รู้ก่อนซื้อ เชฟโรเลต โคโลราโด อาร์เอส อีดิชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/398529?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

รู้ก่อนซื้อ  เชฟโรเลต โคโลราโด อาร์เอส อีดิชั่น

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2562 – 10:06 น.
เชฟโรเลต โคโลราโด,เชฟโรเลต,กระบะเชฟโรเลต,โคโลราโด ซี-แคป
เปิดอ่าน 179 ครั้ง

ก่อนจะซื้อมารู้จักกันหน่อยกับกระบะสายพันธุ์แรงสำหรับคนที่ต้องการความต่าง!!

แน่นอนว่าแฟนๆ สายกระบะย่อมรู้จัก เชฟโรเลต โคโลราโด มาอย่างดีและเอาใจแฟนพันธ์แท้ของค่ายที่อยากได้รถที่แตกต่างเลยจัด โคโลราโด อาร์เอส อีดิชั่น ออกมาเพียง 200 คัน เท่านั้น สะดุดตาด้วยสีภายนอกแบบทูโทน ชนิดแต่งซิ่งจากโรงงาน ด้วยการพ่นสีดำบนหลังคา ฝากระโปรงหน้า ฝากระบะท้าย กระจกมองข้าง กระจังหน้า มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี

 การพัฒนาโคโลราโด อาร์เอส (RS หรือ Rally Sport) ได้แรงบันดาลใจจากสมรรถนะที่เหนือชั้น และความนิยมในการตกแต่งรถกระบะในประเทศไทย พร้อมรองรับการใช้งานทุกรูปแบบ ทั้งงานบรรทุกและการใช้งานประจำวันตามไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ โคโลราโด อาร์เอส ผลิตขึ้นที่ศูนย์การผลิตรถยนต์ของจีเอ็ม ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง คำว่า อาร์เอส (RS) มาจากคำว่า “Rally Sport” ซึ่งแสดงถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของ เชฟโรเลตในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตและการแข่งขันรถกระบะ เชฟโรเลตใช้สัญลักษณ์อาร์เอส   ครั้งแรกในรถเชฟโรเลต คามาโรในช่วงทศวรรษ 1960 และใช้กับรถอีกหลายรุ่นที่มีรูปลักษณ์สปอร์ตหรือรุ่นที่ผลิตขึ้นมาเป็นรุ่นพิเศษ

มิติตัวถัง เชฟโรเลต โคโลราโด

ยาว x กว้าง x สูง  5,319 x 1,872 x 1,702 มิลลิเมตร รุ่นเอ็กซ์แคป

ความสูงจากพื้นถึงตัวรถ 195 มม. รุ่นเอ็กซ์แคป185 มม. ซีแคป แอลที

ระยะฐานล้อ 3,096  มิลลิเมตร

ระยะห่างระหว่างล้อคู่ หน้า / หลัง  1,573 / 1,584  มิลลิเมตร

น้ำหนักรถเปล่า 1,804 กก.  รุ่นเอ็กซ์แคป, 1,859 กก. ซีแคป

น้ำหนักบรรทุก 1,031 กก.  รุ่นเอ็กซ์แคป, 976 กก. ซีแคป

ความจุถังน้ำมัน 76 ลิตร

เครื่องยนต์ เชฟโรเลต โคโลราโด

ดีเซลแถวเรียงวางตามยาว 2.5 ลิตร 4 สูบ 1 6 วาล์ว  Turbo FGT  และอินเตอร์คูลเลอร์คูลเลอร์  2,499 ซีซี กระบอกสูบ x ระยะชัก 92×94 มม. อัตราส่วนกำลังอัด 16.5:1 – ระบบจจ่ายเชื้อเพลิงแบบคอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น

ผ่านมาตราฐาน มลพิษไอเสียยูโร 4 – กำลังสูงสุด 163  แรงม้า (120 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที  และแรงบิดสูงสุดที่ 380 นิวตันเมตร  ที่ 2,000 รอบต่อนาที

เกียร์ธรรมดเดินหน้า  6 จังหวะ

ภายนอก เชฟโรเลต โคโลราโด

กระบะรุ่น 4 ประตูโคโรลาโด  ซีแคป และ กระบะรุ่น 2 ประตูโคโรลาโดเอ็กซ์แคป พร้อมระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ

ฝากระโปรง หลังคา และฝากระบะท้าย ตกแต่งด้วยการ พ่นสีดำ

พร้อมครอบกันชนด้ำนหน้ำ

กระจังหน้ำ และมือจับที่เปิดฝำกระบะท้าย ตกแต่งสีดำ

กันชนหน้ำ และมือจับที่เปิดประตูตกแต่งสีเดียวกับตัวรถ

ตราสัญลักษณ์เชฟโรเลตสีดำ และตรา อาร์เอส บนกระจังหน้ำ และฝากระบะท้าย

ล้ออัลลอย 16” พร้อมยางขนาด 215/70 R 16

ไฟหน้ำแบบฮาโลเจน

ไฟตัดหมอกหน้า

กระจกมองขข้างปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมสัญญาณไฟเลี้ยว

สีตัวถัง มาด้วยกัน 4 สี

สีน้ำเงิน Blue Me Away Metallic

สีแดง Pull Me Over Red

สีขาว Summit White

สีส้ม Orange Crush)

ช่วงล่าง

ระบบกันสะเทือน

ด้านหน้า อิสระปีกนกสองชั้น พร้อมคอยล์สปริงและโช้คอัพแก๊ส

ด้านหลัง ลิฟสปริง แป้นรูปครึ่งวงรี พร้อมโช้คอัพแก๊ส

ระบบบังคับเลี้ยว

แบบแรคแอนด์พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรง

ระบบเบรก

ด้านหน้า ดิสก์เบรก พร้อมครีบระบายความร้อน ขนาด 300 มม.

ด้านหลัง  ดรัมเบรก ขนาด 295 มม.

ขนาดหม้อลมเบรก 10.5 นิ้ว

 

ภายในห้องโดยสาร  เชฟโรเลต โคโลราโด

การออกแบบและจัดวางห้องโดยสารที่แข็งแกร่งและมั่นคง

วัสดุหุ้มเบาะนั่งด้วยผ้าลาย Rational

หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว

จอแสดงข้อมูลกการเดินทางแบบดิจิตอล

พวงมมาลัยเพาเวอร์

ลำโพง 4 ตำแหน่ง

Entertainment ระบบความบันเทิง

Chevrolet MyLink ระบบเชอื่ มต่อกำรสอื่ สำร และควำมบันเทงิ พรอ้ มหนำ้จอสัมผัสขนำด 7″ และรองรับ Apple CarPlay™ และ Android Auto*

การเชื่อมต่อโทรศัพทเ์คลื่อนที่ผ่านสัญญาณบลูทูธ Bluetooth

พวงมาลัยปรับระดับสูง-ต่ำได้

กระจกมองหลังปรับลดแสงสะท้อน

ไฟอ่านแผนที่

แผงบังแดดคู่หน้ำ พร้อมกระจกเงาสำหรับผู้โดยสารและที่เก็บเอกสารสำหรับผู้ขับขี่

ที่เก็บของเหนือแผงคอนโซล – เซ็นทรัลล็อก

ช่องต่ออุปกรณ์เสริม AUX & USB

ช่องจ่ายกระแสไฟ 12 โวลต์ 2 ตำแหน่งรุ่น เอ็กซ์แคป , 3 ตำแหน่ง ซีแคป 

กุญแจแบบพับเก็บได้ พร้อมรีโมท คอนโทรล

กระจกหน้าต่างปรับขึ้น-ลงด้วยระบบไฟฟ้าทั้ง 2 บาน พร้อมระบบการทำงานแบบวันทัช และจะหยุด การทำงานเมื่อมีสิ่งกีดขวาง รุ่น เอ็กซ์แคป

กระจกหน้าต่างปรับขึ้น-ลงด้วยระบบไฟฟ้าทั้ง 4 บาน พร้อมระบบการทำงานแบบวันทัช และ จะหยุด การทำงานเมื่อมีสิ่งกีดขวาง  ซีแคป 

กระจกหน้าต่างปรับขึ้น-ลงด้วยระบบไฟฟ้า ควบคุมการทำงาน ได้จากรีโมท คอนโทรล

กระจกหน้าต่างคู่หน้ำ เลื่อนลงอัตโนมัติเมื่อเปิดประตู และเลื่อนขึ้นอัตโนมัติเมื่อปิดประตู

 

ระบบความปลอดภัย  เชฟโรเลต โคโลราโด

ถุงลมนิรภัย SRSสำหรับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า

เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ปรับระดับสูง-ต้ำได้ พร้อมระบบผ่อนแรง และรั้งกลับอัตโนมัติ (Pretensioner and Load Limiter) สำหรับผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า

เข็มขัดนิรภัย แบบ 3 จุดสำหรับผู้โดยสารด้านหลังทุกตำแหน่ง*

โครงสร้างตัวถังนิรภัย และคานเหล็กนิรภัยกันแรงกระแทกจากด้านข้าง

ระบบช่วยเบรกกะทันหัน (PBA)*

ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS)*

ระบบกระจายแรงเบรก (EBD)*

ระบบไล่ฝ้าที่กระจกหลัง

กุญแจนิรภัยป้องกันการโจรกรรมแบบ Immobilizer

 

ราคาอย่างเป็นทางการ

2 ประตู X-Cab (Extended Cab)  665,000 บาท

4 ประตู C-Cab (Crew Cab)  789,000 บาท

เป็นยังไงกันบ้างครับ อ่านจบต้องรีบไปจองก่อนใครๆ กันหรือเปล่า โคโรลาโด อาร์เอส คันนี้มีราคาจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น 10,000 บาท จากราคาจำหน่ายของรุ่นเอ็กซ์-แคป และซี-แคป แอลที พร้อมให้ลูกค้าจับจองที่ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตทั่วประเทศ และภายในงานมหกรรม ยานยนต์ ครั้งที่ 36 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2562 นี้ โดยจัดแสดงภายใน บูธเชฟโรเลต A02 ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน หรูอยากลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397839?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

โรลส์-รอยซ์  คัลลิแนน หรูอยากลุย

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
โรลส์-รอยซ์,ยานยนต์
เปิดอ่าน 185 ครั้ง

โรลส์-รอยซ์  คัลลิแนน หรูอยากลุย คอลัมน์…  ยานยนต์

ในโลกนี้มีรถยนต์มากมายหลายยี่ห้อหลายแบบ บางรุ่นหลายคนสงสัยว่าขายได้อย่างไร ทั้งเรื่องของรูปลักษณ์ รูปแบบ หรือบางคันที่มีราคาแพงลิ่ว คำตอบก็อาจจะเป็นดังด้านบน ก็คือ มันตอบสนองความต้องการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

และรถบางรุ่นบางยี่ห้อ ก็ทำให้ตัวเองเป็นมากกว่ารถ อย่างเช่น โรลส์-รอยซ์ ที่ลูกค้าอาจไม่ได้มองว่าเป็นรถ แต่ว่าเป็นโรลส์-รอยซ์

รถที่มีตราสัญลักษณ์โผล่มาบนฝากระโปรงรถที่โดดเด่น ครองตลาดซูเปอร์ลักชัวรี่ มายาวนาน และวันหนึ่งก็มีความท้าทายครั้งใหญ่ นั่นคือการโดดเข้าไปเล่นในตลาดเอสยูวีเป็นครั้งแรกเมื่อปีกว่าๆ ที่ผ่านมาในรุ่น “คัลลิแนน”

ในเชิงธุรกิจ ความนิยมของรถเอสยูวีขยายตัวไปทั่วโลก และในทุกระดับตลาด แต่ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ภาพของเอสยูวีไปทางสายลุยมากกว่าสายหรู ช่วงแรกๆ จึงอาจดูขัดแย้งอยู่บ้างกับการที่รถซูเปอร์ลักชัวรี่จะลงมาเล่นในตลาดนี้ แต่ก็อาจะต้องให้เครดิตกับรถยนต์หลายๆ ยี่ห้อก่อนหน้านี้ที่ยกระดับตลาดนี้ขึ้นมา รวมถึงการมีรถพรีเมียมโดดลงมาเล่นในตลาดนี้เช่นกัน

และเมื่อโรลส์-รอยซ์ เข้าสู่ตลาดนี้ ก็ยืนยันว่าเป็นการต่อยอดแบบไร้รอยต่อ ลูกค้ายังได้ความเป็นโรลส์-รอยซ์ แต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือความสามารถในการใช้งานที่หลากหลายขึ้น

รายละเอียดปลีกย่อยของคัลลิแนนที่โรลส์-รอยซ์ นำเสนอกับลูกค้า เริ่มต้นตั้งแต่ชื่อรุ่นที่มาจากชื่อเพชรที่มีขนาดใหญ่สุดในโลก ซึ่งนำไปประดับอยู่บนมงกุฎของพระราชินีอังกฤษ จากนั้นเมื่อจะเข้ารถแค่ใช้มือแตะมือจับประตู บานประตูก็จะเปิดกว้างเพื่อให้เข้าได้ง่าย พร้อมกับตัวถังรถจะลดระดับลง 40 มม. ด้วยการทำงานของช่วงล่างแบบถุงลม เพื่อให้ขึ้นรถง่ายขึ้น และเมื่อนั่งเรียบร้อย ก็ไม่ต้องเสียแรงดึงบานประตูบานใหญ่แต่อย่างใด แต่ใช้วิธีแตะเช่นกัน ประตูจะปิดให้อัตโนมัติ

ที่บานประตูหลังยังมีลูกเล่นคือ ซ่อนร่มเอาไว้ทั้ง 2 ด้าน กรณีที่มีคนขับรถเมื่อลงมาเปิดประตูให้นาย ก็ทำได้พร้อมกับดึงร่มออกมาเตรียมพร้อมได้เลย

เข้ามาในห้องโดยสารก็จะพบกับความกว้าง และหรูหรา ทั้งหนังหรือว่าลายไม้ ซึ่งไม้แต่ละคันก็จะต่างกันไป และมีจุดที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกภาคภูมิในการเป็นเจ้าของ คือท่อนไม้ชิ้นที่นำมาแปรรูปตกแต่งภายในรถ ซึ่งยังใช้ไม่มีหมด จะถูกเก็บไว้สำหรับรถคันนี้โดยเฉพาะ หากวันหนึ่งวันใดมีเหตุต้องเปลี่ยน ก็จะได้ไม้ลายเดิม

การควบคุมระบบต่างๆ ทำได้ผ่านทัชสกรีนกลางแดชบอร์ด หรือผ่านแป้นควบคุม Spirit of Ecstasy ที่อยู่บริเวณคอนโซลกลาง และการควบคุมระบบขับขี่ออฟโรด ก็สามารถเลือกปรับระดับสูงต่ำของตัวถังได้ ทั้งนี้การลุยน้ำ โรลส์-รอยซ์ ระบุว่าลุยได้ลึก 54 ซม. ซึ่งมากที่สุดในกลุ่มเดียวกัน

เบาะหลังซึ่งเลือกได้ว่าจะเอาแบบนั่ง 3 คนหรือ 2 คน พับได้หลายแบบด้วยไฟฟ้า และหากนั่งคนเดียว ก็ใช้พนักพิงของอีกเบาะเป็นโต๊ะทำงานได้เลย

ยังมีลูกเล่นอีกมากมาย รวมถึงหากยังไม่พอใจ ก็สามารถสั่งออปชั่นเพิ่มเติมได้ เช่น ใครอยากได้เก้าอี้ด้านท้ายสัก 2 ตัว เอาไว้เปิดฝาท้ายแล้วนั่งชมวิวจิบน้ำชา แต่ก็ต้องจ่ายหนักสักหน่อย แต่ก็อย่างที่บอกครับว่านี่มันมากกว่าการเป็นแค่รถยนต์

ด้านสมรรถนะ คัลลิแนนใช้เครื่องยนต์เบนซินวี 12 ขนาด 6.75 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 571 แรงม้า ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ที่ 1,600 รอบ/นาที ขับเคลื่อน 4 ล้อ โรลส์-รอยซ์ บอกว่ามันไปได้ทุกที่ที่อยากไป ทั้งทางออฟโรด หรือทะเลทราย

แต่ผมมีเวลากับคัลลิแนนไม่มากนัก เราก็ไปกันแค่พื้นที่กรุงเทพฯ ก็พอ

สำหรับในกรุงเทพฯ รถมีขนาดใหญ่เอาเรื่องทีเดียว กับความยาว 5,341 มม. กว้าง 2,164 มม. และสูง 1,835 มม. และแบกค่าตัวประมาณ 41 ล้านบาทเอาไว้ เพราะคันนี้เพิ่มเติมออปชั่นพิเศษเข้ามาอีกหลายล้านบาท

แต่เมื่อได้ขับจริง ราคาก็ไม่ได้กดดันอะไร ขนาดรถก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเครียด ใช้งานได้ปกติเหมือนรถทั่วไป ซึ่งสมรรถนะของเครื่องยนต์นั่นแหละเป็นตัวเพิ่มความคล่องตัว แรงบิดมหาศาล ช่วยให้รถกระฉับกระเฉง พุ่งไปข้างหน้าเมื่อได้ไฟเขียวอย่างรวดเร็ว และอัตราเร่งที่ปราดเปรียว แม้แต่ตอนไต่ขึ้นสะพานชันๆ ก็พุ่งไปข้างหน้าไม่ต่างจากทางราบ และเผลอครู่เดียวตัวเลขความเร็วพุ่งขึ้นไปจนถึงระดับความเร็วที่ควรจะต้องรีบผ่อนเท้าจากคันเร่ง

ทัศนวิสัยที่ชัดเจน จากความสูงของรถ และมุมมองที่กว้างทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และหลัง ก็ช่วยให้การควบคุมรถง่ายขึ้น

ช่วงล่างก็คงจะถูกใจลูกค้าแน่นอน เพราะให้ทั้งความนุ่ม นั่งสบาย แต่ก็สามารถจัดการกับทางโค้งได้ดี แม่นยำ และมีอาการโยนตัวน้อย

ขณะที่พื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง ก็กว้างขวาง นั่งสบาย จึงไม่แปลกใจว่าที่สุดผมก็ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะนั่งหลังพวงมาลัย หรือว่าไปนั่งที่เบาะหลังดี

ระอุ ‘อาวดี้’ ส่ง Q3 ลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/398030?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ระอุ ‘อาวดี้’ ส่ง Q3 ลุย

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 – 15:00 น.
Audi Q3,Q3,อาวดี้,SUV,รถเอสยูวี,คอมแพคท์ครอสโอเวอร์
เปิดอ่าน 1 ครั้ง

อย่าเพิ่งตัดสินใจถ้าคุณยังไม่เห็นราคา….คอมแพคท์ ครอสโอเวอร์สุดพรีเมี่ยมรุ่นนี้!!!!

ตลาดระอุคอมแพคท์ครอสโอเวอร์หรูเดือดเมื่อ อาวดี้ ประเทศไทย ส่ง  “Audi Q3” รถนำเข้าจากเยอรมนีแต่ราคาเหมือนรถประกอบในโดยลูกค้าสามารถเลือกถึง 3 รุ่นย่อย คือ Q3 35 TFSI รุ่นเริ่มต้นที่  2.29 ล้านบาท  และ Q3 35 TFSI S line ที่ตกแต่งแบบสปอร์ต S line ทั้งภายนอกและภายใน ราคา 2.499 ล้านบาท  อีกรุ่นที่น่าสนใจที่มากับความเป็นสปอร์ตเอสยูวี บอดี้สไตล์คูเป้  Q3 Sportback S line  2.649 ล้านบาท  พร้อมโปรเด็ดรับ Motor Expo 2019 ผ่อน 0% สูงสุดนาน 7 ปีหรือจอง A8 L , Q8 มีสิทธิ์แลกซื้อ A1 Sportback ในราคา 1 ล้านบาทอีกด้วย

อาวดี้ เปิดเกมรุกเซอร์ไพรส์ตลาดปลายปี หลังจากช่วงที่ผ่านมาเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง อาทิ A1 Sportback, A6 Avant Black Edition ล่าสุดเปิดตัวคอมแพคท์ครอสโอเวอร์ลุคสปอร์ต “Audi Q3” เป็นครั้งแรก และยังเพิ่มอีกความแรงด้วยสปอร์ตเอสยูวีสไตล์คูเป้  “Q3 Sportback” ที่เพิ่งเปิดตัวและได้รับความนิยมมากในเยอรมนี

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ กล่าวว่า เซ็กเมนต์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทย คือกลุ่มพรีเมียม SUV จึงตัดสินใจนำ The new Audi Q3 และ The new Audi Q3 Sportback เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย

Audi Q3 ได้รับการพัฒนาเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 โดยในรุ่นนี้มีขนาดของตัวถังที่ขยายใหญ่ขึ้นทุกมิติ ตัวรถมีความยาวตัวถังมากกว่ารุ่นก่อนถึง 96 มม. ความกว้างเพิ่มขึ้น 18 มม. ฐานล้อขยายให้ยาวขึ้นถึง 77 มม. หรือประมาณ 3 นิ้ว ขณะที่ความสูงลดลงเล็กน้อยเพื่อให้เป็นรถที่มีรูปทรงสปอร์ตยิ่งขึ้นสอดรับไปกับตัวถังด้านข้างที่ออกแบบให้ดูมี กล้ามเนื้อ รับกับซุ้มล้อขนาดใหญ่ แข็งแรงดุดัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก DNA ของ Audi quattro ส่งผลทำให้รถมีหลักแอโรไดนามิคที่ดีขึ้น ให้ความคล่องตัวในการขับขี่มากขึ้น

The  new Audi Q3   มาพร้อมกับสขุมพลังของเครื่องยนต์ TFSI 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบ ชาร์เจอร์ขนาด 1,400 CC พร้อมระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง หรือ ไดเรคอินเจคชั่น ให้กำลังสูงสุดถึง 150 แรงม้าที่ 5,000-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่รอบกว้าง 1,500-3,500 รอบ/นาที ส่งผลให้สัมผัสถึงแรงม้าและแรงบิดสูงสุดที่เครื่องยนต์สามารถทำได้แบบช่วงกว้าง ระบบเกียร์เป็นอัตโนมัติ S tronic 6 จังหวะ พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 9.3 วินาที  ส่งผลให้รถมีความคล่องตัวสูง ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 207 กม./ชม.

ด้านหน้ายังคงอัตลักษณ์ด้วยรูปทรงกระจังหน้าแบบแปดเหลี่ยมดีไซน์ใหม่ ให้ความรู้สึกหรูหราและมั่นคงแข็งแรง และมี air inlet ขนาดใหญ่ ช่วยเสริมอารมณ์สปอร์ตยิ่งขึ้น ไฟท้ายมีการออกแบบใหม่ทั้งหมด เป็นไฟ LED ทรงลิ่ม ทำให้ดูโฉบเฉี่ยวและทันสมัย พร้อมเพิ่มความสะดวกในการใช้งานด้วยบานประตูท้ายที่เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้การขนสัมภาระขึ้น-ลง ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น  ยังเป็นรถที่ให้พื้นที่บรรทุกสัมภาระมากสุดถึง 530-1525 ลิตร เมื่อเทียบรถในเซ็กเมนต์เดียวกัน

ส่วนภายใน จากฐานล้อที่ขยายออกไปถึง 77 มม. ช่วยเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสาร  เห็นได้จากเบาะนั่งแถวหลังปรับเอนได้แล้วยังสามารถเลื่อนไปด้านหน้าได้มากถึง 15 ซม. เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้ายยิ่งขึ้น ตอบสนองการใช้งานหลากตำแหน่งที่นั่งทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด รู้สึกโปร่งโล่ง ไม่อึดอัด สามารถขึ้นลง เข้า-ออกได้ง่าย และการนั่งไม่จมลงไปจนอึดอัด เบาะนั่งแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ S line  พวงมาลัยไฟฟ้า มัลติฟังก์ชั่นแบบท้ายตัดให้อารมณ์สปอร์ต ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน

เริ่มจากมาตรวัดแสดงผลแบบ  Virtual Cockpit  แสดงผลข้อมูลสำคัญบนหน้าจอมาตรวัดหลังพวงมาลัยอย่างชัดเจนกับขนาด 10.25 นิ้ว ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาไปจากการจราจรด้านหน้า ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้าง ระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย ระบบเบรกมือไฟฟ้า ระบบล็อกเบรกขณะหยุดนิ่ง ระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS

ระบบควบคุมการทรงตัว ESC ระบบควบคุมความเร็วรถขณะลงทางลาดชัน เซ็นเซอร์หน้า-หลังช่วยในการนำรถเข้าจอด กล้องแสดงภาพด้านหลัง ขณะถอยจอด จุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็ก ไฟ daytime สำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED กระจกมองหลังพร้อมระบบตัดแสงอัตโนมัติระบบเปิด-ปิดไฟหน้า และปัดน้ำฝนอัตโนมัติ ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ ควบคุมอุณหภูมิแยกอิสระ 2 โซน

ด้านความบันเทิงในห้องโดยสารควบคุมด้วยระบบ MMI Radio Plus  หน้าจอแบบสัมผัสได้ ขนาดกว้างถึง 8.8 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง ระบบ Audi smartphone interface รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth รองรับ MP3 ช่องเชื่อมต่อ USB ไฟเรืองแสงในห้องโดยสารสีขาว  รองรับ Android  และ  Apple CarPlay

มีสีให้เลือกถึง 6  เฉดสี

สีขาว Glacier White

สีดำ Mythos Black

สีน้ำเงิน Cosmos Blue Metallic

สีเทา Chronos Grey Metallic

สีเทานม Daytona Grey Pearl Effect เฉพาะรุ่น S-Line

สีส้ม Pulse Orange Solid เฉพาะรุ่น S-Line

สีฟ้า Turbo Blue Solid เฉพาะรุ่น S-Line

สีภายในมีถึง 4 เฉดสี

สีน้ำตาล Okapi Brown

สีขาวมุก Pearl beige

สีดำ Black

สีเทา Grey

สำหรับราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ The new Audi Q3 ดังนี้

• Q3 35 TFSI ราคา 2,299,000 บาท

• Q3 35 TFSI S line ราคา 2,499,000 บาท

• Q3 Sportback 35 TFSI S line 2,649,000 บาท

ส่งท้ายปีด้วยข้อเสนอพิเศษสุดแห่งปี ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกันกับมหกรรมยานยนต์ Motor Expo 2019 ให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าก่อนใคร เริ่ม 6 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม นี้ด้วยแคมเปญผ่อน 0% สูงสุด 7 ปีหรือข้อเสนอพิเศษสูงสุด 1 ล้านบาท ไฮไลท์สำคัญอย่าง Audi TT Coupé ที่ให้คุณผ่อนเพียงเดือนละ 28,880 บาท ไม่มีบอลลูน  เมื่อดาวน์ 880,000 บาท และเมื่อซื้อ Audi A8 L หรือ Audi Q8 รับสิทธิ์แลกซื้อ Audi A1 Sportback ในราคาเพียงแค่ 1 ล้านบาท!

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

‘มิตซูบิชิ’ พร้อมเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397950?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘มิตซูบิชิ’ พร้อมเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้า

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2562 – 23:00 น.
มิตซูบิชิ,มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเ,มิตซูบิชิ มอเตอร์ส,มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี,รถยนต์ไฟฟ้า,EV,MITSUBISHI
เปิดอ่าน 160 ครั้ง

หลัง BOI อนุมัติส่งเสริมการลงทุนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ล่าสุด มิตซูบิชิ ได้นำเสนอเรื่องราวจากประสบการณ์ในการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ยาวนานของตัวเองออกสู่สาธารณะชนพร้อมชูจุดเด่น  “มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี”


หลังจากที่ทาง มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้รับการพิจารณาอนุมัติส่งเสริมการลงทุน เพื่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทปลั๊กอินไฮบริดเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมาโดย ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นอกประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมแผนทำตลาดรถยนต์อีวีและพีเอชอีวีซึ่งคาดว่าจะจำหน่ายในภูมิภาคนี้ถึง 1.2 ล้านคันภายในปี 2579 โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ

ประวัติศาสตร์กว่า 100 ปีของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส นอกจากชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแล้ว ยังคิดค้นนวัตกรรมด้านพลังงานทางเลือกมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้เริ่มทำการวิจัยและพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าในเชิงอุตสาหกรรม Mass Production ในปี 2509 และภายในปี 2514 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้ทำการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไทพ์อี12 มินิกาแวน จำนวน 10 คันให้แก่ บริษัท โตเกียว อิเล็กทริค เพาเวอร์ ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเปิดตัว Mitsubishi i-MiEV มิตซูบิชิ ไอ มีฟ รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของโลกที่จำหน่ายในเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2552

ขณะเดียวกัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้วางแผนสร้างยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ขับเคลื่อนได้ไกลขึ้น และมีสมรรถนะสูงขึ้น ด้วยการนำเทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าผสานเข้ากับประสบการณ์จากการสร้างรถออฟโรดและรถอเนกประสงค์ที่ประสบความสำเร็จ  จนกระทั่งเปิดตัวรถปลั๊กอินไฮบริด  มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี  ครั้งแรกในโลกที่งาน ปารีส มอเตอร์โชว์ ปี 2555 และจำหน่ายไปแล้วมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และมียอดจำหน่ายสะสมมากกว่า สองแสนคันเมื่อสิ้นสุดปี 2561

ด้วยเทคโนโลยีอันก้าวล้ำและวางใจได้ที่มีอยู่ใน มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่ไฟฟ้าอย่างหลากหลายนอกเหนือจากการใช้เพื่อการขับขี่

จากเทคโนโลยี V2X Vehicle to Everything ซึ่งใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานได้สำหรับทุกสิ่ง รวมทั้งใช้เป็นแหล่งจ่ายพลังงานสำหรับครัวเรือนหรือที่เรียกว่าเทคโนโลยี V2H Vehicle to Home โดยรถยนต์อีวีหรือพีเอชอีวีจะทำการชาร์จไฟฟ้าเก็บไว้ และทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับครัวเรือนได้เมื่อจอดพัก พร้อมด้วยเทคโนโลยี V2G Vehicle to Grid ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายไฟฟ้า โดยการเก็บสะสมและจ่ายกระแสไฟฟ้าจากรถยนต์อีวีหรือพีเอชอีวีจำนวนมาก ซึ่งจะสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายไฟฟ้าเมื่อเกิดความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานต่อพลังงานไฟฟ้า

เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยให้มีไฟฟ้าใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินและในกรณีเกิดภัยทางธรรมชาติ รถยนต์อเนกประสงค์แบบพีเอชอีวีของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าเคลื่อนที่ให้กับแหล่งชุมชน โดย มิตซูบิชิ ได้มุ่งมั่นพิสูจน์อย่างต่อเนื่องถึงความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าที่เป็นได้มากกว่าการขับขี่

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

สั่งห้ามรถไฮบริดเป็นรถแท็กซี่จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397741?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

สั่งห้ามรถไฮบริดเป็นรถแท็กซี่จริงหรือ?

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 – 22:49 น.
ไฮบริด,Limo,โคโรล่า อัลติส ไฮบริด,โตโยต้า,Toyota Altis
เปิดอ่าน 303 ครั้ง

จากกระแสร้อนที่ว่าโตโยต้า ห้ามโชว์รูมขาย โตโยต้า โคโรล่า อัลติส ไฮบริด พร้อมบทลงโทษงดการจัดสรรโคโรลาทุกรุ่นในเดือนถัดไป

ล่าสุดข่าวกระแสที่ว่าโตโยต้าได้สั่งทุกโชว์รูมห้ามขาย โตโยต้า โคโรล่า อัลติส ไฮบริด  ไปทำแท็กซี่นั้นจริงเท็จประการใดจากเอกสารที่หลุดออกมาทางโลกโซเชียลขนาดนี้…แต่ตัว โคโรล่า อัลติส ในรุ่น Limo เกียร์อัตโนมัติ และ  1.6G เกียร์อัตโนมัติ ทางอู่รถแท็กซี่ ยังสามารถซื้อไปดำเนินการจดเป็นแท็กซี่ได้อยู่

 

ในจดหมายฉบับนี้ได้ระบุ ว่าเป็นนโยบายการขาย All New Toyota Altis ถึงผู้แทนจำหน่าย  โดยออกจาก ผู้บริหารผู้แทนจำหน่าย โดยใจความ

ได้ระบุตัวรถ All New Toyota Altis ใหม่ ที่เปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน 2526 ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วไป รวมถึงกลุ่มลูกค้า TAXI  ด้วย ซึ่งสถานการณ์การขายโคโรล่าใน

ปัจุบันพบว่าอู่  TAXI  มีการนำรถโคโรล่า ไฮบริด มาดัดแปลงเป็นรถ TAXI  มากขึ้นรวมถึงมีบางผู้แทนจำหน่ายในเขตภูมิภาคได้มีการจำหน่ายให้กับลูกค้า TAXI ข้ามเขตการขายด้วย

ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของสินค้า และสร้างความพึงพอใจไห้กับลูกค้า ทางบริษัทฯ จึงได้มีการปรับปรุงนโยบายการขายรถ All New Toyota Altis เพิ่มเติมดังนี้

นโยบาย

ห้ามขายรถHybrid ทุกรุ่น และ GR sport เป็น TAXI (เพิ่มเดิม)

ห้ามขายข้ามเขดการขาย (เน้นย้ำ)

บทลงโทษ

งดการจัดสรรโคโรลาทุกรุ่นในเดือนถัตไป

หมายเหตุ : หากผู้แทนจำหน่ายอยู่ในโครงการ Taxi channe! จะมีบทลงโทษตามกติกา และบทลงโทษในโครงการ Taxi channe! (อ้างถึงจดหมายเลขที่ SN-OGD19101 ลงวันที่ 26 กรกภาคม 2562 โดยฝ่ายวางแผนการขาย และจดหมายเลขที่ บผ.318/2562 ลงวันที่ 10 กันยายน 22 โดยนำยบริหารผู้แทนจำหน่าย)

จึงเรียนมาเพื่อทราบ และโปรดปฏิบัติอย่างเคร่งครัดโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤตจิกายน 2562 เป็นต้นไป

จากข้อความที่ประกาศห้ามขาย โตโยต้า โคโรล่า อัลติส ไฮบริด นั้นยังไม่ทราบสาเหตุ ช่วงที่ทาง คมชัดลึก ได้ไปทดสอบ โคโรล่า อัลติส ไฮบริด ทางผู้บริหารโตโยต้า ไม่ได้แสดงท่าทีถึงการห้ามนำรถรุ่นนี้มาเป็นแท็กซี่แต่อย่างใด แต่อยู่ในช่วงพูดคุยกับอู่ที่สนใจนำไปทำแท็กซี่ ส่วนตัวเลขจำนวนรถ โคโรล่า อัลติส ใหม่ ที่ถูกนำไปจดทะเบียนเป็นรถแท็กซี่เป็นจำนวนกี่คันนั้น ต้องรอสองเดือนถึงจะรู้จำนวนจดที่แน่นอน

 

 

แต่ในขนาดเดียวกันตอนนี้ยังมีบริษัทบางแห่งสามารถนำ โตโยต้า อัลติส ไฮบริด มาขายพร้อมจดทะเบียนได้จริงโดยเป็นรุ่นเริ่มต้น 1.8HV Entry  ดาวน์ที่ 76,900ผ่อน 22,249บาท 60งวด, 1.8HV MID ดาวน์ 81,1900 ผ่อน 23,289 บาท 60งวด,  1.8HV HIGH ดาวน์ 92,900 ผ่อน 25,579 บาท 60งวด และมีการส่งมอบกันไปบ้างแล้วด้วยซ้ำ!!

ราคาจำหน่ายรุ่นเครื่องยนต์ ไฮบริด 

Hybrid High เกียร์อัตโนมัติ ราคา 1,099,000 บาท

Hybrid Mid เกียร์อัตโนมัติ ราคา 989,000 บาท

Hybrid Entry เกียร์อัตโนมัติ ราคา 939,000 บาท

ราคารุ่นเครื่องยนต์ เบนซิน

1.8 GR-Sport** เกียร์อัตโนมัติ ราคา 999,000 บาท

1.6G เกียร์อัตโนมัติ ราคา 869,000 บาท และ

Limo เกียร์อัตโนมัติ ราคา 829,000 บาท

สำหรับลูกค้าอัลติสใหม่ คือ ผ่อนเริ่มต้นเพียง 8,500 บาท/เดือน หรือ เลือกรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.99% นานถึง 48 เดือน

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

ไขข้อข้องใจ ใช้รถอะไรรับส่งผู้นำอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397325?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ไขข้อข้องใจ ใช้รถอะไรรับส่งผู้นำอาเซียน

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
บีเอ็มดับเบิลยู,BMW,ซีรี่ส์ 7,รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด,การประชุมสุดยอดอาเซียน,ASEAN Summit
เปิดอ่าน 2,474 ครั้ง

จากที่ไทยเป็นผู้นำครั้งสุดท้ายของปีภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทย 

หลังสิ้นสุดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ASEAN Summit ไปหมาดๆ ที่จัดขึ้นวันที่ 2-4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ก็อยากรู้ทันทีว่าารประชุมระดับสุดยอดครั้งนี้ใช้รถยนต์อะไรไว้คอยรับส่งระดับผู้นำอาเซียน และผู้นำประเทศคู่เจรจาของอาเซียนที่เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมสุดในประเทศไทย

แน่นอนว่ารถคันนี้ต้องเป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศและกระทรวงการต่างประเทศน่าจะรับบทบาทในการรับรองแขกบ้านแขกเมืองเช่นนี้ โดยครั้งนี้ได้รับความร่วมมือกับ บีเอ็มดับเบิลยู  คัดรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู ตระกูลซีรี่ส์ 7 เพื่อใช้เป็นรถยนต์รับรอง และเลือกใช้รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่น บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ใหม่ล่าสุดในการต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้นำกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ โดยมีคุณธฤต จรุงวัฒน์ เอกอัครราชทูต หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการอาเซียน 2019 และคุณจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐ  เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงและรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการอาเซียน 2019 เป็นผู้รับมอบ


บีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ที่นำมาใช้ในการประชุมครั้งนี้ เป็นสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูลซีรี่ส์ 7 ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์การดีไซน์โฉมสะดุดตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 40 เปอร์เซ็นต์ พร้อมไฟหน้าทรงเรียวยาวและช่องดักอากาศขอบโครเมียมเพิ่มองค์ประกอบความหรูหราให้แก่ตัวถัง ในรุ่นนี้ใช้รุ่นที่มีฐานล้อที่ยาวขึ้นเพื่อให้แถวตอนได้หลังมีความกว้างขว้างมากขึ้น ใช้ขุมพลังเบนซิน 6 สูบแถวเรียง ให้กำลังถึง 286 แรงม้า

พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 113 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 265 นิวตันเมตร ใช้เวลา   0- 100 กม. / ชม. เพียง  5.1 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 250 กม. / ชม.  และที่พัฒนาต่อจากรุ่นก่อนคือ สามารถวิ่งด้วยระบบไฟฟ้าได้ไกลถึง 54 และ 58 กิโลเมตร มากกว่ารุ่นที่แล้ว อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรวมอยู่ที่ 2.3 ถึง 2.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร

ทั้งนี้ รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดบีเอ็มดับเบิลยู 745Le xDrive M Sport ใหม่ โดดเด่นด้วยสมรรถนะการขับขี่และประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยอัตราการปล่อย CO2 ที่ต่ำเพียง 64 กรัมต่อกิโลเมตร สอดคล้องกับแนวคิดรูปแบบการประชุมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ Green Meeting ของงานประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 นี้ ซึ่งประเด็นความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนี่งประเด็นที่ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนประจำปี 2562 ร่วมกับเหล่าประเทศสมาชิกและหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง มุ่งมั่นผลักดันและแก้ไขเพื่อให้ประเทศสมาชิกบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในมิติต่าง ๆ และยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูในการร่วมผลักดันประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ด้วยอนาคตแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าที่ปลอดมลพิษอย่างยั่งยืน

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

เรียกน้ำย่อย ‘ซีวิค แฮทช์แบ็ก’ หล่อเข้ม!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/397102?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

เรียกน้ำย่อย ‘ซีวิค แฮทช์แบ็ก’ หล่อเข้ม!!

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ซีวิค แฮทช์แบ็ก,honda,ซีวิค,civic,Honda SENSING,ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง
เปิดอ่าน 379 ครั้ง

ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอมแพคท์ 3 ปีซ้อน ซีวิค เจเนอเรชันที่ 10

หลังจากปล่อยให้ต่างค่ายได้โหมกระแสกันไปสักพัก ฮอนด้า ก็ย้ำความเป็นรถยอดนิยมของคนไทยอีกครั้งกับการปล่อยคลิป ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่มายั่วน้ำลายเหล่าสาวกฮอนด้าให้อยากรู้ว่าจะมีอะไรใหม่มาเพิ่มเติมที่มากกว่าโทนสีดำที่ดูดุดันโฉบเฉี่ยวขึ้น….

ซีวิค ได้เข้ามาทำตลาดครั้งแรกเมื่อปี 2527 ด้วยเจเนอเรชันที่ 3 จนถึง เจเนอเรชันที่ 10 ในปัจจุบัน โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าชาวไทยอย่างดีเยี่ยม  สะท้อนความต้องการของผู้บริโภคและยังเป็นผู้นำเทรนด์ ให้กับลูกค้าในทุกยุคอยู่เสมอ วัดจากที่ยอดขายที่ได้ไปถึง 100,000 คันภายใน 3 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวในไทย มีนาคม 2559 – กันยายน 2562 ยอดขายรวมทั้งฮอนด้า ซีวิค และ ฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก และยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากสาวกฮอนด้าในประเทศ ฮอนด้าได้สร้างสรรค์ฟิล์มซีรีส์ออนไลน์ที่นำเสนอความโดดเด่นทั้ง 4 ด้านของฮอนด้า ซีวิค เจเนอเรชันที่ 10 ประกอบด้วย ความแรงเร้าใจ (Speed) ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย (Space) ระบบความปลอดภัย ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และ ดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว (Sporty) โดยสามารถรับชมได้ที่ Facebook Fanpage และ Youtube Channel: Honda Thailand และยังมีกำหนดที่จะแนะนำฮอนด้า ซีวิค แฮทช์แบ็ก ใหม่ เร็วๆ นี้ เชื่อว่าน่าจะมีบางกลุ่มที่ทางฮอนด้าได้เลือกให้มารีวิว แฮทช์แบ็ก ใหม่นี้แน่นอน!!!! 

ภายใต้คอนเซปต์ที่สะท้อนความโดดเด่นทั้ง 4 ด้านของฮอนด้า ซีวิค ได้แก่

สมรรถนะการขับขี่ที่แรงเร้าใจ ผสานด้วยความสะดวกสบายของห้องโดยสารที่กว้างขวาง (SPEEDxSPACE)

ขับขี่ได้อย่างมั่นใจด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยเหนือระดับ(SPEEDxSENSE)

ประหยัดน้ำมัน (SPEEDxSAVE)

ดีไซน์ที่ตอบโจทย์ครบทุกด้านของความสปอร์ต (SPEEDxSPORTY)

 

 

ซีวิค เจเนอเรชันที่ 10 ได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนายังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในกลุ่มคอมแพคท์  ไม่ว่าเรื่องสมรรถนะการขับขี่ อัตราการประหยัดน้ำมัน พื้นที่ใช้สอย เทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบาย และอุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัย เป็นต้น เริ่มจากการเปิดตัวรุ่นซีดานในปี 2559 และรุ่นแฮทช์แบ็กในปี 2560 ซึ่งเข้ามาช่วยเติมเต็มไลน์ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มคอมแพคท์ ตามมาด้วยสีใหม่สีแดงแรลลี่ในรุ่นซีดาน ในปลายปี 2560 และรุ่นแฮทช์แบ็ก

ในช่วงต้นปี 2561 ที่มาพร้อมความสปอร์ตแบบเต็มขั้น และในช่วงปลายปีเดียวกันกับการปรับโฉมล่าสุดของรุ่นซีดาน  กับการแนะนำเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง เป็นครั้งแรกในรถยนต์ฮอนด้า ด้วยการทำงานของเรดาร์กับกล้องด้านหน้าในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถในสถานการณ์การขับขี่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวผู้ขับขี่และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

มินิบัส สัญชาติไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/396895?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มินิบัส สัญชาติไทย

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น,C BUS,SAKUN C,โชคนำชัยกรุ๊ป,ซี บัส,มินิบัส,รถมินิบัสไฟฟ้า,เตรียมมินิบัส
เปิดอ่าน 902 ครั้ง

จากกระดาษต่อยอดสู่ความเป็นจริง ยานยนต์คนไทยโดยแท้…

หลังจากปีที่แล้วที่ทาง คมชัดลึก ของเราได้ติดตามและคอยฟังข่าวดี ก็ได้รับคำตอบที่ต้องนำมาบอกเล่าให้ทุกคนได้ยินดังๆ ว่าตอนนี้ คนไทยได้มีรถ มินิบัส เชิงพาณิชย์ ของคนไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงราคาคุย ไม่ใช่สร้างกระแสหวังผล!!!  แต่นี่คือผลผลิตที่จะต่อยอดอุตสหกรรมไทยและวงการยานยนต์ไทยให้มีผู้ผลิตดีๆ พร้อมแนวคิดต่อยอดเพื่อคนไทยเพิ่มขึ้น

สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น ชื่อนี้อาจจะไม่คุ้นกับบุคคลทั่วๆไป แต่ถ้าเป็นบุคคลในวงการรถชนิดเจาะลึกจะร้องอ๋อ!!  นี่คือตัวจริงสายยานยนต์ไทยอย่างแท้จริงและประวัติ สกุลฎ์ซี  อาจจะมาไม่นาน แต่ บริษัทแม่ คือ โชคนำชัยกรุ๊ป นั่นเอง!!

จากนวัตกรรมที่วิจัยและตัดสินใจลงมือทำ มินิบัส หรือ ซี-บัส ซึ่งเป็นมินิบัสขนาด 20+1 ที่นั่ง  ของสกุลฎ์ซี คันนี้ที่มาจากฝีมือคนไทยแท้ๆ ตั้งแต่ออกแบบจนถึงประกอบ ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงที่สุดในประเทศ ณ.เวลานี้  ต้องขออนุญาตบอกเล่ากันเป็นหัวข้อก่อนที่ พวกเราจะสามารถไปติดตามชมคันจริงได้ในงาน  BUS & TRUCK ’19 งานแสดงเทคโนโลยีรถเพื่อการพาณิชย์และกิจการพิเศษครั้งที่ 16 เริ่มตั้งแต่วันที่  7 – 9 พฤศจิกายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

วีรพลน์ เตชะผาสุขสันติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด ได้บอกเล่ากับ “คมชัดลึก” ถึงการเล็งเห็นปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า และ ความปลอดภัยในวงการรถโดยสารในประเทศ และการที่รัฐเคยมีนโยบายให้รถตู้ที่หมดอายุถ้าจดทะเบียนใหม่ต้องเปลี่ยนเป็นรถ มินิบัส แทนที่เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสานนั่นเอง!!! ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ ซี-บัส จึงลงสำรวจตลาดและสอบถามถึงปัญหา หรือข้อขีดจำกัดต่างๆ ว่ารถบัสหนึ่งคันมีปัญหาอะไรบ้าง เมื่อได้ลงไปสัมผัสกับตัว มีข้อบ่นหลายๆ เรื่องทั้งคุณภาพชิ้นงานที่ใช้ประกอบ แรกๆ การใช้งานรถทั่วๆ ไปยังไม่เจอปัญหา แต่พอนานๆ ไปรถโดยสารส่วนใหญ่เกิดปัญหาสารพัด อาทิ น้ำรั่วจากบริเวณหลังคา พื้นตัวรถที่ผุ นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องน้ำหนักของตัวถังรถที่มาก การสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงบำรุงรักษาตัวรถที่รถบัสส่วนใหญ่ใช้วัสดุที่เป็นเหล็ก ซี บัส คันนี้จึงเป็นการต่อยอดนวตกรรมใหม่นั่นคือ อะลูมิเนียม….

ตั้งแต่ออกแบบโครงสร้างรถ จนถึงประกอบ ใช้ฝีมือคนไทย และนี่คือรถมินิบัส สัญชาติไทย 100% ซึ่งใน สกุลฎ์ซี มีทีมออกแบบและพัฒนาเป็นของบริษัทเอง ได้ทำการดีไซน์ และ ออกแบบให้ตัวรถตรงกับการใช้งาน เพื่อตอบสนองแก่ผู้ใช้มากที่สุด และยังคงเน้นเรื่องความปลอดภัยต่อตัวผู้โดยสาร

วัสดุทำจากอลูมิเนียมชั้นสูง  ซี บัส จึงเบากว่าเมื่อเทียบกับรถบัสที่ประกอบตัวถังด้วยเหล็ก ในขนาดพิกัดเดียวกัน แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแรง และ ปลอดภัย เป้าหมายหลักคือ ต้องการให้รถมีน้ำหนักที่เบา เมื่อน้ำหนักเบา ย่อมส่งผลต่อการใช้เชื้อเพลิงที่ลดลง เมื่อใช้เชื้อเพลิงที่ลดลง เงินที่ต้องใช้เป็นต้นทุนค่าดำเนินงานของผู้ที่ซื้อ  ซี บัส ก็มีรายจ่ายที่ลดลง ผู้ประกอบการก็มีรายได้จากส่วนนี้ขึ้นมาเป็นทางอ้อม

นอกจากนี้จากข่าวที่เห็นปัญหาอุบัติเหตุในรถโดยสารจากความแข็งแรงในห้องโดยสาร จึงเป็นที่มาในการออกแบบโครงสร้าง ซี-บัส คันนี้ที่ต้องแข็งแกร่ง ทนต่อการบิดและฉีกตัวได้ แต่คงไว้ซึ่งความเบา จากการอยู่ในวงการในฐานะผู้ผลิตแม่พิมพ์และชิ้นส่วนรถให้กับ Car Maker ชั้นนำทั่วโลก จึงรู้ข้อเด่นข้อด้อยในปัญหาโครงสร้าง  ซี-บัส จึงเป็นงานออกแบบโครงสร้างที่ทันสมัยและการใช้วัสดุที่แข็งแรงในสูตรของ สกุลฎ์ซี  เองอีกด้วย ชิ้นส่วนที่นำมาประกอบที่ลดน้อยลงทำให้ลดโอกาสที่ผิดพลาด จากการประกอบได้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงรอยต่อตามจุดต่างอันได้แก่ บริเวณหลังคารถ เสาโครงสร้างทั้งหมด เพราะมีการสำรวจและเก็บข้อมูลมามาตั้งแต่ก่อนที่จะออกแบบรถมินิบัส การที่ทำชิ้นส่วนหลักเป็นชิ้นเดียว เช่น หลังคา พื้นรถ ตัวถังด้านข้างรถ สิ่งที่ได้คือลดโอกาสที่เกิดปัญหานี้ได้ พร้อมทั้งสะดวกในการเปลี่ยนชิ้นงาน

สุดท้ายที่อยากบอกเล่า นั่นคือ ความสามารถที่ผลิตพร้อมส่งให้ลูกค้า ระยะแรกๆ อาจเริ่มไว้ที่ 1-2 คันต่อวัน หรือผลิตถึง 50 คันต่อเดือน แต่ถ้ามีการสั่งจองเพิ่มมากขึ้น ก็สามารถรองรับการผลิตได้ถึง 300 คันต่อเดือนเช่นกัน โดยทาง สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น ตั้งเป้าไว้ในปีแรกผลิตประมาณ 1,000 คัน ทางโรงงานเองยังสามารถเดินสายการผลิตเต็มระบบได้ถึง 2,800 ต่อปีอีกด้วย  จากที่เราได้เดินทางไปชมและเห็นถึงการเตรียมความพร้อมพื้นที่ที่ใช้เป็นโรงงานประกอบเพื่อรองรับการผลิต ได้ดำเนินการไว้เรียบร้อย ผนวกกับการที่ ซี บัส เองออกแบบให้มีชิ้นส่วนประกอบรถที่ไม่เยอะเกินความจำเป็น ทำให้การประกอบยิ่งมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และ ซี-บัส รถมินิบัสขนาด 20+1 ที่นั่ง  จากค่าย สกุลฎ์ซี  คันนี้คือความภาคภูมิใจของคนไทยที่จะมียานยนต์เป็นของตัวเองซะที อย่าลืมไปชมและสัมผัสคันจริงได้ในงาน BUS & TRUCK ’19 วันที่ 7 – 9 พฤศจิกายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

ขอขอบคุณรูปภาพจากทาง สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

ฮอนด้าลุย พลังงานไฟฟ้า หวังขยายทุกตลาดรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/396545?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฮอนด้าลุย พลังงานไฟฟ้า หวังขยายทุกตลาดรถ

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ฮอนด้า,ยานยนต์
เปิดอ่าน 151 ครั้ง

ฮอนด้าลุย พลังงานไฟฟ้า หวังขยายทุกตลาดรถ คอลัมน์… ยานยนต์

ในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ฮอนด้า มอเตอร์ ออกมาย้ำประกาศวิสัยทัศน์ 2030 ที่เคยประกาศก่อนหน้านี้ว่าทุกอย่างจะดำเนินไปตามแผนงาน

ทาคาฮาริ ฮาจิโกะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บอกว่า ตลอดเวลาของการดำเนินธุรกิจฮอนด้าพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวันให้ได้มากที่สุด ทุกวันนี้ฮอนด้ามีทั้งเครื่องยนต์อเนกประสงค์ รถจักรยานยนต์ รถยนต์ ไปจนถึงเครื่องบินเจ็ต และแน่นอนในเวทีโตเกียวมอเตอร์โชว์ปีนี้ ฮอนด้าก็นำเสนอสิ่งใหม่ๆ เพิ่มเติม

“งานโตเกียวมอเตอร์โชว์ เป็นงานที่เรารู้สึกพิเศษและให้ความสำคัญเสมอ เพราะจัดขึ้นในประเทศที่เป็นบ้านของฮอนด้าเอง ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศญี่ปุ่นในการสื่อสารเกี่ยวกับจุดแข็งและคุณค่าใหม่ที่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นจะทำได้ไปยังผู้คนทั่วโลก”
ฮาจิโกะ กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ที่ฮอนด้าผลิตตามวิสัยทัศน์ 2030 ที่นำเสนอในปีนี้ เริ่มต้นที่ e:Technology ซึ่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จะเป็นปัจจัยหลักให้ฮอนด้าบรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว ฮอนด้าไม่ได้เพิ่งเริ่มคิดค้นยานยนต์พลังงานไฟฟ้าแต่ดำเนินการมาแล้วมากกว่า 20 ปี และก็ยังมีสินค้าในกลุ่มนี้ เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีช่วยเชื่อมต่อผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เพาเวอร์เอ็กซ์พอร์เตอร์ 9000 ที่ทำให้อุปกรณ์เชื่อมต่อไฟฟ้าได้โดยใช้พลังงานจากยานยนต์ และฮอนด้า โมบายเพาเวอร์แพ็ค ซึ่งเป็นแบตเตอรี่พกพาและสับเปลี่ยนได้ ช่วยให้ผู้คนสามารถพกพาพลังงานไฟฟ้าติดตัวไปได้ง่ายๆ

ทั้งนี้ฮอนด้านำเสนอ ฮอนด้า อี รถพลังงานไฟฟ้าที่นำไปจัดแสดงในงานแฟรงก์เฟิร์ตมอเตอร์โชว์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และเตรียมที่จะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่นปีหน้า ฮอนด้า อี ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลัง ออกแบบให้เป็นรถที่ควบคุมง่าย ภายในติดตั้งจอภาพคู่ระบบสัมผัสขนาดใหญ่ ระบบกล้องมองข้างที่นำมาใช้งานแทนกระจกข้างทั่วไป เพื่อให้เป็นรถยนต์ที่สามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีการขับเคลื่อนกับการดำเนินชีวิตของทุกคน พร้อมระบบ Honda Personal Assistant ที่มีฟังก์ชันสั่งการด้วยเสียงที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ฮาจิโกะ กล่าวว่า นอกจากนี้พลังงานไฟฟ้ายังพัฒนาในส่วนของรถยนต์ไฮบริด ซึ่งล่าสุดคือการพัฒนา ไฮบริดที่มีมอเตอร์ 2 ตัว (มอเตอร์ขับเคลื่อนและเจเนอเรเตอร์สำหรับสร้างพลังงานไฟฟ้า) เพื่อให้ประสิทธิภาพ และประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญจะช่วยให้ฮอนด้าสามารถขยายระบบไฮบริดไปยังรถขนาดเล็กได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้การเข้าถึงไฮบริดของผู้บริโภคทำได้ง่ายขึ้น และในเวทีโตเกียวปีนี้ ฮอนด้าก็นำเสนอระบบไฮบริดในรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่คือ ฟิต เจเนอเรชั่น 4

“ภายใต้ e: Technology เรามีชื่อ e:HEV ซึ่งเป็นชื่อสำหรับยนตรกรรมไฮบริดยุคใหม่ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ทั้งนี้เราจะสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และสร้างความน่าสนใจให้ e:HEV ซึ่งจะเข้าสู่ตลาดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าและจะเป็นตัวหลักเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนยอดขายรถยนต์ทื่ใช้พลังงานไฟฟ้าเป็น 2 ใน 3 ในตลาดโลกภายในปี 2030”
ในส่วนของฮอนด้า ฟิต (ในไทยใช้ชื่อ แจ๊ส) เริ่มต้นผลิตและจำหน่ายในญี่ปุ่นครั้งแรกในปี 2554 ก่อนจะพัฒนาให้เป็นโกลบอลโมเดล เพื่อทำตลาดทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ใช้ชื่อว่า ฮอนด้า แจ๊ส อย่างไรก็ตาม ฮาจิโกะ กล่าวว่าญี่ปุ่นเป็นตลาดที่เติมเต็มความต้องการของลูกค้าคอมแพคท์ได้ยากเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ในโลก ดังนั้นจึงต้องพยายามเต็มที่ สร้างรถให้สมบูรณ์แบบที่สุดซึ่งจะทำให้สามารถขยายต่อไปยังตลาดอื่นได้ง่าย สานต่อการเป็น โกลบอลโมเดล ต่อไป

ฟิตมีทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซินและไฮบริด นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบ ฮอนด้า เซ็นซิ่ง (SENSING) และระบบช่วยเหลือการขับขี่ (driver-assistive system) เป็นการเริ่มต้นให้บริการใหม่ๆ ที่ต่อยอดมาจากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อ ซึ่งฮอนด้าวางแผนจะให้ใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่อในรถทุกรุ่นที่ขายในญี่ปุ่นภายในปี 2568
นอกจากฟิต ที่โตเกียว ฮอนด้ายังจัดแสดงแอคคอร์ด ซึ่งมีรถที่เป็นไฮบริดเช่นกัน และเตรียมเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่นปีหน้า ทั้งนี้แอคคอร์ดเปิดตัวแห่งแรกในสหรัฐ และเปิดตัวในไทยไปแล้วก่อนหน้านี้ ฮอนด้ายังนำเสนอ ฟรีด รุ่นปรับโฉม ซึ่งมีกำหนดการวางจำหน่ายในเดือนนี้ ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์ (Honda NSX) รถซูเปอร์สปอร์ตรุ่นเรือธงของฮอนด้า และ ฮอนด้า เอ็น-บ็อกซ์ ซีรีส์ (Honda N-Box Series) รถมินิคาร์ที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่นต่อเนื่อง 4 ปี

ในส่วนของจักรยานยนต์เปิดตัว ซีที 125 เป็นครั้งแรกในโลก เป็นรถจักรยานต้นแบบที่พัฒนาต่อยอดจากซีรีส์รถจักรยานยนต์ในตำนาน ซูเปอร์ คับ (Super Cub) ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั่วโลก รวมถึงการเผยโฉมเป็นครั้งแรกในโลกของ ฮอนด้า เบนลี อี (Benlye:) รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ และ ฮอนด้า จีโร อี (Gyro e:) รถสกู๊ตเตอร์สามล้อไฟฟ้า ส่วนรถเด่นอื่นๆ ที่นำมาร่วมจัดแสดงเช่น CRF1100L Africa Twin Dual Clutch Transmission, CRF1100L Africa Twin Adventure Sports ES Dual Clutch Transmission และเอดีวี 150 (ADV150)

ส่วนจัดแสดงผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์อเนกประสงค์ การแสดงเทคโนโลยีการจัดการพลังงาน ฮอนด้าเปิดตัว LiB–AID E500 for Music ต้นแบบแบตเตอรี่แปลงพลังงานไฟฟ้าขนาดพกพาเป็นครั้งแรกในโลก เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อใช้กับเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์รวมถึงการจัดแสดงนิทรรศการพิเศษเพื่อฉลองครบรอบ 60 ปี ของการจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ CB Series และการเข้าร่วมการแข่งขันเวิลด์กรังด์ปรีซ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตของฮอนด้าอีกด้วย

“ฮอนด้าพร้อมที่จะเอาชนะความท้าทายใหม่ๆ เราหวังว่างานโตเกียว มอเตอร์โชว์จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายที่ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ 2030 ของเรา”

อีซูซุ ทุกรุ่นใช้ B10 ดีเซลพื้นฐานใหม่!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/396647?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อีซูซุ ทุกรุ่นใช้ B10 ดีเซลพื้นฐานใหม่!!

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
น้ำมันไบโอดีเซล,B10,B20,ปาล์มน้ำมัน,สวนปาล์มน้ำมัน,อีซูซุ,dmax,isuzu d-max
เปิดอ่าน 99 ครั้ง

รถปิกอัพ รถอเนกประสงค์ และรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ทุกคันที่ผลิตจากโรงงานสามารถรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลได้

หลังจากที่กระทรวงพลังงานมีมาตรการในการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B 100 ในภาคพลังงานให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยกรมธุรกิจพลังงาน ได้ออกประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 และประกาศกำหนดลักษณะและคุณภาพของไบโอดีเซลประเภทเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมัน B 100 และจะกำหนดให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B 10 เป็นน้ำมันดีเซลฐานสำหรับรถดีเซลทั่วไป  

กลุ่มตรีเพชร  โดย นางปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า ที่ผ่านมาอีซูซุได้ประกาศให้ความร่วมมือต่อนโยบายรัฐในการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมาโดยตลอด ณ ปัจจุบันรถอีซุซุ ทั้งรถปิกอัพ รถอเนกประสงค์ และรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ทุกคันที่ผลิตจากโรงงานสามารถรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลได้ถึง B20 ดังนั้นเมื่อภาครัฐมีการกำหนดการใช้น้ำมันดีเซลพื้นฐานเกรดมาตรฐานใหม่คือ B10 แทน B7  นั้น อีซูซุจึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

เพื่อความมั่นใจของลูกค้าว่ารถอีซูซุทุกรุ่นสามารถใช้น้ำมัน B10 ได้ จึงอยากแนะนำให้ลูกค้านำรถเข้าศูนย์บริการมาตรฐานอีซูซุอย่างสม่ำเสมอตามระยะที่กำหนดเพื่อการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสมกับการใช้งานของรถในระยะยาว

ตามที่มีมาตรการในการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมัน  ไบโอดีเซลสำหรับภาคการขนส่งให้มากขึ้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันโดยมีเป้าหมายในการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบของประเทศ โดยได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา

 

กำหนดให้น้ำมันไบโอดีเซล B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานเกรดมาตรฐานใหม่ของประเทศไทยแทนน้ำมันไบโอดีเซล B7 ที่รถรุ่นเก่าและรถยุโรปที่ยังไม่สามารถใช้ B20 สามารถใช้ได้ ในขณะที่น้ำมันไบโอดีเซล B20 ยังคงเป็นน้ำมันทางเลือกสำหรับรถรุ่นใหม่ ๆ ในตลาด น้ำมันดีเซลพื้นฐานเกรดมาตรฐานใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมปีหน้า

นโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากไบโอดีเซลจะช่วยสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบในประเทศ สร้างเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ช่วยลดมลพิษเนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่สูงขึ้น และที่สำคัญ คือ ช่วยลดปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบที่ต้องจ่ายเงินออกนอกประเทศซึ่งจะทำให้ประเทศชาติมีความมั่นคงทางพลังงานมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับจุดประสงค์ตามแนวทางการประหยัดน้ำมันที่อีซูซุให้ความสำคัญมากว่า 6 ทศวรรษของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/