซึ่งจากการลองขับมันทำได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ควบคุมได้ง่ายขึ้น มีความแม่นยำกับเส้นทางต่างๆ มากขึ้น

ระบบช่วงล่างที่ปรับปรุงให้แม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะอิสระปีกนกคู่ที่อยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงซึ่งนอกจากจะช่วยให้รถทรงตัวดีขึ้นแล้ว ยังรู้สึกได้ถึงการดูดซับแรงสั่นสะเทือนที่ทำได้เนียนขึ้น สังเกตได้ชัดเจนเมื่อต้องขับผ่านตรอกซอกซอยที่มีทั้งหลุมทั้งร่อง เนินลูกระนาด

หรือการขับออกนอกเมืองที่ต้องเจอทางที่ซ่อมบางช่วง ทางลูกรังเล็กน้อย หรือถนนที่ดูไกลๆ ก็เรียบดี แต่จริงๆ มันซ่อนหลุมซ่อนเนินย่อมๆ ไว้มากทีเดียว

พวงมาลัย ก็ปรับปรุงใหม่ครับ เป็นพวงมาลัยเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า แต่ที่เปลี่ยนคือโปรแกรมควบคุม ทำให้การตอบสนองทำได้ดีแม่นยำในส้นทางต่างๆ น้ำหนักค่อนข้างเบา สบายๆ ขับช่วงรถติด หรือขึ้นลานจอดรถนี่สบายเลย หมุนเบาๆ ไม่ต้องออกแรงมาก

ส่วนการขับขี่ทางไกล ความเร็วค่อนข้างสูง แม้จะรู้สึกว่าเบาไปสักหน่อย ก็อาจจะเป็นความเคยชิน และความชอบของผมที่ชอบหนักๆ สักหน่อย เพราะพวงมาลัยอัลติสแม้จะเบาๆ แต่การควบคุมก็ยังทำได้แบบผ่อนคลาย กุมไว้หลวมๆ เท่านั้น

รุ่นที่ผมลองขับ คือ 1.8 GR Sport CVT ราคา 999,000 บาท เส้นทาง กรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี-นครปฐม-เพชรบุรี หัวหิน และย้อนกลับทางเดิม

เครื่องยนต์ เบนซิน 1.8 ลิตร 4 สูบดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป วาล์วแปรผัน (Dual VVT-i) ให้กำลังสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

การเซตเครื่องยนต์ ทำได้ดีครับ ผมว่ามันเป็นเครื่องที่ตอบสนองดี ขับสนุก โดยเฉพาะการขับขี่ในระดับความเร็วเดินทาง คือ ตั้งแต่ความเร็วต่ำ กลาง ไปสูงสัก 120-130 เพราะมันกระฉับกระเฉง เปลี่ยนความเร็วได้คล่องตัว ออกตัวได้ดีทันใจ ถ้าใช้คันเร่งให้เหมาะสม ไม่กระแทกกระทั้นเกินไป

จุดเด่นอีกอย่างก็คือ ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบายสำหรับรถในกลุ่ม ซี-เซ็กเมนต์ แม้ว่าจะปรับเปลี่ยนรูปของรถให้ดูสปอร์ตขึ้นก็ตาม และมีทัศนวิสัยดี ทำให้ขับด้วยความรู้สึกสบายๆ โปร่ง สบายตา ซึ่งหากเทียบกับตัวเดิมแล้ว อัลติสใหม่ปรับลดขนาดเสาเอลง ช่วยลดจุดบดบังสายตา

ความเงียบเป็นอีกสิ่งที่เด่นของอัลติส การเก็บเสียงทำได้ดีเลย ไม่ว่าที่ความเร็วต่ำหรือความเร็วสูง จะมีเสียงที่ยังขัดๆ ใจอยู่บ้างเล็กน้อย คือตอนที่กดเท้าไปที่คันเร่งหนักๆ เรียกกำลังเครื่องยนต์เพื่อเร่งแซง

ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ อัลติส ใช้เกียร์ ซูเปอร์ ซีวีที-ไอ ซึ่งซีวีที ไม่ชอบนักกับการกดคันเร่งแบบรวดเร็วเ พราะรอบเครื่องยนต์จะมาก่อน ทำให้เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นในช่วงนั้น แต่ถ้าเป็นการขับขี่ทั่วไป การลด การเพิ่มความเร็ว เกียร์ตัวนี้ตอบสนองได้นุ่มนวล

มีระบบปรับเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง 7 ระดับ แต่ผมไม่ได้ใช้หรอกครับ ไม่จำเป็น

โดยรวมแล้วหากเทียบกับรุ่นเดิม อัลติส พัฒนาขึ้นชัดเจนในทุกด้าน ทรงตัวดีทั้งทางตรงทางโค้ง เดินทางไกลๆ ไม่เหนื่อยคนขับ และไม่เมื่อยคนโดยสาร เพราะนั่งสบาย

อารมณ์สปอร์ตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขับสนุก สู้กับทางโค้งได้

แต่หากเทียบกับคู่แข่ง อัลติส ก็ยังคงมีอารมณ์ของความนุ่มมากกว่ารถอย่าง มาสด้า 3 ที่ต้องยกขึ้นมาเทียบเพราะเห็นว่าแนวทางการพัฒนาของ อัลติส ก็มุ่งมาทางสปอร์ตเช่นกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่มาสด้าเขาปักธงมานานแล้ว

แต่การนุ่มกว่า อารมณ์สปอร์ตน้อยกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นทางลบนะครับ อยู่ที่ว่าผู้ซื้อจะต้องการรถแบบไหนตอบสนองอารมณ์ตัวเอง ตอบสนองการใช้งานของตัวเอง

ใครที่ชอบโตโยต้า เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การที่จะซื้อ อัลติส 1.8 ค่าตัว 9.99 แสนบาท เชื่อว่าจะมีความสุขกับการขับแน่นอนครับ

5 อันดับ รถซีดานใหม่น่าใช้ในปี 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/407221?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

5  อันดับ รถซีดานใหม่น่าใช้ในปี 2562

27 ธันวาคม 2562 – 22:00 น.
คมชัดลึก ยานยนต์,5 อันดับรถปี62,Corolla ALTIS,Benz C 300e AMG Dynamic,Accord TURBO EL,Mazda 3 20 SP,Nissan Almera
เปิดอ่าน 846 ครั้ง

เป็นการนับรวมรถใหม่ประเภทเก๋งซีดานทุกเซ็กเมนต์ที่ได้ลอง เทส ไดร์ฟ ใน ‘คมชัดลึก  ยานยนต์’ ช่วงตลอดปี 2562

ในปี 2562 ได้มีรถยนต์นั่งทยอยเปิดตัวใหม่มาไม่น้อย และหลากหลายรุ่น หลากหลายแบนรด์ดัง หลายครั้งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปลองขับจริง เลยขออนุญาตนำมาสรุปจัดอันดับบอกเล่ารถเก๋งซีดานในดวงใจจาก ‘คมชัดลึก ยานยนต์’ ส่งท้ายปีนี้กัน

โดยกฎกติกาที่ใช้เลือกขอเน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา การตอบสนองในเรื่องของการขับขี่ และการใช้งาน โดยไม่แยกราคา ไม่แยกเซ็กเมนต์ ขอเป็นรถยนต์ที่ทาง ‘คมชัดลึก ยานยนต์’ ได้สัมผัสเท่านั้น!

อันดับที่ 1  Toyota Corolla ALTIS 1.8 Hybrid High  

ถือว่าเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 12 แล้วของ โคโรลล่า แต่จุดเด่นที่คันนี้สามารถนำโด่งคือความคุ้มค่า และการทำตัวเลขของการใช้เชื้อเพลิงที่ทำได้น่าทึ่งกับ การที่โตโยต้าให้ระบบไฮบริด มาในรถไซส์ ซี เซ็กเมนต์ ถือเป็นครั้งแรกในไทย และบวกกับเทคโนโลยีไฮบริดที่พัฒนาจนถึงเจนเนอเรชั่นที่ 4  พัฒนาแบตเตอรี่ให้ขนาดที่เล็กลง สามารถชาร์จไฟเก็บได้เร็วขึ้น

ระบบช่วงล่างตอบสนองได้ดีมากและเทคโนโลยีที่ให้มากมายอัดแน่นชนิดเกินจำเป็น!  แต่ถ้าใครแค่อยากได้เทคโนโลยีไฮบริดของโตโยต้า ก็เลือกรุ่น Hybrid Entry ที่เริ่มต้นเพียง 939,000 บาท แค่นี้คุณก็ครอบครองรถที่สามารถใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมืองครบวงจร

อันดับที่ 2 Mercedes-Benz C 300e AMG Dynamic

ที่เปิดตัวกลางปีที่ผ่านมา กับรุ่นประกอบในประเทศไทย มากับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ปลั๊กอินไฮบริด EQ Power ความจุ 2.0 ลิตร กำลังรวมสูงสุด 320 แรงม้า ที่ 4,500-5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร แยกเป็นกำลังเครื่องยนต์ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-1,400 รอบต่อนาที และมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า มี ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC

นับเป็นรถที่ชอบมากที่สุดแต่ต้องตกมาเป็นอันดับที่สอง เพราะราคาที่เปิดตัวถึง 3,215,000 บาท และลดมาอยู่ที่ 2.9 ล้านบาท แต่ความคุ้มค่าที่ได้พร้อมความสะดวกสบาย ความหรูหรา เป็นรถยนต์ซีดานอีกรุ่นที่เด่นในเรื่องความประหยัดมากๆ พร้อมกับความแรงชนิดที่รถสปอร์ตคาร์หนีไม่ออก แต่ต้องยอมแพ้ในช่วงความเร็วปลายที่ยังด้อยกว่า แต่เหนือกว่าทุกรุ่นในรถประเภทเดียวกัน แน่นอนว่าเชื่อถือได้กับรถยนต์ที่มาจากค่ายดาวสามแฉก ส่วนตัวผู้เขียนยังไม่คิดว่าปีนี้จะมีรถปลั๊กอินค่ายไหนรุ่นไหนจะมาต่อกรด้วยเลย…

อันดับที่ 3 Honda Accord TURBO EL

อีกรุ่นที่เรียกกระแสสาวกฮอนด้าเป็นอย่างดี มีการเปิดตัวช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา ข้อดีคือเป็นรถที่ขับสนุก ถึงแม้จะลดขนาดเครื่องยนต์เป็นเบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร ก็ตาม แต่ความแรงที่มากับ 190 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 243 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-5,500 รอบต่อนาที พร้อมส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT  7 สปีด และโดดเด่นที่รองรับเชื้อเพลิง E85 ได้ อยากที่บอกผู้เขียนได้ลองขับแล้วเป็นรถที่ตอบสนองในการเดินทางไกลได้เยี่ยม ลืมไปเลยว่าเครื่องยนต์มีขนาดเพียง 1.5 ลิตรเท่านั้น!!

ข้อสำคัญที่ไม่สามารถเบียดขึ้นอันดับที่สองได้เพราะเทคโนโลยีความปลอดภัยและอุปกรณ์ที่ให้ติดรถมาดูน้อยไปนิดถ้าเปรียบเทียบหมัดต่อหมัดฮอนด้าเสียเปรียบคู่แข่งไปหน่อย แต่ถ้าใครชอบที่รูปลักษณ์ของรถมากกว่าของที่ควรให้มา ความสวยงามที่ต้องขอมองนานๆ ข้อนี้ก็ต้องยอมให้กับเหล่าสาวกฮอนด้า ที่ยังไงก็ชอบใช่ไหมครับ?

อันดับที่ 4 Nissan Almera ใหม่

หนึ่งในรถที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน แต่ที่ติดอันดับมาได้เพราะความคุ้มค่าเรื่องของราคา การออกแบบดีไซน์ ชนิดที่หักปากกาเซียนและพฤติกรรมที่ผ่านมาของทางนิสสันเองที่ชอบนำรถเข้ามาขายทำร้ายจิตใจสาวกเป็นประจำ มางานนี้กลับเรียกเสียงฮือฮาซะที แต่ที่ต้องตกลงมาอยู่อันดับที่สี่ ก็เพราะการได้ทดลองขับไปบ้างนิดหน่อยเท่านั้น แต่ก็พอรู้ซึ้งถึงพละกำลังเครื่องยนต์ การตอบสนองที่ดีของเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร แรงม้าสูงสุด 100 แรงม้า แรงบิดมากถึง 152 นิวตันเมตร ไม่ธรรมดา

ยิ่งนิสสันกล้าให้ เทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility อัดแน่นทั้งคัน ราคาเริ่มต้น 499,000 บาท เท่านั้น แล้วทำไมจะเข้ามาติดอันดับรถซีดานน่าใช้ของปีนี้ไม่ได้ใช่ไหม? ส่วนเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ว่าถึง 23.3 กม. ต่อลิตร นั้นไว้รอไปทดสอบจริงจังจะบอกเล่าอีกที เรื่องนี้เลยทำให้คะแนนความสิ้นเปลืองหายไป แต่ก็เพียงพอให้เชื่อว่า นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ น่าจะเป็นรถที่ขายดีส่งท้ายปีและปี 2563 แน่นอน! น่าเสียดายทางเรายังไม่มีโอกาสได้ลองขับเครื่อง 1.0 ของคู่แข่งที่ว่าแรงม้ามากกว่านั้นเป็นยังไง!!!

อันดับที่ 5 Mazda 3 2.0 SP

อันดับสุดท้ายที่เข้ารอบมาได้นั้น ตกเป็นของ มาสด้า 3 ใหม่ ที่มีจุดเด่นชัดเจน ข้อแรก คือ ดีไซน์ที่สวยหยดทุกมุมมอง และอีกข้อคือการขับขี่ที่ตอบสนองได้ทันใจ และด้วยที่กำลังเครื่องยนต์ให้มากับ สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที  ยังทำหน้าที่ได้ดีถึงจะหน้าผิดหวังว่าไม่ใช่เครื่องยนต์ใหม่กว่านี้หรือตามสมัยใส่เทอร์โบมาให้ก็ตาม? แต่ก็บวกลบจากหน้าตา ภายในที่สวยงามดูหรูหรามาก

โดยเฉพาะช่วงที่ได้ลองขับจริง บอกเลยว่านี่คือรถที่ขับดีมากๆ ในคลาสเดียวกันจากแดนปลาดิบทั้งหมด!  แต่ยังเขยิบไปต่อกรกับรถนั่งฝั่งยุโรปไม่ได้…ส่วนที่ทำให้คะแนนของความคุ้มค่าลดลงเพราะอัตตราสิ้นเปลืองไม่โดดเด่น เครื่องยนต์ให้มาไม่หวือหวา แต่โดยรวมก็เบียดขึ้นมาติดอันดับที่ 5 ได้ ต้องแอบบอกว่าการทดสอบมาสด้า 3 คันนี้ ตัวรถได้จากคนใกล้ชิดทำให้สามารถทดลองขับในสภาพถนนจริงๆ

สรุป รถเด่น 5 อันดับ ที่ทาง ‘คมชัดลึก ยานยนต์’ ได้เคยสัมผัสทั้งที่แบบค่ายรถเชิญไปทดสอบ หรือแบบที่ทางเราต้องขวนขวาย หารถมาลองทดสอบเองเพื่อให้ผู้อ่านทางบ้านได้รับรู้ข้อมูล และทั้งหมดน่าจะเป็นข้อมูลเพื่อพิจารณา สำหรับคนที่จะตัดสินใจซื้อรถใหม่สักคัน บทความนี้อาจจะไม่ถูกใจสาวกบางท่านก็ต้องขออภัยด้วยครับ นี่เป็นเพียงการจัดอันดับจากตัวผู้เขียนเท่านั้น สุดท้ายคำตอบจะถูกใจหรือไม่ก็คือตัวท่านผู้อ่านจะต้องจัดอันดับรถยนต์ซีดานของตัวคุณเอง…..

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

10 จุดเช็คก่อนออกเดินทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/406805?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

10 จุดเช็คก่อนออกเดินทาง

26 ธันวาคม 2562 – 08:00 น.
อุบัติเหตุ,เมาแล้วขับอุบัติเหตุ,เช็ครถ,เบรค,ยางแตก,ควิกเลน
เปิดอ่าน 190 ครั้ง

หลายครั้งที่คนส่วนใหญ่มักลืม หรือมองข้าม ครั้งนี้ขออนุญาตฝากให้เพื่อนๆ ตรวจสภาพรถยนต์ของตัวเองแบบง่ายๆ ก่อนเดินทาง

ท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านเริ่มออกเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือเดินทางท่องเที่ยวกันแล้ว หรือบางส่วนเลือกจะเดินทางในช่วงวันหยุด แต่สิ่งหนึ่งที่ทาง ‘คมชัดลึก ยานยนต์’ อยากให้ เพื่อนๆ ผู้อ่าน ต้องปฎิบัติตามนั่นคือ  10 จุดเช็คก่อนออกเดินทางไกล!!!  ดูว่ารถยนต์ของเรามีสิ่งผิดปกติไปจากเดิมเพียงให้คุณเช็ครถได้เองแบบง่ายๆ เพื่อการเดินทางของคุณจะราบรื่นปลอดภัยตลอดเส้นทาง

1.ระบบไฟส่องสว่าง – ตรวจสอบการทำงานและความสว่างของระบบไฟทั้งหมดของรถ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไฟหน้ารถ ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟฉุกเฉิน และไฟท้าย เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุระหว่างเดินทางไกล

2.ระดับน้ำมันและจุดรั่วซึมต่างๆ – ควรตรวจระดับน้ำมันต่างๆ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงเช็ครอยรั่วซึมตามจุดต่างๆ เพื่อดูว่ามีรอยน้ำมันหรือของเหลวรั่วซึมออกมาจากใต้ท้องรถหรือไม่ ซึ่งหากพบรอยรั่วซึมก็ควรนำรถยนต์ ไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบทันที

3.ยางปัดน้ำฝน – ยางปัดน้ำฝนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการขับขี่ เพราะทัศนวิสัยที่เด่นชัดในการขับรถเป็นสิ่งสำคัญต่อความปลอดภัย รอยคราบน้ำหรือรอยเปื้อนบนกระจกหน้ารถจากการใช้ที่ปัดน้ำฝน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าถึงเวลาที่คุณจะต้องเปลี่ยนที่ปัดน้ำฝนใหม่แล้ว เพราะฉะนั้นก่อนเดินทาง ทดลองใช้ที่ปัดน้ำฝนและตรวจสภาพยางปัดน้ำฝนก่อนเสมอ เพื่อเตรียมพร้อมกับทุกสภาพอากาศในการขับขี่

4.สายพาน  สายพานที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพ เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้รถยนต์ทำงานผิดปกติ เช่น ระบบแอร์รถยนต์หรือไดชาร์จที่ไม่ทำงาน และอาจถึงขั้นที่ทำให้เครื่องยนต์ดับได้ ก่อนเดินทางอย่าลืมตรวจดูว่าสายพานไม่มีรอยแตก ปรับตั้งความตึงสายพานให้อยู่ในค่าที่กำหนดไว้

5.ระบบเกียร์ –  หากระบบเกียร์รถยนต์มีความบกพร่อง รถของคุณก็จะมีผลกระทบตามไปด้วย และหากพบว่าน้ำมันเกียร์เก่าและปนเปื้อน ความเสียหายนั้นอาจนำไปสู่การซ่อมแซมที่มีราคาสูง ดังนั้นอย่าลืมตรวจสอบระดับน้ำมัน เปลี่ยนไส้กรองน้ำมัน และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ เมื่อถึงระยะ ก่อนเดินทางไกลทุกครั้ง

 

6.แบตเตอรี่ – แบตเตอรี่ที่เก่าและเสื่อมสภาพอาจสร้างปัญหาให้คุณระหว่างเดินทางได้ โอกาสที่แบตเตอรี่เสื่อมก็จะเกิดง่ายขึ้นเพราะเป็นสิ่งที่ใช้งานเป็นประจำ โดยสังเกตจากการสตาร์ทรถ หากสตาร์ทติดยาก หรือ ติดเป็นบางครั้ง แต่สามารถเปิดใช้งานระบบไฟในรถได้ปกติ อาจเป็นสัญญานเตือนว่าถึงเวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้ว

7.ระบบปรับอากาศ – ผู้ใช้รถหลายคนอาจไม่ทราบว่าน้ำยาแอร์ที่ใช้อยู่นั้นมีการรั่วซึมประมาณ 15% ทุกๆ ปี ดังนั้นอย่าลืมเติมน้ำยาแอร์และบำรุงรักษาอยู่เป็นประจำเพื่อการทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ

8. ยางรถยนต์ เป็นสิ่งที่เห็นชัดสุด ก้มลงไปมองสภาพดอกยางของรถเราว่าสึกหรอไปเยอะไหม ใกล้ถึงสะพานยางไหม ตัวยางรถยนต์แตกลายงาไหม รีบเปลี่ยนยางใหม่ให้พร้อมก่อนเดินทางในช่วงหยุดยาวถ้ายางอยู่ในสภาพพร้อมใช้ ก็ควรเช็คแรงดันลมให้เหมาะสมตามขนาดยางและการใช้งาน รวมถึงยางอะไหล่ด้วยทุกครั้ง

9.ระบบเบรก –  การตรวจสภาพผ้าเบรกยังมีเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหนและระดับน้ำมันเบรกควรเช็คเป็นประจำทุกครั้งจานจานเบรคยังมีความหนาอยู่หรือบางมากแล้ว เบรคสั่นไหม เพราะระบบเบรก คือ ระบบความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของรถยนต์

10.อุปกรณ์ต่างๆ – อย่าลืมอุปกรณ์และเอกสารจำเป็นต่างๆ ที่ควรมีติดรถไว้ทุกครั้งที่ขับรถระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่าไว้เติมหม้อน้ำ ไฟฉาย กล่องเครื่องมือ ล้อยางอะไหล่ อุปกรณ์ถอดล้อรถ สายลากจูง สายพ่วงแบตเตอรี่ รวมถึงคู่มือประกันภัยและเอกสารสำคัญไว้ในกรณีฉุกเฉิน

ถ้าเพื่อนๆ อยากเช็คละเอียดมากกว่านี้ เช่น เครื่องยนต์ ช่วงล่าง ที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ หรือศูนย์บริการของแบรนด์ต่างๆ ในการดูแล แต่ถ้าในช่วงปีใหม่ก็มีหลายๆ ที่ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี แค่นี้ก็สามารถทำให้เราเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดหรือเดินทางท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาวได้สนุกและปลอดภัยมากขึ้น สุดท้าย การขับรถทุกครั้งควรมีสติ เมาไม่ขับนะครับ…..

 

ข้อมูล  ควิกเลน

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

แจก! รางวัลจอมอึด! คนไทยคนแรก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/406215?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

แจก! รางวัลจอมอึด! คนไทยคนแรก

24 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
Subaru Global Platform,All New Forester,ซูบารุ,Subaru Forester 20i-L,ไพรมาซี่ เอสยูวี,รถยนต์อเนกประสงค์
เปิดอ่าน 427 ครั้ง

คนไทยคนแรกที่สามารถชนะเลิศการแข่งขันแตะรถชิงรถรายการ The Last Palm Standing มูลค่า 1.33 ล้านบาท

นับเป็นอีกหนึ่งการแข่งขันที่ทาง  ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) ได้จัดกิจกรรม แตะรถชิงรถ “The Last Palm Standing – Mediacorp Subaru Car Challenge” เพื่อเพ้นหาคนไทยจอมอึด เป็นตัวแทนรอบสุดท้ายที่สิงคโปร์

สุดท้าย คุณศิริพงษ์ ทุษดี  ก็สามารถแตะรถได้นานที่สุดถึง 76 ชั่วโมง 55 นาที 5 วินาที ท่ามกลางอากาศการแข่งขันที่ร้อนอบอ้าว และความเหนื่อยล้าของร่างกาย เอาชนะผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมด 400 คนซึ่งเป็นตัวแทนคนอึดจาก 9 ประเทศ

ล่าสุดทาง  ทีซี ซูบารุ ประเทศไทย ได้มอบรางวัลคนอึดเป็น รถยนต์ The All-New Subaru Forester 2.0i-L มูลค่า 1.33 ล้านบาท แก่นายศิริพงษ์ ทุษดี ผู้ชนะการแข่งขันแตะรถชิงรถ “The Last Palm Standing – Mediacorp Subaru Car Challenge” ประเทศสิงคโปร์ ประจำปี 2562 สร้างประวัติศาสตร์คนไทยคนแรกที่ชนะการแข่งขันแตะรถชิงรถ ครั้งนี้อีกด้วย

 

All New Forester เลือกใช้แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด Subaru Global Platform ดูดซับแรงกระแทกและแข็งแรงมากขึ้นถึง 40% มากับเครื่องยนต์แบบ Boxer ขนาด 2.0 ลิตร เบนซิน 4 สูบ วางนอน DOHC 16 วาล์ว ไดเรคอินเจคชั่น ให้กำลังสูงสุด 156 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 196 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ  Lineartronic  CVT 7 สปีด  พร้อม ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Symmetrical All-Wheel Drive และฟังก์ชั่นการขับขี่ X Mode  ที่มีโหมดการขับขี่ Snow Dirt เเละ D.Snow Mud

All New Forester  มีให้เลือกทั้งหมด 3รุ่น ได้แก่

Forester 2.0i-L ราคา 1,330,000 บาท

Forester 2.0i-S ราคา 1,380,000 บาท

Forester 2.0i-S ES ราคา 1,450,000 บาท

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงให้การเกิดอุบัติเหตุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/406130?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงให้การเกิดอุบัติเหตุ

23 ธันวาคม 2562 – 11:00 น.
กรมการขนส่งทางบก,อุบัติเหตุ,เทศกาลปีใหม่ 2563
เปิดอ่าน 213 ครั้ง

เตรียมความพร้อมก่อนขับรถ เดินทางไกลช่วงเทศกาล ทั้งคนและรถ เพื่อให้เทศกาลปีใหม่ 2563

สัปดาห์สุดท้ายของการทำงานส่งท้ายปีเก่า ถ้าท่านผู้อ่านจะต้องเดินทางกลับบ้านหรือเดินทางท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาว กรมการขนส่งทางบก ได้แนะนำข้อมูลเพื่อตรียมพร้อมทั้งคนและรถ เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่ก่อให้การเกิดอุบัติเหตุกันครับ

 นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เผยว่า ในช่วงเทศกาลของทุกปีมักเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน กรมการขนส่งทางบก ขอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมก่อนขับรถเดินทางไกล

โดยควรพักผ่อนให้เพียงพอ พร้อมกับตรวจเช็กสภาพความพร้อมของรถก่อนเดินทาง ซึ่งสามารถใช้บริการได้  จุดบริการที่มีป้ายสัญลักษณ์ “ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย” ระหว่างวันที่ 1 – 31 ธันวาคม 2562 ที่กรมการขนส่งทางบก ภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคเอกชน ให้บริการตรวจระบบเบรก สภาพยาง อุปกรณ์ปัดน้ำฝน ระดับน้ำมันเครื่องและความสกปรกของน้ำมันเครื่อง ท่อยาง หม้อน้ำและรอยรั่ว  การทำงานของไฟส่องสว่าง/ไฟสัญญาณต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ด้านพฤติกรรมการขับขี่ขอให้เพิ่มความระมัดมากเป็นพิเศษ กรณีต้องขับรถทางไกลที่มักมีโอกาสที่ผู้ขับขี่จะขับแซงรถคันหน้าหรือเปลี่ยนเลนอยู่ตลอดเวลา ผู้ขับขี่จะต้องแซงทางด้านขวามือเสมอก่อนแซงทุกครั้งต้องให้สัญญาณไฟ และต้องไม่แซงรถคันอื่นครั้งละมากกว่า 1 คัน โดยห้ามแซงในบริเวณที่มีป้ายจราจร ห้ามแซง ทางลาดชัน ขึ้นสะพาน ทางโค้ง วงเวียน ทางร่วมทางแยก ทางรถไฟ และช่วงที่มีหมอก ฝน ฝุ่น หรือควัน  เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการมองเห็นเส้นทางข้างทางไม่ชัดเจน และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายขึ้น

กรณีที่ต้องขับรถในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งทัศนวิสัยบนท้องถนนส่งผลต่อประสิทธิภาพในการมองเห็นได้ ผู้ขับขี่ควรขับรถให้ช้าลงกว่าปกติ พร้อมกับระมัดระวังถนนลื่น หรือทางโค้งถนนลื่นและทางคดเคี้ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งนี้หากเป็นการขับรถกลางคืนที่ระยะทางไกลเกิน 150 กิโลเมตรขึ้นไป ควรต้องมีผู้ขับรถสลับเปลี่ยนกันขับ หรือควรพักรถและคนขับเป็นระยะๆ เพื่อการควบคุมรถอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันและแก้ไขสถานการณ์หลับในและต้องศึกษาเส้นทางให้ถี่ถ้วนก่อนการเดินทางด้วย

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีประสบปัญหาไฟฟ้าส่องสว่างข้างทางไม่เพียงพอต้องเปิดใช้สัญญาณไฟให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทาง โดยเปิดใช้สัญญาณไฟสูงเป็นระยะและหากมีรถวิ่งสวนทางมาให้ปรับมาใช้ไฟต่ำ เพื่อป้องกันแสงไฟแยงตารบกวนผู้ขับขี่รายอื่น และให้ตรวจสอบสัญญาณไฟในรถให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา ต้องไม่ขับรถบนไหล่ทาง หรือว่าแซงในช่องทางด้านซ้าย เพราะว่าอาจจะมีรถจักรยานยนต์ที่วิ่งสวนทางมา หรืออาจจะมีรถที่จอดอยู่ริมข้างทาง หรือรถที่ไม่มีสัญญาณไฟด้วย

ทั้งนี้หากประสบปัญหารถเสียระหว่างทาง สามารถใช้บริการ    จุดบูรณาการร่วม กรมการขนส่งทางบก และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โครงการ  “อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน ที่ตั้งจุดบริการทั่วไทย ตลอดเทศกาลปีใหม่ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน กรมการขนส่งทางบก ห่วงใยประชาชนยกระดับความปลอดภัยในการเดินทาง  “ใส่ใจกำลังสาม เดินทางอุ่นใจ ปลอดภัยตลอดปีใหม่” ขอให้ประชาชนร่วมใส่ใจตนเอง ใส่ใจเพื่อนร่วมทาง ไปพร้อมกับกระทรวงคมนาคมที่ร่วมใจจัดเจ้าหน้าที่ตรวจตราดูแลทั้งคน รถ และถนน ให้เทศกาลปีใหม่ 2563 เป็นเทศกาล   แห่งความสุขอย่างแท้จริง อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

5 ข้อห้ามลืม… ก่อนหยุดยาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/406126?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

5 ข้อห้ามลืม… ก่อนหยุดยาว

23 ธันวาคม 2562 – 10:00 น.
ปีใหม่,ไปฉลองปีใหม่,เอสโซ่,Esso,น้ำมัน
เปิดอ่าน 413 ครั้ง

ทำได้เองโดยไม่ต้องพึ่งช่าง ทำได้ก็พร้อมเดินทางช่วงหยุดยาวกันแล้ว….

ก่อนจะเริ่มต้นเข้าสู่เทศกาลหยุดยาว และการเดินทางกลับบ้านขอนำ 5 ข้อห้ามลืม!…. มาบอกเล่าทำได้เองโดยไม่ต้องเสียเงิน เพียงปฎิบัติตามนี้ก็สามารถเดินทางไปกลับในช่วงหยุดยาวปีใหม่นี้ได้อย่างสบายใจ สบายกระเป๋า!!!

ช่วงสิ้นปีแบบนี้ หลายๆ คนต้องขับรถเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง หรือขับรถท่องเที่ยวต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดยาว เอสโซ่ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยดูแลเครื่องยนต์ของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกท่านด้วย  5 ข้อห้ามลืมที่ปกป้องเครื่องยนต์ พร้อมเดินทางช่วงหยุดยาว

น้ำมันเครื่องอย่าให้พร่อง

พื้นฐานสำคัญที่สุดสำหรับการดูแลเครื่องยนต์คงหนีไม่พ้นน้ำมันเครื่อง โดยน้ำมันเครื่องจะเข้าไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะที่ผู้ผลิตรถยนต์แนะนำหรืออย่างน้อยทุกๆ 10,000 กิโลเมตรหรือทุกๆ 6 เดือน หากไม่แน่ใจลองเช็คก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง ที่ต้องไม่ต่ำกว่าระดับ MIN ต่ำสุด

ระบบภายในต้องพร้อม

ดูแลระบบสำคัญของรถที่ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ได้แก่ ระบบระบายความร้อน ที่ต้องทำงานปกติและมีระดับน้ำหล่อเย็นในระดับสูงกว่า MIN เสมอ ระบบกรองอากาศ ที่ต้องคอยเปลี่ยนทำความสะอาดนำฝุ่นละอองออกหรือเปลี่ยนไส้กรอก และระบบกรองน้ำมัน ที่ต้องคอยตรวจสอบว่าไส้กรองทำงานปกติไม่อุดตัน เพื่อคัดกรองสิ่งแปลกปลอมที่อาจมากับน้ำมันก่อนส่งเข้าเครื่องยนต์

ขับรถที่ความเร็วเหมาะสม

ขับรถที่ความเร็วพอเหมาะตามกฎหมายกำหนด ไม่เร่งรอบเครื่องยนต์มากเกินไป การเร่งเครื่องยนต์รอบสูงนอกจากจะเปลืองน้ำมันแล้ว ยังเร่งให้เกิดการสึกหรอต่อระบบภายในเครื่องยนต์ทั้งหมด ส่งผลให้เครื่องหลวม แรงตก และเสื่อมสมรรถนะเร็ว

พักเครื่องยนต์

ร่างกายยังต้องการการพักผ่อนเครื่องยนต์ก็เช่นกัน หากต้องขับรถติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ควรมีช่วงจังหวะให้รถยนต์ได้พักเพื่อลดอุณหภูมิเครื่องยนต์ระหว่างทางบ้าง แต่ไม่ควรดับเครื่องยนต์ทันที ควรลดความเร็วก่อนถึงที่หมาย 5-10 นาทีเพื่อคูลดาวน์เครื่องยนต์ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ที่ติดเทอร์โบ ที่ควรรออุณหภูมิในเทอร์โบลดลงซัก 3-4 นาทีก่อนดับเครื่องยนต์

เลือกใช้น้ำมันคุณภาพ

หากเปรียบรถยนต์เป็นร่างกาย อาหารนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างปฏิเสธไม่ได้ รถยนต์ก็เช่นกัน หากต้องการให้สุขภาพของเครื่องยนต์ดีต้องเลือกเติมน้ำมันคุณภาพที่ปกป้องเครื่องยนต์อย่างน้ำมัน ‘เอสโซ่ ซีเนอร์จี้ ซูพรีมพลัส’ Esso Synergy Supreme+ มอบการปกป้องเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า และทำให้เครื่องยนต์สะอาดมากขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มอัตราเร่ง เครื่องยนต์ตอบสนองดียิ่งขึ้น

 

ข้อมูล  เอสโซ่

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek