“พระสุเมรุพิโรธ” เมื่อภูเขาไฟแห่งทวยเทพปะทุขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669891

วันที่ 05 ธ.ค. 2564 เวลา 16:06 น."พระสุเมรุพิโรธ" เมื่อภูเขาไฟแห่งทวยเทพปะทุขึ้นภาพความหายนะและรายงานสถานการณ์จากพื้นที่ประสบภัยภูเขาไฟเซอเมรู (Semeru) ภูเขาไฟใหญ่ของอิโดนีเซียที่จุ่ๆ เกิดปะทุขึ้น

ภูเขาไฟเซอเมรูเป็นหนึ่งในภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นที่สุดลูกหนึ่งในอินโดนีเซีย ที่ระดับความสูง 3,676 เมตร ถือเป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดบนเกาะ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม การปะทุเริ่มต้นเมื่อเวลา 14:50 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยปล่อยกลุ่มเถ้าภูเขาไฟสูง 12,000 เมต ขึ้นไปในอากาศ คาดว่าการปะทุเริ่มขึ้นเมื่อโดมลาวาที่ปากปล่องภูเขาไฟถล่มเนื่องจากฝนตกหนัก โดมที่พังทลายทำให้เกิดกระแสธารเถ้าถ่านร้อนจัด หรือ pyroclasitc ไหลลงมาตามทางลาดของภูเขาไฟ

Photo by JUNI KRISWANTO / AFP

ในเขตปกครองมาลัง หกตำบลย่อยได้รับผลกระทบจากเถ้าถ่าน แปดหมู่บ้านและสองตำบลในเขตปกครองลูมาจังก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน สะพานกลาดักเปรักที่พังลงจากภัยพิบัติครั้งนี้ได้ปิดถนนรถเข้าถึงหมู่บ้านในพื้นที่ และยังเกิดไฟฟ้าขัดข้องและไฟฟ้าดับ ส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างน้อย 30,253 คนในเขตโปรโนจีโวของชวาตะวันออก บ้านเรือนอย่างน้อย 30 หลังถูกทำลายโดยกระแสลาวา และต้องอพยพประมาณ 300 ครอบครัว

Photo by JUNI KRISWANTO / AFP

ณ ช่วงเช้าวันที่ 5 ธันวาคม โฆษกหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการปะทุของภูเขาไฟเซอเมรูของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นเป็น 13 รายในวันอาทิตย์

Photo by JUNI KRISWANTO / AFP

ภูเขาไฟเซอเมรู รู้จักกันในชื่อ “มหาเมรุ” ซึ่งแปลว่า “ภูเขาอันยิ่งใหญ่” ในภาษาสันสกฤตที่ได้มาจากชื่อภูเขาพระเมรุหรือพระสุเมรุ อันเป็นศูนย์กลางจักรวาลวิทยาในศาสนาฮินดูซึ่งเป็นที่พำนักของเหล่าทวยเทพ คตินี้ยังคงมีอยู่ในเกาะชวาของประเทศอินโดนีเซียที่ซึ่งยังมีความเชื่อแบบฮินดูและพุทธผสมผสานกับศาสนาอิสลาม 

Photo by JUNI KRISWANTO / AFP

ชาวฮินดูชาวอินโดนีเซียยังเชื่อว่าภูเขาเป็นที่พำนักของพระอิศวรในเกาะชวาด้วย ซึ่งเป็นความเชื่อแบบท้องถิ่นที่ตีความให้เข้ากับคติฮินดู และในวรรณคดีชวาเล่าไว้ว่า แต่เดิมภูเขาไฟสุเมรุนี้อยู่ทางตะวันตกของเกาะ แต่เพราะมีน้ำหนักมหาศาลจึงผลักแผ่นดินกลับไปอีกข้าง สุเมรุจึงไปอยุ่ทางทิศตะวันตกในปัจจุบัน 

“มหาเมรุ” เป็นหนึ่งในสถานที่เดินป่าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอินโดนีเซีย 

Photo by AMAN ROCHMAN / AFP

เปิดศักราชใหม่โลจิสติก รถไฟสินค้าจีน-ลาวขบวนแรกถึงเวียงจันทน์แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669902

วันที่ 05 ธ.ค. 2564 เวลา 15:10 น.เปิดศักราชใหม่โลจิสติก รถไฟสินค้าจีน-ลาวขบวนแรกถึงเวียงจันทน์แล้วรถไฟบรรทุกสินค้าระหว่างประเทศจีน-ลาว ขบวนแรกเดินทางจากนครคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มาถึงสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใต้ ที่นครหลวงเวียงจันทน์ของลาวแล้วเมื่อเวลา 23.10 น. ของวันเสาร์ (4 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยรถไฟขบวนนี้บรรทุกไดแคลเซียมฟอสเฟตที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์

“ผมดีใจและตื่นเต้นมากที่ได้ทำงานภายใต้แผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) และได้เป็นทูตมิตรภาพระหว่างจีนกับลาว” โจวอวี้ขุย วัย 31 พนักงานขับรถไฟบรรทุกสินค้าที่ทำงานนี้มา 6 ปีกล่าว

“ทางรถไฟจีน-ลาววิ่งให้บริการคล้ายกับทางรถไฟภายในประเทศ แต่ตัวรางมีสภาพดีกว่าในจีนเสียอีก และเพื่อรักษาความปลอดภัยของรถไฟขบวนแรก เราไม่กล้าพักสายตาเลยตั้งแต่รถไฟวิ่งออกจากพรมแดนไปเมื่อเวลา 15.39 น.”

หลี่ถงสวี่  ผู้อำนวยการสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใต้ ที่มีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับทางรถไฟกว่า 20 ปี และปฏิบัติงานเป็นผู้อำนวยการสถานีในจีนเป็นเวลากว่า 10 ปี เดินทางมายังลาวเมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ เขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่าทางสถานีได้เตรียมการพร้อมต้อนรับรถไฟขบวนแรกจากจีน

ปัจจุบัน สถานีรถไฟเวียงจันทน์ใต้มีพนักงาน 68 คน เป็นบุคลากรฝ่ายเทคนิคและฝ่ายบริหารชาวจีนมากประสบการณ์จำนวน 9 คน ส่วนเจ้าหน้าที่ชาวลาวล้วนมีวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษา และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ และเคยผ่านการฝึกอบรมกับบริษัททางรถไฟจีน-ลาว จำกัด โดยพวกเขาต่างปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ

(แฟ้มภาพซินหัว : โจวอวี้ขุย พนักงานขับรถไฟบรรทุกสินค้าให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ที่นครหลวงเวียงจันทน์ของลาว วันที่ 5 ธ.ค. 2021)

“รถไฟขบวนแรกที่เราส่งกลับไปยังจีนเมื่อวาน บรรทุกแร่โพแทชที่ผลิตในลาว” หลี่กล่าว พร้อมเสริมว่าอวิ๋นหนานอุดมไปด้วยแร่ฟอสฟอรัส “วันนี้เรารองรับตู้สินค้าขนาด 6 เมตรจำนวน 50 ตู้ ที่บรรทุกไดแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ที่เกื้อหนุนกันระหว่างตลาดทั้งสองประเทศ”

(แฟ้มภาพซินหัว : หลี่ถงสวี่ ผู้อำนวยการสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใต้ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ที่นครหลวงเวียงจันทน์ของลาว วันที่ 5 ธ.ค. 2021)

ทางรถไฟสายใหม่ที่เพิ่งเปิดใช้บริการนี้ ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาการขนส่งสินค้าระหว่างสองประเทศได้มาก ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อสินค้าสำหรับขนส่งข้ามพรมแดนก็มีปริมาณมากพอ โดยปัจจุบัน สินค้าที่ต้องขนส่งจากสถานีรถไฟเวียงจันทน์ใต้มายังจีนอยู่ที่กว่า 100,000 ตัน ขณะที่สินค้าที่ต้องขนส่งจากจีนไปยังลาวมีปริมาณมากเช่นกัน โดยเฉพาะ ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์

อนึ่ง ทางรถไฟจีน-ลาว เปิดทำการเมื่อวันศุกร์ (3 ธ.ค.) และรถไฟบรรทุกสินค้าระหว่างประเทศขบวนแรกที่วิ่งมาจากนครหลวงเวียงจันทน์เดินทางมาถึงจีนเมื่อบ่ายวันเสาร์ (4 ธ.ค.)

เนื้อหาข่าวและภาด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

แค่ผลตรวจเป็นลบไม่พอ ยุโรปบังคับต้องฉีดวัคซีนสถานเดียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669900

วันที่ 05 ธ.ค. 2564 เวลา 14:32 น.แค่ผลตรวจเป็นลบไม่พอ ยุโรปบังคับต้องฉีดวัคซีนสถานเดียวมันเป็นไปแล้ว ยุโรปหลายประเทศกลับมาติดเชื้อหลักหมื่น ไม่ต้องถึงขั้นการระบาดของโอไมครอน ตอนนี้แค่เดลตาก็ทำให้หลายประเทศในยุโรปพบกับคลื่นการระบาดระลอกใหม่ ติดหลักหมื่นกันวันต่อวัน

ฝรั่งเศส – ฝรั่งเศสในวันเสาร์พบผู้ติดเชื้อ 51,624 คนในระยะเวลาช่วง 24 ชั่วโมง ในขณะที่ผู้ป่วยโควิด-19 พุ่งสูงขึ้น แม้จะมีคนนับล้านที่ได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นก็ตาม ทั้งนี้ ฝรั่งเศสมีผู้ป่วยรายใหม่โดยเฉลี่ยเกือบ 41,000 รายต่อวันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เทียบกับน้อยกว่า 28,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว มีผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลประมาณ 694 คนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยรวมถึง 119 รายที่ป่วยหนัก และเสียชีวิต 113 คนในช่วงเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีสาธารณสุข โอลิวิเยร์ เวอรัง ออกคำสั่งห้ามล็อกดาวน์ แต่ขอให้ผู้ใหญ่ในประเทศจำนวน 67 ล้านคนลงทะเบียนรับวัคซีนป้องกันโควิด 3 ครั้งที่ 3 ภายในกลางเดือนมกราคม โดยหลังวันที่ 15 มกราคม ประชาชนที่มีอายุระหว่าง 18-64 ปีจะต้องแสดงหลักฐานการเติมวัคซีนไม่เกินเจ็ดเดือนหลังจากเข็มที่ 2 เพื่อรักษาสถานะบัตรผ่านโควิดให้ใช้งานได้เวลาเข้าใช้บริการร้านอาหาร บาร์ โรงยิม และสถานที่สาธารณะอื่นๆ

อิตาลี – กระทรวงสาธารณสุขอิตาลีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคโคโรนาไวรัส 75 รายในวันเสาร์ เทียบกับ 74 วันก่อนหน้า ในขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันลดลง 16,632 จาก 17,030 ราย จำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่ติดเชื้อโควิด-19 ไม่รวมผู้ป่วยไอซียู อยู่ที่ 5,428 รายในวันเสาร์ เพิ่มขึ้นจาก 5,385 รายในวันก่อนหน้า

เช่นเดียวกับสเปน อิตาลียังไม่มีคำสั่งล็อคดาวน์แม้การติดเชื้อจะพุ่งขึ้นมาอีก แต่อิตาลีจะเพิ่มความเข้มงวดของบัตรผ่านโควิดสำหรับเป็นใบเบิกทางในการใช้บริการสาธารณะต่างๆ โดยก่อนหน้านี้ “กรีนพาส” หรือใบรับรองสุขภาพโควิด ซึ่งสามารถรับได้โดยผ่านการฉีดวัคซีนและการฟื้นตัวจากการติดเชื้อโควิด หรือมีผลตรวจเป็นลบในสองถึงสามวันก่อนหน้านั้น แต่หลังจากนี้จะเป็น “ซูเปอร์กรีนพาส” ที่ผลตรวจเป็ยนลบจะใช้ไม่ได้อีก เพราะจัรับรองเฉพาะผู้ที่ฉีดวัคซีนหรือฟื้นจากการติดเชื้อแล้ว

เยอรมนี – นายกรัฐมนตรีเยอรมัน อังเกลา แมร์เคิล เรียกร้องให้ชาวเยอรมันรับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 โดยกล่าวก่อนออกจากตำแหน่งในตอนสุดท้ายของวิดีโอพอดแคสต์ โดยกล่าวว่า “ฉันขอให้คุณจริงจังกับไวรัสที่แสนกลอย่างจริงจังอีกครั้ง” แมร์เคิลกล่าว พร้อมกล่าวว่าคลื่นโคโรนาไวรัสลูกที่สี่กระทบเยอรมนีในเวลานี้ “ร้ายแรงมาก” และกระทั่ง “รุนแรงสาหัส” หลังจากห้องผู้ป่วยหนักในบางส่วนของประเทศมีผู้ป่วยหนักเกินพิกัด

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอไมครอนสายพันธุ์ใหม่ดูเหมือนว่าจะแพร่เชื้อได้มากกว่าที่เคยเป็นมา มาฉีดวัคซีนให้ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการฉีดวัคซีนครั้งแรกหรือการกระตุ้น” แมร์เคิลกล่าวเสริม “วัคซีนทุกตัวช่วยได้” พร้อมขอบคุณ “บรรดาผู้ที่มีเหตุผลและเข้าใจในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้” และ “ยึดมั่นในกฎเกณฑ์เพื่อปกป้องตนเองและดูแลผู้อื่น”

ออสเตรีย – ในขณะที่ยอดติดเชื้อพิ่มขึ้นและรัฐบาลพยายามใช้มาตรการที่เข้มงวด แต่ชาวออสเตรียก็ยังไม่พอใจ มีรายงานว่าชาวออสเตรียหลายหมื่นคนเข้าร่วมการประม้วงมาตรการล็อคดาวน์วันเสาร์ เป็นการแสดงพลังต่อต้านสัปดาห์ที่สามติดต่อกัน หลังจากการประท้วงหลายครั้งเกิดขึ้นในเมืองหลวงเวียนนา ตำรวจประเมินว่ามีผู้เข้าร่วม “มากกว่า 40,000”

ออสเตรียเป็นประเทศแรกในสหภาพยุโรปที่จะบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องฉีดวัคซีนโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลได้ให้เหตุผลที่ใช้มาตรการดังกล่าวโดยชี้ไปที่การระบาดคลื่นลูกที่สี่ของไวรัสและอัตราการฉีดวัคซีนของประเทศ ที่ร้อยละ 67 ซึ่งต่ำที่สุดในยุโรปตะวันตก ทำให้หน่วยผู้ป่วยหนักของประเทศกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น กระนั้น นับตั้งแต่การล็อกดาวน์มีผลบังคับใช้ จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศ 8.9 ล้านคนได้ลดลงจากระดับสูงสุดที่ 13,000 ครั้งต่อวันเหลือต่ำกว่า 10,000 ราย

ภาพ – ตำรวจและผู้ประท้วงเผชิญหน้ากันระหว่างการชุมนุมต่อต้านข้อจำกัดโควิด-19 และฉีดวัคซีนภาคบังคับในแฟรงก์เฟิร์ต อัม ไมน์ ทางตะวันตกของเยอรมนี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2564 ท่ามกลางการระบาดของโคโรนาไวรัสที่กำลังดำเนินอยู่ (ภาพโดย Yann Schreiber / AFP)

‘หนองคาย’ มุ่งคว้าโอกาสจากรถไฟจีน-ลาว พัฒนาสู่ ‘ศูนย์กลางโลจิสติกส์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669886

วันที่ 05 ธ.ค. 2564 เวลา 11:21 น.‘หนองคาย’ มุ่งคว้าโอกาสจากรถไฟจีน-ลาว พัฒนาสู่ ‘ศูนย์กลางโลจิสติกส์’จังหวัดหนองคายทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงและอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ของลาวราว 22 กิโลเมตร คาดหวังว่าทางรถไฟจีน-ลาวที่มีกำหนดเปิดบริการวันศุกร์นี้ (3 ธ.ค.) จะเป็นดังลมหนุนที่มีบทบาทส่งเสริมการพัฒนาของจังหวัด

“ทางรถไฟจีน-ลาวจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไทยและจีน” จิรนันท์ สกุลตั้งไพศาล ที่ปรึกษาสมาคมการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคายกล่าว “ตลาดจีนมีขนาดใหญ่มาก ธุรกิจในลาวย่อมจะได้ประโยชน์จากการขยับขยายการค้ากับจีนแน่นอนหลังเปิดใช้งานทางรถไฟสายใหม่ ซึ่งก็จะช่วยผลักดันธุรกิจของไทยด้วย”

จิรนันท์มองว่า การเปิดบริการทางรถไฟจีน-ลาวถือเป็นข่าวดีสำหรับภาคธุรกิจหนองคาย โดยคาดว่าทางรถไฟสายนี้จะกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของหนองคายที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เนื่องจากทำให้การเดินทางข้ามพรมแดนสะดวกสบายกว่าเดิม และอาจดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยือนหนองคายมากขึ้น นำไปสู่โอกาสการพัฒนาในภาคการจัดเลี้ยง ที่พัก และหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

นอกจากนั้นจิรนันท์กล่าวว่าหนองคายควรส่งเสริมความร่วมมือกับภูมิภาคตามแนวเส้นทางรถไฟ เพื่อพัฒนาทัวร์ท่องเที่ยวตามทางรถไฟ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสวิวทิวทัศน์งดงามตระการตาระหว่างทาง

หลังจากเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2016 ทางรถไฟจีน-ลาว ซึ่งมีความยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร เชื่อมโยงนครหลวงเวียงจันทน์กับคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มีกำหนดเปิดบริการวันที่ 3 ธ.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะย่นเวลาการเดินทางทางบกระหว่างสองเมืองให้เหลือน้อยกว่า 1 วัน

จี๋ซู่เลี่ยน หญิงจีนวัย 31 ปีจากเมืองซ่านโถว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเปิดร้านของชำในหนองคายมานานถึง 8 ปีแล้ว บอกเล่าว่าทางรถไฟสายใหม่และเวลาการเดินทางที่ลดน้อยลงเป็นสัญญาณอันดีสำหรับธุรกิจของเธอ

ร้านของจี๋ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง เมื่อก่อนเธอมักรองรับลูกค้าหนาแน่น แต่ตอนนี้คงเหลือเพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยประปรายในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ดีจี้กล่าวว่าทางรถไฟจีน-ลาวจะช่วยดึงดูดลูกค้ามากขึ้นและทำให้ธุรกิจของเธอกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“ฉันขายสินค้านำเข้าจากจีน เมื่อก่อนรถบรรทุกใช้เวลาขนส่ง 1 อาทิตย์ แต่ตอนนี้ใช้เวลานานกว่า 2 อาทิตย์แล้ว การเปิดทางรถไฟจีน-ลาวจะช่วยให้ฉันประหยัดทั้งเวลาและเงิน” จี้กล่าวเสริม

ด้านดวงใจ สุขเกษมสิน รองประธานหอการค้าจังหวัดหนองคาย คาดว่าปริมาณการค้าระหว่างไทยและจีนจะเพิ่มสูงหลังทางรถไฟสายข้างต้นเปิดใช้งาน โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้สดและสินค้าเกษตรอื่นๆ ของไทยสู่จีน และการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนมายังไทย ซึ่งจะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และคลังสินค้าในหนองคาย

ขณะเดียวกันดวงใจระบุเพิ่มเติมว่าหนองคายจะสร้างเป็นศูนย์กระจายสินค้าและโลจิสติกส์สำหรับการค้าไทย-จีนด้วยใข้โอกาสใหม่จากทางรถไฟจีน-ลาว

เมื่อไม่นานนี้ รัฐบาลไทยมีการออกแผนงานอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งข้ามพรมแดนระหว่างหนองคายและเวียงจันทน์ อาทิ การก่อสร้างสะพานรถไฟแห่งใหม่ การเพิ่มขบวน

รถไฟจากหนองคายไปเวียงจันทน์ ตลอดจนการสร้างศูนย์ตรวจสอบและถ่ายโอนย้ายสินค้านำเข้าใกล้สถานีรถไฟหนองคาย

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

จับตาพิษสงโอไมครอน+เฟดเป็นเหตุ Bitcoin วูบหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669883

วันที่ 05 ธ.ค. 2564 เวลา 10:24 น.จับตาพิษสงโอไมครอน+เฟดเป็นเหตุ Bitcoin วูบหนัก มูลค่า Bitcoin ร่วงลงอย่างรวดเร็วในชั่วข้ามคืน โดยสูญเสียมูลค่า 10,000 ดอลลาร์ในตลาดที่กำลังวิตกกังวลจากท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) บสกกับภาวะการระบาดใหญ่

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ณ วันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ (ค่ำวันเสาร์ตามเวลาไทย) Bitcoin ที่มีความผันผวนบ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้อาการหนัก ราคาลดลงอย่างรวดเร็วมาอยู่ที่ 42,296 ดอลลาร์โดยสูญเสียมูลค่าไปเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์

ภายในเวลา 16.00 น. (เวลา GMT วันเสาร์) สกุลเงินเสมือนเริ่มฟื้นตัว โดยซื้อขายที่ 48,210 ดอลลาร์ ลดลง 10 เปอร์เซ็นต์จากวันศุกร์

เมื่อถึงเช้าวันอาทิตจย์ตามเวลาไทย ณ เวลาประมาณ 10.00 น. Bitcoin ลดลง 9.3% ที่ 48,773.32 ดอลลาร์ ส่วน Etherลดลง 3.7% ที่ 4,067.32 ดอลาร์

ทั้งนี้ Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักดีที่สุดในโลก ลดลง 29.3% แล้วจากระดับสูงสุดของปีที่ 69,000 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน

เอเอฟพีรายงานว่าตัวชี้วัดชั้นนำของวอลสตรีทปิดตัวแดงในวันศุกร์ท่ามกลางความอ่อนแอในหุ้นเทคโนโลยีและความกลัวเกี่ยวกับการระบาดของโอไมครอน

รอยเตอร์สรายงานว่า การดิ่งลงของ Bitcoin ตามกระแสสัปดาห์ที่ผันผวนของตลาดการเงิน ตลาดหุ้นทั่วโลกและผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐร่วงลงเมื่อวันศุกร์ หลังจากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการเติบโตของงานในสหรัฐชะลอตัวในเดือนพฤศจิกายน และโอไมครอนทำให้นักลงทุนกังวล 

Martha Reyes ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ Bequant กล่าวว่า “สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงที่กว้างขึ้นของเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับโอไมครอนและความคาดหวังว่าเฟดจะมีท่าทีเชิงรุกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีการเทขายจนถึงวันศุกร์โดยลามมาจากการเทขายในตลาดหุ้น”

Reyes กล่าวว่ามูลค่าของ Bitcoin ที่ลดลงซึ่งมักมีแนวโน้มที่จะผันผวนอย่างรุนแรงนั้นไม่น่าแปลกใจเลย ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน เธอกล่าวในหมายเหตุว่า Bitcoin “ติดอยู่ในการเคลื่อนไหวระยะแคบ” ในขณะที่นักลงทุนบางคนต้องการผ่อนคลายสถานะการลงทุนของตน

Anto Paroian ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของกองทุนป้องกันความเสี่ยงคริปโต ARK36.com กล่าวว่าระดับราคาปัจจุบัน “ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดเหมาย” เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ Bitcoin สร้างสถิติที่ 68,363 ดอลลาร์ก่อนที่จะร่วงลงและไม่สามารถไต่ขึ้นมาที่ระดับ 60,000 ดอลลาร์ครั้งแล้วครั้งเล่า

“ในช่วงก่อนหน้าของตลาดกระทิงของ Bitcoin มีการแกว่งตัวอย่างรุนแรง 20-30% เกิดขึ้นสองสามครั้งก่อนที่ตลาดจะขึ้นสู่จุดสูงสุด” เขากล่าวในหมายเหตุ

Justin d’Anethan หัวหน้าฝ่ายขายการแลกเปลี่ยนในฮ่องกงที่ EQONEX บริษัทแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลกล่าวว่าเขาเฝ้าดูการเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนวิเคราะห์นโยบายทางการเงิน (Leverage Ratio) ในตลาดสกุลเงินดิจิทัล รวมถึงการที่ผู้ถือครองเหรียญจำนวนมากย้ายจากการถือคริปโตในกระเป๋าเงินไปที่บริาทแลดเปลี่ยนคริปโต ซึ่งความเคลื่อนไหวอย่างหลังมักจะเป็นสัญญาณของความตั้งใจที่จะขาย

“วาฬ (Whales หมายถึงผู้ถือคริปโตจำนวนมาก) ในพื้นที่คริปโตดูเหมือนจะโอนเหรียญไปยังสถานที่ซื้อขาย ฉวยโอกาสจากจาก bullish bias และเลเวอเรจจากผู้ค้าปลีกเพื่อกดราคาลง” เขากล่าว

Photo by Yuri CORTEZ / AFP

ยกเลิกงานฉลองปีใหม่ หลังบราซิลพบโอไมครอนรายแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669879

วันที่ 05 ธ.ค. 2564 เวลา 09:40 น.ยกเลิกงานฉลองปีใหม่ หลังบราซิลพบโอไมครอนรายแรกแม้จะพบเพียงรายแรก แต่นครริโอเดอจาเนโรที่มีชื่อเสียงในเรื่องการเฉลิมฉลองก็ไม่รอช้า นีบสั่งเคแนเซิลงานใหญ่ส่งท้ายปีในทันที

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่านายกเทศมนตรีเมืองริโอเดจาเนโรยกเลิกการเฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่าหลังจากที่บราซิลยืนยันกรณีแรกของโอไมครอน เป็นการบุกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของละตินอเมริกา และเริ่มขยายไปประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

เอดูอาร์โด ปาเอส (Eduardo Paes) ทวีตเมื่อวันเสาร์ว่าเขาจะปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐริโอเดจาเนโรเพื่อยกเลิกการเฉลิมฉลอง แม้ว่าชาวเมืองคนอื่นๆ จะมีความเห็นตรงกันข้ามก็ตาม

“เราเคารพวิทยาศาสตร์”เอดูอาร์โด ปาเอสทวีต โดยกล่าวว่ามีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ในเมืองและรัฐ แต่เขาอยากจะยึดถือกับความคิดเห็นที่เข้มงวดที่สุด “คณะกรรมการของเมืองบอกว่ามันดำเนินต่อไปได้ แต่ทางการรัฐปฏิเสธ ดังนั้นจึงมันไม่สามารถจัดขึ้นได้ เรามายกเลิกการเฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่าอย่างเป็นทางการในเมืองริโอกันเถอะ” ทวีตดังกล่าวระบุ

การยกเลิกงานฉลองซึ่งดึงดูดผู้อยู่อาศัยและนักท่องเที่ยวหลายล้านคนมาที่หาดโคปาคาบานาที่มีชื่อเสียงระดับโลกเพื่อชมดอกไม้ไฟ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ

“ผมรู้สึกเศร้ามากในฐานะนายกเทศมนตรีและโดยส่วนตัว การเฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่าในเมืองริโอเป็นหนึ่งในงานเลี้ยงที่เหลือเชื่อและหาที่เปรียบมิได้ที่สุดในโลก” ปาเอสกล่าวในการแถลงข่าว

ในบราซิล โรคระบาดคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 615,000 คน ซึ่งสูงเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา

ปาเอสกล่าวว่าจะไม่มีการกำหนดข้อจำกัดเพิ่มเติม โดยเน้นว่าริโอเดจาเนโรยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนเนื่องจากเมืองนี้มีผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อลดลง และมีการฉีดวัคซีนในระดับสูง

การยกเลิกการฉลองปีใหม่ได้รับการสนับสนุนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นอกจากนี้ เคลาดิโอ กัสโตร (Claudio Castro) ผู้ว่าการริโอเดจาเนโรยังทวีตสนับสนุน หลังจากการประกาศของปาเอส ทำให้คำสั่งแคนเซิลงานยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นและยากที่จะสั่งงแก้ไข

กัสโตรกล่าวว่าปาเอสและตัวเขาตกลงที่จะจัดการประชุมในสัปดาห์หน้ากับหน่วยงานด้านสุขภาพของรัฐและเทศบาล “เพื่อตัดสินใจขั้นสุดท้าย” ในเรื่องนี้

Photo by DANIEL RAMALHO / AFP

ทั้งล็อกดาวน์ทั้งปรับ! ยุโรปเร่งจัดการคนไม่ฉีดวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669863

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 18:01 น.ทั้งล็อกดาวน์ทั้งปรับ! ยุโรปเร่งจัดการคนไม่ฉีดวัคซีนสถานการณ์การแพร่ระบาดในยุโรปยังไม่ทุเลาหลายประเทศเริ่มมีมาตรการจำกัดการใช้ชีวิตของคนที่ไม่ฉีดวัคซีน

ก่อนการอุบัติขึ้นของสายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) สถานการณ์ Covid-19 ในยุโรปก็ย่ำแย่อยู่แล้ว โดยมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุบสถิติรายวัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตและเข้ารักษาในโรงพยาบาลอยู่ในช่วงขาขึ้น

ล่าสุดโอไมครอนเข้ามาเพิ่มความไม่แน่นอนเข้าไปอีก หลายประเทศจึงต้องงัดมาตรการต่างๆ มาใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน ซึ่งสำนักข่าว Bloomberg รวบรวมไว้ดังนี้

เยอรมนี

เยอรมนีเป็นประเทศยุโรปล่าสุดที่จำกัดการใช้ชีวิตของคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน โดยประกาศว่าเฉพาะคนที่ฉีดวัคซีนแล้วหรือคนที่หายป่วยจาก Covid-19 เท่านั้นที่เข้าใช้บริการของร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ และร้านค้าต่างๆ ที่จำหน่ายสินค้าไม่จำเป็นได้ และอาจบังคับฉีดวัคซีนทุกคนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

กรีซ

รัฐบาลกรีซบังคับให้ประชาชนที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปฉีดวัคซีนทุกคน และนับตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไปคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนจะถูกปรับเดือนละ 100 ยูโร หรือ 3,831 บาทจนกว่าจะฉีดวัคซีน โดยเงินค่าปรับจะนำไปให้โรงพยาบาล

สวิตเซอร์แลนด์

วานนี้ (3 ธ.ค.) รัฐบาลสวิสขอความร่วมมือประชาชนทำงานจากที่บ้าน โดยรัฐบาลยืนยันยังไม่ใช้มาตรการเข้มงวดอย่างการบังคับทำงานจากที่บ้านโดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน แต่เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ เช่น บาร์ ไนต์คลับ จำกัดการให้บริการเฉพาะคนที่ฉีดวัคซีนแล้วหรือหายป่วยจาก Covid-19 ได้ นอกจากนี้ยังจำกัดไม่ให้คนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนที่เดินทางมาจากหลายประเทศเข้าประเทศ

เบลเยียม

แม้เบลเยียมจะประกาศมาตรการใหม่วานนี้แต่ยังไม่มีมาตรการเฉพาะสำหรับคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน โดยโรงเรียนประถมจะปิดเร็วขึ้นสำหรับช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส ส่วนโรงเรียนมัธยมต้องจำกัดการเรียนการสอนในห้องเรียน รวมทั้งห้ามจัดอีเว้นต์ในร่มที่มีผู้เข้าร่วมเกิน 200 คน การบังคับสวมหน้ากากอนามัยขยายไปถึงทุกคนที่อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป

ออสเตรีย

ออสเตรียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนได้น้อยที่สุดในยุโรปตะวันตกจะล็อกดาวน์ไปจนถึงกลางเดือนนี้ และหลังจากนั้นรัฐบาลมีแผนจะยกเลิกล็อกดาวน์สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วหรือผู้ที่เพิ่งหายป่วยจาก Covid-19 โดยจะล็อกดาวน์เฉพาะคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนต่อ แต่ยังเดินทางไปทำงานได้หากมีผลตรวจหาเชื้อเป็นลบ นอกจากนี้ทางการยังมีแผนจะบังคับฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือน ก.พ.เป็นต้นไป โดยมีค่าปรับสูงถึง 7,200 ยูโร หรือ 275,862 บาท

Bloomberg ระบุว่า มาตรการใหม่สำหรับคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนของยุโรปสะท้อนมุมมองว่าแม้จะมีหลายปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการระบาดรอบล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นอากาศเย็นไปจนถึงการที่ประชาชนการ์ดตก แต่หนึ่งปัจจัยสำคัญคือวัคซีน

แม้ว่ายุโรปจะฉีดวัคซีนไปแล้วราว 640 ล้านโดส กระนั้นก็ยังมีประชากรอีกราว 150 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบโดส

Bloomberg ระบุอีกว่า การลงโทษคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนไม่จำกัดอยู่เฉพาะในยุโรปเท่านั้น และอาจขยายวงกว้างออกไปอีก เนื่องจากรัฐบาลหลายประเทศต้องรับมือกับโอไมครอน อาทิ

สหรัฐ

รัฐบาลประธานาธิบดี โจ ไบเดน ออกมาตรการฉุกเฉินบังคับให้นายจ้างภาคเอกชนที่มีพนักงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไปบังคับให้พนักงานฉีดวัคซีนทุกคนภายในวันที่ 4 ม.ค. หรือต้องตรวจหาเชื้อเป็นประจำ หากฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึง 136,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 4,605,368 บาท

ผลสำรวจเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาจาก Kaiser Family Foundation พบว่า พนักงานที่ยังไม่ฉีดวัคซีน 5% ลาออกจากงานหลังนายจ้างบังคับฉีดวัคซีน

สิงคโปร์

คนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองหากติด Covid-19 และจากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยสำหรับผู้ป่วยที่ต้องรักษาในห้องไอซียูเฉลี่ยอยู่ที่ 25,000 เหรียญสิงคโปร์ หรือ 617,183 บาท

Photo by THOMAS KIENZLE / AFP

นักวิทย์พบสาเหตุลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีน AstraZeneca

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669861

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 16:15 น.นักวิทย์พบสาเหตุลิ่มเลือดอุดตันจากวัคซีน AstraZenecaนักวิทยาศาสตร์พบสาเหตุที่ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันซึ่งเกิดขึ้นได้ยากจากวัคซีน AstraZeneca

สำนักข่าว BBC รายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากเมืองคาร์ดิฟฟ์ของสหราชอาณาจักรซึ่งนำโดยศาสตราจารย์ อลัน ปร์กเกอร์ จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ และจากสหรัฐ พบสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันซึ่งเกิดขึ้นได้ยากหลังจากฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ AstraZeneca

ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบแช่แข็ง (cryo-electron microscopy) จับภาพโมเลกุลของอะดีโนไวรัสซึ่ง AstraZeneca ใช้เป็นพาหะนำรหัสพันธุกรรมของ Covid-19 เข้าสู่ร่างกายมนุษย์

ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances เผยว่า ตามปกติแล้ววัคซีนของ AstraZeneca จะฉีดเข้าสู่กล้ามเนื้อแต่บางครั้งอาจหลุดออกมาสู่กระแสเลือด

เมื่อหลุดออกมาแล้วผิวนอกของอะดีโนไวรัสจะดึงดูดโปรตีนชนิดหนึ่งในเกล็ดเลือดที่เรียกว่า Platelet Factor 4 หรือ PF4 เข้าหาเหมือนแม่เหล็กดูดเศษเหล็ก เนื่องจากผิวนอกของอะดีโนไวรัสมีศักย์ไฟฟ้าเป็นลบ และ PF4 มีศักย์ไฟฟ้าเป็นบวก

สเต็ปต่อมาซึ่งเกิดขึ้นได้ยากคือ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจผิดว่า PF4 เป็นเชื้อไวรัสจึงปล่อยภูมิคุ้มกันเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อโจมตีเชื้อแปลกปลอม จากนั้นภูมิคุ้มกันจะจับตัวกับ PF4 เป็นก้อนซึ่งทำให้เกิดลิ่มเลือด

อย่างไรก็ดี ทีมนักวิจัยเผยว่า การพิสูจน์กระบวนการต่างๆ เหล่านี้ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยโดยละเอียดต่อไปจึงสามารถยืนยันได้แน่ชัด และกระบวนการดังกล่าวต้องเกิดจากความบังเอิญหลายๆ เหตุการณ์ร่วมกันซึ่งสามารถอธิบายได้ว่าเหตุดภาวะลิ่มเลือดอุดตันจึงเกิดขึ้นได้ยาก

ทั้งนี้ เฉพาะในสหราชอาณาจักรภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกิดจากวัคซีนของ AstraZeneca ทำให้เกิดการเสียชีวิต 73 รายจากการฉีดวัคซีนดังกล่าวเกือบ 50 ล้านโดส

ศาสตราจารย์ปาร์กเกอร์เผยว่า “คุณไม่สามารถทำนายได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไรและโอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อยมาก ดังนั้นเราต้องคำนึงถึงภาพใหญ่นั่นก็คือวัคซีนนี้ช่วยรักษาชีวิตคนไว้ไม่น้อย”

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

พบโอไมครอนมียีนโรคหวัดธรรมดาผสมช่วยให้หลบภูมิคุ้มกันดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669856

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 14:15 น.พบโอไมครอนมียีนโรคหวัดธรรมดาผสมช่วยให้หลบภูมิคุ้มกันดีขึ้นนักวิจัยพบโอไมครอนอาจกลายพันธุ์โดยมียีนโรคหวัดธรรมดาผสมอยู่ทำให้หลบภูมิคุ้มกันจากร่างกายได้ดีขึ้น

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า นักวิจัยพบว่า Covid-19 สายพันธุ์โอไมครอน (Omicron) อาจได้การกลายพันธุ์อย่างน้อย 1 อย่างโดยนำชิ้นส่วนของยีนจากเชื้อไวรัสอื่นซึ่งอาจเป็นยีนของเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดที่อยู่ในเซลล์ของมนุษย์ที่ติดเชื้อเซลล์เดียวกันมาผสมกับเซลล์ของตัวเอง

นักวิจัยเผยว่า ลำดับพันธุกรรมที่พบในโอไมครอนนี้ยังไม่เคยปรากฏในเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรค Covid-19 (SARS-CoV-2) สายพันธุ์อื่น แต่มีอยู่ทั่วไปในเชื้อไวรัสอื่นๆ รวมทั้งเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดธรรมดาและยังอยู่ในจีโนมของมนุษย์ด้วย

เวงกี ซาวดาราราจัน จากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล nference ในอังกฤษซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษาครั้งนี้เผยว่า การนำชิ้นส่วนของไวรัสโรคหวัดธรรมดาใส่เข้าไปในตัวเองทำให้โอไมครอน “ดูเป็นมนุษย์มากขึ้น” ซึ่งช่วยให้มันหลบหลีกการโจมตีจากภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ดีขึ้น

นี่อาจหมายความว่าเชื้อโอไมครอนสามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงหรืออาจไม่แสดงอาการเลย โดยขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโอไมครอนแพร่เชื้อหรือก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นหรือไม่ หรือมันจะแซงหน้าเดลตาเป็นสายพันธุ์หลักหรือไม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์กว่าจะตอบคำถามเหล่านี้ได้

งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า เซลล์ในปอดและระบบทางเดินอาหารอาจเป็นที่อาศัยของเชื้อโคโรนาไวรัส (SARS-CoV-2) และเชื้อไข้หวัดธรรมดาได้ในเวลาเดียวกัน

การอยู่ร่วมกันดังกล่าวทำให้เกิดการรวมตัวกันของเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นกระบวนการที่เชื้อไวรัสต่างชนิดกัน 2 ชนิดในเซลล์ที่เชื้อไวรัสเข้าไปฝังตัวมีปฏิกิริยาต่อกันในขณะที่มันกำลังแบ่งตัว ก่อให้เกิดไวรัสตัวใหม่ที่มียีนของเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดผสมกัน

ซาวดาราราจันเผยว่า การกลายพันธุ์ใหม่นี้อาจเกิดขึ้นครั้งแรกในผู้ที่ติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิด แล้วเชื้อ SARS-CoV-2 นำลำดับพันธุกรรมของเชื้อไวรัสอื่นมาผสมกับยีนของตัวเอง

ซาวดาราราจันเผยอีกว่า ลำดับพันธุกรรมเดียวกันนี้ปรากฏขึ้นหลายครั้งกับเชื้อโคโรนาไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคหวัดในมนุษย์ อาทิ HCoV-229E และ HIV ซึ่งก่อให้เกิดโรคเอดส์ และในแอฟริกาใต้ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อ HIV สูงที่สุดในโลก อาจเกิดการรวมตัวกันใหม่นี้ขึ้นจนเกิดเป็นโอไมครอนงานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ OSF Preprints ซึ่งเป็นที่เผยแพร่บทความหรือเอกสารทางวิชาการก่อนการตีพิมพ์อย่างเป็นทางการและยังไม่ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed)

NIH/Handout via REUTERS

จีนเรียกเจ้าของ Evergrande เข้าพบหลังประกาศว่าเงินไม่พอจ่ายหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/669843

วันที่ 04 ธ.ค. 2564 เวลา 12:45 น.จีนเรียกเจ้าของ Evergrande เข้าพบหลังประกาศว่าเงินไม่พอจ่ายหนี้ทางการจีนเรียกผู้ก่อตั้ง Evergrande เข้าหารือหลังบริษัทประกาศว่าอาจมีเงินไม่พอจ่ายหนี้

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการท้องถิ่นในมณฑลกวางตุ้งซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Evergrande เรียก สวี่เจียอิ้น ผู้ก่อตั้งบริษัทเข้าพบ หลังจาก Evergrande ประกาศว่าไม่รับรองว่าจะมีเงินพอจ่ายคืนเจ้าหนี้

เมื่อวันศุกร์ (3 ธ.ค.) Evergrande ส่งหนังสือแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงว่า บรรดาเจ้าหนี้ทวงหนี้จากบริษัทมูลค่ารวมราว 260 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทยังไม่ได้ชำระดอกเบี้ยพันธบัตรมูลค่า 82.5 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งครบกำหนดในวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมาซึ่งระยะเวลาผ่อนผันจะสิ้นสุดลงในวันจันทร์นี้ (6 ธ.ค.)

“จากสถานะสภาพคล่องในขณะนี้…ไม่มีหลักประกันว่าทางบริษัทจะมีเงินทุนเพียงพอที่จะปฏิบัติตามภาระผูกพันทางการเงินอย่างต่อเนื่อง” หนังสือของ Evergrande ระบุ และยังบอกอีกว่า เจ้าหนี้อาจเรียกร้องให้บริษัทชำระหนี้คืนเร็วขึ้น

จากนั้นอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา รัฐบาลท้องถิ่นมณฑลกวางตุ้งเรียกให้สวี่เจียอิ้นเข้าพบทันที และทางการยังระบุในแถลงการณ์ว่า จะส่งทีมงานเข้าไปที่ Evergrande เพื่อควบคุมการบริหารความเสี่ยง เสริมสร้างการควบคุมภายใน และทำให้การดำเนินการเป็นไปตามปกติ

นอกจากนี้ ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนยังออกมาเคลื่อนไหวหลังการประกาศของ Evergrande โดยระบุว่า ปัญหาของ Evergrande ส่วนใหญ่เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดและการขยับขยายอย่างรวดเร็วเกินไป และความเสี่ยงระยะสั้นที่เกิดจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพียงแห่งเดียวจะไม่กระทบกับการระดมเงินทุนของตลาดในระยะกลางและระยะยาว

ด้านคณะกรรมการกำกับดูแลภาคธนาคาร (CBIRC) ระบุว่า กรณีของ Evergrande ไม่กระทบกับการดำเนินการตามปกติของภาคอสังหาริมทรัพย์

ส่วนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์จีน (CSRC) ระบุว่า ผลกระทบใดๆ ต่อตลาดทุนยังควบคุมได้ และ CSRC ยังเดินหน้าสนับสนุนการหาเงินทุนของบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สวี่เจียอิ้นขายหุ้น Evergrande จำนวน 1,200 ล้านหุ้น มูลค่า 344 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้จำนวนหุ้นที่สวี่มีลดลงจาก 77% เหลือ 68%

Photo by Hector RETAMAL / AFP