แอคคอร์ด สอบผ่านความปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400568?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 แอคคอร์ด  สอบผ่านความปลอดภัย

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 – 01:00 น.
ฮอนด้า แอคคอร์ด,ASEAN NCAP,NCAP,แอคคอร์ด,honda,Honda Accord
เปิดอ่าน 98 ครั้ง

หลังจาก ASEAN NCAP ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวด้วยคะแนนรวม 91.79 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน 

NCAP หรือชื่อเต็ม New Car Assessment Program หนึ่งในองค์กรที่จะขอนำรถรุ่นใหม่ๆ มาทำการทดสอบความปลอดภัยโดยจำลองทุกสถานการณ์ จนเป็นที่น่าเชื่อถือในฝั่งยุโรป จนในที่สุดทางเอเซียก็ตั้ง ASEAN NCAP ASEAN New Car Assessment Program ขึ้นมาด้วยเช่นกัน เพราะส่วนหนึ่งในฝั่งเอเซียถือว่าเป็นฐานผลิตรถยนต์ส่งออกมากเป็นอันดับต้นๆ จึงตั้ง ASEAN NCAP เพื่อทดสอบสมรรถนะด้านความปลอดภัยของรถยนต์ที่ผลิตทางฝั่งเอเซียขึ้นด้วย จึงถือว่าเป็นมาตราฐานของผู้ผลิตรถ และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกรถที่คุณภาพ ไม่ใช่เพียงแค่สวยเฉพาะหน้าตาแต่ใช้จริงก็ต้องปกป้องคนในรถด้วยเช่นกัน….

ล่าสุด  ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย จำกัด ประกาศความสำเร็จอีกขั้น ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสูง โดยล่าสุด ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP เป็นการทดสอบเพื่อวัดสมรรถนะด้านความปลอดภัยรถที่วางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ New Car Assessment Program for Southeast Asia

ทั้งนี้ การทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยจากการทดสอบการชนของ ASEAN NCAP เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง ASEAN NCAP และสถาบันวิจัยยานยนต์ประเทศญี่ปุ่น (JARI)

โดย ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวด้วยคะแนนรวม 91.79 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน จากการประเมินที่ประกอบด้วย

การทดสอบการชนจากด้านหน้า

การชนจากด้านข้าง

การประเมินเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย

โดยได้รับคะแนนในส่วนการปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ Adult Occupant Protection: AOP สูงถึง 49.07 คะแนน

การปกป้องผู้โดยสาร  ที่เป็นเด็ก Child Occupant Protection: COP 23.28 คะแนน

เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย Safety Assist Technologies: SATs 19.44 คะแนน

นอกจากนี้ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 รุ่นไฮบริด ยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะฮอนด้า เซนส์ซิ่ง Honda SENSING

ที่ผสานการทำงานของเรดาร์กับกล้องด้านหน้าในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือนและช่วยควบคุมรถในสถานการณ์การขับขี่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ประกอบด้วย

  • ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

อีกทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยอันล้ำสมัยระดับพรีเมียม อาทิ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-View Camera System: MVCS) ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านขณะถอย (Cross Traffic Monitor: CTM) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ พร้อมระบบช่วยเบรก (Honda Smart Parking Assist System) เป็นต้น

ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 ได้รับการออกแบบตัวถังนิรภัยด้วยเทคโนโลยี ACE Advanced Compatibility Engineering ที่ใช้โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ G-CON G-Force Control มาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ครบครัน อาทิ ถุงลม 6 ตำแหน่ง

พร้อมด้วยมาตรฐานความปลอดภัยอันล้ำสมัยอื่นๆ ที่ครบครัน อาทิ

ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง Vehicle Stability Assist: VSA

ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บน  ทางลาดชัน Hill Start Assist: HSA

สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน Emergency Stop Signal: ESS

กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ Multi-angle Rearview Camera

ระบบเบรกมือไฟฟ้า Electric Parking Brake

ระบบ Auto Brake Hold และ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน Honda LaneWatch

 

 

ทั้งนี้ นอกจากเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ASEAN NCAP ระดับ 5 ดาวแล้ว สำหรับ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 รุ่นไฮบริด ที่ผลิตในประเทศไทย ยังได้มีการส่งออกเพื่อจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันให้เห็นถึงคุณภาพการผลิตที่ครบครันภายใต้มาตรฐานเดียวกับฮอนด้าทั่วโลก และสะท้อนถึงการยอมรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยพนักงานชาวไทยได้เป็นอย่างดี

จากความสำเร็จดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของฮอนด้า ในการนำเสนอยนตรกรรม   ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ครบครันด้วยเทคโนโลยีด้านการขับขี่และด้านความปลอดภัยอันล้ำสมัย เพื่อมอบความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคนในทุกการเดินทาง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดอุบัติเหตุให้เกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

หมายเหตุ : อุปกรณ์มาตรฐานความปลอดภัยแตกต่างกันในแต่ละรุ่นและในแต่ละประเทศ

* ในรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้งระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist: VSA) และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า (Seatbelt Reminder: SBR) ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 4 ดาว

** สำหรับซีวิค (รุ่นปี 2016) และเอชอาร์-วี (รุ่นปี 2015) ในรุ่นที่ไม่ได้ติดตั้งระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า (Seatbelt Reminder: SBR) ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 4 ดาว

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

‘เรธ อีเกิล 8’ สปอร์ตคูเป้แพงที่สุด! หนึ่งเดียวในสยาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400411?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 ‘เรธ อีเกิล 8’ สปอร์ตคูเป้แพงที่สุด! หนึ่งเดียวในสยาม

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 – 10:00 น.
Pinnacle of Luxury,โรลส์-รอยซ์,Eagle VIII
เปิดอ่าน 168 ครั้ง

โรลส์-รอยซ์ เปิดตัวยนตรกรรมรุ่นพิเศษเ ‘เรธ อีเกิล 8’ รถสะสมของ “อภิอัครมหาเศรษฐี” เป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตลาดรถยนต์หรูในไทยนับว่าไม่ธรรมดา โดยทาง โรลส์-รอยซ์  ให้ความสำคัญเพราะคนไทยเองชอบศิลปะของ bespoke  ที่หมายถึง ผลิตตามคำสั่ง นั่นเอง ไทยเองมีความเติบโตขึ้นและอายุผู้เป็นเจ้าของยนตรกรรมหรูเริ่มน้อยลงจากเลขห้าลงมาเหลือสี่ และ ‘เรธ อีเกิล 8’ ที่นำเสนอคันนี้ราคาไม่ได้รับการเปิดเผยออกมา แต่จากราคาของรุ่น เรธ ปกติจะเริ่มต้นที่ 32 ล้านบาท ประมาณการณ์ว่า ‘เรธ อีเกิล 8’ มีเฉียด ห้าสิบล้านเพราะนี่ คือหนึ่งในรถสะสมของ “อภิอัครมหาเศรษฐี”

‘เรธ อีเกิล 8’ สร้างขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากการเดินทางอันน่าทึ่งของ 2 นักบิน คือ กัปตันจอห์น อัลค็อก และ อาร์เธอร์ บราวน์ ผู้ประสบความสำเร็จในการขับเครื่องบินทิ้งระเบิด Vickers Vimy สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 1 ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยไม่จอดพัก เป็นครั้งแรกของโลกช่วงปี 2462

เครื่องบินที่ผ่านการปรับแต่งเป็นพิเศษ ติดตั้งเครื่องยนต์ของ โรลส์-รอยซ์ อีเกิล 8 Eagle VIII 350 แรงม้า ถึง 2 ตัว ซึ่งเป็นที่มาของชื่อรุ่นสำหรับยนตรกรรมสุดพิเศษนี้ เป็นเสมือนการฉลองครบรอบ 100 ปี ของการเดินทางอันยิ่งใหญ่ ที่สะท้อนถึงการผจญภัยในปัจจุบัน และเพื่อเป็นเกียรติแด่บรรดาวีรบุรุษผู้บันทึกประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่

ระหว่างการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ นักบินทั้ง 2 ประสบปัญหาแทบจะทุกรูปแบบ วิทยุสื่อสารและระบบ นำทางไม่สามารถใช้งานได้เกือบตลอดการบิน ทำให้ทั้งคู่ต้องอาศัยสัญชาติญาณ บินผ่านกลุ่มเมฆหนาทึบและหมอกเย็นจัดนานหลายชั่วโมง บางครั้งถึงขั้นบินกลับหัว แต่ด้วยทักษะอันยอดเยี่ยมของ อาร์เธอร์ บราวน์ ก็สามารถทำให้พวกเขารอดมาได้อย่างปลอดภัย โดยเครื่องยนต์ โรลส์-รอยซ์ อีเกิล 8 กลายเป็นสิ่งเดียว ในค่ำคืนนั้นที่สามารถทำงานได้อย่างไร้ที่ติตลอดการบิน ทำลายสถิติด้วยความเร็วเฉลี่ยสูงถึง 185 กม./ชม.

“ผมไม่แน่ใจว่าควรชมเชยสิ่งใดมากสุด ระหว่างความมุทะลุความมุ่งมั่นทักษะวิทยาศาสตร์เครื่องบินเครื่องยนต์ โรลส์-รอยซ์ หรือความโชคดีของพวกเขา”

เซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล กล่าวถึงการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกของ อัลค็อก และ บราวน์ และยังเป็นข้อความที่ถูกนำมาติดอยู่ภายในรถคันนี้อีกด้วย

ตัวถังของ ‘เรธ อีเกิล 8’ใช้ สีกันเมทัลตัดกับสีเซลบี เกรย์ Selby Grey สีเดียวกันที่ใช้บนตัวเครื่องบิน  แบ่งเป็นสัดส่วนโดยเส้นทองเหลือง สื่อถึงรายละเอียดที่อยู่ด้านใน กระจังหน้า

สีดำได้รับอิทธิพลจากเครื่องยนต์ โรลส์-รอยซ์ อีเกิล 8 ที่ถูกติดตั้งอยู่บนเครื่องบินทิ้งระเบิด Vickers Vimy ขณะที่ล้อแม็กเคลือบเงาเป็นบางจุดด้วยสีเทาเข้มคล้ายใบพัดเครื่องบิน

ห้องโดยสารผ่านการตกแต่งอย่างประณีตและดูร่วมสมัย ให้สอดคล้องกับสีตัวถัง วัสดุทองเหลืองถูกใช้ในจุดสำคัญทั่วทั้งส่วนของที่นั่งคนขับ หนังแท้สีเซลบี เกรย์ (Selby Grey) และสีดำ แต่งขอบด้วยทองเหลือง สื่อถึงเครื่องวัดระยะทางหาเส้นรุ้งและเส้นแวงทองเหลือง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

กรอบลำโพงผลิตจากทองเหลือง แสดงระยะทางโดยประมาณกว่า 1,880 ไมล์ ของไฟล์ทการบินในตำนาน นอกจากนั้นโมโนแกรม ‘RR’ ยังถูกตกแต่งด้วยด้ายสีทองเหลืองบนที่วางแขน ความสว่างไสวของทองเหลืองช่วยเติมเต็มช่องใส่ของบริเวณประตู ขณะที่ประตูฝั่งผู้ขับตกแต่งด้วยแผ่นเหล็ก สลักถ้อยแถลงของเชอร์ชิลต่อความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของนักบินทั้งคู่

แดชบอร์ดถูกตกแต่งให้สะท้อนทิวทัศน์ ด้วยแรงบันดาลใจจากไฟล์ทบินยามราตรีของวีรบุรุษผู้กล้าหาญ ซึ่งนักบินทั้ง 2 ได้เห็นในท้ายที่สุด หลังบินฝ่าเมฆหมอกหนาออกมาได้สำเร็จ ด้วยกรรมวิธีร่วมสมัย

ผสานเทคนิคดั้งเดิม ไม้ยูคาลิปตัสรมควันผ่านการชุบสูญญากาศเป็นสีทอง ก่อนนำไปเลี่ยมกับเงินและทองแดง เพื่อถ่ายทอดรายละเอียดอันสวยงามของพื้นโลกยามค่ำคืนเมื่อมองจากท้องฟ้า การตกแต่งนี้

ทอดยาวไปจนถึงคอนโซลกลาง มอบประสบการณ์พิเศษแด่ผู้ครอบครอง เบาะผู้ขับสอดคล้องกับเพดานรถ ขณะที่ส่วนล่างของอุโมงค์กลางถูกบุและเย็บด้วยด้ายทองเหลือง สะท้อนถึงเครื่องบิน Vickers Vimy เครื่องยนต์ วี12 สูบ ได้อย่างชัดเจน

นาฬิกาในรถยนต์  โรลส์-รอยซ์ นับเป็นเครื่องประดับอันเลอค่าอีกชิ้นหนึ่ง ลูกค้าหลายท่านจึงเลือกตกแต่งในส่วนนี้ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของพวกเขา ‘เรธ อีเกิล 8’ ก็เช่นกัน ผู้บุกเบิกที่กล้าหาญของเราพบว่า

แผงหน้าปัดอุปกรณ์ของพวกเขาแทบกลายเป็นน้ำแข็ง เนื่องจากระดับความสูงและสภาพอากาศอันย่ำแย่ แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ในตอนนั้น มาจากแสงสีเขียวของแผงควบคุมและประกายไฟจากเครื่องยนต์ทางกาบขวาของเครื่องบิน

เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว แผนก Bespoke Collective ของ โรลส์-รอยซ์ ได้ประกอบนาฬิกาเข้ากับพื้นผิวที่ตกแต่งให้ดูคล้ายมีน้ำแข็งเกาะอย่างอัจฉริยะ แสงสีเขียวเรืองรองส่องสว่างยามกลางคืน เข็มชั่วโมง สีแดงแบบเดียวกับเข็มทิศ ได้แรงบันดาลใจจากลวดลายเส้นสายบนแผงหน้าปัดนาฬิกา ขณะที่พิกัดลงจอดถูกสลักไว้ด้านล่าง

 

ส่วนประกอบที่มีเสน่ห์มากสุดของรถคันนี้ เป็นเพดานห้องโดยสารที่สวยงามด้วยแสงดาว Starlight Headliner เส้นใยไฟเบอร์ออปติก 1,183 จุด แสดงตำแหน่งของดวงดาวบนฟากฟ้าในช่วงเวลาของไฟล์ทบินในปี 2462 เส้นทางบินและหมู่ดาวต่างๆ ถูกถักร้อยด้วยเส้นด้ายทองเหลือง โดยเรื่องราวที่ทั้ง 2 บินฝ่าหมู่เมฆเพื่อใช้ดวงดาวนำทาง ถูกบอกเล่าผ่านเส้นใยนำแสงไฟเบอร์ออปติกสีแดง ควบคู่กับการเย็บปักเป็นลาย

ก้อนเมฆ นอกจากนั้นยังมีแผ่นเหล็กที่มีข้อความ ‘The celestial arrangement at the halfway point 00:17am June 15th 1919, 50” 07’ Latitude North – 31” Longitude West’ แสดงจุดกึ่งกลางของการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์

คุณกฤษดา สวามิภักดิ์, ผู้จัดการทั่วไป โรลส์-รอยซ์ มอเตอร์ คาร์ส แบงคอก กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี ของประวัติศาสตร์การเดินทางอันยิ่งใหญ่ เราภูมิใจนำเสนอหนึ่งในยนตรกรรมรุ่นพิเศษ ที่สามารถสะท้อนความหรูหรา, ความประณีต และจิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ได้ดีที่สุด ซึ่งลูกค้า โรลส์-รอยซ์ ในไทย ล้วนชื่นชอบยนตรกรรมที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และประณีตบรรจง ปีนี้ โรลส์-รอยซ์ จึงตอบสนองด้วยยนตรกรรมสั่งทำพิเศษอีก 1 รุ่น นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่งาน ‘The 2019’ ที่ได้รวบรวมยนตรกรรมสุดหรูมาให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด”

สุดท้ายถ้าท่านผู้อ่านทุกท่านอยากชมคันจริงจะสัมผัสถึงความเป็นงานศิลปะชั้นสูงมากกว่าแค่ยนตรกรรมลักซ์ชัวรีระดับโลก โดยจัดแสดงเป็นครั้งแรกในงาน ‘Pinnacle of Luxury 2019’ ระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม 2562  ณ สยามพารากอน แฟชั่นฮอลล์

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

อีซูซุยุโรปปูพรมรอ ‘ออลนิวส์ดีแมกซ์’ โฉมใหม่ลุยตลาดปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

อีซูซุยุโรปปูพรมรอ ‘ออลนิวส์ดีแมกซ์’ โฉมใหม่ลุยตลาดปีหน้า

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 17:55 น.
นายโทชิอากิ มาเอคาวะ,ออลนิวส์ดีแมกซ์,อีซูซุยุโรปปูพรม
เปิดอ่าน 171 ครั้ง

พลานุภาพพลิกโลกแรงสุด อีซูซุยุโรปปูพรมรอ “ออลนิวส์ดีแมกซ์” โฉมใหม่ลุยตลาด มั่นใจะดันยอดขายกระหึ่มปีหน้า

 นายโทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวถึงการส่งออกรถกระบะออลนิวส์อีซูซุดีแมกซ์โฉมใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า ได้รับเสียงตอบรับและสั่งจองเกินความคาดหมาย จนดีลเลอร์ทั่วประเทศมียอดส่งมอบรถยาวถึงต้นปีหน้า

  อ่านข่าว: อีซูซุ ทุกรุ่นใช้ B10 ดีเซลพื้นฐานใหม่!!

ขณะที่ตลาดต่างประเทศเหตุนี้ที่อีซูซุมีผู้จัดจำหน่ายกว่า100ประเทศทั่วโลก กำลังตั้งตารอคอยการเปิดตัวออลนิวดีแมคซ์ แต่ต้องปรับกำหนดการจำหน่ายออกไป เพื่อให้ลูกค้าในไทยได้รับรถอย่างทั่วถึงก่อน

                                          นายโทชิอากิ มาเอคาวะ

นางปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการบริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลส์กล่าวว่า ขณะนี้โรงงานประกอบรถอีซุซุต้องเร่งกำลังผลิตเพื่อส่งมอบรถให้กับลูกค้าในประเทศก่อน ส่วนต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดยุโรปคาดว่าจะเริ่มจำหน่ายรถกระบะอีซูซุดีแมกซ์โฉมใหม่หลังกลางปีหน้า

 นายจังคาร์โล มิรันโดล่า ประธานกลุ่มบริษัทมีดี้ ผู้จัดจำหน่ายรถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์และรถบรรทุกอีซูซุรายใหญ่สุดของโรปกล่าวในงานต้อนรับสื่อมวลชนไทยที่เดินทางไปเยี่ยมชมกิจการที่ประเทศฝรั่งเศสว่า บริษัทมีดี้เป็นผู้ดูแลตลาดภาคพื้นยุโรปเกือบทั้งหมด ครอบคลุมใน 15ประเทศหลัก ไม่รวมตลาดในกลุ่มฝรั่งเศสโพ้นทะเลอีกหลายประเทศ โดยในปีนี้จนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาทั้งรถบปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดถึง12.8% เป็นอันดับ2-3 ในเกือบทุกประเทศ จากปีก่อนหน้าที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่อันดับ5 เพียง8.3%

อย่างไรก็ตามหลังการเปิดตัวออลนิวส์อีซุซุอย่างเป็นทางการในไทย โดยเปลี่ยนแปลงใหม่หมด ทั้งการออกแบบภายนอกภายใน การพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ รวมถึงติดตั้งอุปกรณ์พิเศษต่างๆเพิ่มเติม ซึ่งบางอย่างไม่เคยมีในรถปิกอัพนี่ห้อใดมาก่อน กล่าวได้ว่าอีซูซุได้ก้าวไปอีกขั้นในการเป็นผู้กำหนดมาตรฐานคุณภาพใหม่ให้กับรถปิกอัพสอดคล้องกับความต้องการในยุโรป ซึ่งเน้นทั้งการใช้งานทั้งเชิงพาณิชย์และกิจกรรมสันทนาการ จึงเป็นที่สนใจและต่างรอคอยการเปิดจำหน่าย ซึ่งตนมั่นใจว่าหากสามารถเริ่มจำหน่ายได้ในกลางปี2020 จะทำยอดขายในครึ่งหลังของปีหน้าเพิ่มขึ้นถึง3เท่าตัวจากครึ่งปีแรกอย่างแน่นอน

                                             ‘ออลนิวส์ดีแมกซ์’โฉมใหม่

  “ความเชื่อมั่นนี้ทำให้เราตัดสินใจยกเลิกการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถบรรทุกบางยี่ห้อในสิ้นปีนี้ เพื่อทุ่มกำลังขยายโรงงานประกอบรถบรรทุกของอีซูซุ พร้อมกับขยายพื้นที่เพื่อรองรับการสั่งออลนิวดีแมกซ์ประกอบสำเร็จจากเมืองไทย รวมถึงสต็อกอะไหล่ทุกชิ้นส่วน ตามความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น โดยชูนโยบายส่งอะไหล่ถึงมือลูกค้าทุกประเทศในยุโรปภายใน24ชั่วโมง”

ปัจจุบันตลาดยุโรปมีการออกกฏหมายควบคุมมาตรฐานรถที่นำมาจำหน่ายทั้งด้านจัดเก็บภาษีตามอัตราการปล่อยไอเสียและรูปแบบการใช้งานที่ค่อนข้างเข้มงวด เช่นในฝรั่งเศสทำให้ค่ายรถยนต์ต่างๆต้องปรับตัว บางยี่ห้อถึงกับถอนตัวจากตลาดหรือหยุดจำหน่ายในบางรุ่น แต่จะไม่ส่งผลกระทบกับรถอีซูซุ เนื่องจากอีซุซุได้พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์รวมถึงการออกแบที่มีให้เลือกอย่างหลากหลายและมีมาตรฐานสูงสุดเป็นไปตามข้อกำหนด

        “เรามั่นใจว่าทั้งรถปิกอัพออลนิวดีแมกซ์ จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดทำยอดจำหน่ายได้เกินกว่าที่ตั้งไว้ในปีหน้าอย่างแน่นอน”ประธานกลุ่มบริษัทมิดี้กล่าว

Ford to unveil Ranger and Everest variants at Motor Show

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/auto/30378593?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Ford to unveil Ranger and Everest variants at Motor Show

Nov 21. 2019
Ford Ranger FX4

Ford Ranger FX4
By THE NATION

759 Viewed

Ford will unveil special edition Ranger and Everest variants at the upcoming Thailand International Motor Expo 2019 being held from November 29 to December 10 at Impact Challenger, Muang Thong Thani.

Ford will showcase the full lineup of its segment-defining and “Built Ford Tough” Ranger pickup truck, including the new Ranger FX4 that features an enhanced exterior design, an exclusive new mesh grille, 18-inch black alloy wheels, a black sports bar and FX4 decals, and is equipped with the 2.2L Duratorq diesel engine.

Also on display will be the full range of Everest, including the new Everest Sport, which boasts a new urban design and renowned driver assistance features.

The iconic Mustang sports coupe will also be on display. Named as one of the most technologically advanced sport cars, the new Mustang is loaded with advanced driver assistance technologies, and two world-class performance engines – the 5.0L V8 engine and the 2.3L EcoBoost engine – that deliver power and sharp driving dynamics.

Ford Everest Sport

Ford Everest Sport

ฉลอง 60 ปี ฮอนด้า เรซซิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400167?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ฉลอง 60 ปี ฮอนด้า เรซซิ่ง

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 08:00 น.
Honda Racing Thanks Day,ฉลอง 60 ปี ฮอนด้า เรซซิ่ง,NSR500,ฮอนด้า,HONDA
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

จัดกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่ Honda Racing Thanks Day ที่ทวินริงโมเตกิ เพื่อแฟนๆ ฮอนด้าโดยเฉพาะ

นับเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ทางฮอนด้าได้เข้าร่วมการแข่งขัน มอเตอร์สปอร์ต ระดับโลกมายาวนานไม่ว่าจะประเภทสี่ล้อ หรือสองล้อ ก็ตาม และนับวันจะประสบความสำเร็จที่มุ่งสู่การพัฒนาเครื่องยนต์และการออกแบบและที่ผ่านมา ฮอนด้าเองได้จัดกิจกรรมสุดยิ่งใหญ่ Honda Racing Thanks Day ที่สนาม ทวินริงโมเตกิ เพื่อสาวกฮอนด้าโดยเฉพาะ

ณ สนามทวินริง โมเตกิ ประเทศญี่ปุ่น ที่ผ่านมา ฮอนด้ามอเตอร์ได้จัดงานขอบคุณแฟนมอเตอร์สปอร์ตครั้งใหญ่ภายใต้ชื่องานว่า “Honda Racing Thanks Day” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเข้าร่วมแข่งขันในรายการระดับโลกครบรอบ 60 ปี ของฮอนด้า โดยมีชาวญี่ปุ่นเข้าร่วมชมกิจกรรมมากถึง 17,000 คน ณ สนามแข่งขัน ทวินริง โมเตกิ

 

ภายในงานนี้ ฮอนด้าได้เปิดโอกาสให้แฟนๆเข้าชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พบกับรถแข่งในตำนานและนักแข่งระดับโลกมากมายอาทิเช่น คาร์ล ครัชโลว์ และทาคาอากิ นาคากามิ สองนักแข่งโมโตจีพี แดนนี่ ควิยาท นักแข่งฟอร์มูล่าวัน และเจนสัน บัตตัน อดีตแชมป์โลกฟอร์มูล่าวันในตำนาน รวมถึงนักแข่งชื่อดังอีกมากมาย

Honda Racing Thanks Day เต็มไปด้วยความสนุกจากเรซจำลองการแข่งขันจากนักแข่งชื่อดังที่มาร่วมสนุกในรุ่นที่ไม่เคยขับขี่มาก่อน และไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การขับขี่ตัวแข่งรุ่น NSR500 ในสนามแข่งเป็นครั้งแรกของ คาร์ล ครัชโลว์ ผู้ซึ่งเคยคว้าแชมป์สนามในโมโตจีพีมาแล้วถึงสามครั้ง

 

“ผมพึ่งอายุ 4 ขวบ ตอนที่เอ็ดดี้ ลอว์สัน คว้าแชมป์โลกรุ่น 500cc ด้วยรถ NSR500 มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากที่ได้รับเกียรติให้ขี่รถรุ่นนี้ ผมเองเริ่มดูการแข่งรถเป็นครั้งแรกในยุคของไมเคิล ดูฮาน และผมก็ชอบสไตล์การขับขี่ของเขามาก ผมเป็นแฟนฮอนด้ามาแต่แรกตั้งแต่เริ่มดูการแข่งรถ มันจึงเป็นอะไรที่เจ๋งมากกับการได้ขี่ NSR500 ในสนามโมเตกิ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำในชีวิตนักแข่งของผมเลยทีเดียว มันเป็นรถที่ขี่สนุกแต่คุมยาก ไม่มีเทคโนโลยีช่วยเหมือนรถแข่งสมัยใหม่ ทุกอย่างอยู่ที่เราคุมเองล้วนๆ มันเป็นความรู้สึกที่แปลก แต่ผมก็ชอบมันนะ” คาร์ล ครัชโลว์ กล่าว

ทั้งนี้ ฮอนด้าเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลกเป็นครั้งแรกในปี 1959 ในรายการ Isle of Man TT ที่สหราชอาณาจักร โดยความตั้งใจของโซอิจิโร่ ฮอนดะ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ฮอนด้าที่มีความความฝันทีจะนำแบรนด์ญี่ปุ่นสู่ตลาดโลก กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในเวทีระดับโลกมากมายในปัจจุบัน

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

EV Sharing แห่งแรกของไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/400164?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

EV Sharing  แห่งแรกของไทย

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี,รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า,EV Sharing,เอพี ฮอนด้า,Honda,AP Honda
เปิดอ่าน 231 ครั้ง

เอ.พี. ฮอนด้า ร่วมกับ มจธ. เปิดตัว PCX Electric Smart Station แห่งแรกในไทย ทดลองใช้ งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า EV Sharing

ก้าวไปอีกขั้นเมื่อทางเอ.พี. ฮอนด้า จับมือกับ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดตั้ง  PCX Electric Smart Station เพื่อศึกษารูปแบบ EV Sharing เป็นครั้งแรกในเมืองไทย โดยทดลองใช้งานกันเองในในกลุ่มนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย เน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนและการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าให้มีประสิทธิภา

 

PCX Electric Smart Station แห่งแรกในไทย จัดตั้งเพื่อทดลองศึกษารูปแบบการแบ่งปันการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV Sharing โดยมีฮ้อป (HAUP) ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน ที่สามารถเข้าถึงและใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ที่ภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนยานพาหนะไฟฟ้าหรือ EV ในปี 2015 เอ.พี. ฮอนด้าได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและระบบที่สามารถรองรับการใช้งานมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อไม่นานมานี้ เราได้ประกาศถึงความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีในการศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้ EV เพื่อพัฒนาระบบรองรับที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง ด้วยความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายได้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น กับการเปิดตัวสถานี PCX Electric Smart Station เพื่อทดลองศึกษารูปแบบของ EV Sharing หรือการแบ่งปันการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

โดย PCX Electric Smart Station ได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีมากมายรวมถึงหลังคา Solar Roof ที่สามารถเปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าให้กับตัวสถานีและรองรับการเก็บพลังงานสำรองสำหรับฟังก์ชันสลับแบตเตอรี่ Battery Swapping ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ รูปแบบการใช้งานยังพัฒนาให้เข้าถึงง่าย แบ่งปันกันได้ตลอดเวลาด้วยแอปพลิเคชันจากฮ้อป HAUP ทำให้นักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยฯทุกคนมีโอกาสได้ใช้ PCX Electric อย่างสะดวกสบายและทั่วถึงโดยใช้เพียงแค่สมาร์ทโฟนเป็นตัวเชื่อมต่อ

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวถึงการเปิดตัวครั้งนี้ว่า เป็นความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมอีกขั้นหนึ่ง สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ KMUTT: Sustainable University for Sustainable Development Goals (SDGs) 2030 ของ มจธ. เพื่อยกระดับการพัฒนาการเดินทางที่ปลอดมลพิษ และจะเป็นต้นแบบที่ดีสู่การพัฒนาต่อไปเพื่อชุมชน และประเทศไทย

 

รศ.ดร. ยศพงษ์ ลออนวล หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า  PCX Electric Smart Station พัฒนาขึ้นมาเพื่อศึกษาการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า PCX Electric ในรูปแบบของการบริการแบบแบ่งปัน (Sharing Service) ตัวสถานีถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย มีความทนทานต่อสภาวะอากาศกลางแจ้ง ตัวหลังคาสามารถรองรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งพลังงานแสงอาทิตย์จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้ในการชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งชาร์จตัวแบตเตอรี่ในระบบสลับแบตเตอรี่ Swapping Charger System โดยพลังงานไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้งานในสถานีจะส่งกลับไปยังระบบไฟฟ้าของภายในมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ระบบสลับแบตเตอรี่จะมีการติดตั้งในระยะต่อไป นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาระบบการแสดงผลและการเก็บข้อมูลแบบทันที Real Time Data ใน สามด้าน ได้แก่ การใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า การใช้และการผลิตพลังงาน และระบบรักษาความปลอดภัยภายในสถานี ถือว่าโครงการนี้เป็นความร่วมมือในการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนและการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของการเดินทางอย่างยั่งยืน Sustainable Mobility ต่อไป

เอ.พี. ฮอนด้า และ มจธ. มีแผนติดตั้ง PCX Electric Smart Station อย่างน้อยสามแห่ง แบ่งเป็นพื้นที่ภายในวิทยาเขตหลักของ มจธ. จำนวนสองแห่ง และที่อาคาร KX หรือ KMUTT Knowledge Exchange for Innovation Center ถนนกรุงธนบุรีอีกหนึ่งแห่ง

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

มิตซูบิชิ สู้ศึกซิตี้คาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/399964?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

มิตซูบิชิ สู้ศึกซิตี้คาร์

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
มิตซูบิชิ แอททราจ,มิตซูบิชิ มิราจ,มิตซูบิชิ,MITSUBISHI
เปิดอ่าน 206 ครั้ง

งัด มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่  ขึ้นชูคุณสมบัติที่เหนือกว่า ครบครันกว่า!!!

จากศึกของรถซิตี้คาร์ที่ทุกค่ายต่างทยอยไม้เด็ดของตัวเองลงมาเกทับกันช่วงปลายปี เพื่อยอดขายส่งท้ายปี 2019 นี้  มิตซูบิชิ มอเตอร์ส บ้านเราก็อยู่เฉยไม่ได้งัด มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่  ที่มาพร้อมแนวคิด “พลังจากข้างใน ไปให้สุด” โฉมใหม่ครั้งนี้  แอททราจ ใหม่ มาพร้อมสีขาวใหม่ White Diamond ขณะที่  มิราจ ใหม่ มาพร้อม 2 สีใหม่ ได้แก่ สีขาว White Diamond และสะดุดตามากขึ้นด้วย สีเหลือง Sand Yellow

ยกระดับความโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวพร้อมรองรับการใช้งานได้อย่างครบครันยิ่งขึ้น เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดรถซิตี้คาร์ ส่ง แอททราจ ใหม่ และ มิราจ ใหม่ พร้อมจำหน่ายแล้วที่โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ พร้อมดีไซน์ Advanced ‘Dynamic Shield’ โฉบเฉี่ยวด้วยกระโปรงหน้าดีไซน์ใหม่ กระจังหน้าตกแต่งด้วยเส้นสีแดง

กันชนหน้าใหม่ ไฟหน้าแบบ Bi-LED พร้อมไฟเดย์ไทม์รันนิ่งไลท์ ชุดไฟตัดหมอกแบบใหม่ ไฟท้ายแบบ LED และ ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15 นิ้ว ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ ยังมาพร้อมกับสปอยเลอร์หลังดีไซน์สปอร์ต

มรโมะริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทยจำกัด กล่าวว่า ความนิยมในรถซิตี้คาร์ของเราเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย ห้องโดยสารที่มีความประณีต และเพื่อสร้างความพึงพอใจ จึงได้พัฒนาเป็น มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ และ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่ นี้  และยังคงเป็นรถยนต์สองรุ่นหลักในตลาดรถซิตี้คาร์

แอททราจ ใหม่ และ มิราจ ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ ขนาด 1.2 ลิตร DOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน MIVEC

ภายในห้องโดยสาร แอททราจ ใหม่ และ มิราจ ใหม่ มาพร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ High Contrast ตกแต่งด้วยลายคาร์บอนดีไซน์ใหม่ เบาะนั่งวัสดุหนังสังเคราะห์ดีไซน์ใหม่ สำหรับ  แอททราจ ใหม่ และ เบาะนั่งวัสดุหนังสังเคราะห์และผ้าดีไซน์ใหม่ สำหรับ  มิราจ ใหม่ ยกระดับขึ้นด้วยแผงควบคุมเปิดปิดกระจกข้างตกแต่งด้วยลายคาร์บอนดีไซน์ใหม่ พร้อมวัสดุบุนุ่มบริเวณแผงประตู

 

แอททราจ ใหม่ และ มิราจ ใหม่ สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับหน้าจอระบบสัมผัส Smartphone – Link Display Audio SDA ขนาด 7 นิ้ว รองรับแอปเปิล คาร์เพลย์ และระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และการเชื่อมต่อบลูทูธ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมายเทียบเท่ารถซีดานระดับบน ได้แก่ ระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ และ กล้องมองภาพหลังขณะถอยจอด 

มีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรงพร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (FCM-LS) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็วเฉพาะด้านหน้า (RMS-Forward) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC) และระบบป้องกันการลื่นไถล (TCL) ยังมาพร้อมถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า รวมถึงระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงดันน้ำมันเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และระบบเสริมแรงเบรก (BA) ซึ่งทำงานประสานกันเพื่อมอบความมั่นใจให้ผู้ขับขี่บนทุกเส้นทาง รถยนต์ทั้งสองรุ่นยังติดตั้งระบบไฟกะพริบฉุกเฉินอัตโนมัติขณะเบรกกะทันหัน (ESS) อีกด้วย

 

ราคาจำหน่ายของ มิตซูบิชิ แอททราจ ใหม่ 

รุ่น GLX MT 494,000 บาท

รุ่น GLX CVT 529,000 บาท

รุ่น GLS CVT 579,000 บาท

 รุ่น GLS – LTD CVT 624,000 บาท

ราคาจำหน่ายของ มิตซูบิชิ มิราจ ใหม่

รุ่น GLX MT 474,000 บาท

รุ่น GLX CVT 509,000 บาท

รุ่น GLS CVT 574,000 บาท

 รุ่น GLS – LTD CVT 619,000 บาท

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

 

BMW ส่ง R 1250 RT เอาใจสายทัวริ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/399743?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

BMW ส่ง R 1250 RT เอาใจสายทัวริ่ง

วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT,บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด,R 1250 RT,R 1250,BMW R 1250,BMW Motorrad,บิ๊กไบค์พรีเมียม
เปิดอ่าน 80 ครั้ง

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ส่งมอเตอร์ไซค์ทัวริ่ง บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ 

ล่าสุด บีเอ็มดับเบิลยู ส่งรถสไตล์ทัวริ่งร่างยักษ์สำหรับคนที่ชื่นชอบเดินทางไกลในแบบสองล้อ ครั้งนี้ได้นำ บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาถึง 4 รุ่นย่อยให้เลือกซื้อตามกระเป๋าตัวเอง ที่นับวันกระแสตอบรับจากเหล่าไบค์เกอร์ยิ่งดีวันดีคืน

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT  มอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่มาพร้อมสมรรถนะของเครื่องยนต์ บวกความสะดวกสบายสำหรับเดินทางไกลได้สมบูรณ์แบบ สามารถสร้างประสบการณ์สุดประทับใจให้แก่เหล่าไบค์เกอร์บนทุกเส้นทาง มาพร้อมเครื่องยนต์บ็อกเซอร์  สั่งจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบฟอกไอเสียแบบ closed-loop ชนิด 3 ทางพร้อมเทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันใหม่ BMW ShiftCam ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องยนต์

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบ ระบายความร้อนด้วยอากาศและของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี ที่ได้รับการยกระดับให้สามารถส่งพละกำลังและแรงบิดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถโลดแล่นได้อย่างราบรื่นแม้ขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที เครื่องยนต์บ็อกเซอร์รุ่นใหม่นี้ยังโดดเด่นด้วยระบบไอเสียที่สามารถปล่อยมลพิษน้อยลง และประหยัดเชื้อเพลิง เติมเต็มสมรรถนะเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ที่เสริมความสมดุลของเพลาลูกเบี้ยวและจังหวะการทำงานของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ เพลาลูกเบี้ยวยังเปลี่ยนมาขับเคลื่อนด้วยห่วงโซ่ฟันแทนโซ่ส่งกำลังแบบเดิม ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 4 ที่เน้นประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่หลากหลายสำหรับความต้องการที่แตกต่างของนักบิด ได้แก่  ‘Rain’, ‘Road’ และ Riding Modes Pro ที่เพิ่มโหมดการขับขี่แบบโปร คือ  ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ‘Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ พร้อมระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ที่ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อเสริมความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่อุ่นใจยิ่งขึ่นในทุกสภาวะการขับขี่ เพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้นด้วย ระบบ Dynamic Traction Control และ ABS Pro ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ช่วยให้เบรกหลังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์เมื่อเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้รถมีระยะเบรกสั้นลง ในขณะที่ยังสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง

ระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า หรือ Dynamic ESA ยังสามารถปรับการตอบสนองของโช้คอัพได้อย่างอัตโนมัติและฉับไวตามสภาวะการขับขี่และการควบคุมรถ ปรับค่าการสั่นสะเทือนให้เหมาะสมตามสภาพถนน เพื่อการขับขี่ที่สบายและมั่นคงในทุกเลี้ยวโค้ง

ดีไซน์ของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ยังคงเน้นองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งอย่างเต็มเปี่ยมใน 4 สี 4 สไตล์ด้วยกัน ได้แก่ สีขาว Alpine white สีแดง Mars red metallic/Dark slate metallic matt สี Manhattan metallic และสีน้ำเงิน Option 719 Blue planet metallic/Ivory นอกจากนี้ ชุดแต่งจาก BMW Motorrad Spezial ยังเป็นอีกทางเลือกที่พร้อมสร้างความแตกต่างให้สะดุดตายิ่งขึ้น ด้วยชิ้นส่วนคัสตอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟในวัสดุเกรดพรีเมียม และงานฝีมืออันประณีตบรรจงในทุกรายละเอียดจากช่างผู้เชี่ยวชาญ มอบสไตล์ที่โดดเด่นแบบเฉพาะตัว

 

สำหรับรุ่นสีขาว Alpine White จะโดดเด่นด้วยล้อสีเงิน Silver metallic ตัดสลับกับตัวเครื่องสีเงิน Aluminium Silver metallic มาพร้อมกับฝาครอบถังน้ำมันกลางตัวรถและที่รองเข่าสีเข้ม Slate Dark metallic matt สวยสะดุดตา นอกจากนี้ ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์ ขอบกระจกหน้ารถ และคาลิเปอร์เบรคสีดำ พร้อมด้วยสปอยเลอร์ด้านหน้าและสปอยเลอร์เครื่องยนต์สีดำ Night Black ยังขับเน้นให้ส่วนของเครื่องยนต์นั้นโดดเด่นและโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น

 

 

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ในโมเดล Sport รุ่นนี้ นำความจัดจ้านจากสีแดง Mars red metallic มาตัดกับสีดำ Dark slate metallic matt เสริมลุคสปอร์ตและปราดเปรียว ส่วนเครื่องยนต์ใหม่ถูกขับให้โดดเด่นด้วยฝาครอบฝาสูบสีเทา Agate Gray metallic matt ขณะที่กระจกหน้ารถที่สั้นลงทำให้ดูสปอร์ตมากขึ้น

ด้วยล้อสีเทา Asphalt Gray metallic matt และเครื่องยนต์ที่เคลือบด้วยสีดำ รูปลักษณ์โดยรวมของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT Sport จึงดุดันและทรงพลัง ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถ เช่น ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์และขอบกระจกหน้ารถใช้สีดำทั้งหมด ซึ่งสีเข้มอย่างสี Slate Dark metallic matt ช่วยเสริมให้ตัวรถมีเส้นสายที่สมบูรณ์ลงตัว เมื่อตัดกับสีแดง Mars Red metallic matt บนฝาครอบถังน้ำมันตรงกลางรถ ที่รองเข่า และส่วนหน้าของมอเตอร์ไซค์

 

โมเดล Elegance มุ่งเน้นรูปลักษณ์ที่หรูหรา สง่างามของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ ด้วยการตกแต่งสีตัวถังในสี Manhattan metallic ล้อสีเงิน Silver metallic และตัวเครื่องยนต์เคลือบสีเงิน Aluminium Silver metallic เพิ่มความสวยสะดุดตาแต่ยังคงไว้ซึ่งความประณีต ส่วนฝาครอบถังน้ำมันตรงกลางรถและที่รองเข่านั้นก็ผสานกลมกลืนไปกับมิติรถในสีเทา Granite Grey metallic matt

องค์ประกอบต่าง ๆ ของตัวรถที่เคลือบสีโครเมียม อย่างตุ้มถ่วงปลายแฮนด์และขอบกระจกหน้ารถ เน้นย้ำความเป็นมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งได้อย่างชัดเจน ส่วนสปอยเลอร์ของเครื่องยนต์สีดำ Night Black matt เมื่ออยู่คู่กันกับสปอยเลอร์ด้านหน้า จะสะท้อนให้เห็นถึงขุมพลังใหม่ที่ดุดัน พร้อมเสริมความหรูด้วยคาลิเปอร์เบรคสีทองที่เพิ่มเอกลักษณ์และความสง่างามให้กับรถรุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

สีตัวถังที่มีความเงาโดดเด่นสะดุดตานั้นได้รับการออกแบบเป็นพิเศษด้วยการพ่นสีน้ำเงิน Spezial Blue Planet metallic องค์ประกอบส่วนต่าง ๆ ของรถที่เป็นโครเมียม เช่น ตุ้มถ่วงปลายแฮนด์และขอบกระจกหน้ารถสะท้อนความหรูหราของบีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT Option 719 style ได้อย่างลงตัว

ในส่วนของสปอยเลอร์เครื่องยนต์นั้นใช้สีดำ Night Black ตัดกับสีเงิน Aluminium Silver metallic ของตัวเครื่องยนต์ เพิ่มความหรูให้กับตัวรถด้วยล้อเคลือบสีเงินและคาลิเปอร์เบรคสีทอง

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT ใหม่ สีขาว Alpine White

ราคา: 1,340,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT Sport ใหม่ สีแดง Mars red metallic/Dark slate metallic matt

ราคา: 1,375,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT Elegance ใหม่ สี Manhattan Metallic

ราคา: 1,375,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 RT Option 719 style ใหม่ สีน้ำเงิน Blue planet metallic/Ivory

ราคา: 1,520,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

 

‘เวสป้า’ ส่งสกู๊ตเตอร์ใหม่เอาใจสาวก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/399733?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘เวสป้า’ ส่งสกู๊ตเตอร์ใหม่เอาใจสาวก

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2562 – 20:00 น.
เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต,เวสป้า,สกู๊ตเตอร์ใ,แลมเบรตต้า,สกู๊ตเตอร์คลาสสิก,Vespa S,พิอาจิโอ
เปิดอ่าน 78 ครั้ง

ส่งเอส 125 ไอ-เก็ต Vespa S 125 i-Get โฉมใหม่สปอร์ตกว่าเดิมลุยตลาด

ในฐานะผู้นำตลาดรถสกู๊ตเตอร์คลาสสิกมาตลอด และกระแสเรียกร้อง  เวสปิอาริโอ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถสกู๊ตเตอร์ “เวสป้า” และ “พิอาจิโอ” ตอกย้ำคอนเซ็ปต์ “Live Freely” ให้คุณสนุกกับชีวิตอิสระอีกขั้นกับ “เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต (Vespa S 125 i-Get)” โฉมใหม่ อีกหนึ่งโมเดลยอดนิยมในกลุ่มเวสป้ารุ่นเล็ก 125 ซีซี

 

 

“เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต (Vespa S 125 i-Get)” โฉมใหม่ หนึ่งในสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมยอดนิยม ซึ่งครั้งนี้กลับมาพร้อมกับโฉมใหม่ที่สปอร์ตกว่าเดิม แต่ยังคงความคลาสสิคตามแบบฉบับ ด้วยจุดเด่นที่ผสมผสานดีไซน์รถสกู๊ตเตอร์ใหม่เข้ากับการอัพเกรดเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองการขับขี่ให้เป็นมากกว่าเพียงยานพาหนะ พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่มากขึ้น ยังคงโดดเด่นด้านสมรรถณะด้วยเครื่องยนต์ i-Get (ไอ-เก็ต) ขนาด 125 ซีซี. 4 จังหวะ 3 วาล์ว ประสิทธิภาพสูง มาพร้อมมอเตอร์สตาร์ทใหม่และจุดยึดเครื่องยนต์ที่เพิ่มชุดยางแท่นเครื่องแบบคู่ช่วยลดการสั่นสะเทือน ทำให้เสียงเงียบลงกว่า 15% ขับขี่นุ่มนวลและทรงประสิทธิภาพขึ้น ประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยอัตลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของ VESPA S โฉมใหม่อันดับแรก คือ ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่ถูกปรับดีไซน์ใหม่ให้กลายเป็นทรงหกเหลี่ยมแบบแอลอีดีและไฟหลังดีไซน์ใหม่แอลอีดี เพิ่มมุมมองทันสมัย โฉบเฉี่ยว พร้อมกรอบสีดำให้ความรู้สึกสปอร์ตพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น ด้าน บังลมมาพร้อมกับดีไซน์เนกไทใหม่ โดยเฉพาะบังแตรที่เพิ่มลูกเล่นด้วยสีดำโดดเด่นตัดกับสีของตัวรถ สำหรับหน้าปัดเรือนไมล์แสดงมาตรวัดความเร็วที่ผสานความทันสมัยของเทคโนโลยีเข้ากับความคลาสสิคของ VESPA S บนจอแสดงผลอยู่ด้านล่างที่ให้ข้อมูลสำคัญ อาทิ ระยะทาง รอบไมล์ ระดับเชื้อเพลิง เป็นต้น โดยจิตวิญญาณความสปอร์ตแห่งสีดำนี้ ยังได้นำมาตกแต่งในส่วนของพาร์ทและอุปกรณ์ต่างๆ บนตัวรถ อาทิ ล้อแม็กซ์ คิ้วบังลม กระจกมองหลังทรงกลม ฝาครอบท่อไอเสียสีดำ

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับขี่ “เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต” โฉมใหม่ ด้วยการปรับดีไซน์ที่พักเท้าใหม่ให้รองรับการทรงตัวที่ดีขึ้น โดยการลดความกว้างของพื้นที่วางเท้าให้เหมาะสมกับสรีระของผู้ขับขี่และผู้ซ้อน เพื่อให้สามารถวางเท้าลงบนพื้นขณะรถจอดได้ง่าย อีกทั้งเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่มากขึ้น พร้อมเพิ่มดีไซน์ฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานใหม่ๆ ด้วยช่องสายชาร์ต USB สำหรับโทรศัพท์ แท็บเลต หรือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก ทำให้ผู้ขับขี่หมดกังวลเรื่องการติดต่อสื่อสารตลอดทุกเส้นทาง

“เวสป้า เอส 125 ไอ-เก็ต” โฉมใหม่ พร้อมสร้างปรากฎการณ์ให้สะดุดสายตาทุกเส้นทางกับสีสันใหม่ 5 เฉดสี
สีเหลือง (Yellow Sole)
สีดำ (Black Vulcano)
สีขาว (White Innocenza)
สีน้ำเงิน (Blue Vivace)
สีเทา (Grey Titanio)

สนนราคาที่ 96,900 บาท(ยกเว้นสีน้ำเงิน กับ สีเทา สนนราคาที่ 97,900 บาท)

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek/

 

ยามาฮ่า อาร์ 1 ร้อนแรงบนแทรคสนามช้างฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/399408?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

ยามาฮ่า อาร์ 1 ร้อนแรงบนแทรคสนามช้างฯ

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 – 00:00 น.
ยามาฮ่า,ยานยนต์
เปิดอ่าน 75 ครั้ง

ยามาฮ่า อาร์ 1 ร้อนแรงบนแทรคสนามช้างฯ คอลัมน์… ยานยนต์

รถบิ๊กไบค์ ได้รับความนิยมในตลาดบ้านเรามาพักใหญ่ แต่ก็มีช่วงขึ้นช่วงชะลอตัว สลับกันไป ส่วนสถานการณ์ล่าสุดปีนี้ ซึ่งภาพรวมเศรษฐกิจไม่ดีนัก บวกกับช่วงต้นปีมีการปรับโครงสร้างภาษี โดยนำอัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้ามาคำนวณ โดยหากปล่อยเกิน 130 กรัม/กม. จะเสียภาษีเพิ่มจาก 8% เป็น 18% ส่งผลให้บิ๊กไบค์กลุ่มเครื่องยนต์ 1,000 ซีซี ซึ่งไม่สามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ตามเกณฑ์ ได้รับผลกระทบทั้งหมด

วีรพงษ์ ธนากิจจานนท์ ผู้จัดการทั่วไปธุรกิจรถบิ๊กไบค์ยามาฮ่า ระบุว่า ตัวเลขล่าสุด ตลาดรวมบิ๊กไบค์ (เครื่องยนต์ 400 ซีซี ขึ้นไป) ติดลบประมาณ 4% และคาดว่าทั้งปีอาจจะติดลบ 5% ส่วนยามาฮ่า ล่าสุดติดลบ 3% ส่วนสิ้นปีหากเป็นไปตามแผนของบริษัทอาจจะติดลบแค่เล็กน้อยเท่านั้น

แผนการของยามาฮ่าคือการเสริมรถใหม่ช่วงปลายปีอย่างน้อย3รุ่น รวมถึงไนเคน จักรยานยนต์ 3 ล้อ เอสอาร์ 400 รุ่นพิเศษ ที่จะผลิตจำนวนจำกัด 2,400 คัน และวายแซดเอฟ อาร์ 1 รุ่นปี 2020 ที่เริ่มรับจองแล้ว และมีผู้จองล่าสุด 40 คัน

ทั้งนี้อาร์ 1 ถือเป็นหนึ่งในรถที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า โดยปี 2561 มียอดขาย 200 คัน จากตลาดบิ๊กไบค์ยามาฮ่า 2,600 คัน

และเชื่อว่าการมของ อาร์ 1 รุ่น 2020 ที่พัฒนาเทคโนให้สูงขึ้นไปอีกจะทำให้ได้รับการตอบรับมากขึ้นหลังจากนี้ โดยมี 2 รุ่นย่อย คือ วายแซดเอฟ-อาร์1 ราคา 8.49 แสนบาท

และวายแซดเอฟ-อาร์1เอ็ม ราคา 1.149 ล้านบาท โดยยามาฮ่ามีแผนกระตุ้นตลาดในรูปแบบเน้นเจาะไลฟ์สไตล์ลูกค้า เช่น การจัดแข่งขันยามาฮ่า แชมเปี้ยนชิพ ที่ให้ลูกค้ายามาฮ่ามาประลองฝีมือกันในสนามแข่ง ซึ่งปีนี้ปิดสนามสุดท้ายไปแล้วที่สนามช้าง อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต บุรีรัมย์ ถือเป็นความประสบความสำเร็จอย่างดี เพราะมีรถในรุ่นต่างๆ มาร่วมแข่งมากกว่า 240 คันซึ่งกิจกรรมนี้ยังช่วยต่อยอดการตลาด เพราะลูกค้าจำนวนไม่น้อย ขยับระดับรถขึ้นไปเรื่อยๆ และเชื่อว่าที่สุดก็จะถึงระดับ อาร์1

ทั้งนี้ อาร์ 1 ถือว่าเป็นรถธงของยามาฮ่าที่มีชื่อเสียงมายาวนาน เป็นรถที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากรถแข่ง โมโตจีพี วายแซดอาร์-เอ็ม 1 เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารครอบครองได้ และปีนี้เป็นปีครบรอบปีที่ 21 และยามาฮ่าก็ฉลองด้วยการเปิดตัว อาร์ 1 รุ่นปี 2020 ซึ่งมาพร้อมกับเครื่องยนต์ Crossplane 4 สูบเรียง 998 ซีซี ที่ปรับปรุงใหม่ ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 113 นิวตันเมตร พร้อมด้วยเทคโนโลยีต่างๆ

หน้าจอเรือนไมล์ชนิดจอสี TFT ที่แสดงข้อมูลการขับขี่ครบทุกรายละเอียด ช็อคแอบซอร์เบอร์หน้าแบบหัวกลับ และช็อคแอบซอร์เบอร์หลังเดี่ยว เสริมด้วยซัพแทงค์ ที่ถูกปรับปรุงใหม่ให้มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมไฟหน้าแอลอีดีใหม่ แฟริ่งแบบใหม่ที่ปรับปรุงให้มีอากาศพลศาสตร์ดีขึ้น 5% จากตัวเดิม แน่นอนมันเป็นเทคโนโลยีที่ได้มาจาก วายแซดอาร์-เอ็ม1

ระบบช่วยเหลือการขับขี่เต็มคัน เช่นระบบควบคุมเบรกในโค้ง, ระบบควบคุมเอ็นจิ้นเบรก, คันเร่งไฟฟ้าแบบเต็มระบบ, ระบบลอนช์คอนโทรลที่ดีขึ้น ซึ่งผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการตั้งค่าต่างในโหมดต่างๆ ได้ผ่านหน้าจอ TFT

ยามาฮ่าจัดทดสอบ อาร์ 1 ที่สนามช้างฯ โดยเชิญสื่อสายรถจักรยานยนต์ที่มีความเชี่ยวชาญ และสายรถยนต์อย่างผม ซึ่งแทบจะไม่เคยจับรถจักรยานยนต์เลยไปร่วมทดสอบ

ก็ต้องยอมรับเทคโนโลยียุคนี้ไปไกลมาก ช่วยให้รถที่มีความแรงระดับ 200 แรงม้า ควบคุมง่าย เครื่องยนต์ตอบสนองรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานขึ้นไปที่ 200 กม./ชม. (เชื่อว่าสายจักรยานยนต์คงเร็วกว่านี้มาก)

ที่น่าสนใจคือ ที่ความเร็วนี้รถมีความนิ่ง จนกล้าที่จะไปต่อ และที่ผมชอบมากคือเมื่อเห็นโค้งรออยู่ข้างหน้าทำให้ต้องเบรกกันหนัก ปรากฏว่ารถยังมีการทรงตัวที่ดี ไม่ไถลไม่ปัด หน้าไม่ยุบหลังไม่ยก ทำให้รอบต่อๆ ไป กล้าที่จะใช้ระยะเบรกลึกมากขึ้น

การทรงตัวในทางโค้งก็ทำได้ดี แม้จะขับไม่ถึงขั้นมืออาชีพที่เข่าเช็ดกับพื้นสนาม แต่ก็รู้สึกได้ว่าไปด้วยความเร็วพอควร โดยที่รถยังทรงตัวได้ดี และพร้อมเติมคันเร่งเพื่อเร่งออกจากโค้งเมื่อผ่านช่วงกลางโค้งไปแล้ว

ใครที่ชื่นชอบอารมณ์สปอร์ต น่าจะชื่นชอบ อาร์ 1 กับ ความโดดเด่นคือการเป็นบิ๊กไบค์ตัวแรง แต่ขับง่าย ควบคุมง่ายครับ