เปอโยต์ 3008 หนึบแน่น สมอารมณ์ยุโรป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/405913?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

เปอโยต์ 3008 หนึบแน่น สมอารมณ์ยุโรป

22 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ยานยนต์,เปอโยต์ 3008
เปิดอ่าน 567 ครั้ง

เปอโยต์ 3008 หนึบแน่น สมอารมณ์ยุโรป คอลัมน์… ยานยนต์

เปอโยต์ รถชื่อดังจากฝรั่งเศส เข้ามายังตลาดเมืองไทยมายาวนาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก็มาก เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำตลาดหลายครั้งเพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้

ปีนี้มีการเปลี่ยนแปลงครัั้งสำคัญ เมื่อเปอโยต์ ประเทศไทย ภายใต้กลุุ่ม มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น-เอเชีย หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ของไทย ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนจำหน่ายรายใหม่
เปอโยต์ ประเทศไทย ไม่รอช้า เปิดตลาดทันที เอสยูวี กลุ่มรถที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น 2 รุ่น คือ 3008 และ 5008 ซึ่งทั้ง 2 รุ่น สร้างขึ้นจากพื้นฐานเดียวกัน ต่างกันเล็กน้อย เช่น ความยาวที่ 5008 ยาวกว่า 16 มม. และเป็นรถ 7 ที่นั่ง ขณะที่ 3008 เป็นรถ 5 ที่นั่ง

แต่วันนี้เรามาพูดถึง 3008 ซึ่งเป็นรุ่นที่ผมนำมาลองขับอยู่สี่ห้าวัน ทั้งในกรุงเทพฯ และเส้นทางออกต่างจังหวัด ที่ จ.สุพรรณบุรี

3008 มีรูปทรงที่สวยงาม อารมณ์รวมๆ มีทั้งสปอร์ต หรูหรา ผมชอบการออกแบบไฟท้ายที่เป็นแถบ 3 แถบ ดูมีเอกลักษณ์ แปลกตา สวยงาม ซึ่งเปอโยต์บอกว่าได้แนวคิดมาจากกรงเล็บสิงโต

ส่วนหน้าหน้าออกแบบให้ดุดัน ไฟหน้าแอลอีดี สวยงามแปลกตา เปอโยต์บอกอีกว่ามันคล้ายกับเขี้ยวสิงโต ส่วนภายในออกแบบแนว “i-Cockpit” คอนโซลต่างๆ พุ่งเข้าหาตัวตามรูปแบบความนิยมของรถยุโรป และเน้นออกแบบส่วนประกอบต่างๆ ดูล้ำสมัย เช่นชุดสวิตช์เลือกระบบแสดงบนหน้าจอ เช่น เครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ ระบบนำทาง แบบก้านเปียโน (Piano Key Toggle Switches)

มาตรวัดต่างๆ เป็นแบบฟูลดิจิทัล ขนาด 12.3 นิ้ว มีลูกเล่นให้ผู้ขับเลือกการแสดงผลได้ว่าจะเอาเป็นระบบนำทาง ข้อมูลขับขี่ หรือมินิมอล คือ เหลือข้อมูลน้อยที่สุดไม่รบกวนสมาธิ หรือจะเป็นเพอร์ซันนอล ตั้งได้เอง
ขณะที่จอตรงกลางคอนโซลขนาด 8 นิ้ว ระบบสัมผัส ให้ภาพชัดเจน แต่ผมว่าเมื่อมองรวมๆ แล้วมันแย่งความเด่นกันระหว่าง 2 จอ ดูเยอะเกินไป แต่ก็อย่างว่าแหละครับ คนยุคใหม่อาจจะชอบอะไรที่มันดูล้ำสมัยมากๆ ก็ได้
ตัวรถอาจจะไม่ได้ใหญ่นัก แต่การออกแบบเบาะนั่งต่างๆ ทำได้ดี นั่งสบายทุกที่นั่ง โดยเฉพาะเบาะคนขับที่กระชับลำตัว นั่งได้สบาย ควบคุมรถได้ดี และการออกแบบแนวลึกทำให้พื้นที่เหนือศีรษะมีมาก ช่วยให้รู้สึกโปร่งโลก และหากอยากได้โล่งกว่านั้น เปิดหลังคาพาโนราม่า ก็ได้
เครื่องยนต์เบนซิน ทวินสกรอลล์เทอร์โบ 4สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาทีแรงบิดสูงสุด240 นิวตันเมตรที่ 1,400-4,000 รอบ/นาที และยังคงใช้เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ส่งกำลังยังล้อหน้าที่เป็นล้อขับเคลื่อน

ทีแรกผมก็ไม่ได้คาดหวังกับตัวเครื่องยนต์มากนัก แต่เอาเข้าจริงในการขับขี่พบว่ามันตอบสนองได้ดีเลยแหละครับ เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่กระฉับกระเฉง เรียกกำลังมาได้ทันอกทันใจ ช่วยให้รถมีความปราดเปรียว แม้จะนั่งเต็มพื้นที่ 5 คน ก็ตาม
3008 ปราดเปรียว เพราะว่าการเปลี่ยนความเร็วทำได้ดี ซึ่งบ้านเราลักษณะจราจร ทำให้รถต้องเปลี่ยนความเร็วบ่อยครั้งเดี๋ยวช้า เดี่ยวเบรก เดี๋ยวเร่ง ขณะที่การทำงานของเกียร์ก็ตอบสนองได้ดี ลื่นไหล
รถมีแพดเดิลชิฟท์ให้เปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเองที่ด้านหลังพวงมาลัย แต่ไม่ได้ติดอยู่กับตัวพวงมาลัยโดยตรง แต่ติดอยู่กับคอพวงมาลัย ดังนั้นมันไม่หมุนตามพวงมาลัย ซึ่งลดความสะดวกในการเปลี่ยนเกียร์ไปหน่อย แม้วิศวกรหรือใครจะออกมาบอกว่าไม่ควรเปลี่ยนเกียร์ตอนที่กำลังหมุนพวงมาลัยก็เถอะ

พูดถึงพวงมาลัยมีขนาดเล็ก รูปทรงสปอร์ต เป็นทรง 6 เหลี่ยมแบบลบเหลี่ยม ข้อดีก็คือการตัดด้านบน ทำให้มองเห็นมาตรวัด และข้อมูลต่างๆ หน้าจอได้ชัดเจน เพราะพวงมาลัยกลมๆ ทั่วไป อาจจะบังต้องยืดคอขึ้นไปมองหรือไม่ก็หดคอลงมามองลอดพวงมาลัย
พวงมาลัยเล็กๆ ทำให้การตอบสนองของการเลี้ยวฉับไว เพิ่มอารมณ์สปอร์ตได้อีก

การทรงตัวรถทำได้ดี แม้ว่าจะใช้ความเร็วสูงก็ตาม รถนิ่งไว้ใจได้ ขณะที่การขับขี่ในทางโค้งก็ยังไว้ใจได้ว่ารถยังอยู่ในการควบคุม ช่วยให้ 3008 เป็นรถเอสยูวีที่ขับได้สนุก ขับได้อารมณ์สปอร์ต
ขณะที่ผู้นั่งก็น่าจะชอบใจเพราะว่าการดูดซับแรงสั่นสะเทือนทำได้ดีเช่นกัน ส่วนเสียงรบกวนจากภายนอกมีเข้ามาบ้างที่ความเร็วเดินทางและความเร็วสูงครับ แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ครับ

เป็นรถที่มีความแตกต่าง มีเอกลักษณ์ ขับดี เครื่องยนต์ดี เป็นทางเลือกที่คนที่อยากจะได้รถเอสยูวี ไว้ใช้งานสักคันครับ

ดริฟท์ ส่งท้ายปีกุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/405840?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ดริฟท์ ส่งท้ายปีกุน

21 ธันวาคม 2562 – 09:00 น.
พีทีที สเตชั่น บีอาร์ไอซี ดริฟท์ แอ็ทแท็ค 2019,Drive To Drift,สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต,ดริฟท์ก๊อด,Drift
เปิดอ่าน 162 ครั้ง

ใครจะครอง “ดริฟท์ก๊อด” ประจำปี 2019

อีกหนึ่งรูปแบบของการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต กับการแข่ง ดริฟท์  เพื่อหาที่สุดของประเทศไทยเพื่อครองตำแหน่ง  “ดริฟท์ก๊อด”  ประจำปี 2019 ณ ดริฟท์ แทร็ก สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

การแข่งขัน “พีทีที สเตชั่น บีอาร์ไอซี ดริฟท์ แอ็ทแท็ค 2019” จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่5 เตรียมดวลลีลาในสนามสุดท้ายของปี เพื่อตัดสินแชมป์หาดริฟท์ก๊อดของไทย ระหว่างวันที่ 21-22 ธันวาคมที่ ดริฟท์ แทร็ก สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสนามดริฟท์ที่สวยงาม และครบครันที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย

มาพร้อมสุดยอดนักดริฟท์ 53 คนชั้นนำของไทยและเอเชีย นำทีมโดย “พีท” ธนภณ ทองเจือ, “เอ็ม” อรรถพล ประกอบของ, “โจ้” วัทนพร พึ่งเพียร จาก พีทีที และ ดิว เดอะสตาร์ ลงซ้อมวันแรกอย่างเข้มข้นเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลุยศึก “พีทีที สเตชั่น บีอาร์ไอซี ดริฟท์ แอ็ทแท็ค 2019” 

ขณะที่ โนมูระ เคน ตำนานนักดริฟท์ระดับโลกชาวญี่ปุ่น  ที่บินตรงมารับหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดกรรมการ และนำทีมลงตรวจสอบสนาม พร้อมวางไลน์สุดท้าทายในการดริฟท์เพื่อแข่งขันสนามสุดท้ายของปีนี้

โดยด้าน “เอส” ชนัฐพนธ์ เกิดเปี่ยม จ่าฝูงบนแชมเปี้ยนชิพจาก พีทีที เพอร์ฟอร์มา อาร์ดีทู ตั้งเป้าทวงตำแหน่ง “ดริฟท์ก๊อด” คืนสู่ประเทศไทยและทีมเมทอย่าง “เก่ง” วุฒิธัช ปานกำเหนิด ที่ลงเตรียมความพร้อมด้วย

“เอส” ชนัฐพนธ์ เกิดเปี่ยม จากพีทีที เพอร์ฟอร์มา อาร์ดีทู ยังรั้งตำแหน่งจ่าฝูงโดยมีคะแนนนำ ชาร์ลส์ อึ๊ง นักดริฟท์ชาวฮ่องกงผู้ครองตำแหน่ง “ดริฟท์ก๊อด” คนปัจจุบันอยู่ 13 คะแนน เปิดเผยระหว่างการลงซ้อมที่ บีอาร์ไอซี ดริฟท์ แทร็ก ว่า “วันนี้ทางฝ่ายจัดการแข่งขันได้กำหนดไลน์ในการซ้อม ถือว่ายากสำหรับนักดริฟท์ทุกคนครับ ส่วนตัวผมเองตอนนี้เรามีคะแนนนำเป็นจ่าฝูงอยู่ เราทำงานอย่างหนักตลอดทั้งปี เพื่อเก็บคะแนนสะสมในการรักษาความได้เปรียบในการลุ้นแชมป์ให้ได้ตลอดทั้งปี การซ้อมในวันแรกเราเน้นไปที่การเซ็ตอัพให้ลงตัวที่สุด การเลือกใช้ยางและวางไลน์ในการดริฟท์ของตัวเอง ผมตั้งเป้าจะทวงตำแหน่งดริฟท์ก๊อดกลับคืนสู่ประเทศไทยให้ได้”

 

การแข่งขัน พีทีที สเตชั่น บีอาร์ไอซี ดริฟท์ แอ็ทแท็ค 2019 จะดวลกันทั้งสิ้น4 คลาส ได้แก่ คลาส ซี ซึ่งเป็นนักแข่งหน้าใหม่ ก้าวแรกของนักดริฟท์เมืองไทย, คลาส บี ที่ถือเป็นลานประลองความสามารถของนักดริฟท์ ที่จะพัฒนาสู่นักดริฟท์ระดับประเทศ ก่อนจะมาพบความมันส์ในคลาส เอ ซึ่งเป็นคลาสสูงสุดของนักดริฟท์ รวมถึงคลาสโอเพ่นเกียร์ ซึ่งจัดชาร์จแบทเทิลด้วยอันดับควอลิฟายท็อป 8 คัน โดยเปิดโอกาสให้นักแข่งใช้เกียร์ได้ทุกรูปแบบ ตัวอย่างเช่น ไอ-แพทเทิ่น ทะลุเข้าวัดแชมป์ในคลาสนี้

ทั้งนี้ การแข่งขัน “พีทีที สเตชั่น บีอาร์ไอซี ดริฟท์ แอ็ทแท็ค 2019″ จะดวลลีลารอบควอลิฟายในวันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พี่น้องชาวไทยก็อย่างลืมเข้าไปชมไปเชียร์เพื่อให้คนไทยได้เข้าไปดวลความมันส์ในวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม กับการแข่งขันในรอบแบทเทิล ณ สนามบีอาร์ไอซี ดริฟท์ แทร็ก สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

 

ขอบคุณภาพ พี่ปอน์ด เดชะพล โตยิ่งเจริญ

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

‘อัพทิส’ ต้นแบบยางไร้ลม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/405757?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

‘อัพทิส’ ต้นแบบยางไร้ลม

20 ธันวาคม 2562 – 15:00 น.
มิชลิน อัพทิส,ยางรถยนต์,ยางรั่ว,ยาง,MICHELIN UPTIS,MICHELIN
เปิดอ่าน 591 ครั้ง

อนาคตของความปลอดภัยและการเคารพต่อสิ่งแวดล้อม

อีกหนึ่งนวตกรรมของยางรถยนต์ที่ถือว่าสุดมาก กับยางรถยนต์แห่งปี ที่ทาง มิชลิน คว้าถึง 3 รางวัล จากอุตสาหกรรมยานยนต์กับการพัฒนาเทคโนโลยีและวัสดุใหม่ๆ เพื่อการสัญจรที่ดีทั้งในเชิงความปลอดภัย ประสิทธิภาพ การเข้าถึงได้ง่าย และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

มิชลิน อัพทิส’ MICHELIN UPTIS ต้นแบบยางไร้ลมพร้อมระบบป้องกันการแตกรั่วซึมที่พัฒนาขึ้นโดยมิชลิน รุกคว้ารางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 3 รางวัล อาทิ Golden Steering Wheel Award ประจำปี 2562 จากกลุ่มนิตยสารยานยนต์ Auto Bild ในเยอรมนี, COYOTE Automobile Award ประจำปี 2563 จาก European Community Coyote ในฝรั่งเศส และ AVT ACES* Award ประจำปี 2563 จากนิตยสารสัญชาติอเมริกัน Autonomous Vehicle Technology ในสหรัฐอเมริกา

ฟลอรองต์ เมอเนโกซ์ (Florent Menegaux) ประธานกลุ่มมิชลิน เปิดเผยว่า รางวัลอันทรงเกียรติทั้ง 3 รางวัลเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคนที่มิชลิน เนื่องจากเป็นรางวัลที่ยกย่องนวัตกรรมระดับปฏิวัติวงการของอุตสาหกรรมยางรถยนต์ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามและทุ่มเทของมิชลินในด้านนวัตกรรมและการสัญจรอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ยาง ‘มิชลิน อัพทิส’ ได้รับรางวัลประเภทนวัตกรรม (Innovation) และยางรถยนต์แห่งปี (Tire of the Year) ด้วยจุดเด่นเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหนือระดับ

มิชลินเปิดตัวยาง ‘มิชลิน อัพทิส’ ครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาในงาน Movin’On Summit ประจำปี 2562 ซึ่งมุ่งเน้นเรื่องการสัญจรอย่างยั่งยืน โดยยางไร้ลม ‘มิชลิน อัพทิส’ เป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นทั้งด้านความปลอดภัยและการเคารพต่อสิ่งแวดล้อม

 

ยางต้นแบบรุ่นนี้มาพร้อมเทคโนโลยีนวัตกรรมระดับปฏิวัติวงการซึ่งส่งผลให้ปลอดความเสี่ยงต่อการถูกบาดตำจนยางแตกรั่วซึม ทำให้มีข้อได้เปรียบอย่างมาก โดยช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกปลอดภัย ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเดินรถขนส่งและนักขับรถมืออาชีพมีผลิตภาพทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ทั้งยังช่วยลดการใช้วัตถุดิบซึ่งนำไปสู่การลดขยะและส่งเสริมให้เกิดการสัญจรอย่างยั่งยืน

รางวัลที่ได้รับถือเป็นการยกย่องผลงานการวิจัยที่ใช้เวลาศึกษานานเกือบ 10 ปีของทีมงานมิชลิน โดยต้นแบบยาง ‘มิชลิน อัพทิส’ ได้รับสิทธิบัตรด้านการออกแบบโครงสร้างและวัสดุไฮเทคมากกว่า 50 ฉบับ นับเป็นยางที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของมิชลินในด้านนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการสัญจรที่ดียิ่งขึ้น แต่ยังไม่มีข้อมูลถึงราคาและการออกมาจำหน่ายจริงเมื่อไรกันแน่!!

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

ส่งออก BMW ไทยสู่เอเซีย!!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/405429?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ส่งออก BMW ไทยสู่เอเซีย!!!

19 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย,บีเอ็มดับเบิลยู,BMW,รถBMW,BmwX5,เขตการค้าเสรีอาเซียน,R 1250 GS
เปิดอ่าน 892 ครั้ง

เดินหน้าส่งออกบีเอ็มอับเบิลยู X5 สู่จีน และส่งออกมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ไปยังอินเดีย

นับเป็นอีกก้าว!!! ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางการส่งออกรถยนต์มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เป็นหนึ่งในโรงงาน  31 แห่ง ใน 15 ประเทศทั่วโลก ของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย จังหวัดระยอง

บีเอ็มดับเบิลยู เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้แก่เครือข่ายการผลิตระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู ผนึกกำลังด้วยการส่งออกรถยนต์บีเอ็มอับเบิลยู X5 ใหม่ไปยังประเทศจีน และส่งออกมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS ไปยังประเทศอินเดีย สานความสำเร็จต่อเนื่องพร้อมตอบรับแนวทางการดำเนินงานของโรงงานในเครือข่ายบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปทั่วโลกในการผนึกกำลังการผลิตระหว่างโรงงานต่าง ๆ ในเครือข่ายเพื่อสร้างศักยภาพที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั้งภายในประเทศและในทุกภูมิภาคทั่วโลก และขับเคลื่อนความสามารถทางการผลิตระหว่างโรงงานในเครือข่ายอย่างเต็มสูบครบทั้งสามแบรนด์

มร. อูเว่ ควาส กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มีโรงงานผลิตและประกอบยานยนต์ในเครือข่ายทั้งหมด 31 แห่ง ใน 15 ประเทศทั่วโลก มุ่งประสานความร่วมมือจากโรงงานแต่ละแห่งเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรและกำลังการผลิต นับตั้งแต่ก่อตั้งโรงงานในปี 2543 เราได้ใช้เงินลงทุนจำนวน 5.47 พันล้านบาท (ประมาณ 143 ล้านยูโร) ในการก่อสร้างและขยายกระบวนการประกอบ และได้ลงทุนเพิ่มอีก 818.6 ล้านบาท (ประมาณ 21 ล้านยูโร) ในปี 2561 โดยที่ยังคงรักษามาตรฐานระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยูไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และกลยุทธ์ในการบริหารทรัพยากร เช่นเดียวกับเครือข่ายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลก

นอกจากการส่งออกบีเอ็มดับเบิลยู X5 ไปยังประเทศจีนแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ยังเดินหน้าเสริมศักยภาพการประกอบมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด โดยตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้เริ่มการส่งออกรถแอดเวนเจอร์ไบค์ใหม่ไปยังประเทศในทวีปเอเชีย ได้แก่ จีนและอินเดีย การร่วมผนึกกำลังกับประเทศอินเดียนั้นอยู่ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพทางการผลิตระหว่างโรงงานในเครือข่ายบีเอ็มดับเบิลยูให้มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับความร่วมมือในเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA)

เรายังได้ยกระดับกลยุทธ์การผลิตเพื่อเพิ่มขีดการแข่งขันของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเราได้เสริมความแข็งแกร่งระหว่างประเทศในเครือข่าย สะท้อนถึงกลยุทธ์ ‘Production follows the Market’ ที่ปรับกำลังการผลิตให้เหมาะสมกับข้อกำหนดในแต่ละประเทศ ทำให้สามารถนำเสนอราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น มีความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ มร. อูเว่ กล่าวเสริม

โรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง ถือเป็นหนึ่งในโรงงานประกอบยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นมากที่สุดในเครือข่ายทั่วโลกของบีเอ็มดับเบิลยู รองรับการประกอบยนตรกรรมของทั้งบีเอ็มดับเบิลยูและบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั้งหมด 14 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 Gran Turismo บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 บีเอ็มดับเบิลยู X1 บีเอ็มดับเบิลยู X3 และ บีเอ็มดับเบิลยู X5

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู F750 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS บีเอ็มดับเบิลยู F 850 GS Adventure บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 R บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR และ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 XR โดยมีบุคลากรกว่า 950 คน และยังคงมีแผนในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการถ่ายทอดทักษะความเชี่ยวชาญที่ได้มาตรฐานในระดับโลกเพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และสร้างรายได้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

นอกเหนือจากความสามารถในด้านการผลิตแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังยึดมั่นในหลักการแห่งความยั่งยืนในทุกมิติของการดำเนินงาน อันเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปในอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไม่เพียงกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในกระบวนการการผลิตรถยนต์ที่มีประสิทธิผลมากขึ้น แต่ยังมุ่งเสริมกำลังในเครือข่ายการผลิตเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากร ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด ในปี 2561 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปได้สร้างสติถิใหม่ในการลดอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่อการผลิตรถยนต์ 1 คัน ซึ่งลดลงถึง 2.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็น 0.40 ตัน/คัน โดยใน 5 ปีที่ผ่านมานี้ ตัวเลขดังกล่าวนี้ได้ลดลงถึง 39% สอดคล้องกับอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์รวมจากเครือข่ายการผลิต ที่ลดลง 2.7% เมื่อเทียบกับปีที่ก่อนหน้า แสดงให้เห็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงเจตนารมณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั้งในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและบริการใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และการพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมที่มีความยั่งยืน

 

ย้อนยุค กับ วินเทจคาร์ พาเหรด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/405188?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ย้อนยุค กับ วินเทจคาร์ พาเหรด

17 ธันวาคม 2562 – 23:00 น.
รถโบราณ,วินเทจคาร์ พาเหรด,สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย,การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
เปิดอ่าน 196 ครั้ง

กิจกรรมที่จัดเป็นประเพณีสร้างความประทับใจตลอดเส้นทางกับขบวนรถโบราณ และรถคลาสสิค กว่า 50 คัน

ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ที่ประเทศไทยของเรายังมีการรวมกลุ่มของรถโบราณ และรถคลาสสิคไม่ว่าจะเป็นรถโบราณก่อนยุคสงคราม หรือกลุ่มรถหลังสงครามที่หายาก การสานต่อและอนุรักษ์ทางสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย โรงแรม อวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ, อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท, เทศบาลเมืองชะอํา, เทศบาลเมืองหัวหิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมจัดงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด ครั้งที่ 17”  เมื่อ 13-15 ธันวาคม ที่ผ่านมา

เป็นขบวนคาราวานรถโบราณและรถคลาสสิคกว่า 50 คัน  ประกอบด้วยดาวเด่นอย่าง ALFA ROMEO DUETTO ปี 1966, BENTLEY S2 ปี 1960, MORGAN PLUS4 ปี 1958 ออกเดินทางจากโรงแรม อวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ โดยเจ้าของรถตกแต่งรถให้เป็นลายจุดเข้ากับแนวคิดงาน สร้างสีสันแห่งความสนุกสนานตลอดเส้นทาง

 ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ นายกสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย เผยว่า สมาคมฯ จัดงาน “หัวหิน วินเทจคาร์ พาเหรด” ครั้งที่ 17 ด้วยแนวคิด “ภาพจำ…ลายจุด – Visual Memory…Polka Dot” โดยได้ร่วมงานกับโรงแรม อวานี พลัส ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ และอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 รวมถึงได้รับการสนับสนุนจาก เทศบาลเมืองชะอํา เทศบาลเมืองหัวหิน และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นอย่างดี

จุดหมายแรกคือการมอบเงินสนับสนุนให้มูลนิธิอุทยานพระนครคีรี เพชรบุรี โดยมี กอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นผู้รับมอบ จากนั้นไปรับประทานอาหารกลางวัน ณ บ้านขนมนันทวัน ซึ่งหอการค้าจังหวัดเพชรบุรี ให้การสนับสนุน เดินทางเที่ยวชุมชนย่านเมืองเก่าริมน้ำเพชรบุรี ก่อนมุ่งสู่โรงแรม อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ซึ่งมีการสังสรรค์พูดคุยกับเจ้าของรถโบราณในหัวข้อ “นี่แหละรถคันรัก”

วันที่สองสมาชิกคาราวานรถโบราณและรถคลาสสิคกว่า 50 คัน มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟหัวหิน โดยได้รับการต้อนรับจาก นพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน และโศรยา หอมชื่น ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ พร้อมมอบทุนการศึกษาให้นักเรียน โรงเรียนเทศบาลบ้านหัวหิน จากนั้นรับประทานอาหารกลางวัน และพักผ่อนที่บ้านเลขที่ 111 ซึ่งเป็นของ ศิริพงษ์ บูรณะพันธุ์ อุปนายก สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ก่อนจะเดินทางกลับมาร่วมงาน วินเทจคาร์ กาลา ดินเนอร์ ณ ห้องราชพฤกษ์ โรงแรม อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ที่จะนำรถหายากมาจอดอวดสายตานักท่องเที่ยว ไม่ว่าชาวไทยและชาวต่างชาติ

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

มาสด้า ซีเอ็กซ์-8 ขับเองก็ดี ใช้งานครอบครัวก็เด่น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/404401?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

มาสด้า ซีเอ็กซ์-8  ขับเองก็ดี ใช้งานครอบครัวก็เด่น

15 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
มาสด้า ซีเอ็กซ์-8,ยานยนต์
เปิดอ่าน 650 ครั้ง

มาสด้า ซีเอ็กซ์-8  ขับเองก็ดี ใช้งานครอบครัวก็เด่น คอลัมน์…  ยานยนต์

 

 

มาสด้าส่ง “ซีเอ็กซ์-8” เข้ามาสร้างตลาดใหม่ เติมเต็มความต้องการของลูกค้าที่ต้องการรถที่ตอบสนองการใช้งานที่หลากหลาย โดยเปิดตัวมา 2 เครื่องยนต์ ทั้งสกายแอคทีฟ ดีเซล 2.2 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซิน สกายแอคทีฟ จี 2.5 ลิตรให้เลือก และมีรูปแบบภายในห้องโดยสารแบบ 6 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง และมีรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบออลไทม์ให้เลือก แต่รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ 6 ที่นั่งมีอยู่เฉพาะในรุ่นท็อป ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้น

 

 

 

 

รุ่นย่อยของซีเอ็กซ์-8 ประกอบด้วย เบนซิน 2 รุ่น คือ 2.5 S ราคา 1.599 ล้านบาท 2.5 SP 1.699 ล้านบาท ดีเซล ประกอบด้วย XDL 1.899 ล้านบาท และ XDL EXCLUSIVE 2.069 ล้านบาท

ขนาดตัวถังยาว 4,900 มม. กว้าง 1,840 มม. สูง 1,730 มม. ระยะฐานล้อ 2,930 มม. ความกว้างล้อหน้า/หลัง 1,595/1,600 มม. เบาะนั่งแถวที่ 3 ใช้งานได้จริง นั่งได้สบายทีเดียว ทั้งความกว้างและพื้นที่ขา พื้นที่เข่า และพื้นที่เหนือศีรษะ ซึ่งนี่ก็น่าจะมีผลทำให้มาสด้าสามารถขยายฐานได้ในวงกว้างมากขึ้น

ส่วนเบาะนั่งอื่นๆ นั้น คู่หน้านั่งสบาย กระชับลำตัวเหมาะกับบุคลิกรถที่ให้อารมณ์สปอร์ต เพราะตัวผู้นั่งไม่เลื่อนไหลแม้ขับในเส้นทางคดโค้งไปมา ขณะที่แถวกลางซึ่งคันนี้เป็นแบบกัปตัน ซีท 2 ที่นั่งเล็กกว่าเบาะคู่หน้าเล็กน้อย เหตุผลก็คือต้องรองรับการออกแบบให้พับได้เร่ียบร้อย เมื่อต้องการเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระ

 

 

 

นั่งสบายสู้คู่หน้าไม่ได้ แต่ผมว่าไม่เกี่ยวกับความกว้าง หรือความหนา เพราะถือว่าเบาะคู่นี้กว้างขวางพอควร แต่การออกแบบให้ดูกว้างนั้นไปลดการกระชับลำตัวเหมือนคู่หน้า ทำให้รู้สึกว่านั่งไปนานๆ แล้วตัวเราไม่อยู่ที่เดิม ทำให้ต้องขยับกันใหม่นั่นเองครับ

และที่เบาะหลังมีม่านบังแดดติดตั้งมาให้ด้วย รวมถึงช่องแอร์ สำหรับเบาะนั่งของรุ่นนี้หุ้มหนัง Nappa สีแดง Deep Red กับสีดำ และเจาะรูขนาดเล็กเอาไว้ เพราะมันมีระบบอุ่นเบาะมาให้ด้วย ซึ่งในบ้านเราคงไม่ค่อยได้ใช้
ส่วนภาพรวมในห้องโดยสารโปร่งโล่ง ออกแบบดูเรียบๆ ไม่รกตา จอมอนิเตอร์แบบลอยตัว บางคนบอกว่าเล็กเกินไป แต่ผมว่าแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว จอแสดงผลการขับขี่ ทีเอฟที แอลอีดี ขนาด 4.6 นิ้ว เห็นข้อมูลได้ชัดเจน
 

 

ส่วนระบบและอุปกรณ์มาตรฐานสำคัญๆ ที่ติดตั้งมา เช่น มาสด้า คอนเนคท์ รองรับการใช้งานระบบต่างๆ รวมถึงแอปเปิ้ล คาร์เพลย์ ไฟหน้า อแดปทีฟ แอลอีดี ระบบแสดงภาพ 360 องศา ระบบเตือนจุดอับสายตา ระบบควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง
ระบบเตือนเมื่อเหนื่อยล้า ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ รักษาระยะห่างจากคันหน้า ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติ ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติ ระบบช่วยรถหยุดอัตโนมัติขณะถอยหลัง เป็นต้น
รุ่นที่ผมลองวันนี้ก็เป็นตัวท็อป XDL EXCLUSIVE 6 ที่นั่งแบบกัปตัน ซีท โดยเบาะนั่งแถวกลางเป็นแบบ 2 ที่นั่งแยกซ้าย-ขวา โดยมีคอนโซลกลางพร้อมที่วางแก้ว ช่องเสียบยูเอสบี ปุ่มควบคุมอุณหภูมิเบาะติดตั้งมาให้
 

 

 

เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร เทอร์โบ รุ่นปรับปรุงใหม่ ช่วยให้มีกำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นจาก 175 แรงม้า เป็น 190 แรงม้า ที่ 4,500 รอบ/นาทีแรงบิดสูงสุดเพิ่มจาก 420 นิวตันเมตร เป็น 450 นิวตันเมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที และเพิ่มกำลังอัดจาก 14:1 เป็น 14.4:1 ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
ช่วงล่างด้านหน้า อิสระแมคเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังอิสระมัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง พวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า ติดตั้งยางขนาด 225/55 R19
เราลองขับซีเอ็กซ์-8 เส้นทาง เชียงใหม่-เชียงราย ผ่านเส้นทางที่หลากหลาย คือทั้งไฮเวย์ เส้นทางผ่านชนบท หมู่บ้าน และเส้นทางป่าเขา มีผู้ร่วมเดินทาง 4 คน พร้อมกระเป๋าสัมภาระขนาดย่อมๆ คนละใบ
 

 

มาสด้ายังทำได้ดีกับจุดขายหลักก็คืออารมณ์สปอร์ตในการขับขี่ และแม้จะเป็นรถที่ม่ีขนาดใหญ่ แต่ยังมีความสามารถในการยึดเกาะถนนได้ดี เกาะโค้งได้แม่นยำช่วยให้ขับสนุก และเดินทางได้เร็ว พวงมาลัยแม่นยำสูง แม้จะดูว่ามีน้ำหนักเบาไปสักหน่อย ซึ่งคงตั้งมาให้เข้ากับภาพรวมของรถที่เน้นตอบสนองครอบครัวมากขึ้น
ส่วนระบบจี เวคเทอริง คอนโทรล ซึ่งรุ่นนี้ไม่ใช่พลัสเหมือนที่ใส่มาในมาสด้า 3 ใหม่ แต่ทำงานได้ดีพอ จากการขับขี่ในเส้นทางโค้งลัดเลาะไปตามเขา แรงเหวี่ยงที่ชวนปวดหัวมีน้อย และการโยนตัวของตัวถังก็มีน้อย แม้จะเป็นรถในรูปแบบเอสยูวีที่มีความสูงใต้ท้องรถมากกว่ารถยนต์นั่งก็ตาม ช่วยให้ผู้โดยสารนั่งได้สบายยิ่งขึ้น

ส่วนเครื่องยนต์ก็ตอบสนองการเดินทางครั้งนี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นทางราบหรือขึ้นเขา-ลงเนินก็ตาม อัตราเร่ง การเรียกกำลังตอบสนองได้ดี แม้จะไม่ถึงขั้นที่เรียกว่าจี๊ดจ๊าด แต่ก็ไม่เอื่อยให้รำคาญ เรียกว่าทำให้ขับสนุกได้ และการเร่งแซงไว้ใจได้
 

 

โดยรวมจัดเป็นรถที่ด่ีอีกคันหนึ่ง ขับแล้วประทับใจ และที่น่าสนใจคือมันเป็นรถที่น่าจะตอบสนองการใช้งานได้หลากหลาย โดยอาจจะใช้ในองค์กร ใช้ในครอบครัว แต่ก็สามารถขับไปไหนมาไหนคนเดียวได้อย่างสะดวกเช่นกันครับ

‘รู้ก่อนซื้อ’ ฮอนด้า ซิตี้ หรือ นิสสัน อัลมิร่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/404483?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

‘รู้ก่อนซื้อ’  ฮอนด้า ซิตี้ หรือ นิสสัน อัลมิร่า

14 ธันวาคม 2562 – 00:01 น.
รู้ก่อนซื้อ,ฮอนด้า ซิตี้,นิสสัน อัลมิรา
เปิดอ่าน 42,428 ครั้ง

รถนั่งขนาดเล็ก ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบ กับกระแสที่ทุกคนสนใจ

คำถามที่ได้รับระหว่างงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ที่ผ่านมา กับการสนใจอยากซื้อรถยนต์ราคาไม่แรง? ให้ของมาคุ้มค่าตัว? แต่อัตราเร่งต้องดีด้วยนะ!!  ยังจะต้องเป็นรถยนต์โฉมใหม่พึ่งเปิดตัวด้วยเท่านั้น! ก็จะมีสองชื่อ สองรุ่น  นั้นคือ ฮอนด้าซิตี้ หรือ นิสสัน อัลมิร่า นั้นเอง

วันนี้ทาง คมชัดลึก ต้องขออนุญาตหยิบมาบอกเล่า  รู้ก่อนซื้อ  ระหว่างรถยนต์สองคันนี้  ฮอนด้า ซิตี้ ที่มียอดจองสูง และ นิสสัน อัลมิร่า ที่สร้างความน่าสนใจตั้งแต่แรกเห็น ใครจะเป็นรถที่ตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อได้มากกว่ากัน  งั้นเสียงระฆังยกที่หนึ่งดัง! ประเดิมแรกเริ่มที่ราคาค่าตัวทั้งคู่เลยละกัน…..

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่

  • รุ่น RS     ราคา 739,000 บาท  ชุดแต่งสไตล์สปอร์ต สีแดงอิกไนต์  เฉพาะรุ่น RS เท่านั้น
  • รุ่น SV     ราคา 665,000 บาท
  • รุ่น V       ราคา 609,000 บาท
  • รุ่น S       ราคา 579,500 บาท

นิสสัน อัลมิรา มีให้เลือกทั้งหมด  5 รุ่น ได้แก่ 

  • รุ่น VL   ราคา 639,000 บาท  
  • รุ่น V      ราคา 599,000 บาท
  • รุ่น EL    ราคา 559,000 บาท
  • รุ่น E       ราคา 509,000 บาท
  • รุ่น S      ราคา 499,000 บาท

จากราคาจะเห็นจุดเด่นตรงที่  นิสสัน อัลมิรา มีราคาให้เลือกซื้อเริ่มต้นไม่เกินห้าแสนบาทและตัวท็อปสุดก็ราคาต่ำกว่า ฮอนด้า ซิตี้  ชัดเจน และอุปกรณ์ที่ให้เป็นพื้นฐานจากทุกรุ่นย่อยก็ถือว่าครบครันมากกว่าส่วน ฮอนด้า ซิตี้ ถ้าเลือกตัว รุ่น RS  ถึงจะให้ทุกอย่างมาครบแบบไม่ต้องร้องขอ…

 

ยกที่สองมาต่อที่เครื่องยนต์

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร  988ซีซี  3 สูบ 12 วาล์ว มาพร้อมระบบเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบต่อนาที

นิสสัน อัลมิรา เครื่องยนต์  1.0 ลิตร 999ซีซี รหัส HRA0 3 สูบ 12 วาล์ว พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 100 แรงม้า ที่ 5,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 152 นิวตันเมตร 2,400-4,000 รอบต่อนาที

 

ยกนี้ ฮอนด้า ซิตี้ เหนือกว่าที่แรงม้า 22 แรงม้ามากกว่า นิสสัน อัลมิรา  ชัดเจนและแรงบิดที่มากเร็วกว่าและลากได้ยาวกว่าตั้งแต่  2,000 – 4,500 รอบต่อนาที เชื่อได้ว่าแค่กดคันเร่งลงไปรถก็น่าจะทยานออกตัวได้ดี

ส่วนในเรื่องระบบส่งกำลังใช้ระบบเกียร์แบบ CVT  เหมือนกัน แตกต่างที่ขนาดอัตราทดเฟืองท้าย  ฮอนด้า ซิตี้  4.992 ส่วน นิสสัน อัลมิรา 3.9247 ไว้เมื่อไรทั้งสองค่ายเชิญไปทดสอบ คงจะมีข้อมูลว่าการถ่ายทอดกำลังดีขนาดไหนและความเร็วปลายทั้งสองรุ่นนี้จะใช้รอบเครื่องกันที่เท่าไรบ้าง และขอรวมอัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ย  ฮอนด้า ซิตี้ 23.8 ก.ม./ลิตร ส่วน  นิสสัน อัลมิรา 23.3 ก.ม./ลิตร  และถ้าเทียบกับรูปของ ECO Sticker จะเห็นชัดเจนว่า  ฮอนด้า ซิตี้  มีตัวเลขที่ดีกว่า

ยกที่สาม มาเทียบกันเรื่องขนาดตัว ของใครดีกว่ากัน

ฮอนด้า ซิตี้ 

ความยาว 4,553  กว้าง 1,748 มม. สูง 1,467 มม.  ฐานล้อ 2,589 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 135 มม.

น้ำหนักเปล่าตัวรถ 1,165  กก. (RS)

ความจุถังน้ำมัน   40 ลิตร

รัศมีวงเลี้ยว  5.0 ม.

นิสสัน อัลมิรา 

ความยาว 4,495  กว้าง 1,740 มม. สูง 1,460 มม.  ฐานล้อ 2,620 มม. ความสูงใต้ท้องรถ 135 มม.

น้ำหนักเปล่าตัวรถ 1,076 กก. (VL)

ความจุถังน้ำมัน   35 ลิตร

รัศมีวงเลี้ยว  5.2 ม.

ยกนี้ยืนแลกหมัดกันเลยทีเดียวจากตัวเลขหลายอย่าง ฮอนด้า ซิตี้  มากกว่าแต่….. ฐานล้อ นิสสัน อัลมิรา กลับมากกว่าถึง 31 มม.  ก็ช่วยให้ภายในยืดขึ้นอีกนิดนึง แต่ นิสสัน อัลมิรา กลับโดนแย็บเป็นชุด ไม่ว่าถังน้ำมันที่มีความจุน้อยกว่าตั้ง 5 ลิตร วงเลี้ยวที่กว้างมากกว่า

และ ฮอนด้า ซิตี้  ยังต้องแบกภาระน้ำหนักตัวที่มากกว่า นิสสัน อัลมิรา  ถึง 89 กิโลกรัม  และถ้าดูเฉพาะตัวเลข นิสสัน อัลมิรา ย่อมปราดเปรียวคล่องตัว และข้อดีที่ดูเสมอกันนั่นคือ ความสามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงผสม E20 ได้ทั้งคู่

 

 

ยกที่สี่ มาเรื่องของดีไซน์ภายนอก

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มาพร้อมภายนอกที่สปอร์ตและสง่างาม  ไฟหน้าใหม่แบบ LED (RS) และมีไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ ในรุ่นรองทั้งหมด พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตพร้อมไฟเลี้ยวในตัว พร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว

นิสสัน อัลมิรา  รูปทรงเรียกศรัทธาจากสาวกนิสสันได้อีกครั้ง และกระจังหน้าแบบ V-Motion ที่เป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ไปแล้ว  ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED  ไฟตัดหมอก และไฟท้ายแบบ LED  ครบ ล้อมีทั้งกระทะเหล็กพร้อมฝาครอบ 15 นิ้ว และล้อล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว

ยกนี้ตัดสินกันยากหน่อยเพราะแล้วแต่ความชื่นชอบของแต่ละบุคคลแต่ถ้ามองถ้าใครอยากนำทั้งสองรุ่นไปแต่งเพิ่มเติม ดูจากทรง นิสสัน อัลมิรา น่าจะดูเป็นวัยรุ่นมากกว่าใส่ล้อใหญ่ลายสวยๆ โหลดเตี้ยนิดหน่อยมีร้องขอชีวิตแน่นอน ส่วน ฮอนด้า ซิตี้  รูปลักษณ์ด้านหน้ามาคล้ายรุ่นพี่ใหญ่ พี่กลาง แต่ออกมาน่าจะคล้ายๆ กัน แต่เส้นสายก็น่าจะแต่งออกมาแนวหรูหราน่าจะเหมาะกับคนที่ไม่ชอบแต่งรถแบบเลอะเทอะมากนัก เอาเป็นว่ายกนี้ให้เสมอดีกว่า

ยกสุดท้าย มาเรื่องของภายในใครเฉียบคมมากกว่า

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ภายในห้องโดยสารให้เบาะหนังกลับตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง ล้อกับสีรถภายนอก สีแดงอิกไนต์ รุ่น RS หรือเบาะหนังและภายในสีทูโทน ไอเวอรี่/ดำ (เฉพาะรุ่น SV) คอนโซลหน้าแบบ Piano Black  มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่

ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ  ลำโพงให้  8 ตัวในรุ่น (RS)  4 ตัวในรุ่นรอง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติทุกรุ่น ยกเว้น รุ่น S

นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ภายในได้รับการออกแบบใหม่  ที่นั่งผู้โดยสารเป็นเบาะผ้าสีดำตกแต่งขอบสีเทา มีให้เลือกแบบทูโทนสีดำตัดสีเทา และใช้วัสดุคุณภาพสูง ระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect พร้อมหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ AIVI

ช่วยให้ลูกค้าสะดวกสบายด้วยการนำระบบสาระและความบันเทิง ลำโพงให้  6 ตำแหน่ง  (V, VL) ระบบนำทาง ระบบความปลอดภัย ระบบรักษาความปลอดภัยและอื่นๆ ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวด้วยการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน พวงมาลัยสปอร์ตมัลติฟังชั่น  เรือนไมล์เปลี่ยนใหม่ แสดงผลคล้ายใน  Nissan  LEAF   และให้ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมาด้วย  (V, VL)

สรุปจากที่เทียบหมัดต่อหมัดจะเห็นว่าทั้งคู่มีความใกล้เคียงกันมากในทุกจุด แต่ครั้งนี้ถ้าหาที่ความคุ้มค่าและ แต้มต่ออยู่ที่ราคาเป็นที่ตั้งต้องบอกเลยว่า นิสสัน อัลเมร่า ใหม่  ให้ความคุ้มค่า ห้องโดยสารกว้างขวางตามสไตล์นิสสัน และถ้าต้องให้คะแนนก็คงไม่เป็นเอกฉันท์ เพราะข้อดีของ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มาที่ความประหยัดและการตอบสนองที่ดี ทำให้จุดนี้เหนือกว่า ถึงเวลาที่ท่านผู้อ่านทุกท่านจะต้องช่วยติดสินว่าทุกท่านจะยืนฝั่งไหนดี  ครั้งหน้าเมื่อได้ลองขับจริงทั้งคู่ จะกลับมาบอกเล่าต่อถึงการขับขี่ใครจะโดนน็อคเอ๊าท์กันแน่!!!

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

โมโตจีพี ขายบัตร 18 ธ.ค. นี้แน่นอน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/404470?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

โมโตจีพี ขายบัตร 18 ธ.ค. นี้แน่นอน

13 ธันวาคม 2562 – 19:30 น.
โมโตจีพี,MotoGP,ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์,ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต
เปิดอ่าน 148 ครั้ง

ขยับขึ้นเป็นสนามที่สองรับฤดูร้อนเมืองไทย…กับรายการ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ ในปี 2020

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี หรือ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์  จะขยับจากเดือนตุลาคมขึ้นมาเป็นสนามที่สองรับฤดูร้อนเดือนมีนาคมของไทย แต่ยังไม่สรุปว่าจะแข่งขันช่วงเวลากลางคืนดีหรือเป็นช่วงเวลาเดิม

 

ล่าสุด ฝ่ายจัดการแข่งขันเตรียมเปิดจำหน่ายบัตรโมโตจีพีฤดูกาลหน้า ตั้งแต่วันที่ 18 ..นี้ เวลา 16.00 พร้อมรับสิทธิ์ส่วนลดกระหึ่มกว่าเคย จะเริ่มให้ในช่วงเย็นวันพุธที่ 18 ธันวาคม 2562 นี้ โดยฝ่ายจัดการแข่งขันทั้งตัวแทนรัฐบาล ภาครัฐและเอกชน ผู้สนับสนุนเตรียมจับมือกันจัดงานแถลงข่าวการจัดการแข่งขันอย่างสุดยิ่งใหญ่ ณ ลานหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา (อาคาร 25 ชั้น) การกีฬาแห่งประเทศไทย

โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี พร้อมกับเปิดจำหน่ายบัตรโมโตจีพี 2020″ อย่างเป็นทางการวันแรก ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป พร้อมกันทัวประเทศ

นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บรีรัมย์ เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทย จะรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ในการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี ซึ่งปีหน้าจะเป็นสนามที่ 2 จาก 20 สนาม ระหว่างวันที่ 20-22 มีนาคม ทำให้มีกระแสแฟนความเร็วชาวไทย อยากจะจับจองเป็นเจ้าของบัตรเข้าชมให้เร็วที่สุด

ฝ่ายจัดการแข่งขันยังพร้อมจำหน่ายบัตรในราคาเดิม เหมือน 2 ปีที่ผ่านมา บัตรเข้าชมแกรนด์สแตนด์ ยังอยู่ที่ 4,000 บาท บัตรไซด์สแตนด์ 2,000 บาท และบัตรรอสซี่ สแตนด์ รวมทั้ง มาร์เกซ สแตนด์ ราคา 4,000 บาทเท่ากัน  บัตรตามราคาดังกล่าวสามารถเข้าชมการแข่งขันได้ทั้ง 3 วันของการแข่งขันวันที่ 20–22 มีนาคม 2563 แฟนความเร็วยังได้รับสิทธิ์รับส่วนลดค่าบัตรจากบรรดาผู้สนับสนุนไม่ว่าจะเป็นบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ,เครื่องดื่มตราช้าง, รถจักรยานยนต์ฮอนด้า, รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

 

บัตรตามราคาดังกล่าวสามารถเข้าชมการแข่งขันได้ทั้ง 3 วันของการแข่งขันวันที่ 20–22 มีนาคม 2563 แฟนความเร็วยังได้รับสิทธิ์รับส่วนลดค่าบัตรจากบรรดาผู้สนับสนุนไม่ว่าจะเป็นบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ,เครื่องดื่มตราช้าง, รถจักรยานยนต์ฮอนด้า, รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้ยังมี โปรโมชั่น “บัตรเดี๋ยวนี้” สำหรับผู้ซื้อบัตร ไซด์สแตนด์, รอสซี่ สแตนด์และ มาร์เกซ สแตนด์ ภายในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ รับส่วนลดเพิ่มอีก 15 % ยกเว้นบัตรประเภทแกรนด์แสตนด์ ไม่ร่วมโปรโมชั่น

ทั้งนี้การจำหน่ายบัตรชมการแข่งขันมีหลายช่องทางเช่นเดิม โดยช่องทางแรกสามารถซื้อได้ด้วยตัวเองที่ เคาน์เตอร์เซอร์วิส ออลล์ ทิคเก็ต ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น หรือ ร้านค้าที่มี สัญลักษณ์เคาน์เตอร์เซอร์วิสทั่วประเทศ   อีกช่องทางที่ได้รับความนิยมคือทางเวบไซด์  www.allticket.com

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

มาแรงฮอนด้าคว้ายอดจองมอเตอร์ไซค์สูงสุด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/404213?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

มาแรงฮอนด้าคว้ายอดจองมอเตอร์ไซค์สูงสุด

12 ธันวาคม 2562 – 16:00 น.
CUB House,เอพีฮอนด้า,มอเตอร์ไซค์,Honda CBR500R,Honda ADV150,มอเตอร์ เอ็กซ์โป,MOTOR EXPO,motor expo2019
เปิดอ่าน 38 ครั้ง

รถสตรีทแอดเวนเจอร์ เอ.ที. ส่วนช่วยให้ฮอนด้าคว้าอันดับหนึ่งแบบไร้คู่แข่ง

ปฎิเสธความร้อนแรงของค่าย เอ.พี. ฮอนด้า ไม่ได้เลย เมื่อสามารถคว้ายอดจองรถมอเตอร์ไซค์เป็นอันดับหนึ่งในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 ที่ผ่านมา ชูโรงด้วย Honda ADV150 รถสตรีทแอดเวนเจอร์ เอ.ที. รุ่นแรกของเมืองไทย

เอ.พี. ฮอนด้า สามารถตอกย้ำในฐานะผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทยอีกครั้งด้วยการประกาศคว้ายอดจองสูงสุด 1,443 คัน ครองอันดับหนึ่งในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ที่ผ่านมาจากทั้ง 26 ผู้ผลิต 26 ผู้ผลิตยอดขายรถจักรยานยนต์รวมทั้งสิ้น 7,251 คัน

โดยโมเดลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ Honda ADV150 รถสตรีทแอดเวนเจอร์ เอ.ที. รุ่นแรกของเมืองไทย ที่เปิดตัวไปได้ไม่นาน สามารถคว้ายอดจองได้สูงสุดถึง 532 คัน และกลายเป็นโมเดลสำคัญที่ทำให้ฮอนด้าคว้าอันดับหนึ่งแบบไร้คู่แข่ง ตามมาด้วย Honda Forza ในอันดับที่สองด้วยยอดจอง 212 คัน สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมในตัวรถพรีเมียมเอ.ที. ของฮอนด้าอย่างชัดเจน

อันดับที่สามตกเป็นของ Honda CBR500R สปอร์ตบิ๊กไบค์ที่กวาดไป 158 คัน ยืนหนึ่งความเป็นบิ๊กไบค์ที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุดในปีนี้ เช่นเดียวกับ Honda CBR650R บิ๊กไบค์ 4 สูบที่คว้ายอดจองตามมาติด ๆ ด้วยตัวเลข 150 คัน

 

 

 

ในขณะเดียวกัน กลุ่มโมเดลระดับตำนานจาก CUB House ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ Monkey Dragon Ball Limited Edition ที่จำหน่ายหมดทั้ง 100 คันภายใน 3 วันนั้น ก็เป็นยอดจองจากในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป มากถึง 45 คัน ส่งผลให้ยอดจองรวมของ Monkey ทั้งรุ่น Limited Edition และ Standard รวมกันนั้นสูงถึง 111 คัน

จากความนิยมในรถทุกประเภทที่คนไทยมีต่อรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ได้ส่งผลให้เอ.พี. ฮอนด้า คว้าอันดับหนึ่งยอดจองสูงสุดในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปครั้งนี้ถึง 1,443 คัน

 

เอ.พี. ฮอนด้า ขอขอบคุณทุกความไว้วางใจของคนไทย ที่มีให้ต่อรถจักรยานยนต์ฮอนด้า และจะมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ต่อไป

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

ยอดจองมาสด้าพุ่ง ยืด 0%ถึงสิ้นปี!!!

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/404163?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ยอดจองมาสด้าพุ่ง ยืด 0%ถึงสิ้นปี!!!

12 ธันวาคม 2562 – 14:00 น.
มาสด้า,มาสด้า3,มาสด้า2,มาสด้า บีที-50 โปร,CX5,Mazda MX-5,MazdaCX8,MazdaCX3
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

เอาใจสาวกที่มาไม่ทันในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 ที่ผ่านมา

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งค่ายรถยนต์ ที่บรรดาลูกค้าหงใหลการออกแบบโคโดะดีไซน์ และเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ที่ทางมาสด้าได้ทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ออกมาเรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย อาทิ มาสด้า 3 ใหม่ และ มาสด้า CX8 ที่ทุกคนต่างรอชมของจริงในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป สาวกที่ชื่นชอบต่างหลั่งไหลเข้าชมพร้อมยอดจองสูงถึง 3,998 คัน

มาสด้า เผยความสำเร็จยอดจองรถยนต์ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงความต้องการและกำลังซื้อของลูกค้าที่ยังมีอยู่อีกมาก ส่งสัญญาณถึงทิศทางบวกของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า จากยอดจองรถใหม่เกือบ 4 หมื่นคัน

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทยจำกัด กล่าวว่า งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ประสบความสำเร็จทั้งจำนวนผู้เข้าชมงานและจำนวนยอดจอง โดยมาสด้ามียอดจองสูงถึง 3,998 คัน และมาสด้า2 ใหม่ ที่เปิดตัวในงานมียอดจองสูงสุดถึง 2,209 คัน มาสด้า3 ใหม่ มียอดจองรองลงมา 780 คัน ส่วนรถอเนกประสงค์ 3-row crossover SUV มาสด้า CX-8 ใหม่ มียอดจองสูงถึง 442 คัน และรถอเนกประสงค์เอสยูวีอย่าง มาสด้า CX-5 ใหม่ มียอดจอง 245 คัน, มาสด้า CX-3 จำนวน 240 คัน, ปิกอัพมาสด้า BT-50 PRO จำนวน 79 คัน ส่วนรถสปอร์ตโรดสเตอร์มาสด้า MX-5 จำนวน 3 คัน  มาสด้าเองกำลังเร่งส่งมอบรถใหม่ถึงมือลูกค้าให้เร็วที่สุด

บรรยากาศภายในบูธตลอด 12 วัน คึกคักมากกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในเวลาใกล้เคียงกันถึง 4 รุ่น ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ดีไซน์ใหม่ที่โดดเด่น ส่งผลให้ลูกค้าเข้าเยี่ยมชมบูธอย่างเนืองแน่น ลูกค้าต่างชื่นชมในความหรูหราของห้องโดยสารที่อัดแน่นไปด้วยวัสดุคุณภาพสูง อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มอบความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ส่งผลให้ยอดจองรถมาสด้าในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 ปีนี้สูงเกือบ 4,000 คัน

 

 

 

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า จากตัวเลขยอดจองที่เกิดขึ้นทำให้เรายังมองเห็นกำลังซื้อของลูกค้าที่ยังคงมีอยู่อีกมาก สามารถบ่งชี้ได้ว่าสภาวะเศรษฐกิจประเทศไทยยังมีทิศทางที่สดใส เพียงแต่ผู้บริโภคต้องการความเชื่อมั่นเท่านั้น และแม้จะสิ้นสุดมหกรรมงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป ไปแล้ว มาสด้ายินดีที่จะส่งมอบความสุขให้ลูกค้าต่อเนื่องไปจนถึงวันสุดท้ายของปี

ด้วยการขยายระยะเวลาแคมเปญ Mazda Festive Moment กับอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 0% นานสูงสุด 6 ปี ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance นาน 1 ปี ทุกรุ่น และโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพ Mazda Added Protection สูงสุด 5 ปี ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม นี้ ลูกค้าสามารถทดลองขับขี่และรับความพิเศษนี้ได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek